บทความเรื่อง “การบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรมในพระพุทธศาสนา”

                                                                        พระมหาธานินทร์ อาทิตวโร
                                                         ป.ธ.๘, พธ.บ, พธ.ม, พธ.ด. (พระพุทธศาสนา)
                                              มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย
                                         *******************

๑. บทนํา
                                                                                   ้ ่
              ฆราวาสธรรม เป็ นหลักคําสอนที่พระพุทธองค์แสดงไว้เพื่อให้สาวกผูอยูครองเรื อนได้
นําไปเป็ นแนวทางในการดําเนินชีวตให้ประสบความสําเร็จตามที่ต้งเป้ าหมายไว้ ธรรมดาผูอยูครอง
                                    ิ                              ั                        ้ ่
เรื อนย่อมจะมีการเกี่ยวข้องกันกับสมาชิกในครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น สามีเกี่ยวข้องกับ
ภรรยา บุตรธิ ดา เกี่ยวข้อ งกับบิดามารดา พ่อ ตา แม่ ยาย เกี่ ยวข้อ งกับลูกเขย นายจ้างเกี่ ยวข้องกับ
ลูกจ้าง เป็ นต้น บุคคลผูมีความเกี่ยวข้องกันจําเป็ นต้องมีธรรมะเป็ นเครื่ องมือในการปฏิบติตนต่อกัน
                        ้                                                                 ั
                ่ ้                                                                    ้ ่
จึงจะทําให้อยูดวยกันอย่างมีความสุข ดังนั้น พระพุทธองค์จึงวางหลักธรรมสําหรับผูอยูครองเรื อน
ไว้ เรี ยกว่า ฆราวาสธรรม ในบทความนี้ผเู ้ ขียนต้องการให้ทราบว่า การบริ หารงานตามหลักฆราวาส
ธรรมที่พระพุทธองค์ได้วางไว้น้ ีสามารถนําไปใช้ในการบริ หารงานได้ผลจริ งโดยไม่ตองสงสัย    ้
๒. ความหมายและลักษณะของฆราวาสธรรม
                                                                       ้ ่
            ฆราวาสธรรม หมายถึงธรรมสําหรับครองเรื อน หรื อธรรมสําหรับผูอยูครองเรื อน มี ๔
อย่าง คือ ๑) สัจจะ ความซื่อสัตย์ต่อกัน ๒) ทมะ การฝึ กตน ๓) ขันติ ความอดทนอดกลั้น ๔) จาคะ
การเสียสละ การแบ่งปั น มีน้ าใจ ๑
                            ํ       0




๓. วิเคราะห์ การบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรมในพระพุทธศาสนา
             ผูที่อยู่ครองเรื อ นต้อ งบริ หารกิ จการในครอบครัวให้เป็ นไปอย่างราบรื่ นเรี ยบร้อ ยต้อ ง
               ้
ประกอบด้วยธรรม ๔ ข้อนี้ คือผูเ้ ป็ นหัวหน้าครอบครัวต้องมีสจจะความซื่อสัตย์ต่อคนในครอบครัว
                                                                   ั
เช่ น สามี มี ค วามซื่ อ สั ต ย์ต่ อ ภรรยา ต่ อ บุ ต รธิ ด า ภรรยามี ค วามซื่ อ สั ต ย์ต่ อ สามี ต่ อ บุ ต รธิ ด า


             ๑
            องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๓๒, ๒๕๖/๕๑, ๓๗๓, ดูเพ่ิมเติมใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต),
พจนานุก รมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศั พท์ , พิมพคร้ ังที่ ๑๖, (กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริ ษท สหธรรมิก
                                           ์                                             ั
จํากัด, ๒๕๕๔), หนา ๕๔.
                  ้
๒




เมื่ อ ผูนํา มี ความซื่ อ สัตย์ต่อ คนรอบข้าง จะทําให้คนรอบข้างไว้วางใจไม่ เกิ ดความระแวงต่อ กัน
         ้
แต่ ล ะคนก็ จ ะตั้ง ใจทํา งานตามหน้า ที่ ของตนได้เ ต็ม ความสามารถ การงานที่ ท า ก็ จ ะออกมาดี          ํ
ประสบความสํ า เร็ จ ตามที่ ต้ ัง เอาไว้ ไม่ เ ฉพาะความซื่ อ สั ต ย์เ ท่ า นั้ นที่ นํา ความสํ า เร็ จ มาให้
แม้แต่วาจาสัจหรื อ การพูดความจริ งก็นําประโยชน์อ ันยิงใหญ่ม าให้ดังพระพุทธพจน์ว่า สจฺ จ ํ เว
                                                                         ่
                                             ๒
อมตา วาจา คําสัจ เป็ นวาจาที่ไม่ตาย คนที่มีสัจจะนอกจากจะบริ หารงานประสบความสําเร็ จแล้ว
ยั ง ส า ม า ร ถ ก ลั บ ใจ ศั ต รู ใ ห้ เ ป็ น มิ ต รไ ด้ ดั ง ตั ว อ ย่ า ง เรื่ อ ง ข อ ง ส า ม เ ณ รอ ธิ มุ ตต ก ะ ผู ้
เดินทางผ่านป่ าใหญ่เพือที่จะไปเยียมบิดามารดาถูกพวกโจรจับตัวเพือจะฆ่าบวงสรวงเทวดาสามเณร
                             ่           ่                                           ่
ขอชีวตไว้แล้วรับปากกับโจรว่าถ้าไปแล้วเห็นคนเดินผ่านมาจะไม่บอกว่ามีพวกโจรอยูในป่ านี้ พวก
           ิ                                                                                             ่
โจรเชื่ อ ถ้อ ยคํา ขอสามเณรจึ ง ปล่ อ ยไปเมื่ อ สามเณรเดิ น ไปพบบิ ด ามารดาและพี่ น้ อ งชาย
เดินสวนทางมาเมื่อทักทายกันเรี ยบร้อยแล้วก็ลาจากกันบิดามารดาของสามเณรเดินทางเข้าป่ าใหญ่
แห่งนั้นถูกพวกโจรจับไว้มารดาของสามเณรบ่นเพ้อว่าสามเณรทําไมไม่บอกแม่สกคําว่ามีพวกโจรอ                ั
าศัยอยู่ในป่ านี้ หัวหน้าพวกโจรจึงถามเอาความจริ งมารดาของสามเณรจึงเล่าให้ฟังว่าพวกเขาเป็ น
มารดาบิดาของสามเณรและลูกๆ ที่มาด้วยนี้ คือพี่น้องของสามเณร หัวหน้าโจรได้ฟังดังนั้น เกิ ด
                                                                       ่
ความเลื่อมใส ในความมีสจจะของสามเณรที่รับปากไว้วาจะไม่บอกใครว่ามีพวกโจรอาศัยอยูในป่ า
                                 ั                                                                               ่
นี้ จึงปล่ อยคนเหล่ านั้นแล้วพาลู กน้องทั้งหมดติดตามไปขอบวชกับสามเณร สามเณรให้พวกโจร
เหล่านั้นรับไตรสรณคมน์และสิกขาบท ๑๐ แล้ว นําไปขออุปสมบทกับพระอุปัชฌาย์ของตนคือพระ
สังกิจจเถระ ๓ 2




                    การรักษาสัจจนอกจากจะมีผลทําให้ผรักษาเป็ นที่เคารพนับถือของคนอื่นแล้วการทํา
                                                                  ู้
                                                       ู้            ่
สัจจกิริยาหรื อการตั้งสัจจะอธิษฐานยังทําให้ผที่ตกอยูในอันตรายรอดพ้นจากอันตรายได้ดวยดังตัว                      ้
อย่างเรื่ องสามกุมารในสุวรรณสามชาดความย่อว่าสามกุมารเป็ นคนมีเมตตาเป็ นที่รักของมนุ ษย์และ
                               ่                                              ่
สัตว์ท้งหลายเขาอาศัยอยูในป่ าเลี้ยงมารดาบิดาตาบอดทั้งสออยูมาวันหนึ่ งขณะที่เขาเดินไปตักนํ้าที่
             ั
ท่านํ้า พร้อมกับพวกสัตว์ท้งหลายที่ติดตามเขาไป ถูกพระเจ้าปิ ลยักษ์ยงด้วยธนู ได้รับความเจ็บปวด
                                   ั                                                   ิ
อย่างหนัก จึงอ้อนวอนให้พระเจ้าปิ ลยักษ์ไปบอกให้มารดาบิดาของเขาทราบด้วย พระเจ้าปิ ลยักษ์ก็
ไปตามคําขอร้องของสามกุมาร บิดามารดาของสามกุมารมาแล้วรู ้ว่าอาการของลูกชายหนักมาก
โอกาสรอดชีวิตมีน้อย ด้วยความรักลู กชายจึงตั้งสัจจอธิษฐานขอให้ลูกชายฟื้ นและหายจากบาด
แผลและความ เจ็ บ ปวด เทวดาผู ้เ คยเป็ นมารดาของสามกุ ม ารก็ ม าร่ ว มตั้ง สั จ จอธิ ษ ฐาน
ด้วยพอจบคําอธิษฐานของ มารดาบิดาและเทวดาเท่านั้น สามกุมารก็ฟ้ื นขึ้นมาและหายจากบาดแผล


              ๒
                  ส.ํ ส. (บาลี) ๑๕/๒๑๓/๑๓๙, ส.ํ ส. (ไทย) ๑๕/๒๑๓/๓๑๐.
              ๓
                  ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๘๙/๓๗๐-๓๗๖, มงฺคล. (ไทย) ๑/๕๓/๓๒.
๓




และอาการบาดเจ็บ ๔ การรักษาสัจจะเป็ นทางให้ไปสู่ความเป็ นหมู่ของเทวดา
                จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าสัจจะเป็ นคุณธรรมที่ทาให้มนุ ษย์ประสบความ
                                                                            ํ
สําเร็จในสิ่ งที่ปรารถนาได้ผที่เป็ นนักบริ หารจึงควรปลูกฝังสัจจะให้เกิดขึ้นในจิตใจของตนเพื่อจะ
                                ู้
ได้นาไปใช้ในการบริ หารตนและบริ หารคนให้ประสบความสําเร็จต่อไป
      ํ
                ทมะ การฝึ กตน ผูอ ยู่ครองเรื อ นต้อ งมี การพัฒนาตนเองอยู่ตลอเวลาเพื่อ จะมี ความรู ้
                                       ้
ใหม่ๆ มาบริ หารในครอบครัวให้เจริ ญก้าวหน้าต่อไปการฝึ กตนมีท้ งทางด้านร่ างกายและจิตใจและ
                                                                      ั
ทักษะอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินชีวต เช่น เข้าฝึ กอบรมหลักการวิชาการใหม่ๆ ตามโอกาสที่
                                              ิ
เหมาะสมการฝึ กตนในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ทรงสรรเสริ ญไว้ว่า “ในบรรดามนุ ษย์
ทั้งหลายผูที่ฝึกตนดีแล้วเป็ นผูประเสริ ฐ” ๕ “บัณฑิตย่อมฝึ กตน” ๖
            ้                      ้
                จากพระพุท ธพจน์ เ หล่ า นี้ พระองค์จึ ง ทรงสละเวลาและกํา ลัง แห่ ง พระวรกายของ
พระองค์ให้ก ับการฝึ กหัดบุคคลที่ควรฝึ กได้ตลอดพระชนมายุ ๔๕ พรรษาที่ทรงเผยแผ่พระธรรม
วินัยแก่ ชาวโลกทั้งหลาย จะเห็นได้จากการที่พระองค์เสด็จไปคามนิ คมน้อ ยใหญ่เพื่อแสดงพระ
ธรรมเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ที่มีอุปนิสยจะได้บรรลุมรรคผลโดยไม่คานึงถึงความเหน็ดเหนื่ อยของ
                                           ั                            ํ
พระองค์แม้ใกล้จะเสด็จดับขันธปริ นิพพานแล้วยังแสดงพระเทศนาโปรดสุภททปริ พาชก ดังเรื่ องที่
                                                                              ั
                                         ๗
ปรากฏในพระมหาปริ นิพพานสูตร นั้น บุคคลที่ฝึกตนเองได้แล้วจึงจะสามารถแนะนําตักเตือนคน
                                  6




อื่นได้ ถ้าตนเองยังไม่ได้ฝึกฝนอบรมตนให้ดีก่อนเมื่อไปแนะนําคนอื่นเขาก็จะไม่เชื่อฟั งถ้อยคําของ
ตนแถมยังจะถูกว่ากล่าวย้อนกลับมาหาตัวเองอีก ผูบริ หารที่ดีตองฝึ กตนเองให้ดีก่อนแล้วค่อยไป
                                                         ้          ้
บริ หารคนอื่นแนะนําคนอื่น การทอย่างนี้จึงจะประสบความสําเร็จในการบริ หาร
                ขันติความอดทนผูบริ หารต้องมีความอดทนอดกลั้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นหรื อมีอุปสรรค
                                     ้
              ่
เกิดขึ้นไม่วาจะเป็ นความอดทนต่อความลําบากทางด้านร่ างกายที่จะต้องทํางานหนักหาเลี้ ยงครอบ ครัว
นอกจากนี้ยงต้องอดทนต่อความลําบากทางใจด้วย เช่น เมื่อมีเรื่ องความขัดแย้งมากระทบจิตใจทํา
                ั
ให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว อดทนต่อคําด่าว่ากล่าวตักเตือนจากคนในครอบครัว ถ้าผูบริ หารมีขนติ
                                                                                      ้       ั
ความอดทนจะทําให้การบริ หารงานมีประสิ ทธิภาพ เพราะความอดทนเป็ นบ่อเกิดแห่ งคุ ณธรรม
ทั้งหลายอีกมากมาย ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า “ขนฺ ตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
ขันติ คือความอดทนอดกลั้นเป็ นตบะอย่างยิง”๘      ่

           ๔
             ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๒๙๖-๔๒๐/๒๒๙-๒๔๕, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๙/๓/๖๓.
           ๕
             ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๓๒๑/๓๓, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๒๑/๑๓๓.
           ๖
             ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๘๐/๑๔, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๘๐/๕๓.
           ๗
             ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๒/๑๖๐-๑๖๔.
           ๘
             ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๑๘๔/๒๒, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๘๔/๙๐.
๔




             เรื่ องของพระพุทธองค์ที่ถูกพวกรับจ้างจากพระนางคันทิยาพระมเหสีของพระเจ้าอุเทนใ
ห้ม าด่ า พระพุท ธองค์ข ณะที่ เ ข้า ไปบิ ณ ฑบาตในพระนครจนพระอานนทเถระทนไม่ ไ หวทู ล
เชิญพระองค์เสด็จไปเมืองอื่นพระพุทธองค์ตรัสว่าการทําอย่างนั้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกปั ญหาเกิด
ที่ไหนต้อง แก้ที่นนแล้วพระองค์ก็อยูที่เมืองนั้นจนพวกที่ด่าหยุดด่าไปเอง ๙
                       ่ั                ่
             จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าความอดทนสามารถแก้ปัญหาที่ร้ายแรงให้กลับกลายเป็ นเบาและ
หมดไปในที่สุด
             ครั้งหนึ่ งพระสารี บุตรเถระถู กพระภิกษุใหม่ รูปหนึ่ งติเตียนว่าเดิ นไปเหยียบชายจีว ร
แล้ว ไม่ขอโทษแล้วนําเรื่ องนี้ ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสเรี ยกพระสารี บุตรมาสอบถาม
พระสารี บุ ต รยอมรั บ ว่า ไม่ ไ ด้มีเ จตนาแล้ว ลดตัว ลงขอขมาโทษต่ อ พระภิ ก ษุใ หม่ รู ป นั้น ทํา ให้
พระภิกษุรูปนั้นถึงกับอดกลั้นนํ้าตาไม่ไหวที่เห็นความเป็ นคนสุภาพอ่อนโยนของพระสารี บุตร ๑๐       9




             จากตัวอย่างเรื่ องนี้ จะเห็ นว่าความอดทนอดกลั้นต่อ ถ้อยคําด่าทอต่างๆ ทําให้เรื่ อ งร้าย
กลายเป็ นดี ทาให้ศตรู กลายเป็ นมิ ตรทําให้เกิ ดความรักความสามัคคีข้ ึนในหมู่ คณะในสังคมและ
                 ํ        ั
ประเทศชาติ
             ตัวอย่างการใช้ขนติความอดทนต่อความลําบากทางใจเช่นเรื่ องของทีฆาวุกุมารที่ปรากฏ
                              ั
ในพระวินัยปิ ฎกเล่ มที่ ๕ ความย่อว่า ทีฆาวุกุมารเป็ นโอรสของพระเจ้าทีฆีติ พระราชาแห่ งนคร
โกศล ต่อมานครโกศลถูกพระเจ้าพรหมทัต พระราชาแห่ งนครพาราณสี ยกทัพมาตีและยึดเอาพระ
                                                          ่
ราชบัลลังก์พระเจ้าทีฆีติ จึงสังให้ทีฆาวุกุมารหลบหนีไปอยูที่อื่น ส่วนพระองค์และพระมเหสี ปลอม
                                ่
ตัวเป็ นชาวบ้าน อาศัยอยูในหมู่บานแห่ งหนึ่ ง ต่อมาถูกพระเจ้าพรหมทัตจับได้แล้วนําไปประหาร
                            ่        ้
ชีวต ขณะที่ถูกนําตัวเดินประจานไปตามถนนนั้นทีฆาวุก็แฝงตัวอยูในหมู่มหาชนเมื่อเห็นพระบิดาถูก
    ิ                                                            ่
ทําทารุ ณอย่างนั้น ก็ทนไม่ไหว จึงวิงเข้าไปใกล้พระบิดา พระเจ้าทีฆีติ เห็นดังนั้นจึงห้ามด้วยถ้อยคําว่า
                                       ่
ทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่ส้ น เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร พูดเตือนสติทีฆาวุกุมาร
                                           ั
อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง จนทําให้พวกทหารเข้าใจว่าพระเจ้าทีฆีติบ่นเพ้อเพราะความกลัวต่อมรณภัยที่จะ
มาถึง เมื่อพระบิดาพระมารดาถูกประหารชีวตทิ้งศพไว้อย่างน่าสลดสังเวช ทีฆาวุกุมารก็แอบไปนํา
                                                ิ
ร่ างของพระบิดาพระมารดามาทําฌาปนกิจ เสร็ จเรี ยบร้อยแล้วก็ไปขอสมัครเป็ นคนรับใช้คนเลี้ ยง
ช้างของพระเจ้าพรหมทัต
             ต่อ มาได้รั บ ความไว้ว างใจจากพระเจ้า พรหมทัต จึ ง ได้เ ข้าไปรั บใช้อ ย่า งใกล้ชิ ด ใน
                   ่
พระราชวัง อยูมาวันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จไปล่าเนื้ อในป่ ากับพวกอํามาตย์โดยให้ทีฆาวุกุมาร
เป็ นนายสารถีคนที่พระเจ้าพรหมทัตประทับทีฆาวุแกล้งเร่ งรถให้เร็ วเพื่อไม่ให้พวกอํามาตย์ติดตาม
                     ั

            ๙
                ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๑๕/๑๑๗.
            ๑๐
                 ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๗๖/๓๓๙.
๕




ทันแล้วพาพระเจ้าพรหมทัตเข้าป่ าลึก ด้วยความเหน็ดเหนื่ อยพระเจ้าพรหมทัตจึงบรรทมหลับไป
บนตักของทีฆาวุกุมาร ทีฆาวุกุมารเมื่อเห็นว่าได้โอกาสแล้วจึงถอดพระขรรค์ออกมาหวังจะปลง
พระชนม์ของพระเจ้าพรหมทัตได้เงื้อพระขรรค์ข้ ึนถึ ง ๓ ครั้งแต่ไม่กล้าเพราะระลึกถึ งคําพูดของ
พระบิดา ขณะนั้นพระเจ้าพรหมทัตทรงสุ บินและตกใจตื่นขึ้นพร้อมกับแก้ความฝันให้ทีฆาวุกุมาร
ฟังว่ากําลังจะถูกพระโอรสของพระเจ้าทีฆีติฆ่า พอพูดจบทีฆาวุกุมารก็เอามือข้างหนึ่งจับที่หมวยผม
ของพระเจ้าพรหมทัตไว้ เอามื อข้างหนึ่ งเงื้อ พระขรรค์ข้ ึนเพื่อ จะปลงพระชนม์พระเจ้าพรหมทัต
พระเจ้า พรหมทัต พระเจ้า พรหมทัต เห็ น ดั ง นั้ น ก็ ต กใจจึ ง ร้ อ งขอชี วิ ต ไว้ที ฆ าวุ กุ ม ารจึ ง ลด
พระขรรค์ลงพร้อมกับหมอบลงแทบพระบาทของพระเจ้าพรหมทัตพูดว่าข้าพระองค์ต่างหากที่ตอง                                  ้
ขอชีวตจากพระองค์พระองค์เป็ นเจ้าชีวตของข้าพระองค์ขอพระองค์จงไว้ชีวตให้แก่ขาพระองค์ดวย
       ิ                                       ิ                                      ิ         ้                  ้
พระเจ้าพรหมทัตและทีฆาวุกุมารต่างคนต่างก็ขอชี วิตจากกันและกัน ถือ ว่าเป็ นผูมีบุญคุ ณต่อกัน    ้
แล้วทําปฏิญญาต่อกันว่าจะไม่เป็ นศัตรู ต่อกัน ด้วยความเป็ นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและซื่ อสัตย์ของ
ทีฆาวุกุมาร พระเจ้าพรหมทัตจึงยกพระธิดาให้เป็ นมเหสี ของทีฆาวุกุมารแล้วคืนพระราชสมบัติ
ทุกอย่างที่เป็ นของพระบิดาของทีฆาวุกุมาร ต่อ มาเมื่อ พระเจ้าพรหมทัตสวรรคต ทีฆาวุกุมารได้
ครอบครองนครพาราณสี และนครโกศลพร้อมกัน ๑๑
              จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นถึงอานิ สงส์ของขันติความอดทนสามารถทําศัตรู
ให้เป็ นมิตรและยังเป็ นเหตุนามาซึ่งสมบัติอนยิงใหญ่สมกับพระพุทธพจน์ที่ได้ยกมาในเบื้องต้นนั้น
                                  ํ                ั ่
              จาคะความเสียสละในที่น้ ีมีความหมาย ๒ นัยคือนัยแรกเสี ยสละแบ่งปั นสิ่ งของที่หามาได้
ให้แก่คนในครอบครัวอย่างเป็ นธรรมไม่ลาเอียง นัยที่สอง เสี ยสละหรื อสละอารมณ์ที่เป็ นข้าศึก
                                                    ํ
ต่อจิตใจที่ทาให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวอารมณ์โกรธความเคียดแค้นชิงชังความเกลียดความอาฆาตจอง
               ํ
เวรความพยาบาทปองร้ายเป็ นต้นเมื่ออารมณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นต้องเสี ยสละออกไปจากจิตใจไม่ปล่อย
                          ่
ให้อารมณ์เหล่านี้อยูในจิตใจนานเพราะจะทําให้เสี ยสุ ขภาพกายและใจเป็ นอุปสรรคต่อการบริ หารงาน
การสละสิ่ ง ของของตนให้ค นอื่ น ที่ ค วรให้เ ป็ นเรื่ อ งที่ พ ระพุท ธองค์ท รงสรรเสริ ญ และยกย่อ ง
ดังที่พระองค์ได้วางหลักการปฏิบติไว้สาหรับพวกภิกษุท้งหลายว่าให้แบ่งปั นเอกลาภที่เกิดขึ้นในวัด
                                         ั       ํ           ั
แก่ภิกษุที่มาถึงเช่นทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ทาการอปโลกกรรมแบ่งปั นสิ่งของให้ถึงแก่สงฆ์ทุกรู ป
                                                      ํ
                                                                      ่
ตามลําดับพรรษา ทรงบัญญัติพระวินยไว้ให้ภิกษุสละผ้าจีวรที่อยูปราศจากคือปล่อยให้ผาอยูที่หนึ่ ง
                                           ั                                                          ้ ่
          ่
ตัวเองอยูที่หนึ่ งจนอรุ ณของวันใหม่ข้ ึนไป ทําให้ผานั้นเป็ นนิ สสัคคียคือเป็ นผ้าที่ควรสละเสี ยก่อน
                                                        ้                   ์
ส่วนตัวภิกษุเป็ นอาบัติปาจิตตียตองนําผ้าผืนนั้นไปทําพิธีสละให้เป็ นสมบัติของภิกษุรูปอื่นเสี ยก่อน
                                      ์้
แล้ ว ให้ ภิ ก ษุ รู ปนั้ นคื น ให้ ใ นภายหลั ง จึ ง แสดงอาบัติ ต่ อ หน้ า ภิ ก ษุ รู ป นั้ นหรื อ รู ป อื่ น ก็ ไ ด้
การทําอย่างนั้นจึงจะพ้นจากอาบัติที่ตองนั้น   ้
             ๑๑
                  ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๕/๔๕๘-๔๖๓/๓๔๓-๓๕๓.
๖




             มีขอความปรากฏในปราภวสูตร ๑๒ตอนหนึ่งว่าผูที่มีของเหลือกินเหลือใช้ไม่แบ่งปั นให้
                  ้                                               ้
คนอื่นหรื อคนรอบข้างกลับใช้สอยสิ่งเหล่านั้นเพียงผูเ้ ดียวพระพุทธองค์ตรัสว่าการทําอย่างนั้นเป็ น
ทางแห่งความเสื่อมของคนนั้น
             ในทางพระพุ ท ธศาสนาการสละแบ่ ง ปั น สิ่ ง ของของตนให้ ค นอื่ น หรื อ การถวาย
สิ่ ง ของของตนให้ เ ป็ นทานแก่ ส งฆ์ ห รื อแก่ บุ ค คลเป็ นอุ บ ายเครื่ องละกิ เ ลสอย่ า งหยาบ
คือความตระหนี่ออกจากจิตใจของตนทําให้จิตใจของตนเป็ นอิสระจากความตระหนี่ ซ่ ึ งเป็ นเครื่ อง
ผูกพันจิ ตใจอย่างหนึ่ ง ในโอวาทปาฏิโมกข์ซ่ ึ งเป็ นคําสอนที่ถือ ว่าเป็ นหัวใจหลักของพระพุท ธ
ศาสนาที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระอรหันต์สาวกจํานวน ๑,๒๕๐ รู ปที่มาประชุมกันที่พระเวฬุวน                ั
อุ ท ยานป่ าไผ่ ที่ พ ระเจ้า พิ ม พิ ส ารถวายให้ เ ป็ นที่ ป ระทับ ของพระพุ ท ธเจ้า และพระสาวกนั้ น
พระองค์ได้แนะนําให้สละอารมณ์ที่เป็ นข้าศึกแก่จิตใจด้วยการให้ชาระจิตใจของตนให้สะอาดให้
                                                                        ํ
ผ่ อ งใสจากเครื่ องเศร้ า หมองทั้ งหลาย เครื่ องเศร้ า หมองในที่ น้ ี คื อ กิ เ ลสทั้ งหลาย เช่ น
ความกําหนัดยินดีใน รู ป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น และร่ างกาย ความโกรธ
ความอาฆาต ความพยาบาทปองร้าย สิ่ งเหล่านี้ ทาให้จิตใจเศร้าหมองไม่ปลอดโปร่ ง บดบังปั ญญา
                                                       ํ
ปิ ดกั้นไม่ให้ คนบรรลุถึงความดีที่ควรจะได้
             เมื่อผูนาเข้าใจหลักการเหล่านี้แล้วนําไปบริ หารตนเอง บริ หารงานในครอบครัว และใน
                    ้ ํ
                                ่
องค์การที่ตนรับผิดชอบอยูจะทําให้การบริ หารงานประสบ ความสําเร็ จตามที่ต้ งใจไว้ มีหลักฐาน
                                                                                     ั
ตามที่ได้ศึกษามานี้และตามหลักฐานที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่อาฬวกยักษ์ในอาฬวกสูตรตอนหนึ่งว่า
                                   ในโลกนี้ เหตุให้ได้เกียรติที่ยงไปกว่า สัจจะ ก็ดี
                                                                       ิ่
                                   เหตุให้มีปัญญาที่ยงไปกว่า ทมะ ก็ดี
                                                        ิ่
                                   เหตุให้ผกมิตรสหายไว้ได้ที่ยงไปกว่า จาคะ ก็ดี
                                             ู                      ิ่
                                   เหตุให้หาทรัพย์ได้ที่ยงไปกว่า ขันติ ก็ดี มีอยูหรื อไม่ ๑๓
                                                              ิ่                  ่       12




             เมื่ อ พระพระพุทธองค์ตรัสถามจบ อาฬวกยักษ์กราบทูล ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะยิ่งไปกว่า
หลักธรรมทั้ง ๔ อย่างนี้ คือ ไม่มีเหตุอื่นที่จะให้ได้เกียรติยงไปกว่า สัจจะ ความซื่ อสัตย์ ไม่มีเหตุอื่น
                                                                 ิ่
ที่จะให้เกิดปั ญญายิงไปกว่า ทมะ การฝึ กฝนอบรมตน ไม่มีเหตุอื่นที่จะผูกมิตรไว้ได้ยงไปกว่า จาคะ
                      ่                                                               ิ่
การเสียสละแบ่งปั น ไม่มีเหตุอื่นที่จะทําให้หาทรัพย์ได้ยงไปกว่า ขันติ ความอดทน
                                                           ิ่




            ๑๒
                 ขุ.สุตฺต. (ไทยป ๒๕/๑๐๒/๕๒๕.
            ๑๓
                 ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๑๙๑/๕๔๕.
๗




๔. การนําหลักฆราวาสธรรมไปประยุกต์ ใช้ ในชีวิตประจําวัน
             ๑) บิดามารดา นายจ้างกับลูกจ้าง มีความซื่ อสัตย์ต่อกัน สามีไม่ปิดบังภรรยา ไม่นอกใจ
ภรรยา ภรรยาไม่นอกใจสามี มีความซื่อสัตย์ต่อกัน พูดความจริ งต่อกัน ไม่โกหกหลอกลวงกัน บิดา
มารดา มีความซื่อสัตย์ต่อบุตรธิดา เช่น รับปากว่า จะให้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่ งต้องทําตามสัญญา
ที่ให้ไว้ จะทําให้บุตรธิดา เกิดความเชื่อมันในบิดามารดา บุตรธิดา มีความซื่ อสัตย์ต่อบิดามารดา
                                               ่
เช่น ไม่โกหกเพื่อให้บิดามารดาให้สิ่งของเกินความจําเป็ น รับปากว่าจะทําสิ่ งนั้นสิ่ งนี้ ให้ ต้องทํา
ตามที่รับปากไว้ กรณี ของนายจ้างกับลูกจ้างก็ให้ปฏิบติตามนัยที่กล่าวมานี้เหมือนกัน
                                                            ั
             ๒) ผูบ ริ ห ารหรื อ ผูเ้ ป็ นหัว หน้า ครอบครั ว หรื อ องค์ก รต้อ งหมั่น ฝึ กฝนอบรมตนอยู่
                         ้
ตลอดเวลา เพื่อ ที่จะได้เรี ยนรู ้ หลักการบริ หารใหม่ ๆ มาบริ หารคนในครอบครั วและองค์กรให้
เจริ ญก้าวหน้ายิงๆ ขึ้น การฝึ กฝนอบรมตนเองจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในตัวเอง และ
                   ่
                               ั
จะสร้างความน่ าเชื่อถือให้กบตนเอง เมื่อได้รับความเชื่อถือแล้วการสั่งงานหรื อการดําเนิ นกิจการ
                                                                               ่
ใดๆ ก็จะเป็ นไปโดยสะดวก ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง การฝึ กตนเองมีอยูหลายวิธี เช่น การเรี ยนรู ้ตาม
ตํารา การสอบถามจากคนผูมีประสบการณ์โดยตรง การลงมือทดลองปฏิบติดวยตนเอง เป็ นต้น วิธี
                             ้                                                     ั ้
เหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาตนเองเป็ นอย่างดี
             ๓) ผูบริ หารหรื อ ผูเ้ ป็ นหัวหน้าครอบครัวหรื อองค์กรต้อ งมี ความหนักแน่ นมันคง ไม่
                     ้                                                                           ่
                                                                             ่ ้
หวันไหวเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัวหรื อองค์กร ธรรมดาการอยูดวยกันหลายคนย่อมจะมีการ
     ่
กระทบกระทังกันบ้าง ทั้งทางกิริยาท่าทางและทางวาจา ต้องอดทนต่อ กิริยานั้นๆ ให้ได้ไม่แสดง
               ่
อาการอันไม่พงประสงค์ออกมา ที่จะทําให้เกิดความขาดความเชื่อมันในผูบริ หาร หรื อผูนา ปั ญหา
                 ึ                                                         ่     ้           ้ ํ
บางอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ดวยเหตุผลหรื อวิธีการ เช่น ปั ญหาความขัดแย้งในครอบครัวหรื อองค์
                                   ้
ต้องอาศัยกาลเวลาเป็ นตัวแก้ปัญหา ลักษณะอย่างนี้ผบริ หารต้องอาศัย ขันติ ความอดทน
                                                         ู้
             ๔) ผูบริ หารต้อ งเสี ยสละแบ่งปั นผลประโยชน์ที่เกิ ดขึ้นในครอบครัวหรื อ ในองค์กร
                       ้
ให้แก่สมาชิกอย่างเป็ นธรรม ไม่ลาเอียง คือไม่เห็นแก่หน้า เช่น ไม่คานึ งถึงว่า สมาชิกคนนั้นจะเป็ น
                                       ํ                                 ํ
ใคร ทุกคนควรที่จะได้ส่วนแบ่งตามสิทธิและหน้าที่ของตน สมาชิ กในครอบครัวหรื อในองค์กรทุก
คนก็ตองรู ้จกเสี ยสละแบ่งปั นสิ่ งของของตนให้แก่สมาชิกคนอื่นบ้างตามสมควรแก่ฐานะของตน
        ้ ั
                                                       ั
และเสียสละแบ่งปั นความมีน้ าใจต่อกัน ให้อภัยแก่กนและกันในบางเรื่ องที่เห็นว่าสมาชิกบางคนทํา
                                 ํ
ผิดหรื อไม่เหมาะสม
๘




                                           หนังสื ออ้างอิง

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิ ฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิ ฏกํ. กรุ งเทพมหานคร :
          โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐.
__________. พระไตรปิ ฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุ งเทพมหานคร : โรง
          พิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
__________. อรรถกถาบาลี ฉบับ มหาจุฬ าอฏฺ ฐกถา. กรุ ง เทพมหานคร : โรงพิม พ์ว ิญ ญาณ,
          ๒๔๙๙,๒๕๓๓-๒๕๓๔.
มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิ ฎกพร้ อมอรรถกถาแปล. ชุด ๙๑ เล่ ม. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์
          มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒. กรุ งเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์
          พับลิเคชันส์, ๒๕๔๖.
                    ่
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ . พิมพ์ครั้งที่ ๑๖.
          กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔.
พระมหาบุญมี มาลาวชิ โร. พุทธบริ หาร. กรุ งเทพมหานคร : บริ ษท ธิ งค์ บียอนด์ บุ๊คส์ จํากัด,
                                                                       ั
          ๒๕๕๓.
ชาย สั ญ ญาวิ ว ัฒ น์ , สั ญ ญา สั ญ ญาวิ ว ัฒ น์ . การบริ ห ารจั ด การแนวพุ ท ธ. พิ ม พ์ค รั้ งที่ ๒.
          กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑.

บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๓

  • 1.
    บทความเรื่อง “การบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรมในพระพุทธศาสนา” พระมหาธานินทร์ อาทิตวโร ป.ธ.๘, พธ.บ, พธ.ม, พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย ******************* ๑. บทนํา ้ ่ ฆราวาสธรรม เป็ นหลักคําสอนที่พระพุทธองค์แสดงไว้เพื่อให้สาวกผูอยูครองเรื อนได้ นําไปเป็ นแนวทางในการดําเนินชีวตให้ประสบความสําเร็จตามที่ต้งเป้ าหมายไว้ ธรรมดาผูอยูครอง ิ ั ้ ่ เรื อนย่อมจะมีการเกี่ยวข้องกันกับสมาชิกในครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น สามีเกี่ยวข้องกับ ภรรยา บุตรธิ ดา เกี่ยวข้อ งกับบิดามารดา พ่อ ตา แม่ ยาย เกี่ ยวข้อ งกับลูกเขย นายจ้างเกี่ ยวข้องกับ ลูกจ้าง เป็ นต้น บุคคลผูมีความเกี่ยวข้องกันจําเป็ นต้องมีธรรมะเป็ นเครื่ องมือในการปฏิบติตนต่อกัน ้ ั ่ ้ ้ ่ จึงจะทําให้อยูดวยกันอย่างมีความสุข ดังนั้น พระพุทธองค์จึงวางหลักธรรมสําหรับผูอยูครองเรื อน ไว้ เรี ยกว่า ฆราวาสธรรม ในบทความนี้ผเู ้ ขียนต้องการให้ทราบว่า การบริ หารงานตามหลักฆราวาส ธรรมที่พระพุทธองค์ได้วางไว้น้ ีสามารถนําไปใช้ในการบริ หารงานได้ผลจริ งโดยไม่ตองสงสัย ้ ๒. ความหมายและลักษณะของฆราวาสธรรม ้ ่ ฆราวาสธรรม หมายถึงธรรมสําหรับครองเรื อน หรื อธรรมสําหรับผูอยูครองเรื อน มี ๔ อย่าง คือ ๑) สัจจะ ความซื่อสัตย์ต่อกัน ๒) ทมะ การฝึ กตน ๓) ขันติ ความอดทนอดกลั้น ๔) จาคะ การเสียสละ การแบ่งปั น มีน้ าใจ ๑ ํ 0 ๓. วิเคราะห์ การบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรมในพระพุทธศาสนา ผูที่อยู่ครองเรื อ นต้อ งบริ หารกิ จการในครอบครัวให้เป็ นไปอย่างราบรื่ นเรี ยบร้อ ยต้อ ง ้ ประกอบด้วยธรรม ๔ ข้อนี้ คือผูเ้ ป็ นหัวหน้าครอบครัวต้องมีสจจะความซื่อสัตย์ต่อคนในครอบครัว ั เช่ น สามี มี ค วามซื่ อ สั ต ย์ต่ อ ภรรยา ต่ อ บุ ต รธิ ด า ภรรยามี ค วามซื่ อ สั ต ย์ต่ อ สามี ต่ อ บุ ต รธิ ด า ๑ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๓๒, ๒๕๖/๕๑, ๓๗๓, ดูเพ่ิมเติมใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุก รมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศั พท์ , พิมพคร้ ังที่ ๑๖, (กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริ ษท สหธรรมิก ์ ั จํากัด, ๒๕๕๔), หนา ๕๔. ้
  • 2.
    ๒ เมื่ อ ผูนํามี ความซื่ อ สัตย์ต่อ คนรอบข้าง จะทําให้คนรอบข้างไว้วางใจไม่ เกิ ดความระแวงต่อ กัน ้ แต่ ล ะคนก็ จ ะตั้ง ใจทํา งานตามหน้า ที่ ของตนได้เ ต็ม ความสามารถ การงานที่ ท า ก็ จ ะออกมาดี ํ ประสบความสํ า เร็ จ ตามที่ ต้ ัง เอาไว้ ไม่ เ ฉพาะความซื่ อ สั ต ย์เ ท่ า นั้ นที่ นํา ความสํ า เร็ จ มาให้ แม้แต่วาจาสัจหรื อ การพูดความจริ งก็นําประโยชน์อ ันยิงใหญ่ม าให้ดังพระพุทธพจน์ว่า สจฺ จ ํ เว ่ ๒ อมตา วาจา คําสัจ เป็ นวาจาที่ไม่ตาย คนที่มีสัจจะนอกจากจะบริ หารงานประสบความสําเร็ จแล้ว ยั ง ส า ม า ร ถ ก ลั บ ใจ ศั ต รู ใ ห้ เ ป็ น มิ ต รไ ด้ ดั ง ตั ว อ ย่ า ง เรื่ อ ง ข อ ง ส า ม เ ณ รอ ธิ มุ ตต ก ะ ผู ้ เดินทางผ่านป่ าใหญ่เพือที่จะไปเยียมบิดามารดาถูกพวกโจรจับตัวเพือจะฆ่าบวงสรวงเทวดาสามเณร ่ ่ ่ ขอชีวตไว้แล้วรับปากกับโจรว่าถ้าไปแล้วเห็นคนเดินผ่านมาจะไม่บอกว่ามีพวกโจรอยูในป่ านี้ พวก ิ ่ โจรเชื่ อ ถ้อ ยคํา ขอสามเณรจึ ง ปล่ อ ยไปเมื่ อ สามเณรเดิ น ไปพบบิ ด ามารดาและพี่ น้ อ งชาย เดินสวนทางมาเมื่อทักทายกันเรี ยบร้อยแล้วก็ลาจากกันบิดามารดาของสามเณรเดินทางเข้าป่ าใหญ่ แห่งนั้นถูกพวกโจรจับไว้มารดาของสามเณรบ่นเพ้อว่าสามเณรทําไมไม่บอกแม่สกคําว่ามีพวกโจรอ ั าศัยอยู่ในป่ านี้ หัวหน้าพวกโจรจึงถามเอาความจริ งมารดาของสามเณรจึงเล่าให้ฟังว่าพวกเขาเป็ น มารดาบิดาของสามเณรและลูกๆ ที่มาด้วยนี้ คือพี่น้องของสามเณร หัวหน้าโจรได้ฟังดังนั้น เกิ ด ่ ความเลื่อมใส ในความมีสจจะของสามเณรที่รับปากไว้วาจะไม่บอกใครว่ามีพวกโจรอาศัยอยูในป่ า ั ่ นี้ จึงปล่ อยคนเหล่ านั้นแล้วพาลู กน้องทั้งหมดติดตามไปขอบวชกับสามเณร สามเณรให้พวกโจร เหล่านั้นรับไตรสรณคมน์และสิกขาบท ๑๐ แล้ว นําไปขออุปสมบทกับพระอุปัชฌาย์ของตนคือพระ สังกิจจเถระ ๓ 2 การรักษาสัจจนอกจากจะมีผลทําให้ผรักษาเป็ นที่เคารพนับถือของคนอื่นแล้วการทํา ู้ ู้ ่ สัจจกิริยาหรื อการตั้งสัจจะอธิษฐานยังทําให้ผที่ตกอยูในอันตรายรอดพ้นจากอันตรายได้ดวยดังตัว ้ อย่างเรื่ องสามกุมารในสุวรรณสามชาดความย่อว่าสามกุมารเป็ นคนมีเมตตาเป็ นที่รักของมนุ ษย์และ ่ ่ สัตว์ท้งหลายเขาอาศัยอยูในป่ าเลี้ยงมารดาบิดาตาบอดทั้งสออยูมาวันหนึ่ งขณะที่เขาเดินไปตักนํ้าที่ ั ท่านํ้า พร้อมกับพวกสัตว์ท้งหลายที่ติดตามเขาไป ถูกพระเจ้าปิ ลยักษ์ยงด้วยธนู ได้รับความเจ็บปวด ั ิ อย่างหนัก จึงอ้อนวอนให้พระเจ้าปิ ลยักษ์ไปบอกให้มารดาบิดาของเขาทราบด้วย พระเจ้าปิ ลยักษ์ก็ ไปตามคําขอร้องของสามกุมาร บิดามารดาของสามกุมารมาแล้วรู ้ว่าอาการของลูกชายหนักมาก โอกาสรอดชีวิตมีน้อย ด้วยความรักลู กชายจึงตั้งสัจจอธิษฐานขอให้ลูกชายฟื้ นและหายจากบาด แผลและความ เจ็ บ ปวด เทวดาผู ้เ คยเป็ นมารดาของสามกุ ม ารก็ ม าร่ ว มตั้ง สั จ จอธิ ษ ฐาน ด้วยพอจบคําอธิษฐานของ มารดาบิดาและเทวดาเท่านั้น สามกุมารก็ฟ้ื นขึ้นมาและหายจากบาดแผล ๒ ส.ํ ส. (บาลี) ๑๕/๒๑๓/๑๓๙, ส.ํ ส. (ไทย) ๑๕/๒๑๓/๓๑๐. ๓ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๘๙/๓๗๐-๓๗๖, มงฺคล. (ไทย) ๑/๕๓/๓๒.
  • 3.
    ๓ และอาการบาดเจ็บ ๔ การรักษาสัจจะเป็นทางให้ไปสู่ความเป็ นหมู่ของเทวดา จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าสัจจะเป็ นคุณธรรมที่ทาให้มนุ ษย์ประสบความ ํ สําเร็จในสิ่ งที่ปรารถนาได้ผที่เป็ นนักบริ หารจึงควรปลูกฝังสัจจะให้เกิดขึ้นในจิตใจของตนเพื่อจะ ู้ ได้นาไปใช้ในการบริ หารตนและบริ หารคนให้ประสบความสําเร็จต่อไป ํ ทมะ การฝึ กตน ผูอ ยู่ครองเรื อ นต้อ งมี การพัฒนาตนเองอยู่ตลอเวลาเพื่อ จะมี ความรู ้ ้ ใหม่ๆ มาบริ หารในครอบครัวให้เจริ ญก้าวหน้าต่อไปการฝึ กตนมีท้ งทางด้านร่ างกายและจิตใจและ ั ทักษะอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินชีวต เช่น เข้าฝึ กอบรมหลักการวิชาการใหม่ๆ ตามโอกาสที่ ิ เหมาะสมการฝึ กตนในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ทรงสรรเสริ ญไว้ว่า “ในบรรดามนุ ษย์ ทั้งหลายผูที่ฝึกตนดีแล้วเป็ นผูประเสริ ฐ” ๕ “บัณฑิตย่อมฝึ กตน” ๖ ้ ้ จากพระพุท ธพจน์ เ หล่ า นี้ พระองค์จึ ง ทรงสละเวลาและกํา ลัง แห่ ง พระวรกายของ พระองค์ให้ก ับการฝึ กหัดบุคคลที่ควรฝึ กได้ตลอดพระชนมายุ ๔๕ พรรษาที่ทรงเผยแผ่พระธรรม วินัยแก่ ชาวโลกทั้งหลาย จะเห็นได้จากการที่พระองค์เสด็จไปคามนิ คมน้อ ยใหญ่เพื่อแสดงพระ ธรรมเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ที่มีอุปนิสยจะได้บรรลุมรรคผลโดยไม่คานึงถึงความเหน็ดเหนื่ อยของ ั ํ พระองค์แม้ใกล้จะเสด็จดับขันธปริ นิพพานแล้วยังแสดงพระเทศนาโปรดสุภททปริ พาชก ดังเรื่ องที่ ั ๗ ปรากฏในพระมหาปริ นิพพานสูตร นั้น บุคคลที่ฝึกตนเองได้แล้วจึงจะสามารถแนะนําตักเตือนคน 6 อื่นได้ ถ้าตนเองยังไม่ได้ฝึกฝนอบรมตนให้ดีก่อนเมื่อไปแนะนําคนอื่นเขาก็จะไม่เชื่อฟั งถ้อยคําของ ตนแถมยังจะถูกว่ากล่าวย้อนกลับมาหาตัวเองอีก ผูบริ หารที่ดีตองฝึ กตนเองให้ดีก่อนแล้วค่อยไป ้ ้ บริ หารคนอื่นแนะนําคนอื่น การทอย่างนี้จึงจะประสบความสําเร็จในการบริ หาร ขันติความอดทนผูบริ หารต้องมีความอดทนอดกลั้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นหรื อมีอุปสรรค ้ ่ เกิดขึ้นไม่วาจะเป็ นความอดทนต่อความลําบากทางด้านร่ างกายที่จะต้องทํางานหนักหาเลี้ ยงครอบ ครัว นอกจากนี้ยงต้องอดทนต่อความลําบากทางใจด้วย เช่น เมื่อมีเรื่ องความขัดแย้งมากระทบจิตใจทํา ั ให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว อดทนต่อคําด่าว่ากล่าวตักเตือนจากคนในครอบครัว ถ้าผูบริ หารมีขนติ ้ ั ความอดทนจะทําให้การบริ หารงานมีประสิ ทธิภาพ เพราะความอดทนเป็ นบ่อเกิดแห่ งคุ ณธรรม ทั้งหลายอีกมากมาย ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า “ขนฺ ตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติ คือความอดทนอดกลั้นเป็ นตบะอย่างยิง”๘ ่ ๔ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๒๙๖-๔๒๐/๒๒๙-๒๔๕, ขุ.ชา.อ. (ไทย) ๙/๓/๖๓. ๕ ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๓๒๑/๓๓, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๒๑/๑๓๓. ๖ ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๘๐/๑๔, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๘๐/๕๓. ๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๒/๑๖๐-๑๖๔. ๘ ขุ.ธ. (บาลี) ๒๕/๑๘๔/๒๒, ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๘๔/๙๐.
  • 4.
    เรื่ องของพระพุทธองค์ที่ถูกพวกรับจ้างจากพระนางคันทิยาพระมเหสีของพระเจ้าอุเทนใ ห้ม าด่ า พระพุท ธองค์ข ณะที่ เ ข้า ไปบิ ณ ฑบาตในพระนครจนพระอานนทเถระทนไม่ ไ หวทู ล เชิญพระองค์เสด็จไปเมืองอื่นพระพุทธองค์ตรัสว่าการทําอย่างนั้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกปั ญหาเกิด ที่ไหนต้อง แก้ที่นนแล้วพระองค์ก็อยูที่เมืองนั้นจนพวกที่ด่าหยุดด่าไปเอง ๙ ่ั ่ จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าความอดทนสามารถแก้ปัญหาที่ร้ายแรงให้กลับกลายเป็ นเบาและ หมดไปในที่สุด ครั้งหนึ่ งพระสารี บุตรเถระถู กพระภิกษุใหม่ รูปหนึ่ งติเตียนว่าเดิ นไปเหยียบชายจีว ร แล้ว ไม่ขอโทษแล้วนําเรื่ องนี้ ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสเรี ยกพระสารี บุตรมาสอบถาม พระสารี บุ ต รยอมรั บ ว่า ไม่ ไ ด้มีเ จตนาแล้ว ลดตัว ลงขอขมาโทษต่ อ พระภิ ก ษุใ หม่ รู ป นั้น ทํา ให้ พระภิกษุรูปนั้นถึงกับอดกลั้นนํ้าตาไม่ไหวที่เห็นความเป็ นคนสุภาพอ่อนโยนของพระสารี บุตร ๑๐ 9 จากตัวอย่างเรื่ องนี้ จะเห็ นว่าความอดทนอดกลั้นต่อ ถ้อยคําด่าทอต่างๆ ทําให้เรื่ อ งร้าย กลายเป็ นดี ทาให้ศตรู กลายเป็ นมิ ตรทําให้เกิ ดความรักความสามัคคีข้ ึนในหมู่ คณะในสังคมและ ํ ั ประเทศชาติ ตัวอย่างการใช้ขนติความอดทนต่อความลําบากทางใจเช่นเรื่ องของทีฆาวุกุมารที่ปรากฏ ั ในพระวินัยปิ ฎกเล่ มที่ ๕ ความย่อว่า ทีฆาวุกุมารเป็ นโอรสของพระเจ้าทีฆีติ พระราชาแห่ งนคร โกศล ต่อมานครโกศลถูกพระเจ้าพรหมทัต พระราชาแห่ งนครพาราณสี ยกทัพมาตีและยึดเอาพระ ่ ราชบัลลังก์พระเจ้าทีฆีติ จึงสังให้ทีฆาวุกุมารหลบหนีไปอยูที่อื่น ส่วนพระองค์และพระมเหสี ปลอม ่ ตัวเป็ นชาวบ้าน อาศัยอยูในหมู่บานแห่ งหนึ่ ง ต่อมาถูกพระเจ้าพรหมทัตจับได้แล้วนําไปประหาร ่ ้ ชีวต ขณะที่ถูกนําตัวเดินประจานไปตามถนนนั้นทีฆาวุก็แฝงตัวอยูในหมู่มหาชนเมื่อเห็นพระบิดาถูก ิ ่ ทําทารุ ณอย่างนั้น ก็ทนไม่ไหว จึงวิงเข้าไปใกล้พระบิดา พระเจ้าทีฆีติ เห็นดังนั้นจึงห้ามด้วยถ้อยคําว่า ่ ทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่ส้ น เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร พูดเตือนสติทีฆาวุกุมาร ั อย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง จนทําให้พวกทหารเข้าใจว่าพระเจ้าทีฆีติบ่นเพ้อเพราะความกลัวต่อมรณภัยที่จะ มาถึง เมื่อพระบิดาพระมารดาถูกประหารชีวตทิ้งศพไว้อย่างน่าสลดสังเวช ทีฆาวุกุมารก็แอบไปนํา ิ ร่ างของพระบิดาพระมารดามาทําฌาปนกิจ เสร็ จเรี ยบร้อยแล้วก็ไปขอสมัครเป็ นคนรับใช้คนเลี้ ยง ช้างของพระเจ้าพรหมทัต ต่อ มาได้รั บ ความไว้ว างใจจากพระเจ้า พรหมทัต จึ ง ได้เ ข้าไปรั บใช้อ ย่า งใกล้ชิ ด ใน ่ พระราชวัง อยูมาวันหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสด็จไปล่าเนื้ อในป่ ากับพวกอํามาตย์โดยให้ทีฆาวุกุมาร เป็ นนายสารถีคนที่พระเจ้าพรหมทัตประทับทีฆาวุแกล้งเร่ งรถให้เร็ วเพื่อไม่ให้พวกอํามาตย์ติดตาม ั ๙ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๑๕/๑๑๗. ๑๐ ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑-๔/๗๖/๓๓๙.
  • 5.
    ๕ ทันแล้วพาพระเจ้าพรหมทัตเข้าป่ าลึก ด้วยความเหน็ดเหนื่อยพระเจ้าพรหมทัตจึงบรรทมหลับไป บนตักของทีฆาวุกุมาร ทีฆาวุกุมารเมื่อเห็นว่าได้โอกาสแล้วจึงถอดพระขรรค์ออกมาหวังจะปลง พระชนม์ของพระเจ้าพรหมทัตได้เงื้อพระขรรค์ข้ ึนถึ ง ๓ ครั้งแต่ไม่กล้าเพราะระลึกถึ งคําพูดของ พระบิดา ขณะนั้นพระเจ้าพรหมทัตทรงสุ บินและตกใจตื่นขึ้นพร้อมกับแก้ความฝันให้ทีฆาวุกุมาร ฟังว่ากําลังจะถูกพระโอรสของพระเจ้าทีฆีติฆ่า พอพูดจบทีฆาวุกุมารก็เอามือข้างหนึ่งจับที่หมวยผม ของพระเจ้าพรหมทัตไว้ เอามื อข้างหนึ่ งเงื้อ พระขรรค์ข้ ึนเพื่อ จะปลงพระชนม์พระเจ้าพรหมทัต พระเจ้า พรหมทัต พระเจ้า พรหมทัต เห็ น ดั ง นั้ น ก็ ต กใจจึ ง ร้ อ งขอชี วิ ต ไว้ที ฆ าวุ กุ ม ารจึ ง ลด พระขรรค์ลงพร้อมกับหมอบลงแทบพระบาทของพระเจ้าพรหมทัตพูดว่าข้าพระองค์ต่างหากที่ตอง ้ ขอชีวตจากพระองค์พระองค์เป็ นเจ้าชีวตของข้าพระองค์ขอพระองค์จงไว้ชีวตให้แก่ขาพระองค์ดวย ิ ิ ิ ้ ้ พระเจ้าพรหมทัตและทีฆาวุกุมารต่างคนต่างก็ขอชี วิตจากกันและกัน ถือ ว่าเป็ นผูมีบุญคุ ณต่อกัน ้ แล้วทําปฏิญญาต่อกันว่าจะไม่เป็ นศัตรู ต่อกัน ด้วยความเป็ นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและซื่ อสัตย์ของ ทีฆาวุกุมาร พระเจ้าพรหมทัตจึงยกพระธิดาให้เป็ นมเหสี ของทีฆาวุกุมารแล้วคืนพระราชสมบัติ ทุกอย่างที่เป็ นของพระบิดาของทีฆาวุกุมาร ต่อ มาเมื่อ พระเจ้าพรหมทัตสวรรคต ทีฆาวุกุมารได้ ครอบครองนครพาราณสี และนครโกศลพร้อมกัน ๑๑ จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นถึงอานิ สงส์ของขันติความอดทนสามารถทําศัตรู ให้เป็ นมิตรและยังเป็ นเหตุนามาซึ่งสมบัติอนยิงใหญ่สมกับพระพุทธพจน์ที่ได้ยกมาในเบื้องต้นนั้น ํ ั ่ จาคะความเสียสละในที่น้ ีมีความหมาย ๒ นัยคือนัยแรกเสี ยสละแบ่งปั นสิ่ งของที่หามาได้ ให้แก่คนในครอบครัวอย่างเป็ นธรรมไม่ลาเอียง นัยที่สอง เสี ยสละหรื อสละอารมณ์ที่เป็ นข้าศึก ํ ต่อจิตใจที่ทาให้ใจเศร้าหมองขุ่นมัวอารมณ์โกรธความเคียดแค้นชิงชังความเกลียดความอาฆาตจอง ํ เวรความพยาบาทปองร้ายเป็ นต้นเมื่ออารมณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นต้องเสี ยสละออกไปจากจิตใจไม่ปล่อย ่ ให้อารมณ์เหล่านี้อยูในจิตใจนานเพราะจะทําให้เสี ยสุ ขภาพกายและใจเป็ นอุปสรรคต่อการบริ หารงาน การสละสิ่ ง ของของตนให้ค นอื่ น ที่ ค วรให้เ ป็ นเรื่ อ งที่ พ ระพุท ธองค์ท รงสรรเสริ ญ และยกย่อ ง ดังที่พระองค์ได้วางหลักการปฏิบติไว้สาหรับพวกภิกษุท้งหลายว่าให้แบ่งปั นเอกลาภที่เกิดขึ้นในวัด ั ํ ั แก่ภิกษุที่มาถึงเช่นทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์ทาการอปโลกกรรมแบ่งปั นสิ่งของให้ถึงแก่สงฆ์ทุกรู ป ํ ่ ตามลําดับพรรษา ทรงบัญญัติพระวินยไว้ให้ภิกษุสละผ้าจีวรที่อยูปราศจากคือปล่อยให้ผาอยูที่หนึ่ ง ั ้ ่ ่ ตัวเองอยูที่หนึ่ งจนอรุ ณของวันใหม่ข้ ึนไป ทําให้ผานั้นเป็ นนิ สสัคคียคือเป็ นผ้าที่ควรสละเสี ยก่อน ้ ์ ส่วนตัวภิกษุเป็ นอาบัติปาจิตตียตองนําผ้าผืนนั้นไปทําพิธีสละให้เป็ นสมบัติของภิกษุรูปอื่นเสี ยก่อน ์้ แล้ ว ให้ ภิ ก ษุ รู ปนั้ นคื น ให้ ใ นภายหลั ง จึ ง แสดงอาบัติ ต่ อ หน้ า ภิ ก ษุ รู ป นั้ นหรื อ รู ป อื่ น ก็ ไ ด้ การทําอย่างนั้นจึงจะพ้นจากอาบัติที่ตองนั้น ้ ๑๑ ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๕/๔๕๘-๔๖๓/๓๔๓-๓๕๓.
  • 6.
    มีขอความปรากฏในปราภวสูตร ๑๒ตอนหนึ่งว่าผูที่มีของเหลือกินเหลือใช้ไม่แบ่งปั นให้ ้ ้ คนอื่นหรื อคนรอบข้างกลับใช้สอยสิ่งเหล่านั้นเพียงผูเ้ ดียวพระพุทธองค์ตรัสว่าการทําอย่างนั้นเป็ น ทางแห่งความเสื่อมของคนนั้น ในทางพระพุ ท ธศาสนาการสละแบ่ ง ปั น สิ่ ง ของของตนให้ ค นอื่ น หรื อ การถวาย สิ่ ง ของของตนให้ เ ป็ นทานแก่ ส งฆ์ ห รื อแก่ บุ ค คลเป็ นอุ บ ายเครื่ องละกิ เ ลสอย่ า งหยาบ คือความตระหนี่ออกจากจิตใจของตนทําให้จิตใจของตนเป็ นอิสระจากความตระหนี่ ซ่ ึ งเป็ นเครื่ อง ผูกพันจิ ตใจอย่างหนึ่ ง ในโอวาทปาฏิโมกข์ซ่ ึ งเป็ นคําสอนที่ถือ ว่าเป็ นหัวใจหลักของพระพุท ธ ศาสนาที่พระองค์ทรงแสดงแก่พระอรหันต์สาวกจํานวน ๑,๒๕๐ รู ปที่มาประชุมกันที่พระเวฬุวน ั อุ ท ยานป่ าไผ่ ที่ พ ระเจ้า พิ ม พิ ส ารถวายให้ เ ป็ นที่ ป ระทับ ของพระพุ ท ธเจ้า และพระสาวกนั้ น พระองค์ได้แนะนําให้สละอารมณ์ที่เป็ นข้าศึกแก่จิตใจด้วยการให้ชาระจิตใจของตนให้สะอาดให้ ํ ผ่ อ งใสจากเครื่ องเศร้ า หมองทั้ งหลาย เครื่ องเศร้ า หมองในที่ น้ ี คื อ กิ เ ลสทั้ งหลาย เช่ น ความกําหนัดยินดีใน รู ป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น และร่ างกาย ความโกรธ ความอาฆาต ความพยาบาทปองร้าย สิ่ งเหล่านี้ ทาให้จิตใจเศร้าหมองไม่ปลอดโปร่ ง บดบังปั ญญา ํ ปิ ดกั้นไม่ให้ คนบรรลุถึงความดีที่ควรจะได้ เมื่อผูนาเข้าใจหลักการเหล่านี้แล้วนําไปบริ หารตนเอง บริ หารงานในครอบครัว และใน ้ ํ ่ องค์การที่ตนรับผิดชอบอยูจะทําให้การบริ หารงานประสบ ความสําเร็ จตามที่ต้ งใจไว้ มีหลักฐาน ั ตามที่ได้ศึกษามานี้และตามหลักฐานที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่อาฬวกยักษ์ในอาฬวกสูตรตอนหนึ่งว่า ในโลกนี้ เหตุให้ได้เกียรติที่ยงไปกว่า สัจจะ ก็ดี ิ่ เหตุให้มีปัญญาที่ยงไปกว่า ทมะ ก็ดี ิ่ เหตุให้ผกมิตรสหายไว้ได้ที่ยงไปกว่า จาคะ ก็ดี ู ิ่ เหตุให้หาทรัพย์ได้ที่ยงไปกว่า ขันติ ก็ดี มีอยูหรื อไม่ ๑๓ ิ่ ่ 12 เมื่ อ พระพระพุทธองค์ตรัสถามจบ อาฬวกยักษ์กราบทูล ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะยิ่งไปกว่า หลักธรรมทั้ง ๔ อย่างนี้ คือ ไม่มีเหตุอื่นที่จะให้ได้เกียรติยงไปกว่า สัจจะ ความซื่ อสัตย์ ไม่มีเหตุอื่น ิ่ ที่จะให้เกิดปั ญญายิงไปกว่า ทมะ การฝึ กฝนอบรมตน ไม่มีเหตุอื่นที่จะผูกมิตรไว้ได้ยงไปกว่า จาคะ ่ ิ่ การเสียสละแบ่งปั น ไม่มีเหตุอื่นที่จะทําให้หาทรัพย์ได้ยงไปกว่า ขันติ ความอดทน ิ่ ๑๒ ขุ.สุตฺต. (ไทยป ๒๕/๑๐๒/๕๒๕. ๑๓ ขุ.อิติ. (ไทย) ๒๕/๑๙๑/๕๔๕.
  • 7.
    ๗ ๔. การนําหลักฆราวาสธรรมไปประยุกต์ ใช้ในชีวิตประจําวัน ๑) บิดามารดา นายจ้างกับลูกจ้าง มีความซื่ อสัตย์ต่อกัน สามีไม่ปิดบังภรรยา ไม่นอกใจ ภรรยา ภรรยาไม่นอกใจสามี มีความซื่อสัตย์ต่อกัน พูดความจริ งต่อกัน ไม่โกหกหลอกลวงกัน บิดา มารดา มีความซื่อสัตย์ต่อบุตรธิดา เช่น รับปากว่า จะให้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่ งต้องทําตามสัญญา ที่ให้ไว้ จะทําให้บุตรธิดา เกิดความเชื่อมันในบิดามารดา บุตรธิดา มีความซื่ อสัตย์ต่อบิดามารดา ่ เช่น ไม่โกหกเพื่อให้บิดามารดาให้สิ่งของเกินความจําเป็ น รับปากว่าจะทําสิ่ งนั้นสิ่ งนี้ ให้ ต้องทํา ตามที่รับปากไว้ กรณี ของนายจ้างกับลูกจ้างก็ให้ปฏิบติตามนัยที่กล่าวมานี้เหมือนกัน ั ๒) ผูบ ริ ห ารหรื อ ผูเ้ ป็ นหัว หน้า ครอบครั ว หรื อ องค์ก รต้อ งหมั่น ฝึ กฝนอบรมตนอยู่ ้ ตลอดเวลา เพื่อ ที่จะได้เรี ยนรู ้ หลักการบริ หารใหม่ ๆ มาบริ หารคนในครอบครั วและองค์กรให้ เจริ ญก้าวหน้ายิงๆ ขึ้น การฝึ กฝนอบรมตนเองจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในตัวเอง และ ่ ั จะสร้างความน่ าเชื่อถือให้กบตนเอง เมื่อได้รับความเชื่อถือแล้วการสั่งงานหรื อการดําเนิ นกิจการ ่ ใดๆ ก็จะเป็ นไปโดยสะดวก ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง การฝึ กตนเองมีอยูหลายวิธี เช่น การเรี ยนรู ้ตาม ตํารา การสอบถามจากคนผูมีประสบการณ์โดยตรง การลงมือทดลองปฏิบติดวยตนเอง เป็ นต้น วิธี ้ ั ้ เหล่านี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาตนเองเป็ นอย่างดี ๓) ผูบริ หารหรื อ ผูเ้ ป็ นหัวหน้าครอบครัวหรื อองค์กรต้อ งมี ความหนักแน่ นมันคง ไม่ ้ ่ ่ ้ หวันไหวเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัวหรื อองค์กร ธรรมดาการอยูดวยกันหลายคนย่อมจะมีการ ่ กระทบกระทังกันบ้าง ทั้งทางกิริยาท่าทางและทางวาจา ต้องอดทนต่อ กิริยานั้นๆ ให้ได้ไม่แสดง ่ อาการอันไม่พงประสงค์ออกมา ที่จะทําให้เกิดความขาดความเชื่อมันในผูบริ หาร หรื อผูนา ปั ญหา ึ ่ ้ ้ ํ บางอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ดวยเหตุผลหรื อวิธีการ เช่น ปั ญหาความขัดแย้งในครอบครัวหรื อองค์ ้ ต้องอาศัยกาลเวลาเป็ นตัวแก้ปัญหา ลักษณะอย่างนี้ผบริ หารต้องอาศัย ขันติ ความอดทน ู้ ๔) ผูบริ หารต้อ งเสี ยสละแบ่งปั นผลประโยชน์ที่เกิ ดขึ้นในครอบครัวหรื อ ในองค์กร ้ ให้แก่สมาชิกอย่างเป็ นธรรม ไม่ลาเอียง คือไม่เห็นแก่หน้า เช่น ไม่คานึ งถึงว่า สมาชิกคนนั้นจะเป็ น ํ ํ ใคร ทุกคนควรที่จะได้ส่วนแบ่งตามสิทธิและหน้าที่ของตน สมาชิ กในครอบครัวหรื อในองค์กรทุก คนก็ตองรู ้จกเสี ยสละแบ่งปั นสิ่ งของของตนให้แก่สมาชิกคนอื่นบ้างตามสมควรแก่ฐานะของตน ้ ั ั และเสียสละแบ่งปั นความมีน้ าใจต่อกัน ให้อภัยแก่กนและกันในบางเรื่ องที่เห็นว่าสมาชิกบางคนทํา ํ ผิดหรื อไม่เหมาะสม
  • 8.
    หนังสื ออ้างอิง มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิ ฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิ ฏกํ. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐. __________. พระไตรปิ ฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุ งเทพมหานคร : โรง พิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. __________. อรรถกถาบาลี ฉบับ มหาจุฬ าอฏฺ ฐกถา. กรุ ง เทพมหานคร : โรงพิม พ์ว ิญ ญาณ, ๒๔๙๙,๒๕๓๓-๒๕๓๔. มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิ ฎกพร้ อมอรรถกถาแปล. ชุด ๙๑ เล่ ม. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒. กรุ งเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชันส์, ๒๕๔๖. ่ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ . พิมพ์ครั้งที่ ๑๖. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔. พระมหาบุญมี มาลาวชิ โร. พุทธบริ หาร. กรุ งเทพมหานคร : บริ ษท ธิ งค์ บียอนด์ บุ๊คส์ จํากัด, ั ๒๕๕๓. ชาย สั ญ ญาวิ ว ัฒ น์ , สั ญ ญา สั ญ ญาวิ ว ัฒ น์ . การบริ ห ารจั ด การแนวพุ ท ธ. พิ ม พ์ค รั้ งที่ ๒. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑.