ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
1
โรงเรียนทิวไผ่งาม
ข้อสอบกลางภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
วิชาชีววิทยา 4 (ว40244)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1-5/2 คะแนนเต็ม 30 คะแนน
สอบวันที่ 22 ธันวาคม 2551 เวลา 13.00 – 14.20 น.
ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ชื่อ-นามสกุล......................................................................................................................ชั้น.......................เลขที่..............
คาชี้แจง 1. ข้อสอบประกอบด้วย 1 ตอน
- ตอนที่ 1 ปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 50 ข้อ (ข้อละ 0.5 คะแนน เต็ม 25 คะแนน)
- ตอนที่2 อัตนัย จานวน 1 ข้อ (เต็ม 5 คะแนน)
2. ให้นักเรียนกรอก ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่สอบ วิชาที่สอบ วันที่สอบ ลงในกระดาษคาตอบให้เรียบร้อย
3. ให้นักเรียนระบาย  ทึบสีดาลงในช่องว่างวงกลมโดยใช้ดินสอดา 2B หรือเข้มกว่า 2B ระบายให้เต็มวง
4. เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงคาตอบให้ใช้ยางลบ ลบให้สะอาดก่อนระบายคาตอบใหม่
5. ถ้าข้อสอบไม่มีคาตอบ ให้นักเรียนเลือกตอบข้อ ก. เพียงคาตอบเดียวเท่านั้น
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
ข้อที่ 1 ทดลอง อธิบาย และเขียนแผนภาพ โครงสร้างลักษณะรูปร่างทั้งภายในและภายนอกของส่วนประกอบต่างๆของ
พืชและปัจจัยบางประการที่มีผลต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซ การคายน้า และการลาเลียงสารต่างๆภายในพืช (ปรนัยข้อที่ 1-
30) 15 คะแนน
ข้อที่ 2 ทดลอง เขียนแผนภาพ อธิบายหลักการ กระบวนการ และปัจจัยบางประการที่จาเป็นอันเกี่ยวข้องกับการ
สังเคราะห์ด้วยแสงของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งเข้าใจความเป็นมาของกระบวนการศึกษากระบวนการสังเคราะห์แสงของ
นักวิทยาศาสตร์ (ปรนัยข้อที่ 31-50 ,อัตนัยข้อ 1) 15 คะแนน
คาสั่งตอนที่ 1 จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียว
1. -hจากภาพข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. (1) คือ sieve tube member ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายและลาเลียงอาหาร
ข. (2) คือ xylem parenchyma ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยในการลาเลียงด้านข้าง
ค. (3) คือ companion cell ซึ่งเป็นเสมือนเซลล์พี่เลี้ยง sieve tube member
ง. (4) คือ sive plate เป็นตะแกรงรูพรุนตรงรอยต่อ sieve tube member
2. ใน cortex ของพืชใบเลี้ยงคู่ มักประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิด เช่น collenchyma ,sclerenchyma และ parenchyma
เพราะเหตุใด parenchyma จึงมีโอกาสเปลี่ยนเป็น cambium ได้ดีกว่าเนื้อเยื่อชนิดอื่นๆ
ก. เพราะเซลล์มีผนังบางและเป็นเซลล์ยังมีชีวิตอยู่
ข. เพราะเป็นเซลล์ที่ยังชีวิตอยู่เพียงชนิดเดียวใน cortex
ค. เพราะมี parenchyma ใน cortex มากกว่าเนื้อเยื่อชนิดอื่น
ง. เพราะมีความสามารถในการแบ่งเซลล์ได้ดีกว่าและเจริญได้เร็วกว่า
(1)
(2)
(3)
(2)
(4)
(4)
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
2
3. รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบริเวณที่ทาหน้าที่ดูดซึมสารจากดิน เพื่อลาเลียงไปยังส่วนต่างๆของลาต้นมีการจัดลาดับชั้น
เนื้อเยื่อภายในอย่างไร
ก. epidermiscortexvessel membersieve tube member pith
ข. epidermiscork cambiumendodermispericyclevascular bundle
ค. root hairepidermiscortexendodermis pericyclevascular bundle
ง. root haircork cambiumvessel membersieve tube member vascular bundle
4. ถ้านาเนื้อเยื่อจากรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมาตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่ากลุ่มท่อน้าและท่ออาหารมีลักษณะเป็น
อย่างไร
ก. กลุ่มท่อน้าและท่ออาหารกระจายอยู่ทั่วไป โดยมีโฟลเอ็มเรียงสลับกับไซเลม
ข. กลุ่มท่อน้าและท่ออาหารเรียงอย่างเป็นระเบียบ โดยมีโฟลเอ็มเรียงสลับกับไซเลม
ค. กลุ่มท่อน้าและท่ออาหารกระจายทั่วไป โดยมีโฟลเอ็มเรียงในแนวรัศมีสลับกับไซเลม
ง. กลุ่มท่อน้าและท่ออาหารเรียงอย่างเป็นระเบียบ โดยมีโฟลเอ็มเรียงในแนวรัศมีเดียวกับไซเลม
5. จากภาพการตัดขวางของลาต้นพืชใบเรียงคู่ที่แสดงการเจริญระยะที่ 2 ข้อใดเรียงลาดับของเนื้อเยื่อจากด้านนอกเข้าไป
ด้านในได้ถูกต้อง
กาหนดให้ 1 = primary phloem 2 = secondary phloem 3 = vascular cambium
4 = primry xylem 5 = secondary xylem
ก. 12345 ข. 12354
ค. 21345 ง. 21354
6. จากรูปโครงสร้างภายในของพืชดอก ข้อใดถูกต้อง
(1) (2) (3) (4)
รากพืชใบเลี้ยงคู่ ลาต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่
ก. (1) (2) (3) (4)
ข. (3) (1) (4) (2)
ค. (2) (3) (4) (1)
ง. (1) (4) (3) (2)
7.
จากรูปโครงสร้างภายในของใบ ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. (1) มีหน้าที่หลักในการควบคุมกระบวนการคายน้าของพืช
ข. (2) คือกลุ่มของเซลล์ไฟเบอร์ที่อยู่รวมกันบริเวณของเส้นใบ
ค. (3) มีคลอโรฟิลล์ซึ่งทาหน้าที่หลักในการสร้างอาหารแก่พืช
ง. (4) คือกลุ่มเซลล์ที่มีหน้าที่หลักสาคัญในการแลกเปลี่ยนก๊าซ
(1)
(2)
(4)
(3)
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
3
8. พืชสีเขียวชั้นสูงที่เจริญบนบก แสดงการปรับตัวเองให้เหมาะสมเป็นพิเศษกับหน้าที่ของมันในแง่จุดเริ่มต้นของห่วง
โซ่และสายใยอาหารของระบบนิเวศที่มันเจริญอยู่คือข้อใด
ก. มีลักษณะใบแบนบางสีเขียวคอยรับแสง ข. มีผลและเมล็ดที่สะสมอาหารปริมาณมาก
ค. มีระบบรากที่สามารถแผ่ขยายไปได้ไกล ง. มีลาต้นที่แข็งแรงและอายุยืนหลายสิบปี
9. จากรูปโครงสร้างภายในของรากพืช ข้อใดถูกต้อง
ก. (1) = zone of cell generation
ข. (2) = zone of cell division
ค. (3) = zone of root cap
ง. (4) = zone of cell elongation
10. การใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดูโครงสร้างภายในของพืชจาก 3 สไลด์พบลักษณะเด่นดังนี้
สไลด์(1) ผิวนอกสุดเป็นคอร์ก ใจกลางมีพิธน้อยมาก เนื้อเยื่อส่วนใหญ่เป็นไซเลมระยะที่ 2 และมีวาสคิวลาร์แคมเบียม
สไลด์(2) ชั้นคอร์กกว้างมาก ในชั้นสตีลพบกลุ่มเซลล์ไซเลนเรียงตัวเป็น 4 แฉก มีโฟลเอ็มอยู่ระหว่างแฉกของไซเลม
สไลด์(3) วาสคิวลาร์บันเดิลกระจายอยู่ทั่วไป กลุ่มที่อยู่ใกล้ชั้นผิวมีขนาดเล็กกว่าและมีจานวนมากกว่าชั้นถัดเข้าไป
สไลด์(1) (2) และ (3) ควรเป็นโครงสร้างของอะไรตามลาดับ
ก. ลาต้นไผ่ รากข้าวโพด และลาต้นชบา ข. ลาต้นจาปี รากปาล์ม และลาต้นหญ้าขน
ค. รากปาล์ม ลาต้นผักบุ้ง และรากข้าวโพด ง. ลาต้นส้ม รากผักบุ้ง และลาต้นข้าวโพด
11. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของพืชดอก
(1) ที่บริเวณก้านใบของพืชดอกจะประกอบขึ้นจากเซลล์ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
(2) pith สามารถพบได้ทั้งในราก ลาต้น และใบของพืชใบเลี้ยงคู่ที่อยู่ในการเจริญเติบโตขั้นแรก
(3) เซลล์ขนรากและเซลล์คุมเป็นเซลล์ที่พบในเนื้อเยื่อชนิดเดียวกัน แต่ที่เซลล์ขนรากไม่มีคลอโรพสาต์
(4) ใบของพืชดอกที่อาศัยในน้าจะต้องมีเซลล์คุม จึงจะเกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงและการลาเลียงน้าได้
ก. (1) (3) ข. (2) (3) (4) ค. (2) (4) ง. (1) (2) (3) (4)
12. casparian strip แตกต่างจาก passage cell อย่างไรบ้าง
(1) ชั้นเนื้อเยื่อที่พบ (2) บริเวณที่พบในพืช (3) การยอมในน้าผ่าน
(4) การยอมให้เกลือแร่ผ่าน (5) เส้นทางลาเลียงสาร (6) ชนิดของสารที่สะสม
ก. (1) (2) ข. (2) (6) ค. (2) (5) (6) ง. (3) (4) (6)
13. จากภาพข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง
ก. สามารถพบลักษณะนี้ได้ทั้งในรากและลาต้นของพืชใบเลี้ยงคู่
ข. (3) เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อ epidermisและ cortex
ค. (1) และ (2) ต่างก็เป็นเนื้อเยื่อลาเลียงอาหารและแร่ธาตุ
ง. (1) เป็นส่วนที่เรียกว่า แก่น ส่วน (2) เรียกว่า กระพี้
14. วงปีของต้นไม้จะมีสีเข้มและอ่อนต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าขึ้นอยู่ในพื้นที่แบบใด
(1) มีอุณหภูมิต่างกันระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาว (2) ได้รับแสงต่างกันมากระหว่างฤดูฝนและฤดูแล้ง
(3) ได้รับธาตุอาหารต่างกันมากระหว่างฤดูฝนกับฤดูหนาว (4) ได้รับน้าฝนต่างกันมากระหว่างฤดูฝนและฤดูแล้ง
(1)
(4)
(3)
(2)
(1)
(2)
(3)
ก. (1) ข. (2) (3) ค. (3) (4) ง. (4)
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
4
15. ข้อใดกล่าวถึงหน้าที่พิเศษของโครงสร้างพืชดอกได้ถูกต้อง
ก. twiner คือ ลาต้นที่เปลี่ยนแปลงเป็นมือเกาะไต่ขึ้นที่สูง
ข. floral leaf คือ ใบที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นกับดักจับแมลง
ค. prop root คือ รากที่แตกออกจากข้อของลาต้นเพื่อดารงชีวิตแบบปรสิต
ง. cladophyll คือ ลาต้นที่มีลักษณะคล้ายแผ่นใบมีคลอโรฟิลล์สังเคราะห์แสง
16. ข้อใดให้ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างที่ทาหน้าที่พิเศษกับชนิดของพืชผิดจากความเป็นจริง
(1) กล้วยไม้กับ photosynthesis root (2) โกงกาง กับ prop root (3) มันฝรั่ง กับ rhizome
(4) ตาลึง กับ stem tendril (5) ผักกระเฉด กับ floating leaf (6) กระถินณรงค์กับ phyllode
ก. (1) (3) (5) ข. (2) (3) (6) ค. (3) (4) (5) ง. (5) (6) (2)
17. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะของเซลล์พื้นฐานของเนื้อเยื่อพืชผิดจากความเป็นจริง
ก. parenchyma เป็นเซลล์ขนาดใหญ่ ผนังเซลล์บาง ค่อนข้างกลมหรือหลายเหลี่ยม แวคคิวโอลขนาดใหญ่
ข. collenchyma เป็นเซลล์ขนาดเล็ก ผนังเซลล์บาง มักพบตรงบริเวณที่เหนียวและแข็ง เช่น กะลามะพร้าว
ค. sclerenchyma เมื่อเซลล์แก่จะตายจึงช่วยทาให้ความแข็งแรงแก่พืช ซึ่งได้แก่ fiber ,stone cell และ sclereid
ง. epidermis อยู่ชั้นนอกสุดปกคลุมทุกส่วนของพืชมักเรียงตัวชั้นเดียว บางเซลล์เปลี่ยนแปลงทาได้ที่พิเศษอื่นๆ
18. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะที่แตกต่างระหว่างโครงสร้างภายในรากและลาต้นได้ถูกต้อง
(1) cortex ของลาต้นกว้างกว่าราก (2) cortex ของรากกว้างกว่าลาต้น (3) รากไม่มี endodermis
(4) ลาต้นไม่มี endodermis (5) ราก ไม่มี pericycle (6) ลาต้นไม่มี pericycle
ก. (1) (3) (5) ข. (2) (4) (6) ค. (1) (3) (6) ง. (2) (3) (5)
19. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ผิดจากความเป็นจริง
ก. รากของพืชใบเลี้ยงคู่มี xylem เรียงตัวมากกว่า5 แฉก
ข. ลาต้นของพืชใบเลี้ยงคู่มี vascular bundle เรียงตัวเป็นระเบียบ
ค. รากของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมี pith อยู่ตรงใจกลางส่วนใบเลี้ยงคู่จะไม่มี
ง. เส้นใบของพืชใบเลี้ยงคู่เป็นแบบร่างแห ส่วนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นแบบขนาน
20. นักเรียนจะไม่สามารถพบ vascular bundle ในสถานการณ์ข้อใด
ก. โคนรากแก้วของต้นมะม่วงอายุ10 ปี ข. ปลายรากแก้วของต้นกล้าถั่วเขียวอายุ 7 วัน
ค. ใบแก่ของต้นขนุนที่ปลูกมาแล้ว 15 ปี ง. ลาต้นของต้นข้าวในนาที่ปลูกมาแล้ว 2 เดือน
21. การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทาให้ทราบว่าสารนิโคตินที่อยู่ในใบยาสูบสร้างจากบริเวณรากและถูกลาเลียงขึ้นไป
สะสมไว้ที่ใบ สารนิโคตินนี้ถูกลาเลียงไปได้อย่างไร
ก. ลาเลียงผ่านทางท่อซีฟทิวบ์โดยอาศัยแรงดันจากการดูดน้าของรากและใบ
ข. ลาเลียงผ่านทางท่อซีฟทิวบ์โดยอาศัยความต่างแรงดันภายในเซลล์ที่รากและใบ
ค. ลาเลียงผ่านทางท่อเวสเซล โดยอาศัยความต่างของแรงดันภายในเซลล์ที่รากและใบ
ง. ลาเลียงผ่านทางท่อเวสเซล โดยอาศัยและดันรากและแรงดึงจากการคายน้าที่บริเวณปากใบ
22. ข้อใดไม่เป็นจริงเกี่ยวกับการได้รับและสูญเสียน้าของพืช
(1) ได้รับและสูญเสียน้าโดยวิธีการออสโมซิส (2) ขนรากดูดน้าโดยวิธี active transport
(3) ออสโมซิสเกิดได้เฉพาะในเซลล์ของรากเท่านั้น (4) พืชที่ขึ้นอยู่ใต้น้าได้รับและสูญเสียน้าผ่านทางปากใบเท่านั้น
ก. (1) (2) (3) ข. (2) (3) (4) ค. (1) (2) (4) ง. (1) (2) (3) (4)
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
5
23. การเปิดของ stomata นั้นเนื่องมาจากข้อใด
ก. stomata ตอบสนองต่อการถูกกระตุ้นโดยแสงสว่างของดวงอาทิตย์
ข. stomataตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอก
ค. guard cell ของ stomata เกิด turgor pressure จากการสังเคราะห์ด้วยแสง
ง. guard cell ของ stomata สูญเสีย turgor pressure จากการสังเคราะห์ด้วยแสง
24. ปัจจัยข้อใดต่อไปนี้มีผลต่อการลาเลียงน้าของไม้ยืนต้น
(1) capillary action (2) turgor pressure (3) hydrostatic pressure
(4) transpiration pull (5) osmotic pressure (6) root pressure
ก. (1) (2) (3) ข. (1) (2) (4) ค. (3) (4) (5) ง. (1) (4) (6)
25. เพราะเหตุผลข้อใดก่อนการปักชากิ่งพืชจึงต้องตัดใบออกจนหมด
ก. เพราะพืชมีการสะสมอาหารปริมาณมากไว้ที่บริเวณกิ่งและลาต้น
ข. เพราะกิ่งพืชที่ปักชาไม่จาเป็นต้องใช้อาหารจากใบในการแตกตาใหม่
ค. เพราะฮอร์โมนพืชที่ใช้ในการเจริญของตาใหม่ถูกลาเลียงไปจากใบหมดแล้ว
ง. เพราะต้องการให้กิ่งปักชาเก็บรักษาน้าที่รดให้แต่ละครั้งไว้ได้มากที่สุดทาให้ไม่เหี่ยวเฉา
26. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
(1) พืชแต่ละชนิดและแต่ละระยะของการเจริญมีความต้องการแร่ธาตุต่างกัน
(2) การลาเลียงแร่ธาตุและอาหารเกิดขึ้นในท่อโฟลเอ็มทิศทางทั้งขึ้นและลง
(3) พืชสามารถดูดแร่ธาตุ P ,N ,K จากดินไปใช้ได้ทันทีขึ้นกับปริมาณที่พบในดิน
(4) ความต้องการแร่ธาตุหลักของพืชเรียงจากมากไปน้อย คือ C ,H ,O ,N ,K ,Ca ,Mg ,P ,S
ก. (3) และ (2) ข. (4) และ (1) ค. (2) (3) และ (4) ง. (1) (2) (3) และ (4)
27. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการลาเลียงน้าของพืช
(1) ในต้นไม้ใหญ่การลาเลียงน้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นในส่วนที่เป็นกระพี้ไม้
(2) พืชไม่ต้องใช้พลังงานในกระบวนการคายน้าเพื่อผลักดันให้น้าแพร่ออกจากใบ
(3) การสูญเสียน้าผ่านเลนติเซลเกิดขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการปิดเปิดช่องทางดังกล่าวได้
ก. (1) และ (2) ข. (2) และ (3) ค. (1) และ (3) ง. (1) (2) และ (3)
28. จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระดับน้าของพืชในช่วงเวลาต่างๆ ตามตารางด้านล่างข้อสรุปข้อใดถูกต้องที่สุด
เวลา (นาฬิกา) ปริมาณน้าที่ดูดได้ (กรัม) ปริมาณที่เสียไป (กรัม) ความชื้นในใบ (%)
8.00
12.00
16.00
20.00
24.00
04.00
-
42.7
44.0
40.8
39.7
39.0
-
41.5
43.1
41.2
40.3
39.7
83.7
82.9
82.0
82.3
87.2
85.0
ก. การคายน้าและการดูดน้าเกิดขึ้นตลอดทั้งวัน
ข. ปริมาณน้าภายในแปรผันตามปริมาณการดูดน้าเท่านั้น
ค. ทั้งอัตราการคายน้าและการดูดน้าแปรผกผันกับความชื้นในใบ
ง. ความชื้นในใบแปรผันตามทั้งอัตราการคายน้าและการดูดน้าของพืช
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
6
29. ข้อใดคือความแตกต่างที่ถูกต้องที่สุดระหว่างแก่น (heart wood) และกระพี้ (sap wood)
ก. แก่นคือส่วนแกนกลางของลาต้นทาหน้าที่ให้ความแข็งแรง กระพี้คือส่วนรอบนอกของลาต้นทาหน้าที่ลาเลียงน้า
ข. แก่นประกอบด้วยเซลล์ไฟเบอร์ให้ความแข้งแรงแก่พืช ส่วนกระพี้ประกอบด้วยเซลล์ที่ทาหน้าทีลาเลียงน้า
ค.แก่นคือเนื้อเยื่อท่อลาเลียงน้าที่ไม่ทาหน้าที่ลาเลียงน้าอีกต่อไป แต่กระพี้คือเนื้อเยื่อท่อลาเลียงน้าที่ยังคงทาหน้าที่
ลาเลียงน้าได้ตามปกติ
ง. เซลล์ที่ทาหน้าที่ลาเลียงน้าในกระพี้เป็นเซลล์ที่ยังคงมีชีวิตจึงยังทาหน้าที่ในการลาเลียง แต่เซลล์ลาเลียงน้าในแก่นเป็น
เซลล์ที่ตายแล้ว แก่นจึงหยุดทาหน้าที่ในการลาเลียงน้า
30. จากภาพแสดงกระบวนการลาเลียง
น้าจากรากขึ้นสู่ลาต้น ข้อใดกล่าวผิด
ก. (1) = apoplasmic pathway
ข. (2) = symplasmic pathway
ค. (3) = casparian strip
ง. (4) = bundle sheath
31. สมการข้างล่างทั้งสองนี้
CO2 + H2O*
+ energy  glucose + O2
*
+ H2O CO2
*
+ H2O + energy  glucose*
+ O2 + H2O
เป็นหลักฐานยืนยันตามข้อใด
ก. ออกซิเจนที่เกิดขึ้นได้มาจากคาร์บอนไดออกไซด์และน้าที่พืชใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
ข. ออกซิเจนในโมเลกุลของกลูโคสได้จากน้าซึ่งใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
ค. ออกซิเจนที่เกิดขึ้นได้มาจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
ง. ออกซิเจนที่เกิดขึ้นได้มาจากน้าที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
32. ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
1. ในช่วงคลื่นแสงสีแดงและแสงสีน้าเงิน พืชสามารถดูดกลืนไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ดี
2. การแตกตัวของน้า (photolysis) ที่เกิดในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเกิดในสโตรมา
3. ATP ที่ถูกสร้างขึ้นในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเกิดทั้งในสโตรมาและแอนเทนน่า
4. ปฏิกิริยาแสงในกระบวนการสังเคราะห์แสงต้องอาศัยตัวรับอิเล็กตรอนที่เยื่อไทลาคอยด์
ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3 ค. 3 และ 4 ง. 1 และ 4
33. ข้อใดถูกต้องที่สุด
ก. ที่เอพิเดอร์มิสด้านบนจะได้รับแสงมากส่วนด้านล่างจะไม่ได้รับแสงเลย
ข. พาลิเสดมีโซฟิลด์มีคลอโรพลาสต์จานวนน้อยกว่าชั้นสปองจีมีโซฟิลล์
ค. ชั้นสปองจีมีโซฟิลด์จะพบเฉพาะปากใบแต่ไม่สามารถพบคลอโรพลาสต์
ง. มัดท่อลาเลียงจะล้อมรอบด้วย bundle sheate ซึ่งจะพบได้ในชั้นสปองจีมีโซฟิลล์
34. ในการสังเคราะห์ด้วยแสงการทางานร่วมกันของระบบแสง I และระบบแสง II มีผลอย่างไรที่แตกต่างจากการทางาน
ของระบบแสง I เพียงอย่างเดียว
(1) การสร้าง ATP (2) รีดักชันของ NADP ไอออน (3) เพิ่มจานวนโปรตอนภายในไทลาคอยด์
ก. (1) (2) ข. (2) (3) ค. (1) (3) ง. (3)
(1) คือ  รอบนอก
(2) คือ  ภายใน
(3)
(4)
H2O
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
7
35. ในการศึกษาใบเกี่ยวกับรูปร่างการจัดเรียงตัวของใบรอบลาต้นเพื่อรับแสงแดดและลักษณะโครงสร้างของใบตัดตาม
ขวางพบว่ามีความสอดคล้องกันในการช่วยให้มีประสิทธิภาพในการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นอย่างดี ข้อใดแสดงความ
สอดคล้องดังกล่าว
ก. ทุกใบจะได้รับแสงสว่างมากและด้านรับแสงสว่างจะมีกลุ่มแพลิเซดเซลล์เรียงตัวหนาแน่น
ข. ก้านใบทุกใบพยายามชูใบขึ้นมาให้เสมอกันและมีกลุ่มเซลล์ไซเลม โฟลเอ็มจานวนมาก
ค. แผ่นใบเรียบมันสะท้อนแสงได้ดี และมีคิวติเคิลหนามาก กลุ่มเซลล์ภายในใบกระจัดกระจาย
ง. ใบมีต่อมขนมาก ป้องกันการจับเกาะของน้า และมีเซลล์คุมที่เอพิเดอร์มิสด้านรับแสงสว่าง
36. ข้อใดแสดง substrate และ product ที่สาคัญของชุดปฏิกิริยาที่ไม่ต้องใช้แสงในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้
อย่างถูกต้อง กาหนดให้ A = H2O B = CO2 C = PGA
D = Glucose E = NADPH + H+
F = ATP
Substrate Product
ก. A,B,E,F
ข. A,B,E,F
ค. B,E,F
ง. B,E,F
A,D
C,D
A,C,D
A,D
37. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
(1) มีกระบวนการ calvin cycle เกิดขึ้นทั้งในพืช C3 และ C4
(2) มีกลุ่มรงควัตถุทั้งหมดของปฏิกิริยาใช้แสงอยู่บนเยื่อ thylakoid
(3) น้าตาลชนิดแรกที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาที่ไม่ใช้แสงในพืช C3 คือ OAA
(4) สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจะช่วยเพิ่ม O2 ให้กับบรรยากาศ
ก. (1) (2) ข. (3) (4) ค. (2) (3) (4) ง. (1) (2) (4)
38. ข้อใดไม่เป็นจริงเกี่ยวกับพืช C4
(1) เซลล์ในชั้นพาลิเซดมีโซฟิลล์มีการเรียงตัวล้อมรอบชั้นบันเดิลชีทที่ขยายขนาด
(2) มีความเข้มข้นของ CO2 ที่เซลล์บันเดิลชีทมากกว่าที่เซลล์มีโซฟิลล์ของพืช C3
(3) มีการตรึง CO2 จากอากาศทั้งที่บริเวณชั้นมีโซฟิลล์และชั้นบันเดิลชีท
(4) ใช้RuBP carboxylase ตรึง CO2 จากอากาศภายนอกครั้งแรกโดย RuBP
ก. (1) (2) ข. (3) (4) ค. (1) (2) (3) ง. (2) (3) (4)
39. photosynthesis (A) และ photorespiration (B) ในพืชแตกต่างกันอย่างไร
กาหนดให้ (1) A ปล่อยออกซิเจน B จับออกซิเจน (2) A ได้รับพลังงาน B สูญเสียพลังงาน
(3) A ทั้งใช้และไม่ใช้แสง B ไม่ต้องใช้แสง (4) A สร้างน้าตาล B สลายน้าตาล
ก. (1) (2) ข. (2) (3) ค. (3) (4) ง. (4) (1)
40. ข้อใดกล่าวถึงกระบวนการ light reaction ได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ก. ระบบแสง I และ II จะมีคลอโรฟิลล์ศูนย์กลางปฏิกิริยาเป็น P680 และ P700 ตามลาดับ
ข. เราสามารถพบระบบแสงที่ I ทั้งในกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักรและไม่เป็นวัฏจักร
ค. ระบบแสง I และ II จะมีตัวรับอิเล็กตรอนตัวสาคัญแตกต่างกัน คือ plastoquinone และ ferredoxin ตามลาดับ
ง. กระบวนการสร้าง NADPH+H+
จะเกิดขึ้นเมื่อมี cytochrome complex เป็นตัวรับอิเล็กตรอนในกระบวนการถ่ายทอด
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
8
41. นาพืช 2 ต้น ซึ่งเป็นพืชชนิดเดียวกันและมาจากแหล่งเดียวกันมาทดลอง โดยต้น ก. ให้ได้รับแสงอย่างเต็มที่ ส่วนต้น
ข. ให้ได้รับแสงราไร หลังจากนั้น นาใบพืชทั้ง 2 ต้นมาหาพื้นที่ผิวของใบ พบว่าผลการทดลองเป็นดังกราฟข้างล่าง
จากกราฟผลการทดลองข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง
ก. พืช ก. มีอัตราการเจริญเติบโตของใบสูงกว่า พืช ข.
ข. พืชชนิดนี้ดารงชีวิตอยู่ได้ในที่ที่มีแดดจัดเท่านั้น
ค. พืช ก. มีการเพิ่มพื้นที่ของผิวใบเพื่อรับ CO2 มากขึ้น
ง. พืชชนิดนี้มีกระบวนการปรับตัวของใบเพื่อรับแสง
42. ในสภาวะปกติข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้อง
ก. พืช C3 สังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน ส่วนพืช CAM สังเคราะห์แสงในเวลากลางคืน
ข. พืช C3 สังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน ส่วนพืช C4 สังเคราะห์แสงในเวลากลางคืน
ค. พืช C4 สังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน ส่วนพืช CAM สังเคราะห์แสงในเวลากลางคืน
ง. พืชทั้ง 3 ชนิด คือ C3 C4 และ CAM ต่างก็สังเคราะห์แสงในเวลากลางวันเหมือนกัน
43.
จากกราฟข้อใดกล่าวได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ก. พืชในที่ร่มมี light compensation point และจุดอิ่มตัวของแสงสูงกว่าพืชที่อยู่กลางแจ้ง
ข. ที่ความเข้มของ CO2 ทาอัตราการตรึง CO2 สุทธิจะไม่เพิ่มขึ้น เรียกว่า CO2-compensation point
ค. อัตราการตรึง CO2 สุทธิของพืช C4 จะสูงกว่าพืช C3 ในช่วงที่มีความเข้มของ CO2 ต่า
ง. ที่ปริมาณความเข้มแสงต่า พืชที่มี light compensation point สูงจะสามารถดารงชีวิตอยู่ได้ดีกว่า
44. จากแผนภาพ ข้อใดให้ชื่อตรงกับหมายเลขได้ถูกต้อง
ก. (1) = PEP ,(2) = PGA ,(3) = NADP+
,(4) = CO2
ข. (1) = RuBP ,(2) = PGA ,(3) = NADP+
,(4) = CO2
ค. (1) = PEP ,(2) = OAA ,(3) = NADPH+H+
,(4) = O2
ง. (1) = RuBP ,(2) = OAA ,(3) = NADPH+H+
,(4) = O2
45. พืชต้องใช้ทุนในการสร้างน้าตาลเพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุน พืชมีวิธีการเช่นไร
ก. สร้าง PGA 6 โมเลกุลเพื่อใช้5 โมเลกุล เปลี่ยนกลับไปเป็นทุน
ข. สร้าง PGAL 6 โมเลกุลเพื่อใช้5 โมเลกุล เปลี่ยนกลับไปเป็นทุน
ค. สร้าง PGA 12 โมเลกุลเพื่อใช้10 โมเลกุล เปลี่ยนกลับไปเป็นทุน
ง. สร้าง PGAL 12 โมเลกุลเพื่อใช้10 โมเลกุลเปลี่ยนกลับไปเป็นทุน
(1)
(4)
(2)
(3)
PGALADP+Pi
อัตราการตรึงCO2สุทธิ
ปริมาณ CO2
อัตราการตรึงCO2สุทธิ
ความเข้มแสง
พื้นที่ผิวของใบ
ระยะเวลา
ใบพืช ข.
ใบพืช ก.
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
9
46. จากสมการทั้งสอง ข้อใดสรุปได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ADP + Pi + NADP+
+ H2O  ATP + NADPH+H+
+ O2 …(1)
ADP + Pi + H2O  ATP …(2)
1. ถ้าให้ ADP ,Pi ,H2O และแสงแก่คลอโรพลาสต์จะได้ATP อย่างเดียวเท่านั้น
2. ถ้าให้ ADP ,Pi ,NADP+
,H2Oและแสงแก่คลอโรพลาสต์จะได้ATP ,NADPH+H+
,O2
3. ATP ,O2 , NADPH+H+
จะได้จากปฏิกิริยาทั้งที่ใช้แสงและที่ไม่ใช้แสงในคลอโรพลาสต์
ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3 ค. 1 และ 3 ง. 1 ,2 และ 3
47. จากแผนผังกระบวนการสังเคราะห์แสงข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. กระบวนการ A เกิดขึ้นที่บริเวณstroma ของ chloroplast
ข. กระบวนการ B คือ การทางานของระบบแสง I และ II
ค. C และ D คือ สารประกอบ NADPH+H+
และ ADP+Pi
ง. A และ B คือ light reaction และ dark reaction ตามลาดับ
48. ข้อใดกล่าวถึงการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของนักวิทยาศาสตร์ผิดจากความเป็นจริง
ก. แวน เฮลมองท์ – การเจริญเติบโตของต้นหลิวเกิดขึ้นได้โดยอาศัยน้าเพียงอย่างเดียว
ข. โจเซฟ พริสต์ลีย์– พืชมีความสามารถเปลี่ยนอากาศอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้
ค. เองเกลมัน –แสงสีเขียวเป็นช่วงแสงที่พืชใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงมากที่สุด
ง. โรบิน ฮลล์ – เกลือเฟอริกเปลี่ยนเป็นเกลือเฟอรัสได้เพราะรับอิเล็กตรอนจากน้าแตกตัว
49. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะของ chloroplast ในเซลล์พืชผิดจากความเป็นจริง
ก. มีเยื่อหุ้มสองชั้นโดยชั้นนอกเรียบส่วนชั้นในพับงอเรียงซ้อนกันเป็นแถว เรียกว่า cistae
ข. ภายในบรรจุของเหลวที่เรียกว่าstroma ซึ่งจะพบว่ามีเอนไซม์ที่จาเป็นต่อ dark reaction
ค. ภายในมี thylakoid membrane ที่ซ้อนกันเป็นตั้ง granum และส่วนเชื่อมเรียกว่า stroma lamella
ง. สารสีทั้งหมดและ chlorophyll จะอยู่บนthylakoid membrane ซึ่งเกี่ยวข้องกับ light reaction
50. ข้อใดกล่าวถึงสารสีที่พบในสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ถูกต้อง
ก. พืชดอก = chlorophyll a และ b ,carotenoid
ข. สาหร่ายสีแดง = chlorophyll a และ c ,carotenoid ,phycobilin
ค. ไซยาโนแบคทีเรีย = chlorophyll b ,carotenoid ,phycobilin
ง. กรีนแบคทีเรีย = bacteriochlorophyll ,phycobilin ,carotenoid
ความสาเร็จเป็นสิ่งที่ต้องทาอย่างต่อเนื่อง
มันคือความก้าวหน้าและพัฒนาการ
ความสาเร็จที่เกิดขึ้นกับสิ่งหนึ่ง
สามารถนาไปเป็นบันได
ไต่สู่ความสาเร็จในสิ่งอื่นต่อไป
จอห์น ซี. แม็กเวลล์
H2O A
B
C D
CO2 C6H12O6
E F
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
10
ชื่อ-นามสกุล......................................................................................................................ชั้น.......................เลขที่..............
คาสั่งตอนที่ 2 อัตนัย 1 ข้อ : จง เขียนอธิบายให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. “กระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซ การคายน้าและการลาเลียงสารต่างๆภายในต้นพืชโดยทั่วไปมักจะต้องมีความสัมพันธ์
กับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้น พืชจึงต้องมีการปรับตัวด้านโครงสร้างทั้งภายในและภายนอกอย่างเหมาะ
เพื่อให้การดารงชีวิตมีประสิทธิภาพสูงสุด” นักเรียนเห็นด้วยกับประโยคข้างต้นหรือไม่ จงอธิบาย พร้อมยกเหตุผลและ
ตัวอย่างชัดเจน วาดรูปประกอบได้( 5 คะแนน )
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
…………………………………………………………………………………………………………..............................
...............................................................................................................................................................…………………..
ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า
ว40244
11
ชื่อ-นามสกุล......................................................................................................................ชั้น.......................เลขที่..............
เฉลย : คาสั่งตอนที่ 2 อัตนัย 1 ข้อ : จง เขียนอธิบายให้ถูกต้องสมบูรณ์
1. “กระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซ การคายน้าและการลาเลียงสารต่างๆภายในต้นพืชโดยทั่วไปมักจะต้องมีความสัมพันธ์
กับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้น พืชจึงต้องมีการปรับตัวด้านโครงสร้างทั้งภายในและภายนอกอย่างเหมาะ
เพื่อให้การดารงชีวิตมีประสิทธิภาพสูงสุด” นักเรียนเห็นด้วยกับประโยคข้างต้นหรือไม่ จงอธิบาย พร้อมยกเหตุผลและ
ตัวอย่างชัดเจน วาดรูปประกอบได้( 5 คะแนน )
... โครงสร้างของพืชที่สาคัญๆ ประกอบด้วย 1.ราก (root) คืออวัยวะของพืชที่ไม่มีคลอโรฟีลล์ ไม่มีข้อ ปล้อง ตาและใบ
เจริญเติบโตตามแรงดึงดูดของโลกลงสู่ดิน ทาหน้าที่หลักสาคัญในการยึด (anchorage) ลาต้นให้ติดกับพื้นดิน ดูด (absorption)
น้าและธาตุอาหารที่ละลายน้าจากดินเข้าไปในลาต้น ลาเลียง (conduction) น้าและธาตุอาหารรวมทั้งอาหารที่พืชสะสมไว้ในราก
ขึ้นไปยังส่วนต่าง ๆ ของลาต้นและผลิตฮอร์โมน (producting hormone) หลายชนิด เช่น ไซโทไคนินและจิบเบอเรลลิน ซึ่งจะถูก
ลาเลียงไปใช้เพื่อการเจริญและพัฒนาของส่วนลาต้น ส่วนยอดและส่วนอื่น ๆ ของพืช นอกจากนี้รากพืชอีกหลายชนิดยังทาหน้าที่
พิเศษอื่น ๆ เช่น สะสมอาหาร หายใจ สังเคราะห์แสง ค้าจุน ยึดเกาะ เป็นต้น 2. ลาต้น (stem) เป็นอวัยวะของพืชที่โดยทั่วไปเจริญ
อยู่เหนือพื้นดิน มีขนาด รูปร่างและลักษณะแตกต่างกันไป ประกอบด้วย ข้อ ปล้อง และตา มีหน้าที่หลักสาคัญ คือ เป็นแกนช่วย
พยุ (support) อวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ กิ่ง ใบ ดอก ผลและเมล็ด ช่วยให้ใบกางออกรับแสงแดดเพื่อประโยชน์ในการสังเคราะห์แสงและ
เป็นตัวกลางใน การลาเลียง (conduction)น้า ธาตุอาหารและเนื้อเยื่อและอวัยวะของพืช เช่น ใบ ดอก ผล ขึ้นมาใหม่ ตลอดจนอาจ
ทาหน้าที่พิเศษ เช่น สะสมอาหาร สังเคราะห์แสง สืบพันธุ์ เปลี่ยนไปเป็นมือพันเพื่อช่วยพยุงค้าจุนลาต้น สร้างสารบางชนิด เช่น
แทนนิน น้ายางและเรซิน เป็นต้น 3. ใบ (leaf) คืออวัยวะของพืชหรือรยางค์ที่เจริญออกมาจากข้อของลาต้นและกิ่ง ใบส่วนใหญ่
จะมีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช ทาหน้าที่หลักในการสังเคราะห์แสง หายใจและ
คายน้า นอกจากนี้ใบยังอาจเปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่พิเศษอื่น ๆ เช่น สะสมอาหาร สืบพันธุ์ ช่วยยึดและค้าจุนตามลาดับ
ป้ องกันยอดอ่อนและใบอ่อน เป็นต้น
…การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Solute ) ในพืชทั่วไปพบว่ามีส่วนของพืชที่เป็นจานวนมากที่ไม่มี
คลอโรฟิลล์ จึงจาเป็นต้องอาศัยอาหารที่สังเคราะห์ขึ้นจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่คลอโรฟิลล์ ดังนั้นสารหรือตัวถูกละลายต่างๆที่เกิดขึ้นมี
การเคลื่อนย้ายอยู่เสมอการเคลื่อนย้ายสารจากส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่งของพืช เรียกว่า translocation of solute พืชที่งอกใหม่ๆ
กาลัง active ที่สุด จึงต้องมีการลาเลียงตัวถูกละลายหรืออาหารที่ละลายได้จากแหล่งเก็บ (ใบเลี้ยง หรือendosperm )ไปส่วน เช่น ที่
ปลายราก ปลายยอด การสังเคราะห์ด้วยแสง จะได้คาร์โบไฮเดรต พวกแป้ ง และน้าตาลซึ่งสามารถทดสอบสารอาหารเหล่านั้นได้
อาหารเหล่านี้ส่งไปเก็บตามส่วนต่างๆของพืชได้ โดยพืชบางชนิดเก็บอาหารไว้ที่ราก พืชบางชนิดเก็บอาหารไว้ตามลาต้น แสดงว่า
พืชสามารถลาเลียงอาหารจากด้านบนลงล่าง และล่างขึ้นบนได้
…การลาเลียงน้า (WATER CONDUCTION)
การลาเลียงน้า รวมทั้งเกลือแร่ อาหาร และสิ่งต่างๆในพืชนั้นอาจจาแนกได้เป็น 4 อย่างตามอัตราความเร็วที่เกิดขึ้น คือ
1. ลาเลียงไปอย่างช้ามาก โดย การแพร่ ของอณูและไอออนจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง
2. ลาเลียงไปเรื่อยๆ โดยอาศัย Cytoplasmic ( protoplasmic ) streaming ภายในเซลล์
3. ลาเลียงไปค่อนข้างเร็ว โดย การไหล (Flow) ไปใน sieve tube ของ phloem
4. ลาเลียงไปรวดเร็วมาก เป็นการลาเลียงน้าและเกลือแร่ใน xylem
…การคายน้า (Transpiration) การคายน้าคือการสูญเสียน้าของพืชในรูปของไอน้า น้าที่พืชดูดขึ้นไปจะใช้ใน
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเพียงร้อยละ 1 - 2 เท่านั้น น้าส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 98 - 99 จะสูญเสียไปในรูปของการคายน้าโดย
น้าเปลี่ยนเป็นไอและระเหยออกไป น้าส่วนใหญ่จะระเหยออกทางปากใบ (stinata) เรียกว่า สโตมาทอลทรานสพิเรชัน (stomatal
transpiration) นอกจากนี้น้าอาจสูญเสียทางผิวใบและส่วนของลาต้นอ่อน ๆ เรียกว่า คิวทิคิวลาร์ ทรานสพิเรชัน (cuticular
traspiration) ทางรอยแตกหรือรูเล็ก ๆ ที่ลาต้นหรือเลนทิเซล (lenticel) เรียกว่า เลนทิคิวลาร์ทรานสพิเรชัน (lenticular
transpiration)

สอบกลางภาคชีวะ51 2m-5

  • 1.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 1 โรงเรียนทิวไผ่งาม ข้อสอบกลางภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2551 วิชาชีววิทยา 4 (ว40244) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1-5/2 คะแนนเต็ม 30 คะแนน สอบวันที่ 22 ธันวาคม 2551 เวลา 13.00 – 14.20 น. ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ชื่อ-นามสกุล......................................................................................................................ชั้น.......................เลขที่.............. คาชี้แจง 1. ข้อสอบประกอบด้วย 1 ตอน - ตอนที่ 1 ปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 50 ข้อ (ข้อละ 0.5 คะแนน เต็ม 25 คะแนน) - ตอนที่2 อัตนัย จานวน 1 ข้อ (เต็ม 5 คะแนน) 2. ให้นักเรียนกรอก ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่สอบ วิชาที่สอบ วันที่สอบ ลงในกระดาษคาตอบให้เรียบร้อย 3. ให้นักเรียนระบาย  ทึบสีดาลงในช่องว่างวงกลมโดยใช้ดินสอดา 2B หรือเข้มกว่า 2B ระบายให้เต็มวง 4. เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงคาตอบให้ใช้ยางลบ ลบให้สะอาดก่อนระบายคาตอบใหม่ 5. ถ้าข้อสอบไม่มีคาตอบ ให้นักเรียนเลือกตอบข้อ ก. เพียงคาตอบเดียวเท่านั้น ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ข้อที่ 1 ทดลอง อธิบาย และเขียนแผนภาพ โครงสร้างลักษณะรูปร่างทั้งภายในและภายนอกของส่วนประกอบต่างๆของ พืชและปัจจัยบางประการที่มีผลต่อการแลกเปลี่ยนก๊าซ การคายน้า และการลาเลียงสารต่างๆภายในพืช (ปรนัยข้อที่ 1- 30) 15 คะแนน ข้อที่ 2 ทดลอง เขียนแผนภาพ อธิบายหลักการ กระบวนการ และปัจจัยบางประการที่จาเป็นอันเกี่ยวข้องกับการ สังเคราะห์ด้วยแสงของสิ่งมีชีวิตรวมทั้งเข้าใจความเป็นมาของกระบวนการศึกษากระบวนการสังเคราะห์แสงของ นักวิทยาศาสตร์ (ปรนัยข้อที่ 31-50 ,อัตนัยข้อ 1) 15 คะแนน คาสั่งตอนที่ 1 จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียว 1. -hจากภาพข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. (1) คือ sieve tube member ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายและลาเลียงอาหาร ข. (2) คือ xylem parenchyma ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยในการลาเลียงด้านข้าง ค. (3) คือ companion cell ซึ่งเป็นเสมือนเซลล์พี่เลี้ยง sieve tube member ง. (4) คือ sive plate เป็นตะแกรงรูพรุนตรงรอยต่อ sieve tube member 2. ใน cortex ของพืชใบเลี้ยงคู่ มักประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิด เช่น collenchyma ,sclerenchyma และ parenchyma เพราะเหตุใด parenchyma จึงมีโอกาสเปลี่ยนเป็น cambium ได้ดีกว่าเนื้อเยื่อชนิดอื่นๆ ก. เพราะเซลล์มีผนังบางและเป็นเซลล์ยังมีชีวิตอยู่ ข. เพราะเป็นเซลล์ที่ยังชีวิตอยู่เพียงชนิดเดียวใน cortex ค. เพราะมี parenchyma ใน cortex มากกว่าเนื้อเยื่อชนิดอื่น ง. เพราะมีความสามารถในการแบ่งเซลล์ได้ดีกว่าและเจริญได้เร็วกว่า (1) (2) (3) (2) (4) (4)
  • 2.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 2 3.รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบริเวณที่ทาหน้าที่ดูดซึมสารจากดิน เพื่อลาเลียงไปยังส่วนต่างๆของลาต้นมีการจัดลาดับชั้น เนื้อเยื่อภายในอย่างไร ก. epidermiscortexvessel membersieve tube member pith ข. epidermiscork cambiumendodermispericyclevascular bundle ค. root hairepidermiscortexendodermis pericyclevascular bundle ง. root haircork cambiumvessel membersieve tube member vascular bundle 4. ถ้านาเนื้อเยื่อจากรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมาตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่ากลุ่มท่อน้าและท่ออาหารมีลักษณะเป็น อย่างไร ก. กลุ่มท่อน้าและท่ออาหารกระจายอยู่ทั่วไป โดยมีโฟลเอ็มเรียงสลับกับไซเลม ข. กลุ่มท่อน้าและท่ออาหารเรียงอย่างเป็นระเบียบ โดยมีโฟลเอ็มเรียงสลับกับไซเลม ค. กลุ่มท่อน้าและท่ออาหารกระจายทั่วไป โดยมีโฟลเอ็มเรียงในแนวรัศมีสลับกับไซเลม ง. กลุ่มท่อน้าและท่ออาหารเรียงอย่างเป็นระเบียบ โดยมีโฟลเอ็มเรียงในแนวรัศมีเดียวกับไซเลม 5. จากภาพการตัดขวางของลาต้นพืชใบเรียงคู่ที่แสดงการเจริญระยะที่ 2 ข้อใดเรียงลาดับของเนื้อเยื่อจากด้านนอกเข้าไป ด้านในได้ถูกต้อง กาหนดให้ 1 = primary phloem 2 = secondary phloem 3 = vascular cambium 4 = primry xylem 5 = secondary xylem ก. 12345 ข. 12354 ค. 21345 ง. 21354 6. จากรูปโครงสร้างภายในของพืชดอก ข้อใดถูกต้อง (1) (2) (3) (4) รากพืชใบเลี้ยงคู่ ลาต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่ ก. (1) (2) (3) (4) ข. (3) (1) (4) (2) ค. (2) (3) (4) (1) ง. (1) (4) (3) (2) 7. จากรูปโครงสร้างภายในของใบ ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. (1) มีหน้าที่หลักในการควบคุมกระบวนการคายน้าของพืช ข. (2) คือกลุ่มของเซลล์ไฟเบอร์ที่อยู่รวมกันบริเวณของเส้นใบ ค. (3) มีคลอโรฟิลล์ซึ่งทาหน้าที่หลักในการสร้างอาหารแก่พืช ง. (4) คือกลุ่มเซลล์ที่มีหน้าที่หลักสาคัญในการแลกเปลี่ยนก๊าซ (1) (2) (4) (3)
  • 3.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 3 8.พืชสีเขียวชั้นสูงที่เจริญบนบก แสดงการปรับตัวเองให้เหมาะสมเป็นพิเศษกับหน้าที่ของมันในแง่จุดเริ่มต้นของห่วง โซ่และสายใยอาหารของระบบนิเวศที่มันเจริญอยู่คือข้อใด ก. มีลักษณะใบแบนบางสีเขียวคอยรับแสง ข. มีผลและเมล็ดที่สะสมอาหารปริมาณมาก ค. มีระบบรากที่สามารถแผ่ขยายไปได้ไกล ง. มีลาต้นที่แข็งแรงและอายุยืนหลายสิบปี 9. จากรูปโครงสร้างภายในของรากพืช ข้อใดถูกต้อง ก. (1) = zone of cell generation ข. (2) = zone of cell division ค. (3) = zone of root cap ง. (4) = zone of cell elongation 10. การใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดูโครงสร้างภายในของพืชจาก 3 สไลด์พบลักษณะเด่นดังนี้ สไลด์(1) ผิวนอกสุดเป็นคอร์ก ใจกลางมีพิธน้อยมาก เนื้อเยื่อส่วนใหญ่เป็นไซเลมระยะที่ 2 และมีวาสคิวลาร์แคมเบียม สไลด์(2) ชั้นคอร์กกว้างมาก ในชั้นสตีลพบกลุ่มเซลล์ไซเลนเรียงตัวเป็น 4 แฉก มีโฟลเอ็มอยู่ระหว่างแฉกของไซเลม สไลด์(3) วาสคิวลาร์บันเดิลกระจายอยู่ทั่วไป กลุ่มที่อยู่ใกล้ชั้นผิวมีขนาดเล็กกว่าและมีจานวนมากกว่าชั้นถัดเข้าไป สไลด์(1) (2) และ (3) ควรเป็นโครงสร้างของอะไรตามลาดับ ก. ลาต้นไผ่ รากข้าวโพด และลาต้นชบา ข. ลาต้นจาปี รากปาล์ม และลาต้นหญ้าขน ค. รากปาล์ม ลาต้นผักบุ้ง และรากข้าวโพด ง. ลาต้นส้ม รากผักบุ้ง และลาต้นข้าวโพด 11. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของพืชดอก (1) ที่บริเวณก้านใบของพืชดอกจะประกอบขึ้นจากเซลล์ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต (2) pith สามารถพบได้ทั้งในราก ลาต้น และใบของพืชใบเลี้ยงคู่ที่อยู่ในการเจริญเติบโตขั้นแรก (3) เซลล์ขนรากและเซลล์คุมเป็นเซลล์ที่พบในเนื้อเยื่อชนิดเดียวกัน แต่ที่เซลล์ขนรากไม่มีคลอโรพสาต์ (4) ใบของพืชดอกที่อาศัยในน้าจะต้องมีเซลล์คุม จึงจะเกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงและการลาเลียงน้าได้ ก. (1) (3) ข. (2) (3) (4) ค. (2) (4) ง. (1) (2) (3) (4) 12. casparian strip แตกต่างจาก passage cell อย่างไรบ้าง (1) ชั้นเนื้อเยื่อที่พบ (2) บริเวณที่พบในพืช (3) การยอมในน้าผ่าน (4) การยอมให้เกลือแร่ผ่าน (5) เส้นทางลาเลียงสาร (6) ชนิดของสารที่สะสม ก. (1) (2) ข. (2) (6) ค. (2) (5) (6) ง. (3) (4) (6) 13. จากภาพข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง ก. สามารถพบลักษณะนี้ได้ทั้งในรากและลาต้นของพืชใบเลี้ยงคู่ ข. (3) เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อ epidermisและ cortex ค. (1) และ (2) ต่างก็เป็นเนื้อเยื่อลาเลียงอาหารและแร่ธาตุ ง. (1) เป็นส่วนที่เรียกว่า แก่น ส่วน (2) เรียกว่า กระพี้ 14. วงปีของต้นไม้จะมีสีเข้มและอ่อนต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าขึ้นอยู่ในพื้นที่แบบใด (1) มีอุณหภูมิต่างกันระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาว (2) ได้รับแสงต่างกันมากระหว่างฤดูฝนและฤดูแล้ง (3) ได้รับธาตุอาหารต่างกันมากระหว่างฤดูฝนกับฤดูหนาว (4) ได้รับน้าฝนต่างกันมากระหว่างฤดูฝนและฤดูแล้ง (1) (4) (3) (2) (1) (2) (3) ก. (1) ข. (2) (3) ค. (3) (4) ง. (4)
  • 4.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 4 15.ข้อใดกล่าวถึงหน้าที่พิเศษของโครงสร้างพืชดอกได้ถูกต้อง ก. twiner คือ ลาต้นที่เปลี่ยนแปลงเป็นมือเกาะไต่ขึ้นที่สูง ข. floral leaf คือ ใบที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นกับดักจับแมลง ค. prop root คือ รากที่แตกออกจากข้อของลาต้นเพื่อดารงชีวิตแบบปรสิต ง. cladophyll คือ ลาต้นที่มีลักษณะคล้ายแผ่นใบมีคลอโรฟิลล์สังเคราะห์แสง 16. ข้อใดให้ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างที่ทาหน้าที่พิเศษกับชนิดของพืชผิดจากความเป็นจริง (1) กล้วยไม้กับ photosynthesis root (2) โกงกาง กับ prop root (3) มันฝรั่ง กับ rhizome (4) ตาลึง กับ stem tendril (5) ผักกระเฉด กับ floating leaf (6) กระถินณรงค์กับ phyllode ก. (1) (3) (5) ข. (2) (3) (6) ค. (3) (4) (5) ง. (5) (6) (2) 17. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะของเซลล์พื้นฐานของเนื้อเยื่อพืชผิดจากความเป็นจริง ก. parenchyma เป็นเซลล์ขนาดใหญ่ ผนังเซลล์บาง ค่อนข้างกลมหรือหลายเหลี่ยม แวคคิวโอลขนาดใหญ่ ข. collenchyma เป็นเซลล์ขนาดเล็ก ผนังเซลล์บาง มักพบตรงบริเวณที่เหนียวและแข็ง เช่น กะลามะพร้าว ค. sclerenchyma เมื่อเซลล์แก่จะตายจึงช่วยทาให้ความแข็งแรงแก่พืช ซึ่งได้แก่ fiber ,stone cell และ sclereid ง. epidermis อยู่ชั้นนอกสุดปกคลุมทุกส่วนของพืชมักเรียงตัวชั้นเดียว บางเซลล์เปลี่ยนแปลงทาได้ที่พิเศษอื่นๆ 18. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะที่แตกต่างระหว่างโครงสร้างภายในรากและลาต้นได้ถูกต้อง (1) cortex ของลาต้นกว้างกว่าราก (2) cortex ของรากกว้างกว่าลาต้น (3) รากไม่มี endodermis (4) ลาต้นไม่มี endodermis (5) ราก ไม่มี pericycle (6) ลาต้นไม่มี pericycle ก. (1) (3) (5) ข. (2) (4) (6) ค. (1) (3) (6) ง. (2) (3) (5) 19. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ผิดจากความเป็นจริง ก. รากของพืชใบเลี้ยงคู่มี xylem เรียงตัวมากกว่า5 แฉก ข. ลาต้นของพืชใบเลี้ยงคู่มี vascular bundle เรียงตัวเป็นระเบียบ ค. รากของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมี pith อยู่ตรงใจกลางส่วนใบเลี้ยงคู่จะไม่มี ง. เส้นใบของพืชใบเลี้ยงคู่เป็นแบบร่างแห ส่วนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นแบบขนาน 20. นักเรียนจะไม่สามารถพบ vascular bundle ในสถานการณ์ข้อใด ก. โคนรากแก้วของต้นมะม่วงอายุ10 ปี ข. ปลายรากแก้วของต้นกล้าถั่วเขียวอายุ 7 วัน ค. ใบแก่ของต้นขนุนที่ปลูกมาแล้ว 15 ปี ง. ลาต้นของต้นข้าวในนาที่ปลูกมาแล้ว 2 เดือน 21. การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทาให้ทราบว่าสารนิโคตินที่อยู่ในใบยาสูบสร้างจากบริเวณรากและถูกลาเลียงขึ้นไป สะสมไว้ที่ใบ สารนิโคตินนี้ถูกลาเลียงไปได้อย่างไร ก. ลาเลียงผ่านทางท่อซีฟทิวบ์โดยอาศัยแรงดันจากการดูดน้าของรากและใบ ข. ลาเลียงผ่านทางท่อซีฟทิวบ์โดยอาศัยความต่างแรงดันภายในเซลล์ที่รากและใบ ค. ลาเลียงผ่านทางท่อเวสเซล โดยอาศัยความต่างของแรงดันภายในเซลล์ที่รากและใบ ง. ลาเลียงผ่านทางท่อเวสเซล โดยอาศัยและดันรากและแรงดึงจากการคายน้าที่บริเวณปากใบ 22. ข้อใดไม่เป็นจริงเกี่ยวกับการได้รับและสูญเสียน้าของพืช (1) ได้รับและสูญเสียน้าโดยวิธีการออสโมซิส (2) ขนรากดูดน้าโดยวิธี active transport (3) ออสโมซิสเกิดได้เฉพาะในเซลล์ของรากเท่านั้น (4) พืชที่ขึ้นอยู่ใต้น้าได้รับและสูญเสียน้าผ่านทางปากใบเท่านั้น ก. (1) (2) (3) ข. (2) (3) (4) ค. (1) (2) (4) ง. (1) (2) (3) (4)
  • 5.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 5 23.การเปิดของ stomata นั้นเนื่องมาจากข้อใด ก. stomata ตอบสนองต่อการถูกกระตุ้นโดยแสงสว่างของดวงอาทิตย์ ข. stomataตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอก ค. guard cell ของ stomata เกิด turgor pressure จากการสังเคราะห์ด้วยแสง ง. guard cell ของ stomata สูญเสีย turgor pressure จากการสังเคราะห์ด้วยแสง 24. ปัจจัยข้อใดต่อไปนี้มีผลต่อการลาเลียงน้าของไม้ยืนต้น (1) capillary action (2) turgor pressure (3) hydrostatic pressure (4) transpiration pull (5) osmotic pressure (6) root pressure ก. (1) (2) (3) ข. (1) (2) (4) ค. (3) (4) (5) ง. (1) (4) (6) 25. เพราะเหตุผลข้อใดก่อนการปักชากิ่งพืชจึงต้องตัดใบออกจนหมด ก. เพราะพืชมีการสะสมอาหารปริมาณมากไว้ที่บริเวณกิ่งและลาต้น ข. เพราะกิ่งพืชที่ปักชาไม่จาเป็นต้องใช้อาหารจากใบในการแตกตาใหม่ ค. เพราะฮอร์โมนพืชที่ใช้ในการเจริญของตาใหม่ถูกลาเลียงไปจากใบหมดแล้ว ง. เพราะต้องการให้กิ่งปักชาเก็บรักษาน้าที่รดให้แต่ละครั้งไว้ได้มากที่สุดทาให้ไม่เหี่ยวเฉา 26. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องตามความเป็นจริง (1) พืชแต่ละชนิดและแต่ละระยะของการเจริญมีความต้องการแร่ธาตุต่างกัน (2) การลาเลียงแร่ธาตุและอาหารเกิดขึ้นในท่อโฟลเอ็มทิศทางทั้งขึ้นและลง (3) พืชสามารถดูดแร่ธาตุ P ,N ,K จากดินไปใช้ได้ทันทีขึ้นกับปริมาณที่พบในดิน (4) ความต้องการแร่ธาตุหลักของพืชเรียงจากมากไปน้อย คือ C ,H ,O ,N ,K ,Ca ,Mg ,P ,S ก. (3) และ (2) ข. (4) และ (1) ค. (2) (3) และ (4) ง. (1) (2) (3) และ (4) 27. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการลาเลียงน้าของพืช (1) ในต้นไม้ใหญ่การลาเลียงน้าส่วนใหญ่เกิดขึ้นในส่วนที่เป็นกระพี้ไม้ (2) พืชไม่ต้องใช้พลังงานในกระบวนการคายน้าเพื่อผลักดันให้น้าแพร่ออกจากใบ (3) การสูญเสียน้าผ่านเลนติเซลเกิดขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการปิดเปิดช่องทางดังกล่าวได้ ก. (1) และ (2) ข. (2) และ (3) ค. (1) และ (3) ง. (1) (2) และ (3) 28. จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระดับน้าของพืชในช่วงเวลาต่างๆ ตามตารางด้านล่างข้อสรุปข้อใดถูกต้องที่สุด เวลา (นาฬิกา) ปริมาณน้าที่ดูดได้ (กรัม) ปริมาณที่เสียไป (กรัม) ความชื้นในใบ (%) 8.00 12.00 16.00 20.00 24.00 04.00 - 42.7 44.0 40.8 39.7 39.0 - 41.5 43.1 41.2 40.3 39.7 83.7 82.9 82.0 82.3 87.2 85.0 ก. การคายน้าและการดูดน้าเกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ข. ปริมาณน้าภายในแปรผันตามปริมาณการดูดน้าเท่านั้น ค. ทั้งอัตราการคายน้าและการดูดน้าแปรผกผันกับความชื้นในใบ ง. ความชื้นในใบแปรผันตามทั้งอัตราการคายน้าและการดูดน้าของพืช
  • 6.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 6 29.ข้อใดคือความแตกต่างที่ถูกต้องที่สุดระหว่างแก่น (heart wood) และกระพี้ (sap wood) ก. แก่นคือส่วนแกนกลางของลาต้นทาหน้าที่ให้ความแข็งแรง กระพี้คือส่วนรอบนอกของลาต้นทาหน้าที่ลาเลียงน้า ข. แก่นประกอบด้วยเซลล์ไฟเบอร์ให้ความแข้งแรงแก่พืช ส่วนกระพี้ประกอบด้วยเซลล์ที่ทาหน้าทีลาเลียงน้า ค.แก่นคือเนื้อเยื่อท่อลาเลียงน้าที่ไม่ทาหน้าที่ลาเลียงน้าอีกต่อไป แต่กระพี้คือเนื้อเยื่อท่อลาเลียงน้าที่ยังคงทาหน้าที่ ลาเลียงน้าได้ตามปกติ ง. เซลล์ที่ทาหน้าที่ลาเลียงน้าในกระพี้เป็นเซลล์ที่ยังคงมีชีวิตจึงยังทาหน้าที่ในการลาเลียง แต่เซลล์ลาเลียงน้าในแก่นเป็น เซลล์ที่ตายแล้ว แก่นจึงหยุดทาหน้าที่ในการลาเลียงน้า 30. จากภาพแสดงกระบวนการลาเลียง น้าจากรากขึ้นสู่ลาต้น ข้อใดกล่าวผิด ก. (1) = apoplasmic pathway ข. (2) = symplasmic pathway ค. (3) = casparian strip ง. (4) = bundle sheath 31. สมการข้างล่างทั้งสองนี้ CO2 + H2O* + energy  glucose + O2 * + H2O CO2 * + H2O + energy  glucose* + O2 + H2O เป็นหลักฐานยืนยันตามข้อใด ก. ออกซิเจนที่เกิดขึ้นได้มาจากคาร์บอนไดออกไซด์และน้าที่พืชใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง ข. ออกซิเจนในโมเลกุลของกลูโคสได้จากน้าซึ่งใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ค. ออกซิเจนที่เกิดขึ้นได้มาจากคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง ง. ออกซิเจนที่เกิดขึ้นได้มาจากน้าที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 32. ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง 1. ในช่วงคลื่นแสงสีแดงและแสงสีน้าเงิน พืชสามารถดูดกลืนไปใช้ในการสังเคราะห์แสงได้ดี 2. การแตกตัวของน้า (photolysis) ที่เกิดในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเกิดในสโตรมา 3. ATP ที่ถูกสร้างขึ้นในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเกิดทั้งในสโตรมาและแอนเทนน่า 4. ปฏิกิริยาแสงในกระบวนการสังเคราะห์แสงต้องอาศัยตัวรับอิเล็กตรอนที่เยื่อไทลาคอยด์ ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3 ค. 3 และ 4 ง. 1 และ 4 33. ข้อใดถูกต้องที่สุด ก. ที่เอพิเดอร์มิสด้านบนจะได้รับแสงมากส่วนด้านล่างจะไม่ได้รับแสงเลย ข. พาลิเสดมีโซฟิลด์มีคลอโรพลาสต์จานวนน้อยกว่าชั้นสปองจีมีโซฟิลล์ ค. ชั้นสปองจีมีโซฟิลด์จะพบเฉพาะปากใบแต่ไม่สามารถพบคลอโรพลาสต์ ง. มัดท่อลาเลียงจะล้อมรอบด้วย bundle sheate ซึ่งจะพบได้ในชั้นสปองจีมีโซฟิลล์ 34. ในการสังเคราะห์ด้วยแสงการทางานร่วมกันของระบบแสง I และระบบแสง II มีผลอย่างไรที่แตกต่างจากการทางาน ของระบบแสง I เพียงอย่างเดียว (1) การสร้าง ATP (2) รีดักชันของ NADP ไอออน (3) เพิ่มจานวนโปรตอนภายในไทลาคอยด์ ก. (1) (2) ข. (2) (3) ค. (1) (3) ง. (3) (1) คือ  รอบนอก (2) คือ  ภายใน (3) (4) H2O
  • 7.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 7 35.ในการศึกษาใบเกี่ยวกับรูปร่างการจัดเรียงตัวของใบรอบลาต้นเพื่อรับแสงแดดและลักษณะโครงสร้างของใบตัดตาม ขวางพบว่ามีความสอดคล้องกันในการช่วยให้มีประสิทธิภาพในการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นอย่างดี ข้อใดแสดงความ สอดคล้องดังกล่าว ก. ทุกใบจะได้รับแสงสว่างมากและด้านรับแสงสว่างจะมีกลุ่มแพลิเซดเซลล์เรียงตัวหนาแน่น ข. ก้านใบทุกใบพยายามชูใบขึ้นมาให้เสมอกันและมีกลุ่มเซลล์ไซเลม โฟลเอ็มจานวนมาก ค. แผ่นใบเรียบมันสะท้อนแสงได้ดี และมีคิวติเคิลหนามาก กลุ่มเซลล์ภายในใบกระจัดกระจาย ง. ใบมีต่อมขนมาก ป้องกันการจับเกาะของน้า และมีเซลล์คุมที่เอพิเดอร์มิสด้านรับแสงสว่าง 36. ข้อใดแสดง substrate และ product ที่สาคัญของชุดปฏิกิริยาที่ไม่ต้องใช้แสงในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงได้ อย่างถูกต้อง กาหนดให้ A = H2O B = CO2 C = PGA D = Glucose E = NADPH + H+ F = ATP Substrate Product ก. A,B,E,F ข. A,B,E,F ค. B,E,F ง. B,E,F A,D C,D A,C,D A,D 37. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (1) มีกระบวนการ calvin cycle เกิดขึ้นทั้งในพืช C3 และ C4 (2) มีกลุ่มรงควัตถุทั้งหมดของปฏิกิริยาใช้แสงอยู่บนเยื่อ thylakoid (3) น้าตาลชนิดแรกที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาที่ไม่ใช้แสงในพืช C3 คือ OAA (4) สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงจะช่วยเพิ่ม O2 ให้กับบรรยากาศ ก. (1) (2) ข. (3) (4) ค. (2) (3) (4) ง. (1) (2) (4) 38. ข้อใดไม่เป็นจริงเกี่ยวกับพืช C4 (1) เซลล์ในชั้นพาลิเซดมีโซฟิลล์มีการเรียงตัวล้อมรอบชั้นบันเดิลชีทที่ขยายขนาด (2) มีความเข้มข้นของ CO2 ที่เซลล์บันเดิลชีทมากกว่าที่เซลล์มีโซฟิลล์ของพืช C3 (3) มีการตรึง CO2 จากอากาศทั้งที่บริเวณชั้นมีโซฟิลล์และชั้นบันเดิลชีท (4) ใช้RuBP carboxylase ตรึง CO2 จากอากาศภายนอกครั้งแรกโดย RuBP ก. (1) (2) ข. (3) (4) ค. (1) (2) (3) ง. (2) (3) (4) 39. photosynthesis (A) และ photorespiration (B) ในพืชแตกต่างกันอย่างไร กาหนดให้ (1) A ปล่อยออกซิเจน B จับออกซิเจน (2) A ได้รับพลังงาน B สูญเสียพลังงาน (3) A ทั้งใช้และไม่ใช้แสง B ไม่ต้องใช้แสง (4) A สร้างน้าตาล B สลายน้าตาล ก. (1) (2) ข. (2) (3) ค. (3) (4) ง. (4) (1) 40. ข้อใดกล่าวถึงกระบวนการ light reaction ได้ถูกต้องตามความเป็นจริง ก. ระบบแสง I และ II จะมีคลอโรฟิลล์ศูนย์กลางปฏิกิริยาเป็น P680 และ P700 ตามลาดับ ข. เราสามารถพบระบบแสงที่ I ทั้งในกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบเป็นวัฏจักรและไม่เป็นวัฏจักร ค. ระบบแสง I และ II จะมีตัวรับอิเล็กตรอนตัวสาคัญแตกต่างกัน คือ plastoquinone และ ferredoxin ตามลาดับ ง. กระบวนการสร้าง NADPH+H+ จะเกิดขึ้นเมื่อมี cytochrome complex เป็นตัวรับอิเล็กตรอนในกระบวนการถ่ายทอด
  • 8.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 8 41.นาพืช 2 ต้น ซึ่งเป็นพืชชนิดเดียวกันและมาจากแหล่งเดียวกันมาทดลอง โดยต้น ก. ให้ได้รับแสงอย่างเต็มที่ ส่วนต้น ข. ให้ได้รับแสงราไร หลังจากนั้น นาใบพืชทั้ง 2 ต้นมาหาพื้นที่ผิวของใบ พบว่าผลการทดลองเป็นดังกราฟข้างล่าง จากกราฟผลการทดลองข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง ก. พืช ก. มีอัตราการเจริญเติบโตของใบสูงกว่า พืช ข. ข. พืชชนิดนี้ดารงชีวิตอยู่ได้ในที่ที่มีแดดจัดเท่านั้น ค. พืช ก. มีการเพิ่มพื้นที่ของผิวใบเพื่อรับ CO2 มากขึ้น ง. พืชชนิดนี้มีกระบวนการปรับตัวของใบเพื่อรับแสง 42. ในสภาวะปกติข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้อง ก. พืช C3 สังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน ส่วนพืช CAM สังเคราะห์แสงในเวลากลางคืน ข. พืช C3 สังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน ส่วนพืช C4 สังเคราะห์แสงในเวลากลางคืน ค. พืช C4 สังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน ส่วนพืช CAM สังเคราะห์แสงในเวลากลางคืน ง. พืชทั้ง 3 ชนิด คือ C3 C4 และ CAM ต่างก็สังเคราะห์แสงในเวลากลางวันเหมือนกัน 43. จากกราฟข้อใดกล่าวได้ถูกต้องตามความเป็นจริง ก. พืชในที่ร่มมี light compensation point และจุดอิ่มตัวของแสงสูงกว่าพืชที่อยู่กลางแจ้ง ข. ที่ความเข้มของ CO2 ทาอัตราการตรึง CO2 สุทธิจะไม่เพิ่มขึ้น เรียกว่า CO2-compensation point ค. อัตราการตรึง CO2 สุทธิของพืช C4 จะสูงกว่าพืช C3 ในช่วงที่มีความเข้มของ CO2 ต่า ง. ที่ปริมาณความเข้มแสงต่า พืชที่มี light compensation point สูงจะสามารถดารงชีวิตอยู่ได้ดีกว่า 44. จากแผนภาพ ข้อใดให้ชื่อตรงกับหมายเลขได้ถูกต้อง ก. (1) = PEP ,(2) = PGA ,(3) = NADP+ ,(4) = CO2 ข. (1) = RuBP ,(2) = PGA ,(3) = NADP+ ,(4) = CO2 ค. (1) = PEP ,(2) = OAA ,(3) = NADPH+H+ ,(4) = O2 ง. (1) = RuBP ,(2) = OAA ,(3) = NADPH+H+ ,(4) = O2 45. พืชต้องใช้ทุนในการสร้างน้าตาลเพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุน พืชมีวิธีการเช่นไร ก. สร้าง PGA 6 โมเลกุลเพื่อใช้5 โมเลกุล เปลี่ยนกลับไปเป็นทุน ข. สร้าง PGAL 6 โมเลกุลเพื่อใช้5 โมเลกุล เปลี่ยนกลับไปเป็นทุน ค. สร้าง PGA 12 โมเลกุลเพื่อใช้10 โมเลกุล เปลี่ยนกลับไปเป็นทุน ง. สร้าง PGAL 12 โมเลกุลเพื่อใช้10 โมเลกุลเปลี่ยนกลับไปเป็นทุน (1) (4) (2) (3) PGALADP+Pi อัตราการตรึงCO2สุทธิ ปริมาณ CO2 อัตราการตรึงCO2สุทธิ ความเข้มแสง พื้นที่ผิวของใบ ระยะเวลา ใบพืช ข. ใบพืช ก.
  • 9.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 9 46.จากสมการทั้งสอง ข้อใดสรุปได้ถูกต้องตามความเป็นจริง ADP + Pi + NADP+ + H2O  ATP + NADPH+H+ + O2 …(1) ADP + Pi + H2O  ATP …(2) 1. ถ้าให้ ADP ,Pi ,H2O และแสงแก่คลอโรพลาสต์จะได้ATP อย่างเดียวเท่านั้น 2. ถ้าให้ ADP ,Pi ,NADP+ ,H2Oและแสงแก่คลอโรพลาสต์จะได้ATP ,NADPH+H+ ,O2 3. ATP ,O2 , NADPH+H+ จะได้จากปฏิกิริยาทั้งที่ใช้แสงและที่ไม่ใช้แสงในคลอโรพลาสต์ ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 3 ค. 1 และ 3 ง. 1 ,2 และ 3 47. จากแผนผังกระบวนการสังเคราะห์แสงข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. กระบวนการ A เกิดขึ้นที่บริเวณstroma ของ chloroplast ข. กระบวนการ B คือ การทางานของระบบแสง I และ II ค. C และ D คือ สารประกอบ NADPH+H+ และ ADP+Pi ง. A และ B คือ light reaction และ dark reaction ตามลาดับ 48. ข้อใดกล่าวถึงการค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของนักวิทยาศาสตร์ผิดจากความเป็นจริง ก. แวน เฮลมองท์ – การเจริญเติบโตของต้นหลิวเกิดขึ้นได้โดยอาศัยน้าเพียงอย่างเดียว ข. โจเซฟ พริสต์ลีย์– พืชมีความสามารถเปลี่ยนอากาศอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้ ค. เองเกลมัน –แสงสีเขียวเป็นช่วงแสงที่พืชใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงมากที่สุด ง. โรบิน ฮลล์ – เกลือเฟอริกเปลี่ยนเป็นเกลือเฟอรัสได้เพราะรับอิเล็กตรอนจากน้าแตกตัว 49. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะของ chloroplast ในเซลล์พืชผิดจากความเป็นจริง ก. มีเยื่อหุ้มสองชั้นโดยชั้นนอกเรียบส่วนชั้นในพับงอเรียงซ้อนกันเป็นแถว เรียกว่า cistae ข. ภายในบรรจุของเหลวที่เรียกว่าstroma ซึ่งจะพบว่ามีเอนไซม์ที่จาเป็นต่อ dark reaction ค. ภายในมี thylakoid membrane ที่ซ้อนกันเป็นตั้ง granum และส่วนเชื่อมเรียกว่า stroma lamella ง. สารสีทั้งหมดและ chlorophyll จะอยู่บนthylakoid membrane ซึ่งเกี่ยวข้องกับ light reaction 50. ข้อใดกล่าวถึงสารสีที่พบในสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ถูกต้อง ก. พืชดอก = chlorophyll a และ b ,carotenoid ข. สาหร่ายสีแดง = chlorophyll a และ c ,carotenoid ,phycobilin ค. ไซยาโนแบคทีเรีย = chlorophyll b ,carotenoid ,phycobilin ง. กรีนแบคทีเรีย = bacteriochlorophyll ,phycobilin ,carotenoid ความสาเร็จเป็นสิ่งที่ต้องทาอย่างต่อเนื่อง มันคือความก้าวหน้าและพัฒนาการ ความสาเร็จที่เกิดขึ้นกับสิ่งหนึ่ง สามารถนาไปเป็นบันได ไต่สู่ความสาเร็จในสิ่งอื่นต่อไป จอห์น ซี. แม็กเวลล์ H2O A B C D CO2 C6H12O6 E F
  • 10.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 10 ชื่อ-นามสกุล......................................................................................................................ชั้น.......................เลขที่.............. คาสั่งตอนที่2 อัตนัย 1 ข้อ : จง เขียนอธิบายให้ถูกต้องสมบูรณ์ 1. “กระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซ การคายน้าและการลาเลียงสารต่างๆภายในต้นพืชโดยทั่วไปมักจะต้องมีความสัมพันธ์ กับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้น พืชจึงต้องมีการปรับตัวด้านโครงสร้างทั้งภายในและภายนอกอย่างเหมาะ เพื่อให้การดารงชีวิตมีประสิทธิภาพสูงสุด” นักเรียนเห็นด้วยกับประโยคข้างต้นหรือไม่ จงอธิบาย พร้อมยกเหตุผลและ ตัวอย่างชัดเจน วาดรูปประกอบได้( 5 คะแนน ) ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................………………….. ………………………………………………………………………………………………………….............................. ...............................................................................................................................................................…………………..
  • 11.
    ม.5/1-5/2 โรงเรียนทิวไผ่งาม หน้า ว40244 11 ชื่อ-นามสกุล......................................................................................................................ชั้น.......................เลขที่.............. เฉลย: คาสั่งตอนที่ 2 อัตนัย 1 ข้อ : จง เขียนอธิบายให้ถูกต้องสมบูรณ์ 1. “กระบวนการแลกเปลี่ยนก๊าซ การคายน้าและการลาเลียงสารต่างๆภายในต้นพืชโดยทั่วไปมักจะต้องมีความสัมพันธ์ กับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ดังนั้น พืชจึงต้องมีการปรับตัวด้านโครงสร้างทั้งภายในและภายนอกอย่างเหมาะ เพื่อให้การดารงชีวิตมีประสิทธิภาพสูงสุด” นักเรียนเห็นด้วยกับประโยคข้างต้นหรือไม่ จงอธิบาย พร้อมยกเหตุผลและ ตัวอย่างชัดเจน วาดรูปประกอบได้( 5 คะแนน ) ... โครงสร้างของพืชที่สาคัญๆ ประกอบด้วย 1.ราก (root) คืออวัยวะของพืชที่ไม่มีคลอโรฟีลล์ ไม่มีข้อ ปล้อง ตาและใบ เจริญเติบโตตามแรงดึงดูดของโลกลงสู่ดิน ทาหน้าที่หลักสาคัญในการยึด (anchorage) ลาต้นให้ติดกับพื้นดิน ดูด (absorption) น้าและธาตุอาหารที่ละลายน้าจากดินเข้าไปในลาต้น ลาเลียง (conduction) น้าและธาตุอาหารรวมทั้งอาหารที่พืชสะสมไว้ในราก ขึ้นไปยังส่วนต่าง ๆ ของลาต้นและผลิตฮอร์โมน (producting hormone) หลายชนิด เช่น ไซโทไคนินและจิบเบอเรลลิน ซึ่งจะถูก ลาเลียงไปใช้เพื่อการเจริญและพัฒนาของส่วนลาต้น ส่วนยอดและส่วนอื่น ๆ ของพืช นอกจากนี้รากพืชอีกหลายชนิดยังทาหน้าที่ พิเศษอื่น ๆ เช่น สะสมอาหาร หายใจ สังเคราะห์แสง ค้าจุน ยึดเกาะ เป็นต้น 2. ลาต้น (stem) เป็นอวัยวะของพืชที่โดยทั่วไปเจริญ อยู่เหนือพื้นดิน มีขนาด รูปร่างและลักษณะแตกต่างกันไป ประกอบด้วย ข้อ ปล้อง และตา มีหน้าที่หลักสาคัญ คือ เป็นแกนช่วย พยุ (support) อวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ กิ่ง ใบ ดอก ผลและเมล็ด ช่วยให้ใบกางออกรับแสงแดดเพื่อประโยชน์ในการสังเคราะห์แสงและ เป็นตัวกลางใน การลาเลียง (conduction)น้า ธาตุอาหารและเนื้อเยื่อและอวัยวะของพืช เช่น ใบ ดอก ผล ขึ้นมาใหม่ ตลอดจนอาจ ทาหน้าที่พิเศษ เช่น สะสมอาหาร สังเคราะห์แสง สืบพันธุ์ เปลี่ยนไปเป็นมือพันเพื่อช่วยพยุงค้าจุนลาต้น สร้างสารบางชนิด เช่น แทนนิน น้ายางและเรซิน เป็นต้น 3. ใบ (leaf) คืออวัยวะของพืชหรือรยางค์ที่เจริญออกมาจากข้อของลาต้นและกิ่ง ใบส่วนใหญ่ จะมีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ มีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช ทาหน้าที่หลักในการสังเคราะห์แสง หายใจและ คายน้า นอกจากนี้ใบยังอาจเปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่พิเศษอื่น ๆ เช่น สะสมอาหาร สืบพันธุ์ ช่วยยึดและค้าจุนตามลาดับ ป้ องกันยอดอ่อนและใบอ่อน เป็นต้น …การลาเลียงสารอาหารของพืช (Translocation of Solute ) ในพืชทั่วไปพบว่ามีส่วนของพืชที่เป็นจานวนมากที่ไม่มี คลอโรฟิลล์ จึงจาเป็นต้องอาศัยอาหารที่สังเคราะห์ขึ้นจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่คลอโรฟิลล์ ดังนั้นสารหรือตัวถูกละลายต่างๆที่เกิดขึ้นมี การเคลื่อนย้ายอยู่เสมอการเคลื่อนย้ายสารจากส่วนหนึ่งไปอีกส่วนหนึ่งของพืช เรียกว่า translocation of solute พืชที่งอกใหม่ๆ กาลัง active ที่สุด จึงต้องมีการลาเลียงตัวถูกละลายหรืออาหารที่ละลายได้จากแหล่งเก็บ (ใบเลี้ยง หรือendosperm )ไปส่วน เช่น ที่ ปลายราก ปลายยอด การสังเคราะห์ด้วยแสง จะได้คาร์โบไฮเดรต พวกแป้ ง และน้าตาลซึ่งสามารถทดสอบสารอาหารเหล่านั้นได้ อาหารเหล่านี้ส่งไปเก็บตามส่วนต่างๆของพืชได้ โดยพืชบางชนิดเก็บอาหารไว้ที่ราก พืชบางชนิดเก็บอาหารไว้ตามลาต้น แสดงว่า พืชสามารถลาเลียงอาหารจากด้านบนลงล่าง และล่างขึ้นบนได้ …การลาเลียงน้า (WATER CONDUCTION) การลาเลียงน้า รวมทั้งเกลือแร่ อาหาร และสิ่งต่างๆในพืชนั้นอาจจาแนกได้เป็น 4 อย่างตามอัตราความเร็วที่เกิดขึ้น คือ 1. ลาเลียงไปอย่างช้ามาก โดย การแพร่ ของอณูและไอออนจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง 2. ลาเลียงไปเรื่อยๆ โดยอาศัย Cytoplasmic ( protoplasmic ) streaming ภายในเซลล์ 3. ลาเลียงไปค่อนข้างเร็ว โดย การไหล (Flow) ไปใน sieve tube ของ phloem 4. ลาเลียงไปรวดเร็วมาก เป็นการลาเลียงน้าและเกลือแร่ใน xylem …การคายน้า (Transpiration) การคายน้าคือการสูญเสียน้าของพืชในรูปของไอน้า น้าที่พืชดูดขึ้นไปจะใช้ใน กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเพียงร้อยละ 1 - 2 เท่านั้น น้าส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 98 - 99 จะสูญเสียไปในรูปของการคายน้าโดย น้าเปลี่ยนเป็นไอและระเหยออกไป น้าส่วนใหญ่จะระเหยออกทางปากใบ (stinata) เรียกว่า สโตมาทอลทรานสพิเรชัน (stomatal transpiration) นอกจากนี้น้าอาจสูญเสียทางผิวใบและส่วนของลาต้นอ่อน ๆ เรียกว่า คิวทิคิวลาร์ ทรานสพิเรชัน (cuticular traspiration) ทางรอยแตกหรือรูเล็ก ๆ ที่ลาต้นหรือเลนทิเซล (lenticel) เรียกว่า เลนทิคิวลาร์ทรานสพิเรชัน (lenticular transpiration)