บทที่ 2
อนุพันธ์ของฟังก์ชัน (the derivative of function )
ประโยชน์ของอนุพันธ์
1. การเจริญเติบโตของร่างกายในแต่ละวัน
2. การเพิ่มของประชากรแต่ละประเทศ
3. การเกิดและการตายของพืชและสัตว์
4. การละลายของสารเคมี
5. การเคลื่อนที่ของวัตถุ
2.1 อัตราการเปลี่ยนแปลง
ถ้า y = f (x) เป็นฟังก์ชันใดๆ เมื่อค่าของ x เปลี่ยนเป็น x + h โดยที่ h  0
ค่าของ y เปลี่ยนจาก f (x) เป็น f (x + h )แล้ว
1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย ของ y เทียบกับ x ในช่วง x ถึง x + h คือ
h
xfhxf )()( 
2. อัตราการเปลี่ยนแปลง ของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ (อัตราการเปลี่ยนแปลงขณะใดขณะหนึ่ง)
คือ 0
lim
h h
xfhxf )()( 
ตัวอย่างที่ 1 ให้ y = 3x2
– 2 x จงหา
1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x เมื่อ x เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4
2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ขณะ x = 2
วิธีทา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x เมื่อ เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4
จาก y = 3x2
– 2 x
อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย ของ y เทียบกับ x ในช่วง x ถึง x + h คือ
จาก
h
xfhxf )()( 
=
24
)2()4(

 ff
f (4 ) = 3 ( 4 )2
– 2 ( 4 ) = 48 – 8 = 40
f (2 ) = 3 ( 2 )2
– 2 ( 2 ) = 12 – 4 = 8
แทนค่า
24
)2()4(

 ff
=
2
840 
=
2
32
= 16
ดังนั้น อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x เมื่อ x เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4 เท่ากับ 16 @
2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ ขณะ x = 5
2
อัตราการเปลี่ยนแปลง ของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ คือ 0
lim
h h
xfhxf )()( 
ถ้า f(0) =
0
0
= หาค่าไม่ได้
จาก ( x + h )2
= x2
+ 2xh + h2
จะได้ 3 ( x + h )2
= 3 ( x2
+ 2xh + h2
) = = 3x2
+ 6xh + 3h2
จัดรูป ดึงตัวร่วม f (x) = 3x2
– 2 x
f ( x + h ) = 3 ( x + h )2
- 2 ( x + h ) = 3x2
+ 6xh + 3h2
– 2x - 2h
อัตราการเปลี่ยนแปลง ของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ คือ 0
lim
h h
xfhxf )()( 
0
lim
h h
xfhxf )()( 
= 0
lim
h h
xxhxhxhx )23(22363 222

;
= 0
lim
h h
xxhxhxhx 2322363 222

= 0
lim
h h
hhxh 236 2

= 0
lim
h h
hxh )236( 
; h  0
= 0
lim
h
6x + 3h – 2 = 6x – 2
อัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ขณะ x = 2 คือ 6 (2) – 2 = 10
โจทย์อัตราการเปลี่ยนแปลง
1. โจทย์เกี่ยวกับพื้นที่และปริมาตร
สูตรของพื้นที่
1. พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส = (ด้าน)2
2. พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า = กว้าง x ยาว
3. พื้นที่สามเหลี่ยมด้านเท่า =
4
3
= (ด้าน)2
4. พื้นที่วงกลม = r2
สูตรของปริมาตร
1. ปริมาตรของทรงกระบอก = r2
h
2. ปริมาตรของกรวย =
3
1
r2
h
3. ปริมาตรของทรงกลม =
3
4
r3
3
ตัวอย่างที่ 1 วงกลมวงหนึ่ง มีรัศมียาว r เซนติเมตร จงหา
1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี
เมื่อความยาวของรัศมีเปลี่ยนจาก 8 เป็น 12 เซนติเมตร
2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี ขณะรัศมียาว 15 เซนติเมตร
วิธีทา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย
ให้ f (r) แทนพื้นที่วงกลม มีรัศมียาว r เซนติเมตร
f (r) = r2
จาก
h
rfhrf )()( 
=
812
)8()12(

 ff
f (12) = (12)2
= 144 
f (8) = (8)2
= 64 
แทนค่า
812
)8()12(

 ff
=
4
64144  
= 
4
80
= 20 
ดังนั้น อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี เมื่อความยาวของรัศมี
เปลี่ยน จาก 8 เป็น 12 เซนติเมตร เท่ากับ 20  ตารางเซนติเมตร/เซนติเมตร
2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี ขณะรัศมียาว 15 เซนติเมตร
0
lim
h h
xfhxf )()( 
f (r) = r2
f (r + h) = ( r + h)2
= ( r 2
+ 2r h + h2
)
= r 2
+ 2r h + h2
แทนค่า = 0
lim
h h
rhrhr 222
2(  
= 0
lim
h h
hrh 2
2  
= 0
lim
h h
hrh )2(  
; h  0
= 0
lim
h
2 r + h
= 2 r + (0) = 2 r
ดังนั้น อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี ขณะรัศมียาว 15 เซนติเมตร
เท่ากับ 2  ( 15) = 30  ตารางเซนติเมตร/เซนติเมตร
4
2.2 ความหมายของอนุพันธ์
ถ้าให้ y = f (x) เป็นฟังก์ชัน และให้ f /
เป็นฟังก์ชันใหม่ โดยที่ 0
lim
h h
xfhxf )()( 
เรียก f /
(x) ว่าอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x ( อ่านว่า เอฟไพร์มของเอกซ์ ) และเรียก f /
ว่าการหาอนุพันธ์ของ
ฟังก์ชัน f
บทนิยาม ให้ y = f (x) เป็นฟังก์ชันที่มีโดเมนและเรนจ์เป็นเซตของจานวนจริง และ
0
lim
h h
xfhxf )()( 
หาค่าได้ เรียกค่า ลิมิตที่ได้ว่าอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x เขียนแทนด้วย
สัญลักษณ์ f /
(x)
สัญลักษณ์ของอนุพันธ์ เช่น อัตราการเปลี่ยนแปลง ของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ
(อัตราการเปลี่ยนแปลงขณะใดขณะหนึ่ง) คือ 0
lim
h h
xfhxf )()( 
f /
(x)
dx
dy
y/
หมายเหตุ
1.
dx
dy

x
y
เพราะ
dx
dy
คือ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ไม่ได้หมายถึง d คูณ x หารด้วย d คูณ y
2. หนังสือบางเล่มใช้สัญลักษณ์ x อ่านว่าเดลต้าเอกซ์
3.
dx
dy
มีค่าเท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ
4. เมื่อ t แทนเวลา S แทนระยะทาง ที่บอกตาแหน่งวัตถุนิยมใช้ t แทน x และ S แทน y
ดังนั้น y = f (x) จึงเป็น S = f (t) และ
dx
dy
เป็น
dt
ds
การหาอนุพันธ์มี 2 วิธี
วิธีที่ 1 ใช้ลิมิต
วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์
สูตรอนุพันธ์
สูตรที่ 1 ถ้า y = c แล้ว
dx
dy
= 0 ; c เป็นค่าคงตัว (constant)
เช่น ถ้า y = 3 แล้ว
dx
d )3(
= 0
สูตรที่ 2 ถ้า y = x แล้ว
dx
dy
= 1
เช่น ถ้า y = x แล้ว
dx
dx
= 1
สูตรที่ 3 ถ้า y = c f(x) แล้ว
dx
dy
=
dx
xdf
c
)(
เช่น ถ้า y = 5x แล้ว 5
dx
xd )(
= 5
5
สูตรที่ 4 ***
ถ้า y = xn
แล้ว
dx
dy
= n xn – 1
4.1 ถ้า n เป็นจานวนเต็มบวก
เช่น
dx
)x(d 2
= 2x2 - 1
= 2x
dx
xd )( 3
= 3x3 - 1
= 3x2
dx
xd )( 4
= 4x4 - 1
= 4x3
___
dx
xd n
)(
= nxn - 1
4.2 ถ้า n เป็นจานวนเต็มลบ (จากนิยาม n
x
1
= x- n
)
เช่น
dx
xd )( 1
= -1 x- 1 - 1
= - x- 2
= 2
1
x

dx
xd )( 2
= - 2x- 2 - 1
= - 2x- 3
= 3
2
x

dx
xd )( 3
= - 3x- 3 - 1
= - 3x- 4
= = 4
3
x

___
dx
)x(d n
= - nx- n -1
= 1
 n
x
n
4.3 ถ้า n เป็นเศษส่วนบวก
จานวนที่ติดค่ารากที่ n
นิยาม 1. รากที่สอง x = 2
1
x
2. รากที่สาม 3
x = 3
1
x
3. รากที่ n n m
x = n
m
x
ตัวอย่างที่ 4.3 ถ้า y = x จงหา
dx
dy
วิธีทา จาก y = x = 2
1
x
dx
dy
= 2
1
x
dx
d
=
1
2
1
2
1 
x = 2
1
2
1 
x
=
x2
1
4.4 ถ้า n เป็นเศษส่วนลบ
ตัวอย่างที่ 4.4 ถ้า y = 3
1
x
จงหา
dx
dy
วิธีทา จาก y = 3
1
x
= 3
1

x
dx
dy
= 3
1

x
dx
d
= -
1
3
1
3
1 
x
= - 3
4
3
1 
x
= -
3
4
3
1
x
= 3
3
1
xx
6
สูตรที่ 5 อนุพันธ์ผลบวกหรือผลต่างของฟังก์ชัน
ถ้า y = f(x)  g(x) แล้ว
dx
dy
= )(xf
dx
d
)(xg
dx
d
ตัวอย่างที่ 5.1 กาหนดให้ y = x5
– x4
+ 2x3
จงหา
dx
dy
วิธีทา y = x5
– x4
+ 2x3
dx
dy
= )2( 345
xxx
dx
d

= )( 5
x
dx
d
- )( 4
x
dx
d
+ )2( 3
x
dx
d
= )( 5
x
dx
d
- )( 4
x
dx
d
+ )(2 3
x
dx
d
= 5x4
- 4x3
+ 2 (3x2
)
= 5x4
- 4x3
+ 6x2
ตัวอย่างที่ 5.2 กาหนดให้ y = 5x3
– 3x2
- 4x – 7
จงหา f /
(- 1)
วิธีทา y = 5x3
– 3x2
- 4x – 7
dx
dy
=
dx
d
( 5x3
– 3x2
4-x – 7)
=
dx
d
( 5x3
) -
dx
d
( 3x2
)-
dx
d
(4x) -
dx
d
(7)
= 5
dx
d
( x3
) - 3
dx
d
( x2
)- 4
dx
d
(x) -
dx
d
(7)
= 5(3x2
) - 3(2x) - 4
= 15x2
– 6x - 4
f /
(- 1) = 15 (- 1)2
– 6( - 1 ) - 4
= 15 + 6 - 4
= 17
สูตรที่ 6 อนุพันธ์การคูณของฟังก์ชัน ถ้า f และ g เป็นฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้ที่ x
และ y = f(x) g(x) แล้ว
dx
dy
= g(x) )(xf
dx
d
+ f(x) )(xg
dx
d
= g(x) )(/
xf + f(x) )(/
xg
สมบัติของการคูณเลขยกกาลัง
1. xm
 xn
= xm + n
จงหาค่าต่อไปนี้
1.1 23
x 22
= ………………..1.2 x3
 x =……………
1.3 23
x 2 =………………. 1.4 x  x2
= …………..
ตัวอย่างที่ 6.1 กาหนดให้ y = x3
( 2x – 1 ) จงหา
dx
dy
วิธีที่ 1 หาผลคูณ
y = x3
( 2x – 1 )
= 2x4
- x3
dx
dy
= )2( 34
xx
dx
d

= 2( 4x3
) - 3x2
= 8x3
- 3x2
วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ผลคูณ
y = )()( xgxf  = x3
( 2x – 1 )
dx
dy
= )()()()( xg
dx
d
xfxf
dx
d
xg 
= )12()12( 3
3
 x
dx
d
x
dx
dx
x
= (2x – 1 ) 3x2
+ x3
( 2 )
= 6x3
– 3x2
+ 2x3
= 8x3
- 3x2
7
ตัวอย่างที่ 6.2 กาหนดให้ y = x ( x2
– 2 ) จงหา
dx
dy
วิธีที่ 1 หาผลคูณ
y = x ( x2
– 2 )
y = 2
1
x ( x2
– 2 )
= 2
5
x - 2 2
1
x
=
dx
d
( 2
5
x - 2 2
1
x )
= 2
3
2
5
x - 2 2
1
)
2
1
(

x
= xx
2
5
-
x
1
วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ผลคูณ
y = )()( xgxf 
y = x ( x2
– 2 )
y = 2
1
x ( x2
– 2 )
y = )()( xgxf 
dx
dy
= )()()()( xg
dx
d
xfxf
dx
d
xg 
= )2()2( 22
12
1
2
 x
dx
d
x
dx
dx
x
= ( x2
– 2 ) ( 2
1
2
1 
x ) + )2(2
1
xx
= 2
1
2
3
2
1 
 xx + 2 2
3
x
= xx
2
5
-
x
1
ตัวอย่างที่ 6.3 กาหนดให้ y = ( 2x – 3 )( 3x + 5)
จงหา
dx
dy
วิธีทา y = ( 2x – 3 )( 3x + 5) = 6x2
+ x - 15
dx
dy
=
dx
d
(6x2
+ x - 15)
= 12x + 1
สูตรที่ 7 อนุพันธ์การหารของฟังก์ชัน ถ้า f และ g เป็นฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้ที่ x
และ y =
)(
)(
xg
xf
แล้ว
dx
dy
= 2
)]([
)()()()(
xg
xg
dx
d
xfxf
dx
d
xg 
เมื่อ 0)( xg
= 2
//
)]([
)()()()(
xg
xgxfxfxg 
เมื่อ 0)( xg
สมบัติของการหารเลขยกกาลัง
1. n
m
x
x
= xm - n
จงหาค่าต่อไปนี้
1.1 2
5
2
2
= ………………..1.2 4
6
x
x
=……………
8
1.3
2
23
=………………. 1.4 2
x
x
= …………..
ตัวอย่างที่ 7.1 กาหนดให้ y = 3
6
3
x
x 
จงหา
dx
dy
วิธีที่ 1 หาผลหาร
y = 3
6
3
x
x 
= x3
– 3x- 3
dx
dy
= )3( 33 
 xx
dx
d
= 3x2
– 3( - 3 ) x- 4
= 3x2
+ 4
9
x
วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ผลหาร
สูตรที่ 7 ถ้า y =
)(
)(
xg
xf
= 3
6
3
x
x 
แล้ว
dx
dy
= 2
//
)]([
)()()()(
xg
xgxfxfxg 
dx
dy
=
 23
3
663
)(
)3()3(
x
dx
dx
xx
dx
d
x 
= 6
2653
)3)(3()6(
x
xxxx 
= 6
288
936
x
xxx 
= 6
28
93
x
xx 
= 3x2
+ 4
9
x
ตัวอย่างที่ 7.2 กาหนดให้ y =
x
x 23

จงหา
dx
dy
วิธีที่ 1 หาผลหาร
y =
x
x 23

=
2
1
3
2
x
x 
y = 2
5
x - 2
1
2

x
dx
dy
= 2
3
2
5
x - 2
3
)
2
1
(2

 x
= xx
2
5
+
xx
1
วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ผลหาร
สูตรที่ 7 ถ้า y =
x
x 23

=
)(
)(
xg
xf
dx
dy
= 2
//
)]([
)()()()(
xg
xgxfxfxg 
dx
dy
=
 2
2
1
33
)(
)2()2(
x
dx
dx
xx
dx
d
x 
=
x
xxxx 2
1
322
1
2
1
)2()3(


=
x
xxx 2
1
2
5
2
5
2
1
3


=
x
xx 2
1
2
5
2
5 

=
1
2
5
2
5 
x -
1
2
1

x
= 2
3
2
5
x - 2
3

x
9
= xx
2
5
+
xx
1
ตัวอย่างที่ 7.3 ให้ y =
13
2
x
x
จงหา
dx
dy
ตัวอย่างที่ 7.4 ให้ y =
42
42


x
x
จงหา
dx
dy
วิธีทา ใช้สูตรที่ 7 อนุพันธ์การหาร
y =
13
2
x
x
=
)(
)(
xg
xf
dx
dy
= 2
//
)]([
)()()()(
xg
xgxfxfxg 
=
 
2
)13(
13)2()2()13(


x
x
dx
d
xx
dx
d
x
=  
2
)13(
3)2()2)(13(


x
xx
= 2
)13(
626


x
xx
= 2
)13(
2
x
วิธีทา จัดรูปโดยใช้การแยกตัวประกอบ
y =
42
42


x
x
=
)2(2
)2)(2(


x
xx
; x  2
y = )2(
2
1
x
dx
dy
= )2(
2
1
x
dx
d
=
2
1
)2( x
dx
d
=
2
1
( 1 + 0 )
=
2
1
สูตรที่ 8 กฎลูกโซ่ ( chain rule )
ถ้า y = [ f (x) ]n
แล้ว
dx
dy
= n [ f (x) ]n – 1
)(xf
dx
d
= n [ f (x) ]n – 1
)(/
xf
ตัวอย่างที่ 8.1 กาหนดให้ y = ( 3x – 1 )2
จงหา
dx
dy
วิธีที่ 1 หาผลคูณ
y = ( 3x – 1 )2
= 9x2
– 6x + 1
dx
dy
=
dx
d
(9x2
– 6x + 1 )
= 18x - 6
วิธีที่ 2 ใช้กฎลูกโซ่
y = ( 3x – 1 )2
dx
dy
=
dx
d
( 3x – 1 )2
dx
d
( 3x – 1 )
= 2 ( 3x – 1 )(3)
= 6 ( 3x – 1 )
= 18x – 6
ตัวอย่างที่ 8.2 กาหนดให้ y = ( 2x – 1 )5
จงหา
dx
dy
วิธีที่ 2 ใช้กฎลูกโซ่
y = ( 2x – 1 )5
dx
dy
=
dx
d
( 2x – 1 )5
dx
d
( 2x – 1 )
= 5 ( 2x – 1 )4
(2)
= 10 ( 2x – 1 )4
10
ตัวอย่างที่ 8.3 กาหนดให้ y = xx 43 2
 จงหา
dx
dy
วิธีทา ใช้กฎลูกโซ่
y = xx 43 2
 = 2
1
2
)43( xx 
dx
dy
=
dx
d 2
1
2
)43( xx 
dx
d
( 3x2
– 4x )
=
2
1 2
1
2
)43(

 xx ( 6x - 4)
=
2
1
2
)43(2
)23(2
xx
x


=
xx
x
43
23
2


ตัวอย่างที่ 8.4 กาหนดให้ y = 3 2
31
1
x
จงหา
dx
dy
วิธีทา การแทนค่าในรูปของ u
ให้ u = 1 - 3x2
y = 3 2
31
1
x
= 3
1
u
= 3
1

u
dx
dy
=
dx
du
du
dy

=
dx
d
( 3
1

u ) )31( 2
x
dx
d

= ( 3
4
3
1 
 u ) ( - 6x)
=
3
4
2
u
x
= 3
2
uu
x
= 3 22
31)31(
2
xx
x

11
2.3 ความชันของเส้นโค้ง
ในหัวข้อ ได้กล่าวถึงฟังก์ชัน f และอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x คือ f /
(x) ซึ่งมีค่าเท่ากับ
0
lim
h h
xfhxf )()( 
กราฟของฟังก์ชัน f เป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้งก็ได้ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึง
และอัตราส่วนของ 0
lim
h h
xfhxf )()( 
ว่ามีความหมายทางเรขาคณิตเกี่ยวข้องกับกราฟของ
ฟังก์ชันอย่างไร
กาหนดฟังก์ชัน f (x) = mx + c
จะได้ f /
(x) = m
ในกรณีนี้ กราฟของฟังก์ชัน f (x) = mx + c เป็นเส้นตรงมีความชัน ผ่านจุด (x1 , y1)
อนุพันธ์ของฟังก์ชันมีค่าคงตัวและเท่ากับความชันของเส้นตรงเส้นนั้น
ความหมายของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
ถ้ามีวงกลมวงหนึ่งจุดศูนย์กลางอยู่ที่จุด C และ P เป็นจุดๆหนึ่งบนวงกลม เส้นสัมผัสวงกลมที่จุด P คือ
เส้นตรงที่ผ่านจุดP และตั้งฉากกับรัศมี CP แต่ถ้า P เป็นจุดบนเส้นโค้งอื่นๆ เส้นสัมผัส จะเส้นโค้งที่จุด P
จะเป็นเส้นตรงที่ผ่านจุด P และอยู่ในตาแหน่งใกล้เคียงกับเส้นตรง ที่ลากผ่านจุด P และจุดอีกจุดหนึ่งบนเส้น
โค้งเกือบทับจุด P
ดังนั้น ความชันความชันของเส้นโค้งที่จุด P จะมีค่าเท่ากับ 0
lim
h h
xfhxf )()( 
ซึ่งก็คือ f /
(x) นั่นเอง
บทนิยาม ถ้า y = f (x) เป็นสมการเส้นโค้ง เส้นสัมผัสเส้นโค้งที่จุด P (x , y) ใดๆจะเป็นเส้นตรงที่ผ่านจุด P และ
มีความชันเท่ากับ f /
(x)
บทนิยาม ความชันของเส้นโค้ง ณ จุด P (x , y) ใดๆ บนเส้นโค้งหมายถึงความชันของเส้นโค้ง ณ จุด P
12
ใบความรู้ 1.1
การหาสมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
จุดประสงค์ หาสมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุดที่กาหนดให้ได้
ขั้นตอนการคานวณ
1. หาความชัน
1.1 หาอนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง f /
(x) หรือ
dx
dy
1.2 แทนค่า x ในอนุพันธ์ข้อ 1.1
2. สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง (เส้นตรง)
y – y1 = m ( x – x1 )
ตัวอย่างที่ 1 ให้ y = x2
– 4x เป็นสมการเส้นโค้ง จงหา
1) ความชันของเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 )
2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 )
3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 )
วิธีทา y = x2
– 4x เป็นสมการเส้นโค้ง
1) ความชันของเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 )
f /
(x) = 2x – 4
f /
(1) = 2(1) – 4 = - 2
ความชัน (m) = - 2
2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 )
y – y1 = m ( x – x1 )
y - (-3) = - 2 ( x – 1 )
y + 3 = - 2x + 2
y = - 2x + 2 -3
y = - 2x - 1
ดังนั้น สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) คือ y = - 2x – 1
ใบความรู้ 1.2
การหาสมการเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
13
จุดประสงค์ หาสมการเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุดที่กาหนดให้ได้
สมบัติของความชัน
1. ความชัน (m) > 0 ถ้าเส้นตรง L ทามุมแหลมกับแกน X
2. ความชัน (m) < 0 ถ้าเส้นตรง L ทามุมป้ านกับแกน X
3. ความชัน (m) = 0 ถ้าเส้นตรง L ขนานกับแกน X
4. ความชัน (m) = หาค่าไม่ได้ ถ้าเส้นตรง L ตั้งฉากกับแกน X
5. เส้นตรงสองเส้นขนานกันความชันเท่ากัน
6. เส้นตรงสองเส้นตั้งฉากซึ่งกันและกันผลคูณของความชันเท่ากับ – 1 ( m1 x m2 = - 1)
ตัวอย่างที่ 1(ต่อ) ให้ y = x2
– 4x เป็นสมการเส้นโค้ง จงหา
3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 )
วิธีทา y = x2
– 4x เป็นสมการเส้นโค้ง
จากสมบัติของความชันข้อ 6. เส้นตรงสองเส้นตั้งฉากซึ่งกันและกัน
ผลคูณของความชันเท่ากับ – 1 ( m1 x m2 = - 1)
ดังนั้น m1 = - 2 m2 =
2
1
y – y1 = m ( x – x1 )
y - ( - 3) =
2
1
( x – 1 )
2 (y + 3) = x - 1
2y + 6 = x – 1
0 = x – 1 – 2y - 6
0 = x – 2y - 7
x – 2y - 7 = 0
ดังนั้น สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) คือ x – 2y - 7 = 0
แบบฝึกทักษะ
ให้ y = .....................................เป็นสมการเส้นโค้ง ที่ผ่านจุด ( 2 , - 1 ) จงหา
1) ความชันของเส้นโค้ง
2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
ใบความรู้ 1.3
การหาสมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
14
ตัวอย่างที่ 2 ให้ y = (1 - 3x)2
เป็นสมการเส้นโค้ง จงหา
1) ความชันของเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 )
2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 )
3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4)
วิธีทา y = (1 - 3x)2
เป็นสมการเส้นโค้ง
1) ความชันของเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 )
f /
(x) = 2(1-3x) (-3) = - 6 + 18x
f /
(2) = - 6 + 18(1)
ความชัน (m) = 12
2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 )
y – y1 = m ( x – x1 )
y - 4 = 12 ( x – 1 )
y - 4 = 12x - 12
y = 12x – 12 + 4
y = 12x - 8
ดังนั้น สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 ) คือ y = 12x - 8
3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4)
จากสมบัติของความชันข้อ 6. เส้นตรงสองเส้นตั้งฉากซึ่งกันและกัน
ผลคูณของความชันเท่ากับ – 1 ( m1 x m2 = - 1)
ดังนั้น m1 = 12 m2 =
12
1

y – y1 = m ( x – x1 )
y - 4 =
12
1
 ( x – 1 )
12(y – 4) = - (x - 1)
12y - 48 = - x + 1
x + 2y - 48 - 1 = 0
x + 2y - 49 = 0
ดังนั้น สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 ) คือ x + 2y - 49 = 0
ใบความรู้ที่ 1.4
15
จุดที่สัมผัสเส้นโค้ง
ตัวอย่างที่ 1 ให้ y = x2
– x + 3 เป็นสมการของเส้นโค้ง ความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 3
จงหา จุดที่สัมผัสเส้นโค้ง
วิธีทา จากโจทย์ ความชัน (m) =
dx
dy
= f /
(x) = 3 ……………………..
y = x2
– x + 3 เป็นสมการเส้นโค้ง ……………….
dx
dy
= f /
(x) = 2x – 1
จะได้ว่า 2x – 1 = 3
x = 2
แทนค่า x = 2 ในสมการเส้นโค้ง
y = 22
– 2 + 3 = 5
ดังนั้น จุดที่สัมผัสเส้นโค้ง คือ (2 , 5)
ตัวอย่างที่ 2 จงหาจุดบนเส้นโค้ง y = x3
– 3x เมื่อเส้นสัมผัสที่จุดเหล่านี้ขนานกับแกน X
วิธีทา จากโจทย์ y = x3
– 3x เป็นสมการเส้นโค้ง ……………..(1)
ความชัน ( m) หรือ f/
(x) = 3x2
- 3
เมื่อเส้นสัมผัสที่จุดเหล่านี้ขนานกับแกน X
จากสมบัติของความชัน ข้อ 3 ถ้า ความชัน ( m = 0 ) แสดงว่า เส้นตรง L ขนานกับ x
จะได้ว่า f/
(x) = 3x2
- 3 = 0
3x2
= 3
x2
= 1
x =  1 แทนค่าในสมการเส้นโค้ง ……….(1)
ถ้า x = 1 จะได้ y = - 2
ถ้า x = - 1 จะได้ y = 2
ดังนั้น จุดบนเส้นโค้งคือ ( 1 , - 2 ) และ ( - 1 , 2 )
2.4 การประยุกต์ของอนุพันธ์
2.4.1 ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด
สมการกาลังสอง y = ax2
+ bx + c ; a  0 มีลักษณะเป็นกราฟพาราโบลา การหาจุดต่าสุด
หรือจุดสูงสุดของกราฟสามารถหาได้โดยใช้อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง หรือวิธีอื่นๆ
16
การหาค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุดของกราฟพาราโบลามีหลายวิธี เช่น
วิธีที่ 1 เขียนกราฟ วิธีที่ 2 ทาเป็นกาลังสองสมบูรณ์
วิธีที่ 3 ใช้สูตร วิธีที่ 4 ใช้อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง
ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ของฟังก์ชันดีกรีสาม
ขั้นตอนการคานวณหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์
1. หาค่าวิกฤติ ( ค่า c )
1.1 หาอนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง f /
(x)
1.2 หาค่า x ( ค่า c ) โดยให้ f /
(x) = 0 แก้สมการหาค่า x
1.3 ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด แทนค่า x ในสมการ y = f (x) หาค่า y
2. ตรวจสอบค่าวิกฤติ ***
2.1 หาอนุพันธ์อันดับที่สอง f / /
(x)
2.2 หาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์
กรณีที่ 1 ถ้า f //
( c ) > 0 แล้ว f (c) เป็นค่าต่าสุดสัมพัทธ์
กรณีที่ 2 ถ้า f //
( c ) < 0 แล้ว f (c) เป็นค่าสูงสุดสัมพัทธ์
กรณีที่ 3 ถ้า f //
( c ) = 0 ไม่สามารถสรุปได้
ค่า x ที่มีโอกาสจะทาให้ เป็นค่าสูงสุดหรือค่าต่าสุดได้ จึงต้องเป็นค่า x ที่ทาให้
dx
dy
= 0
ดังนั้น ค่าของ x ที่จะให้ y มีค่าสูงสุดหรือค่าต่าสุด จึงเป็นค่า x ที่ได้จากการแก้สมการ
dx
dy
= 0
10
8
6
4
2
-2
-4
-6
-8
-10
-15 -10 -5 5 10 15
f x  = x3-6x2 +8x
เมื่อสังเกตจากกราฟจะเห็นว่า ถ้าลากเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่จุดซึ่งให้ ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด เส้นสัมผัส
นั้นจะขนานกับแกน X ความชันของเส้นสัมผัสที่จุดสูงสุดหรือจุดต่าสุด นี้จึงเป็นศูนย์แต่ความชันของเส้นโค้ง
ณ จุดใดก็ตาม ก็คือค่าของอนุพันธ์ของฟังก์ชัน ณ จุดนั้น ดังนั้น ค่าของอนุพันธ์ที่จุดสูงสุดหรือต่าสุด
จึงต้องเป็นศูนย์
ใบความรู้ที่ 1
จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดโดยวิธีเขียนกราฟ
จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุด สมการ y = x2
- 4x - 1
โดยวิธีเขียนกราฟ
17
การเขียนกราฟมีขั้นตอนดังนี้
1. สร้างตารางคู่อันดับ
1.1 กาหนดค่า x
1.2 แทนค่า x ในสมการ หาค่า y
X - 2 - 1 0 1 2 3 4 5 6
y 11 4 - 1 - 4 - 5 - 4 - 1 4 11
2. เขียนกราฟ
8
6
4
2
-2
-4
-6
-8
-10 -5 5 10
A:(2.01,-5.00)
f x  = x2-4x-1
A
ลักษณะกราฟ
1. เป็นกราฟ พาราโบลาหงาย เพราะ ค่า a = 1 ( เป็นบวก )
2. จุดต่าสุด คือ ( 2 , - 5 ) ค่าต่าสุด คือ - 5
ใบความรู้ที่ 2
จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดโดยวิธีทาเป็นกาลังสองสมบูรณ์
วิธีทาเป็นกาลังสองสมบูรณ์ ของสมการในรูป y = ax2
+ bx + c มีขั้นตอนดังนี้
1. ดึงตัวร่วม a (ถ้ามี)
18
2. กาลังสองสมบูรณ์
2.1 นา 2 หารสัมประสิทธิ์ของพจน์ที่มีตัวแปรกาลังหนึ่ง(พจน์กลาง) ได้ค่าหนึ่งแล้วนาไปยกกาลังสอง
บวกเข้าและลบออกอย่างละ 1 ตัว
2.2 จัดรูป y = x2
 bx +
2
2





 b
= น2
 2นxล + ล2
2.3 แยกตัวประกอบ x2
 bx +
2
2





 b
= ( x 
2
b
)2
เช่น x2
- 6x + 9 = ( x - 3)( x - 3) = ( x - 3)2
3. จัดสมการในรูป y = a(x - h)2
+ k
3.1 จุดต่าสุดหรือจุดสูงสุด คือ ( h , k )
3.2 พาราโบลาคว่าหรือหงายพิจารณาดังนี้
ก. ถ้า a > 0 (เป็นบวก) พาราโบลาหงาย ได้จุดต่าสุด
ข. ถ้า a < 0 (เป็นลบ) พาราโบลาคว่า ได้จุดสูงสุด
ตัวอย่างที่ 2 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ y = x2
- 4x - 1
วิธีทา y = x2
- 4x -1 + 22
- 22
= ( x2
- 4x + 22
) -1 - 22
= ( x - 2)( x - 2) -1 - 4
= ( x - 2 )2
- 5 y = a(x - h)2
+ k
ลักษณะกราฟ
a = 1 (เป็นบวก) พาราโบลาหงาย ได้จุดต่าสุดคือ ( 2 , - 5)
โจทย์ปัญหา จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ สมการ y = x2
- 6x + 4 (นักเรียนลองฝึกทาดูซิคะ)
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……… …………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
ใบความรู้ที่ 3
จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดโดยวิธีใช้สูตร
วิธีใช้สูตร มีขั้นตอนดังนี้
19
เนื่องจากการแสดงการหาค่า x และ y ค่อนข้างยุ่งยากจึงสรุปได้ดังนี้
1. จาสูตรได้ ค่า x =
a
b
2

และ ค่า y =
a
bac
4
4 2

2. ใช้สูตรเป็น เช่น y = 2x2
- 3x + 4 จะได้ a = 2 b = - 3 c = 4
3. เห็นคาตอบ จุดต่าสุดหรือจุดสูงสุด คือ ( x , y )
ตัวอย่าง 3 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ y = - 3x2
- 12x - 5
วิธีทา y = - 3x2
- 12x - 5
จะได้ a = - 3 b = - 12 c = - 5
จากสูตร x =
a
b
2

y =
a
bac
4
4 2

=
)3(2
)12(


= - 2 =
)3(4
)12()5)(3(4 2


=
12
14460


= 7
a = - 3 (เป็นลบ) พาราโบลาคว่า ได้จุดสูงสุดคือ ( - 2 , 7 ) #
โจทย์ปัญหา จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ สมการ y = - 2x2
+ 8x - 13 (นักเรียนลองฝึกทาดูซิคะ)
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
ใบความรู้ที่ 4
จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดโดยวิธีใช้อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง
วิธีใช้อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง มีวิธีการดังนี้
20
1. หาอนุพันธ์
dx
dy
หรือ f /
(x)
2. หาค่า x , y
2.1 หาค่า x แทนค่า
dx
dy
= 0 แก้สมการหาค่า x
2.2 หาค่า y แทนค่า x ในสมการ y = f(x)
3. จุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดคือ ( x , y )
ตัวอย่าง 4 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ y = - 3x2
- 12x - 5
วิธีทา 1. หาอนุพันธ์
dx
dy
หรือ f /
(x)
y = - 3x2
- 12x - 5
dx
dy
= - 6x - 12
2. หาค่า x , y
2.1 หาค่า x แทนค่า
dx
dy
= 0 แก้สมการหาค่า x
0 = - 6x - 12
x = - 2
2.2 หาค่า y แทนค่า x ในสมการ y = f(x)
y = - 3 (-2)2
- 12 (-2) - 5 = - 12 + 24 - 5 = 7
3. จุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดคือ ( x , y ) #
a = - 3 (เป็นลบ) พาราโบลาคว่า ได้จุดสูงสุดคือ ( - 2 , 7 ) #
โจทย์ปัญหา จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ สมการ y = - 2x2
+ 8x - 13 (นักเรียนลองฝึกทาดูซิคะ)
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………
2.5 อนุพันธ์อันดับสูง
กาหนด f เป็นฟังก์ชันที่สามารถหาอนุพันธ์ได้
และ f /
(x) เป็นอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x ซึ่ง
ตัวอย่างที่ 5 จงหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุด
สัมพัทธ์ ของ f (x) = x3
+ 3x2
– 24x – 20
21
สามารถหาอนุพันธ์ได้แล้ว จะเรียกอนุพันธ์ของ
ฟังก์ชัน f ที่ x หรืออนุพันธ์ของฟังก์ชัน f /
ที่ x ว่า
อนุพันธ์อันดับที่ 2 ของ ฟังก์ชัน f ที่ x และเขียนแทน
อนุพันธ์ของฟังก์ชัน f /
ที่ x ด้วย f //
(x)
สัญลักษณ์แทนอนุพันธ์
f /
(x) หรือ
dx
dy
แทนอนุพันธ์อันดับที่ 1 ของ f (x)
f //
(x) หรือ 2
2
dx
yd
แทนอนุพันธ์อันดับที่ 2 ของ f (x)
f ///
(x) หรือ 3
3
dx
yd
แทนอนุพันธ์อันดับที่ 3 ของ f (x)
f4
(x) หรือ 4
4
dx
yd
แทนอนุพันธ์อันดับที่ 4 ของf (x)
---
fn
(x) หรือ n
n
dx
yd
แทนอนุพันธ์อันดับที่ n ของf (x)
ตัวอย่างที่ 1 จงหาอนุพันธ์อันดับที่ 4 ของฟังก์ชัน
f (x) = 2x5
+ 3x4
– 2x3
+ 5x2
วิธีทา f (x) = 2x5
+ 3x4
– 2x3
+ 5x2
f /
(x) = 10x4
+ 12x3
– 6x2
+ 10x
f //
(x) = 40x3
+ 36x2
– 12x + 10
f ///
(x) = 120x2
+ 72x– 12
f 4
(x) = 240x + 72
วิธีทา จาก f (x) = x3
+ 3x2
– 24x – 20
จะได้ f /
(x) = 3x2
+ 6x – 24
ถ้า f /
(x) = 0
3x2
+ 6x – 24 = 0
นา 3 หาร ; 3x2
+ 6x – 24 = 0
x2
+ 2x – 8 = 0
( x+ 4 ) ( x – 2 ) = 0
เพราะฉะนั้น x = - 4 หรือ x = 2
ดังนั้น ค่าวิกฤตของฟังก์ชันคือ - 4 และ 2
ตรวจสอบค่าวิกฤตโดยใช้อนุพันธ์อันดับที่ 2
f //
(x) = 6x + 6
f //
(- 4 ) = 6 ( - 4 ) + 6 = - 18 < 0 ( กรณีที่ 2)
f //
(2 ) = 6 ( 2 ) + 6 = 18 > 0 ( กรณีที่ 1)
f (-4) = (-4)3
+ 3(-4)2
– 24(-4) – 20
= - 64 + 48 + 96 - 20 = 144 – 84 = 60
ดังนั้น มีค่าสูงสุดสัมพัทธ์ที่ x = - 4 และ
ค่าสูงสุดสัมพัทธ์คือ f(-4 ) = 60
f (2) = (2)3
+ 3(2)2
– 24(2) – 20
= 8 + 12 – 48 – 20 = - 48
มีค่าต่าสุดสัมพัทธ์ที่ x = 2 และ
ค่าต่าสุดสัมพัทธ์คือ f(2 ) = - 48
โจทย์ของค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด
ขั้นตอนการคานวณโจทย์การหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์
1. เปลี่ยนประโยคภาษาเป็นประโยคสัญลักษณ์
1.1 กาหนดตัวแปร x แทนสิ่งที่โจทย์ต้องการหา
1.2 สร้างความสัมพันธ์ ในรูป y = f(x)
2. หาค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด
2.1 หาอนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง f /
(x)
2.2 หาค่า x โดยให้ f /
(x) = 0
3. ตรวจสอบค่าวิกฤติ
3.1 หาอนุพันธ์อันดับที่สอง f / /
(x)
3.2 หาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์
22
กรณีที่ 1 ถ้า f //
( c ) > 0 แล้ว f ( c ) เป็นค่าต่าสุดสัมพัทธ์
กรณีที่ 2 ถ้า f //
( c ) < 0 แล้ว f ( c ) เป็นค่าสูงสุดสัมพัทธ์
กรณีที่ 3 ถ้า f /
( c ) = 0 ไม่สามารถสรุปได้
1. โจทย์เกี่ยวกับจานวน
ตัวอย่างที่ 1 จานวนบวกสองจานวนซึ่งรวมกันได้ 12
โดยที่ผลคูณของจานวนทั้งสองมีค่ามากที่สุด
วิธีทา ให้ x แทนจานวนๆหนึ่ง
อีกจานวน 12 – x
ให้ y เป็นผลคูณของจานวนทั้งสอง
y = x ( 12 – x ) = 12x – x2
หาอนุพันธ์
dx
dy
= 12 – 2x
0 = 12 – 2x
2x = 12
x = 6
อีกจานวน 12 – 6 = 6
ดังนั้นจานวนทั้งสอง คือ 6 กับ 6
ตัวอย่างที่ 2 จานวนบวกสองจานวนซึ่งรวมกันได้ 12
โดยที่ผลคูณของจานวนแรกกับจานวนที่สอง
ยกกาลังสองมีค่ามากที่สุด
วิธีทา ให้ x แทนจานวนๆหนึ่ง
อีกจานวน 12 – x
ให้ y เป็น ผลคูณของจานวนแรกกับจานวน
ที่สองยกกาลังสอง
y = x ( 12 – x )2
= x ( 144 – 24x + x2
)
= 144x – 24x2
+ x3
หาอนุพันธ์
dx
dy
= 144 – 48x + 3x2
3x2
– 48x + 144 = 0
x2
- 12x + 48 = 0
( x – 4 ) ( x - 12 ) = 0
x = 4 , 12
ดังนั้นค่าวิกฤตคือ 4 , 12
ตรวจสอบค่าวิกฤต
หาอนุพันธ์อันดับที่สอง
จาก f (x) = 144x – 24x2
+ x3
f //
(x) = 6x – 48
และ f //
(4) = 6(4) – 48 = - 24
f //
(12) = 6(12) – 48 = 24
นั่นคือ f //
(4) < 0
แสดงว่า ที่ x = 4 ทาให้ f (x) มีค่าสูงสุดสัมบูรณ์
ดังนั้นจานวนบวกจานวนแรกคือ 4 และ
อีกจานวนคือ 8
2. โจทย์เกี่ยวกับพื้นที่และปริมาตร
ตัวอย่างที่ 2.1 มีลวดหนามทารั้วยาว 400 เมตร จะกั้นรั้วรอบที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความกว้าง
และ ความยาวเท่าใด จึงจะได้พื้นที่มากที่สุด
23
วิธีทา ให้ x เป็นความยาว ( เมตร) A(x) เป็น พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า
เส้นรอบรูป = 400
2( ก + ย ) = 400
ก = 200 - ย = 200 – x
พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า = ก x ย
A(x) = ( 200 – x ) x = 200x – x2
อนุพันธ์ A/
(x) = 200 – 2x
จะได้ 200 – 2x = 0
x = 100
กว้าง = 200 – 100 = 100
ดังนั้นต้องกั้นที่ดินกว้าง 100 เมตร ยาว 100 เมตร จึงจะได้พื้นที่มากที่สุด
ตัวอย่างที่ 2.2 กระดาษแข็งเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีด้านยาวด้านละ 12 เซนติเมตร ถ้าตัดมุมทั้งสี่
ออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ x เซนติเมตร แล้วพับตามรอยเส้นประเพื่อเชื่อมกล่องฝาเปิด
x ควรจะมีค่าเท่าใดจึงจะทาให้กล่องมีปริมาตรมากที่สุดและกล่องมีปริมาตรมากที่สุดเป็นเท่าไร
วิธีทา ให้ v ( x ) เป็นปริมาตรของกล่อง
( ลูกบาศก์เซนติเมตร)
x เป็นความยาวของด้านของสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ที่ถูกตัดออก(สูง)
กว้าง 12 – 2x
ยาว 12 – 2x
ปริมาตร = พื้นที่ฐาน สูง
v ( x ) = (12 – 2x) (12 – 2x) x = ( 12 – 2x)2
x
= (144 – 48x + 4x2
) x
= 144x – 48x2
+ 4x3
= 4x3
– 48x2
+ 144x
อนุพันธ์ v /
( x ) = 12x2
– 96x + 144
12x2
– 96x + 144 = 0
x2
– 8x + 12 = 0
( x – 2 ) ( x – 6 ) = 0
ดังนั้น ค่าวิกฤตของฟังก์ชัน v ( x ) คือ 2 , 6
ตรวจสอบค่าวิกฤต
หาอนุพันธ์อันดับที่สอง
จาก v ( x ) = 4x3
– 48x2
+ 144x
v //
(x) = 24x – 96
และ v //
(2) = 24(2) – 96 = - 48
v //
(6) = 24(6) – 96 = 48
นั่นคือ v //
(2) < 0
แสดงว่า v (x) มีค่าสูงสุดสัมพัทธ์ ที่ x = 2
v ( x ) = ( 12 – 2x)2
x
v ( 2) = [ 12 – 2(2)]2
2
= 128
แสดงว่า v (x) มีค่าต่าสุดสัมพัทธ์ ที่ x = 6
v ( 6) = 0
นั่นคือ x = 2 ( กล่องสูง 2 ซม. )
กล่องจึงจะมีปริมาตรมากที่สุด
3. สมการของการเคลื่อนที่ ( ความเร็วและความเร่ง )
24
ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ( S ) กับเวลา ( t ) อยู่ในรูปฟังก์ชัน คือ
S = f (t) เรียกว่า สมการของการเคลื่อนที่
การหาความเร็วและความเร่ง
1. ความเร็ว ( Veocity )
1.1 ความเร็วเฉลี่ย ( Average Veocity ) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของระยะทางเทียบกับเวลา
Vavg =
t
s


=
h
tfhtf )()( 
1.2 ความเร็วขณะเวลา t ใดๆ หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงขณะใดขณะหนึ่ง ( Instantaneous Veocity )
คือ อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง
ความเร็ว (v ) = 0
lim
x h
tfhtf )()( 
ความเร็ว (v ) =
dt
ds
= f /
(t)
2. ความเร่ง ( Accerlition )คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความเร็วเทียบกับเวลา
2.1 ความเร่งเฉลี่ย (Average accerlition )
aavg =
t
v


2.2 ความเร่งขณะใดขณะหนึ่ง ( Instantaneous accerlition ) คือ อนุพันธ์อันดับที่สอง
ความเร่ง ( a ) = 2
2
dt
sd
=
dt
dv
= f //
(t)
การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งข้อสังเกตในการคานวณ 1
1. เครื่องหมาย V , S ถ้ามีทิศทางตามความเร็วต้น + และสวนทางกับความเร็วต้นเป็น -
2. เมื่อโยนวัตถุขึ้นไปในแนวดิ่ง ณ จุดใดๆ ความเร็วขาขึ้นย่อมเท่ากับความเร็วขาลง
3. ช่วงเวลาขาขึ้นเท่ากับช่วงเวลาขาลง
4. ที่จุดสูงสุดความเร็วเท่ากับ 0
1
อารมณ์ ปุณโณทก , ( 2525 ). ว 021 ฟิสิกส์ ม. 4 . พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์กราฟิคอาร์ต.
3. โจทย์เกี่ยวกับการเคลื่อนที่
ตัวอย่างที่ 3 ก้อนหินถูกโยนขึ้นไปในอากาศตามแนวดิ่ง โดยมีความเร็วต้นเท่ากับ 112 ฟุต/วินาที และ
สมการของการเคลื่อนที่ของก้อนหินคือ S = 112 t – 16 t2
จงหา
25
1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 2 ถึง t = 4
2) ความเร็วขณะเวลา t = 3 วินาที
3) ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด
4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 96 ฟุต
วิธีทา 1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 2 ถึง t = 4
Vavg =
h
tfhtf )()( 
f (4) = 112 (4) – 16 (4)2
= 192
f (2) = 112 (2) – 16 (2)2
= 160
แทนค่า Vavg =
2
160192 
=
2
32
= 16
ดังนั้นความเร็วเฉลี่ย เท่ากับ 16 ฟุต /วินาที
2) ความเร็วขณะเวลา t = 3 วินาที
จาก S = 112 t – 16 t2
ความเร็ว (v) = f /
(t) = 112 – 32 t
ถ้า t = 3 จะได้
f /
(3) = 112 – 32 (3) = 112 – 96 = 16
ดังนั้น ความเร็วขณะเวลา t = 3 วินาที
เท่ากับ 16 ฟุต/วินาที
3) ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด
จาก S = 112 t – 16 t2
ความเร็ว (v) = f /
(t) = 112 – 32 t
ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นได้สูงสุด v = 0
จะได้ว่า 112 – 32 t = 0
t = 3.5
แทนค่า t = 3.5 ในสมการการเคลื่อนที่
S = 112 (3.5) – 16 (3.5)2
= 392 – 196 = 196
ดังนั้น ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด 196 ฟุต
4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 96 ฟุต( S = 96)
จาก S = 112 t – 16 t2
96 = 112 t – 16 t2
16 t2
- 112 t + 96 = 0
t2
- 7 t + 6 = 0
( t – 6 ) ( t – 1 ) = 0
t = 6 ,1
ดังนั้น ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 96
ในวินาทีที่ 1 หรือวินาทีที่ 6
4. โจทย์อื่นๆ
ตัวอย่างที่ 4 .1 ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีครั้งหนึ่ง หาอุณหภูมิได้จากสมการ  = 4 t - 0.1t2
เมื่อ  เป็นอุณหภูมิซึ่งมีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส และ t เป็นเวลามีหน่วยเป็นวินาที
26
เมื่อใดที่อุณหภูมิจะขึ้นสูงสุดและอุณหภูมิสูงสุดเป็นเท่าใด
วิธีทา จาก  = 4 t - 0.1t2
dt
d
= 4 - 0.2 t
4 - 0.2 t = 0
t =
2.0
4
= 20
แทนค่า t = 20
 = 4 (20) - 0.1 (20)2
= 80 - 40 = 40
ดังนั้น เมื่อเวลา 20 วินาที อุณหภูมิสูงสุดเท่ากับ 40 องศาเซลเซียส
ตัวอย่างที่ 4 .2 โรงงานแห่งหนึ่ง สามารถขายสินค้าที่ผลิตได้ชนิดหนึ่ง จานวน x ชิ้นต่อ 1 สัปดาห์
ขายไปชิ้นละ 400 – 0.02x บาท และต้องเสียค่าทุนในการผลิตสินค้า x ชิ้น เป็นเงิน 80x + 3000 บาท
จงหาว่าโรงงานแห่งนี้จะต้องผลิตสินค้าสัปดาห์ละกี่ชิ้น จึงจะได้กาไรมากที่สุด
วิธีทา ให้โรงงานผลิตสินค้า จานวน x ชิ้นต่อ 1 สัปดาห์
ค่าลงทุน 80x + 3000 บาท
ขายสินค้า ชิ้นละ 400 – 0.02x จานวน x ชิ้น เป็นเงิน 400x – 0.02x2
ให้ f(x) แทนกาไรของการขายสินค้า x ชิ้น
กาไร = ราคาขาย – ราคาทุน
f(x) = (400x – 0.02x2
) – ( 80x + 3000 )
= 400x – 0.02x2
– 80x - 3000
= 320x – 0.02x2
- 3000
f /
(x) = 320 – 0.04x
0 = 320 – 0.04x
04.0
320
= x
x = 8000 ชิ้น
ดังนั้น ต้องผลิตสินค้า สัปดาห์ละ 8000 ชิ้น จึงจะได้กาไรมากที่สุด
แบบฝึกหัดที่ 2.1
อัตราการเปลี่ยนแปลง
1. จงหาอัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x
1. y = 3x2
- 1 เมื่อ x เปลี่ยนจาก 3 เป็น 5
27
2. y = x2
- 2x = 5 เมื่อ x เปลี่ยนจาก 1 เป็น 3
3. y = 2x2
+ 3x - 4 เมื่อ x เปลี่ยนจาก 2 เป็น 5
4. y = 3x2
- 2x + 1 เมื่อ x เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4
5. y = 2x2
- 3x เมื่อ x เปลี่ยนจาก 3 เป็น 5
2. จงหาอัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ขณะ x ใดๆ
1. y = 3x2
– 5 ขณะ x = 2
2. y = 2x2
+ 3x ขณะ x = 3
3. y = x2
– 4x + 1 ขณะ x = 5
4. y = 3x2
– 2x + 1 ขณะ x = 4
5. y = 2x2
– 3x + 7 ขณะ x = 5
3. วงกลมวงหนึ่ง มีรัศมียาว r เซนติเมตร จงหา
1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี
เมื่อความยาวของรัศมีเปลี่ยนจาก 8 เป็น 10 เซนติเมตร
2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของด้าน ขณะรัศมียาว 8 เซนติเมตร
4. สามเหลี่ยมด้านเท่ารูปหนึ่ง มีด้านยาว x หน่วย จงหา
1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของพื้นที่เทียบกับความยาวของด้าน
เมื่อความยาวของรัศมีเปลี่ยนจาก 8 เป็น 12 เซนติเมตร
2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เทียบกับความยาวของด้าน ขณะด้านยาว 12 เซนติเมตร
5. ปริมาตรของทรงกลมมีรัศมียาว r เซนติเมตร จงหา
1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของปริมาตรทรงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี
เมื่อความยาวของรัศมีเปลี่ยนจาก 6 เป็น 9 เซนติเมตร
2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรทรงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี ขณะรัศมียาว 5 เซนติเมตร
แบบฝึกหัดที่ 2.2
จงหาอนุพันธ์ของฟังก์ชันต่อไปนี้
ชุดที่ 1 สูตรที่ 1 - สูตรที่ 4
1. ถ้า y = 2x จงหา
dx
dy
16. ถ้า y = 2
4
3
x
x 
จงหา
dx
dy
28
2. ถ้า y = x5
จงหา
dx
dy
3. ถ้า y = 2x3
จงหา
dx
dy
4. ถ้า y = 4x2
+ 5x จงหา
dx
dy
5. ถ้า y = 3x3
– 2x2
+ x จงหา
dx
dy
ชุดที่ 2 n
x
dx
d
= nxn - 1
6. ถ้า y = x- 4
จงหา
dx
dy
7. ถ้า y = 2
3
x
จงหา
dx
dy
8. ถ้า y = 3
2
x จงหา
dx
dy
9. ถ้า y = 3
x จงหา
dx
dy
10. ถ้า y =
x
2
จงหา
dx
dy
ชุดที่ 3 การคูณ
dx
dy
= g(x) )(/
xf + f(x) )(/
xg
11. ถ้า y = x2
( 2x2
– 3x + 1 ) จงหา
dx
dy
12. ถ้า y = ( x + 3 )2
จงหา
dx
dy
13. ถ้า y = ( 3x - 2 )2
จงหา
dx
dy
14. ถ้า y = ( 2x + 5)(3 x - 2 ) จงหา
dx
dy
15. ถ้า y = x ( 3x2
– 4x ) จงหา
dx
dy
ชุดที่ 4 การหาร
dx
dy
= 2
//
)]([
)()()()(
xg
xgxfxfxg 
17. ถ้า y =
2
3
x
x
จงหา
dx
dy
18. ถ้า y =
62
92


x
x
จงหา
dx
dy
19. ถ้า y =
12
12


x
x
จงหา
dx
dy
20. ถ้า y =
x
xx 532 24

จงหา
dx
dy
ชุดที่ 5 กฎลูกโซ่
dx
dy
= n [ f (x) ]n – 1
)(/
xf
21. ถ้า y = ( x - 2 )6
จงหา
dx
dy
22. ถ้า y = ( 2x - 1 )4
จงหา
dx
dy
23. ถ้า y = 5
)23(
1
x
จงหา
dx
dy
24. ถ้า y = 2
21 x จงหา
dx
dy
25. ถ้า y = 2
21
1
x
จงหา
dx
dy
ชุดที่ 6 ระคน
26. ถ้า y = ( 4x - 1 )6
จงหา
dx
dy
27. ถ้า y = xx 23 2
 จงหา
dx
dy
28. ถ้า y =
xx 23
1
2

จงหา
dx
dy
29. ถ้า y =
4
13
13








x
x
จงหา
dx
dy
30. ถ้า y =
5
12
12








x
x
จงหา
dx
dy
แบบฝึกหัดที่ 2.3 ความชันและสมการเส้นโค้ง
1. จงหาความชันของเส้นโค้ง ณ จุดที่กาหนดให้ และสมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุดนั้น
1. y = x2
– 3x ที่จุด ( 2 , -2 )
2. y = x - 2x2
ที่จุด ( 2 , - 6 )
29
3. y = x2
+ 4x - 2 ที่จุด ( - 3 , - 5 )
4. y = (2x- 1 )2
ที่จุด ( 2 , 9 )
5. y =
x
x 22

ที่จุดซึ่ง x = 1
2. จงหาความชันของเส้นโค้ง ณ จุดที่กาหนดให้ ความชันของเส้นที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัส และ
สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุดนั้น
1. y = x2
– 3x ที่จุด ( 2 , -2 )
2. y = x - 2x2
ที่จุด ( 2 , - 6 )
3. y = x2
– 4x + 2 ที่จุด ( - 3 , 3 )
4. y = (2x- 1 )2
ที่จุด ( 2 , 9 )
5. y =
x
x 22

ที่จุดซึ่ง x = 1
3. จงหาความชันของเส้นโค้ง ณ จุดที่กาหนดให้ สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุดนั้นและสมการของเส้น
ที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
1. y = x2
– 4x + 2 ที่จุด ( - 3 , 3 )
2. y = (1 - 2x)2
ที่จุด ( 2 , 9 )
3. y =
x
x 22

ที่จุดซึ่ง x = 1
ชุดที่ 2
1. ให้ y = x2
– 3x – 4 เป็นสมการเส้นโค้ง มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 3
จงหาจุดที่สัมผัสเส้นโค้ง
2. ให้ y = 2x2
+ 5x – 13 เป็นสมการเส้นโค้ง มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ - 3
จงหาจุดที่สัมผัสเส้นโค้ง
3. ให้ y = 8x - x2
เป็นสมการเส้นโค้ง มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 2
จงหาจุดที่สัมผัสเส้นโค้ง
4. ให้ y = - x2
+ 6x – 3 เป็นสมการเส้นโค้ง มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 4
จงหาจุดที่สัมผัสเส้นโค้ง
5. ถ้าเส้นตรง y = 2ax ขนานกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง 2x3
+ 5 ที่จุด ( 1 , 7 ) จงหาค่าของ a
6. จงหาสมการเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง y = x3
– 2x2
+ 5x ที่จุด ( 1 , 4 )
7. จงหาจุดบนเส้นโค้ง y = x3
– 3x เมื่อเส้นสัมผัสที่จุดเหล่านั้นขนานกับแกน X
8. จงหาจุดบนเส้นโค้ง y = x3
– 27x เมื่อเส้นสัมผัสที่จุดเหล่านั้นขนานกับแกน X
แบบฝึกหัดที่ 2.4
โจทย์ของการเคลื่อนที่
1. กาหนดให้ S แทนระยะทาง (เมตร) t แทนเวลา ( วินาที) v แทนความเร็ว ( เมตร/วินาที )
30
วัตถุชิ้นหนึ่ง มีสมการของการเคลื่อนที่เป็น S = t2
- 2t + 3 จงหา
1) อัตราการเปลี่ยนแปลงของระยะทางเทียบกับเวลา ตั้งแต่ t = 2 ถึง t = 5 วินาที
2) อัตราการเปลี่ยนแปลงของระยะทางเทียบกับเวลาขณะเวลา t = 3 วินาที ( ความเร็ว)
2. วัตถุชิ้นหนึ่ง มีสมการของการเคลื่อนที่เป็น S = 96 t – 8 t2
จงหา
1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 2 ถึง t = 4
2) ความเร็วขณะเวลา t = 5 วินาที
3) ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด
4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 256 ฟุต
5) ความเร่งของวัตถุขณะเวลา t = 3 วินาที
3. วัตถุชิ้นหนึ่ง มีสมการของการเคลื่อนที่เป็น S = 72 t – 4 t2
จงหา
1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 3 ถึง t = 5
2) ความเร็วขณะเวลา t = 4 วินาที
3) ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด
4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 288 ฟุต
5) ความเร่งของวัตถุขณะเวลา t = 4 วินาที
4. วัตถุชิ้นหนึ่ง มีสมการของการเคลื่อนที่เป็น S = t3
– 6t2
+ 9t + 4 จงหา
1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 2 ถึง t = 4
2) ความเร็วขณะเวลา t = 6 วินาที
3) ระยะทางเมื่อความเร็วของวัตถุเท่ากับ 0
4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 128 ฟุต
5) ความเร่งของวัตถุขณะเวลา t = 3 วินาที
31
แบบฝึกหัด 2.5
ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด
1. จงหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ของฟังก์ชันต่อไปนี้
1) y = x2
– 4x – 2
2) y = 2x2
– 8x + 3
3) y = 4x – x2
4) y = - 3x2
– 18x – 20
5) y = x2
– 6x + 5
6) y = 6 – 2x – x2
7) y = x3
– 27x
8) y = 12x – x3
9) y = x3
– 3x2
– 9x + 1
10) y = 2x3
– 9x2
+ 12 x – 3
11) y = ( x- 2 )3
12) y = x ( 12 – 2x )2
13) y = x3
– 3x
14) y = 2x3
+ 3x2
– 12x – 7
15) y = x3
+ x2
– 8x - 1
2. มีรั้วยาว 200 เมตร ล้อมที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 แปลง เท่าๆกัน ดังรูป
จะล้อมได้พื้นที่มากที่สุดเท่าใด
x x x
y y y
x x x
3. จานวนสองจานวนบวกกันได้16 ถ้าผลคูณของสองจานวนมีค่ามากที่สุด
4. กระดาษแข็งเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีด้านยาวด้านละ 10 เซนติเมตร ถ้าตัดมุมทั้งสี่ออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ยาวด้านละ x เซนติเมตร แล้วพับตามรอยเส้นประเพื่อเชื่อมกล่องฝาเปิด x ควรจะมีค่าเท่าใดจึงจะทาให้กล่องมี
ปริมาตรมากที่สุดและกล่องมีปริมาตรมากที่สุดเป็นเท่าไร
5. แผ่นโลหะรูปสี่เลี่ยมผืนผ้ากว้าง 10 เซนติเมตร และยาว 16 เซนติเมตร ตัดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มุมทั้งสี่
สมมติว่าด้านของรูปจัตุรัสยาว x เซนติเมตร แล้วพับตามรอยเส้นประ เพื่อเชื่อมทากล่องเปิดฝา
x จะมีค่าเท่าไร กล่องจึงจะมีปริมาตรมากที่สุด
32
6. ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีครั้งหนึ่ง หาอุณหภูมิได้จากสมการ  = 10 + 4 t - 0.2t2
เมื่อ  เป็นอุณหภูมิซึ่งมีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส และ t เป็นเวลามีหน่วยเป็นวินาที
เมื่อใดที่อุณหภูมิจะขึ้นสูงสุดและอุณหภูมิสูงสุดเป็นเท่าใด
7. ในการทดลองทางกสิกรรมครั้งหนึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าจะได้ผลผลิตมากขึ้น ถ้าใส่ปุ๋ ยมากขึ้น
( ถ้าไม่ใส่ปุ๋ ยมากจนเกินไป) ให้ f เป็นจานวนปุ๋ ยที่ใช้มีหน่วยเป็นกิโลกรัมต่อไร่ c เป็นปริมาณของผลผลิตที่
ได้หน่วยเป็นถังต่อไร่ ถ้า c = 20 + 24f – f2
จะต้องใช้ปุ๋ ยมากน้อยเพียงใดจึงจะได้ผลผลิตมากที่สุด
8. พ่อค้าคนหนึ่งผลิตสินค้าขายได้ชิ้นใน 1 สัปดาห์ ขายไปชิ้นละ p บาท ราคาและจานวนสินค้าที่ขายได้มี
ความสัมพันธ์เขียนในรูปสมการ p = 100 – 0.04x และต้องลงทุน 600 + 22x บาท เขาจะต้องผลิตสินค้าออกขาย
สัปดาห์ละกี่ชิ้นจึงจะมีกาไรมากที่สุด
9. กสิกรผู้หนึ่งอยากรู้ว่าสมควรจะใช้ปุ๋ ยมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ได้ที่ดินทาประโยชน์แก่เขามากที่สุด
ถ้าให้ p เป็นกาไรสุทธิ (มีหน่วยเป็นบาท) ซึ่งเขาจะได้จากการทาไร่หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว
F เป็นปริมาณปุ๋ ย ( หน่วยเป็นกิโลกรัมต่อไร่ ) ความสัมพันธ์ระหว่าง p กับ f เป็นดังนี้ p = 400 + 20f –f2
จงหาว่าจะใช้ปุ๋ ยกี่กิโลกรัมต่อที่ดิน 1 ไร่ จึงจะได้กาไรสุทธิสูงสุดและกาไรสูงสุดจากผลผลิตต่อไร่เป็นเท่าไร
10. สามเหลี่ยมมุมฉากรูปหนึ่ง มีความยาวของด้านทั้งสามเป็น 90 , 120 , 150 หน่วย จงหาความกว้างและความ
ยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีพื้นที่มากที่สุดที่บรรจุอยู่ในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากนี้
11. บริษัทรับส่งสินค้าสั่งให้รถบรรทุกของบริษัทวิ่งระยะทาง 500 กิโลเมตร ด้วยอัตราเร็วเฉลี่ย กิโลเมตรต่อ
ชั่วโมงโดยวิ่งด้วยอัตราเร็วระหว่าง 25 – 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียค่าน้ามันลิตรละ 20 บาท และจะใช้น้ามัน
ในอัตรา 8 +
150
2
x
กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริษัทต้องเสียค่าเบี้ยเลี้ยงคนขับ ชั่วโมงละ 44 บาท ควรสั่งให้คนขับรถ
ขับด้วยอัตราเร็วเฉลี่ยเท่าใดจึงจะประหยัดที่สุด
12. ท่อนไม้พื้นที่หน้าตัดเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง a เซนติเมตรต้องการเลื่อยออกเป็นคานหน้าตัดเป็นรูป
สี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง w หนา d ให้ s เป็นน้าหนักสูงสุดที่คานรับน้าหนักได้และ s = kwd2
เมื่อ k เป็นค่าคงตัว
จะต้องเลื่อยให้คานมีความกว้างและความหนาเท่าใด s จึงจะมีค่ามากที่สุด
33
ใบความรู้ที่ 1
ค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์
ตัวอย่างที่ 1 จงหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์
f (x) = x3
+ 3x2
- 24x - 20
วิธีทา จาก f (x) = x3
+ 3x2
- 24x - 20
หาอนุพันธ์อันดับที่ 1 หาค่าวิกฤติ
จะได้ f /
(x) = 3x2
+ 6x – 24
0 = 3 ( x2
+ 2x - 8 ) ถ้า f /
( x ) = 0
จะได้ว่า 0 = ( x2
+ 2x - 8 )
0 = ( x + 4 ) ( x – 2)
0 = ( x + 4 ) ( x – 2)
ดังนั้น x = - 4 หรือ x = 2
ดังนั้นค่าวิกฤตของฟังก์ชัน คือ - 4 หรือ 2
หาอนุพันธ์อันดับที่ 2 ตรวจสอบค่าวิกฤติ
f /
(x) = 3x2
+ 6x – 24
f //
( x ) = 6x + 6 = 6 ( x + 1 )
f //
( - 4 ) = 6(-4)+ 6 = - 24 + 6 = - 18 < 0 (สูง)
f //
( 2 ) = 6(2)+ 6 = 12 + 6 = 18 > 0 (ต่า)
ดังนั้น f มีค่าสูงสุดสัมพัทธ์ที่ x = - 4 และค่าสูงสุดสัมพัทธ์ คือ
f ( - 4 ) = ( - 4 )3
+ 3(- 4)2
– 24(- 4) - 20
= - 64 + 48 + 96 – 20
= - 84 + 144 = 60
f มีค่าต่าสุดสัมพัทธ์ที่ x = 2 และค่าต่าสุดสัมพัทธ์คือ
f (2) = ( 2 )3
+ 3(2)2
– 24(2) - 20
= 8 + 12 – 48 – 20
= 20 – 68 = - 48
กรณีที่ 1 ถ้า f //
( c ) > 0 แล้ว f (c) เป็นค่าต่าสุดสัมพัทธ์
กรณีที่ 2 ถ้า f //
( c ) < 0 แล้ว f (c) เป็นค่าสูงสุดสัมพัทธ์
กรณีที่ 3 ถ้า f //
( c ) = 0 ไม่สามารถสรุปได้
34
ใบความรู้ที่ 2
ตัวอย่างที่ 2 บริษัทแห่งหนึ่ง ใช้ต้นทุนในการผลิตวิทยุ x เครื่อง เท่ากับ 1000 + 400x
บริษัทขายวิทยุ x เครื่อง ต่อสัปดาห์ โดยขายเครื่องละ 800 - 2
3
1
x บาท จงหากาไรสูงสุดที่บริษัทได้รับจากการ
ขายวิทยุ x เครื่องต่อสัปดาห์
วิธีทา ให้ x เป็นจานวนวิทยุที่ขายได้ต่อสัปดาห์
y = f(x) เป็นกาไรที่บริษัทได้รับ
เนื่องจาก บริษัทขายวิทยุ x เครื่อง ต่อสัปดาห์ โดยขายเครื่องละ 800 - 2
3
1
x บาท
ขายวิทยุ x เครื่อง เป็นเงิน = x( 800 - 2
3
1
x ) = 800x - 3
3
1
x บาท
ต้นทุนในการผลิตวิทยุ x เครื่อง เท่ากับ 1000 + 400x บาท
จาก กาไร = ราคาขาย - ราคาทุน
f(x) = 800x - 3
3
1
x - ( 1000 + 400x )
f(x) = 800x - 3
3
1
x - 1000 - 400x
f(x) = - 3
3
1
x + 400x – 1000 เมื่อ 0  x  48
อนุพันธ์ f /
(x) = - x2
+ 400
- x2
+ 400 = 0
x =  20
จะได้x = 20,-20 เป็นค่าวิกฤติ
ดังนั้น จะได้ค่าสูงสุดสัมพัทธ์ หรือค่าต่าสุดสัมพัทธ์
f(x) = -2x
f(20) = -40 นั่นคือ f(20) < 0
แสดงว่าที่ x = 20 ทาให้ f(x) มีค่าสูงสุดสัมพัทธ์ แทนค่า x = 20 ใน f(x)
f (20) =
3
1
(20)3
+ 400 (20)-1000
=
3
13000
= 4333
3
1
ดังนั้นกาไรสูงสุดที่บริษัทได้รับเท่ากับ 4333
3
1
บาท
35
ใบความรู้ที่ 3
ตัวอย่างที่ 3 (แนวข้อสอบ เข้ามหาวิทยาลัย ปี 33) บริษัทแห่งหนึ่งขายสินค้า 100 ชิ้น
ได้กาไร 7200 บาท โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของกาไรเทียบกับจานวนสินค้าที่ขายได้คือ
80 – 0.08x ถ้า x เป็นจานวนสินค้า(ชิ้น) ที่ขายได้ในการผลิตสินค้านี้
บริษัทจะมีโอกาสทากาไรมากที่สุดเท่ากับเท่าไร
วิธีทา ให้ x แทนจานวนสินค้าและ
Y(x) แทนกาไรที่ได้จากการขายสินค้า x ชิ้น
จากโจทย์ f/
(x) =
dx
dy
= 80 – 0.08x และ y(100) = 7200
Y =   dx)x08.080(
ดังนั้น Y = 80x – 0.04 x2
+ c เมื่อ c เป็นค่าคงที่
Y = 80x – 0.04x2
+ c
จาก 7200 = 80(100) – 0.4(100)2
+ c
7200 = 8000 – 400 + c
7200 = c + 7600
- 400 = c
ดังนั้น Y = 80x – 0.04x2
– 400
การหากาไรมากที่สุดหาได้จากค่า x ที่ทาให้
dx
dy
80 – 0.08x = 0
X = 1000
ดังนั้น Y(1000) = 80(1000) – 0.04(1000)2
– 400
= 80000 – 40000 – 400
= 39600
ดังนั้น บริษัทจะมีโอกาสทากาไรมากที่สุดเท่ากับ 39600 บาท
36
ใบความรู้ที่ 4
ตัวอย่างที่ 4 ( Ent,
37 )
กาหนดให้รถขนสินค้าชนิดหนึ่งมีการเผาไม้ของน้ามันเป็น )
1600
(
400
1
x
x
 ลิตร / กิโลเมตร
ถ้าต้องการขับรถเป็นระยะทาง 600 กิโลเมตร โดยจ่ายค่าน้ามันน้อยที่สุด ขณะที่น้ามันราคาลิตรละ 20 บาท
จะต้องจ่ายค่าน้ามันเท่าไร
วิธีทา ให้ขับรถด้วยอัตราเร็ว x กิโลเมตร / ชั่วโมง
ให้น้ามันที่ใช้เป็น P(x) = )
1600
(
400
1
x
x
 ลิตร / กิโลเมตร
ระยะทาง 600 กิโลเมตร จะได้ P(x) = )
1600
(
400
600
x
x
 ลิตร / กิโลเมตร
= )
1600
(
2
3
x
x

=
x
2400
+ x
2
3
…………………(1)
= 2400 x- 1
+ x
2
3
P/
(x) = - 2400 x- 2
+
2
3
2
2400
x
=
2
3
2400 x
3
2
= x2
1600 = x2
40 = x
ขับรถด้วยอัตราเร็ว 40 กิโลเมตร / ชั่วโมง ( แทนค่า x = 40 )ในสมการที่(1)
P(x) =
40
2400
+ 40
2
3
x
= 60 + 60
= 120
ถ้าน้ามันราคาลิตรละ 20 บาท
จะต้องจ่ายค่าน้ามัน = 120 x 20 = 2400 บาท

อนุพันธ์

  • 1.
    บทที่ 2 อนุพันธ์ของฟังก์ชัน (thederivative of function ) ประโยชน์ของอนุพันธ์ 1. การเจริญเติบโตของร่างกายในแต่ละวัน 2. การเพิ่มของประชากรแต่ละประเทศ 3. การเกิดและการตายของพืชและสัตว์ 4. การละลายของสารเคมี 5. การเคลื่อนที่ของวัตถุ 2.1 อัตราการเปลี่ยนแปลง ถ้า y = f (x) เป็นฟังก์ชันใดๆ เมื่อค่าของ x เปลี่ยนเป็น x + h โดยที่ h  0 ค่าของ y เปลี่ยนจาก f (x) เป็น f (x + h )แล้ว 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย ของ y เทียบกับ x ในช่วง x ถึง x + h คือ h xfhxf )()(  2. อัตราการเปลี่ยนแปลง ของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ (อัตราการเปลี่ยนแปลงขณะใดขณะหนึ่ง) คือ 0 lim h h xfhxf )()(  ตัวอย่างที่ 1 ให้ y = 3x2 – 2 x จงหา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x เมื่อ x เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4 2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ขณะ x = 2 วิธีทา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x เมื่อ เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4 จาก y = 3x2 – 2 x อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย ของ y เทียบกับ x ในช่วง x ถึง x + h คือ จาก h xfhxf )()(  = 24 )2()4(   ff f (4 ) = 3 ( 4 )2 – 2 ( 4 ) = 48 – 8 = 40 f (2 ) = 3 ( 2 )2 – 2 ( 2 ) = 12 – 4 = 8 แทนค่า 24 )2()4(   ff = 2 840  = 2 32 = 16 ดังนั้น อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x เมื่อ x เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4 เท่ากับ 16 @ 2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ ขณะ x = 5
  • 2.
    2 อัตราการเปลี่ยนแปลง ของ yเทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ คือ 0 lim h h xfhxf )()(  ถ้า f(0) = 0 0 = หาค่าไม่ได้ จาก ( x + h )2 = x2 + 2xh + h2 จะได้ 3 ( x + h )2 = 3 ( x2 + 2xh + h2 ) = = 3x2 + 6xh + 3h2 จัดรูป ดึงตัวร่วม f (x) = 3x2 – 2 x f ( x + h ) = 3 ( x + h )2 - 2 ( x + h ) = 3x2 + 6xh + 3h2 – 2x - 2h อัตราการเปลี่ยนแปลง ของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ คือ 0 lim h h xfhxf )()(  0 lim h h xfhxf )()(  = 0 lim h h xxhxhxhx )23(22363 222  ; = 0 lim h h xxhxhxhx 2322363 222  = 0 lim h h hhxh 236 2  = 0 lim h h hxh )236(  ; h  0 = 0 lim h 6x + 3h – 2 = 6x – 2 อัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ขณะ x = 2 คือ 6 (2) – 2 = 10 โจทย์อัตราการเปลี่ยนแปลง 1. โจทย์เกี่ยวกับพื้นที่และปริมาตร สูตรของพื้นที่ 1. พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัส = (ด้าน)2 2. พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า = กว้าง x ยาว 3. พื้นที่สามเหลี่ยมด้านเท่า = 4 3 = (ด้าน)2 4. พื้นที่วงกลม = r2 สูตรของปริมาตร 1. ปริมาตรของทรงกระบอก = r2 h 2. ปริมาตรของกรวย = 3 1 r2 h 3. ปริมาตรของทรงกลม = 3 4 r3
  • 3.
    3 ตัวอย่างที่ 1 วงกลมวงหนึ่งมีรัศมียาว r เซนติเมตร จงหา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี เมื่อความยาวของรัศมีเปลี่ยนจาก 8 เป็น 12 เซนติเมตร 2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี ขณะรัศมียาว 15 เซนติเมตร วิธีทา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ย ให้ f (r) แทนพื้นที่วงกลม มีรัศมียาว r เซนติเมตร f (r) = r2 จาก h rfhrf )()(  = 812 )8()12(   ff f (12) = (12)2 = 144  f (8) = (8)2 = 64  แทนค่า 812 )8()12(   ff = 4 64144   =  4 80 = 20  ดังนั้น อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี เมื่อความยาวของรัศมี เปลี่ยน จาก 8 เป็น 12 เซนติเมตร เท่ากับ 20  ตารางเซนติเมตร/เซนติเมตร 2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี ขณะรัศมียาว 15 เซนติเมตร 0 lim h h xfhxf )()(  f (r) = r2 f (r + h) = ( r + h)2 = ( r 2 + 2r h + h2 ) = r 2 + 2r h + h2 แทนค่า = 0 lim h h rhrhr 222 2(   = 0 lim h h hrh 2 2   = 0 lim h h hrh )2(   ; h  0 = 0 lim h 2 r + h = 2 r + (0) = 2 r ดังนั้น อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี ขณะรัศมียาว 15 เซนติเมตร เท่ากับ 2  ( 15) = 30  ตารางเซนติเมตร/เซนติเมตร
  • 4.
    4 2.2 ความหมายของอนุพันธ์ ถ้าให้ y= f (x) เป็นฟังก์ชัน และให้ f / เป็นฟังก์ชันใหม่ โดยที่ 0 lim h h xfhxf )()(  เรียก f / (x) ว่าอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x ( อ่านว่า เอฟไพร์มของเอกซ์ ) และเรียก f / ว่าการหาอนุพันธ์ของ ฟังก์ชัน f บทนิยาม ให้ y = f (x) เป็นฟังก์ชันที่มีโดเมนและเรนจ์เป็นเซตของจานวนจริง และ 0 lim h h xfhxf )()(  หาค่าได้ เรียกค่า ลิมิตที่ได้ว่าอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x เขียนแทนด้วย สัญลักษณ์ f / (x) สัญลักษณ์ของอนุพันธ์ เช่น อัตราการเปลี่ยนแปลง ของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ (อัตราการเปลี่ยนแปลงขณะใดขณะหนึ่ง) คือ 0 lim h h xfhxf )()(  f / (x) dx dy y/ หมายเหตุ 1. dx dy  x y เพราะ dx dy คือ อนุพันธ์ของฟังก์ชัน ไม่ได้หมายถึง d คูณ x หารด้วย d คูณ y 2. หนังสือบางเล่มใช้สัญลักษณ์ x อ่านว่าเดลต้าเอกซ์ 3. dx dy มีค่าเท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ขณะ x มีค่าใดๆ 4. เมื่อ t แทนเวลา S แทนระยะทาง ที่บอกตาแหน่งวัตถุนิยมใช้ t แทน x และ S แทน y ดังนั้น y = f (x) จึงเป็น S = f (t) และ dx dy เป็น dt ds การหาอนุพันธ์มี 2 วิธี วิธีที่ 1 ใช้ลิมิต วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ สูตรอนุพันธ์ สูตรที่ 1 ถ้า y = c แล้ว dx dy = 0 ; c เป็นค่าคงตัว (constant) เช่น ถ้า y = 3 แล้ว dx d )3( = 0 สูตรที่ 2 ถ้า y = x แล้ว dx dy = 1 เช่น ถ้า y = x แล้ว dx dx = 1 สูตรที่ 3 ถ้า y = c f(x) แล้ว dx dy = dx xdf c )( เช่น ถ้า y = 5x แล้ว 5 dx xd )( = 5
  • 5.
    5 สูตรที่ 4 *** ถ้าy = xn แล้ว dx dy = n xn – 1 4.1 ถ้า n เป็นจานวนเต็มบวก เช่น dx )x(d 2 = 2x2 - 1 = 2x dx xd )( 3 = 3x3 - 1 = 3x2 dx xd )( 4 = 4x4 - 1 = 4x3 ___ dx xd n )( = nxn - 1 4.2 ถ้า n เป็นจานวนเต็มลบ (จากนิยาม n x 1 = x- n ) เช่น dx xd )( 1 = -1 x- 1 - 1 = - x- 2 = 2 1 x  dx xd )( 2 = - 2x- 2 - 1 = - 2x- 3 = 3 2 x  dx xd )( 3 = - 3x- 3 - 1 = - 3x- 4 = = 4 3 x  ___ dx )x(d n = - nx- n -1 = 1  n x n 4.3 ถ้า n เป็นเศษส่วนบวก จานวนที่ติดค่ารากที่ n นิยาม 1. รากที่สอง x = 2 1 x 2. รากที่สาม 3 x = 3 1 x 3. รากที่ n n m x = n m x ตัวอย่างที่ 4.3 ถ้า y = x จงหา dx dy วิธีทา จาก y = x = 2 1 x dx dy = 2 1 x dx d = 1 2 1 2 1  x = 2 1 2 1  x = x2 1 4.4 ถ้า n เป็นเศษส่วนลบ ตัวอย่างที่ 4.4 ถ้า y = 3 1 x จงหา dx dy วิธีทา จาก y = 3 1 x = 3 1  x dx dy = 3 1  x dx d = - 1 3 1 3 1  x = - 3 4 3 1  x = - 3 4 3 1 x = 3 3 1 xx
  • 6.
    6 สูตรที่ 5 อนุพันธ์ผลบวกหรือผลต่างของฟังก์ชัน ถ้าy = f(x)  g(x) แล้ว dx dy = )(xf dx d )(xg dx d ตัวอย่างที่ 5.1 กาหนดให้ y = x5 – x4 + 2x3 จงหา dx dy วิธีทา y = x5 – x4 + 2x3 dx dy = )2( 345 xxx dx d  = )( 5 x dx d - )( 4 x dx d + )2( 3 x dx d = )( 5 x dx d - )( 4 x dx d + )(2 3 x dx d = 5x4 - 4x3 + 2 (3x2 ) = 5x4 - 4x3 + 6x2 ตัวอย่างที่ 5.2 กาหนดให้ y = 5x3 – 3x2 - 4x – 7 จงหา f / (- 1) วิธีทา y = 5x3 – 3x2 - 4x – 7 dx dy = dx d ( 5x3 – 3x2 4-x – 7) = dx d ( 5x3 ) - dx d ( 3x2 )- dx d (4x) - dx d (7) = 5 dx d ( x3 ) - 3 dx d ( x2 )- 4 dx d (x) - dx d (7) = 5(3x2 ) - 3(2x) - 4 = 15x2 – 6x - 4 f / (- 1) = 15 (- 1)2 – 6( - 1 ) - 4 = 15 + 6 - 4 = 17 สูตรที่ 6 อนุพันธ์การคูณของฟังก์ชัน ถ้า f และ g เป็นฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้ที่ x และ y = f(x) g(x) แล้ว dx dy = g(x) )(xf dx d + f(x) )(xg dx d = g(x) )(/ xf + f(x) )(/ xg สมบัติของการคูณเลขยกกาลัง 1. xm  xn = xm + n จงหาค่าต่อไปนี้ 1.1 23 x 22 = ………………..1.2 x3  x =…………… 1.3 23 x 2 =………………. 1.4 x  x2 = ………….. ตัวอย่างที่ 6.1 กาหนดให้ y = x3 ( 2x – 1 ) จงหา dx dy วิธีที่ 1 หาผลคูณ y = x3 ( 2x – 1 ) = 2x4 - x3 dx dy = )2( 34 xx dx d  = 2( 4x3 ) - 3x2 = 8x3 - 3x2 วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ผลคูณ y = )()( xgxf  = x3 ( 2x – 1 ) dx dy = )()()()( xg dx d xfxf dx d xg  = )12()12( 3 3  x dx d x dx dx x = (2x – 1 ) 3x2 + x3 ( 2 ) = 6x3 – 3x2 + 2x3 = 8x3 - 3x2
  • 7.
    7 ตัวอย่างที่ 6.2 กาหนดให้y = x ( x2 – 2 ) จงหา dx dy วิธีที่ 1 หาผลคูณ y = x ( x2 – 2 ) y = 2 1 x ( x2 – 2 ) = 2 5 x - 2 2 1 x = dx d ( 2 5 x - 2 2 1 x ) = 2 3 2 5 x - 2 2 1 ) 2 1 (  x = xx 2 5 - x 1 วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ผลคูณ y = )()( xgxf  y = x ( x2 – 2 ) y = 2 1 x ( x2 – 2 ) y = )()( xgxf  dx dy = )()()()( xg dx d xfxf dx d xg  = )2()2( 22 12 1 2  x dx d x dx dx x = ( x2 – 2 ) ( 2 1 2 1  x ) + )2(2 1 xx = 2 1 2 3 2 1   xx + 2 2 3 x = xx 2 5 - x 1 ตัวอย่างที่ 6.3 กาหนดให้ y = ( 2x – 3 )( 3x + 5) จงหา dx dy วิธีทา y = ( 2x – 3 )( 3x + 5) = 6x2 + x - 15 dx dy = dx d (6x2 + x - 15) = 12x + 1 สูตรที่ 7 อนุพันธ์การหารของฟังก์ชัน ถ้า f และ g เป็นฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้ที่ x และ y = )( )( xg xf แล้ว dx dy = 2 )]([ )()()()( xg xg dx d xfxf dx d xg  เมื่อ 0)( xg = 2 // )]([ )()()()( xg xgxfxfxg  เมื่อ 0)( xg สมบัติของการหารเลขยกกาลัง 1. n m x x = xm - n จงหาค่าต่อไปนี้ 1.1 2 5 2 2 = ………………..1.2 4 6 x x =……………
  • 8.
    8 1.3 2 23 =………………. 1.4 2 x x =………….. ตัวอย่างที่ 7.1 กาหนดให้ y = 3 6 3 x x  จงหา dx dy วิธีที่ 1 หาผลหาร y = 3 6 3 x x  = x3 – 3x- 3 dx dy = )3( 33   xx dx d = 3x2 – 3( - 3 ) x- 4 = 3x2 + 4 9 x วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ผลหาร สูตรที่ 7 ถ้า y = )( )( xg xf = 3 6 3 x x  แล้ว dx dy = 2 // )]([ )()()()( xg xgxfxfxg  dx dy =  23 3 663 )( )3()3( x dx dx xx dx d x  = 6 2653 )3)(3()6( x xxxx  = 6 288 936 x xxx  = 6 28 93 x xx  = 3x2 + 4 9 x ตัวอย่างที่ 7.2 กาหนดให้ y = x x 23  จงหา dx dy วิธีที่ 1 หาผลหาร y = x x 23  = 2 1 3 2 x x  y = 2 5 x - 2 1 2  x dx dy = 2 3 2 5 x - 2 3 ) 2 1 (2   x = xx 2 5 + xx 1 วิธีที่ 2 ใช้สูตรอนุพันธ์ผลหาร สูตรที่ 7 ถ้า y = x x 23  = )( )( xg xf dx dy = 2 // )]([ )()()()( xg xgxfxfxg  dx dy =  2 2 1 33 )( )2()2( x dx dx xx dx d x  = x xxxx 2 1 322 1 2 1 )2()3(   = x xxx 2 1 2 5 2 5 2 1 3   = x xx 2 1 2 5 2 5   = 1 2 5 2 5  x - 1 2 1  x = 2 3 2 5 x - 2 3  x
  • 9.
    9 = xx 2 5 + xx 1 ตัวอย่างที่ 7.3ให้ y = 13 2 x x จงหา dx dy ตัวอย่างที่ 7.4 ให้ y = 42 42   x x จงหา dx dy วิธีทา ใช้สูตรที่ 7 อนุพันธ์การหาร y = 13 2 x x = )( )( xg xf dx dy = 2 // )]([ )()()()( xg xgxfxfxg  =   2 )13( 13)2()2()13(   x x dx d xx dx d x =   2 )13( 3)2()2)(13(   x xx = 2 )13( 626   x xx = 2 )13( 2 x วิธีทา จัดรูปโดยใช้การแยกตัวประกอบ y = 42 42   x x = )2(2 )2)(2(   x xx ; x  2 y = )2( 2 1 x dx dy = )2( 2 1 x dx d = 2 1 )2( x dx d = 2 1 ( 1 + 0 ) = 2 1 สูตรที่ 8 กฎลูกโซ่ ( chain rule ) ถ้า y = [ f (x) ]n แล้ว dx dy = n [ f (x) ]n – 1 )(xf dx d = n [ f (x) ]n – 1 )(/ xf ตัวอย่างที่ 8.1 กาหนดให้ y = ( 3x – 1 )2 จงหา dx dy วิธีที่ 1 หาผลคูณ y = ( 3x – 1 )2 = 9x2 – 6x + 1 dx dy = dx d (9x2 – 6x + 1 ) = 18x - 6 วิธีที่ 2 ใช้กฎลูกโซ่ y = ( 3x – 1 )2 dx dy = dx d ( 3x – 1 )2 dx d ( 3x – 1 ) = 2 ( 3x – 1 )(3) = 6 ( 3x – 1 ) = 18x – 6 ตัวอย่างที่ 8.2 กาหนดให้ y = ( 2x – 1 )5 จงหา dx dy วิธีที่ 2 ใช้กฎลูกโซ่ y = ( 2x – 1 )5 dx dy = dx d ( 2x – 1 )5 dx d ( 2x – 1 ) = 5 ( 2x – 1 )4 (2) = 10 ( 2x – 1 )4
  • 10.
    10 ตัวอย่างที่ 8.3 กาหนดให้y = xx 43 2  จงหา dx dy วิธีทา ใช้กฎลูกโซ่ y = xx 43 2  = 2 1 2 )43( xx  dx dy = dx d 2 1 2 )43( xx  dx d ( 3x2 – 4x ) = 2 1 2 1 2 )43(   xx ( 6x - 4) = 2 1 2 )43(2 )23(2 xx x   = xx x 43 23 2   ตัวอย่างที่ 8.4 กาหนดให้ y = 3 2 31 1 x จงหา dx dy วิธีทา การแทนค่าในรูปของ u ให้ u = 1 - 3x2 y = 3 2 31 1 x = 3 1 u = 3 1  u dx dy = dx du du dy  = dx d ( 3 1  u ) )31( 2 x dx d  = ( 3 4 3 1   u ) ( - 6x) = 3 4 2 u x = 3 2 uu x = 3 22 31)31( 2 xx x 
  • 11.
    11 2.3 ความชันของเส้นโค้ง ในหัวข้อ ได้กล่าวถึงฟังก์ชันf และอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x คือ f / (x) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0 lim h h xfhxf )()(  กราฟของฟังก์ชัน f เป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้งก็ได้ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึง และอัตราส่วนของ 0 lim h h xfhxf )()(  ว่ามีความหมายทางเรขาคณิตเกี่ยวข้องกับกราฟของ ฟังก์ชันอย่างไร กาหนดฟังก์ชัน f (x) = mx + c จะได้ f / (x) = m ในกรณีนี้ กราฟของฟังก์ชัน f (x) = mx + c เป็นเส้นตรงมีความชัน ผ่านจุด (x1 , y1) อนุพันธ์ของฟังก์ชันมีค่าคงตัวและเท่ากับความชันของเส้นตรงเส้นนั้น ความหมายของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ถ้ามีวงกลมวงหนึ่งจุดศูนย์กลางอยู่ที่จุด C และ P เป็นจุดๆหนึ่งบนวงกลม เส้นสัมผัสวงกลมที่จุด P คือ เส้นตรงที่ผ่านจุดP และตั้งฉากกับรัศมี CP แต่ถ้า P เป็นจุดบนเส้นโค้งอื่นๆ เส้นสัมผัส จะเส้นโค้งที่จุด P จะเป็นเส้นตรงที่ผ่านจุด P และอยู่ในตาแหน่งใกล้เคียงกับเส้นตรง ที่ลากผ่านจุด P และจุดอีกจุดหนึ่งบนเส้น โค้งเกือบทับจุด P ดังนั้น ความชันความชันของเส้นโค้งที่จุด P จะมีค่าเท่ากับ 0 lim h h xfhxf )()(  ซึ่งก็คือ f / (x) นั่นเอง บทนิยาม ถ้า y = f (x) เป็นสมการเส้นโค้ง เส้นสัมผัสเส้นโค้งที่จุด P (x , y) ใดๆจะเป็นเส้นตรงที่ผ่านจุด P และ มีความชันเท่ากับ f / (x) บทนิยาม ความชันของเส้นโค้ง ณ จุด P (x , y) ใดๆ บนเส้นโค้งหมายถึงความชันของเส้นโค้ง ณ จุด P
  • 12.
    12 ใบความรู้ 1.1 การหาสมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง จุดประสงค์ หาสมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งณ จุดที่กาหนดให้ได้ ขั้นตอนการคานวณ 1. หาความชัน 1.1 หาอนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง f / (x) หรือ dx dy 1.2 แทนค่า x ในอนุพันธ์ข้อ 1.1 2. สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง (เส้นตรง) y – y1 = m ( x – x1 ) ตัวอย่างที่ 1 ให้ y = x2 – 4x เป็นสมการเส้นโค้ง จงหา 1) ความชันของเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) 2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) 3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) วิธีทา y = x2 – 4x เป็นสมการเส้นโค้ง 1) ความชันของเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) f / (x) = 2x – 4 f / (1) = 2(1) – 4 = - 2 ความชัน (m) = - 2 2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) y – y1 = m ( x – x1 ) y - (-3) = - 2 ( x – 1 ) y + 3 = - 2x + 2 y = - 2x + 2 -3 y = - 2x - 1 ดังนั้น สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) คือ y = - 2x – 1 ใบความรู้ 1.2 การหาสมการเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
  • 13.
    13 จุดประสงค์ หาสมการเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ณจุดที่กาหนดให้ได้ สมบัติของความชัน 1. ความชัน (m) > 0 ถ้าเส้นตรง L ทามุมแหลมกับแกน X 2. ความชัน (m) < 0 ถ้าเส้นตรง L ทามุมป้ านกับแกน X 3. ความชัน (m) = 0 ถ้าเส้นตรง L ขนานกับแกน X 4. ความชัน (m) = หาค่าไม่ได้ ถ้าเส้นตรง L ตั้งฉากกับแกน X 5. เส้นตรงสองเส้นขนานกันความชันเท่ากัน 6. เส้นตรงสองเส้นตั้งฉากซึ่งกันและกันผลคูณของความชันเท่ากับ – 1 ( m1 x m2 = - 1) ตัวอย่างที่ 1(ต่อ) ให้ y = x2 – 4x เป็นสมการเส้นโค้ง จงหา 3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) วิธีทา y = x2 – 4x เป็นสมการเส้นโค้ง จากสมบัติของความชันข้อ 6. เส้นตรงสองเส้นตั้งฉากซึ่งกันและกัน ผลคูณของความชันเท่ากับ – 1 ( m1 x m2 = - 1) ดังนั้น m1 = - 2 m2 = 2 1 y – y1 = m ( x – x1 ) y - ( - 3) = 2 1 ( x – 1 ) 2 (y + 3) = x - 1 2y + 6 = x – 1 0 = x – 1 – 2y - 6 0 = x – 2y - 7 x – 2y - 7 = 0 ดังนั้น สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , - 3 ) คือ x – 2y - 7 = 0 แบบฝึกทักษะ ให้ y = .....................................เป็นสมการเส้นโค้ง ที่ผ่านจุด ( 2 , - 1 ) จงหา 1) ความชันของเส้นโค้ง 2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง 3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ใบความรู้ 1.3 การหาสมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง
  • 14.
    14 ตัวอย่างที่ 2 ให้y = (1 - 3x)2 เป็นสมการเส้นโค้ง จงหา 1) ความชันของเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 ) 2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 ) 3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4) วิธีทา y = (1 - 3x)2 เป็นสมการเส้นโค้ง 1) ความชันของเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 ) f / (x) = 2(1-3x) (-3) = - 6 + 18x f / (2) = - 6 + 18(1) ความชัน (m) = 12 2) สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 ) y – y1 = m ( x – x1 ) y - 4 = 12 ( x – 1 ) y - 4 = 12x - 12 y = 12x – 12 + 4 y = 12x - 8 ดังนั้น สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 ) คือ y = 12x - 8 3) สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4) จากสมบัติของความชันข้อ 6. เส้นตรงสองเส้นตั้งฉากซึ่งกันและกัน ผลคูณของความชันเท่ากับ – 1 ( m1 x m2 = - 1) ดังนั้น m1 = 12 m2 = 12 1  y – y1 = m ( x – x1 ) y - 4 = 12 1  ( x – 1 ) 12(y – 4) = - (x - 1) 12y - 48 = - x + 1 x + 2y - 48 - 1 = 0 x + 2y - 49 = 0 ดังนั้น สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่ผ่านจุด ( 1 , 4 ) คือ x + 2y - 49 = 0 ใบความรู้ที่ 1.4
  • 15.
    15 จุดที่สัมผัสเส้นโค้ง ตัวอย่างที่ 1 ให้y = x2 – x + 3 เป็นสมการของเส้นโค้ง ความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 3 จงหา จุดที่สัมผัสเส้นโค้ง วิธีทา จากโจทย์ ความชัน (m) = dx dy = f / (x) = 3 …………………….. y = x2 – x + 3 เป็นสมการเส้นโค้ง ………………. dx dy = f / (x) = 2x – 1 จะได้ว่า 2x – 1 = 3 x = 2 แทนค่า x = 2 ในสมการเส้นโค้ง y = 22 – 2 + 3 = 5 ดังนั้น จุดที่สัมผัสเส้นโค้ง คือ (2 , 5) ตัวอย่างที่ 2 จงหาจุดบนเส้นโค้ง y = x3 – 3x เมื่อเส้นสัมผัสที่จุดเหล่านี้ขนานกับแกน X วิธีทา จากโจทย์ y = x3 – 3x เป็นสมการเส้นโค้ง ……………..(1) ความชัน ( m) หรือ f/ (x) = 3x2 - 3 เมื่อเส้นสัมผัสที่จุดเหล่านี้ขนานกับแกน X จากสมบัติของความชัน ข้อ 3 ถ้า ความชัน ( m = 0 ) แสดงว่า เส้นตรง L ขนานกับ x จะได้ว่า f/ (x) = 3x2 - 3 = 0 3x2 = 3 x2 = 1 x =  1 แทนค่าในสมการเส้นโค้ง ……….(1) ถ้า x = 1 จะได้ y = - 2 ถ้า x = - 1 จะได้ y = 2 ดังนั้น จุดบนเส้นโค้งคือ ( 1 , - 2 ) และ ( - 1 , 2 ) 2.4 การประยุกต์ของอนุพันธ์ 2.4.1 ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด สมการกาลังสอง y = ax2 + bx + c ; a  0 มีลักษณะเป็นกราฟพาราโบลา การหาจุดต่าสุด หรือจุดสูงสุดของกราฟสามารถหาได้โดยใช้อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง หรือวิธีอื่นๆ
  • 16.
    16 การหาค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุดของกราฟพาราโบลามีหลายวิธี เช่น วิธีที่ 1เขียนกราฟ วิธีที่ 2 ทาเป็นกาลังสองสมบูรณ์ วิธีที่ 3 ใช้สูตร วิธีที่ 4 ใช้อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ของฟังก์ชันดีกรีสาม ขั้นตอนการคานวณหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ 1. หาค่าวิกฤติ ( ค่า c ) 1.1 หาอนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง f / (x) 1.2 หาค่า x ( ค่า c ) โดยให้ f / (x) = 0 แก้สมการหาค่า x 1.3 ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด แทนค่า x ในสมการ y = f (x) หาค่า y 2. ตรวจสอบค่าวิกฤติ *** 2.1 หาอนุพันธ์อันดับที่สอง f / / (x) 2.2 หาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ กรณีที่ 1 ถ้า f // ( c ) > 0 แล้ว f (c) เป็นค่าต่าสุดสัมพัทธ์ กรณีที่ 2 ถ้า f // ( c ) < 0 แล้ว f (c) เป็นค่าสูงสุดสัมพัทธ์ กรณีที่ 3 ถ้า f // ( c ) = 0 ไม่สามารถสรุปได้ ค่า x ที่มีโอกาสจะทาให้ เป็นค่าสูงสุดหรือค่าต่าสุดได้ จึงต้องเป็นค่า x ที่ทาให้ dx dy = 0 ดังนั้น ค่าของ x ที่จะให้ y มีค่าสูงสุดหรือค่าต่าสุด จึงเป็นค่า x ที่ได้จากการแก้สมการ dx dy = 0 10 8 6 4 2 -2 -4 -6 -8 -10 -15 -10 -5 5 10 15 f x  = x3-6x2 +8x เมื่อสังเกตจากกราฟจะเห็นว่า ถ้าลากเส้นสัมผัสเส้นโค้งที่จุดซึ่งให้ ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด เส้นสัมผัส นั้นจะขนานกับแกน X ความชันของเส้นสัมผัสที่จุดสูงสุดหรือจุดต่าสุด นี้จึงเป็นศูนย์แต่ความชันของเส้นโค้ง ณ จุดใดก็ตาม ก็คือค่าของอนุพันธ์ของฟังก์ชัน ณ จุดนั้น ดังนั้น ค่าของอนุพันธ์ที่จุดสูงสุดหรือต่าสุด จึงต้องเป็นศูนย์ ใบความรู้ที่ 1 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดโดยวิธีเขียนกราฟ จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุด สมการ y = x2 - 4x - 1 โดยวิธีเขียนกราฟ
  • 17.
    17 การเขียนกราฟมีขั้นตอนดังนี้ 1. สร้างตารางคู่อันดับ 1.1 กาหนดค่าx 1.2 แทนค่า x ในสมการ หาค่า y X - 2 - 1 0 1 2 3 4 5 6 y 11 4 - 1 - 4 - 5 - 4 - 1 4 11 2. เขียนกราฟ 8 6 4 2 -2 -4 -6 -8 -10 -5 5 10 A:(2.01,-5.00) f x  = x2-4x-1 A ลักษณะกราฟ 1. เป็นกราฟ พาราโบลาหงาย เพราะ ค่า a = 1 ( เป็นบวก ) 2. จุดต่าสุด คือ ( 2 , - 5 ) ค่าต่าสุด คือ - 5 ใบความรู้ที่ 2 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดโดยวิธีทาเป็นกาลังสองสมบูรณ์ วิธีทาเป็นกาลังสองสมบูรณ์ ของสมการในรูป y = ax2 + bx + c มีขั้นตอนดังนี้ 1. ดึงตัวร่วม a (ถ้ามี)
  • 18.
    18 2. กาลังสองสมบูรณ์ 2.1 นา2 หารสัมประสิทธิ์ของพจน์ที่มีตัวแปรกาลังหนึ่ง(พจน์กลาง) ได้ค่าหนึ่งแล้วนาไปยกกาลังสอง บวกเข้าและลบออกอย่างละ 1 ตัว 2.2 จัดรูป y = x2  bx + 2 2       b = น2  2นxล + ล2 2.3 แยกตัวประกอบ x2  bx + 2 2       b = ( x  2 b )2 เช่น x2 - 6x + 9 = ( x - 3)( x - 3) = ( x - 3)2 3. จัดสมการในรูป y = a(x - h)2 + k 3.1 จุดต่าสุดหรือจุดสูงสุด คือ ( h , k ) 3.2 พาราโบลาคว่าหรือหงายพิจารณาดังนี้ ก. ถ้า a > 0 (เป็นบวก) พาราโบลาหงาย ได้จุดต่าสุด ข. ถ้า a < 0 (เป็นลบ) พาราโบลาคว่า ได้จุดสูงสุด ตัวอย่างที่ 2 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ y = x2 - 4x - 1 วิธีทา y = x2 - 4x -1 + 22 - 22 = ( x2 - 4x + 22 ) -1 - 22 = ( x - 2)( x - 2) -1 - 4 = ( x - 2 )2 - 5 y = a(x - h)2 + k ลักษณะกราฟ a = 1 (เป็นบวก) พาราโบลาหงาย ได้จุดต่าสุดคือ ( 2 , - 5) โจทย์ปัญหา จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ สมการ y = x2 - 6x + 4 (นักเรียนลองฝึกทาดูซิคะ) …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… ……… ………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… ใบความรู้ที่ 3 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดโดยวิธีใช้สูตร วิธีใช้สูตร มีขั้นตอนดังนี้
  • 19.
    19 เนื่องจากการแสดงการหาค่า x และy ค่อนข้างยุ่งยากจึงสรุปได้ดังนี้ 1. จาสูตรได้ ค่า x = a b 2  และ ค่า y = a bac 4 4 2  2. ใช้สูตรเป็น เช่น y = 2x2 - 3x + 4 จะได้ a = 2 b = - 3 c = 4 3. เห็นคาตอบ จุดต่าสุดหรือจุดสูงสุด คือ ( x , y ) ตัวอย่าง 3 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ y = - 3x2 - 12x - 5 วิธีทา y = - 3x2 - 12x - 5 จะได้ a = - 3 b = - 12 c = - 5 จากสูตร x = a b 2  y = a bac 4 4 2  = )3(2 )12(   = - 2 = )3(4 )12()5)(3(4 2   = 12 14460   = 7 a = - 3 (เป็นลบ) พาราโบลาคว่า ได้จุดสูงสุดคือ ( - 2 , 7 ) # โจทย์ปัญหา จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ สมการ y = - 2x2 + 8x - 13 (นักเรียนลองฝึกทาดูซิคะ) …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… ใบความรู้ที่ 4 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดโดยวิธีใช้อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง วิธีใช้อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง มีวิธีการดังนี้
  • 20.
    20 1. หาอนุพันธ์ dx dy หรือ f/ (x) 2. หาค่า x , y 2.1 หาค่า x แทนค่า dx dy = 0 แก้สมการหาค่า x 2.2 หาค่า y แทนค่า x ในสมการ y = f(x) 3. จุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดคือ ( x , y ) ตัวอย่าง 4 จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ y = - 3x2 - 12x - 5 วิธีทา 1. หาอนุพันธ์ dx dy หรือ f / (x) y = - 3x2 - 12x - 5 dx dy = - 6x - 12 2. หาค่า x , y 2.1 หาค่า x แทนค่า dx dy = 0 แก้สมการหาค่า x 0 = - 6x - 12 x = - 2 2.2 หาค่า y แทนค่า x ในสมการ y = f(x) y = - 3 (-2)2 - 12 (-2) - 5 = - 12 + 24 - 5 = 7 3. จุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดคือ ( x , y ) # a = - 3 (เป็นลบ) พาราโบลาคว่า ได้จุดสูงสุดคือ ( - 2 , 7 ) # โจทย์ปัญหา จงหาจุดต่าสุดหรือจุดสูงสุดของ สมการ y = - 2x2 + 8x - 13 (นักเรียนลองฝึกทาดูซิคะ) …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………… 2.5 อนุพันธ์อันดับสูง กาหนด f เป็นฟังก์ชันที่สามารถหาอนุพันธ์ได้ และ f / (x) เป็นอนุพันธ์ของฟังก์ชัน f ที่ x ซึ่ง ตัวอย่างที่ 5 จงหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุด สัมพัทธ์ ของ f (x) = x3 + 3x2 – 24x – 20
  • 21.
    21 สามารถหาอนุพันธ์ได้แล้ว จะเรียกอนุพันธ์ของ ฟังก์ชัน fที่ x หรืออนุพันธ์ของฟังก์ชัน f / ที่ x ว่า อนุพันธ์อันดับที่ 2 ของ ฟังก์ชัน f ที่ x และเขียนแทน อนุพันธ์ของฟังก์ชัน f / ที่ x ด้วย f // (x) สัญลักษณ์แทนอนุพันธ์ f / (x) หรือ dx dy แทนอนุพันธ์อันดับที่ 1 ของ f (x) f // (x) หรือ 2 2 dx yd แทนอนุพันธ์อันดับที่ 2 ของ f (x) f /// (x) หรือ 3 3 dx yd แทนอนุพันธ์อันดับที่ 3 ของ f (x) f4 (x) หรือ 4 4 dx yd แทนอนุพันธ์อันดับที่ 4 ของf (x) --- fn (x) หรือ n n dx yd แทนอนุพันธ์อันดับที่ n ของf (x) ตัวอย่างที่ 1 จงหาอนุพันธ์อันดับที่ 4 ของฟังก์ชัน f (x) = 2x5 + 3x4 – 2x3 + 5x2 วิธีทา f (x) = 2x5 + 3x4 – 2x3 + 5x2 f / (x) = 10x4 + 12x3 – 6x2 + 10x f // (x) = 40x3 + 36x2 – 12x + 10 f /// (x) = 120x2 + 72x– 12 f 4 (x) = 240x + 72 วิธีทา จาก f (x) = x3 + 3x2 – 24x – 20 จะได้ f / (x) = 3x2 + 6x – 24 ถ้า f / (x) = 0 3x2 + 6x – 24 = 0 นา 3 หาร ; 3x2 + 6x – 24 = 0 x2 + 2x – 8 = 0 ( x+ 4 ) ( x – 2 ) = 0 เพราะฉะนั้น x = - 4 หรือ x = 2 ดังนั้น ค่าวิกฤตของฟังก์ชันคือ - 4 และ 2 ตรวจสอบค่าวิกฤตโดยใช้อนุพันธ์อันดับที่ 2 f // (x) = 6x + 6 f // (- 4 ) = 6 ( - 4 ) + 6 = - 18 < 0 ( กรณีที่ 2) f // (2 ) = 6 ( 2 ) + 6 = 18 > 0 ( กรณีที่ 1) f (-4) = (-4)3 + 3(-4)2 – 24(-4) – 20 = - 64 + 48 + 96 - 20 = 144 – 84 = 60 ดังนั้น มีค่าสูงสุดสัมพัทธ์ที่ x = - 4 และ ค่าสูงสุดสัมพัทธ์คือ f(-4 ) = 60 f (2) = (2)3 + 3(2)2 – 24(2) – 20 = 8 + 12 – 48 – 20 = - 48 มีค่าต่าสุดสัมพัทธ์ที่ x = 2 และ ค่าต่าสุดสัมพัทธ์คือ f(2 ) = - 48 โจทย์ของค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด ขั้นตอนการคานวณโจทย์การหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ 1. เปลี่ยนประโยคภาษาเป็นประโยคสัญลักษณ์ 1.1 กาหนดตัวแปร x แทนสิ่งที่โจทย์ต้องการหา 1.2 สร้างความสัมพันธ์ ในรูป y = f(x) 2. หาค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด 2.1 หาอนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง f / (x) 2.2 หาค่า x โดยให้ f / (x) = 0 3. ตรวจสอบค่าวิกฤติ 3.1 หาอนุพันธ์อันดับที่สอง f / / (x) 3.2 หาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์
  • 22.
    22 กรณีที่ 1 ถ้าf // ( c ) > 0 แล้ว f ( c ) เป็นค่าต่าสุดสัมพัทธ์ กรณีที่ 2 ถ้า f // ( c ) < 0 แล้ว f ( c ) เป็นค่าสูงสุดสัมพัทธ์ กรณีที่ 3 ถ้า f / ( c ) = 0 ไม่สามารถสรุปได้ 1. โจทย์เกี่ยวกับจานวน ตัวอย่างที่ 1 จานวนบวกสองจานวนซึ่งรวมกันได้ 12 โดยที่ผลคูณของจานวนทั้งสองมีค่ามากที่สุด วิธีทา ให้ x แทนจานวนๆหนึ่ง อีกจานวน 12 – x ให้ y เป็นผลคูณของจานวนทั้งสอง y = x ( 12 – x ) = 12x – x2 หาอนุพันธ์ dx dy = 12 – 2x 0 = 12 – 2x 2x = 12 x = 6 อีกจานวน 12 – 6 = 6 ดังนั้นจานวนทั้งสอง คือ 6 กับ 6 ตัวอย่างที่ 2 จานวนบวกสองจานวนซึ่งรวมกันได้ 12 โดยที่ผลคูณของจานวนแรกกับจานวนที่สอง ยกกาลังสองมีค่ามากที่สุด วิธีทา ให้ x แทนจานวนๆหนึ่ง อีกจานวน 12 – x ให้ y เป็น ผลคูณของจานวนแรกกับจานวน ที่สองยกกาลังสอง y = x ( 12 – x )2 = x ( 144 – 24x + x2 ) = 144x – 24x2 + x3 หาอนุพันธ์ dx dy = 144 – 48x + 3x2 3x2 – 48x + 144 = 0 x2 - 12x + 48 = 0 ( x – 4 ) ( x - 12 ) = 0 x = 4 , 12 ดังนั้นค่าวิกฤตคือ 4 , 12 ตรวจสอบค่าวิกฤต หาอนุพันธ์อันดับที่สอง จาก f (x) = 144x – 24x2 + x3 f // (x) = 6x – 48 และ f // (4) = 6(4) – 48 = - 24 f // (12) = 6(12) – 48 = 24 นั่นคือ f // (4) < 0 แสดงว่า ที่ x = 4 ทาให้ f (x) มีค่าสูงสุดสัมบูรณ์ ดังนั้นจานวนบวกจานวนแรกคือ 4 และ อีกจานวนคือ 8 2. โจทย์เกี่ยวกับพื้นที่และปริมาตร ตัวอย่างที่ 2.1 มีลวดหนามทารั้วยาว 400 เมตร จะกั้นรั้วรอบที่ดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีความกว้าง และ ความยาวเท่าใด จึงจะได้พื้นที่มากที่สุด
  • 23.
    23 วิธีทา ให้ xเป็นความยาว ( เมตร) A(x) เป็น พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า เส้นรอบรูป = 400 2( ก + ย ) = 400 ก = 200 - ย = 200 – x พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า = ก x ย A(x) = ( 200 – x ) x = 200x – x2 อนุพันธ์ A/ (x) = 200 – 2x จะได้ 200 – 2x = 0 x = 100 กว้าง = 200 – 100 = 100 ดังนั้นต้องกั้นที่ดินกว้าง 100 เมตร ยาว 100 เมตร จึงจะได้พื้นที่มากที่สุด ตัวอย่างที่ 2.2 กระดาษแข็งเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีด้านยาวด้านละ 12 เซนติเมตร ถ้าตัดมุมทั้งสี่ ออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ x เซนติเมตร แล้วพับตามรอยเส้นประเพื่อเชื่อมกล่องฝาเปิด x ควรจะมีค่าเท่าใดจึงจะทาให้กล่องมีปริมาตรมากที่สุดและกล่องมีปริมาตรมากที่สุดเป็นเท่าไร วิธีทา ให้ v ( x ) เป็นปริมาตรของกล่อง ( ลูกบาศก์เซนติเมตร) x เป็นความยาวของด้านของสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ถูกตัดออก(สูง) กว้าง 12 – 2x ยาว 12 – 2x ปริมาตร = พื้นที่ฐาน สูง v ( x ) = (12 – 2x) (12 – 2x) x = ( 12 – 2x)2 x = (144 – 48x + 4x2 ) x = 144x – 48x2 + 4x3 = 4x3 – 48x2 + 144x อนุพันธ์ v / ( x ) = 12x2 – 96x + 144 12x2 – 96x + 144 = 0 x2 – 8x + 12 = 0 ( x – 2 ) ( x – 6 ) = 0 ดังนั้น ค่าวิกฤตของฟังก์ชัน v ( x ) คือ 2 , 6 ตรวจสอบค่าวิกฤต หาอนุพันธ์อันดับที่สอง จาก v ( x ) = 4x3 – 48x2 + 144x v // (x) = 24x – 96 และ v // (2) = 24(2) – 96 = - 48 v // (6) = 24(6) – 96 = 48 นั่นคือ v // (2) < 0 แสดงว่า v (x) มีค่าสูงสุดสัมพัทธ์ ที่ x = 2 v ( x ) = ( 12 – 2x)2 x v ( 2) = [ 12 – 2(2)]2 2 = 128 แสดงว่า v (x) มีค่าต่าสุดสัมพัทธ์ ที่ x = 6 v ( 6) = 0 นั่นคือ x = 2 ( กล่องสูง 2 ซม. ) กล่องจึงจะมีปริมาตรมากที่สุด 3. สมการของการเคลื่อนที่ ( ความเร็วและความเร่ง )
  • 24.
    24 ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทาง ( S) กับเวลา ( t ) อยู่ในรูปฟังก์ชัน คือ S = f (t) เรียกว่า สมการของการเคลื่อนที่ การหาความเร็วและความเร่ง 1. ความเร็ว ( Veocity ) 1.1 ความเร็วเฉลี่ย ( Average Veocity ) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของระยะทางเทียบกับเวลา Vavg = t s   = h tfhtf )()(  1.2 ความเร็วขณะเวลา t ใดๆ หรือ อัตราการเปลี่ยนแปลงขณะใดขณะหนึ่ง ( Instantaneous Veocity ) คือ อนุพันธ์อันดับที่หนึ่ง ความเร็ว (v ) = 0 lim x h tfhtf )()(  ความเร็ว (v ) = dt ds = f / (t) 2. ความเร่ง ( Accerlition )คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความเร็วเทียบกับเวลา 2.1 ความเร่งเฉลี่ย (Average accerlition ) aavg = t v   2.2 ความเร่งขณะใดขณะหนึ่ง ( Instantaneous accerlition ) คือ อนุพันธ์อันดับที่สอง ความเร่ง ( a ) = 2 2 dt sd = dt dv = f // (t) การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งข้อสังเกตในการคานวณ 1 1. เครื่องหมาย V , S ถ้ามีทิศทางตามความเร็วต้น + และสวนทางกับความเร็วต้นเป็น - 2. เมื่อโยนวัตถุขึ้นไปในแนวดิ่ง ณ จุดใดๆ ความเร็วขาขึ้นย่อมเท่ากับความเร็วขาลง 3. ช่วงเวลาขาขึ้นเท่ากับช่วงเวลาขาลง 4. ที่จุดสูงสุดความเร็วเท่ากับ 0 1 อารมณ์ ปุณโณทก , ( 2525 ). ว 021 ฟิสิกส์ ม. 4 . พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์กราฟิคอาร์ต. 3. โจทย์เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ ตัวอย่างที่ 3 ก้อนหินถูกโยนขึ้นไปในอากาศตามแนวดิ่ง โดยมีความเร็วต้นเท่ากับ 112 ฟุต/วินาที และ สมการของการเคลื่อนที่ของก้อนหินคือ S = 112 t – 16 t2 จงหา
  • 25.
    25 1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t= 2 ถึง t = 4 2) ความเร็วขณะเวลา t = 3 วินาที 3) ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด 4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 96 ฟุต วิธีทา 1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 2 ถึง t = 4 Vavg = h tfhtf )()(  f (4) = 112 (4) – 16 (4)2 = 192 f (2) = 112 (2) – 16 (2)2 = 160 แทนค่า Vavg = 2 160192  = 2 32 = 16 ดังนั้นความเร็วเฉลี่ย เท่ากับ 16 ฟุต /วินาที 2) ความเร็วขณะเวลา t = 3 วินาที จาก S = 112 t – 16 t2 ความเร็ว (v) = f / (t) = 112 – 32 t ถ้า t = 3 จะได้ f / (3) = 112 – 32 (3) = 112 – 96 = 16 ดังนั้น ความเร็วขณะเวลา t = 3 วินาที เท่ากับ 16 ฟุต/วินาที 3) ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด จาก S = 112 t – 16 t2 ความเร็ว (v) = f / (t) = 112 – 32 t ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นได้สูงสุด v = 0 จะได้ว่า 112 – 32 t = 0 t = 3.5 แทนค่า t = 3.5 ในสมการการเคลื่อนที่ S = 112 (3.5) – 16 (3.5)2 = 392 – 196 = 196 ดังนั้น ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด 196 ฟุต 4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 96 ฟุต( S = 96) จาก S = 112 t – 16 t2 96 = 112 t – 16 t2 16 t2 - 112 t + 96 = 0 t2 - 7 t + 6 = 0 ( t – 6 ) ( t – 1 ) = 0 t = 6 ,1 ดังนั้น ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 96 ในวินาทีที่ 1 หรือวินาทีที่ 6 4. โจทย์อื่นๆ ตัวอย่างที่ 4 .1 ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีครั้งหนึ่ง หาอุณหภูมิได้จากสมการ  = 4 t - 0.1t2 เมื่อ  เป็นอุณหภูมิซึ่งมีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส และ t เป็นเวลามีหน่วยเป็นวินาที
  • 26.
    26 เมื่อใดที่อุณหภูมิจะขึ้นสูงสุดและอุณหภูมิสูงสุดเป็นเท่าใด วิธีทา จาก = 4 t - 0.1t2 dt d = 4 - 0.2 t 4 - 0.2 t = 0 t = 2.0 4 = 20 แทนค่า t = 20  = 4 (20) - 0.1 (20)2 = 80 - 40 = 40 ดังนั้น เมื่อเวลา 20 วินาที อุณหภูมิสูงสุดเท่ากับ 40 องศาเซลเซียส ตัวอย่างที่ 4 .2 โรงงานแห่งหนึ่ง สามารถขายสินค้าที่ผลิตได้ชนิดหนึ่ง จานวน x ชิ้นต่อ 1 สัปดาห์ ขายไปชิ้นละ 400 – 0.02x บาท และต้องเสียค่าทุนในการผลิตสินค้า x ชิ้น เป็นเงิน 80x + 3000 บาท จงหาว่าโรงงานแห่งนี้จะต้องผลิตสินค้าสัปดาห์ละกี่ชิ้น จึงจะได้กาไรมากที่สุด วิธีทา ให้โรงงานผลิตสินค้า จานวน x ชิ้นต่อ 1 สัปดาห์ ค่าลงทุน 80x + 3000 บาท ขายสินค้า ชิ้นละ 400 – 0.02x จานวน x ชิ้น เป็นเงิน 400x – 0.02x2 ให้ f(x) แทนกาไรของการขายสินค้า x ชิ้น กาไร = ราคาขาย – ราคาทุน f(x) = (400x – 0.02x2 ) – ( 80x + 3000 ) = 400x – 0.02x2 – 80x - 3000 = 320x – 0.02x2 - 3000 f / (x) = 320 – 0.04x 0 = 320 – 0.04x 04.0 320 = x x = 8000 ชิ้น ดังนั้น ต้องผลิตสินค้า สัปดาห์ละ 8000 ชิ้น จึงจะได้กาไรมากที่สุด แบบฝึกหัดที่ 2.1 อัตราการเปลี่ยนแปลง 1. จงหาอัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของ y เทียบกับ x 1. y = 3x2 - 1 เมื่อ x เปลี่ยนจาก 3 เป็น 5
  • 27.
    27 2. y =x2 - 2x = 5 เมื่อ x เปลี่ยนจาก 1 เป็น 3 3. y = 2x2 + 3x - 4 เมื่อ x เปลี่ยนจาก 2 เป็น 5 4. y = 3x2 - 2x + 1 เมื่อ x เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4 5. y = 2x2 - 3x เมื่อ x เปลี่ยนจาก 3 เป็น 5 2. จงหาอัตราการเปลี่ยนแปลงของ y เทียบกับ x ขณะ x ใดๆ 1. y = 3x2 – 5 ขณะ x = 2 2. y = 2x2 + 3x ขณะ x = 3 3. y = x2 – 4x + 1 ขณะ x = 5 4. y = 3x2 – 2x + 1 ขณะ x = 4 5. y = 2x2 – 3x + 7 ขณะ x = 5 3. วงกลมวงหนึ่ง มีรัศมียาว r เซนติเมตร จงหา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี เมื่อความยาวของรัศมีเปลี่ยนจาก 8 เป็น 10 เซนติเมตร 2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่วงกลมเทียบกับความยาวของด้าน ขณะรัศมียาว 8 เซนติเมตร 4. สามเหลี่ยมด้านเท่ารูปหนึ่ง มีด้านยาว x หน่วย จงหา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของพื้นที่เทียบกับความยาวของด้าน เมื่อความยาวของรัศมีเปลี่ยนจาก 8 เป็น 12 เซนติเมตร 2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เทียบกับความยาวของด้าน ขณะด้านยาว 12 เซนติเมตร 5. ปริมาตรของทรงกลมมีรัศมียาว r เซนติเมตร จงหา 1. อัตราการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยของปริมาตรทรงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี เมื่อความยาวของรัศมีเปลี่ยนจาก 6 เป็น 9 เซนติเมตร 2. อัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรทรงกลมเทียบกับความยาวของรัศมี ขณะรัศมียาว 5 เซนติเมตร แบบฝึกหัดที่ 2.2 จงหาอนุพันธ์ของฟังก์ชันต่อไปนี้ ชุดที่ 1 สูตรที่ 1 - สูตรที่ 4 1. ถ้า y = 2x จงหา dx dy 16. ถ้า y = 2 4 3 x x  จงหา dx dy
  • 28.
    28 2. ถ้า y= x5 จงหา dx dy 3. ถ้า y = 2x3 จงหา dx dy 4. ถ้า y = 4x2 + 5x จงหา dx dy 5. ถ้า y = 3x3 – 2x2 + x จงหา dx dy ชุดที่ 2 n x dx d = nxn - 1 6. ถ้า y = x- 4 จงหา dx dy 7. ถ้า y = 2 3 x จงหา dx dy 8. ถ้า y = 3 2 x จงหา dx dy 9. ถ้า y = 3 x จงหา dx dy 10. ถ้า y = x 2 จงหา dx dy ชุดที่ 3 การคูณ dx dy = g(x) )(/ xf + f(x) )(/ xg 11. ถ้า y = x2 ( 2x2 – 3x + 1 ) จงหา dx dy 12. ถ้า y = ( x + 3 )2 จงหา dx dy 13. ถ้า y = ( 3x - 2 )2 จงหา dx dy 14. ถ้า y = ( 2x + 5)(3 x - 2 ) จงหา dx dy 15. ถ้า y = x ( 3x2 – 4x ) จงหา dx dy ชุดที่ 4 การหาร dx dy = 2 // )]([ )()()()( xg xgxfxfxg  17. ถ้า y = 2 3 x x จงหา dx dy 18. ถ้า y = 62 92   x x จงหา dx dy 19. ถ้า y = 12 12   x x จงหา dx dy 20. ถ้า y = x xx 532 24  จงหา dx dy ชุดที่ 5 กฎลูกโซ่ dx dy = n [ f (x) ]n – 1 )(/ xf 21. ถ้า y = ( x - 2 )6 จงหา dx dy 22. ถ้า y = ( 2x - 1 )4 จงหา dx dy 23. ถ้า y = 5 )23( 1 x จงหา dx dy 24. ถ้า y = 2 21 x จงหา dx dy 25. ถ้า y = 2 21 1 x จงหา dx dy ชุดที่ 6 ระคน 26. ถ้า y = ( 4x - 1 )6 จงหา dx dy 27. ถ้า y = xx 23 2  จงหา dx dy 28. ถ้า y = xx 23 1 2  จงหา dx dy 29. ถ้า y = 4 13 13         x x จงหา dx dy 30. ถ้า y = 5 12 12         x x จงหา dx dy แบบฝึกหัดที่ 2.3 ความชันและสมการเส้นโค้ง 1. จงหาความชันของเส้นโค้ง ณ จุดที่กาหนดให้ และสมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุดนั้น 1. y = x2 – 3x ที่จุด ( 2 , -2 ) 2. y = x - 2x2 ที่จุด ( 2 , - 6 )
  • 29.
    29 3. y =x2 + 4x - 2 ที่จุด ( - 3 , - 5 ) 4. y = (2x- 1 )2 ที่จุด ( 2 , 9 ) 5. y = x x 22  ที่จุดซึ่ง x = 1 2. จงหาความชันของเส้นโค้ง ณ จุดที่กาหนดให้ ความชันของเส้นที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัส และ สมการของเส้นตรงที่ตั้งฉากกับสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุดนั้น 1. y = x2 – 3x ที่จุด ( 2 , -2 ) 2. y = x - 2x2 ที่จุด ( 2 , - 6 ) 3. y = x2 – 4x + 2 ที่จุด ( - 3 , 3 ) 4. y = (2x- 1 )2 ที่จุด ( 2 , 9 ) 5. y = x x 22  ที่จุดซึ่ง x = 1 3. จงหาความชันของเส้นโค้ง ณ จุดที่กาหนดให้ สมการของเส้นสัมผัสเส้นโค้ง ณ จุดนั้นและสมการของเส้น ที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง 1. y = x2 – 4x + 2 ที่จุด ( - 3 , 3 ) 2. y = (1 - 2x)2 ที่จุด ( 2 , 9 ) 3. y = x x 22  ที่จุดซึ่ง x = 1 ชุดที่ 2 1. ให้ y = x2 – 3x – 4 เป็นสมการเส้นโค้ง มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 3 จงหาจุดที่สัมผัสเส้นโค้ง 2. ให้ y = 2x2 + 5x – 13 เป็นสมการเส้นโค้ง มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ - 3 จงหาจุดที่สัมผัสเส้นโค้ง 3. ให้ y = 8x - x2 เป็นสมการเส้นโค้ง มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 2 จงหาจุดที่สัมผัสเส้นโค้ง 4. ให้ y = - x2 + 6x – 3 เป็นสมการเส้นโค้ง มีความชันของเส้นโค้งเท่ากับ 4 จงหาจุดที่สัมผัสเส้นโค้ง 5. ถ้าเส้นตรง y = 2ax ขนานกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง 2x3 + 5 ที่จุด ( 1 , 7 ) จงหาค่าของ a 6. จงหาสมการเส้นตรงที่ตั้งฉากกับเส้นสัมผัสเส้นโค้ง y = x3 – 2x2 + 5x ที่จุด ( 1 , 4 ) 7. จงหาจุดบนเส้นโค้ง y = x3 – 3x เมื่อเส้นสัมผัสที่จุดเหล่านั้นขนานกับแกน X 8. จงหาจุดบนเส้นโค้ง y = x3 – 27x เมื่อเส้นสัมผัสที่จุดเหล่านั้นขนานกับแกน X แบบฝึกหัดที่ 2.4 โจทย์ของการเคลื่อนที่ 1. กาหนดให้ S แทนระยะทาง (เมตร) t แทนเวลา ( วินาที) v แทนความเร็ว ( เมตร/วินาที )
  • 30.
    30 วัตถุชิ้นหนึ่ง มีสมการของการเคลื่อนที่เป็น S= t2 - 2t + 3 จงหา 1) อัตราการเปลี่ยนแปลงของระยะทางเทียบกับเวลา ตั้งแต่ t = 2 ถึง t = 5 วินาที 2) อัตราการเปลี่ยนแปลงของระยะทางเทียบกับเวลาขณะเวลา t = 3 วินาที ( ความเร็ว) 2. วัตถุชิ้นหนึ่ง มีสมการของการเคลื่อนที่เป็น S = 96 t – 8 t2 จงหา 1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 2 ถึง t = 4 2) ความเร็วขณะเวลา t = 5 วินาที 3) ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด 4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 256 ฟุต 5) ความเร่งของวัตถุขณะเวลา t = 3 วินาที 3. วัตถุชิ้นหนึ่ง มีสมการของการเคลื่อนที่เป็น S = 72 t – 4 t2 จงหา 1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 3 ถึง t = 5 2) ความเร็วขณะเวลา t = 4 วินาที 3) ระยะทางที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูงสุด 4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 288 ฟุต 5) ความเร่งของวัตถุขณะเวลา t = 4 วินาที 4. วัตถุชิ้นหนึ่ง มีสมการของการเคลื่อนที่เป็น S = t3 – 6t2 + 9t + 4 จงหา 1) ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลา t = 2 ถึง t = 4 2) ความเร็วขณะเวลา t = 6 วินาที 3) ระยะทางเมื่อความเร็วของวัตถุเท่ากับ 0 4) เมื่อใดที่ก้อนหินขึ้นไปได้สูง 128 ฟุต 5) ความเร่งของวัตถุขณะเวลา t = 3 วินาที
  • 31.
    31 แบบฝึกหัด 2.5 ค่าต่าสุดหรือค่าสูงสุด 1. จงหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ของฟังก์ชันต่อไปนี้ 1)y = x2 – 4x – 2 2) y = 2x2 – 8x + 3 3) y = 4x – x2 4) y = - 3x2 – 18x – 20 5) y = x2 – 6x + 5 6) y = 6 – 2x – x2 7) y = x3 – 27x 8) y = 12x – x3 9) y = x3 – 3x2 – 9x + 1 10) y = 2x3 – 9x2 + 12 x – 3 11) y = ( x- 2 )3 12) y = x ( 12 – 2x )2 13) y = x3 – 3x 14) y = 2x3 + 3x2 – 12x – 7 15) y = x3 + x2 – 8x - 1 2. มีรั้วยาว 200 เมตร ล้อมที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 แปลง เท่าๆกัน ดังรูป จะล้อมได้พื้นที่มากที่สุดเท่าใด x x x y y y x x x 3. จานวนสองจานวนบวกกันได้16 ถ้าผลคูณของสองจานวนมีค่ามากที่สุด 4. กระดาษแข็งเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีด้านยาวด้านละ 10 เซนติเมตร ถ้าตัดมุมทั้งสี่ออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละ x เซนติเมตร แล้วพับตามรอยเส้นประเพื่อเชื่อมกล่องฝาเปิด x ควรจะมีค่าเท่าใดจึงจะทาให้กล่องมี ปริมาตรมากที่สุดและกล่องมีปริมาตรมากที่สุดเป็นเท่าไร 5. แผ่นโลหะรูปสี่เลี่ยมผืนผ้ากว้าง 10 เซนติเมตร และยาว 16 เซนติเมตร ตัดรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มุมทั้งสี่ สมมติว่าด้านของรูปจัตุรัสยาว x เซนติเมตร แล้วพับตามรอยเส้นประ เพื่อเชื่อมทากล่องเปิดฝา x จะมีค่าเท่าไร กล่องจึงจะมีปริมาตรมากที่สุด
  • 32.
    32 6. ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีครั้งหนึ่ง หาอุณหภูมิได้จากสมการ = 10 + 4 t - 0.2t2 เมื่อ  เป็นอุณหภูมิซึ่งมีหน่วยเป็นองศาเซลเซียส และ t เป็นเวลามีหน่วยเป็นวินาที เมื่อใดที่อุณหภูมิจะขึ้นสูงสุดและอุณหภูมิสูงสุดเป็นเท่าใด 7. ในการทดลองทางกสิกรรมครั้งหนึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าจะได้ผลผลิตมากขึ้น ถ้าใส่ปุ๋ ยมากขึ้น ( ถ้าไม่ใส่ปุ๋ ยมากจนเกินไป) ให้ f เป็นจานวนปุ๋ ยที่ใช้มีหน่วยเป็นกิโลกรัมต่อไร่ c เป็นปริมาณของผลผลิตที่ ได้หน่วยเป็นถังต่อไร่ ถ้า c = 20 + 24f – f2 จะต้องใช้ปุ๋ ยมากน้อยเพียงใดจึงจะได้ผลผลิตมากที่สุด 8. พ่อค้าคนหนึ่งผลิตสินค้าขายได้ชิ้นใน 1 สัปดาห์ ขายไปชิ้นละ p บาท ราคาและจานวนสินค้าที่ขายได้มี ความสัมพันธ์เขียนในรูปสมการ p = 100 – 0.04x และต้องลงทุน 600 + 22x บาท เขาจะต้องผลิตสินค้าออกขาย สัปดาห์ละกี่ชิ้นจึงจะมีกาไรมากที่สุด 9. กสิกรผู้หนึ่งอยากรู้ว่าสมควรจะใช้ปุ๋ ยมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ได้ที่ดินทาประโยชน์แก่เขามากที่สุด ถ้าให้ p เป็นกาไรสุทธิ (มีหน่วยเป็นบาท) ซึ่งเขาจะได้จากการทาไร่หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว F เป็นปริมาณปุ๋ ย ( หน่วยเป็นกิโลกรัมต่อไร่ ) ความสัมพันธ์ระหว่าง p กับ f เป็นดังนี้ p = 400 + 20f –f2 จงหาว่าจะใช้ปุ๋ ยกี่กิโลกรัมต่อที่ดิน 1 ไร่ จึงจะได้กาไรสุทธิสูงสุดและกาไรสูงสุดจากผลผลิตต่อไร่เป็นเท่าไร 10. สามเหลี่ยมมุมฉากรูปหนึ่ง มีความยาวของด้านทั้งสามเป็น 90 , 120 , 150 หน่วย จงหาความกว้างและความ ยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีพื้นที่มากที่สุดที่บรรจุอยู่ในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากนี้ 11. บริษัทรับส่งสินค้าสั่งให้รถบรรทุกของบริษัทวิ่งระยะทาง 500 กิโลเมตร ด้วยอัตราเร็วเฉลี่ย กิโลเมตรต่อ ชั่วโมงโดยวิ่งด้วยอัตราเร็วระหว่าง 25 – 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียค่าน้ามันลิตรละ 20 บาท และจะใช้น้ามัน ในอัตรา 8 + 150 2 x กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริษัทต้องเสียค่าเบี้ยเลี้ยงคนขับ ชั่วโมงละ 44 บาท ควรสั่งให้คนขับรถ ขับด้วยอัตราเร็วเฉลี่ยเท่าใดจึงจะประหยัดที่สุด 12. ท่อนไม้พื้นที่หน้าตัดเป็นวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง a เซนติเมตรต้องการเลื่อยออกเป็นคานหน้าตัดเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง w หนา d ให้ s เป็นน้าหนักสูงสุดที่คานรับน้าหนักได้และ s = kwd2 เมื่อ k เป็นค่าคงตัว จะต้องเลื่อยให้คานมีความกว้างและความหนาเท่าใด s จึงจะมีค่ามากที่สุด
  • 33.
    33 ใบความรู้ที่ 1 ค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ ตัวอย่างที่ 1จงหาค่าต่าสุดสัมพัทธ์หรือค่าสูงสุดสัมพัทธ์ f (x) = x3 + 3x2 - 24x - 20 วิธีทา จาก f (x) = x3 + 3x2 - 24x - 20 หาอนุพันธ์อันดับที่ 1 หาค่าวิกฤติ จะได้ f / (x) = 3x2 + 6x – 24 0 = 3 ( x2 + 2x - 8 ) ถ้า f / ( x ) = 0 จะได้ว่า 0 = ( x2 + 2x - 8 ) 0 = ( x + 4 ) ( x – 2) 0 = ( x + 4 ) ( x – 2) ดังนั้น x = - 4 หรือ x = 2 ดังนั้นค่าวิกฤตของฟังก์ชัน คือ - 4 หรือ 2 หาอนุพันธ์อันดับที่ 2 ตรวจสอบค่าวิกฤติ f / (x) = 3x2 + 6x – 24 f // ( x ) = 6x + 6 = 6 ( x + 1 ) f // ( - 4 ) = 6(-4)+ 6 = - 24 + 6 = - 18 < 0 (สูง) f // ( 2 ) = 6(2)+ 6 = 12 + 6 = 18 > 0 (ต่า) ดังนั้น f มีค่าสูงสุดสัมพัทธ์ที่ x = - 4 และค่าสูงสุดสัมพัทธ์ คือ f ( - 4 ) = ( - 4 )3 + 3(- 4)2 – 24(- 4) - 20 = - 64 + 48 + 96 – 20 = - 84 + 144 = 60 f มีค่าต่าสุดสัมพัทธ์ที่ x = 2 และค่าต่าสุดสัมพัทธ์คือ f (2) = ( 2 )3 + 3(2)2 – 24(2) - 20 = 8 + 12 – 48 – 20 = 20 – 68 = - 48 กรณีที่ 1 ถ้า f // ( c ) > 0 แล้ว f (c) เป็นค่าต่าสุดสัมพัทธ์ กรณีที่ 2 ถ้า f // ( c ) < 0 แล้ว f (c) เป็นค่าสูงสุดสัมพัทธ์ กรณีที่ 3 ถ้า f // ( c ) = 0 ไม่สามารถสรุปได้
  • 34.
    34 ใบความรู้ที่ 2 ตัวอย่างที่ 2บริษัทแห่งหนึ่ง ใช้ต้นทุนในการผลิตวิทยุ x เครื่อง เท่ากับ 1000 + 400x บริษัทขายวิทยุ x เครื่อง ต่อสัปดาห์ โดยขายเครื่องละ 800 - 2 3 1 x บาท จงหากาไรสูงสุดที่บริษัทได้รับจากการ ขายวิทยุ x เครื่องต่อสัปดาห์ วิธีทา ให้ x เป็นจานวนวิทยุที่ขายได้ต่อสัปดาห์ y = f(x) เป็นกาไรที่บริษัทได้รับ เนื่องจาก บริษัทขายวิทยุ x เครื่อง ต่อสัปดาห์ โดยขายเครื่องละ 800 - 2 3 1 x บาท ขายวิทยุ x เครื่อง เป็นเงิน = x( 800 - 2 3 1 x ) = 800x - 3 3 1 x บาท ต้นทุนในการผลิตวิทยุ x เครื่อง เท่ากับ 1000 + 400x บาท จาก กาไร = ราคาขาย - ราคาทุน f(x) = 800x - 3 3 1 x - ( 1000 + 400x ) f(x) = 800x - 3 3 1 x - 1000 - 400x f(x) = - 3 3 1 x + 400x – 1000 เมื่อ 0  x  48 อนุพันธ์ f / (x) = - x2 + 400 - x2 + 400 = 0 x =  20 จะได้x = 20,-20 เป็นค่าวิกฤติ ดังนั้น จะได้ค่าสูงสุดสัมพัทธ์ หรือค่าต่าสุดสัมพัทธ์ f(x) = -2x f(20) = -40 นั่นคือ f(20) < 0 แสดงว่าที่ x = 20 ทาให้ f(x) มีค่าสูงสุดสัมพัทธ์ แทนค่า x = 20 ใน f(x) f (20) = 3 1 (20)3 + 400 (20)-1000 = 3 13000 = 4333 3 1 ดังนั้นกาไรสูงสุดที่บริษัทได้รับเท่ากับ 4333 3 1 บาท
  • 35.
    35 ใบความรู้ที่ 3 ตัวอย่างที่ 3(แนวข้อสอบ เข้ามหาวิทยาลัย ปี 33) บริษัทแห่งหนึ่งขายสินค้า 100 ชิ้น ได้กาไร 7200 บาท โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของกาไรเทียบกับจานวนสินค้าที่ขายได้คือ 80 – 0.08x ถ้า x เป็นจานวนสินค้า(ชิ้น) ที่ขายได้ในการผลิตสินค้านี้ บริษัทจะมีโอกาสทากาไรมากที่สุดเท่ากับเท่าไร วิธีทา ให้ x แทนจานวนสินค้าและ Y(x) แทนกาไรที่ได้จากการขายสินค้า x ชิ้น จากโจทย์ f/ (x) = dx dy = 80 – 0.08x และ y(100) = 7200 Y =   dx)x08.080( ดังนั้น Y = 80x – 0.04 x2 + c เมื่อ c เป็นค่าคงที่ Y = 80x – 0.04x2 + c จาก 7200 = 80(100) – 0.4(100)2 + c 7200 = 8000 – 400 + c 7200 = c + 7600 - 400 = c ดังนั้น Y = 80x – 0.04x2 – 400 การหากาไรมากที่สุดหาได้จากค่า x ที่ทาให้ dx dy 80 – 0.08x = 0 X = 1000 ดังนั้น Y(1000) = 80(1000) – 0.04(1000)2 – 400 = 80000 – 40000 – 400 = 39600 ดังนั้น บริษัทจะมีโอกาสทากาไรมากที่สุดเท่ากับ 39600 บาท
  • 36.
    36 ใบความรู้ที่ 4 ตัวอย่างที่ 4( Ent, 37 ) กาหนดให้รถขนสินค้าชนิดหนึ่งมีการเผาไม้ของน้ามันเป็น ) 1600 ( 400 1 x x  ลิตร / กิโลเมตร ถ้าต้องการขับรถเป็นระยะทาง 600 กิโลเมตร โดยจ่ายค่าน้ามันน้อยที่สุด ขณะที่น้ามันราคาลิตรละ 20 บาท จะต้องจ่ายค่าน้ามันเท่าไร วิธีทา ให้ขับรถด้วยอัตราเร็ว x กิโลเมตร / ชั่วโมง ให้น้ามันที่ใช้เป็น P(x) = ) 1600 ( 400 1 x x  ลิตร / กิโลเมตร ระยะทาง 600 กิโลเมตร จะได้ P(x) = ) 1600 ( 400 600 x x  ลิตร / กิโลเมตร = ) 1600 ( 2 3 x x  = x 2400 + x 2 3 …………………(1) = 2400 x- 1 + x 2 3 P/ (x) = - 2400 x- 2 + 2 3 2 2400 x = 2 3 2400 x 3 2 = x2 1600 = x2 40 = x ขับรถด้วยอัตราเร็ว 40 กิโลเมตร / ชั่วโมง ( แทนค่า x = 40 )ในสมการที่(1) P(x) = 40 2400 + 40 2 3 x = 60 + 60 = 120 ถ้าน้ามันราคาลิตรละ 20 บาท จะต้องจ่ายค่าน้ามัน = 120 x 20 = 2400 บาท