แผนการจัดการเรียนรู้
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560
รหัสวิชา ว 30245 รายวิชา ชีววิทยา 5
เวลาเรียน 3 คาบ/สัปดาห์/คาบ จานวน 1.5 หน่วยการเรียน รวมเวลาเรียน 60 คาบ/ภาคเรียน
...............................................................................................................................................................
ชื่อครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ตาแหน่ง ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
รายชื่อแบบเรียนที่ใช้ :
แบบเรียนหลัก 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
3. คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
4. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
5. คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
หน่วยการเรียนรู้ :
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การรับรู้และการตอบสนอง
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง พฤติกรรม
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช
จานวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ ระยะเวลารวม 9 ชั่วโมง ประกอบด้วย
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15
เรื่อง ฮอร์โมนพืช (1) ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16
เรื่อง ฮอร์โมนพืช (2) ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17
เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืช ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช เรื่อง ฮอร์โมนพืช (1)
เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้
ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึนส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานันๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโต
ของพืชหรือฮอร์โมนพืช เขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือ
ฮอร์โมนพืช อีกทังสามารถน้าความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการด้ารงชีวิต
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
หรือฮอร์โมนพืชได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมน
พืชได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืชต่อ
กระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ
- การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ
เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอย
ควบคุมการเจริญเติบโต
- ฮอร์โมนพืชสามารถเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชได้และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การ
เปลี่ยนแปลงทางคุณภาพและการพัฒนาของเนือเยื่อ และอวัยวะของพืชซึ่งได้รับฮอร์โมน
นัน ๆ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ดังนันในการศึกษา
ทางด้านฮอร์โมนจึงมักศึกษาในแง่ของแหล่งและกระบวนการสังเคราะห์ การเคลื่อนที่และ
เคลื่อนย้าย และปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่มีต่อพืช
- ในประเทศไทยการใช้ฮอร์โมนพืชมีวัตถุประสงค์ในทางการเกษตรเพื่อให้มีผลผลิต เพื่อเพิ่ม
ผลผลิตและคุณภาพและเพื่อความสะดวกในการจัดการฟาร์ม
- สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืช ได้แก่
1. ออกซิน (Auxin)
2. จิบเบอเรลลิน (Gibberellins)
3. ไซโตไคนิน(Cytokinins)
4. กรดแอบซิสิค (Abscisic Acid) หรือ ABA
5. เอทธิลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโต
ของพืชหรือฮอร์โมนพืช
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของ
พืชหรือฮอร์โมนพืช
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
หรือฮอร์โมนพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนือหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนือหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนือหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขันน้า : ครูตังค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านีโดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร
> สารควบคุมการเจริญของพืชที่พบในปัจจุบันได้แก่อะไรบ้าง
> การศึกษาเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีความเป็นมาอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมี
ผลต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์หรือไม่อย่างไร
นักเรียนสามารถตังค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
จงสรุปแหล่งที่มาและหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในรูปแบบตาราง
ขันสอน : ครูอธิบายเนือหา “ฮอร์โมนพืช (1)” ว่า
> การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ
เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอยควบคุมการเจริญเติบโต
> ฮอร์โมนพืชเป็นสารเคมีภายในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืชไม่เพียงแต่การเจริญของพืชทัง
ต้นเท่านัน หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืชแต่ละส่วนด้วย ในปัจจุบันทราบกันดีแล้วว่าฮอร์โมนพืชมีทัง
ชนิดที่กระตุ้นการเจริญเติบโต และระงับการเจริญเติบโตฮอร์โมนพืชที่พบในปัจจุบันคือ
- ออกซิน (Auxin)
- จิบเบอเรลลิน (Gibberellins)
- ไซโตไคนิน(Cytokinins)
- กรดแอบซิสิค (Abscisic Acid) หรือ ABA
- เอทธิลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ
> ฮอร์โมนพืชสามารถเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชได้และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การ
เปลี่ยนแปลงทางคุณภาพและการพัฒนาของเนือเยื่อ และอวัยวะของพืชซึ่งได้รับฮอร์โมนนัน ๆ ซึ่งมีผลต่อ
กระบวนการทางสรีรวิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ดังนันในการศึกษาทางด้านฮอร์โมนจึงมักศึกษาในแง่ของ
แหล่งและกระบวนการสังเคราะห์ การเคลื่อนที่และเคลื่อนย้าย และปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่มีต่อพืช
> ในประเทศไทยการใช้ฮอร์โมนพืชมีวัตถุประสงค์ในทางการเกษตรเพื่อให้มีผลผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิต
และคุณภาพและเพื่อความสะดวกในการจัดการฟาร์ม
> สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ได้แก่
 ฮอร์โมนออกซิน (Auxin)
- ความรู้พืนฐานเกี่ยวกับออกซินนันเกิดขึนจากงานของ Charles Darwin ซึ่งศึกษาเรื่อง Phototropism ซึ่ง
พืชจะตอบสนองต่อการได้รับแสงเพียงด้านเดียวท้าให้เกิดการโค้งเข้าหาแสง
- ต่อมา Boysen-Jensen และ Paal ได้ศึกษาและแสดงให้เห็นว่า "อิทธิพล" ดังกล่าวนีมีสภาพเป็น
สารเคมี ซึ่งในสภาพที่โคลีออพไทล์ได้รับแสงเท่ากันทังสองด้าน
- ในปี ค.ศ. 1926 Went ได้ท้างานทดลองและสามารถแยกสารชนิดนีออกจากโคลีออพไทล์ได้ โดยตัด
ส่วนยอดของโคลีออพไทล์ของข้าวโอ๊ตแล้ววางลงบนวุ้นจะท้าให้สารเคมีที่กระตุ้นการเจริญเติบโตไหลลงสู่
วุ้น เมื่อน้าวุ้นไปวางลงที่ด้านหนึ่งของโคลีออพไทล์ที่ไม่มียอดด้านใดด้านหนึ่งจะท้าให้โคลีออพไทล์ดังกล่าว
โค้งได้ เขาสรุปว่าสารเคมีได้ซึมลงสู่วุ้นแล้วซึมจากวุ้นลงสู่ส่วนของโคลีออพไทล์
การตอบสนองของพืชต่อฮอร์โมนออกซิน
1. การตอบสนองในระดับเซลล์ ออกซินท้าให้เกิดการขยายตัวของเซลล์ ท้าให้เกิดการแบ่งเซลล์ได้ในบาง
กรณี เช่น กระตุ้นการแบ่งเซลล์ของแคมเบียม กระตุ้นให้เกิดรากจากการปักช้าพืช เช่น การใช้ IBA ในการ
เร่งรากของกิ่งช้า แล้วยังกระตุ้นให้เกิดแคลลัสในการเพาะเลียงเนือเยื่อ
2. การตอบสนองของอวัยวะหรือพืชทังต้น
2.1 เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของพืชแบบ Phototropism Geotropism
2.2 การที่ตายอดข่มไม่ให้ตาข้างเจริญเติบโต
2.3 การติดผล
2.4 ป้องกันการร่วงของผลโดยออกซินจะยับยังไม่ให้เกิด Abcission layer ขึนมา
2.5 ป้องกันการร่วงของใบ
2.6 ในบางกรณีออกซินสามารถท้าให้สัดส่วนของดอกตัวเมียและตัวผู้เปลี่ยนไป
 ฮอร์โมนไซโตไคนิน (Cytokinins)
- การค้นพบฮอร์โมนในกลุ่มนีเริ่มจากการศึกษาการเพาะเลียงเนือเยื่อ โดยในปี ค.ศ. 1920 Haberlandt
ได้แสดงให้เห็นว่ามีสารชนิดหนึ่งเกิดอยู่ในเนือเยื่อพืชและกระตุ้นให้เนือเยื่อพาเรนไคมาในหัวมันฝรั่งกลับ
กลายเป็นเนือเยื่อเจริญได้
- นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน เช่น Skoog และ Steward ท้าการทดลองในสหรัฐอเมริกา โดยศึกษาความ
ต้องการสิ่งที่ใช้ในการเจริญเติบโตของกลุ่มก้อนของเซลล์ (Callus) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แต่
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพเกิดขึนของ pith จากยาสูบและรากของแครอท
- แม้ว่าไคเนติน BA และ PBA เป็นสารที่ไม่พบในต้นพืชแต่สารที่เกิดตามธรรมชาติและสารสังเคราะห์หลาย
ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนไคเนตินนัน เรียกโดยทั่วๆ ไปว่า ไซโตไคนิน ซึ่งเป็นสารที่เมื่อมีผลร่วมกับออก
ซินแล้วจะเร่งให้เกิดการแบ่งเซลล์ในพืช
การตอบสนองของพืชต่อฮอร์โมนไซโทไคนิน
1. กระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์และการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพใน tissue culture โดยต้องใช้
ร่วมกับ Auxin ในการเลียงเนือเยื่อพืชนันหากให้ฮอร์โมนไซโตไคนินมากกว่าออกซินจะท้าให้เนือเยื่อนันเจริญ
เป็นตา ใบ และล้าต้น
2. ชะลอกระบวนการเสื่อมสลาย เช่น กรณีของใบที่เจริญเต็มที่แล้วถูกตัดออกจากต้น คลอโรฟิลล์
RNA และโปรตีนจะเริ่มสลายตัวเร็วกว่าใบที่ติดอยู่กับต้น แม้จะมีการให้อาหารกับใบเหล่านีก็ตาม ถ้าหากเก็บ
ใบเหล่านีไว้ในที่มืดการเสื่อมสลายยิ่งเกิดเร็วขึน
3. ท้าให้ตาข้างแตกออกมาหรือก้าจัดลักษณะ Apical Dominance ได้ การเพิ่มไซโตไคนินให้กับตา
ข้างจะท้าให้แตกออกมาเป็นใบได้
4. ท้าให้ใบเลียงคลี่ขยายตัวกรณีเมล็ดของพืชใบเลียงคู่งอกในความมืด
5. ท้าให้เกิดการสร้างคลอโรพลาสต์มากขึน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพอย่างหนึ่ง
6. ท้าให้พืชทังต้นเจริญเติบโต
7. กระตุ้นการงอกของเมล็ดพืชบางชนิด
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและการ
น้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ชนิดและบทบาทหน้าที่ของสาร
ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องสารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืชในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป
ขันสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม
กับท้าใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้
ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องสารควบคุมการเจริญเติบโตของ
พืชหรือฮอร์โมนพืชในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6
คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชันมัธยมศึกษาปีที่ 6
9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน
ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม
การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง ฮอร์โมนพืช: www.google.com
9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ฮอร์โมนพืช: www.youtube.com
9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ฮอร์โมนพืช
10. บันทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
ปัญหาและอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บันทึกเพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
……………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………
ลงชื่อ..................................................
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครู คศ.1 (ชีววิทยา)
ครูผู้สอน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช เรื่อง ฮอร์โมนพืช (2)
เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึนส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานันๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโต
ของพืชหรือฮอร์โมนพืช เขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือ
ฮอร์โมนพืช อีกทังสามารถน้าความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการด้ารงชีวิต
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
หรือฮอร์โมนพืชได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมน
พืชได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืชต่อ
กระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ
- การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ
เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอย
ควบคุมการเจริญเติบโต
- ฮอร์โมนพืชสามารถเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชได้และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การ
เปลี่ยนแปลงทางคุณภาพและการพัฒนาของเนือเยื่อ และอวัยวะของพืชซึ่งได้รับฮอร์โมน
นัน ๆ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ดังนันในการศึกษา
ทางด้านฮอร์โมนจึงมักศึกษาในแง่ของแหล่งและกระบวนการสังเคราะห์ การเคลื่อนที่และ
เคลื่อนย้าย และปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่มีต่อพืช
- ในประเทศไทยการใช้ฮอร์โมนพืชมีวัตถุประสงค์ในทางการเกษตรเพื่อให้มีผลผลิต เพื่อเพิ่ม
ผลผลิตและคุณภาพและเพื่อความสะดวกในการจัดการฟาร์ม
- สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืช ได้แก่
1. ออกซิน (Auxin)
2. จิบเบอเรลลิน (Gibberellins)
3. ไซโตไคนิน(Cytokinins)
4. กรดแอบซิสิค (Abscisic Acid) หรือ ABA
5. เอทธิลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโต
ของพืชหรือฮอร์โมนพืช
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของ
พืชหรือฮอร์โมนพืช
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
หรือฮอร์โมนพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนือหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนือหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนือหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขันน้า : ครูตังค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านีโดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร
> สารควบคุมการเจริญของพืชที่พบในปัจจุบันได้แก่อะไรบ้าง
> การศึกษาเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีความเป็นมาอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมี
ผลต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์หรือไม่อย่างไร
นักเรียนสามารถตังค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
จงสรุปแหล่งที่มาและหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในรูปแบบตาราง
ขันสอน : ครูอธิบายเนือหา “ฮอร์โมนพืช (2)” ว่า
 ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน (Gibberellins)
- การค้นพบกลุ่มของฮอร์โมนพืชจิบเบอเรลลินนัน เกิดประมาณ ปี 1920 เมื่อ Kurosawa นักวิทยาศาสตร์
ชาวญี่ปุ่น ศึกษาในต้นข้าวที่เป็นโรค Bakanae หรือโรคข้าวตัวผู้ ซึ่งเกิดจากเชือรา Gibberella fujikuroi
หรือ Fusarium moniliforme ซึ่งต้นข้าวมีลักษณะสูงกว่าต้นข้าวปกติ ท้าให้ล้มง่าย
- ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและส่วนประกอบทางเคมีของจิบเบอเรลลินนันได้รับการศึกษาในปี 1954 โดย
นักเคมีชาวอังกฤษซึ่งสามารถแยกสารบริสุทธิ์จากอาหารเลียงเชือรา Gibberella fujikuroi และเรียกสาร
นีว่ากรดจิบเบอเรลลิค (Gibberellic Acid) GA เป็นฮอร์โมนที่พบในพืชชันสูงทุกชนิด นอกจากนันยังพบ
ในเฟิร์น สาหร่าย และเชือราบางชนิด แต่ไม่พบในแบคทีเรีย
บทบาทของจิบเบอเรลลินที่มีต่อพืช
1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชทังโดยท้าให้เกิดการยืดตัวของเซลล์ อีกทังยังสามารถกระตุ้นการยืด
ยาวของช่อดอกไม้บางชนิดและท้าให้ผลไม้มีรูปร่างยาวออกมา เช่น องุ่น และแอปเปิล
2. กระตุ้นการงอกของเมล็ดที่พักตัวและตาที่พักตัว ตาของพืชหลายชนิดที่เจริญอยู่ในเขตอบอุ่นจะพัก
ตัวในฤดูหนาว เมล็ดของพืชหลายชนิดมีพฤติกรรมเช่นนีด้วย ซึ่งการพักตัวจะลดลงจนหมดไป
3. การแทงช่อดอก การออกดอกของพืชเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างซึ่งจิบเบอเรลลินสามารถแทน
ความต้องการวันยาวในพืชบางชนิดได้และยังสามารถทดแทนความต้องการอุณหภูมิต่้า
4. กระตุ้นการเคลื่อนที่ของอาหารในเซลล์สะสมอาหาร หลังจากที่เมล็ดงอกแล้ว
5. กระตุ้นให้เกิดผลแบบ Parthenocarpic ในพืชบางชนิด เปลี่ยนรูปร่างของใบพืชบางชนิด
6. พืชที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกันไม่ว่าจะต้นเดียวกันหรือแยกต้นก็ตาม จิบเบอเรลลินสามารถ
เปลี่ยนเพศของดอกได้โดยมักจะเร่งให้เกิดดอกตัวผู้
 ฮอร์โมนกรดแอบซิสิค (Abscisic Acid) หรือ ABA
- ในการศึกษาถึงการร่วงของใบ การพักตัวของตาและเมล็ดในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 นัน ชีให้เห็นว่า
เป็นไปได้ว่ามีสารระงับการเจริญปรากฏอยู่ในต้นพืช โครงสร้างของสารเคมีดังกล่าวถูกค้นพบในปี
1965 ในผล และใบของฝ้าย สารเคมีดังกล่าวได้รับการตังชื่อว่า กรดแอบซิสิค หรือ ABA และพบว่าเป็น
สารจ้าพวกเซสควิเทอร์พีนอยด์
- ABA ถูกแยกออกจากพืชหลายชนิดทังแองจิโอสเปิร์มส์ จิมโนสเปิร์มส์ เฟินและมอส (Angiosperms,
Gymnosperms, Ferns และ Mosses)
ผลของกรดแอบซิสิดต่อพืช
- เป็นฮอร์โมนพืชที่มีสมบัติเป็นกรด ซึ่งถูกสร้างขึนจากเนือเยื่อบริเวณรากโดยเฉพาะที่หมวกราก ,ล้าต้น, ใบ
แก่ และผลดิบ ซึ่งสามารถพบได้ในพืชทุกชนิด
- กระตุ้นการหลุดร่วงของใบและผลที่แก่เต็มที่ และท้าให้พืชมีความยาวปล้องลดลง ใบมีขนาเล็กลง อีกทังยัง
ท้าให้เซลล์ในเนือเยื่อเจริญหยุดแบ่งตัว
- ยับยังการเจริญและการยืดตัวของเซลล์บริเวณตา และกระตุ้นให้เกิดการปิดปากใบโดยเฉพาะในสภาวะที่
พืชขาดน้า
- ยับยังการแตกใบอ่อนและการงอกของเมล็ดส่งผลให้เมล็ดเกิดการพักตัว (seed dormancy) ท้าให้พืชมี
ความสามารถในการทนต่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมดียิ่งขึน
 ฮอร์โมนแก๊สเอทธิลีน (Ethylene)
- แก๊สเอทธิลีนเป็นฮอร์โมนพืชซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตในหลายแง่ เช่น การพัฒนา การเสื่อมสลาย ขึนอยู่
กับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดขึนมา ผลของเอทธิลีนซึ่งรู้จักกันมานานแล้วจากการบ่มผลไม้ ในปี 1934 ได้มี
การพิสูจน์ให้เห็นว่าเอทธิลีนเป็นก๊าซที่สังเคราะห์ขึนโดยพืชและสามารถเร่งกระบวนการสุกได้ ต่อมาพบว่า
การก่อกองไฟใกล้ๆ สวนมะม่วงและสับปะรดจะกระตุ้นให้ออกดอกได้
- ต่อมาพบว่า ดอก เมล็ด ใบ และรากพืชสามารถสังเคราะห์เอทธิลีนได้ เช่น ในเซเลอรี่ พบว่า สามารถสร้าง
เอทธิลีนมาก้าจัดสีเขียวที่ก้านได้ นอกจากนันในปี 1935 ยังพบว่า การให้ออกซินกับพืชอาจจะกระตุ้นให้
พืชสร้างเอทธิลีนได้ ซึ่งเป็นค้าอธิบายได้ชัดเจนส้าหรับกรณีที่เมื่อให้ออกซินกับพืชแล้วพืชตอบสนอง
เหมือนกับได้รับเอทธิลีน
ผลของเอทธิลีนต่อพืช
1. กระตุ้นให้ผลไม้สุก ดังนันอาจจะเรียกเอทธิลีนว่า Ripening hormone และใช้ในการบ่มผลไม้
ในทางการค้า
2. กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ เช่น กระตุ้นให้เกิด Abscission zone ขึน ท้าให้ใบและกลีบ
ดอกร่วงได้ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพของรากและล้าต้น รวมทังกระตุ้นการออกดอกของพืช
เช่น สับปะรด กระตุ้นให้เกิด Adventitious root
3. กระตุ้นให้พืชออกจากการพักตัว เช่น กรณีของมันฝรั่ง
4. กระตุ้นให้เกิดดอกตัวเมียมากขึนในพืช Dioecious
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและการ
น้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ชนิดและบทบาทหน้าที่ของสาร
ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องสารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืชในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป
ขันสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม
กับท้าใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้
ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องสารควบคุมการเจริญเติบโตของ
พืชหรือฮอร์โมนพืชในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6
คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชันมัธยมศึกษาปีที่ 6
9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน
ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม
การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง ฮอร์โมนพืช: www.google.com
9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ฮอร์โมนพืช: www.youtube.com
9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ฮอร์โมนพืช
10. บันทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
ปัญหาและอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บันทึกเพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
……………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………
ลงชื่อ..................................................
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครู คศ.1 (ชีววิทยา)
ครูผู้สอน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืช
เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้าในพืช
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้
ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึนส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้
ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานันๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย ความส้าคัญและกระบวนการของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้า เขียนสรุปประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า อีกทังสามารถน้า
ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการด้ารงชีวิต
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย ความส้าคัญและกระบวนการของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่ง
เร้าได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่าง
ถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืช
ได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ
- การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมทังภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้น
ด้วยสิ่งเร้าที่จะชักน้าให้กระบวนการต่างๆในพืชด้าเนินไปแม้ว่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพเริ่มต้น
หรือหมดไปแล้ว
- พืชไม่มีการเคลื่อนที่เหมือนสัตว์ ส่วนใหญ่พืชมีแต่การเคลื่อนไหวเมื่อเกิดการตอบสนองต่อ
สิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยการเคลื่อนไหวของพืชนีสามารถแบ่งออกเป็น 2
กลุ่มใหญ่ๆ คือ การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโต และการเคลื่อนไหวเนื่องจากแรง
ดังเต่ง
- การเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโต (growth movement)
 การเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายในหรือการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ (autonomic
movement)
 การเคลื่อนไหวที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (Stimulus movement)
1. ทรอปิซึม (tropic movement) 2. นาสตี (nastic movement)
- การเคลื่อนไหวของพืชที่เกี่ยวข้องกับแรงดันเต่ง (turgor movement)
การเคลื่อนไหวจากการสัมผัส (contract movement)
การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณความเข้มของแสง
การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้าภายในเซลล์คุม (guard cell
movement)
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความส้าคัญและกระบวนการของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้า
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อ
สิ่งเร้า
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมต่อ
กระบวนการด้ารงชีวิตของพืช
5. สมรรถนะ
การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจ้าบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจ้าบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจ้าบทเรียน
4. แบบบันทึกการท้า
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจ้า
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจ้าบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจ้า
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ท้ากิจกรรมประจ้า
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนือหาที่ท้า
การเรียนการสอนประจ้า
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจ้าบทเรียน
3. การตรวจสอบค้าตอบกับ
ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจ้าบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนือหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนือหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขันน้า : ครูตังค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านีโดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า
> พืชมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกหรือไม่อย่างไร
> พืชมีกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
> การศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมมีความเป็นมาอย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการตอบสนองของพืชต่อการ
เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดมีกี่ขันตอนอะไรบ้าง
นักเรียนสามารถตังค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
รูปแบบการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมแบ่งได้เป็นกี่รูปแบบ อะไรบ้าง
ขันสอน : ครูอธิบายเนือหา “การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม” ว่า
> การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมทังภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้น
ด้วยสิ่งเร้าที่จะชักน้าให้กระบวนการต่างๆในพืชด้าเนินไปแม้ว่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพเริ่มต้นหรือหมดไปแล้ว
> พืชไม่มีการเคลื่อนที่เหมือนสัตว์ ส่วนใหญ่พืชมีแต่การเคลื่อนไหวเมื่อเกิดการตอบสนองต่อ
สิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยการเคลื่อนไหวของพืชนีสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การ
เคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโต และการเคลื่อนไหวเนื่องจากแรงดังเต่ง
การเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโต (growth movement)
1) การเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายในหรือการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ (autonomic movement) มี
สิ่งเร้าภายในพืชเองเป็นตัวกระตุ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอก แบ่งเป็น
- การเอนหรือแกว่งยอดไปมา (nutation movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึนเฉพาะส่วนปลายยอดพืช
ที่มีกลุ่มเซลล์ของแต่ละด้านบริเวณยอดพืชเจริญเติบโตไม่เท่ากัน เช่น ต้นถั่ว
- การบิดล้าต้นเป็นเกลียว (spiral movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่ปลายยอดเนื่องจากการเจริญเติบโตไม่
เท่ากันของแต่ละด้านท้าให้เกิดการบิดเป็นเกลียวรอบแกนเพื่อพยุงล้าต้นขณะเจริญเติบโต เช่น การพันหลัก
ของมะลิวัลย์ พริกไทย พลู เป็นต้น
2) การเคลื่อนไหวที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (Stimulus movement) แบ่งเป็น
2.1) ทรอปิซึม (tropic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางสัมพันธ์กับทิศทางสิ่งเร้า ถ้าเป็น
การเคลื่อนไหวเข้าหาสิ่งเร้า เรียกว่า positive tropism แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวออกจากสิ่งเร้า เรียกว่า
negative tropism ซึ่งเราสามารถจ้าแนกได้ตามชนิดของสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้น ได้แก่
- แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งเร้า (gravitropism) เช่น รากพืชเคลื่อนไหวเข้าหาแรงโน้มถ่วง (positive gravitropism)
ส่วนยอดพืชเคลื่อนไหวหนีแรงโน้มถ่วง (negative gravitropism)
- แสงเป็นสิ่งเร้า (phototropism) เช่น ยอดพืชเอนเข้าหาบริเวณที่มีแสงสว่าง (positive phototropism)
ส่วนรากพืชเอนหนีออกจากบริเวณที่มีแสงสว่าง (negative phototropism)
- สารเคมีเป็นสิ่งเร้า (chemotropism) เช่น การงอกของหลอดละอองเรณุไปยังรังไข่ของพืชมีดอกโดยมี
สารละลายน้าตาลเป็นตัวกระตุ้น (positive chemotropism) การเจริญของรากที่เบนออกห่างจากบริเวณที่มี
ปริมาณเกลือสูงหรือดินเค็ม (negative chemotropism)
- น้าหรือความชือเป็นสิ่งเร้า (hydrotropiasm) เช่น รากพืชจะเจริญเข้าหาบริเวณที่มีน้าหรือความชืนสูง
(positive hydrotropism)
- อุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า (thermotropism) เช่น การออกดอกหรือการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดจ้าเป็นต้องอาศัย
อุณหภูมิต่้าเป็นตัวกระตุ้น
- สัมผัสเป็นสิ่งเร้า (Thigmotropism) เช่น การเจริญของมือเกาะ (tendril) ของพืชบางชนิดยื่นออกไปจากล้า
ต้นไปยึดสิ่งที่สัมผัสหรือต้นไม้อื่นหรือหลัก เพื่อเป็นการพยุงล้าต้น เช่น ต้าลึง องุ่น เป็นต้น
2.2) นาสตี้ (nastic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
เป็นการตอบสนองของพืชที่มีทิศทางคงที่ ตัวอย่างเช่น
- การบานของดอกไม้ (Epinasty) และ การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ทางด้านนอกและ
ด้านในของกลีบดอกขยายขนาดไม่เท่ากัน ดอกจะบานเมื่อกลุ่มเซลล์ทางด้านในของกลีบดอกขยายขนาด
มากกว่าด้านนอก ส่วนดอกจะหุบลงเพราะกลุ่มเซลล์ทางด้านนอกของกลีบดอกขยายขนาดมากกว่าด้านใน
- แสงเป็นสิ่งเร้า (Photonasty) และอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า (thermonasty) เป็นปัจจัยที่มีความต่อเนื่องเกี่ยวข้อง
กัน เช่น ดอกบัวส่วนมากจะหุบในเวลาตอนกลางคืนและบานในเวลาตอนกลางวัน ตรงข้ามกับดอกกระบอง
เพชรซึ่งเป็นพืชทะเลทรายส่วนมากจะบานในเวลากลางคืนและหุบในเวลากลางวันเพื่อลดการสูญเสียน้า
เนื่องจากกลางวันมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง นอกจากนี การบานของดอกบางชนิดจะต้องอาศัยระดับอุณภูมิที่
เหมาะสม เช่น ดอกบัวสวรรค์ บัวจีน ทิวลิป เป็นต้น
- สัมผัสเป็นสิ่งเร้า (thigmonasty) เช่น เมื่อแมลงมาสัมผัสขนที่ใบหยาดน้าค้างหรือใบกาบหอยแครง แมลงตัว
นันจะถูกใบของพืชเหล่านันดักจับไว้จากกระบวนการหุบใบอย่างรวดเร็ว นอกจากนี การหุบใบของต้นไมยราบ
ที่เข้าหากันอย่างรวดเร็วเมื่อถูกสัมผัสหรือแตะเพียงเบาๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน
การเคลื่อนไหวของพืชที่เกี่ยวข้องกับแรงดันเต่ง (turgor movement)
แรงดันเต่งที่เกิดขึนมาจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้าภายในเซลล์โดยอาศัยกระบวนการออสโมซิส
(osmosis) ของน้าเข้าสู่เซลล์ท้าให้เซลล์เต่งขึน แบ่งออกเป็น
1) การเคลื่อนไหวจากการสัมผัส (contract movement)
- พืชบางชนิดจะมีเซลล์ที่โคนก้านใบซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์อื่นๆ เรียกว่า พัลวีนัส (pulvinus) เซลล์นีจะ
ไวต่อการกระตุ้นอย่างมาก ท้าให้แรงดันเต่งภายในเซลล์ลดลงส่งผลให้ใบหุบลง เช่น ใบไมยราบ
- พืชกินแมลง เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดน้าค้าง จะมีเซลล์ที่ไวต่อการดัก
จับแมลงเมื่อแมลงเข้ามาสัมผัสโดยท้าให้เซลล์นันสูญเสียแรงดันเต่งส่งผลให้เกิดการหุบหรือปิดตัวของใบเข้าหา
กันอย่างรวดเร็ว
2) การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณความเข้มของแสง เช่น พืชตระกูลถั่วจะเกิดการหุบใบ
ในตอนเย็น เรียกว่า ต้นไม้นอน (sleep movement) และกางใบตอนรุ่งเช้าเมื่อมีแสงสว่าง เนื่องจากกลุ่ม
เซลล์พัลวีนัสที่โคนก้านใบ ในสภาวะไม่มีแสงจะท้าให้เซลล์ด้านหนึ่งสูญเสียน้าส่งผลให้แรงดันเต่งลดลง ใบจึง
หุบและก้านใบลู่ลง
3) การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้าภายในเซลล์คุม (guard cell movement) ได้แก่
การปิดและเปิดของปากใบเนื่องจากการเหี่ยวและเต่งของเซลล์คุมซึ่งเป็นผลจากกระบวนการออสโมซิสออก
และเข้าของน้าในเซลล์คุม ตามล้าดับ
ทังนี การหุบและการใบที่เกิดจากการสัมผัส การตอบสนองตามการเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงหรือ
การนอนของต้นไม้ ก็จัดเป็น nastic movement ด้วยแต่ยังน้อยกกว่าการเกิดจากแรงดังเต่ง
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและ
กระบวนการของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของ
พืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อ
สิ่งเร้าในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป
ขันสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม
กับท้าใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและกระบวนการของ
การเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้า อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าในการศึกษา
ชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6
คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชันมัธยมศึกษาปีที่ 6
9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน
ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม
การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า:
www.google.com
9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า: www.youtube.com
9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อ
สิ่งเร้า
10. บันทึกหลังการสอน
ผลการสอน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาและอุปสรรค
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางแก้ไข
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บันทึกเพิ่มเติม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ..................................................
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครู คศ.1 (ชีววิทยา)
ครูผู้สอน
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5 (ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............
ใบกิจกรรม เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช
คาชี้แจง ให้นักเรียนสรุปบทเรียนในรูปแบบ concept map หรือ mind map ตามความเข้าใจอย่างถูกต้อง
พร้อมตกแต่งระบายสีอย่างสวยงาม
แบบสังเกตการตอบคาถามและการร่วมกิจกรรมหน้าชั้น
ระดับชั้น ............. เรื่อง ...............................................วันที่ .......... เดือน .......................พ.ศ.............
คาชี้แจง ครูผู้สอนประเมินนักเรียนโดยใช้วิธีสังเกตในขณะด้าเนินการสอน แล้วให้ระดับคะแนนดังนี
3 เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ 2 เมื่อปฏิบัติบางครัง 1 เมื่อไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติน้อยมาก
ที่ ชื่อ-สกุล
การตอบคาถาม
การร่วมกิจกรรม
การแสดงความคิดเห็น
การซักถาม
รวมคะแนน
ระดับคะแนน
10-12 7-9 4-6
3 3 3 3 12 ดี พอใช้ ปรับปรุง
ลงชื่อ...................................ผู้บันทึกการสังเกต
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครู คศ.1 (ชีววิทยา)
วันที่..................................................
แบบประเมินการทางานกลุ่ม
รายวิชา.................... เรื่อง .............................................วันที่ .......... เดือน ........................... พ.ศ............
ที่ ชื่อ-สกุล
ประเด็นการประเมิน/คะเนน ระดับคะแนน
ความรับผิดชอบของ
แต่ละคน
การมีส่วนร่วมในการ
ทางาน
ความคิดสร้างสรรค์
ผลงาน
รวม 20-25 12-19 5-11
5 5 5 10 25 ดี พอใช้ ปรับปรุง
เกณฑ์การให้คะแนน
5 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นชัดเจนดีมากเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่น
4 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นดี
3 เมื่อพฤติกรรมเทียบเท่ากันทั่วไปเป็นไปตามที่ก้าหนด
2 เมื่อพฤติกรรมไม่ค่อยโดดเด่นและต่้ากว่ามาตรฐานทั่วไป
1 เมื่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ค่อยแสดงออกหรือให้ความร่วมมือ
ลงชื่อ...................................ผู้ประเมิน
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครู คศ.1 (ชีววิทยา)
วันที่..................................................
แบบประเมินผลงานนักเรียน
ชื่อชินงาน ............................................................................................................................................................
วันที่............................... ชัน ..................... ห้อง ........................ แผนการเรียน .................................................
ระดับคุณภาพ ดีมาก 11-15 คะแนน ปานกลาง 6-10 คะแนน ควรปรับปรุง 0-5 คะแนน
กลุ่ม
ที่
เลขที่สมาชิก
กลุ่ม
ผลการประเมินคะแนน ระดับ
คุณภาพ
ผลงาน
1. ความถูกต้อง
ตามจุดประสงค์
การเรียนรู้
2. ความ
ครบถ้วนของ
เนื้อหาสาคัญ
3.
ความคิด
สร้างสรรค์
4. ความ
สมบูรณ์
ของผลงาน
5. ความเรียบร้อย
สวยงามของ
ชิ้นงาน
รวม
คะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
ลงชื่อ..................................ผู้ประเมิน
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครู คศ.1 (ชีววิทยา)
วันที่..................................................
เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินผลงานนักเรียน
หัวข้อการประเมิน ระดับคะแนน
1 คะแนน 2 คะแนน 3 คะแนน
1. ความถูกต้องตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้
ชินงานไม่ถูกต้องตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้
ชินงานถูกต้องตามจุดประสงค์
การเรียนรู้บางส่วน
ชินงานถูกต้องตามจุดประสงค์การ
เรียนรู้ทังหมด
2. ความครบถ้วนของ
เนื้อหาสาคัญ
มีเนือหาส้าคัญไม่ครบถ้วน มีเนือหาส้าคัญแสดงบ้าง
บางส่วน
มีเนือหาส้าคัญแสดงอย่างครบถ้วน
3. ความคิดสร้างสรรค์ ผลงานมีลักษณะเหมือนตัวอย่าง
ที่ครูสอนทุกประการ
ผลงานมีลักษณะบางส่วนเหมือน
ตัวอย่างที่ครูสอนทุกประการ
ผลงานไม่มีลักษณะเหมือนตัวอย่างที่ครู
สอนโดยมีรายละเอียดที่แตกต่างมากขึน
4. ความสมบูรณ์ของ
ผลงาน
ผลงานไม่เสร็จสมบูรณ์และใช้
เวลามากกว่าที่ก้าหนด
ผลงานเสร็จสมบูรณแต่ใช้เวลา
มากกว่าที่ก้าหนด
ผลงานเสร็จสมบูรณและใช้เวลาตามที่
ก้าหนด
5. ความเรียบร้อย
สวยงามของชิ้นงาน
ชินงานไม่เรียบร้อยสวยงาม ชินงานไม่สวยงามและมีความ
เรียบร้อย
ชินงานสวยงามและมีความเรียบร้อย
แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์นักเรียน
วันที่............................... ชัน ..................... ห้อง ........................ แผนการเรียน .................................................
ระดับคุณภาพ
ดีมาก 9-10 คะแนน ดี 7-8 คะแนน ปานกลาง 5-6 คะแนน ควรปรับปรุง 1-4 คะแนน
ลาดับ
ที่
ชื่อ-สกุล
นักเรียน
ผลการประเมินคะแนน ระดับ
คุณภาพ1. ความสนใจ 2. การแสดง
ความคิดเห็น
3. การ
ตอบ
คาถาม
4. การ
ยอมรับฟัง
ผู้อื่น
5. ความ
รับผิดชอบ
รวม
คะแนน
ลงชื่อ..................................ผู้ประเมิน
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครู คศ.1 (ชีววิทยา)
วันที่..................................................
เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินผลงานนักเรียน
หัวข้อการประเมิน ระดับคะแนน
0 คะแนน 1 คะแนน 2 คะแนน
1. ความสนใจ ไม่มีความสนใจในการเรียนและการท้า
กิจกรรม
มีความสนใจในการเรียนและการ
ท้ากิจกรรมแต่มีบ้างที่ต้องตักเตือน
มีความสนใจในการเรียนและ
การท้ากิจกรรมดีมาก
2. การแสดงความคิดเห็น ไม่เคยแสดงความคิดเห็นเลย/มีทัศนคติ
ในทางลบ
แสดงความคิดเห็นบ้างบางครัง/
บ่อยครังมีทัศนคติทางบวก
แสดงความคิดเห็นบ่อยครัง/มี
ทัศนคติทางบวกเสมอ
3. การตอบคาถาม ไม่เคยตอบค้าถามเลย ตอบค้าถามบ้างบางครัง ตอบค้าถามบ่อยครัง
4. การยอมรับฟังผู้อื่น ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นใน
บางครัง
ยอมรับฟังความคิดเห็นของ
ผู้อื่นตามหลักประชาธิปไตย
5. ความรับผิดชอบ บ่อยครังที่ท้างานไม่เสร็จตาม
ก้าหนดเวลาอย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร
บางครังที่ท้างานไม่เสร็จตาม
ก้าหนดเวลา
ท้างานเสร็จตามก้าหนดเวลา
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5 (ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............
ใบความรู้ เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช
4.1 สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
ฮอร์โมนพืช (Plant hormone) เป็นสารเคมีที่พืชสร้างขึนและสามารถล้าเลียงไปส่วนต่างๆ ของพืช เพื่อ
ควบคุมการเจริญเติบโตและใช้เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชด้วย ได้แก่ ออกซิน (Auxin) จิบเบอเรลลิน
(Gibberellins) ไซโตไคนิน (Cytokinins) กรดแอบซิสิค (Abscisic Acid) หรือ ABA และเอทธิลีน (Ethylene)
ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ
ฮอร์โมนพืชสามารถเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชได้และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงทาง
คุณภาพและการพัฒนาของเนือเยื่อ และอวัยวะของพืชซึ่งได้รับฮอร์โมนนัน ๆ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทาง
สรีรวิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ดังนันในการศึกษาทางด้านฮอร์โมนจึงมักศึกษาในแง่ของแหล่งและ
กระบวนการสังเคราะห์ การเคลื่อนที่และเคลื่อนย้าย และปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่มีต่อพืช
ในประเทศไทยการใช้ฮอร์โมนพืชมีวัตถุประสงค์ในทางการเกษตรเพื่อให้มีผลผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิตและ
คุณภาพ และเพื่อความสะดวกในการจัดการฟาร์ม
4.1.1 ออกซิน (Auxin) หรือ IAA
ความรู้พืนฐานเกี่ยวกับออกซินนันเกิดขึนจากงานของ Charles Darwin ซึ่งศึกษาเรื่อง Phototropism ซึ่ง
พืชจะตอบสนองต่อการได้รับแสงเพียงด้านเดียวท้าให้เกิดการโค้งเข้าหาแสง Darwin สรุปว่าเมื่อต้นกล้าได้รับ
ภาพแสดงผลกระทบของฮอร์โมนต่อ
การเจริญเติบโตของพืช
ภาพแสดงโครงสร้างทางเคมีของ
ฮอร์โมนพืช
แสงจะท้าให้มี "อิทธิพล" (Influence) บางอย่างส่งผ่านจากส่วนยอดมายังส่วนล่างของโคลีออพไทล์ ท้าให้เกิด
การโค้งงอเข้าหาแสง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาได้ศึกษาถึง "อิทธิพล" ดังกล่าว
ต่อมา Boysen-Jensen และ Paal ได้ศึกษาและแสดงให้เห็นว่า "อิทธิพล" ดังกล่าวนีมีสภาพเป็นสารเคมี
ซึ่งในสภาพที่โคลีออพไทล์ได้รับแสงเท่ากันทังสองด้าน สารเคมีนีจะเคลื่อนที่ลงสู่ส่วนล่างของโคลีออพไทล์ ใน
อัตราเท่ากันทุกด้านและท้าหน้าที่เป็นสารกระตุ้นการเจริญเติบโต
ในปี ค.ศ. 1926 Went ได้ท้างานทดลองและสามารถแยกสารชนิดนีออกจากโคลีออพไทล์ได้ โดยตัดส่วน
ยอดของโคลีออพไทล์ของข้าวโอ๊ตแล้ววางลงบนวุ้นจะท้าให้สารเคมีที่กระตุ้นการเจริญเติบโตไหลลงสู่วุ้น เมื่อ
น้าวุ้นไปวางลงที่ด้านหนึ่งของโคลีออพไทล์ที่ไม่มียอดด้านใดด้านหนึ่งจะท้าให้โคลีออพไทล์ดังกล่าวโค้งได้ เขา
สรุปว่าสารเคมีได้ซึมลงสู่วุ้นแล้วซึมจากวุ้นลงสู่ส่วนของโคลีออพไทล์ วิธีการดังกล่าวนอกจากเป็นวิธีการแรกที่
แยกสารเคมีชนิดนีได้แล้ว ยังเป็นวิธีการวัดปริมาณของฮอร์โมนได้ด้วย เป็นวิธีที่เรียกว่า Bioassay
สารเคมีดังกล่าวได้รับการตังชื่อว่า ออกซิน ซึ่งในปัจจุบันพบในพืชชันสูงทั่วๆ ไป และมีความส้าคัญต่อการ
เจริญเติบโตของพืชสังเคราะห์ได้จากส่วนเนือเยื่อเจริญของล้าต้น ปลายราก ใบอ่อน ดอกและผล และพบมาก
ที่บริเวณเนือเยื่อเจริญ โคลีออพไทด์และคัพภะรวมทังใบที่ก้าลังเจริญด้วย
สรุปความส้าคัญ
- เป็นฮอร์โมนที่พืชสร้างขึนจากปลายยอดหรือปลายราก เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ขยายขนาด ที่ปลายยอดออก
ซินแพร่จากด้านที่มีแสงมากไปยังด้านที่มีแสงน้อยกว่า ดังนัน ด้านที่มีแสงน้อยจะมีปริมาณออกซินมากก
ว่า เซลล์จึงขยายตัวได้มากกว่า ปลายยอดจึงโค้งเข้าหาแสง (positive phototropism) ตรงข้ามกับส่วน
ปลายรากด้านที่มีแสงน้อยจะมีออกซินมากกว่าแต่จะส่งผลยับยังการเจริญของเซลล์ราก ส่วนด้านที่มีแสง
มากจะมีออกซินน้อยกว่า เซลล์รากจึงขยายตัวมากกว่า ปลายรากจึงโค้งงอหนีแสง (negative
phototropism)
- ออกซินควบคุมการออกดอกของพืชบางชนิด เช่น สับปะรด ท้าให้ออกดอกเร็วขึน
- ช่วยชะลอการหลุดร่วงของใบ ดอก และผล ช่วยให้รังไข่เจริญเป็นผลโดยไข่ไม่ต้องได้รับการผสม จึงท้าให้
เกิดผลไม่มีเมล็ด เรียกว่า ผลลม (parthenocarpic furit)
- ออกซินความเข้มข้นระหว่าง 10-4 ถึง 10-1 ppm จะกระตุ้นการเจริญของตา ถ้าความเข้มข้นสูงกว่านีจะ
ยับยังการเจริญของตาแทน
- ออกซินที่ความเข้มข้นต่้าจะช่วยเร่งการแตกรากของกิ่งปักช้าหรือกิ่งตอนได้
- ออกซินช่วยในการเปลี่ยนเพศดอกของพืชบางชนิด ท้าให้เกิดผลมากขึน ผลผลิตสูงขึน อีกทังยังช่วย
ป้องกันการร่วงของผลด้วย
ภาพแสดงกระบวนการ
ทดลองอิทธิพลของฮอร์โมน
ออกซิน
- ออกซินบางชนิดใช้เป็นยาปราบวัชพืชได้ เช่น 2,4-D
- ยับยังการเจริญของตาข้าง (Apical dominace) เนื่องจากอิทธิพลของออกซินที่เร่งการเจริญปลายยอด
- กระตุ้นการยืดตัวของเซลล์ตามยาว (cell elongation) และการขยายขนาดของผนังเซลล์ (cell wall
expansion)
4.1.2 ไซโทไคนิน (cytokinin) หรือ BA
การค้นพบฮอร์โมนในกลุ่มนีเริ่มจากการศึกษาการเพาะเลียงเนือเยื่อ โดยในปี ค.ศ. 1920 Haberlandt ได้
แสดงให้เห็นว่ามีสารชนิดหนึ่งเกิดอยู่ในเนือเยื่อพืชและกระตุ้นให้เนือเยื่อพาเรนไคมาในหัวมันฝรั่งกลับ
กลายเป็นเนือเยื่อเจริญได้ ซึ่งแสดงว่าสารชนิดนีสามารถกระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์ ต่อมามีการพบว่าน้า
มะพร้าวและเนือเยื่อของหัวแครอทมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการแบ่งเซลล์เช่นกัน
นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน เช่น Skoog และ Steward ท้าการทดลองในสหรัฐอเมริกา โดยศึกษาความ
ต้องการสิ่งที่ใช้ในการเจริญเติบโตของกลุ่มก้อนของเซลล์ (Callus) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มี
การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพเกิดขึนของ pith จากยาสูบและรากของแครอท จากผลการทดลองนีท้าให้รู้จัก
ไซโตไคนินในระยะปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืชที่จ้าเป็นต่อการแบ่งเซลล์และการเปลี่ยนแปลงทาง
คุณภาพของเนือเยื่อ ในปัจจุบันพบว่าไซโตไคนิน ยังเกี่ยวข้องกับการเสื่อมสภาพ (Senescence) และการ
ควบคุมการเจริญของตาข้างโดยตายอด (Apical Dominance)
แม้ว่าไคเนติน BA และ PBA เป็นสารที่ไม่พบในต้นพืชแต่สารที่เกิดตามธรรมชาติและสารสังเคราะห์หลาย
ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนไคเนตินนัน เรียกโดยทั่วๆ ไปว่า ไซโตไคนิน ซึ่งเป็นสารที่เมื่อมีผลร่วมกับออกซิน
แล้วจะเร่งให้เกิดการแบ่งเซลล์ในพืช
ภาพแสดงอิทธิพลของฮอร์โมนออกซิน
ภาพแสดงผลโดยรวมของฮอร์โมนไซโทไคนินที่มีต่อพืช
สรุปความส้าคัญ
- เป็นฮอร์โมนพืชที่สร้างมาจากกลุ่มเซลล์เนือเยื่อเจริญปลายราก ,ผลอ่อน และยังพบได้ในน้ามะพร้าวและ
สารที่สกัดได้จากยีสต์
- กระตุ้นการแบ่งเซลล์และการเจริญเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เช่น ในล้าต้นและราก จากการเพาะเลียง
เนือเยื่อพืชในอาหารเลียงที่มีไซโทไคนิน พบว่า เนือเยื่อจะถูกชักน้าให้เกิดการแบ่งเซลล์และสร้างแคลลัส
(callus) อย่างรวดเร็ว แต่ในรากพืชต้องการออกซินร่วมกับไซโทไคนินซึ่งกระตุ้นแบ่งเซลล์ราก
- เร่งการขยายตัวของเซลล์ท้าให้เซลล์ขยายใหญ่ขึน แต่ในรากที่มีปริมาณไซโทไคนินมากเกินไปจะยับยังการ
ยืดยาวของเซลล์ได้
- ส่งเสริมการสร้างและการเจริญของตา ท้าให้ตาข้างเจริญออกมาเป็นกิ่งซึ่งจะตรงข้ามกับผลของออกซินที่
ยับยังการเจริญของตาข้าง
- ช่วยในการงอกของเมล็ด (seed germination) โดยการกระตุ้นเมล็ดและตาข้างที่อยู่ในระยะพักตัว
(dormancy) ท้าให้เกิดการงอก
- กระตุ้นให้เกิดหน่อใหม่และตาใหม่ จึงนิยมใช้มากในกระบวนการเพาะเลียงเนือเยื่อพืช
- กระตุ้นการเจริญของกิ่งแขนงและชะลอการแก่ของผลท้าให้ยืดอายุการเก็บผลผลิตได้นาน
- ช่วยให้พืชผักสามารถรักษาความสดได้นาน เนื่องจากไซโทไคนินมีผลในการลดอัตราการหายใจ
- ช่วยในการเคลื่อนย้ายอาหารจากส่วนอื่นๆ ของพืชให้สามารถกระจายไปได้ทั่วต้น
- ป้องกันไม่ให้คลอโรฟิลล์ถูกท้าลายได้ง่าย ใบจึงมีอายุยาวขึน อีกทังยังช่วยยืดอายุไม้ตัดดอกบางชนิดได้
ภาพแสดงผลของฮอร์โมนไซโทไคนินและออกซินในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
4.1.3 จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) หรือ GA
การค้นพบกลุ่มของฮอร์โมนพืชที่ปัจจุบันเรียกว่าจิบเบอเรลลินนัน เกิดประมาณ ปี 1920 เมื่อ
Kurosawa นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ศึกษาในต้นข้าวที่เป็นโรค Bakanae หรือโรคข้าวตัวผู้ ซึ่งเกิดจากเชือรา
ภาพแสดงอิทธิพลของ
ฮอร์โมนไซโทไคนิน
Gibberella fujikuroi หรือ Fusarium moniliforme ซึ่งท้าให้ต้นข้าวมีลักษณะสูงกว่าต้นข้าวปกติ ท้าให้ล้ม
ง่าย จากการศึกษาพบว่า ถ้าเลียงเชือราในอาหารเลียงเชือเหลวแล้วกรองเอาเชือราออกไปเหลือแต่อาหาร
เลียงเชือ เมื่อน้าไปราดต้นข้าวจะท้าให้ต้นข้าวเป็นโรคได้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่า เชือราชนิดนีสามารถสร้างสารบาง
ชนิดขึนในต้นพืชหรือในอาหารเลียงเชือ ซึ่งกระตุ้นให้ต้นข้าวเกิดการสูงผิดปกติได้ในปี 1939 ได้มีผู้ตังชื่อสารนี
ว่าจิบเบอเรลลิน การค้นพบจิบเบอเรลลิน เกิดขึนในช่วงเดียวกับที่พบออกซิน การศึกษาส่วนใหญ่จึงเน้นไป
ทางออกซิน ส่วนการศึกษาจิบเบอเรลลินในช่วงแรกจะเป็นไปในแง่ของโรคพืช ในการศึกษาขันแรกค่อนข้าง
ยากเพราะมักจะมีกรดฟิวซาริค (Fusaric Acid) ปะปนอยู่ซึ่งเป็นสารระงับการเจริญเติบโต ความรู้เกี่ยวกับ
โครงสร้างและส่วนประกอบทางเคมีของจิบเบอเรลลินนันได้รับการศึกษาในปี 1954 โดยนักเคมีชาวอังกฤษซึ่ง
สามารถแยกสารบริสุทธิ์จากอาหารเลียงเชือรา Gibberella fujikuroi และเรียกสารนีว่ากรดจิบเบอเรลลิค
(Gibberellic Acid) GA เป็นฮอร์โมนที่พบในพืชชันสูงทุกชนิด นอกจากนันยังพบในเฟิร์น สาหร่าย และเชือรา
บางชนิด แต่ไม่พบในแบคทีเรีย
ภาพแสดงผลของเชื้อรา Gibberella fujikuroi ที่มีต่อพืช
สรุปความส้าคัญ
- เป็นฮอร์โมนพืชที่สร้างมาจากกลุ่มเซลล์เนือเยื่อเจริญเหนือข้อ ,บริเวณใบอ่อน และเอ็มบริโอ
- กระตุ้นการเจริญของเซลล์ระหว่างข้อปล้อง (intercalary meristem) ท้าให้ต้นไม้สูง
- กระตุ้นการงอกของเมล็ดและตา โดยการท้าลายการพักตัวของเมล็ดและตา
- เพิ่มการติดผลและการเกิดดอกให้เร็วขึนส้าหรับพืชวันยาว (long-day plant) เช่น ผักกาดหอม
กะหล่้าปลี
- ช่วยเปลี่ยนเพศของดอกตัวผู้ให้กลายเป็นดอกตัวเมียของพืชตระกูลแตง
- ช่วยยืดช่อผลขององุ่น ท้าให้ช่อมีขนาดใหญ่ ลูกองุ่นไม่เบียดกันมากนักท้าให้ผลผลลิตดีมีคุณภาพสูง
4.1.4 แก๊สเอทีลีน (Ethylene)
เป็นฮอร์โมนพืชซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตในหลายแง่ เช่น การพัฒนา การเสื่อมสลาย ขึนอยู่กับเวลาและ
สถานที่ ซึ่งเกิดเอทธิลีนขึนมา ผลของเอทธิลีนมีทังในแง่ที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อพืช เอทธิลีนเป็น
ภาพแสดงอิทธิพลของฮอร์โมนจิบเอบเรลลิน
ฮอร์โมนที่มีสภาพเป็นก๊าซซึ่งรู้จักกันมานานแล้ว จากการบ่มผลไม้ ในปี 1934 ได้มีการพิสูจน์ให้เห็นว่าเอทธิลีน
เป็นก๊าซที่สังเคราะห์ขึนโดยพืชและสามารถเร่งกระบวนการสุกได้ ต่อมาพบว่าการก่อกองไฟใกล้ๆ สวนมะม่วง
และสับปะรดจะกระตุ้นให้ออกดอกได้ ซึ่งสารที่ท้าให้เกิดการออกดอก คือ เอทธิลีนนั่นเอง เอทธิลีนเป็น
ฮอร์โมนพืชที่ส้าคัญในด้านหลังเก็บเกี่ยวด้วย
ต่อมาพบว่า ดอก เมล็ด ใบ และรากพืชสามารถสังเคราะห์เอทธิลีนได้ เช่น ในเซเลอรี่ พันธุ์ซึ่งต้นขาวเอง
(Self blanching) พบว่า เซเลอรี่สามารถสร้างเอทธิลีนมาก้าจัดสีเขียวที่ก้านได้ นอกจากนันในปี 1935 ยัง
พบว่า การให้ออกซินกับพืชอาจจะกระตุ้นให้พืชสร้างเอทธิลีนได้ ซึ่งเป็นค้าอธิบายได้ชัดเจนส้าหรับกรณีที่เมื่อ
ให้ออกซินกับพืชแล้วพืช ตอบสนองเหมือนกับได้รับเอทธิลีน ออกซินกับเอทธิลีนนันเมื่อให้กับพืชมักจะให้ผล
ส่งเสริมกัน ส่วนของพืชที่พบเอทธิลีนมากคือ ใบแก่ ผลไม้สุกและเนือเยื่อที่อยู่ภายใต้สภาพความเครียด
(Stress)
สรุปความส้าคัญ
- เป็นฮอร์โมนพืชเพียงชนิดเดียวที่มีสถานะเป็นแก๊ส ซึ่งเกิดจากกระบวนการเมทาบอลิซึมของพืชบริเวณ
เนือเยื่อของผลไม้ใกล้สุก, บริเวณข้อ และใบแก่ โดยมีสารต้นก้าเนิดมาจากกรดอะมิโนเมไทโอนีน ปัจจุบัน
นิยมใช้แก็สอะเซทิลีน (acetylene) แทนเนื่องจากหาได้ง่ายกว่าและมีสมบัติใกล้เคียงกัน
- เร่งการสุกของผลไม้บางชนิดได้ (climacteric fruit) เช่น มะม่วง กล้วย ละมุด นอกจากนี ยังสามารถเร่ง
การแก่ของผลไม้บนต้นได้ด้วย
- กระตุ้นการออกดอกของพืชพวกสับปะรด และการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดโดยท้าลายการพักตัวเมล็ด
- กระตุ้นการหลุดร่วงของใบและการผลัดใบตามฤดูกาล นอกจากนี ยังสามารถกระตุ้นการเกิดรากฝอยและ
รากแขนงของพืชบางชนิดได้
- กระตุ้นการไหลของน้ายางพารา และช่วยเพิ่มปริมาณน้ายางมะละกอเพื่อใช้ในการผลิตเอนไซม์พาเพน
(papain) ในเชิงอุตสาหกรรม
ภาพแสดงอิทธิพลของฮอร์โมนแก๊สเอทีลีน
ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงปริมาณของแก๊ส
เอทิลีนระหว่างการสุกของผลไม้
4.1.5 กรดแอบไซซิก (abscisic acid) หรือ ABA
ในการศึกษาถึงการร่วงของใบ การพักตัวของตาและเมล็ดในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 นัน ชีให้เห็นว่า
เป็นไปได้ว่ามีสารระงับการเจริญปรากฏอยู่ในต้นพืช โครงสร้างของสารเคมีดังกล่าวถูกค้นพบในปี 1965 ในผล
และใบของฝ้าย สารเคมีดังกล่าวได้รับการตังชื่อว่า กรดแอบซิสิค หรือ ABA และพบว่าเป็นสารจ้าพวกเซสควิ
เทอร์พีนอยด์
โมเลกุลของ ABA ประกอบด้วย asymmetric carbon atom จึงสามารถแสดงลักษณะของ optical
isomerism ได้ อย่างไรก็ตามในสภาพธรรมชาติ ABA จะเกิดเพียงชนิด (+) enantiomorph เท่านัน ABA ยัง
แสดงลักษณะ geometric isomerism ได้ด้วย side chain จะเป็น trans รอบๆ คาร์บอนต้าแหน่งที่ 5 เสมอ
แต่โมเลกุลสามารถเป็นได้ทัง cis- หรือ trans รอบๆ คาร์บอนต้าแหน่งที่ 2 ABA ส่วนใหญ่ที่พบในพืชจะเป็น
(+)-2-cis ABA แม้ว่าจะพบ (+)-2-trans ABA บ้างแต่น้อยมาก ดังนันรูป (+)-2-cis ของ ABA จึงมักหมายถึง
ABA ทั่ว ๆ ไป
ABA ถูกแยกออกจากพืชหลายชนิดทังแองจิโอสเปิร์มส์ จิมโนสเปิร์มส์ เฟินและมอส (Angiosperms,
Gymnosperms, Ferns และ Mosses)
สรุปความส้าคัญ
- เป็นฮอร์โมนพืชที่มีสมบัติเป็นกรด ซึ่งถูกสร้างขึนจากเนือเยื่อบริเวณรากโดยเฉพาะที่หมวกราก ,ล้าต้น, ใบ
แก่ และผลดิบ ซึ่งสามารถพบได้ในพืชทุกชนิด
- กระตุ้นการหลุดร่วงของใบและผลที่แก่เต็มที่ และท้าให้พืชมีความยาวปล้องลดลง ใบมีขนาเล็กลง อีกทังยัง
ท้าให้เซลล์ในเนือเยื่อเจริญหยุดแบ่งตัว
- ยับยังการเจริญและการยืดตัวของเซลล์บริเวณตา และกระตุ้นให้เกิดการปิดปากใบโดยเฉพาะในสภาวะที่
พืชขาดน้า
- ยับยังการแตกใบอ่อนและการงอกของเมล็ดส่งผลให้เมล็ดเกิดการพักตัว (seed dormancy) ท้าให้พืชมี
ความสามารถในการทนต่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมดียิ่งขึน
ภาพแสดงอิทธิพลของฮอร์โมนกรดแอบไซซิค
ภาพแสดงสูตรโครงสร้างเคมี
ของกรดแอบไซซิกและ
abscission layer
4.2 การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
พืชไม่มีการเคลื่อนที่เหมือนสัตว์ ส่วนใหญ่พืชมีแต่การเคลื่อนไหวเมื่อเกิดการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมหรือ
สิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยการเคลื่อนไหวของพืชนีสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การเคลื่อนไหวที่เกิด
จากการเจริญเติบโต และการเคลื่อนไหวเนื่องจากแรงดังเต่ง
4.2.1 การเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโต (growth movement)
1) การเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายในหรือการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ (autonomic
movement) มีสิ่งเร้าภายในพืชเองเป็นตัวกระตุ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอก แบ่งเป็น
- การเอนหรือแกว่งยอดไปมา (nutation movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึนเฉพาะส่วนปลายยอดพืช
ที่มีกลุ่มเซลล์ของแต่ละด้านบริเวณยอดพืชเจริญเติบโตไม่เท่ากัน เช่น ต้นถั่ว
- การบิดล้าต้นเป็นเกลียว (spiral movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่ปลายยอดเนื่องจากการเจริญเติบโตไม่
เท่ากันของแต่ละด้านท้าให้เกิดการบิดเป็นเกลียวรอบแกนเพื่อพยุงล้าต้นขณะเจริญเติบโต เช่น การพันหลัก
ของมะลิวัลย์ พริกไทย พลู เป็นต้น
2) การเคลื่อนไหวที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (Stimulus movement) แบ่งเป็น
2.1) ทรอปิซึม (tropic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางสัมพันธ์กับทิศทางสิ่งเร้า ถ้า
เป็นการเคลื่อนไหวเข้าหาสิ่งเร้า เรียกว่า positive tropism แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวออกจากสิ่งเร้า เรียกว่า
negative tropism ซึ่งเราสามารถจ้าแนกได้ตามชนิดของสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้น ได้แก่
- แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งเร้า (gravitropism) เช่น รากพืชเคลื่อนไหวเข้าหาแรงโน้มถ่วง (positive
gravitropism) ส่วนยอดพืชเคลื่อนไหวหนีแรงโน้มถ่วง (negative gravitropism)
- แสงเป็นสิ่งเร้า (phototropism) เช่น ยอดพืชเอนเข้าหาบริเวณที่มีแสงสว่าง (positive phototropism)
ส่วนรากพืชเอนหนีออกจากบริเวณที่มีแสงสว่าง (negative phototropism)
ภาพแสดงการเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายใน
- สารเคมีเป็นสิ่งเร้า (chemotropism) เช่น การงอกของหลอดละอองเรณุไปยังรังไข่ของพืชมีดอกโดยมี
สารละลายน้าตาลเป็นตัวกระตุ้น (positive chemotropism) การเจริญของรากที่เบนออกห่างจากบริเวณที่มี
ปริมาณเกลือสูงหรือดินเค็ม (negative chemotropism)
- น้าหรือความชื้อเป็นสิ่งเร้า (hydrotropiasm) เช่น รากพืชจะเจริญเข้าหาบริเวณที่มีน้าหรือความชืนสูง
(positive hydrotropism)
- อุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า (thermotropism) เช่น การออกดอกหรือการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดจ้าเป็นต้อง
อาศัยอุณหภูมิต่้าเป็นตัวกระตุ้น
- สัมผัสเป็นสิ่งเร้า (Thigmotropism) เช่น การเจริญของมือเกาะ (tendril) ของพืชบางชนิดยื่นออกไปจาก
ล้าต้นไปยึดสิ่งที่สัมผัสหรือต้นไม้อื่นหรือหลัก เพื่อเป็นการพยุงล้าต้น เช่น ต้าลึง องุ่น เป็นต้น
2.2) นาสตี้ (nastic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
เป็นการตอบสนองของพืชที่มีทิศทางคงที่ ตัวอย่างเช่น
ภาพแสดงการเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายนอก
ภาพแสดงการม้วนงอของใบจากการทางานของ bullform cell
- การบานของดอกไม้ (Epinasty) และ การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ทางด้านนอก
และด้านในของกลีบดอกขยายขนาดไม่เท่ากัน ดอกจะบานเมื่อกลุ่มเซลล์ทางด้านในของกลีบดอกขยายขนาด
มากกว่าด้านนอก ส่วนดอกจะหุบลงเพราะกลุ่มเซลล์ทางด้านนอกของกลีบดอกขยายขนาดมากกว่าด้านใน
- แสงเป็นสิ่งเร้า (Photonasty) และอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า (thermonasty) เป็นปัจจัยที่มีความต่อเนื่อง
เกี่ยวข้องกัน เช่น ดอกบัวส่วนมากจะหุบในเวลาตอนกลางคืนและบานในเวลาตอนกลางวัน ตรงข้ามกับดอก
กระบองเพชรซึ่งเป็นพืชทะเลทรายส่วนมากจะบานในเวลากลางคืนและหุบในเวลากลางวันเพื่อลดการสูญเสีย
น้าเนื่องจากกลางวันมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง นอกจากนี การบานของดอกบางชนิดจะต้องอาศัยระดับอุณภูมิที่
เหมาะสม เช่น ดอกบัวสวรรค์ บัวจีน ทิวลิป เป็นต้น
- สัมผัสเป็นสิ่งเร้า (thigmonasty) เช่น เมื่อแมลงมาสัมผัสขนที่ใบหยาดน้าค้างหรือใบกาบหอยแครง แมลง
ตัวนันจะถูกใบของพืชเหล่านันดักจับไว้จากกระบวนการหุบใบอย่างรวดเร็ว นอกจากนี การหุบใบของต้น
ไมยราบที่เข้าหากันอย่างรวดเร็วเมื่อถูกสัมผัสหรือแตะเพียงเบาๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน
4.2.2 การเคลื่อนไหวของพืชที่เกี่ยวข้องกับแรงดันเต่ง (turgor movement)
ภาพแสดงการเคลื่อนไหวมีทิศทางไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่งในเซลล์พืช
แรงดันเต่งที่เกิดขึนมาจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้าภายในเซลล์โดยอาศัยกระบวนการออสโมซิส
(osmosis) ของน้าเข้าสู่เซลล์ท้าให้เซลล์เต่งขึน แบ่งออกเป็น
1) การเคลื่อนไหวจากการสัมผัส (contract movement)
- พืชบางชนิดจะมีเซลล์ที่โคนก้านใบซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์อื่นๆ เรียกว่า พัลวีนัส (pulvinus) เซลล์นีจะ
ไวต่อการกระตุ้นอย่างมาก ท้าให้แรงดันเต่งภายในเซลล์ลดลงส่งผลให้ใบหุบลง เช่น ใบไมยราบ
- พืชกินแมลง เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดน้าค้าง จะมีเซลล์ที่ไวต่อการดัก
จับแมลงเมื่อแมลงเข้ามาสัมผัสโดยท้าให้เซลล์นันสูญเสียแรงดันเต่งส่งผลให้เกิดการหุบหรือปิดตัวของใบเข้าหา
กันอย่างรวดเร็ว
2) การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณความเข้มของแสง เช่น พืชตระกูลถั่วจะเกิดการ
หุบใบในตอนเย็น เรียกว่า ต้นไม้นอน (sleep movement) และกางใบตอนรุ่งเช้าเมื่อมีแสงสว่าง เนื่องจาก
กลุ่มเซลล์พัลวีนัสที่โคนก้านใบ ในสภาวะไม่มีแสงจะท้าให้เซลล์ด้านหนึ่งสูญเสียน้าส่งผลให้แรงดันเต่งลดลง ใบ
จึงหุบและก้านใบลู่ลง
3) การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้าภายในเซลล์คุม (guard cell movement)
ได้แก่ การปิดและเปิดของปากใบเนื่องจากการเหี่ยวและเต่งของเซลล์คุมซึ่งเป็นผลจากกระบวนการออสโมซิสอ
อกและเข้าของน้าในเซลล์คุม ตามล้าดับ
ทังนี การหุบและการใบที่เกิดจากการสัมผัส การตอบสนองตามการเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงหรือ
การนอนของต้นไม้ ก็จัดเป็น nastic movement ด้วยแต่ยังน้อยกกว่าการเกิดจากแรงดังเต่ง
..............................................................................................................................
ภาพแสดงการทางานของกลุ่มเซลล์พัลวีนัสที่โคนก้านใบ
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ภาพแสดงการเคลื่อนไหวของพืชที่เกี่ยวข้องกับแรงดันเต่ง
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5 (ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............
แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช
1. จากสถานการณ์ที่ก้าหนดให้ต่อไปนี ข้อใดถูกต้อง
(1) ยับยั้งการเจริญของตาด้านข้าง (2) ผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น (3) ทาให้ช่อองุ่นขนาดใหญ่ขึ้น
(4) ทาให้ผลไม้เกิดการสุกพร้อมกัน (5) เร่งการเจริญของเนื้อเยื่อในการเพาะเลี้ยง
ก. IAA : (3),(4) และ (5) ข. GA : (2) และ (3)
ค. 2,4-D : (1) และ (5) ง. ABA : (1) ,(2) และ (4)
2. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. ส้าหรับกลุ่ม callus นัน auxin เร่งราก ส่วน cytokinin เร่งยอด
ข. auxin กระตุ้นการเจริญตาข้าง ส่วน cytokinin ยับยังการเจริญตาข้าง
ค. gibberellin ท้าให้เมล็ดพักตัว abscisic acid เร่งการงอกของเมล็ด
ง. ethylene ชะลอการร่วงของใบ ส่วน abscisic acid เร่งการร่วงของใบ
3. ตัวเลือกในข้อใดที่เป็นเหตุการณ์ที่พืชตอบสนองโดยอาศัยปัจจัยแรงดันเต่ง
(1) การปิดฝาของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (2) การหุบใบของต้นกาบหอยแครง
(3) การบานออกของดอกคาร์เนชัน (4) การหันตามแสงของดอกทานตะวัน
ก. (1) (2) และ (4) ข. (2) และ (3)
ค. (1) และ (2) ง. (1) (2) (3) และ (4)
4. ตัวเลือกใดถูกต้องเกี่ยวกับ pulvinus
(1) เป็นกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่ มีผนังหนาและมีคลอโรพลาสต์
(2) เป็นกลุ่มเซลล์ที่มีความไวต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น
(3) แรงสั่นสะเทือนมีผลทาให้น้าใน pulvinus สูญเสียไป
(4) ทาให้เกิดการนอนของต้นจามจุรีและต้นก้ามปู
ก. (1) และ (2) ข. (2) และ (3)
ค. (1) (2) และ (3) ง. (2) (3) และ (4)
5. การตอบสนองในข้อใดที่มีความสัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
(1) ต้นตาลึงสร้างมือเกาะกับรั้วบ้าน
(2) ต้นวาสนาส่งกลิ่นหอมยามค่าคืน
(3) ดอกบัวในอ่างบานทุกเช้า
ก. (1) เท่านัน ข. (3) เท่านัน
ค. (1) และ (3) ง. (1) (2) และ (3)
6. แผนภาพแสดงการตอบสนองของปลายยอดของพืชชนิดหนึ่ง
X และ Y คืออะไร ตามล้าดับ
ก. แสง และ ออกซิน
ข. แร่ธาตุ และ ไซโทไคนิน
ค. กระแสลม และ เอทิลีน
ง. อุณหภูมิ และ จิบเบอเรลลิน
7. จากภาพปริมาณออกซินมีผลต่อการเจริญของเนือเยื่อแต่ละบริเวณแตกต่างกัน บริเวณ (1) (2) และ (3) คือ
ข้อใดตามล้าดับ
ก. ราก ,ล้าต้น ,ใบ ข. ดอก ,ราก ,ล้าต้น
ค. ตา ,ราก ,ใบ ง. ล้าต้น ,ราก ,ตา
จากสิ่งที่ก้าหนดให้ต่อไปนี จงตอบค้าถามข้อ 8-9
(1) gravitropism (2) thigmotropism (3) hydrotropism
(4) thermotropism (5) nutation (6) nastic movement
(7) phototropism (8) chemotropism
8. การเคลื่อนที่ซึ่งเกิดจากความเข้มข้นของฮอร์โมนออกซินไม่เท่ากันและการปิดเปิดของปากใบจัดเป็น
ลักษณะดังข้อใด ตามล้าดับ
ก. (1) และ (4) ข. (3) และ (5) ค. (2) และ (8) ง. (7) และ (6)
9. การที่ปลายยอดของต้นถั่วเคลื่อนไหวแบบสั่นหรือโยกไปมาในขณะที่เจริญเติบโตจนเกิดการเคลื่อนที่แบบ
พันเป็นเกลียว เรียกว่าอะไรและมีสาเหตุมาจากสิ่งใด
ก. (5) ด้านสองด้านของล้าต้นเจริญเติบโตได้ไม่เท่ากัน
ข. (1) ด้านทังสองด้านได้รับแสงในปริมาณที่ไม่เท่ากัน
ค. (8) ด้านทังสองด้านได้รับสารเคมีบางอย่างไม่เท่ากัน
ง. (3) ความเต่งของแรงดันที่บริเวณปลายยอดไม่เท่ากัน
10. ฮอร์โมนคู่ใดที่ถูกน้ามาใช้ในการเพาะเลียงเนือเยื่อพืชเพื่อให้ได้ต้นที่สมบูรณ์
ก. ออกซินและจิบเบอเรลลิน
ข. ออกซินและไซโทไคนิน
ค. จิบเบอเรลลินและไซโทไคนิน
ง. จิบเบอเรลลินและเอทิลีน
X
Y
ความเข้มข้นของออกซิน (ppm)
0
%กระตุ้น%ยับยั้ง
(1)
(2)
(3)
11. เราสามารถพบสารควบคุมการเจริญเติบโต ABA ในปริมาณมากที่บริเวณส่วนใดของต้นพืชบ้าง
(1) ใบที่กาลังจะร่วง (2) ใบที่เหี่ยวเพราะขาดน้า (3) ใบอ่อน
(4) เมล็ดพืชที่กาลังงอก (5) เมล็ดพืชในระยะพักตัว (6) เมล็ดอ่อน
ก. (1) และ (3) ข. (3) และ (4)
ค. (1) (2) และ (6) ง. (1) (2) และ (5)
12. จากสถานการณ์ที่ก้าหนดให้ข้อใดจับคู่ความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์กับรูปแบบการตอบสนอง คือ
A = tropic movement , B = nastic movement ได้ถูกต้อง
(1) การแตกของผลต้อยติ่งเมื่อถูกน้าฝน (2) การเจริญของรากและลาต้น
(3) การพันหลักของต้นพลูด่าง (4) การเปิด-ปิดของปากใบคายน้า
(5) การงอกของหลอดละอองเรณู (6) การหุบการบานของดอกไม้
ก. A = 2 ,3 ,5 / B = 1 ,4 ,6 ข. A = 1 ,3 ,6 / B = 2 ,4 ,5
ค. A = 2 ,3 ,6 / B = 1 ,4 ,5 ง. A = 1 ,4 ,5 / B = 2 ,3 ,6
13. การปักช้าพืชบางชนิด มักใช้กิ่งที่มีใบและยอด ที่ท้าเช่นนีเพราะเหตุผลใด
ก. ใบช่วยดูดซับน้าเอาไว้ท้าให้กิ่งปักช้าแข็งแรงและออกรากได้เร็ว
ข. ส่วนของยอดมีการสร้างฮอร์โมนออกซิน ส่งลงมาเร่งการเกิดราก
ค. ส่วนของยอดมีการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ส่งลงมาเร่งการเกิดราก
ง. ส่วนของใบมีการสร้างอาหารและฮอร์โมนไซโทไคนิน ส่งลงมาเร่งการเกิดราก
14. เหตุการณ์ใดที่ไม่ใช่ผลจากการตอบสนองสิ่งเร้าของพืช
(1) การเจริญของยอดอ่อนเข้าหาแสง (2) การผสมละอองเรณูโดยแมลง
(3) การกระจายของเมล็ดด้วยลม (4) การจับแมลงของต้นกาบหอยแครง
ก. (1) และ (2) ข. (1), (2) และ (4)
ค. (2) และ (3) ง. (1), (3) และ (4)
15. เด็กหญิงกะทกรกสังเกตดอกไม้ประหลาดในสวนหลังบ้าน พบว่า มันบานในตอนเช้าและหุบในตอนเย็น
หน้าซ้ายังหันหน้าเข้าดวงอาทิตย์อยู่เสมอๆ นักเรียนจะอธิบายให้เด็กหญิงกะทกรกฟังได้ว่าเกิดจากการ
ตอบสนองรูปแบบใด
(1) phototropism (2) thigmotropism
(3) photonasty (4) thigmonasty
ก. (1) เหมือนกัน ข. (3) และ (1)
ค. (1) (2) และ (3) ง. (1) (2) (3) และ (4)
16. กระบวนการในข้อใดเกี่ยวข้องกับทิศทางของแสง
ก. Photosynthesis ข. Phototropism
ค. Photoperiodism ง. Photorespiration
17. การปิดเปิดของปากใบอันเนื่องมาจากการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับข้อใด
1. ดอกทางตะวันเบนเข้าหาแสง
2. การนอนหรือหุบของใบเมื่อแสงลดลง
3. การบานในตอนเช้าและหุบในตอนเย็นของดอกไม้บางชนิด
ก. 2 ข. 1 และ 2
ค. 1 และ 3 ง. 2 และ 3
18. การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชในข้อใดเกี่ยวข้องกับออสโมซิส
1. การปิด-เปิดของปากใบ
2. การหุบ-กางของใบจามจุรี
3. การเกาะกับวัตถุของมือเกาะต้นต้าลึง
ก. 1 ข. 1 2
ค. 2 3 ง. 1 2 3
19. การปักช้าของพืชบางชนิด มักใช้กิ่งที่มีใบและยอด ที่ท้าเช่นนีเพราะเหตุใด
ก. ใบช่วยดูดซับน้าเอาไว้ท้าให้กิ่งปักช้าแข็งแรงและออกรากได้เร็ว
ข. ส่วนของยอดมีการสร้างฮอร์โมนออกซินส่งลงมาเร่งการเกิดราก
ค. ส่วนของยอดมีการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลินส่งลงมาเร่งการเกิดราก
ง. ส่วนของใบมีการสร้างอาหารและฮอร์โมนไซโทไคนิน ส่งลงมาเร่งดารเกิดราก
20. สารเคมีข้อใดไม่สามารถสกัดได้จากสิ่งมีชีวิต
1. IAA 2. NAA 3. IBA 4. GA
ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3
ค. 3 และ 4 ง. 1 และ 4
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............
กระดาษคาตอบแบบทดสอบ เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช
 ก่อนเรียน วันที่...........................  หลังเรียน วันที่...........................
ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
ก
ข
ค
ง
ข้อ 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
ก
ข
ค
ง
ได้ .......................คะแนน คะแนนเต็ม 20 คะแนน ลงชื่อ..................................................ผู้ตรวจ
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครูผู้สอน
วันที่ตรวจ............................................
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 3 (ว30243) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............
ใบงาน เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนที่ของพืช
ตอนที่ 1 จงนาตัวอักษรหน้าข้อความทางขวามือที่สัมพันธ์กับข้อความทางซ้ายมือ
1.จิบเบอเรลลิน (gibberellin) A. เป็นฮอร์โมนที่ผลิตในช่วงที่ผลไม้กาลังสุก
2. ซีเอทิน (Zeatin) B. การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแรงดัน
เต่ง (turgor pressure)
3. ไซโทไคนิน (cytokinin) C. เอทิลีน (ethylene)
4. ออกซิน (Auxin) D. เป็นการเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดขึ้นจากการ
เจริญเติบโตอย่างมีทิศทางสัมพันธ์กับสิ่งเร้าภายนอก
5. กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) E. เป็นการเคลื่อนที่ของพืชเนื่องจากปลายยอดมีการ
แบ่งเซลล์สองด้านของลาต้นไม่เท่ากัน
6. ทรอปิกมูฟเมนต์ (tropic
movement)
F. น้ามะพร้าว
7.เอทิลีน (ethylene) G.เป็นฮอร์โมนกระตุ้นการแบ่งเซลล์
8. แนสติกมูฟเมนต์ (nastic
movement)
H. ช่วยยืดช่อผลและปรับปรุงคุณภาพขององุ่น
9. เป็นฮอร์โมนมีสมบัติเป็นแก๊ส I. เป็นฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อการเกิดราก
10. นิวเทชันมูฟเมนต์ (nutation
movement)
J. เป็นฮอร์โมนที่ยับยั้งการเจริญและยืดตัวของเซลล์
ตอนที่ 2 จงเขียนเครื่องหมาย  หรือ  หน้าข้อความทางซ้ายมือ หากข้อความไม่ถูกต้องให้แก้ไข
ข้อความลงในบรรทัดด้านล่างให้ถูกต้อง
……………1. ออกซินเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเนือเยื่อเจริญบริเวณปลายยอด และใบอ่อน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………….2. ไซโทไคนินเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เซลล์มีการยืดตัว (cell elongation)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………….3. ออกซินมีอิทธิพลต่อการเกิดรากของกิ่งตัดของพืช
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………..4. ถ้าพืชขาดไซโทไคนินจะท้าให้ล้าต้นเตียแคระ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………..5. จิบเบอเรลลินกระตุ้นการร่วงของใบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………….6. กรดแอบไซซิกเป็นสารเคมีที่เป็นสัญญาณให้พืชเข้าสูสภาพการเสื่อมตามอายุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………7. รากพืชจะเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก (positive gravitropism) ส่วนยอดพืชจะเจริญในทิศ
ทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลก (negative gravitropism)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………...8. การเบนเนื่องจากแสงหรือการเบนตามแสง (phototropism) เช่นการเจริญของปลายรากพืช
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………..9 ใบพืชวงศ์ถั่ว เช่นกระถิน แค มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มแสงจึงพบว่าใบจะหุบในเวลา
พลบค่้า และกางออกในเวลารุ่งเช้าที่มีแสงสว่าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………..10. กลุ่มเซลล์พัลไวนัส (pulvinus) เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ผนังหนามีความไวสูงต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น
เช่นการสัมผัส
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตอนที่ 3 จงเขียนข้อความตอบคาถามต่อไปนี้
1. จงอธิบายการหุบและการบานของดอก
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. เหตุใดเมื่อสัมผัสไมยราพแล้วเกิดการหุบของใบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. เหตุใดเมื่อตัดยอดท้าให้ต้นไม้มีลักษณะเป็นพุ่ม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

Lessonplanbio5

  • 1.
    แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2560 รหัสวิชา ว 30245 รายวิชา ชีววิทยา 5 เวลาเรียน 3 คาบ/สัปดาห์/คาบ จานวน 1.5 หน่วยการเรียน รวมเวลาเรียน 60 คาบ/ภาคเรียน ............................................................................................................................................................... ชื่อครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ตาแหน่ง ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายชื่อแบบเรียนที่ใช้ : แบบเรียนหลัก 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 3. คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 4. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 5. คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยการเรียนรู้ : หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การรับรู้และการตอบสนอง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง พฤติกรรม
  • 2.
    หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช จานวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ ระยะเวลารวม 9 ชั่วโมง ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 เรื่อง ฮอร์โมนพืช (1) ระยะเวลา 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 เรื่อง ฮอร์โมนพืช (2) ระยะเวลา 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืช ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
  • 3.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาว30245 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช เรื่อง ฮอร์โมนพืช (1) เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึนส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานันๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโต ของพืชหรือฮอร์โมนพืช เขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือ ฮอร์โมนพืช อีกทังสามารถน้าความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการด้ารงชีวิต 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืชได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมน พืชได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืชต่อ กระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ - การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอย ควบคุมการเจริญเติบโต - ฮอร์โมนพืชสามารถเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชได้และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การ เปลี่ยนแปลงทางคุณภาพและการพัฒนาของเนือเยื่อ และอวัยวะของพืชซึ่งได้รับฮอร์โมน นัน ๆ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ดังนันในการศึกษา ทางด้านฮอร์โมนจึงมักศึกษาในแง่ของแหล่งและกระบวนการสังเคราะห์ การเคลื่อนที่และ เคลื่อนย้าย และปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่มีต่อพืช - ในประเทศไทยการใช้ฮอร์โมนพืชมีวัตถุประสงค์ในทางการเกษตรเพื่อให้มีผลผลิต เพื่อเพิ่ม ผลผลิตและคุณภาพและเพื่อความสะดวกในการจัดการฟาร์ม - สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืช ได้แก่ 1. ออกซิน (Auxin) 2. จิบเบอเรลลิน (Gibberellins)
  • 4.
    3. ไซโตไคนิน(Cytokinins) 4. กรดแอบซิสิค(Abscisic Acid) หรือ ABA 5. เอทธิลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโต ของพืชหรือฮอร์โมนพืช ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของ พืชหรือฮอร์โมนพืช คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนือหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนือหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนือหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขันน้า : ครูตังค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านีโดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร > สารควบคุมการเจริญของพืชที่พบในปัจจุบันได้แก่อะไรบ้าง > การศึกษาเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีความเป็นมาอย่างไร
  • 5.
    ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมี ผลต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์หรือไม่อย่างไร นักเรียนสามารถตังค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น จงสรุปแหล่งที่มาและหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในรูปแบบตาราง ขันสอน: ครูอธิบายเนือหา “ฮอร์โมนพืช (1)” ว่า > การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอยควบคุมการเจริญเติบโต > ฮอร์โมนพืชเป็นสารเคมีภายในพืชซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืชไม่เพียงแต่การเจริญของพืชทัง ต้นเท่านัน หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืชแต่ละส่วนด้วย ในปัจจุบันทราบกันดีแล้วว่าฮอร์โมนพืชมีทัง ชนิดที่กระตุ้นการเจริญเติบโต และระงับการเจริญเติบโตฮอร์โมนพืชที่พบในปัจจุบันคือ - ออกซิน (Auxin) - จิบเบอเรลลิน (Gibberellins) - ไซโตไคนิน(Cytokinins) - กรดแอบซิสิค (Abscisic Acid) หรือ ABA - เอทธิลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ > ฮอร์โมนพืชสามารถเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชได้และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การ เปลี่ยนแปลงทางคุณภาพและการพัฒนาของเนือเยื่อ และอวัยวะของพืชซึ่งได้รับฮอร์โมนนัน ๆ ซึ่งมีผลต่อ
  • 6.
    กระบวนการทางสรีรวิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ดังนันในการศึกษาทางด้านฮอร์โมนจึงมักศึกษาในแง่ของ แหล่งและกระบวนการสังเคราะห์ การเคลื่อนที่และเคลื่อนย้ายและปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่มีต่อพืช > ในประเทศไทยการใช้ฮอร์โมนพืชมีวัตถุประสงค์ในทางการเกษตรเพื่อให้มีผลผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิต และคุณภาพและเพื่อความสะดวกในการจัดการฟาร์ม > สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ได้แก่  ฮอร์โมนออกซิน (Auxin) - ความรู้พืนฐานเกี่ยวกับออกซินนันเกิดขึนจากงานของ Charles Darwin ซึ่งศึกษาเรื่อง Phototropism ซึ่ง พืชจะตอบสนองต่อการได้รับแสงเพียงด้านเดียวท้าให้เกิดการโค้งเข้าหาแสง - ต่อมา Boysen-Jensen และ Paal ได้ศึกษาและแสดงให้เห็นว่า "อิทธิพล" ดังกล่าวนีมีสภาพเป็น สารเคมี ซึ่งในสภาพที่โคลีออพไทล์ได้รับแสงเท่ากันทังสองด้าน - ในปี ค.ศ. 1926 Went ได้ท้างานทดลองและสามารถแยกสารชนิดนีออกจากโคลีออพไทล์ได้ โดยตัด ส่วนยอดของโคลีออพไทล์ของข้าวโอ๊ตแล้ววางลงบนวุ้นจะท้าให้สารเคมีที่กระตุ้นการเจริญเติบโตไหลลงสู่ วุ้น เมื่อน้าวุ้นไปวางลงที่ด้านหนึ่งของโคลีออพไทล์ที่ไม่มียอดด้านใดด้านหนึ่งจะท้าให้โคลีออพไทล์ดังกล่าว โค้งได้ เขาสรุปว่าสารเคมีได้ซึมลงสู่วุ้นแล้วซึมจากวุ้นลงสู่ส่วนของโคลีออพไทล์ การตอบสนองของพืชต่อฮอร์โมนออกซิน 1. การตอบสนองในระดับเซลล์ ออกซินท้าให้เกิดการขยายตัวของเซลล์ ท้าให้เกิดการแบ่งเซลล์ได้ในบาง กรณี เช่น กระตุ้นการแบ่งเซลล์ของแคมเบียม กระตุ้นให้เกิดรากจากการปักช้าพืช เช่น การใช้ IBA ในการ เร่งรากของกิ่งช้า แล้วยังกระตุ้นให้เกิดแคลลัสในการเพาะเลียงเนือเยื่อ 2. การตอบสนองของอวัยวะหรือพืชทังต้น 2.1 เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของพืชแบบ Phototropism Geotropism
  • 7.
    2.2 การที่ตายอดข่มไม่ให้ตาข้างเจริญเติบโต 2.3 การติดผล 2.4ป้องกันการร่วงของผลโดยออกซินจะยับยังไม่ให้เกิด Abcission layer ขึนมา 2.5 ป้องกันการร่วงของใบ 2.6 ในบางกรณีออกซินสามารถท้าให้สัดส่วนของดอกตัวเมียและตัวผู้เปลี่ยนไป  ฮอร์โมนไซโตไคนิน (Cytokinins) - การค้นพบฮอร์โมนในกลุ่มนีเริ่มจากการศึกษาการเพาะเลียงเนือเยื่อ โดยในปี ค.ศ. 1920 Haberlandt ได้แสดงให้เห็นว่ามีสารชนิดหนึ่งเกิดอยู่ในเนือเยื่อพืชและกระตุ้นให้เนือเยื่อพาเรนไคมาในหัวมันฝรั่งกลับ กลายเป็นเนือเยื่อเจริญได้ - นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน เช่น Skoog และ Steward ท้าการทดลองในสหรัฐอเมริกา โดยศึกษาความ ต้องการสิ่งที่ใช้ในการเจริญเติบโตของกลุ่มก้อนของเซลล์ (Callus) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แต่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพเกิดขึนของ pith จากยาสูบและรากของแครอท - แม้ว่าไคเนติน BA และ PBA เป็นสารที่ไม่พบในต้นพืชแต่สารที่เกิดตามธรรมชาติและสารสังเคราะห์หลาย ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนไคเนตินนัน เรียกโดยทั่วๆ ไปว่า ไซโตไคนิน ซึ่งเป็นสารที่เมื่อมีผลร่วมกับออก ซินแล้วจะเร่งให้เกิดการแบ่งเซลล์ในพืช การตอบสนองของพืชต่อฮอร์โมนไซโทไคนิน 1. กระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์และการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพใน tissue culture โดยต้องใช้ ร่วมกับ Auxin ในการเลียงเนือเยื่อพืชนันหากให้ฮอร์โมนไซโตไคนินมากกว่าออกซินจะท้าให้เนือเยื่อนันเจริญ เป็นตา ใบ และล้าต้น
  • 8.
    2. ชะลอกระบวนการเสื่อมสลาย เช่นกรณีของใบที่เจริญเต็มที่แล้วถูกตัดออกจากต้น คลอโรฟิลล์ RNA และโปรตีนจะเริ่มสลายตัวเร็วกว่าใบที่ติดอยู่กับต้น แม้จะมีการให้อาหารกับใบเหล่านีก็ตาม ถ้าหากเก็บ ใบเหล่านีไว้ในที่มืดการเสื่อมสลายยิ่งเกิดเร็วขึน 3. ท้าให้ตาข้างแตกออกมาหรือก้าจัดลักษณะ Apical Dominance ได้ การเพิ่มไซโตไคนินให้กับตา ข้างจะท้าให้แตกออกมาเป็นใบได้ 4. ท้าให้ใบเลียงคลี่ขยายตัวกรณีเมล็ดของพืชใบเลียงคู่งอกในความมืด 5. ท้าให้เกิดการสร้างคลอโรพลาสต์มากขึน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพอย่างหนึ่ง 6. ท้าให้พืชทังต้นเจริญเติบโต 7. กระตุ้นการงอกของเมล็ดพืชบางชนิด นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและการ น้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ชนิดและบทบาทหน้าที่ของสาร ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องสารควบคุมการ เจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืชในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป ขันสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม กับท้าใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการ เจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องสารควบคุมการเจริญเติบโตของ พืชหรือฮอร์โมนพืชในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
  • 9.
    9. สื่อ /อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชันมัธยมศึกษาปีที่ 6 9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง ฮอร์โมนพืช: www.google.com 9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ฮอร์โมนพืช: www.youtube.com 9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ฮอร์โมนพืช 10. บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ปัญหาและอุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… บันทึกเพิ่มเติม …………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ……………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………… ลงชื่อ.................................................. (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครู คศ.1 (ชีววิทยา) ครูผู้สอน
  • 10.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช เรื่อง ฮอร์โมนพืช (2) เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึนส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานันๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโต ของพืชหรือฮอร์โมนพืช เขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือ ฮอร์โมนพืช อีกทังสามารถน้าความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการด้ารงชีวิต 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืชได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมน พืชได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืชต่อ กระบวนการด้ารงชีวิตของพืชได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ - การเจริญเติบโตของพืชจ้าเป็นต้องอาศัยน้า แสง และธาตุอาหารต่างๆในปริมาณที่เพียงพอ เหมาะสมแต่พืชอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติเพราะต้องมีสารบางอย่างที่คอย ควบคุมการเจริญเติบโต - ฮอร์โมนพืชสามารถเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชได้และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การ เปลี่ยนแปลงทางคุณภาพและการพัฒนาของเนือเยื่อ และอวัยวะของพืชซึ่งได้รับฮอร์โมน นัน ๆ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ดังนันในการศึกษา ทางด้านฮอร์โมนจึงมักศึกษาในแง่ของแหล่งและกระบวนการสังเคราะห์ การเคลื่อนที่และ เคลื่อนย้าย และปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่มีต่อพืช - ในประเทศไทยการใช้ฮอร์โมนพืชมีวัตถุประสงค์ในทางการเกษตรเพื่อให้มีผลผลิต เพื่อเพิ่ม ผลผลิตและคุณภาพและเพื่อความสะดวกในการจัดการฟาร์ม - สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืช ได้แก่ 1. ออกซิน (Auxin) 2. จิบเบอเรลลิน (Gibberellins)
  • 11.
    3. ไซโตไคนิน(Cytokinins) 4. กรดแอบซิสิค(Abscisic Acid) หรือ ABA 5. เอทธิลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโต ของพืชหรือฮอร์โมนพืช ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนข้อสรุปชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของ พืชหรือฮอร์โมนพืช คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช หรือฮอร์โมนพืชต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนือหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนือหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนือหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขันน้า : ครูตังค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านีโดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร > สารควบคุมการเจริญของพืชที่พบในปัจจุบันได้แก่อะไรบ้าง > การศึกษาเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมีความเป็นมาอย่างไร
  • 12.
    ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชมี ผลต่อการด้ารงชีวิตของมนุษย์หรือไม่อย่างไร นักเรียนสามารถตังค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น จงสรุปแหล่งที่มาและหน้าที่ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในรูปแบบตาราง ขันสอน: ครูอธิบายเนือหา “ฮอร์โมนพืช (2)” ว่า  ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน (Gibberellins) - การค้นพบกลุ่มของฮอร์โมนพืชจิบเบอเรลลินนัน เกิดประมาณ ปี 1920 เมื่อ Kurosawa นักวิทยาศาสตร์ ชาวญี่ปุ่น ศึกษาในต้นข้าวที่เป็นโรค Bakanae หรือโรคข้าวตัวผู้ ซึ่งเกิดจากเชือรา Gibberella fujikuroi หรือ Fusarium moniliforme ซึ่งต้นข้าวมีลักษณะสูงกว่าต้นข้าวปกติ ท้าให้ล้มง่าย - ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและส่วนประกอบทางเคมีของจิบเบอเรลลินนันได้รับการศึกษาในปี 1954 โดย นักเคมีชาวอังกฤษซึ่งสามารถแยกสารบริสุทธิ์จากอาหารเลียงเชือรา Gibberella fujikuroi และเรียกสาร นีว่ากรดจิบเบอเรลลิค (Gibberellic Acid) GA เป็นฮอร์โมนที่พบในพืชชันสูงทุกชนิด นอกจากนันยังพบ ในเฟิร์น สาหร่าย และเชือราบางชนิด แต่ไม่พบในแบคทีเรีย บทบาทของจิบเบอเรลลินที่มีต่อพืช 1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชทังโดยท้าให้เกิดการยืดตัวของเซลล์ อีกทังยังสามารถกระตุ้นการยืด ยาวของช่อดอกไม้บางชนิดและท้าให้ผลไม้มีรูปร่างยาวออกมา เช่น องุ่น และแอปเปิล 2. กระตุ้นการงอกของเมล็ดที่พักตัวและตาที่พักตัว ตาของพืชหลายชนิดที่เจริญอยู่ในเขตอบอุ่นจะพัก ตัวในฤดูหนาว เมล็ดของพืชหลายชนิดมีพฤติกรรมเช่นนีด้วย ซึ่งการพักตัวจะลดลงจนหมดไป 3. การแทงช่อดอก การออกดอกของพืชเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างซึ่งจิบเบอเรลลินสามารถแทน ความต้องการวันยาวในพืชบางชนิดได้และยังสามารถทดแทนความต้องการอุณหภูมิต่้า 4. กระตุ้นการเคลื่อนที่ของอาหารในเซลล์สะสมอาหาร หลังจากที่เมล็ดงอกแล้ว 5. กระตุ้นให้เกิดผลแบบ Parthenocarpic ในพืชบางชนิด เปลี่ยนรูปร่างของใบพืชบางชนิด 6. พืชที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียแยกกันไม่ว่าจะต้นเดียวกันหรือแยกต้นก็ตาม จิบเบอเรลลินสามารถ เปลี่ยนเพศของดอกได้โดยมักจะเร่งให้เกิดดอกตัวผู้
  • 13.
     ฮอร์โมนกรดแอบซิสิค (AbscisicAcid) หรือ ABA - ในการศึกษาถึงการร่วงของใบ การพักตัวของตาและเมล็ดในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 นัน ชีให้เห็นว่า เป็นไปได้ว่ามีสารระงับการเจริญปรากฏอยู่ในต้นพืช โครงสร้างของสารเคมีดังกล่าวถูกค้นพบในปี 1965 ในผล และใบของฝ้าย สารเคมีดังกล่าวได้รับการตังชื่อว่า กรดแอบซิสิค หรือ ABA และพบว่าเป็น สารจ้าพวกเซสควิเทอร์พีนอยด์ - ABA ถูกแยกออกจากพืชหลายชนิดทังแองจิโอสเปิร์มส์ จิมโนสเปิร์มส์ เฟินและมอส (Angiosperms, Gymnosperms, Ferns และ Mosses) ผลของกรดแอบซิสิดต่อพืช - เป็นฮอร์โมนพืชที่มีสมบัติเป็นกรด ซึ่งถูกสร้างขึนจากเนือเยื่อบริเวณรากโดยเฉพาะที่หมวกราก ,ล้าต้น, ใบ แก่ และผลดิบ ซึ่งสามารถพบได้ในพืชทุกชนิด - กระตุ้นการหลุดร่วงของใบและผลที่แก่เต็มที่ และท้าให้พืชมีความยาวปล้องลดลง ใบมีขนาเล็กลง อีกทังยัง ท้าให้เซลล์ในเนือเยื่อเจริญหยุดแบ่งตัว - ยับยังการเจริญและการยืดตัวของเซลล์บริเวณตา และกระตุ้นให้เกิดการปิดปากใบโดยเฉพาะในสภาวะที่ พืชขาดน้า - ยับยังการแตกใบอ่อนและการงอกของเมล็ดส่งผลให้เมล็ดเกิดการพักตัว (seed dormancy) ท้าให้พืชมี ความสามารถในการทนต่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมดียิ่งขึน  ฮอร์โมนแก๊สเอทธิลีน (Ethylene) - แก๊สเอทธิลีนเป็นฮอร์โมนพืชซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตในหลายแง่ เช่น การพัฒนา การเสื่อมสลาย ขึนอยู่ กับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดขึนมา ผลของเอทธิลีนซึ่งรู้จักกันมานานแล้วจากการบ่มผลไม้ ในปี 1934 ได้มี การพิสูจน์ให้เห็นว่าเอทธิลีนเป็นก๊าซที่สังเคราะห์ขึนโดยพืชและสามารถเร่งกระบวนการสุกได้ ต่อมาพบว่า การก่อกองไฟใกล้ๆ สวนมะม่วงและสับปะรดจะกระตุ้นให้ออกดอกได้
  • 14.
    - ต่อมาพบว่า ดอกเมล็ด ใบ และรากพืชสามารถสังเคราะห์เอทธิลีนได้ เช่น ในเซเลอรี่ พบว่า สามารถสร้าง เอทธิลีนมาก้าจัดสีเขียวที่ก้านได้ นอกจากนันในปี 1935 ยังพบว่า การให้ออกซินกับพืชอาจจะกระตุ้นให้ พืชสร้างเอทธิลีนได้ ซึ่งเป็นค้าอธิบายได้ชัดเจนส้าหรับกรณีที่เมื่อให้ออกซินกับพืชแล้วพืชตอบสนอง เหมือนกับได้รับเอทธิลีน ผลของเอทธิลีนต่อพืช 1. กระตุ้นให้ผลไม้สุก ดังนันอาจจะเรียกเอทธิลีนว่า Ripening hormone และใช้ในการบ่มผลไม้ ในทางการค้า 2. กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ เช่น กระตุ้นให้เกิด Abscission zone ขึน ท้าให้ใบและกลีบ ดอกร่วงได้ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพของรากและล้าต้น รวมทังกระตุ้นการออกดอกของพืช เช่น สับปะรด กระตุ้นให้เกิด Adventitious root 3. กระตุ้นให้พืชออกจากการพักตัว เช่น กรณีของมันฝรั่ง 4. กระตุ้นให้เกิดดอกตัวเมียมากขึนในพืช Dioecious นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและการ น้าไปใช้ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ชนิดและบทบาทหน้าที่ของสาร ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องสารควบคุมการ เจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืชในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป ขันสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม กับท้าใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและการน้าไปใช้ ประโยชน์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช ชนิดและบทบาทหน้าที่ของสารควบคุมการ เจริญเติบโตของพืชหรือฮอร์โมนพืช อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องสารควบคุมการเจริญเติบโตของ พืชหรือฮอร์โมนพืชในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
  • 15.
    9. สื่อ /อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชันมัธยมศึกษาปีที่ 6 9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง ฮอร์โมนพืช: www.google.com 9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง ฮอร์โมนพืช: www.youtube.com 9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง ฮอร์โมนพืช 10. บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ปัญหาและอุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… บันทึกเพิ่มเติม …………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ……………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………… ลงชื่อ.................................................. (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครู คศ.1 (ชีววิทยา) ครูผู้สอน
  • 16.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืช เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ว 1.1 ม.4-6/2 ทดลองและอธิบายกลไกการรักษาดุลยภาพของน้าในพืช ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึนส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานันๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย ความส้าคัญและกระบวนการของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนอง ต่อสิ่งเร้า เขียนสรุปประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า อีกทังสามารถน้า ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการด้ารงชีวิต 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย ความส้าคัญและกระบวนการของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่ง เร้าได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่าง ถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมต่อกระบวนการด้ารงชีวิตของพืช ได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ - การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมทังภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้น ด้วยสิ่งเร้าที่จะชักน้าให้กระบวนการต่างๆในพืชด้าเนินไปแม้ว่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพเริ่มต้น หรือหมดไปแล้ว - พืชไม่มีการเคลื่อนที่เหมือนสัตว์ ส่วนใหญ่พืชมีแต่การเคลื่อนไหวเมื่อเกิดการตอบสนองต่อ สิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยการเคลื่อนไหวของพืชนีสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโต และการเคลื่อนไหวเนื่องจากแรง ดังเต่ง - การเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโต (growth movement)  การเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายในหรือการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ (autonomic movement)  การเคลื่อนไหวที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (Stimulus movement) 1. ทรอปิซึม (tropic movement) 2. นาสตี (nastic movement) - การเคลื่อนไหวของพืชที่เกี่ยวข้องกับแรงดันเต่ง (turgor movement)
  • 17.
    การเคลื่อนไหวจากการสัมผัส (contract movement) การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณความเข้มของแสง การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้าภายในเซลล์คุม(guard cell movement) 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความส้าคัญและกระบวนการของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนอง ต่อสิ่งเร้า ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อ สิ่งเร้า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความส้าคัญของการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมต่อ กระบวนการด้ารงชีวิตของพืช 5. สมรรถนะ การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจ้าบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจ้าบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจ้าบทเรียน 4. แบบบันทึกการท้า กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจ้า บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจ้าบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจ้า บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ท้ากิจกรรมประจ้า บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนือหาที่ท้า การเรียนการสอนประจ้า บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจ้าบทเรียน 3. การตรวจสอบค้าตอบกับ ค้าเฉลยแบบทดสอบประจ้า บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจ้าบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนือหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ ค้าตอบอย่างน้อยไม่ต่้า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนือหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขันน้า : ครูตังค้าถามก่อนน้าไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบค้าถามเหล่านีโดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม หรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน ว่า > พืชมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกหรือไม่อย่างไร > พืชมีกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกเหมือนหรือต่างกันอย่างไร > การศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมมีความเป็นมาอย่างไร
  • 18.
    ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ากระบวนการตอบสนองของพืชต่อการ เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดมีกี่ขันตอนอะไรบ้าง นักเรียนสามารถตังค้าถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น รูปแบบการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมแบ่งได้เป็นกี่รูปแบบอะไรบ้าง ขันสอน : ครูอธิบายเนือหา “การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม” ว่า > การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อมทังภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปและกระตุ้น ด้วยสิ่งเร้าที่จะชักน้าให้กระบวนการต่างๆในพืชด้าเนินไปแม้ว่าอาจจะไม่อยู่ในสภาพเริ่มต้นหรือหมดไปแล้ว > พืชไม่มีการเคลื่อนที่เหมือนสัตว์ ส่วนใหญ่พืชมีแต่การเคลื่อนไหวเมื่อเกิดการตอบสนองต่อ สิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยการเคลื่อนไหวของพืชนีสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การ เคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโต และการเคลื่อนไหวเนื่องจากแรงดังเต่ง การเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโต (growth movement) 1) การเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายในหรือการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ (autonomic movement) มี สิ่งเร้าภายในพืชเองเป็นตัวกระตุ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอก แบ่งเป็น - การเอนหรือแกว่งยอดไปมา (nutation movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึนเฉพาะส่วนปลายยอดพืช ที่มีกลุ่มเซลล์ของแต่ละด้านบริเวณยอดพืชเจริญเติบโตไม่เท่ากัน เช่น ต้นถั่ว - การบิดล้าต้นเป็นเกลียว (spiral movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่ปลายยอดเนื่องจากการเจริญเติบโตไม่ เท่ากันของแต่ละด้านท้าให้เกิดการบิดเป็นเกลียวรอบแกนเพื่อพยุงล้าต้นขณะเจริญเติบโต เช่น การพันหลัก ของมะลิวัลย์ พริกไทย พลู เป็นต้น 2) การเคลื่อนไหวที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (Stimulus movement) แบ่งเป็น 2.1) ทรอปิซึม (tropic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางสัมพันธ์กับทิศทางสิ่งเร้า ถ้าเป็น การเคลื่อนไหวเข้าหาสิ่งเร้า เรียกว่า positive tropism แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวออกจากสิ่งเร้า เรียกว่า negative tropism ซึ่งเราสามารถจ้าแนกได้ตามชนิดของสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้น ได้แก่
  • 19.
    - แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งเร้า (gravitropism)เช่น รากพืชเคลื่อนไหวเข้าหาแรงโน้มถ่วง (positive gravitropism) ส่วนยอดพืชเคลื่อนไหวหนีแรงโน้มถ่วง (negative gravitropism) - แสงเป็นสิ่งเร้า (phototropism) เช่น ยอดพืชเอนเข้าหาบริเวณที่มีแสงสว่าง (positive phototropism) ส่วนรากพืชเอนหนีออกจากบริเวณที่มีแสงสว่าง (negative phototropism) - สารเคมีเป็นสิ่งเร้า (chemotropism) เช่น การงอกของหลอดละอองเรณุไปยังรังไข่ของพืชมีดอกโดยมี สารละลายน้าตาลเป็นตัวกระตุ้น (positive chemotropism) การเจริญของรากที่เบนออกห่างจากบริเวณที่มี ปริมาณเกลือสูงหรือดินเค็ม (negative chemotropism) - น้าหรือความชือเป็นสิ่งเร้า (hydrotropiasm) เช่น รากพืชจะเจริญเข้าหาบริเวณที่มีน้าหรือความชืนสูง (positive hydrotropism) - อุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า (thermotropism) เช่น การออกดอกหรือการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดจ้าเป็นต้องอาศัย อุณหภูมิต่้าเป็นตัวกระตุ้น - สัมผัสเป็นสิ่งเร้า (Thigmotropism) เช่น การเจริญของมือเกาะ (tendril) ของพืชบางชนิดยื่นออกไปจากล้า ต้นไปยึดสิ่งที่สัมผัสหรือต้นไม้อื่นหรือหลัก เพื่อเป็นการพยุงล้าต้น เช่น ต้าลึง องุ่น เป็นต้น 2.2) นาสตี้ (nastic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า เป็นการตอบสนองของพืชที่มีทิศทางคงที่ ตัวอย่างเช่น
  • 20.
    - การบานของดอกไม้ (Epinasty)และ การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ทางด้านนอกและ ด้านในของกลีบดอกขยายขนาดไม่เท่ากัน ดอกจะบานเมื่อกลุ่มเซลล์ทางด้านในของกลีบดอกขยายขนาด มากกว่าด้านนอก ส่วนดอกจะหุบลงเพราะกลุ่มเซลล์ทางด้านนอกของกลีบดอกขยายขนาดมากกว่าด้านใน - แสงเป็นสิ่งเร้า (Photonasty) และอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า (thermonasty) เป็นปัจจัยที่มีความต่อเนื่องเกี่ยวข้อง กัน เช่น ดอกบัวส่วนมากจะหุบในเวลาตอนกลางคืนและบานในเวลาตอนกลางวัน ตรงข้ามกับดอกกระบอง เพชรซึ่งเป็นพืชทะเลทรายส่วนมากจะบานในเวลากลางคืนและหุบในเวลากลางวันเพื่อลดการสูญเสียน้า เนื่องจากกลางวันมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง นอกจากนี การบานของดอกบางชนิดจะต้องอาศัยระดับอุณภูมิที่ เหมาะสม เช่น ดอกบัวสวรรค์ บัวจีน ทิวลิป เป็นต้น - สัมผัสเป็นสิ่งเร้า (thigmonasty) เช่น เมื่อแมลงมาสัมผัสขนที่ใบหยาดน้าค้างหรือใบกาบหอยแครง แมลงตัว นันจะถูกใบของพืชเหล่านันดักจับไว้จากกระบวนการหุบใบอย่างรวดเร็ว นอกจากนี การหุบใบของต้นไมยราบ ที่เข้าหากันอย่างรวดเร็วเมื่อถูกสัมผัสหรือแตะเพียงเบาๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน การเคลื่อนไหวของพืชที่เกี่ยวข้องกับแรงดันเต่ง (turgor movement) แรงดันเต่งที่เกิดขึนมาจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้าภายในเซลล์โดยอาศัยกระบวนการออสโมซิส (osmosis) ของน้าเข้าสู่เซลล์ท้าให้เซลล์เต่งขึน แบ่งออกเป็น 1) การเคลื่อนไหวจากการสัมผัส (contract movement) - พืชบางชนิดจะมีเซลล์ที่โคนก้านใบซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์อื่นๆ เรียกว่า พัลวีนัส (pulvinus) เซลล์นีจะ ไวต่อการกระตุ้นอย่างมาก ท้าให้แรงดันเต่งภายในเซลล์ลดลงส่งผลให้ใบหุบลง เช่น ใบไมยราบ - พืชกินแมลง เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดน้าค้าง จะมีเซลล์ที่ไวต่อการดัก จับแมลงเมื่อแมลงเข้ามาสัมผัสโดยท้าให้เซลล์นันสูญเสียแรงดันเต่งส่งผลให้เกิดการหุบหรือปิดตัวของใบเข้าหา กันอย่างรวดเร็ว 2) การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณความเข้มของแสง เช่น พืชตระกูลถั่วจะเกิดการหุบใบ ในตอนเย็น เรียกว่า ต้นไม้นอน (sleep movement) และกางใบตอนรุ่งเช้าเมื่อมีแสงสว่าง เนื่องจากกลุ่ม
  • 21.
    เซลล์พัลวีนัสที่โคนก้านใบ ในสภาวะไม่มีแสงจะท้าให้เซลล์ด้านหนึ่งสูญเสียน้าส่งผลให้แรงดันเต่งลดลง ใบจึง หุบและก้านใบลู่ลง 3)การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้าภายในเซลล์คุม (guard cell movement) ได้แก่ การปิดและเปิดของปากใบเนื่องจากการเหี่ยวและเต่งของเซลล์คุมซึ่งเป็นผลจากกระบวนการออสโมซิสออก และเข้าของน้าในเซลล์คุม ตามล้าดับ ทังนี การหุบและการใบที่เกิดจากการสัมผัส การตอบสนองตามการเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงหรือ การนอนของต้นไม้ ก็จัดเป็น nastic movement ด้วยแต่ยังน้อยกกว่าการเกิดจากแรงดังเต่ง นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและ กระบวนการของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของ พืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อ สิ่งเร้าในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป ขันสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม กับท้าใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความส้าคัญและกระบวนการของ การเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ประเภทและลักษณะของการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนอง ต่อสิ่งเร้า อีกทังการประยุกต์ใช้เนือหาบทเรียนเรื่องการเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าในการศึกษา ชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชันมัธยมศึกษาปีที่ 6 9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
  • 22.
    9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุลโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า: www.google.com 9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า: www.youtube.com 9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืชเพื่อตอบสนองต่อ สิ่งเร้า 10. บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาและอุปสรรค ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… บันทึกเพิ่มเติม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................. (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครู คศ.1 (ชีววิทยา) ครูผู้สอน
  • 23.
    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5(ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............ ใบกิจกรรม เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช คาชี้แจง ให้นักเรียนสรุปบทเรียนในรูปแบบ concept map หรือ mind map ตามความเข้าใจอย่างถูกต้อง พร้อมตกแต่งระบายสีอย่างสวยงาม
  • 24.
    แบบสังเกตการตอบคาถามและการร่วมกิจกรรมหน้าชั้น ระดับชั้น ............. เรื่อง...............................................วันที่ .......... เดือน .......................พ.ศ............. คาชี้แจง ครูผู้สอนประเมินนักเรียนโดยใช้วิธีสังเกตในขณะด้าเนินการสอน แล้วให้ระดับคะแนนดังนี 3 เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ 2 เมื่อปฏิบัติบางครัง 1 เมื่อไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติน้อยมาก ที่ ชื่อ-สกุล การตอบคาถาม การร่วมกิจกรรม การแสดงความคิดเห็น การซักถาม รวมคะแนน ระดับคะแนน 10-12 7-9 4-6 3 3 3 3 12 ดี พอใช้ ปรับปรุง ลงชื่อ...................................ผู้บันทึกการสังเกต (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครู คศ.1 (ชีววิทยา) วันที่..................................................
  • 25.
    แบบประเมินการทางานกลุ่ม รายวิชา.................... เรื่อง .............................................วันที่.......... เดือน ........................... พ.ศ............ ที่ ชื่อ-สกุล ประเด็นการประเมิน/คะเนน ระดับคะแนน ความรับผิดชอบของ แต่ละคน การมีส่วนร่วมในการ ทางาน ความคิดสร้างสรรค์ ผลงาน รวม 20-25 12-19 5-11 5 5 5 10 25 ดี พอใช้ ปรับปรุง เกณฑ์การให้คะแนน 5 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นชัดเจนดีมากเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่น 4 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นดี 3 เมื่อพฤติกรรมเทียบเท่ากันทั่วไปเป็นไปตามที่ก้าหนด 2 เมื่อพฤติกรรมไม่ค่อยโดดเด่นและต่้ากว่ามาตรฐานทั่วไป 1 เมื่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ค่อยแสดงออกหรือให้ความร่วมมือ ลงชื่อ...................................ผู้ประเมิน (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครู คศ.1 (ชีววิทยา) วันที่..................................................
  • 26.
    แบบประเมินผลงานนักเรียน ชื่อชินงาน ............................................................................................................................................................ วันที่............................... ชัน..................... ห้อง ........................ แผนการเรียน ................................................. ระดับคุณภาพ ดีมาก 11-15 คะแนน ปานกลาง 6-10 คะแนน ควรปรับปรุง 0-5 คะแนน กลุ่ม ที่ เลขที่สมาชิก กลุ่ม ผลการประเมินคะแนน ระดับ คุณภาพ ผลงาน 1. ความถูกต้อง ตามจุดประสงค์ การเรียนรู้ 2. ความ ครบถ้วนของ เนื้อหาสาคัญ 3. ความคิด สร้างสรรค์ 4. ความ สมบูรณ์ ของผลงาน 5. ความเรียบร้อย สวยงามของ ชิ้นงาน รวม คะแนน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ลงชื่อ..................................ผู้ประเมิน (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครู คศ.1 (ชีววิทยา) วันที่.................................................. เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินผลงานนักเรียน หัวข้อการประเมิน ระดับคะแนน 1 คะแนน 2 คะแนน 3 คะแนน 1. ความถูกต้องตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ ชินงานไม่ถูกต้องตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ ชินงานถูกต้องตามจุดประสงค์ การเรียนรู้บางส่วน ชินงานถูกต้องตามจุดประสงค์การ เรียนรู้ทังหมด 2. ความครบถ้วนของ เนื้อหาสาคัญ มีเนือหาส้าคัญไม่ครบถ้วน มีเนือหาส้าคัญแสดงบ้าง บางส่วน มีเนือหาส้าคัญแสดงอย่างครบถ้วน 3. ความคิดสร้างสรรค์ ผลงานมีลักษณะเหมือนตัวอย่าง ที่ครูสอนทุกประการ ผลงานมีลักษณะบางส่วนเหมือน ตัวอย่างที่ครูสอนทุกประการ ผลงานไม่มีลักษณะเหมือนตัวอย่างที่ครู สอนโดยมีรายละเอียดที่แตกต่างมากขึน 4. ความสมบูรณ์ของ ผลงาน ผลงานไม่เสร็จสมบูรณ์และใช้ เวลามากกว่าที่ก้าหนด ผลงานเสร็จสมบูรณแต่ใช้เวลา มากกว่าที่ก้าหนด ผลงานเสร็จสมบูรณและใช้เวลาตามที่ ก้าหนด 5. ความเรียบร้อย สวยงามของชิ้นงาน ชินงานไม่เรียบร้อยสวยงาม ชินงานไม่สวยงามและมีความ เรียบร้อย ชินงานสวยงามและมีความเรียบร้อย
  • 27.
    แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์นักเรียน วันที่............................... ชัน .....................ห้อง ........................ แผนการเรียน ................................................. ระดับคุณภาพ ดีมาก 9-10 คะแนน ดี 7-8 คะแนน ปานกลาง 5-6 คะแนน ควรปรับปรุง 1-4 คะแนน ลาดับ ที่ ชื่อ-สกุล นักเรียน ผลการประเมินคะแนน ระดับ คุณภาพ1. ความสนใจ 2. การแสดง ความคิดเห็น 3. การ ตอบ คาถาม 4. การ ยอมรับฟัง ผู้อื่น 5. ความ รับผิดชอบ รวม คะแนน ลงชื่อ..................................ผู้ประเมิน (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครู คศ.1 (ชีววิทยา) วันที่.................................................. เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินผลงานนักเรียน หัวข้อการประเมิน ระดับคะแนน 0 คะแนน 1 คะแนน 2 คะแนน 1. ความสนใจ ไม่มีความสนใจในการเรียนและการท้า กิจกรรม มีความสนใจในการเรียนและการ ท้ากิจกรรมแต่มีบ้างที่ต้องตักเตือน มีความสนใจในการเรียนและ การท้ากิจกรรมดีมาก 2. การแสดงความคิดเห็น ไม่เคยแสดงความคิดเห็นเลย/มีทัศนคติ ในทางลบ แสดงความคิดเห็นบ้างบางครัง/ บ่อยครังมีทัศนคติทางบวก แสดงความคิดเห็นบ่อยครัง/มี ทัศนคติทางบวกเสมอ 3. การตอบคาถาม ไม่เคยตอบค้าถามเลย ตอบค้าถามบ้างบางครัง ตอบค้าถามบ่อยครัง 4. การยอมรับฟังผู้อื่น ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นใน บางครัง ยอมรับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่นตามหลักประชาธิปไตย 5. ความรับผิดชอบ บ่อยครังที่ท้างานไม่เสร็จตาม ก้าหนดเวลาอย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร บางครังที่ท้างานไม่เสร็จตาม ก้าหนดเวลา ท้างานเสร็จตามก้าหนดเวลา
  • 28.
    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5(ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............ ใบความรู้ เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช 4.1 สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ฮอร์โมนพืช (Plant hormone) เป็นสารเคมีที่พืชสร้างขึนและสามารถล้าเลียงไปส่วนต่างๆ ของพืช เพื่อ ควบคุมการเจริญเติบโตและใช้เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชด้วย ได้แก่ ออกซิน (Auxin) จิบเบอเรลลิน (Gibberellins) ไซโตไคนิน (Cytokinins) กรดแอบซิสิค (Abscisic Acid) หรือ ABA และเอทธิลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ ฮอร์โมนพืชสามารถเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชได้และมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงทาง คุณภาพและการพัฒนาของเนือเยื่อ และอวัยวะของพืชซึ่งได้รับฮอร์โมนนัน ๆ ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทาง สรีรวิทยาที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ดังนันในการศึกษาทางด้านฮอร์โมนจึงมักศึกษาในแง่ของแหล่งและ กระบวนการสังเคราะห์ การเคลื่อนที่และเคลื่อนย้าย และปฏิกิริยาของฮอร์โมนที่มีต่อพืช ในประเทศไทยการใช้ฮอร์โมนพืชมีวัตถุประสงค์ในทางการเกษตรเพื่อให้มีผลผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิตและ คุณภาพ และเพื่อความสะดวกในการจัดการฟาร์ม 4.1.1 ออกซิน (Auxin) หรือ IAA ความรู้พืนฐานเกี่ยวกับออกซินนันเกิดขึนจากงานของ Charles Darwin ซึ่งศึกษาเรื่อง Phototropism ซึ่ง พืชจะตอบสนองต่อการได้รับแสงเพียงด้านเดียวท้าให้เกิดการโค้งเข้าหาแสง Darwin สรุปว่าเมื่อต้นกล้าได้รับ ภาพแสดงผลกระทบของฮอร์โมนต่อ การเจริญเติบโตของพืช ภาพแสดงโครงสร้างทางเคมีของ ฮอร์โมนพืช
  • 29.
    แสงจะท้าให้มี "อิทธิพล" (Influence)บางอย่างส่งผ่านจากส่วนยอดมายังส่วนล่างของโคลีออพไทล์ ท้าให้เกิด การโค้งงอเข้าหาแสง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาได้ศึกษาถึง "อิทธิพล" ดังกล่าว ต่อมา Boysen-Jensen และ Paal ได้ศึกษาและแสดงให้เห็นว่า "อิทธิพล" ดังกล่าวนีมีสภาพเป็นสารเคมี ซึ่งในสภาพที่โคลีออพไทล์ได้รับแสงเท่ากันทังสองด้าน สารเคมีนีจะเคลื่อนที่ลงสู่ส่วนล่างของโคลีออพไทล์ ใน อัตราเท่ากันทุกด้านและท้าหน้าที่เป็นสารกระตุ้นการเจริญเติบโต ในปี ค.ศ. 1926 Went ได้ท้างานทดลองและสามารถแยกสารชนิดนีออกจากโคลีออพไทล์ได้ โดยตัดส่วน ยอดของโคลีออพไทล์ของข้าวโอ๊ตแล้ววางลงบนวุ้นจะท้าให้สารเคมีที่กระตุ้นการเจริญเติบโตไหลลงสู่วุ้น เมื่อ น้าวุ้นไปวางลงที่ด้านหนึ่งของโคลีออพไทล์ที่ไม่มียอดด้านใดด้านหนึ่งจะท้าให้โคลีออพไทล์ดังกล่าวโค้งได้ เขา สรุปว่าสารเคมีได้ซึมลงสู่วุ้นแล้วซึมจากวุ้นลงสู่ส่วนของโคลีออพไทล์ วิธีการดังกล่าวนอกจากเป็นวิธีการแรกที่ แยกสารเคมีชนิดนีได้แล้ว ยังเป็นวิธีการวัดปริมาณของฮอร์โมนได้ด้วย เป็นวิธีที่เรียกว่า Bioassay สารเคมีดังกล่าวได้รับการตังชื่อว่า ออกซิน ซึ่งในปัจจุบันพบในพืชชันสูงทั่วๆ ไป และมีความส้าคัญต่อการ เจริญเติบโตของพืชสังเคราะห์ได้จากส่วนเนือเยื่อเจริญของล้าต้น ปลายราก ใบอ่อน ดอกและผล และพบมาก ที่บริเวณเนือเยื่อเจริญ โคลีออพไทด์และคัพภะรวมทังใบที่ก้าลังเจริญด้วย สรุปความส้าคัญ - เป็นฮอร์โมนที่พืชสร้างขึนจากปลายยอดหรือปลายราก เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ขยายขนาด ที่ปลายยอดออก ซินแพร่จากด้านที่มีแสงมากไปยังด้านที่มีแสงน้อยกว่า ดังนัน ด้านที่มีแสงน้อยจะมีปริมาณออกซินมากก ว่า เซลล์จึงขยายตัวได้มากกว่า ปลายยอดจึงโค้งเข้าหาแสง (positive phototropism) ตรงข้ามกับส่วน ปลายรากด้านที่มีแสงน้อยจะมีออกซินมากกว่าแต่จะส่งผลยับยังการเจริญของเซลล์ราก ส่วนด้านที่มีแสง มากจะมีออกซินน้อยกว่า เซลล์รากจึงขยายตัวมากกว่า ปลายรากจึงโค้งงอหนีแสง (negative phototropism) - ออกซินควบคุมการออกดอกของพืชบางชนิด เช่น สับปะรด ท้าให้ออกดอกเร็วขึน - ช่วยชะลอการหลุดร่วงของใบ ดอก และผล ช่วยให้รังไข่เจริญเป็นผลโดยไข่ไม่ต้องได้รับการผสม จึงท้าให้ เกิดผลไม่มีเมล็ด เรียกว่า ผลลม (parthenocarpic furit) - ออกซินความเข้มข้นระหว่าง 10-4 ถึง 10-1 ppm จะกระตุ้นการเจริญของตา ถ้าความเข้มข้นสูงกว่านีจะ ยับยังการเจริญของตาแทน - ออกซินที่ความเข้มข้นต่้าจะช่วยเร่งการแตกรากของกิ่งปักช้าหรือกิ่งตอนได้ - ออกซินช่วยในการเปลี่ยนเพศดอกของพืชบางชนิด ท้าให้เกิดผลมากขึน ผลผลิตสูงขึน อีกทังยังช่วย ป้องกันการร่วงของผลด้วย ภาพแสดงกระบวนการ ทดลองอิทธิพลของฮอร์โมน ออกซิน
  • 30.
    - ออกซินบางชนิดใช้เป็นยาปราบวัชพืชได้ เช่น2,4-D - ยับยังการเจริญของตาข้าง (Apical dominace) เนื่องจากอิทธิพลของออกซินที่เร่งการเจริญปลายยอด - กระตุ้นการยืดตัวของเซลล์ตามยาว (cell elongation) และการขยายขนาดของผนังเซลล์ (cell wall expansion) 4.1.2 ไซโทไคนิน (cytokinin) หรือ BA การค้นพบฮอร์โมนในกลุ่มนีเริ่มจากการศึกษาการเพาะเลียงเนือเยื่อ โดยในปี ค.ศ. 1920 Haberlandt ได้ แสดงให้เห็นว่ามีสารชนิดหนึ่งเกิดอยู่ในเนือเยื่อพืชและกระตุ้นให้เนือเยื่อพาเรนไคมาในหัวมันฝรั่งกลับ กลายเป็นเนือเยื่อเจริญได้ ซึ่งแสดงว่าสารชนิดนีสามารถกระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์ ต่อมามีการพบว่าน้า มะพร้าวและเนือเยื่อของหัวแครอทมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการแบ่งเซลล์เช่นกัน นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน เช่น Skoog และ Steward ท้าการทดลองในสหรัฐอเมริกา โดยศึกษาความ ต้องการสิ่งที่ใช้ในการเจริญเติบโตของกลุ่มก้อนของเซลล์ (Callus) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มี การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพเกิดขึนของ pith จากยาสูบและรากของแครอท จากผลการทดลองนีท้าให้รู้จัก ไซโตไคนินในระยะปี ค.ศ. 1950 ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืชที่จ้าเป็นต่อการแบ่งเซลล์และการเปลี่ยนแปลงทาง คุณภาพของเนือเยื่อ ในปัจจุบันพบว่าไซโตไคนิน ยังเกี่ยวข้องกับการเสื่อมสภาพ (Senescence) และการ ควบคุมการเจริญของตาข้างโดยตายอด (Apical Dominance) แม้ว่าไคเนติน BA และ PBA เป็นสารที่ไม่พบในต้นพืชแต่สารที่เกิดตามธรรมชาติและสารสังเคราะห์หลาย ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนไคเนตินนัน เรียกโดยทั่วๆ ไปว่า ไซโตไคนิน ซึ่งเป็นสารที่เมื่อมีผลร่วมกับออกซิน แล้วจะเร่งให้เกิดการแบ่งเซลล์ในพืช ภาพแสดงอิทธิพลของฮอร์โมนออกซิน ภาพแสดงผลโดยรวมของฮอร์โมนไซโทไคนินที่มีต่อพืช
  • 31.
    สรุปความส้าคัญ - เป็นฮอร์โมนพืชที่สร้างมาจากกลุ่มเซลล์เนือเยื่อเจริญปลายราก ,ผลอ่อนและยังพบได้ในน้ามะพร้าวและ สารที่สกัดได้จากยีสต์ - กระตุ้นการแบ่งเซลล์และการเจริญเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เช่น ในล้าต้นและราก จากการเพาะเลียง เนือเยื่อพืชในอาหารเลียงที่มีไซโทไคนิน พบว่า เนือเยื่อจะถูกชักน้าให้เกิดการแบ่งเซลล์และสร้างแคลลัส (callus) อย่างรวดเร็ว แต่ในรากพืชต้องการออกซินร่วมกับไซโทไคนินซึ่งกระตุ้นแบ่งเซลล์ราก - เร่งการขยายตัวของเซลล์ท้าให้เซลล์ขยายใหญ่ขึน แต่ในรากที่มีปริมาณไซโทไคนินมากเกินไปจะยับยังการ ยืดยาวของเซลล์ได้ - ส่งเสริมการสร้างและการเจริญของตา ท้าให้ตาข้างเจริญออกมาเป็นกิ่งซึ่งจะตรงข้ามกับผลของออกซินที่ ยับยังการเจริญของตาข้าง - ช่วยในการงอกของเมล็ด (seed germination) โดยการกระตุ้นเมล็ดและตาข้างที่อยู่ในระยะพักตัว (dormancy) ท้าให้เกิดการงอก - กระตุ้นให้เกิดหน่อใหม่และตาใหม่ จึงนิยมใช้มากในกระบวนการเพาะเลียงเนือเยื่อพืช - กระตุ้นการเจริญของกิ่งแขนงและชะลอการแก่ของผลท้าให้ยืดอายุการเก็บผลผลิตได้นาน - ช่วยให้พืชผักสามารถรักษาความสดได้นาน เนื่องจากไซโทไคนินมีผลในการลดอัตราการหายใจ - ช่วยในการเคลื่อนย้ายอาหารจากส่วนอื่นๆ ของพืชให้สามารถกระจายไปได้ทั่วต้น - ป้องกันไม่ให้คลอโรฟิลล์ถูกท้าลายได้ง่าย ใบจึงมีอายุยาวขึน อีกทังยังช่วยยืดอายุไม้ตัดดอกบางชนิดได้ ภาพแสดงผลของฮอร์โมนไซโทไคนินและออกซินในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช 4.1.3 จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) หรือ GA การค้นพบกลุ่มของฮอร์โมนพืชที่ปัจจุบันเรียกว่าจิบเบอเรลลินนัน เกิดประมาณ ปี 1920 เมื่อ Kurosawa นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ศึกษาในต้นข้าวที่เป็นโรค Bakanae หรือโรคข้าวตัวผู้ ซึ่งเกิดจากเชือรา ภาพแสดงอิทธิพลของ ฮอร์โมนไซโทไคนิน
  • 32.
    Gibberella fujikuroi หรือFusarium moniliforme ซึ่งท้าให้ต้นข้าวมีลักษณะสูงกว่าต้นข้าวปกติ ท้าให้ล้ม ง่าย จากการศึกษาพบว่า ถ้าเลียงเชือราในอาหารเลียงเชือเหลวแล้วกรองเอาเชือราออกไปเหลือแต่อาหาร เลียงเชือ เมื่อน้าไปราดต้นข้าวจะท้าให้ต้นข้าวเป็นโรคได้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่า เชือราชนิดนีสามารถสร้างสารบาง ชนิดขึนในต้นพืชหรือในอาหารเลียงเชือ ซึ่งกระตุ้นให้ต้นข้าวเกิดการสูงผิดปกติได้ในปี 1939 ได้มีผู้ตังชื่อสารนี ว่าจิบเบอเรลลิน การค้นพบจิบเบอเรลลิน เกิดขึนในช่วงเดียวกับที่พบออกซิน การศึกษาส่วนใหญ่จึงเน้นไป ทางออกซิน ส่วนการศึกษาจิบเบอเรลลินในช่วงแรกจะเป็นไปในแง่ของโรคพืช ในการศึกษาขันแรกค่อนข้าง ยากเพราะมักจะมีกรดฟิวซาริค (Fusaric Acid) ปะปนอยู่ซึ่งเป็นสารระงับการเจริญเติบโต ความรู้เกี่ยวกับ โครงสร้างและส่วนประกอบทางเคมีของจิบเบอเรลลินนันได้รับการศึกษาในปี 1954 โดยนักเคมีชาวอังกฤษซึ่ง สามารถแยกสารบริสุทธิ์จากอาหารเลียงเชือรา Gibberella fujikuroi และเรียกสารนีว่ากรดจิบเบอเรลลิค (Gibberellic Acid) GA เป็นฮอร์โมนที่พบในพืชชันสูงทุกชนิด นอกจากนันยังพบในเฟิร์น สาหร่าย และเชือรา บางชนิด แต่ไม่พบในแบคทีเรีย ภาพแสดงผลของเชื้อรา Gibberella fujikuroi ที่มีต่อพืช สรุปความส้าคัญ - เป็นฮอร์โมนพืชที่สร้างมาจากกลุ่มเซลล์เนือเยื่อเจริญเหนือข้อ ,บริเวณใบอ่อน และเอ็มบริโอ - กระตุ้นการเจริญของเซลล์ระหว่างข้อปล้อง (intercalary meristem) ท้าให้ต้นไม้สูง - กระตุ้นการงอกของเมล็ดและตา โดยการท้าลายการพักตัวของเมล็ดและตา - เพิ่มการติดผลและการเกิดดอกให้เร็วขึนส้าหรับพืชวันยาว (long-day plant) เช่น ผักกาดหอม กะหล่้าปลี - ช่วยเปลี่ยนเพศของดอกตัวผู้ให้กลายเป็นดอกตัวเมียของพืชตระกูลแตง - ช่วยยืดช่อผลขององุ่น ท้าให้ช่อมีขนาดใหญ่ ลูกองุ่นไม่เบียดกันมากนักท้าให้ผลผลลิตดีมีคุณภาพสูง 4.1.4 แก๊สเอทีลีน (Ethylene) เป็นฮอร์โมนพืชซึ่งควบคุมการเจริญเติบโตในหลายแง่ เช่น การพัฒนา การเสื่อมสลาย ขึนอยู่กับเวลาและ สถานที่ ซึ่งเกิดเอทธิลีนขึนมา ผลของเอทธิลีนมีทังในแง่ที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อพืช เอทธิลีนเป็น ภาพแสดงอิทธิพลของฮอร์โมนจิบเอบเรลลิน
  • 33.
    ฮอร์โมนที่มีสภาพเป็นก๊าซซึ่งรู้จักกันมานานแล้ว จากการบ่มผลไม้ ในปี1934 ได้มีการพิสูจน์ให้เห็นว่าเอทธิลีน เป็นก๊าซที่สังเคราะห์ขึนโดยพืชและสามารถเร่งกระบวนการสุกได้ ต่อมาพบว่าการก่อกองไฟใกล้ๆ สวนมะม่วง และสับปะรดจะกระตุ้นให้ออกดอกได้ ซึ่งสารที่ท้าให้เกิดการออกดอก คือ เอทธิลีนนั่นเอง เอทธิลีนเป็น ฮอร์โมนพืชที่ส้าคัญในด้านหลังเก็บเกี่ยวด้วย ต่อมาพบว่า ดอก เมล็ด ใบ และรากพืชสามารถสังเคราะห์เอทธิลีนได้ เช่น ในเซเลอรี่ พันธุ์ซึ่งต้นขาวเอง (Self blanching) พบว่า เซเลอรี่สามารถสร้างเอทธิลีนมาก้าจัดสีเขียวที่ก้านได้ นอกจากนันในปี 1935 ยัง พบว่า การให้ออกซินกับพืชอาจจะกระตุ้นให้พืชสร้างเอทธิลีนได้ ซึ่งเป็นค้าอธิบายได้ชัดเจนส้าหรับกรณีที่เมื่อ ให้ออกซินกับพืชแล้วพืช ตอบสนองเหมือนกับได้รับเอทธิลีน ออกซินกับเอทธิลีนนันเมื่อให้กับพืชมักจะให้ผล ส่งเสริมกัน ส่วนของพืชที่พบเอทธิลีนมากคือ ใบแก่ ผลไม้สุกและเนือเยื่อที่อยู่ภายใต้สภาพความเครียด (Stress) สรุปความส้าคัญ - เป็นฮอร์โมนพืชเพียงชนิดเดียวที่มีสถานะเป็นแก๊ส ซึ่งเกิดจากกระบวนการเมทาบอลิซึมของพืชบริเวณ เนือเยื่อของผลไม้ใกล้สุก, บริเวณข้อ และใบแก่ โดยมีสารต้นก้าเนิดมาจากกรดอะมิโนเมไทโอนีน ปัจจุบัน นิยมใช้แก็สอะเซทิลีน (acetylene) แทนเนื่องจากหาได้ง่ายกว่าและมีสมบัติใกล้เคียงกัน - เร่งการสุกของผลไม้บางชนิดได้ (climacteric fruit) เช่น มะม่วง กล้วย ละมุด นอกจากนี ยังสามารถเร่ง การแก่ของผลไม้บนต้นได้ด้วย - กระตุ้นการออกดอกของพืชพวกสับปะรด และการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดโดยท้าลายการพักตัวเมล็ด - กระตุ้นการหลุดร่วงของใบและการผลัดใบตามฤดูกาล นอกจากนี ยังสามารถกระตุ้นการเกิดรากฝอยและ รากแขนงของพืชบางชนิดได้ - กระตุ้นการไหลของน้ายางพารา และช่วยเพิ่มปริมาณน้ายางมะละกอเพื่อใช้ในการผลิตเอนไซม์พาเพน (papain) ในเชิงอุตสาหกรรม ภาพแสดงอิทธิพลของฮอร์โมนแก๊สเอทีลีน ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงปริมาณของแก๊ส เอทิลีนระหว่างการสุกของผลไม้
  • 34.
    4.1.5 กรดแอบไซซิก (abscisicacid) หรือ ABA ในการศึกษาถึงการร่วงของใบ การพักตัวของตาและเมล็ดในช่วงปี ค.ศ. 1950-1960 นัน ชีให้เห็นว่า เป็นไปได้ว่ามีสารระงับการเจริญปรากฏอยู่ในต้นพืช โครงสร้างของสารเคมีดังกล่าวถูกค้นพบในปี 1965 ในผล และใบของฝ้าย สารเคมีดังกล่าวได้รับการตังชื่อว่า กรดแอบซิสิค หรือ ABA และพบว่าเป็นสารจ้าพวกเซสควิ เทอร์พีนอยด์ โมเลกุลของ ABA ประกอบด้วย asymmetric carbon atom จึงสามารถแสดงลักษณะของ optical isomerism ได้ อย่างไรก็ตามในสภาพธรรมชาติ ABA จะเกิดเพียงชนิด (+) enantiomorph เท่านัน ABA ยัง แสดงลักษณะ geometric isomerism ได้ด้วย side chain จะเป็น trans รอบๆ คาร์บอนต้าแหน่งที่ 5 เสมอ แต่โมเลกุลสามารถเป็นได้ทัง cis- หรือ trans รอบๆ คาร์บอนต้าแหน่งที่ 2 ABA ส่วนใหญ่ที่พบในพืชจะเป็น (+)-2-cis ABA แม้ว่าจะพบ (+)-2-trans ABA บ้างแต่น้อยมาก ดังนันรูป (+)-2-cis ของ ABA จึงมักหมายถึง ABA ทั่ว ๆ ไป ABA ถูกแยกออกจากพืชหลายชนิดทังแองจิโอสเปิร์มส์ จิมโนสเปิร์มส์ เฟินและมอส (Angiosperms, Gymnosperms, Ferns และ Mosses) สรุปความส้าคัญ - เป็นฮอร์โมนพืชที่มีสมบัติเป็นกรด ซึ่งถูกสร้างขึนจากเนือเยื่อบริเวณรากโดยเฉพาะที่หมวกราก ,ล้าต้น, ใบ แก่ และผลดิบ ซึ่งสามารถพบได้ในพืชทุกชนิด - กระตุ้นการหลุดร่วงของใบและผลที่แก่เต็มที่ และท้าให้พืชมีความยาวปล้องลดลง ใบมีขนาเล็กลง อีกทังยัง ท้าให้เซลล์ในเนือเยื่อเจริญหยุดแบ่งตัว - ยับยังการเจริญและการยืดตัวของเซลล์บริเวณตา และกระตุ้นให้เกิดการปิดปากใบโดยเฉพาะในสภาวะที่ พืชขาดน้า - ยับยังการแตกใบอ่อนและการงอกของเมล็ดส่งผลให้เมล็ดเกิดการพักตัว (seed dormancy) ท้าให้พืชมี ความสามารถในการทนต่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมดียิ่งขึน ภาพแสดงอิทธิพลของฮอร์โมนกรดแอบไซซิค ภาพแสดงสูตรโครงสร้างเคมี ของกรดแอบไซซิกและ abscission layer
  • 35.
    4.2 การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม พืชไม่มีการเคลื่อนที่เหมือนสัตว์ ส่วนใหญ่พืชมีแต่การเคลื่อนไหวเมื่อเกิดการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมหรือ สิ่งเร้าที่มากระตุ้นโดยการเคลื่อนไหวของพืชนีสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การเคลื่อนไหวที่เกิด จากการเจริญเติบโต และการเคลื่อนไหวเนื่องจากแรงดังเต่ง
  • 36.
    4.2.1 การเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดจากการเจริญเติบโต (growthmovement) 1) การเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายในหรือการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ (autonomic movement) มีสิ่งเร้าภายในพืชเองเป็นตัวกระตุ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอก แบ่งเป็น - การเอนหรือแกว่งยอดไปมา (nutation movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึนเฉพาะส่วนปลายยอดพืช ที่มีกลุ่มเซลล์ของแต่ละด้านบริเวณยอดพืชเจริญเติบโตไม่เท่ากัน เช่น ต้นถั่ว - การบิดล้าต้นเป็นเกลียว (spiral movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่ปลายยอดเนื่องจากการเจริญเติบโตไม่ เท่ากันของแต่ละด้านท้าให้เกิดการบิดเป็นเกลียวรอบแกนเพื่อพยุงล้าต้นขณะเจริญเติบโต เช่น การพันหลัก ของมะลิวัลย์ พริกไทย พลู เป็นต้น 2) การเคลื่อนไหวที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (Stimulus movement) แบ่งเป็น 2.1) ทรอปิซึม (tropic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางสัมพันธ์กับทิศทางสิ่งเร้า ถ้า เป็นการเคลื่อนไหวเข้าหาสิ่งเร้า เรียกว่า positive tropism แต่ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวออกจากสิ่งเร้า เรียกว่า negative tropism ซึ่งเราสามารถจ้าแนกได้ตามชนิดของสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้น ได้แก่ - แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งเร้า (gravitropism) เช่น รากพืชเคลื่อนไหวเข้าหาแรงโน้มถ่วง (positive gravitropism) ส่วนยอดพืชเคลื่อนไหวหนีแรงโน้มถ่วง (negative gravitropism) - แสงเป็นสิ่งเร้า (phototropism) เช่น ยอดพืชเอนเข้าหาบริเวณที่มีแสงสว่าง (positive phototropism) ส่วนรากพืชเอนหนีออกจากบริเวณที่มีแสงสว่าง (negative phototropism) ภาพแสดงการเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายใน
  • 37.
    - สารเคมีเป็นสิ่งเร้า (chemotropism)เช่น การงอกของหลอดละอองเรณุไปยังรังไข่ของพืชมีดอกโดยมี สารละลายน้าตาลเป็นตัวกระตุ้น (positive chemotropism) การเจริญของรากที่เบนออกห่างจากบริเวณที่มี ปริมาณเกลือสูงหรือดินเค็ม (negative chemotropism) - น้าหรือความชื้อเป็นสิ่งเร้า (hydrotropiasm) เช่น รากพืชจะเจริญเข้าหาบริเวณที่มีน้าหรือความชืนสูง (positive hydrotropism) - อุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า (thermotropism) เช่น การออกดอกหรือการงอกของเมล็ดพืชบางชนิดจ้าเป็นต้อง อาศัยอุณหภูมิต่้าเป็นตัวกระตุ้น - สัมผัสเป็นสิ่งเร้า (Thigmotropism) เช่น การเจริญของมือเกาะ (tendril) ของพืชบางชนิดยื่นออกไปจาก ล้าต้นไปยึดสิ่งที่สัมผัสหรือต้นไม้อื่นหรือหลัก เพื่อเป็นการพยุงล้าต้น เช่น ต้าลึง องุ่น เป็นต้น 2.2) นาสตี้ (nastic movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า เป็นการตอบสนองของพืชที่มีทิศทางคงที่ ตัวอย่างเช่น ภาพแสดงการเคลื่อนไหวเนื่องจากสิ่งเร้าภายนอก
  • 38.
    ภาพแสดงการม้วนงอของใบจากการทางานของ bullform cell -การบานของดอกไม้ (Epinasty) และ การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ทางด้านนอก และด้านในของกลีบดอกขยายขนาดไม่เท่ากัน ดอกจะบานเมื่อกลุ่มเซลล์ทางด้านในของกลีบดอกขยายขนาด มากกว่าด้านนอก ส่วนดอกจะหุบลงเพราะกลุ่มเซลล์ทางด้านนอกของกลีบดอกขยายขนาดมากกว่าด้านใน - แสงเป็นสิ่งเร้า (Photonasty) และอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า (thermonasty) เป็นปัจจัยที่มีความต่อเนื่อง เกี่ยวข้องกัน เช่น ดอกบัวส่วนมากจะหุบในเวลาตอนกลางคืนและบานในเวลาตอนกลางวัน ตรงข้ามกับดอก กระบองเพชรซึ่งเป็นพืชทะเลทรายส่วนมากจะบานในเวลากลางคืนและหุบในเวลากลางวันเพื่อลดการสูญเสีย น้าเนื่องจากกลางวันมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง นอกจากนี การบานของดอกบางชนิดจะต้องอาศัยระดับอุณภูมิที่ เหมาะสม เช่น ดอกบัวสวรรค์ บัวจีน ทิวลิป เป็นต้น - สัมผัสเป็นสิ่งเร้า (thigmonasty) เช่น เมื่อแมลงมาสัมผัสขนที่ใบหยาดน้าค้างหรือใบกาบหอยแครง แมลง ตัวนันจะถูกใบของพืชเหล่านันดักจับไว้จากกระบวนการหุบใบอย่างรวดเร็ว นอกจากนี การหุบใบของต้น ไมยราบที่เข้าหากันอย่างรวดเร็วเมื่อถูกสัมผัสหรือแตะเพียงเบาๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน 4.2.2 การเคลื่อนไหวของพืชที่เกี่ยวข้องกับแรงดันเต่ง (turgor movement) ภาพแสดงการเคลื่อนไหวมีทิศทางไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่งในเซลล์พืช
  • 39.
    แรงดันเต่งที่เกิดขึนมาจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้าภายในเซลล์โดยอาศัยกระบวนการออสโมซิส (osmosis) ของน้าเข้าสู่เซลล์ท้าให้เซลล์เต่งขึน แบ่งออกเป็น 1)การเคลื่อนไหวจากการสัมผัส (contract movement) - พืชบางชนิดจะมีเซลล์ที่โคนก้านใบซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์อื่นๆ เรียกว่า พัลวีนัส (pulvinus) เซลล์นีจะ ไวต่อการกระตุ้นอย่างมาก ท้าให้แรงดันเต่งภายในเซลล์ลดลงส่งผลให้ใบหุบลง เช่น ใบไมยราบ - พืชกินแมลง เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดน้าค้าง จะมีเซลล์ที่ไวต่อการดัก จับแมลงเมื่อแมลงเข้ามาสัมผัสโดยท้าให้เซลล์นันสูญเสียแรงดันเต่งส่งผลให้เกิดการหุบหรือปิดตัวของใบเข้าหา กันอย่างรวดเร็ว 2) การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณความเข้มของแสง เช่น พืชตระกูลถั่วจะเกิดการ หุบใบในตอนเย็น เรียกว่า ต้นไม้นอน (sleep movement) และกางใบตอนรุ่งเช้าเมื่อมีแสงสว่าง เนื่องจาก กลุ่มเซลล์พัลวีนัสที่โคนก้านใบ ในสภาวะไม่มีแสงจะท้าให้เซลล์ด้านหนึ่งสูญเสียน้าส่งผลให้แรงดันเต่งลดลง ใบ จึงหุบและก้านใบลู่ลง 3) การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้าภายในเซลล์คุม (guard cell movement) ได้แก่ การปิดและเปิดของปากใบเนื่องจากการเหี่ยวและเต่งของเซลล์คุมซึ่งเป็นผลจากกระบวนการออสโมซิสอ อกและเข้าของน้าในเซลล์คุม ตามล้าดับ ทังนี การหุบและการใบที่เกิดจากการสัมผัส การตอบสนองตามการเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงหรือ การนอนของต้นไม้ ก็จัดเป็น nastic movement ด้วยแต่ยังน้อยกกว่าการเกิดจากแรงดังเต่ง .............................................................................................................................. ภาพแสดงการทางานของกลุ่มเซลล์พัลวีนัสที่โคนก้านใบ @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@ ภาพแสดงการเคลื่อนไหวของพืชที่เกี่ยวข้องกับแรงดันเต่ง
  • 40.
    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5(ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............ แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช 1. จากสถานการณ์ที่ก้าหนดให้ต่อไปนี ข้อใดถูกต้อง (1) ยับยั้งการเจริญของตาด้านข้าง (2) ผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น (3) ทาให้ช่อองุ่นขนาดใหญ่ขึ้น (4) ทาให้ผลไม้เกิดการสุกพร้อมกัน (5) เร่งการเจริญของเนื้อเยื่อในการเพาะเลี้ยง ก. IAA : (3),(4) และ (5) ข. GA : (2) และ (3) ค. 2,4-D : (1) และ (5) ง. ABA : (1) ,(2) และ (4) 2. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. ส้าหรับกลุ่ม callus นัน auxin เร่งราก ส่วน cytokinin เร่งยอด ข. auxin กระตุ้นการเจริญตาข้าง ส่วน cytokinin ยับยังการเจริญตาข้าง ค. gibberellin ท้าให้เมล็ดพักตัว abscisic acid เร่งการงอกของเมล็ด ง. ethylene ชะลอการร่วงของใบ ส่วน abscisic acid เร่งการร่วงของใบ 3. ตัวเลือกในข้อใดที่เป็นเหตุการณ์ที่พืชตอบสนองโดยอาศัยปัจจัยแรงดันเต่ง (1) การปิดฝาของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง (2) การหุบใบของต้นกาบหอยแครง (3) การบานออกของดอกคาร์เนชัน (4) การหันตามแสงของดอกทานตะวัน ก. (1) (2) และ (4) ข. (2) และ (3) ค. (1) และ (2) ง. (1) (2) (3) และ (4) 4. ตัวเลือกใดถูกต้องเกี่ยวกับ pulvinus (1) เป็นกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่ มีผนังหนาและมีคลอโรพลาสต์ (2) เป็นกลุ่มเซลล์ที่มีความไวต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น (3) แรงสั่นสะเทือนมีผลทาให้น้าใน pulvinus สูญเสียไป (4) ทาให้เกิดการนอนของต้นจามจุรีและต้นก้ามปู ก. (1) และ (2) ข. (2) และ (3) ค. (1) (2) และ (3) ง. (2) (3) และ (4) 5. การตอบสนองในข้อใดที่มีความสัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า (1) ต้นตาลึงสร้างมือเกาะกับรั้วบ้าน (2) ต้นวาสนาส่งกลิ่นหอมยามค่าคืน (3) ดอกบัวในอ่างบานทุกเช้า ก. (1) เท่านัน ข. (3) เท่านัน ค. (1) และ (3) ง. (1) (2) และ (3)
  • 41.
    6. แผนภาพแสดงการตอบสนองของปลายยอดของพืชชนิดหนึ่ง X และY คืออะไร ตามล้าดับ ก. แสง และ ออกซิน ข. แร่ธาตุ และ ไซโทไคนิน ค. กระแสลม และ เอทิลีน ง. อุณหภูมิ และ จิบเบอเรลลิน 7. จากภาพปริมาณออกซินมีผลต่อการเจริญของเนือเยื่อแต่ละบริเวณแตกต่างกัน บริเวณ (1) (2) และ (3) คือ ข้อใดตามล้าดับ ก. ราก ,ล้าต้น ,ใบ ข. ดอก ,ราก ,ล้าต้น ค. ตา ,ราก ,ใบ ง. ล้าต้น ,ราก ,ตา จากสิ่งที่ก้าหนดให้ต่อไปนี จงตอบค้าถามข้อ 8-9 (1) gravitropism (2) thigmotropism (3) hydrotropism (4) thermotropism (5) nutation (6) nastic movement (7) phototropism (8) chemotropism 8. การเคลื่อนที่ซึ่งเกิดจากความเข้มข้นของฮอร์โมนออกซินไม่เท่ากันและการปิดเปิดของปากใบจัดเป็น ลักษณะดังข้อใด ตามล้าดับ ก. (1) และ (4) ข. (3) และ (5) ค. (2) และ (8) ง. (7) และ (6) 9. การที่ปลายยอดของต้นถั่วเคลื่อนไหวแบบสั่นหรือโยกไปมาในขณะที่เจริญเติบโตจนเกิดการเคลื่อนที่แบบ พันเป็นเกลียว เรียกว่าอะไรและมีสาเหตุมาจากสิ่งใด ก. (5) ด้านสองด้านของล้าต้นเจริญเติบโตได้ไม่เท่ากัน ข. (1) ด้านทังสองด้านได้รับแสงในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ค. (8) ด้านทังสองด้านได้รับสารเคมีบางอย่างไม่เท่ากัน ง. (3) ความเต่งของแรงดันที่บริเวณปลายยอดไม่เท่ากัน 10. ฮอร์โมนคู่ใดที่ถูกน้ามาใช้ในการเพาะเลียงเนือเยื่อพืชเพื่อให้ได้ต้นที่สมบูรณ์ ก. ออกซินและจิบเบอเรลลิน ข. ออกซินและไซโทไคนิน ค. จิบเบอเรลลินและไซโทไคนิน ง. จิบเบอเรลลินและเอทิลีน X Y ความเข้มข้นของออกซิน (ppm) 0 %กระตุ้น%ยับยั้ง (1) (2) (3)
  • 42.
    11. เราสามารถพบสารควบคุมการเจริญเติบโต ABAในปริมาณมากที่บริเวณส่วนใดของต้นพืชบ้าง (1) ใบที่กาลังจะร่วง (2) ใบที่เหี่ยวเพราะขาดน้า (3) ใบอ่อน (4) เมล็ดพืชที่กาลังงอก (5) เมล็ดพืชในระยะพักตัว (6) เมล็ดอ่อน ก. (1) และ (3) ข. (3) และ (4) ค. (1) (2) และ (6) ง. (1) (2) และ (5) 12. จากสถานการณ์ที่ก้าหนดให้ข้อใดจับคู่ความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์กับรูปแบบการตอบสนอง คือ A = tropic movement , B = nastic movement ได้ถูกต้อง (1) การแตกของผลต้อยติ่งเมื่อถูกน้าฝน (2) การเจริญของรากและลาต้น (3) การพันหลักของต้นพลูด่าง (4) การเปิด-ปิดของปากใบคายน้า (5) การงอกของหลอดละอองเรณู (6) การหุบการบานของดอกไม้ ก. A = 2 ,3 ,5 / B = 1 ,4 ,6 ข. A = 1 ,3 ,6 / B = 2 ,4 ,5 ค. A = 2 ,3 ,6 / B = 1 ,4 ,5 ง. A = 1 ,4 ,5 / B = 2 ,3 ,6 13. การปักช้าพืชบางชนิด มักใช้กิ่งที่มีใบและยอด ที่ท้าเช่นนีเพราะเหตุผลใด ก. ใบช่วยดูดซับน้าเอาไว้ท้าให้กิ่งปักช้าแข็งแรงและออกรากได้เร็ว ข. ส่วนของยอดมีการสร้างฮอร์โมนออกซิน ส่งลงมาเร่งการเกิดราก ค. ส่วนของยอดมีการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน ส่งลงมาเร่งการเกิดราก ง. ส่วนของใบมีการสร้างอาหารและฮอร์โมนไซโทไคนิน ส่งลงมาเร่งการเกิดราก 14. เหตุการณ์ใดที่ไม่ใช่ผลจากการตอบสนองสิ่งเร้าของพืช (1) การเจริญของยอดอ่อนเข้าหาแสง (2) การผสมละอองเรณูโดยแมลง (3) การกระจายของเมล็ดด้วยลม (4) การจับแมลงของต้นกาบหอยแครง ก. (1) และ (2) ข. (1), (2) และ (4) ค. (2) และ (3) ง. (1), (3) และ (4) 15. เด็กหญิงกะทกรกสังเกตดอกไม้ประหลาดในสวนหลังบ้าน พบว่า มันบานในตอนเช้าและหุบในตอนเย็น หน้าซ้ายังหันหน้าเข้าดวงอาทิตย์อยู่เสมอๆ นักเรียนจะอธิบายให้เด็กหญิงกะทกรกฟังได้ว่าเกิดจากการ ตอบสนองรูปแบบใด (1) phototropism (2) thigmotropism (3) photonasty (4) thigmonasty ก. (1) เหมือนกัน ข. (3) และ (1) ค. (1) (2) และ (3) ง. (1) (2) (3) และ (4) 16. กระบวนการในข้อใดเกี่ยวข้องกับทิศทางของแสง ก. Photosynthesis ข. Phototropism ค. Photoperiodism ง. Photorespiration 17. การปิดเปิดของปากใบอันเนื่องมาจากการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกับข้อใด 1. ดอกทางตะวันเบนเข้าหาแสง 2. การนอนหรือหุบของใบเมื่อแสงลดลง 3. การบานในตอนเช้าและหุบในตอนเย็นของดอกไม้บางชนิด ก. 2 ข. 1 และ 2 ค. 1 และ 3 ง. 2 และ 3
  • 43.
    18. การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชในข้อใดเกี่ยวข้องกับออสโมซิส 1. การปิด-เปิดของปากใบ 2.การหุบ-กางของใบจามจุรี 3. การเกาะกับวัตถุของมือเกาะต้นต้าลึง ก. 1 ข. 1 2 ค. 2 3 ง. 1 2 3 19. การปักช้าของพืชบางชนิด มักใช้กิ่งที่มีใบและยอด ที่ท้าเช่นนีเพราะเหตุใด ก. ใบช่วยดูดซับน้าเอาไว้ท้าให้กิ่งปักช้าแข็งแรงและออกรากได้เร็ว ข. ส่วนของยอดมีการสร้างฮอร์โมนออกซินส่งลงมาเร่งการเกิดราก ค. ส่วนของยอดมีการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลินส่งลงมาเร่งการเกิดราก ง. ส่วนของใบมีการสร้างอาหารและฮอร์โมนไซโทไคนิน ส่งลงมาเร่งดารเกิดราก 20. สารเคมีข้อใดไม่สามารถสกัดได้จากสิ่งมีชีวิต 1. IAA 2. NAA 3. IBA 4. GA ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3 ค. 3 และ 4 ง. 1 และ 4 @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............ กระดาษคาตอบแบบทดสอบ เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช  ก่อนเรียน วันที่...........................  หลังเรียน วันที่........................... ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ก ข ค ง ข้อ 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 ก ข ค ง ได้ .......................คะแนน คะแนนเต็ม 20 คะแนน ลงชื่อ..................................................ผู้ตรวจ (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครูผู้สอน วันที่ตรวจ............................................
  • 44.
    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 3(ว30243) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชัน............ห้อง............เลขที่............ ใบงาน เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนที่ของพืช ตอนที่ 1 จงนาตัวอักษรหน้าข้อความทางขวามือที่สัมพันธ์กับข้อความทางซ้ายมือ 1.จิบเบอเรลลิน (gibberellin) A. เป็นฮอร์โมนที่ผลิตในช่วงที่ผลไม้กาลังสุก 2. ซีเอทิน (Zeatin) B. การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแรงดัน เต่ง (turgor pressure) 3. ไซโทไคนิน (cytokinin) C. เอทิลีน (ethylene) 4. ออกซิน (Auxin) D. เป็นการเคลื่อนไหวของพืชที่เกิดขึ้นจากการ เจริญเติบโตอย่างมีทิศทางสัมพันธ์กับสิ่งเร้าภายนอก 5. กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) E. เป็นการเคลื่อนที่ของพืชเนื่องจากปลายยอดมีการ แบ่งเซลล์สองด้านของลาต้นไม่เท่ากัน 6. ทรอปิกมูฟเมนต์ (tropic movement) F. น้ามะพร้าว 7.เอทิลีน (ethylene) G.เป็นฮอร์โมนกระตุ้นการแบ่งเซลล์ 8. แนสติกมูฟเมนต์ (nastic movement) H. ช่วยยืดช่อผลและปรับปรุงคุณภาพขององุ่น 9. เป็นฮอร์โมนมีสมบัติเป็นแก๊ส I. เป็นฮอร์โมนที่มีอิทธิพลต่อการเกิดราก 10. นิวเทชันมูฟเมนต์ (nutation movement) J. เป็นฮอร์โมนที่ยับยั้งการเจริญและยืดตัวของเซลล์ ตอนที่ 2 จงเขียนเครื่องหมาย  หรือ  หน้าข้อความทางซ้ายมือ หากข้อความไม่ถูกต้องให้แก้ไข ข้อความลงในบรรทัดด้านล่างให้ถูกต้อง ……………1. ออกซินเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเนือเยื่อเจริญบริเวณปลายยอด และใบอ่อน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………….2. ไซโทไคนินเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เซลล์มีการยืดตัว (cell elongation) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………….3. ออกซินมีอิทธิพลต่อการเกิดรากของกิ่งตัดของพืช ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………..4. ถ้าพืชขาดไซโทไคนินจะท้าให้ล้าต้นเตียแคระ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
  • 45.
    ……………..5. จิบเบอเรลลินกระตุ้นการร่วงของใบ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………….6. กรดแอบไซซิกเป็นสารเคมีที่เป็นสัญญาณให้พืชเข้าสูสภาพการเสื่อมตามอายุ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………7.รากพืชจะเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก (positive gravitropism) ส่วนยอดพืชจะเจริญในทิศ ทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลก (negative gravitropism) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………...8. การเบนเนื่องจากแสงหรือการเบนตามแสง (phototropism) เช่นการเจริญของปลายรากพืช ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………..9 ใบพืชวงศ์ถั่ว เช่นกระถิน แค มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มแสงจึงพบว่าใบจะหุบในเวลา พลบค่้า และกางออกในเวลารุ่งเช้าที่มีแสงสว่าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………..10. กลุ่มเซลล์พัลไวนัส (pulvinus) เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ผนังหนามีความไวสูงต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เช่นการสัมผัส ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตอนที่ 3 จงเขียนข้อความตอบคาถามต่อไปนี้ 1. จงอธิบายการหุบและการบานของดอก ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. เหตุใดเมื่อสัมผัสไมยราพแล้วเกิดการหุบของใบ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. เหตุใดเมื่อตัดยอดท้าให้ต้นไม้มีลักษณะเป็นพุ่ม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@