หลักธรรมทางศาสนาพุทธ
        ธรรมมีอุปการมาก 2 อยาง
1.สติ คือความระลึกได หมายความวาระลึก
       ไดขณะพูด ขณะคิด ขณะทํา
2. สัมปชัญญะ คือความรูตัว หมายความวา
       รูตัวขณะพูด ขณะคิด ขณะทํา
ธรรมที่คุมครองโลก 2 อยาง( เทวธรรม )
 1.หิริ คือความละอาแกใจ หมายความ
        วาละอายตอบาป ละอายตอสิ่งที่
        ที่ทําความชั่ว
2. โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวตอบาป
       ที่ตัวเองไดทํา
ธรรมอันธรรมใหงาม 2 อยาง
1.ขันติ คือความอดทน อดทนตอความ
        ลําบาก อดทนตอความไมสบายใจ
2. โสรัจจะ คือความเสงียม ความเจียมตัว
                      ่
ไตรลักษณ ( สามัญลักษณ )
 1.อนิจตา(อนิจจัง) คือความไมเที่ยง
2. ทุกขตา(ทุกขัง) คือความเปนทุกข
 3. อนัตตตา(อนัตตา) คือความไมมี
                   ตัวตน
บุตรมี 3 ประเภท
1. อวชาตบุตร คือบุตรที่ดวยกวาบิดามารดา
 2. อนุชาตบุตร คือบุตรที่มีความเสมอบิดา
               มารดา
 3. อภิชาตบุตร คือบุตรที่ดีกวาบิดามารดา
สมาธิ 3
   1.ขณิกสมาธิ คือสมาธิชั่วขณะ
  2. อุปจารสมาธิ คือสมาธิเฉียด ๆ
3. อัปปนาสมาธิ คือสมาธิแนวแนที่
    เขาฌานสมาบัติคือบรรลุธรรม
ปญญา 3
1. สุตมยปญญา คือปญญาเกิดจากการฟง
2. จินตามยปญญา คือปญญาเกิดจาก
    ความคิด คือคิดกอนทําคิดกอนพูด
3. ภาวนามยปญญา คือปญญาเกิดจากการ
            บรมการฝกสมาธิ
สุตมยปญญา มี 2 ดับ
           ตมย
1.ระดับธรรมดา ไดแกการศึกษาเลาเรียน
  เชน การพูด การฟง การอาน การเขียน
 ผูเรียนจะตองมีความสนใจและความตั้งใจ
  เรียนตาสมควร
2. ระดับสูง
เปนการศึกษาระดับสูงไดแก พหูสูต
หรือนักปราชญ มี 5 ประการไดแก
สุตา ตั้งใจ 2. ธตา จําได 3.วจสา ปริจตา
    ทองไดหรือพูดใหผูอนฟงได
                         ื่
4.มนสานุเปกขิตา 5.ทิฏฐิยา สุปฏิวิทยา
2. จินตามยปญญา มี 2 ระดับ
1.ระดับธรรมดา หมายถึงการนํารูที่
กระจัดกระจายอยูมาจัดใหเปนระบบ มี
  ความสัมพันธกันเรื่อง ๆ ไป
2. ระดับสูง มีดังนี้
1.กาจัดโดยปริมาณ คือความมากนอย
  จํานวนหรือขนาด
2.การจัดโดยคุณภาพ คือดีเยี่ยม ดีมาก ดี
  ปานกลาง
3.การจัดโดยกาลเวลาเปนยุค สมัย ศตวรรษ
2. ระดับสูง (ตอ)
4.การจัดโดยสถานที่ ไดแก ทวีป ภูมภาค
                                  ิ
  ประเทศ จังหวัด อําเภอ ตําบล หมูบาน
5.การจัดตามเหตุผล วาอะไรเปนเหตุ
  อะไรเปนผล
3. ภาวนามยปญญามี 2 ระดับ
1. ระดับธรรมดา หมายถึง การลงมือ
  ปฏิบัติดวยตนเอง เมือไดศึกษาทฤษฎี
                       ่
   ก็ศึกษาภาคปฏิบัติตอไป เชน การทดลอง
   วิทยาศาสตร เปนตน
2. ระรับสูง
คือปญญาที่เกิดจากการเจริญสมาธิ เรียกวา
วิปสสนาปญญา เปนปญญาที่รูแจงเห็นจริง
และสามารถกําจัดกิเลสใหนอยลงหรือหมด
  สิ้นไปได
ไตรสิกขา 3
1.สีลสิกขา คือการปฏิบัติรักษาศีลดวย
              กาย วาจา ใจ
2. จิตตสิกขา คือการปฏิบัติในทางสมาธิให
              เกิดขึ้นกับตนเอง
 3. ปญญาสิกขา คือการปฏิบัติกรรมฐานให
               บรรลุถึงปญญา
ทุจริต 3 อยาง
1. กายทุจริต ประพฤติชั่วดวยกาย
2. วจีทุจริต ประพฤติชั่วดวยวาจา
3. มโนทุจริต ประพฤติชั่วดวยใจ
สุจริต 3 อยาง
1. กายสุจริต ประพฤติชอบดวยกาย
2. วจีสุตจริต ประพฤติชอบดวยวาจา
3. มโนสุจริต ประพฤติชอบดวยใจ
ไตรลักษณ 3 อยาง
1. อนิจจตา ความเปนของไมเทียง
2. ทุกตา ความเปนทุกข
3. อนัตตตา ความเปนของไมใชตน
บุญกิริยาวัตถุ 3
1.ทานมัย บุญสําเร็จดวยการบริจาคทาน
2.สีลมัย บุญสําเร็จดวยการรักษาศีล
3.ภาวนามัย บุญสําเร็จดวยการเจริญภาวนา
บุญกิริยาวัตถุ 3
  บุญ คือ ความดี
  กิริยา คือ การกระทํา
  วัตถุ คือ ที่ตั้ง รวมแลว
หมายความวาที่ตั้งแหงการทําความดี
หัวใจโอวาทปาฏิโมกข 3
                          โมกข
1.สัพพปาปสสะ อะกะระณัง
    เวนจากการทําชั่วทั้งปวง
2.กุลสสูปสัมปทา ทําแตความดี
     ั
3.สจิตตปริโยทปทัง ทําจิตใจใหบริสุทธิ์
อบายมุข (หนทางแหงความเสือม)
                          ่
            อบายมุข 4
      1.เปนนักเลงผูหญิง
      2.เปนนักเลงสุรา
      3.เปนนักเลงการพนัน
      4.คบคนชั่วเปนมิตร
อบายมุข 6
1.ดื่มน้ําเมา
2.เที่ยวกลางคืน
3.เที่ยวดูการละเลน
4.เลนการพนัน
5.คบคนชั่วเปนมิตร
6.เกียจครานทําการงาน
อิทธิบาท 4
1.   ฉันทะ คือความพอใจรักใครในสิงนั้น
                                   ่
2.   วิริยะ คือความขยันหมั่นเพียร
3.   จิตตะ คือการเอาใจฝกใฝในสิ่งนั้น
4.   วิมังสา คือการหมั่นตริตรองพิจาณา
              เหตุผลในสิ่งที่ทํา
พรหมวิหาร 4
1. เมตตา คือความปรารถนาใหผูอนเปนสุข
                                ื่
2. กรุณา คือคิดจะชวยใหผูอนใหพนทุกข
                            ื่       
3. มุทิตา คือความพลอยยินดีเมื่อผูอื่นไดดี
                                   
4. อุเบกขา คือความวางเฉยไมดีใจไมเสียใจ
อริยสัจ 4

1. ทุกข คือความไมสบายกายไมสบายใจ
          เรียกวาทุกข
2. สมุทัย คือเหตุใหเกิดความทุกข
3. นิโรธ คือความดับทุกข
4. มรรค คือหนทางในการปฏิบัติใหถึง
                   ั     
อริยสัจจะ 4
     ทุกข แบงออกเปน 2 ประเภท
1.ทุกขประจํา มี 3 ประการ ความเกิด
               ความแก ความตาย
หัวใจนักปราชญ 4 ประการ
1.   สุ = สุตะ คือการฟง
2.   จิ = จิตนา คือความคิด
3.   ปุ = ปุจฉา คือคําถาม
4.   ลิ = ลิขิต คือขีดเขียนจดบันทึก
เบญจศีล 5 ประการ
1.   เวนจากการฆาสัตว
2.   เวนจากการลักขโมย
3.   เวนจากประพฤติในกาม
4.   เวนจากการพูดเท็จ
5.   เวนจากการดื่นสุรา
เบญจธรรม 5 ประการ
1.เมตตากรุณา ตอสัตวและมนุษยดวยกัน
2.สัมมาอาชีวะ การเลียงชีพชอบ
                    ้
3.กามสังวร ใหเดินสายกลาง
4.สัจจะ      พูดแตความจริง
5.สติสัมปชัญญะ ควรระลึกอยูเ สมอ
คุณสมบัติกลยาณมิตรธรรมมี 7 ประการ
           ั
1. ปโย หรือ ปยะ นารัก เปนกันเอง
2. ครุ       นาเคารพ
3. ภาวนิโย มีความรูจริง
4. วัตตา รูจักชี้แจงใหเขาใจ
5. วจนักขโม อดทนที่จะรับฟง
กัลยาณมิตรธรรม 7 ประการ (ตอ)
6. คัมภีรัญจะ กะถัง กัตตา
       แถลงเรื่องล้ําลึกได
7. โน จัฏฐาเน นิโยชะเย
      ไมชักจูงไปทางเสือมเสีย
                        ่
อปริหานิยาธรรม 7 ( ฝายอาณาจักร)
1.หมั่นประชุมกันเนื่องนิตย
2.เมือประชุมกันก็พรอมเพรียงกันประชุม
     ่
  เมือเลิกก็พรอมกันเลิก
       ่
3.ไมบัญญัติขอทีพระพุทธเจาไมบัญญัติ
                 ่
4.ทานเหลาใดเปนใหญประธานในที่ประชุม
อปริหานิยาธรรม 7 (ตอ)
5.ไมลแกอานาจแกความอยากที่เกิดขึ้น
      ุ ํ
6.ยินดีในเสนาสนะของตนเอง
7.จัดใหความอารักขาคุมครองปองกัน
2. ทุกขจรมี 8 ประการ (ตอ)
1.ความโศก ไดแก ความเศราใจ
2.ความพิไรรําพัน ไดแก ความคร่ําครวญ
3.ความทุกขทางกาย ไดแก ความเจ็บไข
4.ความโทมนัส ไดแก ความไมสบายใจ
5.ความคับแคนใจ ไดแก ความตรอมใจ
2.ทุกขจร (ตอ)
6. ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ
7.ความประสบกับสิ่งที่ไมรักไมชอบใจ
8. ความปรารถนาสิ่งใดแลวไมไดสิ่งนั้น
2.สมุทัย มี 3 ประการ
1.กามตัณหา คือความยากในกาม
2.ภวตัณหา คืออยากเปนนั้นอยากเปนนี้
3.วิภวตัณหา คือความทะยานอยากใน
   ในความไมเปน
3.นิโรธ
นิโรธ หรือ ทุกขนิโรธ แปลวา ความ
 ดับทุกขหมายความวากับดับกิเลส
 หมายเหตุ ทุกข-นิโรธ เปน ผล
 สมุทัย-มรรค เปน เหตุ
อคติ 4 คือการลําเอียง
1.ฉันทาคติ   คือลําเอียงเพราะรักใคร
2.โทสาคติ    คือลําเอียงเพราะไมชอบ
3.โมหาคติ    คือลําเอียงเขลา
4.ภยาคติ     คือลําเอียงเพราะกลัว
คุณธรรมที่ทําใหมนุษยเจริญรุงเรือง
1.สัปปุริสูปสังเสวะ คือกระทําชอบทั้งกายวาจาใจ
2.สัทธัมมัสสวนะ คือฟงคําสั่งสอนของทาน
3.โยนิโสมนสิการ คือพิจาณาตริตรองสิงดีและ่
                  ไมดี
4. ธัมมานุธมมปฏิบัติ คือประพฤติตามธรรมะ
            ั
สังคหวัตถุ 4
1.ทาน การใหปนสิ่งของแกคนที่ควรใหปน
2.ปยวาจา การเจรจาที่ออนหวาน
                      
3.อัตถจิยา ประพฤติสิ่งที่เปนประโยชนแก
           ผูอน
               ื่
4.สมานัตตา การที่เปนคนเสมอตนเสมอ
    ปลาย
ธรรมของฆราวาส มี 4 ประการ
1.สัจจะ ซื่อสัตยตอกัน
2.ทมะ รูจักขมจิตองตัวเอง
3.ขันติ ความอดทน
4.จาคะ สละใหปนสิ่งของแกคนที่ควรใหปน
คนเราประกอบดวยธาตุ 4
 1.ปฐวีธาตุ คือธาตุดิน
 2.อาโปธาตุ คือธาตุน้ํา
 3.เตโชธาตุ คือธาตุไฟ
 4.วาโยธาตุ คือธาตุลม
ธาตุ 6
1.ปฐวีธาตุ คือธาตุดิน
2.อาโปธาตุ คือธาตุน้ํา
3.เตโชธาตุ คือธาตุไฟ
4.วาโยธาตุ คือธาตุลม
5.อากาศธาตุ คือชองวางที่มีในกาย
6.วิญญาณธาตุ คือความรูอะไรได
คนเราประกอบดวยขันธ 5
1.รูป ประกอบดวย ดิน น้ํา ไฟ ลม
2.เวทนา ประกอบดวย ไมสุข ไมทุกข
3.สัญญา ประกอบดวย จํารูป จําเสียง จํากลิ่น
         จํารส เรียกวาสัญญาคือความจํา
4.สังขาร คือการเปลี่ยนแปลงของรางกาย
5.วิญญาณ ความรูทางอารมณที่มากระทบ
อนันตริยกรรมหนัก 5 ประการ
1.มาตาฆาต คือ ฆามารดา
2.ปตุฆาต     คือ ฆาบิดา
3.อรหันตฆาต คือ ฆาพระอรหันต
4.โลหิตุปบาท คือทํารายพระพุทธเจายัง
            โลหิตใหหอ
                     
5.สังฆเภท คือทําใหพระสงฆแตกแยกกัน
คุณสมบัติของอุบาสก 5 ประการ
1.ประกอบดวยศรัทธา
2.มีศีลบริสุทธิ์
3.ไมถือมงคลตื่นขาวคือเชื่อกรรมไมเชื่อมงคล
4.ไมแสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา
5.บําเพ็ญบุญแตในพุทธศาสนา
ธรรมของการสื่อสาร( อายตนะภายใน 6 )

1.จักษุ = ตา     2.โสตะ = หู
3.ฆานะ = จมูก   4. ชิวหา = ลิน
                             ้
5.กายะ = กาย    6.มโน = ใจ
ทิศ 6
1.   ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหนา คือบิดามารดา
2.   ทักขิณาทิส ทิศเบื้องขวา คืออาจารย
3.   ปจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง คือบุตรภรรยา
4.   อุตตรทิส ทิศเบื้องซาย คือมิตรสหาย
5.   เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องต่ํา คือบาวคนรับใช
6.   อุปริมทิส ทิศเบื้องบน คือสมณะพราหมณ
สัปปุริสธรรม 7 ( ธรรมของคนดี)
        ริ
1.ธัมมัญุตา คือการรูจักเหตุ
2.อัตถัญุตา คือการรูจักผล
3.อัตตัญุตา คือการรูจักตน
4.มัตตัญุตา คือการรูจักประมาณ
5.กาลัญุตา คือการรูจักกาลเวลา
สัปปุริสธรรม 7 ประการ
            ริ
6. ปริสัญุตา คือการรูจักชุมชน
7. ปุคคลปโรปรัญุตา คือการรูเลือกคบคน
อริยทรัพย 7 ประการ
1.ศรัทธา คือเชือสิ่งที่ควรเชือ
               ่             ่
2.ศีล คือการรักษา กายวาใจใหเรียบรอย
3.หิริ คือความละอายตอบาปที่ทํา
4.โอตตัปปะ คือกลัวตอผลบาปทีทํา
5.พาหุสัจจะ คือผูไดฟงมามาก
                        
อริยทรัพย 7 ประการ ( ตอ )
6.จาคะ คือ การเสียสละการใหปน
7.ปญญา คือความรอบรู
เวสารัชชกรณธรรม (ธรรมคนเกลาหาญ)
 1.ศรัทธา คือเชือสิ่งที่ควรเชือ
                ่             ่
 2.ศีล คือมีความประพฤติที่ดีงาม
 3.พาหุสัจจะ คือไดศึกษามามาก
 4.วิริยารัมภะ คือความเพียรอยางจริงจัง
 5.ปญญา คือความรอบรู
มรรค 8 ประการ(ทางสายกลาง)
1.สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นชอบ
2.สัมมาสังกัปปะ คือความดําริชอบ
3.สัมมาวาจา คือการพูดชอบ
4.สัมมากัมมันตะ คือการกระทําชอบ
5.สัมมาอาชีวะ คือการเลียงชีพชอบ
                       ้
มรรค 8 ประการ
6.สัมมาวายามะ คือความพยามยามชอบ
7.สัมมาสติ    คือความระลึกชอบ
8.สัมมาสมาธิ คือการตั้งจิตมั่นชอบ
โลกธรรม 8
1.ลาภ          5.เสื่อมลาภ
2.ยศ           6.เสื่อมยศ
3.สรรเสริญ     7.นินทา
4.สุข          8.ทุกข
มรรค 8 สรุปเขาไตรสิกขา 3 ดังนี้
1.ศีล ไดแก เพียรชอบ ระลึกชอบ
                ตั้งใจชอบ
2.สมาธิ ไดแกวาจาชอบ การงานชอบ
         เลียงชีพชอบ
            ้
3. ปญญา ไดแก เห็นชอบ ดําริชอบ
สามีตามหลักพระพุทธศาสนา
1. วธกภัสดา สามีเหมือนเพชฌฆาต
2. โจรภัสดา สามีเหมือนโจร
3. อัยยภัสดา สามีเหมือนนาย
4. ปตาภัสดา สามีเหมือนพอ
5. ภาตาภัสดา สามีเหมือนพีชาย
                          ่
สามีตามกลักพระพุทธศาสนา
 6. สขาภัสดา สามีเหมือนเพือน
                          ่
7. ทาสภัสดา สามีเหมือนทาสเหมือน
             คนรับใช
ภริยาตามหลักพระพุทธศาสนา
1.วธกภริยา ภริยาเหมือนเพชฌฆาต
2.โจรีภริยา ภริยาเหมือนโจร
3.อัยยภริยา ภริยาเหมือนนาย
4.มาตาภริยา ภริยาเหมือนแม
5.ภคินีภริยา ภริยาเหมือนพีสาว
                          ่
ภริยาตามหลักพระพุทธศาสนา
6. สขีภริยยา ภริยาเหมือนเพือน
                           ่
7. ทาสีภริยา ภริยาเหมือนคนรับใช
             เหมือนกับทาส
ภริยา 7 (ตอ)
 ภัสดา แปลวา ผูเลี้ยงดู
คําวา ภริยา แปลวา ผูถูกเลี้ยงดู
หมายความวา ในอดีตสามีเปนผูเลี้ยงดู
ภริยาฝายเดียว
ญาติในทางศาสนามี 2 ประเภท
1.ญาติทางโลก แบงออกเปน 2 ประเภท
   1. ญาติโดยสายโลหิต มี 7 ชั้น
  1.ชันพอแมของปูยาตายายของเรา ไดแก
        ้
          ปูทวด ยาทวด ตาทวด ยายทวด
  2.ชันพอแมของพอแมของเรา ปู ยา ตา ยาย
      ้
ญาติโดสายโลหิต 7 (ตอ)
3.ชันพอแมของเรา ไดแก พอ แม ลุง ปา
      ้
            นา อา
4.ชันเดียวกับเรา ไดแก พี่ นอง ลูกพี่
    ้
           ลูกนอง
5. ชั้นลูกของเรา ไดแกลก หลาน
                        ู
ญาติโดยสายโลหิต 7 (ตอ)
6.ชันหลานของเรา ไดแก ลูกของลูก
    ้
7.ชันเหลนของเรา ไดแก ลูกของหลาน
      ้
ญาติโดยสายโลหิต 7 ประการ
2. ญาติโดยความใกลชิดคุนเคย หมายถึง
   เพือนสนิทสนมกับเราโดยตรง หรือกับ
      ่
  ญาติทางสายโลหิตของเรา
2. ญาติทางธรรมมี 4 ประการ
1.เปนญาติเพราะบวชใหเปนภิกษุ
2.เปนญาติเพราะบวชใหสามเณร
3.เปนญาติเพราะใหนิสัย
4.เปนญาติเพราะสอนธรรมะให
หลักกาลามสูตร (เกสปุตตสูตร 10 ประการ)
1.มา อนุสสเวนะ อยาปลงใจเชื่อเพียง
  เพราะไดฟงถอความตาม ๆ กันมา
           
2.มา ปรัมปรายะ อยาปลงใจเชือเพียง
                            ่
  เพราะมีการนับถือสืบตอกันมา
กาลามสูตร 10 ประการ (ตอ)
3.มา อิติกิรายะ อยาปลงใจเชือเพียง
                              ่
       เพราะขาวที่เลาลือกันมา
4.มา ปฎกสัมปทาเนนะ อยาปลงใจเชือ  ่
  เพียงเพราะอางตําราหรือคัมภีร
กาลามสูตร 10 ประการ (ตอ)
5. มา ตักกเหตุ อยาปลงใจเชื่อเพียง
  เพราะการคาดเดาหรือกาคาดคะเนเอา
6. มา นยเหตุ อยาปลงใจเชือเพียง
                         ่
             เพราะอนุมาน
กาลามสูตร 10 ประการ (ตอ)
7. มา อาการปริวัตักเกนะ อยาปลงใจ
  เชื่อเพียงเพราะโดยการตริตรองตาม
  แนวเหตุผล
8. มา ทิฏฐินิชฌานักขันติยา อยาเชื่อ
  ใจเพียงใชทฤษฎีและความคิดของตน
กาลามสูตร 10 ประการ (ตอ)
9.มา ภัพพรูปะตายะ อยาเชื่อใจเพียง
  มองเห็นบุคลิกที่นาเชื่อถือ
10.มา สมโณ ครูติ อยาเชือใจเพียง
                            ่
  เพราะนับถือวาทานสมณะเปนครู
อุปกิเลสมี 16 ประการ
1.อภิชฌาวิสมโลภะ คือละโมบ
    2.โทสะ คือ รายกาจ
         3.โกธะ คือ โกรธ
           4.อุปนาหะ คือผูกโกรธ
อุปกิเลสมี 16 ประการ
5.มักขะ คือ ลบหลูคุณทาน
6.ปลาสะ คือ ตีตัวเสมอเทียนทาน
7.อิสสา คือ ริษยา
8.มัจฉริยะ คือ ตระหนี่
อุปกิเลสมี 16 ประการ (ตอ)
9.มายา คือ มารยาคือเจาเลห
10.สาเถยยะ คือ โออวด
11.ถัมภะ คือ หัวดื้อ
12.สารัมภะ คือ แขงดี
อุปกิเลสมี 16 ประการ (ตอ)
13.มานะ คือ ถือตัว
14.อติมานะ คือ ดูหมิ่นทาน
15.มทะ        คือ มัวเมา
16.ปมาทะ คือ เลินเลอ
สอนโดย

คุณครูปริวัฒน   บุญเชิญ

หลักธรรมพุทธศาสนา