๑

          ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด เรือง “อุปสรรค : สิงขัดขวางปัญญามนุษย์ ”
                  ตามทัศนะของฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท
                                                                      ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ

ความนํา
          การค้นหาความจริ งของนักคิดโดยทัวไปนัน จะเน้น ๓ วิธีการใหญ่ๆ คือวิธีการทางปรัชญา
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และวิธีการทางศาสนา วิธีการทางปรัชญามีจุดเริ มต้นเมือประมาณ ๘๑ ปี
ก่อนพุทธศักราช โดยนักปรัชญากรี กสังกัดสํานักไมเลตุสชือ ธาเลส ได้พยายามค้นคว้าหาแก่นแท้
ของโลกหรื อทีเรี ยกว่า “ปฐมธาตุของโลก” ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ในทีสุ ดเขาก็พบคําตอบว่า โลก
เกิดจากการรวมตัวของสสารดังเดิมสุด (Prime Matter) สสารนันจึงเป็ นวัตถุดิบทีก่อให้เกิดโลก มัน
มีอยูก่อนสิ งอืนทังหมด จึงเป็ นธาตุดงเดิมหรื อปฐมธาตุ (First Element) ของโลก ซึงจะต้องเป็ นสิงที
      ่                               ั
มีอนุภาคเล็กทีสุดจนแบ่งย่อยออกไปอีกไม่ได้๑ ปฐมธาตุทีว่านันก็คือ “นํา” การค้นพบปฐมธาตุของ
โลกนีถือว่าเป็ นก้าวแรกในประวัติศาสตร์ แห่ งการเปิ ดโลกทัศน์ของนักคิดสายตะวันตกทีสามารถ
ผลักดันตนเองผ่านพ้นกรอบความเชือทางศาสนาเข้าสู่พรมแดนปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ จะ
เน้นการพิสูจน์ ทดลอง สังเกตการณ์ และวางสมมติฐาน เพือเก็บวิเคราะห์หาข้อมูลทีถูกต้อง โดยเชือ
ว่าโลกและชีวิตเป็ นสิงทีอธิบายได้ดวยหลักธรรมชาติโดยมีวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครื องมือใน
                                    ้
การเข้าถึงความจริ ง ส่ วนวิธีการทางศาสนานันจะเน้นการแสวงหาความจริ งโดยใช้วิธีการลงมือ
ปฏิบติตามความเชือของตน โดยมีจุดหมายอยูทีความหลุดพ้นหรื อการเข้าถึงพระผูเ้ ป็ นเจ้าว่าเป็ นสิ ง
        ั                                     ่
สูงสุดและเป็ นแหล่งกําเนิดความรู้ทีน่าเชือถือได้ หลักการปฏิบติเช่นนี มีแพร่ หลายในสายตะวันออก
                                                              ั
โดยเฉพาะทีประเทศอินเดีย ซึงเป็ นบ่อเกิดแห่งลัทธิ ศาสนาและปรัชญาชีวิต
          การศึกษาเปรี ยบเทียบแนวความคิดเรื อง “อุปสรรค : สิงขัดขวางปั ญญามนุ ษย์” ตามทัศนะ
ของฟรานซิ ส เบคอนกับ พุ ท ธปรั ช ญาเถรวาทนี เป็ นการศึ ก ษาอุ ป สรรคสิ งขัด ขวางความ
เจริ ญก้าวหน้าทางปัญญาทีคอยยับยังไม่ให้มนุ ษย์เข้าถึงหลักสัจธรรม ความจริ ง ทังในด้านปรัชญา
ศาสนา และวิทยาศาสตร์ เนืองจากมนุษย์โดยส่วนมากจะติดอยูกบความเชือของตน ซึงความเชือใน
                                                                ่ ั
แต่ละเรื องมัก จะได้รับการถ่ายทอดมาจากสิ งแวดล้อมอีกทีหนึ ง หรื อไม่ก็เป็ นเรื องจริ ตนิ สัยหรื อ
ความเห็น (ทิฐิ) หรื อทฤษฎีของตนเป็ นส่ วนใหญ่ ซึงสิ งเหล่านี เองเป็ นอุปสรรคคอยขัดขวางไม่ให้
มนุษย์เข้าถึงหลักแห่งความจริ งในแต่ละสิงทีมนุษย์ควรจะได้รับ




          ๑
        พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต),ปรัชญากรีกบ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก (กรุ งเทพ ฯ : ศยาม,
๒๕๔๐, หน้า ๓๖.
๒

ความหมายของอุปสรรค
         คําว่า “อุปสรรค” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมาย
ไว้ว่า “เครืองขัดข้ อง, ความขัดข้ อง, เครืองขัด ขวาง”๒ ซึงความหมายดังกล่าวนี แสดงให้เห็นว่ า
อุปสรรคเป็ นสิ งก◌ดขวางการพัฒนาความเจริ ญก้าวหน้าของมนุ ษย์ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็ นการ
                    ี
แสวงหาความรู้และความจริ งตามแนวทางปรัชญา ศาสนา และวิทยาศาสตร์ หรื อการปฏิบติเพือ            ั
ความรู้ แจ้งแห่ งตน รวมไปถึงการบริ หารงานในหน่ ว ยงานหรื อองค์ก รต่ างๆ เมือมีอุปสรรคสิ ง
ขัดขวางอย่างใดอย่างหนึ งเกิดขึ นแล้ว ย่อมทําให้เกิดการติดขัด ชะงักงัน พัฒนาไปข้างหน้าไม่ได้
ถ่วงดุ ลความเจริ ญก้าวหน้า หาความเจริ ญมิได้ มีแต่ค วามเสื อมถ่ายเดี ยว ฉะนัน อุปสรรคจึ งเป็ น
เครื องหมายของความเสื อมทรามทางด้า นจิ ต ใจที มนุ ษ ย์ไ ม่ ส ามารถจะพัฒ นาให้ ถึ ง ความ
เจริ ญก้าวหน้าเชิงคุณธรรมได้ จึงเรี ยกได้ว่า เป็ นโทษเครื องเศร้าหมองทีทําให้จิตใจของมนุษย์ขุ่นมัว
และสับสน จนไม่สามารถจะมองเห็นความเสือมหรื อความเจริ ญงอกงามของตนและสังคมได้

อุปสรรคตามทัศนะของฟรานซิส เบคอน
        ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon : ๑๕๖๑ - ๑๖๒๖) เป็ นนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ ชาว
อังกฤษ และเป็ นผูเ้ สนอแนวความคิดใหม่ในวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นทีการสังเกต ทดลอง
และการค้นหาความจริ งจากประสบการณ์ทีหลากหลาย ซึงเขาเชือว่าวิธีการนี จะนําไปสู่การค้นพบ
ความรู้ทีแท้จริ ง แต่ความจริ งทีว่านี มิใช่สิงทีมนุษย์จะเข้าถึงได้โดยง่าย เพราะมนุษย์มกจะมีอุปสรรค
                                                                                      ั
ขัด ขวางความคิ ด ในการเข้าถึงสิ งจริ งแท้อยู่เสมอ อุปสรรคที ว่ านี เบคอนเรี ยกว่ า “เทวรู ป ” ซึ งมี
ลักษณะคล้ายกับอคติในทางพระพุทธศาสนา อันเป็ นต้นเหตุให้มนุ ษย์เกิด ความลําเอียง มีค วาม
คิดเห็นทีผิดพลาด และครอบงําปัญญามนุษย์ไว้ไม่ให้เข้าถึงหลักสัจธรรม ด้วยเหตุนีมนุษย์จึงมีความ
คิดเห็นทีแตกต่างและพากันแสวงหาความจริ งต่างกันออกไปตามความเชือของตน

“เทวรูป” ต้นตอของปัญหา
         ฟรานซิส เบคอน เป็ นนักปรัชญาสายวิทยาศาสตร์คนแรกทีมองเห็นปัญหาว่า ทังๆ ทีคนเรา
ไม่มีกิเลสเครื องเศร้าหมองในจิตใจ แต่ทาไมคนเราจึงมีทศนะไม่ตรงกัน เพราะโดยธรรมชาติแล้ว
                                      ํ              ั
ความจริ งจะต้องมีมาตรฐานเป็ นปรนัย (Objective) คือมีอยูโดยไม่ขึนกับการรับรู้หรื อการพิจารณา
                                                       ่
ของผูใดผูหนึง แต่คนเราก็ไม่สามารถจะมีมาตรฐานการรับรู้ความจริ งอย่างเดียวกันได้ แสดงว่าต้อง
      ้ ้
มีอุปสรรคอย่างใดอย่างหนึงคอยขวางกันการเข้าถึงความจริ งดังกล่าว ฟรานซิส เบคอน ได้พยายาม


        ๒
         ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (กรุ งเทพ ฯ : อักษรเจริ ญทัศน์
,๒๕๓๙), หน้า ๙๕๗.
๓

ค้นหาคําตอบจนกระทังพบว่า สิ งทีเป็ นอุปสรรคทีทําให้เราไม่สามารถเข้าถึงความจริ งเหมือนกันได้
นันก็คือ “เทวรูป”๓ นันเอง
          คําว่า “เทวรู ป” ตามทัศนะของ ฟรานซิส เบคอน หมายถึง “สิงทีเราสร้ างขึนมาเพือเคารพ
ว่ าของเราศั กดิสิ ทธิยิงกว่ าของผู้อืน ส่ วนของผู้อืนไม่ ศัก ดิสิ ท ธิ”๔ เป็ นการสร้างขึ นมาเพือความ
เชือมันและยึดเหนียวว่าเป็ นความจริ งสําหรับตนหรื อกลุ่มของตน ความเชือดังกล่าวมักได้รับการ
ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ จนกระทังฝังลึกอยูในจิตใจมนุษย์มาตังแต่ยคทียังไม่มีการพิสูจน์หาความ
                                               ่                            ุ
จริ งทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี เทวรู ปตามทัศนะของเบคอน ยังหมายรวมไปถึงความนึ กคิดของ
ปัจเจกบุคคลทีว่า “ความคิดของเราเป็ นความจริงหรือเป็ นสั จธรรม ส่ วนความคิดเห็นคนอืนไม่ ใช่
สัจธรรม”๕ เป็ นความดือรันในความคิดเห็น (ทิฐิ) หรื อทฤษฎีของตน กล่าวคือคนเราเมือจะแสวงหา
ความรู้ หรื อความจริ งในสิ งใดสิ งหนึงแล้ว ส่วนมากจะไปติดอยู่ทีตัวทิฐิหรื อความเห็นของตนเป็ น
ส่วนใหญ่ จึงทําให้ไม่สามารถจะคิดทะลุผานเข้าถึงความจริ งแท้ได้ เพราะแต่ละคนยึดมันในทิฐิของ
                                            ่
ตนเองว่า ความเห็นของตนเท่านันถูกต้อง ส่วนของคนอืนผิดหมด เมือเป็ นเช่นนี การแสวงหาความ
จริ งจึงหยุดชะงักเดินหน้าต่อไปไม่ได้

ชนิดของเทวรูป
        ฟรานซิส เบคอน ได้แบ่งเทวรู ป (สิ งทีเป็ นอุสรรคอย่างร้ายแรงทีขัดขวางไม่ให้มนุษย์เข้าถึง
ความจริ ง) ออกเป็ น ๔ ชนิด คือ๖
        ๑. เทวรู ปคือตระกูล (Idols of the Tribe)
        ๒. เทวรู ปคือถํา (Idols of the Cave)
        ๓. เทวรูปคือตลาดนัด (Idols of the Market Place)
        ๔. เทวรูปคือโรงละคร (Idols of the Theater)
        เทวรู ปทัง ๔ นีมีอยูในใจของมนุษย์ปุถุชนแทบทุกคนแตกต่างชนิดกันออกไปและเมือมีอยู่
                            ่
ในใจแล้วจะทําให้มนุษย์หลงงมงายไปตามความเชือของตน ซึงจะอธิบายในรายละเอียดดังต่อไปนี




        ๓
            บุญมี แท่นแก้ว, ปรัชญาตะวันตก (สมัยใหม่ ) (กรุ งเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์ ,๒๕๔๕), หน้า ๑๑.
        ๔
            เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๑.
        ๕
            เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๒.
        ๖
            เดือน คําดี, ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ (กรุ งเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์ , ๒๕๒๖), หน้า ๖.
๔

         ๑) เทวรูปคือตระกูล
         คําว่า “เทวรู ปคือตระกูล” หมายถึง รสนิยมส่วนตัวของแต่ละบุคคล ซึงได้รับการถ่ายทอด
มาจากเผ่าพันธุหรื อกรรมพันธุ์ โดยไม่ได้มีการสํารวจความคิดของตนว่าถูกต้องหรื อไม่ จึงติดอยูกบ
                ์                                                                           ่ ั
ความเชือทีได้รับการถ่ายทอดมานัน ในทีนี รวมไปถึงกิเลส ตัณหาและคุณธรรมต่างๆ๗ ด้วย
         เทวรู ปคือตระกูลนี เป็ นความเชือทีฝังแน่ นในจิตใจมนุ ษย์มาเป็ นเวลาช้านาน พร้อมๆ กับ
การเกิดขึนของลัทธิศาสนาในโลก ความเชือชนิดนีเกิดจาก อวิชชา คือความไม่รู้ เริ มตังแต่ความไม่รู้
เหตุผลทางภูมิศาสตร์ ไม่รู้เหตุผลทางดาราศาสตร์ ไม่รู้ชีววิทยา และไม่รู้จกธรรมชาติอืนๆ ทีมีอยู่
                                                                         ั
รอบตัว อย่างเช่นความเชือในเรื องดังต่อไปนี
         มนุ ษย์ในประเทศอียิปต์สมัยโบราณ ไม่เคยเดินทางขึนไปทางเหนื อของทวีป ไม่เคยรู้ว่ า
แม่น ําไนล์ใหลจากต้น ทางเหนื อทวี ปอาฟริ ก า ก็ เกิด ความคิด สมมติเป็ นเทพนิ ย าย โดยเชือกันว่ า
กระแสของแม่นาไนล์เป็ นนําตาของเทพธิดาไอลิส ร้องให้อาลัยรักต่อมหาเทพโอสิ ริส พระสวามีที
                    ํ
ถูกปลงพระชนม์ พอถึงฤดูนาหลาก แม่นาท่ วมเต็มฝั ง ก็พากัน ทําพิธีบวงสรวงสังเวยแม่นา และ
                              ํ           ํ                                              ํ
กลายมาเป็ นความเชือสืบต่อกันมาจนกระทังปัจจุบน      ั
         คนกรี กในสมัยโบราณไม่เคยปี นขึนไปบนยอดเขาโอลิมปั ส ซึงเป็ นยอดสูงสุ ดในประเทศ
นัน ก็หมายใจว่า บนยอดเขาโอลิมปัส เป็ นสวรรค์ เป็ นทีสถิตของเทพเทวานานาชนิด แล้วสร้างเรื อง
เป็ นนิยายขึนเพือสอนคนให้เชือถือกันต่อมา
         ชนเผ่าอารยันในลุ่มแม่นาสินธุและคงคาในประเทศอินเดีย ไม่มีความรู้ทางด้านภ◌ู มิศาสตร์
                                  ํ
เกียวกับขุนเขาหิมาลัย ซึงเป็ นทีรวมของหิมะ เมือหิมะละลายลงสู่แอ่งนําใหญ่กลายเป็ นทะเลสาบ ก็
สร้างนิยายให้ทะเลสาบกลายเป็ นสระอโนดาต เป็ นทีอาศัยอยูของวิทยาธร ครันนํานันไหลเลยลงมา
                                                             ่
เป็ นแม่นาในทีราบ ก็เข้าใจว่าบนยอดขุนเขาเป็ นสรวงสวรรค์ เป็ นทีอาศัยอยู่ของพวกเทพเทวา มี
          ํ
มหาเทพองค์หนึงพระนามว่าอิศวรประทานนําลงมาให้ แม่นาคงคาในอินเดียได้กลายเป็ นนําสวรรค์
                                                           ํ
มีความศักดิสิทธิ ถึงสามารถล้างบาปให้แก่มนุษย์ได้๘ ความเชือเช่นนี ได้ยดถือกันมาจวบเท่าปัจจุบน
                                                                       ึ                      ั
         อีกประการหนึง คือธรรมชาติทีเกิดขึนรอบตัวมนุ ษย์อย่างเช่น ฝนตก ฟ้ าร้อง ฟ้ าฝ่ า ความ
มืด ความสว่าง เป็ นต้น มนุษย์โบราณไม่เคยรู้มลเหตุทีเกิดขึนของธรรมชาติเหล่านี มาก่อน จึงเข้าใจ
                                              ู
ว่าเป็ นพระเจ้าผูทรงฤทธิ ศักดิสิทธิ มีอานาจเหนื อตน มีอานุ ภาพ ควรบูชากราบไหว้ และควรเกรง
                  ้                    ํ
กลัว ซึงความรู้สึกเกรงกลัวต่อธรรมชาติของมนุ ษย์ดงกล่าวนี เอง ได้กลายมาเป็ นบ่อเกิดแห่ งลัทธิ
                                                     ั




        ๗
            เรืองเดียวกัน, หน้า ๖.
        ๘
            เสฐียร พันธรังษี,ศาสนาเปรี ยบเทียบ (กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๑๗
– ๑๘.
๕

ศาสนาและศรัทธาอย่างกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีทีสิ นสุ ด๙ และเป็ นความเชือทีฝังแน่ นในจิตใจมนุ ษย์
จนยากทีจะถอนออกไปจากความรู้สึกได้
            ความเชือบางอย่าง เช่นการทําพิธีบูชาเทวรู ปเจ้าแม่กาลีทีโบสถ์กาลีฆตอันศักดิสิ ทธิ เมือง
                                                                                 ั
กัลกัตตา ประเทศอินเดีย จะใช้แพะเป็ นๆ มาตัดคอบูชาเจ้าแม่๑๐ แต่ถาจะให้เจ้าแม่โปรดปรานยิงขึ น
                                                                      ้
แล้ว ต้องตัด คอแพะให้เลือดพุ่งตรงไปที พระโอษฐ์ข องเจ้าแม่ แล้ว นําเลือดจะไหลออกไปนอก
โบสถ์ตามช่องต่างๆ ทีทําไว้ และช่องทีนําเลือดแพะไหลลงไปจะมีผคนนําภาชนะมาตักรองเอานํา
                                                                        ู้
เลือดอันศักดิสิทธินี ไปดืม ไปอาบ ไปล้างหน้า หรื อถ้าไม่มีภาชนะก็ใช้นิวจิมนําเลือดนันแล้วเจิมที
หน้าผากของตน พิธีการบูชาในลักษณะนีสืบทอดกันมาเป็ นเวลาหลายพันปี
            มนุษย์เมือเกิดความเชือต่อสิ งทีกล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างเต็มที ก็จะทําให้ใจยึดมันผูกขาดว่า
สิ งทีเราเชือและได้ปฏิบติตามความเชือของตนนี แหละเป็ นสิ งทีถูกต้องชอบธรรม ส่ วนของคนอืน
                            ั
หาถูกต้องไม่ ความเชือในลักษณะนี ได้กลายมาเป็ นศาสนาในทีสุ ด ซึงเมือกลายเป็ นความเชือทาง
ศาสนาแล้วก็จะอธิบายในเชิงเหตุผลไม่ได้ อย่างเช่นคนอินเดียเชือตามหลักศาสนาฮินดูว่าแม่นาคง         ํ
คาสามารถล้างบาปได้ แม้ในสมัยหนึ งมีคนมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า แม่นาคงคาสามารถล้างบาป
                                                                             ํ
ได้จริ งหรื อ พระพุทธเจ้าหวังจะตัดเนื อร้ายคือมิจฉาทิฐิออกไปจากใจพวกพราหมณ์ในขณะนัน จึง
ตรัสตอบไปว่า ถ้าแม่นาคงคาสามารถล้างบาปได้จริ งตามทีพวกพราหมณ์เข้าใจแล้ว กุงหอยปูปลาที
                          ํ                                                             ้
อาศัยอยูในแม่นาคงคาคงจะพากันแห่ขึนสวรรค์กนทังหมดเป็ นแน่ แทนทีการแสดงด้วยหลักแห่ ง
          ่        ํ                                ั
เหตุผลดังกล่าวจะได้ผล แต่กลับเป็ นว่าชาวฮินดูก็ยงพากันอาบนําล้างบาปมาจนกระทังทุกวันนี นัน
                                                      ั
ก็เพราะว่าความเชือของแต่ละคน เมือตกลงได้เชือหรื อมีความเห็นทีฝังใจต่อสิ งใดแล้ว ก็ยากทีจะ
ถอนใจออกจากสิงนันได้ แม้จะมีเหตุผลอืนทีน่าเชือถือเหนือกว่าสิ งทีตนเชืออยู่ก็ตาม ฉะนัน ฟราน
ซิส เบคอน จึงได้เปรี ยบเทียบความเชือหรื อความเห็นเหล่านี ว่าเป็ นความเชือแบบเทวรู ปคือตระกูล

        ๒) เทวรู ปคือถํา
        คําว่า “เทวรู ปคือถํา” หมายถึง สิ งแวดล้อมและการอบรมศึกษาทีปรุ งแต่งจิตใจของเรามา
นับแต่เกิดจนถึงทุกวันนี เทวรู ปนีล้อมกรอบเราเหมือนกักขังไว้ในถํา มองเห็นเพียงแคบๆ เฉพาะใน
บริ เวณถํา ทําให้คิดว่าโลกทังมวลมีแค่บริ เวณถํานี เท่านัน ถ้าต่างคนต่างตัดสิ นใจอะไรตามความรู้
แคบๆ ของตนเองเช่นนี จะให้มีความเห็ นตรงกันได้อย่างไร๑๑ ความคิ ดเช่นนี ถือว่าเป็ นอคติของ

         ๙
             เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๙.
         ๑๐
            ตามประวัติเล่าว่า ก่อนทีอังกฤษจะมาปกครองอินเดียทีโบสถ์กาลีฆตได้ใช้มนุษย์เป็ นๆ ตัดคอบูชาเจ้า
                                                                         ั
แม่กาลี ต่อมาเมืออังกฤษมาปกครองอินเดีย ได้ขอร้องไม่ให้ใช้มนุษย์และให้ใช้แพะแทน ดังนันจึงได้ใช้แพะตัด
คอบูชาเจ้าแม่แทนมนุษย์มาจนบัดนี และกลายมาเป็ นคําพูดทีว่า “แพะรับบาป” ตังแต่นนมา
                                                                              ั
         ๑๑
              บุญมี แทนแก้ว, อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๒.
๖

มนุษย์แต่ละคน เป็ นประสบการณ์ส่วนตัวทีครอบงําลักษณะทีแท้จริ งของมนุ ษย์เอาไว้ รวมไปถึง
สิ งแวดล้อมต่างๆ เช่น การอบรมสังสอน ซึงทําให้มนุษย์มีลกษณะการมองโลกแตกต่างกันไป และ
                                                             ั
ทําให้มีทศนะทีคับแคบเห็นเฉพาะประสบการณ์ของตน ความคิดเช่นนี ถูกจํากัดด้วยประสบการณ์
           ั
ส่วนตัวเท่านัน
           มีนิทานเปรี ยบเทีย บในเรื องเทวรู ปคือถําหรื อมนุ ษ ย์ถาอยู่ว่า๑๒ คนหลายคนถูก กักขังอยู่
                                                                  ํ
ภายในถําแห่งหนึงมาตังแต่วยเด็ก พวกเขาถูกบังคับให้นงหันหน้าเข้าหาผนังถําด้านในสุ ด ซึงอยู่
                               ั                          ั
ตรงกันข้ามกับปากถํา คนเหล่านันนังหันหลังให้กบปากถําตลอดเวลา พวกเขาต้องนังเป็ นรู ปปั น
                                                    ั
เพราะถูกล่ามโซ่ทีขาและใส่ ขือคาทีคอ จึงไม่สามารถแม้จะเหลียวมองเพือนนักโทษทีนังอยู่ขางๆ           ้
พวกเขานังประจันหน้าผนังถําเหมือนผูชมหันหน้าเข้าหาจอภาพยนตร์ บริ เวณด้านหลังนักโทษ
                                          ้
เหล่านันมียกพืนลาดสูงขึนไปจนถึงปากถําทีมีแสงสว่างจากโลกภายนอกสาดเข้ามารําไร ใกล้กบ                 ั
ปากถํามีกองไฟลุกโชนอยู่ แสงไฟแผ่ออกไปจับทีผนังถําด้านหน้านักโทษ และในบริ เวณระหว่าง
ด้านหลังนักโทษกับกองไฟ มีคนอีกกลุ่มหนึงเดินไปมาขวักไขว่ ในมือคนเหล่านันมีภาชนะรู ปปั น
และหุ่ น จํา ลองของสัต ว์ต่ างๆ เงาของคนที เดิ น และสิ งของในมือ จะไปทาบอยู่ทีผนังด้านหน้า
นักโทษทังหลาย พวกนักโทษเห็นเพียงเงาทีผนังถํา แต่ไม่อาจเหลียวมองดูทีมาของเงา เนื องจาก
นักโทษเห็นเงาเหล่านันมาตังแต่วยเด็ก พวกเขาจึงไม่ได้คิดว่าภาพทีเห็นเป็ นแค่เงา พวกเขาถือว่าสิ ง
                                   ั
ทีเห็น เป็ นจริ งในตัว เอง และเมือคนทีเดิน อยู่ดานหลังพูด คุย กัน นักโทษก็คิ ดว่ าเป็ นเสี ยงทีเปล่ง
                                                 ้
ออกมาจากภาพทีผนังถํา
           นักโทษคนหนึงถูกปลดปล่อยจากเครื องพันธนาการ เขาสามารถหันกลับไปด้านหลังและ
มองเห็นกลุ่มคนอันเป็ นทีมาของเงาบนผนังถํา เขาจะประหลาดใจมากทีพบว่า คนเหล่านันกับเงาที
ผนังถําเคลือนไหวไปมาพร้อมกัน เขาจะสรุ ปตามความเคยชินว่า สิงทีเขาค้นพบใหม่เป็ นภาพหลวง
ตา สิ งทีปรากฏอยูบนผนังถําต่างหากทีเป็ นของจริ ง ต่อมาคนอืนมาอธิบายชี แจงจึงเข้าใจว่า ตัวเอง
                      ่
ได้หลงผิดอยูนานทีเคยเชือว่าเงาบนผนังถําคือของจริ ง เขาเดินออกจากถําไปสู่โลกภายนอก ได้เห็น
                ่
คน สัตว์ สิงของ และพระอาทิตย์ เขาได้รู้จกโลกดีกว่าแต่ก่อน แล้วหวนนึกถึงเพือนนักโทษผูยงติด
                                            ั                                                 ้ั
อยูในถํา เขาจึงกลับเข้าถําไปหาคนเหล่านัน แล้วพยายามชี แจงแก่พวกเขาว่า ภาพทีพวกเขากําลัง
    ่
เห็นอยูบนผนังถําเป็ นเพียงเงา จึงไม่ใช่ของจริ งอย่างทีเชือกันในสังคมชาวถํา เพือนนักโทษจะไม่ฟัง
        ่
คําพูดของเขา ทังยังคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว
           นิทานเรื องนี สะท้อนให้เห็นว่า คนส่ วนมากคล้ายกับมนุ ษย์ทีถูกกักขังอยู่ในถําตรงทีหลง
นิยมชมชืนอยูกบเงาของตัวเอง ไม่สนใจต่อสิ งทีเปลียนแปลงภายนอก แท้จริ งโลกภายนอกนันกว้าง
                  ่ ั
ใหญ่ไพศาลนัก มีสิงต่างๆ มากมายทีเรายังไม่รู้ วิธีการเรี ยนรู้โลกภายนอกนันจะต้องเปิ ดใจให้กว้าง

        ๑๒
         พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต), ปรัชญากรี กบ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก (กรุ งเทพ ฯ :
ศยาม,๒๕๕๐), หน้า ๑๕๙ – ๑๖๐.
๗

และฝึ กหัดยอมรับความเป็ นจริ งภายในตัวตนให้ได้มากทีสุ ดเท่าทีจะมากได้ การยอมรับความจริ ง
หรื อจุดด้อยบางอย่างทีมีในตัวของแต่ละคนนันไม่ใช่เรื องง่าย เพราะคนส่ วนมากมักจะมองไม่เห็น
ตัวตนทีแท้จริ ง จึงมักจะหลงใหลในตัวเองเสมอ เช่น หลงในรู ป หลงในชือเสี ยงเกียรติยศ หลงใน
ทรัพย์สินเงินทอง และหลงในความเห็น (ทิฐิ) ของตน เป็ นต้น สิงเหล่านี เป็ นสิ งปิ ดบังหรื อขวางกัน
ไม่ให้มนุษย์เข้าถึงความจริ งได้ อย่างเช่นสัญชัยปริ พาชก เป็ นตัวอย่าง
          สัญชัยปริพาชก เป็ นอาจารย์ของอุปติสสมาณพและโกลิตมาณพ อุปติสสมาณพเป็ นเพือน
สนิทกับโกลิตมาณพ ทังสองคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็ นบุตรแห่ งสกุลผูมงคังเหมือนกัน เบือ
                                                                            ้ ั
ชีวิตการครองเรื อนทีวุ่นวาย จึงพาบริ วารไปขอบวชอยู่ในสํานักสัญชัยปริ พาชก เรี ยนลัทธิของสัญ
ชัย ได้ทังหมด จนได้รั บแต่ งตังให้เป็ นผูช่ว ยสอนหมู่ศิษ ย์ต่ อไป ทังสองยังไม่พอใจในคําสอน
                                            ้
ของสัญชัยปริ พาชก เพราะไม่ใช่แนวทางทีตนต้องการ จึงตกลงกันทีจะแสวงหาอาจารย์ทีสามารถ
ชีแนะแนวทางทีดีกว่านี หากใครได้โมกขธรรม ก็ขอให้บอกแก่อีกฝ่ ายหนึง
          ในวันหนึ งอุปติสสมาณพได้เข้าไปในกรุ งราชคฤห์และได้พบพระอัสสชิ ซึงเป็ นหนึ งใน
พระปั ญ จวัค คี ย ์ กําลังบิ ณ ฑบาต อุ ปติ ส สมาณพเห็ น พระอัส สชิ มี อาการน่ า เลื อมใส มีค วาม
ประทับใจ จึงเข้าไปถามพระอัสสชิว่ า ผูใดเป็ นศาสดาของท่าน พระอัสสชิต อบว่า สมเด็จ พระ
                                              ้
สัมมาสัมพุทธเจ้า ผูเ้ ป็ นโอรสศากยราชเป็ นศาสดา อุปติสสมาณพจึงขอให้พระอัสสชิแสดงธรรม
พระอัสสชิได้ออกตัวว่าพึงบวชได้ไม่นาน ไม่อาจแสดงธรรมโดยกว้างขวาง อุปติสสมาณพจึงขอให้
พระอัสสชิ แสดงธรรมสันๆ ก็ได้ พระอัสสชิได้แสดงธรรมแก่อุปติสสมาณพ เรี ยกกัน ว่า “คาถา
เยธัมมา” เพราะขึนต้นด้วยคําว่า “เย ธัมมา” ในสมัยโบราณ ถือเป็ นหัวใจของพระพุทธศาสนา อุป
ติสสมาณพได้นาคําสอนของพระอัสสชิไปแจ้งให้โกลิตมาณพทราบ โกลิตมาณพก็ได้ดวงตาเห็น
                 ํ
ธรรมเช่นเดียวกัน
          มาณพทังสองได้ไปชักชวนสัญชัยปริ พาชก ให้ไปบวชเป็ นสาวกของพระพุทธเจ้าด้วยกัน
แต่สญชัยปริ พาชกไม่ยอมไป มาณพทังสองก็รบเร้าว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็ นผูตรัสรู้เอง เป็ นผูรู้แจ้ง
      ั                                                                   ้                ้
จริ ง ต่อไปคนทังหลายจะหลังไหลไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า แล้วอาจารย์จะอยูได้อย่างไร สัญชัย
                                                                                ่
ปริ พาชกจึงถามว่า “ในโลกนีคนโง่ มากหรือคนฉลาดมาก” มาณพทังสองได้ตอบว่า “คนโง่ มากกว่า”
สัญชัยปริ พาชกจึงกล่าวแก่มาณพทังสองว่า “ปล่อยให้ คนฉลาดไปเป็ นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ให้ คนโง่
ซึงมีจานวนมากกว่ามาเป็ นลูกศิษย์ของเรา เราจะได้ รับเครืองสักการะจากคนจํานวนมาก คนฉลาด
        ํ
อย่างเธอทังสองจะไปเป็ นศิษย์ของพระสมณโคดมก็ตามใจ”
          เพราะเหตุแห่งความถือมันในความเห็นของตนนี เอง จึงทําให้สัญชัยปริ พาชกหมดโอกาส
เข้าเฝ้ าฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เพือละความเห็ นผิด (มิจฉาทิ ฐิ) ที ฝังลึก อยู่ในใจตน ความเห็ น
ลักษณะนีถือว่าเป็ นความเห็นของคนตาบอดทีไม่สามารถจะนําตนและผูอืนให้เข้าถึงความจริ งได้
                                                                        ้
และจะไม่มีวนยอมรับความเห็นอืนนอกจากความรู้ทีตนมีเท่านัน อาจกล่าวได้ว่าเป็ นบุคคลประเภท
              ั
ปทปรมะ คือได้แต่ตวบทคือถ้อยคําเท่านัน ไม่สามารถเข้าใจความหมายทีแท้จริ งได้ เหมือนนกแก้ว
                       ั
๘

ทีร้อง แก้วจ๋ าๆๆ แต่ไม่รู้จกตัวแก้วว่าเป็ นอย่างไร พอยืนแก้วให้กลับไม่รับ จะรับแต่กล้วยแต่พริ ก
                            ั
เท่านัน เป็ นพวกหูหนวกตาบอด พูดไปก็ไม่ได้ยิน พูดไปก็ไม่เข้าใจ พูดเรื องนรกเรื องสวรรค์
เรื องบาปบุญคุณโทษ ก็คิดว่าเป็ นเรื องโกหกหลอกลวง พวกนี มีแต่ความมืดบอด ไม่มีโอกาสจะ
เข้าถึงพระธรรมคําสังสอนของพระพุทธเจ้าได้เลย เปรี ยบเหมือนบัว ทีจมอยู่ในนํา ทีกลายเป็ น
อาหารของปลาและเต่า ไม่มีโอกาสทีจะโผล่พนนําขึ นมา ท่านจึงเปรี ยบคนเหล่านี เหมือนกับคนที
                                                 ้
ถูกกักขังอยู่ในถํานานๆ จนมีความรู้สึกว่ าสิ งทีตนเห็นในถํานันแหละเป็ นของจริ ง ซึงตามทัศนะ
ของฟรานซิส เบคอน ก็คือกลุ่มคนจําพวกเทวรู ปคือถํานันเอง

            ๓) เทวรูปคือตลาดนัด
            คําว่า “เทวรูปคือตลาดนัด” หมายถึง ความสับสนในการใช้ภาษา ไวยากรณ์หรื อระเบียบ
ของภาษาตลอดจนศัพท์และรู ปแบบของภาษาทีมนุษย์นามาใช้เป็ นสือความหมาย มนุษย์จาเป็ นต้อง
                                                         ํ                                  ํ
                                                 ๑๓
แสดงความคิดเห็นออกมาในขอบเขตของภาษา ฟรานซิส เบคอน กล่าวว่า คําพูดทังหลายทีมนุ ษย์
ใช้มาตลอดเวลานัน ย่อมถูกกําหนดโดยวิธีใช้ของตนเองในชีวิตประจําวัน และตามกระบวนความ
เข้าใจของแต่ละคน ทุก คําพูด หรื อโวหารของมนุ ษ ย์ จึ งไม่สามารถจะครอบคลุมความสมบูร ณ์
ทังหมดไว้ได้ ดังนันความแตกต่างกันทางภาษาจึงเป็ นอุปสรรคทีทําให้มนุ ษย์ไม่สามารถจะเข้าใจ
ร่ วมกันได้อย่างถูกต้อง๑๔ เพราะเมือใครเคยชินกับการใช้ภาษาแบบใด ก็ชอบตัดสินไปตามความเคย
ชินของตน ปัญหาการใช้ภาษาจึงเกิดขึนในระหว่างมนุษย์ดวยกันเอง ้
            ตามทัศนะของฟรานซิส เบคอน ถือว่าเทวรู ปคือตลาดนัดนี เป็ นเทวรู ปทีน่ ากลัวและเป็ น
อันตรายทีสุด๑๕ เพราะการใช้ภาษาของมนุ ษย์นน บางครั งถึงแม้จะพยายามสื อความหมายในเรื อง
                                                  ั
เดียวกัน แต่เมือพูดคนละภาษาหรื อใช้ภาษาต่างกันก็ทาให้มีการตีความหมายของภาษาคลาดเคลือน
                                                       ํ
จากกันได้ เช่ น การสื อความหมายในเรื องของพระเจ้า (God) ซึงถือว่าเป็ นเรื องที สําคัญทีสุ ดของ
มนุษย์ผนบถือศาสนาฝ่ ายเทวนิยมทัวไป ดังจะเห็นได้จากศาสนาแต่ละศาสนานันจะสื อความหมาย
          ู้ ั
ในเรื องของพระเจ้าแตกต่างจากกันออกไป อย่างเช่น :-
            ศาสนาคริ สต์จะสือความหมายเกียวกับพระเจ้าว่า “พระเจ้ าผู้สูงสุ ดของเรา คือพระเจ้ าองค์
เดียว สู เจ้าจักต้องรักพระเจ้าของสู เจ้าด้ วยดวงใจทังสิน และด้ วยกําลังสู เจ้ าทังสิ น และพระเจ้ า เป็ น
พระผู้เห็นแจ้ง พระผู้รอบรู้ ในสรรพสิ ง พระผู้เป็ นจอมแห่ งสวรรค์ และพืนธรณี พระผู้ทรงความ
ยุตธรรม พระผู้บริสุทธิ พระผู้ทรงเมตตา พระผู้ทรงความเทียงธรรม ฯลฯ”๑๖
    ิ

         ๑๓
              เดือน คําดี, อ้ างแล้ ว, หน้า ๖.
         ๑๔
              เรืองเดียวกัน, หน้า ๗.
         ๑๕
              เรืองเดียวกัน, หน้า ๖.
         ๑๖
              เสฐียร พันธรังษี, อ้ างแล้ ว, หน้า ๓๙๗.
๙

            ศาสนาอิสลามสือความหมายว่า “ไม่มพระเจ้าองค์ใดในโลกนอกจากพระอัลเลาะห์ (อัลลอ
                                                  ี
ฮฺ)”๑๗ ซึงเป็ นผู้สร้ างทุ กสิ งทุ กอย่ างในเอกภพ เป็ นผู้มีอยู่ตลอดกาล ไม่ มีจุดเริมต้ นและไม่ มีจุดจบ
ทรงดํารงอยู่เอง ไม่มใครสร้ างพระองค์ และเป็ นผู้พพากษาในการตัดสิ นชีวิตมนุษย์ ในวันสุ ดท้ ายที
                               ี                       ิ
เรียกว่าวันพิพากษา๑๘
            ส่วนศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู สื อความหมายว่า “มหาพรหม หรือปรมาตมัน สร้ างเทวะผู้
ยิงใหญ่ ไว้หมวดหนึง ให้ มหน้ าทีเกียวกับสังสารวัฏ หรือสภาวะแห่ งโลก ๓ ประการ เทวะเหล่ านัน
                                 ี
คือ พรหมา ผู้สร้ าง (Creator) วิษณุ หรือนารายณ์ ผู้รักษา (Preserver) และศิวะ หรืออิศวร ผู้ทําลาย
(Destroyer) ซึงเทวะทังสามนี เรียกว่า “ตรีมูรติ” ๑๙ แปลว่า “ผู้ให้ กาเนิดหรือผู้ยงใหญ่ ทังสาม”๒๐
                                                                      ํ              ิ
            จะเห็นได้ว่าการสือความหมายเกียวกับพระเจ้า (God) ในแต่ละศาสนานัน ถึงแม้จะมีความ
คล้ายคลึงกันในฐานะทีพระเจ้าเป็ นผูมีเดชานุภาพทียิงใหญ่ในการสร้างสรรค์สรรพสิ งเหมือนก◌ัน
                                            ้
แต่ก็แตกต่างกันในความรู้สึกของผูนบถืออย่างสินเชิง เพราะต่างคนก็เชือว่าพระเจ้าในศาสนาทีตน
                                          ้ ั
นับถือนันเป็ นพระเจ้าองค์จริ งและมีองค์เดียวเท่านัน อย่างเช่นความเชือต่อพระเจ้าของชาวมุสลิม
ทีว่า “ศรัทธาทีแท้ จริงของมุสลิมต่ออัลลอฮฺนันหมายถึงการถวายทังกายและใจให้ แก่ พระองค์ การ
ปฏิบัตผดไปจากนี เช่ น การยอมรับนับถือพระเจ้าองค์อน หรือการนับถือสิงอืนใดเทียบเท่ าพระองค์
        ิ ิ                                                  ื
ถือว่าเป็ นบาปมหันต์ทีมิอาจยกโทษให้ ได้ ”๒๑ ดังนันชาวมุสลิมจึงพากันยอมรับนับถือพระอัลลอฮ์
องค์เดียวเท่านัน แม้ศาสนาอืนๆ ก็มีการสือความหมายแสดงความเป็ นเจ้าของต่อพระเจ้าของตนใน
ลักษณะเดียวกัน เมือเป็ นเช่น นี ปั ญหาความไม่เข้าใจกันในการสื อความหมายเกียวกับพระเจ้าจึ ง
เกิดขึนในระหว่างผูนบถือศาสนาต่างกัน และนําไปสู่การแย่งชิงศาสนิ กและทําสงครามศาสนาใน
                           ้ ั
ทีสุด
            แท้จริ ง เมือกล่าวโดยปรมัตถ์แล้ว คําว่า “พระเจ้ า” ตามทัศนะของท่านพุทธทาสก็เป็ นสิ ง
เดียวกันกับคําว่า “ธรรมะ” และ “ธรรมชาติ” เพราะคําทังสามคํานี เป็ นสิ งสูงสุ ดด้ว ยกัน และสิ ง
สมบูรณ์สูงสุดนีมีอยูแล้วในธรรมชาติ แม้ว่าพระพุทธเจ้าหรื อศาสดาองค์ใดในโลกจะค้นพบหรื อไม่
                             ่
ก็ตาม ซึงคํากล่าวนีมีความเห็นสอดคล้องกับท่าน มหาตมา คานธี ทีว่า “พระเป็ นเจ้านัน มีพระนาม
อยู่มากหลาย แต่ ถ้าจะให้ เลือ กสั ก พระนามหนึ ง ก็เห็น จะได้ แก่ “สั ต” หรื อ “สั ตย์ ” คือความจริ ง
ดังนัน ความจริงก็คอ พระเป็ นเจ้านันเอง”๒๒ ซึงความจริ งในทีนีหมายถึงความดีสูงสุดทีมนุษย์จะพึง
                         ื

        ๑๗
             เรืองเดียวกัน, หน้า ๔๒๑.
        ๑๘
             สุ จิตรา อ่อนค้อม,ศาสนาเปรี ยบเทียบ (กรุ งเทพ ฯ : สํานักพิมพ์ ดวงแก้ว, ๒๕๔๕), หน้า ๒๒๕.
        ๑๙
             เสฐียร พันธรังษี, อ้ างแล้ ว, หน้า ๖๐.
        ๒๐
             สุ จิตรา อ่อนค้อม,อ้ างแล้ ว, หน้า ๓๘.
        ๒๑
             เรืองเดียวกัน, หน้า ๒๒๕.
        ๒๒
             อดิศกดิ ทองบุญ, ปรัชญาอินเดียร่ วมสมัย (กรุ งเทพ ฯ : ราชบัณฑิตยสถาน,๒๕๓๒), หน้า ๑๒๔.
                 ั
๑๐

ปฏิบัติเพือให้เกิ ด เป็ นคุณ ธรรมภายในตนเอง ด้ว ยเหตุ นี มหาตมา คานธี จึ งเรี ย กความจริ งหรื อ
คุณ ธรรมนี ว่ า “พระเป็ นเจ้ า” และเป็ นสิ งที ท่านขาดไม่ได้ด ้ว ย ดังคํากล่าวของท่านตอนหนึ งว่ า
“ข้ าพเจ้าเชือในเรืองความมีอยู่จริงของพระเป็ นเจ้ ามากกว่ าเชือว่ า ข้ าพเจ้ าและท่ านกําลังนังอยู่ใน
ห้ องนี ยิงกว่ านัน ข้ าพเจ้ าสามารถพิสูจน์ ให้ ท่านเห็น จริง ได้ ว่า ข้ าพเจ้ าสามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดย
ปราศจากอากาศและนํา แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถมีชีวตอยู่ได้ ถ้ าไม่มพระเป็ นเจ้า ถึงท่ านจะควักดวงตา
                                                    ิ                 ี
ของข้ าพเจ้ าออกไป ข้ าพเจ้ าก็ไม่ ตาย แต่ ถ้าท่ านทําลายศรัทธาทีข้ าพเจ้ ามีต่อพระเป็ นเจ้ าเสี ยแล้ ว
ข้ าพเจ้าตายแน่ ๆ”๒๓

          ๔) เทวรูปคือโรงละคร
          คําว่า “เทวรูปคือโรงละคร” หมายถึง กระแสความคิด ความเชือ ขนบธรรมเนี ยมประเพณี
ระบบปรัชญาและศาสนาทีเราคุนเคยอยู่ สิ งเหล่านี จะกลายเป็ นมาตรการติดสิ นความคิดของมนุ ษย์
                                   ้
เรา ถ้าข้อตัดสินใดตรงกับสิงทีเราคุนเคยอยูแล้ว เราจะรับว่าจริ งทันทีโดยไม่ตองไตร่ ตรอง และถ้า
                                     ้   ่                                  ้
ข้อตัดสินใดผิดไปจากความคิดทีเราเคยชิน เราจะคิดว่าผิดทันทีโดยสัญชาตญาณ๒๔ เพราะมนุ ษย์เรา
มีความเคยชินกับประเพณี วฒนธรรมดังเดิมของตน ซึงเป็ นสิ งทีอยูเ่ บืองหลังการแสดงบทบาทต่างๆ
                             ั
ของมนุษย์เอง
          ความคิดทีผูกติดอยูกบความเชือเดิมๆ ของตนโดยไม่ยอมรับกระแสความเปลียนแปลงจาก
                               ่ ั
โลกภายนอกนี เป็ นอีกอุปสรรคหนึงทีคอยขัดขวางไม่ให้มนุ ษย์คนพบแสงสว่างแห่ งความจริ งอัน
                                                                ้
เป็ นสัจธรรมชีวิต อุปสรรคชนิ ดนี ฟรานซิส เบคอน หมายเอาความเชือ ตลอดจนขนบธรรมเนี ยม
ประเพณี ต่างๆ ทีผูกพันกับมนุ ษย์ จนบางครั งทําให้มนุ ษย์หลงระเริ งอยู่กบกิจกรรมความเชือหรื อ
                                                                       ั
ประเพณี เหล่านันจนจมปรักคิดว่าสิ งทีพวกตนกระทําตามความเชือนันคือสิ งทีถูกต้อง แล้วพากัน
ปฏิเสธความเชืออืนนอกเหนื อไปจากสิ งทีตนคิดหรื อเชืออยู่ กว่าจะมาค้นพบสาเหตุทีแท้จริ งของ
เรื องนันๆ ก็เสียเวลาไปหลายชัวอายุคน อย่างเช่นความเชือของมนุษย์ในครังโบราณเป็ นกรณี ศึกษา
          มนุษย์ในสมัยโบราณเชือว่า โลกแบน มีสีเหลียมมีมุม เชือกันว่า ถ้าเดินเรื อไปกลางทะเลสัก
วันหนึงเรื อจะแล่นเลยออกไป แล้วจะตกจากขอบโลก ความเชือเช่นนีสอนกันอยูนาน และเมือมีการ
                                                                              ่
สํารวจรู้ความจริ งเรื องทางโคจรของดวงอาทิตย์กนขึ น และเมือพิสูจน์ได้ว่า โลกหมุนโดยรอบตัว
                                                ั
ของมันแล้ว จึงยุติความเชือกันลงได้ว่า โลกกลม
          เวลาลมพายุพด มนุษย์ในสมัยโบราณก็พากันเชือว่า มีพระเจ้าผูทรงอํานาจบันดาล เรื องนี ก็
                        ั                                           ้
สอนกันอยูนานจนทําให้เกิดเป็ นความเชือในเรื องของศาสนาขึ น ต่อมามนุ ษย์ก็สามารถพิสูจน์ได้
             ่


         ๒๓
              เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๒๒.
         ๒๔
              บุญมี แท่นแก้ว, อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๒.
๑๑

ตามเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่า ลมพายุเกิดจากส่วนต่างๆ ของโลก แต่ละส่วนมีความร้อนไม่เท่ากัน
จึงทําให้เกิดความกดดันของอากาศแตกต่างกัน
           เวลาฝนตกก็เช่นกัน มนุษย์สมัยโบราณเชือว่า พระเจ้าประทานนําลงมาให้เพาะปลูกพืชผล
และดืมกิ น แต่ค วามจริ งทางวิ ทยาศาสตร์ มาพิสูจ น์ได้ในภายหลังว่ า ฝนตกเกิ ด จากละอองนําที
ลอยตัวขึนไปจับเป็ นก้อนเมฆ เมือมีขนาดใหญ่ขึน อากาศไม่สามารถพยุงละอองนํานันได้จึงตกลง
เบืองล่าง๒๕
           ประเพณี อีกอย่างหนึงของชาวอินเดียทีกระทํากันจนกลายมาเป็ นพิธีกรรมความเชือของคน
ในสังคมขณะนัน คือ พิธีสตี (สะตี) หรื อพิธีกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามี พิธีกรรมนี มีตนกําเนิ ด ้
มาจากตํานานทีว่า พระศิวะไปแต่งงานกับพระสตี ซึงเป็ นธิดาของพระทักษะ วันหนึงพระทักษะได้
เชิญเทวดาทังหมด ยกเว้นพระศิวะมาในงานเลียงฉลองวิมานของพระองค์ พระสตีเมือไม่เห็นพระ
ศิวะมาร่ วมงานก็เลยถามพ่อถึงสาเหตุทีไม่เชิญสามีของนางมาร่ วมงาน และเมือรู้ว่าทีพ่อไม่เชิญพระ
ศิวะมาในงานก็เพราะกลัวอับอายทีพระศิวะสวมสังวาลหัวกะโหลกคน พระสตีเสี ยใจมากทีผูเ้ ป็ น
พ่อไม่ให้เกียรติสามีตนก็เลยกลันใจตาย
           ด้วยตํานานเพียงเท่านี แต่ชาวอินเดียกลับมองว่า พระสตีเป็ นสตรี ทีเด็ดเดียว รักและซือสัตย์
ต่อสามีดงชีวิต ต่อมาความเชือนี ได้กลายมาเป็ นพิธีกรรมศักดิสิทธิของชาวอินเดียโดยเฉพาะผูหญิง
            ั                                                                                 ้
เมือสามีตายจะต้องตายตามสามีดวยโดยการกระโดดเข้ากองไฟขณะกําลังรุ กไหม้เผาสามีตน ถ้า
                                     ้
ผูหญิงคนไหนยังไม่อยากตายหรื อไม่กล้าทีจะกระโดดเข้ากองไฟก็ถกญาติพีน้องจับโยนเข้ากองไฟ
  ้                                                                  ู
เพือแสดงความจงรักภักดีต่อสามี พิธีกรรมนี กระทํากันอยูนานหลายชัวอายุคน จนกระทังอังกฤษเข้า
                                                            ่
มาปกครองอินเดีย จึงออกกฎหมายห้ามกระทําพิธีดงกล่าว     ั
           เมือศึกษาถึงเรื องดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า มนุษย์ได้หลงงมงายและเสียเวลาไปกับความ
เชือทีสืบเนืองมาจากขนบธรรมเนียมประเพณี ดงเดิมมิใช่นอย ความเชือเหล่านี ทําให้มนุ ษย์หลงทาง
                                                  ั           ้
ในการดําเนินกิจกรรมของชีวิต และในขณะทีกําลังหลงทางอยูนนมนุษย์ได้ทาลายโอกาสทีเป็ นแก่น
                                                                ่ ั          ํ
สารนอกเหนือจากสิ งทีตนเชือมากมาย ตลอดถึงการทําลายชีวิตสัตว์และมนุ ษย์ดวยกันเองเพือเซ่น
                                                                                  ้
สังเวยให้กบความเชือของตน
              ั
           ในสังคมปัจจุบนคนเรามีอตราเสี ยงต่อการถูกหลอกให้เชือจากการโฆษณาชวนเชือทีเกิน
                            ั          ั
จริ งได้ง่าย ซึงการโฆษณาเหล่านันล้วนเน้นในเรื องของผลประโยชน์ถ่ายเดียว จึงเป็ นทังสิ งทีเป็ น
จริ งและไม่เป็ นจริ งในขณะเดียวกัน และถ้าเกิดหลงเชือในสิงทีไม่เป็ นจริ ง แล้วนําไปปฏิบติ ก็จะทํา
                                                                                          ั
ให้คนๆ นันเสียเวลา เสียทรัพย์สินเงินทองโดยไม่จาเป็ นจริ งๆ และจะกลายเป็ นคนหูเบา เชือคนง่าย
                                                    ํ
คนเป่ าหูง่าย ใจไม่เป็ นกลาง แล้วนําข้อมูลข่าวสารทีผิดๆ นันมาใช้ในการตัดสิ นปั ญหา ซึงสิ งทัง
ปวงเหล่านี ถือว่าเป็ นอุปสรรคขัดขวางการดําเนินกิจกรรมของมนุษย์ในการเข้าถึงความจริ งแต่ละสิง

        ๒๕
             เสฐียร พันธรังษี, อ้ างแล้ ว, หน้า ๓๕.
๑๒

การขจัดต้นตออุปสรรคเพือเข้ าถึงความรู้และความจริง
            การทีมนุษย์จะฟันฝ่ าอุปสรรคเพือเข้าถึงความจริ งแท้ในแต่ละสิ งได้นนมีอยู่วิธีเดียวคือการ
                                                                                              ั
ขจัดกวาดล้างสิ งขัดขวางกล่าวคือเทวรู ปทังสี ชนิ ดนี ออกไปจากจิตใจให้ได้ก่อน เครื องมือทีใช้ใน
การขจัดกวาดล้างคือปัญญา๒๖ เพราะปัญญาทําหน้าทีกวาดล้างเทวรู ปเหล่านี ได้ เมือใดทีมนุษย์ทาได้                      ํ
เมือนันมนุษย์จึงสามารถเข้าถึงสัจธรรมได้อย่างแท้จริ ง
            การทําลายอุปสรรคเพือเข้าถึงสัจธรรมด้วยปั ญญานันมีหลายวิธี แต่ในทีนี จะศึกษาวิธีการ
ของโสคราตีส ซึงเป็ นนักปรัชญากรี กคนสําคัญทีได้รับการยอมรับว่าฉลาดทีสุดในยุคนัน เพราะไม่
มีใครสามารถจะโต้หรื อแสดงเหตุผลเอาชนะท่านได้ แต่ถึงกระนันท่านก็ยงพูดแบบถ่อมตนว่ายังไม่  ั
รู้อะไรเท่าไรนัก แต่สิงทีท่านกล้าประกาศให้คนรู้ในสิ งทีท่านรู้จริ งๆ ก็คือ “หนึงเดียวทีข้ าพเจ้ ารู้
คือ รู้ ว่าข้ าพเจ้ าไม่ ร้ ู อ ะไร”๒๗ เพราะเมือท่ านไม่รู้ เรื องใด ท่ านก็ รู้ ตว ดี ว่ าท่ านไม่รู้ เรื องนัน และ
                                                                                  ั
พยายามศึกษาหาความรู้ในเรื องนันๆ ตรงนี เองแสดงถึงลักษณะความฉลาดของโสคราตีสทีสามารถ
ค้นพบความไม่รู้ของตนได้เป็ นอันดับแรก และจากนันจะแสวงหาความรู้ขนต่อไปโดยใช้วิธี “วิภาษ    ั
วิธี (Dialectic)” ซึงประกอบด้วยลักษณะสําคัญ ๕ ประการคือ๒๘
            ๑. สงสั ย (Sceptical) โสคราตี สเริ มต้นการสนทนาด้วยการยกย่องคู่ สนทนาว่า เป็ น
ผูเ้ ชียวชาญในเรื องทีท่านเองก็ใคร่ รู้อยูพอดี เนืองจากท่านไม่มีความรู้เกียวกับเรื องนัน ท่านจึงขอให้
                                            ่
เขาช่วยตอบคําถามของท่านเกียวกับเรื องนัน การออกตัวทํานองนี ถือกันว่าเป็ นการถ่อมตนของนัก
ปรัชญา แต่ได้มีผวิจารณ์ว่า นันเป็ นการเสแสร้งของโสคราตีส (Socratic Irony)
                      ู้
            ๒. สนทนา (Conversation) จากนันโสคราตีสก็เป็ นฝ่ ายตังปั ญหาให้คู่สนทนาตอบ การ
สนทนาจึงมีลกษณะเช่นเดียวกับเทศน์ปุจฉา-วิสชนา คู่สนทนาจะต้องหาคําจํากัดความของหัวข้อที
                  ั                                   ั
สนทนากัน โสคราตีสจะวิจารณ์ว่ า คําจํากัดความนันมีข ้อบกพร่ องตรงไหนบ้าง อีกฝ่ ายหนึ งจะ
เสนอคําจํากัดความใหม่ทีดู รัดกุ มกว่า โสคราตี สจะขัดเกลาคําจํากัด ความนันอีก การสนทนาจะ
ดําเนินไปอย่างนี จนกว่าทังสองฝ่ ายจะได้คาจํากัดความทีน่าพอใจ
                                                 ํ
            ๓. หาคําจํากัดความ (Definitional) จุดมุ่งหมายของการสนทนาจึงอยู่ทีการหาคําจํากัด
ความทีถูกต้อง โสคราตีสเชือว่า ถ้าเราพบคําจํากัดความทีถูกต้องของสิงใด นันแสดงว่า เราพบความ
จริ งแท้เกียวกับสิงนัน ซึงเป็ นอันเดียวกับการค้นพบมโนภาพของสิงนันนันเอง

          ๒๖
             ปัญญา หมายถึง ความรอบรู ้เหตุผล รู ้ชด รู ้ ทน รู ้ประจักษ์ และรู ้ถึงทังภายในและภายนอก ปัญญาแบ่ง
                                                    ั ั
ออกเป็ น ๒ ประเภท คือ โลกิยปัญญา (ปัญญาทางโลก) เป็ นปัญญาของโลกิยชน และ โลกุตตรปัญญา (ปัญญาทาง
ธรรม) เป็ นปัญญาของพระอริ ยบุคคล ปัญญามีไว้สาหรับปราบปรามกิเลสอย่างละเอียด คือ อวิชชา หมายถึง ความ
                                                 ํ
หลง ความไม่รู้เท่า ความเห็นผิดคิดว่า สิ งทังหลายเป็ นของเทียง สิ งทังหลายเป็ นสุ ข ทุกข์ไม่มี เป็ นต้น
          ๒๗
               พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต),อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๓๒.
          ๒๘
               เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๔๑ – ๑๔๒.
๑๓

           ๔. อุปนัย (Inductive) การสร้างคําจํากัดความจะเริ มจากสิ งเฉพาะไปหาสิงสากล เช่น เมือ
หาคําจํากัดความของ ความดี โสคราตีสและคู่สนทนาจะพิจารณาตัวอย่างจากความประพฤติดีชนิ ด
ต่างๆ ในสังคม แล้วดึงเอาลักษณะทีเป็ นแก่น หรื อทีเป็ นสากล เอามาสร้างเป็ นคํานิยาม
           ๕. นิรนัย (Deductive) คําจํากัดความทีมีผเู้ สนอมาจะถูกพิสูจน์โดยการนําไปเป็ น มาตรการ
วัดสิงเฉพาะต่างๆ ว่ามีลกษณะร่ วมกับลักษณะทีระบุไว้ในคําจํากัดความนันหรื อไม่ เช่น ถ้าเราได้คา
                            ั                                                                     ํ
จํากัดความของ ความดี มา เราก็ตรวจสอบดูว่า การทําทานหรื อการปราบปรามโจรผูร้าย จัดเป็ น     ้
ความดีตามคําจํากัดความทีเราตังไว้หรื อไม่เพียงใด
           จะเห็นได้ว่า วิธีการแสวงหาความรู้และความจริ งของโสคราตีสนัน จะเน้นที ความอ่อน
น้อมถ่อมตนเพือรองรับเอาความรู้ใหม่ทีตนยังไม่รู้จากท่านผูรู้ทงหลาย เป็ นการละความพยศอวดดี
                                                                 ้ ั
อวดเบ่ง อวดเก่ง เข้าลักษณะทีว่า “คนดี ไม่เบ่ ง คนเก่งไม่โม้ คนโตไม่อวด” เหมือนกับคําทีปราชญ์
ท่านกล่าวไว้ว่า “รวงข้ าวคราวสุ กน้ อมรวงลง รวงลีบชู รวงตรงสู่ ฟ้า เฉกปราชญ์ ฉลาดยงยิงถ่ อม
ตนนา คนโง่ คุยโอ่อ่าอวดอ้างตนเสมอ” ซึงก็สอดคล้องกับคติธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต
พรหฺ มรํสี) ว่า “ปราชญ์ แท้ ไม่คยฟุ้ งอวดตน คนดีไม่ เทียวยกสอพลอ คนเก่ งย่ อมทะนงอย่ างเงียบ
                                  ุ
คนชัวอวดรู้ ดี ทัวภพ คนโง่ อวดฉลาดมากมายสิ งทังหลายท่ านเห็นมีทุกทีเอย”๒๙ การแสวงหา
ความรู้และความจริ งบางอย่างต้องฝึ กหัดเป็ นคนโง่ ซึงความโง่ในทีนี ไม่ได้หมายถึง “ความโง่ เขลา
เต่าตุ่น” แต่เป็ นการยอมโง่เพือแสร้งเอาความฉลาดจากคนอืน เหมือนคําพูดของปราชญ์ท่านหนึ ง
ทีว่า “โง่ ไม่เป็ นเป็ นใหญ่ ยากฝากให้ คด ทางชีวตจะรุ่งโรจน์ โสตถิผล ต้องรู้โง่ รู้ฉลาดปราดเปรืองตน
                                        ิ       ิ
โง่ สิบหนดีกว่าเบ่ งเก่งเดียวเดียว” ฉะนัน การชนะอุปสรรคคือทิฐิ (ความเห็น) ของตนแล้วน้อมกาย
ใจเพือศึกษาและปฏิบติให้เข้าถึงความรู้และความจริ งได้นน จะต้องกวาดล้างอคติให้ออกไปจาก
                          ั                                    ั
จิตใจของตนให้ได้ก่อน ส่วนอคติคืออะไร เป็ นอุปสรรคขัดขวางการเข้าถึงความจริ งได้อย่างไรนัน
ต้องศึกษารายละเอียดในพุทธปรัชญาเถรวาทต่อไป

อุปสรรคตามทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท
         อุปสรรค ตามทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง “อคติ” ซึงแปลว่า “ทางทีไม่ ควรจะ
ไป” (มาจากศัพท์ ๒ ศัพท์รวมกัน คือ “อ” แปลว่า “ไม่ ” “คติ” แปลว่า “ทางไป” “อคติ” แปลว่า
“ทางทีไม่ควรจะไป”) แต่ในภาษาไทยแปลว่า “ความลําเอียง” ทีแปลกันเช่นนี ก็เนืองมาจากปราชญ์
โบราณท่านเปรี ยบเทียบใจคนเหมือนอย่างเรื อ คือเรื อมีลกษณะเป็ นลําๆ แล้วถ้าลําของเรื อนันเอียง
                                                         ั
ไม่ว่าจะเอียงซ้ายหรื อเอียงขวา นําก็จะเข้ามาในลําเรื อ จะทําให้เรื อล่ม คนทีอยู่ในเรื อต้องจมนํากัน
หมด ใจคนเราก็เหมือนกัน “ธรรมดาแล้ วถ้าเป็ นใจของคนทีรักความเป็ นธรรม ใจของคนมีบุญ ใจ
ของคนทีฝึ กตัวเองมาดี ย่อมไม่ เอียงซ้ าย เอียงขวา เอียงหน้ า เอียงหลัง และจะอยู่ทีศูนย์ กลางกาย

        ๒๙
             http://www.agolico.com/board/showthread.php?p=23681
๑๔

พอดี” แต่ว่ามีบุคคลบางประเภท ใจของเขาไม่ได้อยู่ทีศูนย์กลางกาย ก็เลยกลายเป็ นคนทีมีความ
ลําเอียง
            คําว่า “อคติ” สามารถแปลให้ความหมายได้หลายอย่าง เช่น ทางทีไม่ควรจะไป ความเอน
เอียงเข้าข้าง ความไม่ยติธรรมไม่เป็ นกลาง ทางแห่งความประพฤติทีผิดพลาด ความเป็ นหลักไม่ได้
                          ุ
และความลําเอียง เป็ นต้น และเมือศึกษาความหมายของอคตินีแล้ว เห็นได้ว่าอคติเป็ นอุปสรรคที
สําคัญในการขัดขวางเพือไม่ให้มนุษย์คนพบสิงทีแท้จริ ง เพราะเมืออคติมีอยูในใจของผูใดแล้ว ก็จะ
                                       ้                                ่         ้
ทําให้ผนนขาดมโนธรรมสํานึกในการตัดสินปัญหาต่างๆ เขาจะเน้นการตัดสินโดยใช้ความรู้สึกเป็ น
         ู้ ั
เกณฑ์ ไม่คานึงถึงความถูกต้อง จึงมีโอกาสทีจะกระทําความผิดได้ง่าย เพราะคนทีมีอคติอยู่ในใจจะ
               ํ
ตัดสินปัญหาไปตามเหตุการณ์ทีตนได้ยนได้ฟังมาโดยขาดการพิจารณาไตร่ ตรองถึงเหตุผลทีถูกต้อง
                                         ิ
แท้จริ ง ทีเป็ นเช่นนีเพราะอาศัยความลําเอียงหรื ออคติทีนอนเนืองอยูในใจตนเป็ นพืนฐานนันเอง
                                                                  ่
            อคติในพุทธปรัชญาเถรวาท มี ๔ ประการ คือ๓๐
            ๑. ฉันทาคติ ลําเอียงเพราะชอบ (Prejudice caused by love or desire; partiality)
            ๒. โทสาคติ ลําเอียงเพราะชัง (Prejudice caused by hatred or enmity)
            ๓. โมหาคติ ลําเอียงเพราะหลง (Prejudice caused by delusion or stupidity)
            ๔. ภยาคติ ลําเอียงเพราะกลัว (Prejudice caused by fear)
            อคติทง ๔ ประการนี ล้วนเป็ นภัยอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมทุกระดับ เพราะเป็ นสาเหตุหลัก
                    ั
ของความผิดพลาดในกระบวนการคิด และตัดสิ นใจของมนุ ษย์ทุกคน ทังยังเป็ นกําแพงปิ ดม่านใจ
ไม่ให้มนุษย์มองเห็นสิ งทีถูกต้องชอบธรรม นอกจากความรัก ความชัง ความหลง และความกลัวทีมี
อยูในใจตนเท่านัน ฉะนัน อคติหรื อความลําเอียงทีไม่เป็ นธรรมย่อมเป็ นสิงนําความวุ่นวายสับสนมา
     ่
สู่สงคม โดยเฉพาะอย่างยิงเมือความลําเอียงครอบงําจิตใจของผูทีได้ชือว่าเป็ นผูนาคนแล้ว ก็ยงทําให้
       ั                                                      ้             ้ ํ         ิ
ผูใต้บัง คับ บัญ ชาระสําระสายไม่ เป็ นกระบวน และเพื อความกระจ่ า งในเรื องนี จึ ง ควรศึ ก ษา
   ้
รายละเอียดของอคติธรรมทัง ๔ ข้อ ดังต่อไปนี

           ๑) ฉันทาคติ : ลําเอียงเพราะชอบ
           คําว่า “ฉันทาคติ : ลําเอียงเพราะชอบ” หมายถึง ความลําเอียงเพราะรักใคร่ ชอบพอกัน อัน
เป็ นเหตุให้ถือเขาถือเรา เลือกทีรักผลักทีชัง ช่วยเหลือเข้าข้างเฉพาะผูทีตนรักชอบ ทิ งเกณฑ์ความ
                                                                     ้
เป็ นกลาง ไม่คานึงถึงความถูกผิด ทําอะไรมักจะยึดถือเอาความรักความชอบและความพอใจของตน
                  ํ
เป็ นเกณฑ์ กล่าวคือถือพวก ถือเพือน ถือสี ถือศาสน์ ถือญาติ ถือโยม ถือพี ถือน้อง ถือสถาบัน เป็ น
ต้น ไม่ยดถือความถูกต้อง แต่ยดเอาความถูกใจเป็ นหลัก ทําให้การปกครอง ระบบงาน และกิจการ
         ึ                        ึ

        ๓๐
          พระธรรมปิ ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖), หน้า ๑๔๙.
๑๕

เกิดอุปสรรคขาดความร่ วมมือไม่เจริ ญก้าวหน้า และอาจถึงความล่มสลายได้ เป็ นเหตุให้ครอบครัว
หรื อหมู่คณะขาดความอบอุ่นแตกแยก
         การลําเอียงเพราะรักใคร่ ชอบพอกัน มักจะเกิดจากการมีสายใยแห่งความสัมพันธ์กนดังนี
                                                                                    ั
         (๑) สายรัก คือมีพ่อแม่เดียวกัน
         (๒) สายเลือด คือมีการร่ วมอุทร (ท้อง) เดียวกัน
         (๓) สายนําเดียวกัน คือมีความสัมพันธ์คุนเคยสนิทสนมกันเป็ นกรณี พิเศษ
                                                ้
         สายใยความสัมพันธ์ทง ๓ นี เป็ นเหตุให้เกิดความรักความชอบ และทําให้จิตใจคนเราเกิดมี
                              ั
อคติคือความเห็นทีไม่ตรงหรื อไม่เป็ นกลางอย่างไม่รู้ตว จิตใจทีถูกอํานาจของอคติเข้าครอบงําแล้ว
                                                    ั
จะไม่มีความเป็ นตัวของตัวเอง จะโอนเอนไปตามอํานาจของฉันทาคติ และพร้อมทีจะปลิวไปตาม
อารมณ์รักหรื อชอบนัน เหมือนปลิวนุ่นทีไม่มีอะไรยึดไว้ เมือถูกลมพัดก็ปลิวไปตามกระแสแรงลม
โดยไม่เลือกทิศทาง แล้วแต่ลมจะพัดพาไป และด้วยอํานาจแห่งฉันทาคตินี จะทําให้จิตใจของคนเรา
เอนเอียงไม่ตรง เลือกทีรักผลักทีชัง และจะทําให้เกิดทุจริ ตทางกายวาจาและใจได้ง่าย
         ดังนัน ความรักหรื อความชอบ ถ้าไม่มีคุณธรรมอยู่ในใจแล้ว จะทําให้จิตใจของคนเราเกิด
ความลําเอียงไปในทางทีรักหรื อชอบทันที มีผลทําให้คนเราขาดสติลืมสํานึ กถึงความถูกต้องชัวดี
อํานาจของฉันทาคตินีถ้าเกิดมีในหน่วยงานหรื อองค์กรใดแล้ว มักจะทําให้คนดีหมดกําลังใจทําให้
คนชัวได้ใจ ฉะนันความรักจึงเป็ นส่วนหนึงทีพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาให้เกิดปั ญญาว่า
ความรักนี มีทงคุณและโทษ ถ้ารักไม่เป็ นก็จะเกิดอคติขึนมาและนําพาให้ทาทุจริ ตทางกายวาจาใจได้
              ั                                                       ํ
แต่ถาเป็ นความรักทีประกอบไปด้วยปัญญาและเสริ มใยราคาไปด้วยคุณธรรมแล้ว ก็จะทําให้เกิดคุณ
     ้
อนันต์ต่อองค์กรนันๆ มิใช่นอย้

            ๒) โทสาคติ : ลําเอียงเพราะชัง
              คําว่า “โทสาคติ : ลําเอียงเพราะชัง” หมายถึง ความลําเอียงทีเกิดจากความเกลียดชังอันมี
สาเหตุมาจากความไม่ชอบหน้า โกรธ และผูกอาฆาตพยาบาท แล้วหาวิธีกลันแกล้งด้วยวิธีการต่างๆ
เพือให้คนทีตนไม่ชอบนันเกิดความเสื อมเสี ยไม่ทางใดก็ทางหนึ ง โทสาคติเมือเกิดขึ นแก่ผใดแล้ว  ู้
ย่อมแผดเผาจิตใจของเขาให้เร่ าร้อนด้วยอํานาจพยาบาท และจะกลายเป็ นคนขาดสติสัมปชัญญะ
หรื อขาดคุณสมบัติของความเป็ นผูนาไปทันที เพราะโทสาคติจะเข้ามาบิดเบือนการใช้อานาจใน
                                         ้ ํ                                             ํ
ฐานะผูนา คือบิดเบือนความยุติธรรมทีผูนาควรจะมี ดังนันจึงมีคากล่าวทีเป็ นแง่คิดสําหรับผูทีเป็ น
          ้ ํ                                ้ ํ                  ํ                           ้
ผูนาทังหลายไว้ว่า “ไม่มสิงใดจะทําลายอํานาจของคุณได้ เร็วกว่าความลําเอียง”๓๑ จึงจําเป็ นอย่างยิง
  ้ ํ                       ี
ทีผูนาจะต้องพัฒนาตนให้เป็ นคนทีมีจิตใจสูงเกินกว่าทีจะกล้าใช้อคติธรรมนันมาบิดเบือนความเป็ น
      ้ ํ


        ๓๑
             http://women.sanook.com/work/www/www_08009.php.
๑๖

จริ งหรื อความยุติธรรมในหน่วยงานหรื อองค์กรทีตนรับผิดชอบอยู่ ถึงแม้ว่าอคติจะสามารถเกิดขึ น
ได้กบทุกๆ คนก็ตาม
     ั
          หากจะกล่าวถึงสาเหตุทีทําให้เกิดอาการเดือดดาลทีเรี ยกว่า “โกรธ (โทสะ)” นัน จุดเริ มแรก
ได้แก่ ความไม่พอใจ หรื อไม่ชอบใจ จะเป็ นการไม่ชอบใจในสิ งใดๆ ก็ตาม ถ้าระงับไม่ได้ใจก็จะ
เกิดปฏิฆะ คือความขัดใจถ้าปลดเปลืองความขัดใจไม่ได้ ใจก็จะเกิดความเดือดดาล ตัวความเดือด
ดาลนีแหละทีเรี ยกว่า “ความโกรธ” ท่านเปรี ยบความโกรธเสมือนไฟ ไฟนันลงได้เกิดขึนในใจของ
ใครแล้ว มันก็ยอมเผาไหม้ใจของคนนัน ไม่ว่าจะเป็ นเด็กหรื อผูใหญ่ เกิดทีไหนไหม้ทีนัน ไม่ว่าวัด
                 ่                                           ้
หรื อบ้าน ความโกรธก็เหมือนกัน ไม่ว่าใครโกรธก็ไม่ดีทงนัน
                                                     ั
          เมือพูดถึงโทษหรื อความเสี ยหายทีเกิดจากความโกรธแล้ว มีมากมายหลายสถาน เพราะ
ความโกรธเป็ นของร้าย เกิดขึนแล้วทําลายได้รอบตัว ก่อให้เกิดความเศร้า เกิดความมัวหมองหรื อทํา
ให้เกิดอาการที เรี ยกว่ า “เน่ าใน” เพราะถูกความโกรธคือสนิ มร้ายกัดกร่ อน ดังนัน เมือโทสาคติ
เกิดขึนในใจของผูใดแล้ว เขาก็จะพยายามทําความเสือมเสียให้เกิดแก่คนทีตนโกรธหรื อไม่ชอบนัน
                    ้
ให้ได้รับอันตรายอย่างใดอย่างหนึ ง ฉะนัน ทางพระพุทธศาสนาจึงถือว่า โทสาคติ เป็ นสนิ มร้ายที
เกาะกินและทําลายชีวิตมนุษย์ให้ผกร่ อน ขาดสมรรถภาพ เกิดความผิดพลาดเสี ยหายในการทํางาน
                                    ุ
และการปกครองทุกระดับ

         ๓) โมหาคติ : ลําเอียงเพราะหลง
         คําว่า “โมหาคติ : ลําเอียงเพราะหลง” หมายถึง ความลําอียงเพราะหลงเขลาเบาปัญญา มีผล
มาจากความไม่รู้ความจริ ง (อวิชชา) แล้วตกเป็ นทาสติดอยู่ในรสแห่ งความรักหรื อชอบโดยมีกาม
คุณห้า๓๒ เป็ นสือล่อเพือให้จิตใจของมนุษย์ติดบ่วง และเมือจิตใจมีโมหาคติเข้าครอบงําแล้ว การจะ
กระทําสิ งใดๆ ก็จะขาดสติยบยังหรื อขาดการควบคุมตนเอง มีผลคือกระทําไปตามอํานาจแห่ งความ
                              ั
หลงนัน ผูทีตกอยูในโลกแห่งความหลงหรื อกามคุณนี ยิงเสพมาก สัมผัสมากยิงพอใจมาก มีความ
           ้       ่
ต้องการเพิมขึนเรื อยๆ โดยไม่รู้จกคําว่าพอ หรื อหลงใหล (โมหะ) อย่างไม่ลืมหูลืมตา เหมือนดังคน
                                   ั
ตาบอดไม่สามารถจะมองเห็นสิงภายนอกได้ ต้องตกอยูในโลกแห่งความมืดตลอดเวลา
                                                      ่
         ความหลงแบบโมหาคตินีอาจหมายถึงความมัวเมาตกเป็ นทาสของอบายมุข (ปากแห่งความ
เสื อม) อันเป็ นบ่อเกิดสิ งทีไม่ดีงามทังหลาย มีแต่จะทําให้ชีวิตตกตําห่ างไกลจากความดีและทํา
จิตใจให้เศร้าหมองมืดมนอันธกาลมองไม่เห็นความเจริ ญก้าวหน้าของชีวิต มีนกปราชญ์บางท่านได้
                                                                           ั
กล่าวเปรี ยบเทียบอบายมุขว่าเป็ น “ผีร้าย” ทีน่ ากลัวมากกว่าผีตนใดๆ ในโลกนี เพราะถ้าผีเหล่านี

         ๓๒
               กามคุณห้ า คือ รู ป (รู ปะ) ได้แก่สิงทีมองเห็นด้วยตา ๑ เสี ยง (สัททะ) ได้แก่สิงทีได้ยนด้วยหู ๑ กลิน
                                                                                                    ิ
(คันธะ)ได้แก่ สิ งทีสู ดดมได้ดวยจมูก ๑ รส (รสะ) ได้แก่สิงทีสัมผัสได้ดวยลิน ๑ กายสัมผัส (โผฏฐัพพะ)
                               ้                                               ้
ได้แก่สิงที สัมผัสทางกาย แต่รับรู ้ดวยใจ
                                       ้
๑๗

ได้มาหลอกหลอนหรื อเข้าสิงผูใดแล้ว จะทําให้ผนนถึงความย่อยยับอับจนทันที ผีร้ายดังกล่าวมีหก
                           ้               ู้ ั
ตัว คือ

       “ผีทีหนึงชอบสุราเป็ นอาจิณไม่ ชอบกินข้ าวปลาเป็ นอาหาร
       ผีทีสองชอบเทียวยามวิกาลไม่ รักบ้ านรักลูกเมียตน
       ผีทีสามชอบดูการเล่ นไม่ ละเว้นบาร์ คลับละครโขน
       ผีทีสีชอบเล่ นม้ ากีฬาบัตรสารพัดทัวไปไฮโลสิน
       ผีทีห้ าคบคนชัวมัวกับโจรหนีไม่ พ้นอาญาตราแผ่ นดิน
       ผีทีหกเกียจคร้ านการทํากินมีทังสินหกผีอัปรีย์เอย”
       ผูทียังหลงมัวเมาอยูในรสแห่งกามคุณหรื อตกอยู่ในหลุมแห่ งอบายมุขดังกล่าวชือว่าเป็ นผู้
         ้                   ่
มืดบอดทางปัญญา ชีวิตมักจะเต็มไปด้วยปัญหานานาประการ เพราะขึนชือว่าผูมืดบอดนันย่อมจะ
                                                                            ้
ปิ ดหนทางแห่งแสงสว่างเสมอ ดังคํากล่าวทีว่า “มืดอะไรก็ไม่เท่ าปั ญญามืด แสงสว่ างอะไรก็ไม่ เท่ า
แสงสว่างแห่ งปัญญา เพราะปัญญาคือเครืองวัด ความชัดคือธรรมชาติ ถ้ าผู้ใดเอาปัญญามาพิจารณา
ธรรมชาติได้ ผู้นันชือว่าผู้พ้น” จากความหลับคือกิเลสเครื องร้อยรัดทังหลาย ความลําอียงเพราะหลง
เขลาเบาปัญญานี ถือว่าเป็ นอคติธรรมทีอันตรายมาก เพราะจะทําให้จิตใจหมกมุ่นตกเป็ นทาสของ
กามคุณอย่างใดอย่างหนึ ง มีผลทําให้จิตใจหลงใหลเลอะเลือนไปจากความเป็ นจริ ง ซึงถือว่าเป็ น
อุปสรรคอย่างร้ายกาจต่อการพัฒนาจิตใจมนุษย์ให้บรรลุถึงความเจริ ญด้วยปัญญาอย่างแท้จริ ง

         ๔) ภยาคติ : ลําเอียงเพราะกลัว
         คําว่า “ภยาคติ : ลําเอียงเพราะกลัว” หมายถึง ความเอนเอียงเข้าข้างมักจะกระทําอะไรด้วย
ความกลัวหรื อความเกรงใจกัน ไม่คานึงถึงความถูกต้อง รวมถึงการไม่กล้าทีจะกระทําสิ งทีดีงามเพือ
                                     ํ
หมู่คณะเพราะกลัวจะผิด กลัวจะไม่สาเร็ จ กลัวตัวเองจะเดือดร้อน กลัวจะไม่ถกใจคนนันคนนี หรื อ
                                       ํ                                   ู
เกรงใจคนนันคนนี เป็ นต้น ผลเสียของภยาคติคือเป็ นเหตุให้ไม่กล้าทําอะไรทีเป็ นไปเพือความเจริ ญ
เพือความอยูรอดของหมู่คณะหรื อกิจการ แม้จะเป็ นหน้าทีทีตนต้องกระทําอยู่ก็ตาม เป็ นเหตุให้เสี ย
             ่
ความเทียงธรรม เป็ นเหตุให้ครอบครัวหรื อหมู่คณะขาดความอบอุ่น แตกแยก เป็ นเหตุให้สงคม การั
ปกครอง ระบบงาน และกิจการไม่เจริ ญก้าวหน้า ดําเนินไปได้ยากลําบาก และอาจถึงกับล่มสลายไป
ไม่รอดในทีสุด
         ความกลัว เป็ นสัญชาตญาณอย่างหนึงทีติดตัวมาพร้อมกับการเกิดของมนุษย์และสัตว์ทวไป    ั
และเป็ นสิงทีมีอานาจมากสิ งหนึงในบรรดาสิงทีทําลายความสุข ความสําราญ หรื อรบกวนประสาท
                 ํ
ของมนุษย์ ความกลัวนีมีพิษสงมากน้อยกว่ากันเป็ นขันๆ ตามความรู้สึกอันสูงตําของจิต เช่น เด็กๆ
สร้างภาพของสิ งน่ ากลัว ขึ นในใจตามทีผูใหญ่นามาขู่ หรื อได้ยินเขาเล่าเรื องอันน่ ากลัวเกียวกับผี
                                          ้     ํ
สื บๆ กัน มา แล้วก็ เกิด ความกลัว จนกระทังเป็ นผูใหญ่ค วามกลัว นันก็ยงไม่หมดสิ นไป และเมือ
                                                  ้                     ั
๑๘

มนุษย์ตกอยู่ในภวังค์แห่ งความกลัวต่อสิ งใดสิ งหนึ งแล้ว อาจทิ งภาระหน้าทีทีควรกระทําแล้วไป
กระทําสิ งอืนทดแทนเพือให้หายต่อการขลาดกลัว ซึงสิงทีกระทําทดแทนนีมักจะเอนเอียงไปในทาง
ทีไม่ตรงและไม่เป็ นกลาง หรื อทีเรี ยกว่า “ภยาคติ” นันเอง
         ความลําเอียงเพราะความขลาดกลัวนี สามารถเกิดขึนได้ในทุกสถานทีโดยเฉพาะอย่างยิงใน
องค์กรหรื อหน่วยงานก็มกจะมีภยาคติเกิดขึนเสมอ อย่างเช่น หัวหน้างานบางรายไม่กล้าจะประเมิน
                         ั
ภาระงานหรื อเนื องานของผูอยูใต้บงคับบัญชาตามความเป็ นจริ ง ทังๆ ทีรู้ว่าลูกน้องบางคนทํางาน
                           ้ ่ ั
ไม่มีป ระสิ ทธิ ภ าพ ไม่สนใจงาน คอยเอารั ด เอาเปรี ย บและกลันแกล้งเพือนร่ ว มงานเสมอ แต่
เนืองจากกลัวว่าจะเสียความสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงไม่กล้าจะประเมินภาระงานตามความเป็ นจริ ง จึง
ทําให้เกิดภยาคติขึนในใจของหัวหน้างาน และทีสําคัญภยาคตินียังเป็ นบ่อเกิดของอคติทงสามข้อ
                                                                                     ั
ข้างต้นด้วย เพราะขึนชือว่าอคติยอมเกิดจากความกลัวทังนัน เช่น ลําเอียงเพราะชอบเพราะกลัวเขา
                                  ่
จะเกลียดชัง ลําเอียงเพราะชังเพราะกลัวเขาจะเข้าใกล้หรื อได้ดีกว่าตน ลําเอียงเพราะหลงเพราะกลัว
จะสูญเสี ยเขา เป็ นต้น ภยาคติจึงเป็ นตัวขัดขวางและบดบังปั ญญาไม่ให้มนุ ษย์กล้ากระทําในสิ งที
ถูกต้องชอบธรรม การเลือกปฏิบติระหว่างบุคคลจึงเกิดขึนภายในจิตใจของมนุษย์
                                ั

การขจัดต้นตออุปสรรคตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท
         เมือศึกษาอคติในพุทธปรัชญาเถรวาท จะพบว่า ความลําเอียงทัง ๔ ข้อ ไม่ว่าจะเป็ นข้อใดก็
ตาม เมือเกิดขึนในจิตใจของผูใดแล้วถือว่าเป็ นอันตรายอย่างมากต่อทุกส่ วนงานทีมีความเกียวข้อง
                             ้
กัน ไม่เว้นแม้แต่ปัจเจกบุคคล ทุกยุคทุกสมัยทีบุคคลผูเ้ ป็ นใหญ่มีหน้าทีเกียวข้องในการปกครอง
บังคับบัญชา ถ้ามีความลําเอียง (อคติ) อยู่เพียงข้อใดข้อหนึ งเท่านัน จะทําให้สูญเสี ยความยุติธรรม
ขาดความอบอุ่น ขาดความมันใจของผูใต้บงคับบัญชาทันที ความลําเอียง (อคติ) ทัง ๔ อย่างนี ไม่ได้
                                        ้ ั
เจาะจงเฉพาะผูใหญ่เท่านัน แม้แต่ผนอยหรื อเด็กๆ ก็อาจจะเกิดความลําเอียงขึนมาได้เหมือนกัน ด้วย
                 ้                 ู้ ้
เหตุนี หลักธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท จึงเน้ นให้ บุคคลลดการใช้ อคติและสร้ างเสริมความเมตตา
ให้ กนและกัน
     ั
         อคติธรรมแม้ว่าจะเกิดขึนได้กบทุกคน แต่ก็สามารถพัฒนาให้เป็ นคนมีจิตใจสูงเกินกว่าทีจะ
                                         ั
กล้าใช้อคตินนบิดเบือนความยุติธรรมได้ หลักธรรมทีใช้ในปฏิบติเพือการลดละอคตินีมีอยูหลายข้อ
               ั                                                ั                      ่
ด้วยกัน แต่ในทีนี จะขอนําหลักธรรมข้อ “อวิหิง สา” และ “พรหมวิห ารธรรม” มาใช้ในการขจัด
หรื อลดละความลําเอียงภายในใจของมนุษย์
         คําว่า “อวิหิงสา” หมายถึง ความเป็ นผูไม่เบียดเบียน คือไม่กลันแกล้งทําให้ผอืนได้รับความ
                                              ้                                    ู้
เดือดร้อนทังกายและใจ ไม่ว่าสถานทีไหนๆ กล่าวคือให้งดเว้นจากการใช้อานาจหน้าทีในทางทีผิด
                                                                         ํ
เช่น กดขี ข่มเหง รังแก บุคคลทีอยูใต้บงคับบัญชาให้ได้รับความเดือดร้อน เพือเห็นแก่ประโยชน์สุข
                                  ่ ั
ส่วนตนด้วยอํานาจอคติธรรม และหลักธรรมทีใช้ปฏิบติเพ◌ื◌่อเสริ มคุณธรรมข้ออวิหิงสาให้เด่นชัด
                                                      ั
ในจิตใจของมนุษย์คือ “พรหมวิหารธรรม”
๑๙

         หลักพหรมวิหารธรรมนี เป็ นธรรมประจําใจของผูใหญ่ เมือปฏิบติให้เกิดเป็ นคุณธรรมใน
                                                                  ้                   ั
ใจแล้ว สามารถลดหรื อทําลายอคติ ธรรมได้ เพราะพรหมวิ หารธรรมนี เป็ นธรรมของผูมีจิ ต ใจ               ้
                                                   ๓๓
ยิงใหญ่กว้างขวางดุจพระพรหมมี ๔ ประการคือ
         ๑. เมตตา ได้แก่ ความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรี จิ ตต่อผูอืน รักผูอืนเหมือนรักตัวเอง
                                                                                  ้       ้
ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนได้รับความรัก ได้รับประโยชน์และความสุข ดังพุทธสุ ภาษิตบทหนึ งว่า
“โลโก ปตฺ ถมฺภิกา เมตฺ ตา” ความว่า “เมตตาธรรมเท่านันทีคําจุนโลก” ความเป็ นผูมีเมตตา นอกจาก  ้
สร้างเสน่ห์ ผูกมิตรไว้ได้แล้ว ยังช่วยคลีคลายความมุ่งร้ายในจิตใจของผูคิดร้ายต่อเรา ให้คลายความ
                                                                                    ้
เหียมโหดลงได้ดวย เยียงเดียวกับพระบรมศาสดาใช้เมตตาปราบจอมโจรองคุลีมาล ให้หายดุร้าย
                    ้
หายใจดําอํามหิต
         ๒. กรุ ณา ได้แก่ ความสงสาร ปรารถนาจะช่วยให้ผอืนพ้นจากความทุกข์ ใฝ่ ใจทีจะปลด
                                                                         ู้
เปลืองความทุกข์ยากลําบากเดือดร้อนของคนและสัตว์ทงปวง ผลจากการทีมีกรุ ณา จักก่อให้เกิด
                                                              ั
ความจงรักภักดีต่อกัน ถ้าผูใหญ่มีความกรุ ณาต่อผูนอย ก็ยอมทําให้เกิดความภักดี มีขวัญมีกาลังใจดี
                             ้                       ้ ้    ่                                    ํ
มีความรู้สึกว่า “ยามดีท่านใช้ ยามไข้ ท่านก็รักษา” บางรายทีได้รับกรุ ณาจากผูใหญ่มาก ถึงกับยอม
                                                                                        ้
พลีชีพทดแทนได้ทีเดียว
         ๓. มุทิตา ได้แก่ ความเบิกบานพลอยยินดี เมือเห็นผูอืนอยูดีมีสุข ก็มีใจแช่มชืนเบิกบาน เมือ
                                                                       ้      ่
เห็นเขาประสบความสําเร็ จงอกงามในหน้าทีกิจ การงานยิงๆ ขึ นไป ก็พลอยบันเทิงใจด้วย ไม่คิ ด
ริ ษยาหาทางกลันแกล้ง เป็ นการแสดงนําใจนักกีฬา ทําให้ผนอยเกิดความนิยมนับถือ ยึดเอาเป็ นทีพึง
                                                                ู้ ้
         ๔. อุเบกขา ได้แก่ ความมีใจเป็ นกลาง คือทํางานโดยปราศจากอคติ วางตัวเป็ นกลาง ไม่เอน
เอียงเข้าข้างใดข้างหนึง ในเมือจะต้องให้ความยุติธรรมแก่ผอืน ไม่ลาเอียงเข้าข้างเพราะรัก ชัง หลง
                                                                    ู้          ํ
หรื อกลัว เป็ นต้น เมือผูหลักผูใหญ่ตงอยู่ในอุเบกขา มีความยุติธรรม เทียงธรรมและให้ความเป็ น
                           ้    ้      ั
ธรรมแก่ ผูอืนได้ ก็ จ ะบัน ดาลให้ผูน้อยตังใจปฏิบัติ หน้าที ของตน เพราะมีค วามเชื อว่ าเมือทําดี
               ้                     ้
ผูใหญ่ก็ตองให้ได้ดี ใครทําชัวก็ตองให้ได้รับโทษแห่ งความชัว และทีสําคัญตัวท่านผูใหญ่เองก็จก
   ้       ้                      ้                                                           ้      ั
ไม่กระวนกระวายหรื อร้อนใจ เมือทําอะไรไม่ได้อย่างใจ โดยมีอุบายเอาใจของตนเข้าอยู่ในอุเบกขา
เสีย ทุกข์ กไม่มี ภัยก็ไม่มา ปัญหาก็ไม่เกิด นี เพราะจิตใจมีความละเมียดละไม ไม่โหดร้ายทารุ ณ จน
             ็
ถูกสาปแช่ง เกลียดชังจากสังคม
         จะเห็นได้ว่า หลักคุณธรรม คือ อวิหิงสาและพรหมวิหารทีกล่าวมาข้างต้น เป็ นหลักธรรมที
เหมาะสมยิงสําหรับมนุษย์ในฐานะเป็ นสัตว์สงคมทีจําเป็ นต้องอยูรวมกันเป็ นหมู่คณะ ยิงผูมีอานาจ
                                                 ั                          ่                   ้ ํ
หน้าทีในการปกครองคนด้วยแล้ว ก็ยิงจําเป็ นต้องใช้หลักธรรมเหล่านี มาโชลมจิตใจให้ชุ่มชืนอยู่
ตลอดเวลา เพราะการครองอํานาจอย่างใดอย่างหนึ ง ถ้าไม่ยึดหลักอวิหิงสาและพรหมวิหารธรรม

         ๓๓
           พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺ มวฑฺฒโน), มุทิตานุสรณ์ พระครูวิวิธธรรมโกศล (กรุ งเทพ ฯ :
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๓๕๖.
๒๐

แล้ว จะทําให้ผครองอํานาจนันเผลอตัว เผลอใจ เมายศ เมาอํานาจวาสนาบารมี แล้วจะทําให้เกิดอคติ
              ู้
ขึนในใจโดยไม่รู้ตว และเมือมีอคติเกิดขึนแล้วก็หาทางข่มเหง รังแก ทําลาย ล้างผลาญผูทีตนมีอคติ
                 ั                                                               ้
ด้วยให้ได้รับความเสื อมเสี ยไม่ทางใดก็ทางหนึ ง ฉะนัน หลักธรรมทังสองจึงเป็ นเครื องยึดเหนี ยว
จิตใจของคนเราให้ห่างไกลจากอคติธรรมทังปวง

เปรียบเทียบอุปสรรคระหว่างฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท
             แนวความคิดเรื องอุปสรรคสิ งขัดขวางทางปฏิบติเพือไม่ให้มนุ ษย์เข้าถึงความจริ งระหว่าง
                                                              ั
ฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท ค่อนข้างจะมีความเห็นสอดคล้องกันตรงทีทังสองทัศนะ
ต่างก็มองว่า “เทวรู ป” และหรื อ “อคติ” คือตัวการบันทอนทําลายสมรรถภาพการพัฒนาปัญญาและ
จิตใจของมนุษย์ให้ตกตําอย่างแท้จริ ง ซึงทัศนะทังสองนี สามารถเปรี ยบเทียบความเหมือนกันและ
ต่างกันได้ ดังนี
             ฟรานซิส เบคอน : มองว่า อุปสรรคสิ งขัดขวางความเจริ ญก้าวหน้าทางปั ญญาของสังคม
มนุษย์ จนทําให้มนุษย์เกิดอคติหรื อลําเอียงขึ นในใจ แล้วสร้างเกาะกําบังเป็ นกําแพงกันไม่ให้แสง
สว่างคือปัญญาผ่านพ้นเข้าไปชําระจิตใจให้ขาวสะอาดได้ เกาะกําบังปั ญญาทีว่านี เบคอน เรี ยกว่า
“เทวรู ป” ซึงเทวรู ปนี ได้เป็ นสนิ มกัดกร่ อนปิ ดบังปั ญญาของมนุ ษย์ไว้ ทําให้มนุ ษย์ไม่สามารถจะ
เข้าถึงภาวะแห่งความเป็ นจริ งในแต่ละสิงได้ เบคอนได้พดถึงอุปสรรคไว้ ๔ ชนิด ซึงแต่ละชนิดล้วน
                                                                ู
ทําให้มนุษย์ติดอยูในภวังค์แห่งความมืดมิดในการค้นคว้าหาความจริ งทางวิทยาศาสตร์ และปรัชญา
                     ่
อย่างเช่น เทวรู ปคือตระกูล ก็เป็ นสิ งทําให้มนุ ษ ย์ติดอยู่กบความเชือถือเก่าๆ ตามเผ่าพันธุ์ของตน
                                                                    ั
เทวรู ปคือถํา ก็เป็ นสิ งทีทําให้มนุ ษย์หลงงมงายติดอยู่กบความคิดแคบๆ เดิมๆ ของตน เหมือนกับ
                                                            ั
มนุ ษ ย์ถา (กบในกะลา) ไม่ย อมรั บความแปลกใหม่น อกเหนื อจากสิ งทีปรากฏอยู่ในถําเท่ านัน
           ํ
เทวรู ปคื อตลาดนัด ก็ เป็ นสิ งที ทําให้มนุ ษ ย์ข ัด แย้งกัน ในเรื องของการใช้ภ าษา ทังๆ ที บางสิ งมี
ความหมายอย่างเดียวกัน แต่ดวยอํานาจการใช้ภาษาต่างกันจึงทําให้มีการตีความต่างกันไปด้วย ส่วน
                                 ้
เทวรู ปคือโรงละครนัน ก็เป็ นสิงทีทําให้มนุษย์หลงติดอยูในม่านแห่งประเพณี วฒนธรรม ซึงเป็ นสิ ง
                                                                  ่              ั
ทีอยูเ่ บืองหลังการแสดงบทบาทของมนุษย์
             ฟรานซิส เบคอน เห็นว่า เทวรู ปทังสีนี เป็ นอุปสรรคอย่างร้ายกาจต่อการแสวงหาความจริ ง
ของมนุษย์ และการทีจะทําลายอุปสรรคเหล่านี ได้ ต้องอาศัยปัญญาหรื อคุณธรรมในการกวาดชําระ
เทวรู ปทังสีนีให้ออกไปจากจิตใจของมนุ ษย์ให้ได้ เพราะปั ญญาขันรู้แจ้งตามความเป็ นจริ งเท่านัน
จึงจะสามารถกวาดล้างเทวรู ปทังสี นี ได้ และเมือใดทีมนุ ษย์สามารถทําได้ เมือนันมนุ ษย์ก็สามารถ
เข้าถึงสัจธรรมในแต่ละอย่างได้เช่นเดียวกัน เพราะสัจธรรมคือความจริ งมีมาตรการวัดทีแน่ นอน
ตายตัวอยูเ่ สมอ เพียงแต่มนุษย์จะสามารถค้นหาวิธีขจัดเทวรู ปเหล่านี ได้แค่ไหนเท่านันเอง
             พุทธปรัชญาเถรวาท : มีความเห็นสอดคล้องกันว่า อุปสรรคทีแท้จริ งในการขัดขวางการ
ปฏิบติหน้าทีเพือบรรลุเป้ าหมายของภาระงานตลอดทังการแสวงหาความจริ งในแต่ละอย่างนันก็คือ
        ั
๒๑

“อคติ” ซึงอคติหรื อความลําเอียงนี เป็ นสิ งทีเกาะกุมจิตใจ และมีอิทธิพลโน้มน้าวให้มนุ ษย์ตดสิ นใจ
                                                                                         ั
กระทําผิดพลาดนอกเหนือไปจากความเป็ นจริ ง และเมืออคติเกิดขึนในจิตใจของผูใดแล้ว ก็จะทําให้
                                                                               ้
ผูนนสามารถทําลายและบิดเบือนความยุติธรรมได้โดยไม่คานึ งถึงความถูกต้องชัวดีแต่ประการใด
  ้ ั                                                       ํ
อย่างเช่น ฉันทาคติ ก็เป็ นความลําเอียงทียึดเอาความรักความชอบมาเป็ นอารมณ์ โทสาคติ ก็เป็ น
ความลําเอียงทียึดเอาความโกรธ เกลียด อาฆาตพยาบาทมาเป็ นอารมณ์ โมหาคติ ก็เป็ นความลําเอียง
ทียึดเอาความหลงเขลาเบาปัญญามาเป็ นอารมณ์ ส่วนภยาคติ ก็เป็ นความลําเอียงทียึดเอาความขลาด
กลัวมาเป็ นอารมณ์ ซึงอารมณ์แห่งอคติธรรมเหล่านี จะปิ ดกันปัญญาไม่ให้มนุษย์กล้ากระทําในสิงที
ถูกต้องชอบธรรม ทําให้เหินห่างจากคุณงามความดีทีมนุษย์พึงจะได้รับ
          พุทธปรัชญาเถรวาท เห็นว่า อคติทงสี ประการนี เป็ นอันตรายอย่างร้ ายแรงต่อการพัฒนา
                                               ั
จิตใจของมนุ ษ ย์ และทําให้มนุ ษย์ข าดโอกาสในการสร้ างสรรสิ งทีดี งามให้แก่ ตนเองและสังคม
แม้ว่าอคติจะเกิดขึนได้กบมนุษย์ปุถุชนทุกคน แต่ก็สามารถพัฒนาจิตใจให้สูงขึนด้วยหลักคุณธรรม
                         ั
มีพรหมวิหารธรรม เป็ นต้น ทังนีเพือต้องการให้มนุษย์รู้จกยับยังจิตใจ มีสติควบคุมไม่ให้เผลอหรื อ
                                                          ั
ตกเป็ นทาสของโลกธรรม อันจะนําไปสู่เหตุแห่งความลําเอียง เพือบิดเบือนความยุติธรรมหรื อความ
ถูกต้องชอบธรรมภายในจิตใจของมนุษย์ได้ ฉะนัน คุณธรรมจึงเป็ นสิงเดียวในพุทธปรัชญาเถรวาท
ทีสามารถยับยังหรื อลดความมีอคติในจิตใจของมนุ ษย์ลงได้ และเป็ นสิ งเดียวทีคอยยกจิตใจของ
มนุษย์ให้สูงขึนเหนืออคติธรรม
          อุปสรรคตามทัศนะของฟรานซิส เบคอน และพุทธปรัชญาเถรวาท ถึงแม้จะมีความเห็ น
สอดคล้องกันในฐานะเป็ นสิ งขัดขวางการค้นหาความจริ งของมนุษย์เหมือนกัน แต่ก็มีความต่างกัน
ในเรื องของความจริ งทีแสวงหานัน ดังมีรายละเอียดโดยสังเขปต่อไปนี
          ฟรานซิ ส เบคอน : เป็ นนักปรัชญาประเภทสสารนิ ย ม จึ งพยายามค้นหาความจริ งตาม
แนวทางวิทยาศาสตร์เท่านัน เขาเห็นว่า อุปสรรคทีแท้จริ งในการขัดขวางการแสวงหาความจริ งตาม
วิธีทางวิทยาศาสตร์นน คือระบบความคิดทีคับแคบและมืดมัวของนักคิดในสมัยกลาง เพราะนักคิด
                      ั
ในสมัยนันเป็ นนักบุญเสียส่วนมาก และนักบุญเหล่านี พยายามแสวงหาสัจธรรมตามความเชือของ
ตนทีได้ยนได้ฟังสืบต่อกันมา (โดยเฉพาะในเรื องของพระเจ้า) ความรู้หรื อความเชือทีสอนสื บต่อ
          ิ
กันมา ไม่สามารถจะพิสูจน์ ความจริ งตามแนวทางวิทยาศาสตร์ ได้ ฉะนันความจริ งตามแนวทาง
วิทยาศาสตร์ จึงเป็ นความจริ งขันสูงสุ ดทีมนุ ษย์ควรแสวงหา และจะเข้าถึงความจริ งขันนี ได้ ต้อง
ขจัด สิ งกี ดขวางคื อเทวรู ปทังสี ให้ออกไปจากจิต ใจให้ได้ก่ อน จึ งจะสามารถเข้าถึงความรู้อย่าง
แท้จริ งได้
          พุทธปรัชญาเถรวาท : จะเน้นการแสวงหาความจริ งด้านจิตใจหรื อนามธรรมเป็ นส่ วนใหญ่
ซึงต่างจากฟรานซิส เบคอนทีพยายามค้นหาความจริ งด้านสสารหรื อวัตถุเท่านัน ความจริ งทีมนุ ษย์
ควรแสวงหาตามทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทนันคือ “คุณธรรม” มนุ ษย์ยิงเข้าถึงคุณธรรมมาก
เท่าใด ก็ยงมีจิตใจสูงส่งมากเท่านัน อุปสรรคการเข้าถึงคุณธรรมของมนุ ษย์นันก็คืออคติ ซึงเป็ นตัว
            ิ
๒๒

ทําลายความเจริ ญก้าวหน้าทางจิตใจของมนุษย์ ฉะนัน การทําลายหรื อชําระกวาดล้างอคติให้ออกไป
จากจิตใจได้มากเท่าใด ก็ยงทําให้มนุษย์ปราศจากอุปสรรคได้มากเท่านัน
                        ิ

ความสรุป
         การศึกษาเปรี ยบเทียบแนวความคิด เรื อง “อุปสรรค : สิ งขัดขวางปัญญามนุษย์” ตามทัศนะ
ของฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท เป็ นการศึกษาเปรี ยบเทียบสิ งทีเป็ นอุปสรรคขัดขวาง
ไม่ให้มนุษย์เข้าถึงสัจธรรม ซึงทังสองทัศนะต่างก็มองว่า อุปสรรคเป็ นตัวลิดรอนปั ญญาและจิตใจ
ของมนุษย์ให้ขุ่นมัวและสับสน จนไม่สามารถจะค้นพบแสงสว่างคือปั ญญาได้ และเมือปั ญญาหรื อ
จิตใจตกอยูในภาวะขุ่นมัวดังกล่าว ก็แสดงว่า มนุ ษย์กาลังผจญกับอุปสรรคอย่างใดอย่างหนึ ง ซึง
            ่                                            ํ
อุปสรรคทีว่านี เบคอน เรี ยกว่า “เทวรู ป” และพุทธปรัชญาเถรวาท เรี ยกว่า “อคติ” ทังเทวรู ปและ
อคตินีมี ๔ ชนิดเท่ากัน และทําหน้าทีเหมือนกันคือพยายามขัดขวางป้ องกันไม่ให้มนุ ษย์แสวงหาสิ ง
แท้จริ งได้
         ฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท จะเน้นการแสวงหาความจริ งคนละอย่าง กล่าวคือ
เบคอน จะเน้นการแสวงหาความจริ งทางด้านวิทศาสตร์ ซึงเป็ นส่ วนของสสารหรื อวัตถุ ส่ วนพุทธ
ปรัชญาเถรวาทจะเน้นการแสวงหาความจริ งด้านนามธรรม ซึงเป็ นส่ วนของคุณธรรมเพือพัฒนา
จิตใจของมนุษย์ให้เจริ ญหรื อให้สูงขึนเรื อยๆ จะอย่างไรก็ตามในโลกปัจจุบนความจริ งทังสองอย่าง
                                                                              ั
คือด้านวิทยาศาสตร์และคุณธรรมถือว่ามีความสําคัญเท่าๆ กัน มนุษย์จะขาดสิ งใดสิ งหนึงไม่ได้ และ
จะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน การทีมนุษย์จะเข้าถึงสัจธรรมทังสองอย่างได้นน ต้องพยายามปัดกวาด
                                                                                ั
อุปสรรคทีฝังลึกอยูในจิตใจออกให้ได้ ซึงวิธีการขจัดอุปสรรคเหล่านี ให้ออกไปจากจิตใจให้ได้นัน
                    ่
จะต้องใช้หลักคุณธรรมเหมือนกัน คือความอ่อนน้อมถ่อมตัวเพือน้อมรับเอาความจริ งจากทีต่างๆ
กัน โดยละทิงความทรนงเย่อหยิงจองหอง และความเชือถือทีไร้เหตุผล อย่างเช่น วิธีการแสวงหา
ความรู้ของโสคราตีส เป็ นต้น นอกจากนี ยังต้องใช้หลักคุณธรรมเพือเป็ นภูมิป้องกันไม่ให้มนุษย์ตก
เป็ นทาสของอคติ แล้วนําอคตินนมาเบียดเบียนมนุษย์ดวยกันเอง
                               ั                           ้
         อุปสรรคถึงแม้ว่าจะเป็ นสิ งบันทอนหรื อลิดรอนปั ญญาหรื อจิตใจของมนุ ษย์ดงกล่าว แต่ั
ในทางพระพุทธศาสนากลับมองว่า อุปสรรคทังปวงเป็ นสิงทีจะทําให้มนุ ษย์รู้จกแก้ปัญหาชีวิตเป็ น
                                                                                  ั
อีกทังทําให้การมองเส้นทางทีจะมุ่งไปสู่จุดหมายนันมีสีสนและมีชีวิตชีวา ฉะนัน อุปสรรคทุกอย่าง
                                                             ั
ถ้ารู้จกมองในด้านบวก ก็เป็ นสิ งทีทําให้มนุษย์เรี ยนรู้ชีวิตยิงขึน ทังเพือยกเอาสิงกีดขวางทางชีวิตให้
       ั
พ้นไป อย่างเช่นการเอาชนะอุปสรรคของลาแก่ในเรื องข้างล่างนี เป็ นคติสอนใจ
         กาลครังหนึงนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึงเลียงลาไว้ตวหนึ งซึงแก่มากแล้ว วันหนึ งชาวนา
                                                                  ั
ได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก ด้วยความโง่เขลาของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่ งหนึ ง มันร้อง
ครวญครางเป็ นเวลาหลายเพลา ชาวนาเองก็ พยายามใคร่ ค รวญหาวิ ธีทีจะช่ วยมันขึ นมา ในทีสุ ด
๒๓

ชาวนาหวนคิดขึ นมาได้ว่า เจ้าลาก็ แก่ เกิน ไปแล้ว อีกอย่างบ่อนี ก็ต ้องกลบ ไม่คุมทีจะช่ว ยเจ้าลา
                                                                                   ้
ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพือมาช่วยกลบบ่อ
          ทุกคนใช้พลัวตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั งแรกเมือดิ นไปถูกหลังลามันตกใจ และรู้ชะตา
กรรมของตนทันที มันร้องโหยหวนทันที สักพักหนึ งทุกคนก็แปลกใจทีเจ้าลาเงียบไป หลังจากที
ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สักสองสามพลัวก็เหลือบมองลงไปในบ่อก็พบกับความประหลาดใจ
ทีว่า ทุกครังทีทุกคนสาดดินไปถูกหลังลามันจะสะบัดดินออกจากหลัง แล้วก้าวขึนไปเหยียบบนดิน
เหล่านัน ยิงทุกคนพยายามเร่ งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไร มันก็กาวขึ นมาได้เร็ วมากยิงขึ น ในไม่
                                                                     ้
ช้ า ทุ กคนต่ า งประหลาดใจที เจ้ า ลาในที สุ ดก็ ส ามารถหลุ ด พ้น จากปากบ่ อดั ง กล่ า วได้
          เรื องนี สอนให้รู้ว่า “ชีวตนีมีอุปสรรคต่ างๆ ทีถาโถมเข้ ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินทีสาด
                                    ิ
เข้ ามาหาเรา จงอย่าท้ อถอยและยอมแพ้จงแก้ไขมัน เพือทีเราจะได้ เหยียบมันเพือทีจะก้ าวสู งขึนไป
เรือยๆ เปรียบเสมือนลาแก่ทีหลุดพ้นจากบ่ อได้ ฉันใดฉันนัน”

บรรณานุกรม

เดือน คําดี, ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่. กรุ งเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๕.
ธรรมปิ ฎก,พระ. (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุ งเทพฯ : มหาจุฬา
         ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.
ธรรมโกศาจารย์,พระ. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ปรัชญากรีกบ่ อเกิดภูมปัญญาตะวันตก. กรุ งเทพ ฯ :
                                                               ิ
         ศยาม, ๒๕๕๐.
บุญมี แทนแก้ว, ปรัชญาตะวันตก (สมัยใหม่). กรุ งเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๖.
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. กรุ งเทพ ฯ : อักษรเจริ ญ
         ทัศน์, ๒๕๓๙.
ราชวรมุนี,พระ. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ปรัชญากรีกบ่ อเกิดภูมปัญญาตะวันตก. กรุ งเทพ ฯ :
                                                         ิ
         ศยาม, ๒๕๔๐.
วิวิธธรรมโกศล,พระครู . (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน), มุทิตานุสรณ์ พระครู ววธธรรมโกศล. กรุ งเทพ ฯ :
                                                                    ิิ
          มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔.
เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุ งเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔.
สุจิตรา อ่อนค้อม, ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุ งเทพ ฯ : สํานักพิมพ์ดวงแก้ว, ๒๕๔๕.
อดิศกดิ ทองบุญ, ปรัชญาอินเดียร่ วมสมัย. กรุ งเทพ ฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๒.
     ั
http://www.women.sanook.com/work/www.
http://www. Agolico.com/board/showth read.php

ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด

  • 1.
    ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิด เรือง “อุปสรรค : สิงขัดขวางปัญญามนุษย์ ” ตามทัศนะของฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์พรพวัณ ความนํา การค้นหาความจริ งของนักคิดโดยทัวไปนัน จะเน้น ๓ วิธีการใหญ่ๆ คือวิธีการทางปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และวิธีการทางศาสนา วิธีการทางปรัชญามีจุดเริ มต้นเมือประมาณ ๘๑ ปี ก่อนพุทธศักราช โดยนักปรัชญากรี กสังกัดสํานักไมเลตุสชือ ธาเลส ได้พยายามค้นคว้าหาแก่นแท้ ของโลกหรื อทีเรี ยกว่า “ปฐมธาตุของโลก” ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ในทีสุ ดเขาก็พบคําตอบว่า โลก เกิดจากการรวมตัวของสสารดังเดิมสุด (Prime Matter) สสารนันจึงเป็ นวัตถุดิบทีก่อให้เกิดโลก มัน มีอยูก่อนสิ งอืนทังหมด จึงเป็ นธาตุดงเดิมหรื อปฐมธาตุ (First Element) ของโลก ซึงจะต้องเป็ นสิงที ่ ั มีอนุภาคเล็กทีสุดจนแบ่งย่อยออกไปอีกไม่ได้๑ ปฐมธาตุทีว่านันก็คือ “นํา” การค้นพบปฐมธาตุของ โลกนีถือว่าเป็ นก้าวแรกในประวัติศาสตร์ แห่ งการเปิ ดโลกทัศน์ของนักคิดสายตะวันตกทีสามารถ ผลักดันตนเองผ่านพ้นกรอบความเชือทางศาสนาเข้าสู่พรมแดนปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ จะ เน้นการพิสูจน์ ทดลอง สังเกตการณ์ และวางสมมติฐาน เพือเก็บวิเคราะห์หาข้อมูลทีถูกต้อง โดยเชือ ว่าโลกและชีวิตเป็ นสิงทีอธิบายได้ดวยหลักธรรมชาติโดยมีวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็ นเครื องมือใน ้ การเข้าถึงความจริ ง ส่ วนวิธีการทางศาสนานันจะเน้นการแสวงหาความจริ งโดยใช้วิธีการลงมือ ปฏิบติตามความเชือของตน โดยมีจุดหมายอยูทีความหลุดพ้นหรื อการเข้าถึงพระผูเ้ ป็ นเจ้าว่าเป็ นสิ ง ั ่ สูงสุดและเป็ นแหล่งกําเนิดความรู้ทีน่าเชือถือได้ หลักการปฏิบติเช่นนี มีแพร่ หลายในสายตะวันออก ั โดยเฉพาะทีประเทศอินเดีย ซึงเป็ นบ่อเกิดแห่งลัทธิ ศาสนาและปรัชญาชีวิต การศึกษาเปรี ยบเทียบแนวความคิดเรื อง “อุปสรรค : สิงขัดขวางปั ญญามนุ ษย์” ตามทัศนะ ของฟรานซิ ส เบคอนกับ พุ ท ธปรั ช ญาเถรวาทนี เป็ นการศึ ก ษาอุ ป สรรคสิ งขัด ขวางความ เจริ ญก้าวหน้าทางปัญญาทีคอยยับยังไม่ให้มนุ ษย์เข้าถึงหลักสัจธรรม ความจริ ง ทังในด้านปรัชญา ศาสนา และวิทยาศาสตร์ เนืองจากมนุษย์โดยส่วนมากจะติดอยูกบความเชือของตน ซึงความเชือใน ่ ั แต่ละเรื องมัก จะได้รับการถ่ายทอดมาจากสิ งแวดล้อมอีกทีหนึ ง หรื อไม่ก็เป็ นเรื องจริ ตนิ สัยหรื อ ความเห็น (ทิฐิ) หรื อทฤษฎีของตนเป็ นส่ วนใหญ่ ซึงสิ งเหล่านี เองเป็ นอุปสรรคคอยขัดขวางไม่ให้ มนุษย์เข้าถึงหลักแห่งความจริ งในแต่ละสิงทีมนุษย์ควรจะได้รับ ๑ พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต),ปรัชญากรีกบ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก (กรุ งเทพ ฯ : ศยาม, ๒๕๔๐, หน้า ๓๖.
  • 2.
    ๒ ความหมายของอุปสรรค คําว่า “อุปสรรค” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมาย ไว้ว่า “เครืองขัดข้ อง, ความขัดข้ อง, เครืองขัด ขวาง”๒ ซึงความหมายดังกล่าวนี แสดงให้เห็นว่ า อุปสรรคเป็ นสิ งก◌ดขวางการพัฒนาความเจริ ญก้าวหน้าของมนุ ษย์ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็ นการ ี แสวงหาความรู้และความจริ งตามแนวทางปรัชญา ศาสนา และวิทยาศาสตร์ หรื อการปฏิบติเพือ ั ความรู้ แจ้งแห่ งตน รวมไปถึงการบริ หารงานในหน่ ว ยงานหรื อองค์ก รต่ างๆ เมือมีอุปสรรคสิ ง ขัดขวางอย่างใดอย่างหนึ งเกิดขึ นแล้ว ย่อมทําให้เกิดการติดขัด ชะงักงัน พัฒนาไปข้างหน้าไม่ได้ ถ่วงดุ ลความเจริ ญก้าวหน้า หาความเจริ ญมิได้ มีแต่ค วามเสื อมถ่ายเดี ยว ฉะนัน อุปสรรคจึ งเป็ น เครื องหมายของความเสื อมทรามทางด้า นจิ ต ใจที มนุ ษ ย์ไ ม่ ส ามารถจะพัฒ นาให้ ถึ ง ความ เจริ ญก้าวหน้าเชิงคุณธรรมได้ จึงเรี ยกได้ว่า เป็ นโทษเครื องเศร้าหมองทีทําให้จิตใจของมนุษย์ขุ่นมัว และสับสน จนไม่สามารถจะมองเห็นความเสือมหรื อความเจริ ญงอกงามของตนและสังคมได้ อุปสรรคตามทัศนะของฟรานซิส เบคอน ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon : ๑๕๖๑ - ๑๖๒๖) เป็ นนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ ชาว อังกฤษ และเป็ นผูเ้ สนอแนวความคิดใหม่ในวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยเน้นทีการสังเกต ทดลอง และการค้นหาความจริ งจากประสบการณ์ทีหลากหลาย ซึงเขาเชือว่าวิธีการนี จะนําไปสู่การค้นพบ ความรู้ทีแท้จริ ง แต่ความจริ งทีว่านี มิใช่สิงทีมนุษย์จะเข้าถึงได้โดยง่าย เพราะมนุษย์มกจะมีอุปสรรค ั ขัด ขวางความคิ ด ในการเข้าถึงสิ งจริ งแท้อยู่เสมอ อุปสรรคที ว่ านี เบคอนเรี ยกว่ า “เทวรู ป ” ซึ งมี ลักษณะคล้ายกับอคติในทางพระพุทธศาสนา อันเป็ นต้นเหตุให้มนุ ษย์เกิด ความลําเอียง มีค วาม คิดเห็นทีผิดพลาด และครอบงําปัญญามนุษย์ไว้ไม่ให้เข้าถึงหลักสัจธรรม ด้วยเหตุนีมนุษย์จึงมีความ คิดเห็นทีแตกต่างและพากันแสวงหาความจริ งต่างกันออกไปตามความเชือของตน “เทวรูป” ต้นตอของปัญหา ฟรานซิส เบคอน เป็ นนักปรัชญาสายวิทยาศาสตร์คนแรกทีมองเห็นปัญหาว่า ทังๆ ทีคนเรา ไม่มีกิเลสเครื องเศร้าหมองในจิตใจ แต่ทาไมคนเราจึงมีทศนะไม่ตรงกัน เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ํ ั ความจริ งจะต้องมีมาตรฐานเป็ นปรนัย (Objective) คือมีอยูโดยไม่ขึนกับการรับรู้หรื อการพิจารณา ่ ของผูใดผูหนึง แต่คนเราก็ไม่สามารถจะมีมาตรฐานการรับรู้ความจริ งอย่างเดียวกันได้ แสดงว่าต้อง ้ ้ มีอุปสรรคอย่างใดอย่างหนึงคอยขวางกันการเข้าถึงความจริ งดังกล่าว ฟรานซิส เบคอน ได้พยายาม ๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (กรุ งเทพ ฯ : อักษรเจริ ญทัศน์ ,๒๕๓๙), หน้า ๙๕๗.
  • 3.
    ๓ ค้นหาคําตอบจนกระทังพบว่า สิ งทีเป็นอุปสรรคทีทําให้เราไม่สามารถเข้าถึงความจริ งเหมือนกันได้ นันก็คือ “เทวรูป”๓ นันเอง คําว่า “เทวรู ป” ตามทัศนะของ ฟรานซิส เบคอน หมายถึง “สิงทีเราสร้ างขึนมาเพือเคารพ ว่ าของเราศั กดิสิ ทธิยิงกว่ าของผู้อืน ส่ วนของผู้อืนไม่ ศัก ดิสิ ท ธิ”๔ เป็ นการสร้างขึ นมาเพือความ เชือมันและยึดเหนียวว่าเป็ นความจริ งสําหรับตนหรื อกลุ่มของตน ความเชือดังกล่าวมักได้รับการ ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ จนกระทังฝังลึกอยูในจิตใจมนุษย์มาตังแต่ยคทียังไม่มีการพิสูจน์หาความ ่ ุ จริ งทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนี เทวรู ปตามทัศนะของเบคอน ยังหมายรวมไปถึงความนึ กคิดของ ปัจเจกบุคคลทีว่า “ความคิดของเราเป็ นความจริงหรือเป็ นสั จธรรม ส่ วนความคิดเห็นคนอืนไม่ ใช่ สัจธรรม”๕ เป็ นความดือรันในความคิดเห็น (ทิฐิ) หรื อทฤษฎีของตน กล่าวคือคนเราเมือจะแสวงหา ความรู้ หรื อความจริ งในสิ งใดสิ งหนึงแล้ว ส่วนมากจะไปติดอยู่ทีตัวทิฐิหรื อความเห็นของตนเป็ น ส่วนใหญ่ จึงทําให้ไม่สามารถจะคิดทะลุผานเข้าถึงความจริ งแท้ได้ เพราะแต่ละคนยึดมันในทิฐิของ ่ ตนเองว่า ความเห็นของตนเท่านันถูกต้อง ส่วนของคนอืนผิดหมด เมือเป็ นเช่นนี การแสวงหาความ จริ งจึงหยุดชะงักเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ชนิดของเทวรูป ฟรานซิส เบคอน ได้แบ่งเทวรู ป (สิ งทีเป็ นอุสรรคอย่างร้ายแรงทีขัดขวางไม่ให้มนุษย์เข้าถึง ความจริ ง) ออกเป็ น ๔ ชนิด คือ๖ ๑. เทวรู ปคือตระกูล (Idols of the Tribe) ๒. เทวรู ปคือถํา (Idols of the Cave) ๓. เทวรูปคือตลาดนัด (Idols of the Market Place) ๔. เทวรูปคือโรงละคร (Idols of the Theater) เทวรู ปทัง ๔ นีมีอยูในใจของมนุษย์ปุถุชนแทบทุกคนแตกต่างชนิดกันออกไปและเมือมีอยู่ ่ ในใจแล้วจะทําให้มนุษย์หลงงมงายไปตามความเชือของตน ซึงจะอธิบายในรายละเอียดดังต่อไปนี ๓ บุญมี แท่นแก้ว, ปรัชญาตะวันตก (สมัยใหม่ ) (กรุ งเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์ ,๒๕๔๕), หน้า ๑๑. ๔ เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๑. ๕ เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๒. ๖ เดือน คําดี, ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ (กรุ งเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์ , ๒๕๒๖), หน้า ๖.
  • 4.
    ๑) เทวรูปคือตระกูล คําว่า “เทวรู ปคือตระกูล” หมายถึง รสนิยมส่วนตัวของแต่ละบุคคล ซึงได้รับการถ่ายทอด มาจากเผ่าพันธุหรื อกรรมพันธุ์ โดยไม่ได้มีการสํารวจความคิดของตนว่าถูกต้องหรื อไม่ จึงติดอยูกบ ์ ่ ั ความเชือทีได้รับการถ่ายทอดมานัน ในทีนี รวมไปถึงกิเลส ตัณหาและคุณธรรมต่างๆ๗ ด้วย เทวรู ปคือตระกูลนี เป็ นความเชือทีฝังแน่ นในจิตใจมนุ ษย์มาเป็ นเวลาช้านาน พร้อมๆ กับ การเกิดขึนของลัทธิศาสนาในโลก ความเชือชนิดนีเกิดจาก อวิชชา คือความไม่รู้ เริ มตังแต่ความไม่รู้ เหตุผลทางภูมิศาสตร์ ไม่รู้เหตุผลทางดาราศาสตร์ ไม่รู้ชีววิทยา และไม่รู้จกธรรมชาติอืนๆ ทีมีอยู่ ั รอบตัว อย่างเช่นความเชือในเรื องดังต่อไปนี มนุ ษย์ในประเทศอียิปต์สมัยโบราณ ไม่เคยเดินทางขึนไปทางเหนื อของทวีป ไม่เคยรู้ว่ า แม่น ําไนล์ใหลจากต้น ทางเหนื อทวี ปอาฟริ ก า ก็ เกิด ความคิด สมมติเป็ นเทพนิ ย าย โดยเชือกันว่ า กระแสของแม่นาไนล์เป็ นนําตาของเทพธิดาไอลิส ร้องให้อาลัยรักต่อมหาเทพโอสิ ริส พระสวามีที ํ ถูกปลงพระชนม์ พอถึงฤดูนาหลาก แม่นาท่ วมเต็มฝั ง ก็พากัน ทําพิธีบวงสรวงสังเวยแม่นา และ ํ ํ ํ กลายมาเป็ นความเชือสืบต่อกันมาจนกระทังปัจจุบน ั คนกรี กในสมัยโบราณไม่เคยปี นขึนไปบนยอดเขาโอลิมปั ส ซึงเป็ นยอดสูงสุ ดในประเทศ นัน ก็หมายใจว่า บนยอดเขาโอลิมปัส เป็ นสวรรค์ เป็ นทีสถิตของเทพเทวานานาชนิด แล้วสร้างเรื อง เป็ นนิยายขึนเพือสอนคนให้เชือถือกันต่อมา ชนเผ่าอารยันในลุ่มแม่นาสินธุและคงคาในประเทศอินเดีย ไม่มีความรู้ทางด้านภ◌ู มิศาสตร์ ํ เกียวกับขุนเขาหิมาลัย ซึงเป็ นทีรวมของหิมะ เมือหิมะละลายลงสู่แอ่งนําใหญ่กลายเป็ นทะเลสาบ ก็ สร้างนิยายให้ทะเลสาบกลายเป็ นสระอโนดาต เป็ นทีอาศัยอยูของวิทยาธร ครันนํานันไหลเลยลงมา ่ เป็ นแม่นาในทีราบ ก็เข้าใจว่าบนยอดขุนเขาเป็ นสรวงสวรรค์ เป็ นทีอาศัยอยู่ของพวกเทพเทวา มี ํ มหาเทพองค์หนึงพระนามว่าอิศวรประทานนําลงมาให้ แม่นาคงคาในอินเดียได้กลายเป็ นนําสวรรค์ ํ มีความศักดิสิทธิ ถึงสามารถล้างบาปให้แก่มนุษย์ได้๘ ความเชือเช่นนี ได้ยดถือกันมาจวบเท่าปัจจุบน ึ ั อีกประการหนึง คือธรรมชาติทีเกิดขึนรอบตัวมนุ ษย์อย่างเช่น ฝนตก ฟ้ าร้อง ฟ้ าฝ่ า ความ มืด ความสว่าง เป็ นต้น มนุษย์โบราณไม่เคยรู้มลเหตุทีเกิดขึนของธรรมชาติเหล่านี มาก่อน จึงเข้าใจ ู ว่าเป็ นพระเจ้าผูทรงฤทธิ ศักดิสิทธิ มีอานาจเหนื อตน มีอานุ ภาพ ควรบูชากราบไหว้ และควรเกรง ้ ํ กลัว ซึงความรู้สึกเกรงกลัวต่อธรรมชาติของมนุ ษย์ดงกล่าวนี เอง ได้กลายมาเป็ นบ่อเกิดแห่ งลัทธิ ั ๗ เรืองเดียวกัน, หน้า ๖. ๘ เสฐียร พันธรังษี,ศาสนาเปรี ยบเทียบ (กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๑๗ – ๑๘.
  • 5.
    ๕ ศาสนาและศรัทธาอย่างกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีทีสิ นสุ ด๙และเป็ นความเชือทีฝังแน่ นในจิตใจมนุ ษย์ จนยากทีจะถอนออกไปจากความรู้สึกได้ ความเชือบางอย่าง เช่นการทําพิธีบูชาเทวรู ปเจ้าแม่กาลีทีโบสถ์กาลีฆตอันศักดิสิ ทธิ เมือง ั กัลกัตตา ประเทศอินเดีย จะใช้แพะเป็ นๆ มาตัดคอบูชาเจ้าแม่๑๐ แต่ถาจะให้เจ้าแม่โปรดปรานยิงขึ น ้ แล้ว ต้องตัด คอแพะให้เลือดพุ่งตรงไปที พระโอษฐ์ข องเจ้าแม่ แล้ว นําเลือดจะไหลออกไปนอก โบสถ์ตามช่องต่างๆ ทีทําไว้ และช่องทีนําเลือดแพะไหลลงไปจะมีผคนนําภาชนะมาตักรองเอานํา ู้ เลือดอันศักดิสิทธินี ไปดืม ไปอาบ ไปล้างหน้า หรื อถ้าไม่มีภาชนะก็ใช้นิวจิมนําเลือดนันแล้วเจิมที หน้าผากของตน พิธีการบูชาในลักษณะนีสืบทอดกันมาเป็ นเวลาหลายพันปี มนุษย์เมือเกิดความเชือต่อสิ งทีกล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างเต็มที ก็จะทําให้ใจยึดมันผูกขาดว่า สิ งทีเราเชือและได้ปฏิบติตามความเชือของตนนี แหละเป็ นสิ งทีถูกต้องชอบธรรม ส่ วนของคนอืน ั หาถูกต้องไม่ ความเชือในลักษณะนี ได้กลายมาเป็ นศาสนาในทีสุ ด ซึงเมือกลายเป็ นความเชือทาง ศาสนาแล้วก็จะอธิบายในเชิงเหตุผลไม่ได้ อย่างเช่นคนอินเดียเชือตามหลักศาสนาฮินดูว่าแม่นาคง ํ คาสามารถล้างบาปได้ แม้ในสมัยหนึ งมีคนมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า แม่นาคงคาสามารถล้างบาป ํ ได้จริ งหรื อ พระพุทธเจ้าหวังจะตัดเนื อร้ายคือมิจฉาทิฐิออกไปจากใจพวกพราหมณ์ในขณะนัน จึง ตรัสตอบไปว่า ถ้าแม่นาคงคาสามารถล้างบาปได้จริ งตามทีพวกพราหมณ์เข้าใจแล้ว กุงหอยปูปลาที ํ ้ อาศัยอยูในแม่นาคงคาคงจะพากันแห่ขึนสวรรค์กนทังหมดเป็ นแน่ แทนทีการแสดงด้วยหลักแห่ ง ่ ํ ั เหตุผลดังกล่าวจะได้ผล แต่กลับเป็ นว่าชาวฮินดูก็ยงพากันอาบนําล้างบาปมาจนกระทังทุกวันนี นัน ั ก็เพราะว่าความเชือของแต่ละคน เมือตกลงได้เชือหรื อมีความเห็นทีฝังใจต่อสิ งใดแล้ว ก็ยากทีจะ ถอนใจออกจากสิงนันได้ แม้จะมีเหตุผลอืนทีน่าเชือถือเหนือกว่าสิ งทีตนเชืออยู่ก็ตาม ฉะนัน ฟราน ซิส เบคอน จึงได้เปรี ยบเทียบความเชือหรื อความเห็นเหล่านี ว่าเป็ นความเชือแบบเทวรู ปคือตระกูล ๒) เทวรู ปคือถํา คําว่า “เทวรู ปคือถํา” หมายถึง สิ งแวดล้อมและการอบรมศึกษาทีปรุ งแต่งจิตใจของเรามา นับแต่เกิดจนถึงทุกวันนี เทวรู ปนีล้อมกรอบเราเหมือนกักขังไว้ในถํา มองเห็นเพียงแคบๆ เฉพาะใน บริ เวณถํา ทําให้คิดว่าโลกทังมวลมีแค่บริ เวณถํานี เท่านัน ถ้าต่างคนต่างตัดสิ นใจอะไรตามความรู้ แคบๆ ของตนเองเช่นนี จะให้มีความเห็ นตรงกันได้อย่างไร๑๑ ความคิ ดเช่นนี ถือว่าเป็ นอคติของ ๙ เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๙. ๑๐ ตามประวัติเล่าว่า ก่อนทีอังกฤษจะมาปกครองอินเดียทีโบสถ์กาลีฆตได้ใช้มนุษย์เป็ นๆ ตัดคอบูชาเจ้า ั แม่กาลี ต่อมาเมืออังกฤษมาปกครองอินเดีย ได้ขอร้องไม่ให้ใช้มนุษย์และให้ใช้แพะแทน ดังนันจึงได้ใช้แพะตัด คอบูชาเจ้าแม่แทนมนุษย์มาจนบัดนี และกลายมาเป็ นคําพูดทีว่า “แพะรับบาป” ตังแต่นนมา ั ๑๑ บุญมี แทนแก้ว, อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๒.
  • 6.
    ๖ มนุษย์แต่ละคน เป็ นประสบการณ์ส่วนตัวทีครอบงําลักษณะทีแท้จริงของมนุ ษย์เอาไว้ รวมไปถึง สิ งแวดล้อมต่างๆ เช่น การอบรมสังสอน ซึงทําให้มนุษย์มีลกษณะการมองโลกแตกต่างกันไป และ ั ทําให้มีทศนะทีคับแคบเห็นเฉพาะประสบการณ์ของตน ความคิดเช่นนี ถูกจํากัดด้วยประสบการณ์ ั ส่วนตัวเท่านัน มีนิทานเปรี ยบเทีย บในเรื องเทวรู ปคือถําหรื อมนุ ษ ย์ถาอยู่ว่า๑๒ คนหลายคนถูก กักขังอยู่ ํ ภายในถําแห่งหนึงมาตังแต่วยเด็ก พวกเขาถูกบังคับให้นงหันหน้าเข้าหาผนังถําด้านในสุ ด ซึงอยู่ ั ั ตรงกันข้ามกับปากถํา คนเหล่านันนังหันหลังให้กบปากถําตลอดเวลา พวกเขาต้องนังเป็ นรู ปปั น ั เพราะถูกล่ามโซ่ทีขาและใส่ ขือคาทีคอ จึงไม่สามารถแม้จะเหลียวมองเพือนนักโทษทีนังอยู่ขางๆ ้ พวกเขานังประจันหน้าผนังถําเหมือนผูชมหันหน้าเข้าหาจอภาพยนตร์ บริ เวณด้านหลังนักโทษ ้ เหล่านันมียกพืนลาดสูงขึนไปจนถึงปากถําทีมีแสงสว่างจากโลกภายนอกสาดเข้ามารําไร ใกล้กบ ั ปากถํามีกองไฟลุกโชนอยู่ แสงไฟแผ่ออกไปจับทีผนังถําด้านหน้านักโทษ และในบริ เวณระหว่าง ด้านหลังนักโทษกับกองไฟ มีคนอีกกลุ่มหนึงเดินไปมาขวักไขว่ ในมือคนเหล่านันมีภาชนะรู ปปั น และหุ่ น จํา ลองของสัต ว์ต่ างๆ เงาของคนที เดิ น และสิ งของในมือ จะไปทาบอยู่ทีผนังด้านหน้า นักโทษทังหลาย พวกนักโทษเห็นเพียงเงาทีผนังถํา แต่ไม่อาจเหลียวมองดูทีมาของเงา เนื องจาก นักโทษเห็นเงาเหล่านันมาตังแต่วยเด็ก พวกเขาจึงไม่ได้คิดว่าภาพทีเห็นเป็ นแค่เงา พวกเขาถือว่าสิ ง ั ทีเห็น เป็ นจริ งในตัว เอง และเมือคนทีเดิน อยู่ดานหลังพูด คุย กัน นักโทษก็คิ ดว่ าเป็ นเสี ยงทีเปล่ง ้ ออกมาจากภาพทีผนังถํา นักโทษคนหนึงถูกปลดปล่อยจากเครื องพันธนาการ เขาสามารถหันกลับไปด้านหลังและ มองเห็นกลุ่มคนอันเป็ นทีมาของเงาบนผนังถํา เขาจะประหลาดใจมากทีพบว่า คนเหล่านันกับเงาที ผนังถําเคลือนไหวไปมาพร้อมกัน เขาจะสรุ ปตามความเคยชินว่า สิงทีเขาค้นพบใหม่เป็ นภาพหลวง ตา สิ งทีปรากฏอยูบนผนังถําต่างหากทีเป็ นของจริ ง ต่อมาคนอืนมาอธิบายชี แจงจึงเข้าใจว่า ตัวเอง ่ ได้หลงผิดอยูนานทีเคยเชือว่าเงาบนผนังถําคือของจริ ง เขาเดินออกจากถําไปสู่โลกภายนอก ได้เห็น ่ คน สัตว์ สิงของ และพระอาทิตย์ เขาได้รู้จกโลกดีกว่าแต่ก่อน แล้วหวนนึกถึงเพือนนักโทษผูยงติด ั ้ั อยูในถํา เขาจึงกลับเข้าถําไปหาคนเหล่านัน แล้วพยายามชี แจงแก่พวกเขาว่า ภาพทีพวกเขากําลัง ่ เห็นอยูบนผนังถําเป็ นเพียงเงา จึงไม่ใช่ของจริ งอย่างทีเชือกันในสังคมชาวถํา เพือนนักโทษจะไม่ฟัง ่ คําพูดของเขา ทังยังคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว นิทานเรื องนี สะท้อนให้เห็นว่า คนส่ วนมากคล้ายกับมนุ ษย์ทีถูกกักขังอยู่ในถําตรงทีหลง นิยมชมชืนอยูกบเงาของตัวเอง ไม่สนใจต่อสิ งทีเปลียนแปลงภายนอก แท้จริ งโลกภายนอกนันกว้าง ่ ั ใหญ่ไพศาลนัก มีสิงต่างๆ มากมายทีเรายังไม่รู้ วิธีการเรี ยนรู้โลกภายนอกนันจะต้องเปิ ดใจให้กว้าง ๑๒ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต), ปรัชญากรี กบ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก (กรุ งเทพ ฯ : ศยาม,๒๕๕๐), หน้า ๑๕๙ – ๑๖๐.
  • 7.
    ๗ และฝึ กหัดยอมรับความเป็ นจริงภายในตัวตนให้ได้มากทีสุ ดเท่าทีจะมากได้ การยอมรับความจริ ง หรื อจุดด้อยบางอย่างทีมีในตัวของแต่ละคนนันไม่ใช่เรื องง่าย เพราะคนส่ วนมากมักจะมองไม่เห็น ตัวตนทีแท้จริ ง จึงมักจะหลงใหลในตัวเองเสมอ เช่น หลงในรู ป หลงในชือเสี ยงเกียรติยศ หลงใน ทรัพย์สินเงินทอง และหลงในความเห็น (ทิฐิ) ของตน เป็ นต้น สิงเหล่านี เป็ นสิ งปิ ดบังหรื อขวางกัน ไม่ให้มนุษย์เข้าถึงความจริ งได้ อย่างเช่นสัญชัยปริ พาชก เป็ นตัวอย่าง สัญชัยปริพาชก เป็ นอาจารย์ของอุปติสสมาณพและโกลิตมาณพ อุปติสสมาณพเป็ นเพือน สนิทกับโกลิตมาณพ ทังสองคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็ นบุตรแห่ งสกุลผูมงคังเหมือนกัน เบือ ้ ั ชีวิตการครองเรื อนทีวุ่นวาย จึงพาบริ วารไปขอบวชอยู่ในสํานักสัญชัยปริ พาชก เรี ยนลัทธิของสัญ ชัย ได้ทังหมด จนได้รั บแต่ งตังให้เป็ นผูช่ว ยสอนหมู่ศิษ ย์ต่ อไป ทังสองยังไม่พอใจในคําสอน ้ ของสัญชัยปริ พาชก เพราะไม่ใช่แนวทางทีตนต้องการ จึงตกลงกันทีจะแสวงหาอาจารย์ทีสามารถ ชีแนะแนวทางทีดีกว่านี หากใครได้โมกขธรรม ก็ขอให้บอกแก่อีกฝ่ ายหนึง ในวันหนึ งอุปติสสมาณพได้เข้าไปในกรุ งราชคฤห์และได้พบพระอัสสชิ ซึงเป็ นหนึ งใน พระปั ญ จวัค คี ย ์ กําลังบิ ณ ฑบาต อุ ปติ ส สมาณพเห็ น พระอัส สชิ มี อาการน่ า เลื อมใส มีค วาม ประทับใจ จึงเข้าไปถามพระอัสสชิว่ า ผูใดเป็ นศาสดาของท่าน พระอัสสชิต อบว่า สมเด็จ พระ ้ สัมมาสัมพุทธเจ้า ผูเ้ ป็ นโอรสศากยราชเป็ นศาสดา อุปติสสมาณพจึงขอให้พระอัสสชิแสดงธรรม พระอัสสชิได้ออกตัวว่าพึงบวชได้ไม่นาน ไม่อาจแสดงธรรมโดยกว้างขวาง อุปติสสมาณพจึงขอให้ พระอัสสชิ แสดงธรรมสันๆ ก็ได้ พระอัสสชิได้แสดงธรรมแก่อุปติสสมาณพ เรี ยกกัน ว่า “คาถา เยธัมมา” เพราะขึนต้นด้วยคําว่า “เย ธัมมา” ในสมัยโบราณ ถือเป็ นหัวใจของพระพุทธศาสนา อุป ติสสมาณพได้นาคําสอนของพระอัสสชิไปแจ้งให้โกลิตมาณพทราบ โกลิตมาณพก็ได้ดวงตาเห็น ํ ธรรมเช่นเดียวกัน มาณพทังสองได้ไปชักชวนสัญชัยปริ พาชก ให้ไปบวชเป็ นสาวกของพระพุทธเจ้าด้วยกัน แต่สญชัยปริ พาชกไม่ยอมไป มาณพทังสองก็รบเร้าว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็ นผูตรัสรู้เอง เป็ นผูรู้แจ้ง ั ้ ้ จริ ง ต่อไปคนทังหลายจะหลังไหลไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า แล้วอาจารย์จะอยูได้อย่างไร สัญชัย ่ ปริ พาชกจึงถามว่า “ในโลกนีคนโง่ มากหรือคนฉลาดมาก” มาณพทังสองได้ตอบว่า “คนโง่ มากกว่า” สัญชัยปริ พาชกจึงกล่าวแก่มาณพทังสองว่า “ปล่อยให้ คนฉลาดไปเป็ นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ให้ คนโง่ ซึงมีจานวนมากกว่ามาเป็ นลูกศิษย์ของเรา เราจะได้ รับเครืองสักการะจากคนจํานวนมาก คนฉลาด ํ อย่างเธอทังสองจะไปเป็ นศิษย์ของพระสมณโคดมก็ตามใจ” เพราะเหตุแห่งความถือมันในความเห็นของตนนี เอง จึงทําให้สัญชัยปริ พาชกหมดโอกาส เข้าเฝ้ าฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เพือละความเห็ นผิด (มิจฉาทิ ฐิ) ที ฝังลึก อยู่ในใจตน ความเห็ น ลักษณะนีถือว่าเป็ นความเห็นของคนตาบอดทีไม่สามารถจะนําตนและผูอืนให้เข้าถึงความจริ งได้ ้ และจะไม่มีวนยอมรับความเห็นอืนนอกจากความรู้ทีตนมีเท่านัน อาจกล่าวได้ว่าเป็ นบุคคลประเภท ั ปทปรมะ คือได้แต่ตวบทคือถ้อยคําเท่านัน ไม่สามารถเข้าใจความหมายทีแท้จริ งได้ เหมือนนกแก้ว ั
  • 8.
    ๘ ทีร้อง แก้วจ๋ าๆๆแต่ไม่รู้จกตัวแก้วว่าเป็ นอย่างไร พอยืนแก้วให้กลับไม่รับ จะรับแต่กล้วยแต่พริ ก ั เท่านัน เป็ นพวกหูหนวกตาบอด พูดไปก็ไม่ได้ยิน พูดไปก็ไม่เข้าใจ พูดเรื องนรกเรื องสวรรค์ เรื องบาปบุญคุณโทษ ก็คิดว่าเป็ นเรื องโกหกหลอกลวง พวกนี มีแต่ความมืดบอด ไม่มีโอกาสจะ เข้าถึงพระธรรมคําสังสอนของพระพุทธเจ้าได้เลย เปรี ยบเหมือนบัว ทีจมอยู่ในนํา ทีกลายเป็ น อาหารของปลาและเต่า ไม่มีโอกาสทีจะโผล่พนนําขึ นมา ท่านจึงเปรี ยบคนเหล่านี เหมือนกับคนที ้ ถูกกักขังอยู่ในถํานานๆ จนมีความรู้สึกว่ าสิ งทีตนเห็นในถํานันแหละเป็ นของจริ ง ซึงตามทัศนะ ของฟรานซิส เบคอน ก็คือกลุ่มคนจําพวกเทวรู ปคือถํานันเอง ๓) เทวรูปคือตลาดนัด คําว่า “เทวรูปคือตลาดนัด” หมายถึง ความสับสนในการใช้ภาษา ไวยากรณ์หรื อระเบียบ ของภาษาตลอดจนศัพท์และรู ปแบบของภาษาทีมนุษย์นามาใช้เป็ นสือความหมาย มนุษย์จาเป็ นต้อง ํ ํ ๑๓ แสดงความคิดเห็นออกมาในขอบเขตของภาษา ฟรานซิส เบคอน กล่าวว่า คําพูดทังหลายทีมนุ ษย์ ใช้มาตลอดเวลานัน ย่อมถูกกําหนดโดยวิธีใช้ของตนเองในชีวิตประจําวัน และตามกระบวนความ เข้าใจของแต่ละคน ทุก คําพูด หรื อโวหารของมนุ ษ ย์ จึ งไม่สามารถจะครอบคลุมความสมบูร ณ์ ทังหมดไว้ได้ ดังนันความแตกต่างกันทางภาษาจึงเป็ นอุปสรรคทีทําให้มนุ ษย์ไม่สามารถจะเข้าใจ ร่ วมกันได้อย่างถูกต้อง๑๔ เพราะเมือใครเคยชินกับการใช้ภาษาแบบใด ก็ชอบตัดสินไปตามความเคย ชินของตน ปัญหาการใช้ภาษาจึงเกิดขึนในระหว่างมนุษย์ดวยกันเอง ้ ตามทัศนะของฟรานซิส เบคอน ถือว่าเทวรู ปคือตลาดนัดนี เป็ นเทวรู ปทีน่ ากลัวและเป็ น อันตรายทีสุด๑๕ เพราะการใช้ภาษาของมนุ ษย์นน บางครั งถึงแม้จะพยายามสื อความหมายในเรื อง ั เดียวกัน แต่เมือพูดคนละภาษาหรื อใช้ภาษาต่างกันก็ทาให้มีการตีความหมายของภาษาคลาดเคลือน ํ จากกันได้ เช่ น การสื อความหมายในเรื องของพระเจ้า (God) ซึงถือว่าเป็ นเรื องที สําคัญทีสุ ดของ มนุษย์ผนบถือศาสนาฝ่ ายเทวนิยมทัวไป ดังจะเห็นได้จากศาสนาแต่ละศาสนานันจะสื อความหมาย ู้ ั ในเรื องของพระเจ้าแตกต่างจากกันออกไป อย่างเช่น :- ศาสนาคริ สต์จะสือความหมายเกียวกับพระเจ้าว่า “พระเจ้ าผู้สูงสุ ดของเรา คือพระเจ้ าองค์ เดียว สู เจ้าจักต้องรักพระเจ้าของสู เจ้าด้ วยดวงใจทังสิน และด้ วยกําลังสู เจ้ าทังสิ น และพระเจ้ า เป็ น พระผู้เห็นแจ้ง พระผู้รอบรู้ ในสรรพสิ ง พระผู้เป็ นจอมแห่ งสวรรค์ และพืนธรณี พระผู้ทรงความ ยุตธรรม พระผู้บริสุทธิ พระผู้ทรงเมตตา พระผู้ทรงความเทียงธรรม ฯลฯ”๑๖ ิ ๑๓ เดือน คําดี, อ้ างแล้ ว, หน้า ๖. ๑๔ เรืองเดียวกัน, หน้า ๗. ๑๕ เรืองเดียวกัน, หน้า ๖. ๑๖ เสฐียร พันธรังษี, อ้ างแล้ ว, หน้า ๓๙๗.
  • 9.
    ศาสนาอิสลามสือความหมายว่า “ไม่มพระเจ้าองค์ใดในโลกนอกจากพระอัลเลาะห์ (อัลลอ ี ฮฺ)”๑๗ ซึงเป็ นผู้สร้ างทุ กสิ งทุ กอย่ างในเอกภพ เป็ นผู้มีอยู่ตลอดกาล ไม่ มีจุดเริมต้ นและไม่ มีจุดจบ ทรงดํารงอยู่เอง ไม่มใครสร้ างพระองค์ และเป็ นผู้พพากษาในการตัดสิ นชีวิตมนุษย์ ในวันสุ ดท้ ายที ี ิ เรียกว่าวันพิพากษา๑๘ ส่วนศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู สื อความหมายว่า “มหาพรหม หรือปรมาตมัน สร้ างเทวะผู้ ยิงใหญ่ ไว้หมวดหนึง ให้ มหน้ าทีเกียวกับสังสารวัฏ หรือสภาวะแห่ งโลก ๓ ประการ เทวะเหล่ านัน ี คือ พรหมา ผู้สร้ าง (Creator) วิษณุ หรือนารายณ์ ผู้รักษา (Preserver) และศิวะ หรืออิศวร ผู้ทําลาย (Destroyer) ซึงเทวะทังสามนี เรียกว่า “ตรีมูรติ” ๑๙ แปลว่า “ผู้ให้ กาเนิดหรือผู้ยงใหญ่ ทังสาม”๒๐ ํ ิ จะเห็นได้ว่าการสือความหมายเกียวกับพระเจ้า (God) ในแต่ละศาสนานัน ถึงแม้จะมีความ คล้ายคลึงกันในฐานะทีพระเจ้าเป็ นผูมีเดชานุภาพทียิงใหญ่ในการสร้างสรรค์สรรพสิ งเหมือนก◌ัน ้ แต่ก็แตกต่างกันในความรู้สึกของผูนบถืออย่างสินเชิง เพราะต่างคนก็เชือว่าพระเจ้าในศาสนาทีตน ้ ั นับถือนันเป็ นพระเจ้าองค์จริ งและมีองค์เดียวเท่านัน อย่างเช่นความเชือต่อพระเจ้าของชาวมุสลิม ทีว่า “ศรัทธาทีแท้ จริงของมุสลิมต่ออัลลอฮฺนันหมายถึงการถวายทังกายและใจให้ แก่ พระองค์ การ ปฏิบัตผดไปจากนี เช่ น การยอมรับนับถือพระเจ้าองค์อน หรือการนับถือสิงอืนใดเทียบเท่ าพระองค์ ิ ิ ื ถือว่าเป็ นบาปมหันต์ทีมิอาจยกโทษให้ ได้ ”๒๑ ดังนันชาวมุสลิมจึงพากันยอมรับนับถือพระอัลลอฮ์ องค์เดียวเท่านัน แม้ศาสนาอืนๆ ก็มีการสือความหมายแสดงความเป็ นเจ้าของต่อพระเจ้าของตนใน ลักษณะเดียวกัน เมือเป็ นเช่น นี ปั ญหาความไม่เข้าใจกันในการสื อความหมายเกียวกับพระเจ้าจึ ง เกิดขึนในระหว่างผูนบถือศาสนาต่างกัน และนําไปสู่การแย่งชิงศาสนิ กและทําสงครามศาสนาใน ้ ั ทีสุด แท้จริ ง เมือกล่าวโดยปรมัตถ์แล้ว คําว่า “พระเจ้ า” ตามทัศนะของท่านพุทธทาสก็เป็ นสิ ง เดียวกันกับคําว่า “ธรรมะ” และ “ธรรมชาติ” เพราะคําทังสามคํานี เป็ นสิ งสูงสุ ดด้ว ยกัน และสิ ง สมบูรณ์สูงสุดนีมีอยูแล้วในธรรมชาติ แม้ว่าพระพุทธเจ้าหรื อศาสดาองค์ใดในโลกจะค้นพบหรื อไม่ ่ ก็ตาม ซึงคํากล่าวนีมีความเห็นสอดคล้องกับท่าน มหาตมา คานธี ทีว่า “พระเป็ นเจ้านัน มีพระนาม อยู่มากหลาย แต่ ถ้าจะให้ เลือ กสั ก พระนามหนึ ง ก็เห็น จะได้ แก่ “สั ต” หรื อ “สั ตย์ ” คือความจริ ง ดังนัน ความจริงก็คอ พระเป็ นเจ้านันเอง”๒๒ ซึงความจริ งในทีนีหมายถึงความดีสูงสุดทีมนุษย์จะพึง ื ๑๗ เรืองเดียวกัน, หน้า ๔๒๑. ๑๘ สุ จิตรา อ่อนค้อม,ศาสนาเปรี ยบเทียบ (กรุ งเทพ ฯ : สํานักพิมพ์ ดวงแก้ว, ๒๕๔๕), หน้า ๒๒๕. ๑๙ เสฐียร พันธรังษี, อ้ างแล้ ว, หน้า ๖๐. ๒๐ สุ จิตรา อ่อนค้อม,อ้ างแล้ ว, หน้า ๓๘. ๒๑ เรืองเดียวกัน, หน้า ๒๒๕. ๒๒ อดิศกดิ ทองบุญ, ปรัชญาอินเดียร่ วมสมัย (กรุ งเทพ ฯ : ราชบัณฑิตยสถาน,๒๕๓๒), หน้า ๑๒๔. ั
  • 10.
    ๑๐ ปฏิบัติเพือให้เกิ ด เป็นคุณ ธรรมภายในตนเอง ด้ว ยเหตุ นี มหาตมา คานธี จึ งเรี ย กความจริ งหรื อ คุณ ธรรมนี ว่ า “พระเป็ นเจ้ า” และเป็ นสิ งที ท่านขาดไม่ได้ด ้ว ย ดังคํากล่าวของท่านตอนหนึ งว่ า “ข้ าพเจ้าเชือในเรืองความมีอยู่จริงของพระเป็ นเจ้ ามากกว่ าเชือว่ า ข้ าพเจ้ าและท่ านกําลังนังอยู่ใน ห้ องนี ยิงกว่ านัน ข้ าพเจ้ าสามารถพิสูจน์ ให้ ท่านเห็น จริง ได้ ว่า ข้ าพเจ้ าสามารถมีชีวิตอยู่ได้ โดย ปราศจากอากาศและนํา แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถมีชีวตอยู่ได้ ถ้ าไม่มพระเป็ นเจ้า ถึงท่ านจะควักดวงตา ิ ี ของข้ าพเจ้ าออกไป ข้ าพเจ้ าก็ไม่ ตาย แต่ ถ้าท่ านทําลายศรัทธาทีข้ าพเจ้ ามีต่อพระเป็ นเจ้ าเสี ยแล้ ว ข้ าพเจ้าตายแน่ ๆ”๒๓ ๔) เทวรูปคือโรงละคร คําว่า “เทวรูปคือโรงละคร” หมายถึง กระแสความคิด ความเชือ ขนบธรรมเนี ยมประเพณี ระบบปรัชญาและศาสนาทีเราคุนเคยอยู่ สิ งเหล่านี จะกลายเป็ นมาตรการติดสิ นความคิดของมนุ ษย์ ้ เรา ถ้าข้อตัดสินใดตรงกับสิงทีเราคุนเคยอยูแล้ว เราจะรับว่าจริ งทันทีโดยไม่ตองไตร่ ตรอง และถ้า ้ ่ ้ ข้อตัดสินใดผิดไปจากความคิดทีเราเคยชิน เราจะคิดว่าผิดทันทีโดยสัญชาตญาณ๒๔ เพราะมนุ ษย์เรา มีความเคยชินกับประเพณี วฒนธรรมดังเดิมของตน ซึงเป็ นสิ งทีอยูเ่ บืองหลังการแสดงบทบาทต่างๆ ั ของมนุษย์เอง ความคิดทีผูกติดอยูกบความเชือเดิมๆ ของตนโดยไม่ยอมรับกระแสความเปลียนแปลงจาก ่ ั โลกภายนอกนี เป็ นอีกอุปสรรคหนึงทีคอยขัดขวางไม่ให้มนุ ษย์คนพบแสงสว่างแห่ งความจริ งอัน ้ เป็ นสัจธรรมชีวิต อุปสรรคชนิ ดนี ฟรานซิส เบคอน หมายเอาความเชือ ตลอดจนขนบธรรมเนี ยม ประเพณี ต่างๆ ทีผูกพันกับมนุ ษย์ จนบางครั งทําให้มนุ ษย์หลงระเริ งอยู่กบกิจกรรมความเชือหรื อ ั ประเพณี เหล่านันจนจมปรักคิดว่าสิ งทีพวกตนกระทําตามความเชือนันคือสิ งทีถูกต้อง แล้วพากัน ปฏิเสธความเชืออืนนอกเหนื อไปจากสิ งทีตนคิดหรื อเชืออยู่ กว่าจะมาค้นพบสาเหตุทีแท้จริ งของ เรื องนันๆ ก็เสียเวลาไปหลายชัวอายุคน อย่างเช่นความเชือของมนุษย์ในครังโบราณเป็ นกรณี ศึกษา มนุษย์ในสมัยโบราณเชือว่า โลกแบน มีสีเหลียมมีมุม เชือกันว่า ถ้าเดินเรื อไปกลางทะเลสัก วันหนึงเรื อจะแล่นเลยออกไป แล้วจะตกจากขอบโลก ความเชือเช่นนีสอนกันอยูนาน และเมือมีการ ่ สํารวจรู้ความจริ งเรื องทางโคจรของดวงอาทิตย์กนขึ น และเมือพิสูจน์ได้ว่า โลกหมุนโดยรอบตัว ั ของมันแล้ว จึงยุติความเชือกันลงได้ว่า โลกกลม เวลาลมพายุพด มนุษย์ในสมัยโบราณก็พากันเชือว่า มีพระเจ้าผูทรงอํานาจบันดาล เรื องนี ก็ ั ้ สอนกันอยูนานจนทําให้เกิดเป็ นความเชือในเรื องของศาสนาขึ น ต่อมามนุ ษย์ก็สามารถพิสูจน์ได้ ่ ๒๓ เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๒๒. ๒๔ บุญมี แท่นแก้ว, อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๒.
  • 11.
    ๑๑ ตามเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่า ลมพายุเกิดจากส่วนต่างๆ ของโลกแต่ละส่วนมีความร้อนไม่เท่ากัน จึงทําให้เกิดความกดดันของอากาศแตกต่างกัน เวลาฝนตกก็เช่นกัน มนุษย์สมัยโบราณเชือว่า พระเจ้าประทานนําลงมาให้เพาะปลูกพืชผล และดืมกิ น แต่ค วามจริ งทางวิ ทยาศาสตร์ มาพิสูจ น์ได้ในภายหลังว่ า ฝนตกเกิ ด จากละอองนําที ลอยตัวขึนไปจับเป็ นก้อนเมฆ เมือมีขนาดใหญ่ขึน อากาศไม่สามารถพยุงละอองนํานันได้จึงตกลง เบืองล่าง๒๕ ประเพณี อีกอย่างหนึงของชาวอินเดียทีกระทํากันจนกลายมาเป็ นพิธีกรรมความเชือของคน ในสังคมขณะนัน คือ พิธีสตี (สะตี) หรื อพิธีกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามี พิธีกรรมนี มีตนกําเนิ ด ้ มาจากตํานานทีว่า พระศิวะไปแต่งงานกับพระสตี ซึงเป็ นธิดาของพระทักษะ วันหนึงพระทักษะได้ เชิญเทวดาทังหมด ยกเว้นพระศิวะมาในงานเลียงฉลองวิมานของพระองค์ พระสตีเมือไม่เห็นพระ ศิวะมาร่ วมงานก็เลยถามพ่อถึงสาเหตุทีไม่เชิญสามีของนางมาร่ วมงาน และเมือรู้ว่าทีพ่อไม่เชิญพระ ศิวะมาในงานก็เพราะกลัวอับอายทีพระศิวะสวมสังวาลหัวกะโหลกคน พระสตีเสี ยใจมากทีผูเ้ ป็ น พ่อไม่ให้เกียรติสามีตนก็เลยกลันใจตาย ด้วยตํานานเพียงเท่านี แต่ชาวอินเดียกลับมองว่า พระสตีเป็ นสตรี ทีเด็ดเดียว รักและซือสัตย์ ต่อสามีดงชีวิต ต่อมาความเชือนี ได้กลายมาเป็ นพิธีกรรมศักดิสิทธิของชาวอินเดียโดยเฉพาะผูหญิง ั ้ เมือสามีตายจะต้องตายตามสามีดวยโดยการกระโดดเข้ากองไฟขณะกําลังรุ กไหม้เผาสามีตน ถ้า ้ ผูหญิงคนไหนยังไม่อยากตายหรื อไม่กล้าทีจะกระโดดเข้ากองไฟก็ถกญาติพีน้องจับโยนเข้ากองไฟ ้ ู เพือแสดงความจงรักภักดีต่อสามี พิธีกรรมนี กระทํากันอยูนานหลายชัวอายุคน จนกระทังอังกฤษเข้า ่ มาปกครองอินเดีย จึงออกกฎหมายห้ามกระทําพิธีดงกล่าว ั เมือศึกษาถึงเรื องดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า มนุษย์ได้หลงงมงายและเสียเวลาไปกับความ เชือทีสืบเนืองมาจากขนบธรรมเนียมประเพณี ดงเดิมมิใช่นอย ความเชือเหล่านี ทําให้มนุ ษย์หลงทาง ั ้ ในการดําเนินกิจกรรมของชีวิต และในขณะทีกําลังหลงทางอยูนนมนุษย์ได้ทาลายโอกาสทีเป็ นแก่น ่ ั ํ สารนอกเหนือจากสิ งทีตนเชือมากมาย ตลอดถึงการทําลายชีวิตสัตว์และมนุ ษย์ดวยกันเองเพือเซ่น ้ สังเวยให้กบความเชือของตน ั ในสังคมปัจจุบนคนเรามีอตราเสี ยงต่อการถูกหลอกให้เชือจากการโฆษณาชวนเชือทีเกิน ั ั จริ งได้ง่าย ซึงการโฆษณาเหล่านันล้วนเน้นในเรื องของผลประโยชน์ถ่ายเดียว จึงเป็ นทังสิ งทีเป็ น จริ งและไม่เป็ นจริ งในขณะเดียวกัน และถ้าเกิดหลงเชือในสิงทีไม่เป็ นจริ ง แล้วนําไปปฏิบติ ก็จะทํา ั ให้คนๆ นันเสียเวลา เสียทรัพย์สินเงินทองโดยไม่จาเป็ นจริ งๆ และจะกลายเป็ นคนหูเบา เชือคนง่าย ํ คนเป่ าหูง่าย ใจไม่เป็ นกลาง แล้วนําข้อมูลข่าวสารทีผิดๆ นันมาใช้ในการตัดสิ นปั ญหา ซึงสิ งทัง ปวงเหล่านี ถือว่าเป็ นอุปสรรคขัดขวางการดําเนินกิจกรรมของมนุษย์ในการเข้าถึงความจริ งแต่ละสิง ๒๕ เสฐียร พันธรังษี, อ้ างแล้ ว, หน้า ๓๕.
  • 12.
    ๑๒ การขจัดต้นตออุปสรรคเพือเข้ าถึงความรู้และความจริง การทีมนุษย์จะฟันฝ่ าอุปสรรคเพือเข้าถึงความจริ งแท้ในแต่ละสิ งได้นนมีอยู่วิธีเดียวคือการ ั ขจัดกวาดล้างสิ งขัดขวางกล่าวคือเทวรู ปทังสี ชนิ ดนี ออกไปจากจิตใจให้ได้ก่อน เครื องมือทีใช้ใน การขจัดกวาดล้างคือปัญญา๒๖ เพราะปัญญาทําหน้าทีกวาดล้างเทวรู ปเหล่านี ได้ เมือใดทีมนุษย์ทาได้ ํ เมือนันมนุษย์จึงสามารถเข้าถึงสัจธรรมได้อย่างแท้จริ ง การทําลายอุปสรรคเพือเข้าถึงสัจธรรมด้วยปั ญญานันมีหลายวิธี แต่ในทีนี จะศึกษาวิธีการ ของโสคราตีส ซึงเป็ นนักปรัชญากรี กคนสําคัญทีได้รับการยอมรับว่าฉลาดทีสุดในยุคนัน เพราะไม่ มีใครสามารถจะโต้หรื อแสดงเหตุผลเอาชนะท่านได้ แต่ถึงกระนันท่านก็ยงพูดแบบถ่อมตนว่ายังไม่ ั รู้อะไรเท่าไรนัก แต่สิงทีท่านกล้าประกาศให้คนรู้ในสิ งทีท่านรู้จริ งๆ ก็คือ “หนึงเดียวทีข้ าพเจ้ ารู้ คือ รู้ ว่าข้ าพเจ้ าไม่ ร้ ู อ ะไร”๒๗ เพราะเมือท่ านไม่รู้ เรื องใด ท่ านก็ รู้ ตว ดี ว่ าท่ านไม่รู้ เรื องนัน และ ั พยายามศึกษาหาความรู้ในเรื องนันๆ ตรงนี เองแสดงถึงลักษณะความฉลาดของโสคราตีสทีสามารถ ค้นพบความไม่รู้ของตนได้เป็ นอันดับแรก และจากนันจะแสวงหาความรู้ขนต่อไปโดยใช้วิธี “วิภาษ ั วิธี (Dialectic)” ซึงประกอบด้วยลักษณะสําคัญ ๕ ประการคือ๒๘ ๑. สงสั ย (Sceptical) โสคราตี สเริ มต้นการสนทนาด้วยการยกย่องคู่ สนทนาว่า เป็ น ผูเ้ ชียวชาญในเรื องทีท่านเองก็ใคร่ รู้อยูพอดี เนืองจากท่านไม่มีความรู้เกียวกับเรื องนัน ท่านจึงขอให้ ่ เขาช่วยตอบคําถามของท่านเกียวกับเรื องนัน การออกตัวทํานองนี ถือกันว่าเป็ นการถ่อมตนของนัก ปรัชญา แต่ได้มีผวิจารณ์ว่า นันเป็ นการเสแสร้งของโสคราตีส (Socratic Irony) ู้ ๒. สนทนา (Conversation) จากนันโสคราตีสก็เป็ นฝ่ ายตังปั ญหาให้คู่สนทนาตอบ การ สนทนาจึงมีลกษณะเช่นเดียวกับเทศน์ปุจฉา-วิสชนา คู่สนทนาจะต้องหาคําจํากัดความของหัวข้อที ั ั สนทนากัน โสคราตีสจะวิจารณ์ว่ า คําจํากัดความนันมีข ้อบกพร่ องตรงไหนบ้าง อีกฝ่ ายหนึ งจะ เสนอคําจํากัดความใหม่ทีดู รัดกุ มกว่า โสคราตี สจะขัดเกลาคําจํากัด ความนันอีก การสนทนาจะ ดําเนินไปอย่างนี จนกว่าทังสองฝ่ ายจะได้คาจํากัดความทีน่าพอใจ ํ ๓. หาคําจํากัดความ (Definitional) จุดมุ่งหมายของการสนทนาจึงอยู่ทีการหาคําจํากัด ความทีถูกต้อง โสคราตีสเชือว่า ถ้าเราพบคําจํากัดความทีถูกต้องของสิงใด นันแสดงว่า เราพบความ จริ งแท้เกียวกับสิงนัน ซึงเป็ นอันเดียวกับการค้นพบมโนภาพของสิงนันนันเอง ๒๖ ปัญญา หมายถึง ความรอบรู ้เหตุผล รู ้ชด รู ้ ทน รู ้ประจักษ์ และรู ้ถึงทังภายในและภายนอก ปัญญาแบ่ง ั ั ออกเป็ น ๒ ประเภท คือ โลกิยปัญญา (ปัญญาทางโลก) เป็ นปัญญาของโลกิยชน และ โลกุตตรปัญญา (ปัญญาทาง ธรรม) เป็ นปัญญาของพระอริ ยบุคคล ปัญญามีไว้สาหรับปราบปรามกิเลสอย่างละเอียด คือ อวิชชา หมายถึง ความ ํ หลง ความไม่รู้เท่า ความเห็นผิดคิดว่า สิ งทังหลายเป็ นของเทียง สิ งทังหลายเป็ นสุ ข ทุกข์ไม่มี เป็ นต้น ๒๗ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต),อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๓๒. ๒๘ เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๔๑ – ๑๔๒.
  • 13.
    ๑๓ ๔. อุปนัย (Inductive) การสร้างคําจํากัดความจะเริ มจากสิ งเฉพาะไปหาสิงสากล เช่น เมือ หาคําจํากัดความของ ความดี โสคราตีสและคู่สนทนาจะพิจารณาตัวอย่างจากความประพฤติดีชนิ ด ต่างๆ ในสังคม แล้วดึงเอาลักษณะทีเป็ นแก่น หรื อทีเป็ นสากล เอามาสร้างเป็ นคํานิยาม ๕. นิรนัย (Deductive) คําจํากัดความทีมีผเู้ สนอมาจะถูกพิสูจน์โดยการนําไปเป็ น มาตรการ วัดสิงเฉพาะต่างๆ ว่ามีลกษณะร่ วมกับลักษณะทีระบุไว้ในคําจํากัดความนันหรื อไม่ เช่น ถ้าเราได้คา ั ํ จํากัดความของ ความดี มา เราก็ตรวจสอบดูว่า การทําทานหรื อการปราบปรามโจรผูร้าย จัดเป็ น ้ ความดีตามคําจํากัดความทีเราตังไว้หรื อไม่เพียงใด จะเห็นได้ว่า วิธีการแสวงหาความรู้และความจริ งของโสคราตีสนัน จะเน้นที ความอ่อน น้อมถ่อมตนเพือรองรับเอาความรู้ใหม่ทีตนยังไม่รู้จากท่านผูรู้ทงหลาย เป็ นการละความพยศอวดดี ้ ั อวดเบ่ง อวดเก่ง เข้าลักษณะทีว่า “คนดี ไม่เบ่ ง คนเก่งไม่โม้ คนโตไม่อวด” เหมือนกับคําทีปราชญ์ ท่านกล่าวไว้ว่า “รวงข้ าวคราวสุ กน้ อมรวงลง รวงลีบชู รวงตรงสู่ ฟ้า เฉกปราชญ์ ฉลาดยงยิงถ่ อม ตนนา คนโง่ คุยโอ่อ่าอวดอ้างตนเสมอ” ซึงก็สอดคล้องกับคติธรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหฺ มรํสี) ว่า “ปราชญ์ แท้ ไม่คยฟุ้ งอวดตน คนดีไม่ เทียวยกสอพลอ คนเก่ งย่ อมทะนงอย่ างเงียบ ุ คนชัวอวดรู้ ดี ทัวภพ คนโง่ อวดฉลาดมากมายสิ งทังหลายท่ านเห็นมีทุกทีเอย”๒๙ การแสวงหา ความรู้และความจริ งบางอย่างต้องฝึ กหัดเป็ นคนโง่ ซึงความโง่ในทีนี ไม่ได้หมายถึง “ความโง่ เขลา เต่าตุ่น” แต่เป็ นการยอมโง่เพือแสร้งเอาความฉลาดจากคนอืน เหมือนคําพูดของปราชญ์ท่านหนึ ง ทีว่า “โง่ ไม่เป็ นเป็ นใหญ่ ยากฝากให้ คด ทางชีวตจะรุ่งโรจน์ โสตถิผล ต้องรู้โง่ รู้ฉลาดปราดเปรืองตน ิ ิ โง่ สิบหนดีกว่าเบ่ งเก่งเดียวเดียว” ฉะนัน การชนะอุปสรรคคือทิฐิ (ความเห็น) ของตนแล้วน้อมกาย ใจเพือศึกษาและปฏิบติให้เข้าถึงความรู้และความจริ งได้นน จะต้องกวาดล้างอคติให้ออกไปจาก ั ั จิตใจของตนให้ได้ก่อน ส่วนอคติคืออะไร เป็ นอุปสรรคขัดขวางการเข้าถึงความจริ งได้อย่างไรนัน ต้องศึกษารายละเอียดในพุทธปรัชญาเถรวาทต่อไป อุปสรรคตามทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท อุปสรรค ตามทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท หมายถึง “อคติ” ซึงแปลว่า “ทางทีไม่ ควรจะ ไป” (มาจากศัพท์ ๒ ศัพท์รวมกัน คือ “อ” แปลว่า “ไม่ ” “คติ” แปลว่า “ทางไป” “อคติ” แปลว่า “ทางทีไม่ควรจะไป”) แต่ในภาษาไทยแปลว่า “ความลําเอียง” ทีแปลกันเช่นนี ก็เนืองมาจากปราชญ์ โบราณท่านเปรี ยบเทียบใจคนเหมือนอย่างเรื อ คือเรื อมีลกษณะเป็ นลําๆ แล้วถ้าลําของเรื อนันเอียง ั ไม่ว่าจะเอียงซ้ายหรื อเอียงขวา นําก็จะเข้ามาในลําเรื อ จะทําให้เรื อล่ม คนทีอยู่ในเรื อต้องจมนํากัน หมด ใจคนเราก็เหมือนกัน “ธรรมดาแล้ วถ้าเป็ นใจของคนทีรักความเป็ นธรรม ใจของคนมีบุญ ใจ ของคนทีฝึ กตัวเองมาดี ย่อมไม่ เอียงซ้ าย เอียงขวา เอียงหน้ า เอียงหลัง และจะอยู่ทีศูนย์ กลางกาย ๒๙ http://www.agolico.com/board/showthread.php?p=23681
  • 14.
    ๑๔ พอดี” แต่ว่ามีบุคคลบางประเภท ใจของเขาไม่ได้อยู่ทีศูนย์กลางกายก็เลยกลายเป็ นคนทีมีความ ลําเอียง คําว่า “อคติ” สามารถแปลให้ความหมายได้หลายอย่าง เช่น ทางทีไม่ควรจะไป ความเอน เอียงเข้าข้าง ความไม่ยติธรรมไม่เป็ นกลาง ทางแห่งความประพฤติทีผิดพลาด ความเป็ นหลักไม่ได้ ุ และความลําเอียง เป็ นต้น และเมือศึกษาความหมายของอคตินีแล้ว เห็นได้ว่าอคติเป็ นอุปสรรคที สําคัญในการขัดขวางเพือไม่ให้มนุษย์คนพบสิงทีแท้จริ ง เพราะเมืออคติมีอยูในใจของผูใดแล้ว ก็จะ ้ ่ ้ ทําให้ผนนขาดมโนธรรมสํานึกในการตัดสินปัญหาต่างๆ เขาจะเน้นการตัดสินโดยใช้ความรู้สึกเป็ น ู้ ั เกณฑ์ ไม่คานึงถึงความถูกต้อง จึงมีโอกาสทีจะกระทําความผิดได้ง่าย เพราะคนทีมีอคติอยู่ในใจจะ ํ ตัดสินปัญหาไปตามเหตุการณ์ทีตนได้ยนได้ฟังมาโดยขาดการพิจารณาไตร่ ตรองถึงเหตุผลทีถูกต้อง ิ แท้จริ ง ทีเป็ นเช่นนีเพราะอาศัยความลําเอียงหรื ออคติทีนอนเนืองอยูในใจตนเป็ นพืนฐานนันเอง ่ อคติในพุทธปรัชญาเถรวาท มี ๔ ประการ คือ๓๐ ๑. ฉันทาคติ ลําเอียงเพราะชอบ (Prejudice caused by love or desire; partiality) ๒. โทสาคติ ลําเอียงเพราะชัง (Prejudice caused by hatred or enmity) ๓. โมหาคติ ลําเอียงเพราะหลง (Prejudice caused by delusion or stupidity) ๔. ภยาคติ ลําเอียงเพราะกลัว (Prejudice caused by fear) อคติทง ๔ ประการนี ล้วนเป็ นภัยอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมทุกระดับ เพราะเป็ นสาเหตุหลัก ั ของความผิดพลาดในกระบวนการคิด และตัดสิ นใจของมนุ ษย์ทุกคน ทังยังเป็ นกําแพงปิ ดม่านใจ ไม่ให้มนุษย์มองเห็นสิ งทีถูกต้องชอบธรรม นอกจากความรัก ความชัง ความหลง และความกลัวทีมี อยูในใจตนเท่านัน ฉะนัน อคติหรื อความลําเอียงทีไม่เป็ นธรรมย่อมเป็ นสิงนําความวุ่นวายสับสนมา ่ สู่สงคม โดยเฉพาะอย่างยิงเมือความลําเอียงครอบงําจิตใจของผูทีได้ชือว่าเป็ นผูนาคนแล้ว ก็ยงทําให้ ั ้ ้ ํ ิ ผูใต้บัง คับ บัญ ชาระสําระสายไม่ เป็ นกระบวน และเพื อความกระจ่ า งในเรื องนี จึ ง ควรศึ ก ษา ้ รายละเอียดของอคติธรรมทัง ๔ ข้อ ดังต่อไปนี ๑) ฉันทาคติ : ลําเอียงเพราะชอบ คําว่า “ฉันทาคติ : ลําเอียงเพราะชอบ” หมายถึง ความลําเอียงเพราะรักใคร่ ชอบพอกัน อัน เป็ นเหตุให้ถือเขาถือเรา เลือกทีรักผลักทีชัง ช่วยเหลือเข้าข้างเฉพาะผูทีตนรักชอบ ทิ งเกณฑ์ความ ้ เป็ นกลาง ไม่คานึงถึงความถูกผิด ทําอะไรมักจะยึดถือเอาความรักความชอบและความพอใจของตน ํ เป็ นเกณฑ์ กล่าวคือถือพวก ถือเพือน ถือสี ถือศาสน์ ถือญาติ ถือโยม ถือพี ถือน้อง ถือสถาบัน เป็ น ต้น ไม่ยดถือความถูกต้อง แต่ยดเอาความถูกใจเป็ นหลัก ทําให้การปกครอง ระบบงาน และกิจการ ึ ึ ๓๐ พระธรรมปิ ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖), หน้า ๑๔๙.
  • 15.
    ๑๕ เกิดอุปสรรคขาดความร่ วมมือไม่เจริ ญก้าวหน้าและอาจถึงความล่มสลายได้ เป็ นเหตุให้ครอบครัว หรื อหมู่คณะขาดความอบอุ่นแตกแยก การลําเอียงเพราะรักใคร่ ชอบพอกัน มักจะเกิดจากการมีสายใยแห่งความสัมพันธ์กนดังนี ั (๑) สายรัก คือมีพ่อแม่เดียวกัน (๒) สายเลือด คือมีการร่ วมอุทร (ท้อง) เดียวกัน (๓) สายนําเดียวกัน คือมีความสัมพันธ์คุนเคยสนิทสนมกันเป็ นกรณี พิเศษ ้ สายใยความสัมพันธ์ทง ๓ นี เป็ นเหตุให้เกิดความรักความชอบ และทําให้จิตใจคนเราเกิดมี ั อคติคือความเห็นทีไม่ตรงหรื อไม่เป็ นกลางอย่างไม่รู้ตว จิตใจทีถูกอํานาจของอคติเข้าครอบงําแล้ว ั จะไม่มีความเป็ นตัวของตัวเอง จะโอนเอนไปตามอํานาจของฉันทาคติ และพร้อมทีจะปลิวไปตาม อารมณ์รักหรื อชอบนัน เหมือนปลิวนุ่นทีไม่มีอะไรยึดไว้ เมือถูกลมพัดก็ปลิวไปตามกระแสแรงลม โดยไม่เลือกทิศทาง แล้วแต่ลมจะพัดพาไป และด้วยอํานาจแห่งฉันทาคตินี จะทําให้จิตใจของคนเรา เอนเอียงไม่ตรง เลือกทีรักผลักทีชัง และจะทําให้เกิดทุจริ ตทางกายวาจาและใจได้ง่าย ดังนัน ความรักหรื อความชอบ ถ้าไม่มีคุณธรรมอยู่ในใจแล้ว จะทําให้จิตใจของคนเราเกิด ความลําเอียงไปในทางทีรักหรื อชอบทันที มีผลทําให้คนเราขาดสติลืมสํานึ กถึงความถูกต้องชัวดี อํานาจของฉันทาคตินีถ้าเกิดมีในหน่วยงานหรื อองค์กรใดแล้ว มักจะทําให้คนดีหมดกําลังใจทําให้ คนชัวได้ใจ ฉะนันความรักจึงเป็ นส่วนหนึงทีพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาให้เกิดปั ญญาว่า ความรักนี มีทงคุณและโทษ ถ้ารักไม่เป็ นก็จะเกิดอคติขึนมาและนําพาให้ทาทุจริ ตทางกายวาจาใจได้ ั ํ แต่ถาเป็ นความรักทีประกอบไปด้วยปัญญาและเสริ มใยราคาไปด้วยคุณธรรมแล้ว ก็จะทําให้เกิดคุณ ้ อนันต์ต่อองค์กรนันๆ มิใช่นอย้ ๒) โทสาคติ : ลําเอียงเพราะชัง คําว่า “โทสาคติ : ลําเอียงเพราะชัง” หมายถึง ความลําเอียงทีเกิดจากความเกลียดชังอันมี สาเหตุมาจากความไม่ชอบหน้า โกรธ และผูกอาฆาตพยาบาท แล้วหาวิธีกลันแกล้งด้วยวิธีการต่างๆ เพือให้คนทีตนไม่ชอบนันเกิดความเสื อมเสี ยไม่ทางใดก็ทางหนึ ง โทสาคติเมือเกิดขึ นแก่ผใดแล้ว ู้ ย่อมแผดเผาจิตใจของเขาให้เร่ าร้อนด้วยอํานาจพยาบาท และจะกลายเป็ นคนขาดสติสัมปชัญญะ หรื อขาดคุณสมบัติของความเป็ นผูนาไปทันที เพราะโทสาคติจะเข้ามาบิดเบือนการใช้อานาจใน ้ ํ ํ ฐานะผูนา คือบิดเบือนความยุติธรรมทีผูนาควรจะมี ดังนันจึงมีคากล่าวทีเป็ นแง่คิดสําหรับผูทีเป็ น ้ ํ ้ ํ ํ ้ ผูนาทังหลายไว้ว่า “ไม่มสิงใดจะทําลายอํานาจของคุณได้ เร็วกว่าความลําเอียง”๓๑ จึงจําเป็ นอย่างยิง ้ ํ ี ทีผูนาจะต้องพัฒนาตนให้เป็ นคนทีมีจิตใจสูงเกินกว่าทีจะกล้าใช้อคติธรรมนันมาบิดเบือนความเป็ น ้ ํ ๓๑ http://women.sanook.com/work/www/www_08009.php.
  • 16.
    ๑๖ จริ งหรื อความยุติธรรมในหน่วยงานหรือองค์กรทีตนรับผิดชอบอยู่ ถึงแม้ว่าอคติจะสามารถเกิดขึ น ได้กบทุกๆ คนก็ตาม ั หากจะกล่าวถึงสาเหตุทีทําให้เกิดอาการเดือดดาลทีเรี ยกว่า “โกรธ (โทสะ)” นัน จุดเริ มแรก ได้แก่ ความไม่พอใจ หรื อไม่ชอบใจ จะเป็ นการไม่ชอบใจในสิ งใดๆ ก็ตาม ถ้าระงับไม่ได้ใจก็จะ เกิดปฏิฆะ คือความขัดใจถ้าปลดเปลืองความขัดใจไม่ได้ ใจก็จะเกิดความเดือดดาล ตัวความเดือด ดาลนีแหละทีเรี ยกว่า “ความโกรธ” ท่านเปรี ยบความโกรธเสมือนไฟ ไฟนันลงได้เกิดขึนในใจของ ใครแล้ว มันก็ยอมเผาไหม้ใจของคนนัน ไม่ว่าจะเป็ นเด็กหรื อผูใหญ่ เกิดทีไหนไหม้ทีนัน ไม่ว่าวัด ่ ้ หรื อบ้าน ความโกรธก็เหมือนกัน ไม่ว่าใครโกรธก็ไม่ดีทงนัน ั เมือพูดถึงโทษหรื อความเสี ยหายทีเกิดจากความโกรธแล้ว มีมากมายหลายสถาน เพราะ ความโกรธเป็ นของร้าย เกิดขึนแล้วทําลายได้รอบตัว ก่อให้เกิดความเศร้า เกิดความมัวหมองหรื อทํา ให้เกิดอาการที เรี ยกว่ า “เน่ าใน” เพราะถูกความโกรธคือสนิ มร้ายกัดกร่ อน ดังนัน เมือโทสาคติ เกิดขึนในใจของผูใดแล้ว เขาก็จะพยายามทําความเสือมเสียให้เกิดแก่คนทีตนโกรธหรื อไม่ชอบนัน ้ ให้ได้รับอันตรายอย่างใดอย่างหนึ ง ฉะนัน ทางพระพุทธศาสนาจึงถือว่า โทสาคติ เป็ นสนิ มร้ายที เกาะกินและทําลายชีวิตมนุษย์ให้ผกร่ อน ขาดสมรรถภาพ เกิดความผิดพลาดเสี ยหายในการทํางาน ุ และการปกครองทุกระดับ ๓) โมหาคติ : ลําเอียงเพราะหลง คําว่า “โมหาคติ : ลําเอียงเพราะหลง” หมายถึง ความลําอียงเพราะหลงเขลาเบาปัญญา มีผล มาจากความไม่รู้ความจริ ง (อวิชชา) แล้วตกเป็ นทาสติดอยู่ในรสแห่ งความรักหรื อชอบโดยมีกาม คุณห้า๓๒ เป็ นสือล่อเพือให้จิตใจของมนุษย์ติดบ่วง และเมือจิตใจมีโมหาคติเข้าครอบงําแล้ว การจะ กระทําสิ งใดๆ ก็จะขาดสติยบยังหรื อขาดการควบคุมตนเอง มีผลคือกระทําไปตามอํานาจแห่ งความ ั หลงนัน ผูทีตกอยูในโลกแห่งความหลงหรื อกามคุณนี ยิงเสพมาก สัมผัสมากยิงพอใจมาก มีความ ้ ่ ต้องการเพิมขึนเรื อยๆ โดยไม่รู้จกคําว่าพอ หรื อหลงใหล (โมหะ) อย่างไม่ลืมหูลืมตา เหมือนดังคน ั ตาบอดไม่สามารถจะมองเห็นสิงภายนอกได้ ต้องตกอยูในโลกแห่งความมืดตลอดเวลา ่ ความหลงแบบโมหาคตินีอาจหมายถึงความมัวเมาตกเป็ นทาสของอบายมุข (ปากแห่งความ เสื อม) อันเป็ นบ่อเกิดสิ งทีไม่ดีงามทังหลาย มีแต่จะทําให้ชีวิตตกตําห่ างไกลจากความดีและทํา จิตใจให้เศร้าหมองมืดมนอันธกาลมองไม่เห็นความเจริ ญก้าวหน้าของชีวิต มีนกปราชญ์บางท่านได้ ั กล่าวเปรี ยบเทียบอบายมุขว่าเป็ น “ผีร้าย” ทีน่ ากลัวมากกว่าผีตนใดๆ ในโลกนี เพราะถ้าผีเหล่านี ๓๒ กามคุณห้ า คือ รู ป (รู ปะ) ได้แก่สิงทีมองเห็นด้วยตา ๑ เสี ยง (สัททะ) ได้แก่สิงทีได้ยนด้วยหู ๑ กลิน ิ (คันธะ)ได้แก่ สิ งทีสู ดดมได้ดวยจมูก ๑ รส (รสะ) ได้แก่สิงทีสัมผัสได้ดวยลิน ๑ กายสัมผัส (โผฏฐัพพะ) ้ ้ ได้แก่สิงที สัมผัสทางกาย แต่รับรู ้ดวยใจ ้
  • 17.
    ๑๗ ได้มาหลอกหลอนหรื อเข้าสิงผูใดแล้ว จะทําให้ผนนถึงความย่อยยับอับจนทันทีผีร้ายดังกล่าวมีหก ้ ู้ ั ตัว คือ “ผีทีหนึงชอบสุราเป็ นอาจิณไม่ ชอบกินข้ าวปลาเป็ นอาหาร ผีทีสองชอบเทียวยามวิกาลไม่ รักบ้ านรักลูกเมียตน ผีทีสามชอบดูการเล่ นไม่ ละเว้นบาร์ คลับละครโขน ผีทีสีชอบเล่ นม้ ากีฬาบัตรสารพัดทัวไปไฮโลสิน ผีทีห้ าคบคนชัวมัวกับโจรหนีไม่ พ้นอาญาตราแผ่ นดิน ผีทีหกเกียจคร้ านการทํากินมีทังสินหกผีอัปรีย์เอย” ผูทียังหลงมัวเมาอยูในรสแห่งกามคุณหรื อตกอยู่ในหลุมแห่ งอบายมุขดังกล่าวชือว่าเป็ นผู้ ้ ่ มืดบอดทางปัญญา ชีวิตมักจะเต็มไปด้วยปัญหานานาประการ เพราะขึนชือว่าผูมืดบอดนันย่อมจะ ้ ปิ ดหนทางแห่งแสงสว่างเสมอ ดังคํากล่าวทีว่า “มืดอะไรก็ไม่เท่ าปั ญญามืด แสงสว่ างอะไรก็ไม่ เท่ า แสงสว่างแห่ งปัญญา เพราะปัญญาคือเครืองวัด ความชัดคือธรรมชาติ ถ้ าผู้ใดเอาปัญญามาพิจารณา ธรรมชาติได้ ผู้นันชือว่าผู้พ้น” จากความหลับคือกิเลสเครื องร้อยรัดทังหลาย ความลําอียงเพราะหลง เขลาเบาปัญญานี ถือว่าเป็ นอคติธรรมทีอันตรายมาก เพราะจะทําให้จิตใจหมกมุ่นตกเป็ นทาสของ กามคุณอย่างใดอย่างหนึ ง มีผลทําให้จิตใจหลงใหลเลอะเลือนไปจากความเป็ นจริ ง ซึงถือว่าเป็ น อุปสรรคอย่างร้ายกาจต่อการพัฒนาจิตใจมนุษย์ให้บรรลุถึงความเจริ ญด้วยปัญญาอย่างแท้จริ ง ๔) ภยาคติ : ลําเอียงเพราะกลัว คําว่า “ภยาคติ : ลําเอียงเพราะกลัว” หมายถึง ความเอนเอียงเข้าข้างมักจะกระทําอะไรด้วย ความกลัวหรื อความเกรงใจกัน ไม่คานึงถึงความถูกต้อง รวมถึงการไม่กล้าทีจะกระทําสิ งทีดีงามเพือ ํ หมู่คณะเพราะกลัวจะผิด กลัวจะไม่สาเร็ จ กลัวตัวเองจะเดือดร้อน กลัวจะไม่ถกใจคนนันคนนี หรื อ ํ ู เกรงใจคนนันคนนี เป็ นต้น ผลเสียของภยาคติคือเป็ นเหตุให้ไม่กล้าทําอะไรทีเป็ นไปเพือความเจริ ญ เพือความอยูรอดของหมู่คณะหรื อกิจการ แม้จะเป็ นหน้าทีทีตนต้องกระทําอยู่ก็ตาม เป็ นเหตุให้เสี ย ่ ความเทียงธรรม เป็ นเหตุให้ครอบครัวหรื อหมู่คณะขาดความอบอุ่น แตกแยก เป็ นเหตุให้สงคม การั ปกครอง ระบบงาน และกิจการไม่เจริ ญก้าวหน้า ดําเนินไปได้ยากลําบาก และอาจถึงกับล่มสลายไป ไม่รอดในทีสุด ความกลัว เป็ นสัญชาตญาณอย่างหนึงทีติดตัวมาพร้อมกับการเกิดของมนุษย์และสัตว์ทวไป ั และเป็ นสิงทีมีอานาจมากสิ งหนึงในบรรดาสิงทีทําลายความสุข ความสําราญ หรื อรบกวนประสาท ํ ของมนุษย์ ความกลัวนีมีพิษสงมากน้อยกว่ากันเป็ นขันๆ ตามความรู้สึกอันสูงตําของจิต เช่น เด็กๆ สร้างภาพของสิ งน่ ากลัว ขึ นในใจตามทีผูใหญ่นามาขู่ หรื อได้ยินเขาเล่าเรื องอันน่ ากลัวเกียวกับผี ้ ํ สื บๆ กัน มา แล้วก็ เกิด ความกลัว จนกระทังเป็ นผูใหญ่ค วามกลัว นันก็ยงไม่หมดสิ นไป และเมือ ้ ั
  • 18.
    ๑๘ มนุษย์ตกอยู่ในภวังค์แห่ งความกลัวต่อสิ งใดสิงหนึ งแล้ว อาจทิ งภาระหน้าทีทีควรกระทําแล้วไป กระทําสิ งอืนทดแทนเพือให้หายต่อการขลาดกลัว ซึงสิงทีกระทําทดแทนนีมักจะเอนเอียงไปในทาง ทีไม่ตรงและไม่เป็ นกลาง หรื อทีเรี ยกว่า “ภยาคติ” นันเอง ความลําเอียงเพราะความขลาดกลัวนี สามารถเกิดขึนได้ในทุกสถานทีโดยเฉพาะอย่างยิงใน องค์กรหรื อหน่วยงานก็มกจะมีภยาคติเกิดขึนเสมอ อย่างเช่น หัวหน้างานบางรายไม่กล้าจะประเมิน ั ภาระงานหรื อเนื องานของผูอยูใต้บงคับบัญชาตามความเป็ นจริ ง ทังๆ ทีรู้ว่าลูกน้องบางคนทํางาน ้ ่ ั ไม่มีป ระสิ ทธิ ภ าพ ไม่สนใจงาน คอยเอารั ด เอาเปรี ย บและกลันแกล้งเพือนร่ ว มงานเสมอ แต่ เนืองจากกลัวว่าจะเสียความสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงไม่กล้าจะประเมินภาระงานตามความเป็ นจริ ง จึง ทําให้เกิดภยาคติขึนในใจของหัวหน้างาน และทีสําคัญภยาคตินียังเป็ นบ่อเกิดของอคติทงสามข้อ ั ข้างต้นด้วย เพราะขึนชือว่าอคติยอมเกิดจากความกลัวทังนัน เช่น ลําเอียงเพราะชอบเพราะกลัวเขา ่ จะเกลียดชัง ลําเอียงเพราะชังเพราะกลัวเขาจะเข้าใกล้หรื อได้ดีกว่าตน ลําเอียงเพราะหลงเพราะกลัว จะสูญเสี ยเขา เป็ นต้น ภยาคติจึงเป็ นตัวขัดขวางและบดบังปั ญญาไม่ให้มนุ ษย์กล้ากระทําในสิ งที ถูกต้องชอบธรรม การเลือกปฏิบติระหว่างบุคคลจึงเกิดขึนภายในจิตใจของมนุษย์ ั การขจัดต้นตออุปสรรคตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท เมือศึกษาอคติในพุทธปรัชญาเถรวาท จะพบว่า ความลําเอียงทัง ๔ ข้อ ไม่ว่าจะเป็ นข้อใดก็ ตาม เมือเกิดขึนในจิตใจของผูใดแล้วถือว่าเป็ นอันตรายอย่างมากต่อทุกส่ วนงานทีมีความเกียวข้อง ้ กัน ไม่เว้นแม้แต่ปัจเจกบุคคล ทุกยุคทุกสมัยทีบุคคลผูเ้ ป็ นใหญ่มีหน้าทีเกียวข้องในการปกครอง บังคับบัญชา ถ้ามีความลําเอียง (อคติ) อยู่เพียงข้อใดข้อหนึ งเท่านัน จะทําให้สูญเสี ยความยุติธรรม ขาดความอบอุ่น ขาดความมันใจของผูใต้บงคับบัญชาทันที ความลําเอียง (อคติ) ทัง ๔ อย่างนี ไม่ได้ ้ ั เจาะจงเฉพาะผูใหญ่เท่านัน แม้แต่ผนอยหรื อเด็กๆ ก็อาจจะเกิดความลําเอียงขึนมาได้เหมือนกัน ด้วย ้ ู้ ้ เหตุนี หลักธรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท จึงเน้ นให้ บุคคลลดการใช้ อคติและสร้ างเสริมความเมตตา ให้ กนและกัน ั อคติธรรมแม้ว่าจะเกิดขึนได้กบทุกคน แต่ก็สามารถพัฒนาให้เป็ นคนมีจิตใจสูงเกินกว่าทีจะ ั กล้าใช้อคตินนบิดเบือนความยุติธรรมได้ หลักธรรมทีใช้ในปฏิบติเพือการลดละอคตินีมีอยูหลายข้อ ั ั ่ ด้วยกัน แต่ในทีนี จะขอนําหลักธรรมข้อ “อวิหิง สา” และ “พรหมวิห ารธรรม” มาใช้ในการขจัด หรื อลดละความลําเอียงภายในใจของมนุษย์ คําว่า “อวิหิงสา” หมายถึง ความเป็ นผูไม่เบียดเบียน คือไม่กลันแกล้งทําให้ผอืนได้รับความ ้ ู้ เดือดร้อนทังกายและใจ ไม่ว่าสถานทีไหนๆ กล่าวคือให้งดเว้นจากการใช้อานาจหน้าทีในทางทีผิด ํ เช่น กดขี ข่มเหง รังแก บุคคลทีอยูใต้บงคับบัญชาให้ได้รับความเดือดร้อน เพือเห็นแก่ประโยชน์สุข ่ ั ส่วนตนด้วยอํานาจอคติธรรม และหลักธรรมทีใช้ปฏิบติเพ◌ื◌่อเสริ มคุณธรรมข้ออวิหิงสาให้เด่นชัด ั ในจิตใจของมนุษย์คือ “พรหมวิหารธรรม”
  • 19.
    ๑๙ หลักพหรมวิหารธรรมนี เป็ นธรรมประจําใจของผูใหญ่ เมือปฏิบติให้เกิดเป็ นคุณธรรมใน ้ ั ใจแล้ว สามารถลดหรื อทําลายอคติ ธรรมได้ เพราะพรหมวิ หารธรรมนี เป็ นธรรมของผูมีจิ ต ใจ ้ ๓๓ ยิงใหญ่กว้างขวางดุจพระพรหมมี ๔ ประการคือ ๑. เมตตา ได้แก่ ความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรี จิ ตต่อผูอืน รักผูอืนเหมือนรักตัวเอง ้ ้ ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนได้รับความรัก ได้รับประโยชน์และความสุข ดังพุทธสุ ภาษิตบทหนึ งว่า “โลโก ปตฺ ถมฺภิกา เมตฺ ตา” ความว่า “เมตตาธรรมเท่านันทีคําจุนโลก” ความเป็ นผูมีเมตตา นอกจาก ้ สร้างเสน่ห์ ผูกมิตรไว้ได้แล้ว ยังช่วยคลีคลายความมุ่งร้ายในจิตใจของผูคิดร้ายต่อเรา ให้คลายความ ้ เหียมโหดลงได้ดวย เยียงเดียวกับพระบรมศาสดาใช้เมตตาปราบจอมโจรองคุลีมาล ให้หายดุร้าย ้ หายใจดําอํามหิต ๒. กรุ ณา ได้แก่ ความสงสาร ปรารถนาจะช่วยให้ผอืนพ้นจากความทุกข์ ใฝ่ ใจทีจะปลด ู้ เปลืองความทุกข์ยากลําบากเดือดร้อนของคนและสัตว์ทงปวง ผลจากการทีมีกรุ ณา จักก่อให้เกิด ั ความจงรักภักดีต่อกัน ถ้าผูใหญ่มีความกรุ ณาต่อผูนอย ก็ยอมทําให้เกิดความภักดี มีขวัญมีกาลังใจดี ้ ้ ้ ่ ํ มีความรู้สึกว่า “ยามดีท่านใช้ ยามไข้ ท่านก็รักษา” บางรายทีได้รับกรุ ณาจากผูใหญ่มาก ถึงกับยอม ้ พลีชีพทดแทนได้ทีเดียว ๓. มุทิตา ได้แก่ ความเบิกบานพลอยยินดี เมือเห็นผูอืนอยูดีมีสุข ก็มีใจแช่มชืนเบิกบาน เมือ ้ ่ เห็นเขาประสบความสําเร็ จงอกงามในหน้าทีกิจ การงานยิงๆ ขึ นไป ก็พลอยบันเทิงใจด้วย ไม่คิ ด ริ ษยาหาทางกลันแกล้ง เป็ นการแสดงนําใจนักกีฬา ทําให้ผนอยเกิดความนิยมนับถือ ยึดเอาเป็ นทีพึง ู้ ้ ๔. อุเบกขา ได้แก่ ความมีใจเป็ นกลาง คือทํางานโดยปราศจากอคติ วางตัวเป็ นกลาง ไม่เอน เอียงเข้าข้างใดข้างหนึง ในเมือจะต้องให้ความยุติธรรมแก่ผอืน ไม่ลาเอียงเข้าข้างเพราะรัก ชัง หลง ู้ ํ หรื อกลัว เป็ นต้น เมือผูหลักผูใหญ่ตงอยู่ในอุเบกขา มีความยุติธรรม เทียงธรรมและให้ความเป็ น ้ ้ ั ธรรมแก่ ผูอืนได้ ก็ จ ะบัน ดาลให้ผูน้อยตังใจปฏิบัติ หน้าที ของตน เพราะมีค วามเชื อว่ าเมือทําดี ้ ้ ผูใหญ่ก็ตองให้ได้ดี ใครทําชัวก็ตองให้ได้รับโทษแห่ งความชัว และทีสําคัญตัวท่านผูใหญ่เองก็จก ้ ้ ้ ้ ั ไม่กระวนกระวายหรื อร้อนใจ เมือทําอะไรไม่ได้อย่างใจ โดยมีอุบายเอาใจของตนเข้าอยู่ในอุเบกขา เสีย ทุกข์ กไม่มี ภัยก็ไม่มา ปัญหาก็ไม่เกิด นี เพราะจิตใจมีความละเมียดละไม ไม่โหดร้ายทารุ ณ จน ็ ถูกสาปแช่ง เกลียดชังจากสังคม จะเห็นได้ว่า หลักคุณธรรม คือ อวิหิงสาและพรหมวิหารทีกล่าวมาข้างต้น เป็ นหลักธรรมที เหมาะสมยิงสําหรับมนุษย์ในฐานะเป็ นสัตว์สงคมทีจําเป็ นต้องอยูรวมกันเป็ นหมู่คณะ ยิงผูมีอานาจ ั ่ ้ ํ หน้าทีในการปกครองคนด้วยแล้ว ก็ยิงจําเป็ นต้องใช้หลักธรรมเหล่านี มาโชลมจิตใจให้ชุ่มชืนอยู่ ตลอดเวลา เพราะการครองอํานาจอย่างใดอย่างหนึ ง ถ้าไม่ยึดหลักอวิหิงสาและพรหมวิหารธรรม ๓๓ พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺ มวฑฺฒโน), มุทิตานุสรณ์ พระครูวิวิธธรรมโกศล (กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๓๕๖.
  • 20.
    ๒๐ แล้ว จะทําให้ผครองอํานาจนันเผลอตัว เผลอใจเมายศ เมาอํานาจวาสนาบารมี แล้วจะทําให้เกิดอคติ ู้ ขึนในใจโดยไม่รู้ตว และเมือมีอคติเกิดขึนแล้วก็หาทางข่มเหง รังแก ทําลาย ล้างผลาญผูทีตนมีอคติ ั ้ ด้วยให้ได้รับความเสื อมเสี ยไม่ทางใดก็ทางหนึ ง ฉะนัน หลักธรรมทังสองจึงเป็ นเครื องยึดเหนี ยว จิตใจของคนเราให้ห่างไกลจากอคติธรรมทังปวง เปรียบเทียบอุปสรรคระหว่างฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท แนวความคิดเรื องอุปสรรคสิ งขัดขวางทางปฏิบติเพือไม่ให้มนุ ษย์เข้าถึงความจริ งระหว่าง ั ฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท ค่อนข้างจะมีความเห็นสอดคล้องกันตรงทีทังสองทัศนะ ต่างก็มองว่า “เทวรู ป” และหรื อ “อคติ” คือตัวการบันทอนทําลายสมรรถภาพการพัฒนาปัญญาและ จิตใจของมนุษย์ให้ตกตําอย่างแท้จริ ง ซึงทัศนะทังสองนี สามารถเปรี ยบเทียบความเหมือนกันและ ต่างกันได้ ดังนี ฟรานซิส เบคอน : มองว่า อุปสรรคสิ งขัดขวางความเจริ ญก้าวหน้าทางปั ญญาของสังคม มนุษย์ จนทําให้มนุษย์เกิดอคติหรื อลําเอียงขึ นในใจ แล้วสร้างเกาะกําบังเป็ นกําแพงกันไม่ให้แสง สว่างคือปัญญาผ่านพ้นเข้าไปชําระจิตใจให้ขาวสะอาดได้ เกาะกําบังปั ญญาทีว่านี เบคอน เรี ยกว่า “เทวรู ป” ซึงเทวรู ปนี ได้เป็ นสนิ มกัดกร่ อนปิ ดบังปั ญญาของมนุ ษย์ไว้ ทําให้มนุ ษย์ไม่สามารถจะ เข้าถึงภาวะแห่งความเป็ นจริ งในแต่ละสิงได้ เบคอนได้พดถึงอุปสรรคไว้ ๔ ชนิด ซึงแต่ละชนิดล้วน ู ทําให้มนุษย์ติดอยูในภวังค์แห่งความมืดมิดในการค้นคว้าหาความจริ งทางวิทยาศาสตร์ และปรัชญา ่ อย่างเช่น เทวรู ปคือตระกูล ก็เป็ นสิ งทําให้มนุ ษ ย์ติดอยู่กบความเชือถือเก่าๆ ตามเผ่าพันธุ์ของตน ั เทวรู ปคือถํา ก็เป็ นสิ งทีทําให้มนุ ษย์หลงงมงายติดอยู่กบความคิดแคบๆ เดิมๆ ของตน เหมือนกับ ั มนุ ษ ย์ถา (กบในกะลา) ไม่ย อมรั บความแปลกใหม่น อกเหนื อจากสิ งทีปรากฏอยู่ในถําเท่ านัน ํ เทวรู ปคื อตลาดนัด ก็ เป็ นสิ งที ทําให้มนุ ษ ย์ข ัด แย้งกัน ในเรื องของการใช้ภ าษา ทังๆ ที บางสิ งมี ความหมายอย่างเดียวกัน แต่ดวยอํานาจการใช้ภาษาต่างกันจึงทําให้มีการตีความต่างกันไปด้วย ส่วน ้ เทวรู ปคือโรงละครนัน ก็เป็ นสิงทีทําให้มนุษย์หลงติดอยูในม่านแห่งประเพณี วฒนธรรม ซึงเป็ นสิ ง ่ ั ทีอยูเ่ บืองหลังการแสดงบทบาทของมนุษย์ ฟรานซิส เบคอน เห็นว่า เทวรู ปทังสีนี เป็ นอุปสรรคอย่างร้ายกาจต่อการแสวงหาความจริ ง ของมนุษย์ และการทีจะทําลายอุปสรรคเหล่านี ได้ ต้องอาศัยปัญญาหรื อคุณธรรมในการกวาดชําระ เทวรู ปทังสีนีให้ออกไปจากจิตใจของมนุ ษย์ให้ได้ เพราะปั ญญาขันรู้แจ้งตามความเป็ นจริ งเท่านัน จึงจะสามารถกวาดล้างเทวรู ปทังสี นี ได้ และเมือใดทีมนุ ษย์สามารถทําได้ เมือนันมนุ ษย์ก็สามารถ เข้าถึงสัจธรรมในแต่ละอย่างได้เช่นเดียวกัน เพราะสัจธรรมคือความจริ งมีมาตรการวัดทีแน่ นอน ตายตัวอยูเ่ สมอ เพียงแต่มนุษย์จะสามารถค้นหาวิธีขจัดเทวรู ปเหล่านี ได้แค่ไหนเท่านันเอง พุทธปรัชญาเถรวาท : มีความเห็นสอดคล้องกันว่า อุปสรรคทีแท้จริ งในการขัดขวางการ ปฏิบติหน้าทีเพือบรรลุเป้ าหมายของภาระงานตลอดทังการแสวงหาความจริ งในแต่ละอย่างนันก็คือ ั
  • 21.
    ๒๑ “อคติ” ซึงอคติหรื อความลําเอียงนีเป็ นสิ งทีเกาะกุมจิตใจ และมีอิทธิพลโน้มน้าวให้มนุ ษย์ตดสิ นใจ ั กระทําผิดพลาดนอกเหนือไปจากความเป็ นจริ ง และเมืออคติเกิดขึนในจิตใจของผูใดแล้ว ก็จะทําให้ ้ ผูนนสามารถทําลายและบิดเบือนความยุติธรรมได้โดยไม่คานึ งถึงความถูกต้องชัวดีแต่ประการใด ้ ั ํ อย่างเช่น ฉันทาคติ ก็เป็ นความลําเอียงทียึดเอาความรักความชอบมาเป็ นอารมณ์ โทสาคติ ก็เป็ น ความลําเอียงทียึดเอาความโกรธ เกลียด อาฆาตพยาบาทมาเป็ นอารมณ์ โมหาคติ ก็เป็ นความลําเอียง ทียึดเอาความหลงเขลาเบาปัญญามาเป็ นอารมณ์ ส่วนภยาคติ ก็เป็ นความลําเอียงทียึดเอาความขลาด กลัวมาเป็ นอารมณ์ ซึงอารมณ์แห่งอคติธรรมเหล่านี จะปิ ดกันปัญญาไม่ให้มนุษย์กล้ากระทําในสิงที ถูกต้องชอบธรรม ทําให้เหินห่างจากคุณงามความดีทีมนุษย์พึงจะได้รับ พุทธปรัชญาเถรวาท เห็นว่า อคติทงสี ประการนี เป็ นอันตรายอย่างร้ ายแรงต่อการพัฒนา ั จิตใจของมนุ ษ ย์ และทําให้มนุ ษย์ข าดโอกาสในการสร้ างสรรสิ งทีดี งามให้แก่ ตนเองและสังคม แม้ว่าอคติจะเกิดขึนได้กบมนุษย์ปุถุชนทุกคน แต่ก็สามารถพัฒนาจิตใจให้สูงขึนด้วยหลักคุณธรรม ั มีพรหมวิหารธรรม เป็ นต้น ทังนีเพือต้องการให้มนุษย์รู้จกยับยังจิตใจ มีสติควบคุมไม่ให้เผลอหรื อ ั ตกเป็ นทาสของโลกธรรม อันจะนําไปสู่เหตุแห่งความลําเอียง เพือบิดเบือนความยุติธรรมหรื อความ ถูกต้องชอบธรรมภายในจิตใจของมนุษย์ได้ ฉะนัน คุณธรรมจึงเป็ นสิงเดียวในพุทธปรัชญาเถรวาท ทีสามารถยับยังหรื อลดความมีอคติในจิตใจของมนุ ษย์ลงได้ และเป็ นสิ งเดียวทีคอยยกจิตใจของ มนุษย์ให้สูงขึนเหนืออคติธรรม อุปสรรคตามทัศนะของฟรานซิส เบคอน และพุทธปรัชญาเถรวาท ถึงแม้จะมีความเห็ น สอดคล้องกันในฐานะเป็ นสิ งขัดขวางการค้นหาความจริ งของมนุษย์เหมือนกัน แต่ก็มีความต่างกัน ในเรื องของความจริ งทีแสวงหานัน ดังมีรายละเอียดโดยสังเขปต่อไปนี ฟรานซิ ส เบคอน : เป็ นนักปรัชญาประเภทสสารนิ ย ม จึ งพยายามค้นหาความจริ งตาม แนวทางวิทยาศาสตร์เท่านัน เขาเห็นว่า อุปสรรคทีแท้จริ งในการขัดขวางการแสวงหาความจริ งตาม วิธีทางวิทยาศาสตร์นน คือระบบความคิดทีคับแคบและมืดมัวของนักคิดในสมัยกลาง เพราะนักคิด ั ในสมัยนันเป็ นนักบุญเสียส่วนมาก และนักบุญเหล่านี พยายามแสวงหาสัจธรรมตามความเชือของ ตนทีได้ยนได้ฟังสืบต่อกันมา (โดยเฉพาะในเรื องของพระเจ้า) ความรู้หรื อความเชือทีสอนสื บต่อ ิ กันมา ไม่สามารถจะพิสูจน์ ความจริ งตามแนวทางวิทยาศาสตร์ ได้ ฉะนันความจริ งตามแนวทาง วิทยาศาสตร์ จึงเป็ นความจริ งขันสูงสุ ดทีมนุ ษย์ควรแสวงหา และจะเข้าถึงความจริ งขันนี ได้ ต้อง ขจัด สิ งกี ดขวางคื อเทวรู ปทังสี ให้ออกไปจากจิต ใจให้ได้ก่ อน จึ งจะสามารถเข้าถึงความรู้อย่าง แท้จริ งได้ พุทธปรัชญาเถรวาท : จะเน้นการแสวงหาความจริ งด้านจิตใจหรื อนามธรรมเป็ นส่ วนใหญ่ ซึงต่างจากฟรานซิส เบคอนทีพยายามค้นหาความจริ งด้านสสารหรื อวัตถุเท่านัน ความจริ งทีมนุ ษย์ ควรแสวงหาตามทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาทนันคือ “คุณธรรม” มนุ ษย์ยิงเข้าถึงคุณธรรมมาก เท่าใด ก็ยงมีจิตใจสูงส่งมากเท่านัน อุปสรรคการเข้าถึงคุณธรรมของมนุ ษย์นันก็คืออคติ ซึงเป็ นตัว ิ
  • 22.
    ๒๒ ทําลายความเจริ ญก้าวหน้าทางจิตใจของมนุษย์ ฉะนันการทําลายหรื อชําระกวาดล้างอคติให้ออกไป จากจิตใจได้มากเท่าใด ก็ยงทําให้มนุษย์ปราศจากอุปสรรคได้มากเท่านัน ิ ความสรุป การศึกษาเปรี ยบเทียบแนวความคิด เรื อง “อุปสรรค : สิ งขัดขวางปัญญามนุษย์” ตามทัศนะ ของฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท เป็ นการศึกษาเปรี ยบเทียบสิ งทีเป็ นอุปสรรคขัดขวาง ไม่ให้มนุษย์เข้าถึงสัจธรรม ซึงทังสองทัศนะต่างก็มองว่า อุปสรรคเป็ นตัวลิดรอนปั ญญาและจิตใจ ของมนุษย์ให้ขุ่นมัวและสับสน จนไม่สามารถจะค้นพบแสงสว่างคือปั ญญาได้ และเมือปั ญญาหรื อ จิตใจตกอยูในภาวะขุ่นมัวดังกล่าว ก็แสดงว่า มนุ ษย์กาลังผจญกับอุปสรรคอย่างใดอย่างหนึ ง ซึง ่ ํ อุปสรรคทีว่านี เบคอน เรี ยกว่า “เทวรู ป” และพุทธปรัชญาเถรวาท เรี ยกว่า “อคติ” ทังเทวรู ปและ อคตินีมี ๔ ชนิดเท่ากัน และทําหน้าทีเหมือนกันคือพยายามขัดขวางป้ องกันไม่ให้มนุ ษย์แสวงหาสิ ง แท้จริ งได้ ฟรานซิส เบคอนกับพุทธปรัชญาเถรวาท จะเน้นการแสวงหาความจริ งคนละอย่าง กล่าวคือ เบคอน จะเน้นการแสวงหาความจริ งทางด้านวิทศาสตร์ ซึงเป็ นส่ วนของสสารหรื อวัตถุ ส่ วนพุทธ ปรัชญาเถรวาทจะเน้นการแสวงหาความจริ งด้านนามธรรม ซึงเป็ นส่ วนของคุณธรรมเพือพัฒนา จิตใจของมนุษย์ให้เจริ ญหรื อให้สูงขึนเรื อยๆ จะอย่างไรก็ตามในโลกปัจจุบนความจริ งทังสองอย่าง ั คือด้านวิทยาศาสตร์และคุณธรรมถือว่ามีความสําคัญเท่าๆ กัน มนุษย์จะขาดสิ งใดสิ งหนึงไม่ได้ และ จะต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน การทีมนุษย์จะเข้าถึงสัจธรรมทังสองอย่างได้นน ต้องพยายามปัดกวาด ั อุปสรรคทีฝังลึกอยูในจิตใจออกให้ได้ ซึงวิธีการขจัดอุปสรรคเหล่านี ให้ออกไปจากจิตใจให้ได้นัน ่ จะต้องใช้หลักคุณธรรมเหมือนกัน คือความอ่อนน้อมถ่อมตัวเพือน้อมรับเอาความจริ งจากทีต่างๆ กัน โดยละทิงความทรนงเย่อหยิงจองหอง และความเชือถือทีไร้เหตุผล อย่างเช่น วิธีการแสวงหา ความรู้ของโสคราตีส เป็ นต้น นอกจากนี ยังต้องใช้หลักคุณธรรมเพือเป็ นภูมิป้องกันไม่ให้มนุษย์ตก เป็ นทาสของอคติ แล้วนําอคตินนมาเบียดเบียนมนุษย์ดวยกันเอง ั ้ อุปสรรคถึงแม้ว่าจะเป็ นสิ งบันทอนหรื อลิดรอนปั ญญาหรื อจิตใจของมนุ ษย์ดงกล่าว แต่ั ในทางพระพุทธศาสนากลับมองว่า อุปสรรคทังปวงเป็ นสิงทีจะทําให้มนุ ษย์รู้จกแก้ปัญหาชีวิตเป็ น ั อีกทังทําให้การมองเส้นทางทีจะมุ่งไปสู่จุดหมายนันมีสีสนและมีชีวิตชีวา ฉะนัน อุปสรรคทุกอย่าง ั ถ้ารู้จกมองในด้านบวก ก็เป็ นสิ งทีทําให้มนุษย์เรี ยนรู้ชีวิตยิงขึน ทังเพือยกเอาสิงกีดขวางทางชีวิตให้ ั พ้นไป อย่างเช่นการเอาชนะอุปสรรคของลาแก่ในเรื องข้างล่างนี เป็ นคติสอนใจ กาลครังหนึงนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึงเลียงลาไว้ตวหนึ งซึงแก่มากแล้ว วันหนึ งชาวนา ั ได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก ด้วยความโง่เขลาของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่ งหนึ ง มันร้อง ครวญครางเป็ นเวลาหลายเพลา ชาวนาเองก็ พยายามใคร่ ค รวญหาวิ ธีทีจะช่ วยมันขึ นมา ในทีสุ ด
  • 23.
    ๒๓ ชาวนาหวนคิดขึ นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่ เกิน ไปแล้ว อีกอย่างบ่อนี ก็ต ้องกลบ ไม่คุมทีจะช่ว ยเจ้าลา ้ ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพือมาช่วยกลบบ่อ ทุกคนใช้พลัวตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั งแรกเมือดิ นไปถูกหลังลามันตกใจ และรู้ชะตา กรรมของตนทันที มันร้องโหยหวนทันที สักพักหนึ งทุกคนก็แปลกใจทีเจ้าลาเงียบไป หลังจากที ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สักสองสามพลัวก็เหลือบมองลงไปในบ่อก็พบกับความประหลาดใจ ทีว่า ทุกครังทีทุกคนสาดดินไปถูกหลังลามันจะสะบัดดินออกจากหลัง แล้วก้าวขึนไปเหยียบบนดิน เหล่านัน ยิงทุกคนพยายามเร่ งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไร มันก็กาวขึ นมาได้เร็ วมากยิงขึ น ในไม่ ้ ช้ า ทุ กคนต่ า งประหลาดใจที เจ้ า ลาในที สุ ดก็ ส ามารถหลุ ด พ้น จากปากบ่ อดั ง กล่ า วได้ เรื องนี สอนให้รู้ว่า “ชีวตนีมีอุปสรรคต่ างๆ ทีถาโถมเข้ ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินทีสาด ิ เข้ ามาหาเรา จงอย่าท้ อถอยและยอมแพ้จงแก้ไขมัน เพือทีเราจะได้ เหยียบมันเพือทีจะก้ าวสู งขึนไป เรือยๆ เปรียบเสมือนลาแก่ทีหลุดพ้นจากบ่ อได้ ฉันใดฉันนัน” บรรณานุกรม เดือน คําดี, ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่. กรุ งเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๕. ธรรมปิ ฎก,พระ. (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุ งเทพฯ : มหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. ธรรมโกศาจารย์,พระ. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ปรัชญากรีกบ่ อเกิดภูมปัญญาตะวันตก. กรุ งเทพ ฯ : ิ ศยาม, ๒๕๕๐. บุญมี แทนแก้ว, ปรัชญาตะวันตก (สมัยใหม่). กรุ งเทพ ฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๖. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. กรุ งเทพ ฯ : อักษรเจริ ญ ทัศน์, ๒๕๓๙. ราชวรมุนี,พระ. (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), ปรัชญากรีกบ่ อเกิดภูมปัญญาตะวันตก. กรุ งเทพ ฯ : ิ ศยาม, ๒๕๔๐. วิวิธธรรมโกศล,พระครู . (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน), มุทิตานุสรณ์ พระครู ววธธรรมโกศล. กรุ งเทพ ฯ : ิิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุ งเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. สุจิตรา อ่อนค้อม, ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุ งเทพ ฯ : สํานักพิมพ์ดวงแก้ว, ๒๕๔๕. อดิศกดิ ทองบุญ, ปรัชญาอินเดียร่ วมสมัย. กรุ งเทพ ฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๒. ั http://www.women.sanook.com/work/www. http://www. Agolico.com/board/showth read.php