รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง
ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ
ทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
วิชัย ลิขิตพรรักษ
ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการปฏิบัติงาน
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
ป พ.ศ. 2556
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง
ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ
ทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
วิชัย ลิขิตพรรักษ
ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการปฏิบัติงาน
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
ป พ.ศ. 2556
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง
ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ
ทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
วิชัย ลิขิตพรรักษ
ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการปฏิบัติงาน
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
ป พ.ศ. 2556
รายงานการวิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง
ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ
ทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
วิชัย ลิขิตพรรักษ
ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการปฏิบัติงาน
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
ป พ.ศ. 2556
ก.
งานวิจัยในชั้นเรียน (Teacher research)
เรื่อง
ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชาชีววิทยา 1
(ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร
ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
บทคัดยอ :
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกลุมสาระการเรียนรู
วิทยาศาสตร ประกอบดวยสาระหลัก 8 สาระ ซึ่งมีเปาหมายใหผูเรียนทุกคนที่จะไดรับการพัฒนาทั้ง
ดานความรู กระบวนการคิด กระบวนการสืบเสาะหาความรู การแกปญหา ความสามารถในการ
สื่อสาร การตัดสินใจ การนําความรูไปใชในชีวิตประจําวัน ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค
คุณธรรมและคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปนไทยควบคูกับสากลหรือ “เปนคนเกง
เปนคนดี และเปนคนที่มีความสุข” แตปจจุบันกลับพบวาผลสัมฤทิ์ทางการเรียนในรายวิชา
วิทยาศาสตรโดยสวนใหญไมผานเกณฑมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด นอกจากนี้ยังพบวาเจตคติตอ
วิชาวิทยาศาสตรโดยภาพรวมของนักเรียนมีแนวโนมในทางที่ไมดีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งผูวิจัยไดรับ
มอบหมายการสอนในรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ภาคเรียนที่ 2 ประจําป
การศึกษา 2555 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน จึงมีความสนใจที่จะหาแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจต
คติทางวิทยาศาสตรใหสูงขึ้นโดยนํานวัตกรรมแบบเรียนสําเร็จรูปที่จัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือ
ประกอบการจัดการเรียนรูแบบโครงงานเพื่อกระตุนใหผูเรียนเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่อง ผลปรากฏ
วา ผลคะแนนจากการทดสอบหลังการใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน ( X =
8.90 ,SD = 2.234) สูงกวาผลคะแนนจากการทดสอบกอนการใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการ
สอนแบบโครงงาน ( X = 7.37 ,SD = 1.771) อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05 (t
= -4.015, sig = 0.000) และผลการทําแบบประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรของนักเรียนหลังใช
แบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน พบวา นักเรียนมีคาเฉลี่ยเจตคติตอวิทยาศาสตร
หลังเรียนมากที่สุดในขอที่ 4 คือ ในชั่วโมงวิทยาศาสตรขาพเจาจะไมแอบอานหนังสือการตูน ( X
=3.80, SD = 0.459) และนอยที่สุดในขอที่ 19 คือ ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมงที่ขาพเจารอคอย (
X =2.51, SD = 0.746) ซึ่งผูวิจัยจะตองนําไปพัฒนาปรับปรุงแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอน
แบบโครงงานใหเหมาะสมกับการเรียนรูของผูเรียนอยางตอเนื่องตอไป
ข.
กิตติกรรมประกาศ
รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้จะไมสบประความสําเร็จไดเลยถาขาดการเปดโอกาสจาก
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน อีกทั้งการอํานวยความสะดวกในดานตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งทาน
ผูอํานวยการโรงเรียนนายสกุล ทองเอียด, ทานรองผูอํานวยการสํานักบริหารวิชาการนายวิเชียร หรู
วิจิตรพงษและนางวนิดา เรียวไพศาลศักดา หัวหนากลุมสาระวิทยาศาสตรที่คอยชวยเหลือและ
สนับสนุนเปนอยางดีมาโดยตลอด
ขอขอบคุณครูอาจารยโรงเรียนศีลาจารพิพัฒนทุกทาน โดยเฉพาะอยางยิ่งกลุมสาระการ
เรียนรูวิทยาศาสตรที่ไดชวยเหลือแนะนําการทํางานดานตางๆ ทําใหไดเรียนรูและสั่งสมประสบการณ
เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนซึ่งทําใหการทํางานวิจัยครั้งนี้มีความถูกตองมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณคณาจารยสาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาการประเมินและการวิจัย คณะ
ศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหงทุกทาน ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรูทางดานการวิจัยทาง
การศึกษา ทําใหผูวิจัยทํางานวิจัยครั้งนี้ไดสมบูรณตามหลักวิชาการดานการวิจัยทางการศึกษา
หากรายงานการวิจัยฉบับนี้ทําใหเกิดประโยชนแกครู อาจารย บุคลากรทางการศึกษาและ
ผูสนใจศึกษาหาความรูทั่วไป ขอมอบคุณงามความดีอันพึงมีในครั้งนี้แดครอบครัว ครูบาอาจารยและ
ผูเกี่ยวของทุกทานที่ไดอบรมเลี้ยงดูและประสิทธิ์ประสาทวิชาความรูตางๆแดผูวิจัย จนทําใหผูวิจัยมี
ความรูความสามารถที่จะดําเนินการวิจัยในครั้งนี้เปนผลสําเร็จ
วิชัย ลิขิตพรรักษ
ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
ค.
สารบัญ
หนา
ปก ก.
บทคัดยอ ข.
กิตติกรรมประกาศ ค.
สารบัญ ง.-จ.
บทที่ 1 : บทนํา 1-3
- ความเปนมาและความสําคัญของปญหา 1
- วัตถุประสงคของการวิจัย 2
- ขอบเขตของการวิจัย 2
- นิยามเชิงศัพท 2
- สมมติฐานของการวิจัย 3
- ขอจํากัดงานวิจัย 3
- ประโยชนที่ไดรับจากการวิจัย 3
บทที่ 2 : เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 4-25
- ยุคสังคมแหลงการเรียนรู (learning –based society) 4
- หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 4-7
- คุณภาพของผูเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 7-8
- บทเรียนสําเร็จรูป 9-16
- การเรียนการสอนแบบโครงงาน 17-18
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร 19-20
- เจตคติทางวิทยาศาสตร 20-24
- กรอบความคิดในการศึกษาวิจัย 25
บทที่ 3 : วิธีดําเนินการวิจัย 26-29
- ขั้นตอนและวิธีการดําเนินการวิจัย 26
- ประชากรและกลุมตัวอยาง 26-27
- ตัวแปรในการศึกษาวิจัย 27
- ขอมูลที่ใชในการวิจัย 27
- เครื่องมือ 27-28
- การเก็บรวบรวมขอมูล 28-29
- การวิเคราะหขอมูล 29
ง.
หนา
- การนําเสนอขอมูล 29
บทที่ 4 : ผลการวิจัย 30-42
บทที่ 5 : สรุป อภิปราย และขอเสนอแนะ 43-46
- สรุปผลการวิจัย 43-44
- อภิปรายผลการวิจัย 44-45
- ขอเสนอแนะ 46
ภาคผนวก
บรรณานุกรม
ประวัติผูวิจัย
จ.
บทที่ 1 บทนํา
ความเปนมา และความสําคัญของปญหา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกลุมสาระการ
เรียนรูวิทยาศาสตร ประกอบดวยสาระหลัก 8 สาระ ซึ่งมีเปาหมายใหผูเรียนทุกคนที่จะไดรับการ
พัฒนาทั้งดานความรู กระบวนการคิด กระบวนการสืบเสาะหาความรู การแกปญหา ความสามารถใน
การสื่อสาร การตัดสินใจ การนําความรูไปใชในชีวิตประจําวัน ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค
คุณธรรมและคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปนไทยควบคูกับสากลหรือ “เปนคนเกง
เปนคนดี และเปนคนที่มีความสุข”
วิทยาศาสตรมีบทบาทสําคัญยิ่งตอการพัฒนาความคิดมนุษย ทําใหมนุษยมีความคิด
สรางสรรค คิดอยางมีเหตุผล เปนระบบมีแบบแผน สามารถวิเคราะหปญหาหรือสถานการณไดอยางถี่
ถวนรอบคอบ ชวยใหคาดการณ วางแผน ตัดสินใจแกปญหาและนําไปใชในชีวิตประจําวันไดอยาง
ถูกตองเหมาะสม นอกจากนี้วิทยาศาสตรยังเปนเครื่องมือในการศึกษาทางดาน เทคโนโลยีและศาสตร
อื่นๆอีกมากมาย วิทยาศาสตรจึงมีประโยชนตอการดําเนินชีวิต ชวยพัฒนาคุณภาพชีวิตใหดีขึ้น และ
สามารถอยูรวมกับคนอื่นไดอยางมีความสุข
ปจจุบันเมื่อทําการสํารวจผลการเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนํา
ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน โดยภาพรวมปรากฏวาต่ํา
กวาเกณฑมาตรฐานและมีแนวโนมลดลงอยางตอเนื่อง ซึ่งสวนหนึ่งอาจมาจากธรรมชาติของรายวิชาที่
ตองอาศัยกระบวนการจําเปนหลักและยากตอความเขาใจเพราะเนื้อหาวิชามีจํานวนมาก นอกจากนี้
ยังขึ้นอยูกับพื้นฐานความรูความเขาใจและความสามารถหรือความพรอมที่แตกตางกันของผูเรียนแต
ละคน อีกทั้ง เจตคติในทางลบตอวิชาวิทยาศาสตรยังเปนอุปสรรคตอการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของผูเรียนโดยเฉพาะอยางยิ่งดานทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ดังนั้น ผูวิจัยจึงเกิด
แนวคิดที่จะนํานวัตกรรมแบบเรียนสําเร็จรูปที่จัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการ
เรียนรูใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเองตามขั้นตอนที่กําหนดไวพรอมกับแนวการจัดการเรียนรูแบบ
โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรอันเปนการสงเสริมเจตคติที่ดีทางดาน
วิทยาศาสตร ก็นาจะชวยใหนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา (ว 31241) เรื่อง บท
นําทางชีววิทยา เพิ่มขึ้นจากเดิมได
1.
วัตถุประสงค
1. เพื่อพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา
(ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร รายวิชาชีววิทยา
(ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ระหวางกอนและหลัง
การใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน
3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใชบทเรียน
สําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา (ว 31241) ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
ขอบเขตของการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 รายวิชาชีววิทยา (ว 31241) เนื้อหาบทเรียน
เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
นิยามเชิงศัพท
บทเรียนสําเร็จรูป หมายถึง บทเรียนที่ผูสอนจัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือในการจัดกิจกรรม
การเรียนรูใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง ในแตละสาระการเรียนรูที่กําหนดไวในแตละบทเรียน โดยเริ่ม
จากเนื้อหาสาระที่งาย ๆ ไปสูเนื้อหาที่ยากขึ้นไปตามลําดับ เปนบทเรียนที่สรางขึ้นโดยกําหนด
วัตถุประสงค เนื้อหา วิธีการ และสื่อการเรียนการสอนไวลวงหนา ผูเรียนสามารถศึกษา คนควา และ
ประเมินผลการเรียนดวยตนเองตามขั้นตอนที่กําหนดไว
การเรียนการสอนแบบโครงงาน หมายถึง การจัดเรียนการสอนซึ่งเปดโอกาสใหผูเรียน เรียนรู
เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจของผูเรียนอยางลุมลึก โดยผานกระบวนการหลักคือกระบวนการ
แกปญหาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร ผูเรียนจะเปนผูลงมือปฏิบัติเพื่อคนหาคําตอบดวยตนเองและ
เรียนรูจากการไดมีประสบการณตรงจากแหลงเรียนรู
ผลสัมฤทธิ์การเรียนของผูเรียน หมายถึง ผลคะแนนที่ไดจากการทดสอบดวยเครื่องมือ
แบบทดสอบที่ครูผูสอนจัดทําขึ้นโดยยึดตามมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดในรายวิชาชีววิทยา (ว
31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทาง
ชีววิทยา
เจตคติทางวิทยาศาสตร หมายถึง อารมณหรือความรูสึกของผูเรียนตอรายวิชาวิทยาศาสตร
โดยเฉพาะอยางยิ่งชีววิทยา อันบังเกิดจากการรับรูตอสิ่งนั้นๆ โดยแสดงพฤติกรรมโนมเอียงอยางใด
อยางหนึ่งในรูปการประเมินเชน ชอบ – ไมชอบในการเรียนวิทยาศาสตร เปนตน
2.
สมมติฐานการวิจัย
นักเรียนที่เรียนจากการจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน
รายวิชาชีววิทยา (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตรหลังเรียนสูงกวาผลคะแนนจากการทดสอบกอนเรียนอยางมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05
ขอจํากัดงานวิจัย
รายงานการวิจัยฉบับนี้เปนการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาเฉพาะบทเรียนสําเร็จรูปและ
แนวการสอนแบบโครงงานพรอมเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียน
นอกจากนี้ยังใชแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรโดยตัวนักเรียนเปนผูประเมินเอง ในรายวิชา
ชีววิทยา (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา เทานั้น มิไดเปรียบเทียบทั้งปการศึกษาและทุกเนื้อหา
การเรียนรู ดังนั้น การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะเนนเฉพาะผลการเรียนรูในดานพุทธิพิสัยและดานจิตพิสัย
เทานั้นมิไดครอบคลุมดานทักษะพิสัย
ประโยชนที่ไดรับจากการวิจัย
1. เปนการประยุกตใชนวัตกรรมทางการศึกษาแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบ
โครงงานเพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของชาติ
2. เปนวิธีการหรือแบบอยางแกครู อาจารย หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ สามารถนําไปใช
เพื่อพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนตอไป
3. เปนการสงเสริมองคความรูและพื้นฐานความเขาใจของการวิจัยในชั้นเรียนทางดานการศึกษา
ผลการใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน
3.
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวของ
ยุคสังคมแหลงการเรียนรู (learning –based society)
ในสังคมแหงการเรียนรู หรือในยุคปฏิรูปการเรียนรูนั้น การพัฒนาผูเรียนใหเปนผูเกง ดี มี
ความสุข คือ การพัฒนาดานตอไปนี้
1) พัฒนาดานปญญา คือ ใหผูเรียนมีความรู ความเขาใจในสาระมีทักษะการคิดและ
กระบวนการคิด รวมทั้งพัฒนาปญญาอยางหลากหลาย เชน ปญญาทางดนตรี ปญญาทางศิลปะ เปน
ตน
2) พัฒนาดานอารมณ คือ ใหผูเรียนมีอารมณรื่นเริง แจมใส มองโลกในแงดี เปนผูมีมนุษย
สัมพันธ มีสุขภาพจิตดี
3) พัฒนาทางดานสังคม คือ ใหผูเรียนมีการปรับตัวเขากับสังคมไดงาย ปรับตัวเขากับบุคคล
ในทุกระดับที่เกี่ยวของไดงาย มีปฏิสัมพันธกับบุคคลตางๆ สามารถทํางานรวมกับผูอื่น คือ ทํางานเปน
กลุม ทํางานเปนทีมไดอยางดี
4) พัฒนาดานรางกาย คือ ใหผูเรียนเปนผูที่มีการเจริญทางรางกายเปนไปตามพัฒนาการทาง
กาย มีสุขภาพกายแข็งแรง ไมเปนโรคและปลอดจากยาเสพติด
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จัดทําขึ้นเพื่อใหเขตพื้นที่
การศึกษา หนวยงานระดับทองถิ่นและสถานศึกษาทุกสังกัดที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดนําไปใช
เปนกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย
ทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีการกําหนดวิสัยทัศน หลักการ จุดหมาย สมรรถนะสําคัญ
ของผูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค มาตรฐานการเรียนรูพรอมใหรายละเอียดในแตละกลุมสาระ
การเรียนรู ไดกําหนดมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายสําคัญของการพัฒนาคุณภาพผูเรียน
มาตรฐานการเรียนรูระบุสิ่งที่ผูเรียนพึงรูและปฏิบัติได มีคุณธรรม จริยธรรมและคานิยมที่พึง
ประสงค ที่ตองการใหเกิดแกผูเรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้น มาตรฐานการเรียนรู
ยังเปนกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรูจะสะทอน
ใหทราบวาตองการอะไร ตองสอนอะไร จะสอนอยางไร และประเมินอยางไร รวมทั้งเปนเครื่องมือ
ในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา รวมถึงการกําหนดตัวชี้วัดระบุสิ่งที่ผูเรียนพึงรู
และปฏิบัติได รวมทั้งคุณลักษณะของผูเรียนในแตละระดับชั้น ซึ่งสะทอนถึงมาตรฐานการเรียนรู มี
ความเฉพาะเจาะจงและมีความเปนรูปธรรม นําไปใชในการกําหนดเนื้อหา จัดทําหนวยการเรียนรู
จัดการเรียนการสอน และเปนเกณฑสําคัญสําหรับการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพ
ผูเรียน
4.
5.
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2.
3. มีวินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6.
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน
1.
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
จุดหมาย
1.
2. การใช้เทคโนโลยีและมี
ทักษะชีวิต
3.
4.
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
5.
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
๑.กิจกรรมแนะแนว
๒.กิจกรรมนักเรียน
๓.
สาธารณประโยชน์
วิสัยทัศน์
ร
การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดย
สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ
๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้
1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์
4. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ
7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ
สาระและมาตรฐานการเรียนรูวิทยาศาสตร
สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.1 เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสรางและหนาที่ของระบบ
ตางๆของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกันมีกระบวนการสืบเสาะหาความรื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรู
ไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
มาตรฐาน ว 1.2 เขาใจกระบวนการและความสําคัญของการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเทคโนโลยีชีวภาพที่มีผลกระทบตอ
มนุษยและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนํา
ความรูไปใชประโยชน
สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดลอม
มาตรฐาน ว 2.1 เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต
ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตางๆในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา
ศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยบชน
มาตรฐาน ว 2.2 เขใจความสําคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใชทรัพยากรธรรมชาติระดับทองถิ่น
ประเทศและโลก นําความรูไปใชในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในทองถิ่นอยาง
ยั่งยืน
สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร
มาตรฐาน ว 3.1 เขาใจสมบัติของสาร ความสัมพันธระหวางสมบัติของสารกับโครงสรางและแรงยึด
เหนี่ยวระหวางอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตรสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนํา
ความรูไปใชประโยชน
มาตรฐาน ว 3.2 เขาใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิด
สารละลาย การเกิดปฏิกิริยา มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู
และนําความรูไปใชประโยชน
สาระที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่
มาตรฐาน ว 4.1 เขาใจธรรมชาติของแรงแมเหล็กไฟฟา แรงโนมถวง และแรงนิวเคลียร มีกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชนอยางถูกตองและมีคุณธรรม
มาตรฐาน ว 4.2 เขาใจลักษณะการเคลื่อนที่แบบตางๆของวัตถุในธรรมชาติ มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
สาระที่ 5 พลังงาน
มาตรฐาน 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ
สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
สาระที่ 6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก
6.
มาตรฐาน ว 6.1 เขาใจกระบวนการตางๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธของ
กระบวนการตางๆ ที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศและสัณฐานของโลก มี
กระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
สาระที่ 7 ดาราศาสตรและอวกาศ
มาตรฐาน ว.7.1 เขาใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี่และเอกภพ การปฏิสัมพันธภายในระบบ
สุริยะและผลตอสิ่งมีชีวิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่
เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
มาตรฐาน ว 7.2 เขาใจความสําคัญของเทคโนโลยีอวกาศที่นํามาใชในการสํารวจอวกาศและ
ทรัพยากรธรรมชาติ ดานเกษตรและการสื่อสาร มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร
สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชนอยางมีคุณธรรมตอชีวิตและสิ่งแวดลอม
สาร
สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 8.1 ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ
แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปรางที่แนนอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบไดภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลานั้นๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี
สังคมและสิ่งแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน
คุณภาพของผูเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6
1. เขาใจการรักษาดุลยภาพของเซลลและกลไกการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต
2. เขาใจกระบวนการถายทอดสารพันธุกรรม การแปรผัน-มิวเทชัน วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความ
หลากหลายของสิ่งมีชีวิตและปจจัยที่มีผลตอการอยูรอดของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดลอมตางๆ
3. เขาใจกระบวนการ ความสําคัญและผลของเทคโนโลยีชีวภาพตอมนุษย สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม
4. เขาใจอนุภาคสําคัญที่เปนสวนประกอบในโครงสรางอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ การ
เกิดปฏิกิริยาเคมีและเขียนสมการเคมี ปจจัยที่มีผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
5. เขาใจชนิดแรงยึดเหนี่ยวระหวางอนุภาคและสมบัติตางๆของสารที่มีความสัมพันธกับแรงยึดเหนี่ยว
6. เขาใจการเกิดปโตรเลียม การแยกแกสธรรมชาติและการกลั่นลําดับสวนน้ํามันดิบ การนําผลิตภัณฑ
ปโตรเลียมไปใชประโยชนและผลตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม
7. เขาใจชนิด สมบัติ ปฏิกิริยาที่สําคัญของพอลิเมอรและสารชีวโมเลกุล
8. เขาใจความสัมพันธระหวางปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบตางๆ สมบัติของคลื่นกล คุณภาพ
ของเสียงและการไดยิน สมบัติ ประโยชนและโทษของคลื่นแมเหล็กไฟฟา กัมมันตภาพรังสีและ
พลังงานนิวเคลียร
9. เขาใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกและปรากฏการณทางธรณีที่มีผลตอสิ่งมีชีวิตและ
สิ่งแวดลอม
7.
10. เขาใจการเกิดและวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี่ เอกภพ และความสําคัญของเทคโนโลยี
อวกาศ
11. เขาใจความสัมพันธของความรูวิทยาศาสตรที่มีผลตอการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทตางๆและกร
พัฒนาเทคโนโลยีที่สงผลใหมีการคิดคนความรูทางวิทยาศาสตรที่กาวหนา ผลของเทคโนโลยีตอชีวิต
สังคมและสิ่งแวดลอม
12. ระบุปญหา ตั้งคําถามที่จะสํารวจตรวจสอบ โดยมีการกําหนดความสัมพันธระหวางตัวแปรตางๆ
สืบคนขอมูลจากหลายหลากแหลง ตั้งสมมติฐานที่เปนไปไดหลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบ
สมมติฐานที่เปนไปได
13. วางแผนการสํารวจตรวจสอบเพื่อแกปญหาหรือตอบคําถาม วิเคราะห เชื่อมโยง ความสัมพันธ
ของตัวแปรตางๆ โดยใชสมการทางคณิตศาสตรหรือสรางแบบจําลองจากผลหรือความรูที่ไดรับจาก
การสํารวจตรวจสอบ
14. สื่อสารความคิด ความรูจากผลการสํารวจตรวจสอบโดยการพูด เขียน จัดแสดง หรือใชเทคโนโลยี
สารสนเทศ
15. ใชความรูและกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการดํารงชีวิต การศึกษาหาความรูเพิ่มเติม ทํา
โครงงานหรือสรางชิ้นงานตามความสนใจ
16. แสดงถึงความสนใจ มุงมั่น รับผิดชอบ รอบคอบและซื่อสัตยในการสืบเสาะหาความรูโดยใช
เครื่องมือและวิธีการที่ใหไดผลถูกตองเชื่อถือได
17. ตระหนักถึงคุณคาของความรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่ใชในชีวิตประจําวัน การประกอบ
อาชีพ แสดงถึงความชื่นชม ภูมิใจ ยกยอง อางอิงผลงาน ชิ้นงานที่เปนผลจากภูมิปญญาทองถิ่นและ
การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย
18. แสดงความซาบซึ้ง หวงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใชการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอมอยางรูคุณคา เสนอตัวเองรวมมือปฏิบัติกับชุมชนในการปองกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอมของทองถิ่น
19. แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณคาในกรคนพบความรู พบคําตอบ หรือแกปญหาได
20. ทํางานรวมกับผูอื่นอยางสรางสรรคแสดงความคิดเห็นโดยมีขอมูลอางอิงและเหตุผลประกอบ
เกี่ยวกับผลของการพัฒนาและการใชวิทยาศาตรและเทคโนโลยีอยางมีคุณธรรมตอสังคมและ
สิ่งแวดลอม และยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น
8.
บทเรียนสําเร็จรูป
บทเรียนสําเร็จรูปเปนสื่อสําหรับเรียนดวยตนเอง อาจใชสําหรับศึกษาเปนรายบุคคล รายกลุม
ซึ่งอาจจะพบวามีชื่อเรียกแตกตางกันไป ตามลักษณะของการนําไปใช เชน บทเรียนสําเร็จรูป
แบบเรียนสําเร็จรูป บทเรียนโปรแกรม โปรแกรมการสอน แบบเรียนดวยตนเอง เปนตน ถึงแมจะมีชื่อ
เรียกแตกตางกัน แตลักษณะโดยทั่วไปของบทเรียนสําเร็จรูปมีความคลายคลึงกัน คือเปนวิธีการจัด
กระบวนการเรียนรูวิธีหนึ่ง
1. ความหมาย
บทเรียนสําเร็จรูป หมายถึง บทเรียนที่ผูสอนจัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือในการจัด
กิจกรรมการเรียนรูใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง ในแตละสาระการเรียนรูที่กําหนดไวในแตละบทเรียน
โดยเริ่มจากเนื้อหาสาระที่งาย ๆ ไปสูเนื้อหาที่ยากขึ้นไปตามลําดับ เปนบทเรียนที่สรางขึ้นโดยกําหนด
วัตถุประสงค เนื้อหา วิธีการ และสื่อการเรียนการสอนไวลวงหนา ผูเรียนสามารถศึกษา คนควา และ
ประเมินผลการเรียนดวยตนเองตามขั้นตอนที่กําหนดไว
2. จุดมุงหมายของบทเรียนสําเร็จรูป
1) เพื่อใหผูเรียนสามารถประกอบกิจกรรมการเรียนรูดวยตนเองอยางเต็มความสามารถ โดย
ครูคอยใหคําแนะนําชวยเหลือเมื่อผูเรียนมีปญหา
2) เพื่อใหผูเรียนไดเรียนรูไปตามลําดับขั้น จากงายไปหายาก
3) เพื่อใหผูเรียนสามารถประเมินตนเอง และทราบถึงพัฒนาการในการเรียนรูของตนเอง
4) เพื่อใหผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อประสบความสําเร็จในการเรียนรู
3. หลักการเรียนรูดวยบทเรียนสําเร็จรูป
1) ผูเรียนไดปฏิบัติกิจกรรม หรือมีสวนรวมในการปฏิบัติกิจกรรม
2) ผูเรียนไดประเมินตนเอง และรูคําตอบไดทันที
3) มีการเสริมแรงใหผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจเมื่อสามารถปฏิบัติไดถูกตอง และมีความ
พยายามที่จะแกไขสวนที่บกพรอง
4) ผูเรียนไดเรียนรูไปที่ละลําดับ จากงายไปยากตามศักยภาพและความสามารถของ แตละ
คน
9.
4. ลักษณะของบทเรียนสําเร็จรูป
ลักษณะสําคัญของบทเรียนสําเร็จรูป คือ การออกแบบการบรรจุเนื้อหาและสาระการเรียนรู
ออกเปน กรอบ (Frame) ซึ่งเนื้อหาและสาระการเรียนรูดังกลาวนั้นจะนํามาจัดทําเปนหนวยการ
เรียนรูยอย ๆ แลวบรรจุเนื้อหาสาระการเรียนรูหนวยยอย ๆ ดังกลาวลงไปในกรอบแตละกรอบใหมี
ความสัมพันธและเรียงลําดับเนื้อหาจากงายไปยาก กรอบสาระการเรียนรู (Frame) ในแตละกรอบ
ของบทเรียนสําเร็จรูปประกอบดวย
1) การอธิบายเนื้อหา
2) แบบประเมินผลกอนเรียน
3) เนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู
4) คําถาม
5) เฉลยคําตอบ
6) แบบประเมินผลหลังเรียน
5. ชนิดของกรอบในบทเรียนสําเร็จรูป
กรอบสาระการเรียนรูในบทเรียนสําเร็จรูปกําหนดไว 4 ชนิด ดังนี้
1) กรอบตั้งตน (Set Frame) เปนกรอบที่เปนเสมือนกรอบนําเขาสูบทเรียน ในกรอบนี้จะ
เปนขอมูลการเรียนรูหลักการ ทฤษฎี และคําถามงาย ๆ ที่กําหนดใหผูเรียนตอบคําถามไดถูกตอง ทั้งนี้
เพื่อเปนการใหกําลังใจหรือเสริมแรงใหมีความสุขกับการเรียนรู
2) กรอบฝกหัด (Practice Frame) เปนกรอบที่ใหผูเรียนไดมีโอกาสฝกหัดทํากิจกรรมที่มี
เนื้อหาสาระเชื่อมโยงมาจากรอบตั้งตน ในกรอบฝกหัดนี้เปนกรอบสําหรับการฝกทักษะเชน การอาน
การคิด การวิเคราะห และการเขียน ซึ่งเนื้อหาสาระการเรียนรูจะเพิ่มมากขึ้นกวากรอบตั้งตน
3) กรอบรองกรอบสงทาย (Sub-Terminal Frame) เปนกรอบการเรียนรูกอนที่จะถึงกรอบ
การเรียนรู สรุป ที่ผูเรียนไดผานกิจกรรมการเรียนรูมาตามลําดับ โดยมีเนื้อหาสาระที่เขมขนขึ้นทั้งนี้
เพื่อใหผูเรียนใกลจะสรุปองคความรูที่สมบูรณที่ผานกระบวนการเรียนรูจากบทเรียนสําเร็จรูปไดอยาง
ชัดเจนถูกตอง
4) กรอบสงทาย (Terminal Frame) เปนกรอบสาระการเรียนรูสรุปสุดทาย หรือกรอบจบ
ของบทเรียนสําเร็จรูป เปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระเขมขน และยากกวากรอบสาระการเรียนรูอื่นที่ผาน
มา
10.
6. ชนิดของบทเรียนสําเร็จรูป
ในปจจุบันบทเรียนสําเร็จรูปที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูมี 3 ชนิด ไดแก
1) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง (Linear Programme)
บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรงจะจัดทําเปนกรอบเนื้อหาสาระเรียงลําดับไวตั้งแตกรอบที่ 1-
2-3… จนถึงกรอบจบ ตามที่ผูสอนไดออกแบบไว ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสําหรับการเรียนรูจะมี
ลักษณะดังนี้
การเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง ผูเรียนจะเริ่มตนกิจกรรมการเรียนรูในกรอบ
เนื้อหาสาระการเรียนรูที่ 1-2-3-4 หรือมากกวานี้ตามลําดับตอเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระ
สุดทายซึ่งเปนกรอบจบ มีคําถามเสมอวาการเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปจะเรียนรูขามกรอบได
หรือไม คําตอบก็คือไมได เพราะผูสอนไดออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรูจากงายไปหายาก ซึ่งเนื้อหา
ทั้งหมดจะสานสัมพันธตอเนื่องกันไป ถาขามกรอบการเรียนรูใดกรอบการเรียนรูหนึ่ง เนื้อหาสาระจะ
ขาดหายไป การเรียนรูก็จะไมเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว ลักษณะเดนของบทเรียนสําเร็จรูป
แบบเสนตรงก็คือผูเรียนเกงจะเรียนรูไดเร็วและจบเร็ว การทําบทเรียนก็งาย เพราะแตละกรอบสาระ
การเรียนรูจะบรรจุเนื้อหาสาระไมมากนัก
2) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme)
บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขาเปนบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู เปน
กรอบการเรียนรูหลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง แตมีความแตกตางเพิ่มเติม
ตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระการเรียนรูหลักแลว จะมีกรอบสาระการเรียนรูสาขาเพิ่มเติมหรือกรอบ
สาระการเรียนรูสาขาเขามา
กรอบสาระการเรียนรูสาขาเปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรูพื้นฐานเพิ่มเติมแกผูเรียนที่
ยังขาดความพรอมยังไมเขาใจเนื้อหาสาระหรือยังไมพรอมที่จะเรียนรูในกรอบตอไปในแตละกรอบ
สาระการเรียนรูหลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนที่ตอบ
คําถามผิดพลาดไดมีโอกาสศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขา
11.
6. ชนิดของบทเรียนสําเร็จรูป
ในปจจุบันบทเรียนสําเร็จรูปที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูมี 3 ชนิด ไดแก
1) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง (Linear Programme)
บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรงจะจัดทําเปนกรอบเนื้อหาสาระเรียงลําดับไวตั้งแตกรอบที่ 1-
2-3… จนถึงกรอบจบ ตามที่ผูสอนไดออกแบบไว ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสําหรับการเรียนรูจะมี
ลักษณะดังนี้
การเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง ผูเรียนจะเริ่มตนกิจกรรมการเรียนรูในกรอบ
เนื้อหาสาระการเรียนรูที่ 1-2-3-4 หรือมากกวานี้ตามลําดับตอเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระ
สุดทายซึ่งเปนกรอบจบ มีคําถามเสมอวาการเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปจะเรียนรูขามกรอบได
หรือไม คําตอบก็คือไมได เพราะผูสอนไดออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรูจากงายไปหายาก ซึ่งเนื้อหา
ทั้งหมดจะสานสัมพันธตอเนื่องกันไป ถาขามกรอบการเรียนรูใดกรอบการเรียนรูหนึ่ง เนื้อหาสาระจะ
ขาดหายไป การเรียนรูก็จะไมเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว ลักษณะเดนของบทเรียนสําเร็จรูป
แบบเสนตรงก็คือผูเรียนเกงจะเรียนรูไดเร็วและจบเร็ว การทําบทเรียนก็งาย เพราะแตละกรอบสาระ
การเรียนรูจะบรรจุเนื้อหาสาระไมมากนัก
2) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme)
บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขาเปนบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู เปน
กรอบการเรียนรูหลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง แตมีความแตกตางเพิ่มเติม
ตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระการเรียนรูหลักแลว จะมีกรอบสาระการเรียนรูสาขาเพิ่มเติมหรือกรอบ
สาระการเรียนรูสาขาเขามา
กรอบสาระการเรียนรูสาขาเปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรูพื้นฐานเพิ่มเติมแกผูเรียนที่
ยังขาดความพรอมยังไมเขาใจเนื้อหาสาระหรือยังไมพรอมที่จะเรียนรูในกรอบตอไปในแตละกรอบ
สาระการเรียนรูหลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนที่ตอบ
คําถามผิดพลาดไดมีโอกาสศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขา
11.
6. ชนิดของบทเรียนสําเร็จรูป
ในปจจุบันบทเรียนสําเร็จรูปที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูมี 3 ชนิด ไดแก
1) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง (Linear Programme)
บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรงจะจัดทําเปนกรอบเนื้อหาสาระเรียงลําดับไวตั้งแตกรอบที่ 1-
2-3… จนถึงกรอบจบ ตามที่ผูสอนไดออกแบบไว ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสําหรับการเรียนรูจะมี
ลักษณะดังนี้
การเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง ผูเรียนจะเริ่มตนกิจกรรมการเรียนรูในกรอบ
เนื้อหาสาระการเรียนรูที่ 1-2-3-4 หรือมากกวานี้ตามลําดับตอเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระ
สุดทายซึ่งเปนกรอบจบ มีคําถามเสมอวาการเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปจะเรียนรูขามกรอบได
หรือไม คําตอบก็คือไมได เพราะผูสอนไดออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรูจากงายไปหายาก ซึ่งเนื้อหา
ทั้งหมดจะสานสัมพันธตอเนื่องกันไป ถาขามกรอบการเรียนรูใดกรอบการเรียนรูหนึ่ง เนื้อหาสาระจะ
ขาดหายไป การเรียนรูก็จะไมเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว ลักษณะเดนของบทเรียนสําเร็จรูป
แบบเสนตรงก็คือผูเรียนเกงจะเรียนรูไดเร็วและจบเร็ว การทําบทเรียนก็งาย เพราะแตละกรอบสาระ
การเรียนรูจะบรรจุเนื้อหาสาระไมมากนัก
2) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme)
บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขาเปนบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู เปน
กรอบการเรียนรูหลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง แตมีความแตกตางเพิ่มเติม
ตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระการเรียนรูหลักแลว จะมีกรอบสาระการเรียนรูสาขาเพิ่มเติมหรือกรอบ
สาระการเรียนรูสาขาเขามา
กรอบสาระการเรียนรูสาขาเปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรูพื้นฐานเพิ่มเติมแกผูเรียนที่
ยังขาดความพรอมยังไมเขาใจเนื้อหาสาระหรือยังไมพรอมที่จะเรียนรูในกรอบตอไปในแตละกรอบ
สาระการเรียนรูหลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนที่ตอบ
คําถามผิดพลาดไดมีโอกาสศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขา
11.
บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้
กรอบสาขาดังกลาวนี้เรียกวา Remedial Loops ถาผูเรียนไมสามารถตอบคําถามในกรอบ
สาระการเรียนรูหลักไดแลวจะตองเขาไปศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขาที่แตก
แขนงออกมาตั้งแตสองสาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรูสาขาแรกแลวก็สามารถกลับไปศึกษาใน
กรอบสาระการเรียนรูหลักไดในทันที แตถายังไมผานก็ศึกษาในสาระการเรียนรูสาขาอื่น ๆ จนพรอม
12.
บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้
กรอบสาขาดังกลาวนี้เรียกวา Remedial Loops ถาผูเรียนไมสามารถตอบคําถามในกรอบ
สาระการเรียนรูหลักไดแลวจะตองเขาไปศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขาที่แตก
แขนงออกมาตั้งแตสองสาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรูสาขาแรกแลวก็สามารถกลับไปศึกษาใน
กรอบสาระการเรียนรูหลักไดในทันที แตถายังไมผานก็ศึกษาในสาระการเรียนรูสาขาอื่น ๆ จนพรอม
12.
บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้
กรอบสาขาดังกลาวนี้เรียกวา Remedial Loops ถาผูเรียนไมสามารถตอบคําถามในกรอบ
สาระการเรียนรูหลักไดแลวจะตองเขาไปศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขาที่แตก
แขนงออกมาตั้งแตสองสาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรูสาขาแรกแลวก็สามารถกลับไปศึกษาใน
กรอบสาระการเรียนรูหลักไดในทันที แตถายังไมผานก็ศึกษาในสาระการเรียนรูสาขาอื่น ๆ จนพรอม
12.
แลวจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรูหลักอีกครั้ง เมื่อผานแลวก็ศึกษาในกรอบฯ
ถัดไป
กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกวา Secondary Tracks เมื่อผูเรียนศึกษาเรียนรูในกรอบสาระ
การเรียนรูที่ 1 และสามารถตอบคําถามไดก็ผานไปเรียนรูในกรอบฯ ที่ 2 ถาไมผานตองกลับไปศึกษา
ในกรอบฯ สาขา 1 ถาตอบไดถูกตองก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แตถาตอบผิดก็ตองไปเรียนในกรอบ
สาขาฯ 2 จนกวาจะผาน
13.
แลวจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรูหลักอีกครั้ง เมื่อผานแลวก็ศึกษาในกรอบฯ
ถัดไป
กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกวา Secondary Tracks เมื่อผูเรียนศึกษาเรียนรูในกรอบสาระ
การเรียนรูที่ 1 และสามารถตอบคําถามไดก็ผานไปเรียนรูในกรอบฯ ที่ 2 ถาไมผานตองกลับไปศึกษา
ในกรอบฯ สาขา 1 ถาตอบไดถูกตองก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แตถาตอบผิดก็ตองไปเรียนในกรอบ
สาขาฯ 2 จนกวาจะผาน
13.
แลวจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรูหลักอีกครั้ง เมื่อผานแลวก็ศึกษาในกรอบฯ
ถัดไป
กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกวา Secondary Tracks เมื่อผูเรียนศึกษาเรียนรูในกรอบสาระ
การเรียนรูที่ 1 และสามารถตอบคําถามไดก็ผานไปเรียนรูในกรอบฯ ที่ 2 ถาไมผานตองกลับไปศึกษา
ในกรอบฯ สาขา 1 ถาตอบไดถูกตองก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แตถาตอบผิดก็ตองไปเรียนในกรอบ
สาขาฯ 2 จนกวาจะผาน
13.
กรอบสาขาประเภทนี้เรียกวา Gate Frame เมื่อศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู 1 แลว สามารถที่
จะขามกรอบฯ ไปขางหนาไดหลายกรอบ แตเมื่อขามกรอบฯ ไปแลวไมสามารถตอบคําถามในกรอบฯ
ที่ขามไดตองถอยกลับคืนไปกรอบฯ ที่ 1 เพื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง เปนตน
3) บทเรียนสําเร็จรูปแบบไมแยกกรอบ
บทเรียนสําเร็จรูปแบบไมแยกกรอบ เปนบทเรียนสําเร็จรูปที่มีการนําเสนอเนื้อหา
สาระเพิ่มขึ้นทีละนอยตามลําดับขั้น ในบทเรียนจะมีแบบทดสอบและแบบเฉลยใหตรวจสอบได
ในทันทีเหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบที่ 1-2 หากแตการนําเสนอเนื้อหาสาระไมนําเสนอในรูปของ
กรอบ เนื้อหาที่นําเสนอตองตอเนื่องกัน เหมือนกับการเขียนตําราหรือบทความ
7. กระบวนการผลิตและพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูป
ขั้นตอนการผลิตและพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปมี 4 ขั้นตอน
1) ขั้นวางแผน (Planning)
- ศึกษาหลักสูตร เพื่อใหทราบถึงเนื้อหาสาระที่จะนํามาจัดทําเปนบทเรียนสําเร็จรูป
- กําหนดเนื้อหาสาระที่จะนํามาจัดทําบทเรียน
- กําหนดมาตรฐานการเรียนรูและองคประกอบอื่น ๆ เชน
- จุดประสงคนําทาง จุดประสงคปลายทาง
- ผลการเรียนรูที่คาดหวังวา เมื่อผูเรียนปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรูจบแลว ผูเรียนไดเรียนรู
อะไรบาง
- วิเคราะหความยาก-งายของเนื้อหา
- เตรียมสรางแบบทดสอบทั้งกอนและหลังเรียนในแตละกรอบสาระการเรียนรูใหครอบคลุม
- ความรู (Knowledge)
- ทักษะ/กระบวนการ (Skills Practice/Process)
- เจตคติ (Attitude)
2) ขั้นการผลิต (Production)
(1) เขียนบทเรียนสําเร็จรูปประกอบดวย
- จุดประสงคของบทเรียนสําเร็จรูป
- ขอทดสอบกอนและหลังเรียน
- กิจกรรมการเรียนรูในแตละกรอบสาระการเรียนรูหลักและกรอบสาระการเรียนรูสาขา
- นําไปจัดกิจกรรมการเรียนรูตามที่วางแผนไว
- การวัดผลประเมินผล
14.
(2) สรางแผนการเรียนรู
- ศึกษาวิธีการสรางแผนการเรียนรู
- ศึกษาบทเรียนสําเร็จรูป
- เขียนแผนการเรียนรูตามเนื้อหา โดยพิจารณาความสอดคลองกับจุดประสงค เนื้อหาและ
เวลาที่ใชในการจัดกระบวนการเรียนรู
- นําแผนการเรียนรูใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพ
- ปรับปรุงแกไข ตามขอเสนอแนะของผูเชี่ยวชาญ
8. ขั้นการทดลองตนฉบับ (Prototype testing)
นําบทเรียนสําเร็จรูปตนฉบับไปทดลองกับกลุมทดลองที่ไมใชกลุมตัวอยาง ตามขั้นตอน
ดังตอไปนี้
ขั้นหนึ่งตอหนึ่ง นําบทเรียนสําเร็จรูปไปทดลองกับกลุมทดลองที่ยังไมเคยศึกษาเรื่องนั้น
มากอน เพื่อดูความถูกตองของเนื้อหา ขั้นตอนตาง ๆ ในการเรียนรู ความเหมาะสมของเวลาที่ใช
จากนั้นจึงนําผลและขอบทพรองที่พบ มาปรับปรุงแกไข เพื่อใชในการทดลองขั้นกลุมเล็กตอไป
ขั้นกลุมเล็ก นําบทเรียนสําเร็จรูปที่ผานการปรับปรุงแกไขในขั้นหนึ่งตอหนึ่งไปทดลอง
กับกลุมทดลองที่กําลังเรียนเนื้อหาวิชานั้น เพื่อตรวจสอบความบกพรองของบทเรียน และเพื่อหา
ประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูปวาสามารถพัฒนาผูเรียนใหมีความรูตามเกณฑที่ตั้งไวหรือไม เมื่อ
ทดลองแลวพบวาประสิทธิภาพยังต่ํากวาเกณฑที่ตั้งไว จะตองปรับปรุงแกไขเนื้อหาของบทเรียน
สําเร็จรูป และปรับปรุงกิจกรรมตาง ๆ รวมทั้งแบบทดสอบใหมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
ขั้นกลุมใหญ นําบทเรียนสําเร็จรูปไปทดลองกับกลุมทดลองที่กําลังเรียนเนื้อหาวิชานั้น
และเปนกลุมทดลองที่มีลักษณะและคุณสมบัติใกลเคียงกับกลุมตัวอยางจริง ๆ วาสามารถพัฒนา
ผูเรียนใหมีความรูตามเกณฑที่ตั้งไวหรือไม เมื่อทดลองแลวพบวามีประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไวก็
ดําเนินการจัดทําตนฉบับเพื่อนําไปใชกับกลุมตัวอยางตอไป
9. ขั้นทดลองใชจริง
การทดลองใชจริง เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนสําเร็จรูป มีขั้นตอนในการดําเนินการดังนี้
1) การจัดกิจกรรมการเรียนรูดวยบทเรียนสําเร็จรูป
1.1 ใหผูเรียน ศึกษา และทําความเขาใจเกี่ยวกับขั้นตอนในการเรียนอยางละเอียด โดยอาน
จากคําชี้แจง/คําแนะนําในการศึกษาดวยบทเรียนสําเร็จรูป
1.2 ใหผูเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน (Pretest) ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียนและให
คะแนน
1.3 ผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนที่ระบุไวในบทเรียนสําเร็จรูปครบถวนแลว ใหทําแบบฝกหัด
และตรวจตําตอบจากคําเฉลยที่ใหไว ทําเชนนี้ทุกหนวยการเรียนรูจนครบ
1.4 ครูตรวจสอบการตอบคําถามในแตละกรอบและการทําแบบฝกหัดของผูเรียนทุกหนวย
การเรียนรู
15.
1.5 หลังจากผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนรู ในบทเรียนสําเร็จรูปจบแลวใหผูเรียนทํา
แบบทดสอบหลังเรียน (Posttest)
2) เครื่องมือที่ใชในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูป
2.1 แบบฝกหัด
2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3) การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู
เครื่องมือที่ใชวัดผลการเรียนรู เชน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะตองใหได
ขอมูลตรงกับวัตถุประสงคที่ตองการทราบ ครอบคลุมเนื้อหา สอดคลองกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม
และไมงายหรือยากจนเกินไป อาจจะตรวจสอบโดยผูเชี่ยวชาญหรือโดยการวิเคราะห ดังนี้
3.1 หาความตรงเนื้อหา เปนการหาวาแบบวัดจะวัดไดครอบคลุมสิ่งที่ตองการวัดหรือไมโดย
อาศัยการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งเหมาะกับเครื่องมือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ
และแบบทดสอบ
3.2 หาความสอดคลองระหวางขอสอบกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม โดยใหผูเชี่ยวชาญ
พิจารณา ใชสูตรการคํานวณ ดังนี้
กําหนดคะแนนของผูเชี่ยวชาญอาจจะเปน +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังนี้
+1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
0 = ไมแนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
-1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นไมไดวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
คาดัชนีความสอดคลองที่ยอมรับไดตองมีคาตั้งแต 0.50 ขึ้นไป ในกรณีที่กําหนดการใหคะแนนของ
ผูเชี่ยวชาญเปน 3
16.
1.5 หลังจากผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนรู ในบทเรียนสําเร็จรูปจบแลวใหผูเรียนทํา
แบบทดสอบหลังเรียน (Posttest)
2) เครื่องมือที่ใชในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูป
2.1 แบบฝกหัด
2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3) การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู
เครื่องมือที่ใชวัดผลการเรียนรู เชน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะตองใหได
ขอมูลตรงกับวัตถุประสงคที่ตองการทราบ ครอบคลุมเนื้อหา สอดคลองกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม
และไมงายหรือยากจนเกินไป อาจจะตรวจสอบโดยผูเชี่ยวชาญหรือโดยการวิเคราะห ดังนี้
3.1 หาความตรงเนื้อหา เปนการหาวาแบบวัดจะวัดไดครอบคลุมสิ่งที่ตองการวัดหรือไมโดย
อาศัยการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งเหมาะกับเครื่องมือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ
และแบบทดสอบ
3.2 หาความสอดคลองระหวางขอสอบกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม โดยใหผูเชี่ยวชาญ
พิจารณา ใชสูตรการคํานวณ ดังนี้
กําหนดคะแนนของผูเชี่ยวชาญอาจจะเปน +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังนี้
+1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
0 = ไมแนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
-1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นไมไดวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
คาดัชนีความสอดคลองที่ยอมรับไดตองมีคาตั้งแต 0.50 ขึ้นไป ในกรณีที่กําหนดการใหคะแนนของ
ผูเชี่ยวชาญเปน 3
16.
1.5 หลังจากผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนรู ในบทเรียนสําเร็จรูปจบแลวใหผูเรียนทํา
แบบทดสอบหลังเรียน (Posttest)
2) เครื่องมือที่ใชในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูป
2.1 แบบฝกหัด
2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
3) การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู
เครื่องมือที่ใชวัดผลการเรียนรู เชน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะตองใหได
ขอมูลตรงกับวัตถุประสงคที่ตองการทราบ ครอบคลุมเนื้อหา สอดคลองกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม
และไมงายหรือยากจนเกินไป อาจจะตรวจสอบโดยผูเชี่ยวชาญหรือโดยการวิเคราะห ดังนี้
3.1 หาความตรงเนื้อหา เปนการหาวาแบบวัดจะวัดไดครอบคลุมสิ่งที่ตองการวัดหรือไมโดย
อาศัยการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งเหมาะกับเครื่องมือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ
และแบบทดสอบ
3.2 หาความสอดคลองระหวางขอสอบกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม โดยใหผูเชี่ยวชาญ
พิจารณา ใชสูตรการคํานวณ ดังนี้
กําหนดคะแนนของผูเชี่ยวชาญอาจจะเปน +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังนี้
+1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
0 = ไมแนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
-1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นไมไดวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง
คาดัชนีความสอดคลองที่ยอมรับไดตองมีคาตั้งแต 0.50 ขึ้นไป ในกรณีที่กําหนดการใหคะแนนของ
ผูเชี่ยวชาญเปน 3
16.
การเรียนการสอนแบบโครงงาน
แนวคิด การสอนแบบโครงงานเปนการเปดโอกาสใหผูเรียน เรียนรูเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจ
ของผูเรียนอยางลุมลึก โดยผานกระบวนการหลักคือ กระบวนการแกปญหา ผูเรียนจะเปนผูลงมือ
ปฏิบัติเพื่อคนหาคําตอบดวยตนเอง จึงเปนการเรียนรูจากการไดมีประสบการณตรงจากแหลงเรียนรู
ความหมาย การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัด
ประสบการณใหแกนักเรียนเหมือนกับการทํางานในชีวิตจริง
วัตถุประสงค การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมีวัตถุประสงคเพื่อใหนักเรียน
1. มีประสบการณโดยตรง
2. ไดทําการทดลองและพิสูจนสิ่งตาง ๆ ดวยตนเอง
3. รูจักการทํางานอยางมีระบบ มีขั้นตอน
4. ฝกการเปนผูนําและผูตามที่ดี
5. ไดเรียนรูวิธีการแกปญหา
6. ไดรูจักวิธีการตาง ๆ ในการแกปญหา
7. ฝกวิเคราะห และประเมินตนเอง
ประเภทของโครงงาน
1. โครงงานแบบสํารวจ
2. โครงงานแบบทดลอง
3. โครงงานสิ่งประดิษฐ
4. โครงงานทฤษฎี
รูปแบบการจัดทําโครงงาน
1. ชื่อโครงงาน
2. คณะทํางาน
3. ที่ปรึกษา
4. แนวคิด / ที่มา / ความสําคัญ
5. วัตถุประสงค / จุดมุงหมาย
6. ขั้นตอนการดําเนินงาน / วิธีการศึกษา
7. แหลง / สถานศึกษา (ถามี)
8. วัสดุ อุปกรณ
9. งบประมาณ
10. ระยะเวลาการดําเนินงาน
11. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ
17.
ขั้นตอนในการสอนทําโครงงาน การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมี 4 ขั้นตอน คือ
1. กําหนดความมุงหมายและลักษณะโครงงานโดยตัวนักเรียนเอง
2. วางแผนหรือวางโครงงาน นักเรียนตองชวยกันวางแผนวาจะทําอะไร ใชวิธีการหรือกิจกรรมใด จึง
จะบรรลุจุดมุงหมาย
3. ขั้นดําเนินการ ลงมือทํากิจกรรมหรือแกปญหา
4. ประเมินผล โดยประเมินวากิจกรรมหรือโครงงานนั้นบรรลุผลตามความมุงหมายที่กําหนดไวหรือไม
มีขอบกพรอง และควรแกไขใหดีขึ้นอยางไร
วิธีการทําโครงงาน
1. ประชุมปรึกษาหารือ เพื่อหาขอสรุปเกี่ยวกับหัวขอของโครงงาน จากสิ่งตอไปนี้
- การสังเกต หรือตามที่สงสัย
- ความรูในวิชาตาง ๆ
- จากปญหาใกลตัว หรือการเลน
- คําบอกเลาของผูใหญ หรือผูรู
2. เขียนหลักการ เหตุผล ที่มาของโครงงาน
3. ตั้งวัตถุประสงคของการทําโครงงาน
4. กําหนดวิธีการศึกษา เชน การสํารวจ การทดลอง เปนตน
5. นําผลการศึกษามาอภิปรายกลุม
6. สรุปผลการศึกษา โดยการอภิปรายกลุม
7. ปรับปรุงชื่อโครงงาน ใหครอบคลุม นาสนใจ
การประเมินผลการทําโครงงาน ครูผูสอนจะเปนผูประเมินการทําโครงงานของนักเรียนแตละ
กลุม โดยใชแบบประเมินแผนผังโครงงานพิจารณาตามรายละเอียดดังนี้
1. ชื่อเรื่องแสดงถึงความคิดริเริ่มสรางสรรค
2. ชื่อเรื่องมีความสัมพันธกับเนื้อหาคําถามมีการกระตุนใหนักเรียนเกิดความคิด
3. สมมติฐานมีการแสดงถึงพื้นฐานความรูเดิม
4. วิธีการ เครื่องมือที่ใชในการศึกษา เหมาะสมสอดคลองกับจุดมุงหมายและเนื้อหา
5. แหลงศึกษาสามารถคนควาคําตอบได
6. วิธีการนําเสนอชัดเจน เหมาะสมกับเนื้อหาและเวลา
18.
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรหมายถึง การวัดผลและประเมินผล
การเรียนวิชาวิทยาศาสตรจากพฤติกรรมการเรียนที่พึงประสงคในวิชาวิทยาศาสตรตามแนวคิด
ของบลูมมี 5 อยางดังนี้
1. ความรูความเขาใจ
2. การสืบเสาะหาความรูทางวิทยาศาสตร
3. การนําความรูและวิธีการทางวิทยาศาสตรไปใช
4. เจตคติและความสนใจ
5. ทักษะปฏิบัติการ
พฤติกรรมการเรียนที่พึงประสงคในวิชาวิทยาศาสตรแตพฤติกรรมมีความหมายดังนี้
1. พฤติกรรมดานความรูความเขาใจ หมายถึง การเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู
ของนักเรียนทั้งในดานความสามารถในการจดจํา การอธิบาย และใหเหตุผลเกี่ยวกับ
ศัพท ขอเท็จจริง แนวความคิด กระบวนการ หลักการ ทฤษฏีตางๆ ซึ่งมีรายละเอียดครอบคลุม
พฤติกรรมหลายประการ
2. พฤติกรรมดานการสืบเสาะหาความรูทางวิทยาศาสตร หมายถึง การ
เปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมการเรียนรูของนักเรียนในดานความสามารถในการสังเกต การวัด การ
มองเห็นปญหาและวิธีการแกปญหา การตีความหมายขอมูลและการลงขอสรุป ตลอดจนการสราง
การทดลองและการแกไขแบบจําลองทฤษฏี
3. พฤติกรรมดานการนําความรูและวิธีการทางวิทยาศาสตรไปใช หมายถึงการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูของนักเรียนในดานความสามารถที่จะใชความรู และวิธีการทาง
วิทยาศาสตรเพื่อแกปญหาในสถานการณใหม โดยเฉพาะอยางยิ่งปญหาในชีวิตประจําวัน
4. พฤติกรรมดานเจตคติและความสนใจ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ทางการเรียนรูของนักเรียนทางดานความรูสึกและอารมณ ซึ่งมีขอบเขตกวางขวาง รวมถึงความ
สนใจและเจตคติ
5. พฤติกรรมดานทักษะปฏิบัติการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ
เรียนรูของนักเรียนดานความสามารถที่จะใชมือในการปฏิบัติ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรหมายถึง การวัดพฤติกรรม
การเรียนรูดานสติปญญาหรือความรูความคิดตามแนวของ Klopfer แหงมหาวิทยาลัยพิตสเบ
อรก (University of Pittsburgh) เปน 4 ลําดับขั้นของพฤติกรรมคือ
1. ความรู – ความจํา (Knowledge)
2. ความเขาใจ (Comprehension)
3. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร(Science Skill Process)
4. การนําความรูและกระบวนการทางวิทยาศาสตรไปใช (Application)
19.
แนวทางการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู
การวัดผลและประเมินผลการเรียนรูจะบรรลุผลตามเปาหมายของการเรียนการสอนที่
วางไวไดควรมีแนวทางดังนี้
1. ตองวัดและประเมินผลทั้งความรูความคิด ความสามารถ ทักษะและ
กระบวนการ เจตคติ คุณธรรมจริยธรรม คานิยมในวิทยาศาสตร รวมทั้งโอกาสในการเรียนรูของ
ผูเรียน
2. วิธีการวัดและประเมินผลตองสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูที่กําหนดไว
3. ตองเก็บขอมูลที่ไดจากการวัดและประเมินผลอยางตรงไปตรงมา
และตองประเมินผลภายใตขอมูลที่มีอยู
4. ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนตองนําไปสูการแปลผลและลง
ขอสรุปที่สมเหตุสมผล
5. การวัดและประเมินผลตองมีความเที่ยงตรงและเปนธรรม ทั้งในดานของวิธีการ
วัด โอกาสของการประเมิน
ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร เปนคะแนนจากผลการ
เรียนรูของนักเรียนที่ใชความสามารถทางสติปญญา ดานความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช
และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดนําเอาลักษณะการตั้งคําถามตาม
ระดับขั้นของบลูม มาเปนแนวทางในการเขียนคําถามของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียนเพราะ ลักษณะการตั้งคําถามตามระดับขั้นของบลูม เปนการถามที่จะทําใหนักเรียนไดฝก
ความสามารถในการคิดอยางมีระดับขั้นตอน ซึ่งเปนคุณลักษณะดานพุทธิ
สัย (Cognitive Domain) และมีระดับดังนี้คือ ความจํา ความเขาใจ การวิเคราะห การ
สังเคราะห และการประเมินคา ประกอบกับลักษณะคําถามเหลานี้ยังสามารถพัฒนาความคิดของ
นักเรียน ในการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร ไดอีกดวย
เจตคติทางวิทยาศาสตร
เจตคติทางวิทยาศาสตร หมายถึง บุคคลที่มีลักษณะหรือบุคลิกภาพที่แสดงวามีวิธีการคิด
ทาที หรือพฤติกรรมที่แสดงตอเนื้อหาวิชาและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร หรืออื่นๆ ซึ่งจําเปนตองใช
ความรูหรือหลักการ ทางวิทยาศาสตรมาประกอบการพิจารณา การที่ปจจุบันความรูทางวิทยาศาสตร
เจริญกาวหนาและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมีการ คนพบความรูใหมๆอีกมากมาย นั้น นอกจากรู
วิธีการทางวิทยาศาสตรและมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแลว จําเปนจะตองมีเจตคติทาง
วิทยาศาสตร คือตองเกิดจากความอยากรูอยากเห็น ชางสงสัย เมื่อสงสัยก็อยากทราบคําตอบ จึงคิด
หาวิธีการที่จะทําใหไดคําตอบนั้น ในการที่จะใหได คําตอบจําเปนตองอดทนรอคอยความรูจากความ
พยายามโดยไมสนใจวาความรูนั้น จะใหประโยชนอะไรแกตนหรือไม คุณลักษณะเชนนี้ เรียกวา เจต
คติทางวิทยาศาสตร
20.
หัวใจของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร นอกจากทําใหนักเรียนเขาใจและสรุปองคความรู
ทางวิทยาศาสตรไดอยางถูกตอง ไดพัฒนาการคิดระดับสูง สามารถเชื่อมโยงความรูทางวิทยาศาสตร
กับชีวิตจริงไดแลว ยังตองทําใหนักเรียนมีเจตคติทางวิทยาศาสตรตามสาระที่ 8 ธรรมชาติของ
วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี Bronoski , Diederich และ Whaley & Surratt ไดเขียนบทความไวใน
วารสาร The Kansas School Naturalist, Vol.35,No.4, April 1989 ดังนี้
1. ชอบทําการทดลองหรือสํารวจตรวจสอบ(Empiricism) นักวิทยาศาสตรชอบคนหาใหพบความ
จริง “คุณไมตองถกเถียงกันวาฝนกําลังตกอยูขางนอกหรือไม เพียงแตยื่นมือออกไปจากหนาตางก็จะ
รู” สิ่งที่อยูเบื้องหลังความคิดนี้คือความเชื่อที่วา มีโลกแหงความเปนจริงอยางหนึ่งที่เปนไปตามกฎคง
ตัวในธรรมชาติ เราสามารถตรวจสอบโลกแหงความเปนจริงนั้น และสรางความเขาใจในความจริงนั้น
ได ความจริงนั้นจะไมเปลี่ยนแปลงไปตามเรา และโลกแหงความเปนจริงก็จะไมขึ้นอยูกับความเขาใจ
ของเรา เราจะไมหยั่งเสียงขอความเห็นชอบกับวิทยาศาสตร
2. ตกลงใจอยางมีเหตุผล (Determinism) ทุกสิ่งทุกอยางมีเหตุผล ดังตัวอยางงายๆ คือ แรงกริยา
เปนเหตุของแรงปฏิกิริยา ผลจะไมเกิดขึ้นถาไมมีเหตุ ทั้งนี้กระบวนการบางอยางก็เปนไปแบบสุม หรือ
อลหมานไรรูปแบบ แตสิ่งที่เปนเหตุมิไดกอใหเกิดผลเพียงอยางเดียวในวันนี้ และอีกอยางหนึ่งในวัน
พรุงนี้
3. เชื่อวาทุกปญหามีคําตอบ (A belief that problems have solutions) ปญหาหลักทั้งหลาย
ไดรับการแกไขมาแลวในอดีต นับตั้งแตโครงการ Manhattan (โครงการระเบิดนิวเคลียรใน
สงครามโลกครั้งที่ 2)ไปจนถึง การสงมนุษยไปยังดวงจันทร ปญหาอื่น ๆ เชนมลพิษ สงคราม ความ
ยากจน และสิ่งที่เราหลีกเลี่ยง ลวนแตมีสาเหตุที่แทจริง และสามารถแกไขได แมบางทีจะไมใชเรื่อง
งาย แตก็เปนไปได
4. แสวงหาสิ่งที่งาย (Parsimony) ชอบสิ่งที่งายมากกวาสิ่งที่ซับซอน เชน เมื่อมีคําอธิบายเกี่ยวกับ
การเคลื่อนที่ของดาวเคราะหโดยกลาวถึง 2 ระบบคือระบบซับซอนที่ยึดวาโลกเปนศูนยกลางของ วง
โคจร และระบบอยางงายที่ถือวาดวงอาทิตยเปนศูนยกลางของวงโคจร เราจะเลือกคําอธิบายที่งาย
5. การปฏิบัติทางวิทยาศาสตร (Scientific manipulation) ความคิดใดๆ แมวาจะเปนเรื่องงายๆ
และสอดคลองกับผลที่สังเกตได จะตองสามารถยืนยันไดโดยการปฏิบัติ เพื่อใหเห็นวาไมใชความ
บังเอิญที่เกิดขึ้นดวยสาเหตุอื่นๆ
21.
6. ชางสงสัย (Skepticism) ขอความเกือบทั้งหมดถือเปนสมมติฐานที่ตองพิสูจน บางครั้ง
นักวิทยาศาสตรจะมาถึงจุดปลายทางที่ลมเหลวในการวิจัย และจะตองกลับไปพิจารณาวาสมมติฐาน
ทั้งหมดที่ตั้งไวเปนจริงสําหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหรือไม
7. ความแมนยํา (Precision) นักวิทยาศาสตรจะไมอดทนตอขอความที่หละหลวม ไวรัสชนิดหนึ่ง
เปนสาเหตุของโรค ไวรัสมากเทาไรที่จะทําใหเกิดการอักเสบ มีรางกายชนิดใดที่สรางภูมิคุมกันตอไวรัส
หรือไม นักวิทยาศาสตรจะเปนคนแนนอนและรอบคอบมาก
8. ยอมรับกระบวนทัศน (Respect for paradigms) กระบวนทัศนหมายถึงความเขาใจในภาพรวม
วาสิ่งตางๆบนโลกทํางานอยางไร มโนทัศนหนึ่งเหมาะกับความเขาใจในภาพรวมหรือไม หรือมันไม
เปนไปตามความรูของเราเกี่ยวกับโลกแหงความเปนจริง ถามันไมเหมาะ มันก็ไมมีประโยชน และ
นักวิทยาศาสตรก็จะกลับไปคนหาวามโนทัศนใหมผิดพลาด หรือ จะตองเปลี่ยนกระบวนทัศน
9. ยอมรับพลังของโครงสรางเชิงทฤษฎี (A respect for power of theoretical structure)
Diederich กลาววานักวิทยาศาสตรมักจะไมเห็นดวยกับทัศนคติที่วา “ มันเปนจริงในเชิงทฤษฎีแตมัน
ไมเปนจริงในทางปฏิบัติ” เขาชี้วาทฤษฎีจะเปนจริงก็ตอเมื่อมันเปนไปไดในทางปฏิบัติเทานั้น แทจริง
แลวความถูกตองของทฤษฎีอยูที่จุดหมายปลายทางของงานที่นักวิทยาศาสตรกําลังทํา ไมมีความจริง
ทางวิทยาศาสตรที่ถูกสะสมไวโดยวิธีสุม (นี่เปนความเขาใจที่นักเรียนที่เขารวมงานประกวดโครงงาน
วิทยาศาสตรจะตองเรียนรู)
10. เต็มใจที่จะเปลี่ยนความคิดเห็น (Willing to change opinion) เมื่อ Harold Urey ผูเขียน
หนังสือทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดผิวดวงจันทร ไดตรวจสอบหินที่นํามาจากดวงจันทรโดยยานอะพอลโล
เขายอมรับทันทีวาทฤษฎีของเขาไมเหมาะกับความจริง เขายอมรับวา เขาผิดพลาด เขาประกาศ
ออกไปโดยไมตอตานวาทฤษฎีของเขาถูกใชมาหลายสิบป
11. เคารพตอความจริง (Royalty to reality) Dr. Urey ไมเพียงแตเปลี่ยนไปสูความคิดใหม แต
เขายอมรับแบบจําลองที่เหมาะสมกับความจริงมากกวา เขาไมเคยพิจารณาที่จะยึดติดกับความคิดเห็น
เพราะวามันเกี่ยวพันกับชื่อเสียงของเขา
12. ไมเชื่อในไสยศาสตรหรืออํานาจลึกลับ และเห็นชอบคําอธิบายทางวิทยาศาสตรอยางอัตโมมัติ
(Aversion to superstition and automatic preference for scientific explanation) ไม
22.
มีนักวิทยาศาสตรคนใดที่รูหลักฐานของการทดลองทั้งหมดภายใตมโนทัศนวิทยาศาสตรในปจจุบัน
ดังนั้นเขาจึงเชื่อความคิดเห็นบางอยางโดยไมเขาใจพื้นฐาน นักวิทยาศาสตรปฏิเสธอํานาจลึกลับ และ
เห็นชอบกระบวนทัศนทางวิทยาศาสตร มากกวาความซาบซึ้งในพลังของความรูที่มีพื้นฐานมาจาก
ความจริง
13. กระหายความรู ซึ่งเปนแรงขับเคลื่อนทางปญญา (A thirst for knowledge, an
intellectual drive) นักวิทยาศาสตรมุงมั่นอยูกับการแกปญหา ตัวตอชิ้นเล็กๆที่ไมพอดีจะเปนสิ่งที่
นาสนใจที่สุดของนักวิทยาศาสตร อยางไรก็ตามดังที่ Diederich ใหขอคิดไววา นักวิทยาศาสตรยินดี
จะมีชีวิตอยูกับความไมสมบูรณ มากกวา “การที่จะเปนผูเติมเต็มชองวางดวยคําอธิบายที่ไมมี
หลักฐาน”
14. ชะลอการตัดสินใจ (Suspended judgment) นักวิทยาศาสตรจะไมแสดงความคิดเห็นตอ
ประเด็นปญหาที่ไดรับมอบหมาย จนกวาจะไดสํารวจตรวจสอบแลว เพราะมันเปนเรื่องยากที่จะ
ยกเลิกความคิดเห็นที่ไดแสดงออกไปแลว นักวิทยาศาสตรมักจะทําใหเราคนหาความจริงเพื่อ
สนับสนุนความคิดเห็น อยางไรก็ตามเราตองมีความปรารถนาที่จะตั้งสมมติฐานที่ดีที่สุดเมื่อมีเวลาและ
โอกาส
15. ความตระหนักในเงื่อนไข (Awareness of assumptions) Diederich กลาววา
นักวิทยาศาสตรเริ่มทํางานโดยนิยามคําศัพท ทําความชัดเจนกับเงื่อนไขตางๆ ลดเงื่อนไขที่จําเปนให
นอยลง เราตองการนักวิทยาศาสตรที่สรางคําอธิบายกวางๆเกี่ยวกับโลกอันซับซอนใบนี้ แตปกติแลว
นักวิทยาศาสตรมักจะมีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องที่เขารู และจะกลาวถึงมันอยางแนนอนวา ถา
เงื่อนไขเหลานี้เปนจริงผลที่เกิดขึ้นจะเปนอยางนี้ และอยางนี้
16. ความสามารถในการแยกมโนทัศนพื้นฐานออกจากสิ่งที่ไมเกี่ยวของ หรือไมสําคัญ (Ability
to separate fundamental concepts from irrelevant or unimportant) นักเรียน
วิทยาศาสตรที่อายุยังนอยอยูมักจะเสียเวลาอยูกับการสังเกตและขอมูลที่มีความสําคัญนอยตอการ
สรางมโนทัศนที่ตองการสํารวจตรวจสอบ
17. ยอมรับขอมูลเชิงปริมาณ และซาบซึ้งในคณิตศาสตรในฐานะที่เปนภาษาหนึ่งของ
วิทยาศาสตร (Respect for quantification and appreciation of mathematics as a
23.
language of science) ความสัมพันธในธรรมชาติสวนมากมักมีรูปแบบ และเปนความสัมพันธเชิง
คณิตศาสตร เมื่อมีการตรวจวัดเชิงตัวเลข และความงามเหลานี้จะยังคงมีอยูโดยไมตองมีเครื่องมือวัด
18. ความซาบซึ้งในความนาจะเปน และสถิติ (An appreciation of probability and
statistics) คาสหสัมพันธไมใชเปนเครื่องพิสูจนถึงเหตุ และผล แตความรูทางวิทยาศาสตรโบราณ
ไดมาจากการพิสูจนโดยใชเหตุการณที่เกิดขึ้นบังเอิญ คนที่มีประสบการณนอยทางสถิติ จะมีความ
ยากลําบากในการเขาใจมโนทัศนของเหตุการณที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
19. เขาใจวาความรูทั้งหมดมีขอจํากัดในดานความคงทน (An understanding that all
knowledge has tolerance limits) เมื่อวิเคราะหปรากฏการณทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลก อยาง
ระมัดระวัง จะพบวาขอมูลเชิงปริมาณจะกระจายเพียงเล็กนอยรอบๆคาเฉลี่ย เชน อุณหภูมิของ
รางกายมนุษย ความเรงของวัตถุที่ตกลงมาอยางอิสระจะมีคาแนนอน แตก็จะมีการแปรผันเล็กนอย
ไมมีปริมาณใดที่แนนอนอยางสัมบูรณ
20. การยอมรับขอจํากัดของมนุษย ( Empathy for the human condition) ตรงกันขามกับ
ความเชื่อในสิ่งที่นิยมกันอยางแพรหลาย ยังมีระบบคานิยมทางวิทยาศาสตรที่อยูบนพื้นฐานของความ
เปนมนุษย ซึ่งเปนสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่สามารถจินตนาการสิ่งตางๆที่ไมถูกกระทบโดยการกระตุน
อยางทันทีทันใดในสภาพแวดลอม ดังนั้นเราจึงเปนสัตวโลกที่สามารถมองกลับไปยังอดีต และวางแผน
สําหรับอนาคตได นี่คือเหตุผลที่เมื่อเราอานหนังสือ และจินตนาการไปถึงความรูสึกของผูเขียนวาเขา
หมายความวาอยางไร และคิดอยางไร การปฏิบัติที่ไมยอมรับขอจํากัดและไมเห็นคุณคาของมนุษย ถือ
วาเปนการสรางผลงานทางวิทยาศาสตรที่ไมแมนยํา
24.
กรอบความคิดในการศึกษาวิจัย
ตัวแปรตน
 บทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง
บทนําทางชีววิทยา
 การจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบโครงงาน
ตัวแปรตาม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางิวทยาศาสตร รายวิชาชีววิทยา (ว
31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
25.
บทที่ 3 องคประกอบและขั้นตอนการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค เพื่อสรางและพัฒนานวัตกรรมแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการ
สอนแบบโครงงานพรอมกับศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร
ระหวางกอนการใชและหลังการใชนวัตกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน
วิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บท
นําทางชีววิทยา โดยใชแบบทดสอบกอน-หลังเรียนและแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรโดย
นักเรียนเปนผูประเมินตนเอง ซึ่งมีวิธีดําเนินการวิจัย ดังนี้
ขั้นตอนและวิธีการดําเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom action research) ขั้นตอนการวิจัย
ประกอบดวย
1. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับแบบเรียนสําเร็จรูปและวิธีการจัดการเรียนรู
แบบโครงงาน
2. การสรางและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงานประกอบแบบเรียนสําเร็จรูปรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
3. การสรางและพัฒนาเครื่องมือที่เปนแบบเรียนสําเร็จรูปและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา พรอมแบบประเมิน
นวัตกรรมสําหรับผูเชี่ยวชาญ
4. การดําเนินการประเมินนวัตกรรมดานเนื้อหาโดยผูเชี่ยวชาญพรอมกับปรับปรุงแกไขกอน
นําไปใชจริงกลับกลุมตัวอยางในชั้นเรียน
5. การดําเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงานประกอบ
แบบเรียนสําเร็จรูปตามแผนที่ไดวางไว
6. การเก็บรวบรวมขอมูลจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนและหลังการใช
แบบเรียนสําเร็จรูปประกอบแผนการสอนแบบโครงงานและแบบประเมินเจตคติทาง
วิทยาศาสตรโดยนักเรียนกลุมตัวอยางเปนผูประเมินตนเอง
7. การวิเคราะห สรุปผล และนําเสนอผลการสรางและพัฒนาแบบเรียนสําเร็จรูปประกอบ
แผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงานและการเปรียบเทียบผลการทดสอบกอนกับหลังพรอมผล
การประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรของนักเรียนการใชนวัตกรรมในการจัดการเรียนรูโดย
การจัดทําเลมรายงานฉบับสมบูรณ
ประชากรและกลุมตัวอยาง
1. ประชากร ไดแก นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
26.
2. กลุมตัวอยาง ไดแก นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-
คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2555 หอง 1 จํานวน 41 คน โดยการสุมแบบ
เฉพาะเจาะจง
ตัวแปรในการศึกษาวิจัย
 ตัวแปรตนหรือสิ่งที่ตองการศึกษา ไดแก การจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปและวิธีการ
จัดการเรียนรูแบบโครงงาน
 ตัวแปรตามหรือผลที่ตองการศึกษา ไดแก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทาง
วิทยาศาสตร
ขอมูลที่ใชในการวิจัย
ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย ,สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบแบบ Dependent
samples t-test ของคะแนนการทดสอบและคะแนนเจตคติทางวิทยาศาสตรเปรียบเทียบระหวาง
นักเรียนเพศชายและเพศหญิงหลังการใชบทเรียนสําเร็จรูปประกอบแนวการสอนแบบโครงงาน
รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา จากการใชเครื่องมือที่เปนแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคูขนานและแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรกับนักเรียนกลุมตัวอยาง
เครื่องมือ
1. เครื่องมือ ไดแก
1.1 แผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
1.2 บทเรียนสําเร็จรูป รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
1.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนและหลังการใชบทเรียนสําเร็จรูป
ประกอบแผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน
1.4 แบบประเมินนวัตกรรมบทเรียนสําเร็จรูป รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241)
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทาง
ชีววิทยา สําหรับผูเชี่ยวชาญ
2. วิธีการสรางและพัฒนาเครื่องมือ
2.1 แผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
ดําเนินการสรางและพัฒนาดังนี้
(1) ศึกษาวิเคราะหหลักสูตร แผนการสอน คูมือครู มาตรฐานการเรียนรู
และตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและอื่นๆที่เกี่ยวของ
(2) ดําเนินการสรางโดยกําหนดหัวขอหลักและรองที่สําคัญ รายละเอียด
ของเนื้อหา ตลอดจนกิจกรรมประกอบการเรียนรู
27.
(3) จัดทําเอกสารแผนการจัดการเรียนรูและเอกสารประกอบการจัดการ
เรียนการสอนอื่นๆที่เปนฉบับจริง เพื่อดําเนินการวิจัยตอไป
2.2 แบบเรียนสําเร็จรูป รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ดําเนินการสรางและ
พัฒนาดังนี้
(1) ศึกษาวิเคราะหเอกสารที่เกี่ยวของกับนวัตกรรมบทเรียนสําเร็จรูปทาง
การศึกษา
(2) ดําเนินการออกแบบบทเรียนสําเร็จรูปใหครอบคลุมมาตรฐานการ
เรียนรู/ตัวชี้วัดและเนื้อหาบทเรียน เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
(3) จัดพิมพแบบเรียนสําเร็จรูปแลวนําไปใหผูเชี่ยวชาญประเมินความตรง
เชิงเนื้อหาแลวนําผลมาปรับปรุงพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปจนไดฉบับสมบูรณเพื่อใชดําเนินการวิจัยกับ
นักเรียนกลุมตัวอยางตอไป
2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนและหลังเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241)
เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ดําเนินการสรางและพัฒนาดังนี้
(1) ศึกษาวิเคราะหหลักสูตร แผนการสอน คูมือครู มาตรฐานการเรียนรู
และตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและอื่นๆที่เกี่ยวของ
(2) ดําเนินการออกแบบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนและ
หลังเรียนในลักษณะคูขนาน จํานวน 18 ขอโดยครอบคลุมเนื้อหาและมาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัด
(3) จัดพิมพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนและหลังเรียนรายวิชาชีววิทยา 1
(ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ฉบับสมบูรณเพื่อใชดําเนินการวิจัยตอไป
2.4 แบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรหลังการใชนวัตกรรมรายวิชาชีววิทยา 1
(ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง
บทนําทางชีวิทยา สําหรับผูเรียน
(1) ศึกษาวิเคราะหเอกสารที่เกี่ยวของกับการประเมินเจตคติทาง
วิทยาศาสตรของนักเรียนทั้งหมด
(2) ดําเนินการออกแบบแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตร รายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา สําหรับผูเรียนใหคลอบคลุมในทุกๆดาน
(3) จัดพิมพแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตร รายวิชาชีววิทยา 1
(ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา สําหรับนักเรียนเพื่อใชเก็บขอมูลตอไป
การเก็บรวบรวมขอมูล
การวิจัยครั้งนี้ใชแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง แบบ One Group Pretest-Posttest Design
โดยผูวิจัยไดดําเนินการจัดการเรียนรูแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปของนักเรียนกลุม
ตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 ป
28.
การศึกษา 2555 จํานวน 41 คน ในรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ซึ่งการ
เก็บรวบรวมขอมลผูวิจัยไดดําเนินการ ดังนี้
1. จัดทําเอกสารแผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน บทเรียนสําเร็จรูป แบบประเมิน
แบบสอบถามเจตคติทางวิทยาศาสตรแบบเรียนสําเร็จรูป และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
กอน-หลังเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
2. นําเอกสารแผนการจัดการเรียนรูแบบโคงงานและบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1
(ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่สรางและพัฒนาขึ้นโดยผูวิจัยมาใชจัดการเรียนรู
ในชั้นเรียนกับนักเรียนกลุมตัวอยางซึ่งตองทําการทดสอบความรูพื้นฐานของผูเรียนดวย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนเรียน
3. เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรูรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
ผูวิจัยไดทําการทดสอบผูเรียนหลังจากใชสื่อบทเรียนสําเร็จรูปประกอบแผนการจัดการ
เรียนรูแบบโครงงานดวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนพรอมกับใหผูเรียนทํา
แบบสอบถามเจตคติทางวิทยาศาสตรดวยแบบสอบถามที่ผูวิจัยจัดทําขึ้น
4. นําผลคะแนนจากการทดสอบกอน-หลังเรียนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และคะแนน
เจตคติทางวิทยาศาสตรจากแบบสอบถามวัดเจตคติทางวิทยาศาสตรมาวิเคราะหหา
คาเฉลี่ย ,สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อบรรยายลักษณะภาพรวมของการเรียนรูและการ
ทดสอบคาเฉลี่ยแบบ dependent sample t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกตางของ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียนและ One way ANOVA เพื่อ
เปรียบเทียบความแตกตางทางเจตคติทางวิทยาศาสตรระหวางเพศหญิงและเพศชาย ใน
รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ของนักเรียนระดับชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แลวบันทึกผลลงตารางเก็บ
รวบรวมขอมูล
การวิเคราะหขอมูล
วิเคราะหขอมูล โดยการหาคาเฉลี่ย ,สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตารางแจกแจงความถี่ รอยละ/
เปอรเซ็นตและการทดสอบความแตกตางคาเฉลี่ยแบบ t-test ของผลคะแนนจากแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคูขนาน (กอนเรียน-หลังเรียน) แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร (หลังเรียน)
และแบบสอบถามความพึงพอใจตอการใชแบบเรียนสําเร็จรูปประกอบจัดการเรียนรูแบบโครงงาน
รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
การนําเสนอขอมูล
นําเสนอขอมูลโดยความเรียง ประกอบตารางและแผนภูมิวงกลม/กราฟแทง
29.
บทที่ 4 ผลการศึกษาวิจัย
ตารางที่ 1 แสดงผลการวิเคราะหความคิดเห็นของผูทรงคุณวุฒิตอนวัตกรรมบทเรียนสําเร็จรูป
รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-
คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
รายการขอความคิดเห็น
ประมาณคาความคิดเห็นของ
ผูทรงคุณวุฒิคนที่ คา IOC แปลผล
1 2 3 4 5
1. ความสอดคลองเหมาะสมกับหลักสูตร +1 0 +1 +1 +1 0.8 ใชได
2. ความสอดคลองเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา +1 +1 +1 +1 +1 1.0 ใชได
3. ความสอดคลองเหมาะสมกับวัยของผูเรียน +1 +1 +1 +1 +1 1.0 ใชได
4. ความสอดคลองเหมาะสมกับสภาพปจจุบัน
และปญหา
0 0 0 0 0 0.0 ใชไมได
5. ความเหมาะสมตอกระบวนการพัฒนาผูเรียน +1 +1 +1 +1 +1 1.0 ใชได
6. ความเหมาะสมของเนื้อหา +1 +1 +1 +1 +1 1.0 ใชได
7. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร 0 +1 0 +1 +1 0.6 ใชได
8. ความเหมาะสมของการใชภาษา 0 +1 0 0 0 0.2 ใชไมได
9. ความเหมาะสมกับความสนใจของนักเรียน 0 +1 0 +1 +1 0.6 ใชได
10.ความเหมาะสมของรูปแบบ 0 +1 0 0 0 0.2 ใชไมได
คา IOC = 0.8+1.0+1.0+0.0+1.0+1.0+0.6+0.2+0.6+0.2
10
= 6.4 = 0.64
10
แปลผล บทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ในภาพรวมมี
ความเหมาะสมที่จะนํามาใชเปนสื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบโครงงานสําหรับนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แตสามารถเพิ่มคุณภาพโดยการ
แกไขปรับปรุงบทเรียนสําเร็จรูปฉบับนี้ในดานความสอดคลองเหมาะสมกับสภาพปจจุบันและปญหา,
ความเหมาะสมของการใชภาษาและความเหมาะสมของรูปแบบตามคําแนะนาของผูเชี่ยวชาญ
30.
ตารางที่ 2 แสดงคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลคะแนนการเรียนรูโดยใชแนวการ
สอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
แบบเรียนสําเร็จรูป
การสอนแบบโครงงาน
คาเฉลี่ย
( X )
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
( SD )
การทดสอบกอนเรียน 7.37 1.771
การทดสอบหลังเรียน 8.90 2.234
หมายเหตุ คะแนนเต็มผลการเรียน
- การทดสอบกอนเรียน = 18 คะแนน
- การทดสอบหลังเรียน = 18 คะแนน
แปลผล นักเรียนมีผลคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน ( X = 8.90, SD = 2.234 ) สูงกวาผล
คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบกอนเรียน ( X = 7.37, SD = 1.771) แสดงวานักเรียนมีความกาวหนา
ทางการเรียนมากขึ้นหลังการใชบทเรียนสําเร็จรูป อยางไรก็ตามคาเฉลี่ยของผลการทดสอบหลังเรียน
ยังต่ํากวา 50% ของคะแนนเต็มซึ่งจะตองทําการสอนซอมเสริมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให
สูงขึ้นตอไป
31.
กราฟที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระหวางคาเฉลี่ยผลการเรียนรูจากคะแนนการทดสอบกอนเรียน
และหลังเรียนโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1
(ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทาง
ชีววิทยา
0
1
2
3
4
5
6
7
8
9
1การทดสอบก่อนเรียน
32.
การทดสอบหลังเรียน
กราฟที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระหวางคาเฉลี่ยผลการเรียนรูจากคะแนนการทดสอบกอนเรียน
และหลังเรียนโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1
(ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทาง
ชีววิทยา
1 2การทดสอบก่อนเรียน
32.
การทดสอบหลังเรียน
กราฟที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระหวางคาเฉลี่ยผลการเรียนรูจากคะแนนการทดสอบกอนเรียน
และหลังเรียนโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1
(ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทาง
ชีววิทยา
การทดสอบก่อนเรียน
32.
การทดสอบหลังเรียน
ตารางที่ 3 แสดงผลการทดสอบคาเฉลี่ยแบบ Paired/Dependent Samples t-test ของผล
คะแนนการทดสอบกอนเรียน-หลังเรียนโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียน
สําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-
คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
ตารางที่ 3.1 แสดงคาสหสัมพันธระหวางผลคะแนนการทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน
คูความสัมพันธ จํานวนนักเรียน คาสหสัมพันธ คานัยสําคัญ
คะแนนกอนเรียน-หลังเรียน 41 คน 0.268 0.090
แปลผล ผลคะแนนการทดสอบกอนเรียนกับคะแนนการทดสอบหลังเรียนโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปใน
กรจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบโครงงานมีความสัมพันธในระดับคอนขางต่ํา ( r = 0.268) อยางไมมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
ตารางที่ 3.2 แสดงการทดสอบคาเฉลี่ยแบบ Paired/Dependent Samples t-test
คูความสัมพันธ คาเฉลี่ย สวน
เบี่ยงเบน
มาตรฐาน
คาเฉลี่ย
ความ
แตกตาง
สวนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
คาการ
ทดสอบ t
คาองศา
อิสระ
คา
นัยสําคัญ
กอนเรียน
หลังเรียน
7.37
8.90
1.771
2.234
-1.537 2.450 -4.015 40 0.000* *
* *
p < 0.01
แปลผล การจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการจัดการเรียนรูแบบโครงงานทําใหผล
คะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกวากอนเรียนโดยกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น
99%
33.
ตารางที่ 4 แสดงความถี่และรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ
เพศ จํานวน (คน) รอยละ
ชาย 8 19.5
หญิง 33 80.5
รวม 41 100.0
กราฟที่ 2 แสดงรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน
วิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ
เพศหญิง, 80.5%
34.
ตารางที่ 4 แสดงความถี่และรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ
เพศ จํานวน (คน) รอยละ
ชาย 8 19.5
หญิง 33 80.5
รวม 41 100.0
กราฟที่ 2 แสดงรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน
วิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ
เพศชาย, 19.5%
เพศหญิง, 80.5%
34.
ตารางที่ 4 แสดงความถี่และรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ
เพศ จํานวน (คน) รอยละ
ชาย 8 19.5
หญิง 33 80.5
รวม 41 100.0
กราฟที่ 2 แสดงรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน
วิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ
34.
ตารางที่ 4 แสดงความถี่และรอยละของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรหลังการจัดการ
เรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว
31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
ระดับความคิดเห็น
ของนักเรียน
ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
ขอที่ 1 ขอที่ 2 ขอที่ 3 ขอที่ 4 ขอที่ 5
ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง
ไมเห็นดวย
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
0
(0.0%)
ไมแนใจ
0
(0.0%)
5
(12.2%)
2
(4.9%)
2
(4.9%)
0
(0.0%)
4
(9.8%)
2
(4.9%)
1
(2.4%)
1
(2.4%)
6
(14.6%)
เห็นดวย
5
(12.2%)
16
(39.0%)
3
(7.3%)
14
(34.1%)
2
(4.9%)
17
(41.5%)
3
(7.3%)
5
(12.2%)
4
(9.8%)
23
(56.1%)
เห็นดวยอยางยิ่ง
3
(7.3%)
12
(29.3%)
3
(7.3%)
17
(41.5%)
6
(14.6%)
11
(26.8%)
3
(7.3%)
27
(65.9%)
2
(4.9%)
4
(9.8%)
รวม
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
ระดับความคิดเห็น
ของนักเรียน
ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
ขอที่ 6 ขอที่ 7 ขอที่ 8 ขอที่ 9 ขอที่ 10
ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง
ไมเห็นดวย
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
ไมแนใจ
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
4
(9.8%)
1
(2.4%)
3
(9.8%)
0
(0.0%)
4
(9.8%)
1
(2.4%)
4
(9.8%)
เห็นดวย
6
(14.6%)
13
(31.7%)
3
(7.3%)
18
(43.9%)
3
(7.3%)
14
(34.1%)
3
(7.3%)
12
(29.3%)
5
(12.2%)
19
(46.3%)
เห็นดวยอยางยิ่ง
2
(4.9%)
20
(48.8%)
4
(9.8%)
11
(26.8%)
4
(9.8%)
15
(36.6%)
5
(12.2%)
16
(39.0%)
2
(4.9%)
10
(24.4%)
รวม
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
35.
ระดับความคิดเห็น
ของนักเรียน
ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
ขอที่ 11 ขอที่ 12 ขอที่ 13 ขอที่ 14 ขอที่ 15
ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง
ไมเห็นดวย
0
(0.0%)
2
(4.9%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
2
(4.9%)
1
(2.4%)
2
(4.9%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
ไมแนใจ
2
(4.9%)
14
(34.1%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
16
(39.0%)
1
(2.4%)
6
(14.6%)
1
(2.4%)
3
(7.3%)
เห็นดวย
4
(9.8%)
13
(31.7%)
5
(12.2%)
14
(34.1%)
5
(12.2%)
12
(29.3%)
3
(7.3%)
10
(24.4%)
3
(7.3%)
17
(41.5%)
เห็นดวยอยางยิ่ง
2
(4.9%)
4
(9.8%)
3
(7.3%)
17
(41.5%)
2
(4.9%)
3
(7.3%)
3
(7.3%)
15
(36.6%)
4
(9.8%)
13
(31.7%)
รวม
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
ระดับความคิดเห็น
ของนักเรียน
ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
ขอที่ 16 ขอที่ 17 ขอที่ 18 ขอที่ 19 ขอที่ 20
ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง
ไมเห็นดวย
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
2
(4.9%)
0
(0.0%)
3
(7.3%)
ไมแนใจ
1
(2.4%)
4
(9.8%)
4
(9.8%)
11
(26.8%)
0
(0.0%)
3
(7.3%)
1
(2.4%)
16
(39.0%)
2
(4.9%)
2
(4.9%)
เห็นดวย
1
(2.4%)
16
(39.0%)
1
(2.4%)
20
(48.8%)
2
(4.9%)
16
(39.0%)
3
(7.3%)
15
(36.6%)
4
(9.8%)
6
(14.6%)
เห็นดวยอยางยิ่ง
6
(14.6%)
13
(31.7%)
2
(4.9%)
2
(4.9%)
6
(14.6%)
14
(34.1%)
3
(7.3%)
0
(0.0%)
2
(4.9%)
22
(53.7%)
รวม
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
36.
ระดับความคิดเห็น
ของนักเรียน
ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
ขอที่ 21 ขอที่ 22 ขอที่ 23 ขอที่ 24 ขอที่ 25
ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง
ไมเห็นดวย
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
5
(12.2%)
ไมแนใจ
1
(2.4%)
7
(17.1%)
1
(2.4%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
6
(14.6%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
3
(7.3%)
11
(26.8%)
เห็นดวย
1
(2.4%)
17
(41.5%)
0
(0.0%)
6
(14.6%)
5
(12.2%)
19
(46.3%)
3
(7.3%)
9
(22.0%)
2
(4.9%)
13
(31.7%)
เห็นดวยอยางยิ่ง
6
(14.6%)
9
(22.0%)
7
(17.1%)
27
(65.9%)
2
(4.9%)
7
(17.1%)
5
(12.2%)
24
(58.5%)
2
(4.9%)
4
(9.8%)
รวม
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
ระดับความคิดเห็น
ของนักเรียน
ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
ขอที่ 26 ขอที่ 27 ขอที่ 28 ขอที่ 29 ขอที่ 30
ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง
ไมเห็นดวย
1
(2.4%)
1
(2.4%)
2
(4.9%)
2
(4.9%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
1
(2.4%)
1
(2.4%)
ไมแนใจ
0
(0.0%)
3
(7.3%)
2
(4.9%)
17
(41.5%)
1
(2.4%)
6
(14.6%)
0
(0.0%)
0
(0.0%)
2
(4.9%)
9
(22.0%)
เห็นดวย
2
(4.9%)
12
(29.3%)
2
(4.9%)
9
(22.0%)
3
(7.3%)
13
(31.7%)
1
(2.4%)
11
(26.8%)
2
(4.9%)
17
(41.5%)
เห็นดวยอยางยิ่ง
5
(12.2%)
17
(41.5%)
2
(4.9%)
5
(12.2%)
4
(9.8%)
14
(34.1%)
7
(17.1%)
22
(53.7%)
3
(7.3%)
6
(14.6%)
รวม
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
41 คน
(100%)
หมายเหตุ คะแนนระดับความคิดเห็นของนักเรียน
นอย = 1 คะแนน ปานกลาง = 2 คะแนน
มาก = 3 คะแนน มากที่สุด = 4 คะแนน
แปลผล นักเรียนสวนใหญมีเจตคติตอวิทยาศาสตรหลังเรียนอยูในระดับมากซึ่งคลายคลึงกันทั้ง
นักเรียนชายและนักเรียนหญิง โดยเฉพาะอยางยิ่งในขอ 6, 12, 24 และ 29 จะไมพบความคิดเห็นของ
นักเรียนในระดับนอยและปานกลางอยูเลย
37.
กราฟที่ 3 แสดงรอยละของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ
หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป
ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
0
10
20
30
40
50
60
70
80
ข้อ1 ข้อ2
0
10
20
30
40
50
60
ข้อ11 ข้อ12
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
38.
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
กราฟที่ 3 แสดงรอยละของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ
หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป
ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
ข้อ3 ข้อ4 ข้อ5 ข้อ6 ข้อ7
ข้อ13 ข้อ14 ข้อ15 ข้อ16 ข้อ17
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
38.
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
กราฟที่ 3 แสดงรอยละของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ
หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป
ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
ข้อ8 ข้อ9 ข้อ10
ข้อ18 ข้อ19 ข้อ20
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
38.
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
แบบประเมิน ขอ1 ขอ2 ขอ3 ขอ4 ขอ5 ขอ6 ขอ7 ขอ8 ขอ9 ขอ10
ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 2.4 0.0 2.4 2.4 2.4 0.0
ไมแนใจ 12.2 9.8 9.8 7.3 17.1 0.0 9.8 9.8 9.8 12.2
เห็นดวย 51.2 41.5 46.3 19.5 65.9 46.3 41.5 41.5 36.6 58.5
เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 48.8 41.5 73.2 14.6 53.7 46.3 46.3 51.2 29.3
รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100
แบบประเมิน ขอ11 ขอ12 ขอ13 ขอ14 ขอ15 ขอ16 ขอ17 ขอ18 ขอ19 ขอ20
ไมเห็นดวย 4.9 0.0 4.9 7.3 0.0 0.0 2.4 0.0 7.3 7.3
ไมแนใจ 39 0.0 41.4 17.1 9.8 12.2 36.6 7.3 41.5 9.8
เห็นดวย 41.5 41.5 41.5 31.7 48.8 41.5 51.2 43.9 43.9 24.4
เห็นดวยอยางยิ่ง 14.6 58.5 12.2 43.9 41.5 46.3 9.8 48.8 7.3 58.5
รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100
แบบประเมิน ขอ21 ขอ22 ขอ23 ขอ24 ขอ25 ขอ26 ขอ27 ขอ28 ขอ29 ขอ30
ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 14.6 4.9 9.8 0.0 0.0 4.9
ไมแนใจ 19.5 2.4 17.1 0.0 34.1 7.3 46.3 17.1 0.0 26.8
เห็นดวย 43.9 14.6 58.5 29.3 36.6 34.1 26.8 39 29.3 46.3
เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 83.0 22 70.7 14.7 53.7 17.1 43.9 70.7 22
รวม 100 100.0 100 100 100 100 100 100 100 100
0
10
20
30
40
50
60
70
80
90
ข้อ21 ข้อ22
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
39.
แบบประเมิน ขอ1 ขอ2 ขอ3 ขอ4 ขอ5 ขอ6 ขอ7 ขอ8 ขอ9 ขอ10
ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 2.4 0.0 2.4 2.4 2.4 0.0
ไมแนใจ 12.2 9.8 9.8 7.3 17.1 0.0 9.8 9.8 9.8 12.2
เห็นดวย 51.2 41.5 46.3 19.5 65.9 46.3 41.5 41.5 36.6 58.5
เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 48.8 41.5 73.2 14.6 53.7 46.3 46.3 51.2 29.3
รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100
แบบประเมิน ขอ11 ขอ12 ขอ13 ขอ14 ขอ15 ขอ16 ขอ17 ขอ18 ขอ19 ขอ20
ไมเห็นดวย 4.9 0.0 4.9 7.3 0.0 0.0 2.4 0.0 7.3 7.3
ไมแนใจ 39 0.0 41.4 17.1 9.8 12.2 36.6 7.3 41.5 9.8
เห็นดวย 41.5 41.5 41.5 31.7 48.8 41.5 51.2 43.9 43.9 24.4
เห็นดวยอยางยิ่ง 14.6 58.5 12.2 43.9 41.5 46.3 9.8 48.8 7.3 58.5
รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100
แบบประเมิน ขอ21 ขอ22 ขอ23 ขอ24 ขอ25 ขอ26 ขอ27 ขอ28 ขอ29 ขอ30
ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 14.6 4.9 9.8 0.0 0.0 4.9
ไมแนใจ 19.5 2.4 17.1 0.0 34.1 7.3 46.3 17.1 0.0 26.8
เห็นดวย 43.9 14.6 58.5 29.3 36.6 34.1 26.8 39 29.3 46.3
เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 83.0 22 70.7 14.7 53.7 17.1 43.9 70.7 22
รวม 100 100.0 100 100 100 100 100 100 100 100
ข้อ23 ข้อ24 ข้อ25 ข้อ26 ข้อ27 ข้อ28
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
39.
แบบประเมิน ขอ1 ขอ2 ขอ3 ขอ4 ขอ5 ขอ6 ขอ7 ขอ8 ขอ9 ขอ10
ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 2.4 0.0 2.4 2.4 2.4 0.0
ไมแนใจ 12.2 9.8 9.8 7.3 17.1 0.0 9.8 9.8 9.8 12.2
เห็นดวย 51.2 41.5 46.3 19.5 65.9 46.3 41.5 41.5 36.6 58.5
เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 48.8 41.5 73.2 14.6 53.7 46.3 46.3 51.2 29.3
รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100
แบบประเมิน ขอ11 ขอ12 ขอ13 ขอ14 ขอ15 ขอ16 ขอ17 ขอ18 ขอ19 ขอ20
ไมเห็นดวย 4.9 0.0 4.9 7.3 0.0 0.0 2.4 0.0 7.3 7.3
ไมแนใจ 39 0.0 41.4 17.1 9.8 12.2 36.6 7.3 41.5 9.8
เห็นดวย 41.5 41.5 41.5 31.7 48.8 41.5 51.2 43.9 43.9 24.4
เห็นดวยอยางยิ่ง 14.6 58.5 12.2 43.9 41.5 46.3 9.8 48.8 7.3 58.5
รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100
แบบประเมิน ขอ21 ขอ22 ขอ23 ขอ24 ขอ25 ขอ26 ขอ27 ขอ28 ขอ29 ขอ30
ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 14.6 4.9 9.8 0.0 0.0 4.9
ไมแนใจ 19.5 2.4 17.1 0.0 34.1 7.3 46.3 17.1 0.0 26.8
เห็นดวย 43.9 14.6 58.5 29.3 36.6 34.1 26.8 39 29.3 46.3
เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 83.0 22 70.7 14.7 53.7 17.1 43.9 70.7 22
รวม 100 100.0 100 100 100 100 100 100 100 100
ข้อ28 ข้อ29 ข้อ30
รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
39.
ตารางที่ 5 แสดงคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
โดยรวมทั้งเพศชายและเพศหญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบ
สื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุม
ตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
รายการขอความคิดเห็น คาเฉลี่ย
( X )
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
( SD )
ความหมาย
1. ขาพเจามีความสุขเมื่อไดทดลองวิทยาศาสตร 3.24 0.663 ระดับสูง
2. ขาพเจาอยากเรียนวิชาวิทยาศาสตร 3.39 0.666 ระดับสูง
3. วิทยาศาสตรทําใหคนเรามีเหตุผล 3.27 0.742 ระดับสูง
4. เรียนวิชาวิทยาศาสตรแลวสามารถ
นําไปใชพัฒนาตนเองได
3.66 0.617 ระดับสูง
5. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่เรียนสนุก 2.93 0.648 ระดับปานกลาง
6. วิทยาศาสตรชวยใหเรียนวิชาอื่นๆไดดีขึ้น 3.54 0.505 ระดับสูง
7. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่นาสนใจ 3.22 0.725 ระดับสูง
8. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่เรียนแลว
คุมคากับการลงทุน
3.32 0.756 ระดับสูง
9. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่มนุษยนําไป
พัฒนาประเทศชาติใหเจริญกาวหนา
3.37 0.767 ระดับสูง
10. วิทยาศาสตรจะไมทําใหมนุษยเกิดความเครียด 3.17 0.629 ระดับสูง
11. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่นาเรียนกวาวิชาอื่น ๆ 2.66 0.794 ระดับปานกลาง
12. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ไมนาเบื่อ 3.59 0.499 ระดับสูง
13. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ควรใหเวลามากกวานี้ 2.61 0.771 ระดับปานกลาง
14. ขาพเจาไมรูสึกกังวลเมื่อเรียนวิชาวิทยาศาสตร 3.12 0.954 ระดับสูง
15. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ชวยใหสังคมกาวหนา 3.32 0.650 ระดับสูง
16. การปฏิบัติการทดลองไมมีอันตรายและไมนากลัว
ทําใหผูเรียนชอบเรียน
3.34 0.693 ระดับสูง
17. ถาขาพเจาพบบทความทาง
วิทยาศาสตรจะเก็บไวอานและศึกษา
2.68 0.687 ระดับปานกลาง
18. ในชั่วโมงการเรียนวิทยาศาสตรแตละ
ครั้งขาพเจาไมตองการใหหมดเร็ว
3.41 0.631 ระดับสูง
40.
รายการขอความคิดเห็น คาเฉลี่ย
( X )
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
( SD )
ความหมาย
19. ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมงที่ขาพเจารอคอย 2.51 0.746 ระดับปานกลาง
20. เมื่อผูสอนใหทําการทดลองขาพเจามีความเต็ม
ใจที่จะทําจนสําเร็จ
3.34 0.938 ระดับสูง
21. เมื่อผูสอนใหทําการทดลองขาพเจาจะ
ตั้งใจทําอยางดีเยี่ยม
3.17 0.738 ระดับสูง
22. ในชั่วโมงวิทยาศาสตรขาพเจาจะไม
แอบอานหนังสือการตูน
3.80 0.459 ระดับสูง
23. ขอมูลที่ไดจากวิทยาศาสตรเชื่อถือได 3.00 0.707 ระดับปานกลาง
24. วิทยาศาสตรสามารถนําไปพัฒนาตนเองได 3.71 0.461 ระดับสูง
25. ขาพเจาชอบเที่ยวชมนิทรรศการ
วิทยาศาสตรอยูเสมอ
2.51 0.925 ระดับปานกลาง
26. วิทยาศาสตรเปนกิจกรรมที่ทาทายความสามารถ 3.37 0.829 ระดับสูง
27. ขาพเจาชอบวิชาวิทยาศาสตรมากกวา
วิชาอื่น ๆ
2.51 0.898 ระดับปานกลาง
28. เมื่อใดก็ตามที่ขาพเจาลงมือทดลอง
วิทยาศาสตรขาพเจามักจะทําตอจนสําเร็จหรือไม
ลมเลิกกลางครัน
3.27 0.742 ระดับสูง
29. ขาพเจาชอบรวมกิจกรรมงานวิทยาศาสตร 3.71 0.461 ระดับสูง
30. ทุกครั้งที่มีรายการทางโทรทัศนเกี่ยวกับ
วิทยาศาสตรขาพเจาจะดูอยางตั้งใจ
2.85 0.823 ระดับปานกลาง
เกณฑประเมิน > 3.00 หมายถึง เจตคติวิทยาศาสตรระดับสูง
2.00-3.00 หมายถึง เจตคติวิทยาศาสตรระดับปานกลาง
< 2.00 หมายถึง เจตคติวิทยาศาสตรระดับต่ํา
แปลผล นักเรียนมีคาเฉลี่ยเจตคติตอวิทยาศาสตรหลังเรียนมากที่สุดในขอที่ 22 คือ ในชั่วโมง
วิทยาศาสตรขาพเจาจะไมแอบอานหนังสือการตูน ( X =3.80, SD = 0.459) และนอยที่สุดในขอที่
19 คือ ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมงที่ขาพเจารอคอย ( X =2.51, SD = 0.746)
41.
กราฟที่ 4 แสดงคาเฉลี่ยของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ
หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป
ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
0
0.5
1
1.5
2
2.5
3
3.5
4
ข้อ1 ข้อ2 ข้อ3 ข้อ4
0
0.5
1
1.5
2
2.5
3
3.5
4
ข้อ16 ข้อ17 ข้อ18 ข้อ19
42.
คาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตรคาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตร
กราฟที่ 4 แสดงคาเฉลี่ยของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ
หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป
ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
ข้อ4 ข้อ5 ข้อ6 ข้อ7 ข้อ8 ข้อ9 ข้อ10 ข้อ11 ข้อ12
ข้อ19 ข้อ20 ข้อ21 ข้อ22 ข้อ23 ข้อ24 ข้อ25 ข้อ26 ข้อ27
42.
คาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตรคาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตร
กราฟที่ 4 แสดงคาเฉลี่ยของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ
หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป
ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร
ข้อ12 ข้อ13 ข้อ14 ข้อ15
ข้อ27 ข้อ28 ข้อ29 ข้อ30
42.
คาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตรคาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตร
บทที่ 5
สรุป อภิปรายผลการศึกษาและขอเสนอแนะ
การวิจัยเรื่องการศึกษาผลการใชบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา
ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสรางและพัฒนาแบบ เรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานและนํามา
ทําการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอน-หลังและเจตคติตอวิทยาศาสตรหลังการใช
บทเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน ซึ่งจากการวิจัยในครั้งนี้สามารถวิเคราะห สรุป
อภิปรายผลการศึกษาและขอเสนอแนะได ดังนี้
สรุปผลการวิจัย
1. ผลการวิเคราะหความคิดเห็นของผูทรงคุณวุฒิในดานความตรงเชิงเนื้อหาของบทเรียน
สําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสต สวนใหญ (7 ขอจาก 10 ขอ) มีคา IOC มากกวา 0.5 หรือ “ใชได”
และเมื่อทําการวิเคราะหคา IOC ของแบบเรียนสําเร็จรูปทั้งฉบับ มีคาเทากับ 0.64 ซึ่งจะไดขอสรุปวา
บทเรียนสําเร็จรูปฉบับนี้สามารถนํามาใชประกอบการจัดการเรียนการสอนได อยางไรก็ตามควรมีการ
ปรับปรุงคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหาโดยการแกไขพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปฉบับนี้ในดานความ
สอดคลองเหมาะสมกับสภาพปจจุบันและปญหา, ความเหมาะสมของการใชภาษาและความเหมาะสม
ของรูปแบบตามคําแนะนําของผูเชี่ยวชาญ
2. ผลการวิเคราะหคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนการเรียนรูโดยใชแนว
การสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทาง
ชีววิทยา ของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-
คณิตศาสตร จะเห็นไดวา นักเรียนมีผลคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน ( X = 8.90, SD =
2.234 ) สูงกวาผลคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบกอนเรียน ( X = 7.37, SD = 1.771) แสดงวา
นักเรียนมีความกาวหนาทางการเรียนมากขึ้นหลังการใชบทเรียนสําเร็จรูป อยางไรก็ตามคาเฉลี่ยของ
ผลการทดสอบหลังเรียนยังต่ํากวา 50% ของคะแนนเต็มซึ่งจะตองทําการสอนซอมเสริมเพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนใหสูงขึ้นตอไป
43.
3. ผลการวิเคราะหทดสอบคาเฉลี่ยแบบ Paired/Dependent Samples t-test ของผล
คะแนนการทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน (pretest-posttest) โดยการจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียน
สําเร็จรูปและแนวการจัดการเรียนรูแบบโครงงานทําใหผลคะแนนการทดสอบของนักเรียนกลุม
ตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-วิทยาศาสตรหลังเรียนสูงกวากอน
เรียน (t = -4.015) โดยกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (sig = 0.00) ซึ่งเปน
ผลจากการจัดการเรียนการสอนดังจะเห็นไดจากคาสหสัมพันธระหวางคะแนนทดสอบกอนเรียนและ
คะแนนทดสอบหลังเรียนของผูเรียนอยูในระดับคอนขางนอย (r = 0.268) ซึ่งมีความแตกตางกันอยาง
ไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (sig = 0.90) แสดงวา นักเรียนมีความรูความเขาใจ
เพิ่มขึ้นจากการเรียนรูไมใชมีความรูเดิมในเนื้อหาบทเรียนนั้นอยูแลว
4. ผลการวิเคราะหคารอยละของผลการประเมินนักเรียนสวนใหญมีเจตคติตอวิทยาศาสตร
หลังเรียนอยูในระดับมากซึ่งคลายคลึงกันทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง โดยเฉพาะอยางยิ่งในขอที่
6 คือ วิทยาศาสตรชวยใหเรียนวิชาอื่นๆไดดีขึ้น, ขอที่ 12 คือ วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ไมนาเบื่อ, ขอที่
24 คือ วิทยาศาสตรสามารถนําไปพัฒนาตนเองได และ ขอที่ 29 คือ ขาพเจาชอบรวมกิจกรรมงาน
วิทยาศาสตร โดยไมพบความคิดเห็นในระดับนอยและปานกลางอยูเลย ซึ่งสอดคลองกับผลการ
วิเคราะหคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมิน พบวา นักเรียนมีคาเฉลี่ยเจตคติตอ
วิทยาศาสตรหลังเรียนมากที่สุดในขอที่ 4 คือ ในชั่วโมงวิทยาศาสตรขาพเจาจะไมแอบอานหนังสือ
การตูน ( X =3.80, SD = 0.459) และนอยที่สุดในขอที่ 19 คือ ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมงที่
ขาพเจารอคอย ( X =2.51, SD = 0.746) แสดงวา นักเรียนสวนใหญทั้งเพศหญิงและเพศชายเกิดเจต
คติที่ดีตอวิทยาศาสตรโดยเฉพาะอยางยิ่งความตระหนักถึงบทบาทหนาที่ในการเรียนรูวิชา
วิทยาศาสตรหลังจากไดรับการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียน
สําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา
อภิปรายผลการวิจัย
ผลการวิจัยสอดคลองกับสมมติฐานที่ตั้งไววาถาแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบ
โครงงานรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียน 2 สามารถสงเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจต
คติตอวิทยาศาสตรของผูเรียนได ดังนั้น ผลคะแนนการทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน (pretest-
posttest) โดยการจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการจัดการเรียนรูแบบโครงงานทํา
ใหผลคะแนนการทดสอบของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน
วิทยาศาสตร-วิทยาศาสตรหลังเรียน ( X = 8.90, SD = 2.234 ) สูงกวากอนเรียน( X = 7.37, SD =
1.771) โดยกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (t = -4.015, sig = 0.00) ซึ่งเปน
ผลจากการจัดการเรียนการสอนดังจะเห็นไดจากคาสหสัมพันธระหวางคะแนนทดสอบกอนเรียนและ
44.
คะแนนทดสอบหลังเรียนของผูเรียนอยูในระดับคอนขางนอย (r = 0.268) ซึ่งมีความแตกตางกันอยาง
ไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (sig = 0.90) แสดงวา นักเรียนมีความรูความเขาใจ
เพิ่มขึ้นจากการเรียนรูไมใชมีความรูเดิมอยูในเรื่องนั้นอยูแลว ซึ่งเปนไปไดวากิจกรรมการเรียนการ
สอนแบบเนนผูเรียนเปนสําคัญประกอบสื่อแบบเรียนสําเร็จรูไดเปดโอกาสใหผูเรียนไดสรางองคความรู
และทําความเขาใจเนื้อหาบทเรียนตางๆดวยตนเองอันเปนการสงเสริมใหผูเรียนไดพัฒนาตนเองอยาง
เต็มตามศักยภาพบนความแตกตางระหวางบุคคลโดยเฉพาะอยางยิ่งพื้นฐานความรูความเขาใจหรือ
ความพรอมของนักเรียนแตละคนโดยจะเห็นไดจากผลคะแนนการทําแบบประเมินเจตคติตอ
วิทยาศาสตรหลังเรียนอยูในระดับมากซึ่งคลายคลึงกันทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง โดยเฉพาะ
อยางยิ่งในขอที่ 6 คือ วิทยาศาสตรชวยใหเรียนวิชาอื่นๆไดดีขึ้น, ขอที่ 12 คือ วิทยาศาสตรเปนวิชาที่
ไมนาเบื่อ, ขอที่ 24 คือ วิทยาศาสตรสามารถนําไปพัฒนาตนเองได และ ขอที่ 29 คือ ขาพเจาชอบ
รวมกิจกรรมงานวิทยาศาสตร โดยไมพบความคิดเห็นในระดับนอยและปานกลางอยูเลย ซึ่งสอดคลอง
กับผลการวิเคราะหคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมิน พบวา นักเรียนมีคาเฉลี่ย
เจตคติตอวิทยาศาสตรหลังเรียนมากที่สุดในขอที่ 4 คือ ในชั่วโมงวิทยาศาสตรขาพเจาจะไมแอบอาน
หนังสือการตูน ( X =3.80, SD = 0.459) และนอยที่สุดในขอที่ 19 คือ ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมง
ที่ขาพเจารอคอย ( X =2.51, SD = 0.746) แสดงวา นักเรียนสวนใหญทั้งเพศหญิงและเพศชายเกิด
เจตคติที่ดีตอวิทยาศาสตรโดยเฉพาะอยางยิ่งความตระหนักถึงบทบาทหนาที่ในการเรียนรูวิชา
วิทยาศาสตร สรุปไดวา การจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียน
สําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่ผูวิจัยจัดทําขึ้นเหมาะสมในการ
นํามาใชประกอบการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญในชั้นเรียนซึ่งสอดคลองกับผลการประเมิน
ของผูเชี่ยวชาญที่เห็นวาแบบเรียนสําเร็จรูปฉบับนี้มีความถูกตองสามารถนํามาใชประกอบการจัดการ
เรียนการสอนกับผูเรียนได
จากผลการวิจัยสามารถนําไปประยุกตใชพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรูรายวิชาชีววิทยา
บทเรียนตางๆ เพื่อสงเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติตอวิทยาศาสตรของผูเรียน
โดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ใหเพิ่มมากขึ้นซึ่งทํา
ใหผูเรียนไดพัฒนาตนเองอยางเต็มตามศักยภาพบนความแตกตางระหวางบุคคลโดยเฉพาะอยางยิ่งพื้น
ฐานความรูความเขาใจหรือความพรอมของนักเรียนแตละคนกอนที่จะจบชวงชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6
เปนนักเรียนที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วัดในหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 กําหนด อีกทั้งยัง
เปนการสงเสริมองคความรูและพื้นฐานความเขาใจของการวิจัยในชั้นเรียนทางดานการศึกษาผลการ
ใชนวัตกรรมทางการศึกษาที่เกี่ยวกับแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบเนนผูเรียนเปนสําคัญ
ในการจัดการเรียนรูเพื่อสงเสริมพัฒนาผูเรียนใหเปนทรัพยากรมนุษยที่มีคุณคาของสังคมและ
ประเทศชาติตอไป
45.
ขอเสนอแนะ
1. ขอเสนอแนะจากการวิจัยในครั้งนี้
1.1 ควรปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอนอยางตอเนื่องโดยบันทึกผล
ภายหลังการสอนในแตละครั้ง ซึ่งจะพบจุดที่เปนปญหาและควรดําเนินการแกไขเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและเจตคติตอวิทยาศาสตรของผูเรียน
1.2 ควรนําวิธีการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญประกอบสื่อแบบเรียน
สําเร็จรูปไปประยุกตใชใหครอบคลุมกับเนื้อหาทุกบทเรียนและทุกกลุมสาระการเรียนรูเพื่อใหเกิดการ
สงเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติตอวิทยาศาสตรของผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ
2. ขอเสนอแนะเพื่อการทําวิจัยในครั้งตอไป
2.1 ควรทําการวิจัยอยางตอเนื่องในปการศึกษาถัดไปและในบทเรียนตางๆของ
รายวิชาชีววิทยา เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาวิจัยดานประสิทธิภาพและประสิทธิผลวิธีการจัดการ
เรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญประกอบสื่อแบบเรียนสําเร็จรูปตอการสงเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนและเจตคติตอวิทยาศาสตรของผูเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-
คณิตศาสตร
2.2 ควรศึกษาสาเหตุปจจัยอื่นๆที่มีผลกระทบทําใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน
รายวิชาชีววิทยา ต่ํากวาเกณฑตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรูในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ
เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร โดยเฉพาะอยางยิ่งการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งจะไดขอมูลเชิงลึกมา
ใชประกอบการพิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรูในชั้นเรียนใหมีความ
เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
46.
บรรณานุกรม
เอกสารอางอิง
ศ. ดร. สุวิมล วองวาณิช . การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน . พิมพครั้งที่ 14 . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย , 2553.
รศ. ดร.วรรณี แกมเกตุ . วิธีวิทยาการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร (Research Methodology in
Behavioral Science) . พิมพครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , 2551.
ผศ. ดร. สัมมา รธนิธย . การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู : จากประสบการณสูการปฎิบัติ . กรุงเทพฯ :
ขาวฟาง, 2546.
ผศ. ดร. วรรณิภา จัตุชัย และคณะ . การวัดผลและประเมินผลทางการศึกษา . กรุงเทพฯ : พล Copy
Service and supply, 2551.
รศ. ดร. เบญจวรรณ กี่สุขพันธ และคณะ . หลักสูตรและการจัดการเรียนรู . กรุงเทพฯ : พล Copy
Service and supply, 2551.
ผศ. กานดา พูนลาภทวี . สถิติเพื่อการวิจัย . กรุงเทพฯ : ฟสิกสเซ็นเตอร . 2539.
รศ. ดร. กัลยา วานิชยบัญชา . การใช SPSS for Windows ในการวิเคราะหขอมูล . กรุงเทพฯ :
บริษัท ธรรมสาร จํากัด . 2548.
รศ. ดร. สุวิมล ติรกานันท . สถิติและการวิจัยเบื้องตนทางการศึกษา . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ
มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2554.
รศ. ดร. สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ และคณะ . วิธีการวิเคราะหขอมูลทางการศึกษา 1 . กรุงเทพฯ :
สํานักพิมพศูนยสงเสริมวิชาการ, 2545.
รศ. ดร. สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ และคณะ . ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษา . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ
ศูนยสงเสริมวิชาการ, 2555.
รศ. ดร. สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ . การประเมินผลการศึกษา . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพมหาวิทยาลัย
รามคําแหง, 2554.
รศ. ดร. สุวิมล ติรกานันท . การสรางเครื่องมือวัดตัวแปรในการวิจัยทางสังคมศาสตร : แนวทางสูการ
ปฏิบัติ . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , 2550.
สํานักพัฒนาการฝกหัดครู สํานักงานสภาสถาบันราชภัฏ . คูมือการฝกอบรมการวิจัยในชั้นเรียน .
กรุงเทพฯ : สํานักพิมพเสมาธรรม, 2544.
กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 . กรุงเทพฯ : โรง
พิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จํากัด. 2551.
สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องคการหมาชน). มาตรฐาน ตัวบงชี้ และ
เกณฑการพิจารณาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบที่ 2 (พ.ศ.
2549-2553), กรุงเทพฯ.
สํานักงานเลขาธิการคุรุสภาและสถาบันการศึกษาทางไกล สํานักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน
สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษา . ชุดการเรียนทางไกล หลักสูตรการวิจัยเพื่อ
พัฒนาการเรียนรู เลม 1-2 (หนวยการเรียนรูที่ 1-9) . กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว.2550.
เว็ปไซตอางอิง
http://panchalee.wordpress.com/2009/04/17/programinstructional1/
http://panchalee.wordpress.com/2009/04/18/programinstructional2/
http://www.br.ac.th/E-learning/lesson4_2.html
http://www.obec.go.th
http://www3.ipst.ac.th/smtat/index.php/component/content/article/24
http://www.sirinun.com/lesson1/a6.php
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension2/scientific_concepts_and_principles
/07.html
www.babydope.com/tag/เจตคติทางวิทยาศาสตร/
http://www2.udru.ac.th/~sci102/Data/Unit1/Unit1-6.htm
ประวัติยอผูวิจัย
ชื่อ – นามสกุล : นายวิชัย ลิขิตพรรักษ
วัน/เดือน/ปเกิด : 4 มกราคม พ.ศ. 2527
ที่อยูปจจุบัน : 133 ซอยเจริญนคร 46 ถนนเจริญนคร แขวงบางลําภูลาง
เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600
ประวัติการศึกษา :
พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร
มหาวิทยาลัยมหิดล
พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ปจจุบันกําลังศึกษาตอในระดับปริญญาโท สาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาการประเมินและการวิจัย
คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง
การทํางานปจจุบัน : ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
ประวัติยอผูวิจัย
ชื่อ – นามสกุล : นายวิชัย ลิขิตพรรักษ
วัน/เดือน/ปเกิด : 4 มกราคม พ.ศ. 2527
ที่อยูปจจุบัน : 133 ซอยเจริญนคร 46 ถนนเจริญนคร แขวงบางลําภูลาง
เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600
ประวัติการศึกษา :
พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร
มหาวิทยาลัยมหิดล
พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ปจจุบันกําลังศึกษาตอในระดับปริญญาโท สาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาการประเมินและการวิจัย
คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง
การทํางานปจจุบัน : ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
ประวัติยอผูวิจัย
ชื่อ – นามสกุล : นายวิชัย ลิขิตพรรักษ
วัน/เดือน/ปเกิด : 4 มกราคม พ.ศ. 2527
ที่อยูปจจุบัน : 133 ซอยเจริญนคร 46 ถนนเจริญนคร แขวงบางลําภูลาง
เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600
ประวัติการศึกษา :
พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร
มหาวิทยาลัยมหิดล
พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ปจจุบันกําลังศึกษาตอในระดับปริญญาโท สาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาการประเมินและการวิจัย
คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง
การทํางานปจจุบัน : ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
ภาคผนวก
ผูทรงคุณวุฒิ
1. นางวนิดา เรียวไพศาลศักดา ตําแหนงหัวหนากลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
วิทยะฐานะชํานาญการ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
2. นางสาววัชรี กาญจนเสมา ตําแหนงครู วิทยะฐานะชํานาญการ
กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
3. นางสาวพจนี มาลัยศรี ตําแหนงครู
กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
4. นางนภาพร มูลรัตน ตําแหนงครู วิทยะฐานะชํานาญการ
กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
5. นางสาวรุงอรุณ พรมเจียม ตําแหนงครูปฏิบัติการสอนชีววิทยา
กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1
หนวยการเรียนที่ 1 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
รหัสวิชา/รายวิชา ว 31241/ชีววิทยา 1 ชั้น ม. 4 เวลาเรียน 10 ชั่วโมง
ผูสอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู
สาระที่ 1 : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.1 : เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสรางและหนาที่
ของระบบตาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรู
และนําความรูไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถอธิบายพรอมยกตัวอยางเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและ
กระบวนการศึกษาชีววิทยาไดอยางถูกตอง
สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดลอม
มาตรฐาน ว 2.1 : เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต
ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา
ศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถบอกสวนประกอบและประเถทของกลองจุลทรรศนพรอม
ประยุกตใชในการศึกษาทางดานชีววิทยาไดอยางถูกตอง
สาระที่ 8 : ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว.8.1 : ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ
แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปแบบที่แนนอน สามารถอธิบายและ
ตรวจสอบไดภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลานั้นๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี
สังคม และสิ่งแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู
ขอที่ 1 อธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการ
ดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยา
2. จุดประสงคการเรียนรู
2.1 วิเคราะหและอธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆรวมทั้งมนุษยไดอยางถูกตอง
2.2 สืบคนขอมูลและเขียนสรุปความหมายและกระบวนการศึกษาของวิชาชีววิทยาไดอยางถูกตอง
2.3 ตระหนักถึงความสําคัญของชีววิทยากับการดํารงชีวิตของมนุษยและชีวจริยธรรมไดอยางถูกตอง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1
หนวยการเรียนที่ 1 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
รหัสวิชา/รายวิชา ว 31241/ชีววิทยา 1 ชั้น ม. 4 เวลาเรียน 10 ชั่วโมง
ผูสอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู
สาระที่ 1 : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.1 : เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสรางและหนาที่
ของระบบตาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรู
และนําความรูไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถอธิบายพรอมยกตัวอยางเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและ
กระบวนการศึกษาชีววิทยาไดอยางถูกตอง
สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดลอม
มาตรฐาน ว 2.1 : เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต
ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา
ศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถบอกสวนประกอบและประเถทของกลองจุลทรรศนพรอม
ประยุกตใชในการศึกษาทางดานชีววิทยาไดอยางถูกตอง
สาระที่ 8 : ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว.8.1 : ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ
แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปแบบที่แนนอน สามารถอธิบายและ
ตรวจสอบไดภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลานั้นๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี
สังคม และสิ่งแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู
ขอที่ 1 อธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการ
ดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยา
2. จุดประสงคการเรียนรู
2.1 วิเคราะหและอธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆรวมทั้งมนุษยไดอยางถูกตอง
2.2 สืบคนขอมูลและเขียนสรุปความหมายและกระบวนการศึกษาของวิชาชีววิทยาไดอยางถูกตอง
2.3 ตระหนักถึงความสําคัญของชีววิทยากับการดํารงชีวิตของมนุษยและชีวจริยธรรมไดอยางถูกตอง
แผนการจัดการเรียนรูที่ 1
หนวยการเรียนที่ 1 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร
รหัสวิชา/รายวิชา ว 31241/ชีววิทยา 1 ชั้น ม. 4 เวลาเรียน 10 ชั่วโมง
ผูสอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู
สาระที่ 1 : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต
มาตรฐาน ว 1.1 : เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสรางและหนาที่
ของระบบตาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรู
และนําความรูไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถอธิบายพรอมยกตัวอยางเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและ
กระบวนการศึกษาชีววิทยาไดอยางถูกตอง
สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดลอม
มาตรฐาน ว 2.1 : เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต
ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา
ศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน
ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถบอกสวนประกอบและประเถทของกลองจุลทรรศนพรอม
ประยุกตใชในการศึกษาทางดานชีววิทยาไดอยางถูกตอง
สาระที่ 8 : ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
มาตรฐาน ว.8.1 : ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ
แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปแบบที่แนนอน สามารถอธิบายและ
ตรวจสอบไดภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลานั้นๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี
สังคม และสิ่งแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู
ขอที่ 1 อธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการ
ดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยา
2. จุดประสงคการเรียนรู
2.1 วิเคราะหและอธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆรวมทั้งมนุษยไดอยางถูกตอง
2.2 สืบคนขอมูลและเขียนสรุปความหมายและกระบวนการศึกษาของวิชาชีววิทยาไดอยางถูกตอง
2.3 ตระหนักถึงความสําคัญของชีววิทยากับการดํารงชีวิตของมนุษยและชีวจริยธรรมไดอยางถูกตอง
3. สาระแกนกลาง / สาระสําคัญ
- ลักษณะของสิ่งมีชีวิต ประกอบดวย
1) มีโครงสรางและหนาที่อยางเปนระบบ
2) มีการรักษาสมดุลในรางกาย
3) มีการปรับตัว
4) มีการสืบพันธุและถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
5) มีการเจริญเติบโตและพัฒนารูปราง
6) มีความตองการพลังงาน
7) มีการรับรูตอสิ่งเราที่เขามากระตุน
8) มีปฏิสัมพันธ
- ชีววิทยา หมายถึง การศึกษาความคิดของคนที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต หรือวิชาที่วาดวยความคิดของคน
เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอยางมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร
- กระบวนการศึกษาที่ใชในการศึกษาชีววิทยา (กระบวนการทางวิทยาศาสตร) ไดแก
1) กําหนดปญหา
2) ตั้งสมมติฐาน : คําตอบที่เปนไปไดทั้งหมดของปญหา
3) ตรวจสอบสมมติฐาน : กําหนดตัวแปร, ทําการทดลอง
4) แปลและวิเคราะหขอมูล : การบรรยายลักษณะของขอมูลที่ได
5) สรุปผล: การนําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาสรุปวาสอดคลองกับสมมติฐานหรือไม
4. สาระการเรียนรู
ความรู (K) วิเคราะหและอธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆรวมทั้งมนุษย
ทักษะ / กระบวนการ (P) สืบคนขอมูลและเขียนสรุปความหมายและกระบวนการศึกษาของ
วิชาชีววิทยา
คุณลักษณะอันพึงประสงค (A) ตระหนักถึงความสําคัญของชีววิทยากับการดํารงชีวิตของ
มนุษยและชีวจริยธรรม
5. สมรรถนะ
การคิด ,การสื่อสาร และการใชเทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู
สมุดบันทึก ,ใบงาน และConcept map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑการประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียนการ
สอนประจําบทเรียน
2. ใบงานแบบฝกหัดทบทวน
ประจําบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนนประจํา
บทเรียน
4. แบบบันทึกการทํากิจกรรม
ประจําบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจํา
บทเรียน
2. ตรวจใบงานแบบฝกหัด
ทบทวนประจําบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบเก็บ
คะแนนประจําบทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการทํา
กิจกรรมประจําบทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทําการ
เรียนการสอนประจําบทเรียน
จริง
2. การตรวจสอบคําตอบกับคํา
เฉลยใบงานแบบฝกหัดประจํา
บทเรียน
3. การตรวจสอบคําตอบกับคํา
เฉลยแบบทดสอบประจํา
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจําบทเรียน
1. ความถูกตอง ครบถวน ใน
เนื้อหา ความเปนระเบียบ
เรียบรอยสวยงามของการจด
บันทึก
2. ความถูกตองของคําตอบ
อยางนอยไมต่ํากวา 80%
3. ความถูกตองของคําตอบ
อยางนอยไมต่ํากวา 50%
4. ความถูกตอง ครบถวน ใน
เนื้อหาการบันทึก ความเปน
ระเบียบเรียบรอยสวยงามของ
การจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู
ขั้นนํา : ครูทําการทดสอบความรูพื้นฐานของผูเรียนกอนเรียนดวยแบบทดสอบ จํานวน
18 ขอ
ครูตั้งคําถามกอนนําไปสูการเรียนการสอนใหนักเรียนจะตอบคําถามเหลานี้โดย
อาศัยความรูความเขาใจที่มีอยูเดิม หรือจากประสบการณที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจําวัน วา
> สิ่งมีชีวิต คืออะไรและสิ่งมีชีวิตตองมีลักษณะอยางไร
> ชีววิทยา หมายถึงอะไร และนักเรียนสามารถนํามารูทาชีววิทยามาใชใน
ชีวิตประจําวันไดอยางไร
ครูเริ่มเปดอภิปรายโดยใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นวาสิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีลักษณะที่เหมือน
หรือแตกตางกันอยางไร
นักเรียนสามารถตั้งคําถามที่อยากรูเพิ่มเติมหลังจากไดรวมกันอภิปรายในหองเรียนแลว เชน
สาขาที่เกี่ยวของกับชีววิทยามีอะไรบาง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “บทนําทางชีววิทยา” วา
- ชีววิทยา หมายถึง การศึกษาความคิดของคนที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต หรือวิชาที่วาดวยความคิดของคน
เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอยางมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร
- องคประกอบของชีววิทยา
1. ความรูเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต
-- จําแนกตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต : สัตววิทยา ,พฤกษศาสตร ,จุลชีววิทยา
-- จําแนกตามหนาที่และการทํางานของสิ่งมีชีวิต : สรีรวิทยา ,คัพภะวิทยา ,พันธุศาสตร
2. กระบวนการศึกษาที่ใชในการศึกษา (กระบวนการทางวิทยาศาสตร)
-- กําหนดปญหา
-- ตั้งสมมติฐาน : คําตอบที่เปนไปไดทั้งหมดของปญหา
-- ตรวจสอบสมมติฐาน : กําหนดตัวแปร, ทําการทดลอง
-- แปลและวิเคราะหขอมูล : การบรรยายลักษณะของขอมูลที่ได
-- สรุปผล: การนําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาสรุปวาสอดคลองกับสมมติฐานหรือไม
- สาขาที่เกี่ยวของกับชีววิทยา
- กลองจุลทรรศน (microscope)
2. กระบวนการศึกษาที่ใชในการศึกษา (กระบวนการทางวิทยาศาสตร)
-- กําหนดปญหา
-- ตั้งสมมติฐาน : คําตอบที่เปนไปไดทั้งหมดของปญหา
-- ตรวจสอบสมมติฐาน : กําหนดตัวแปร, ทําการทดลอง
-- แปลและวิเคราะหขอมูล : การบรรยายลักษณะของขอมูลที่ได
-- สรุปผล: การนําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาสรุปวาสอดคลองกับสมมติฐานหรือไม
- สาขาที่เกี่ยวของกับชีววิทยา
- กลองจุลทรรศน (microscope)
2. กระบวนการศึกษาที่ใชในการศึกษา (กระบวนการทางวิทยาศาสตร)
-- กําหนดปญหา
-- ตั้งสมมติฐาน : คําตอบที่เปนไปไดทั้งหมดของปญหา
-- ตรวจสอบสมมติฐาน : กําหนดตัวแปร, ทําการทดลอง
-- แปลและวิเคราะหขอมูล : การบรรยายลักษณะของขอมูลที่ได
-- สรุปผล: การนําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาสรุปวาสอดคลองกับสมมติฐานหรือไม
- สาขาที่เกี่ยวของกับชีววิทยา
- กลองจุลทรรศน (microscope)
- โครงงานทางวิทยาศาสตร (Science Project)
นักเรียนรวมแสดงความคิดเห็นและซักถามขอสงสัยเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของ
ชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการ
ประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษย
ครูใหนักเรียนทบทวนเนื้อหาบทเรียนและทําแบบฝกหัดในแบบเรียนสําเร็จรูปเปนการบาน
พรอมแบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุม กลุมละ 6-7 คน มอบหมายโครงงานที่เกี่ยวของกับชีววิทยา
กลุมละ 1 หัวขอจัดทํารายงานและออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน หลังจากนั้นใหนักเรียนทําการ
ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยแบบทดสอบจํานวน 18 ขอ
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเปน concept map เพื่อตรวจสอบ
ความเขาใจเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริย
ธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษยและศึกษา
ในระดับสูงดานชีววิทยาตอไป
9. สื่อ / อุปกรณ / แหลงเรียนรู
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรูเพิ่มเติม (ชีววิทยา) เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
ผูแตง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คูมือครูชีววิทยา เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 หองสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
9.4 หองศูนยสื่อกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
9.5 หองสืบคนความรู โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
- โครงงานทางวิทยาศาสตร (Science Project)
นักเรียนรวมแสดงความคิดเห็นและซักถามขอสงสัยเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของ
ชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการ
ประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษย
ครูใหนักเรียนทบทวนเนื้อหาบทเรียนและทําแบบฝกหัดในแบบเรียนสําเร็จรูปเปนการบาน
พรอมแบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุม กลุมละ 6-7 คน มอบหมายโครงงานที่เกี่ยวของกับชีววิทยา
กลุมละ 1 หัวขอจัดทํารายงานและออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน หลังจากนั้นใหนักเรียนทําการ
ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยแบบทดสอบจํานวน 18 ขอ
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเปน concept map เพื่อตรวจสอบ
ความเขาใจเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริย
ธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษยและศึกษา
ในระดับสูงดานชีววิทยาตอไป
9. สื่อ / อุปกรณ / แหลงเรียนรู
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรูเพิ่มเติม (ชีววิทยา) เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
ผูแตง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คูมือครูชีววิทยา เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 หองสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
9.4 หองศูนยสื่อกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
9.5 หองสืบคนความรู โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
- โครงงานทางวิทยาศาสตร (Science Project)
นักเรียนรวมแสดงความคิดเห็นและซักถามขอสงสัยเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของ
ชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการ
ประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษย
ครูใหนักเรียนทบทวนเนื้อหาบทเรียนและทําแบบฝกหัดในแบบเรียนสําเร็จรูปเปนการบาน
พรอมแบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุม กลุมละ 6-7 คน มอบหมายโครงงานที่เกี่ยวของกับชีววิทยา
กลุมละ 1 หัวขอจัดทํารายงานและออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน หลังจากนั้นใหนักเรียนทําการ
ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยแบบทดสอบจํานวน 18 ขอ
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเปน concept map เพื่อตรวจสอบ
ความเขาใจเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริย
ธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษยและศึกษา
ในระดับสูงดานชีววิทยาตอไป
9. สื่อ / อุปกรณ / แหลงเรียนรู
9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรูเพิ่มเติม (ชีววิทยา) เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
ผูแตง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
9.2 คูมือครูชีววิทยา เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 หองสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
9.4 หองศูนยสื่อกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
9.5 หองสืบคนความรู โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน

วิจัยแบบเรียนสำเร็จรูป

  • 1.
    รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ ทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน วิชัย ลิขิตพรรักษ ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการปฏิบัติงาน โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ป พ.ศ. 2556 รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ ทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน วิชัย ลิขิตพรรักษ ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการปฏิบัติงาน โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ป พ.ศ. 2556 รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ ทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน วิชัย ลิขิตพรรักษ ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการปฏิบัติงาน โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ป พ.ศ. 2556
  • 2.
    รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ ทางวิทยาศาสตรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน วิชัย ลิขิตพรรักษ ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนสวนหนึ่งของการปฏิบัติงาน โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ป พ.ศ. 2556 ก.
  • 3.
    งานวิจัยในชั้นเรียน (Teacher research) เรื่อง ผลการจัดกิจกรรมโดยใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชาชีววิทยา1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน บทคัดยอ : หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกลุมสาระการเรียนรู วิทยาศาสตร ประกอบดวยสาระหลัก 8 สาระ ซึ่งมีเปาหมายใหผูเรียนทุกคนที่จะไดรับการพัฒนาทั้ง ดานความรู กระบวนการคิด กระบวนการสืบเสาะหาความรู การแกปญหา ความสามารถในการ สื่อสาร การตัดสินใจ การนําความรูไปใชในชีวิตประจําวัน ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค คุณธรรมและคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปนไทยควบคูกับสากลหรือ “เปนคนเกง เปนคนดี และเปนคนที่มีความสุข” แตปจจุบันกลับพบวาผลสัมฤทิ์ทางการเรียนในรายวิชา วิทยาศาสตรโดยสวนใหญไมผานเกณฑมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด นอกจากนี้ยังพบวาเจตคติตอ วิชาวิทยาศาสตรโดยภาพรวมของนักเรียนมีแนวโนมในทางที่ไมดีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งผูวิจัยไดรับ มอบหมายการสอนในรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ภาคเรียนที่ 2 ประจําป การศึกษา 2555 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน จึงมีความสนใจที่จะหาแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจต คติทางวิทยาศาสตรใหสูงขึ้นโดยนํานวัตกรรมแบบเรียนสําเร็จรูปที่จัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือ ประกอบการจัดการเรียนรูแบบโครงงานเพื่อกระตุนใหผูเรียนเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่อง ผลปรากฏ วา ผลคะแนนจากการทดสอบหลังการใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน ( X = 8.90 ,SD = 2.234) สูงกวาผลคะแนนจากการทดสอบกอนการใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการ สอนแบบโครงงาน ( X = 7.37 ,SD = 1.771) อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05 (t = -4.015, sig = 0.000) และผลการทําแบบประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรของนักเรียนหลังใช แบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน พบวา นักเรียนมีคาเฉลี่ยเจตคติตอวิทยาศาสตร หลังเรียนมากที่สุดในขอที่ 4 คือ ในชั่วโมงวิทยาศาสตรขาพเจาจะไมแอบอานหนังสือการตูน ( X =3.80, SD = 0.459) และนอยที่สุดในขอที่ 19 คือ ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมงที่ขาพเจารอคอย ( X =2.51, SD = 0.746) ซึ่งผูวิจัยจะตองนําไปพัฒนาปรับปรุงแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอน แบบโครงงานใหเหมาะสมกับการเรียนรูของผูเรียนอยางตอเนื่องตอไป ข.
  • 4.
    กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้จะไมสบประความสําเร็จไดเลยถาขาดการเปดโอกาสจาก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน อีกทั้งการอํานวยความสะดวกในดานตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่งทาน ผูอํานวยการโรงเรียนนายสกุลทองเอียด, ทานรองผูอํานวยการสํานักบริหารวิชาการนายวิเชียร หรู วิจิตรพงษและนางวนิดา เรียวไพศาลศักดา หัวหนากลุมสาระวิทยาศาสตรที่คอยชวยเหลือและ สนับสนุนเปนอยางดีมาโดยตลอด ขอขอบคุณครูอาจารยโรงเรียนศีลาจารพิพัฒนทุกทาน โดยเฉพาะอยางยิ่งกลุมสาระการ เรียนรูวิทยาศาสตรที่ไดชวยเหลือแนะนําการทํางานดานตางๆ ทําใหไดเรียนรูและสั่งสมประสบการณ เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนซึ่งทําใหการทํางานวิจัยครั้งนี้มีความถูกตองมากยิ่งขึ้น ขอขอบคุณคณาจารยสาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาการประเมินและการวิจัย คณะ ศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหงทุกทาน ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรูทางดานการวิจัยทาง การศึกษา ทําใหผูวิจัยทํางานวิจัยครั้งนี้ไดสมบูรณตามหลักวิชาการดานการวิจัยทางการศึกษา หากรายงานการวิจัยฉบับนี้ทําใหเกิดประโยชนแกครู อาจารย บุคลากรทางการศึกษาและ ผูสนใจศึกษาหาความรูทั่วไป ขอมอบคุณงามความดีอันพึงมีในครั้งนี้แดครอบครัว ครูบาอาจารยและ ผูเกี่ยวของทุกทานที่ไดอบรมเลี้ยงดูและประสิทธิ์ประสาทวิชาความรูตางๆแดผูวิจัย จนทําใหผูวิจัยมี ความรูความสามารถที่จะดําเนินการวิจัยในครั้งนี้เปนผลสําเร็จ วิชัย ลิขิตพรรักษ ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน ค.
  • 5.
    สารบัญ หนา ปก ก. บทคัดยอ ข. กิตติกรรมประกาศค. สารบัญ ง.-จ. บทที่ 1 : บทนํา 1-3 - ความเปนมาและความสําคัญของปญหา 1 - วัตถุประสงคของการวิจัย 2 - ขอบเขตของการวิจัย 2 - นิยามเชิงศัพท 2 - สมมติฐานของการวิจัย 3 - ขอจํากัดงานวิจัย 3 - ประโยชนที่ไดรับจากการวิจัย 3 บทที่ 2 : เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 4-25 - ยุคสังคมแหลงการเรียนรู (learning –based society) 4 - หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 4-7 - คุณภาพของผูเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 7-8 - บทเรียนสําเร็จรูป 9-16 - การเรียนการสอนแบบโครงงาน 17-18 - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร 19-20 - เจตคติทางวิทยาศาสตร 20-24 - กรอบความคิดในการศึกษาวิจัย 25 บทที่ 3 : วิธีดําเนินการวิจัย 26-29 - ขั้นตอนและวิธีการดําเนินการวิจัย 26 - ประชากรและกลุมตัวอยาง 26-27 - ตัวแปรในการศึกษาวิจัย 27 - ขอมูลที่ใชในการวิจัย 27 - เครื่องมือ 27-28 - การเก็บรวบรวมขอมูล 28-29 - การวิเคราะหขอมูล 29 ง.
  • 6.
    หนา - การนําเสนอขอมูล 29 บทที่4 : ผลการวิจัย 30-42 บทที่ 5 : สรุป อภิปราย และขอเสนอแนะ 43-46 - สรุปผลการวิจัย 43-44 - อภิปรายผลการวิจัย 44-45 - ขอเสนอแนะ 46 ภาคผนวก บรรณานุกรม ประวัติผูวิจัย จ.
  • 7.
    บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของปญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกลุมสาระการ เรียนรูวิทยาศาสตร ประกอบดวยสาระหลัก 8 สาระ ซึ่งมีเปาหมายใหผูเรียนทุกคนที่จะไดรับการ พัฒนาทั้งดานความรู กระบวนการคิด กระบวนการสืบเสาะหาความรู การแกปญหา ความสามารถใน การสื่อสาร การตัดสินใจ การนําความรูไปใชในชีวิตประจําวัน ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค คุณธรรมและคานิยมที่ถูกตองเหมาะสม โดยมุงเนนความเปนไทยควบคูกับสากลหรือ “เปนคนเกง เปนคนดี และเปนคนที่มีความสุข” วิทยาศาสตรมีบทบาทสําคัญยิ่งตอการพัฒนาความคิดมนุษย ทําใหมนุษยมีความคิด สรางสรรค คิดอยางมีเหตุผล เปนระบบมีแบบแผน สามารถวิเคราะหปญหาหรือสถานการณไดอยางถี่ ถวนรอบคอบ ชวยใหคาดการณ วางแผน ตัดสินใจแกปญหาและนําไปใชในชีวิตประจําวันไดอยาง ถูกตองเหมาะสม นอกจากนี้วิทยาศาสตรยังเปนเครื่องมือในการศึกษาทางดาน เทคโนโลยีและศาสตร อื่นๆอีกมากมาย วิทยาศาสตรจึงมีประโยชนตอการดําเนินชีวิต ชวยพัฒนาคุณภาพชีวิตใหดีขึ้น และ สามารถอยูรวมกับคนอื่นไดอยางมีความสุข ปจจุบันเมื่อทําการสํารวจผลการเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนํา ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน โดยภาพรวมปรากฏวาต่ํา กวาเกณฑมาตรฐานและมีแนวโนมลดลงอยางตอเนื่อง ซึ่งสวนหนึ่งอาจมาจากธรรมชาติของรายวิชาที่ ตองอาศัยกระบวนการจําเปนหลักและยากตอความเขาใจเพราะเนื้อหาวิชามีจํานวนมาก นอกจากนี้ ยังขึ้นอยูกับพื้นฐานความรูความเขาใจและความสามารถหรือความพรอมที่แตกตางกันของผูเรียนแต ละคน อีกทั้ง เจตคติในทางลบตอวิชาวิทยาศาสตรยังเปนอุปสรรคตอการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของผูเรียนโดยเฉพาะอยางยิ่งดานทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ดังนั้น ผูวิจัยจึงเกิด แนวคิดที่จะนํานวัตกรรมแบบเรียนสําเร็จรูปที่จัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือในการจัดกิจกรรมการ เรียนรูใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเองตามขั้นตอนที่กําหนดไวพรอมกับแนวการจัดการเรียนรูแบบ โครงงานเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรอันเปนการสงเสริมเจตคติที่ดีทางดาน วิทยาศาสตร ก็นาจะชวยใหนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา (ว 31241) เรื่อง บท นําทางชีววิทยา เพิ่มขึ้นจากเดิมได 1.
  • 8.
    วัตถุประสงค 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา (ว31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร รายวิชาชีววิทยา (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ระหวางกอนและหลัง การใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใชบทเรียน สําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา (ว 31241) ระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 รายวิชาชีววิทยา (ว 31241) เนื้อหาบทเรียน เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร นิยามเชิงศัพท บทเรียนสําเร็จรูป หมายถึง บทเรียนที่ผูสอนจัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือในการจัดกิจกรรม การเรียนรูใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง ในแตละสาระการเรียนรูที่กําหนดไวในแตละบทเรียน โดยเริ่ม จากเนื้อหาสาระที่งาย ๆ ไปสูเนื้อหาที่ยากขึ้นไปตามลําดับ เปนบทเรียนที่สรางขึ้นโดยกําหนด วัตถุประสงค เนื้อหา วิธีการ และสื่อการเรียนการสอนไวลวงหนา ผูเรียนสามารถศึกษา คนควา และ ประเมินผลการเรียนดวยตนเองตามขั้นตอนที่กําหนดไว การเรียนการสอนแบบโครงงาน หมายถึง การจัดเรียนการสอนซึ่งเปดโอกาสใหผูเรียน เรียนรู เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจของผูเรียนอยางลุมลึก โดยผานกระบวนการหลักคือกระบวนการ แกปญหาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร ผูเรียนจะเปนผูลงมือปฏิบัติเพื่อคนหาคําตอบดวยตนเองและ เรียนรูจากการไดมีประสบการณตรงจากแหลงเรียนรู ผลสัมฤทธิ์การเรียนของผูเรียน หมายถึง ผลคะแนนที่ไดจากการทดสอบดวยเครื่องมือ แบบทดสอบที่ครูผูสอนจัดทําขึ้นโดยยึดตามมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดในรายวิชาชีววิทยา (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทาง ชีววิทยา เจตคติทางวิทยาศาสตร หมายถึง อารมณหรือความรูสึกของผูเรียนตอรายวิชาวิทยาศาสตร โดยเฉพาะอยางยิ่งชีววิทยา อันบังเกิดจากการรับรูตอสิ่งนั้นๆ โดยแสดงพฤติกรรมโนมเอียงอยางใด อยางหนึ่งในรูปการประเมินเชน ชอบ – ไมชอบในการเรียนวิทยาศาสตร เปนตน 2.
  • 9.
    สมมติฐานการวิจัย นักเรียนที่เรียนจากการจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา (ว 31241)ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตรหลังเรียนสูงกวาผลคะแนนจากการทดสอบกอนเรียนอยางมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น .05 ขอจํากัดงานวิจัย รายงานการวิจัยฉบับนี้เปนการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาเฉพาะบทเรียนสําเร็จรูปและ แนวการสอนแบบโครงงานพรอมเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียน นอกจากนี้ยังใชแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรโดยตัวนักเรียนเปนผูประเมินเอง ในรายวิชา ชีววิทยา (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา เทานั้น มิไดเปรียบเทียบทั้งปการศึกษาและทุกเนื้อหา การเรียนรู ดังนั้น การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะเนนเฉพาะผลการเรียนรูในดานพุทธิพิสัยและดานจิตพิสัย เทานั้นมิไดครอบคลุมดานทักษะพิสัย ประโยชนที่ไดรับจากการวิจัย 1. เปนการประยุกตใชนวัตกรรมทางการศึกษาแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบ โครงงานเพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของชาติ 2. เปนวิธีการหรือแบบอยางแกครู อาจารย หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ สามารถนําไปใช เพื่อพัฒนาการเรียนรูของผูเรียนตอไป 3. เปนการสงเสริมองคความรูและพื้นฐานความเขาใจของการวิจัยในชั้นเรียนทางดานการศึกษา ผลการใชแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน 3.
  • 10.
    บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวของ ยุคสังคมแหลงการเรียนรู(learning –based society) ในสังคมแหงการเรียนรู หรือในยุคปฏิรูปการเรียนรูนั้น การพัฒนาผูเรียนใหเปนผูเกง ดี มี ความสุข คือ การพัฒนาดานตอไปนี้ 1) พัฒนาดานปญญา คือ ใหผูเรียนมีความรู ความเขาใจในสาระมีทักษะการคิดและ กระบวนการคิด รวมทั้งพัฒนาปญญาอยางหลากหลาย เชน ปญญาทางดนตรี ปญญาทางศิลปะ เปน ตน 2) พัฒนาดานอารมณ คือ ใหผูเรียนมีอารมณรื่นเริง แจมใส มองโลกในแงดี เปนผูมีมนุษย สัมพันธ มีสุขภาพจิตดี 3) พัฒนาทางดานสังคม คือ ใหผูเรียนมีการปรับตัวเขากับสังคมไดงาย ปรับตัวเขากับบุคคล ในทุกระดับที่เกี่ยวของไดงาย มีปฏิสัมพันธกับบุคคลตางๆ สามารถทํางานรวมกับผูอื่น คือ ทํางานเปน กลุม ทํางานเปนทีมไดอยางดี 4) พัฒนาดานรางกาย คือ ใหผูเรียนเปนผูที่มีการเจริญทางรางกายเปนไปตามพัฒนาการทาง กาย มีสุขภาพกายแข็งแรง ไมเปนโรคและปลอดจากยาเสพติด หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จัดทําขึ้นเพื่อใหเขตพื้นที่ การศึกษา หนวยงานระดับทองถิ่นและสถานศึกษาทุกสังกัดที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดนําไปใช เปนกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย ทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีการกําหนดวิสัยทัศน หลักการ จุดหมาย สมรรถนะสําคัญ ของผูเรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค มาตรฐานการเรียนรูพรอมใหรายละเอียดในแตละกลุมสาระ การเรียนรู ไดกําหนดมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายสําคัญของการพัฒนาคุณภาพผูเรียน มาตรฐานการเรียนรูระบุสิ่งที่ผูเรียนพึงรูและปฏิบัติได มีคุณธรรม จริยธรรมและคานิยมที่พึง ประสงค ที่ตองการใหเกิดแกผูเรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้น มาตรฐานการเรียนรู ยังเปนกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรูจะสะทอน ใหทราบวาตองการอะไร ตองสอนอะไร จะสอนอยางไร และประเมินอยางไร รวมทั้งเปนเครื่องมือ ในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา รวมถึงการกําหนดตัวชี้วัดระบุสิ่งที่ผูเรียนพึงรู และปฏิบัติได รวมทั้งคุณลักษณะของผูเรียนในแตละระดับชั้น ซึ่งสะทอนถึงมาตรฐานการเรียนรู มี ความเฉพาะเจาะจงและมีความเปนรูปธรรม นําไปใชในการกําหนดเนื้อหา จัดทําหนวยการเรียนรู จัดการเรียนการสอน และเปนเกณฑสําคัญสําหรับการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ผูเรียน 4.
  • 11.
    5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ 2. 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน 1. 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี จุดหมาย 1. 2. การใช้เทคโนโลยีและมี ทักษะชีวิต 3. 4. ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ๑.กิจกรรมแนะแนว ๒.กิจกรรมนักเรียน ๓. สาธารณประโยชน์ วิสัยทัศน์ ร การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดย สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ
  • 12.
    สาระและมาตรฐานการเรียนรูวิทยาศาสตร สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต มาตรฐานว 1.1 เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสรางและหนาที่ของระบบ ตางๆของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกันมีกระบวนการสืบเสาะหาความรื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรู ไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต มาตรฐาน ว 1.2 เขาใจกระบวนการและความสําคัญของการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเทคโนโลยีชีวภาพที่มีผลกระทบตอ มนุษยและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนํา ความรูไปใชประโยชน สาระที่ 2 ชีวิตกับสิ่งแวดลอม มาตรฐาน ว 2.1 เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตางๆในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา ศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยบชน มาตรฐาน ว 2.2 เขใจความสําคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใชทรัพยากรธรรมชาติระดับทองถิ่น ประเทศและโลก นําความรูไปใชในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในทองถิ่นอยาง ยั่งยืน สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร มาตรฐาน ว 3.1 เขาใจสมบัติของสาร ความสัมพันธระหวางสมบัติของสารกับโครงสรางและแรงยึด เหนี่ยวระหวางอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตรสื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนํา ความรูไปใชประโยชน มาตรฐาน ว 3.2 เขาใจหลักการและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิด สารละลาย การเกิดปฏิกิริยา มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชประโยชน สาระที่ 4 แรงและการเคลื่อนที่ มาตรฐาน ว 4.1 เขาใจธรรมชาติของแรงแมเหล็กไฟฟา แรงโนมถวง และแรงนิวเคลียร มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชนอยางถูกตองและมีคุณธรรม มาตรฐาน ว 4.2 เขาใจลักษณะการเคลื่อนที่แบบตางๆของวัตถุในธรรมชาติ มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน สาระที่ 5 พลังงาน มาตรฐาน 5.1 เขาใจความสัมพันธระหวางพลังงานกับการดํารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธระหวางสารและพลังงาน ผลของการใชพลังงานตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน สาระที่ 6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก 6.
  • 13.
    มาตรฐาน ว 6.1เขาใจกระบวนการตางๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกและภายในโลก ความสัมพันธของ กระบวนการตางๆ ที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ภูมิประเทศและสัณฐานของโลก มี กระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน สาระที่ 7 ดาราศาสตรและอวกาศ มาตรฐาน ว.7.1 เขาใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี่และเอกภพ การปฏิสัมพันธภายในระบบ สุริยะและผลตอสิ่งมีชีวิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่ เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน มาตรฐาน ว 7.2 เขาใจความสําคัญของเทคโนโลยีอวกาศที่นํามาใชในการสํารวจอวกาศและ ทรัพยากรธรรมชาติ ดานเกษตรและการสื่อสาร มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชนอยางมีคุณธรรมตอชีวิตและสิ่งแวดลอม สาร สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มาตรฐาน ว 8.1 ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปรางที่แนนอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบไดภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลานั้นๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน คุณภาพของผูเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 1. เขาใจการรักษาดุลยภาพของเซลลและกลไกการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต 2. เขาใจกระบวนการถายทอดสารพันธุกรรม การแปรผัน-มิวเทชัน วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความ หลากหลายของสิ่งมีชีวิตและปจจัยที่มีผลตอการอยูรอดของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดลอมตางๆ 3. เขาใจกระบวนการ ความสําคัญและผลของเทคโนโลยีชีวภาพตอมนุษย สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม 4. เขาใจอนุภาคสําคัญที่เปนสวนประกอบในโครงสรางอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ การ เกิดปฏิกิริยาเคมีและเขียนสมการเคมี ปจจัยที่มีผลตออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 5. เขาใจชนิดแรงยึดเหนี่ยวระหวางอนุภาคและสมบัติตางๆของสารที่มีความสัมพันธกับแรงยึดเหนี่ยว 6. เขาใจการเกิดปโตรเลียม การแยกแกสธรรมชาติและการกลั่นลําดับสวนน้ํามันดิบ การนําผลิตภัณฑ ปโตรเลียมไปใชประโยชนและผลตอสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอม 7. เขาใจชนิด สมบัติ ปฏิกิริยาที่สําคัญของพอลิเมอรและสารชีวโมเลกุล 8. เขาใจความสัมพันธระหวางปริมาณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่แบบตางๆ สมบัติของคลื่นกล คุณภาพ ของเสียงและการไดยิน สมบัติ ประโยชนและโทษของคลื่นแมเหล็กไฟฟา กัมมันตภาพรังสีและ พลังงานนิวเคลียร 9. เขาใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกและปรากฏการณทางธรณีที่มีผลตอสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดลอม 7.
  • 14.
    10. เขาใจการเกิดและวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซี่เอกภพ และความสําคัญของเทคโนโลยี อวกาศ 11. เขาใจความสัมพันธของความรูวิทยาศาสตรที่มีผลตอการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทตางๆและกร พัฒนาเทคโนโลยีที่สงผลใหมีการคิดคนความรูทางวิทยาศาสตรที่กาวหนา ผลของเทคโนโลยีตอชีวิต สังคมและสิ่งแวดลอม 12. ระบุปญหา ตั้งคําถามที่จะสํารวจตรวจสอบ โดยมีการกําหนดความสัมพันธระหวางตัวแปรตางๆ สืบคนขอมูลจากหลายหลากแหลง ตั้งสมมติฐานที่เปนไปไดหลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบ สมมติฐานที่เปนไปได 13. วางแผนการสํารวจตรวจสอบเพื่อแกปญหาหรือตอบคําถาม วิเคราะห เชื่อมโยง ความสัมพันธ ของตัวแปรตางๆ โดยใชสมการทางคณิตศาสตรหรือสรางแบบจําลองจากผลหรือความรูที่ไดรับจาก การสํารวจตรวจสอบ 14. สื่อสารความคิด ความรูจากผลการสํารวจตรวจสอบโดยการพูด เขียน จัดแสดง หรือใชเทคโนโลยี สารสนเทศ 15. ใชความรูและกระบวนการทางวิทยาศาสตรในการดํารงชีวิต การศึกษาหาความรูเพิ่มเติม ทํา โครงงานหรือสรางชิ้นงานตามความสนใจ 16. แสดงถึงความสนใจ มุงมั่น รับผิดชอบ รอบคอบและซื่อสัตยในการสืบเสาะหาความรูโดยใช เครื่องมือและวิธีการที่ใหไดผลถูกตองเชื่อถือได 17. ตระหนักถึงคุณคาของความรูวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีที่ใชในชีวิตประจําวัน การประกอบ อาชีพ แสดงถึงความชื่นชม ภูมิใจ ยกยอง อางอิงผลงาน ชิ้นงานที่เปนผลจากภูมิปญญาทองถิ่นและ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย 18. แสดงความซาบซึ้ง หวงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใชการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมอยางรูคุณคา เสนอตัวเองรวมมือปฏิบัติกับชุมชนในการปองกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมของทองถิ่น 19. แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณคาในกรคนพบความรู พบคําตอบ หรือแกปญหาได 20. ทํางานรวมกับผูอื่นอยางสรางสรรคแสดงความคิดเห็นโดยมีขอมูลอางอิงและเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับผลของการพัฒนาและการใชวิทยาศาตรและเทคโนโลยีอยางมีคุณธรรมตอสังคมและ สิ่งแวดลอม และยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอื่น 8.
  • 15.
    บทเรียนสําเร็จรูป บทเรียนสําเร็จรูปเปนสื่อสําหรับเรียนดวยตนเอง อาจใชสําหรับศึกษาเปนรายบุคคล รายกลุม ซึ่งอาจจะพบวามีชื่อเรียกแตกตางกันไปตามลักษณะของการนําไปใช เชน บทเรียนสําเร็จรูป แบบเรียนสําเร็จรูป บทเรียนโปรแกรม โปรแกรมการสอน แบบเรียนดวยตนเอง เปนตน ถึงแมจะมีชื่อ เรียกแตกตางกัน แตลักษณะโดยทั่วไปของบทเรียนสําเร็จรูปมีความคลายคลึงกัน คือเปนวิธีการจัด กระบวนการเรียนรูวิธีหนึ่ง 1. ความหมาย บทเรียนสําเร็จรูป หมายถึง บทเรียนที่ผูสอนจัดทําขึ้นเพื่อใชเปนเครื่องมือในการจัด กิจกรรมการเรียนรูใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง ในแตละสาระการเรียนรูที่กําหนดไวในแตละบทเรียน โดยเริ่มจากเนื้อหาสาระที่งาย ๆ ไปสูเนื้อหาที่ยากขึ้นไปตามลําดับ เปนบทเรียนที่สรางขึ้นโดยกําหนด วัตถุประสงค เนื้อหา วิธีการ และสื่อการเรียนการสอนไวลวงหนา ผูเรียนสามารถศึกษา คนควา และ ประเมินผลการเรียนดวยตนเองตามขั้นตอนที่กําหนดไว 2. จุดมุงหมายของบทเรียนสําเร็จรูป 1) เพื่อใหผูเรียนสามารถประกอบกิจกรรมการเรียนรูดวยตนเองอยางเต็มความสามารถ โดย ครูคอยใหคําแนะนําชวยเหลือเมื่อผูเรียนมีปญหา 2) เพื่อใหผูเรียนไดเรียนรูไปตามลําดับขั้น จากงายไปหายาก 3) เพื่อใหผูเรียนสามารถประเมินตนเอง และทราบถึงพัฒนาการในการเรียนรูของตนเอง 4) เพื่อใหผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อประสบความสําเร็จในการเรียนรู 3. หลักการเรียนรูดวยบทเรียนสําเร็จรูป 1) ผูเรียนไดปฏิบัติกิจกรรม หรือมีสวนรวมในการปฏิบัติกิจกรรม 2) ผูเรียนไดประเมินตนเอง และรูคําตอบไดทันที 3) มีการเสริมแรงใหผูเรียนเกิดความภาคภูมิใจเมื่อสามารถปฏิบัติไดถูกตอง และมีความ พยายามที่จะแกไขสวนที่บกพรอง 4) ผูเรียนไดเรียนรูไปที่ละลําดับ จากงายไปยากตามศักยภาพและความสามารถของ แตละ คน 9.
  • 16.
    4. ลักษณะของบทเรียนสําเร็จรูป ลักษณะสําคัญของบทเรียนสําเร็จรูป คือการออกแบบการบรรจุเนื้อหาและสาระการเรียนรู ออกเปน กรอบ (Frame) ซึ่งเนื้อหาและสาระการเรียนรูดังกลาวนั้นจะนํามาจัดทําเปนหนวยการ เรียนรูยอย ๆ แลวบรรจุเนื้อหาสาระการเรียนรูหนวยยอย ๆ ดังกลาวลงไปในกรอบแตละกรอบใหมี ความสัมพันธและเรียงลําดับเนื้อหาจากงายไปยาก กรอบสาระการเรียนรู (Frame) ในแตละกรอบ ของบทเรียนสําเร็จรูปประกอบดวย 1) การอธิบายเนื้อหา 2) แบบประเมินผลกอนเรียน 3) เนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู 4) คําถาม 5) เฉลยคําตอบ 6) แบบประเมินผลหลังเรียน 5. ชนิดของกรอบในบทเรียนสําเร็จรูป กรอบสาระการเรียนรูในบทเรียนสําเร็จรูปกําหนดไว 4 ชนิด ดังนี้ 1) กรอบตั้งตน (Set Frame) เปนกรอบที่เปนเสมือนกรอบนําเขาสูบทเรียน ในกรอบนี้จะ เปนขอมูลการเรียนรูหลักการ ทฤษฎี และคําถามงาย ๆ ที่กําหนดใหผูเรียนตอบคําถามไดถูกตอง ทั้งนี้ เพื่อเปนการใหกําลังใจหรือเสริมแรงใหมีความสุขกับการเรียนรู 2) กรอบฝกหัด (Practice Frame) เปนกรอบที่ใหผูเรียนไดมีโอกาสฝกหัดทํากิจกรรมที่มี เนื้อหาสาระเชื่อมโยงมาจากรอบตั้งตน ในกรอบฝกหัดนี้เปนกรอบสําหรับการฝกทักษะเชน การอาน การคิด การวิเคราะห และการเขียน ซึ่งเนื้อหาสาระการเรียนรูจะเพิ่มมากขึ้นกวากรอบตั้งตน 3) กรอบรองกรอบสงทาย (Sub-Terminal Frame) เปนกรอบการเรียนรูกอนที่จะถึงกรอบ การเรียนรู สรุป ที่ผูเรียนไดผานกิจกรรมการเรียนรูมาตามลําดับ โดยมีเนื้อหาสาระที่เขมขนขึ้นทั้งนี้ เพื่อใหผูเรียนใกลจะสรุปองคความรูที่สมบูรณที่ผานกระบวนการเรียนรูจากบทเรียนสําเร็จรูปไดอยาง ชัดเจนถูกตอง 4) กรอบสงทาย (Terminal Frame) เปนกรอบสาระการเรียนรูสรุปสุดทาย หรือกรอบจบ ของบทเรียนสําเร็จรูป เปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระเขมขน และยากกวากรอบสาระการเรียนรูอื่นที่ผาน มา 10.
  • 17.
    6. ชนิดของบทเรียนสําเร็จรูป ในปจจุบันบทเรียนสําเร็จรูปที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูมี 3ชนิด ไดแก 1) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง (Linear Programme) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรงจะจัดทําเปนกรอบเนื้อหาสาระเรียงลําดับไวตั้งแตกรอบที่ 1- 2-3… จนถึงกรอบจบ ตามที่ผูสอนไดออกแบบไว ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสําหรับการเรียนรูจะมี ลักษณะดังนี้ การเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง ผูเรียนจะเริ่มตนกิจกรรมการเรียนรูในกรอบ เนื้อหาสาระการเรียนรูที่ 1-2-3-4 หรือมากกวานี้ตามลําดับตอเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระ สุดทายซึ่งเปนกรอบจบ มีคําถามเสมอวาการเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปจะเรียนรูขามกรอบได หรือไม คําตอบก็คือไมได เพราะผูสอนไดออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรูจากงายไปหายาก ซึ่งเนื้อหา ทั้งหมดจะสานสัมพันธตอเนื่องกันไป ถาขามกรอบการเรียนรูใดกรอบการเรียนรูหนึ่ง เนื้อหาสาระจะ ขาดหายไป การเรียนรูก็จะไมเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว ลักษณะเดนของบทเรียนสําเร็จรูป แบบเสนตรงก็คือผูเรียนเกงจะเรียนรูไดเร็วและจบเร็ว การทําบทเรียนก็งาย เพราะแตละกรอบสาระ การเรียนรูจะบรรจุเนื้อหาสาระไมมากนัก 2) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขาเปนบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู เปน กรอบการเรียนรูหลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง แตมีความแตกตางเพิ่มเติม ตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระการเรียนรูหลักแลว จะมีกรอบสาระการเรียนรูสาขาเพิ่มเติมหรือกรอบ สาระการเรียนรูสาขาเขามา กรอบสาระการเรียนรูสาขาเปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรูพื้นฐานเพิ่มเติมแกผูเรียนที่ ยังขาดความพรอมยังไมเขาใจเนื้อหาสาระหรือยังไมพรอมที่จะเรียนรูในกรอบตอไปในแตละกรอบ สาระการเรียนรูหลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนที่ตอบ คําถามผิดพลาดไดมีโอกาสศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขา 11. 6. ชนิดของบทเรียนสําเร็จรูป ในปจจุบันบทเรียนสําเร็จรูปที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูมี 3 ชนิด ไดแก 1) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง (Linear Programme) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรงจะจัดทําเปนกรอบเนื้อหาสาระเรียงลําดับไวตั้งแตกรอบที่ 1- 2-3… จนถึงกรอบจบ ตามที่ผูสอนไดออกแบบไว ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสําหรับการเรียนรูจะมี ลักษณะดังนี้ การเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง ผูเรียนจะเริ่มตนกิจกรรมการเรียนรูในกรอบ เนื้อหาสาระการเรียนรูที่ 1-2-3-4 หรือมากกวานี้ตามลําดับตอเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระ สุดทายซึ่งเปนกรอบจบ มีคําถามเสมอวาการเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปจะเรียนรูขามกรอบได หรือไม คําตอบก็คือไมได เพราะผูสอนไดออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรูจากงายไปหายาก ซึ่งเนื้อหา ทั้งหมดจะสานสัมพันธตอเนื่องกันไป ถาขามกรอบการเรียนรูใดกรอบการเรียนรูหนึ่ง เนื้อหาสาระจะ ขาดหายไป การเรียนรูก็จะไมเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว ลักษณะเดนของบทเรียนสําเร็จรูป แบบเสนตรงก็คือผูเรียนเกงจะเรียนรูไดเร็วและจบเร็ว การทําบทเรียนก็งาย เพราะแตละกรอบสาระ การเรียนรูจะบรรจุเนื้อหาสาระไมมากนัก 2) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขาเปนบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู เปน กรอบการเรียนรูหลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง แตมีความแตกตางเพิ่มเติม ตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระการเรียนรูหลักแลว จะมีกรอบสาระการเรียนรูสาขาเพิ่มเติมหรือกรอบ สาระการเรียนรูสาขาเขามา กรอบสาระการเรียนรูสาขาเปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรูพื้นฐานเพิ่มเติมแกผูเรียนที่ ยังขาดความพรอมยังไมเขาใจเนื้อหาสาระหรือยังไมพรอมที่จะเรียนรูในกรอบตอไปในแตละกรอบ สาระการเรียนรูหลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนที่ตอบ คําถามผิดพลาดไดมีโอกาสศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขา 11. 6. ชนิดของบทเรียนสําเร็จรูป ในปจจุบันบทเรียนสําเร็จรูปที่ใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูมี 3 ชนิด ไดแก 1) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง (Linear Programme) บทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรงจะจัดทําเปนกรอบเนื้อหาสาระเรียงลําดับไวตั้งแตกรอบที่ 1- 2-3… จนถึงกรอบจบ ตามที่ผูสอนไดออกแบบไว ลักษณะกรอบเนื้อหาสาระสําหรับการเรียนรูจะมี ลักษณะดังนี้ การเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง ผูเรียนจะเริ่มตนกิจกรรมการเรียนรูในกรอบ เนื้อหาสาระการเรียนรูที่ 1-2-3-4 หรือมากกวานี้ตามลําดับตอเนื่องกันไปจนถึงกรอบเนื้อหาสาระ สุดทายซึ่งเปนกรอบจบ มีคําถามเสมอวาการเรียนรูตามบทเรียนสําเร็จรูปจะเรียนรูขามกรอบได หรือไม คําตอบก็คือไมได เพราะผูสอนไดออกแบบเนื้อหาสาระการเรียนรูจากงายไปหายาก ซึ่งเนื้อหา ทั้งหมดจะสานสัมพันธตอเนื่องกันไป ถาขามกรอบการเรียนรูใดกรอบการเรียนรูหนึ่ง เนื้อหาสาระจะ ขาดหายไป การเรียนรูก็จะไมเปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว ลักษณะเดนของบทเรียนสําเร็จรูป แบบเสนตรงก็คือผูเรียนเกงจะเรียนรูไดเร็วและจบเร็ว การทําบทเรียนก็งาย เพราะแตละกรอบสาระ การเรียนรูจะบรรจุเนื้อหาสาระไมมากนัก 2) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขา (Branchine Programme) บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขาเปนบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาสาระการเรียนรู เปน กรอบการเรียนรูหลัก (กรอบยืน) เหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบเสนตรง แตมีความแตกตางเพิ่มเติม ตรงที่นอกจากจะมีกรอบสาระการเรียนรูหลักแลว จะมีกรอบสาระการเรียนรูสาขาเพิ่มเติมหรือกรอบ สาระการเรียนรูสาขาเขามา กรอบสาระการเรียนรูสาขาเปนกรอบที่มีเนื้อหาสาระการเรียนรูพื้นฐานเพิ่มเติมแกผูเรียนที่ ยังขาดความพรอมยังไมเขาใจเนื้อหาสาระหรือยังไมพรอมที่จะเรียนรูในกรอบตอไปในแตละกรอบ สาระการเรียนรูหลัก จะมีกรอบสาขาการเรียนรู 1 หรือ 2 กรอบเสมอ ทั้งนี้เพื่อใหผูเรียนที่ตอบ คําถามผิดพลาดไดมีโอกาสศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขา 11.
  • 18.
    บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้ กรอบสาขาดังกลาวนี้เรียกวา RemedialLoops ถาผูเรียนไมสามารถตอบคําถามในกรอบ สาระการเรียนรูหลักไดแลวจะตองเขาไปศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขาที่แตก แขนงออกมาตั้งแตสองสาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรูสาขาแรกแลวก็สามารถกลับไปศึกษาใน กรอบสาระการเรียนรูหลักไดในทันที แตถายังไมผานก็ศึกษาในสาระการเรียนรูสาขาอื่น ๆ จนพรอม 12. บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้ กรอบสาขาดังกลาวนี้เรียกวา Remedial Loops ถาผูเรียนไมสามารถตอบคําถามในกรอบ สาระการเรียนรูหลักไดแลวจะตองเขาไปศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขาที่แตก แขนงออกมาตั้งแตสองสาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรูสาขาแรกแลวก็สามารถกลับไปศึกษาใน กรอบสาระการเรียนรูหลักไดในทันที แตถายังไมผานก็ศึกษาในสาระการเรียนรูสาขาอื่น ๆ จนพรอม 12. บทเรียนสําเร็จรูปแบบสาขายังมีอีกหลายรูปแบบ ดังนี้ กรอบสาขาดังกลาวนี้เรียกวา Remedial Loops ถาผูเรียนไมสามารถตอบคําถามในกรอบ สาระการเรียนรูหลักไดแลวจะตองเขาไปศึกษาเรียนรูเพิ่มเติมในกรอบสาระการเรียนรูสาขาที่แตก แขนงออกมาตั้งแตสองสาขาขึ้นไป ศึกษาสาระการเรียนรูสาขาแรกแลวก็สามารถกลับไปศึกษาใน กรอบสาระการเรียนรูหลักไดในทันที แตถายังไมผานก็ศึกษาในสาระการเรียนรูสาขาอื่น ๆ จนพรอม 12.
  • 19.
    แลวจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรูหลักอีกครั้ง เมื่อผานแลวก็ศึกษาในกรอบฯ ถัดไป กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกวา SecondaryTracks เมื่อผูเรียนศึกษาเรียนรูในกรอบสาระ การเรียนรูที่ 1 และสามารถตอบคําถามไดก็ผานไปเรียนรูในกรอบฯ ที่ 2 ถาไมผานตองกลับไปศึกษา ในกรอบฯ สาขา 1 ถาตอบไดถูกตองก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แตถาตอบผิดก็ตองไปเรียนในกรอบ สาขาฯ 2 จนกวาจะผาน 13. แลวจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรูหลักอีกครั้ง เมื่อผานแลวก็ศึกษาในกรอบฯ ถัดไป กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกวา Secondary Tracks เมื่อผูเรียนศึกษาเรียนรูในกรอบสาระ การเรียนรูที่ 1 และสามารถตอบคําถามไดก็ผานไปเรียนรูในกรอบฯ ที่ 2 ถาไมผานตองกลับไปศึกษา ในกรอบฯ สาขา 1 ถาตอบไดถูกตองก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แตถาตอบผิดก็ตองไปเรียนในกรอบ สาขาฯ 2 จนกวาจะผาน 13. แลวจึงกลับไปศึกษาและทดสอบในกรอบสาระการเรียนรูหลักอีกครั้ง เมื่อผานแลวก็ศึกษาในกรอบฯ ถัดไป กรอบสาขาลักษณะนี้เรียกวา Secondary Tracks เมื่อผูเรียนศึกษาเรียนรูในกรอบสาระ การเรียนรูที่ 1 และสามารถตอบคําถามไดก็ผานไปเรียนรูในกรอบฯ ที่ 2 ถาไมผานตองกลับไปศึกษา ในกรอบฯ สาขา 1 ถาตอบไดถูกตองก็ไปเรียนในกรอบฯ ที่ 2 แตถาตอบผิดก็ตองไปเรียนในกรอบ สาขาฯ 2 จนกวาจะผาน 13.
  • 20.
    กรอบสาขาประเภทนี้เรียกวา Gate Frameเมื่อศึกษาในกรอบสาระการเรียนรู 1 แลว สามารถที่ จะขามกรอบฯ ไปขางหนาไดหลายกรอบ แตเมื่อขามกรอบฯ ไปแลวไมสามารถตอบคําถามในกรอบฯ ที่ขามไดตองถอยกลับคืนไปกรอบฯ ที่ 1 เพื่อศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง เปนตน 3) บทเรียนสําเร็จรูปแบบไมแยกกรอบ บทเรียนสําเร็จรูปแบบไมแยกกรอบ เปนบทเรียนสําเร็จรูปที่มีการนําเสนอเนื้อหา สาระเพิ่มขึ้นทีละนอยตามลําดับขั้น ในบทเรียนจะมีแบบทดสอบและแบบเฉลยใหตรวจสอบได ในทันทีเหมือนบทเรียนสําเร็จรูปแบบที่ 1-2 หากแตการนําเสนอเนื้อหาสาระไมนําเสนอในรูปของ กรอบ เนื้อหาที่นําเสนอตองตอเนื่องกัน เหมือนกับการเขียนตําราหรือบทความ 7. กระบวนการผลิตและพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูป ขั้นตอนการผลิตและพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปมี 4 ขั้นตอน 1) ขั้นวางแผน (Planning) - ศึกษาหลักสูตร เพื่อใหทราบถึงเนื้อหาสาระที่จะนํามาจัดทําเปนบทเรียนสําเร็จรูป - กําหนดเนื้อหาสาระที่จะนํามาจัดทําบทเรียน - กําหนดมาตรฐานการเรียนรูและองคประกอบอื่น ๆ เชน - จุดประสงคนําทาง จุดประสงคปลายทาง - ผลการเรียนรูที่คาดหวังวา เมื่อผูเรียนปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรูจบแลว ผูเรียนไดเรียนรู อะไรบาง - วิเคราะหความยาก-งายของเนื้อหา - เตรียมสรางแบบทดสอบทั้งกอนและหลังเรียนในแตละกรอบสาระการเรียนรูใหครอบคลุม - ความรู (Knowledge) - ทักษะ/กระบวนการ (Skills Practice/Process) - เจตคติ (Attitude) 2) ขั้นการผลิต (Production) (1) เขียนบทเรียนสําเร็จรูปประกอบดวย - จุดประสงคของบทเรียนสําเร็จรูป - ขอทดสอบกอนและหลังเรียน - กิจกรรมการเรียนรูในแตละกรอบสาระการเรียนรูหลักและกรอบสาระการเรียนรูสาขา - นําไปจัดกิจกรรมการเรียนรูตามที่วางแผนไว - การวัดผลประเมินผล 14.
  • 21.
    (2) สรางแผนการเรียนรู - ศึกษาวิธีการสรางแผนการเรียนรู -ศึกษาบทเรียนสําเร็จรูป - เขียนแผนการเรียนรูตามเนื้อหา โดยพิจารณาความสอดคลองกับจุดประสงค เนื้อหาและ เวลาที่ใชในการจัดกระบวนการเรียนรู - นําแผนการเรียนรูใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพ - ปรับปรุงแกไข ตามขอเสนอแนะของผูเชี่ยวชาญ 8. ขั้นการทดลองตนฉบับ (Prototype testing) นําบทเรียนสําเร็จรูปตนฉบับไปทดลองกับกลุมทดลองที่ไมใชกลุมตัวอยาง ตามขั้นตอน ดังตอไปนี้ ขั้นหนึ่งตอหนึ่ง นําบทเรียนสําเร็จรูปไปทดลองกับกลุมทดลองที่ยังไมเคยศึกษาเรื่องนั้น มากอน เพื่อดูความถูกตองของเนื้อหา ขั้นตอนตาง ๆ ในการเรียนรู ความเหมาะสมของเวลาที่ใช จากนั้นจึงนําผลและขอบทพรองที่พบ มาปรับปรุงแกไข เพื่อใชในการทดลองขั้นกลุมเล็กตอไป ขั้นกลุมเล็ก นําบทเรียนสําเร็จรูปที่ผานการปรับปรุงแกไขในขั้นหนึ่งตอหนึ่งไปทดลอง กับกลุมทดลองที่กําลังเรียนเนื้อหาวิชานั้น เพื่อตรวจสอบความบกพรองของบทเรียน และเพื่อหา ประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูปวาสามารถพัฒนาผูเรียนใหมีความรูตามเกณฑที่ตั้งไวหรือไม เมื่อ ทดลองแลวพบวาประสิทธิภาพยังต่ํากวาเกณฑที่ตั้งไว จะตองปรับปรุงแกไขเนื้อหาของบทเรียน สําเร็จรูป และปรับปรุงกิจกรรมตาง ๆ รวมทั้งแบบทดสอบใหมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น ขั้นกลุมใหญ นําบทเรียนสําเร็จรูปไปทดลองกับกลุมทดลองที่กําลังเรียนเนื้อหาวิชานั้น และเปนกลุมทดลองที่มีลักษณะและคุณสมบัติใกลเคียงกับกลุมตัวอยางจริง ๆ วาสามารถพัฒนา ผูเรียนใหมีความรูตามเกณฑที่ตั้งไวหรือไม เมื่อทดลองแลวพบวามีประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไวก็ ดําเนินการจัดทําตนฉบับเพื่อนําไปใชกับกลุมตัวอยางตอไป 9. ขั้นทดลองใชจริง การทดลองใชจริง เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนสําเร็จรูป มีขั้นตอนในการดําเนินการดังนี้ 1) การจัดกิจกรรมการเรียนรูดวยบทเรียนสําเร็จรูป 1.1 ใหผูเรียน ศึกษา และทําความเขาใจเกี่ยวกับขั้นตอนในการเรียนอยางละเอียด โดยอาน จากคําชี้แจง/คําแนะนําในการศึกษาดวยบทเรียนสําเร็จรูป 1.2 ใหผูเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน (Pretest) ครูตรวจแบบทดสอบกอนเรียนและให คะแนน 1.3 ผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนที่ระบุไวในบทเรียนสําเร็จรูปครบถวนแลว ใหทําแบบฝกหัด และตรวจตําตอบจากคําเฉลยที่ใหไว ทําเชนนี้ทุกหนวยการเรียนรูจนครบ 1.4 ครูตรวจสอบการตอบคําถามในแตละกรอบและการทําแบบฝกหัดของผูเรียนทุกหนวย การเรียนรู 15.
  • 22.
    1.5 หลังจากผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนรู ในบทเรียนสําเร็จรูปจบแลวใหผูเรียนทํา แบบทดสอบหลังเรียน(Posttest) 2) เครื่องมือที่ใชในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูป 2.1 แบบฝกหัด 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู เครื่องมือที่ใชวัดผลการเรียนรู เชน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะตองใหได ขอมูลตรงกับวัตถุประสงคที่ตองการทราบ ครอบคลุมเนื้อหา สอดคลองกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม และไมงายหรือยากจนเกินไป อาจจะตรวจสอบโดยผูเชี่ยวชาญหรือโดยการวิเคราะห ดังนี้ 3.1 หาความตรงเนื้อหา เปนการหาวาแบบวัดจะวัดไดครอบคลุมสิ่งที่ตองการวัดหรือไมโดย อาศัยการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งเหมาะกับเครื่องมือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ และแบบทดสอบ 3.2 หาความสอดคลองระหวางขอสอบกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม โดยใหผูเชี่ยวชาญ พิจารณา ใชสูตรการคํานวณ ดังนี้ กําหนดคะแนนของผูเชี่ยวชาญอาจจะเปน +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังนี้ +1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง 0 = ไมแนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง -1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นไมไดวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง คาดัชนีความสอดคลองที่ยอมรับไดตองมีคาตั้งแต 0.50 ขึ้นไป ในกรณีที่กําหนดการใหคะแนนของ ผูเชี่ยวชาญเปน 3 16. 1.5 หลังจากผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนรู ในบทเรียนสําเร็จรูปจบแลวใหผูเรียนทํา แบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) 2) เครื่องมือที่ใชในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูป 2.1 แบบฝกหัด 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู เครื่องมือที่ใชวัดผลการเรียนรู เชน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะตองใหได ขอมูลตรงกับวัตถุประสงคที่ตองการทราบ ครอบคลุมเนื้อหา สอดคลองกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม และไมงายหรือยากจนเกินไป อาจจะตรวจสอบโดยผูเชี่ยวชาญหรือโดยการวิเคราะห ดังนี้ 3.1 หาความตรงเนื้อหา เปนการหาวาแบบวัดจะวัดไดครอบคลุมสิ่งที่ตองการวัดหรือไมโดย อาศัยการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งเหมาะกับเครื่องมือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ และแบบทดสอบ 3.2 หาความสอดคลองระหวางขอสอบกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม โดยใหผูเชี่ยวชาญ พิจารณา ใชสูตรการคํานวณ ดังนี้ กําหนดคะแนนของผูเชี่ยวชาญอาจจะเปน +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังนี้ +1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง 0 = ไมแนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง -1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นไมไดวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง คาดัชนีความสอดคลองที่ยอมรับไดตองมีคาตั้งแต 0.50 ขึ้นไป ในกรณีที่กําหนดการใหคะแนนของ ผูเชี่ยวชาญเปน 3 16. 1.5 หลังจากผูเรียนทํากิจกรรมการเรียนรู ในบทเรียนสําเร็จรูปจบแลวใหผูเรียนทํา แบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) 2) เครื่องมือที่ใชในการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสําเร็จรูป 2.1 แบบฝกหัด 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) การหาคุณภาพของเครื่องมือวัดผลการเรียนรู เครื่องมือที่ใชวัดผลการเรียนรู เชน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะตองใหได ขอมูลตรงกับวัตถุประสงคที่ตองการทราบ ครอบคลุมเนื้อหา สอดคลองกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม และไมงายหรือยากจนเกินไป อาจจะตรวจสอบโดยผูเชี่ยวชาญหรือโดยการวิเคราะห ดังนี้ 3.1 หาความตรงเนื้อหา เปนการหาวาแบบวัดจะวัดไดครอบคลุมสิ่งที่ตองการวัดหรือไมโดย อาศัยการพิจารณาของผูเชี่ยวชาญหลาย ๆ คน ซึ่งเหมาะกับเครื่องมือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ และแบบทดสอบ 3.2 หาความสอดคลองระหวางขอสอบกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรม โดยใหผูเชี่ยวชาญ พิจารณา ใชสูตรการคํานวณ ดังนี้ กําหนดคะแนนของผูเชี่ยวชาญอาจจะเปน +1 หรือ 0 หรือ -1 ดังนี้ +1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง 0 = ไมแนใจวาขอสอบขอนั้นวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง -1 = แนใจวาขอสอบขอนั้นไมไดวัดจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่ระบุไวจริง คาดัชนีความสอดคลองที่ยอมรับไดตองมีคาตั้งแต 0.50 ขึ้นไป ในกรณีที่กําหนดการใหคะแนนของ ผูเชี่ยวชาญเปน 3 16.
  • 23.
    การเรียนการสอนแบบโครงงาน แนวคิด การสอนแบบโครงงานเปนการเปดโอกาสใหผูเรียน เรียนรูเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจ ของผูเรียนอยางลุมลึกโดยผานกระบวนการหลักคือ กระบวนการแกปญหา ผูเรียนจะเปนผูลงมือ ปฏิบัติเพื่อคนหาคําตอบดวยตนเอง จึงเปนการเรียนรูจากการไดมีประสบการณตรงจากแหลงเรียนรู ความหมาย การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัด ประสบการณใหแกนักเรียนเหมือนกับการทํางานในชีวิตจริง วัตถุประสงค การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมีวัตถุประสงคเพื่อใหนักเรียน 1. มีประสบการณโดยตรง 2. ไดทําการทดลองและพิสูจนสิ่งตาง ๆ ดวยตนเอง 3. รูจักการทํางานอยางมีระบบ มีขั้นตอน 4. ฝกการเปนผูนําและผูตามที่ดี 5. ไดเรียนรูวิธีการแกปญหา 6. ไดรูจักวิธีการตาง ๆ ในการแกปญหา 7. ฝกวิเคราะห และประเมินตนเอง ประเภทของโครงงาน 1. โครงงานแบบสํารวจ 2. โครงงานแบบทดลอง 3. โครงงานสิ่งประดิษฐ 4. โครงงานทฤษฎี รูปแบบการจัดทําโครงงาน 1. ชื่อโครงงาน 2. คณะทํางาน 3. ที่ปรึกษา 4. แนวคิด / ที่มา / ความสําคัญ 5. วัตถุประสงค / จุดมุงหมาย 6. ขั้นตอนการดําเนินงาน / วิธีการศึกษา 7. แหลง / สถานศึกษา (ถามี) 8. วัสดุ อุปกรณ 9. งบประมาณ 10. ระยะเวลาการดําเนินงาน 11. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 17.
  • 24.
    ขั้นตอนในการสอนทําโครงงาน การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมี 4ขั้นตอน คือ 1. กําหนดความมุงหมายและลักษณะโครงงานโดยตัวนักเรียนเอง 2. วางแผนหรือวางโครงงาน นักเรียนตองชวยกันวางแผนวาจะทําอะไร ใชวิธีการหรือกิจกรรมใด จึง จะบรรลุจุดมุงหมาย 3. ขั้นดําเนินการ ลงมือทํากิจกรรมหรือแกปญหา 4. ประเมินผล โดยประเมินวากิจกรรมหรือโครงงานนั้นบรรลุผลตามความมุงหมายที่กําหนดไวหรือไม มีขอบกพรอง และควรแกไขใหดีขึ้นอยางไร วิธีการทําโครงงาน 1. ประชุมปรึกษาหารือ เพื่อหาขอสรุปเกี่ยวกับหัวขอของโครงงาน จากสิ่งตอไปนี้ - การสังเกต หรือตามที่สงสัย - ความรูในวิชาตาง ๆ - จากปญหาใกลตัว หรือการเลน - คําบอกเลาของผูใหญ หรือผูรู 2. เขียนหลักการ เหตุผล ที่มาของโครงงาน 3. ตั้งวัตถุประสงคของการทําโครงงาน 4. กําหนดวิธีการศึกษา เชน การสํารวจ การทดลอง เปนตน 5. นําผลการศึกษามาอภิปรายกลุม 6. สรุปผลการศึกษา โดยการอภิปรายกลุม 7. ปรับปรุงชื่อโครงงาน ใหครอบคลุม นาสนใจ การประเมินผลการทําโครงงาน ครูผูสอนจะเปนผูประเมินการทําโครงงานของนักเรียนแตละ กลุม โดยใชแบบประเมินแผนผังโครงงานพิจารณาตามรายละเอียดดังนี้ 1. ชื่อเรื่องแสดงถึงความคิดริเริ่มสรางสรรค 2. ชื่อเรื่องมีความสัมพันธกับเนื้อหาคําถามมีการกระตุนใหนักเรียนเกิดความคิด 3. สมมติฐานมีการแสดงถึงพื้นฐานความรูเดิม 4. วิธีการ เครื่องมือที่ใชในการศึกษา เหมาะสมสอดคลองกับจุดมุงหมายและเนื้อหา 5. แหลงศึกษาสามารถคนควาคําตอบได 6. วิธีการนําเสนอชัดเจน เหมาะสมกับเนื้อหาและเวลา 18.
  • 25.
    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรหมายถึง การวัดผลและประเมินผล การเรียนวิชาวิทยาศาสตรจากพฤติกรรมการเรียนที่พึงประสงคในวิชาวิทยาศาสตรตามแนวคิด ของบลูมมี 5อยางดังนี้ 1. ความรูความเขาใจ 2. การสืบเสาะหาความรูทางวิทยาศาสตร 3. การนําความรูและวิธีการทางวิทยาศาสตรไปใช 4. เจตคติและความสนใจ 5. ทักษะปฏิบัติการ พฤติกรรมการเรียนที่พึงประสงคในวิชาวิทยาศาสตรแตพฤติกรรมมีความหมายดังนี้ 1. พฤติกรรมดานความรูความเขาใจ หมายถึง การเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู ของนักเรียนทั้งในดานความสามารถในการจดจํา การอธิบาย และใหเหตุผลเกี่ยวกับ ศัพท ขอเท็จจริง แนวความคิด กระบวนการ หลักการ ทฤษฏีตางๆ ซึ่งมีรายละเอียดครอบคลุม พฤติกรรมหลายประการ 2. พฤติกรรมดานการสืบเสาะหาความรูทางวิทยาศาสตร หมายถึง การ เปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมการเรียนรูของนักเรียนในดานความสามารถในการสังเกต การวัด การ มองเห็นปญหาและวิธีการแกปญหา การตีความหมายขอมูลและการลงขอสรุป ตลอดจนการสราง การทดลองและการแกไขแบบจําลองทฤษฏี 3. พฤติกรรมดานการนําความรูและวิธีการทางวิทยาศาสตรไปใช หมายถึงการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูของนักเรียนในดานความสามารถที่จะใชความรู และวิธีการทาง วิทยาศาสตรเพื่อแกปญหาในสถานการณใหม โดยเฉพาะอยางยิ่งปญหาในชีวิตประจําวัน 4. พฤติกรรมดานเจตคติและความสนใจ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทางการเรียนรูของนักเรียนทางดานความรูสึกและอารมณ ซึ่งมีขอบเขตกวางขวาง รวมถึงความ สนใจและเจตคติ 5. พฤติกรรมดานทักษะปฏิบัติการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ เรียนรูของนักเรียนดานความสามารถที่จะใชมือในการปฏิบัติ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรหมายถึง การวัดพฤติกรรม การเรียนรูดานสติปญญาหรือความรูความคิดตามแนวของ Klopfer แหงมหาวิทยาลัยพิตสเบ อรก (University of Pittsburgh) เปน 4 ลําดับขั้นของพฤติกรรมคือ 1. ความรู – ความจํา (Knowledge) 2. ความเขาใจ (Comprehension) 3. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร(Science Skill Process) 4. การนําความรูและกระบวนการทางวิทยาศาสตรไปใช (Application) 19.
  • 26.
    แนวทางการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู การวัดผลและประเมินผลการเรียนรูจะบรรลุผลตามเปาหมายของการเรียนการสอนที่ วางไวไดควรมีแนวทางดังนี้ 1. ตองวัดและประเมินผลทั้งความรูความคิด ความสามารถทักษะและ กระบวนการ เจตคติ คุณธรรมจริยธรรม คานิยมในวิทยาศาสตร รวมทั้งโอกาสในการเรียนรูของ ผูเรียน 2. วิธีการวัดและประเมินผลตองสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูที่กําหนดไว 3. ตองเก็บขอมูลที่ไดจากการวัดและประเมินผลอยางตรงไปตรงมา และตองประเมินผลภายใตขอมูลที่มีอยู 4. ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนตองนําไปสูการแปลผลและลง ขอสรุปที่สมเหตุสมผล 5. การวัดและประเมินผลตองมีความเที่ยงตรงและเปนธรรม ทั้งในดานของวิธีการ วัด โอกาสของการประเมิน ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร เปนคะแนนจากผลการ เรียนรูของนักเรียนที่ใชความสามารถทางสติปญญา ดานความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดนําเอาลักษณะการตั้งคําถามตาม ระดับขั้นของบลูม มาเปนแนวทางในการเขียนคําถามของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนเพราะ ลักษณะการตั้งคําถามตามระดับขั้นของบลูม เปนการถามที่จะทําใหนักเรียนไดฝก ความสามารถในการคิดอยางมีระดับขั้นตอน ซึ่งเปนคุณลักษณะดานพุทธิ สัย (Cognitive Domain) และมีระดับดังนี้คือ ความจํา ความเขาใจ การวิเคราะห การ สังเคราะห และการประเมินคา ประกอบกับลักษณะคําถามเหลานี้ยังสามารถพัฒนาความคิดของ นักเรียน ในการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร ไดอีกดวย เจตคติทางวิทยาศาสตร เจตคติทางวิทยาศาสตร หมายถึง บุคคลที่มีลักษณะหรือบุคลิกภาพที่แสดงวามีวิธีการคิด ทาที หรือพฤติกรรมที่แสดงตอเนื้อหาวิชาและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร หรืออื่นๆ ซึ่งจําเปนตองใช ความรูหรือหลักการ ทางวิทยาศาสตรมาประกอบการพิจารณา การที่ปจจุบันความรูทางวิทยาศาสตร เจริญกาวหนาและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และมีการ คนพบความรูใหมๆอีกมากมาย นั้น นอกจากรู วิธีการทางวิทยาศาสตรและมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแลว จําเปนจะตองมีเจตคติทาง วิทยาศาสตร คือตองเกิดจากความอยากรูอยากเห็น ชางสงสัย เมื่อสงสัยก็อยากทราบคําตอบ จึงคิด หาวิธีการที่จะทําใหไดคําตอบนั้น ในการที่จะใหได คําตอบจําเปนตองอดทนรอคอยความรูจากความ พยายามโดยไมสนใจวาความรูนั้น จะใหประโยชนอะไรแกตนหรือไม คุณลักษณะเชนนี้ เรียกวา เจต คติทางวิทยาศาสตร 20.
  • 27.
    หัวใจของการเรียนการสอนวิทยาศาสตร นอกจากทําใหนักเรียนเขาใจและสรุปองคความรู ทางวิทยาศาสตรไดอยางถูกตอง ไดพัฒนาการคิดระดับสูงสามารถเชื่อมโยงความรูทางวิทยาศาสตร กับชีวิตจริงไดแลว ยังตองทําใหนักเรียนมีเจตคติทางวิทยาศาสตรตามสาระที่ 8 ธรรมชาติของ วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี Bronoski , Diederich และ Whaley & Surratt ไดเขียนบทความไวใน วารสาร The Kansas School Naturalist, Vol.35,No.4, April 1989 ดังนี้ 1. ชอบทําการทดลองหรือสํารวจตรวจสอบ(Empiricism) นักวิทยาศาสตรชอบคนหาใหพบความ จริง “คุณไมตองถกเถียงกันวาฝนกําลังตกอยูขางนอกหรือไม เพียงแตยื่นมือออกไปจากหนาตางก็จะ รู” สิ่งที่อยูเบื้องหลังความคิดนี้คือความเชื่อที่วา มีโลกแหงความเปนจริงอยางหนึ่งที่เปนไปตามกฎคง ตัวในธรรมชาติ เราสามารถตรวจสอบโลกแหงความเปนจริงนั้น และสรางความเขาใจในความจริงนั้น ได ความจริงนั้นจะไมเปลี่ยนแปลงไปตามเรา และโลกแหงความเปนจริงก็จะไมขึ้นอยูกับความเขาใจ ของเรา เราจะไมหยั่งเสียงขอความเห็นชอบกับวิทยาศาสตร 2. ตกลงใจอยางมีเหตุผล (Determinism) ทุกสิ่งทุกอยางมีเหตุผล ดังตัวอยางงายๆ คือ แรงกริยา เปนเหตุของแรงปฏิกิริยา ผลจะไมเกิดขึ้นถาไมมีเหตุ ทั้งนี้กระบวนการบางอยางก็เปนไปแบบสุม หรือ อลหมานไรรูปแบบ แตสิ่งที่เปนเหตุมิไดกอใหเกิดผลเพียงอยางเดียวในวันนี้ และอีกอยางหนึ่งในวัน พรุงนี้ 3. เชื่อวาทุกปญหามีคําตอบ (A belief that problems have solutions) ปญหาหลักทั้งหลาย ไดรับการแกไขมาแลวในอดีต นับตั้งแตโครงการ Manhattan (โครงการระเบิดนิวเคลียรใน สงครามโลกครั้งที่ 2)ไปจนถึง การสงมนุษยไปยังดวงจันทร ปญหาอื่น ๆ เชนมลพิษ สงคราม ความ ยากจน และสิ่งที่เราหลีกเลี่ยง ลวนแตมีสาเหตุที่แทจริง และสามารถแกไขได แมบางทีจะไมใชเรื่อง งาย แตก็เปนไปได 4. แสวงหาสิ่งที่งาย (Parsimony) ชอบสิ่งที่งายมากกวาสิ่งที่ซับซอน เชน เมื่อมีคําอธิบายเกี่ยวกับ การเคลื่อนที่ของดาวเคราะหโดยกลาวถึง 2 ระบบคือระบบซับซอนที่ยึดวาโลกเปนศูนยกลางของ วง โคจร และระบบอยางงายที่ถือวาดวงอาทิตยเปนศูนยกลางของวงโคจร เราจะเลือกคําอธิบายที่งาย 5. การปฏิบัติทางวิทยาศาสตร (Scientific manipulation) ความคิดใดๆ แมวาจะเปนเรื่องงายๆ และสอดคลองกับผลที่สังเกตได จะตองสามารถยืนยันไดโดยการปฏิบัติ เพื่อใหเห็นวาไมใชความ บังเอิญที่เกิดขึ้นดวยสาเหตุอื่นๆ 21.
  • 28.
    6. ชางสงสัย (Skepticism)ขอความเกือบทั้งหมดถือเปนสมมติฐานที่ตองพิสูจน บางครั้ง นักวิทยาศาสตรจะมาถึงจุดปลายทางที่ลมเหลวในการวิจัย และจะตองกลับไปพิจารณาวาสมมติฐาน ทั้งหมดที่ตั้งไวเปนจริงสําหรับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหรือไม 7. ความแมนยํา (Precision) นักวิทยาศาสตรจะไมอดทนตอขอความที่หละหลวม ไวรัสชนิดหนึ่ง เปนสาเหตุของโรค ไวรัสมากเทาไรที่จะทําใหเกิดการอักเสบ มีรางกายชนิดใดที่สรางภูมิคุมกันตอไวรัส หรือไม นักวิทยาศาสตรจะเปนคนแนนอนและรอบคอบมาก 8. ยอมรับกระบวนทัศน (Respect for paradigms) กระบวนทัศนหมายถึงความเขาใจในภาพรวม วาสิ่งตางๆบนโลกทํางานอยางไร มโนทัศนหนึ่งเหมาะกับความเขาใจในภาพรวมหรือไม หรือมันไม เปนไปตามความรูของเราเกี่ยวกับโลกแหงความเปนจริง ถามันไมเหมาะ มันก็ไมมีประโยชน และ นักวิทยาศาสตรก็จะกลับไปคนหาวามโนทัศนใหมผิดพลาด หรือ จะตองเปลี่ยนกระบวนทัศน 9. ยอมรับพลังของโครงสรางเชิงทฤษฎี (A respect for power of theoretical structure) Diederich กลาววานักวิทยาศาสตรมักจะไมเห็นดวยกับทัศนคติที่วา “ มันเปนจริงในเชิงทฤษฎีแตมัน ไมเปนจริงในทางปฏิบัติ” เขาชี้วาทฤษฎีจะเปนจริงก็ตอเมื่อมันเปนไปไดในทางปฏิบัติเทานั้น แทจริง แลวความถูกตองของทฤษฎีอยูที่จุดหมายปลายทางของงานที่นักวิทยาศาสตรกําลังทํา ไมมีความจริง ทางวิทยาศาสตรที่ถูกสะสมไวโดยวิธีสุม (นี่เปนความเขาใจที่นักเรียนที่เขารวมงานประกวดโครงงาน วิทยาศาสตรจะตองเรียนรู) 10. เต็มใจที่จะเปลี่ยนความคิดเห็น (Willing to change opinion) เมื่อ Harold Urey ผูเขียน หนังสือทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดผิวดวงจันทร ไดตรวจสอบหินที่นํามาจากดวงจันทรโดยยานอะพอลโล เขายอมรับทันทีวาทฤษฎีของเขาไมเหมาะกับความจริง เขายอมรับวา เขาผิดพลาด เขาประกาศ ออกไปโดยไมตอตานวาทฤษฎีของเขาถูกใชมาหลายสิบป 11. เคารพตอความจริง (Royalty to reality) Dr. Urey ไมเพียงแตเปลี่ยนไปสูความคิดใหม แต เขายอมรับแบบจําลองที่เหมาะสมกับความจริงมากกวา เขาไมเคยพิจารณาที่จะยึดติดกับความคิดเห็น เพราะวามันเกี่ยวพันกับชื่อเสียงของเขา 12. ไมเชื่อในไสยศาสตรหรืออํานาจลึกลับ และเห็นชอบคําอธิบายทางวิทยาศาสตรอยางอัตโมมัติ (Aversion to superstition and automatic preference for scientific explanation) ไม 22.
  • 29.
    มีนักวิทยาศาสตรคนใดที่รูหลักฐานของการทดลองทั้งหมดภายใตมโนทัศนวิทยาศาสตรในปจจุบัน ดังนั้นเขาจึงเชื่อความคิดเห็นบางอยางโดยไมเขาใจพื้นฐาน นักวิทยาศาสตรปฏิเสธอํานาจลึกลับ และ เห็นชอบกระบวนทัศนทางวิทยาศาสตรมากกวาความซาบซึ้งในพลังของความรูที่มีพื้นฐานมาจาก ความจริง 13. กระหายความรู ซึ่งเปนแรงขับเคลื่อนทางปญญา (A thirst for knowledge, an intellectual drive) นักวิทยาศาสตรมุงมั่นอยูกับการแกปญหา ตัวตอชิ้นเล็กๆที่ไมพอดีจะเปนสิ่งที่ นาสนใจที่สุดของนักวิทยาศาสตร อยางไรก็ตามดังที่ Diederich ใหขอคิดไววา นักวิทยาศาสตรยินดี จะมีชีวิตอยูกับความไมสมบูรณ มากกวา “การที่จะเปนผูเติมเต็มชองวางดวยคําอธิบายที่ไมมี หลักฐาน” 14. ชะลอการตัดสินใจ (Suspended judgment) นักวิทยาศาสตรจะไมแสดงความคิดเห็นตอ ประเด็นปญหาที่ไดรับมอบหมาย จนกวาจะไดสํารวจตรวจสอบแลว เพราะมันเปนเรื่องยากที่จะ ยกเลิกความคิดเห็นที่ไดแสดงออกไปแลว นักวิทยาศาสตรมักจะทําใหเราคนหาความจริงเพื่อ สนับสนุนความคิดเห็น อยางไรก็ตามเราตองมีความปรารถนาที่จะตั้งสมมติฐานที่ดีที่สุดเมื่อมีเวลาและ โอกาส 15. ความตระหนักในเงื่อนไข (Awareness of assumptions) Diederich กลาววา นักวิทยาศาสตรเริ่มทํางานโดยนิยามคําศัพท ทําความชัดเจนกับเงื่อนไขตางๆ ลดเงื่อนไขที่จําเปนให นอยลง เราตองการนักวิทยาศาสตรที่สรางคําอธิบายกวางๆเกี่ยวกับโลกอันซับซอนใบนี้ แตปกติแลว นักวิทยาศาสตรมักจะมีความเฉพาะเจาะจงในเรื่องที่เขารู และจะกลาวถึงมันอยางแนนอนวา ถา เงื่อนไขเหลานี้เปนจริงผลที่เกิดขึ้นจะเปนอยางนี้ และอยางนี้ 16. ความสามารถในการแยกมโนทัศนพื้นฐานออกจากสิ่งที่ไมเกี่ยวของ หรือไมสําคัญ (Ability to separate fundamental concepts from irrelevant or unimportant) นักเรียน วิทยาศาสตรที่อายุยังนอยอยูมักจะเสียเวลาอยูกับการสังเกตและขอมูลที่มีความสําคัญนอยตอการ สรางมโนทัศนที่ตองการสํารวจตรวจสอบ 17. ยอมรับขอมูลเชิงปริมาณ และซาบซึ้งในคณิตศาสตรในฐานะที่เปนภาษาหนึ่งของ วิทยาศาสตร (Respect for quantification and appreciation of mathematics as a 23.
  • 30.
    language of science)ความสัมพันธในธรรมชาติสวนมากมักมีรูปแบบ และเปนความสัมพันธเชิง คณิตศาสตร เมื่อมีการตรวจวัดเชิงตัวเลข และความงามเหลานี้จะยังคงมีอยูโดยไมตองมีเครื่องมือวัด 18. ความซาบซึ้งในความนาจะเปน และสถิติ (An appreciation of probability and statistics) คาสหสัมพันธไมใชเปนเครื่องพิสูจนถึงเหตุ และผล แตความรูทางวิทยาศาสตรโบราณ ไดมาจากการพิสูจนโดยใชเหตุการณที่เกิดขึ้นบังเอิญ คนที่มีประสบการณนอยทางสถิติ จะมีความ ยากลําบากในการเขาใจมโนทัศนของเหตุการณที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ 19. เขาใจวาความรูทั้งหมดมีขอจํากัดในดานความคงทน (An understanding that all knowledge has tolerance limits) เมื่อวิเคราะหปรากฏการณทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนโลก อยาง ระมัดระวัง จะพบวาขอมูลเชิงปริมาณจะกระจายเพียงเล็กนอยรอบๆคาเฉลี่ย เชน อุณหภูมิของ รางกายมนุษย ความเรงของวัตถุที่ตกลงมาอยางอิสระจะมีคาแนนอน แตก็จะมีการแปรผันเล็กนอย ไมมีปริมาณใดที่แนนอนอยางสัมบูรณ 20. การยอมรับขอจํากัดของมนุษย ( Empathy for the human condition) ตรงกันขามกับ ความเชื่อในสิ่งที่นิยมกันอยางแพรหลาย ยังมีระบบคานิยมทางวิทยาศาสตรที่อยูบนพื้นฐานของความ เปนมนุษย ซึ่งเปนสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่สามารถจินตนาการสิ่งตางๆที่ไมถูกกระทบโดยการกระตุน อยางทันทีทันใดในสภาพแวดลอม ดังนั้นเราจึงเปนสัตวโลกที่สามารถมองกลับไปยังอดีต และวางแผน สําหรับอนาคตได นี่คือเหตุผลที่เมื่อเราอานหนังสือ และจินตนาการไปถึงความรูสึกของผูเขียนวาเขา หมายความวาอยางไร และคิดอยางไร การปฏิบัติที่ไมยอมรับขอจํากัดและไมเห็นคุณคาของมนุษย ถือ วาเปนการสรางผลงานทางวิทยาศาสตรที่ไมแมนยํา 24.
  • 31.
    กรอบความคิดในการศึกษาวิจัย ตัวแปรตน  บทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1(ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา  การจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบโครงงาน ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางิวทยาศาสตร รายวิชาชีววิทยา (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 25.
  • 32.
    บทที่ 3 องคประกอบและขั้นตอนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสรางและพัฒนานวัตกรรมแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการ สอนแบบโครงงานพรอมกับศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร ระหวางกอนการใชและหลังการใชนวัตกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บท นําทางชีววิทยา โดยใชแบบทดสอบกอน-หลังเรียนและแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรโดย นักเรียนเปนผูประเมินตนเอง ซึ่งมีวิธีดําเนินการวิจัย ดังนี้ ขั้นตอนและวิธีการดําเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom action research) ขั้นตอนการวิจัย ประกอบดวย 1. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับแบบเรียนสําเร็จรูปและวิธีการจัดการเรียนรู แบบโครงงาน 2. การสรางและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงานประกอบแบบเรียนสําเร็จรูปรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา 3. การสรางและพัฒนาเครื่องมือที่เปนแบบเรียนสําเร็จรูปและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา พรอมแบบประเมิน นวัตกรรมสําหรับผูเชี่ยวชาญ 4. การดําเนินการประเมินนวัตกรรมดานเนื้อหาโดยผูเชี่ยวชาญพรอมกับปรับปรุงแกไขกอน นําไปใชจริงกลับกลุมตัวอยางในชั้นเรียน 5. การดําเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงานประกอบ แบบเรียนสําเร็จรูปตามแผนที่ไดวางไว 6. การเก็บรวบรวมขอมูลจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนและหลังการใช แบบเรียนสําเร็จรูปประกอบแผนการสอนแบบโครงงานและแบบประเมินเจตคติทาง วิทยาศาสตรโดยนักเรียนกลุมตัวอยางเปนผูประเมินตนเอง 7. การวิเคราะห สรุปผล และนําเสนอผลการสรางและพัฒนาแบบเรียนสําเร็จรูปประกอบ แผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงานและการเปรียบเทียบผลการทดสอบกอนกับหลังพรอมผล การประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรของนักเรียนการใชนวัตกรรมในการจัดการเรียนรูโดย การจัดทําเลมรายงานฉบับสมบูรณ ประชากรและกลุมตัวอยาง 1. ประชากร ไดแก นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 26.
  • 33.
    2. กลุมตัวอยาง ไดแกนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร- คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2555 หอง 1 จํานวน 41 คน โดยการสุมแบบ เฉพาะเจาะจง ตัวแปรในการศึกษาวิจัย  ตัวแปรตนหรือสิ่งที่ตองการศึกษา ไดแก การจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปและวิธีการ จัดการเรียนรูแบบโครงงาน  ตัวแปรตามหรือผลที่ตองการศึกษา ไดแก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทาง วิทยาศาสตร ขอมูลที่ใชในการวิจัย ความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย ,สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบแบบ Dependent samples t-test ของคะแนนการทดสอบและคะแนนเจตคติทางวิทยาศาสตรเปรียบเทียบระหวาง นักเรียนเพศชายและเพศหญิงหลังการใชบทเรียนสําเร็จรูปประกอบแนวการสอนแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา จากการใชเครื่องมือที่เปนแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคูขนานและแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรกับนักเรียนกลุมตัวอยาง เครื่องมือ 1. เครื่องมือ ไดแก 1.1 แผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา 1.2 บทเรียนสําเร็จรูป รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา 1.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนและหลังการใชบทเรียนสําเร็จรูป ประกอบแผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน 1.4 แบบประเมินนวัตกรรมบทเรียนสําเร็จรูป รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทาง ชีววิทยา สําหรับผูเชี่ยวชาญ 2. วิธีการสรางและพัฒนาเครื่องมือ 2.1 แผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ดําเนินการสรางและพัฒนาดังนี้ (1) ศึกษาวิเคราะหหลักสูตร แผนการสอน คูมือครู มาตรฐานการเรียนรู และตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและอื่นๆที่เกี่ยวของ (2) ดําเนินการสรางโดยกําหนดหัวขอหลักและรองที่สําคัญ รายละเอียด ของเนื้อหา ตลอดจนกิจกรรมประกอบการเรียนรู 27.
  • 34.
    (3) จัดทําเอกสารแผนการจัดการเรียนรูและเอกสารประกอบการจัดการ เรียนการสอนอื่นๆที่เปนฉบับจริง เพื่อดําเนินการวิจัยตอไป 2.2แบบเรียนสําเร็จรูป รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ดําเนินการสรางและ พัฒนาดังนี้ (1) ศึกษาวิเคราะหเอกสารที่เกี่ยวของกับนวัตกรรมบทเรียนสําเร็จรูปทาง การศึกษา (2) ดําเนินการออกแบบบทเรียนสําเร็จรูปใหครอบคลุมมาตรฐานการ เรียนรู/ตัวชี้วัดและเนื้อหาบทเรียน เรื่อง บทนําทางชีววิทยา (3) จัดพิมพแบบเรียนสําเร็จรูปแลวนําไปใหผูเชี่ยวชาญประเมินความตรง เชิงเนื้อหาแลวนําผลมาปรับปรุงพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปจนไดฉบับสมบูรณเพื่อใชดําเนินการวิจัยกับ นักเรียนกลุมตัวอยางตอไป 2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนและหลังเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ดําเนินการสรางและพัฒนาดังนี้ (1) ศึกษาวิเคราะหหลักสูตร แผนการสอน คูมือครู มาตรฐานการเรียนรู และตัวชี้วัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและอื่นๆที่เกี่ยวของ (2) ดําเนินการออกแบบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนและ หลังเรียนในลักษณะคูขนาน จํานวน 18 ขอโดยครอบคลุมเนื้อหาและมาตรฐานการเรียนรู/ตัวชี้วัด (3) จัดพิมพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนและหลังเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ฉบับสมบูรณเพื่อใชดําเนินการวิจัยตอไป 2.4 แบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตรหลังการใชนวัตกรรมรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 เรื่อง บทนําทางชีวิทยา สําหรับผูเรียน (1) ศึกษาวิเคราะหเอกสารที่เกี่ยวของกับการประเมินเจตคติทาง วิทยาศาสตรของนักเรียนทั้งหมด (2) ดําเนินการออกแบบแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตร รายวิชา ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา สําหรับผูเรียนใหคลอบคลุมในทุกๆดาน (3) จัดพิมพแบบประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตร รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา สําหรับนักเรียนเพื่อใชเก็บขอมูลตอไป การเก็บรวบรวมขอมูล การวิจัยครั้งนี้ใชแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง แบบ One Group Pretest-Posttest Design โดยผูวิจัยไดดําเนินการจัดการเรียนรูแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปของนักเรียนกลุม ตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 ป 28.
  • 35.
    การศึกษา 2555 จํานวน41 คน ในรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ซึ่งการ เก็บรวบรวมขอมลผูวิจัยไดดําเนินการ ดังนี้ 1. จัดทําเอกสารแผนการจัดการเรียนรูแบบโครงงาน บทเรียนสําเร็จรูป แบบประเมิน แบบสอบถามเจตคติทางวิทยาศาสตรแบบเรียนสําเร็จรูป และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ กอน-หลังเรียนรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา 2. นําเอกสารแผนการจัดการเรียนรูแบบโคงงานและบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่สรางและพัฒนาขึ้นโดยผูวิจัยมาใชจัดการเรียนรู ในชั้นเรียนกับนักเรียนกลุมตัวอยางซึ่งตองทําการทดสอบความรูพื้นฐานของผูเรียนดวย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนเรียน 3. เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรูรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ผูวิจัยไดทําการทดสอบผูเรียนหลังจากใชสื่อบทเรียนสําเร็จรูปประกอบแผนการจัดการ เรียนรูแบบโครงงานดวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนพรอมกับใหผูเรียนทํา แบบสอบถามเจตคติทางวิทยาศาสตรดวยแบบสอบถามที่ผูวิจัยจัดทําขึ้น 4. นําผลคะแนนจากการทดสอบกอน-หลังเรียนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และคะแนน เจตคติทางวิทยาศาสตรจากแบบสอบถามวัดเจตคติทางวิทยาศาสตรมาวิเคราะหหา คาเฉลี่ย ,สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อบรรยายลักษณะภาพรวมของการเรียนรูและการ ทดสอบคาเฉลี่ยแบบ dependent sample t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกตางของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนเรียนและหลังเรียนและ One way ANOVA เพื่อ เปรียบเทียบความแตกตางทางเจตคติทางวิทยาศาสตรระหวางเพศหญิงและเพศชาย ใน รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แลวบันทึกผลลงตารางเก็บ รวบรวมขอมูล การวิเคราะหขอมูล วิเคราะหขอมูล โดยการหาคาเฉลี่ย ,สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตารางแจกแจงความถี่ รอยละ/ เปอรเซ็นตและการทดสอบความแตกตางคาเฉลี่ยแบบ t-test ของผลคะแนนจากแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคูขนาน (กอนเรียน-หลังเรียน) แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร (หลังเรียน) และแบบสอบถามความพึงพอใจตอการใชแบบเรียนสําเร็จรูปประกอบจัดการเรียนรูแบบโครงงาน รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทางชีววิทยา การนําเสนอขอมูล นําเสนอขอมูลโดยความเรียง ประกอบตารางและแผนภูมิวงกลม/กราฟแทง 29.
  • 36.
    บทที่ 4 ผลการศึกษาวิจัย ตารางที่1 แสดงผลการวิเคราะหความคิดเห็นของผูทรงคุณวุฒิตอนวัตกรรมบทเรียนสําเร็จรูป รายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร- คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทางชีววิทยา รายการขอความคิดเห็น ประมาณคาความคิดเห็นของ ผูทรงคุณวุฒิคนที่ คา IOC แปลผล 1 2 3 4 5 1. ความสอดคลองเหมาะสมกับหลักสูตร +1 0 +1 +1 +1 0.8 ใชได 2. ความสอดคลองเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา +1 +1 +1 +1 +1 1.0 ใชได 3. ความสอดคลองเหมาะสมกับวัยของผูเรียน +1 +1 +1 +1 +1 1.0 ใชได 4. ความสอดคลองเหมาะสมกับสภาพปจจุบัน และปญหา 0 0 0 0 0 0.0 ใชไมได 5. ความเหมาะสมตอกระบวนการพัฒนาผูเรียน +1 +1 +1 +1 +1 1.0 ใชได 6. ความเหมาะสมของเนื้อหา +1 +1 +1 +1 +1 1.0 ใชได 7. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร 0 +1 0 +1 +1 0.6 ใชได 8. ความเหมาะสมของการใชภาษา 0 +1 0 0 0 0.2 ใชไมได 9. ความเหมาะสมกับความสนใจของนักเรียน 0 +1 0 +1 +1 0.6 ใชได 10.ความเหมาะสมของรูปแบบ 0 +1 0 0 0 0.2 ใชไมได คา IOC = 0.8+1.0+1.0+0.0+1.0+1.0+0.6+0.2+0.6+0.2 10 = 6.4 = 0.64 10 แปลผล บทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ในภาพรวมมี ความเหมาะสมที่จะนํามาใชเปนสื่อประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบโครงงานสําหรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แตสามารถเพิ่มคุณภาพโดยการ แกไขปรับปรุงบทเรียนสําเร็จรูปฉบับนี้ในดานความสอดคลองเหมาะสมกับสภาพปจจุบันและปญหา, ความเหมาะสมของการใชภาษาและความเหมาะสมของรูปแบบตามคําแนะนาของผูเชี่ยวชาญ 30.
  • 37.
    ตารางที่ 2 แสดงคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลคะแนนการเรียนรูโดยใชแนวการ สอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา1 (ว 31241) ระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทางชีววิทยา แบบเรียนสําเร็จรูป การสอนแบบโครงงาน คาเฉลี่ย ( X ) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( SD ) การทดสอบกอนเรียน 7.37 1.771 การทดสอบหลังเรียน 8.90 2.234 หมายเหตุ คะแนนเต็มผลการเรียน - การทดสอบกอนเรียน = 18 คะแนน - การทดสอบหลังเรียน = 18 คะแนน แปลผล นักเรียนมีผลคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน ( X = 8.90, SD = 2.234 ) สูงกวาผล คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบกอนเรียน ( X = 7.37, SD = 1.771) แสดงวานักเรียนมีความกาวหนา ทางการเรียนมากขึ้นหลังการใชบทเรียนสําเร็จรูป อยางไรก็ตามคาเฉลี่ยของผลการทดสอบหลังเรียน ยังต่ํากวา 50% ของคะแนนเต็มซึ่งจะตองทําการสอนซอมเสริมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให สูงขึ้นตอไป 31.
  • 38.
    กราฟที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระหวางคาเฉลี่ยผลการเรียนรูจากคะแนนการทดสอบกอนเรียน และหลังเรียนโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทาง ชีววิทยา 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1การทดสอบก่อนเรียน 32. การทดสอบหลังเรียน กราฟที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระหวางคาเฉลี่ยผลการเรียนรูจากคะแนนการทดสอบกอนเรียน และหลังเรียนโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทาง ชีววิทยา 1 2การทดสอบก่อนเรียน 32. การทดสอบหลังเรียน กราฟที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบระหวางคาเฉลี่ยผลการเรียนรูจากคะแนนการทดสอบกอนเรียน และหลังเรียนโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทาง ชีววิทยา การทดสอบก่อนเรียน 32. การทดสอบหลังเรียน
  • 39.
    ตารางที่ 3 แสดงผลการทดสอบคาเฉลี่ยแบบPaired/Dependent Samples t-test ของผล คะแนนการทดสอบกอนเรียน-หลังเรียนโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียน สําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร- คณิตศาสตร เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ตารางที่ 3.1 แสดงคาสหสัมพันธระหวางผลคะแนนการทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน คูความสัมพันธ จํานวนนักเรียน คาสหสัมพันธ คานัยสําคัญ คะแนนกอนเรียน-หลังเรียน 41 คน 0.268 0.090 แปลผล ผลคะแนนการทดสอบกอนเรียนกับคะแนนการทดสอบหลังเรียนโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปใน กรจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบโครงงานมีความสัมพันธในระดับคอนขางต่ํา ( r = 0.268) อยางไมมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ตารางที่ 3.2 แสดงการทดสอบคาเฉลี่ยแบบ Paired/Dependent Samples t-test คูความสัมพันธ คาเฉลี่ย สวน เบี่ยงเบน มาตรฐาน คาเฉลี่ย ความ แตกตาง สวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน คาการ ทดสอบ t คาองศา อิสระ คา นัยสําคัญ กอนเรียน หลังเรียน 7.37 8.90 1.771 2.234 -1.537 2.450 -4.015 40 0.000* * * * p < 0.01 แปลผล การจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการจัดการเรียนรูแบบโครงงานทําใหผล คะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกวากอนเรียนโดยกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% 33.
  • 40.
    ตารางที่ 4 แสดงความถี่และรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่4 แผนการ เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ เพศ จํานวน (คน) รอยละ ชาย 8 19.5 หญิง 33 80.5 รวม 41 100.0 กราฟที่ 2 แสดงรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ เพศหญิง, 80.5% 34. ตารางที่ 4 แสดงความถี่และรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ เพศ จํานวน (คน) รอยละ ชาย 8 19.5 หญิง 33 80.5 รวม 41 100.0 กราฟที่ 2 แสดงรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ เพศชาย, 19.5% เพศหญิง, 80.5% 34. ตารางที่ 4 แสดงความถี่และรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ เพศ จํานวน (คน) รอยละ ชาย 8 19.5 หญิง 33 80.5 รวม 41 100.0 กราฟที่ 2 แสดงรอยละของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร-คณิตศาสตร แยกตามเพศ 34.
  • 41.
    ตารางที่ 4 แสดงความถี่และรอยละของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรหลังการจัดการ เรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ระดับความคิดเห็น ของนักเรียน ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร ขอที่ 1 ขอที่ 2 ขอที่ 3 ขอที่ 4 ขอที่ 5 ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ไมเห็นดวย 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 0 (0.0%) ไมแนใจ 0 (0.0%) 5 (12.2%) 2 (4.9%) 2 (4.9%) 0 (0.0%) 4 (9.8%) 2 (4.9%) 1 (2.4%) 1 (2.4%) 6 (14.6%) เห็นดวย 5 (12.2%) 16 (39.0%) 3 (7.3%) 14 (34.1%) 2 (4.9%) 17 (41.5%) 3 (7.3%) 5 (12.2%) 4 (9.8%) 23 (56.1%) เห็นดวยอยางยิ่ง 3 (7.3%) 12 (29.3%) 3 (7.3%) 17 (41.5%) 6 (14.6%) 11 (26.8%) 3 (7.3%) 27 (65.9%) 2 (4.9%) 4 (9.8%) รวม 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) ระดับความคิดเห็น ของนักเรียน ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร ขอที่ 6 ขอที่ 7 ขอที่ 8 ขอที่ 9 ขอที่ 10 ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ไมเห็นดวย 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) ไมแนใจ 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 4 (9.8%) 1 (2.4%) 3 (9.8%) 0 (0.0%) 4 (9.8%) 1 (2.4%) 4 (9.8%) เห็นดวย 6 (14.6%) 13 (31.7%) 3 (7.3%) 18 (43.9%) 3 (7.3%) 14 (34.1%) 3 (7.3%) 12 (29.3%) 5 (12.2%) 19 (46.3%) เห็นดวยอยางยิ่ง 2 (4.9%) 20 (48.8%) 4 (9.8%) 11 (26.8%) 4 (9.8%) 15 (36.6%) 5 (12.2%) 16 (39.0%) 2 (4.9%) 10 (24.4%) รวม 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 35.
  • 42.
    ระดับความคิดเห็น ของนักเรียน ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร ขอที่ 11 ขอที่12 ขอที่ 13 ขอที่ 14 ขอที่ 15 ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ไมเห็นดวย 0 (0.0%) 2 (4.9%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 2 (4.9%) 1 (2.4%) 2 (4.9%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) ไมแนใจ 2 (4.9%) 14 (34.1%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 16 (39.0%) 1 (2.4%) 6 (14.6%) 1 (2.4%) 3 (7.3%) เห็นดวย 4 (9.8%) 13 (31.7%) 5 (12.2%) 14 (34.1%) 5 (12.2%) 12 (29.3%) 3 (7.3%) 10 (24.4%) 3 (7.3%) 17 (41.5%) เห็นดวยอยางยิ่ง 2 (4.9%) 4 (9.8%) 3 (7.3%) 17 (41.5%) 2 (4.9%) 3 (7.3%) 3 (7.3%) 15 (36.6%) 4 (9.8%) 13 (31.7%) รวม 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) ระดับความคิดเห็น ของนักเรียน ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร ขอที่ 16 ขอที่ 17 ขอที่ 18 ขอที่ 19 ขอที่ 20 ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ไมเห็นดวย 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 2 (4.9%) 0 (0.0%) 3 (7.3%) ไมแนใจ 1 (2.4%) 4 (9.8%) 4 (9.8%) 11 (26.8%) 0 (0.0%) 3 (7.3%) 1 (2.4%) 16 (39.0%) 2 (4.9%) 2 (4.9%) เห็นดวย 1 (2.4%) 16 (39.0%) 1 (2.4%) 20 (48.8%) 2 (4.9%) 16 (39.0%) 3 (7.3%) 15 (36.6%) 4 (9.8%) 6 (14.6%) เห็นดวยอยางยิ่ง 6 (14.6%) 13 (31.7%) 2 (4.9%) 2 (4.9%) 6 (14.6%) 14 (34.1%) 3 (7.3%) 0 (0.0%) 2 (4.9%) 22 (53.7%) รวม 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 36.
  • 43.
    ระดับความคิดเห็น ของนักเรียน ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร ขอที่ 21 ขอที่22 ขอที่ 23 ขอที่ 24 ขอที่ 25 ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ไมเห็นดวย 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 5 (12.2%) ไมแนใจ 1 (2.4%) 7 (17.1%) 1 (2.4%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 6 (14.6%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 3 (7.3%) 11 (26.8%) เห็นดวย 1 (2.4%) 17 (41.5%) 0 (0.0%) 6 (14.6%) 5 (12.2%) 19 (46.3%) 3 (7.3%) 9 (22.0%) 2 (4.9%) 13 (31.7%) เห็นดวยอยางยิ่ง 6 (14.6%) 9 (22.0%) 7 (17.1%) 27 (65.9%) 2 (4.9%) 7 (17.1%) 5 (12.2%) 24 (58.5%) 2 (4.9%) 4 (9.8%) รวม 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) ระดับความคิดเห็น ของนักเรียน ผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร ขอที่ 26 ขอที่ 27 ขอที่ 28 ขอที่ 29 ขอที่ 30 ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ชาย หญิง ไมเห็นดวย 1 (2.4%) 1 (2.4%) 2 (4.9%) 2 (4.9%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 1 (2.4%) 1 (2.4%) ไมแนใจ 0 (0.0%) 3 (7.3%) 2 (4.9%) 17 (41.5%) 1 (2.4%) 6 (14.6%) 0 (0.0%) 0 (0.0%) 2 (4.9%) 9 (22.0%) เห็นดวย 2 (4.9%) 12 (29.3%) 2 (4.9%) 9 (22.0%) 3 (7.3%) 13 (31.7%) 1 (2.4%) 11 (26.8%) 2 (4.9%) 17 (41.5%) เห็นดวยอยางยิ่ง 5 (12.2%) 17 (41.5%) 2 (4.9%) 5 (12.2%) 4 (9.8%) 14 (34.1%) 7 (17.1%) 22 (53.7%) 3 (7.3%) 6 (14.6%) รวม 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) 41 คน (100%) หมายเหตุ คะแนนระดับความคิดเห็นของนักเรียน นอย = 1 คะแนน ปานกลาง = 2 คะแนน มาก = 3 คะแนน มากที่สุด = 4 คะแนน แปลผล นักเรียนสวนใหญมีเจตคติตอวิทยาศาสตรหลังเรียนอยูในระดับมากซึ่งคลายคลึงกันทั้ง นักเรียนชายและนักเรียนหญิง โดยเฉพาะอยางยิ่งในขอ 6, 12, 24 และ 29 จะไมพบความคิดเห็นของ นักเรียนในระดับนอยและปานกลางอยูเลย 37.
  • 44.
    กราฟที่ 3 แสดงรอยละของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา ชีววิทยา1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร 0 10 20 30 40 50 60 70 80 ข้อ1 ข้อ2 0 10 20 30 40 50 60 ข้อ11 ข้อ12 รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร 38. รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร กราฟที่ 3 แสดงรอยละของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ข้อ3 ข้อ4 ข้อ5 ข้อ6 ข้อ7 ข้อ13 ข้อ14 ข้อ15 ข้อ16 ข้อ17 รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร 38. รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร กราฟที่ 3 แสดงรอยละของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ข้อ8 ข้อ9 ข้อ10 ข้อ18 ข้อ19 ข้อ20 รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร 38. รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร
  • 45.
    แบบประเมิน ขอ1 ขอ2ขอ3 ขอ4 ขอ5 ขอ6 ขอ7 ขอ8 ขอ9 ขอ10 ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 2.4 0.0 2.4 2.4 2.4 0.0 ไมแนใจ 12.2 9.8 9.8 7.3 17.1 0.0 9.8 9.8 9.8 12.2 เห็นดวย 51.2 41.5 46.3 19.5 65.9 46.3 41.5 41.5 36.6 58.5 เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 48.8 41.5 73.2 14.6 53.7 46.3 46.3 51.2 29.3 รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 แบบประเมิน ขอ11 ขอ12 ขอ13 ขอ14 ขอ15 ขอ16 ขอ17 ขอ18 ขอ19 ขอ20 ไมเห็นดวย 4.9 0.0 4.9 7.3 0.0 0.0 2.4 0.0 7.3 7.3 ไมแนใจ 39 0.0 41.4 17.1 9.8 12.2 36.6 7.3 41.5 9.8 เห็นดวย 41.5 41.5 41.5 31.7 48.8 41.5 51.2 43.9 43.9 24.4 เห็นดวยอยางยิ่ง 14.6 58.5 12.2 43.9 41.5 46.3 9.8 48.8 7.3 58.5 รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 แบบประเมิน ขอ21 ขอ22 ขอ23 ขอ24 ขอ25 ขอ26 ขอ27 ขอ28 ขอ29 ขอ30 ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 14.6 4.9 9.8 0.0 0.0 4.9 ไมแนใจ 19.5 2.4 17.1 0.0 34.1 7.3 46.3 17.1 0.0 26.8 เห็นดวย 43.9 14.6 58.5 29.3 36.6 34.1 26.8 39 29.3 46.3 เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 83.0 22 70.7 14.7 53.7 17.1 43.9 70.7 22 รวม 100 100.0 100 100 100 100 100 100 100 100 0 10 20 30 40 50 60 70 80 90 ข้อ21 ข้อ22 รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร 39. แบบประเมิน ขอ1 ขอ2 ขอ3 ขอ4 ขอ5 ขอ6 ขอ7 ขอ8 ขอ9 ขอ10 ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 2.4 0.0 2.4 2.4 2.4 0.0 ไมแนใจ 12.2 9.8 9.8 7.3 17.1 0.0 9.8 9.8 9.8 12.2 เห็นดวย 51.2 41.5 46.3 19.5 65.9 46.3 41.5 41.5 36.6 58.5 เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 48.8 41.5 73.2 14.6 53.7 46.3 46.3 51.2 29.3 รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 แบบประเมิน ขอ11 ขอ12 ขอ13 ขอ14 ขอ15 ขอ16 ขอ17 ขอ18 ขอ19 ขอ20 ไมเห็นดวย 4.9 0.0 4.9 7.3 0.0 0.0 2.4 0.0 7.3 7.3 ไมแนใจ 39 0.0 41.4 17.1 9.8 12.2 36.6 7.3 41.5 9.8 เห็นดวย 41.5 41.5 41.5 31.7 48.8 41.5 51.2 43.9 43.9 24.4 เห็นดวยอยางยิ่ง 14.6 58.5 12.2 43.9 41.5 46.3 9.8 48.8 7.3 58.5 รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 แบบประเมิน ขอ21 ขอ22 ขอ23 ขอ24 ขอ25 ขอ26 ขอ27 ขอ28 ขอ29 ขอ30 ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 14.6 4.9 9.8 0.0 0.0 4.9 ไมแนใจ 19.5 2.4 17.1 0.0 34.1 7.3 46.3 17.1 0.0 26.8 เห็นดวย 43.9 14.6 58.5 29.3 36.6 34.1 26.8 39 29.3 46.3 เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 83.0 22 70.7 14.7 53.7 17.1 43.9 70.7 22 รวม 100 100.0 100 100 100 100 100 100 100 100 ข้อ23 ข้อ24 ข้อ25 ข้อ26 ข้อ27 ข้อ28 รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร 39. แบบประเมิน ขอ1 ขอ2 ขอ3 ขอ4 ขอ5 ขอ6 ขอ7 ขอ8 ขอ9 ขอ10 ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 2.4 0.0 2.4 2.4 2.4 0.0 ไมแนใจ 12.2 9.8 9.8 7.3 17.1 0.0 9.8 9.8 9.8 12.2 เห็นดวย 51.2 41.5 46.3 19.5 65.9 46.3 41.5 41.5 36.6 58.5 เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 48.8 41.5 73.2 14.6 53.7 46.3 46.3 51.2 29.3 รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 แบบประเมิน ขอ11 ขอ12 ขอ13 ขอ14 ขอ15 ขอ16 ขอ17 ขอ18 ขอ19 ขอ20 ไมเห็นดวย 4.9 0.0 4.9 7.3 0.0 0.0 2.4 0.0 7.3 7.3 ไมแนใจ 39 0.0 41.4 17.1 9.8 12.2 36.6 7.3 41.5 9.8 เห็นดวย 41.5 41.5 41.5 31.7 48.8 41.5 51.2 43.9 43.9 24.4 เห็นดวยอยางยิ่ง 14.6 58.5 12.2 43.9 41.5 46.3 9.8 48.8 7.3 58.5 รวม 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 แบบประเมิน ขอ21 ขอ22 ขอ23 ขอ24 ขอ25 ขอ26 ขอ27 ขอ28 ขอ29 ขอ30 ไมเห็นดวย 0.0 0.0 2.4 0.0 14.6 4.9 9.8 0.0 0.0 4.9 ไมแนใจ 19.5 2.4 17.1 0.0 34.1 7.3 46.3 17.1 0.0 26.8 เห็นดวย 43.9 14.6 58.5 29.3 36.6 34.1 26.8 39 29.3 46.3 เห็นดวยอยางยิ่ง 36.6 83.0 22 70.7 14.7 53.7 17.1 43.9 70.7 22 รวม 100 100.0 100 100 100 100 100 100 100 100 ข้อ28 ข้อ29 ข้อ30 รอยละการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร 39.
  • 46.
    ตารางที่ 5 แสดงคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตร โดยรวมทั้งเพศชายและเพศหญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบ สื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุม ตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร รายการขอความคิดเห็น คาเฉลี่ย ( X ) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( SD ) ความหมาย 1. ขาพเจามีความสุขเมื่อไดทดลองวิทยาศาสตร 3.24 0.663 ระดับสูง 2. ขาพเจาอยากเรียนวิชาวิทยาศาสตร 3.39 0.666 ระดับสูง 3. วิทยาศาสตรทําใหคนเรามีเหตุผล 3.27 0.742 ระดับสูง 4. เรียนวิชาวิทยาศาสตรแลวสามารถ นําไปใชพัฒนาตนเองได 3.66 0.617 ระดับสูง 5. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่เรียนสนุก 2.93 0.648 ระดับปานกลาง 6. วิทยาศาสตรชวยใหเรียนวิชาอื่นๆไดดีขึ้น 3.54 0.505 ระดับสูง 7. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่นาสนใจ 3.22 0.725 ระดับสูง 8. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่เรียนแลว คุมคากับการลงทุน 3.32 0.756 ระดับสูง 9. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่มนุษยนําไป พัฒนาประเทศชาติใหเจริญกาวหนา 3.37 0.767 ระดับสูง 10. วิทยาศาสตรจะไมทําใหมนุษยเกิดความเครียด 3.17 0.629 ระดับสูง 11. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่นาเรียนกวาวิชาอื่น ๆ 2.66 0.794 ระดับปานกลาง 12. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ไมนาเบื่อ 3.59 0.499 ระดับสูง 13. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ควรใหเวลามากกวานี้ 2.61 0.771 ระดับปานกลาง 14. ขาพเจาไมรูสึกกังวลเมื่อเรียนวิชาวิทยาศาสตร 3.12 0.954 ระดับสูง 15. วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ชวยใหสังคมกาวหนา 3.32 0.650 ระดับสูง 16. การปฏิบัติการทดลองไมมีอันตรายและไมนากลัว ทําใหผูเรียนชอบเรียน 3.34 0.693 ระดับสูง 17. ถาขาพเจาพบบทความทาง วิทยาศาสตรจะเก็บไวอานและศึกษา 2.68 0.687 ระดับปานกลาง 18. ในชั่วโมงการเรียนวิทยาศาสตรแตละ ครั้งขาพเจาไมตองการใหหมดเร็ว 3.41 0.631 ระดับสูง 40.
  • 47.
    รายการขอความคิดเห็น คาเฉลี่ย ( X) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( SD ) ความหมาย 19. ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมงที่ขาพเจารอคอย 2.51 0.746 ระดับปานกลาง 20. เมื่อผูสอนใหทําการทดลองขาพเจามีความเต็ม ใจที่จะทําจนสําเร็จ 3.34 0.938 ระดับสูง 21. เมื่อผูสอนใหทําการทดลองขาพเจาจะ ตั้งใจทําอยางดีเยี่ยม 3.17 0.738 ระดับสูง 22. ในชั่วโมงวิทยาศาสตรขาพเจาจะไม แอบอานหนังสือการตูน 3.80 0.459 ระดับสูง 23. ขอมูลที่ไดจากวิทยาศาสตรเชื่อถือได 3.00 0.707 ระดับปานกลาง 24. วิทยาศาสตรสามารถนําไปพัฒนาตนเองได 3.71 0.461 ระดับสูง 25. ขาพเจาชอบเที่ยวชมนิทรรศการ วิทยาศาสตรอยูเสมอ 2.51 0.925 ระดับปานกลาง 26. วิทยาศาสตรเปนกิจกรรมที่ทาทายความสามารถ 3.37 0.829 ระดับสูง 27. ขาพเจาชอบวิชาวิทยาศาสตรมากกวา วิชาอื่น ๆ 2.51 0.898 ระดับปานกลาง 28. เมื่อใดก็ตามที่ขาพเจาลงมือทดลอง วิทยาศาสตรขาพเจามักจะทําตอจนสําเร็จหรือไม ลมเลิกกลางครัน 3.27 0.742 ระดับสูง 29. ขาพเจาชอบรวมกิจกรรมงานวิทยาศาสตร 3.71 0.461 ระดับสูง 30. ทุกครั้งที่มีรายการทางโทรทัศนเกี่ยวกับ วิทยาศาสตรขาพเจาจะดูอยางตั้งใจ 2.85 0.823 ระดับปานกลาง เกณฑประเมิน > 3.00 หมายถึง เจตคติวิทยาศาสตรระดับสูง 2.00-3.00 หมายถึง เจตคติวิทยาศาสตรระดับปานกลาง < 2.00 หมายถึง เจตคติวิทยาศาสตรระดับต่ํา แปลผล นักเรียนมีคาเฉลี่ยเจตคติตอวิทยาศาสตรหลังเรียนมากที่สุดในขอที่ 22 คือ ในชั่วโมง วิทยาศาสตรขาพเจาจะไมแอบอานหนังสือการตูน ( X =3.80, SD = 0.459) และนอยที่สุดในขอที่ 19 คือ ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมงที่ขาพเจารอคอย ( X =2.51, SD = 0.746) 41.
  • 48.
    กราฟที่ 4 แสดงคาเฉลี่ยของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา ชีววิทยา1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร 0 0.5 1 1.5 2 2.5 3 3.5 4 ข้อ1 ข้อ2 ข้อ3 ข้อ4 0 0.5 1 1.5 2 2.5 3 3.5 4 ข้อ16 ข้อ17 ข้อ18 ข้อ19 42. คาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตรคาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตร กราฟที่ 4 แสดงคาเฉลี่ยของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ข้อ4 ข้อ5 ข้อ6 ข้อ7 ข้อ8 ข้อ9 ข้อ10 ข้อ11 ข้อ12 ข้อ19 ข้อ20 ข้อ21 ข้อ22 ข้อ23 ข้อ24 ข้อ25 ข้อ26 ข้อ27 42. คาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตรคาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตร กราฟที่ 4 แสดงคาเฉลี่ยของผลการประเมินเจตคติตอวิทยาศาสตรโดยรวมทั้งเพศชายและเพศ หญิงหลังการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชา ชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาป ที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ข้อ12 ข้อ13 ข้อ14 ข้อ15 ข้อ27 ข้อ28 ข้อ29 ข้อ30 42. คาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตรคาเฉลี่ยคะแนนเจตคติตอวิทยาศาสตร
  • 49.
    บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลการศึกษาและขอเสนอแนะ การวิจัยเรื่องการศึกษาผลการใชบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานรายวิชา ชีววิทยา1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา โดยนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2555 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน โดยมีวัตถุประสงคเพื่อสรางและพัฒนาแบบ เรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงานและนํามา ทําการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอน-หลังและเจตคติตอวิทยาศาสตรหลังการใช บทเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบโครงงาน ซึ่งจากการวิจัยในครั้งนี้สามารถวิเคราะห สรุป อภิปรายผลการศึกษาและขอเสนอแนะได ดังนี้ สรุปผลการวิจัย 1. ผลการวิเคราะหความคิดเห็นของผูทรงคุณวุฒิในดานความตรงเชิงเนื้อหาของบทเรียน สําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสต สวนใหญ (7 ขอจาก 10 ขอ) มีคา IOC มากกวา 0.5 หรือ “ใชได” และเมื่อทําการวิเคราะหคา IOC ของแบบเรียนสําเร็จรูปทั้งฉบับ มีคาเทากับ 0.64 ซึ่งจะไดขอสรุปวา บทเรียนสําเร็จรูปฉบับนี้สามารถนํามาใชประกอบการจัดการเรียนการสอนได อยางไรก็ตามควรมีการ ปรับปรุงคุณภาพความตรงเชิงเนื้อหาโดยการแกไขพัฒนาบทเรียนสําเร็จรูปฉบับนี้ในดานความ สอดคลองเหมาะสมกับสภาพปจจุบันและปญหา, ความเหมาะสมของการใชภาษาและความเหมาะสม ของรูปแบบตามคําแนะนําของผูเชี่ยวชาญ 2. ผลการวิเคราะหคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนการเรียนรูโดยใชแนว การสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียนสําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทาง ชีววิทยา ของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร- คณิตศาสตร จะเห็นไดวา นักเรียนมีผลคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน ( X = 8.90, SD = 2.234 ) สูงกวาผลคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบกอนเรียน ( X = 7.37, SD = 1.771) แสดงวา นักเรียนมีความกาวหนาทางการเรียนมากขึ้นหลังการใชบทเรียนสําเร็จรูป อยางไรก็ตามคาเฉลี่ยของ ผลการทดสอบหลังเรียนยังต่ํากวา 50% ของคะแนนเต็มซึ่งจะตองทําการสอนซอมเสริมเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนใหสูงขึ้นตอไป 43.
  • 50.
    3. ผลการวิเคราะหทดสอบคาเฉลี่ยแบบ Paired/DependentSamples t-test ของผล คะแนนการทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน (pretest-posttest) โดยการจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียน สําเร็จรูปและแนวการจัดการเรียนรูแบบโครงงานทําใหผลคะแนนการทดสอบของนักเรียนกลุม ตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-วิทยาศาสตรหลังเรียนสูงกวากอน เรียน (t = -4.015) โดยกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (sig = 0.00) ซึ่งเปน ผลจากการจัดการเรียนการสอนดังจะเห็นไดจากคาสหสัมพันธระหวางคะแนนทดสอบกอนเรียนและ คะแนนทดสอบหลังเรียนของผูเรียนอยูในระดับคอนขางนอย (r = 0.268) ซึ่งมีความแตกตางกันอยาง ไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (sig = 0.90) แสดงวา นักเรียนมีความรูความเขาใจ เพิ่มขึ้นจากการเรียนรูไมใชมีความรูเดิมในเนื้อหาบทเรียนนั้นอยูแลว 4. ผลการวิเคราะหคารอยละของผลการประเมินนักเรียนสวนใหญมีเจตคติตอวิทยาศาสตร หลังเรียนอยูในระดับมากซึ่งคลายคลึงกันทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง โดยเฉพาะอยางยิ่งในขอที่ 6 คือ วิทยาศาสตรชวยใหเรียนวิชาอื่นๆไดดีขึ้น, ขอที่ 12 คือ วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ไมนาเบื่อ, ขอที่ 24 คือ วิทยาศาสตรสามารถนําไปพัฒนาตนเองได และ ขอที่ 29 คือ ขาพเจาชอบรวมกิจกรรมงาน วิทยาศาสตร โดยไมพบความคิดเห็นในระดับนอยและปานกลางอยูเลย ซึ่งสอดคลองกับผลการ วิเคราะหคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมิน พบวา นักเรียนมีคาเฉลี่ยเจตคติตอ วิทยาศาสตรหลังเรียนมากที่สุดในขอที่ 4 คือ ในชั่วโมงวิทยาศาสตรขาพเจาจะไมแอบอานหนังสือ การตูน ( X =3.80, SD = 0.459) และนอยที่สุดในขอที่ 19 คือ ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมงที่ ขาพเจารอคอย ( X =2.51, SD = 0.746) แสดงวา นักเรียนสวนใหญทั้งเพศหญิงและเพศชายเกิดเจต คติที่ดีตอวิทยาศาสตรโดยเฉพาะอยางยิ่งความตระหนักถึงบทบาทหนาที่ในการเรียนรูวิชา วิทยาศาสตรหลังจากไดรับการจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียน สําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา อภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัยสอดคลองกับสมมติฐานที่ตั้งไววาถาแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบ โครงงานรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ภาคเรียน 2 สามารถสงเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจต คติตอวิทยาศาสตรของผูเรียนได ดังนั้น ผลคะแนนการทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน (pretest- posttest) โดยการจัดกิจกรรมโดยใชบทเรียนสําเร็จรูปและแนวการจัดการเรียนรูแบบโครงงานทํา ใหผลคะแนนการทดสอบของนักเรียนกลุมตัวอยางระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียน วิทยาศาสตร-วิทยาศาสตรหลังเรียน ( X = 8.90, SD = 2.234 ) สูงกวากอนเรียน( X = 7.37, SD = 1.771) โดยกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% (t = -4.015, sig = 0.00) ซึ่งเปน ผลจากการจัดการเรียนการสอนดังจะเห็นไดจากคาสหสัมพันธระหวางคะแนนทดสอบกอนเรียนและ 44.
  • 51.
    คะแนนทดสอบหลังเรียนของผูเรียนอยูในระดับคอนขางนอย (r =0.268) ซึ่งมีความแตกตางกันอยาง ไมมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (sig = 0.90) แสดงวา นักเรียนมีความรูความเขาใจ เพิ่มขึ้นจากการเรียนรูไมใชมีความรูเดิมอยูในเรื่องนั้นอยูแลว ซึ่งเปนไปไดวากิจกรรมการเรียนการ สอนแบบเนนผูเรียนเปนสําคัญประกอบสื่อแบบเรียนสําเร็จรูไดเปดโอกาสใหผูเรียนไดสรางองคความรู และทําความเขาใจเนื้อหาบทเรียนตางๆดวยตนเองอันเปนการสงเสริมใหผูเรียนไดพัฒนาตนเองอยาง เต็มตามศักยภาพบนความแตกตางระหวางบุคคลโดยเฉพาะอยางยิ่งพื้นฐานความรูความเขาใจหรือ ความพรอมของนักเรียนแตละคนโดยจะเห็นไดจากผลคะแนนการทําแบบประเมินเจตคติตอ วิทยาศาสตรหลังเรียนอยูในระดับมากซึ่งคลายคลึงกันทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิง โดยเฉพาะ อยางยิ่งในขอที่ 6 คือ วิทยาศาสตรชวยใหเรียนวิชาอื่นๆไดดีขึ้น, ขอที่ 12 คือ วิทยาศาสตรเปนวิชาที่ ไมนาเบื่อ, ขอที่ 24 คือ วิทยาศาสตรสามารถนําไปพัฒนาตนเองได และ ขอที่ 29 คือ ขาพเจาชอบ รวมกิจกรรมงานวิทยาศาสตร โดยไมพบความคิดเห็นในระดับนอยและปานกลางอยูเลย ซึ่งสอดคลอง กับผลการวิเคราะหคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการประเมิน พบวา นักเรียนมีคาเฉลี่ย เจตคติตอวิทยาศาสตรหลังเรียนมากที่สุดในขอที่ 4 คือ ในชั่วโมงวิทยาศาสตรขาพเจาจะไมแอบอาน หนังสือการตูน ( X =3.80, SD = 0.459) และนอยที่สุดในขอที่ 19 คือ ชั่วโมงวิทยาศาสตรเปนชั่วโมง ที่ขาพเจารอคอย ( X =2.51, SD = 0.746) แสดงวา นักเรียนสวนใหญทั้งเพศหญิงและเพศชายเกิด เจตคติที่ดีตอวิทยาศาสตรโดยเฉพาะอยางยิ่งความตระหนักถึงบทบาทหนาที่ในการเรียนรูวิชา วิทยาศาสตร สรุปไดวา การจัดการเรียนรูโดยใชแนวการสอนแบบโครงงานประกอบสื่อบทเรียน สําเร็จรูปรายวิชาชีววิทยา 1 (ว 31241) เรื่อง บทนําทางชีววิทยา ที่ผูวิจัยจัดทําขึ้นเหมาะสมในการ นํามาใชประกอบการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญในชั้นเรียนซึ่งสอดคลองกับผลการประเมิน ของผูเชี่ยวชาญที่เห็นวาแบบเรียนสําเร็จรูปฉบับนี้มีความถูกตองสามารถนํามาใชประกอบการจัดการ เรียนการสอนกับผูเรียนได จากผลการวิจัยสามารถนําไปประยุกตใชพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรูรายวิชาชีววิทยา บทเรียนตางๆ เพื่อสงเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติตอวิทยาศาสตรของผูเรียน โดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร ใหเพิ่มมากขึ้นซึ่งทํา ใหผูเรียนไดพัฒนาตนเองอยางเต็มตามศักยภาพบนความแตกตางระหวางบุคคลโดยเฉพาะอยางยิ่งพื้น ฐานความรูความเขาใจหรือความพรอมของนักเรียนแตละคนกอนที่จะจบชวงชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 เปนนักเรียนที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วัดในหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 กําหนด อีกทั้งยัง เปนการสงเสริมองคความรูและพื้นฐานความเขาใจของการวิจัยในชั้นเรียนทางดานการศึกษาผลการ ใชนวัตกรรมทางการศึกษาที่เกี่ยวกับแบบเรียนสําเร็จรูปและแนวการสอนแบบเนนผูเรียนเปนสําคัญ ในการจัดการเรียนรูเพื่อสงเสริมพัฒนาผูเรียนใหเปนทรัพยากรมนุษยที่มีคุณคาของสังคมและ ประเทศชาติตอไป 45.
  • 52.
    ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะจากการวิจัยในครั้งนี้ 1.1 ควรปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอนอยางตอเนื่องโดยบันทึกผล ภายหลังการสอนในแตละครั้งซึ่งจะพบจุดที่เปนปญหาและควรดําเนินการแกไขเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและเจตคติตอวิทยาศาสตรของผูเรียน 1.2 ควรนําวิธีการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญประกอบสื่อแบบเรียน สําเร็จรูปไปประยุกตใชใหครอบคลุมกับเนื้อหาทุกบทเรียนและทุกกลุมสาระการเรียนรูเพื่อใหเกิดการ สงเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติตอวิทยาศาสตรของผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ 2. ขอเสนอแนะเพื่อการทําวิจัยในครั้งตอไป 2.1 ควรทําการวิจัยอยางตอเนื่องในปการศึกษาถัดไปและในบทเรียนตางๆของ รายวิชาชีววิทยา เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษาวิจัยดานประสิทธิภาพและประสิทธิผลวิธีการจัดการ เรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญประกอบสื่อแบบเรียนสําเร็จรูปตอการสงเสริมพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและเจตคติตอวิทยาศาสตรของผูเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร- คณิตศาสตร 2.2 ควรศึกษาสาเหตุปจจัยอื่นๆที่มีผลกระทบทําใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน รายวิชาชีววิทยา ต่ํากวาเกณฑตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรูในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แผนการ เรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร โดยเฉพาะอยางยิ่งการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งจะไดขอมูลเชิงลึกมา ใชประกอบการพิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรูในชั้นเรียนใหมีความ เหมาะสมมากยิ่งขึ้น 46.
  • 53.
    บรรณานุกรม เอกสารอางอิง ศ. ดร. สุวิมลวองวาณิช . การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน . พิมพครั้งที่ 14 . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย , 2553. รศ. ดร.วรรณี แกมเกตุ . วิธีวิทยาการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร (Research Methodology in Behavioral Science) . พิมพครั้งที่ 2 . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , 2551. ผศ. ดร. สัมมา รธนิธย . การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู : จากประสบการณสูการปฎิบัติ . กรุงเทพฯ : ขาวฟาง, 2546. ผศ. ดร. วรรณิภา จัตุชัย และคณะ . การวัดผลและประเมินผลทางการศึกษา . กรุงเทพฯ : พล Copy Service and supply, 2551. รศ. ดร. เบญจวรรณ กี่สุขพันธ และคณะ . หลักสูตรและการจัดการเรียนรู . กรุงเทพฯ : พล Copy Service and supply, 2551. ผศ. กานดา พูนลาภทวี . สถิติเพื่อการวิจัย . กรุงเทพฯ : ฟสิกสเซ็นเตอร . 2539. รศ. ดร. กัลยา วานิชยบัญชา . การใช SPSS for Windows ในการวิเคราะหขอมูล . กรุงเทพฯ : บริษัท ธรรมสาร จํากัด . 2548. รศ. ดร. สุวิมล ติรกานันท . สถิติและการวิจัยเบื้องตนทางการศึกษา . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2554. รศ. ดร. สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ และคณะ . วิธีการวิเคราะหขอมูลทางการศึกษา 1 . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพศูนยสงเสริมวิชาการ, 2545. รศ. ดร. สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ และคณะ . ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษา . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ ศูนยสงเสริมวิชาการ, 2555. รศ. ดร. สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ . การประเมินผลการศึกษา . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพมหาวิทยาลัย รามคําแหง, 2554. รศ. ดร. สุวิมล ติรกานันท . การสรางเครื่องมือวัดตัวแปรในการวิจัยทางสังคมศาสตร : แนวทางสูการ ปฏิบัติ . กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , 2550. สํานักพัฒนาการฝกหัดครู สํานักงานสภาสถาบันราชภัฏ . คูมือการฝกอบรมการวิจัยในชั้นเรียน . กรุงเทพฯ : สํานักพิมพเสมาธรรม, 2544. กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 . กรุงเทพฯ : โรง พิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จํากัด. 2551. สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องคการหมาชน). มาตรฐาน ตัวบงชี้ และ เกณฑการพิจารณาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รอบที่ 2 (พ.ศ. 2549-2553), กรุงเทพฯ.
  • 54.
    สํานักงานเลขาธิการคุรุสภาและสถาบันการศึกษาทางไกล สํานักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษา. ชุดการเรียนทางไกล หลักสูตรการวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนรู เลม 1-2 (หนวยการเรียนรูที่ 1-9) . กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว.2550. เว็ปไซตอางอิง http://panchalee.wordpress.com/2009/04/17/programinstructional1/ http://panchalee.wordpress.com/2009/04/18/programinstructional2/ http://www.br.ac.th/E-learning/lesson4_2.html http://www.obec.go.th http://www3.ipst.ac.th/smtat/index.php/component/content/article/24 http://www.sirinun.com/lesson1/a6.php http://www.baanjomyut.com/library_2/extension2/scientific_concepts_and_principles /07.html www.babydope.com/tag/เจตคติทางวิทยาศาสตร/ http://www2.udru.ac.th/~sci102/Data/Unit1/Unit1-6.htm
  • 55.
    ประวัติยอผูวิจัย ชื่อ – นามสกุล: นายวิชัย ลิขิตพรรักษ วัน/เดือน/ปเกิด : 4 มกราคม พ.ศ. 2527 ที่อยูปจจุบัน : 133 ซอยเจริญนคร 46 ถนนเจริญนคร แขวงบางลําภูลาง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600 ประวัติการศึกษา : พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปจจุบันกําลังศึกษาตอในระดับปริญญาโท สาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาการประเมินและการวิจัย คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง การทํางานปจจุบัน : ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน ประวัติยอผูวิจัย ชื่อ – นามสกุล : นายวิชัย ลิขิตพรรักษ วัน/เดือน/ปเกิด : 4 มกราคม พ.ศ. 2527 ที่อยูปจจุบัน : 133 ซอยเจริญนคร 46 ถนนเจริญนคร แขวงบางลําภูลาง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600 ประวัติการศึกษา : พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปจจุบันกําลังศึกษาตอในระดับปริญญาโท สาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาการประเมินและการวิจัย คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง การทํางานปจจุบัน : ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน ประวัติยอผูวิจัย ชื่อ – นามสกุล : นายวิชัย ลิขิตพรรักษ วัน/เดือน/ปเกิด : 4 มกราคม พ.ศ. 2527 ที่อยูปจจุบัน : 133 ซอยเจริญนคร 46 ถนนเจริญนคร แขวงบางลําภูลาง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600 ประวัติการศึกษา : พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปจจุบันกําลังศึกษาตอในระดับปริญญาโท สาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาการประเมินและการวิจัย คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง การทํางานปจจุบัน : ตําแหนงครูผูชวย กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
  • 56.
  • 57.
    ผูทรงคุณวุฒิ 1. นางวนิดา เรียวไพศาลศักดาตําแหนงหัวหนากลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร วิทยะฐานะชํานาญการ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 2. นางสาววัชรี กาญจนเสมา ตําแหนงครู วิทยะฐานะชํานาญการ กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 3. นางสาวพจนี มาลัยศรี ตําแหนงครู กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 4. นางนภาพร มูลรัตน ตําแหนงครู วิทยะฐานะชํานาญการ กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 5. นางสาวรุงอรุณ พรมเจียม ตําแหนงครูปฏิบัติการสอนชีววิทยา กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน
  • 58.
    แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 หนวยการเรียนที่ 1เรื่อง บทนําทางชีววิทยา กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร รหัสวิชา/รายวิชา ว 31241/ชีววิทยา 1 ชั้น ม. 4 เวลาเรียน 10 ชั่วโมง ผูสอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู สาระที่ 1 : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต มาตรฐาน ว 1.1 : เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสรางและหนาที่ ของระบบตาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถอธิบายพรอมยกตัวอยางเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและ กระบวนการศึกษาชีววิทยาไดอยางถูกตอง สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดลอม มาตรฐาน ว 2.1 : เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา ศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถบอกสวนประกอบและประเถทของกลองจุลทรรศนพรอม ประยุกตใชในการศึกษาทางดานชีววิทยาไดอยางถูกตอง สาระที่ 8 : ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มาตรฐาน ว.8.1 : ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปแบบที่แนนอน สามารถอธิบายและ ตรวจสอบไดภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลานั้นๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู ขอที่ 1 อธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการ ดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยา 2. จุดประสงคการเรียนรู 2.1 วิเคราะหและอธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆรวมทั้งมนุษยไดอยางถูกตอง 2.2 สืบคนขอมูลและเขียนสรุปความหมายและกระบวนการศึกษาของวิชาชีววิทยาไดอยางถูกตอง 2.3 ตระหนักถึงความสําคัญของชีววิทยากับการดํารงชีวิตของมนุษยและชีวจริยธรรมไดอยางถูกตอง แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 หนวยการเรียนที่ 1 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร รหัสวิชา/รายวิชา ว 31241/ชีววิทยา 1 ชั้น ม. 4 เวลาเรียน 10 ชั่วโมง ผูสอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู สาระที่ 1 : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต มาตรฐาน ว 1.1 : เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสรางและหนาที่ ของระบบตาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถอธิบายพรอมยกตัวอยางเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและ กระบวนการศึกษาชีววิทยาไดอยางถูกตอง สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดลอม มาตรฐาน ว 2.1 : เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา ศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถบอกสวนประกอบและประเถทของกลองจุลทรรศนพรอม ประยุกตใชในการศึกษาทางดานชีววิทยาไดอยางถูกตอง สาระที่ 8 : ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มาตรฐาน ว.8.1 : ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปแบบที่แนนอน สามารถอธิบายและ ตรวจสอบไดภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลานั้นๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู ขอที่ 1 อธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการ ดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยา 2. จุดประสงคการเรียนรู 2.1 วิเคราะหและอธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆรวมทั้งมนุษยไดอยางถูกตอง 2.2 สืบคนขอมูลและเขียนสรุปความหมายและกระบวนการศึกษาของวิชาชีววิทยาไดอยางถูกตอง 2.3 ตระหนักถึงความสําคัญของชีววิทยากับการดํารงชีวิตของมนุษยและชีวจริยธรรมไดอยางถูกตอง แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 หนวยการเรียนที่ 1 เรื่อง บทนําทางชีววิทยา กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร รหัสวิชา/รายวิชา ว 31241/ชีววิทยา 1 ชั้น ม. 4 เวลาเรียน 10 ชั่วโมง ผูสอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู สาระที่ 1 : สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต มาตรฐาน ว 1.1 : เขาใจหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธของโครงสรางและหนาที่ ของระบบตาง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทํางานสัมพันธกัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู สื่อสารสิ่งที่เรียนรู และนําความรูไปใชในการดํารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถอธิบายพรอมยกตัวอยางเกี่ยวกับธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและ กระบวนการศึกษาชีววิทยาไดอยางถูกตอง สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดลอม มาตรฐาน ว 2.1 : เขาใจสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูและจิตวิทยา ศาสตร สื่อสารสิ่งที่เรียนรูและนําความรูไปใชประโยชน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง : สามารถบอกสวนประกอบและประเถทของกลองจุลทรรศนพรอม ประยุกตใชในการศึกษาทางดานชีววิทยาไดอยางถูกตอง สาระที่ 8 : ธรรมชาติของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มาตรฐาน ว.8.1 : ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรในการสืบเสาะหาความรู การ แกปญหา รูวาปรากฏการณทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสวนใหญมีรูปแบบที่แนนอน สามารถอธิบายและ ตรวจสอบไดภายใตขอมูลและเครื่องมือที่มีอยูในชวงเวลานั้นๆ เขาใจวาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดลอมมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู ขอที่ 1 อธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการ ดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยา 2. จุดประสงคการเรียนรู 2.1 วิเคราะหและอธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆรวมทั้งมนุษยไดอยางถูกตอง 2.2 สืบคนขอมูลและเขียนสรุปความหมายและกระบวนการศึกษาของวิชาชีววิทยาไดอยางถูกตอง 2.3 ตระหนักถึงความสําคัญของชีววิทยากับการดํารงชีวิตของมนุษยและชีวจริยธรรมไดอยางถูกตอง
  • 59.
    3. สาระแกนกลาง /สาระสําคัญ - ลักษณะของสิ่งมีชีวิต ประกอบดวย 1) มีโครงสรางและหนาที่อยางเปนระบบ 2) มีการรักษาสมดุลในรางกาย 3) มีการปรับตัว 4) มีการสืบพันธุและถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 5) มีการเจริญเติบโตและพัฒนารูปราง 6) มีความตองการพลังงาน 7) มีการรับรูตอสิ่งเราที่เขามากระตุน 8) มีปฏิสัมพันธ - ชีววิทยา หมายถึง การศึกษาความคิดของคนที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต หรือวิชาที่วาดวยความคิดของคน เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอยางมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร - กระบวนการศึกษาที่ใชในการศึกษาชีววิทยา (กระบวนการทางวิทยาศาสตร) ไดแก 1) กําหนดปญหา 2) ตั้งสมมติฐาน : คําตอบที่เปนไปไดทั้งหมดของปญหา 3) ตรวจสอบสมมติฐาน : กําหนดตัวแปร, ทําการทดลอง 4) แปลและวิเคราะหขอมูล : การบรรยายลักษณะของขอมูลที่ได 5) สรุปผล: การนําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาสรุปวาสอดคลองกับสมมติฐานหรือไม 4. สาระการเรียนรู ความรู (K) วิเคราะหและอธิบายลักษณะของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆรวมทั้งมนุษย ทักษะ / กระบวนการ (P) สืบคนขอมูลและเขียนสรุปความหมายและกระบวนการศึกษาของ วิชาชีววิทยา คุณลักษณะอันพึงประสงค (A) ตระหนักถึงความสําคัญของชีววิทยากับการดํารงชีวิตของ มนุษยและชีวจริยธรรม 5. สมรรถนะ การคิด ,การสื่อสาร และการใชเทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู สมุดบันทึก ,ใบงาน และConcept map
  • 60.
    7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผลเครื่องมือวัดผล เกณฑการประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียนการ สอนประจําบทเรียน 2. ใบงานแบบฝกหัดทบทวน ประจําบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนนประจํา บทเรียน 4. แบบบันทึกการทํากิจกรรม ประจําบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจํา บทเรียน 2. ตรวจใบงานแบบฝกหัด ทบทวนประจําบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบเก็บ คะแนนประจําบทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการทํา กิจกรรมประจําบทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทําการ เรียนการสอนประจําบทเรียน จริง 2. การตรวจสอบคําตอบกับคํา เฉลยใบงานแบบฝกหัดประจํา บทเรียน 3. การตรวจสอบคําตอบกับคํา เฉลยแบบทดสอบประจํา บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจําบทเรียน 1. ความถูกตอง ครบถวน ใน เนื้อหา ความเปนระเบียบ เรียบรอยสวยงามของการจด บันทึก 2. ความถูกตองของคําตอบ อยางนอยไมต่ํากวา 80% 3. ความถูกตองของคําตอบ อยางนอยไมต่ํากวา 50% 4. ความถูกตอง ครบถวน ใน เนื้อหาการบันทึก ความเปน ระเบียบเรียบรอยสวยงามของ การจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู ขั้นนํา : ครูทําการทดสอบความรูพื้นฐานของผูเรียนกอนเรียนดวยแบบทดสอบ จํานวน 18 ขอ ครูตั้งคําถามกอนนําไปสูการเรียนการสอนใหนักเรียนจะตอบคําถามเหลานี้โดย อาศัยความรูความเขาใจที่มีอยูเดิม หรือจากประสบการณที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจําวัน วา > สิ่งมีชีวิต คืออะไรและสิ่งมีชีวิตตองมีลักษณะอยางไร > ชีววิทยา หมายถึงอะไร และนักเรียนสามารถนํามารูทาชีววิทยามาใชใน ชีวิตประจําวันไดอยางไร ครูเริ่มเปดอภิปรายโดยใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นวาสิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีลักษณะที่เหมือน หรือแตกตางกันอยางไร นักเรียนสามารถตั้งคําถามที่อยากรูเพิ่มเติมหลังจากไดรวมกันอภิปรายในหองเรียนแลว เชน สาขาที่เกี่ยวของกับชีววิทยามีอะไรบาง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “บทนําทางชีววิทยา” วา - ชีววิทยา หมายถึง การศึกษาความคิดของคนที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต หรือวิชาที่วาดวยความคิดของคน เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอยางมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร - องคประกอบของชีววิทยา 1. ความรูเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต -- จําแนกตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต : สัตววิทยา ,พฤกษศาสตร ,จุลชีววิทยา -- จําแนกตามหนาที่และการทํางานของสิ่งมีชีวิต : สรีรวิทยา ,คัพภะวิทยา ,พันธุศาสตร
  • 61.
    2. กระบวนการศึกษาที่ใชในการศึกษา (กระบวนการทางวิทยาศาสตร) --กําหนดปญหา -- ตั้งสมมติฐาน : คําตอบที่เปนไปไดทั้งหมดของปญหา -- ตรวจสอบสมมติฐาน : กําหนดตัวแปร, ทําการทดลอง -- แปลและวิเคราะหขอมูล : การบรรยายลักษณะของขอมูลที่ได -- สรุปผล: การนําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาสรุปวาสอดคลองกับสมมติฐานหรือไม - สาขาที่เกี่ยวของกับชีววิทยา - กลองจุลทรรศน (microscope) 2. กระบวนการศึกษาที่ใชในการศึกษา (กระบวนการทางวิทยาศาสตร) -- กําหนดปญหา -- ตั้งสมมติฐาน : คําตอบที่เปนไปไดทั้งหมดของปญหา -- ตรวจสอบสมมติฐาน : กําหนดตัวแปร, ทําการทดลอง -- แปลและวิเคราะหขอมูล : การบรรยายลักษณะของขอมูลที่ได -- สรุปผล: การนําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาสรุปวาสอดคลองกับสมมติฐานหรือไม - สาขาที่เกี่ยวของกับชีววิทยา - กลองจุลทรรศน (microscope) 2. กระบวนการศึกษาที่ใชในการศึกษา (กระบวนการทางวิทยาศาสตร) -- กําหนดปญหา -- ตั้งสมมติฐาน : คําตอบที่เปนไปไดทั้งหมดของปญหา -- ตรวจสอบสมมติฐาน : กําหนดตัวแปร, ทําการทดลอง -- แปลและวิเคราะหขอมูล : การบรรยายลักษณะของขอมูลที่ได -- สรุปผล: การนําขอมูลที่ไดจากการทดลองมาสรุปวาสอดคลองกับสมมติฐานหรือไม - สาขาที่เกี่ยวของกับชีววิทยา - กลองจุลทรรศน (microscope)
  • 62.
    - โครงงานทางวิทยาศาสตร (ScienceProject) นักเรียนรวมแสดงความคิดเห็นและซักถามขอสงสัยเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของ ชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการ ประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษย ครูใหนักเรียนทบทวนเนื้อหาบทเรียนและทําแบบฝกหัดในแบบเรียนสําเร็จรูปเปนการบาน พรอมแบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุม กลุมละ 6-7 คน มอบหมายโครงงานที่เกี่ยวของกับชีววิทยา กลุมละ 1 หัวขอจัดทํารายงานและออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน หลังจากนั้นใหนักเรียนทําการ ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยแบบทดสอบจํานวน 18 ขอ ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเปน concept map เพื่อตรวจสอบ ความเขาใจเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริย ธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษยและศึกษา ในระดับสูงดานชีววิทยาตอไป 9. สื่อ / อุปกรณ / แหลงเรียนรู 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรูเพิ่มเติม (ชีววิทยา) เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คูมือครูชีววิทยา เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 หองสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 9.4 หองศูนยสื่อกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 9.5 หองสืบคนความรู โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน - โครงงานทางวิทยาศาสตร (Science Project) นักเรียนรวมแสดงความคิดเห็นและซักถามขอสงสัยเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของ ชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการ ประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษย ครูใหนักเรียนทบทวนเนื้อหาบทเรียนและทําแบบฝกหัดในแบบเรียนสําเร็จรูปเปนการบาน พรอมแบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุม กลุมละ 6-7 คน มอบหมายโครงงานที่เกี่ยวของกับชีววิทยา กลุมละ 1 หัวขอจัดทํารายงานและออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน หลังจากนั้นใหนักเรียนทําการ ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยแบบทดสอบจํานวน 18 ขอ ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเปน concept map เพื่อตรวจสอบ ความเขาใจเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริย ธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษยและศึกษา ในระดับสูงดานชีววิทยาตอไป 9. สื่อ / อุปกรณ / แหลงเรียนรู 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรูเพิ่มเติม (ชีววิทยา) เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คูมือครูชีววิทยา เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 หองสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 9.4 หองศูนยสื่อกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 9.5 หองสืบคนความรู โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน - โครงงานทางวิทยาศาสตร (Science Project) นักเรียนรวมแสดงความคิดเห็นและซักถามขอสงสัยเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของ ชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริยธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการ ประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษย ครูใหนักเรียนทบทวนเนื้อหาบทเรียนและทําแบบฝกหัดในแบบเรียนสําเร็จรูปเปนการบาน พรอมแบงกลุมนักเรียนออกเปน 6 กลุม กลุมละ 6-7 คน มอบหมายโครงงานที่เกี่ยวของกับชีววิทยา กลุมละ 1 หัวขอจัดทํารายงานและออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน หลังจากนั้นใหนักเรียนทําการ ทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนหลังเรียนดวยแบบทดสอบจํานวน 18 ขอ ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเปน concept map เพื่อตรวจสอบ ความเขาใจเกี่ยวกับลักษณะของสิ่งมีชีวิต ความหมายของชีววิทยา ชีววิทยากับการดํารงชีวิต ชีวจริย ธรรมและกระบวนการศึกษาทางชีววิทยาอีกทั้งการประยุกตใชในการดํารงชีวิตของมนุษยและศึกษา ในระดับสูงดานชีววิทยาตอไป 9. สื่อ / อุปกรณ / แหลงเรียนรู 9.1 หนังสือเรียนสาระการเรียนรูเพิ่มเติม (ชีววิทยา) เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9.2 คูมือครูชีววิทยา เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ผูแตง สสวท.กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 หองสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 9.4 หองศูนยสื่อกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน 9.5 หองสืบคนความรู โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน