โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 1.
เอกสารประกอบการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มเพื่อการสอบ O-NET ปีการศึกษา 2559
รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ครูผู้สอน
นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
(วท.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล , ศษ.ม. มหาวิทยาลัยรามคาแหง)
ครู ค.ศ.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร
“ความสาเร็จของลูกศิษย์ คือ ความภาคภูมิใจของคนเป็นครู”
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 2.
สรุป : O-NET วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ระบบนิเวศ
ระบบนิเวศ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม (มีชีวิตและไม่มีชีวิต)
สิ่งมีชีวิต → ประชากร → กลุ่มสิ่งมีชีวิต → ระบบนิเวศ → โลกของสิ่งมีชีวิต
ชีวนิเวศ (Biome) หมายถึง ระบบนิเวศที่แบ่งตามเขตภูมิศาสตร์ มีองค์ประกอบที่สาคัญ 2 ส่วนสัมพันธ์กัน
คือ
องค์ประกอบทางกายภาพ (ไม่มีชีวิต) เช่น แสง ดิน น้า อุณหภูมิ
องค์ประกอบทางชีวภาพ (มีชีวิต) ได้แก่ คน พืช มอส เห็ด รา ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ
ไบโอมแบ่งตามเขตภูมิศาสตร์ เช่น ไบโอมป่าดิบชื้น ไบโอมทะเลทราย ไบโอมป่าสน
ระบบนิเวศ = กลุ่มสิ่งมีชีวิต + แหล่งที่อยู่
กลุ่มสิ่งมีชีวิต หมายถึง สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ 2 ชนิด อยู่ร่วมกันต่างจากประชากร หมายถึง สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวอยู่
ร่วมกัน
สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดังนี้
1. ผู้ผลิต = สร้างอาหารได้ โดยการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น พืช สาหร่าย หรือสังเคราะห์เคมี เช่น แบคทีเรียสี
เขียว
2. ผู้บริโภค = สามารถสร้างอาหาร ได้แก่ ผู้บริโภคสัตว์ผู้บริโภคพืช ผู้บริโภคพืชและสัตว์
3. ผู้ย่อยสลายอินทรีย์สาร = ไม่สามารถสร้างอาหารได้ แต่ย่อยสลายอินทรีย์สารให้เป็นอนินทรีย์สารเป็น
ประโยชน์แก่พืช โดยการปล่อยน้าย่อยออกมา และดูดซึมสารอาหารเข้าสู่เซลล์
การถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารในระบบนิเวศ
ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานในระบบนิเวศ โดยพืชจะเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมี (อาหาร)โดย
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และจะถูกถ่ายทอดในสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ (ห่วงโซ่อาหารและ
สายใยอาหาร) แต่พลังงานจะสามารถถ่ายทอดได้เพียง 10% เท่านั้น ( 90%จะถูกใช้ในกระบวนการ
ดารงชีวิต ,เป็นพลังงานความร้อน และบางส่วนบริโภคไม่ได้เช่น เปลือก กระดูก ขน เล็บ) ซึ่งจะมีการ
ถ่ายทอดสารอาหารถึงผู้บริโภคลาดับสูงสุด สารอาหารถูกสะสมในสิ่งมีชีวิตในรูปของอินทรียสารและเมื่อ
สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศตายจะเกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ได้เป็นสารอนินทรีย์หมุนเวียนกลับไปยังผู้ผลิต
แต่พลังงานไม่สามารถหมุนเวียนได้โดยมีผู้ย่อยสลายอินทรียสารเป็นผู้รับพลังงานขั้นสุดท้าย
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 3.
พีระมิดทางนิเวศวิทยา (Ecological Pyramid)
การเขียนเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละลาดับขั้นของห่วงโซ่อาหาร โดยเริ่มจาก
ผู้ผลิตจนกระทั่งผู้บริโภคสูงสุด
1. พีระมิดจานวน เป็นแบบฐานกว้างหรือฐานแคบได้ขึ้นอยู่กับห่วงโซ่อาหาร
2. พีระมิดมวลชีวภาพ หรือน้าหนักแห้ง เป็นแบบฐานกว้างหรือฐานแคบได้ขึ้นกับห่วงโซ่อาหาร
3. พีระมิดของพลังงาน ที่ถ่ายทอดได้เพียง 10% จึงมีลักษณะฐานกว้างอย่างเดียว
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางกายภาพ
1. อุณหภูมิ
1.1 ปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย: เอนไซม์เป็นตัวควบคุมอัตราการเกิดโดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะแก่การทางานของ
เอนไซม์จะอยู่ระหว่าง 25-40 องศาเซลเซียส (ไม่เสียสภาพ)
1.2 เปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา คือ กลไกในการปรับอุณหภูมิ เช่น สัตว์เลือดอุ่นจะมีการปรับอุณหภูมิ
ร่างกายให้คงที่
1.3 พฤติกรรมการอพยพ เช่น นกปากห่างอพยพมาจากเขตหนาวมาไทย ซึ่งเป็นเขตที่อบอุ่น
1.4 ปริมาณ O2 ที่ละลายในน้าจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทาให ้้สิ่งมีชีวิตในน้าลดลง
2. แสง
2.1 การสังเคราะห์ด้วยแสง (อาหาร) ของพืชมากขึ้นถ้าแสงมีความเข้มมาก
2.2 พฤติกรรมการดารงชีวิต การออกหากินในเวลากลางวัน/กลางคืน เช่น นกเค้าแมว ค้างคาว ผีเสื้อกลางคืน
2.3 การหุบบานของดอกไม้เช่น ดอกบัวจะบานในเวลาเช้า
3. น้ำและควำมชื้น
3.1 การแพร่กระจายพันธุ์พืช เช่น เขตที่มีความชื้นสูงจะมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากกว่าเขตแห้งแล้ง
3.2 ปฏิกิริยาเคมี เช่น ปฏิกิริยาการย่อยอาหารต้องใช้น้า
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 4.
4. ดิน
4.1 แหล่งแร่ธาตุอาหารของพืช ทาให้พืชเจริญเติบโต
4.2 แหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางชีวภาพ
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 5.
การปรับตัว (Adaptation) เพื่อดารงเผ่าพันธุ์ การปรับตัวมี 3 แบบ
1. การปรับตัวทางด้านโครงสร้าง (รูปร่าง) เช่น
1.1 หมีขั้วโลกหรือสัตว์ในเขตหนาวมีขนยาวปกคลุม และมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังป้องกันความหนาว
1.2 จระเข้ผิวลาตัวเป็นเกล็ด ป้องกันการสูญเสียน้าออกจากร่างกาย
1.3 โกงกางและพืชป่าชายเลน มีใบอวบน้าเพื่อเก็บน้าจืดและผลจะงอกตั้งแต่อยู่บนต้นเพื่อป้องน้าพัด
1.4 ผักตบชวา มีกระเปาะเก็บอากาศ ช่วยให้ลอยน้าได้
2. การปรับตัวทางด้านสรีระ (การทางานอวัยวะ) เช่น
2.1 การขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย
2.2 สัตว์เลือดอุ่นผลิตฮอร์โมนเพศการสืบพันธุ์เพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณแสงต่อวันลดลงและเริ่มผสมพันธุ์ในฤดู
ใบไม้ร่วง
2.3 หนูแกงการู อยู่ในทะเลทรายจะกินอาหารเป็นเมล็ดพืชที่แห้งและไม่ดื่มน้าเลยแต่ได้จากเมแทบอลิซึม
(คล้ายอูฐ)
3. การปรับตัวทางด้านพฤติกรรม (ลักษณะนิสัย)
3.1 สัตว์ทะเลทรายออกหากินในเวลากลางคืน 3.2 การอพยพย้ายถิ่นฐานของนกจากเขตหนาวมาเขต
อบอุ่น
3.3 สัตว์ป่ากินดินโป่งที่มีแร่ธาตุอาหารที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต
วัฏจักรสาร ร่างกายประกอบด้วยธาตุต่างๆ เช่น O, C, H, N, Ca, P, S (สารอินทรีย์และสารอนินทรีย์)
- วัฏจักรคาร์บอน พบในสารอินทรีย์ทุกชนิด และหมุนเวียนผ่านหายใจและการสังเคราะห์ด้วยแสงในรูป
แก๊ส CO2
- วัฏจักรไนโตรเจน องค์ประกอบของโปรตีนในสิ่งมีชีวิต โดยมีการหมุนเวียนผ่านพืช สัตว์และจุลินทรีย์
- วัฏจักรฟอสฟอรัส องค์ประกอบของกระดูก ฟันและสารพันธุกรรม และไม่พบการหมุนเวียนสู่บรรยากาศ
- วัฏจักรน้า มีมากในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ความสาคัญ เช่น น้าช่วยลาเลียงสารต่างๆ เป็นตัวกลางในการทา
ปฏิกิริยา รักษาสมดุลของอุณหภูมิ
ประชากร หมายถึง สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
N = จานวนประชากร A = พื้นที่หรือปริมาตร
การแพร่กระจายประชากร เนื่องจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพและชีวภาพ
ปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความสูงจากระดับน้าทะเล อุณหภูมิ แสง ความชื้น และกรด-เบส
ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันที่มีการแก่งแย่งแข่งขัน แย่งปัจจัยในการดารงชีวิต
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 6.
โครงสร้างประชากรของมนุษย์
แบบ ก ฐานกว้าง ยอดแหลม แสดงว่าประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว พบในกัวเตมาลา เคนยา ไนจีเรีย
แบบ ข รูปกรวย ปากแคบ แสดงว่าประชากรเพิ่มขึ้นช้าๆ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา ไทย
แบบ ค ระฆังคว่า แสดงว่าประชากรมีขนาดคงที่ เช่น สเปน เดนมาร์ก ออสเตรีย อิตาลี
แบบ ง รูปดอกบัวตูม แสดงว่าประชากรลดลง เช่น สิงคโปร์ เยอรมัน สวีเดน ฮังการี บัลกาเรีย
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ทางนิเวศวิทยา = กลุ่มสิ่งมีชีวิตในที่ใดที่หนึ่งถูกแทนที่โดยกลุ่มใหม่อยู่เรื่อยๆ และ
จะหยุดลงเมื่อมีกลุ่มสิ่งมีชีวิตกลุ่มสุดท้าย ทาให้สิ่งแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป/คงตัว = กลุ่มสิ่งมีชีวิต
ขั้นสุด มี 2 แบบ
1. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ จากบริเวณที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ก่อนเลยต่อมามีปรากฏขึ้นพวกแรก
(ผู้บุกเบิก) และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นลาดับขั้นจนกระทั่งถึงระยะขั้นสุด
ที่ว่าง → ไลเคน (Pioneer Species) → มอส ลิเวอร์เวิร์ต → ไม้พุ่ม → ไม้ยืนต้น → กลุ่มสิ่งมีชีวิตขั้น
สุด
2. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ จากบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตขั้นสุดจากปฐมภูมิแล้วและถูกทาลาย จึงเกิด
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ได้กลุ่มสิ่งมีชีวิตขั้นสุดแบบเดิม หรือใหม่ เช่น เกิดไฟไหม้ป่า เกิดโรคระบาด ทาให้
เสียสมดุล
คนกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันประชากรมีมากขึ้นทาให้มีการใช้ทรัพยากรมาก ซึ่ง
อาจจะทาให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ภาวะโลกร้อน โอโซนในอากาศถูกทาลาย น้าเน่าเสีย มี
สารพิษตกค้างในดิน
- ภาวะโลกร้อน (Global Warming) การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศโลก ที่เพิ่มสูงขึ้นในอัตรา
แบบทวีคูณเปรียบเสมือนโลกอยู่ในสภาวะเรือนกระจก (ปรากฏการณ์เรือนกระจก) ซึ่งมีสาเหตุจากหลาย
ประการ
1. ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น : การใช้น้ามันเชื้อเพลิง (ดูดกลืนความร้อน)
2. การตัดไม้ทาลายป่า ทาให้เกิดการสะสมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
3. การทาลายโอโซนในบรรยากาศ ทาให้รังสีอัลตราไวโอเลตชนิด UVc ส่องผ่านมายังโลกมากที่สุด ซึ่งรังสี
นี้มีอันตราย สาเหตุเกิดจากสาร CFC ที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบฉีดพ่นสารทาความเย็น
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 7.
การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต
เซลล์ คือ หน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล์ การศึกษาต้องใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงหรือ
อิเล็กตรอน
องค์ประกอบของเซลล์
1. ส่วนห่อหุ้ม เป็นส่วนที่ป้องกันอันตรายให้กับเซลล์มี 2 ชนิด
1.1 ผนังเซลล์ ชั้นนอกสุดของเซลล์พืชไม่พบในเซลล์สัตว์โครงสร้างหลัก คือ เซลลูโลส ทาให้คง
รูปร่างและเจริญตั้งตรงต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกได้
1.2 เยื่อหุ้มเซลล์ พบทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ในเซลล์พืชจะอยู่ถัดจากผนังเซลล์ โครงสร้าง
หลัก คือ สารพวกไขมันเรียงตัวเป็น 2 ชั้นและมีโปรตีนแทรกอยู่
2. นิวเคลียส เป็นศูนย์ควบคุมการทางานของเซลล์มีหน้าที่ ดังนี้
2.1 ถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม โดยมีโครโมโซมเป็นแหล่งข้อมูลทางพันธุกรรม
2.2 ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน
2.3 ควบคุมการแบ่งเซลล์
3. ไซโทพลาซึม เป็นของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์ ซึ่งมีออร์แกเนลล์ที่เป็นโครงสร้างที่ทาหน้าที่เฉพาะอย่าง
3.1 ร่างแหเอนโดพลาซึม สังเคราะห์และลาเลียงโปรตีน และบางส่วนทาหน้าที่สังเคราะห์ไขมัน
3.2 กอลจิคอมเพลกซ์ เก็บรวบรวมโปรตีนและไขมันมาจากร่างแห เพื่อส่งไปยังภายใน/นอกเซลล์
3.3 ไรโบโซม สังเคราะห์โปรตีน แหล่งที่พบ คือ ร่างแหเอนโดพลาซึม ลอยอิสระในไซโทพลาซึม/
ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์
3.4 ไมโทคอนเดรีย ผลิตสารพลังงานสูง คือ ATP เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของเซลล์
3.5 คลอโรพลาสต์เป็นออร์แกเนลล์ที่พบเฉพาะเซลล์พืช มีการสังเคราะห์น้าตาลโดยใช้แสง
3.6 ไลโซโซม เป็นออร์แกเนลล์ที่พบเฉพาะในเซลล์สัตว์ มีลักษณะเป็นถุงซึ่งภายในมีเอนไซม์
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 8.
การลาเลียงสารผ่านเซลล์ เซลล์จาเป็นต้องรับและกาจัดสารเข้าและออกจากเซลล์ เพื่อการดารงชีวิต
1. การลาเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ 1.1 การแพร่ 1.2 การออสโมซิส
1.3 การลาเลียงแบบฟาซิลิเทต 1.4 การลาเลียงแบบใช้พลังงาน
2. การลาเลียงสารแบบไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ 2.1 เอกโซไซโทซิส 2.2 เอนโดไซโทซิส
- การแพร่ คือ การเคลื่อนที่ของอนุภาคของสารโดยพลังงานจลน์ที่อยู่ในสารทาให้ไม่หยุดนิ่งจึงเกิดการ
กระทบกันระหว่างอนุภาค ดังนั้นบริเวณที่มากจะกระทบกันมากจึงกระจายออกเป็นบริเวณกว้าง เช่น
ออกซิเจนในถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยที่หุ้มถุงลม ธาตุอาหารจากดินเข้าสู่รากพืช
- การออสโมซิส คือ การแพร่ของน้าผ่านเยื่อหุ้มเซลล์จากบริเวณที่มีอนุภาคของน้ามากไปบริเวณที่น้อยกว่า
หรือจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายเจือจางไปบริเวณที่มากกว่า
สรุป คือ 1. น้าเลือดจะมีความเข้มข้นเท่ากับความเข้มข้นภายในเซลล์ หรือเทียบได้กับสารละลายโซเดียม
คลอไรด์
ที่มีความเข้มข้นประมาณ 0.85% ทาให้เซลล์คงสภาพ 2. เซลล์พืชเต่งทาให้พืชกางใบรับแสง ยอดตั้งตรง
- การลาเลียงแบบฟาซิลิเทต เป็นการลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ในทิศทางเดียวกับการแพร่แต่รวดเร็ว
กว่าหลายเท่าตัว เพราะมีโปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวพา เช่น การลาเลียงกลูโคส กรดอะมิโนไอออนต่างๆ
ผ่านเยื่อหุ้ม
- การลาเลียงแบบใช้พลังงาน เป็นการลาเลียงสารจากที่ความเข้มข้นต่าไปบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงโดยมี
โปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวพาและใช้พลังงาน ATP จากเซลล์ เช่น การดูดซึมกลูโคสที่ผนังลาไส้เล็กจะดูด
ซึมตลอดเวลา การลาเลียงไอออนของโซเดียมและโพแตสเซียมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทระหว่างการส่ง
กระแสประสาท
การลาเลียงสารแบบไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ สารที่ขนาดโมเลกุลใหญ่ที่ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้ม : อยู่ในถุง
(Vesicle) ได้แก่
1. เอกโซไซโทซิส เป็นการส่งสารที่ขนาดโมเลกุลใหญ่ออกสู่นอกเซลล์โดยการเชื่อมถุงกับเยื่อหุ้มเซลล์และ
เกิดการหลั่งสารออก เช่น การหลั่งเอนไซม์จากลาไส้เล็กและกระเพาะหรือการลาเลียงฮอร์โมนอินซูลินจาก
เซลล์ตับอ่อน
2. เอนโดไซโทซิส เป็นการลาเลียงสารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์ โดยสารเหล่านั้นจะดันเยื่อหุ้มเซลล์เว้าเข้าไป
ในไซโทพลาซึมจนเยื่อหุ้มเซลล์ปิดสนิททาให้เกิดถุงภายในไซโทพลาซึมและถุงน้าย่อยในเซลล์จะย่อยใช้
ประโยชน์ต่อไป
@ บางครั้งจะมีความจาเพาะเจาะจง โดยมีโปรตีนเป็นตัวพาที่มีความจาเพาะเจาะจงต่อสารทาให้เกิดการนา
สารเข้า
กลไกการรักษาดุลยภาพ สิ่งมีชีวิตจาเป็นต้องมีระบบรักษาสมดุลของร่างกาย เพื่อทาให้ดารงชีวิตได้ปกติ
1. การรักษาดุลยภาพของน้าในพืช การคายน้าจะทาให้เกิดการลาเลียงแร่ธาตุ และดูดน้าเข้าเพื่อเมแทบอลิซึม
ต่างๆ ดังนั้น น้าที่คายออก = การดูดน้าเข้าที่ราก โครงสร้างในการควบคุม คือ ปากใบ (เซลล์คุม 2 เซลล์
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 9.
ประกบกันภายในมีคลอโรพลาสต์จึงสังเคราะห์แสงได้และเกิดการออสโมซิส) ซึ่งเปิด : เพิ่มการคายน้า และ
ปิด : ลดการคายน้า
ปัจจัยที่มีผลต่อการปิดเปิดของปากใบ
1. ความเข้มของแสงสูงสังเคราะห์ด้วยแสงมากปากใบเปิด
2. ความชื้นในอากาศ ถ้ามากปากใบปิด (ระเหยยาก)
3. ปริมาณน้าในดิน ถ้าน้อยปากใบปิด (ลดการสูญเสีย)
2. การรักษาดุลยภาพของน้าและแร่ธาตุในสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในน้า เช่น อะมีบา พารามีเซียม จะมี
โครงสร้างภายในเซลล์ที่เรียกว่า คอนแทร็กไทล์แวคิวโอล ทาหน้าที่กาจัดน้าและของเสียออกเพื่อรักษา
ระดับความเข้มข้นของสารภายในและป้องกันไม่ให้เซลล์แตก
3. การรักษาดุลยภาพน้าและแร่ธาตุในปลา น้าและแร่ธาตุที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมจะเคลื่อนเข้าและออกจากเซลล์
ตลอดเวลา ขึ้นกับความเข้มข้นของสารละลายภายในร่างกายกับสิ่งแวดล้อม (กระบวนการลาเลียงแบบใช้
พลังงาน)
กรณีปลาน้าจืด กรณีปลาน้าเค็ม
สาหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณทะเล จะกินอาหารจากทะเลทาให้ได้รับเกลือแร่ในร่างกายเกินความจาเป็นจึง
ต้องขับเกลือออกในรูปน้าเกลือเข้มข้น
4. การรักษาดุลยภาพของน้าและสารในร่างกายของคน มีน้าประมาณ 65%-70% ถ้าปริมาณน้ามากหรือน้อย
กว่านี้จะเสียดุลยภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย อวัยวะที่รักษาดุลยภาพของน้าและ
สารต่างๆ คือ ไต
ไตของคนมี 2 ข้าง อยู่ในช่องท้องบริเวณเอว คล้ายเม็ดถั่วแดง ทาหน้าที่รับของเสียที่มากับเลือดเพื่อกรอง
ของเสียออกทางท่อไตและเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ เพื่อขับออกจากร่างกายทางท่อปัสสาวะ ภายในเนื้อไตแต่
ละข้างประกอบด้วยหน่วยไต จานวนมากประมาณ 1 ล้านหน่วย ประกอบด้วย โกลเมอรูลัส ซึ่งเป็นกลุ่มเส้น
เลือดฝอยและท่อหน่วยไต
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 10.
การทางานของไต เส้นเลือดแดง (ออกซิเจนและของเสีย)  โกลเมอรูลัส (พลาสมาผ่าน) โบว์แมนส์
แคปซูล กรองมีทั้งสารประโยชน์และของเสีย)  ท่อของหน่วยไต (ดูดกลับของสารที่มีประโยชน์เข้าสู่เส้น
เลือดฝอยที่ปกคลุมสู่กระแสเลือด)
สารกรองผ่านโกลเมอรูลัส แยกเป็นกลุ่ม ดังนี้
1. สารที่เป็นของเสีย ได้แก่ ยูเรีย ยูริก ต้องกาจัดออกจากร่างกาย จึงพบในน้าปัสสาวะมาก
2. สารที่ไม่ใช่ของเสีย แต่มีมากเกินไป ส่วนหนึ่งเก็บไว้และบางส่วนกาจัดออก เช่น น้าและแร่ธาตุ
3. สารที่มีประโยชน์แต่ถูกกรองผ่าน เช่น กลูโคส กรดอะมิโน โปรตีน จะไม่พบในปัสสาวะ: ดูดกลับหมด
4. สารที่ไม่สามารถกรองผ่านโกลเมอรูลัส คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง
ในกระบวนการดูดกลับ จะใช้วิธีการแพร่ การออสโมซิสและการลาเลียงแบบใช้พลังงาน สาหรับการดูด
กลับของน้า
ควำมผิดปกติที่เกี่ยวเนื่องกับไตและโรคของไต
1. ร่างกายขาดน้า 2. โรคเบาหวาน 3. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ 4. นิ่วในไต 5. ไตวาย
5. การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีเกือบทั้งหมดในกระบวนการเมแทบอลิซึมใน
ร่างกายควบคุมโดยเอนไซม์ ซึ่งเอนไซม์แต่ละชนิดจะทางานได้ในสภาพ pH ที่แตกต่างกัน เช่น ในกระเพาะ
(กรด) ลาไส้เล็ก (เบส) ในร่างกายเกิดจากปฏิกิริยาของการหายใจ (กรด)
ไตมีบทบาทสาคัญในการรักษาความเป็นกรด-เบสของเลือด เมื่อ pH ต่าเกินไปหน่วยไตจะขับสารที่มี
ส่วนประกอบของ H+
และ NH+4
ออกจากเลือดและไตจะเพิ่มการดูดกลับไอออนบางประเภท ซึ่งลดความ
เป็นกรดของเลือด ได้แก่ โซเดียมไอออน (Na+
) และไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO-3
) ถ้า pH ของเลือด
สูงเกินไปจะเกิดตรงกันข้าม
6. การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย มีผลต่อการทางานของเอนไซม์ เพราะโปรตีนจะเสียสภาพ
โดยปกติอุณหภูมิภายในร่างกายอยู่ระหว่าง 35.8-37.7 องศาเซลเซียส ถ้าสูงหรือต่ากว่านี้จะทาให้เอนไซม์ไม่
สามารถทางานได้จึงส่งผลกระทบต่อกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย
การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ศูนย์กลางควบคุม คือ สมองส่วนไฮโพทาลามัส สูงหรือต่าจะมีผลให้ส่ง
สัญญาณ
สัตว์เลือดอุ่น เป็นสัตว์ที่มีกลไกในการรักษาอุณหภูมิร่างกายได้คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อม
เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก
สัตว์เลือดเย็น เป็นสัตว์ที่ไม่มีกลไกในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ จะทาให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง
ตามสิ่งแวดล้อม เช่น ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้า และสัตว์เลื้อยคลาน
ภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ภูมิคุ้มกัน เป็นกลไกการป้องกันตนเองจากโรค ซึ่งเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ผิวหนัง
ลมหายใจ หรือทางเดินอาหาร สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรียกว่า แอนติเจน
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 11.
การป้องกันและทาลายเชื้อโรค
1. ผิวหนัง ทาหน้าที่ไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ถ้าถูกทาลายเกินกว่า 80% จะทาให้ให้ตายได้มีต่อมเหงื่อ
และรูขุมขนทาให้เชื้อโรคเข้าได้แต่เยื่อบุผิวต่างๆ เช่น ช่องปาก ช่องจมูก คอ เปลือกตาด้านใน ท่อปัสสาวะ
และท่อเปิดของอวัยวะสืบพันธุ์ มีการป้องกันจุลินทรีย์และสิ่งแปลกปลอม โดยการหลั่งสารเมือกเหนียวมา
เคลือบไว้เพื่อดักแอนติเจนก่อนจะเข้าสู่เซลล์ (น้าตา+ไลโซไซม ทางเดินหาย+ซิเลีย)
2. เซลล์เม็ดเลือดขาว สร้างไขกระดูก และไปพัฒนาที่เนื้อเยื่อและต่อมน้าเหลืองหรืออยู่ในกระแสเลือด มี
หน้าที่ทาลายเชื้อโรคในร่างกาย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
ฟาโกไซต์ ทาลายเชื้อโรคโดยการโอบล้อมกินเชื้อโรค และปล่อยเอนไซม์จากไลโซโซมไปย่อย
ลิมโฟไซต์ ทาลายเชื้อโรคโดยการสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความจาเพาะต่อแอนติเจน
3. ระบบน้าเหลือง ประกอบด้วยน้าเหลือง ท่อน้าเหลือง และอวัยวะน้าเหลือง
น้าเหลือง ของเหลวที่ซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาอยู่ระหว่างเซลล์ เป็นตัวกลางในการนาสาร
เข้าเซลล์ ต่อจากนั้นจะไหลเข้าสู่ท่อน้าเหลืองฝอยและท่อน้าเหลืองขนาดใหญ่เป็นลาดับ และเปิดเข้าสู่ระบบ
เลือดที่เส้นเลือดเวนใหญ่บริเวณใกล้หัวใจ ทาให้น้าเหลืองไปรวมกับเลือดใหม่อีกครั้งหนึ่ง
อวัยวะน้าเหลือง ทาหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดขาว เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ได้แก่
- ต่อมน้าเหลือง มีเม็ดเลือดขาวอยู่รวมกัน ต่อมน้าเหลืองมีลักษณะคล้ายฟองน้าน้าเหลืองซึมผ่านได้
ลักษณะเป็นรูปไข่ขนาดแตกต่างกัน สามารถพบต่อมน้าเหลืองบริเวณรักแร้ โคนขา คอ (ทอนซิล)
- ม้าม มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ใต้กะบังลมด้านซ้าย ในระยะเอ็มบริโอม้ามสร้างเม็ดเลือด เมื่อคลอดแล้ว
ม้ามเป็นแหล่งที่อยู่ของเม็ดเลือดขาว และทาหน้าที่ทาลายเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่หมดอายุ
- ต่อมไทมัส เป็นเนื้อเยื่อน้าเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อที่มีตาแหน่งบริเวณรอบหลอดเลือดใหญ่ของ
หัวใจ ทาหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมไฟไซต์เพื่อส่งเข้าสู่กระแสเลือด
4. การสร้างภูมิคุ้มกัน ในร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดังนี้
4.1 ภูมิคุ้มกันที่เกิดตามธรรมชาติ เช่น การสร้างแอนติบอดีจากเม็ดเลือดขาว
4.2 ภูมิคุ้มกันแบบรับมา เป็นการรับภูมิคุ้มกันมาโดยตรง เช่น นมแม่ มีแอนติบอดีอยู่แล้ว / เซรุ่ม (แก้พิษงู)
4.3 ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง เช่น การฉีดวัคซีนเป็นการให้แอนติเจนแก่ร่างกายเพื่อให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี
ชนิดของวัคซีน - วัคซีนที่เป็นเชื้อโรคที่ทาให้อ่อนกาลัง เช่น วัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน และคางทูม
- วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว เช่น ไอกรน ไทฟอยด์ และอหิวาตกโรค
- วัคซีนที่ได้จากสารพิษของจุลินทรีย์ที่หมดพิษ เรียกว่า ทอกซอยด์ เช่น คอตีบ บาดทะยัก
5. ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
5.1 ภูมิแพ้: สร้างภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อแอนติเจนบางชนิดรุนแรงเกิดอันตรายต่อร่างกาย (ฝุ่นละออง)
5.2 โรคเอสแอลอี เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อของตนเอง
5.3 โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HIV ซึ่ง แตกต่างจากไวรัสอื่นๆ คือ
สามารถทาลายเม็ดเลือดขาวโดยตรง โดยพิ่มจานวนตัวเองโดยใช้วัตถุดิบของเม็ดเลือดขาวในการสร้างเซลล์
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 12.
สามารถแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น ไขกระดูก สมอง ปอด ไต และดวงตา และพบในสารคัดหลั่ง
(น้าเลือด น้าอสุจิ)
ติดต่อทางเลือด การมีเพศสัมพันธ์
6. หมู่เลือด เม็ดเลือดแดงของคนมีแอนติเจนอยู่ 2 ชนิด คือ A และ B และในน้าเลือดมีแอนติบอดี 2 ชนิด คือ
แอนติบอดี A และ B
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
- ลักษณะทางพันธุกรรม คือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สามารถถ่ายทอดตามสายเลือดได้ เช่น ลักษณะตาชั้น
เดียว-สองชั้น, แนวผมที่หน้าผากตรง-แหลม, หูมีติ่ง-ไม่มีติ่ง, สันจมูกโด่ง-ไม่โด่ง, มีลักยิ้ม-ไม่มีลักยิ้ม, ลิ้น
พับได้-พับไม่ได้, นิ้วมือเรียวยาว-นิ้วสั้น, นิ้วชี้เท้ายาวกว่านิ้วหัวแม่เท้า-สั้นกว่านิ้วหัวแม่เท้า
- โครโมโซมและสารพันธุกรรม ภายในนิวเคลียส เรียกว่า ดีเอ็นเอ เป็นสายยาวพันรอบแกนโปรตีนฮิสโตน
เส้นใยบางๆ นี้เรียกว่า โครมาทิน เมื่อมีการแบ่งเซลล์จะหดสั้นเป็นแท่งเรียกว่า โครโมโซม และมีการจาลอง
ขึ้นมาเท่าตัว
คนมีจานวน 46 แท่ง โดยจะมีคู่เหมือน เรียก ฮอมอโลกัสโครโมโซม จานวนนเซลล์ร่างกายมี 2 ชุด เขียน
แทนด้วย 2n ส่วนในเซลล์สืบพันธุ์จะไม่มีคู่เหมือนมีเพียง 1 ชุด เขียนแทนด้วย n
การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส สิ่งมีชีวิตมีการแบ่งเซลล์เพื่อการเจริญเติบโต และเพิ่มพื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยน
สารกับสิ่งแวดล้อม การแบ่งมีขั้นตอน ดังนี้
1. ระยะอินเทอร์เฟส เซลล์เตรียมความพร้อมในการแบ่งเซลล์ และมีการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมเป็น 2
เท่า ทาให้เกิดการจาลองโครโมโซมจาก เป็น 2 Chromatid
2. ระยะโพรเฟส โครโมโซมเริ่มเห็นชัดขึ้น เซนทริโอลสร้างเส้นใยสปินเดิล
3. ระยะเมทาเฟส โครโมโซมหดสั้นที่สุด ขนาดใหญ่ที่สุด เห็นได้ชัดเจน โครโมโซมเรียงตัวแนวกลาง มี
เส้นใยสปินเดิลจับอยู่ตรงตาแหน่งเซนโทรเมียร์ โดยยึดกับโปรตีนไคนีโทคอร์ เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลายหมด
4. ระยะแอนาเฟส โครมาทิดแยกจากกันโดยการหดตัวของเส้นใยสปินเดิล ทาให้โครโมโซมแยกเป็น 2 กลุ่ม
5. ระยะเทโลเฟส (Telophase) โครโมโซมที่แยก จะเริ่มสร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียส ทาให้เห็นนิวเคลียส 2 อัน ถือ
ว่าสิ้นสุด การแบ่งไซโทพลาซึมมี 2 กรณี 1. เซลล์สัตว์เกิดจากเยื่อหุ้มเซลล์คอดเข้าหากันจนกระทั่งเซลล์ขาด
ออกจากกันได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ 2. เซลล์พืช เกิดการสร้างแผ่นกั้นตรงกลาง และสะสมสารเซลลูโลสทาให้
ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์
การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส เป็นกระบวนการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์ แบ่งเป็น ไมโอซิส I และไมโอซิส II
ไมโอซิส I
ระยะอินเตอร์เฟส I เตรียมความพร้อมเหมือนการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 13.
ระยะโพรเฟส I โครโมโซมหดสั้นและมีการเข้าคู่ฮอมอโลกัส และเกิดการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วน (แปรผัน)
ระยะเมทาเฟส I โครโมโซมจะเรียงอยู่กลางเแบบคู่ฮอมอโลกัส โดยมีเส้นใยสปินเดิลจับอยู่ตรงเซนโทรเมีย
ระยะแอนาเฟส I โครโมโซมที่เป็นคู่ฮอมอโลกัส แยกจากกันไปคนละขั้วของเซลล์ และมีจานวนครึ่งหนึ่ง
ระยะเทโลเฟส I สร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียสล้อมรอบ ได้นิวเคลียสใหม่ 2 นิวเคลียส+แบ่งไซโทพลาซึม แต่ใน
บางเซลล์อาจจะไม่เกิดก็ได้
ไมโอซิส II
ระยะอินเตอร์เฟส II ไม่มีการจาลองตัวเอง เนื่องจากแต่ละโครโมโซมมี 2 โครมาทิดแล้ว ส่วนระยะโพรเฟส
II แอนาเฟส II เทโลเฟส II จะคล้ายการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส + แบ่งไซโทพลาซึมในระยะนี้อีกครั้ง ใน
ที่สุดจะได้4 เซลล์
โครงสร้างพื้นฐานทางดีเอ็นเอ ขดตัวพันรอบโปรตีนฮิสโตน = โครมาทิน  โครโมโซม ( 1 หรือ 2 โครมา
ติด)
- โครงสร้างพื้นฐานของดีเอ็นเอ มีหน่วยย่อย คือ นิวคลีโอไทด์ ต่อกันเป็นสายยาว ซึ่งประกอบด้วย
1. น้าตาลเพนโทส (S) เป็นน้าตาลที่คาร์บอน 5 อะตอม มีโครงสร้างเป็นรูปห้าเหลี่ยม
2. หมู่ฟอสเฟต (P) PO4
3-
3. ไนโตรจีนัสเบส มี 4 ชนิด ได้แก่ อะดีนิน (A) ไทมีน (T) ไซโทซีน (C) กวานีน (G)
สายดีเอ็นเอของคน = สายของนิวคลีโอไทด์ 2 สาย พันเกลียวเวียนขวา โดย A = T และ C ≡ G ลาดับของ
เบสบนสายดีเอ็นเอ เป็นข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
- หน้าที่ของสารพันธุกรรม
1. ดีเอ็นเอต้นแบบในรุ่นหนึ่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลผ่านไปรุ่นต่างๆ ได้
2. ลาดับของนิวคลีโอไทด์ในสายดีเอ็นเอเป็นข้อมูลของยีนที่มีบทบาทในการสังเคราะห์โปรตีน
3. ถ้าลาดับของนิวคลีโอไทด์ในสายดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลง จะทาให้ลักษณะพันธุกรรมแตกต่างไป ซึ่งอาจเกิด
จากการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของโครโมโซมในการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์หรือเกิดมิวเทชัน ทาให้เกิดวิวัฒนาการ
@ โครโมโซมของสิ่งมีชีวิตจะพบเป็นคู่โฮโมโลกัส ซึ่งประกอบด้วยยีนที่เป็นคู่กันเรียกว่า แอลลีล
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 14.
- การศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สามารถเขียนเป็นแผนผังการถ่ายทอดลักษณะ : เพดดีกรี
โดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆสื่อความหมายแทน
- การถ่ายทอดลักษณะที่พบบนโครโมโซมร่างกาย โครโมโซมในเซลล์ของคนมี 2 ชนิด คือ โครโมโซม
ร่างกายมี 22 คู่ โครโมโซมเพศ 1 คู่ ยีนที่พบมี 2 แบบ ยีนเด่น (ลักยิ้ม นิ้วเกิน โรคเท้าแสนปม และคนแคระ)
และยีนด้อย (ทาลัสซีเมีย : โลหิตจางมาแต่กาเนิด ดีซ่านไม่เติบโตสมอายุ ตับม้ามโต ดั้งจมูกยุบ กะโหลก
ศีรษะหนา โหนกแก้มสูง คางและกระดูกกรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น กระดูกเปราะ ผิวคล้า ติดเชื้อง่าย ,ลักษณะ
ผิวเผือก : ไม่สามารถผลิตเมลานิน ทาให้ผิวหนัง ขน ผม และตาไม่มีสี)
@ ลักษณะที่พบในยีนด้อยนี้จะมีโอกาสเกิด 1 ใน 4 กรณีมีพ่อและแม่มียีนด้อยแฝงอยู่ (พาหะ)
- การถ่ายทอดลักษณะที่พบบนโครโมโซมเพศ มี 1 คู่ 2 แบบ XX เป็นหญิง XY เป็นชาย ยีนที่พบอยู่บน
โครโมโซม X มักพบเป็นยีนด้อย เช่น ยีนตาบอดสี ยีนโรคภาวะบกพร่องเอนไซม์ กลูโคส-6-ฟอสเฟต ยีน
โรคเลือดไหลไม่หยุด ลักษณะดังกล่าวจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากเพศชายมีโครโมโซม X
เพียง 1 แท่ง แต่เพศหญิงมี X 2 แท่ง โอกาสเกิดในเพศชายจึงสูงกว่า เช่นยีนตาบอดสีแทนด้วยยีนด้อย c ยีน
ตาปกติ C
- การถ่ายทอดลักษณะที่มีหลายแอลลีล ลักษณะโดยทั่วไปมียีน 2 แอลลีล คือ แอลลีลเด่น และแอลลีลด้อย
แต่ลักษณะที่มีแอลลีลมากกว่า 2 แอลลีล เช่น ลักษณะหมู่เลือด A B O ของคนมี 3 แอลลีล คือ IA
, IB
, i แอล
แผนผังการถ่ายทอดลักษณะนี้เป็นยีนเด่น
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 15.
ลีล A สร้างแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง แบบ A แอลลีล B สร้างแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดงแบบ B ส่วน
แอลลีล i เป็นแอลลีลที่ไม่สร้างแอนติเจนที่ผิว เม็ดเลือดแดง
- การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น การผ่าเหล่า การคัดเลือกโดย
ธรรมชาติ การปรับปรุงพันธุ์โดยคน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทาให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
การผ่าเหล่า คือ การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้
1. การกลายพันธุ์ของโครโมโซม เช่น พืชที่มีจานวนโครโมโซม 3n,4n จะมีการเจริญเติบโตมากกว่าปกติ
2. การกลายพันธุ์ของยีน เช่น โรคทางพันธุกรรม ลักษณะผิวเผือก ลักษณะลวดลายบนใบหรือดอกของพืช
สำเหตุของกำรเกิดกำรกลำยพันธุ์
1. เกิดเองตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติขณะแบ่งเซลล์
2. รังสีสามารถทาให้เกิดการกลายพันธุ์ได้เช่น รังสีแกมมา ซึ่งใช้ในพืช เช่น พุทธรักษา เบญจมาศ ปทุมมา
3. สารเคมี เช่น อะฟลาทอกซินที่ได้จากราในอาหาร ไนโตรซามีนที่ได้จากดินประสิวในการถนอมอาหาร
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ เป็นแนวความคิดของ ชาร์ล ดาร์วิน ได้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งกล่าวถึง
สิ่งมีชีวิตที่มีความเหมาะสมที่สุดจะคงอยู่ เนื่องจากมีการแข่งขันกันเพื่อแย่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด เขา
พบว่า นกจาบบนเกาะกาลาปากอสมีลักษณะจะงอยปากแตกต่างกัน เนื่องจากอาหารของนกเหล่านั้น
แตกต่างกัน (ปรับพันธุกรรม) ผล = ทาให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้มีความแข็งแรงและมีความหลากหลายทาง
พันธุกรรม
การคัดเลือกพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์โดยคน การคัดเลือกโดยคนจะเกิดสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะดีเด่นตาม
ความต้องการของคน เช่น การคัดเลือกพันธุ์ปลาทับทิม (การเจริญเติบโตเร็วมีส่วนที่เป็นเนื้อมาก โครง
กระดูกเล็ก ก้างน้อย เส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด รสชาติดี ไม่มีกลิ่นที่เกิดจากไขมันปลา ต้านทานต่อโรค :
พัฒนามาจากพันธุ์ปลานิลทั่วโลกผสมข้ามพันธุ์)
เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) เป็นการนาความรู้ด้านชีววิทยา ในสาขาพันธุศาสตร์มาประยุกต์ เช่น
- พันธุวิศวกรรม เป็นเทคนิคการสร้างสิ่งมีชีวิตมีลักษณะตามที่ต้องการ โดยการสร้าง DNA สายผสมโดย
การถ่ายยีนที่ต้องการลงไปแบคทีเรีย เพื่อให้เป็นตัวพายีนเหล่านั้นเข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการสร้าง
พันธุกรรมใหม่ เรียกว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ ในปัจจุบัน เช่น ฝ้ายบีทีและข้าวโพดบีทีที่
ต้านทานแมลง (แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis สร้างโปรตีนเป็นพิษต่อแมลง) พริก มะละกอ ต้านทาน
ไวรัส ยีนสังเคราะห์โปรตีนห่อหุ้มอนุภาคไวรัสทาให้ไวรัสไม่สามารถทาอันตราย) การผลิตอินซูลินโดย
แบคทีเรีย ทาโดยตัดยีนอินซูลินจากคนปกติถ่ายลงไปในพลาสมิดของแบคทีเรีย (เป็น DNA ที่เป็นวงกลม
ขนาดเล็ก) เมื่อแบ่งเซลล์จะทาให้ได้ยีนอินซูลินเป็นจานวนมาก และสังเคราะห์อินซูลินได้
- การโคลน หมายถึง การสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ให้มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนเดิม สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม = แกะ วัว ในประเทศไทยมีการโคลนวัวเนื้อตัวแรกของโลกชื่อ นิโคลและการ
โคลนวัวนมตัวแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชื่อ อิง ซึ่งเกิดจากการโคลนเซลล์ใบหูของตัวต้นแบบ
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 16.
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการโคลนในพืช โดยการนาเอาส่วนของพืชมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ที่พืช
ต้องการในสภาพปลอดเชื้อ ควบคุมแสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น และกระตุ้นการเจริญของพืชด้วยฮอร์โมน
พืช ประโยชน์ 1. ได้พืชจานวนมากที่มีลักษณะเหมือนเดิม 2. ใช้เวลาสั้นในการผลิตต้นพันธุ์ดี
3. ต้นพันธุ์ที่ได้ปราศจากโรค 4. ใช้ผลิตต้นพันธุ์ที่ผสมกันเองในธรรมชาติยาก เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
- ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ของคนเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล เพราะคนทุกคน
จะมีแตกต่างกันยกเว้นแฝดแท้ที่จะเหมือนกัน ลายพิมพ์ดีเอ็นเอของลูกจะได้
จากดีเอ็นเอของพ่อและแม่อย่างละครึ่ง ประโยชน์
1. พิสูจน์เพื่อบุคคลในกรณีฆาตกรรม กรณีบุคคลสูญหาย 2. พิสูจน์ความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูก
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพมี 3 ชนิด
1. ความหลากหลายทางนิเวศวิทยา 2. ความหลากหลายของสปีชีส์ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม
สปีชีส์ของสิ่งมีชีวิต คือ กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เป็นประชากรชนิดเดียวกันผสมพันธุ์กันแล้วได้ลูกหลานสืบทอด
ต่อไป เนื่องจากความคล้ายคลึงกันในระดับโครโมโซม ทาให้โครโมโซมจากพ่อและแม่สามารถเข้าคู่กันได้
แต่ละสปีชีส์จะมีลักษณะเด่นเฉพาะไม่เหมือน Species อื่น แต่ในสปีชีส์เดียวกันอาจจะแตกต่างกันในเรื่อง
สายพันธุ์ เพศผู้และเพศเมีย วัยที่เจริญเติบโตและที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
การเกิดสปีชีส์ใหม่ มีสาเหตุจากความแตกต่างของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและชีวภาพ เกิดการคัดเลือกตาม
ธรรมชาติ เกิดประชากรเป็นกลุ่มย่อยที่มีพันธุกรรมที่แตกต่างกันจนไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้หรือผสม
พันธุ์ได้แต่เป็นหมัน ในปัจจุบันสามารถจาแนกสิ่งมีชีวิตได้ประมาณ 1.5 ล้านสปีชีส์ และพบว่าแมลงเป็น
สิ่งมีชีวิตที่มีสปีชีส์มากที่สุด
ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต นักชีววิทยาได้จัดจาแนกหมวดหมู่โดยเกณฑ์ต่างๆ ดังนี้
1. โครงสร้างของสิ่งมีชีวิต จุดกาเนิดของอวัยวะ 2. สารเคมีภายในเซลล์
3. ออร์แกเนลล์ในเซลล์ 4. โปรตีนที่สร้างขึ้น
5. แบบแผนการเจริญเติบโต 6. หลักฐานทางวิวัฒนาการ
7. การแพร่กระจายตามสภาพภูมิศาสตร์
ในปัจจุบันนักชีววิทยาได้จาแนกสิ่งมีชีวิตเป็น 5 อาณาจักร
1. อาณาจักรมอเนอรา (Monera)
2. อาณาจักรโพรทิสตา (Protista)
3. อาณาจักรเห็ดราและยีสต์ (Fungi)
4. อาณาจักรพืช (Plantae)
5. อาณาจักรสัตว์(Animalia)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 17.
1, อาณาจักรมอเนอรา เป็นสิ่งมีชีวิตพวกแรกที่เกิดขึ้นในโลก ลักษณะของเซลล์จะไม่มีนิวเคลียส
(Prokaryote) การดารงชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสาร บางชนิดเป็นปรสิตหรือสร้างอาหารได้เอง
สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้ ได้แก่ แบคทีเรียและสาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน ความสาคัญ
1. ทาให้เกิดการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ 2. ผลิตสารเคมี เช่น แอซิโตน กรดแลกติก ยาปฏิชีวนะ
3. ผลิตนมเปรี้ยว เนยแข็ง ผักดอง น้าส้มสายชู ปลาร้า4. ตรึงไนโตรเจน เช่น ไรโซเบียม แอนาบีนา นอสตอก
5. เป็นสาเหตุของโรคปอดบวม วัณโรค อหิวาตกโรค ฉี่หนู และแอนแทรกซ์
2. อาณาจักรโพรทิสตา มีสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายมากที่สุด มีทั้งที่เป็นเซลล์เดียวและหลายเซลล์บาง
ชนิดมีลักษณะคล้ายพืช คือมีคลอโรพลาสต์ สามารถที่จะสังเคราะห์ด้วยแสงได้บางชนิดเป็นสาเหตุของโรค
แบ่งได้ดังนี้
1. โพรทิสต์ที่หากินอิสระ เช่น ยูกลีนา อะมีบา วอร์ติเซลลา
2. โพรทิสต์ที่เป็นสาเหตุของโรค เช่น ทริปพาโนโซมเป็นสาเหตุของโรคเหงาหลับ
3. โพรทิสต์ที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น ยูกลีนา ไดอะตอม สาหร่ายสีน้าตาล เช่น สาหร่ายเคลป์
ซาร์กัสซัม ลามินาเรีย พาไดนา สาหร่ายสีแดง เช่น จีฉ่าย สาหร่ายผมนาง สาหร่ายสีเขียว เช่น คลอเรลลา
สไปโรไจรา สาหร่ายไฟ
4. โพรทิสต์ที่เป็นอาหารของคน เช่น สาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีเขียว
3. อาณาจักรฟังไจ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์ แต่ยังไม่พัฒนามาเป็นเนื้อเยื่อ สืบพันธุ์โดย
การ
สร้างสปอร์ การดารงชีวิตเป็นแบบปรสิตหรือผู้ย่อยสลายอินทรียสาร ความสาคัญ
1. ทาหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสารในระบบนิเวศ เช่น ราไมคอร์ไรซา 2. ผลิตกรดฟูมาริก เช่น ไรโซปัส
3. เป็นอาหารของคน เช่น เห็ดต่างๆ 4. ยีสต์ใช้ทาขนมปัง แอลกอฮอล์ และเป็นอาหารเพิ่มวิตามิน B12
5. เพนนิซิเลียม ใช้ผลิตยาเพนนิซิลิน เป็นยาปฏิชีวนะ 6. ราแอสเพอจิลัสในธัญพืช : พิษอะฟลาทอกซิน
(มะเร็งตับ) 7. ฟังไจเป็นปรสิตในพืช เช่น ราน้าค้างในองุ่น ราสนิม ปริสิตในคน เช่น เชื้อราที่เท้า/ที่ปอด
4. อาณาจักรพืช เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ มีการจัดเรียงตัวเป็นเนื้อเยื่อ สร้างอาหารได้เองด้วยการสังเคราะห์
ด้วยแสงโดยใช้คลอโรพลาสต์ที่อยู่ภายในเซลล์ มีผนังเซลล์เป็นสารพวกเซลลูโลส แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม
ตามลักษณะของท่อลาเลียง คือ พวกที่ไม่มีท่อลาเลียง ได้แก่ มอส และกลุ่มที่มีท่อลาเลียงเป็นกลุ่มใหญ่
ได้แก่ เฟิน ตีนตุ๊กแก หญ้าถอดปล้อง สน ปรง แปะก๊วย มะเมื่อย พืชใบเลี้ยงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่ พืชกลุ่มต่างๆ
ได้แก่
1. ไบรโอไฟต์ เป็นพืชที่ไม่มีท่อลาเลียง เช่น ข้าวตอกฤๅษีหรือสแฟกนัมมอส เป็นพืชที่ทนทานต่อการ
สูญเสียน้าดี ใช้เป็นวัสดุคลุมดินหรือใช้เป็นวัสดุให้ความชื้นในการปลูกพืช
2. เฟิน เป็นพืชที่มีท่อลาเลียงแต่ไม่มีดอก เป็นพืชที่พบในยุคดีโวเนียนประมาณ 400 ล้านปีมาแล้วกลุ่มของ
เฟินมีหลายสปีชีส์ มีความสาคัญต่างๆ ดังนี้
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 18.
- ใช้เป็นไม้ประดับ เช่น ข้าหลวงหลังลาย ชายผ้าสีดา เฟินก้านดา เฟินใบมะขาม - ใช้เป็นอาหาร เช่น ผักแว่น
กูดเกี๊ยะ
- ทาเครื่องจักสาน เช่น ย่านลิเภา - เป็นปุ๋ ยไนโตรเจนให้กับต้นข้าว เช่น แหนแดง
3. พืชที่มีท่อลาเลียงที่ไม่มีดอกแต่มีเมล็ด เป็นพืชที่พบประมาณ 360 ล้านปี ส่วนสืบพันธุ์คือโคนซึ่งมี 2 ชนิด
คือ โคนเพศผู้และโคนเพศเมีย เมล็ดจะเกิดอยู่ในโคนเพศเมียจึงเรียกพืชชนิดนี้ว่า พืชเมล็ดเปลือย
(Gymnosperm) ความสาคัญ
3.1 ปรง เป็นพืชที่ใช้เป็นไม้ประดับที่มีราคาแพง
3.2 แป๊ ะก๊วย เมล็ดมีอาหารสะสมทานได้ สารสกัดจากใบช่วยรักษาความสมบูรณ์ของผนังหลอดเลือดฝอย
และปรับระบบหมุนเวียนเลือด ต่อต้านการอักเสบ การบวม ป้องกันการเกิดอัมพาต ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับ
ความชรา
3.3 สน มีความหลากหลายมากที่สุด สามารถนาต้นมาใช้สร้างบ้านทาเครื่องเรือน ทาเยื่อกระดาษ
3.4 มะเมื่อย เป็นพืชที่มีลักษณะแตกต่างจากพืชเมล็ดเปลือยกลุ่มอื่น คือพบเวสเซลในท่อลาเลียงน้าคล้ายพืช
ดอก
4. พืชดอก เป็นกลุ่มพืชมีจานวนสปีชีส์มากที่สุดในอาณาจักรพืช มีดอกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์สร้างเมล็ดในรัง
ไข่ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ ความสาคัญ 4.1 ธัญพืชเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่เป็น
แหล่งคาร์โบไฮเดรตของคน เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี 4.2 ต้นไม้ยืนต้น ใช้สร้างบ้าน ทาเครื่องเรือนต่างๆ เช่น
ไม้สัก ไม้มะค่า ฯลฯ 4.3 ไม้ดอก, ไม้ผล, พืชผัก ใช้เป็นไม้ประดับไม้ผลและพืชผัก ใช้เป็นอาหาร มี
ความสาคัญต่อเศรษฐกิจ
5. อาณาจักรสัตว์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหลายเซลล์ มีการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้า และมีการเคลื่อนไหวโดย
การทางานของเนื้อเยื่อประสาทและกล้ามเนื้อ ไม่สามารถสร้างอาหารได้ เป็นผู้บริโภค แบ่งเป็นหลายกลุ่ม
ดังนี้
1. ฟองน้า ยังไม่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง ลาตัวมีรูพรุนให้น้าเข้าและออกทางช่องเปิดใหญ่ มีความสาคัญกับระบบ
นิเวศโดยเป็นที่อาศัยของสัตว์น้าขนาดเล็ก และเป็นอาหารของหอยและปลา เช่น ฟองน้าแก้ว ฟองน้าหินปูน
ฟองน้าถูตัว
2. ปะการัง เป็นสัตว์ที่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง มีลาตัวกลวงมีหนวดรอบปาก ปะการังมีความสาคัญกับระบบนิเวศ
ทางทะเล (ที่อยู่อาศัยของตัวอ่อนของสัตว์น้า) ทาให้เพิ่มผลผลิตทางทะเล เช่น ไฮดรา แมงกะพรุนซีแอนีโมนี
กัลปังหา
3. หนอนตัวแบน มีลาตัวแบน มีทั้งที่เป็นปรสิตและหากินอิสระ เช่น พยาธิใบไม้พยาธิตัวตืด และพลานาเรีย
4. หนอนตัวกลม มีลาตัวรูปทรงกระบอก ไม่มีปล้อง สัตว์ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นปรสิต เช่น พยาธิเส้นด้าย
5. แอนเนลิดา มีลาตัวเป็นปล้อง มีระบบเลือด เช่น ไส้เดือนดิน เป็นสิ่งมีชีวิตที่ขุดรูในดิน ทาให้ดินมีอากาศ
ถ่ายเท เหมาะแก่การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์เกิดการย่อยสลายได้ดี กินซากและเมื่อขับถ่ายออกมาจะเป็นปุ๋ ย
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 19.
ให้แก่พืช ที่เป็นปรสิตชั่วคราว เช่น ปลิงและทาก จะดูดเลือดโดยจะปล่อยสารที่ทาให้เลือดชาและฮิรูดินเพื่อ
ไม่ให้แข็งตัว
6. มอลลัสก์ ได้แก่ หอย หอยทาก หอยนางรม หอยงวงช้าง หมึกยักษ์หมึกกระดอง และหมึกกล้วย (อาหาร
มนุษย์)
7. อาร์โทรพอด มีจานวนสปีชีส์มาก ได้แก่ แมลง อาร์โทรพอดมีลาตัวเป็นปล้อง มีรยางค์เป็นข้อต่อกัน มี
เปลือกแข็ง ประกอบด้วย ไคทิน พบได้เกือบทุกแห่งบนโลก เป็นอาหารของมนุษย์เช่น กุ้ง ปู แมงดาทะเล
เป็นสัตว์ที่มีพิษ เช่น แมงมุม แมงป่อง เห็บ ตะขาบ เป็นสัตว์ที่มีส่วนช่วยแพร่กระจายพันธุ์ของพืชดอก เช่น
แมลง
8. เอไคโนเดิร์ม เป็นสัตว์ทะเลทั้งหมด เช่น ปลิงทะเล พลับพลึงทะเล ดาวขนนก ดาวมงกุฎหนาม ดาวทะเล
9. โพรโทคอร์เดต เป็นสัตว์กลุ่มเดียวกับสัตว์มีกระดูกสันหลัง แต่ไม่มีโครงร่างแข็งค้าจุนภายในร่างกาย เช่น
เพรียงหัวหอม แอมฟิออกซัส
10. สัตว์มีกระดูกสันหลัง มีระบบเลือดและระบบประสาทดีกว่าสัตว์ทั้งหลาย แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่ ปลา
สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
- ปลาเป็นอาหารที่มีความสาคัญต่อคน เช่น ปลาน้าจืด ปลาน้าเค็ม
- สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก ได้แก่ กบ เขียด คางคก ซาลามานเดอร์ งูดิน
- สัตว์เลื้อยคลาน ได้แก่ จระเข้เต่า จิ้งเหลน และไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์แล้ว
- สัตว์ปีก เป็นสัตว์เลือดอุ่นที่กระดูกมีรูพรุน ทาให้น้าหนักเบา จึงบินได้
- สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เลือดอุ่นที่มีต่อมน้านมให้ลูก กลุ่มที่ออกลูกเป็นไข่ เช่น ตุ่นปากเป็ด ตัวกินมดที่คล้าย
เม่น กลุ่มที่มีกระเป๋ าหน้าท้อง เช่น จิงโจ้โอพอสซัม โคอาลา กลุ่มที่ตัวแม่มีมดลูกและรกเจริญดี เช่น คน ลิง
ช้าง ม้า วัว ควาย
ไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นเซลล์ โครงสร้ำงประกอบด้วยโปรตีนหุ้มสำรพันธุกรรม มีขนำด
เล็กมำก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนดูเท่ำนั้น สำมำรถเพิ่มจำนวนตัวเองเมื่ออยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
อื่น แต่ถ้ำอยู่นอกเซลล์จะไม่สำมำรถทำกิจกรรมใดๆ มีลักษณะเป็นอนุภำค รูปร่ำงหลำยแบบ เป็นสำเหตุของ
โรคต่ำงๆ เช่น เอดส์ ไข้หวัดใหญ่ โปลิโอ ตับอักเสบ งูสวัด พิษสุนัขบ้ำ และไข้หวัดนก ในปัจจุบันยังไม่มียำ
ที่จะฆ่ำไวรัสได้ แต่มีวัคซีนที่สำมำรถป้องกันไวรัสได้บำงชนิด
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 20.
ข้อสอบ O-NET วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
1)
2)
3)
4)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 21.
5)
6)
7)
8)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 22.
9)
10)
11)
12)
13)
14)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 23.
15)
16)
17)
18)
19)
20)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 24.
21)
22)
23)
24)
25)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 25.
26)
27)
28)
29)
30)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 26.
31)
31)
32)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 27.
33)
34)
35)
36)
37)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 28.
38)
39)
40)
41)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 29.
42)
43)
44)
45)
46)
47)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 30.
48)
49)
50)
51)
52)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 31.
53)
54)
55)
56)
57)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 32.
58)
59)
60)
62)
61)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 33.
63)
64)
65)
66)
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 34.
Take your Note: Imagination important than knowledge.
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 35.
Take your Note: Imagination important than knowledge.
โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ ม.6 : ชีววิทยา 36.
Take your Note: Imagination important than knowledge.

ติวOnetชีวะ

  • 1.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 1. เอกสารประกอบการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มเพื่อการสอบ O-NET ปีการศึกษา 2559 รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ (วท.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล , ศษ.ม. มหาวิทยาลัยรามคาแหง) ครู ค.ศ.1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร “ความสาเร็จของลูกศิษย์ คือ ความภาคภูมิใจของคนเป็นครู”
  • 2.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 2. สรุป : O-NET วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ระบบนิเวศ ระบบนิเวศ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม (มีชีวิตและไม่มีชีวิต) สิ่งมีชีวิต → ประชากร → กลุ่มสิ่งมีชีวิต → ระบบนิเวศ → โลกของสิ่งมีชีวิต ชีวนิเวศ (Biome) หมายถึง ระบบนิเวศที่แบ่งตามเขตภูมิศาสตร์ มีองค์ประกอบที่สาคัญ 2 ส่วนสัมพันธ์กัน คือ องค์ประกอบทางกายภาพ (ไม่มีชีวิต) เช่น แสง ดิน น้า อุณหภูมิ องค์ประกอบทางชีวภาพ (มีชีวิต) ได้แก่ คน พืช มอส เห็ด รา ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ ไบโอมแบ่งตามเขตภูมิศาสตร์ เช่น ไบโอมป่าดิบชื้น ไบโอมทะเลทราย ไบโอมป่าสน ระบบนิเวศ = กลุ่มสิ่งมีชีวิต + แหล่งที่อยู่ กลุ่มสิ่งมีชีวิต หมายถึง สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ 2 ชนิด อยู่ร่วมกันต่างจากประชากร หมายถึง สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวอยู่ ร่วมกัน สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดังนี้ 1. ผู้ผลิต = สร้างอาหารได้ โดยการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น พืช สาหร่าย หรือสังเคราะห์เคมี เช่น แบคทีเรียสี เขียว 2. ผู้บริโภค = สามารถสร้างอาหาร ได้แก่ ผู้บริโภคสัตว์ผู้บริโภคพืช ผู้บริโภคพืชและสัตว์ 3. ผู้ย่อยสลายอินทรีย์สาร = ไม่สามารถสร้างอาหารได้ แต่ย่อยสลายอินทรีย์สารให้เป็นอนินทรีย์สารเป็น ประโยชน์แก่พืช โดยการปล่อยน้าย่อยออกมา และดูดซึมสารอาหารเข้าสู่เซลล์ การถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารในระบบนิเวศ ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานในระบบนิเวศ โดยพืชจะเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมี (อาหาร)โดย กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และจะถูกถ่ายทอดในสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ (ห่วงโซ่อาหารและ สายใยอาหาร) แต่พลังงานจะสามารถถ่ายทอดได้เพียง 10% เท่านั้น ( 90%จะถูกใช้ในกระบวนการ ดารงชีวิต ,เป็นพลังงานความร้อน และบางส่วนบริโภคไม่ได้เช่น เปลือก กระดูก ขน เล็บ) ซึ่งจะมีการ ถ่ายทอดสารอาหารถึงผู้บริโภคลาดับสูงสุด สารอาหารถูกสะสมในสิ่งมีชีวิตในรูปของอินทรียสารและเมื่อ สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศตายจะเกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ได้เป็นสารอนินทรีย์หมุนเวียนกลับไปยังผู้ผลิต แต่พลังงานไม่สามารถหมุนเวียนได้โดยมีผู้ย่อยสลายอินทรียสารเป็นผู้รับพลังงานขั้นสุดท้าย
  • 3.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 3. พีระมิดทางนิเวศวิทยา (Ecological Pyramid) การเขียนเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละลาดับขั้นของห่วงโซ่อาหาร โดยเริ่มจาก ผู้ผลิตจนกระทั่งผู้บริโภคสูงสุด 1. พีระมิดจานวน เป็นแบบฐานกว้างหรือฐานแคบได้ขึ้นอยู่กับห่วงโซ่อาหาร 2. พีระมิดมวลชีวภาพ หรือน้าหนักแห้ง เป็นแบบฐานกว้างหรือฐานแคบได้ขึ้นกับห่วงโซ่อาหาร 3. พีระมิดของพลังงาน ที่ถ่ายทอดได้เพียง 10% จึงมีลักษณะฐานกว้างอย่างเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางกายภาพ 1. อุณหภูมิ 1.1 ปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย: เอนไซม์เป็นตัวควบคุมอัตราการเกิดโดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะแก่การทางานของ เอนไซม์จะอยู่ระหว่าง 25-40 องศาเซลเซียส (ไม่เสียสภาพ) 1.2 เปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา คือ กลไกในการปรับอุณหภูมิ เช่น สัตว์เลือดอุ่นจะมีการปรับอุณหภูมิ ร่างกายให้คงที่ 1.3 พฤติกรรมการอพยพ เช่น นกปากห่างอพยพมาจากเขตหนาวมาไทย ซึ่งเป็นเขตที่อบอุ่น 1.4 ปริมาณ O2 ที่ละลายในน้าจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทาให ้้สิ่งมีชีวิตในน้าลดลง 2. แสง 2.1 การสังเคราะห์ด้วยแสง (อาหาร) ของพืชมากขึ้นถ้าแสงมีความเข้มมาก 2.2 พฤติกรรมการดารงชีวิต การออกหากินในเวลากลางวัน/กลางคืน เช่น นกเค้าแมว ค้างคาว ผีเสื้อกลางคืน 2.3 การหุบบานของดอกไม้เช่น ดอกบัวจะบานในเวลาเช้า 3. น้ำและควำมชื้น 3.1 การแพร่กระจายพันธุ์พืช เช่น เขตที่มีความชื้นสูงจะมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากกว่าเขตแห้งแล้ง 3.2 ปฏิกิริยาเคมี เช่น ปฏิกิริยาการย่อยอาหารต้องใช้น้า
  • 4.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 4. 4. ดิน 4.1 แหล่งแร่ธาตุอาหารของพืช ทาให้พืชเจริญเติบโต 4.2 แหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางชีวภาพ
  • 5.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 5. การปรับตัว (Adaptation) เพื่อดารงเผ่าพันธุ์ การปรับตัวมี 3 แบบ 1. การปรับตัวทางด้านโครงสร้าง (รูปร่าง) เช่น 1.1 หมีขั้วโลกหรือสัตว์ในเขตหนาวมีขนยาวปกคลุม และมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังป้องกันความหนาว 1.2 จระเข้ผิวลาตัวเป็นเกล็ด ป้องกันการสูญเสียน้าออกจากร่างกาย 1.3 โกงกางและพืชป่าชายเลน มีใบอวบน้าเพื่อเก็บน้าจืดและผลจะงอกตั้งแต่อยู่บนต้นเพื่อป้องน้าพัด 1.4 ผักตบชวา มีกระเปาะเก็บอากาศ ช่วยให้ลอยน้าได้ 2. การปรับตัวทางด้านสรีระ (การทางานอวัยวะ) เช่น 2.1 การขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย 2.2 สัตว์เลือดอุ่นผลิตฮอร์โมนเพศการสืบพันธุ์เพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณแสงต่อวันลดลงและเริ่มผสมพันธุ์ในฤดู ใบไม้ร่วง 2.3 หนูแกงการู อยู่ในทะเลทรายจะกินอาหารเป็นเมล็ดพืชที่แห้งและไม่ดื่มน้าเลยแต่ได้จากเมแทบอลิซึม (คล้ายอูฐ) 3. การปรับตัวทางด้านพฤติกรรม (ลักษณะนิสัย) 3.1 สัตว์ทะเลทรายออกหากินในเวลากลางคืน 3.2 การอพยพย้ายถิ่นฐานของนกจากเขตหนาวมาเขต อบอุ่น 3.3 สัตว์ป่ากินดินโป่งที่มีแร่ธาตุอาหารที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต วัฏจักรสาร ร่างกายประกอบด้วยธาตุต่างๆ เช่น O, C, H, N, Ca, P, S (สารอินทรีย์และสารอนินทรีย์) - วัฏจักรคาร์บอน พบในสารอินทรีย์ทุกชนิด และหมุนเวียนผ่านหายใจและการสังเคราะห์ด้วยแสงในรูป แก๊ส CO2 - วัฏจักรไนโตรเจน องค์ประกอบของโปรตีนในสิ่งมีชีวิต โดยมีการหมุนเวียนผ่านพืช สัตว์และจุลินทรีย์ - วัฏจักรฟอสฟอรัส องค์ประกอบของกระดูก ฟันและสารพันธุกรรม และไม่พบการหมุนเวียนสู่บรรยากาศ - วัฏจักรน้า มีมากในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ความสาคัญ เช่น น้าช่วยลาเลียงสารต่างๆ เป็นตัวกลางในการทา ปฏิกิริยา รักษาสมดุลของอุณหภูมิ ประชากร หมายถึง สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง N = จานวนประชากร A = พื้นที่หรือปริมาตร การแพร่กระจายประชากร เนื่องจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพและชีวภาพ ปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความสูงจากระดับน้าทะเล อุณหภูมิ แสง ความชื้น และกรด-เบส ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันที่มีการแก่งแย่งแข่งขัน แย่งปัจจัยในการดารงชีวิต
  • 6.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 6. โครงสร้างประชากรของมนุษย์ แบบ ก ฐานกว้าง ยอดแหลม แสดงว่าประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว พบในกัวเตมาลา เคนยา ไนจีเรีย แบบ ข รูปกรวย ปากแคบ แสดงว่าประชากรเพิ่มขึ้นช้าๆ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา ไทย แบบ ค ระฆังคว่า แสดงว่าประชากรมีขนาดคงที่ เช่น สเปน เดนมาร์ก ออสเตรีย อิตาลี แบบ ง รูปดอกบัวตูม แสดงว่าประชากรลดลง เช่น สิงคโปร์ เยอรมัน สวีเดน ฮังการี บัลกาเรีย การเปลี่ยนแปลงแทนที่ทางนิเวศวิทยา = กลุ่มสิ่งมีชีวิตในที่ใดที่หนึ่งถูกแทนที่โดยกลุ่มใหม่อยู่เรื่อยๆ และ จะหยุดลงเมื่อมีกลุ่มสิ่งมีชีวิตกลุ่มสุดท้าย ทาให้สิ่งแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป/คงตัว = กลุ่มสิ่งมีชีวิต ขั้นสุด มี 2 แบบ 1. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ จากบริเวณที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ก่อนเลยต่อมามีปรากฏขึ้นพวกแรก (ผู้บุกเบิก) และมีการเปลี่ยนแปลงเป็นลาดับขั้นจนกระทั่งถึงระยะขั้นสุด ที่ว่าง → ไลเคน (Pioneer Species) → มอส ลิเวอร์เวิร์ต → ไม้พุ่ม → ไม้ยืนต้น → กลุ่มสิ่งมีชีวิตขั้น สุด 2. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ จากบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตขั้นสุดจากปฐมภูมิแล้วและถูกทาลาย จึงเกิด การเปลี่ยนแปลงแทนที่ได้กลุ่มสิ่งมีชีวิตขั้นสุดแบบเดิม หรือใหม่ เช่น เกิดไฟไหม้ป่า เกิดโรคระบาด ทาให้ เสียสมดุล คนกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันประชากรมีมากขึ้นทาให้มีการใช้ทรัพยากรมาก ซึ่ง อาจจะทาให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ภาวะโลกร้อน โอโซนในอากาศถูกทาลาย น้าเน่าเสีย มี สารพิษตกค้างในดิน - ภาวะโลกร้อน (Global Warming) การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศโลก ที่เพิ่มสูงขึ้นในอัตรา แบบทวีคูณเปรียบเสมือนโลกอยู่ในสภาวะเรือนกระจก (ปรากฏการณ์เรือนกระจก) ซึ่งมีสาเหตุจากหลาย ประการ 1. ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น : การใช้น้ามันเชื้อเพลิง (ดูดกลืนความร้อน) 2. การตัดไม้ทาลายป่า ทาให้เกิดการสะสมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 3. การทาลายโอโซนในบรรยากาศ ทาให้รังสีอัลตราไวโอเลตชนิด UVc ส่องผ่านมายังโลกมากที่สุด ซึ่งรังสี นี้มีอันตราย สาเหตุเกิดจากสาร CFC ที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบฉีดพ่นสารทาความเย็น
  • 7.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 7. การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต เซลล์ คือ หน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล์ การศึกษาต้องใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงหรือ อิเล็กตรอน องค์ประกอบของเซลล์ 1. ส่วนห่อหุ้ม เป็นส่วนที่ป้องกันอันตรายให้กับเซลล์มี 2 ชนิด 1.1 ผนังเซลล์ ชั้นนอกสุดของเซลล์พืชไม่พบในเซลล์สัตว์โครงสร้างหลัก คือ เซลลูโลส ทาให้คง รูปร่างและเจริญตั้งตรงต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกได้ 1.2 เยื่อหุ้มเซลล์ พบทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ในเซลล์พืชจะอยู่ถัดจากผนังเซลล์ โครงสร้าง หลัก คือ สารพวกไขมันเรียงตัวเป็น 2 ชั้นและมีโปรตีนแทรกอยู่ 2. นิวเคลียส เป็นศูนย์ควบคุมการทางานของเซลล์มีหน้าที่ ดังนี้ 2.1 ถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม โดยมีโครโมโซมเป็นแหล่งข้อมูลทางพันธุกรรม 2.2 ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน 2.3 ควบคุมการแบ่งเซลล์ 3. ไซโทพลาซึม เป็นของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์ ซึ่งมีออร์แกเนลล์ที่เป็นโครงสร้างที่ทาหน้าที่เฉพาะอย่าง 3.1 ร่างแหเอนโดพลาซึม สังเคราะห์และลาเลียงโปรตีน และบางส่วนทาหน้าที่สังเคราะห์ไขมัน 3.2 กอลจิคอมเพลกซ์ เก็บรวบรวมโปรตีนและไขมันมาจากร่างแห เพื่อส่งไปยังภายใน/นอกเซลล์ 3.3 ไรโบโซม สังเคราะห์โปรตีน แหล่งที่พบ คือ ร่างแหเอนโดพลาซึม ลอยอิสระในไซโทพลาซึม/ ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์ 3.4 ไมโทคอนเดรีย ผลิตสารพลังงานสูง คือ ATP เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของเซลล์ 3.5 คลอโรพลาสต์เป็นออร์แกเนลล์ที่พบเฉพาะเซลล์พืช มีการสังเคราะห์น้าตาลโดยใช้แสง 3.6 ไลโซโซม เป็นออร์แกเนลล์ที่พบเฉพาะในเซลล์สัตว์ มีลักษณะเป็นถุงซึ่งภายในมีเอนไซม์
  • 8.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 8. การลาเลียงสารผ่านเซลล์ เซลล์จาเป็นต้องรับและกาจัดสารเข้าและออกจากเซลล์ เพื่อการดารงชีวิต 1. การลาเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ 1.1 การแพร่ 1.2 การออสโมซิส 1.3 การลาเลียงแบบฟาซิลิเทต 1.4 การลาเลียงแบบใช้พลังงาน 2. การลาเลียงสารแบบไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ 2.1 เอกโซไซโทซิส 2.2 เอนโดไซโทซิส - การแพร่ คือ การเคลื่อนที่ของอนุภาคของสารโดยพลังงานจลน์ที่อยู่ในสารทาให้ไม่หยุดนิ่งจึงเกิดการ กระทบกันระหว่างอนุภาค ดังนั้นบริเวณที่มากจะกระทบกันมากจึงกระจายออกเป็นบริเวณกว้าง เช่น ออกซิเจนในถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยที่หุ้มถุงลม ธาตุอาหารจากดินเข้าสู่รากพืช - การออสโมซิส คือ การแพร่ของน้าผ่านเยื่อหุ้มเซลล์จากบริเวณที่มีอนุภาคของน้ามากไปบริเวณที่น้อยกว่า หรือจากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายเจือจางไปบริเวณที่มากกว่า สรุป คือ 1. น้าเลือดจะมีความเข้มข้นเท่ากับความเข้มข้นภายในเซลล์ หรือเทียบได้กับสารละลายโซเดียม คลอไรด์ ที่มีความเข้มข้นประมาณ 0.85% ทาให้เซลล์คงสภาพ 2. เซลล์พืชเต่งทาให้พืชกางใบรับแสง ยอดตั้งตรง - การลาเลียงแบบฟาซิลิเทต เป็นการลาเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ในทิศทางเดียวกับการแพร่แต่รวดเร็ว กว่าหลายเท่าตัว เพราะมีโปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวพา เช่น การลาเลียงกลูโคส กรดอะมิโนไอออนต่างๆ ผ่านเยื่อหุ้ม - การลาเลียงแบบใช้พลังงาน เป็นการลาเลียงสารจากที่ความเข้มข้นต่าไปบริเวณที่มีความเข้มข้นสูงโดยมี โปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวพาและใช้พลังงาน ATP จากเซลล์ เช่น การดูดซึมกลูโคสที่ผนังลาไส้เล็กจะดูด ซึมตลอดเวลา การลาเลียงไอออนของโซเดียมและโพแตสเซียมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทระหว่างการส่ง กระแสประสาท การลาเลียงสารแบบไม่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ สารที่ขนาดโมเลกุลใหญ่ที่ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้ม : อยู่ในถุง (Vesicle) ได้แก่ 1. เอกโซไซโทซิส เป็นการส่งสารที่ขนาดโมเลกุลใหญ่ออกสู่นอกเซลล์โดยการเชื่อมถุงกับเยื่อหุ้มเซลล์และ เกิดการหลั่งสารออก เช่น การหลั่งเอนไซม์จากลาไส้เล็กและกระเพาะหรือการลาเลียงฮอร์โมนอินซูลินจาก เซลล์ตับอ่อน 2. เอนโดไซโทซิส เป็นการลาเลียงสารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์ โดยสารเหล่านั้นจะดันเยื่อหุ้มเซลล์เว้าเข้าไป ในไซโทพลาซึมจนเยื่อหุ้มเซลล์ปิดสนิททาให้เกิดถุงภายในไซโทพลาซึมและถุงน้าย่อยในเซลล์จะย่อยใช้ ประโยชน์ต่อไป @ บางครั้งจะมีความจาเพาะเจาะจง โดยมีโปรตีนเป็นตัวพาที่มีความจาเพาะเจาะจงต่อสารทาให้เกิดการนา สารเข้า กลไกการรักษาดุลยภาพ สิ่งมีชีวิตจาเป็นต้องมีระบบรักษาสมดุลของร่างกาย เพื่อทาให้ดารงชีวิตได้ปกติ 1. การรักษาดุลยภาพของน้าในพืช การคายน้าจะทาให้เกิดการลาเลียงแร่ธาตุ และดูดน้าเข้าเพื่อเมแทบอลิซึม ต่างๆ ดังนั้น น้าที่คายออก = การดูดน้าเข้าที่ราก โครงสร้างในการควบคุม คือ ปากใบ (เซลล์คุม 2 เซลล์
  • 9.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 9. ประกบกันภายในมีคลอโรพลาสต์จึงสังเคราะห์แสงได้และเกิดการออสโมซิส) ซึ่งเปิด : เพิ่มการคายน้า และ ปิด : ลดการคายน้า ปัจจัยที่มีผลต่อการปิดเปิดของปากใบ 1. ความเข้มของแสงสูงสังเคราะห์ด้วยแสงมากปากใบเปิด 2. ความชื้นในอากาศ ถ้ามากปากใบปิด (ระเหยยาก) 3. ปริมาณน้าในดิน ถ้าน้อยปากใบปิด (ลดการสูญเสีย) 2. การรักษาดุลยภาพของน้าและแร่ธาตุในสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในน้า เช่น อะมีบา พารามีเซียม จะมี โครงสร้างภายในเซลล์ที่เรียกว่า คอนแทร็กไทล์แวคิวโอล ทาหน้าที่กาจัดน้าและของเสียออกเพื่อรักษา ระดับความเข้มข้นของสารภายในและป้องกันไม่ให้เซลล์แตก 3. การรักษาดุลยภาพน้าและแร่ธาตุในปลา น้าและแร่ธาตุที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมจะเคลื่อนเข้าและออกจากเซลล์ ตลอดเวลา ขึ้นกับความเข้มข้นของสารละลายภายในร่างกายกับสิ่งแวดล้อม (กระบวนการลาเลียงแบบใช้ พลังงาน) กรณีปลาน้าจืด กรณีปลาน้าเค็ม สาหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณทะเล จะกินอาหารจากทะเลทาให้ได้รับเกลือแร่ในร่างกายเกินความจาเป็นจึง ต้องขับเกลือออกในรูปน้าเกลือเข้มข้น 4. การรักษาดุลยภาพของน้าและสารในร่างกายของคน มีน้าประมาณ 65%-70% ถ้าปริมาณน้ามากหรือน้อย กว่านี้จะเสียดุลยภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย อวัยวะที่รักษาดุลยภาพของน้าและ สารต่างๆ คือ ไต ไตของคนมี 2 ข้าง อยู่ในช่องท้องบริเวณเอว คล้ายเม็ดถั่วแดง ทาหน้าที่รับของเสียที่มากับเลือดเพื่อกรอง ของเสียออกทางท่อไตและเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ เพื่อขับออกจากร่างกายทางท่อปัสสาวะ ภายในเนื้อไตแต่ ละข้างประกอบด้วยหน่วยไต จานวนมากประมาณ 1 ล้านหน่วย ประกอบด้วย โกลเมอรูลัส ซึ่งเป็นกลุ่มเส้น เลือดฝอยและท่อหน่วยไต
  • 10.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 10. การทางานของไต เส้นเลือดแดง (ออกซิเจนและของเสีย)  โกลเมอรูลัส (พลาสมาผ่าน) โบว์แมนส์ แคปซูล กรองมีทั้งสารประโยชน์และของเสีย)  ท่อของหน่วยไต (ดูดกลับของสารที่มีประโยชน์เข้าสู่เส้น เลือดฝอยที่ปกคลุมสู่กระแสเลือด) สารกรองผ่านโกลเมอรูลัส แยกเป็นกลุ่ม ดังนี้ 1. สารที่เป็นของเสีย ได้แก่ ยูเรีย ยูริก ต้องกาจัดออกจากร่างกาย จึงพบในน้าปัสสาวะมาก 2. สารที่ไม่ใช่ของเสีย แต่มีมากเกินไป ส่วนหนึ่งเก็บไว้และบางส่วนกาจัดออก เช่น น้าและแร่ธาตุ 3. สารที่มีประโยชน์แต่ถูกกรองผ่าน เช่น กลูโคส กรดอะมิโน โปรตีน จะไม่พบในปัสสาวะ: ดูดกลับหมด 4. สารที่ไม่สามารถกรองผ่านโกลเมอรูลัส คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง ในกระบวนการดูดกลับ จะใช้วิธีการแพร่ การออสโมซิสและการลาเลียงแบบใช้พลังงาน สาหรับการดูด กลับของน้า ควำมผิดปกติที่เกี่ยวเนื่องกับไตและโรคของไต 1. ร่างกายขาดน้า 2. โรคเบาหวาน 3. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ 4. นิ่วในไต 5. ไตวาย 5. การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีเกือบทั้งหมดในกระบวนการเมแทบอลิซึมใน ร่างกายควบคุมโดยเอนไซม์ ซึ่งเอนไซม์แต่ละชนิดจะทางานได้ในสภาพ pH ที่แตกต่างกัน เช่น ในกระเพาะ (กรด) ลาไส้เล็ก (เบส) ในร่างกายเกิดจากปฏิกิริยาของการหายใจ (กรด) ไตมีบทบาทสาคัญในการรักษาความเป็นกรด-เบสของเลือด เมื่อ pH ต่าเกินไปหน่วยไตจะขับสารที่มี ส่วนประกอบของ H+ และ NH+4 ออกจากเลือดและไตจะเพิ่มการดูดกลับไอออนบางประเภท ซึ่งลดความ เป็นกรดของเลือด ได้แก่ โซเดียมไอออน (Na+ ) และไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO-3 ) ถ้า pH ของเลือด สูงเกินไปจะเกิดตรงกันข้าม 6. การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย มีผลต่อการทางานของเอนไซม์ เพราะโปรตีนจะเสียสภาพ โดยปกติอุณหภูมิภายในร่างกายอยู่ระหว่าง 35.8-37.7 องศาเซลเซียส ถ้าสูงหรือต่ากว่านี้จะทาให้เอนไซม์ไม่ สามารถทางานได้จึงส่งผลกระทบต่อกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ศูนย์กลางควบคุม คือ สมองส่วนไฮโพทาลามัส สูงหรือต่าจะมีผลให้ส่ง สัญญาณ สัตว์เลือดอุ่น เป็นสัตว์ที่มีกลไกในการรักษาอุณหภูมิร่างกายได้คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อม เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก สัตว์เลือดเย็น เป็นสัตว์ที่ไม่มีกลไกในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ จะทาให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ตามสิ่งแวดล้อม เช่น ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้า และสัตว์เลื้อยคลาน ภูมิคุ้มกันของร่างกาย ภูมิคุ้มกัน เป็นกลไกการป้องกันตนเองจากโรค ซึ่งเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น ผิวหนัง ลมหายใจ หรือทางเดินอาหาร สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรียกว่า แอนติเจน
  • 11.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 11. การป้องกันและทาลายเชื้อโรค 1. ผิวหนัง ทาหน้าที่ไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ถ้าถูกทาลายเกินกว่า 80% จะทาให้ให้ตายได้มีต่อมเหงื่อ และรูขุมขนทาให้เชื้อโรคเข้าได้แต่เยื่อบุผิวต่างๆ เช่น ช่องปาก ช่องจมูก คอ เปลือกตาด้านใน ท่อปัสสาวะ และท่อเปิดของอวัยวะสืบพันธุ์ มีการป้องกันจุลินทรีย์และสิ่งแปลกปลอม โดยการหลั่งสารเมือกเหนียวมา เคลือบไว้เพื่อดักแอนติเจนก่อนจะเข้าสู่เซลล์ (น้าตา+ไลโซไซม ทางเดินหาย+ซิเลีย) 2. เซลล์เม็ดเลือดขาว สร้างไขกระดูก และไปพัฒนาที่เนื้อเยื่อและต่อมน้าเหลืองหรืออยู่ในกระแสเลือด มี หน้าที่ทาลายเชื้อโรคในร่างกาย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ฟาโกไซต์ ทาลายเชื้อโรคโดยการโอบล้อมกินเชื้อโรค และปล่อยเอนไซม์จากไลโซโซมไปย่อย ลิมโฟไซต์ ทาลายเชื้อโรคโดยการสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความจาเพาะต่อแอนติเจน 3. ระบบน้าเหลือง ประกอบด้วยน้าเหลือง ท่อน้าเหลือง และอวัยวะน้าเหลือง น้าเหลือง ของเหลวที่ซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอยออกมาอยู่ระหว่างเซลล์ เป็นตัวกลางในการนาสาร เข้าเซลล์ ต่อจากนั้นจะไหลเข้าสู่ท่อน้าเหลืองฝอยและท่อน้าเหลืองขนาดใหญ่เป็นลาดับ และเปิดเข้าสู่ระบบ เลือดที่เส้นเลือดเวนใหญ่บริเวณใกล้หัวใจ ทาให้น้าเหลืองไปรวมกับเลือดใหม่อีกครั้งหนึ่ง อวัยวะน้าเหลือง ทาหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดขาว เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ได้แก่ - ต่อมน้าเหลือง มีเม็ดเลือดขาวอยู่รวมกัน ต่อมน้าเหลืองมีลักษณะคล้ายฟองน้าน้าเหลืองซึมผ่านได้ ลักษณะเป็นรูปไข่ขนาดแตกต่างกัน สามารถพบต่อมน้าเหลืองบริเวณรักแร้ โคนขา คอ (ทอนซิล) - ม้าม มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ใต้กะบังลมด้านซ้าย ในระยะเอ็มบริโอม้ามสร้างเม็ดเลือด เมื่อคลอดแล้ว ม้ามเป็นแหล่งที่อยู่ของเม็ดเลือดขาว และทาหน้าที่ทาลายเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่หมดอายุ - ต่อมไทมัส เป็นเนื้อเยื่อน้าเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อที่มีตาแหน่งบริเวณรอบหลอดเลือดใหญ่ของ หัวใจ ทาหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมไฟไซต์เพื่อส่งเข้าสู่กระแสเลือด 4. การสร้างภูมิคุ้มกัน ในร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดังนี้ 4.1 ภูมิคุ้มกันที่เกิดตามธรรมชาติ เช่น การสร้างแอนติบอดีจากเม็ดเลือดขาว 4.2 ภูมิคุ้มกันแบบรับมา เป็นการรับภูมิคุ้มกันมาโดยตรง เช่น นมแม่ มีแอนติบอดีอยู่แล้ว / เซรุ่ม (แก้พิษงู) 4.3 ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง เช่น การฉีดวัคซีนเป็นการให้แอนติเจนแก่ร่างกายเพื่อให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี ชนิดของวัคซีน - วัคซีนที่เป็นเชื้อโรคที่ทาให้อ่อนกาลัง เช่น วัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน และคางทูม - วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว เช่น ไอกรน ไทฟอยด์ และอหิวาตกโรค - วัคซีนที่ได้จากสารพิษของจุลินทรีย์ที่หมดพิษ เรียกว่า ทอกซอยด์ เช่น คอตีบ บาดทะยัก 5. ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน 5.1 ภูมิแพ้: สร้างภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อแอนติเจนบางชนิดรุนแรงเกิดอันตรายต่อร่างกาย (ฝุ่นละออง) 5.2 โรคเอสแอลอี เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อของตนเอง 5.3 โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HIV ซึ่ง แตกต่างจากไวรัสอื่นๆ คือ สามารถทาลายเม็ดเลือดขาวโดยตรง โดยพิ่มจานวนตัวเองโดยใช้วัตถุดิบของเม็ดเลือดขาวในการสร้างเซลล์
  • 12.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 12. สามารถแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น ไขกระดูก สมอง ปอด ไต และดวงตา และพบในสารคัดหลั่ง (น้าเลือด น้าอสุจิ) ติดต่อทางเลือด การมีเพศสัมพันธ์ 6. หมู่เลือด เม็ดเลือดแดงของคนมีแอนติเจนอยู่ 2 ชนิด คือ A และ B และในน้าเลือดมีแอนติบอดี 2 ชนิด คือ แอนติบอดี A และ B การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม - ลักษณะทางพันธุกรรม คือ ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สามารถถ่ายทอดตามสายเลือดได้ เช่น ลักษณะตาชั้น เดียว-สองชั้น, แนวผมที่หน้าผากตรง-แหลม, หูมีติ่ง-ไม่มีติ่ง, สันจมูกโด่ง-ไม่โด่ง, มีลักยิ้ม-ไม่มีลักยิ้ม, ลิ้น พับได้-พับไม่ได้, นิ้วมือเรียวยาว-นิ้วสั้น, นิ้วชี้เท้ายาวกว่านิ้วหัวแม่เท้า-สั้นกว่านิ้วหัวแม่เท้า - โครโมโซมและสารพันธุกรรม ภายในนิวเคลียส เรียกว่า ดีเอ็นเอ เป็นสายยาวพันรอบแกนโปรตีนฮิสโตน เส้นใยบางๆ นี้เรียกว่า โครมาทิน เมื่อมีการแบ่งเซลล์จะหดสั้นเป็นแท่งเรียกว่า โครโมโซม และมีการจาลอง ขึ้นมาเท่าตัว คนมีจานวน 46 แท่ง โดยจะมีคู่เหมือน เรียก ฮอมอโลกัสโครโมโซม จานวนนเซลล์ร่างกายมี 2 ชุด เขียน แทนด้วย 2n ส่วนในเซลล์สืบพันธุ์จะไม่มีคู่เหมือนมีเพียง 1 ชุด เขียนแทนด้วย n การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส สิ่งมีชีวิตมีการแบ่งเซลล์เพื่อการเจริญเติบโต และเพิ่มพื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยน สารกับสิ่งแวดล้อม การแบ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ระยะอินเทอร์เฟส เซลล์เตรียมความพร้อมในการแบ่งเซลล์ และมีการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมเป็น 2 เท่า ทาให้เกิดการจาลองโครโมโซมจาก เป็น 2 Chromatid 2. ระยะโพรเฟส โครโมโซมเริ่มเห็นชัดขึ้น เซนทริโอลสร้างเส้นใยสปินเดิล 3. ระยะเมทาเฟส โครโมโซมหดสั้นที่สุด ขนาดใหญ่ที่สุด เห็นได้ชัดเจน โครโมโซมเรียงตัวแนวกลาง มี เส้นใยสปินเดิลจับอยู่ตรงตาแหน่งเซนโทรเมียร์ โดยยึดกับโปรตีนไคนีโทคอร์ เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลายหมด 4. ระยะแอนาเฟส โครมาทิดแยกจากกันโดยการหดตัวของเส้นใยสปินเดิล ทาให้โครโมโซมแยกเป็น 2 กลุ่ม 5. ระยะเทโลเฟส (Telophase) โครโมโซมที่แยก จะเริ่มสร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียส ทาให้เห็นนิวเคลียส 2 อัน ถือ ว่าสิ้นสุด การแบ่งไซโทพลาซึมมี 2 กรณี 1. เซลล์สัตว์เกิดจากเยื่อหุ้มเซลล์คอดเข้าหากันจนกระทั่งเซลล์ขาด ออกจากกันได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ 2. เซลล์พืช เกิดการสร้างแผ่นกั้นตรงกลาง และสะสมสารเซลลูโลสทาให้ ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส เป็นกระบวนการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์ แบ่งเป็น ไมโอซิส I และไมโอซิส II ไมโอซิส I ระยะอินเตอร์เฟส I เตรียมความพร้อมเหมือนการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
  • 13.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 13. ระยะโพรเฟส I โครโมโซมหดสั้นและมีการเข้าคู่ฮอมอโลกัส และเกิดการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วน (แปรผัน) ระยะเมทาเฟส I โครโมโซมจะเรียงอยู่กลางเแบบคู่ฮอมอโลกัส โดยมีเส้นใยสปินเดิลจับอยู่ตรงเซนโทรเมีย ระยะแอนาเฟส I โครโมโซมที่เป็นคู่ฮอมอโลกัส แยกจากกันไปคนละขั้วของเซลล์ และมีจานวนครึ่งหนึ่ง ระยะเทโลเฟส I สร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียสล้อมรอบ ได้นิวเคลียสใหม่ 2 นิวเคลียส+แบ่งไซโทพลาซึม แต่ใน บางเซลล์อาจจะไม่เกิดก็ได้ ไมโอซิส II ระยะอินเตอร์เฟส II ไม่มีการจาลองตัวเอง เนื่องจากแต่ละโครโมโซมมี 2 โครมาทิดแล้ว ส่วนระยะโพรเฟส II แอนาเฟส II เทโลเฟส II จะคล้ายการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส + แบ่งไซโทพลาซึมในระยะนี้อีกครั้ง ใน ที่สุดจะได้4 เซลล์ โครงสร้างพื้นฐานทางดีเอ็นเอ ขดตัวพันรอบโปรตีนฮิสโตน = โครมาทิน  โครโมโซม ( 1 หรือ 2 โครมา ติด) - โครงสร้างพื้นฐานของดีเอ็นเอ มีหน่วยย่อย คือ นิวคลีโอไทด์ ต่อกันเป็นสายยาว ซึ่งประกอบด้วย 1. น้าตาลเพนโทส (S) เป็นน้าตาลที่คาร์บอน 5 อะตอม มีโครงสร้างเป็นรูปห้าเหลี่ยม 2. หมู่ฟอสเฟต (P) PO4 3- 3. ไนโตรจีนัสเบส มี 4 ชนิด ได้แก่ อะดีนิน (A) ไทมีน (T) ไซโทซีน (C) กวานีน (G) สายดีเอ็นเอของคน = สายของนิวคลีโอไทด์ 2 สาย พันเกลียวเวียนขวา โดย A = T และ C ≡ G ลาดับของ เบสบนสายดีเอ็นเอ เป็นข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต - หน้าที่ของสารพันธุกรรม 1. ดีเอ็นเอต้นแบบในรุ่นหนึ่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลผ่านไปรุ่นต่างๆ ได้ 2. ลาดับของนิวคลีโอไทด์ในสายดีเอ็นเอเป็นข้อมูลของยีนที่มีบทบาทในการสังเคราะห์โปรตีน 3. ถ้าลาดับของนิวคลีโอไทด์ในสายดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลง จะทาให้ลักษณะพันธุกรรมแตกต่างไป ซึ่งอาจเกิด จากการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนของโครโมโซมในการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์หรือเกิดมิวเทชัน ทาให้เกิดวิวัฒนาการ @ โครโมโซมของสิ่งมีชีวิตจะพบเป็นคู่โฮโมโลกัส ซึ่งประกอบด้วยยีนที่เป็นคู่กันเรียกว่า แอลลีล
  • 14.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 14. - การศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สามารถเขียนเป็นแผนผังการถ่ายทอดลักษณะ : เพดดีกรี โดยใช้สัญลักษณ์ต่างๆสื่อความหมายแทน - การถ่ายทอดลักษณะที่พบบนโครโมโซมร่างกาย โครโมโซมในเซลล์ของคนมี 2 ชนิด คือ โครโมโซม ร่างกายมี 22 คู่ โครโมโซมเพศ 1 คู่ ยีนที่พบมี 2 แบบ ยีนเด่น (ลักยิ้ม นิ้วเกิน โรคเท้าแสนปม และคนแคระ) และยีนด้อย (ทาลัสซีเมีย : โลหิตจางมาแต่กาเนิด ดีซ่านไม่เติบโตสมอายุ ตับม้ามโต ดั้งจมูกยุบ กะโหลก ศีรษะหนา โหนกแก้มสูง คางและกระดูกกรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น กระดูกเปราะ ผิวคล้า ติดเชื้อง่าย ,ลักษณะ ผิวเผือก : ไม่สามารถผลิตเมลานิน ทาให้ผิวหนัง ขน ผม และตาไม่มีสี) @ ลักษณะที่พบในยีนด้อยนี้จะมีโอกาสเกิด 1 ใน 4 กรณีมีพ่อและแม่มียีนด้อยแฝงอยู่ (พาหะ) - การถ่ายทอดลักษณะที่พบบนโครโมโซมเพศ มี 1 คู่ 2 แบบ XX เป็นหญิง XY เป็นชาย ยีนที่พบอยู่บน โครโมโซม X มักพบเป็นยีนด้อย เช่น ยีนตาบอดสี ยีนโรคภาวะบกพร่องเอนไซม์ กลูโคส-6-ฟอสเฟต ยีน โรคเลือดไหลไม่หยุด ลักษณะดังกล่าวจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากเพศชายมีโครโมโซม X เพียง 1 แท่ง แต่เพศหญิงมี X 2 แท่ง โอกาสเกิดในเพศชายจึงสูงกว่า เช่นยีนตาบอดสีแทนด้วยยีนด้อย c ยีน ตาปกติ C - การถ่ายทอดลักษณะที่มีหลายแอลลีล ลักษณะโดยทั่วไปมียีน 2 แอลลีล คือ แอลลีลเด่น และแอลลีลด้อย แต่ลักษณะที่มีแอลลีลมากกว่า 2 แอลลีล เช่น ลักษณะหมู่เลือด A B O ของคนมี 3 แอลลีล คือ IA , IB , i แอล แผนผังการถ่ายทอดลักษณะนี้เป็นยีนเด่น
  • 15.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 15. ลีล A สร้างแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง แบบ A แอลลีล B สร้างแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดงแบบ B ส่วน แอลลีล i เป็นแอลลีลที่ไม่สร้างแอนติเจนที่ผิว เม็ดเลือดแดง - การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น การผ่าเหล่า การคัดเลือกโดย ธรรมชาติ การปรับปรุงพันธุ์โดยคน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทาให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต การผ่าเหล่า คือ การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ 1. การกลายพันธุ์ของโครโมโซม เช่น พืชที่มีจานวนโครโมโซม 3n,4n จะมีการเจริญเติบโตมากกว่าปกติ 2. การกลายพันธุ์ของยีน เช่น โรคทางพันธุกรรม ลักษณะผิวเผือก ลักษณะลวดลายบนใบหรือดอกของพืช สำเหตุของกำรเกิดกำรกลำยพันธุ์ 1. เกิดเองตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติขณะแบ่งเซลล์ 2. รังสีสามารถทาให้เกิดการกลายพันธุ์ได้เช่น รังสีแกมมา ซึ่งใช้ในพืช เช่น พุทธรักษา เบญจมาศ ปทุมมา 3. สารเคมี เช่น อะฟลาทอกซินที่ได้จากราในอาหาร ไนโตรซามีนที่ได้จากดินประสิวในการถนอมอาหาร การคัดเลือกโดยธรรมชาติ เป็นแนวความคิดของ ชาร์ล ดาร์วิน ได้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งกล่าวถึง สิ่งมีชีวิตที่มีความเหมาะสมที่สุดจะคงอยู่ เนื่องจากมีการแข่งขันกันเพื่อแย่งทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด เขา พบว่า นกจาบบนเกาะกาลาปากอสมีลักษณะจะงอยปากแตกต่างกัน เนื่องจากอาหารของนกเหล่านั้น แตกต่างกัน (ปรับพันธุกรรม) ผล = ทาให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้มีความแข็งแรงและมีความหลากหลายทาง พันธุกรรม การคัดเลือกพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์โดยคน การคัดเลือกโดยคนจะเกิดสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะดีเด่นตาม ความต้องการของคน เช่น การคัดเลือกพันธุ์ปลาทับทิม (การเจริญเติบโตเร็วมีส่วนที่เป็นเนื้อมาก โครง กระดูกเล็ก ก้างน้อย เส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด รสชาติดี ไม่มีกลิ่นที่เกิดจากไขมันปลา ต้านทานต่อโรค : พัฒนามาจากพันธุ์ปลานิลทั่วโลกผสมข้ามพันธุ์) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) เป็นการนาความรู้ด้านชีววิทยา ในสาขาพันธุศาสตร์มาประยุกต์ เช่น - พันธุวิศวกรรม เป็นเทคนิคการสร้างสิ่งมีชีวิตมีลักษณะตามที่ต้องการ โดยการสร้าง DNA สายผสมโดย การถ่ายยีนที่ต้องการลงไปแบคทีเรีย เพื่อให้เป็นตัวพายีนเหล่านั้นเข้าไปในสิ่งมีชีวิตที่ต้องการสร้าง พันธุกรรมใหม่ เรียกว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ ในปัจจุบัน เช่น ฝ้ายบีทีและข้าวโพดบีทีที่ ต้านทานแมลง (แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis สร้างโปรตีนเป็นพิษต่อแมลง) พริก มะละกอ ต้านทาน ไวรัส ยีนสังเคราะห์โปรตีนห่อหุ้มอนุภาคไวรัสทาให้ไวรัสไม่สามารถทาอันตราย) การผลิตอินซูลินโดย แบคทีเรีย ทาโดยตัดยีนอินซูลินจากคนปกติถ่ายลงไปในพลาสมิดของแบคทีเรีย (เป็น DNA ที่เป็นวงกลม ขนาดเล็ก) เมื่อแบ่งเซลล์จะทาให้ได้ยีนอินซูลินเป็นจานวนมาก และสังเคราะห์อินซูลินได้ - การโคลน หมายถึง การสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ให้มีลักษณะพันธุกรรมเหมือนเดิม สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม = แกะ วัว ในประเทศไทยมีการโคลนวัวเนื้อตัวแรกของโลกชื่อ นิโคลและการ โคลนวัวนมตัวแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชื่อ อิง ซึ่งเกิดจากการโคลนเซลล์ใบหูของตัวต้นแบบ
  • 16.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 16. - การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการโคลนในพืช โดยการนาเอาส่วนของพืชมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ที่พืช ต้องการในสภาพปลอดเชื้อ ควบคุมแสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น และกระตุ้นการเจริญของพืชด้วยฮอร์โมน พืช ประโยชน์ 1. ได้พืชจานวนมากที่มีลักษณะเหมือนเดิม 2. ใช้เวลาสั้นในการผลิตต้นพันธุ์ดี 3. ต้นพันธุ์ที่ได้ปราศจากโรค 4. ใช้ผลิตต้นพันธุ์ที่ผสมกันเองในธรรมชาติยาก เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ - ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ของคนเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล เพราะคนทุกคน จะมีแตกต่างกันยกเว้นแฝดแท้ที่จะเหมือนกัน ลายพิมพ์ดีเอ็นเอของลูกจะได้ จากดีเอ็นเอของพ่อและแม่อย่างละครึ่ง ประโยชน์ 1. พิสูจน์เพื่อบุคคลในกรณีฆาตกรรม กรณีบุคคลสูญหาย 2. พิสูจน์ความสัมพันธ์ของพ่อแม่และลูก ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพมี 3 ชนิด 1. ความหลากหลายทางนิเวศวิทยา 2. ความหลากหลายของสปีชีส์ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม สปีชีส์ของสิ่งมีชีวิต คือ กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เป็นประชากรชนิดเดียวกันผสมพันธุ์กันแล้วได้ลูกหลานสืบทอด ต่อไป เนื่องจากความคล้ายคลึงกันในระดับโครโมโซม ทาให้โครโมโซมจากพ่อและแม่สามารถเข้าคู่กันได้ แต่ละสปีชีส์จะมีลักษณะเด่นเฉพาะไม่เหมือน Species อื่น แต่ในสปีชีส์เดียวกันอาจจะแตกต่างกันในเรื่อง สายพันธุ์ เพศผู้และเพศเมีย วัยที่เจริญเติบโตและที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว การเกิดสปีชีส์ใหม่ มีสาเหตุจากความแตกต่างของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและชีวภาพ เกิดการคัดเลือกตาม ธรรมชาติ เกิดประชากรเป็นกลุ่มย่อยที่มีพันธุกรรมที่แตกต่างกันจนไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้หรือผสม พันธุ์ได้แต่เป็นหมัน ในปัจจุบันสามารถจาแนกสิ่งมีชีวิตได้ประมาณ 1.5 ล้านสปีชีส์ และพบว่าแมลงเป็น สิ่งมีชีวิตที่มีสปีชีส์มากที่สุด ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต นักชีววิทยาได้จัดจาแนกหมวดหมู่โดยเกณฑ์ต่างๆ ดังนี้ 1. โครงสร้างของสิ่งมีชีวิต จุดกาเนิดของอวัยวะ 2. สารเคมีภายในเซลล์ 3. ออร์แกเนลล์ในเซลล์ 4. โปรตีนที่สร้างขึ้น 5. แบบแผนการเจริญเติบโต 6. หลักฐานทางวิวัฒนาการ 7. การแพร่กระจายตามสภาพภูมิศาสตร์ ในปัจจุบันนักชีววิทยาได้จาแนกสิ่งมีชีวิตเป็น 5 อาณาจักร 1. อาณาจักรมอเนอรา (Monera) 2. อาณาจักรโพรทิสตา (Protista) 3. อาณาจักรเห็ดราและยีสต์ (Fungi) 4. อาณาจักรพืช (Plantae) 5. อาณาจักรสัตว์(Animalia)
  • 17.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 17. 1, อาณาจักรมอเนอรา เป็นสิ่งมีชีวิตพวกแรกที่เกิดขึ้นในโลก ลักษณะของเซลล์จะไม่มีนิวเคลียส (Prokaryote) การดารงชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสาร บางชนิดเป็นปรสิตหรือสร้างอาหารได้เอง สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้ ได้แก่ แบคทีเรียและสาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน ความสาคัญ 1. ทาให้เกิดการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ 2. ผลิตสารเคมี เช่น แอซิโตน กรดแลกติก ยาปฏิชีวนะ 3. ผลิตนมเปรี้ยว เนยแข็ง ผักดอง น้าส้มสายชู ปลาร้า4. ตรึงไนโตรเจน เช่น ไรโซเบียม แอนาบีนา นอสตอก 5. เป็นสาเหตุของโรคปอดบวม วัณโรค อหิวาตกโรค ฉี่หนู และแอนแทรกซ์ 2. อาณาจักรโพรทิสตา มีสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายมากที่สุด มีทั้งที่เป็นเซลล์เดียวและหลายเซลล์บาง ชนิดมีลักษณะคล้ายพืช คือมีคลอโรพลาสต์ สามารถที่จะสังเคราะห์ด้วยแสงได้บางชนิดเป็นสาเหตุของโรค แบ่งได้ดังนี้ 1. โพรทิสต์ที่หากินอิสระ เช่น ยูกลีนา อะมีบา วอร์ติเซลลา 2. โพรทิสต์ที่เป็นสาเหตุของโรค เช่น ทริปพาโนโซมเป็นสาเหตุของโรคเหงาหลับ 3. โพรทิสต์ที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น ยูกลีนา ไดอะตอม สาหร่ายสีน้าตาล เช่น สาหร่ายเคลป์ ซาร์กัสซัม ลามินาเรีย พาไดนา สาหร่ายสีแดง เช่น จีฉ่าย สาหร่ายผมนาง สาหร่ายสีเขียว เช่น คลอเรลลา สไปโรไจรา สาหร่ายไฟ 4. โพรทิสต์ที่เป็นอาหารของคน เช่น สาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีเขียว 3. อาณาจักรฟังไจ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์ แต่ยังไม่พัฒนามาเป็นเนื้อเยื่อ สืบพันธุ์โดย การ สร้างสปอร์ การดารงชีวิตเป็นแบบปรสิตหรือผู้ย่อยสลายอินทรียสาร ความสาคัญ 1. ทาหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสารในระบบนิเวศ เช่น ราไมคอร์ไรซา 2. ผลิตกรดฟูมาริก เช่น ไรโซปัส 3. เป็นอาหารของคน เช่น เห็ดต่างๆ 4. ยีสต์ใช้ทาขนมปัง แอลกอฮอล์ และเป็นอาหารเพิ่มวิตามิน B12 5. เพนนิซิเลียม ใช้ผลิตยาเพนนิซิลิน เป็นยาปฏิชีวนะ 6. ราแอสเพอจิลัสในธัญพืช : พิษอะฟลาทอกซิน (มะเร็งตับ) 7. ฟังไจเป็นปรสิตในพืช เช่น ราน้าค้างในองุ่น ราสนิม ปริสิตในคน เช่น เชื้อราที่เท้า/ที่ปอด 4. อาณาจักรพืช เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ มีการจัดเรียงตัวเป็นเนื้อเยื่อ สร้างอาหารได้เองด้วยการสังเคราะห์ ด้วยแสงโดยใช้คลอโรพลาสต์ที่อยู่ภายในเซลล์ มีผนังเซลล์เป็นสารพวกเซลลูโลส แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม ตามลักษณะของท่อลาเลียง คือ พวกที่ไม่มีท่อลาเลียง ได้แก่ มอส และกลุ่มที่มีท่อลาเลียงเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่ เฟิน ตีนตุ๊กแก หญ้าถอดปล้อง สน ปรง แปะก๊วย มะเมื่อย พืชใบเลี้ยงเดี่ยว พืชใบเลี้ยงคู่ พืชกลุ่มต่างๆ ได้แก่ 1. ไบรโอไฟต์ เป็นพืชที่ไม่มีท่อลาเลียง เช่น ข้าวตอกฤๅษีหรือสแฟกนัมมอส เป็นพืชที่ทนทานต่อการ สูญเสียน้าดี ใช้เป็นวัสดุคลุมดินหรือใช้เป็นวัสดุให้ความชื้นในการปลูกพืช 2. เฟิน เป็นพืชที่มีท่อลาเลียงแต่ไม่มีดอก เป็นพืชที่พบในยุคดีโวเนียนประมาณ 400 ล้านปีมาแล้วกลุ่มของ เฟินมีหลายสปีชีส์ มีความสาคัญต่างๆ ดังนี้
  • 18.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 18. - ใช้เป็นไม้ประดับ เช่น ข้าหลวงหลังลาย ชายผ้าสีดา เฟินก้านดา เฟินใบมะขาม - ใช้เป็นอาหาร เช่น ผักแว่น กูดเกี๊ยะ - ทาเครื่องจักสาน เช่น ย่านลิเภา - เป็นปุ๋ ยไนโตรเจนให้กับต้นข้าว เช่น แหนแดง 3. พืชที่มีท่อลาเลียงที่ไม่มีดอกแต่มีเมล็ด เป็นพืชที่พบประมาณ 360 ล้านปี ส่วนสืบพันธุ์คือโคนซึ่งมี 2 ชนิด คือ โคนเพศผู้และโคนเพศเมีย เมล็ดจะเกิดอยู่ในโคนเพศเมียจึงเรียกพืชชนิดนี้ว่า พืชเมล็ดเปลือย (Gymnosperm) ความสาคัญ 3.1 ปรง เป็นพืชที่ใช้เป็นไม้ประดับที่มีราคาแพง 3.2 แป๊ ะก๊วย เมล็ดมีอาหารสะสมทานได้ สารสกัดจากใบช่วยรักษาความสมบูรณ์ของผนังหลอดเลือดฝอย และปรับระบบหมุนเวียนเลือด ต่อต้านการอักเสบ การบวม ป้องกันการเกิดอัมพาต ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับ ความชรา 3.3 สน มีความหลากหลายมากที่สุด สามารถนาต้นมาใช้สร้างบ้านทาเครื่องเรือน ทาเยื่อกระดาษ 3.4 มะเมื่อย เป็นพืชที่มีลักษณะแตกต่างจากพืชเมล็ดเปลือยกลุ่มอื่น คือพบเวสเซลในท่อลาเลียงน้าคล้ายพืช ดอก 4. พืชดอก เป็นกลุ่มพืชมีจานวนสปีชีส์มากที่สุดในอาณาจักรพืช มีดอกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์สร้างเมล็ดในรัง ไข่ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ ความสาคัญ 4.1 ธัญพืชเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่เป็น แหล่งคาร์โบไฮเดรตของคน เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี 4.2 ต้นไม้ยืนต้น ใช้สร้างบ้าน ทาเครื่องเรือนต่างๆ เช่น ไม้สัก ไม้มะค่า ฯลฯ 4.3 ไม้ดอก, ไม้ผล, พืชผัก ใช้เป็นไม้ประดับไม้ผลและพืชผัก ใช้เป็นอาหาร มี ความสาคัญต่อเศรษฐกิจ 5. อาณาจักรสัตว์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหลายเซลล์ มีการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้า และมีการเคลื่อนไหวโดย การทางานของเนื้อเยื่อประสาทและกล้ามเนื้อ ไม่สามารถสร้างอาหารได้ เป็นผู้บริโภค แบ่งเป็นหลายกลุ่ม ดังนี้ 1. ฟองน้า ยังไม่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง ลาตัวมีรูพรุนให้น้าเข้าและออกทางช่องเปิดใหญ่ มีความสาคัญกับระบบ นิเวศโดยเป็นที่อาศัยของสัตว์น้าขนาดเล็ก และเป็นอาหารของหอยและปลา เช่น ฟองน้าแก้ว ฟองน้าหินปูน ฟองน้าถูตัว 2. ปะการัง เป็นสัตว์ที่มีเนื้อเยื่อที่แท้จริง มีลาตัวกลวงมีหนวดรอบปาก ปะการังมีความสาคัญกับระบบนิเวศ ทางทะเล (ที่อยู่อาศัยของตัวอ่อนของสัตว์น้า) ทาให้เพิ่มผลผลิตทางทะเล เช่น ไฮดรา แมงกะพรุนซีแอนีโมนี กัลปังหา 3. หนอนตัวแบน มีลาตัวแบน มีทั้งที่เป็นปรสิตและหากินอิสระ เช่น พยาธิใบไม้พยาธิตัวตืด และพลานาเรีย 4. หนอนตัวกลม มีลาตัวรูปทรงกระบอก ไม่มีปล้อง สัตว์ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นปรสิต เช่น พยาธิเส้นด้าย 5. แอนเนลิดา มีลาตัวเป็นปล้อง มีระบบเลือด เช่น ไส้เดือนดิน เป็นสิ่งมีชีวิตที่ขุดรูในดิน ทาให้ดินมีอากาศ ถ่ายเท เหมาะแก่การเจริญเติบโตของจุลินทรีย์เกิดการย่อยสลายได้ดี กินซากและเมื่อขับถ่ายออกมาจะเป็นปุ๋ ย
  • 19.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 19. ให้แก่พืช ที่เป็นปรสิตชั่วคราว เช่น ปลิงและทาก จะดูดเลือดโดยจะปล่อยสารที่ทาให้เลือดชาและฮิรูดินเพื่อ ไม่ให้แข็งตัว 6. มอลลัสก์ ได้แก่ หอย หอยทาก หอยนางรม หอยงวงช้าง หมึกยักษ์หมึกกระดอง และหมึกกล้วย (อาหาร มนุษย์) 7. อาร์โทรพอด มีจานวนสปีชีส์มาก ได้แก่ แมลง อาร์โทรพอดมีลาตัวเป็นปล้อง มีรยางค์เป็นข้อต่อกัน มี เปลือกแข็ง ประกอบด้วย ไคทิน พบได้เกือบทุกแห่งบนโลก เป็นอาหารของมนุษย์เช่น กุ้ง ปู แมงดาทะเล เป็นสัตว์ที่มีพิษ เช่น แมงมุม แมงป่อง เห็บ ตะขาบ เป็นสัตว์ที่มีส่วนช่วยแพร่กระจายพันธุ์ของพืชดอก เช่น แมลง 8. เอไคโนเดิร์ม เป็นสัตว์ทะเลทั้งหมด เช่น ปลิงทะเล พลับพลึงทะเล ดาวขนนก ดาวมงกุฎหนาม ดาวทะเล 9. โพรโทคอร์เดต เป็นสัตว์กลุ่มเดียวกับสัตว์มีกระดูกสันหลัง แต่ไม่มีโครงร่างแข็งค้าจุนภายในร่างกาย เช่น เพรียงหัวหอม แอมฟิออกซัส 10. สัตว์มีกระดูกสันหลัง มีระบบเลือดและระบบประสาทดีกว่าสัตว์ทั้งหลาย แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ได้แก่ ปลา สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม - ปลาเป็นอาหารที่มีความสาคัญต่อคน เช่น ปลาน้าจืด ปลาน้าเค็ม - สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก ได้แก่ กบ เขียด คางคก ซาลามานเดอร์ งูดิน - สัตว์เลื้อยคลาน ได้แก่ จระเข้เต่า จิ้งเหลน และไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์แล้ว - สัตว์ปีก เป็นสัตว์เลือดอุ่นที่กระดูกมีรูพรุน ทาให้น้าหนักเบา จึงบินได้ - สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เลือดอุ่นที่มีต่อมน้านมให้ลูก กลุ่มที่ออกลูกเป็นไข่ เช่น ตุ่นปากเป็ด ตัวกินมดที่คล้าย เม่น กลุ่มที่มีกระเป๋ าหน้าท้อง เช่น จิงโจ้โอพอสซัม โคอาลา กลุ่มที่ตัวแม่มีมดลูกและรกเจริญดี เช่น คน ลิง ช้าง ม้า วัว ควาย ไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นเซลล์ โครงสร้ำงประกอบด้วยโปรตีนหุ้มสำรพันธุกรรม มีขนำด เล็กมำก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนดูเท่ำนั้น สำมำรถเพิ่มจำนวนตัวเองเมื่ออยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต อื่น แต่ถ้ำอยู่นอกเซลล์จะไม่สำมำรถทำกิจกรรมใดๆ มีลักษณะเป็นอนุภำค รูปร่ำงหลำยแบบ เป็นสำเหตุของ โรคต่ำงๆ เช่น เอดส์ ไข้หวัดใหญ่ โปลิโอ ตับอักเสบ งูสวัด พิษสุนัขบ้ำ และไข้หวัดนก ในปัจจุบันยังไม่มียำ ที่จะฆ่ำไวรัสได้ แต่มีวัคซีนที่สำมำรถป้องกันไวรัสได้บำงชนิด
  • 20.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 20. ข้อสอบ O-NET วิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1) 2) 3) 4)
  • 21.
  • 22.
  • 23.
  • 24.
  • 25.
  • 26.
  • 27.
  • 28.
  • 29.
  • 30.
  • 31.
  • 32.
  • 33.
  • 34.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 34. Take your Note: Imagination important than knowledge.
  • 35.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 35. Take your Note: Imagination important than knowledge.
  • 36.
    โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ O-NET วิทยาศาสตร์ม.6 : ชีววิทยา 36. Take your Note: Imagination important than knowledge.