แผนการจัดการเรียนรู้
รายวิชาชีววิทยา 3 รหัส ว 32243
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ครูผู้สอน
นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1
แผนการจัดการเรียนรู้
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556
รหัสวิชา ว 32243 รายวิชา ชีววิทยา 3
เวลาเรียน 3 คาบ/สัปดาห์/คาบ จานวน 1.5 หน่วยการเรียน รวมเวลาเรียน 60 คาบ/ภาคเรียน
...............................................................................................................................................................
ชื่อครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รายชื่อแบบเรียนที่ใช้ :
แบบเรียนหลัก 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
2. คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.
กระทรวงศึกษาธิการ
คาอธิบายรายวิชา ชีววิทยา 3
รหัสวิชา ว 31243 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
1.5 หน่วยกิต เวลา 60 ชั่วโมง
ศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก การคายน้้าและระบบล้าเลียงในพืช
กระบวน การสังเคราะห์ด้วยแสง โฟโตเรสไพเรชัน กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4
และ CAM ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอก การวัดการ
เจริญเติบโตของพืช สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การส้ารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล และการ
อภิปรายเพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ
เห็นคุณค่าของการน้าความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ้าวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และ
ค่านิยมที่เหมาะสม
ตัวชี้วัด
ว 1.1 ม.4/1 , ว 1.1 ม.4/2
ว 8.1 ม.4/1 , ว 8.1 ม.4/2 , ว 8.1 ม.4/3 , ว 8.1 ม.4/4 , ว 8.1 ม.4/5 , ว 8.1 ม.4/6,ว 8.1
ม.4/7 , ว 8.1 ม.4/8 , ว 8.1 ม.4/9 , ว 8.1 ม.4/10 , ว 8.1 ม.4/11 , ว 8.1ม.4/12
รวม 14 ตัวชี้วัด
แบบวิเคราะห์ตัวชี้วัดเพื่อจัดทาคาอธิบายรายวิชาชีววิทยา 2 ว 32243 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
มฐ. ตัวชี้วัด คาสาคัญ (Keyword)
ความรู้ ทักษะ/กระบวนการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลย
ภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
- การสังเคราะห์ด้วยแสง
- การสืบพันธุ์ของพืชดอก
- การส้ารวจตรวจสอบ - มุ่งมั่นการท้างาน
- มีวินัย
- ซื่อสัตย์สุจริต
ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการ
รักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
- โครงสร้างและหน้าที่ของ
พืชดอก
- การตอบสนองของพืช
-การสร้างสมมติฐาน
- การตรวจสอบ
- มุ่งมั่นการท้างาน
- มีวินัย
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ใฝ่เรียนรู้
ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งค้าถามที่อยู่บนพื้นฐานของ
ความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์
หรือความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้น
ในขณะนั้นที่สามารถท้าการส้ารวจ
ตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
- การสืบค้นข้อมูล
- การส้ารวจตรวจสอบ
- การตั้งค้าถาม
- มุ่งมั่นการท้างาน
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ใฝ่เรียนรู้
ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ
หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจ้าลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อน้าไปสู่
การส้ารวจตรวจสอบ
-การสร้างสมมติฐาน
- การตรวจสอบ
- มุ่งมั่นการท้างาน
- ซื่อสัตย์สุจริต
ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้อง
พิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรส้าคัญ ปัจจัยที่
มีผลต่อปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
และจ้านวนครั้งของการส้ารวจตรวจสอบ
เพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่างเพียงพอ
- การสืบค้นข้อมูล
- การส้ารวจตรวจสอบ
- การรวบรวมข้มูล
- มุ่งมั่นการท้างาน
- มีวินัย
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ใฝ่เรียนรู้
ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้
ในการสังเกต การวัด การส้ารวจ
ตรวจสอบอย่างถูกต้องทั้งทางกว้างและลึก
ในเชิงปริมาณและคุณภาพ
- การสังเกต
-ส้ารวจตรวจสอบ
- การออกแบบ
- มุ่งมั่นการท้างาน
- ใฝ่เรียนรู้
ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการ
ส้ารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
โดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความ
เหมาะสมหรือความผิดพลาดของข้อมูล
- การรวบรวมข้อมูล
- การบันทึก
- ส้ารวจตรวจสอบ
- มุ่งมั่นการท้างาน
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ใฝ่เรียนรู้
ม.4-6/6 จัดกระท้าข้อมูลโดยค้านึงถึงการ
รายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถุ
- การจัดกระท้าข้อมูล
- การรายงานผล
- มุ่งมั่นการท้างาน
- มีวินัย
กต้องและน้าเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่
เหมาะสม
- การออกแบบ - ซื่อสัตย์สุจริต
ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมาย
ข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของ
ข้อสรุป หรือสาระส้าคัญเพื่อตรวจสอบกับ
สมมติฐานที่ตั้งไว้
- การวิเคราะห์
- การแปลความหมาย
- การส้ารวจตรวจสอบ
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ใฝ่เรียนรู้
ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของ
วิธีการและผลการส้ารวจตรวจสอบโดยใช้
หลักความคาดเคลื่อนของการวัดและการ
สังเกต เสนอแนะ การปรับปรุงวิธีการ
ส้ารวจตรวจสอบ
- การสังเกต
- การส้ารวจตรวจสอบ
- การสรุปผล
- มีวินัย
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ใฝ่เรียนรู้
ม.4-6/9 น้าผลการส้ารวจตรวจสอบที่ได้
ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
ค้าถามใหม่ น้าไปใช้แก้ปัญหาใน
สถานการณ์ใหม่และชีวิตจริง
- การน้าไปใช้
- การก้าหนดปัญหา
- การแก้ปัญหา
- มุ่งมั่นการท้างาน
- มีวินัย
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ใฝ่เรียนรู้
ม.4-6/10 ตระหนักถึงความส้าคัญในการที่
จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย
การลงความเห็น และการสรุปผลการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่น้าเสนอต่อ
สาธารณชนด้วยความถูกต้อง
- การอธิบาย
- การลงข้อสรุป
- การน้าเสนอ
- การสื่อสาร
- มีวินัย
- ซื่อสัตย์สุจริต
ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการส้ารวจ
ตรวจสอบอย่างมีเหตุผล ใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐาน
อ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้
เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีข้อมูล
และประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือ
โต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการ
ตรวจสอบอย่างระมัดระวังอันจะน้าไปสู่
การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
- การบันทึก
- การอธิบาย
- การส้ารวจตรวจสอบ
- การสืบค้นข้อมูล
- การวิเคราะห์
- มุ่งมั่นการท้างาน
- มีวินัย
- ซื่อสัตย์สุจริต
ม.4-6/12 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน
และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด
กระบวนการและผลของโครงงานหรือ
ชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
- การอธิบาย
- การสื่อสารข้อมูล
- มุ่งมั่นการท้างาน
- มีวินัย
- ซื่อสัตย์สุจริต
- ใฝ่เรียนรู้
โครงสร้างรายวิชาชีววิทยา 2 รหัส ว 32243 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2
เวลาเรียน 60 ชั่วโมง จานวน 1.5 หน่วยกิต
ลาดับที่ มาตรฐานการเรียนรู้/
ตัวชี้วัด
ชื่อหน่วยการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้าหนัก
คะแนน
1 ว 1.1 ม.4-6/2
ว 8.1 ม.4-6/1-12
โครงสร้างและหน้าที่
ของพืชดอก
- โครงสร้างและหน้าที่ของราก
- โครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น
- โครงสร้างและหน้าที่ของใบ
- การคายน้้าของพืช
- การล้าเลียงน้้าของพืช
- การล้าเลียงธาตุอาหารของพืช
- การล้าเลียงสารอาหารของพืช
20 20
2 ว 1.1 ม.4-6/1
ว 8.1 ม.4-6/1-12
การสังเคราะห์ด้วยแสง - การค้นคว้าที่เกี่ยวข้อง
- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
- โฟโตเรสไปเรชัน
- กลไกการเพิ่ม CO2 ในพืช C4
- กลไกการเพิ่ม CO2 ในพืช CAM
- ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตรา
การสังเคราะห์ด้วยแสง
- การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง
15 20
3 ว 1.1 ม.4-6/1
ว 8.1 ม.4-6/1-12
การสืบพันธุ์ของพืชดอก - การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช
ดอก
- การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช
ดอกและการขยายพันธุ์พืช
- การวัดการเจริญเติบโตของพืช
15 20
4 ว 1.1 ม.4-6/2
ว 8.1 ม.4-6/1-12
การตอบสนองของพืช - สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
- การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
10 20
รวม 60 100
คุณลักษณะตามจุดเน้น ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ลาดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/
ตัวชี้วัด
จุดเน้น ทักษะ/กระบวนการ
1 โครงสร้างและหน้าที่ของ
พืชดอก
ว 1.1 ม.4-6/2
ว 8.1 ม.4-6/1-12
- ความสามารถในการสื่อสาร
- ความสามารถในการคิด
- ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
- ค้นหาสาเหตุของปัญหา วิเคราะห์
สภาพปัญหาจากสถานการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ้าวัน ก้าหนด
ทางเลือกวิธีการขั้นตอนที่น้ามาใช้ใน
การแก้ปัญหาได้ผลดีที่สุด
- สารสนเทศน้าเสนองานและใช้
คอมพิวเตอร์สร้างชิ้นงานหรือ
โครงงานอย่างมีจิตส้านึกและ
วัฒนธรรม
- ทดลอง
- อธิบาย
- สืบค้นข้อมูล
- น้าความรู้ไปใช้ประโยชน์
การสืบค้นข้อมูล
- การส้ารวจ
- การตั้งค้าถาม
- การสร้างสมมติฐาน
- การตรวจสอบ
- การรวบรวมข้อมูล
- การสังเกต
- การออกแบบ
- การบันทึก
- การจัดกระท้าข้อมูล
- การรายงานผล
- การวิเคราะห์
- การแปลความหมาย
- การก้าหนดปัญหา
- การแก้ปัญหา
- การน้าเสนอ
- การสื่อสาร
- การสรุปผล
2 การสังเคราะห์ด้วยแสง ว 1.1 ม.4-6/1
ว 8.1 ม.4-6/1-12
- ความสามารถในการสื่อสาร
- ความสามารถในการคิด
- ความสามารถในการแก้ปัญหา
- ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
- ใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผล
ข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อการ
ตัดสินใจใช้เทคโนโลยี
- สารสนเทศน้าเสนองานและใช้
คอมพิวเตอร์สร้างชิ้นงานหรือ
โครงงานอย่างมีจิตส้านึกและ
วัฒนธรรม
3 การสืบพันธุ์ของพืชดอก ว 1.1 ม.4-6/1
ว 8.1 ม.4-6/1-12
- ความสามารถในการสื่อสาร
- ความสามารถในการคิด
- ความสามารถในการแก้ปัญหา
- ทักษะชีวิต
- ใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผล
ข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อการ
ตัดสินใจใช้เทคโนโลยี
- สารสนเทศน้าเสนองานและใช้
คอมพิวเตอร์สร้างชิ้นงานหรือ
โครงงานอย่างมีจิตส้านึกและ
วัฒนธรรม
4 การตอบสนองของพืช ว 1.1 ม.4-6/2
ว 8.1 ม.4-6/1-12
- ความสามารถในการสื่อสาร
- ความสามารถในการคิด
- ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
- ความสามารถในการแก้ปัญหา
- ทักษะชีวิต
- ค้นหาสาเหตุของปัญหา วิเคราะห์
สภาพปัญหาจากสถานการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ้าวัน ก้าหนด
ทางเลือกวิธีการขั้นตอนที่น้ามาใช้ใน
การแก้ปัญหาได้ผลดีที่สุด
- สารสนเทศน้าเสนองานและใช้
คอมพิวเตอร์สร้างชิ้นงานหรือ
โครงงานอย่างมีจิตส้านึกและ
วัฒนธรรม
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1
หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของราก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก เขียนสรุป
หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- การปลูกพืชโดยใช้เมล็ด จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นต้นพืช และสามารถเจริญเติบโตใน
สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน คือ ล้าต้นกับใบ (น้้า อากาศ และแสงสว่าง)
และราก (น้้าและแร่ธาตุ)
- โครงสร้างและการเจริญเติบโตของราก เมื่องอกออกจากเมล็ดแล้วจะมีการเพิ่มความยาว
ขนาด และจ้านวนมากขึ้น
- รากของพืชใบเลี้ยงคู่เป็นรากสาขาที่เจริญออกมาจากรากเดิม ส่วนรากของพืชใบเลี้ยงคู่จะ
เป็นรากที่ไม่ได้เจริญมาจากรากเดิม
- หน้าที่และชนิดของราก แบ่งเป็น primary or tap root ,adventitious root ,fibrous
root
- โครงสร้างภายในของรากตัดตามขวางใน primary growth แบ่งเนื้อเยื่อแตกต่างกันชัดเจน
ได้แก่
Epidermis ,cortex , stele (pericycle ,vascular bundle: xylem and
phoem)
- โครงสร้างปลายรากอาจแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่
Root cap ,Region of cell division ,Region of cell elongation ,Region of
cell differentiation and maturation
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากต่อ
การด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด ,การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และConcept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> โครงสร้างของรากเหมาะสมต่อการท้าหน้าที่อย่างไร
> รากสามารถแบ่งออกตามลักษณะที่พบโดยทั่วไปได้เป็นกี่ประเภท
> หน้าที่ส้าคัญของรากต่อการด้ารงชีวิตเพื่อความอยู่รอดของพืชมีอะไรบ้าง
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าโครงสร้างภายในรากพืชสามารถแบ่ง
ออกได้เป็นกี่ส่วนอะไรบ้าง
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
โครงสร้างปลายแต่ละบริเวณมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “โครงสร้างและหน้าที่ของราก” ว่า
> การปลูกพืชโดยใช้เมล็ด จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นต้นพืช และสามารถเจริญเติบโตใน
สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน คือ ล้าต้นกับใบ (น้้า อากาศ และแสงสว่าง) และราก (น้้าและแร่
ธาตุ)
> โครงสร้างและการเจริญเติบโตของราก เมื่องอกออกจากเมล็ดแล้วจะมีการเพิ่มความยาว
ขนาด และจ้านวนมากขึ้น โดยรากของพืชใบเลี้ยงคู่เป็นรากสาขาที่เจริญออกมาจากรากเดิม ส่วนรากของพืช
ใบเลี้ยงเดียวจะเป็นรากที่ไม่ได้เจริญมาจากรากเดิม
> หน้าที่และชนิดของราก แบ่งเป็น
 primary or tap root สามารถแตกแขนงเป็นรากแขนงซึ่งเจริญมาจาก pericycle
 adventitious root เป็นรากพิเศษที่เจริญมาจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่ radicle เช่น ล้าต้นหรือใบ
 fibrous root เป็นรากฝอยที่ไม่ได้เจริญขึ้นมาจากรากเดิม พบในพืชใบเลี้ยงคู่
> โครงสร้างภายในของรากตัดตามขวางใน primary growth แบ่งเนื้อเยื่อแตกต่างกันชัดเจน
ได้แก่
 epidermis = รอบนอกสุด ป้องกันเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านใน บางเซลล์เจริญเปลี่ยนแปลง
เป็นขนราก
 pith area = monocotyledon
 cortex = parenchyma cell ,endodermis (casparian strip)
 stele = pericycle ,vascular bundle (xylem ,phoem)
1. xylem = vessel ,tracheid ,parenchyma ,fiber
2. phoem = sieve tube ,companion cell
> โครงสร้างปลายรากอาจแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่
 Root cap = parenchyma cell ที่เจริญเต็มที่แล้วป้องกันอันตรายให้กับเนื้อเยื่อเจริญชั้น
ถัดไป
 Region of cell division = apical initials แบ่งแบบ mitosis ตลอดเวลาเจริญเป็น
ส่วนประกอบต่างๆของรากต่อไป
 Region of cell elongation = เซลล์จะมีการขยายตัวตามยาว ท้าให้ความยาวของรากเพิ่ม
มากขึ้น
 Region of cell differentiation and maturation = เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไป
ท้าหน้าที่ต่างๆหลายชนิดตามลักษณะรูปร่างองค์ประกอบภายใน
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ
ความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากอีก
ทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก
หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน
ระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2
หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น เขียน
สรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- ล้าต้นเป็นโครงสร้างของพืชที่เจริญถัดขึ้นมาจากราก มีข้อปล้อง บริเวณข้อจะมีใบ ที่ซอก
ใบมีตา ท้าหน้าที่ชูกิ่ง ใบ ดอก ผล และล้าเลียงอาหาร ธาตุอาหาร และน้้า
- เนื้อเยื่อบริเวณปลายยอดตัดตามยาวผ่านกลาง แบ่งเป็น apical meristem ,leaf
primordium ,young leaf ,young stem
- โครงสร้างภายในของล้าต้นเมื่อตัดตามขวางแบ่งเป็น epidermis ,cortex ,stele
(vascular bundle ,vascular ray ,pith)
- การเจริญเติบโตขั้นที่สองของพืชใบเลี้ยงคู่ โดยมี vascular cambium ,annual ring
,heart wood + sap wood = wood ,bark
- หน้าที่และชนิดของล้าต้น คือ
สร้างใบและกิ่ง ,ช่วยพยุงกิ่งก้านสาขา ,ชูใบให้กางออกเพื่อรับแสงแดด ,ล้าเลียงน้้า
ธาตุอาหาร และสารต่างๆที่จ้าเป็นต่อการด้ารงชีวิต
- หน้าที่พิเศษอื่นๆของล้าต้น ได้แก่
หนาม ,มือเกาะ ,อวบอุ้มน้้า ,สังเคราะห์ ,สะสมอาหารอยู่ใต้ดิน
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นต่อ
การด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การสื่อสาร ,การคิด และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และConcept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> โครงสร้างของล้าต้นเหมาะสมต่อการท้าหน้าที่อย่างไร
> ล้าต้นสามารถแบ่งออกตามลักษณะโครงสร้างภายในที่พบได้เป็นกี่ชั้นอะไรบ้าง
> หน้าที่ส้าคัญของล้าต้นต่อการด้ารงชีวิตเพื่อความอยู่รอดของพืชมีอะไรบ้าง
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าเนื้อเยื่อบริเวณปลายยอดของล้าต้นพืช
สามารถแบ่งออกได้เป็นกี่ส่วนอะไรบ้าง
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
โครงสร้างปลายยอดแต่ละบริเวณมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “โครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น” ว่า
> ล้าต้นเป็นโครงสร้างของพืชที่เจริญถัดขึ้นมาจากราก มีข้อปล้อง บริเวณข้อจะมีใบ ที่ซอกใบมี
ตา ท้าหน้าที่ชูกิ่ง ใบ ดอก ผล และล้าเลียงอาหาร ธาตุอาหาร และน้้า
> เนื้อเยื่อบริเวณปลายยอด เมื่อตัดตามยาวผ่านกลางแล้วน้าไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์
แล้ว แบ่งได้เป็น 4 บริเวณ
 Apical meristem ปลายสุดแบ่งตัวตลอดเวลา
 Leaf primordium ด้านข้างของปลายยอดเป็นขอบของความโค้งทั้ง 2 ข้าง
 Young leaf ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ยังเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงต่อไป
 Young stem อยู่ถัดลงมายังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ยังมีการแบ่งเซลล์และขยายขนาดต่อไปได้
อีก
> โครงสร้างภายในของล้าต้น เมื่อตัดตามขวางแล้วศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แบ่งเป็น
 Epidermis อยู่ชั้นนอกสุดเป็นเซลล์ผิวเรียงเป็นชั้นเดียว มีสาร cuticle เคลือบอยู่
 Cortex อยู่ถัดเข้ามามีหลายชนิดส่วนใหญ่เป็น parenchyma ,collenchyma
 Stele ในพืชใบเลี้ยงคู่กว้างมากแยกจาก cortex ไม่ชัดเจน ประกอบด้วย
o Vascular bundle = xylem and phoem
o Vascular ray = parenchyma between vascular bundle
o Pith = parenchyma (starch storage) or Pith cavity (monocotyledon)
> การเจริญเติบโตขั้นที่สองของพืชใบเลี้ยงคู่ โดยมี
 vascular cambium = secondary vascular bundle
 annual ring = แถบของ xylem ที่มีสีจางและเข้มสลับกันในแต่ละปี
 heart wood (xylem ที่ไม่ได้ท้าหน้าที่แล้ว) + sap wood (xylem ที่
ยังคงท้าหน้าที่อยู่) = wood
 bark ในพืชอายุน้อย = epidermis+cortex+phoem ส่วนในพืชที่มีอายุ
มาก = cork+cork cambium
> หน้าที่และชนิดของล้าต้น คือ
 สร้างใบและกิ่ง
 ช่วยพยุงกิ่งก้านสาขา
 ชูใบให้กางออกเพื่อรับแสงแดด
 ล้าเลียงน้้า ธาตุอาหาร และสารต่างๆที่จ้าเป็นต่อการด้ารงชีวิต
 หน้าที่พิเศษอื่นๆของล้าต้น ได้แก่ หนาม ,มือเกาะ ,อวบอุ้มน้้า ,สังเคราะห์ ,สะสม
อาหารอยู่ใต้ดิน
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ
ความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น
อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น
หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน
ระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3
หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของใบ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ เขียนสรุป
หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- ใบท้าหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงและปัจจัยที่จ้าเป็น ได้แก่ แสง คาร์บอนไดออกไซด์ น้้า
และคลอโรฟิลล์ ดังนั้นโครงสร้างของใบจึงต้องเอื้ออ้านวย
- โครงสร้างภายนอกของใบ ประกอบด้วย blade ,petiole ,stipule ,vein ,midrib
,plastid (chlorophyll ,anthocyanin ,carotenoid)
- การเรียงตัวของใบแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ simple leaf ,compound leaf
- โครงสร้างภายในของใบ แตกต่างตามชนิดและสภาพแวดล้อม เมื่อตัดตามขวางแล้วน้ามา
ศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แบ่งออกเป็น
Epidermis (guard cell and stoma) ,mesophyll (palisade mesophyll and
spongy mesophyll) ,vascular bundle (bundle sheath)
- หน้าที่ของใบ ได้แก่
สร้างอาหารโดยการสังเคราะห์แสง ,หายใจ ,คายน้้า ,แลกเปลี่ยนก๊าซ ,ป้องกันตัว ,
สงวนน้้า ,เก็บสะสมอาหาร ,ทุ่นลอยน้้า ,เลื้อยพันยึดเกาะและพยุงล้าต้น ,ดักจับ
แมลง
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบต่อ
การด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การใช้เทคโนโลยี , การสื่อสาร และการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และConcept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> โครงสร้างของใบเหมาะสมต่อการท้าหน้าที่อย่างไร
> เราสามารถแบ่งใบออกตามลักษณะการจัดเรียงตัวได้เป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง
> หน้าที่ส้าคัญของใบต่อการด้ารงชีวิตเพื่อความอยู่รอดของพืชมีอะไรบ้าง
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าลักษณะภายในและภายนอกของใบมี
ความสัมพันธ์กับการสังเคราะห์หรือไม่อย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
โครงสร้างภายในใบแต่ละบริเวณมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “โครงสร้างและหน้าที่ของใบ” ว่า
> ใบท้าหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงและปัจจัยที่จ้าเป็น ได้แก่ แสง คาร์บอนไดออกไซด์ น้้า และ
คลอโรฟิลล์ ดังนั้นโครงสร้างของใบจึงต้องเอื้ออ้านวยต่อการสังเคราะห์แสงอย่างมีประสิทธิภาพ
> โครงสร้างภายนอกของใบ ประกอบด้วย
 blade ลักษณะเป็นแผ่นแบนแผ่ขยาย
 petiole เชื่อมติดใบกับล้าต้นหรือกิ่งทางด้านข้าง
 stipule อยู่ที่โคนก้านใบอาจมีหรือไม่มีก็ได้
 vein and midrib แตกแขนงในพืชใบเลี้ยงคู่ แต่จะขนานกันในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
 plastid (chlorophyll ,anthocyanin ,carotenoid) ดูดกลืนพลังงานแสงใน
กระบวนการสังเคราะห์แสง
> การเรียงตัวของใบแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
 simple leaf 1 ก้านจะมีใบเพียงใบเดียว
 compound leaf 1 ก้านจะมีใบหลายใบ
> โครงสร้างภายในของใบ แตกต่างตามชนิดและสภาพแวดล้อม เมื่อตัดตามขวางแล้วน้ามา
ศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แบ่งออกเป็น
 epidermis (guard cell and stoma)
 mesophyll (palisade mesophyll and spongy mesophyll)
 vascular bundle (bundle sheath)
> หน้าที่ของใบ ได้แก่
 สร้างอาหารโดยการสังเคราะห์แสง
 หายใจ ,คายน้้า ,แลกเปลี่ยนก๊าซ
 ป้องกันตัว
 สงวนน้้า ,เก็บสะสมอาหาร
 ทุ่นลอยน้้า ,เลื้อยพันยึดเกาะและพยุงล้าต้น
 ดักจับแมลง
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ
ความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบอีกทั้ง
การประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ
หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน
ระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4
หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง การคายน้้าของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการคายน้้าของพืช เขียนสรุปหน้าที่
และโครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืช
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการคายน้้าของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการคายน้้าของพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- การคายน้้าของพืช (transpiration) เป็นการสูญเสียน้้าของพืชสู่บรรยากาศในรูของไอน้้า
ผ่านทางปากใบเป็นส่วนใหญ่และผิวใบบ้างเล็กน้อย เพราะมีสาร cuticle เคลือบอยู่ท้าให้
ไม้แห้งตาย
- ปากใบและการคายน้้าของพืช อาจอยู่ในรูปหยดน้้าที่กลุ่มรูเปิดที่ผิวใบ (hydathode)
เรียกว่า การเกิด gattation
- การสูญเสียน้้านอกจากจะระเหยเป็นไอน้้าออกมาทางปากใบแล้วยังสามารถพบได้ในส่วน
อื่นๆ ของล้าต้นได้อีก เช่น lenticel ในพืชบางชนิด
- ส่วนใหญ่พืชสูญเสียน้้าทางปากใบ โดยประมาณ 90% ในพืชทุกชนิด
- การเปิดปิดของปากในเป็นกระบวนการรักษาดุลยภาพของน้้า โดยการควบคุมของ guard
cell ที่อยู่บน epidermis
- ปากใบที่อยู่ต่้ากว่าระดับผิวใบ (sucken stomata) เป็นโครงสร้างที่ช่วยลดการคายน้้า
- ปัจจัยที่มีผลต่อการคายน้้าและการเปิดปิดของปากใบ ได้แก่ อุณหภูมิ ,ความชื้น ,ลม ,
สภาพน้้าในดิน ,ความเข้มของแสง
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการคายน้้าของพืช
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืช
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการคายน้้าของพืชต่อ
การด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การใช้เทคโนโลยี , การสื่อสาร และการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และConcept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> โครงสร้างของใบเหมาะสมต่อการเกิดกระบวนการคายน้้าของพืชอย่างไร
> กระบวนการคายน้้าของพืชมีความสัมพันธ์กับการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร
> สภาพแวดล้อมมีผลต่อการเกิดกระบนการคายน้้าในพืชหรือไม่อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าลักษณะภายในและภายนอกของใบมี
ความสัมพันธ์กับกระบวนการคายน้้าของพืชหรือไม่อย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
พืชมีกระบวนการควบคุมกระบวนการคายน้้าอย่างไรเพื่อให้อยู่ในระดับที่สมดุลตลอดเวลา
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การคายน้้าของพืช” ว่า
> การคายน้้าของพืช (transpiration) เป็นการสูญเสียน้้าของพืชสู่บรรยากาศในรูของไอน้้า
ผ่านทางปากใบเป็นส่วนใหญ่และผิวใบบ้างเล็กน้อย เพราะมีสาร cuticle เคลือบอยู่ท้าให้ไม้แห้งตาย
> ปากใบและการคายน้้าของพืช อาจอยู่ในรูปหยดน้้าที่กลุ่มรูเปิดที่ผิวใบ (hydathode) เรียกว่า
การเกิด gattation ส่วนใหญ่พืชสูญเสียน้้าในรูปของไอน้้าทางปากใบ โดยประมาณ 90% ในพืชทุกชนิด
> การสูญเสียน้้านอกจากจะระเหยเป็นไอน้้าออกมาทางปากใบแล้วยังสามารถพบได้ในส่วน
อื่นๆ ของล้าต้นได้อีก เช่น lenticel ในพืชบางชนิด
> การเปิดปิดของปากในเป็นกระบวนการรักษาดุลยภาพของน้้า โดยการควบคุมของ guard
cell ที่อยู่บน epidermis (ถูกก้าหนดโดยความเข้มข้นของสารละลายในเซลล์)
 ปากใบเปิดเมื่อเซลล์คุมเต่ง
 ปากใบปิดเมื่อเซลล์คุมสูญเสียความเต่ง
> ปัจจัยที่มีผลต่อการคายน้้า
 อุณหภูมิเมื่อสูงขึ้น อากาศแห้ง น้้าแพร่ออกมาก
 ความชื้นเมื่อลดลงและแตกต่างกันมาก ไอน้้าจะเกิดการแพร่ออก
 ลมที่พัดผ่านจะท้าให้ความกดอากาศลดลง ไอน้้าแพร่ออกได้มากขึ้น
 สภาพน้้าในดินเมื่อลดลงจะเริ่มสังเคราะห์กรดแอบไซซิกหรือ ABA ปากใบปิด
 ความเข้มของแสงเพิ่มขึ้นและได้รับน้้าอย่างเพียงพอปากใบจะเปิดมากขึ้น
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ
ความส้าคัญของการคายน้้าของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ใน
การศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการคายน้้าของพืช หน้าที่และ
โครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5
หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง การล้าเลียงน้้าของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช เขียนสรุปหน้าที่
และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- พืชที่ไม่มีท่อล้าเลียง มักมีขนาดเล็กและเจริญในที่มีความชื้นสูงร่มเงาเพียงพอ ทุกเซลล์จึง
ได้รับน้้าอย่างทั่วถึงโดยการออสโมซิสอย่างต่อเนื่อง
- พืชที่มีขนาดใหญ่และวิวัฒนาการสูงจะมีระบบท่อล้าเลียงเฉพาะจากรากขึ้นไปเลี้ยงเซลล์ที่
อยู่ปลายยอด
- การเคลื่อนที่ของน้้าในดินเข้าสู่รากและล้าต้นพืชมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่
 apoplast  symplast
- ปัจจัยที่ท้าให้น้้าสามารถน้าเลียงได้อย่างต่อเนื่องจากรากสู่ยอดของพืช คือ
 Root pressure
 Cohesion
 Adhesion
 Transpiration pull
- เครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์ใช้วัดการคายน้้าเพื่อศึกษาหาค่าของ transpiration
pull เรียกว่า potometer
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชต่อ
การด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การใช้เทคโนโลยี , การสื่อสาร และการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> โครงสร้างของรากและล้าต้นเหมาะสมต่อการเกิดกระบวนการล้าเลียงน้้าของพืชอย่างไร
> กระบวนการล้าเลียงน้้าของพืชมีความสัมพันธ์กับกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร
> พืชมีการล้าเลียงน้้าอย่างไรและการคายน้้ากับการล้าเลียงน้้าสัมพันธ์กันอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าลักษณะการเคลื่อนที่ของน้้าใน
กระบวนการล้าเลียงน้้าจากดินเข้าสู่รากและล้าต้นของพืชนั้นมีกี่แบบ อะไรบ้าง
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
ปัจจัยใดบ้างที่ท้าให้กระบวนการล้าเลียงน้้าของพืชเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องจากรากสู่ปลายยอด
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การล้าเลียงน้้าของพืช” ว่า
> พืชที่ไม่มีท่อล้าเลียง มักมีขนาดเล็กและเจริญในที่มีความชื้นสูงร่มเงาเพียงพอ ทุกเซลล์จึง
ได้รับน้้าอย่างทั่วถึงโดยการออสโมซิสอย่างต่อเนื่องส่วนพืชที่มีขนาดใหญ่และวิวัฒนาการสูงจะมีระบบท่อ
ล้าเลียงเฉพาะจากรากขึ้นไปเลี้ยงเซลล์ที่อยู่ปลายยอด
> การเคลื่อนที่ของน้้าในดินเข้าสู่รากและล้าต้นพืชมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่
 apoplast การเคลื่อนที่ของน้้าในดินเข้าสู่รากผ่านชั้นคอร์เทกซ์ของรากไปจนถึงช้น
เอนโดเดอร์มิสได้โดยน้้าจะผ่านจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งทางผนังเซลล์หรือผ่าน
ทางช่องว่างระหว่างเซลล์
 symplast การเคลื่อนที่ของน้้าผ่านเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่งทางไซโทพลาสซึมที่เรียกว่าพ
ลาสโมเดสมาทาเข้าไปในเซลล์เอนโดเดอร์มิสก่อนเข้าสู่ไซเลม
> ปัจจัยที่ท้าให้น้้าสามารถน้าเลียงได้อย่างต่อเนื่องจากรากสู่ยอดของพืช คือ
 Root pressure แรงดันรากเกิดจากการเคลื่อนที่ของน้้าเข้าสู่ไซเลม
 Cohesion คือแรงที่เกิดขึ้นระหว่างโมเลกุลของน้้าด้วยกันเอง
 Adhesion แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของน้้ากับผนังของท่อไซเลม
 Transpiration pull คือ แรงดึงจากการคายน้้า
> เครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์ใช้วัดการคายน้้าเพื่อศึกษาหาค่าของ transpiration pull เรียกว่า
potometer
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ
ความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชอีกทั้งการ
ประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช หน้าที่และ
โครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6
หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง การล้าเลียงธาตุอาหารของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช เขียน
สรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- การล้าเลียงธาตุอาหารต่างๆมีความซับซ้อนมากกว่าการล้าเลียงน้้า เพราะเซลล์มักไม่ยอม
ให้ธาตุอาหารเคลื่อนที่ผ่านเข้าออกได้โดยอิสระ
- กระบวนการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารต่างๆเข้าสู่ราก ท้าได้ 2 วิธี คือ
 Passive transport
 Active transport
- ธาตุอาหารที่ล้าเลียงเข้าไปในไซเลมนั้นเป็นสารอนินทรีย์ต่างๆที่จ้าเป็นต่อการด้ารงชีวิต
และการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
 macronutrient
 micronutrient
- นักวิทยาศาสตร์ใช้หลัก 3 ประการที่จัดว่าธาตุอาหารนี้จ้าเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชคือ
 ถ้าขาดไม่สามารถด้ารงชีวิตได้
 ต้องการจ้าเพาะทดแทนไม่ได้
 จ้าเป็นต่อกระบวนการเมทาบอลิซึม
- การจัดแบ่งธาตุอาหารออกเป็น 3 กลุ่มตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาและชีวเคมี ดังนี้
 องค์ประกอบของสารอินทรีย์ภายในพืช
 กระตุ้นการท้างานของเอนไซม์
 ควบคุมแรงดันออสโมติก
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช
การด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การสื่อสาร , การใช้เทคโนโลยี และการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> พืชล้าเลียงธาตุอาหารและน้าไปใช้ในการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร
> การล้าเลียงธาตุอาหารมีความสัมพันธ์กับกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร
> กระบวนการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารต่างๆเข้าสู่รากท้าได้กี่วิธีอะไรบ้าง
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าพืชมีความต้องการธาตุอาหารแต่ละ
ชนิดในปริมาณไม่เท่ากัน ดังนั้นเราจึงแบ่งกลุ่มธาตุอาหารออกเป็นอะไรได้บ้าง
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
การจัดแบ่งกลุ่มธาตุอาหารตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาและชีวเคมีของพืช ได้อย่างไรบ้าง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การล้าเลียงธาตุอาหารของพืช” ว่า
> การล้าเลียงธาตุอาหารต่างๆมีความซับซ้อนมากกว่าการล้าเลียงน้้า เพราะเซลล์มักไม่ยอมให้
ธาตุอาหารเคลื่อนที่ผ่านเข้าออกได้โดยอิสระ
> กระบวนการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารต่างๆเข้าสู่ราก ท้าได้ 2 วิธี คือ
 Passive transport แบบไม่ใช่พลังงานโดยการแพร่จากภายนอกที่มีความเข้มข้นสูง
กว่าไปยังภายในที่มีความเข้มข้นต่้ากว่า
 Active transport แบบใช้พลังงาน โดยล้าเลียงจากภายนอกที่มีความเข้มข้นต่้ากว่า
เข้าสู่ภายในที่มีความเข้มข้นต่้ากว่า เกิดการสะสมได้
> ธาตุอาหารที่ล้าเลียงเข้าไปในไซเลมนั้นเป็นสารอนินทรีย์ต่างๆที่จ้าเป็นต่อการด้ารงชีวิตและ
การเจริญเติบโตของพืช ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
 Macronutrient คือ ธาตุอาหารที่พืชต้องการเป็นปริมาณมาก 9 ธาตุ ได้แก่ C H O N
P K Ca Mg S
 Micronutrient คือ ธาตุอาหารที่พืชต้องการปริมาณเพียงเล็กน้อย ได้แก่ B Fe Cu
Zn Mn Mo Cl Ni
> นักวิทยาศาสตร์ใช้หลัก 3 ประการที่จัดว่าธาตุอาหารนี้จ้าเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ
 ถ้าขาดไม่สามารถด้ารงชีวิตได้ การเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ไม่ครบวงจร
 ต้องการในการเจริญเติบโตจ้าเพาะซึ่งจะใช้ธาตุอื่นทดแทนไม่ได้
 จ้าเป็นต่อกระบวนการเมทาบอลิซึมและการเจริญเติบโตโดยตรง
> การจัดแบ่งธาตุอาหารออกเป็น 3 กลุ่มตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาและชีวเคมี ดังนี้
 องค์ประกอบของสารอินทรีย์ภายในพืช
1. สารประกอบอินทรีย์หลัก ได้แก่ C H O N
2. สารประกอบอินทรีย์ที่เกี่ยวกับเมทาบอลิซึม ได้แก่ P (ATP) Mg (chlorophyll)
 กระตุ้นการท้างานของเอนไซม์ เช่น Fe Cu Zn Mn Cl
 ควบคุมแรงดันออสโมติก เช่น K ช่วยรักษาความเต่งของเซลล์คุม
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ
ความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช
อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช
หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน
ระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7
หน่วยการเรียนที่ 1 เรื่อง การล้าเลียงสารอาหารของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช เขียน
สรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- สารอาหารที่พืชน้ามาใช้ในการด้ารงชีวิตได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงซึ่งส่วนใหญ่
เกิดที่ใบ สารอาหารที่พืชสร้างเป็นคาร์โบไฮเดรต ส่วนรากในดินไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง
แต่มีการสะสมอาหารในรูปของแป้ง
- การเคลื่อนย้ายสารอาหารในพืช พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่รับเข้ามาทางปากใบสร้าง
อาหาร ซึ่งจะล้าเลียงไปยังแหล่งที่สร้างได้น้อยหรือแหล่งที่สร้างไม่ได้ ทางโฟลเอ็ม มีทิศทาง
ทั้งขึ้นและลงแตกต่างกัน
- กระบวนการล้าเลียงสารอาหาร ใบพืชเป็นแหล่งสร้างน้้าตาลกูลโคสโดยกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสง ถูล้าเลียงออกมาไซโทพลาสซึมเปลี่ยนเป็นน้้าตาลซูโครสเข้าสู่โฟลเอ็ม
เคลื่อนย้ายไปในซีฟทิวป์ ล้าเลียงแบบใช้พลังงาน ความเข้มข้นสารละลายต้นทางสูงขึ้น น้้า
จากเซลล์ข้างเคียงออสโมซิสเข้าแรงดันเพิ่มขึ้น ดันให้เกิดการล้าเลียงไปตามท่อจนถึง
ปลายทาง ก็จะเกิดการล้าเลียงออกไปยังเนื้อเยื่อต่างๆที่ต้องการใช้หรือแหล่งรับ ความ
เข้มข้นปลายทางลดลง น้้าก็จะแพร่ออกสู่เซลล์ข้างเคียง ท้าให้มีแรงดันน้อยกว่า การ
ล้าเลียงอาหารจึงเกิดขึ้นตลอดเวลาที่ใบพืชมีการสังเคราะห์ด้วยแสง
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชต่อ
การด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การสื่อสาร , การใช้เทคโนโลยี และการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> สารอาหารที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ล้าเลียงไปยังส่วนต่างๆของพืชได้อย่างไร
> การล้าเลียงสารอาหารมีความสัมพันธ์กับกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร
> สารอาหารจากแหล่งสร้างที่ใบมีกระบวนการเคลื่อนที่ไปยังส่วนต่างๆของพืชได้อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการเคลื่อนย้ายสารอาหารที่พืชสร้างได้
จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้นในพืชอย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
การทดลองใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการล้าเลียงสารอาหารในพืชและอธิบายได้อย่างไร
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การล้าเลียงสารอาหารของพืช” ว่า
> สารอาหารที่พืชน้ามาใช้ในการด้ารงชีวิตได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงซึ่งส่วนใหญ่
เกิดที่ใบ สารอาหารที่พืชสร้างเป็นคาร์โบไฮเดรต ส่วนรากในดินไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่มีการสะสม
อาหารในรูปของแป้ง
> การเคลื่อนย้ายสารอาหารในพืช พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่รับเข้ามาทางปากใบสร้างอาหาร
ซึ่งจะล้าเลียงไปยังแหล่งที่สร้างได้น้อยหรือแหล่งที่สร้างไม่ได้ ทางโฟลเอ็ม มีทิศทางทั้งขึ้นและลงแตกต่างกัน
> กระบวนการล้าเลียงสารอาหาร ใบพืชเป็นแหล่งสร้างน้้าตาลกูลโคสโดยกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสง ถูล้าเลียงออกมาไซโทพลาสซึมเปลี่ยนเป็นน้้าตาลซูโครสเข้าสู่โฟลเอ็ม เคลื่อนย้ายไปในซีฟ
ทิวป์ ล้าเลียงแบบใช้พลังงาน ความเข้มข้นสารละลายต้นทางสูงขึ้น น้้าจากเซลล์ข้างเคียงออสโมซิสเข้าแรงดัน
เพิ่มขึ้น ดันให้เกิดการล้าเลียงไปตามท่อจนถึงปลายทาง ก็จะเกิดการล้าเลียงออกไปยังเนื้อเยื่อต่างๆที่ต้องการ
ใช้หรือแหล่งรับ ความเข้มข้นปลายทางลดลง น้้าก็จะแพร่ออกสู่เซลล์ข้างเคียง ท้าให้มีแรงดันน้อยกว่า การ
ล้าเลียงอาหารจึงเกิดขึ้นตลอดเวลาที่ใบพืชมีการสังเคราะห์ด้วยแสง
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ
ความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช
อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช
หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน
ระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8
หน่วยการเรียนที่ 2 เรื่อง การค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เขียนสรุป
ความเป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปความเป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่าง
ถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของ
มนุษย์ได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- ใบของพืชมีหน้าที่ส้าคัญ คือ สามารถน้าพลังงานแสงมาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์และสร้าง
เป็นอาหารเก็บไว้ในรูปสารอินทรีย์โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
- ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง มีการศึกษาค้นคว้ามานานแล้ว จาก
การศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องกันหลายท่าน ท้าให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสงเป็นล้าดับต่อไปนี้
 Jean Baptiste Van Helmont
 Joseph Priestly
 Jan Ingen Housz
 Jean Senebier
 Nicolas Theodore de Soussure
 Julius Sachs
 T.W. Engelmann
 Van Niel
 Sam Ruben and Martin Kamen
 Robin Hill
 Deniel Arnon
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปความเป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์
5. สมรรถนะ
ทักษะชีวิต , การใช้เทคโนโลยี และการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> นักชีววิทยาได้ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมาแล้วอย่างไรบ้าง
> วิธีการศึกษาค้นคว้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร
> การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ที่เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมีหลักการอะไรบ้าง
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสงของพืชมีผลสรุปรวมในปัจจุบันว่าอย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงสามารถน้ามาประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจ้าวันอะไรได้บ้าง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง” ว่า
> ใบของพืชมีหน้าที่ส้าคัญ คือ สามารถน้าพลังงานแสงมาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างเป็น
อาหารเก็บไว้ในรูปสารอินทรีย์โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
> ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง มีการศึกษาค้นคว้ามานานแล้ว จาก
การศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องกันหลายท่าน ท้าให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นล้าดับ
ต่อไปนี้
 Jean Baptiste Van Helmont = น้้าหนักของต้นหลิวเพิ่มขึ้นมาจากน้้าเท่านั้น
 Joseph Priestly = พืชสามารถเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้
 Jan Ingen Housz = การที่พืชจะเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้พืชนั้นต้องได้รับ
แสงด้วย
 Jean Senebier = อากาศเสียคือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนอากาศดีคือแก๊ส
ออกซิเจน
 Nicolas Theodore de Soussure = น้้าหนักของพืชที่เพิ่มขึ้นมากกว่าน้้าหนักของ
น้้าดังนั้นบางส่วนน่าจะเป็นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่พืชได้รับ
 Julius Sachs = สารอินทรีย์ที่พืชสร้าง คือ น้้าตาลซึ่งเป็นสารคาร์โบไฮเดรต
 T.W. Engelmann = แบคที่เรียที่ต้องการออกซิเจนจะมารวมกลุ่มกันที่บริเวณ
สาหร่ายได้รับแสงสีแดงและน้าเงิน เพราให้แก๊สออกซิเจนมากกว่าในบริเวณอื่น
 Van Niel = เลี้ยงแบคทีเรียที่สังเคราะห์ด้วยแสงโดยไม่ใช้น้้าแต่ใช้ไฮโดรเจนซัลไฟด์
แทน ซึ่งเกิดก๊าซซัลเฟอร์ขึ้นแทนออกซิเจน
 Sam Ruben and Martin Kamen = เมื่อให้ออกซิเจนในโมเลกุลน้้าเป็นออกซิเจน
ชนิดใด แก๊สออกซิเจนที่ปล่อยออกมาก็เป็นออกซิเจนประเภทเดียวกัน
 Robin Hill = สกัดคลอโรพลาสต์แล้วเติมเกลือเฟอริกซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นเกลือเกลือ
เฟอรัสและแก๊สออกซิเจน
 Deniel Arnon = การสังเคราะห์ด้วยแสงประกอบด้วยขั้นตอนใช้แสง และขั้นตอน
ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ขั้นตอนการใช้แสงจะได้ออกซิเจนและไฮโดรเจนไอออน ส่วน
ขั้นตอนตรึงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นการสังเคราะห์น้้าตาลโดยใช้ ATP NADPH และ
คาร์บอนไดออกไซด์
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความส้าคัญของการค้นคว้าที่
เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ความเป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ
สังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ความ
เป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษา
ชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9
หน่วยการเรียนที่ 2 เรื่อง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เขียนสรุปล้าดับ
ขั้นตอนของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- กระบวนการสังเคราะห์ของพืช แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ปฏิกิริยาใช้แสง และ
ปฏิกิริยาไม่ใช้แสงหรือปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์
- โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ รูปร่างกลมรี ยาว 5 ไมโครเมตร กว้าง 2 ไมโครเมตร หนา 1-
2 ไมโครเมตร มีปริมาณมากน้อยต่างกันขึ้นกับชนิดของเซลล์และพืช ประกอบด้วย เยื่อหุ้ม
สองชั้น ภายในเป็นของเหลว (stroma) และ thylakoid membrane
- สารสีในปฏิกิริยาแสง ได้แก่ คลอโรฟิลล์ (ศูนย์กลางปฏิกิริยาของระบบแสง) แคโรทีน แซน
โทฟิลล์ ไฟโคอีรีทริน ไฟโคไซยานิน
- ปฏิกิริยาแสง เกิดบนเยื่อไทลาคอยด์ ที่มีระบบแสง I และ II และโปรตีนที่ท้าหน้าที่รับและ
ถ่ายทอดอิเล็กตรอนอยู่ ซึ่งเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ แบบไม่เป็นวัฏจักร และแบบเป็นวัฏจักร
- ปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนออกไซด์ เพื่อสร้างสารคาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วยปฏิกิริยา 3 ขั้น
คือ คาร์บอกซิเลชัน รีดักชัน และรีเจเนอเรชัน
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ต่อการด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
ทักษะชีวิต , การใช้เทคโนโลยี และการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> คลอโรพลาสต์มีบทบาทส้าคัญอย่างไรในการด้ารงชีวิตของพืชและระบบนิเวศของโลก
> ใบไม้บางชนิดมีสีเขียว บางชนิดมีสีเหลืองหรือสีส้ม ใบไม้เหล่านี้มีสารสีเหมือนหรือแตกต่าง
กันอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
มีขั้นตอนและปฏิกิริยาที่ส้าคัญอะไรบ้าง
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
ผลิตภัณฑ์สุดท้ายของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงแต่ละขั้นตอนมีอะไรบ้าง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง” ว่า
> กระบวนการสังเคราะห์ของพืช แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ปฏิกิริยาใช้แสง และ
ปฏิกิริยาไม่ใช้แสงหรือปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์
> โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ รูปร่างกลมรี ยาว 5 ไมโครเมตร กว้าง 2 ไมโครเมตร หนา 1-2
ไมโครเมตร มีปริมาณมากน้อยต่างกันขึ้นกับชนิดของเซลล์และพืช ประกอบด้วย เยื่อหุ้มสองชั้น ภายในเป็น
ของเหลว (stroma ) มีเอนไซม์จ้าเป็นต่อกระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ และ thylakoid membrane
ส่วนที่พับซ้อนเป็นตั้ง คือ กรานุม และส่วนที่อยู่ระหว่าง คือ สโตรมาลาเมลลา
> สารสีในปฏิกิริยาแสง ได้แก่ คลอโรฟิลล์ (ศูนย์กลางปฏิกิริยาของระบบแสง) แคโรทีน แซน
โทฟิลล์ ไฟโคอีรีทริน ไฟโคไซยานิน ซึ่งทั้งหมดอยู่บนเยื่อไทลาคอยด์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดปฏิกิริยาใช้แสง
> ปฏิกิริยาแสง เกิดบนเยื่อไทลาคอยด์ ที่มีระบบแสง I และ II และโปรตีนที่ท้าหน้าที่รับและ
ถ่ายทอดอิเล็กตรอนอยู่ ซึ่งเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ
1. แบบไม่เป็นวัฏจักร = [H2O > H + O] > ระบบแสง II (P680) > plastoquinone > cytochrome
f > plastocyanin [ADP + Pi > ATP] > ระบบแสง I (P700) > ferridoxin > [NADP > NADPH]
2. แบบเป็นวัฏจักร = ระบบแสง I (P700) > ferridoxin > cytohrome b > cytochrome f >
plastocyanin > ระบบแสง I (P700)
> ปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนออกไซด์ เพื่อสร้างสารคาร์โบไฮเดรต คือ Calvin cycle
ประกอบด้วยปฏิกิริยา 3 ขั้น คือ
o คาร์บอกซิเลชัน = CO2 + RuBP > PGA
o รีดักชัน = PGA > 1,3 bisphosphoglycerate > PGAL
o รีเจเนอเรชัน = PGAL + ATP > RuBP
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ล้าดับขั้นตอนของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ใน
การศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ล้าดับขั้นตอน
ของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10
หน่วยการเรียนที่ 2 เรื่อง โฟโตเรสไพเรชัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของ
การเกิดโฟโตเรสไพเรชัน
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของ RuBP ต้องใช้เอนไซม์ rubisco ที่อยู่ในสโตรมาของคลอ
โรพลาสต์ นอกจากนี้ยังสามารถกรตุ้นให้ RuBP ตรึงออกซิเจนได้อีกด้วย
- การเกิด photorespiration จึงท้าให้ความสามารถในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ใน
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชหลายชนิดลดลง เนื่องจากต้องแข่งขันกับการตรึง
ออกซิเจน
- พืชที่ตรึงออกซิเจนด้วย RuBP ซึ่งจะถูกสลายเป็นสารประกอบคาร์บอน 2 อะตอม และน้า
กลับมาใช้สร้าง RuBP ขึ้นมาใหม่ จะมีการสูญเสียคาร์บอนในรูปคาร์บอนไดออกไซด์
บางส่วน
- โดยรวมจะพบทั้งการตรึงออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ขอพืชในขณะที่รับแสง จึง
เรียกว่า photorespiration ซึ่งต่างจากการหายใจหรือการสลายอาหารตามปกติ
- Photorespiration จะช่วยใช้สารพลังงานสูงที่สร้างได้มากเกินความต้องการที่เกิดขึ้นจาก
ปฏิกิริยาแสง
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันต่อการด้ารงชีวิต
ของพืช
5. สมรรถนะ
การใช้เทคโนโลยี , ทักษะชีวิต , การสื่อสารและการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> โฟโตเรสไพเรชันแตกต่างจากการหายใจหรือการสลายอาหารตามปกติอย่างไร
> โพโตเรสไพชันสัมพันธ์กับการสังเคราะห์แสงหรือไม่ อย่างไร
> ถ้า RuBP สามารถตรึงออกซิเจน จะมีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือไม่
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการตรึงออกซิเจนของ RuBP
เรียกว่ากระบวนการอะไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
กระบวนการตรึงออกซิเจนมีผลดีต่อการด้ารงชีวิตของพืชหรือไม่ อย่างไร
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “โฟโตเรสไพเรชัน” ว่า
> การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของ RuBP ต้องใช้เอนไซม์ rubisco ที่อยู่ในสโตรมาของคลอโรพ
ลาสต์ นอกจากนี้ยังสามารถกรตุ้นให้ RuBP ตรึงออกซิเจนได้อีกด้วย
> การเกิด photorespiration จึงท้าให้ความสามารถในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ใน
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชหลายชนิดลดลง เนื่องจากต้องแข่งขันกับการตรึงออกซิเจน
> พืชที่ตรึงออกซิเจนด้วย RuBP ซึ่งจะถูกสลายเป็นสารประกอบคาร์บอน 2 อะตอม และน้า
กลับมาใช้สร้าง RuBP ขึ้นมาใหม่ จะมีการสูญเสียคาร์บอนในรูปคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วน
> โดยรวมจะพบทั้งการตรึงออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ขอพืชในขณะที่รับแสง จึง
เรียกว่า photorespiration ซึ่งต่างจากการหายใจหรือการสลายอาหารตามปกติ 2 ลักษณะ คือ
1. โฟโตเรสไปเรชันจะเกิดขึ้นเฉพาะในเซลล์ที่มีคลอโรพลาสต์เท่านั้น
2. ปฏิกิริยาเคมีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโฟโตเรสไปเรชันก๊แตกต่าง
> Photorespiration จะช่วยใช้สารพลังงานสูงที่สร้างได้มากเกินความต้องการที่เกิดขึ้นจาก
ปฏิกิริยาแสง
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
การเกิดโฟโตเรสไพเรชัน ล้าดับขั้นตอนของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยา
ในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน ล้าดับขั้นตอนของการ
เกิดโฟโตเรสไพเรชันอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11
หน่วยการเรียนที่ 2 เรื่อง กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ใน
พืช C4 เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ได้
อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ได้อย่าง
ถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ต่อการด้ารงชีวิต
ของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- พืชบางชนิดในเขตร้อนมีวิวัฒนาการที่สามารถตรึงคาร์บอนไดออกไซด์นอกเหนือจากวัฏ
จักรคัลวิน และได้สารประกอบคงตัวชนิดแรกที่มีคาร์บอน 4 อะตอม จึงเรียกพืช C4
- โครงสร้างของใบที่จ้าเป็นต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันในพืช
C3 และ C4 ได้แก่
 ปริมาณคลอโรพลาสต์ในเซลล์มีโซฟิลล์
 ลักษณะของบันเดิลชีท
- วัฏจักรคาร์บอนของพืช C4 จะพบว่ามีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ 2 ครั้ง โดย
 PEP
 RuBP
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์
ในพืช C4
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ต่อการด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การใช้เทคโนโลยี, การสื่อสาร และการคิด
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> พืชที่ขึ้นในทะเลทรายหรือในที่แห้งแล้งมีกลไกการสังเคราะห์ด้วยแสงเหมือนกับพืชที่ขึ้นอยู่
ทั่วๆไปหรือไม่อย่างไร
> พืชชนิดใดบ้างที่สามารถเจริญในที่ทนแล้งอุณหภูมิสูง และมีการปรับตัวเพื่อลดการสูญเสียน้้า
อย่างไร
> ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ถ้าปากใบปิดในเวลากลางวันพืชจะตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของ
พืช CAM จะเหมือนกับพืช C3 หรือ C4 หรือไม่อย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
เปรียบเทียบพืช C3 CAM และ C4 ในแง่ของโครงสร้างและกลไกในการสังเคราะห์ด้วยแสง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4”
ว่า
> พืชบางชนิดในเขตร้อนมีวิวัฒนาการที่สามารถตรึงคาร์บอนไดออกไซด์นอกเหนือจากวัฏจักร
คัลวิน และได้สารประกอบคงตัวชนิดแรกที่มีคาร์บอน 4 อะตอม ไม่ใช่ PGA ที่มีคาร์บอน 3 อะตอมอย่างพืช
C3 จึงเรียกพืชพวกนี้ว่า C4
> โครงสร้างของใบที่จ้าเป็นต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันในพืช C3
และ C4 ได้แก่
 ปริมาณคลอโรพลาสต์ในเซลล์มีโซฟิลล์ : C4 > C3
 ลักษณะของบันเดิลชีท : C4 จะอยู่ชิดกับเซลล์มีโซฟิลล์และมีพลาสโมเดสมาตา
เชื่อมต่อกัน
> วัฏจักรคาร์บอนของพืช C4 จะพบว่ามีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ 2 ครั้ง โดย
 PEP + CO2 > OAA
 OAA > PEP + [CO2 > RuBP] > Calvin cycle
> ผลดี คือ เกิดการสูญเสียคาร์บอนอะตอมจาก photorespiration น้อยมากจนวัดไม่ได้ใน
สภาพปกติ
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4
อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12
หน่วยการเรียนที่ 2 เรื่อง กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ใน
พืช CAM เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ได้
อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ได้
อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ต่อการ
ด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- พืชบางชนิดเจริญได้ในที่แห้งแล้งซึ่งในเวลากลางวันสภาพแวดล้อมจะมีความชื้นต่้าและ
อุณหภูมิสูง ท้าให้สูญเสียน้้าทางปากใบมาก จึงมีวิวัฒนาการที่จะลดการสูญเสียน้้าโดย
 ลดรูปของใบให้เล็กลง
 ปากใบปิดในเวลากลางวัน
 ล้าต้นอวบน้้าเพื่อสงวนรักษาน้้าไว้
- ในเวลากลางคืนที่มีอุณหภูมิต่้าและความชื้นสูญปากใบจะเปิด คาร์บอนไดออกไซด์จะเข้า
มายังเซลล์มีโซฟิลล์ PEP + CO2 > OAA > malic acid เก็บสะสมไว้ใน vacuole
- ในเวลากลางวันเมื่อเริ่มมีแสงปากใบจะปิดเพื่อลดการสูญเสียน้้า กรดมาลิกถูกล้าเลียงเข้า
คลอโรพลาสต์ แล้วสลายตัว PEP + [CO2 + RuBP > Calvin cycle]
- กระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์แบบนี้พบได้ครั้งแรกในพืชตระกูลครัสซูลาซี จึง
เรียกว่า พืช CAM (Crussuluceae Acid Metabolism plant)
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์
ในพืช CAM
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ต่อการด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การใช้เทคโนโลยี, การคิด , การสื่อสารและทักษะชีวิต
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> พืชที่ขึ้นในทะเลทรายหรือในที่แห้งแล้งมีกลไกการสังเคราะห์ด้วยแสงเหมือนกับพืชที่ขึ้นอยู่
ทั่วๆไปหรือไม่อย่างไร
> พืชชนิดใดบ้างที่สามารถเจริญในที่ทนแล้งอุณหภูมิสูง และมีการปรับตัวเพื่อลดการสูญเสียน้้า
อย่างไร
> ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ถ้าปากใบปิดในเวลากลางวันพืชจะตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของ
พืช CAM จะเหมือนกับพืช C3 หรือ C4 หรือไม่อย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
เปรียบเทียบพืช C3 CAM และ C4 ในแง่ของโครงสร้างและกลไกในการสังเคราะห์ด้วยแสง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช
CAM” ว่า
> พืชบางชนิดเจริญได้ในที่แห้งแล้งซึ่งในเวลากลางวันสภาพแวดล้อมจะมีความชื้นต่้าและ
อุณหภูมิสูง ท้าให้สูญเสียน้้าทางปากใบมาก จึงมีวิวัฒนาการที่จะลดการสูญเสียน้้าโดย
 ลดรูปของใบให้เล็กลง
 ปากใบปิดในเวลากลางวัน
 ล้าต้นอวบน้้าเพื่อสงวนรักษาน้้าไว้
> ในเวลากลางคืนที่มีอุณหภูมิต่้าและความชื้นสูญปากใบจะเปิด คาร์บอนไดออกไซด์จะเข้า
มายังเซลล์มีโซฟิลล์ PEP + CO2 > OAA > malic acid เก็บสะสมไว้ใน vacuole
> ในเวลากลางวันเมื่อเริ่มมีแสงปากใบจะปิดเพื่อลดการสูญเสียน้้า กรดมาลิกถูกล้าเลียงเข้า
คลอโรพลาสต์ แล้วสลายตัว PEP + [CO2 + RuBP > Calvin cycle]
> กระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์แบบนี้พบได้ครั้งแรกในพืชตระกูลครัสซูลาซี จึงเรียกว่า
พืช CAM (Crussuluceae Acid Metabolism plant)
> โดยทั่วไปพืช CAM จะสูญเสียน้้า 50-100g ต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ 1g ซึ่งถึงว่า
น้อยมากเมื่อเทียบกับพืช C3 และ C4 ดังนั้นจึงสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่มีน้้าน้อยหรือขาดแคลน
น้้าได้ดีกว่า
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้น
ของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช
CAM อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13
หน่วยการเรียนที่ 2 เรื่อง ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วย
แสง เขียนข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่าง
ถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของ
พืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงนับว่ามีความส้าคัญมาก
เพราะ เป็นการผลิตอาหารให้แก่ผู้บริโภคทั้งหลาย และยังเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจน
ให้แก่ระบบนิเวศด้วย
- ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ได้แก่
 แสงและความเข้มของแสง
 คาร์บอนไดออกไซด์
 อุณหภูมิ
 อายุใบ
 ปริมาณน้้าที่พืชได้รับ
 ธาตุอาหาร
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์
ด้วยแสง
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการ
สังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด , การสื่อสาร และทักษะชีวิต
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> สภาพแวดล้อมของพืชมีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือไม่อย่างไร
> พืชดูดกลืนแสงอาทิตย์ไว้และน้าไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงประมาณร้อยละเท่าใด
> ในช่วงวันที่ที่มีเข้มของแสงต่างกัน จะมีผลต่ออัตราการสังเคราะห์หรือไม่อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าพืชต่างชนิดกันมีความต้องการอุณหภูมิ
ที่เหมาะสมต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือไม่อย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว
เช่น อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหายใจจะเท่ากับอัตราการตรึงคาร์บอนไดจากการ
สังเคราะห์ด้วยแสง เราเรียกค่านี้ว่าอะไร
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง” ว่า
> การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงนับว่ามีความส้าคัญ
มาก เพราะ
 เป็นการผลิตอาหารให้แก่ผู้บริโภคทั้งหลาย
 เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่ระบบนิเวศ
> ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ได้แก่
 แสงและความเข้มของแสง จะแปรผันตรงระดับหนึ่งแล้วจะคงที่แต่เมื่อ
เพิ่มขึ้นจนอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจเท่ากับอัตรา
การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เรียกจุดความเข้มแสงนี้ว่า light
compensation point
 คาร์บอนไดออกไซด์ จะแรผันตรงระดับหนึ่งแล้วจะคงที่แต่เมื่อเพิ่มขึ้นจน
อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจเท่ากับอัตราการตรึง
คาร์บอนไดออกไซด์ เรียกจุดความเข้มแสงนี้ว่า CO2 compensation
point
 อุณหภูมิ แปรผันตรงระดับหนึ่งแล้วจะลดลง เพราะอัตราโฟโตเรสไปเรชัน
สูง สมบัติเยื่อเลือกผ่านเปลี่ยนแปลงและเอนไซม์เกิดการเสียสภาพ
 อายุใบ จะแปรผันตรงตามการพัฒนาของคลอโรพลาสต์
 ปริมาณน้้าที่พืชได้รับ จะแปรผันตรงในระดับที่เหมาะสม ถ้ามากเกินไปจะ
ท้าให้รากขาดออกซิเจนในการหายใจ
 ธาตุอาหารที่จ้าเป็นต่อกระบวนการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ ได้แก่ Mg and
N ถ้าขาดจะท้าให้เกิดอาการใบเหลืองซีด (chlorosis)
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง ข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการ
สังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์
ด้วยแสง ข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษา
ชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14
หน่วยการเรียนที่ 2 เรื่อง การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง เขียนข้อสรุปของการ
ปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนข้อสรุปของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- แสงจ้าเป็นต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แต่ถ้ามากหรือน้อยเกินไปจะมีผลต่ออัตรา
การสังเคราะห์ด้วยแสงและการอยู่รอดของพืชได้เช่นเดียวกัน
- การปรับตัวของพืชเพื่อให้สามารถรับแสงได้ในระดับที่เหมาะสม มีดังนี้
 การปรับโครงสร้างของใบเพื่อรับแสง
 การควบคุมการรับแสงของใบพืช
 การปรับตัวของพืชให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของแสง
 การจัดเรียงใบของพืชและการแข่งขันเพื่อรับแสงของพืชที่ขึ้นในบริเวณเดียวกัน
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงต่อการ
ด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้า
บทเรียน
3. ทดสอบเก็บ
คะแนนประจ้า
บทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึก
การเรียนการสอน
ประจ้าบทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึก
การท้ากิจกรรม
ประจ้าบทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบเปรียบเทียบกับ
เนื้อหาที่ท้าการเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับค้าเฉลยใบ
งานแบบฝึกหัดประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับค้าเฉลย
แบบทดสอบประจ้าบทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการกิจกรรม
ประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง
ครบถ้วน ในเนื้อหา
ความเป็นระเบียบ
เรียบร้อยสวยงามของ
การจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่
ต่้ากว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่
ต่้ากว่า 50%
4. ความถูกต้อง
ครบถ้วน ในเนื้อหา
การบันทึก ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจด
บันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> โครงสร้างของพืชระดับเซลล์และระดับอวัยวะสัมพันธ์กับการสังเคราะห์ด้วยแสงอย่างไร
> พืชในที่ร่มที่ได้รับแสงน้อย เซลล์ในชั้นเอพิเดอร์มิสช่วยในการรับแสงอย่างไร
> โครงสร้างใบตัดตามขวางการจัดเรียงตัวของเซลล์ในชั้นเพลิเซดมีโซฟิลล์และสปันจีมีโซฟิลล์
ช่วยในการรับแสงและแลกเปลี่ยนก๊าซอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าโครงสร้างภายในตัดขวางของใบพืช
ชนิดเดียวกันที่อยู่ในที่กลางแจ้งกับอยู่ในที่ร่มแตกต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใด
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
การปรับตัวของพืชเพื่อให้ได้รับแสงได้อย่างเหมาะสมมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง” ว่า
> แสงจ้าเป็นต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แต่ถ้ามากหรือน้อยเกินไปจะมีผลต่ออัตราการ
สังเคราะห์ด้วยแสงและการอยู่รอดของพืชได้เช่นเดียวกัน
> การปรับตัวของพืชเพื่อให้สามารถรับแสงได้ในระดับที่เหมาะสม มีดังนี้
 การปรับโครงสร้างของใบเพื่อรับแสง
1. เอพิเดอร์มิสท้าหน้าที่คล้ายเลนส์รวมแสง
2. รอยต่อระหว่างอากาศและน้้าที่เคลือบผนังเซลล์ช่วยกระจายแสง
3. ขนและคิวทิเคิลที่ผิวใบช่วยสะท้อนแสงและลดการดูดซับของแสงและอุณหภูมิ
 การควบคุมการรับแสงของใบพืช
1. การเคลื่อนที่ของคลอโรพลาสต์
2. การเคลื่อนไหวของใบพืช
3. การปรับต้าแหน่งของแผ่นใบ
 การปรับตัวของพืชให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของแสง
1. พื้นที่และความหนาของใบ
2. ปริมาณคลอโรฟิลล์
 การจัดเรียงใบของพืชและการแข่งขันเพื่อรับแสงของพืชที่ขึ้นในบริเวณเดียวกัน
1. การแตกกิ่งก้านสาขาเรือนพุ่มกว้าง
2. การจัดเรียงกิ่งรอบล้าต้น
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง ข้อสรุปของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษา
ชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง ข้อสรุปของการ
ปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15
หน่วยการเรียนที่ 3 เรื่อง การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 9 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก เขียนล้าดับ
ขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศต่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- พืชเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะมีการสืบพันธุ์เกิดขึ้นเพื่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ต่อไป แบ่งออกเป็น
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ กับการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
- การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกจะต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์
สืบพันธุ์เพศเมีย ซึ่งเกิดขึ้นในดอกที่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์
- โครงสร้างของดอก แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย
ได้แก่ ดอกสมบูรณ์ ดอกไม่สมบูรณ์ ดอกสมบูรณ์เพศ ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ดอกเดี่ยว ช่อ
ดอก
- การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก แบ่งเป็น การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และการสร้าง
เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
- การถ่ายละอองเรณู คือ การที่ละอองเรณูซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ตกลงบนยอดเกสรเพศ
เมียเพื่อจะเข้าไปปฏิสนธิกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียในรังไข่
- การปฏิสนธิซ้อน คือ generative nucleus แบ่ง mitosis ได้ 2 sperm nucleus แล้วเข้า
ไปปฏิสนธิกับ egg cell และ polar nuclei cell
- การเกิดผล ภายหลังการปฏิสนธิ ออวุลจะเจริญไปเป็นเมล็ดส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็นผล แต่
บางชนิดอาจเจริญมาจากฐานรองดอก ผลแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ ผลเดี่ยว ผลกลุ่ม ผลรวม
- การเกิดเมล็ด การปฏิสนธิภายในรังไข่ท้าให้เกิดไซโกต และเอนโดสเปิร์ม จากนั้นจะพัฒนา
ต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ส่วนประกอบของเมล็ด ได้แก่ เปลือกหุ้มเมล็ด เอ็มบริโอ (ใบเลี้ยง
เอพิคอทิล ไฮโปคอทิล แรดิเคิล) และเอนโดสเปิร์ม
- การงอกของเมล็ด แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบที่ไฮโปคอทิลชูใบเลี้ยงให้โผล่พ้นดิน แบบ
ที่ใบเลี้ยงไม่โผล่พ้นดิน และแบบที่มีแต่ส่วนของใบแท้ที่โผล่พ้นดิน
- ปัจจัยที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด ได้แก่ น้้าหรือความชื้น ออกซิเจน อุณหภูมิ แสง
- การพักตัวของเมล็ดมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ เปลือกหุ้มเมล็ดไม่ยอมให้น้้าซึมผ่าน
เปลือกหุ้มเมล็ดไมยอมให้ก๊าซออกซิเจนแพร่ผ่าน เอ็มบริโอของเมล็ดยังเจริญไม่เต็มที่
สารเคมีบางชนิดยังยั้งการงอกของเมล็ด
- การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ การปลูกจึงจะประสบความส้าเร็จได้ต่อเมื่อเมล็ดพันธุ์
นั้นมีคุณภาพที่ดี เช่น การตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศต่อการด้ารง
เผ่าพันธุ์ของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> ดอกมีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการสร้างเซลล์สืบพันธุ์อย่างไร
> เมื่อเกิดไซโกตหลังจากการปฏิสนธิแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงเป็นผลอย่าง
> ดอกของพืชแต่ละชนิดมีโครงสร้างของดอกเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าอวัยวะสืบพันธุ์ของพืชดอกมี
กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ การถ่ายละอองเรณูและการปฏิสนธิอย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
ลักษณะการงอกและปัจจัยที่มีผลต่อการงอกของเมล็ดพืชดอกมีอะไรบ้าง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก” ว่า
> พืชเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะมีการสืบพันธุ์เกิดขึ้นเพื่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ต่อไป แบ่งออกเป็น
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ กับการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
> การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกจะต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์
สืบพันธุ์เพศเมีย ซึ่งเกิดขึ้นในดอกที่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์
> โครงสร้างของดอก แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย
ได้แก่
 ดอกสมบูรณ์ คือ ดอกที่มีโครงสร้างครบทั้ง 4 ส่วน
 ดอกไม่สมบูรณ์ คือ ดอกที่มีโครงสร้างไม่ครบทั้ง 4 ส่วน
 ดอกสมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมีย
 ดอกไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมีย
 ดอกเดี่ยว คือ หนึ่งดอกที่พัฒนามาจากตาดอกหนึ่งตา หนึ่งก้านดอก
 ช่อดอก คือ หลายดอกอยู่บนหนึ่งก้านดอก
> การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก แบ่งเป็น
 การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ : microspore mother cell > microspore [2 nucleus =
generative nucleus and tube nucleus]
 การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย : megaspore mother cell > megaspore [7 cell ,8
nucleus = 3 antipodals , 1 polar nuclei cell (2 nucleus) , 2 synergids ,1 egg
cell]
> การถ่ายละอองเรณู คือ การที่ละอองเรณูซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ตกลงบนยอดเกสรเพศ
เมียเพื่อจะเข้าไปปฏิสนธิกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียในรังไข่
> การปฏิสนธิซ้อน คือ generative nucleus แบ่ง mitosis ได้ 2 sperm nucleus แล้วเข้า
ไปปฏิสนธิกับ egg cell และ polar nuclei cell
> การเกิดผล ภายหลังการปฏิสนธิ ออวุลจะเจริญไปเป็นเมล็ดส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็นผล แต่
บางชนิดอาจเจริญมาจากฐานรองดอก ผลแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ
 ผลเดี่ยว เกิดจากดอกเดี่ยวหรือช่อดอกที่แต่ละดอกมีรังไข่อันเดียว
 ผลกลุ่ม เกิดจากหนึ่งดอกที่มีหลายรังไขที่อยู่แยกกันหรือติดกันก็ได้บนฐานรองดอกเดียวกัน
 ผลรวม เกิดจากรังไข่ของดอกย่อยแต่ละดอกของช่อดอกแต่ละดอกหลอมรวมกันเป็นผลใหญ่
> การเกิดเมล็ด การปฏิสนธิภายในรังไข่ท้าให้เกิดไซโกต และเอนโดสเปิร์ม จากนั้นจะพัฒนา
ต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ส่วนประกอบของเมล็ด ได้แก่
 เปลือกหุ้มเมล็ด นอกสุดเจริญมาจากส่วนนอกของออวุล ป้องกันเอ็มบริโอจากอันตรายต่างๆ
 เอ็มบริโอ ส่วนประกอบที่ส้าคัญที่จะเจริญไปเป็นต้นพืช
o ใบเลี้ยง 1 (monocotyledon) 2 (dicotyledon)ในพืชบางชนิดเป็นแหล่งสะสม
อาหาร
o เอพิคอทิล อยู่เหนือต้าแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยง เจริญไปเป็นล้าต้น ใบ และดอก
o ไฮโปคอทิล อยู่ใต้ต้าแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยง ใบเลี้ยงคู่หลายชนิดเจริญแล้งดึงใบเลี้ยง
ให้โผล่พ้นดิน
o แรดิเคิล ส่วนล่างสุดถัดจากไฮโปคอทิลลงมา เจริญต่อไปเป็นราก
 เอนโดสเปิร์ม เนื้อเยื่อที่มีอาหารสะสมส้าหรับการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ
> การงอกของเมล็ด แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
1. แบบที่ไฮโปคอทิลชูใบเลี้ยงให้โผล่พ้นดิน
2. แบบที่ใบเลี้ยงไม่โผล่พ้นดิน
3. แบบที่มีแต่ส่วนของใบแท้ที่โผล่พ้นดิน
> ปัจจัยที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด ได้แก่
 น้้าหรือความชื้น ท้าให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลงพร้อมที่งอกต่อไป
 ออกซิเจน ท้าให้อัตราการหายใจสูงขึ้นใช้ในกระบวนการสลายสารอาหารสร้างพลังงาน
 อุณหภูมิ แต่ละชนิดมีความต้องการไม่เหมือนกันขึ้นสภาพภูมิอากาศที่พบ
 แสง บางชนิดต้องการในขณะที่งอกแต่บางชนิดก็ไม่ต้องการ
> การพักตัวของเมล็ดมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่
 เปลือกหุ้มเมล็ดไม่ยอมให้น้้าซึมผ่าน
 เปลือกหุ้มเมล็ดไมยอมให้ก๊าซออกซิเจนแพร่ผ่าน
 เอ็มบริโอของเมล็ดยังเจริญไม่เต็มที่
 สารเคมีบางชนิดยังยั้งการงอกของเมล็ด
> การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ การปลูกจึงจะประสบความส้าเร็จได้ต่อเมื่อเมล็ดพันธุ์
นั้นมีคุณภาพที่ดี เช่น การตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมีอยู่หลายวิธี เช่น
1. การเร่งอายุเมล็ดพันธุ์
2. การวัดดัชนีการงอกของเมล็ดพันธุ์
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก ล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกอีกทั้งการ
ประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก ล้าดับ
ขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16
หน่วยการเรียนที่ 3 เรื่อง การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการ
ขยายพันธุ์ เขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ได้
อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ได้อย่าง
ถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ต่อการด้ารง
เผ่าพันธุ์ของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- พืชดอกนอกจากจะสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศโดยใช้เมล็ดแล้วยังมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
โดยใช้ส่วนๆของพืช เช่น แตกหน่อ มาใช้ประโยชน์ในการขยายพันธุ์พืช
- การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกจะให้ได้พืชต้นใหม่ที่มีลักษณะเหมือนต้นเดิม ไม่
กลายพันธุ์แต่จะไม่มีรากแก้ว ระบบรากไม่แข็งแรง
- เทคโนโลยีชีวภาพในการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาใช้ในการเกษตรอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะพืช
เศรษฐกิจหลายๆ ชนิด
- การขยายพันธุ์โดยการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นการน้าเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชไม่ว่าจะเป็น
อวัยวะ เนื้อเยื่อ เซลล์ แม้กระทั่งโพรโทพลาสต์(เซลล์พืชที่ปราศจากผนังเซลล์) มาเลี้ยงใน
อาหารสังเคราะห์
- แคลลัส ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเซลล์พาเรงคิมา เจริญต่อเนื่องขนาดใหญ่เพิ่มจ้านวนมากขึ้น
เรื่อยๆ แล้วแยกไปเลี้ยงในอาหารใหม่จนได้จ้านวนมากพอก็สามารถย้ายไปปลูกได้
- การท้าเมล็ดเทียมเพื่อใช้ขยายพันธุ์พืชบางชนิดได้พัฒนามาจากหลักการเลี้ยงเนื้อเยื่อโดย
น้าเซลล์มาชักน้าให้เป็นเอ็มบริโอ แล้วน้ามาห่อหุ้มค้วยสารอาหรแทนเอนโดสเปิร์มและสาร
เคลือบอยู่ภายนอก
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการ
ขยายพันธุ์
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการ
ขยายพันธุ์
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอก
และการขยายพันธุ์ต่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
บทเรียน เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกคืออะไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
> การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชมีผลต่อการขยายพันธุ์พืชหรือไม่ อย่างไร
> การขยายพันธุ์พืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคืออะไร วิธีการอย่างไรบ้าง
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและแบบไม่
อาศัยเพศของพืชดอกมีลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
นอกจากการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแล้วยังมีวิธีการใดอีกที่มีจุดประสงค์เดียวกัน
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์”
ว่า
> พืชดอกนอกจากจะสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศโดยใช้เมล็ดแล้วยังมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
โดยใช้ส่วนๆของพืช เช่น แตกหน่อ มาใช้ประโยชน์ในการขยายพันธุ์พืช
> การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกจะให้ได้พืชต้นใหม่ที่มีลักษณะเหมือนต้นเดิม ไม่
กลายพันธุ์แต่จะไม่มีรากแก้ว ระบบรากไม่แข็งแรง
> เทคโนโลยีชีวภาพที่ใช้ในการขยายพันธุ์พืชโดยหลักการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศใน
การเกษตรอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลายๆ ชนิด คือ
 การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการน้าเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ เนื้อเยื่อ
เซลล์ แม้กระทั่งโพรโทพลาสต์(เซลล์พืชที่ปราศจากผนังเซลล์) มาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์
แคลลัส ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเซลล์พาเรงคิมา เจริญต่อเนื่องขนาดใหญ่เพิ่มจ้านวนมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วแยกไปเลี้ยงในอาหารใหม่จนได้จ้านวนมากพอก็สามารถย้ายไปปลูกได้
 การท้าเมล็ดเทียมเพื่อใช้ขยายพันธุ์พืชบางชนิดได้พัฒนามาจากหลักการเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยน้า
เซลล์มาชักน้าให้เป็นเอ็มบริโอ แล้วน้ามาห่อหุ้มค้วยสารอาหรแทนเอนโดสเปิร์มและสาร
เคลือบอยู่ภายนอก
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ ล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
ของพืชดอกและการขยายพันธุ์อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและ
การขยายพันธุ์ ล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์อีกทั้งการ
ประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16
หน่วยการเรียนที่ 3 เรื่อง การวัดการเจริญเติบโตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืช เขียนล้าดับขั้นตอน
ของการวัดการเจริญเติบโตของพืช
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนล้าดับขั้นตอนของการวัดการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืชต่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- การวัดการเจริญเติบโตของพืชสามารถวัดได้หลายวิธี เช่น ความสูง จ้านวนใบ ขนาดของใบ
เส้นรอบวง มวล
- พืชมีการเจริญเติบโตช้าหรือเร็วโดยวิธีการวัดมวล หรือน้้าหนักสดของพืชเป็นวิธีที่นิยมใช้
มากที่สุด แต่อาจไม่บ่งถึงการเพิ่มขึ้นของชีวมวลที่แท้จริงทั้งหมด เพราะการเก็บสะสมน้้า
- การเจริญเติบโตของพืชตั้งแต่งอกออกจากเมล็ดจนโตเต็มที่ ออกดอกออกผลมีลักษณะ
คล้ายกับกราฟการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป เป็นรูปตัว S
- ชีวมวล หมายถึง มวลรวมของสิ่งมีชีวิตที่สนใจศึกษามีหน่วยวัดเช่นเดียวกับหน่วยวัด
น้้าหนัก
- การชั่งน้้าหนักแห้งเป็นการวัดน้้าหนักที่แท้จริงซึ่งปราศจากน้้า แต่ต้องท้าให้พืชตายและ
ต้องมีจ้านวนปลูกมากเพื่อใช้สุ่มเลือก
- การวัดความสูงก็เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากเพราะสะดวกแต่ควรระวังเพราะบางชนิดมี
ขอบเขตจ้ากัด
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืช
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนล้าดับขั้นตอนของการวัดการเจริญเติบโตของพืช
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืชต่อการด้ารง
เผ่าพันธุ์ของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> การเจริญเติบโตของพืชเหมือนหรือแตกต่างกับการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างไร
> การวัดการเจริญเติบโตของพืชสามารถท้าได้หรือไม่และด้วยวิธีใดบ้าง
> ชีวมวล คืออะไร และมีความส้าคัญอย่างไรต่อการวัดการเจริญเติบโตของพืช
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการวัดการเจริญเติบโตของพืชสามารถ
น้ามาเขียนเป็นกราฟแสดงเมื่อเปรียบเทียบกับเวลาได้อย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว
เช่น การวัดการเจริญเติบโตของพืชมีความส้าคัญต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์อย่างไรบ้าง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การวัดการเจริญเติบโตของพืช” ว่า
> การวัดการเจริญเติบโตของพืชสามารถวัดได้หลายวิธี เช่น ความสูง จ้านวนใบ ขนาดของใบ
เส้นรอบวง มวล วงปี เส้นผ่านศูนย์กลาง ซึ่งวิธีการใดจะดีที่สุดย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด
> พืชมีการเจริญเติบโตช้าหรือเร็วโดยวิธีการวัดมวล หรือน้้าหนักสดของพืชเป็นวิธีที่นิยมใช้
มากที่สุด แต่อาจไม่บ่งถึงการเพิ่มขึ้นของชีวมวลที่แท้จริงทั้งหมด เพราะการเก็บสะสมน้้า
> การเจริญเติบโตของพืชตั้งแต่งอกออกจากเมล็ดจนโตเต็มที่ ออกดอกออกผลมีลักษณะ
คล้ายกับกราฟการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป เป็นรูปตัว S
> ชีวมวล หมายถึง มวลรวมของสิ่งมีชีวิตที่สนใจศึกษามีหน่วยวัดเช่นเดียวกับหน่วยวัด
น้้าหนัก
> การชั่งน้้าหนักแห้งเป็นการวัดน้้าหนักที่แท้จริงซึ่งปราศจากน้้า แต่ต้องท้าให้พืชตายและ
ต้องมีจ้านวนปลูกมากเพื่อใช้สุ่มเลือก
> การวัดความสูงก็เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากเพราะสะดวกแต่ควรระวังเพราะบางชนิดมี
ขอบเขตจ้ากัด
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
การวัดการเจริญเติบโตของพืช ล้าดับขั้นตอนของการวัดการเจริญเติบโตของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ใน
การศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืช ล้าดับขั้นตอน
ของการวัดการเจริญเติบโตของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17
หน่วยการเรียนที่ 3 เรื่อง สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 5 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เขียนข้อสรุป
หน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนข้อสรุปหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ
เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอย
ควบคุมการเจริญเติบโต
- สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืช ได้แก่
 Auxin
 Cytokinin
 Gibberellin
 Ethylene gas
 Absicic acid
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชต่อการ
ด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
ทักษะชีวิต , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร
> สารควบคุมการเจริญของพืชที่พบในปัจจุบันได้แก่อะไรบ้าง
> การศึกษาเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีความเป็นมาอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมี
ผลต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์หรือไม่อย่างไร
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
จงสรุปแหล่งที่มาและหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในรูปแบบตาราง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช” ว่า
> การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ
เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอยควบคุมการเจริญเติบโต
> สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืช ได้แก่
 Auxin
1. เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ใบอ่อน เอ็มบริโอ
2. กระตุ้นขยายตัวตามยาว เปลี่ยนแปลงเป็นราก ยับยั้งเจริญตาข้าง ชะลอหลุดร่วงใบ
พัฒนารังไข่เป็นผลที่ไม่ต้องปฏิสนธิ
 Cytokinin
1. เนื้อเยื่อเจริญปลายราก ผลอ่อน
2. กระตุ้นแบ่งเซลล์ เกิดตาข้าง ชะลอสลายตัวคลอโรฟิลล์
 Gibberellin
1. เนื้อเยื่อเหนือข้อใบเลี้ยงเดี่ยว เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ใบอ่อน เอ็มบริโอ
2. กระตุ้นแบ่งตัวและขยายตามยาว การงอกเมล็ด ออกดอกพืชบางชนิด พัฒนารังไข่เป็น
ผลที่ไม่ปฏิสนธิ
 Ethylene gas
1. เนื้อเยื่อผลใกล้สุก ใบแก่ ข้อ
2. เร่งสุกของผล กระตุ้นหลุดร่วงใบ ออกดอกพืชบางชนิด
 Absicic acid
1. ล้าต้น ผลดิบ ราก ใบแก่
2. ยับยั้งเจริญตา การงอกเมล็ด กระตุ้นหลุดร่วงใบ ควบคุมเปิดปิดปากใบ
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ข้อสรุปหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้
ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ข้อสรุป
หน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18
หน่วยการเรียนที่ 3 เรื่อง การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 5 ชั่วโมง
ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมายและความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม เขียนข้อสรุป
ของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนข้อสรุปของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมกับการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ
- การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้น
ด้วยสิ่งเร้าที่จะชักน้าให้กระบวนการต่างๆในพืชด้าเนินไปแม้ว่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพเริ่มต้น
หรือหมดไปแล้ว
- การเคลื่อนไหวของพืชชั้นสูง สามารถแบ่งตามลักษณะการตอบสนองออกเป็น 2 กลุ่ม
ใหญ่ๆ คือ
 Tropical movement
 Nastic movement
- การตอบสนองมีกระบวนการเช่นเดียวกับการสื่อสารระหว่างเซลล์ คือ
 การรับสัญญาณ (reception)
 การส่งสัญญาณ (signal transduction)
 การตอบสนองของพืช (response)
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมกับ
การด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
ทักษะชีวิต , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> พืชมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกหรือไม่อย่างไร
> พืชมีกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
> การศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมมีความเป็นมาอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการตอบสนองของพืชต่อการ
เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดมีกี่ขั้นตอนอะไรบ้าง
นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
รูปแบบการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมแบ่งได้เป็นกี่รูปแบบ อะไรบ้าง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม” ว่า
> การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้น
ด้วยสิ่งเร้าที่จะชักน้าให้กระบวนการต่างๆในพืชด้าเนินไปแม้ว่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพเริ่มต้นหรือหมดไปแล้ว
> การเคลื่อนไหวของพืชชั้นสูง สามารถแบ่งตามลักษณะการตอบสนองออกเป็น 2 กลุ่ม
ใหญ่ๆ คือ
 Tropical movement เป็นการเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างมี
ทิศทาง เช่น gravitropism thigmotropism hydrotropism chemotropism ซึ่ง 2
ลักษณะ
1. positive tropism
2. negative tropism
 Nastic movement เป็นการเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างไม่มี
ทิศทางที่แน่นอน เช่น การหุบและบาน การหมุนแกว่งของยอด
> การตอบสนองมีกระบวนการเช่นเดียวกับการสื่อสารระหว่างเซลล์ คือ
 การรับสัญญาณ (reception) การเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอกและภายใน
 การส่งสัญญาณ (signal transduction) ที่ได้รับให้เซลล์ในส่วนของพืชที่ตอบสนองต่อ
ปัจจัยกระตุ้นนั้น
 การตอบสนองของพืช (response) การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆของพืชต่อปัจจัย
กระตุ้น
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ
การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม ข้อสรุปของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมอีกทั้งการประยุกต์ใช้
ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ
ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม ข้อสรุป
ของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
แบบสังเกตการตอบคาถามและการร่วมกิจกรรมหน้าชั้น
ระดับชั้น ............. เรื่อง ...............................................วันที่ .......... เดือน .......................พ.ศ.............
คาชี้แจง ครูผู้สอนประเมินนักเรียนโดยใช้วิธีสังเกตในขณะด้าเนินการสอน แล้วให้ระดับคะแนนดังนี้
3 เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ 2 เมื่อปฏิบัติบางครั้ง 1 เมื่อไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติน้อยมาก
ที่ ชื่อ-สกุล
การตอบค้าถาม
การร่วมกิจกรรม
การแสดงความคิดเห็น
การซักถาม
รวมคะแนน
ระดับคะแนน
10-12 7-9 4-6
3 3 3 3 12 ดี พอใช้ ปรับปรุง
แบบประเมินการทางานกลุ่ม
วิชาชีววิทยา เรื่อง .............................................วันที่ .......... เดือน ........................... พ.ศ............
ที่ ชื่อ-สกุล
ประเด็นการประเมิน/คะเนน ระดับคะแนน
ความรับผิดชอบของ
แต่ละคน
การมีส่วนร่วมในการ
ท้างาน
ความคิดสร้างสรรค์
ผลงาน
รวม 20-25 12-19 5-11
5 5 5 10 25 ดี พอใช้ ปรับปรุง
เกณฑ์การให้คะแนน
5 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นชัดเจนดีมากเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่น
4 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นดี
3 เมื่อพฤติกรรมเทียบเท่ากันทั่วไปเป็นไปตามที่ก้าหนด
2 เมื่อพฤติกรรมไม่ค่อยโดดเด่นและต่้ากว่ามาตรฐานทั่วไป
1 เมื่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ค่อยแสดงออกหรือให้ความร่วมมือ

แผนBioม.5 2

  • 1.
    แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาชีววิทยา 3 รหัสว 32243 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1
  • 2.
    แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2556 รหัสวิชา ว 32243 รายวิชา ชีววิทยา 3 เวลาเรียน 3 คาบ/สัปดาห์/คาบ จานวน 1.5 หน่วยการเรียน รวมเวลาเรียน 60 คาบ/ภาคเรียน ............................................................................................................................................................... ชื่อครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายชื่อแบบเรียนที่ใช้ : แบบเรียนหลัก 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 2. คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
  • 3.
    คาอธิบายรายวิชา ชีววิทยา 3 รหัสวิชาว 31243 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 1.5 หน่วยกิต เวลา 60 ชั่วโมง ศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก การคายน้้าและระบบล้าเลียงในพืช กระบวน การสังเคราะห์ด้วยแสง โฟโตเรสไพเรชัน กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 และ CAM ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอก การวัดการ เจริญเติบโตของพืช สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การส้ารวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล และการ อภิปรายเพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการน้าความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจ้าวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และ ค่านิยมที่เหมาะสม ตัวชี้วัด ว 1.1 ม.4/1 , ว 1.1 ม.4/2 ว 8.1 ม.4/1 , ว 8.1 ม.4/2 , ว 8.1 ม.4/3 , ว 8.1 ม.4/4 , ว 8.1 ม.4/5 , ว 8.1 ม.4/6,ว 8.1 ม.4/7 , ว 8.1 ม.4/8 , ว 8.1 ม.4/9 , ว 8.1 ม.4/10 , ว 8.1 ม.4/11 , ว 8.1ม.4/12 รวม 14 ตัวชี้วัด
  • 4.
    แบบวิเคราะห์ตัวชี้วัดเพื่อจัดทาคาอธิบายรายวิชาชีววิทยา 2 ว32243 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มฐ. ตัวชี้วัด คาสาคัญ (Keyword) ความรู้ ทักษะ/กระบวนการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลย ภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต - การสังเคราะห์ด้วยแสง - การสืบพันธุ์ของพืชดอก - การส้ารวจตรวจสอบ - มุ่งมั่นการท้างาน - มีวินัย - ซื่อสัตย์สุจริต ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการ รักษาดุลยภาพของน้้าในพืช - โครงสร้างและหน้าที่ของ พืชดอก - การตอบสนองของพืช -การสร้างสมมติฐาน - การตรวจสอบ - มุ่งมั่นการท้างาน - มีวินัย - ซื่อสัตย์สุจริต - ใฝ่เรียนรู้ ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งค้าถามที่อยู่บนพื้นฐานของ ความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้น ในขณะนั้นที่สามารถท้าการส้ารวจ ตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ - การสืบค้นข้อมูล - การส้ารวจตรวจสอบ - การตั้งค้าถาม - มุ่งมั่นการท้างาน - ซื่อสัตย์สุจริต - ใฝ่เรียนรู้ ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจ้าลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อน้าไปสู่ การส้ารวจตรวจสอบ -การสร้างสมมติฐาน - การตรวจสอบ - มุ่งมั่นการท้างาน - ซื่อสัตย์สุจริต ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้อง พิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรส้าคัญ ปัจจัยที่ มีผลต่อปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และจ้านวนครั้งของการส้ารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่างเพียงพอ - การสืบค้นข้อมูล - การส้ารวจตรวจสอบ - การรวบรวมข้มูล - มุ่งมั่นการท้างาน - มีวินัย - ซื่อสัตย์สุจริต - ใฝ่เรียนรู้ ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ ในการสังเกต การวัด การส้ารวจ ตรวจสอบอย่างถูกต้องทั้งทางกว้างและลึก ในเชิงปริมาณและคุณภาพ - การสังเกต -ส้ารวจตรวจสอบ - การออกแบบ - มุ่งมั่นการท้างาน - ใฝ่เรียนรู้ ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการ ส้ารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความ เหมาะสมหรือความผิดพลาดของข้อมูล - การรวบรวมข้อมูล - การบันทึก - ส้ารวจตรวจสอบ - มุ่งมั่นการท้างาน - ซื่อสัตย์สุจริต - ใฝ่เรียนรู้ ม.4-6/6 จัดกระท้าข้อมูลโดยค้านึงถึงการ รายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถุ - การจัดกระท้าข้อมูล - การรายงานผล - มุ่งมั่นการท้างาน - มีวินัย
  • 5.
    กต้องและน้าเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่ เหมาะสม - การออกแบบ -ซื่อสัตย์สุจริต ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมาย ข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของ ข้อสรุป หรือสาระส้าคัญเพื่อตรวจสอบกับ สมมติฐานที่ตั้งไว้ - การวิเคราะห์ - การแปลความหมาย - การส้ารวจตรวจสอบ - ซื่อสัตย์สุจริต - ใฝ่เรียนรู้ ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของ วิธีการและผลการส้ารวจตรวจสอบโดยใช้ หลักความคาดเคลื่อนของการวัดและการ สังเกต เสนอแนะ การปรับปรุงวิธีการ ส้ารวจตรวจสอบ - การสังเกต - การส้ารวจตรวจสอบ - การสรุปผล - มีวินัย - ซื่อสัตย์สุจริต - ใฝ่เรียนรู้ ม.4-6/9 น้าผลการส้ารวจตรวจสอบที่ได้ ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง ค้าถามใหม่ น้าไปใช้แก้ปัญหาใน สถานการณ์ใหม่และชีวิตจริง - การน้าไปใช้ - การก้าหนดปัญหา - การแก้ปัญหา - มุ่งมั่นการท้างาน - มีวินัย - ซื่อสัตย์สุจริต - ใฝ่เรียนรู้ ม.4-6/10 ตระหนักถึงความส้าคัญในการที่ จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย การลงความเห็น และการสรุปผลการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่น้าเสนอต่อ สาธารณชนด้วยความถูกต้อง - การอธิบาย - การลงข้อสรุป - การน้าเสนอ - การสื่อสาร - มีวินัย - ซื่อสัตย์สุจริต ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการส้ารวจ ตรวจสอบอย่างมีเหตุผล ใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐาน อ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้ เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีข้อมูล และประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือ โต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการ ตรวจสอบอย่างระมัดระวังอันจะน้าไปสู่ การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ - การบันทึก - การอธิบาย - การส้ารวจตรวจสอบ - การสืบค้นข้อมูล - การวิเคราะห์ - มุ่งมั่นการท้างาน - มีวินัย - ซื่อสัตย์สุจริต ม.4-6/12 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการและผลของโครงงานหรือ ชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ - การอธิบาย - การสื่อสารข้อมูล - มุ่งมั่นการท้างาน - มีวินัย - ซื่อสัตย์สุจริต - ใฝ่เรียนรู้
  • 6.
    โครงสร้างรายวิชาชีววิทยา 2 รหัสว 32243 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรียน 60 ชั่วโมง จานวน 1.5 หน่วยกิต ลาดับที่ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด ชื่อหน่วยการเรียนรู้ สาระสาคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้าหนัก คะแนน 1 ว 1.1 ม.4-6/2 ว 8.1 ม.4-6/1-12 โครงสร้างและหน้าที่ ของพืชดอก - โครงสร้างและหน้าที่ของราก - โครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น - โครงสร้างและหน้าที่ของใบ - การคายน้้าของพืช - การล้าเลียงน้้าของพืช - การล้าเลียงธาตุอาหารของพืช - การล้าเลียงสารอาหารของพืช 20 20 2 ว 1.1 ม.4-6/1 ว 8.1 ม.4-6/1-12 การสังเคราะห์ด้วยแสง - การค้นคว้าที่เกี่ยวข้อง - กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง - โฟโตเรสไปเรชัน - กลไกการเพิ่ม CO2 ในพืช C4 - กลไกการเพิ่ม CO2 ในพืช CAM - ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตรา การสังเคราะห์ด้วยแสง - การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง 15 20 3 ว 1.1 ม.4-6/1 ว 8.1 ม.4-6/1-12 การสืบพันธุ์ของพืชดอก - การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช ดอก - การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช ดอกและการขยายพันธุ์พืช - การวัดการเจริญเติบโตของพืช 15 20 4 ว 1.1 ม.4-6/2 ว 8.1 ม.4-6/1-12 การตอบสนองของพืช - สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช - การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม 10 20 รวม 60 100
  • 7.
    คุณลักษณะตามจุดเน้น ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 ลาดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด จุดเน้น ทักษะ/กระบวนการ 1 โครงสร้างและหน้าที่ของ พืชดอก ว 1.1 ม.4-6/2 ว 8.1 ม.4-6/1-12 - ความสามารถในการสื่อสาร - ความสามารถในการคิด - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี - ค้นหาสาเหตุของปัญหา วิเคราะห์ สภาพปัญหาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ้าวัน ก้าหนด ทางเลือกวิธีการขั้นตอนที่น้ามาใช้ใน การแก้ปัญหาได้ผลดีที่สุด - สารสนเทศน้าเสนองานและใช้ คอมพิวเตอร์สร้างชิ้นงานหรือ โครงงานอย่างมีจิตส้านึกและ วัฒนธรรม - ทดลอง - อธิบาย - สืบค้นข้อมูล - น้าความรู้ไปใช้ประโยชน์ การสืบค้นข้อมูล - การส้ารวจ - การตั้งค้าถาม - การสร้างสมมติฐาน - การตรวจสอบ - การรวบรวมข้อมูล - การสังเกต - การออกแบบ - การบันทึก - การจัดกระท้าข้อมูล - การรายงานผล - การวิเคราะห์ - การแปลความหมาย - การก้าหนดปัญหา - การแก้ปัญหา - การน้าเสนอ - การสื่อสาร - การสรุปผล 2 การสังเคราะห์ด้วยแสง ว 1.1 ม.4-6/1 ว 8.1 ม.4-6/1-12 - ความสามารถในการสื่อสาร - ความสามารถในการคิด - ความสามารถในการแก้ปัญหา - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี - ใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผล ข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อการ ตัดสินใจใช้เทคโนโลยี - สารสนเทศน้าเสนองานและใช้ คอมพิวเตอร์สร้างชิ้นงานหรือ โครงงานอย่างมีจิตส้านึกและ วัฒนธรรม 3 การสืบพันธุ์ของพืชดอก ว 1.1 ม.4-6/1 ว 8.1 ม.4-6/1-12 - ความสามารถในการสื่อสาร - ความสามารถในการคิด - ความสามารถในการแก้ปัญหา - ทักษะชีวิต - ใช้คอมพิวเตอร์ในการประมวลผล ข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อการ ตัดสินใจใช้เทคโนโลยี - สารสนเทศน้าเสนองานและใช้ คอมพิวเตอร์สร้างชิ้นงานหรือ โครงงานอย่างมีจิตส้านึกและ วัฒนธรรม
  • 8.
    4 การตอบสนองของพืช ว1.1 ม.4-6/2 ว 8.1 ม.4-6/1-12 - ความสามารถในการสื่อสาร - ความสามารถในการคิด - ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี - ความสามารถในการแก้ปัญหา - ทักษะชีวิต - ค้นหาสาเหตุของปัญหา วิเคราะห์ สภาพปัญหาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ้าวัน ก้าหนด ทางเลือกวิธีการขั้นตอนที่น้ามาใช้ใน การแก้ปัญหาได้ผลดีที่สุด - สารสนเทศน้าเสนองานและใช้ คอมพิวเตอร์สร้างชิ้นงานหรือ โครงงานอย่างมีจิตส้านึกและ วัฒนธรรม
  • 9.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 หน่วยการเรียนที่ 1เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของราก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก เขียนสรุป หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - การปลูกพืชโดยใช้เมล็ด จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นต้นพืช และสามารถเจริญเติบโตใน สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน คือ ล้าต้นกับใบ (น้้า อากาศ และแสงสว่าง) และราก (น้้าและแร่ธาตุ) - โครงสร้างและการเจริญเติบโตของราก เมื่องอกออกจากเมล็ดแล้วจะมีการเพิ่มความยาว ขนาด และจ้านวนมากขึ้น - รากของพืชใบเลี้ยงคู่เป็นรากสาขาที่เจริญออกมาจากรากเดิม ส่วนรากของพืชใบเลี้ยงคู่จะ เป็นรากที่ไม่ได้เจริญมาจากรากเดิม - หน้าที่และชนิดของราก แบ่งเป็น primary or tap root ,adventitious root ,fibrous root - โครงสร้างภายในของรากตัดตามขวางใน primary growth แบ่งเนื้อเยื่อแตกต่างกันชัดเจน ได้แก่ Epidermis ,cortex , stele (pericycle ,vascular bundle: xylem and phoem)
  • 10.
    - โครงสร้างปลายรากอาจแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่ Rootcap ,Region of cell division ,Region of cell elongation ,Region of cell differentiation and maturation 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากต่อ การด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การคิด ,การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และConcept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > โครงสร้างของรากเหมาะสมต่อการท้าหน้าที่อย่างไร > รากสามารถแบ่งออกตามลักษณะที่พบโดยทั่วไปได้เป็นกี่ประเภท
  • 11.
    > หน้าที่ส้าคัญของรากต่อการด้ารงชีวิตเพื่อความอยู่รอดของพืชมีอะไรบ้าง ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าโครงสร้างภายในรากพืชสามารถแบ่ง ออกได้เป็นกี่ส่วนอะไรบ้าง นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้วเช่น โครงสร้างปลายแต่ละบริเวณมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “โครงสร้างและหน้าที่ของราก” ว่า > การปลูกพืชโดยใช้เมล็ด จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นต้นพืช และสามารถเจริญเติบโตใน สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน คือ ล้าต้นกับใบ (น้้า อากาศ และแสงสว่าง) และราก (น้้าและแร่ ธาตุ) > โครงสร้างและการเจริญเติบโตของราก เมื่องอกออกจากเมล็ดแล้วจะมีการเพิ่มความยาว ขนาด และจ้านวนมากขึ้น โดยรากของพืชใบเลี้ยงคู่เป็นรากสาขาที่เจริญออกมาจากรากเดิม ส่วนรากของพืช ใบเลี้ยงเดียวจะเป็นรากที่ไม่ได้เจริญมาจากรากเดิม > หน้าที่และชนิดของราก แบ่งเป็น  primary or tap root สามารถแตกแขนงเป็นรากแขนงซึ่งเจริญมาจาก pericycle  adventitious root เป็นรากพิเศษที่เจริญมาจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่ radicle เช่น ล้าต้นหรือใบ  fibrous root เป็นรากฝอยที่ไม่ได้เจริญขึ้นมาจากรากเดิม พบในพืชใบเลี้ยงคู่ > โครงสร้างภายในของรากตัดตามขวางใน primary growth แบ่งเนื้อเยื่อแตกต่างกันชัดเจน ได้แก่  epidermis = รอบนอกสุด ป้องกันเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านใน บางเซลล์เจริญเปลี่ยนแปลง เป็นขนราก  pith area = monocotyledon  cortex = parenchyma cell ,endodermis (casparian strip)  stele = pericycle ,vascular bundle (xylem ,phoem) 1. xylem = vessel ,tracheid ,parenchyma ,fiber 2. phoem = sieve tube ,companion cell > โครงสร้างปลายรากอาจแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่  Root cap = parenchyma cell ที่เจริญเต็มที่แล้วป้องกันอันตรายให้กับเนื้อเยื่อเจริญชั้น ถัดไป  Region of cell division = apical initials แบ่งแบบ mitosis ตลอดเวลาเจริญเป็น ส่วนประกอบต่างๆของรากต่อไป  Region of cell elongation = เซลล์จะมีการขยายตัวตามยาว ท้าให้ความยาวของรากเพิ่ม มากขึ้น
  • 12.
     Region ofcell differentiation and maturation = เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไป ท้าหน้าที่ต่างๆหลายชนิดตามลักษณะรูปร่างองค์ประกอบภายใน นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ ความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากอีก ทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของราก หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของรากอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน ระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 13.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 หน่วยการเรียนที่ 1เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น เขียน สรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - ล้าต้นเป็นโครงสร้างของพืชที่เจริญถัดขึ้นมาจากราก มีข้อปล้อง บริเวณข้อจะมีใบ ที่ซอก ใบมีตา ท้าหน้าที่ชูกิ่ง ใบ ดอก ผล และล้าเลียงอาหาร ธาตุอาหาร และน้้า - เนื้อเยื่อบริเวณปลายยอดตัดตามยาวผ่านกลาง แบ่งเป็น apical meristem ,leaf primordium ,young leaf ,young stem - โครงสร้างภายในของล้าต้นเมื่อตัดตามขวางแบ่งเป็น epidermis ,cortex ,stele (vascular bundle ,vascular ray ,pith) - การเจริญเติบโตขั้นที่สองของพืชใบเลี้ยงคู่ โดยมี vascular cambium ,annual ring ,heart wood + sap wood = wood ,bark - หน้าที่และชนิดของล้าต้น คือ สร้างใบและกิ่ง ,ช่วยพยุงกิ่งก้านสาขา ,ชูใบให้กางออกเพื่อรับแสงแดด ,ล้าเลียงน้้า ธาตุอาหาร และสารต่างๆที่จ้าเป็นต่อการด้ารงชีวิต - หน้าที่พิเศษอื่นๆของล้าต้น ได้แก่ หนาม ,มือเกาะ ,อวบอุ้มน้้า ,สังเคราะห์ ,สะสมอาหารอยู่ใต้ดิน
  • 14.
    4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K)อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นต่อ การด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การสื่อสาร ,การคิด และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และConcept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > โครงสร้างของล้าต้นเหมาะสมต่อการท้าหน้าที่อย่างไร > ล้าต้นสามารถแบ่งออกตามลักษณะโครงสร้างภายในที่พบได้เป็นกี่ชั้นอะไรบ้าง > หน้าที่ส้าคัญของล้าต้นต่อการด้ารงชีวิตเพื่อความอยู่รอดของพืชมีอะไรบ้าง ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าเนื้อเยื่อบริเวณปลายยอดของล้าต้นพืช สามารถแบ่งออกได้เป็นกี่ส่วนอะไรบ้าง
  • 15.
    นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น โครงสร้างปลายยอดแต่ละบริเวณมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร ขั้นสอน: ครูอธิบายเนื้อหา “โครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น” ว่า > ล้าต้นเป็นโครงสร้างของพืชที่เจริญถัดขึ้นมาจากราก มีข้อปล้อง บริเวณข้อจะมีใบ ที่ซอกใบมี ตา ท้าหน้าที่ชูกิ่ง ใบ ดอก ผล และล้าเลียงอาหาร ธาตุอาหาร และน้้า > เนื้อเยื่อบริเวณปลายยอด เมื่อตัดตามยาวผ่านกลางแล้วน้าไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แล้ว แบ่งได้เป็น 4 บริเวณ  Apical meristem ปลายสุดแบ่งตัวตลอดเวลา  Leaf primordium ด้านข้างของปลายยอดเป็นขอบของความโค้งทั้ง 2 ข้าง  Young leaf ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ยังเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงต่อไป  Young stem อยู่ถัดลงมายังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ยังมีการแบ่งเซลล์และขยายขนาดต่อไปได้ อีก > โครงสร้างภายในของล้าต้น เมื่อตัดตามขวางแล้วศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แบ่งเป็น  Epidermis อยู่ชั้นนอกสุดเป็นเซลล์ผิวเรียงเป็นชั้นเดียว มีสาร cuticle เคลือบอยู่  Cortex อยู่ถัดเข้ามามีหลายชนิดส่วนใหญ่เป็น parenchyma ,collenchyma  Stele ในพืชใบเลี้ยงคู่กว้างมากแยกจาก cortex ไม่ชัดเจน ประกอบด้วย o Vascular bundle = xylem and phoem o Vascular ray = parenchyma between vascular bundle o Pith = parenchyma (starch storage) or Pith cavity (monocotyledon) > การเจริญเติบโตขั้นที่สองของพืชใบเลี้ยงคู่ โดยมี  vascular cambium = secondary vascular bundle  annual ring = แถบของ xylem ที่มีสีจางและเข้มสลับกันในแต่ละปี  heart wood (xylem ที่ไม่ได้ท้าหน้าที่แล้ว) + sap wood (xylem ที่ ยังคงท้าหน้าที่อยู่) = wood  bark ในพืชอายุน้อย = epidermis+cortex+phoem ส่วนในพืชที่มีอายุ มาก = cork+cork cambium > หน้าที่และชนิดของล้าต้น คือ  สร้างใบและกิ่ง  ช่วยพยุงกิ่งก้านสาขา  ชูใบให้กางออกเพื่อรับแสงแดด  ล้าเลียงน้้า ธาตุอาหาร และสารต่างๆที่จ้าเป็นต่อการด้ารงชีวิต
  • 16.
     หน้าที่พิเศษอื่นๆของล้าต้น ได้แก่หนาม ,มือเกาะ ,อวบอุ้มน้้า ,สังเคราะห์ ,สะสม อาหารอยู่ใต้ดิน นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ ความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้น หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของล้าต้นอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน ระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 17.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 หน่วยการเรียนที่ 1เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของใบ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ เขียนสรุป หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - ใบท้าหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงและปัจจัยที่จ้าเป็น ได้แก่ แสง คาร์บอนไดออกไซด์ น้้า และคลอโรฟิลล์ ดังนั้นโครงสร้างของใบจึงต้องเอื้ออ้านวย - โครงสร้างภายนอกของใบ ประกอบด้วย blade ,petiole ,stipule ,vein ,midrib ,plastid (chlorophyll ,anthocyanin ,carotenoid) - การเรียงตัวของใบแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ simple leaf ,compound leaf - โครงสร้างภายในของใบ แตกต่างตามชนิดและสภาพแวดล้อม เมื่อตัดตามขวางแล้วน้ามา ศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แบ่งออกเป็น Epidermis (guard cell and stoma) ,mesophyll (palisade mesophyll and spongy mesophyll) ,vascular bundle (bundle sheath) - หน้าที่ของใบ ได้แก่ สร้างอาหารโดยการสังเคราะห์แสง ,หายใจ ,คายน้้า ,แลกเปลี่ยนก๊าซ ,ป้องกันตัว , สงวนน้้า ,เก็บสะสมอาหาร ,ทุ่นลอยน้้า ,เลื้อยพันยึดเกาะและพยุงล้าต้น ,ดักจับ แมลง
  • 18.
    4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K)อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบต่อ การด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การใช้เทคโนโลยี , การสื่อสาร และการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และConcept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > โครงสร้างของใบเหมาะสมต่อการท้าหน้าที่อย่างไร > เราสามารถแบ่งใบออกตามลักษณะการจัดเรียงตัวได้เป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง > หน้าที่ส้าคัญของใบต่อการด้ารงชีวิตเพื่อความอยู่รอดของพืชมีอะไรบ้าง ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าลักษณะภายในและภายนอกของใบมี ความสัมพันธ์กับการสังเคราะห์หรือไม่อย่างไร
  • 19.
    นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น โครงสร้างภายในใบแต่ละบริเวณมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร ขั้นสอน: ครูอธิบายเนื้อหา “โครงสร้างและหน้าที่ของใบ” ว่า > ใบท้าหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงและปัจจัยที่จ้าเป็น ได้แก่ แสง คาร์บอนไดออกไซด์ น้้า และ คลอโรฟิลล์ ดังนั้นโครงสร้างของใบจึงต้องเอื้ออ้านวยต่อการสังเคราะห์แสงอย่างมีประสิทธิภาพ > โครงสร้างภายนอกของใบ ประกอบด้วย  blade ลักษณะเป็นแผ่นแบนแผ่ขยาย  petiole เชื่อมติดใบกับล้าต้นหรือกิ่งทางด้านข้าง  stipule อยู่ที่โคนก้านใบอาจมีหรือไม่มีก็ได้  vein and midrib แตกแขนงในพืชใบเลี้ยงคู่ แต่จะขนานกันในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  plastid (chlorophyll ,anthocyanin ,carotenoid) ดูดกลืนพลังงานแสงใน กระบวนการสังเคราะห์แสง > การเรียงตัวของใบแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ  simple leaf 1 ก้านจะมีใบเพียงใบเดียว  compound leaf 1 ก้านจะมีใบหลายใบ > โครงสร้างภายในของใบ แตกต่างตามชนิดและสภาพแวดล้อม เมื่อตัดตามขวางแล้วน้ามา ศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แบ่งออกเป็น  epidermis (guard cell and stoma)  mesophyll (palisade mesophyll and spongy mesophyll)  vascular bundle (bundle sheath) > หน้าที่ของใบ ได้แก่  สร้างอาหารโดยการสังเคราะห์แสง  หายใจ ,คายน้้า ,แลกเปลี่ยนก๊าซ  ป้องกันตัว  สงวนน้้า ,เก็บสะสมอาหาร  ทุ่นลอยน้้า ,เลื้อยพันยึดเกาะและพยุงล้าต้น  ดักจับแมลง นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ ความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบอีกทั้ง การประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบ
  • 20.
    หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของโครงสร้างและหน้าที่ของใบอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน ระดับสูง 9. สื่อ /อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 21.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 หน่วยการเรียนที่ 1เรื่อง การคายน้้าของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการคายน้้าของพืช เขียนสรุปหน้าที่ และโครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืช 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการคายน้้าของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการคายน้้าของพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - การคายน้้าของพืช (transpiration) เป็นการสูญเสียน้้าของพืชสู่บรรยากาศในรูของไอน้้า ผ่านทางปากใบเป็นส่วนใหญ่และผิวใบบ้างเล็กน้อย เพราะมีสาร cuticle เคลือบอยู่ท้าให้ ไม้แห้งตาย - ปากใบและการคายน้้าของพืช อาจอยู่ในรูปหยดน้้าที่กลุ่มรูเปิดที่ผิวใบ (hydathode) เรียกว่า การเกิด gattation - การสูญเสียน้้านอกจากจะระเหยเป็นไอน้้าออกมาทางปากใบแล้วยังสามารถพบได้ในส่วน อื่นๆ ของล้าต้นได้อีก เช่น lenticel ในพืชบางชนิด - ส่วนใหญ่พืชสูญเสียน้้าทางปากใบ โดยประมาณ 90% ในพืชทุกชนิด - การเปิดปิดของปากในเป็นกระบวนการรักษาดุลยภาพของน้้า โดยการควบคุมของ guard cell ที่อยู่บน epidermis - ปากใบที่อยู่ต่้ากว่าระดับผิวใบ (sucken stomata) เป็นโครงสร้างที่ช่วยลดการคายน้้า - ปัจจัยที่มีผลต่อการคายน้้าและการเปิดปิดของปากใบ ได้แก่ อุณหภูมิ ,ความชื้น ,ลม , สภาพน้้าในดิน ,ความเข้มของแสง
  • 22.
    4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K)อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการคายน้้าของพืช ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืช คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการคายน้้าของพืชต่อ การด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การใช้เทคโนโลยี , การสื่อสาร และการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และConcept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > โครงสร้างของใบเหมาะสมต่อการเกิดกระบวนการคายน้้าของพืชอย่างไร > กระบวนการคายน้้าของพืชมีความสัมพันธ์กับการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร > สภาพแวดล้อมมีผลต่อการเกิดกระบนการคายน้้าในพืชหรือไม่อย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าลักษณะภายในและภายนอกของใบมี ความสัมพันธ์กับกระบวนการคายน้้าของพืชหรือไม่อย่างไร
  • 23.
    นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น พืชมีกระบวนการควบคุมกระบวนการคายน้้าอย่างไรเพื่อให้อยู่ในระดับที่สมดุลตลอดเวลา ขั้นสอน: ครูอธิบายเนื้อหา “การคายน้้าของพืช” ว่า > การคายน้้าของพืช (transpiration) เป็นการสูญเสียน้้าของพืชสู่บรรยากาศในรูของไอน้้า ผ่านทางปากใบเป็นส่วนใหญ่และผิวใบบ้างเล็กน้อย เพราะมีสาร cuticle เคลือบอยู่ท้าให้ไม้แห้งตาย > ปากใบและการคายน้้าของพืช อาจอยู่ในรูปหยดน้้าที่กลุ่มรูเปิดที่ผิวใบ (hydathode) เรียกว่า การเกิด gattation ส่วนใหญ่พืชสูญเสียน้้าในรูปของไอน้้าทางปากใบ โดยประมาณ 90% ในพืชทุกชนิด > การสูญเสียน้้านอกจากจะระเหยเป็นไอน้้าออกมาทางปากใบแล้วยังสามารถพบได้ในส่วน อื่นๆ ของล้าต้นได้อีก เช่น lenticel ในพืชบางชนิด > การเปิดปิดของปากในเป็นกระบวนการรักษาดุลยภาพของน้้า โดยการควบคุมของ guard cell ที่อยู่บน epidermis (ถูกก้าหนดโดยความเข้มข้นของสารละลายในเซลล์)  ปากใบเปิดเมื่อเซลล์คุมเต่ง  ปากใบปิดเมื่อเซลล์คุมสูญเสียความเต่ง > ปัจจัยที่มีผลต่อการคายน้้า  อุณหภูมิเมื่อสูงขึ้น อากาศแห้ง น้้าแพร่ออกมาก  ความชื้นเมื่อลดลงและแตกต่างกันมาก ไอน้้าจะเกิดการแพร่ออก  ลมที่พัดผ่านจะท้าให้ความกดอากาศลดลง ไอน้้าแพร่ออกได้มากขึ้น  สภาพน้้าในดินเมื่อลดลงจะเริ่มสังเคราะห์กรดแอบไซซิกหรือ ABA ปากใบปิด  ความเข้มของแสงเพิ่มขึ้นและได้รับน้้าอย่างเพียงพอปากใบจะเปิดมากขึ้น นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ ความส้าคัญของการคายน้้าของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ใน การศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการคายน้้าของพืช หน้าที่และ โครงสร้างส้าคัญของการคายน้้าของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 24.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 หน่วยการเรียนที่ 1เรื่อง การล้าเลียงน้้าของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช เขียนสรุปหน้าที่ และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - พืชที่ไม่มีท่อล้าเลียง มักมีขนาดเล็กและเจริญในที่มีความชื้นสูงร่มเงาเพียงพอ ทุกเซลล์จึง ได้รับน้้าอย่างทั่วถึงโดยการออสโมซิสอย่างต่อเนื่อง - พืชที่มีขนาดใหญ่และวิวัฒนาการสูงจะมีระบบท่อล้าเลียงเฉพาะจากรากขึ้นไปเลี้ยงเซลล์ที่ อยู่ปลายยอด - การเคลื่อนที่ของน้้าในดินเข้าสู่รากและล้าต้นพืชมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่  apoplast  symplast - ปัจจัยที่ท้าให้น้้าสามารถน้าเลียงได้อย่างต่อเนื่องจากรากสู่ยอดของพืช คือ  Root pressure  Cohesion  Adhesion  Transpiration pull - เครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์ใช้วัดการคายน้้าเพื่อศึกษาหาค่าของ transpiration pull เรียกว่า potometer 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช
  • 25.
    ทักษะ / กระบวนการ(P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชต่อ การด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การใช้เทคโนโลยี , การสื่อสาร และการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > โครงสร้างของรากและล้าต้นเหมาะสมต่อการเกิดกระบวนการล้าเลียงน้้าของพืชอย่างไร > กระบวนการล้าเลียงน้้าของพืชมีความสัมพันธ์กับกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร > พืชมีการล้าเลียงน้้าอย่างไรและการคายน้้ากับการล้าเลียงน้้าสัมพันธ์กันอย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าลักษณะการเคลื่อนที่ของน้้าใน กระบวนการล้าเลียงน้้าจากดินเข้าสู่รากและล้าต้นของพืชนั้นมีกี่แบบ อะไรบ้าง นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น ปัจจัยใดบ้างที่ท้าให้กระบวนการล้าเลียงน้้าของพืชเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องจากรากสู่ปลายยอด
  • 26.
    ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา“การล้าเลียงน้้าของพืช” ว่า > พืชที่ไม่มีท่อล้าเลียง มักมีขนาดเล็กและเจริญในที่มีความชื้นสูงร่มเงาเพียงพอ ทุกเซลล์จึง ได้รับน้้าอย่างทั่วถึงโดยการออสโมซิสอย่างต่อเนื่องส่วนพืชที่มีขนาดใหญ่และวิวัฒนาการสูงจะมีระบบท่อ ล้าเลียงเฉพาะจากรากขึ้นไปเลี้ยงเซลล์ที่อยู่ปลายยอด > การเคลื่อนที่ของน้้าในดินเข้าสู่รากและล้าต้นพืชมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่  apoplast การเคลื่อนที่ของน้้าในดินเข้าสู่รากผ่านชั้นคอร์เทกซ์ของรากไปจนถึงช้น เอนโดเดอร์มิสได้โดยน้้าจะผ่านจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งทางผนังเซลล์หรือผ่าน ทางช่องว่างระหว่างเซลล์  symplast การเคลื่อนที่ของน้้าผ่านเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่งทางไซโทพลาสซึมที่เรียกว่าพ ลาสโมเดสมาทาเข้าไปในเซลล์เอนโดเดอร์มิสก่อนเข้าสู่ไซเลม > ปัจจัยที่ท้าให้น้้าสามารถน้าเลียงได้อย่างต่อเนื่องจากรากสู่ยอดของพืช คือ  Root pressure แรงดันรากเกิดจากการเคลื่อนที่ของน้้าเข้าสู่ไซเลม  Cohesion คือแรงที่เกิดขึ้นระหว่างโมเลกุลของน้้าด้วยกันเอง  Adhesion แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของน้้ากับผนังของท่อไซเลม  Transpiration pull คือ แรงดึงจากการคายน้้า > เครื่องมือที่นักวิทยาศาสตร์ใช้วัดการคายน้้าเพื่อศึกษาหาค่าของ transpiration pull เรียกว่า potometer นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ ความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชอีกทั้งการ ประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืช หน้าที่และ โครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงน้้าของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 27.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 หน่วยการเรียนที่ 1เรื่อง การล้าเลียงธาตุอาหารของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช เขียน สรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - การล้าเลียงธาตุอาหารต่างๆมีความซับซ้อนมากกว่าการล้าเลียงน้้า เพราะเซลล์มักไม่ยอม ให้ธาตุอาหารเคลื่อนที่ผ่านเข้าออกได้โดยอิสระ - กระบวนการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารต่างๆเข้าสู่ราก ท้าได้ 2 วิธี คือ  Passive transport  Active transport - ธาตุอาหารที่ล้าเลียงเข้าไปในไซเลมนั้นเป็นสารอนินทรีย์ต่างๆที่จ้าเป็นต่อการด้ารงชีวิต และการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ  macronutrient  micronutrient - นักวิทยาศาสตร์ใช้หลัก 3 ประการที่จัดว่าธาตุอาหารนี้จ้าเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชคือ  ถ้าขาดไม่สามารถด้ารงชีวิตได้  ต้องการจ้าเพาะทดแทนไม่ได้  จ้าเป็นต่อกระบวนการเมทาบอลิซึม
  • 28.
    - การจัดแบ่งธาตุอาหารออกเป็น 3กลุ่มตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาและชีวเคมี ดังนี้  องค์ประกอบของสารอินทรีย์ภายในพืช  กระตุ้นการท้างานของเอนไซม์  ควบคุมแรงดันออสโมติก 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช การด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การสื่อสาร , การใช้เทคโนโลยี และการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
  • 29.
    > พืชล้าเลียงธาตุอาหารและน้าไปใช้ในการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร > การล้าเลียงธาตุอาหารมีความสัมพันธ์กับกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร >กระบวนการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารต่างๆเข้าสู่รากท้าได้กี่วิธีอะไรบ้าง ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าพืชมีความต้องการธาตุอาหารแต่ละ ชนิดในปริมาณไม่เท่ากัน ดังนั้นเราจึงแบ่งกลุ่มธาตุอาหารออกเป็นอะไรได้บ้าง นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น การจัดแบ่งกลุ่มธาตุอาหารตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาและชีวเคมีของพืช ได้อย่างไรบ้าง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การล้าเลียงธาตุอาหารของพืช” ว่า > การล้าเลียงธาตุอาหารต่างๆมีความซับซ้อนมากกว่าการล้าเลียงน้้า เพราะเซลล์มักไม่ยอมให้ ธาตุอาหารเคลื่อนที่ผ่านเข้าออกได้โดยอิสระ > กระบวนการเคลื่อนที่ของธาตุอาหารต่างๆเข้าสู่ราก ท้าได้ 2 วิธี คือ  Passive transport แบบไม่ใช่พลังงานโดยการแพร่จากภายนอกที่มีความเข้มข้นสูง กว่าไปยังภายในที่มีความเข้มข้นต่้ากว่า  Active transport แบบใช้พลังงาน โดยล้าเลียงจากภายนอกที่มีความเข้มข้นต่้ากว่า เข้าสู่ภายในที่มีความเข้มข้นต่้ากว่า เกิดการสะสมได้ > ธาตุอาหารที่ล้าเลียงเข้าไปในไซเลมนั้นเป็นสารอนินทรีย์ต่างๆที่จ้าเป็นต่อการด้ารงชีวิตและ การเจริญเติบโตของพืช ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ  Macronutrient คือ ธาตุอาหารที่พืชต้องการเป็นปริมาณมาก 9 ธาตุ ได้แก่ C H O N P K Ca Mg S  Micronutrient คือ ธาตุอาหารที่พืชต้องการปริมาณเพียงเล็กน้อย ได้แก่ B Fe Cu Zn Mn Mo Cl Ni > นักวิทยาศาสตร์ใช้หลัก 3 ประการที่จัดว่าธาตุอาหารนี้จ้าเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ  ถ้าขาดไม่สามารถด้ารงชีวิตได้ การเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ไม่ครบวงจร  ต้องการในการเจริญเติบโตจ้าเพาะซึ่งจะใช้ธาตุอื่นทดแทนไม่ได้  จ้าเป็นต่อกระบวนการเมทาบอลิซึมและการเจริญเติบโตโดยตรง > การจัดแบ่งธาตุอาหารออกเป็น 3 กลุ่มตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาและชีวเคมี ดังนี้  องค์ประกอบของสารอินทรีย์ภายในพืช 1. สารประกอบอินทรีย์หลัก ได้แก่ C H O N 2. สารประกอบอินทรีย์ที่เกี่ยวกับเมทาบอลิซึม ได้แก่ P (ATP) Mg (chlorophyll)  กระตุ้นการท้างานของเอนไซม์ เช่น Fe Cu Zn Mn Cl  ควบคุมแรงดันออสโมติก เช่น K ช่วยรักษาความเต่งของเซลล์คุม
  • 30.
    นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ ความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป: ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงธาตุอาหารของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน ระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 31.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 หน่วยการเรียนที่ 1เรื่อง การล้าเลียงสารอาหารของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช เขียน สรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - สารอาหารที่พืชน้ามาใช้ในการด้ารงชีวิตได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงซึ่งส่วนใหญ่ เกิดที่ใบ สารอาหารที่พืชสร้างเป็นคาร์โบไฮเดรต ส่วนรากในดินไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่มีการสะสมอาหารในรูปของแป้ง - การเคลื่อนย้ายสารอาหารในพืช พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่รับเข้ามาทางปากใบสร้าง อาหาร ซึ่งจะล้าเลียงไปยังแหล่งที่สร้างได้น้อยหรือแหล่งที่สร้างไม่ได้ ทางโฟลเอ็ม มีทิศทาง ทั้งขึ้นและลงแตกต่างกัน - กระบวนการล้าเลียงสารอาหาร ใบพืชเป็นแหล่งสร้างน้้าตาลกูลโคสโดยกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง ถูล้าเลียงออกมาไซโทพลาสซึมเปลี่ยนเป็นน้้าตาลซูโครสเข้าสู่โฟลเอ็ม เคลื่อนย้ายไปในซีฟทิวป์ ล้าเลียงแบบใช้พลังงาน ความเข้มข้นสารละลายต้นทางสูงขึ้น น้้า จากเซลล์ข้างเคียงออสโมซิสเข้าแรงดันเพิ่มขึ้น ดันให้เกิดการล้าเลียงไปตามท่อจนถึง ปลายทาง ก็จะเกิดการล้าเลียงออกไปยังเนื้อเยื่อต่างๆที่ต้องการใช้หรือแหล่งรับ ความ เข้มข้นปลายทางลดลง น้้าก็จะแพร่ออกสู่เซลล์ข้างเคียง ท้าให้มีแรงดันน้อยกว่า การ ล้าเลียงอาหารจึงเกิดขึ้นตลอดเวลาที่ใบพืชมีการสังเคราะห์ด้วยแสง
  • 32.
    4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K)อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปหน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชต่อ การด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การสื่อสาร , การใช้เทคโนโลยี และการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > สารอาหารที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ล้าเลียงไปยังส่วนต่างๆของพืชได้อย่างไร > การล้าเลียงสารอาหารมีความสัมพันธ์กับกระบวนการด้ารงชีวิตของพืชอย่างไร > สารอาหารจากแหล่งสร้างที่ใบมีกระบวนการเคลื่อนที่ไปยังส่วนต่างๆของพืชได้อย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการเคลื่อนย้ายสารอาหารที่พืชสร้างได้ จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้นในพืชอย่างไร
  • 33.
    นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น การทดลองใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการล้าเลียงสารอาหารในพืชและอธิบายได้อย่างไร ขั้นสอน: ครูอธิบายเนื้อหา “การล้าเลียงสารอาหารของพืช” ว่า > สารอาหารที่พืชน้ามาใช้ในการด้ารงชีวิตได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงซึ่งส่วนใหญ่ เกิดที่ใบ สารอาหารที่พืชสร้างเป็นคาร์โบไฮเดรต ส่วนรากในดินไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง แต่มีการสะสม อาหารในรูปของแป้ง > การเคลื่อนย้ายสารอาหารในพืช พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่รับเข้ามาทางปากใบสร้างอาหาร ซึ่งจะล้าเลียงไปยังแหล่งที่สร้างได้น้อยหรือแหล่งที่สร้างไม่ได้ ทางโฟลเอ็ม มีทิศทางทั้งขึ้นและลงแตกต่างกัน > กระบวนการล้าเลียงสารอาหาร ใบพืชเป็นแหล่งสร้างน้้าตาลกูลโคสโดยกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง ถูล้าเลียงออกมาไซโทพลาสซึมเปลี่ยนเป็นน้้าตาลซูโครสเข้าสู่โฟลเอ็ม เคลื่อนย้ายไปในซีฟ ทิวป์ ล้าเลียงแบบใช้พลังงาน ความเข้มข้นสารละลายต้นทางสูงขึ้น น้้าจากเซลล์ข้างเคียงออสโมซิสเข้าแรงดัน เพิ่มขึ้น ดันให้เกิดการล้าเลียงไปตามท่อจนถึงปลายทาง ก็จะเกิดการล้าเลียงออกไปยังเนื้อเยื่อต่างๆที่ต้องการ ใช้หรือแหล่งรับ ความเข้มข้นปลายทางลดลง น้้าก็จะแพร่ออกสู่เซลล์ข้างเคียง ท้าให้มีแรงดันน้อยกว่า การ ล้าเลียงอาหารจึงเกิดขึ้นตลอดเวลาที่ใบพืชมีการสังเคราะห์ด้วยแสง นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและ ความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย องค์ประกอบและความส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืช หน้าที่และโครงสร้างส้าคัญของการล้าเลียงสารอาหารของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาใน ระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 34.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 หน่วยการเรียนที่ 2เรื่อง การค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เขียนสรุป ความเป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปความเป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่าง ถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของ มนุษย์ได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - ใบของพืชมีหน้าที่ส้าคัญ คือ สามารถน้าพลังงานแสงมาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์และสร้าง เป็นอาหารเก็บไว้ในรูปสารอินทรีย์โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง - ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง มีการศึกษาค้นคว้ามานานแล้ว จาก การศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องกันหลายท่าน ท้าให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงเป็นล้าดับต่อไปนี้  Jean Baptiste Van Helmont  Joseph Priestly  Jan Ingen Housz  Jean Senebier  Nicolas Theodore de Soussure
  • 35.
     Julius Sachs T.W. Engelmann  Van Niel  Sam Ruben and Martin Kamen  Robin Hill  Deniel Arnon 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปความเป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์ 5. สมรรถนะ ทักษะชีวิต , การใช้เทคโนโลยี และการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก
  • 36.
    8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า :ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > นักชีววิทยาได้ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมาแล้วอย่างไรบ้าง > วิธีการศึกษาค้นคว้าที่เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร > การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ที่เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมีหลักการอะไรบ้าง ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงของพืชมีผลสรุปรวมในปัจจุบันว่าอย่างไร นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น ความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงสามารถน้ามาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ้าวันอะไรได้บ้าง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง” ว่า > ใบของพืชมีหน้าที่ส้าคัญ คือ สามารถน้าพลังงานแสงมาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างเป็น อาหารเก็บไว้ในรูปสารอินทรีย์โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง > ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง มีการศึกษาค้นคว้ามานานแล้ว จาก การศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องกันหลายท่าน ท้าให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นล้าดับ ต่อไปนี้  Jean Baptiste Van Helmont = น้้าหนักของต้นหลิวเพิ่มขึ้นมาจากน้้าเท่านั้น  Joseph Priestly = พืชสามารถเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้  Jan Ingen Housz = การที่พืชจะเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้พืชนั้นต้องได้รับ แสงด้วย  Jean Senebier = อากาศเสียคือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนอากาศดีคือแก๊ส ออกซิเจน  Nicolas Theodore de Soussure = น้้าหนักของพืชที่เพิ่มขึ้นมากกว่าน้้าหนักของ น้้าดังนั้นบางส่วนน่าจะเป็นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่พืชได้รับ  Julius Sachs = สารอินทรีย์ที่พืชสร้าง คือ น้้าตาลซึ่งเป็นสารคาร์โบไฮเดรต  T.W. Engelmann = แบคที่เรียที่ต้องการออกซิเจนจะมารวมกลุ่มกันที่บริเวณ สาหร่ายได้รับแสงสีแดงและน้าเงิน เพราให้แก๊สออกซิเจนมากกว่าในบริเวณอื่น  Van Niel = เลี้ยงแบคทีเรียที่สังเคราะห์ด้วยแสงโดยไม่ใช้น้้าแต่ใช้ไฮโดรเจนซัลไฟด์ แทน ซึ่งเกิดก๊าซซัลเฟอร์ขึ้นแทนออกซิเจน  Sam Ruben and Martin Kamen = เมื่อให้ออกซิเจนในโมเลกุลน้้าเป็นออกซิเจน ชนิดใด แก๊สออกซิเจนที่ปล่อยออกมาก็เป็นออกซิเจนประเภทเดียวกัน
  • 37.
     Robin Hill= สกัดคลอโรพลาสต์แล้วเติมเกลือเฟอริกซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นเกลือเกลือ เฟอรัสและแก๊สออกซิเจน  Deniel Arnon = การสังเคราะห์ด้วยแสงประกอบด้วยขั้นตอนใช้แสง และขั้นตอน ตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ขั้นตอนการใช้แสงจะได้ออกซิเจนและไฮโดรเจนไอออน ส่วน ขั้นตอนตรึงคาร์บอนไดออกไซด์เป็นการสังเคราะห์น้้าตาลโดยใช้ ATP NADPH และ คาร์บอนไดออกไซด์ นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความส้าคัญของการค้นคว้าที่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ความเป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความส้าคัญของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ความ เป็นมาของการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษา ชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 38.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 หน่วยการเรียนที่ 2เรื่อง กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เขียนสรุปล้าดับ ขั้นตอนของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - กระบวนการสังเคราะห์ของพืช แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ปฏิกิริยาใช้แสง และ ปฏิกิริยาไม่ใช้แสงหรือปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ - โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ รูปร่างกลมรี ยาว 5 ไมโครเมตร กว้าง 2 ไมโครเมตร หนา 1- 2 ไมโครเมตร มีปริมาณมากน้อยต่างกันขึ้นกับชนิดของเซลล์และพืช ประกอบด้วย เยื่อหุ้ม สองชั้น ภายในเป็นของเหลว (stroma) และ thylakoid membrane - สารสีในปฏิกิริยาแสง ได้แก่ คลอโรฟิลล์ (ศูนย์กลางปฏิกิริยาของระบบแสง) แคโรทีน แซน โทฟิลล์ ไฟโคอีรีทริน ไฟโคไซยานิน - ปฏิกิริยาแสง เกิดบนเยื่อไทลาคอยด์ ที่มีระบบแสง I และ II และโปรตีนที่ท้าหน้าที่รับและ ถ่ายทอดอิเล็กตรอนอยู่ ซึ่งเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ แบบไม่เป็นวัฏจักร และแบบเป็นวัฏจักร - ปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนออกไซด์ เพื่อสร้างสารคาร์โบไฮเดรต ประกอบด้วยปฏิกิริยา 3 ขั้น คือ คาร์บอกซิเลชัน รีดักชัน และรีเจเนอเรชัน 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
  • 39.
    ทักษะ / กระบวนการ(P) เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ต่อการด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ ทักษะชีวิต , การใช้เทคโนโลยี และการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > คลอโรพลาสต์มีบทบาทส้าคัญอย่างไรในการด้ารงชีวิตของพืชและระบบนิเวศของโลก > ใบไม้บางชนิดมีสีเขียว บางชนิดมีสีเหลืองหรือสีส้ม ใบไม้เหล่านี้มีสารสีเหมือนหรือแตกต่าง กันอย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช มีขั้นตอนและปฏิกิริยาที่ส้าคัญอะไรบ้าง นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์สุดท้ายของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงแต่ละขั้นตอนมีอะไรบ้าง
  • 40.
    ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา“กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง” ว่า > กระบวนการสังเคราะห์ของพืช แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ปฏิกิริยาใช้แสง และ ปฏิกิริยาไม่ใช้แสงหรือปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ > โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ รูปร่างกลมรี ยาว 5 ไมโครเมตร กว้าง 2 ไมโครเมตร หนา 1-2 ไมโครเมตร มีปริมาณมากน้อยต่างกันขึ้นกับชนิดของเซลล์และพืช ประกอบด้วย เยื่อหุ้มสองชั้น ภายในเป็น ของเหลว (stroma ) มีเอนไซม์จ้าเป็นต่อกระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ และ thylakoid membrane ส่วนที่พับซ้อนเป็นตั้ง คือ กรานุม และส่วนที่อยู่ระหว่าง คือ สโตรมาลาเมลลา > สารสีในปฏิกิริยาแสง ได้แก่ คลอโรฟิลล์ (ศูนย์กลางปฏิกิริยาของระบบแสง) แคโรทีน แซน โทฟิลล์ ไฟโคอีรีทริน ไฟโคไซยานิน ซึ่งทั้งหมดอยู่บนเยื่อไทลาคอยด์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดปฏิกิริยาใช้แสง > ปฏิกิริยาแสง เกิดบนเยื่อไทลาคอยด์ ที่มีระบบแสง I และ II และโปรตีนที่ท้าหน้าที่รับและ ถ่ายทอดอิเล็กตรอนอยู่ ซึ่งเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ 1. แบบไม่เป็นวัฏจักร = [H2O > H + O] > ระบบแสง II (P680) > plastoquinone > cytochrome f > plastocyanin [ADP + Pi > ATP] > ระบบแสง I (P700) > ferridoxin > [NADP > NADPH] 2. แบบเป็นวัฏจักร = ระบบแสง I (P700) > ferridoxin > cytohrome b > cytochrome f > plastocyanin > ระบบแสง I (P700) > ปฏิกิริยาตรึงคาร์บอนออกไซด์ เพื่อสร้างสารคาร์โบไฮเดรต คือ Calvin cycle ประกอบด้วยปฏิกิริยา 3 ขั้น คือ o คาร์บอกซิเลชัน = CO2 + RuBP > PGA o รีดักชัน = PGA > 1,3 bisphosphoglycerate > PGAL o รีเจเนอเรชัน = PGAL + ATP > RuBP นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ล้าดับขั้นตอนของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ใน การศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ล้าดับขั้นตอน ของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 41.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 หน่วยการเรียนที่ 2เรื่อง โฟโตเรสไพเรชัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของ การเกิดโฟโตเรสไพเรชัน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของ RuBP ต้องใช้เอนไซม์ rubisco ที่อยู่ในสโตรมาของคลอ โรพลาสต์ นอกจากนี้ยังสามารถกรตุ้นให้ RuBP ตรึงออกซิเจนได้อีกด้วย - การเกิด photorespiration จึงท้าให้ความสามารถในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ใน กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชหลายชนิดลดลง เนื่องจากต้องแข่งขันกับการตรึง ออกซิเจน - พืชที่ตรึงออกซิเจนด้วย RuBP ซึ่งจะถูกสลายเป็นสารประกอบคาร์บอน 2 อะตอม และน้า กลับมาใช้สร้าง RuBP ขึ้นมาใหม่ จะมีการสูญเสียคาร์บอนในรูปคาร์บอนไดออกไซด์ บางส่วน - โดยรวมจะพบทั้งการตรึงออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ขอพืชในขณะที่รับแสง จึง เรียกว่า photorespiration ซึ่งต่างจากการหายใจหรือการสลายอาหารตามปกติ - Photorespiration จะช่วยใช้สารพลังงานสูงที่สร้างได้มากเกินความต้องการที่เกิดขึ้นจาก ปฏิกิริยาแสง
  • 42.
    4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K)อธิบายความหมายและความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันต่อการด้ารงชีวิต ของพืช 5. สมรรถนะ การใช้เทคโนโลยี , ทักษะชีวิต , การสื่อสารและการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > โฟโตเรสไพเรชันแตกต่างจากการหายใจหรือการสลายอาหารตามปกติอย่างไร > โพโตเรสไพชันสัมพันธ์กับการสังเคราะห์แสงหรือไม่ อย่างไร > ถ้า RuBP สามารถตรึงออกซิเจน จะมีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือไม่ ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการตรึงออกซิเจนของ RuBP เรียกว่ากระบวนการอะไร
  • 43.
    นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น กระบวนการตรึงออกซิเจนมีผลดีต่อการด้ารงชีวิตของพืชหรือไม่อย่างไร ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “โฟโตเรสไพเรชัน” ว่า > การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของ RuBP ต้องใช้เอนไซม์ rubisco ที่อยู่ในสโตรมาของคลอโรพ ลาสต์ นอกจากนี้ยังสามารถกรตุ้นให้ RuBP ตรึงออกซิเจนได้อีกด้วย > การเกิด photorespiration จึงท้าให้ความสามารถในการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ใน กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชหลายชนิดลดลง เนื่องจากต้องแข่งขันกับการตรึงออกซิเจน > พืชที่ตรึงออกซิเจนด้วย RuBP ซึ่งจะถูกสลายเป็นสารประกอบคาร์บอน 2 อะตอม และน้า กลับมาใช้สร้าง RuBP ขึ้นมาใหม่ จะมีการสูญเสียคาร์บอนในรูปคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วน > โดยรวมจะพบทั้งการตรึงออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ขอพืชในขณะที่รับแสง จึง เรียกว่า photorespiration ซึ่งต่างจากการหายใจหรือการสลายอาหารตามปกติ 2 ลักษณะ คือ 1. โฟโตเรสไปเรชันจะเกิดขึ้นเฉพาะในเซลล์ที่มีคลอโรพลาสต์เท่านั้น 2. ปฏิกิริยาเคมีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโฟโตเรสไปเรชันก๊แตกต่าง > Photorespiration จะช่วยใช้สารพลังงานสูงที่สร้างได้มากเกินความต้องการที่เกิดขึ้นจาก ปฏิกิริยาแสง นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ การเกิดโฟโตเรสไพเรชัน ล้าดับขั้นตอนของการเกิดโฟโตเรสไพเรชันอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยา ในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการเกิดโฟโตเรสไพเรชัน ล้าดับขั้นตอนของการ เกิดโฟโตเรสไพเรชันอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 44.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 หน่วยการเรียนที่ 2เรื่อง กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ใน พืช C4 เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ได้ อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ได้อย่าง ถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ต่อการด้ารงชีวิต ของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - พืชบางชนิดในเขตร้อนมีวิวัฒนาการที่สามารถตรึงคาร์บอนไดออกไซด์นอกเหนือจากวัฏ จักรคัลวิน และได้สารประกอบคงตัวชนิดแรกที่มีคาร์บอน 4 อะตอม จึงเรียกพืช C4 - โครงสร้างของใบที่จ้าเป็นต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันในพืช C3 และ C4 ได้แก่  ปริมาณคลอโรพลาสต์ในเซลล์มีโซฟิลล์  ลักษณะของบันเดิลชีท - วัฏจักรคาร์บอนของพืช C4 จะพบว่ามีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ 2 ครั้ง โดย  PEP  RuBP
  • 45.
    4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K)อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ ในพืช C4 ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ต่อการด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การใช้เทคโนโลยี, การสื่อสาร และการคิด 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > พืชที่ขึ้นในทะเลทรายหรือในที่แห้งแล้งมีกลไกการสังเคราะห์ด้วยแสงเหมือนกับพืชที่ขึ้นอยู่ ทั่วๆไปหรือไม่อย่างไร
  • 46.
    > พืชชนิดใดบ้างที่สามารถเจริญในที่ทนแล้งอุณหภูมิสูง และมีการปรับตัวเพื่อลดการสูญเสียน้้า อย่างไร >ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ถ้าปากใบปิดในเวลากลางวันพืชจะตรึง คาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของ พืช CAM จะเหมือนกับพืช C3 หรือ C4 หรือไม่อย่างไร นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น เปรียบเทียบพืช C3 CAM และ C4 ในแง่ของโครงสร้างและกลไกในการสังเคราะห์ด้วยแสง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4” ว่า > พืชบางชนิดในเขตร้อนมีวิวัฒนาการที่สามารถตรึงคาร์บอนไดออกไซด์นอกเหนือจากวัฏจักร คัลวิน และได้สารประกอบคงตัวชนิดแรกที่มีคาร์บอน 4 อะตอม ไม่ใช่ PGA ที่มีคาร์บอน 3 อะตอมอย่างพืช C3 จึงเรียกพืชพวกนี้ว่า C4 > โครงสร้างของใบที่จ้าเป็นต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันในพืช C3 และ C4 ได้แก่  ปริมาณคลอโรพลาสต์ในเซลล์มีโซฟิลล์ : C4 > C3  ลักษณะของบันเดิลชีท : C4 จะอยู่ชิดกับเซลล์มีโซฟิลล์และมีพลาสโมเดสมาตา เชื่อมต่อกัน > วัฏจักรคาร์บอนของพืช C4 จะพบว่ามีการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ 2 ครั้ง โดย  PEP + CO2 > OAA  OAA > PEP + [CO2 > RuBP] > Calvin cycle > ผลดี คือ เกิดการสูญเสียคาร์บอนอะตอมจาก photorespiration น้อยมากจนวัดไม่ได้ใน สภาพปกติ นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 ล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
  • 47.
    9. สื่อ /อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 48.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 หน่วยการเรียนที่ 2เรื่อง กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ใน พืช CAM เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ได้ อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ได้ อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ต่อการ ด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - พืชบางชนิดเจริญได้ในที่แห้งแล้งซึ่งในเวลากลางวันสภาพแวดล้อมจะมีความชื้นต่้าและ อุณหภูมิสูง ท้าให้สูญเสียน้้าทางปากใบมาก จึงมีวิวัฒนาการที่จะลดการสูญเสียน้้าโดย  ลดรูปของใบให้เล็กลง  ปากใบปิดในเวลากลางวัน  ล้าต้นอวบน้้าเพื่อสงวนรักษาน้้าไว้ - ในเวลากลางคืนที่มีอุณหภูมิต่้าและความชื้นสูญปากใบจะเปิด คาร์บอนไดออกไซด์จะเข้า มายังเซลล์มีโซฟิลล์ PEP + CO2 > OAA > malic acid เก็บสะสมไว้ใน vacuole - ในเวลากลางวันเมื่อเริ่มมีแสงปากใบจะปิดเพื่อลดการสูญเสียน้้า กรดมาลิกถูกล้าเลียงเข้า คลอโรพลาสต์ แล้วสลายตัว PEP + [CO2 + RuBP > Calvin cycle]
  • 49.
    - กระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์แบบนี้พบได้ครั้งแรกในพืชตระกูลครัสซูลาซี จึง เรียกว่าพืช CAM (Crussuluceae Acid Metabolism plant) 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ ในพืช CAM ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ต่อการด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การใช้เทคโนโลยี, การคิด , การสื่อสารและทักษะชีวิต 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
  • 50.
    > พืชที่ขึ้นในทะเลทรายหรือในที่แห้งแล้งมีกลไกการสังเคราะห์ด้วยแสงเหมือนกับพืชที่ขึ้นอยู่ ทั่วๆไปหรือไม่อย่างไร > พืชชนิดใดบ้างที่สามารถเจริญในที่ทนแล้งอุณหภูมิสูงและมีการปรับตัวเพื่อลดการสูญเสียน้้า อย่างไร > ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ถ้าปากใบปิดในเวลากลางวันพืชจะตรึง คาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากลไกการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของ พืช CAM จะเหมือนกับพืช C3 หรือ C4 หรือไม่อย่างไร นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น เปรียบเทียบพืช C3 CAM และ C4 ในแง่ของโครงสร้างและกลไกในการสังเคราะห์ด้วยแสง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM” ว่า > พืชบางชนิดเจริญได้ในที่แห้งแล้งซึ่งในเวลากลางวันสภาพแวดล้อมจะมีความชื้นต่้าและ อุณหภูมิสูง ท้าให้สูญเสียน้้าทางปากใบมาก จึงมีวิวัฒนาการที่จะลดการสูญเสียน้้าโดย  ลดรูปของใบให้เล็กลง  ปากใบปิดในเวลากลางวัน  ล้าต้นอวบน้้าเพื่อสงวนรักษาน้้าไว้ > ในเวลากลางคืนที่มีอุณหภูมิต่้าและความชื้นสูญปากใบจะเปิด คาร์บอนไดออกไซด์จะเข้า มายังเซลล์มีโซฟิลล์ PEP + CO2 > OAA > malic acid เก็บสะสมไว้ใน vacuole > ในเวลากลางวันเมื่อเริ่มมีแสงปากใบจะปิดเพื่อลดการสูญเสียน้้า กรดมาลิกถูกล้าเลียงเข้า คลอโรพลาสต์ แล้วสลายตัว PEP + [CO2 + RuBP > Calvin cycle] > กระบวนการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์แบบนี้พบได้ครั้งแรกในพืชตระกูลครัสซูลาซี จึงเรียกว่า พืช CAM (Crussuluceae Acid Metabolism plant) > โดยทั่วไปพืช CAM จะสูญเสียน้้า 50-100g ต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ 1g ซึ่งถึงว่า น้อยมากเมื่อเทียบกับพืช C3 และ C4 ดังนั้นจึงสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่มีน้้าน้อยหรือขาดแคลน น้้าได้ดีกว่า นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้น ของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของ
  • 51.
    คาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM ล้าดับขั้นตอนของกลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAMอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 52.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 หน่วยการเรียนที่ 2เรื่อง ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วย แสง เขียนข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่าง ถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของ พืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงนับว่ามีความส้าคัญมาก เพราะ เป็นการผลิตอาหารให้แก่ผู้บริโภคทั้งหลาย และยังเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจน ให้แก่ระบบนิเวศด้วย - ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ได้แก่  แสงและความเข้มของแสง  คาร์บอนไดออกไซด์  อุณหภูมิ  อายุใบ  ปริมาณน้้าที่พืชได้รับ  ธาตุอาหาร
  • 53.
    4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K)อธิบายความหมายและความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ ด้วยแสง ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการ สังเคราะห์ด้วยแสงต่อการด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การคิด , การสื่อสาร และทักษะชีวิต 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > สภาพแวดล้อมของพืชมีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือไม่อย่างไร > พืชดูดกลืนแสงอาทิตย์ไว้และน้าไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงประมาณร้อยละเท่าใด > ในช่วงวันที่ที่มีเข้มของแสงต่างกัน จะมีผลต่ออัตราการสังเคราะห์หรือไม่อย่างไร
  • 54.
    ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าพืชต่างชนิดกันมีความต้องการอุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือไม่อย่างไร นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหายใจจะเท่ากับอัตราการตรึงคาร์บอนไดจากการ สังเคราะห์ด้วยแสงเราเรียกค่านี้ว่าอะไร ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง” ว่า > การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงนับว่ามีความส้าคัญ มาก เพราะ  เป็นการผลิตอาหารให้แก่ผู้บริโภคทั้งหลาย  เป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่ระบบนิเวศ > ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ได้แก่  แสงและความเข้มของแสง จะแปรผันตรงระดับหนึ่งแล้วจะคงที่แต่เมื่อ เพิ่มขึ้นจนอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจเท่ากับอัตรา การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ เรียกจุดความเข้มแสงนี้ว่า light compensation point  คาร์บอนไดออกไซด์ จะแรผันตรงระดับหนึ่งแล้วจะคงที่แต่เมื่อเพิ่มขึ้นจน อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจเท่ากับอัตราการตรึง คาร์บอนไดออกไซด์ เรียกจุดความเข้มแสงนี้ว่า CO2 compensation point  อุณหภูมิ แปรผันตรงระดับหนึ่งแล้วจะลดลง เพราะอัตราโฟโตเรสไปเรชัน สูง สมบัติเยื่อเลือกผ่านเปลี่ยนแปลงและเอนไซม์เกิดการเสียสภาพ  อายุใบ จะแปรผันตรงตามการพัฒนาของคลอโรพลาสต์  ปริมาณน้้าที่พืชได้รับ จะแปรผันตรงในระดับที่เหมาะสม ถ้ามากเกินไปจะ ท้าให้รากขาดออกซิเจนในการหายใจ  ธาตุอาหารที่จ้าเป็นต่อกระบวนการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ ได้แก่ Mg and N ถ้าขาดจะท้าให้เกิดอาการใบเหลืองซีด (chlorosis) นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง ข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการ สังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์
  • 55.
    ด้วยแสง ข้อสรุปปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษา ชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ/ อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 56.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 หน่วยการเรียนที่ 2เรื่อง การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 2 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง เขียนข้อสรุปของการ ปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนข้อสรุปของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - แสงจ้าเป็นต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แต่ถ้ามากหรือน้อยเกินไปจะมีผลต่ออัตรา การสังเคราะห์ด้วยแสงและการอยู่รอดของพืชได้เช่นเดียวกัน - การปรับตัวของพืชเพื่อให้สามารถรับแสงได้ในระดับที่เหมาะสม มีดังนี้  การปรับโครงสร้างของใบเพื่อรับแสง  การควบคุมการรับแสงของใบพืช  การปรับตัวของพืชให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของแสง  การจัดเรียงใบของพืชและการแข่งขันเพื่อรับแสงของพืชที่ขึ้นในบริเวณเดียวกัน 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงต่อการ ด้ารงชีวิตของพืช
  • 57.
    5. สมรรถนะ การคิด ,การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้า บทเรียน 3. ทดสอบเก็บ คะแนนประจ้า บทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึก การเรียนการสอน ประจ้าบทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึก การท้ากิจกรรม ประจ้าบทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบเปรียบเทียบกับ เนื้อหาที่ท้าการเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับค้าเฉลยใบ งานแบบฝึกหัดประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับค้าเฉลย แบบทดสอบประจ้าบทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการกิจกรรม ประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็นระเบียบ เรียบร้อยสวยงามของ การจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ ต่้ากว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ ต่้ากว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา การบันทึก ความเป็น ระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจด บันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > โครงสร้างของพืชระดับเซลล์และระดับอวัยวะสัมพันธ์กับการสังเคราะห์ด้วยแสงอย่างไร > พืชในที่ร่มที่ได้รับแสงน้อย เซลล์ในชั้นเอพิเดอร์มิสช่วยในการรับแสงอย่างไร > โครงสร้างใบตัดตามขวางการจัดเรียงตัวของเซลล์ในชั้นเพลิเซดมีโซฟิลล์และสปันจีมีโซฟิลล์ ช่วยในการรับแสงและแลกเปลี่ยนก๊าซอย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าโครงสร้างภายในตัดขวางของใบพืช ชนิดเดียวกันที่อยู่ในที่กลางแจ้งกับอยู่ในที่ร่มแตกต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใด นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
  • 58.
    การปรับตัวของพืชเพื่อให้ได้รับแสงได้อย่างเหมาะสมมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง ขั้นสอน :ครูอธิบายเนื้อหา “การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง” ว่า > แสงจ้าเป็นต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แต่ถ้ามากหรือน้อยเกินไปจะมีผลต่ออัตราการ สังเคราะห์ด้วยแสงและการอยู่รอดของพืชได้เช่นเดียวกัน > การปรับตัวของพืชเพื่อให้สามารถรับแสงได้ในระดับที่เหมาะสม มีดังนี้  การปรับโครงสร้างของใบเพื่อรับแสง 1. เอพิเดอร์มิสท้าหน้าที่คล้ายเลนส์รวมแสง 2. รอยต่อระหว่างอากาศและน้้าที่เคลือบผนังเซลล์ช่วยกระจายแสง 3. ขนและคิวทิเคิลที่ผิวใบช่วยสะท้อนแสงและลดการดูดซับของแสงและอุณหภูมิ  การควบคุมการรับแสงของใบพืช 1. การเคลื่อนที่ของคลอโรพลาสต์ 2. การเคลื่อนไหวของใบพืช 3. การปรับต้าแหน่งของแผ่นใบ  การปรับตัวของพืชให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของแสง 1. พื้นที่และความหนาของใบ 2. ปริมาณคลอโรฟิลล์  การจัดเรียงใบของพืชและการแข่งขันเพื่อรับแสงของพืชที่ขึ้นในบริเวณเดียวกัน 1. การแตกกิ่งก้านสาขาเรือนพุ่มกว้าง 2. การจัดเรียงกิ่งรอบล้าต้น นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง ข้อสรุปของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษา ชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง ข้อสรุปของการ ปรับตัวของพืชเพื่อรับแสงอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 59.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 หน่วยการเรียนที่ 3เรื่อง การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 9 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก เขียนล้าดับ ขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศต่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - พืชเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะมีการสืบพันธุ์เกิดขึ้นเพื่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ต่อไป แบ่งออกเป็น การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ กับการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ - การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกจะต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์ สืบพันธุ์เพศเมีย ซึ่งเกิดขึ้นในดอกที่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ - โครงสร้างของดอก แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ได้แก่ ดอกสมบูรณ์ ดอกไม่สมบูรณ์ ดอกสมบูรณ์เพศ ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ดอกเดี่ยว ช่อ ดอก - การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก แบ่งเป็น การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ และการสร้าง เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย - การถ่ายละอองเรณู คือ การที่ละอองเรณูซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ตกลงบนยอดเกสรเพศ เมียเพื่อจะเข้าไปปฏิสนธิกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียในรังไข่
  • 60.
    - การปฏิสนธิซ้อน คือgenerative nucleus แบ่ง mitosis ได้ 2 sperm nucleus แล้วเข้า ไปปฏิสนธิกับ egg cell และ polar nuclei cell - การเกิดผล ภายหลังการปฏิสนธิ ออวุลจะเจริญไปเป็นเมล็ดส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็นผล แต่ บางชนิดอาจเจริญมาจากฐานรองดอก ผลแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ ผลเดี่ยว ผลกลุ่ม ผลรวม - การเกิดเมล็ด การปฏิสนธิภายในรังไข่ท้าให้เกิดไซโกต และเอนโดสเปิร์ม จากนั้นจะพัฒนา ต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ส่วนประกอบของเมล็ด ได้แก่ เปลือกหุ้มเมล็ด เอ็มบริโอ (ใบเลี้ยง เอพิคอทิล ไฮโปคอทิล แรดิเคิล) และเอนโดสเปิร์ม - การงอกของเมล็ด แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบที่ไฮโปคอทิลชูใบเลี้ยงให้โผล่พ้นดิน แบบ ที่ใบเลี้ยงไม่โผล่พ้นดิน และแบบที่มีแต่ส่วนของใบแท้ที่โผล่พ้นดิน - ปัจจัยที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด ได้แก่ น้้าหรือความชื้น ออกซิเจน อุณหภูมิ แสง - การพักตัวของเมล็ดมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ เปลือกหุ้มเมล็ดไม่ยอมให้น้้าซึมผ่าน เปลือกหุ้มเมล็ดไมยอมให้ก๊าซออกซิเจนแพร่ผ่าน เอ็มบริโอของเมล็ดยังเจริญไม่เต็มที่ สารเคมีบางชนิดยังยั้งการงอกของเมล็ด - การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ การปลูกจึงจะประสบความส้าเร็จได้ต่อเมื่อเมล็ดพันธุ์ นั้นมีคุณภาพที่ดี เช่น การตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศต่อการด้ารง เผ่าพันธุ์ของพืช 5. สมรรถนะ การคิด , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
  • 61.
    3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน ประจ้าบทเรียน 3.ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > ดอกมีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการสร้างเซลล์สืบพันธุ์อย่างไร > เมื่อเกิดไซโกตหลังจากการปฏิสนธิแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงเป็นผลอย่าง > ดอกของพืชแต่ละชนิดมีโครงสร้างของดอกเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าอวัยวะสืบพันธุ์ของพืชดอกมี กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ การถ่ายละอองเรณูและการปฏิสนธิอย่างไร นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น ลักษณะการงอกและปัจจัยที่มีผลต่อการงอกของเมล็ดพืชดอกมีอะไรบ้าง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก” ว่า > พืชเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะมีการสืบพันธุ์เกิดขึ้นเพื่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ต่อไป แบ่งออกเป็น การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ กับการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ > การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกจะต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์ สืบพันธุ์เพศเมีย ซึ่งเกิดขึ้นในดอกที่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ > โครงสร้างของดอก แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ได้แก่  ดอกสมบูรณ์ คือ ดอกที่มีโครงสร้างครบทั้ง 4 ส่วน  ดอกไม่สมบูรณ์ คือ ดอกที่มีโครงสร้างไม่ครบทั้ง 4 ส่วน  ดอกสมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมีย  ดอกไม่สมบูรณ์เพศ คือ ดอกที่มีเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมีย  ดอกเดี่ยว คือ หนึ่งดอกที่พัฒนามาจากตาดอกหนึ่งตา หนึ่งก้านดอก  ช่อดอก คือ หลายดอกอยู่บนหนึ่งก้านดอก > การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก แบ่งเป็น
  • 62.
     การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ :microspore mother cell > microspore [2 nucleus = generative nucleus and tube nucleus]  การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย : megaspore mother cell > megaspore [7 cell ,8 nucleus = 3 antipodals , 1 polar nuclei cell (2 nucleus) , 2 synergids ,1 egg cell] > การถ่ายละอองเรณู คือ การที่ละอองเรณูซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ตกลงบนยอดเกสรเพศ เมียเพื่อจะเข้าไปปฏิสนธิกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียในรังไข่ > การปฏิสนธิซ้อน คือ generative nucleus แบ่ง mitosis ได้ 2 sperm nucleus แล้วเข้า ไปปฏิสนธิกับ egg cell และ polar nuclei cell > การเกิดผล ภายหลังการปฏิสนธิ ออวุลจะเจริญไปเป็นเมล็ดส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็นผล แต่ บางชนิดอาจเจริญมาจากฐานรองดอก ผลแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ  ผลเดี่ยว เกิดจากดอกเดี่ยวหรือช่อดอกที่แต่ละดอกมีรังไข่อันเดียว  ผลกลุ่ม เกิดจากหนึ่งดอกที่มีหลายรังไขที่อยู่แยกกันหรือติดกันก็ได้บนฐานรองดอกเดียวกัน  ผลรวม เกิดจากรังไข่ของดอกย่อยแต่ละดอกของช่อดอกแต่ละดอกหลอมรวมกันเป็นผลใหญ่ > การเกิดเมล็ด การปฏิสนธิภายในรังไข่ท้าให้เกิดไซโกต และเอนโดสเปิร์ม จากนั้นจะพัฒนา ต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ส่วนประกอบของเมล็ด ได้แก่  เปลือกหุ้มเมล็ด นอกสุดเจริญมาจากส่วนนอกของออวุล ป้องกันเอ็มบริโอจากอันตรายต่างๆ  เอ็มบริโอ ส่วนประกอบที่ส้าคัญที่จะเจริญไปเป็นต้นพืช o ใบเลี้ยง 1 (monocotyledon) 2 (dicotyledon)ในพืชบางชนิดเป็นแหล่งสะสม อาหาร o เอพิคอทิล อยู่เหนือต้าแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยง เจริญไปเป็นล้าต้น ใบ และดอก o ไฮโปคอทิล อยู่ใต้ต้าแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยง ใบเลี้ยงคู่หลายชนิดเจริญแล้งดึงใบเลี้ยง ให้โผล่พ้นดิน o แรดิเคิล ส่วนล่างสุดถัดจากไฮโปคอทิลลงมา เจริญต่อไปเป็นราก  เอนโดสเปิร์ม เนื้อเยื่อที่มีอาหารสะสมส้าหรับการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ > การงอกของเมล็ด แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ 1. แบบที่ไฮโปคอทิลชูใบเลี้ยงให้โผล่พ้นดิน 2. แบบที่ใบเลี้ยงไม่โผล่พ้นดิน 3. แบบที่มีแต่ส่วนของใบแท้ที่โผล่พ้นดิน > ปัจจัยที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด ได้แก่  น้้าหรือความชื้น ท้าให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลงพร้อมที่งอกต่อไป  ออกซิเจน ท้าให้อัตราการหายใจสูงขึ้นใช้ในกระบวนการสลายสารอาหารสร้างพลังงาน
  • 63.
     อุณหภูมิ แต่ละชนิดมีความต้องการไม่เหมือนกันขึ้นสภาพภูมิอากาศที่พบ แสง บางชนิดต้องการในขณะที่งอกแต่บางชนิดก็ไม่ต้องการ > การพักตัวของเมล็ดมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่  เปลือกหุ้มเมล็ดไม่ยอมให้น้้าซึมผ่าน  เปลือกหุ้มเมล็ดไมยอมให้ก๊าซออกซิเจนแพร่ผ่าน  เอ็มบริโอของเมล็ดยังเจริญไม่เต็มที่  สารเคมีบางชนิดยังยั้งการงอกของเมล็ด > การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ การปลูกจึงจะประสบความส้าเร็จได้ต่อเมื่อเมล็ดพันธุ์ นั้นมีคุณภาพที่ดี เช่น การตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมีอยู่หลายวิธี เช่น 1. การเร่งอายุเมล็ดพันธุ์ 2. การวัดดัชนีการงอกของเมล็ดพันธุ์ นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก ล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกอีกทั้งการ ประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก ล้าดับ ขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 64.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 หน่วยการเรียนที่ 3เรื่อง การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการ ขยายพันธุ์ เขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ได้ อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ได้อย่าง ถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ต่อการด้ารง เผ่าพันธุ์ของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - พืชดอกนอกจากจะสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศโดยใช้เมล็ดแล้วยังมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยใช้ส่วนๆของพืช เช่น แตกหน่อ มาใช้ประโยชน์ในการขยายพันธุ์พืช - การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกจะให้ได้พืชต้นใหม่ที่มีลักษณะเหมือนต้นเดิม ไม่ กลายพันธุ์แต่จะไม่มีรากแก้ว ระบบรากไม่แข็งแรง - เทคโนโลยีชีวภาพในการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาใช้ในการเกษตรอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะพืช เศรษฐกิจหลายๆ ชนิด
  • 65.
    - การขยายพันธุ์โดยการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นการน้าเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชไม่ว่าจะเป็น อวัยวะเนื้อเยื่อ เซลล์ แม้กระทั่งโพรโทพลาสต์(เซลล์พืชที่ปราศจากผนังเซลล์) มาเลี้ยงใน อาหารสังเคราะห์ - แคลลัส ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเซลล์พาเรงคิมา เจริญต่อเนื่องขนาดใหญ่เพิ่มจ้านวนมากขึ้น เรื่อยๆ แล้วแยกไปเลี้ยงในอาหารใหม่จนได้จ้านวนมากพอก็สามารถย้ายไปปลูกได้ - การท้าเมล็ดเทียมเพื่อใช้ขยายพันธุ์พืชบางชนิดได้พัฒนามาจากหลักการเลี้ยงเนื้อเยื่อโดย น้าเซลล์มาชักน้าให้เป็นเอ็มบริโอ แล้วน้ามาห่อหุ้มค้วยสารอาหรแทนเอนโดสเปิร์มและสาร เคลือบอยู่ภายนอก 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการ ขยายพันธุ์ ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการ ขยายพันธุ์ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอก และการขยายพันธุ์ต่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ของพืช 5. สมรรถนะ การคิด , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ
  • 66.
    บทเรียน เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า: ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกคืออะไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ > การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชมีผลต่อการขยายพันธุ์พืชหรือไม่ อย่างไร > การขยายพันธุ์พืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคืออะไร วิธีการอย่างไรบ้าง ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและแบบไม่ อาศัยเพศของพืชดอกมีลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น นอกจากการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแล้วยังมีวิธีการใดอีกที่มีจุดประสงค์เดียวกัน ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์” ว่า > พืชดอกนอกจากจะสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศโดยใช้เมล็ดแล้วยังมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยใช้ส่วนๆของพืช เช่น แตกหน่อ มาใช้ประโยชน์ในการขยายพันธุ์พืช > การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกจะให้ได้พืชต้นใหม่ที่มีลักษณะเหมือนต้นเดิม ไม่ กลายพันธุ์แต่จะไม่มีรากแก้ว ระบบรากไม่แข็งแรง > เทคโนโลยีชีวภาพที่ใช้ในการขยายพันธุ์พืชโดยหลักการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศใน การเกษตรอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลายๆ ชนิด คือ  การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการน้าเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ เนื้อเยื่อ เซลล์ แม้กระทั่งโพรโทพลาสต์(เซลล์พืชที่ปราศจากผนังเซลล์) มาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ แคลลัส ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเซลล์พาเรงคิมา เจริญต่อเนื่องขนาดใหญ่เพิ่มจ้านวนมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วแยกไปเลี้ยงในอาหารใหม่จนได้จ้านวนมากพอก็สามารถย้ายไปปลูกได้  การท้าเมล็ดเทียมเพื่อใช้ขยายพันธุ์พืชบางชนิดได้พัฒนามาจากหลักการเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยน้า เซลล์มาชักน้าให้เป็นเอ็มบริโอ แล้วน้ามาห่อหุ้มค้วยสารอาหรแทนเอนโดสเปิร์มและสาร เคลือบอยู่ภายนอก นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์ ล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ของพืชดอกและการขยายพันธุ์อีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและ
  • 67.
    การขยายพันธุ์ ล้าดับขั้นตอนของการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธุ์อีกทั้งการ ประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ/ อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 68.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 หน่วยการเรียนที่ 3เรื่อง การวัดการเจริญเติบโตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 3 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืช เขียนล้าดับขั้นตอน ของการวัดการเจริญเติบโตของพืช 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนล้าดับขั้นตอนของการวัดการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืชต่อการด้ารงเผ่าพันธุ์ของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - การวัดการเจริญเติบโตของพืชสามารถวัดได้หลายวิธี เช่น ความสูง จ้านวนใบ ขนาดของใบ เส้นรอบวง มวล - พืชมีการเจริญเติบโตช้าหรือเร็วโดยวิธีการวัดมวล หรือน้้าหนักสดของพืชเป็นวิธีที่นิยมใช้ มากที่สุด แต่อาจไม่บ่งถึงการเพิ่มขึ้นของชีวมวลที่แท้จริงทั้งหมด เพราะการเก็บสะสมน้้า - การเจริญเติบโตของพืชตั้งแต่งอกออกจากเมล็ดจนโตเต็มที่ ออกดอกออกผลมีลักษณะ คล้ายกับกราฟการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป เป็นรูปตัว S - ชีวมวล หมายถึง มวลรวมของสิ่งมีชีวิตที่สนใจศึกษามีหน่วยวัดเช่นเดียวกับหน่วยวัด น้้าหนัก - การชั่งน้้าหนักแห้งเป็นการวัดน้้าหนักที่แท้จริงซึ่งปราศจากน้้า แต่ต้องท้าให้พืชตายและ ต้องมีจ้านวนปลูกมากเพื่อใช้สุ่มเลือก
  • 69.
    - การวัดความสูงก็เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากเพราะสะดวกแต่ควรระวังเพราะบางชนิดมี ขอบเขตจ้ากัด 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้(K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืช ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนล้าดับขั้นตอนของการวัดการเจริญเติบโตของพืช คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืชต่อการด้ารง เผ่าพันธุ์ของพืช 5. สมรรถนะ การคิด , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > การเจริญเติบโตของพืชเหมือนหรือแตกต่างกับการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างไร
  • 70.
    > การวัดการเจริญเติบโตของพืชสามารถท้าได้หรือไม่และด้วยวิธีใดบ้าง > ชีวมวลคืออะไร และมีความส้าคัญอย่างไรต่อการวัดการเจริญเติบโตของพืช ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการวัดการเจริญเติบโตของพืชสามารถ น้ามาเขียนเป็นกราฟแสดงเมื่อเปรียบเทียบกับเวลาได้อย่างไร นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น การวัดการเจริญเติบโตของพืชมีความส้าคัญต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์อย่างไรบ้าง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การวัดการเจริญเติบโตของพืช” ว่า > การวัดการเจริญเติบโตของพืชสามารถวัดได้หลายวิธี เช่น ความสูง จ้านวนใบ ขนาดของใบ เส้นรอบวง มวล วงปี เส้นผ่านศูนย์กลาง ซึ่งวิธีการใดจะดีที่สุดย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด > พืชมีการเจริญเติบโตช้าหรือเร็วโดยวิธีการวัดมวล หรือน้้าหนักสดของพืชเป็นวิธีที่นิยมใช้ มากที่สุด แต่อาจไม่บ่งถึงการเพิ่มขึ้นของชีวมวลที่แท้จริงทั้งหมด เพราะการเก็บสะสมน้้า > การเจริญเติบโตของพืชตั้งแต่งอกออกจากเมล็ดจนโตเต็มที่ ออกดอกออกผลมีลักษณะ คล้ายกับกราฟการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั่วๆไป เป็นรูปตัว S > ชีวมวล หมายถึง มวลรวมของสิ่งมีชีวิตที่สนใจศึกษามีหน่วยวัดเช่นเดียวกับหน่วยวัด น้้าหนัก > การชั่งน้้าหนักแห้งเป็นการวัดน้้าหนักที่แท้จริงซึ่งปราศจากน้้า แต่ต้องท้าให้พืชตายและ ต้องมีจ้านวนปลูกมากเพื่อใช้สุ่มเลือก > การวัดความสูงก็เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากเพราะสะดวกแต่ควรระวังเพราะบางชนิดมี ขอบเขตจ้ากัด นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ การวัดการเจริญเติบโตของพืช ล้าดับขั้นตอนของการวัดการเจริญเติบโตของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ใน การศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการวัดการเจริญเติบโตของพืช ล้าดับขั้นตอน ของการวัดการเจริญเติบโตของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 71.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 หน่วยการเรียนที่ 3เรื่อง สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 5 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เขียนข้อสรุป หน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนข้อสรุปหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชต่อการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอย ควบคุมการเจริญเติบโต - สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืช ได้แก่  Auxin  Cytokinin  Gibberellin  Ethylene gas  Absicic acid 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
  • 72.
    คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชต่อการ ด้ารงชีวิตของพืช 5.สมรรถนะ ทักษะชีวิต , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร > สารควบคุมการเจริญของพืชที่พบในปัจจุบันได้แก่อะไรบ้าง > การศึกษาเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีความเป็นมาอย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมี ผลต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์หรือไม่อย่างไร นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น จงสรุปแหล่งที่มาและหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในรูปแบบตาราง
  • 73.
    ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา“สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช” ว่า > การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอยควบคุมการเจริญเติบโต > สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืช ได้แก่  Auxin 1. เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ใบอ่อน เอ็มบริโอ 2. กระตุ้นขยายตัวตามยาว เปลี่ยนแปลงเป็นราก ยับยั้งเจริญตาข้าง ชะลอหลุดร่วงใบ พัฒนารังไข่เป็นผลที่ไม่ต้องปฏิสนธิ  Cytokinin 1. เนื้อเยื่อเจริญปลายราก ผลอ่อน 2. กระตุ้นแบ่งเซลล์ เกิดตาข้าง ชะลอสลายตัวคลอโรฟิลล์  Gibberellin 1. เนื้อเยื่อเหนือข้อใบเลี้ยงเดี่ยว เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด ใบอ่อน เอ็มบริโอ 2. กระตุ้นแบ่งตัวและขยายตามยาว การงอกเมล็ด ออกดอกพืชบางชนิด พัฒนารังไข่เป็น ผลที่ไม่ปฏิสนธิ  Ethylene gas 1. เนื้อเยื่อผลใกล้สุก ใบแก่ ข้อ 2. เร่งสุกของผล กระตุ้นหลุดร่วงใบ ออกดอกพืชบางชนิด  Absicic acid 1. ล้าต้น ผลดิบ ราก ใบแก่ 2. ยับยั้งเจริญตา การงอกเมล็ด กระตุ้นหลุดร่วงใบ ควบคุมเปิดปิดปากใบ นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ข้อสรุปหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ข้อสรุป หน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
  • 74.
    9.4 ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 หน่วยการเรียนที่ 3 เรื่อง การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา/รายวิชา ว 32243/ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 เวลาเรียน 5 ชั่วโมง ผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมายและความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม เขียนข้อสรุป ของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมายและความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนข้อสรุปของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมกับการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระส้าคัญ - การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้น ด้วยสิ่งเร้าที่จะชักน้าให้กระบวนการต่างๆในพืชด้าเนินไปแม้ว่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพเริ่มต้น หรือหมดไปแล้ว - การเคลื่อนไหวของพืชชั้นสูง สามารถแบ่งตามลักษณะการตอบสนองออกเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ  Tropical movement  Nastic movement - การตอบสนองมีกระบวนการเช่นเดียวกับการสื่อสารระหว่างเซลล์ คือ  การรับสัญญาณ (reception)  การส่งสัญญาณ (signal transduction)
  • 75.
     การตอบสนองของพืช (response) 4.สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมายและความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมกับ การด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ ทักษะชีวิต , การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน้า : ครูตั้งค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > พืชมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกหรือไม่อย่างไร > พืชมีกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกเหมือนหรือต่างกันอย่างไร > การศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมมีความเป็นมาอย่างไร
  • 76.
    ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการตอบสนองของพืชต่อการ เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดมีกี่ขั้นตอนอะไรบ้าง นักเรียนสามารถตั้งค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น รูปแบบการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมแบ่งได้เป็นกี่รูปแบบอะไรบ้าง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม” ว่า > การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้น ด้วยสิ่งเร้าที่จะชักน้าให้กระบวนการต่างๆในพืชด้าเนินไปแม้ว่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพเริ่มต้นหรือหมดไปแล้ว > การเคลื่อนไหวของพืชชั้นสูง สามารถแบ่งตามลักษณะการตอบสนองออกเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ  Tropical movement เป็นการเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างมี ทิศทาง เช่น gravitropism thigmotropism hydrotropism chemotropism ซึ่ง 2 ลักษณะ 1. positive tropism 2. negative tropism  Nastic movement เป็นการเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างไม่มี ทิศทางที่แน่นอน เช่น การหุบและบาน การหมุนแกว่งของยอด > การตอบสนองมีกระบวนการเช่นเดียวกับการสื่อสารระหว่างเซลล์ คือ  การรับสัญญาณ (reception) การเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอกและภายใน  การส่งสัญญาณ (signal transduction) ที่ได้รับให้เซลล์ในส่วนของพืชที่ตอบสนองต่อ ปัจจัยกระตุ้นนั้น  การตอบสนองของพืช (response) การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆของพืชต่อปัจจัย กระตุ้น นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของ การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม ข้อสรุปของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมอีกทั้งการประยุกต์ใช้ ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map และท้าใบงานเพื่อ ตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม ข้อสรุป ของผลการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมอีกทั้งการประยุกต์ใช้ในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม ชีววิทยา 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คู่มือครูชีววิทยา เล่ม 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้แต่ง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
  • 77.
    9.3 ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.4ห้องศูนย์สื่อกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ 9.5 ห้องสืบค้น โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ แบบสังเกตการตอบคาถามและการร่วมกิจกรรมหน้าชั้น ระดับชั้น ............. เรื่อง ...............................................วันที่ .......... เดือน .......................พ.ศ............. คาชี้แจง ครูผู้สอนประเมินนักเรียนโดยใช้วิธีสังเกตในขณะด้าเนินการสอน แล้วให้ระดับคะแนนดังนี้ 3 เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ 2 เมื่อปฏิบัติบางครั้ง 1 เมื่อไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติน้อยมาก ที่ ชื่อ-สกุล การตอบค้าถาม การร่วมกิจกรรม การแสดงความคิดเห็น การซักถาม รวมคะแนน ระดับคะแนน 10-12 7-9 4-6 3 3 3 3 12 ดี พอใช้ ปรับปรุง
  • 78.
    แบบประเมินการทางานกลุ่ม วิชาชีววิทยา เรื่อง .............................................วันที่.......... เดือน ........................... พ.ศ............ ที่ ชื่อ-สกุล ประเด็นการประเมิน/คะเนน ระดับคะแนน ความรับผิดชอบของ แต่ละคน การมีส่วนร่วมในการ ท้างาน ความคิดสร้างสรรค์ ผลงาน รวม 20-25 12-19 5-11 5 5 5 10 25 ดี พอใช้ ปรับปรุง เกณฑ์การให้คะแนน 5 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นชัดเจนดีมากเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่น 4 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นดี 3 เมื่อพฤติกรรมเทียบเท่ากันทั่วไปเป็นไปตามที่ก้าหนด
  • 79.