ไมใกล
 แตกไมไกล
     ็



     พระอธิการจันดี กนฺตสาโร
          วัดปาอัมพวัน
ตําบลหนองรี อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
คําปรารภ


          “ไมใกล แตกไมไกล” เปนหนังสือที่ศิษยานุศิษย ไดพยายามถอดเสียงมาจากการบันทึก เนื่อง
                        ็
ในโอกาสที่ผูแสดงธรรมไดไปเยียมสาขาและหมูคณะสงฆในยุโรป โดยเฉพาะที่วดปาจิตตวิเวก และวัด
                                  ่                                          ั
อมราวดี ซึ่งถือไดวาเปนวัดที่พุทธบริษัทในทวีปยุโรป ใหความสนใจและไปปฏิบัตธรรมไมเคยวางเวน
                                                                                  ิ
          ธรรมะ “ไมใกล แตก็ไมไกล” ในสมัยกอน การเดินทางไปมาหาสูกันคอนขางลําบาก แม
                                                                           
ระยะทางจะใกลแตก็เหมือนไกล เพราะยานพาหนะไมเอื้ออํานวยเหมือนสมัยปจจุบัน จึงเกิดความรูสึก
วา “ใกลก็เหมือนไกล” แตเดี๋ยวนี้ โลกทั้งใบยกมาไวเฉพาะหนาไดหมด ใครอยูทไหน ทําอะไร รูหมด
                                                                               ี่
การไปมาหาสูกัน แมอยูกันคนละมุมโลก ใชเวลาไมกี่ชวโมง จึงเกิดความรูสึกวา “ไกลก็เหมือนใกล”
                                                     ั่
ธรรมะจะอยูไมไกลสําหรับผูที่เปยมดวยศรัทธา แตทวาไกลสุดขอบฟา สําหรับผูหาปญญาไม
              
          ตองขอขอบพระคุณ ทานอาจารยญาณธมฺโม ที่เมตตาเอื้อเฟอในการสื่อภาษาจากไทยสูอังกฤษ
จนสัมฤทธิ์ผลตลอดการเดินทาง
          และขอขอบพระคุณ พระครูสันติธรรมวิเทศ (ปรีชา ชุตินฺธโร) ผูชวยเจาอาวาสวัดสันตจิตตา
ราม ประเทศอิตาลี ที่คอยเปนธุระใหความสะดวกในทุกๆ เรื่อง ขณะทีพักอยูที่อิตาลี ตลอดทั้งพระ เณร
                                                                   ่
ทุกทานและญาติโยมทุกๆ คน ที่ไมสามารถเอยนามได ก็ขออนุโมทนามา ณ ที่นี้ดวย และทานโมเช ที่
                                                                                    
ทําหนาที่ปจฉาสมณะไดอยางนาอนุโมทนา ทิต นพรัตน(ไซ) ซึ่งเปนอุบาสกเพียงคนเดียวที่รวมเดินทาง
เพื่ออุปฏฐากครูบาอาจารย ตั้งแตวนไปจนถึงวันกลับ ก็นับไดวาทําหนาที่ในฐานะอุบาสกที่ดีตลอดการ
                                    ั
เดินทาง และขอขอบคุณอนุโมทนา ศิษยานุศิษยทุกๆ คน ที่มีสวนรวมในการจัดทําหนังสือนี้




                                                       พระอธิการจันดี กนฺตสาโร
                                                          ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑
คําอนุโมทนา


         ในเรื่องที่ลูกศิษยวัดปาอัมพวัน จะจัดทําหนังสือเพื่อเปนอาจาริยบูชาในวันคลายวันเกิด ทาน
อาจารยจันดี กนฺตสาโร เปนธรรมเทศนาที่ทานไดแสดง ในชวงทีเ่ ดินทางไปตางประเทศ เดือนมิถุนายน
๒๕๕๑ นั้น ทานแสดงธรรมเทศนากัณฑ “ไมใกล แตก็ไมไกล” ณ วัดปาจิตตวิเวก ประเทศอังกฤษ ใน
วันคลายวันเกิดของพระเดชพระคุณพระโพธิญาณเถร (วันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑ ) อาตมาเปนผู
แปลเปนภาษาอังกฤษให พระ เณร แมชี และศรัทธาญาติโยมทั้งหลายไดฟง พระสงฆขอใหทานอาจารย
จันดีพดถึงหลวงพอชาในชวงที่ทานเขามาเกี่ยวของและปฎิบัติธรรมในวัดหนองปาพงใหมๆ เพราะคิด
       ู
วา สิ่งนี้จะเปนประโยชนอยางยิ่งตอหมูคณะที่อยูตางประเทศ ที่จะไดรูระเบียบ ขอวัตรปฏิบัติของวัด
หนองปาพง
         หลังจากทานไดแสดงธรรมจบแลว ทางเจาอาวาสวัดปาจิตตวิเวก ทานอาจารยสุจิตโตและหมู
คณะไดแสดงความประทับใจและซาบซึ้งใจในธรรมะของทานอาจารยที่ทานไดแสดงมานั้น
         อาตมาในนามคณะสงฆตางชาติ ขออนุโมทนาบุญ ที่ศรัทธาญาติโยมวัดปาอัมพวันทังหลาย มี   ้
ความตั้งใจทีจะเผยแผธรรมะกัณฑนี้ ดวยวาจะเปนประโยชนตอคนไทยเชนกัน
              ่



                                                          พระอาจารย ฟลลิป ญาณธมฺโม
                                                             ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑
คํานํา

          หนังสือเลมนี้ ไดจัดทําขึนเพือเปนอาจาริยบูชาแดพระอาจารย จันดี ซึ่งครบรอบอายุ ๕๕ ป ใน
                                    ้ ่
วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ นี้
          พระอาจารยจนดี ทานไดฝากตัวเปนลูกศิษยหลวงพอชา สุภัทโท แหงวัดหนองปาพง มาเปน
                        ั
ระยะเวลากวา ๓๕ พรรษา พระอาจารยจนดี ทานไดอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และชาว
                                            ั
ตางประเทศ เพื่อที่จะใหไดรูจักการประพฤติปฏิบัติธรรม ในการทีจะมองเห็นทุกข รูทุกข และบรรเทา
                                                                  ่
ดวยการละวางความทุกขนนๆ     ั้
          คณะศิษยจึงไดทําการถอดเทปพระธรรมเทศนา ในระหวางที่พระอาจารยทาน ไดถายทอด
ประสบการณในอดีต และประสบการณในการปฏิบัตธรรม ใหกับคณะสงฆ และญาติโยม ในประเทศ
                                                       ิ
อังกฤษ ระหวางการเดินทางในชวง ๖ มิถุนายน ถึง ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และทําการเรียบเรียงและ
จัดพิมพขึ้นเพือเปนธรรมทาน ทั้งนี้ คณะศิษยขอกราบระลึกถึงพระคุณที่ทานไดเมตตาอบรมสั่งสอน
               ่
และชี้ทางประพฤติปฎิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควรมาโดยตลอดและกราบขอขมาโทษสําหรับความผิดพลาดอัน
ใด ที่เกิดจากการจัดพิมพหนังสือเลมนี้
          ขออนุโมทนาในบุญกุศลตอคณะลูกศิษยและญาติโยม ที่มีกุศลเจตนา และศรัทธาที่ใหการ
สนับสนุนการจัดพิมพหนังสือครั้งนี้



                                                                 คณะศิษยานุศษย
                                                                              ิ
                                                 วัดปาอัมพวัน ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี
๑.
                               “ไมใกล แตก็ไมไกล”
                       แสดงที่ วัดปาจิตตวิเวก ประเทศอังกฤษ
                           วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑
          นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
          พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ
          ผมหรืออาตมาขอโอกาสพระอาจารยสุจิตฺโต อาจารยญาณธมฺโม และคณะสงฆ ตลอดสามเณร
และทสสีรจาริณี แมชี และญาติโยมทุกๆ ทาน วันนี้ถือวาเปนโอกาสดีสําหรับผม ที่ไดมาเยี่ยมวัดปาจิตต
วิเวก ซึ่งเปนครั้งแรกตั้งแตวดปาจิตตวิเวกไดกอตั้งมา ทีผมจําไดก็ ๓๐ กวาป เพราะวาไดตดตามมาอยู
                                  ั                       ่                                ิ
ตลอด แมวาไมไดมาแตก็ทราบความตลอด เพราะวาตั้งแตหลวงพอชา ทานเริ่มมาที่อังกฤษครั้งแรก เมื่อ
ป ๒๕๒๐ ปนั้น ผมหรืออาตมาก็ไดตดตามมาสงทาน ซึ่งตอนนั้นผมหรืออาตมาเปนพระใหมพรรษายัง
                                       ิ
ไมมาก แตก็เปนโชคดีททานใหตดตามมากิจนิมนตที่จังหวัดลพบุรี ทานก็ใหตามมาสงถึงสนามบิน
                             ี่      ิ
ไดมาพักอยูทสาขาที่ ๒๐ ก็คือวัดบึงลัฎฐิวันจังหวัดอยุธยาก็ถือวาเปนโชคดี ตอนนั้นไดมาสงทานเปน
              ี่
ครั้งแรก และก็ไดมาติดตามผลงานที่ทานไดมาเผยแพรพระพุทธศาสนา ทางตะวันตกดวยดีตลอดมา
          และมีตอนหนึงที่หลวงพอชา กอนที่ทานจะเดินทางมาที่อังกฤษ ทานบอกลูกศิษยวา “คอยกัน
                         ่
กอนนะ ตอนนี้ผมไปเบิกทางกอน และโอกาสตอไปพวกทานก็จะไดมา” ผมหรืออาตมาก็รับฟงไว
เฉยๆ ก็ไมไดหวังวาจะไดมาอะไร แตคํานีก็ยังอยูในใจ ก็จะเรียกวา คอยอยู ๓๐ ป ก็ไมไดมีความหวังวา
                                           ้      
จะไดมาอะไรหรอกนะ จนกระทั่งมาจนถึงวันนี้ ก็ไดมาเห็นวัดปาจิตตวิเวก ก็มีความเจริญแลว หลวงพอ
สุโมเธ ทานก็เคยนิมนตอยูทกครั้งเวลาเจอทาน แตก็ยังไมประจวบเหมาะที่จะไดมา ก็ไมไดมาสักที เมื่อ
                                ุ
ตอนที่จัดงานปดทองผูกพัทธสีมา ฝงลูกนิมิตร ทานก็นิมนตเหมือนกัน แตวาสุขภาพตอนนั้นไมสูจะดี
ผมหรืออาตมาชวงหลังสุขภาพไมดีเอาซะเลย ไปไหนมาไหนลําบาก ก็เลยไมไดมารวมกับทานในงานที่
ผานมา แตวาก็อนุโมทนาอยูทางเมืองไทย จนกระทังมาปนี้ ทานอาจารยญาณธมฺโมมีโอกาสจะมาที่
                                                       ่
อังกฤษ ทานก็เลยชวนผมหรืออาตมา มาดวย ก็ไมไดคิดวาจะมา ทานก็แยมๆ ตอนแรกก็ลังเล เอ…จะ
ไปไหวหรือเปลา ทานก็ลุนใหมา ทานวาไปได สุดทายก็เอา ไปก็ไป ตัดสินใจ จึงไดมาปรากฏตัวอยูที่นี่
          และวันนี้ ก็ถอวาเปนโชคดีที่ทานอาจารยสุจิตฺโต ทานไดปรารภถึงหลวงพอชา เนื่องในวัน
                           ื
คลายวันเกิดของหลวงพอ ก็คือวันที่ ๑๖ –๑๗ มิถุนายน ซึ่งโดยปกติผมหรืออาตมาก็จะไปที่หนองปา
พงอยูทุกปไมเคยขาด และก็วันนี้ เปนวันแหงความทรงจําพิเศษของผมหรืออาตมา เดียวคอยเลาใหฟงวา
                                                                                          ๋
วันนี้มีความทรงจําอยางไร แลวก็ทานบอกวา เนื่องจากวันนีเ้ ปนวันคลายวันเกิดของหลวงพอชาดังกลาว
ทานบอกวาอยากใหผมหรืออาตมา เลาเรื่องเกาๆ ตั้งแตเขามาสูวัดหนองปาพงใหฟง เพื่อเปนกําลังใจ
ของผูใหมบาง ผมก็ยังนึกไมออกวา จะเลาอยางไร เมื่อกีอาจารยญาณธมฺโม แยมใหบอกวา เลาตั้งแตเปน
                                                                ้
เด็ก ที่โยมพอพาเขามาวัดหนองปาพง ก็เคยเลาไปหลายครั้งอยูเหมือนกัน แตวาอาจจะตางวาระ อาจจะ
ไมเหมือนกันเทาไหร สาเหตุที่ทานอยากใหเลาอันนี้เพราะวา โยมพอเพิ่งเสียไปเมื่อปที่แลว และก็ทานก็
ไดไปรวมงานฌาปนกิจศพ เพราะวาจัดอยูที่หนองปาพง และก็มครูบาอาจารยซึ่งก็ไมไดนิมนตทาน
                                                                            ี
ทานก็ไดมารวมงาน ทําโดยเรียบงายไมมีอะไร ไมมีสวดอภิธรรม มีแตไหวพระ สวดมนต และก็มี
บังสกุลสั้นๆ ทุกวัน แลวก็มีการแสดงธรรมทุกวัน ครูบาอาจารยก็ไปรวมทําฌาปนกิจศพ ก็เพิงผานมา       ่
ทานอาจารยญาณธมฺโม อาจคงจะคิดวาไหนๆ มีความเกียวพันกับวัดหนองปาพงตั้งแตโยมพอแลว ให
                                                                  ่
เลาใหรุนหลังๆ พวกเราไดฟงบาง เปนการประกอบความรู หรือเปนสิ่งที่ทําใหคิด เปนกําลังใจ หรือได
เห็นปฏิปทาของหลวงพอชาก็จะเลาสูกันฟง
           ก็ขอโอกาสเลาตั้งแตตอนเปนเด็ก คงไมใชเอาประวัติมาเลาเพื่อจะอวดดี อวดเดนอะไรนะ แต
วาจะไดรวาเหตุที่เขามาสูวัดหนองปาพงนันเปนอยางไร ก็เลยมีความสัมพันธกันมาตามอุปนิสัย ตอน
           ู                                 ้
เปนเด็กมีอุปนิสัยมาทางนี้อยูแลว เพราะวาตอนเขาเรียนหนังสือใหมๆ พอแมก็ไปฝากไวทในวัด เรียน
                                                                                              ี่
หนังสือก็เรียนอยูในศาลาวัด เพราะวาสมัยโนนไมมีโรงเรียน มันทุรกันดาร เพราะวา ผมนั้นเกิดอยูใน
ชนบทโรงเรียนมันก็อยูไกล ก็เลยใชศาลาวัด แลวอาศัยพระมาสอนบางเปนบางครั้งบางคราว ครูที่สอน
ก็ครูจบชั้นประถมปที่ ๔ เปนครูใหญ ก็มาสอน แตความดีของคนสมัยกอนมีอยูอยางหนึ่งคือ ทานจะ
                                                                                       
เนนการสอนในหลักศีลธรรม อาจจะเปนเพราะวา มีการเกี่ยวพันกับวัดอยูตลอด ไมมสิ่งยั่วยุหรือยัวยวน
                                                                                            ี         ่
เหมือนสมัยปจจุบันนี้ เมื่อไมมีสิ่งยั่วยุเหลานี้ มันอยูเ กี่ยวของกับวัดวาอาราม ก็เลยมีความถนัดทางดาน
โนน และผมเองก็อยูวดมาตังแตเด็กจริงๆ ไปชวยพระกรองน้ํา ตักน้ําใสตุมใสโอง ทําความสะอาดศาลา
                          ั      ้
เก็บกวาด วันพระหยุดนะสมัยกอน ถึงวันพระมาตองหยุด หยุดเรียนหนังสือ เพราะโรงเรียนจะตองใช
เปนสถานที่บําเพ็ญกุศล ก็จะตองไปเก็บผนังที่กั้นๆ เปนหองๆ ไว เก็บออกกอน ก็ตอนเชา โยมมา
บําเพ็ญกุศล ก็จะมีสวดมนตตอนเชา และวันเสารก็จะมีการสวดมนต นักเรียนทุกคนจะตองสวดมนตไป
ถึงเที่ยง เที่ยงวันถึงเลิก นี่เปนกิจกรรมที่ทํามาโดยตลอด จนกระทั่งวา ออกจากโรงเรียน เรียกวา จบจาก
ชั้นประถมปที่ ๔ ก็ออกจากโรงเรียน เนื่องจากชวงนั้น มันทุรกันดารอยางที่วา ตั้งใจวาจะเรียนตอปกติ
แลวครูบาอาจารยก็รัก และเรื่องเรียนหนังสือก็จะดีหนอยหนึ่ง เพราะวาไดคะแนนนําเขาตลอด
จนกระทั่งวาครูสมัยกอนโนนเขาเลื่อนชั้นใหกอนอายุ เลื่อนชั้นก็ใหไปสอนรุนนอง ถาขึ้น ป.๒ ก็ไป
สอน ป.๑ ขั้น ป.๓ ก็ไปสอน ป.๒ ป.๔ มาสอน ป.๓ ก็ไดเรียน พอออกโรงเรียนมาพอแมกลําบาก                  ็
นิดนึงวา กําลังบุกเบิกพืนทีทํานา ก็เลยไดชวยพอแม พอแมก็ใหออกจากวัดชั่วคราวกอน เพราะวาปกติ
                         ้ ่
จะอยูวัด ก็มาชวยพอแมระยะหนึ่ง จนกระทั่งชวงปนั้น หลวงพอชาก็มาอยูวัดหนองปาพงแลว กิตติศัพท
       
ของทานก็พึ่งจะรูไปตามบริเวณแถวๆ รอบวัดหนองปาพงนั้นวาทานเกง จึงเปนเหตุใหโยมพอมีความ
สนใจ ก็เลยชวนเพื่อนมาทีวดหนองปาพง สวนจะมาโดยวิธีไหนเดี๋ยวคอยเลาตอ
                               ่ั
           กอนจะเขาหนองปาพง ผมขอยอนไปเกี่ยวกับชีวิตผมนิดหนึ่งเพื่อประดับความรูวา ชีวตแตกอน
                                                                                               ิ
เปนมาอยางไรอีกนิดหนึ่ง ในชวงที่ออกจากโรงเรียนไปชวยบิดามารดา ผมก็เปนคนที่ใครตอการศึกษา
มากพอสมควร แตไมมีโอกาส ฉะนั้นเวลาผมไปเจออะไร กระดาษชิ้นไหนที่รวงตามถนน ผมจะเก็บ
                                                                                
หมดเหมือนกับคนบา เพราะวาเก็บเศษกระดาษ ดินสอสั้นๆ ก็จะเก็บหมด เก็บแลวก็จะมาเขียนมาอาน
แมกระทั่งภาษาอังกฤษอยูในเศษกระดาษ กลองสบู กลองยาสีฟน กลองอะไรก็แลวแตที่มันติดมา ผมจะ
เก็บๆ รวบรวมมา อานไมไดก็ดู ดูเอาไว เวลาเด็กที่เคาไปเรียนหนังสือในชั้นมัธยม ชั้นอุดมศึกษาหรือ
ชั้นไหนก็ตาม ผมจะขอยืมหนังสือเขาแลวมาอาน ในทุกๆ วิชา จะเปนภาษาอังกฤษก็ตาม อานประดับ
ความรู อานหนังสือสายวิทยาศาสตร ภูมิศาสตร อะไรนี่ ก็จะใชวิธีนี้เปนการศึกษา แลวก็มาหัดเขียน หัด
วาด หัดเขียนหนังสือ เขียนอยูในทุงนา นีจุดตะเกียง จุดเทียน จุดน้ํามันกาดสมัยกอน ก็นั่งอยูคนเดียว ไม
                                                ่
ชอบไปเที่ยวกับเพื่อนกับอะไร ไมชอบเทียว แตนอนอยูในกระทอมเล็กๆ แลวก็หดเขียน วาดรูป หัด
                                                  ่                                ั
เขียนหนังสืออะไรทํานองนี้ ก็ทําอยางนันมา จนกระทั่งอายุประมาณสิบสี่ สิบหาป ที่วาโยมพอไดเริ่ม
                                              ้
เขาสูหนองปาพง ในชวงนันก็สนใจธรรมะพอสมควร เพราะในฐานะเปนเด็กวัดเวลาเคามีความสนใจ
                                  ้
มาก ขออภัย เลี้ยงควายเนีย เคาจะมีวทยุเล็กๆ เปดฟง ก็จะมีรายการแขงขันตอบปญหาธรรมะระหวาง
                               ่          ิ
เรียนสมัยกอนก็จะมีทกเสารอาทิตย ก็จะชอบฟงแลวก็ตอบอยูในใจ ตอบปญหาธรรมะกับเขาอยูคน
                       ุ
เดียวนีแหละ ฟงไปก็ตอบไป ก็มีความสุขเหมือนกัน พอเคาเสร็จแลวก็มาทําเปนการบานมาฝกหัด
         ่
ฉะนั้นเรื่องที่จะมาปฏิบัตินี้ก็เกิดความเขาใจตั้งแตตอนเด็กๆ         มีความละอายมีความกลัวเรื่องเหลานี้
ฉะนั้น ใครจะชวนไปเทียวเตรกินเหลาเฮฮา กินเหลา เมายา อะไรเนียไมเอา ไมมีเลย ประวัติตวนี้มความ
                          ่                                           ่                       ั ี
บริสุทธิ์มากเลย เหลา บุหรีไมมี การเทียวเตรเฮฮา เที่ยวผูหญิงอะไรไมมีเลยเพราะวาจิตใจจะมาทางวัด
                                    ่       ่
ทางธรรม จนกระทั่งวา โยมพอเขามาสูหนองปาพง ผมจําไมไดวาปไหน ขนาดครูบาอาจารยไปงานศพ
ถามทาน ทานก็ยังไมรู รูแตวาเขามาก็เห็นโยมพอ ทานวา เขามาวัดปาหนองปาพง ไมรูวามาปไหน ถาม
องคทานไหนทานก็ไมรู อันนี้ก็เปนเหตุ ตอนแรกๆ โยมพอก็ไมไดตั้งใจจะมาหาธรรมะอะไรหรอก
สมัยกอนก็อยางวานะ หวังลาภลอยทั่วๆไป นั้นก็คือ ไดยินวาพระดี พระเกง พระกรรมฐาน ก็อยากไป
หา เพื่อขอของดี ของดีนนก็คือ ขอหวย ขอเบอร ขออะไรที่เปนของดี ที่เขาชอบ เครื่องรางของขลังก็
                            ั้
แลวแต โยมพอก็ไปกับเพื่อน ก็เปนเหตุใหไดเขาสูวัดหนองปาพงเปนครั้งแรก
                                                     
ก็เปนโชคดีของผมอยางหนึ่ง ที่โยมพอเวลาไปวัดหนองปาพง ตอนแรกๆ แมจะมีความตั้งใจจะ
ไปขอหวย ขอเบอรก็ตาม ขอของดีตางๆ นี้ แตวาสิ่งที่ไดผสมผสานกันมา ก็คือธรรมะ ซึ่งถาเราได
สัมผัสกับครูบาอาจารยก็คงเขาใจ ทานไมไดใหหวยหรอก แตทานจะสอนธรรมะ เวลาโยมพอไป
กลับมาแตละครั้ง แมจะมีการซื้อหวยบางเล็กๆ นอยๆ แตสิ่งที่ขาดไมได คือนําเอาธรรมะที่หลวงพอชา
แสดงมาเลา เพราะชนบทบานนอกแตกอน ค่ําแลวไมไดไปไหน เพราะบานมันอยูใกลกัน ก็จะอยูกับ
                                                                                      
ครอบครัว เวลาทานขาวรวมกันตอนเย็น โยมพอก็จะเลาเรื่องที่ไปวัดหนองปาพง วาหลวงพอชาทาน
เทศนอยางโนนอยางนี้ มาเลาใหฟงแทบทุกครั้ง ผมก็มีโอกาสไดฟงหลายป อาจจะเปนเหตุอันหนึงที่ทํา  ่
ใหจิตใจฝกใฝสนใจในทางนี้ แลวก็เวลาโยมพอไปแตละครั้งตองคอยฟง เวลาตอนเย็นมาก็มาเลาใหฟง
ทุกครั้ง ก็เกิดความสนใจ อยากไปวัดหนองปาพงมากเลย แตยังไมมโอกาส เพราะวาวัดหนองปาพงกับ
                                                                      ี
บาน ถาสมัยกอนถือวาไกลมาก ถาสมัยนี้ใกลนดเดียว เรียกวานั่งรถไมกี่นาทีก็ถง ถาสมัยกอนโนน
                                                    ิ                               ึ
ไมใชเรื่องงายเลยที่จะมาวัดหนองปาพงได เพราะวามันกันดาร โยมมาวัดหนองปาพง ถาฤดูฝนเหมือน
อยางนี้ ตองนังเรือขามทุงสาม สี่กิโล ขามทุงมา แลวก็ตองเดินตออีกสองกิโลครึ่ง กวาจะมาถึงวัดหนอง
                   ่                                       
ปาพง แตก็มีความอุตสาหะ เพราะโยมพอบอกวา มีความชอบใจธรรมะหลวงพอชา ที่ทานเทศนแตละ
ครั้ง ถึงใจ กินใจ ก็เลยเปนเหตุใหโยมพอไดมาประจําในชวงนัน ผมเองก็ไดรับการถายทอดธรรมะจาก
                                                                 ้
โยมพอ ไปแตละครั้งก็จะนํามาเลาใหฟง จนกระทั่งวา ทนไมไดอยากจะไปดู มีวันหนึ่งก็เลยชวนเพื่อน
เพราะวายังไงก็ตองไปดูใหได แลวขอโยมพอวาหยุดสักวันหนึ่ง หยุดทํางานวันหนึ่ง แลวก็ไปทําบุญ
ชวงวันพระ แลวก็ไปชมวัดในวันนั้น ก็เปนวันเริ่มตนทีใหไดสัมผัสกับวัดหนองปาพงเปนครั้งแรก
                                                         ่
           หลังจากนันก็ไมมีโอกาสไดไป ก็หลายปเหมือนกัน ไดรับโดยการถายทอดจากโยมพอ ซึ่งไป
                        ้
ทุกวันพระ              เพราะวาผมเปนลูกคนโตก็ตองเปนกําลังสําคัญในการชวยทํางานแตก็ตดตามอยูตลอด
                                                                                         ิ
อาจจะเหตุหนึง ก็เปนเพราะโยมพอมีอุปนิสัยทางดานนีดวย เพราะวาโยมพอตอนเปนหนุม หรือตอนมี
                     ่                                     ้
ครอบครัว แมวาจะอยูกับเพือน โยมพอเปนผูใหญบานดวย เพื่อนฝูงก็เยอะอยู เวลาเพื่อนมาก็มีการเลี้ยง
                                ่
เหลากัน เปนปกติคนทัวไป แตวาเหลาสมัยโนนเปนเหลาทํากันเอง เคาเรียกวาสาโท แตโยมพอมี
                              ่
อุปนิสัยอยางหนึ่ง คือถากินกับเพื่อน ถามันเมาแลวจะมานอน จะกลับมานอนที่บาน ไมไปเทียวไมไป ่
อะไร แตเมา ไมไดเมาจนเสียสติสตังเทาไร แลวแตกอนก็จะมีสูบบุหรี่บาง กินหมากบาง พอเขามาหา
หลวงพอชานีแปลกมาก โยมพอเลิกหมดทุกอยางเลย เลิก ไมเอาทุกอยาง แลวก็เอาธรรมที่หลวงพอชา
                 ่
ทานเทศนเขาไปสอนลูก เวลามีปญหาหรือเวลาจะอบรมลูกนี้ กินขาวเรียบรอยแลวก็บอกวา วันนีอยาไป   ้
ไหนนะ นั่งฟงเทศนอยูที่บาน โยมพอก็เทศนใหฟง แลวจะใชลักษณะนี้ตลอด แลวตั้งแตนั้นมีหลายสิ่ง
หลายอยางที่เปลี่ยนไปนันก็คือ เวลากินขาวกินอะไรนี้ จัดระเบียบใหมหมดเลย โยมพอวาเวลากินขาวจะ
                            ้
วางระเบียบ หามคุยกันเด็ดขาด เวลากินขาวอยูที่บานจะตองกินใหเสร็จกอนแลวถึงคุยกัน คุยกันไมได ดุ
เลย แลวก็ของกินของอะไร ปลารา อะไรที่ของดิบนี้ ตัดออกหมด ถาทําดิบๆ นี่ไมเอา ตองทําใหสุกให
หมดเลย เปลี่ยนวิถีชีวตใหมหมดเลย เปนอุปนิสัยของทานเพราะวาทานก็ไดบวชเรียนมา ๕ ป
                          ิ
เหมือนกัน บวชเรียนสมัยนันจบนักธรรมเอก ๕ ป แลวกําลังจะเรียนบาลี พอดีมีเหตุขัดของก็เลยไมได
                                ้
เรียนหนังสือนั้นก็เก็บไว จนกระทั่งผมเขามาหนองปาพง ผมยังหอบมาดวยเลย วาจะมาเรียนบาลีดวย
แตก็ไมไดเรียนหรอก นั่นก็เปนเหตุการณที่เริ่มตนกอนที่จะเขามา แลวสิ่งที่ทําใหผมสนใจมากทีสุดก็คือ
                                                                                               ่
ปพ.ศ.๒๕๑๑ ในปนั้น หลวงพอเจาคุณพระมงคลกิตติธาดา (อมร เขมจิตฺโต) ทานไปขอหลวงพอชาวา
จะขอเขียนประวัตหลวงปูชา ทานก็ทําสําเร็จ สมัยโนนใชเครื่องพิมพดีด เรียกวาไมไดทันสมัยเหมือน
                     ิ
เดี๋ยวนี้ พิมพเปนครั้งแรกประวัติชื่อวา “สุภัททานุสรณ” หนังสือเลมนั้นออกมา โห…คนฮือฮากัน
ใหญเลย ประวัติหลวงพอชาออกมาเปนครังแรก และโยมพอก็ไดไปกลับไปบาน ในวันพระวันนัน เย็น
                                           ้                                                     ้
วันนันเรียกเพือนบานมา มาอานสูกันฟง อานจนเทียงคืน ผมก็เปนเด็ก เด็กหนุมดวยนะ ก็นั่งฟงอยูดวย
      ้            ่                                ่
แปลกนะ มันไมงวงเลย ฟงอานกันสนุกสนานตื่นเตนกันมากเลย ฟงกันเพลิน …จน ๕ ทุม ๖ ทุม เปน
สาเหตุอยางนี้ ผมสนใจมากเรื่องนี้ เวลาอานเสร็จแลวผมก็เก็บหนังสือไว ผมก็เอาไวอาน อานประจํา แต
                                                                                        
วายังไมมีโอกาสไดเขาไปจริงๆ วัดหนองปาพง เวลาไปทํางาน ไปตางอําเภอ ตางจังหวัดผมก็จะเอา
หนังสือเลมนีไปดวย เพราะสมัยโนนหนังสือหายาก เอาไวเปนกําลังใจ เพราะเวลาไกลบานนี้ คนอีสาน
                 ้
แตกอนถาไกลบานไปไมคอยจะอยูไดนาน เพราะวาคิดถึงบาน คิดถึงพอ คิดถึงแม ผมรูดีวาเรื่องนี้ผมก็
                            
เปน ก็เลยเอาหนังสือเลมนีไปดวย เวลามันเหงา คิดถึงบาน ก็จะเอาหนังสือเลมนีมาอาน เพื่อใหเกิด
                              ้                                                       ้
กําลังใจก็จะใชวิธีนี้ตลอด จนกระทั่งวาถึงเวลาเขามาบวช ถึงไดเอาหนังสือเลมนั้นมาไวที่บาน แลวก็เขา
มาที่วัดหนองปาพง ตอนเขามาเปนอยางไรเดี๋ยวจะเลาตอไป
           ตอนนั้นความสนใจของผมเริ่มมีมากขึ้น ความจริงก็ยังไมไดคิดตั้งใจวาจะบวชจริงๆ แตอยาก
เขามาฟงธรรม โดยเฉพาะวันพระอยากมาฟงธรรมะหลวงพอชา จริงๆ แลวโยมพอ อยากใหบวช แต
ตอนนั้นอายุไมถึง ๒๐ ป อาจจะคงคิดวาถาบวชไปตอนนี้ก็คงยังไมพรอมเทาไหร ก็เลยคอยไปจนอายุ
ครบบวชเปนพระกอน ถึงจะใหบวช ผมก็ไมไดคิดวาจะบวชหรอกตอนแรกๆ ก็เพียงแตวาสนใจธรรมะ
วันพระนี้อยากไปฟง เพราะวาเวลาโยมพอกลับไปแตละวันพระนี่ ไปเลาเรื่องหลวงพอชาเทศนแลวมัน
สนุกมากเลย ขออภัยใชคําวาสนุก คือมันฟงแลวรูสึกไดความรู กินใจ ก็เลยเปนเหตุใหสนใจเรื่องนี้มาก
จนกระทั่งวันพระ ก็อยากมาฟงธรรม และก็มาฟงเปนครั้งแรก กัณฑแรกที่หลวงพอชาทานเทศน แลวก็
ไดความรูเยอะมาก ในวันนั้นนะ ทานเทศนตั้งแตการใหทาน การรักษาศีล การอยูรวมกันในสังคมอะไร
ตางๆ นี้ ควรจะปฏิบัติตอกันอยางไร ทานเทศนไดกินใจหลายขอ ทีทําใหคิดตั้งแตวันนัน จนกระทั่งมี
                                                                      ่                   ้
ความรูสึกวานาจะตองเขาไปศึกษาใหได ในวัดหนองปาพงนี้ ความคิดอยากจะมาศึกษาอยากมาบวช ก็
เริ่มมีตั้งแตวนนั้น
               ั
“ธรรมะกินใจ” ขอยกตัวอยางเรื่องหนึ่งสันๆ ทานยกตัวอยางเรื่อง “การเสียสละ” ทานบอกวา
                                                  ้
“มีใครสักคนไหมที่คิดอยางนี้” ถาสมมติวา อยางทางยุโรปนี่ก็อาจจะเอาแอปเปลก็ไดเนอะ มีแอปเปล
เราไดแอปเปลมา ๒ ลูก ลูกหนึ่งใหญสวยงามมาก ลูกหนึ่งลูกเล็กๆ ถาเกิดมีคนมาขอ ขอแอปเปลจากเรา
นี้ เราจะเสียสละ ลูกใหญๆ ใหเขาไดไหม ถาเราเสียสละลูกใหญๆ ไดนี่ ก็ไมใชธรรมดานะ อาจจะเปน
หนอ เปนเชื้อสายของพระโพธิสัตว แตโดยทั่วไปแลว คนเรานี้เทากับวาการเสียสละนี้ ของดี ของที่ตน
รักนี้ มันไมอยากจะเสียสละหรอกนะ เหมือนกับเรามีลูกมีแอปเปลสวยๆ ดีๆ กับลูกที่ไมดี เวลาจะให
ใครนี้ สวนมากจะใหสงที่ไมดี “ความโลภมันเปนลักษณะนี้นะ มันสละไดยาก” ทานวา แมแตความ
โลภนี่มันสละไดยากความเห็นแกตัวมันเยอะ ผมก็ไดฟงแคนี้ ก็เอามาคิดมากเลย คิดวาความอยากความ
                                                      
โลภ นี่มันเปนลักษณะนันจริงๆ นั่นก็เปนเหตุใหศรัทธาตอหลวงพอชานะ และก็เรื่องกินเหลาเมายา
                            ้
เรื่องสูบบุหรี่ ทานก็เลาไปเยอะมาก ชอบใจมากเลยตอนนั้นนะ ใจก็เลยคิดวา เออ ..นาจะตองเขามาให
ไดเนอะ พอชวงนั้นอายุครบ ๒๐ ปพอดี โยมพอก็บอกวาถางั้นใหเกณฑทหารกอน เกณฑทหารเสร็จ
แลวก็คอยเขามา พอเกณฑทหารเรียบรอยแลว ทานบอกวา เตรียมตัวไดแลวนะ ถาจะเขาไปบวชนี้ แตวา
ปนั้นยังไมไดเขามา พอบอกเตรียมตัวนี้ ผมก็เตรียมตัวจริงๆ นะ ผมก็หัดแยกวงกินขาวเลย เพราะคิดวา
พระปาตองฉันในภาชนะเดียวตักรวมๆ กัน ผมก็ทําอยางนั้นนะ ผมก็เทแกงเกิง อะไร ผมก็เท คนๆ รวม
ใหหมดเลย ก็ฝกทําอยางนั้นอยูตลอด แลวก็ไมกินขาวเย็น ฝกไวแตบานนะ เพราะวากลัววามาแลวมี
ปญหา เพราะวาถาเราไมฝกเอาไวจะมีปญหา ก็เลยฝกไวในลักษณะนัน จนกระทั่งถึงเวลาวันหนึงโยม
                                                                     ้                       ่
พอก็บอกวา วันพระแลวนะวันนี้ ใหไปวัดไดหรือยัง สิ่งหนึ่งที่โบราณพูดนี่นาคิดมากนะ ก็ขอเอาเปน
คติเตือนใจมาเลาใหฟงเหมือนกัน ที่พระพุทธเจาพระองคตรัสวา “การที่จะไดบรรพชาอุปสมบทนี่ เปน
สิ่งที่ยากมากนะ มีศรัทธา แตก็เปนสิ่งที่ยากมาก” ก็เปนความจริงนะ เวลาเราตั้งใจจะมาทําความดี มัน
เหมือนมีมารมาคอยขัดขวาง เพื่อนฝูงรุมเรา ไมอยากใหเราออก ก็หาเรื่องจะใหเราตองลังเล รวนเร
ตัดสินใจไมถูก จะไปก็ไมไป จะอยูก็อยากจะไป อะไรทํานองนี้ ทานบอกวาเปนมาร เพื่อนผูหญิงเพื่อน
                                      
อะไรก็เริ่มมากอกวนชวนทําโนนทํานี่ เทียวโนนเที่ยวนี่ มันก็หวุดหวิดเหมือนกันนะ หวุดหวิดนะ ถาใจ
                                          ่
ไมเด็ดเดี่ยวไมเขมแข็งจะแยอยูเหมือนกัน แลวโยมพอเคาก็ไมบังคับนะ พอผานไปสักอาทิตยหนึ่งโยม
พอเคาก็บอกวา ไปวัดไดหรือยัง เราก็ยงลังเลอยู ใกลจะไปก็ยิ่งสนุก อะไรทํานองนี้ เคามาชวนใหสนุก
                                        ั
อยางโนนอยางนี้ เอ…มันลังเล โยมพอก็ชวนไปเรื่อย เราก็ยังเดี๋ยวกอน ๆ สุดทายชวนบอยๆ เราก็
ละอายใจตัวเอง แหม..โยมพอเราก็ผลัดผอน ผลัดเพี้ยนอยูตลอดเวลา เลยเกรงใจโยมพอ วันหนึ่งไมได
เตรียมตัวเลย วันพระ ๘ ค่ํา โยมพอก็บอกวันนีไปวัดไดยัง เราก็บอกไปวา ก็ไป ตัดสินใจงายๆ เลยไมได
                                               ้
เตรียมตัวอะไรเลย ไปก็ผา ๒ ชุด ก็เลยไปเลยเขาวัดไปเลย ตั้งแตวันนั้นเขาไปโยมพอก็ไปฝาก ไปฝาก
ตอนนั้นหลวงพอชาทานไมอยู ทานไปกิจนิมนต ก็มหลวงพอบุญชู ซึ่งเปนลูกศิษยอาวุโส ไปก็ไปฝาก
                                                    ี
หลวงพอบุญชูไวกอน เราก็เลยไดเขาไปในวัด พอเขาไปแลวขนาดเตรียมตัวเตรียมใจไวอยางดีนะ พอ
เขาไปแลวเห็นขอวัตรปฏิบัติถึงความเปนอยู เราไมเคยอยูอยางนันนะ แหม..มันลําบากอยูเหมือนกันนะ
                                                                 ้
ครูบาอาจารยเดินมาถามก็ไมพูด ปกติผมจะไมพูด ไมคุย ไมไดไปคุยกับใครทั้งสิ้น จะอยูเงียบๆ ใครไม
ถาม ก็ไมพูด เพื่อนไปอยูดวยกันไมถามก็ไมพูด มีวันหนึงหลวงพอบุญชู ทานเห็นคงสงสารมั้ง ทานก็
                                                         ่
เลยมาบอกวา ผาขาวทนไหวมั้ย กินขาวมื้อเดียว ถาทนไมไหว เอาไวทานกอนเทียงก็ไดนะ คอยๆ ปรับ
                                                                               ่
นะ ทานก็คงจะสงสาร แตผมก็มีความตั้งใจ แลวก็ฝกมาแตบานอยูแลว หิวยังไงก็ชางมันเถอะ ก็จะกิน
                                                                    
มื้อเดียวนี่แหละ เลยทน ทนอยูตอไป จนหลวงพอชามา โยมพอก็มาฝากซ้ําอีกครั้งหนึ่ง ทานก็บอกวา
“เออ…เอาไวนั่นแหละ เอาไวตรงนัน”ทานวาอยางนี้
                                      ้
          ก็เปนปกติของวัดหนองปาพง เวลาคนมาใหมๆ ทานจะใหพักในศาลา สมัยโนนศาลาเปนศาลา
เกา ถาใครไดดูในวีซีดี My Full way นี้ ก็เลยเห็นศาลาเกาๆ และในศาลาก็จะมีโครงกระดูกอยูสอง
โครงอยูซาย ขวา หลวงพอชาก็บอกวา “นาคไปนอนอยูที่โครงกระดูกนั้นนะ เอาโครงกระดูกไวหว              ั
นอนนะ”            ผมก็เชื่อทานซื่อๆ ไปนอน นอนทุกวัน ทานบอกวา “กอนนอนดูโครงกระดูกกอนนะ
คอยนอนนะ” ก็ทําตามอยางนั้นแหละ กอนจะพัก สวดมนตทําวัตรเสร็จ พระทานเลิกสวดมนตแลว
กอนจะพัก ก็ไปดูเหมือนกัน บอกวาดูเสร็จแลวคอยนอน มันก็แปลกนะเปนสิ่งหนึงที่การดูบอย ๆ ทาง
                                                                                 ่
ภาษาพระ การเสพบอยๆ หมายถึงวาการคลุกคลีบอยๆ เนี่ย ดูเรื่อยๆ เนี่ย เวลานังกรรมฐานมันติดตา
                                                                                   ่
เวลาเราบริกรรมอะไรนี้ มันไมนึก นึกไปที่อื่นมันก็ไมถนัดเหมือนสิงที่เราดูบอยๆ เหมือนกับญาติโยม
                                                                       ่
หรือพระเณรเราก็ตาม ถาสั่งสมอารมณไหนบอยๆ นี้ มันถนัดในอารมณนั้น ถาถนัดในอารมณไหน
เวลาเรามานั่ง อารมณนั้นก็มาหาเรากอนนัน การที่ทานใหอุบายแนะนําดูกระดูกนี้ ก็เพื่อที่จะใหเราไดรับ
                                          ้
อารมณสิ่งนี้ ใหมันคุนเคยกับอารมณนี้ จนกระทั่งนอน ฝนเห็นโครงกระดูกยังไมไดเห็นสมาธิอะไร
หรอก นอนไปมันฝนเห็นโครงกระดูก เกี่ยวของกับกระดูก เกียวของกับปาชาอยางนี้ ก็จะเกียวของอยู
                                                               ่                           ่
อยางนี้แลวก็อกอันหนึงที่ผมมีความเคารพตอขอวัตรของหลวงพอชา ก็คือตอนเขามาใหมๆ ตั้งใจ
                ี      ่
มาแลวนี้ ดวยความเครงแบบไมรูเรื่อง ก็ไมไดศึกษาขอวัตรรายละเอียดของทานมากอน เพียงแตวาทาน
เครงอยางโนน อยางนี้ ก็มาถือศีล ๘ พอถือศีล ๘ ก็ไปตีความเอาเองวา อะไรก็ตามนี้ ถาใสในมือในเทา
อะไรนี้ เปนเครื่องประดับทั้งหมด ถือวาผิดศีล ๘ คิดเอาเองนะ นาฬิกาเอามา ก็ไมไดใช นาฬิกาพวกนี้
เปนนาฬิกาของไซโก สมัยโนนไดมาเรือนหนึ่ง พอมาถึงวัดหนองปาพงแลวมาถือศีล ๘ ทานให
สมาทานศีล ๘ ก็เอาออกหมดเลย ไมใชเลย ไมใชนาฬิกา ผมขอพูดรวบรัดไปเลย เดี๋ยวมันจะยาว วา
ตั้งแตวนนั้นไมไดใชนาฬิกาอยู ๓ ป ไมใชมันเลยนาฬิกานี้ บอกวาอยูยงไง ๓ ป อาศัยธรรมชาติ อาศัยดู
        ั                                                                ั
ดาว ถาฝนไมตก ไมครึ้มจะอาศัยดาวดูแลวก็ดเู ดือน พระจันทรนี้ สังเกตดูวามันขึ้นมาระยะไหนๆ แลวก็
                                                                            
ดูเงาไม สังเกตเสียงนก นกรอง ตุกแกรองอยูนี่ ไกมันขัน ไกปาเนีย ก็จะมาเปรียบเทียบกับเวลา ถาวัน
                                                                   ่
ไหนมันครึ้มมันสังเกตไมได ก็จะมาเดินจงกรมในศาลา เพราะวาในศาลาจะมีนาฬิกา อยูเรือนหนึ่งเกาๆ
ไวดู ก็เลยใชอยางนี้มาตลอด ตั้งแตเปนอนาคริกะนี้ เปนผาขาว แตวากอนที่จะไดบวชนี้ มันทอใจอยู
                                                                         
หลายครั้งเหมือนกัน เลาบอยอยูเหมือนกัน อาจจะเลาเสริมอีกหนอยหนึ่ง สาเหตุททอใจ คือมันเหนื่อย
                                                                                  ี่
มันสูไมไหว เพราะวาสมัยโนนทํางานหนัก เปนผาขาว แตวาน้ําปานะไมมี มันเหนื่อยมาก เลยทอใจ
ทานก็พาทําเหมือนลองใจ ขุดดิน ตัดไม ตัดอะไรเหมือนตัดฟนนี่แหละ แตมนไมมีน้ําปานะนี่ ไม
                                                                                ั
สมบูรณเหมือนปจจุบันเหมือนเราอยูที่นี่ อาทิตยหนึ่งจะมีน้ําปานะใหแกวหนึ่งวันโกน วันโกนคือวันนี้
นี่ทํางานเสร็จแลวก็มใหองคละแกวเทานันนะ เพราะวามีพระ ๕๐ –๖๐ รูป สมัยเขามาใหมๆ ก็มีเทานี้
                      ี                    ้
แหละ เวลาตมนี่ตมรวมกัน ไมไดเอาตามใจ ตมรวมใสกาแลวก็ไมไดเอาตามปรารถนานะ ใครฝมอดีก็    ื
ทําดี ฝมือไมดก็ไมไดดี แลวก็ตวงแกวนี้เทากันคนละแกว ละแกว สมมติวามี ๒๐ รูปหรือ ๓๐ รูปก็ตวง
                ี
ใหไดเทากันแหละ เศษเหลือสักแกว สองแกวเทานั้นแหละ ก็จบกัน อาทิตยหนึ่งจึงมีครั้งหนึ่ง โอย..
ลําบาก เนียผมถึงบอกวา กวาจะบวชไดเนี่ยคิดจะกลับบานอยูหลายครั้ง คิดจะยอมแพมันมีเหตุทกที มี
            ่
เหตุใหอยูตั้งสองสามครั้งเลยนะ แตยาวนิดหนอยนะ เหตุนั้นคือผมทอเพราะเหนื่อย แลวก็ไมมีใครมาคุย
มาถาม เราก็อยูคนเดียวนี้ นึกถึงคําโบราณทานบอกวา “อยูคนเดียวใหระวังความคิด อยูกับมิตรใหระวัง
วาจา” มันก็เปนอยางนันนะ ถาคิดถาไมมีปญญาโดยแยบคายแลวก็แพความคิดตนเองนะ ก็ไปถาม
                            ้
ความคิดนะ วันนันก็เกือบไปเหมือนกันนะ กําลังคิดจะบอกวาพรุงนีกลับบานดีกวา ถามีรถมาแลวจะ
                    ้                                                  ้
กลับทันทีนะ ตั้งใจแลว มันเหนื่อยมาก เพลียมาก ก็ไมมีใครมาคุยเลย ตอนเย็นมานังเหงาอยูศาลากอน
                                                                                     ่
ทําวัตรนะ บังเอิญมีเณรอยูองคหนึ่งทานบวชมากอน ทานเห็นทานก็เดินมาหา ชื่อเณรสมควร พอมาหา
ทานก็ถามวา “นาคเปนไงบางสบายดีมั้ย”เราก็ไมอยากตอบ มันอยากกลับบาน ทานก็เลยอธิบายไปให
ฟงวา “มันเปนอยางนีแหละ ผมมาอยูใหมๆ ก็เหมือนกัน มาอยูตอนแรกผมรองไห ตั้งสามสี่ครั้งเลย”
                          ้
ทานบอก น้ําตาไหล มันทนไมไดจะกลับบาน ทานก็ใหกําลังใจ บอกวาทนเอาหนอยเถอะ ทานไมทิ้ง
หรอก ใหกําลังใจ บอกถาทนเอาหนอยเดียวคอยปรับตัวไปเอง ก็ไดกําลังใจ สุดทายก็ทนตอไปอีก
                                             ๋
          ความคิดอยางนี้มันมีอยางนอยๆ ก็สาม สี่ครั้งแลว คิดจะหนีจะกลับ เพราะวามันไมไหว แตมัน
ก็แปลกวาเวลาเราคิด จิตมันตกนี้มกจะมีเหตุใหเกิดกําลังใจทุกครั้ง ผมคงเลารวบรัดหนอย เดียวมันจะ
                                    ั                                                      ๋
ยาวเกินไปวา ครั้งแรกที่ไปอยูใหมๆ ทานปลอยใหอยูอยางนั้นแหละก็อยูตามเรื่องตามราว ตอนนั้นก็คิด
เหมือนกันคิดจะหนี แลวมีเพื่อนมา ตามหลังมา มีแตคนเกง ๆ ทั้งนัน บอกวา “ผมเบื่อโลกแลวทาน
                                                                     ้
ตั้งใจจะบวชตลอด” เราก็วาทําไมเคาเกงแท นี่ขนาดเราตั้งใจขนาดนี้แลวยังไมคิดจะอยูนานขนาดนั้น
                                                                                      
เลย แตคนพูดอยางนี้กแปลกนะ อยูไดไมถง ๒ วัน ๓ วัน หนีหมดเลย ทําใหเราไดคิด ทําไมมันเปน
                        ็                        ึ
อยางนี้ คือมันคิดเอาเองตามใจตัวเอง เราก็ทนอยูตอไป พอทนไปมันเปนอยางนันจริงๆ มันทนไมได เรา
                                                                              ้
ก็หวุดหวิดจะไปนะ แตมนมีเหตุ ก็มคนใหกําลังใจตอนจะนุงขาวเหมือนกันนะ ตอนนั้นก็จะหนี
                              ั                ี
เหมือนกัน วันนั้นก็มหลวงพอองคหนึ่ง ชื่อหลวงพอคําปุน ทานบอกวา “นาคๆ หลวงพอชาสั่งใหไปนุง
                         ี                                   
ขาว” รูสึกดีใจมากเลยวันนัน แปลกเปนเหตุการณที่มนแปลกมากเหมือนจะไดบวชจริงๆ นะ วันนั้นมี
                                ้                          ั
กําลังใจขึ้นมานะ มีปติมากเลย แคบอกใหไปนุงผาขาวเทานั้น มันเกิดปติ เพราะมันทนมานานแลว ก็คิด
วาทานคงบวชให แตพอเปนผาขาวแลวก็ปลอยทิ้งไวไมสนใจยาวเลย ใจมันก็ทอเหมือนกันนะ
         ที่ผมพูดไปตอนแรกวา วันนี้เปนวันแหงความทรงจําของผมก็คือ อยูไปจนใกลเขาพรรษา
เหมือนเดือนมิถุนายนวันนีแหละ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๑๗ วันนั้นทานเรียกประชุม แตกอนหลวงพอ
                            ้
ทานจะเรียกลูกศิษยมาทั้งหมด มาประชุมในวันนี้ มาประชุมแลวทานก็เทศนใหฟง ใหกําลังใจแลวคอย
สงเขาไปตามสาขา สมัยโนนสาขามีไมมากประมาณ ๑๐ กวาแหง ทานก็จะสงออกไป ตอนแรกคิดวาได
ยินผาขาว เพือนอยูดวยกันก็บอกวาหลวงพอคงจะบวชกอนเขาพรรษา ก็คิดวาคงจะไดบวช ก็เตรียมผา
              ่        
อะไรๆ เย็บผาอะไรกัน แตกอนเย็บผา เย็บผาขาว แตผมไมทําอะไรกับใครเลย เพราะวาญาติโยมเจาภาพ
                              
พูดภาษาโลกวาไมมีเสนเลย แตวาตัดผาเปน แตวาไมมใครเอามาให ก็ไมรูวาจะไดบวชหรือไมไดบวช ก็
                                                         ี
เลยอยูเลยตามเลย แลวแตทานก็แลวกัน แตเพื่อนเคามีไตรไวหมดแลว ตัดเปนผาขาวไวหมดแลว วันนี้
ตอนเย็นมาทานก็ประชุมมาแลวก็เทศน หลวงพอเทศน เทศนจับใจมากที่สุด ก็คือคืนวันนี้ แตมัน ๓๐
กวาปมาแลว ผมนั่งฟงหลวงพอเทศนไป ทําไมมันนั่งไปตัวลอยไป เปนครั้งแรกทีไดฟงเทศนแบบถึงใจ
                                                                                    ่
มากที่สุดเลยนี้ แตกอนก็ฟงอยูแตมันไมถึงใจเทาวันนี้ ฟงแลวนอมจิตไป รูสึกมันลอย เบามากเลย เพราะ
ทานเทศนเรื่อง “จิตตภาวนา”แตกอนนันฟงในฐานะเปนโยม แลวก็ฟงพื้นๆ ทั่วไป ทานก็จะเทศนเรื่อง
                                         ้                                
ทาน เรื่องศีล เรื่องอะไร เรื่องครอบครัวไปอยางงั้นแหละ แตก็นาฟงนะ แตพอมาฟงทานอบรมเรื่องจิต
ภาวนา แลวใจมันเบา มันซึ้ง ซึ้งมากเลย หลังจากทานเทศนเสร็จรูสึกมีความสุขมาก ทานก็อธิบายเรื่อง
การบวชใหฟง ทานบอกวา การบวชนี้ จริงๆ แลวไมใชเรื่องยากอะไรเลย เพราะการบวช ถาจะถือเอา
ภายนอกมันบวชไมยาก เปนลูกชาวบานอยูเมื่อวานนี้ โกนหัวเอาผาเหลืองหมมันก็เปนพระได แตการที่
จะเปนพระจริงๆ นั่นแหละ มันเปนสิ่งที่ยาก ทานก็บอกวา “คุณธรรมของพระสงฆ อะไรคือคุณธรรม
คือขอปฏิบัติ นั่นก็คือสุปฏิปณโน อุชุปฏิปณโน ญาญปฏิปณโน สามีจิปฏิปณโน” ทานอธิบายเรื่อง
“คุณของพระสงฆ”แลวมานั่งฟงมีความสุขเพลิดเพลินสรุปแลวทานก็บอกวา “การที่จะเปนพระสงฆ
จริงๆ นั้นมันอยูที่คุณธรรม คุณที่ทําใหเปนพระสงฆจริงๆ นั้นก็คือปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ การปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ นั้นไมไดหมายความวาปฏิบัตไดเฉพาะพระเทานั้น เปนผาขาว เปนอนาคริกะ เปนญาติโยม
                                            ิ
ก็ตาม ถาปฏิบัติดีก็เรียกวาสุปฏิปณโน ปฏิบัติตรง ปฏิบัติสมควรแกธรรม มันเปนคุณสมบัติ ฉะนันถามี้
คุณธรรมอันนี้ก็เปนคุณของพระสงฆ” เรียกวา โยมก็ได ใครก็ไดถาปฏิบัติอยางนีขอใหปฏิบัติดเี ถอะ
                                                                                     ้
ทานบอกวา “ก็คุณธรรมเกิดขึ้นในใจก็เปนพระสงฆ” ทานเทศนยาว วันนั้นเทศนหลายชั่วโมงอยู ก็นั่ง
มีความสุขมีความเขาใจในเรื่องนี้ เรื่องบวชเรื่องบวชอะไรก็เลยเฉยๆ ก็หายสงสัยในเรื่องการบวช เพราะ
การบวชจริงๆ นั้นก็คือการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แลวสุดทายทานก็บอกวา ผาขาวชุดนี้ผมยังไมบวชนะ
แตฟงเทศนแลวสบายใจแลวแหละ ไมไดเดือดรอนอะไร ทานบอกวาทหารกอนจะเขาสนามรบ ตองฝก
กอนอยางนอยๆ ก็ฝกหกเดือน ทานวางี้ กอนที่จะเขาสนามรบไปรบกับขาศึก เราในฐานะเปนทหารของ
พระพุทธเจา เปนลูกศิษยของพระพุทธเจา เราก็ตองฝกเหมือนกัน ฉะนันกอนที่เราจะบวชจริงๆ เราตอง
                                                                      ้
ฝกใหมีคณธรรมของพระสงฆเกิดขึ้นกอน จึงบวช จึงจะเปนพระสมบูรณ ทานก็เทศนในเรื่องนี้ ฉะนั้น
          ุ
ผาขาวชุดนี้จะยังไมบวชให ไมบวชแลวแถมสงไปอีกตางหาก สงไปอยูสาขากันดารๆ เหมือนทหาร
แนวหนาเลยจริงๆ คลายๆ จะทดสอบกําลังใจเราดู เพราะวาสมัยกอนถาใครเขาไปวัดหนองปาพงแลวนี้
ถาตั้งใจจะอยูแลวเกิดความอบอุนมากเลย ถาอยูกับหลวงพอนี้ ไมมีใครอยากไปไหน เวลาทําผิดขอวัตร
                
อะไร พระเณรสวนมากจะกลัว กลัวหลวงพอสงไปที่อื่น เพราะวาวัดหนองปาพง เปนจุดศูนยรวมที่อยู
ใกลครูบาอาจารยเยอะแยะและก็มีความอบอุน และบางครั้งตั้งกติกาขึ้น ใครไมทันสวดมนตทาวัตร         ํ
สงไปสาขาวางั้น นี่ก็เปนเสนตายสําหรับพระเณรทีไมอยากไปไหนก็ตองฝกขอวัตรใหดี และก็ไมขาด
                                                   ่
หรอก ผมก็ไมเคยขาดสวดมนตทําวัตรอยูตลอดไมเคยขาดหรอก ทานบอกวาไปชวยบุกเบิกวัดใหม
สรางบารมีไปดวย ทานบอกวาไมบวช ก็เลยไมไดบวช ตั้งแตวันนันก็เลยถูกสงไปอยูสาขา ก็ไมได
                                                                    ้
เดือดรอนอะไร ก็ไดภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิ แลวก็ไดอะไรเยอะมาก เพราะวาไดอะไรเยอะมาก
ในชวงนั้น เพราะวาใจมันหายวิตกกังวลในเรื่องการบวชแลว แลวก็เรื่องที่จะออกไปขางนอกนี่ก็
หมดแลว ไมวตก เพราะอยากจะตั้งใจปฏิบติตามที่ทานสอน ดังที่วา คืนวันนั้น วันทีทานเทศนอธิบายให
                  ิ                       ั                                       ่
ฟงเกิดความเขาใจแลวอยากปฏิบัติ อยากเดินจงกรม อยากนั่งสมาธิ ไมอยากสนใจใคร ก็เลยเปนเหตุให
ปแรกเปนผาขาว ไมอยูทวัดหนองปาพง ก็เลยตองไปอยูสาขา ไปบุกเบิกสาขาใหม
                         ี่                           
          นี่เปนความยากความลําบาก ของการที่จะเขามาสูรมผากาสาวพัตร ในสมัยที่หลวงปูชาทานยัง
                                                                                            
แข็งแรง ทานจะเอาใหหายอยากกอน ทานไมเอาตามความอยาก และในขอที่ทานบอกวา “อยาอยูดวย           
ความอยาก อยาทําตามความอยาก อยาปฏิบัติดวยความอยาก”ทําใหเราเกิดความเขาใจในขอนี้มากขึ้น
และหลังจากนันก็เกิดความสบายใจในการปฏิบัติ การบวชการอะไรก็หายสงสัย ทานบวชหรือไมได
                    ้
บวช ก็ไมไดใสใจเลยตอนนี้ พอมันวางตรงความอยากนีได ทีนี้มันก็เหลือแตขอปฏิบัติอยางเดียว ปฏิบัติ
                                                        ้
ก็ไมไดหวังเปนโนนเปนนี่ หวังบรรลุอะไร มีความเชื่อมั่นวาถาเราไดปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั้นเปนสิ่งที่
เราภูมิใจ อะไรที่ทานบอกวาดีทานแนะนํานั้น มีความเชือฟงทาน เคารพในทานศรัทธาในทาน ปฏิบัติ
                                                          ่
ตามทานนั่นแหละ มันเปนมงคลแกชีวตจริงๆ ตอนนั้นก็ไดแตเอาหนังสือมาอาน สวดมนตทําวัตร
                                       ิ
ปฏิบัติสบายๆ ไมสนใจการบวชเลย แลวสุดทายทานก็ไมทิ้งจริงๆ ถึงเวลาทานเรียกมาเอง มาบวช บวช
เปนสามเณร เหมือนที่เราทํานั่นแหละ บวชเปนผาขาวอยูปหนึ่ง ก็มาเปนเณรไมถึงปดี แลวพอดีชวงจะ
บวชพระ ชวงบวชเณรกําลังทองปาฏิโมกขจะจบอยูแลวนี้ พอดีบังเอิญชวงนั้นทานไดเปนอุปชฌายพอดี
ทานเปนอุปชฌายปหนึ่งแลว แตทานไมบวช เหมือนกับวาจะคอยอยูทานยังไมบวชใครเลยอยูปหนึง ปที่
                                                                                              ่
สองทานถึงเริ่มบวชก็เปนรุนผมพอดีเลย รุนผมเขามาทานก็วารุนนี้รนแรก ทานก็เลยบวชพิเศษเลย บวช
                                                               ุ
พิเศษไมไดหมายความวาตองแหนาคอะไร ทําขวัญนาคไมไดวางัน พิเศษของทานคือ ทานบวชวันนัน
                                                                ้                                    ้
๒๑ รูป ที่คัดเลือก ผานการคัดเลือกหมดทั้งสาขาทั้งอะไรมารวมกัน ก็บวชกันตั้งแตเชายันเย็นเลย บวช
ก็บวชงายไมมโยมเลย มีโยมทายก อยูคนสองคนเทานั้น ญาติโยมไมไดมาคอยถวายผาถวายอะไรเลย ก็
                      ี
มีแตพระลูกศิษยทํากันเอง เปนเรื่องของพระจริงๆ บวชกันจนถึงเย็น ๒๑ รูปในวันนั้น แลวก็มีอนุญาต
พิเศษ เพราะวาทานบวชเปนครั้งแรก โยมวัดโยมเกาแกที่เปนทายกวัดนี้ หลายคนเลยที่เปนคนแกบวช
รุนผมนี้ แตทานก็มรณภาพไปหมดแลว มีหลายองคกสึกไป เดี๋ยวนีเ้ หลืออยูสององค ที่เราคงเคยไดยิน
                                                    ็
ที่วารุนผมเหลืออยูสององคนั้นเอง รุนแรก นอกนันก็มรณภาพไป แลวก็สึกไปบาง ก็เหลือผมกับอาจารย
                                                 ้
คเวสโกเทานัน รุนแรกๆ รูสึกจะออกประกาศนียบัตรดวยนะ อิงไปทางโลก ใหกําลังใจนิดหนึ่งนั่นคือ
              ้
ทําฉายาบัตร ทําฉายาบัตรใหเพราะกวาจะผานพนมาไดนี่ ก็เปนเรื่องยากลําบากเหมือนกันนะ อันนี้ก็
เปนเหตุหนึ่งทีทําใหเกิดความรัก เคารพในครูบาอาจารยที่ทานเขมงวดกวดขันกับเรา นั่นก็คือตองการที่
                        ่
จะใหเราเปนพระที่ดี เปนเณรที่ดี หรือพูดงายๆ ก็เปนทีนาศรัทธาเลื่อมใสหรือปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั่น
                                                         ่
แหละ ทานก็ฝกมา ทานถึงมีสํานวนของทานวา “ทานจะตองรอน อันไหนคางทานถึงจะเอา อันไหนไม
คางทานก็ไมเอา” ไมใชวาจะบวชสะเปะสะปะ อยากบวชก็บวชไมนะ ตองคัดเลือก การคัดเลือกของ
ทาน ก็คือใชวธีทนอยูได ถึงจะเอา มันถึงรอด ถาทนไมไดก็ไป ทานก็ไมไดผิดอะไร เปนเรื่องของทาน
                    ิ
เองนะ ทานอยูไมไดก็ไป ถึงบอกวาเปนเรืองลําบากพอสมควรแตกอนนี้ ตองอาศัยความอดทน แมรุน
                                            ่
หลังๆ มาจนถึงอาจารยญาณธมฺโม หลายๆ ทาน หลายๆ องคนี้ ที่บวชกับหลวงพอชาเนี่ย ก็ไดผานการ
อบรม โดยที่ทานอบรมดวยทานเอง ขออภัยเถอะบางครั้งนั่งฟงธรรมอยูเนีย นั่งกันถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ถา
                                                                         ่
หลวงพอลงมาเทศนโดยเฉพาะเทศนกับพระเณรวันอุโบสถนี่ ฟงเทศนยาว ถาวันไหนมีเหตุเกิดขึ้น
สมมติวาเณรหรือพระนี่ ไปประพฤติอะไรไมดีสักอยางหนึ่งนี่ เอาเปนเหตุเทศนกณฑใหญเลยวันนั้นนะ
                                                                              ั
ผมยังจําไดหลายกัณฑ เลยเสียดายที่ไมไดอัด สมัยโนนเทคโนโลยีมันไมดีเหมือนสมัยนี้ หลวงพอเทศน
แตกอน ดุเดือดมากเลยเทศนอบรมพระเณรนี่ มีวันหนึงเณรเคาไมคอยสํารวมอยากสึก ทานเทศนวันนัน
                                                       ่                                           ้
พระเณรนี่ เรียกวา กระดุกกระดิกไมไดเลยทานเจาะใจกิเลสไดดีมาก ทานเอาเณรเปนอุปกรณการสอน
แลวก็ซักไซเณร จนเณรน้ําตาไหลเลย เพือที่จะใหพระไดยินไดฟง วากิเลสมันเกิดขึนไดอยางไร มันเกิด
                                          ่                                       ้
จากตรงไหน ทานจะถามซอกแซก ถามเพื่อใหผูฟงไดขอคิดไปดวย มันเกิดความรูสึกอยางไร มันชอบ
                                                                                
ใจ มันชอบใจชอบตรงไหน เรียกวาซักไซกับเณร และไขเอาใหพระไดยน ไดฟงกัน จนเณรลําบากใจ
                                                                        ิ
เลยแหละ นั่นก็คือทานตองการที่จะสอน สอนใหพระไดเกิดการสํารวม เกิดการระวังใหมีขอวัตรปฏิบัติ
แลวก็ขัดแตกอนนะ ขออภัยเถอะคนมาใหมๆ มาอยูปฏิบัติกับทานนี่ คุยกับโยมไมไดนะ ไปคุยกับโยม
                
ทานไลตะเพิดนะบอก “ไปไกลๆ หนีไปไกลๆ อยาเขาไปใกล” ทานจะแบงโซนวันไหนวันพระมาทาง
ฝงใต ทางญาติโยมมาโรงครัวเนี่ย ถาผาขาวเดินผานไปแลว “ไปทําไม ออกไปไกลๆ ออกไปทางเหนือ
โนน” ฉะนั้น ผาขาวอยูกับทานเนี่ย เวลาจะเดินเห็นโยมตองหนีไปเลย เดินออมกลัวทานเห็น ถาทาน
เห็นดุเลย นั่นก็คือทานตองการใหมวัตรปฏิบัติ “อยูไกลๆ อยาเขาไปใกล’ ทานวา ทานถึงผลิตลูกศิษย
                                          ี
ลูกหาได ไมตองสงสัยตรงนี้ ถาใครไดผานมาแลวถึงจะเขาใจ เขาใจวาทานฝกหัดมาอยางไร
                 
          นี่ก็เปนเรื่องที่เกี่ยวของกับวัดหนองปาพง และหลวงพอชาสําหรับผมซึ่งก็อาจจะเยินเยอ หรือ
                                                                                             ่
ยืดยาวไปหนอยหนึ่ง นี่ขนาดตัดตอนมาบางแลว สวนธรรมนั้น ถาโดยคําสอนของทาน ก็คงไมตอง
จาระไนอะไรมาก ไมตองพูดมาก เพราะวาสิ่งที่ประจักษก็คือ เราไดรับรูทันแลว ตั้งแตวันนันจนถึงวันนี้
                                                                                           ้
หรือตั้งแตวนที่หลวงพอชาทานไดมาทางยุโรป จนกระทั่งถึงวันนี้กสามสิบกวาปแลว แลวเราก็จะเห็น
              ั                                                          ็
วาพุทธศาสนา ที่หลวงพอชาทานไดมาวางราก ไวที่ทางนี้ กวาจะมาถึงวันนีเ้ ปนมาอยางไร อันนี้พวกเรา
ก็คงเขาใจดี ฉะนั้นทุกทานทุกรูป หรือทุกคน ที่ไดมานั่งอยูสถานทีแหงนีจะเรียกไดวา ดวยบุญบารมี
                                                                           ่     ้
หรือดวยบารมีของหลวงปูชา ที่ทานไดฝกฝน อบรมลูกศิษยลูกหา ทั้งที่เปนคนไทย คนตางประเทศ ให
เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน จนเปนปกแผนแนนหนา วางรากฐานไว โดยเฉพาะทางนี้ เดี๋ยวนี้ทางเมืองไทย
ยังวิตกกัน บอกวาพุทธศาสนากลับจะมาเจริญทางยุโรป ก็เปนสิ่งที่นาคิดเหมือนกัน คงจะเหมือนทํานอง
ที่หลวงพอชาทานเคยพูดเอาไววา “กบเฒานั่งเฝากอบัว” หรือ “ใกลเกลือกินดาง” เปนสํานวน
                                      
หมายความวามันใกลเกินไป งายเกินไป ก็เลยเอา เอาไวตรงนั้นแหละ เอาตอนไหนก็ได ปฏิบัติก็
เหมือนกัน บางคนอาจจะคิดวาตอนนียังหนุมยังแข็งแรง เอาไวตอนแกเถอะ ไหนๆ ก็สถานที่ก็มีอยูแลว
                                            ้
หรือเขามาบวชแลวนี้ ก็คดวาไดบวชแลวก็สบาย แลวจะปฏิบัติตอนไหนก็ไดนี่ โดยลืมนึกถึงคําสอนที่
                                 ิ
ทานแนะนําวา “วันคืนลวงไป ๆ ชีวิตของเรามันก็รวงไปดวย มันไมไดลวงไปเฉพาะวัน เดือน ปเทานั้น
แลวมัจจุราชก็คอยติดตามเราอยูตลอดเวลา นั่นคือความแก ความเจ็บ ความตาย มันตามเราอยูทกเวลา         ุ
ทุกนาที” ถาเราคิดวาเราจะอยูไปอีกนาน ถาคิดอยางนีกชื่อวา “อยูดวยความประมาท” เพราะวาเรา
                                                          ้็                 
รับประกันเรื่อง ความแก ความเจ็บ ความตายนี่ เราประกันไมได โดยเฉพาะความตายหรือความเจ็บนั้น
เรารับประกันไมได มันจะเกิดขึ้นตอนไหนก็ได โบราณนั้นไดบอกวา เห็นกันอยูเมื่อเชานี้ สายมาก็ตาย
ซะแลว ตอนเชาก็ยังสบาย แตบายมาก็มวยมรณา คือตายไปแลว นั่นคือวาชีวิตมันไมแนนอน การที่เรา
มาบวชนี้ เปนอุบายที่ดีอุบายในการออก แลวก็เปนอุบายที่ดี มีเวลาประพฤติปฏิบัติ สรางประโยชนให
เกิดขึ้น เพื่อเปนประโยชนแกผูอื่นดวย ดังที่ทานอาจารยสุจิตฺโตนี้ ทานไดมาเปนประธานอยูในทีนี้ จะวา
                                                                                                 ่
ไปแลวก็ดวยความเสียสละของทานเหมือนกัน ถาลําพังความรูสึกแลว โดยเอาความรูสึกผมหรืออาตมา
                                                                                       
มาแทนทานก็ได อยากมีอิสระ มีเสรี อยากอยูสบายดวยตนเอง ไมอยากเกียวของกับใคร คิดวาเจาอาวาส
                                                                               ่
ทุกองคก็นาจะคิดอยางนี้ แตวาโดยหนาที่โดยการเสียสละแลว เพื่อสงเคราะหผูที่ตามมาภายหลัง โดย
อาศัยหลักเมตตาธรรม ก็ยอมเสียสละความสุขสวนตน อยางหลวงพอสุเมโธทานก็เคยพูด ยอมเสียสละ
ความสุขสวนตน เพื่อประโยชนแกรุนหลังหรือคนที่มาเกี่ยวของ คนที่เคามีความทุกขมีความลําบาก
ทางดานจิตใจเคาขาดที่พึ่ง ถาเราพอที่จะพึ่งได คือพอที่จะยืนมือที่จะไปชวยเคาไดนี่ ถาเราปลอยปละ
                                                               ่
ละเลย เสียขาดหลักเมตตาธรรม เราก็ไมเปนสุข เพราะวาเห็นคนเขามีทุกขอยูเราไมไดชวยเคา เราก็ไม
สบายใจดวย นั่นเปนปกติของผูที่มีเมตตาธรรม
          ฉะนั้นผูที่เปนหัวหนาอยางทานอาจารยสุจตฺโต เมื่อวานทานก็พาเดินดูโนน ดูนี่ สารพัดก็เขาใจ
                                                    ิ
เปนภาระที่หนักเหมือนกัน การบริหารหมูคณะ บริหารสถานที่ ตองรับผิดชอบหลายสิ่งหลายอยาง ถา
เราคิดตรงนี้เราจะเห็นใจทาน แลวก็มีความเคารพตอทาน และมีความรับผิดชอบชวยทาน เพราะภาระ
มันเยอะมากผูนํานี่ ถาไมใชการเสียสละแลว เราก็คงอยูไมได สบายอยางนี้ นั่นก็เพราะอาศัยการเสียสละ
                                                       
ที่ทานมีเมตตาตอพวกเรา เราวายอมทุกข ยอมลําบาก ที่หลวงพอชาเคยใหขอคิด อันนี้ ผมก็นําไปเอาไป
เปนขอคิด ทีอยูไดนานบริหารหมูคณะอยูไดปจจุบันนี้ เดี๋ยวนีก็อาศัยที่ทานสอนเอาไว ทานบอกวา
                 ่                                              ้
“การอยูกับหมูคณะ มันก็เหมือนอยูใกลๆ กับปากของนรกคือมันจะตองตกนรกอยูตลอดเวลา ถาเรา
                                       
เผลอสติเมื่อไร ก็คือนรกทันทีเลย” ฉะนั้นการบริหารหมูคณะ ถาเราไมเขาใจเราก็จะไมรวาทานหนัก
                                                                                            ู
ขนาดไหน เพราะวามันใกล ถาเผลอสติก็คือตกนรก วุนวายเดือดรอน คนมันหลายคนดวยกัน อยางที่เรา
มาอยูดวยกัน ลูกหลายพอหลายแมมาอยูรวมกัน ตางจิตตางใจ คิดไมเหมือนกัน บางครั้งก็อยากไดตาม
                                           
อารมณตนเองบาง ถาเราคิดนอมไปสูธรรมวินยซะหนอยเราก็ยอมเสียสละบาง ความสุขหรือความอยาก
                                               ั
ที่เราตองการนัน เราก็ยอมเสียสละบาง เพือใหทานเกิดความสบาย เผื่อทานมีเมตตาตอเรา เราก็มีเมตตา
                   ้                         ่
ตอทาน ทานก็จะไดเบาใจ อะไรชวยแบงเบาใหทานได เกิดความเบาใจ นั่นเปนความดีที่เราอยูรวมกัน
พระศาสนาของเราก็มีความเจริญโดยอาศัยหลักสามัคคีธรรม หลักสาราณียธรรมคือมี “เมตตากายกรรม
เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม” อยูรวมกันก็จะเกิดความสุข และทานก็จะไดแบงเบาภาระกับทาน
ดวย
ทานบอกวา

  เหมือนบุรุษกําลังถูกลูกศร เขายิงมาปกที่กลางอก
   บุรุษคนนั้นถาถูกลูกศรแลว “ก็ยังไปสนใจวา”
        ใครเปนคนยิงมา เปนผูหญิง หรือผูชาย
“เปนคนต่ําหรือสูง ดําหรือขาว เปนคนลักษณะไหน”
   กลับไปสนใจภายนอก แทนที่จะรีบถอนลูกศร
            แลวก็เยียวยารักษาตนเองกอน
         บุรุษคนนั้นก็จะตายเปลาเหมือนกัน
              “หนาที่ที่เราจะพึงกระทํา”
             เพื่อความดับทุกขในปจจุบัน
เรากลับไมสนใจ กลับสนใจออกนอกเรื่องไปทางอื่น
๒.
                           “ประสบการณการปฏิบัติธรรม”
                         แสดงที่ วัดปาอมราวดี ประเทศอังกฤษ
                             วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑

        นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
        พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ

          ผมหรืออาตมาขอโอกาสคณะสงฆ พุทธบริษัท ทุกๆ ทาน วันนีไดมีโอกาสไดขึ้นมาพูดธรรมะ
                                                                             ้
เดิมทีเดียวก็คดวา จะไมพดอะไรเพียงแตมาเยี่ยมใหกําลังใจ แตเพื่อนสหธรรมมิกบอกวาไหนๆ ก็มาแลว
                 ิ          ู
อยากจะใหพูดอะไรเลาสูกันฟงบาง ก็ยังไมรูจะพูดอะไรเหมือนกัน เอาจากความรูสกที่เกิดขึนในขณะนี้
                                                                                      ึ       ้
อาจจะเปนประโยชนบาง ถาเราตั้งใจฟง
          ปกติจะเปนคนพูดนอย พึ่งมาเปนเจาอาวาสนี้ เขาบังคับใหพด ก็เลยพูดมากหนอยหนึ่ง พูดจน
                                                                         ู
ตัวเองไมถูกกับจริตนิสัย พอดีพระอาจารยญาณชวนมา ก็เลยไดโอกาสมาพักบาง แตพอมาทานก็บอกวา
“ไมไดมาพักนะ ตองมาพูดตอ” ก็ไมเปนไร ก็พดไดเทาที่พูดได เปนการเสริมความรูบางสิ่งบางอยาง
                                                   ู
เรื่องประสบการณบางอยางที่ไดประพฤติ ปฏิบัติ กับครูบาอาจารยมา อยูที่วัดจิตตวิเวกทานก็ไดใหขึ้น
ไปพูด แตวันนันเปนวันคลายวันเกิดของหลวงพอชา ทานก็เลยบอกใหเลาเรืองเกี่ยวกับการที่มา
                        ้                                                               ่
เกี่ยวของกับหลวงพอชา ก็เลยไดเลาเรื่องไปในวันนั้น
          แตวนนี้ ก็คงไมไดเลาอยางนั้น คุยกับพระอาจารยญาณธมฺโม ทานก็บอกวา อยากใหเลาเรื่อง
               ั
“ประสบการณเกียวกับการปฏิบัติ” เพื่อสรางกําลังใจใหแกผูปฏิบัติรวมกัน ก็นาจะดี ทานวาอยางนั้น
                      ่                                                
          งั้นก็เริ่มจากการปฏิบัติของตนเอง ซึ่งถาจะพูดถึงของครูบาอาจารยของทานองคอื่นๆ ก็เรื่อง
ของทาน ที่นี้จะพูดถึงประสบการณของตนเองมันนาจะงายกวา ผมหรืออาตมาสนใจในเรื่อง “การ
ปฏิบัติ’จริงๆ ก็มีตั้งแตอายุยังไมมากอยูแลว ดังไดเลาไปแลวสวนหนึงที่วัดจิตตวิเวก วาตั้งแตเปนเด็ก
                                                                           ่
นั้น คงจะเปนเพราะวา อุปนิสัยที่เคยอยูวัดมา เปนเหตุใหสนใจพระพุทธศาสนา นั่นก็คือโดยเฉพาะเรื่อง
                                          
พุทธศาสนา เพราะวาไดอยูวัดตั้งแตเด็ก การอยูวัดก็อยูอยางเด็กทั่วๆ ไป ซึ่งก็เปนฝายคามวาสี คือ อยูใน
                              
วัดบานก็ขาดครูบาอาจารยแนะนํา มีหนังสือศึกษาอยูแคเลมสองเลม การศึกษาก็ไมเจริญเพราะเกิดอยูใน
บานนอก มีหนังสือนวโกวาทอยูเลมหนึ่ง หนังสือสวดมนตเจ็ดตํานาน หรือ ๑๒ ตํานานซึ่งก็เปนภาษา
บาลีเสียสวนมาก ซึ่งก็เปนขอธรรมอยูบาง คือ นวโกวาท พอไดหวขอธรรมนําไปคิด ซึ่งในสมัยนั้นก็
                                                                   ั
สนใจในเรื่อง “คิหิปฏิบัติ”ซึ่งเปนเรื่องของธรรมะสําหรับสําหรับฆราวาส คิหิปฏิบัติ เนนขอปฏิบัติ
สําหรับคฤหัสถโดยตรง ก็เปนเหตุใหสนใจตั้งแตเด็กโดยเฉพาะในเรืองการดําเนินชีวิต ซึ่งธรรมะบทนี้
                                                                     ่
จะมีการเกี่ยวของ ตั้งแตเรื่อง อบายมุข คือ ทางแหงความเสื่อม วาการดําเนินชีวิตไปในลักษณะไหนเปน
ทางเสื่อม ทางไหนเปนทางเจริญ ก็เปนเหตุใหสนใจ ทานบอกวาใหละเวนจากอบายมุขก็คงรูอยูวา     
อบายมุข ทางแหงความเสื่อม ความเปนนักเลง เลนการพนัน การเที่ยวกลางคืน การละเลนตางๆ นั่น
แหละซึ่งเปนฝายต่ํา นําชีวิตลงสูความตกต่า และทางแหงความเจริญก็คือทางธรรมะ พระสัมมาสัมพุทธ
                                             ํ
เจาทรงแนะนํา นั่นแหละวาเปนจุดเริมตนไปสูการศึกษา หรือสนใจธรรมะ คําสอนในทาง
                                           ่
พระพุทธศาสนา
          ความสนใจ ความเกียวของ กับศาสนาอาศัยสิ่งแวดลอมที่ดีจะวาไปแลวสมัยนั้นที่ชนบท ที่
                                   ่
อาตมาอาศัยอยูมันยังไมเจริญมาก การสื่อสารก็นอย สิ่งแวดลอมก็เลยอยูในขอบเขตจํากัดอยูกับวัด
                                                                             
แมแตการละเลนจะเลนอะไรกันก็เกี่ยวกับวัด อยางที่หลวงพอชาเคยเลา มันก็เปนความจริง ทานบอกวา
ตอนเปนเด็กการเลนกันตั้งแตตอนเปนเด็กนั้น ก็จะเลนกันในแบบของศาสนา ทานบอกวาเวลาเลนกัน
ทานก็จะเปนพระ เอาผามาหมเหมือนกับจีวร แลวก็ใหผูหญิงสมมติเปนโยม แลวก็ทําอาหารมาถวาย
แลวก็ใหพร ยะถาสัพพี ซึ่งก็เปนลักษณะนั้น ซึ่งผมหรืออาตมาเองก็เลนในลักษณะนั้นเหมือนกัน ตอน
เย็นมามันไมมที่ไปเที่ยวไหน ก็เที่ยวอยูในขอบเขตจํากัด คือหมูบาน กลางวันก็ไปเลนที่วัด ถาไมไดไป
                ี                       
ที่วัด ตอนเย็นมาก็มาเลนที่บาน ก็มาเลนเปนพระ เราในฐานะผูชาย การละเลนก็คือเอาผามาหมเปนจีวร
                               
แลวก็ใหพนองบางทีก็เปนญาติๆ กัน ใหเขาทําอาหารมาถวาย เอากะลามะพราวมาใสผักบาง เก็บโนน
             ี่
เก็บนี่มาใสบาง บางทีก็เอาผลไมจริงบาง สับๆ ใส ก็เอาถวาย สมมติเปนพระนะ เสร็จแลวก็ใหพร “ยะ
ถาสัพพี” ในการละเลนอยางนั้น ก็เลยทําใหหลอหลอมจิตใจใหอยูในเขตของศาสนา มันไมไดไปทาง
อื่น นั่นก็เปนอุปนิสัยที่สะสมติดตามมา
          หลังจากนันโตมาหนอย ประมาณอายุ ๑๕ –๑๖ ป ก็ไดสัมผัสกับพระธุดงค สมัยเปนเด็ก ที่
                    ้
บานมีปาคอนขางที่จะสมบูรณ ปามีทั่วไป ซึ่งพระทานก็เดินธุดงคผานไปผานมา แมแตหลวงพอชา
ทานก็ยังเดินผานไปผานมาทีบานเปนประจํา เพราะวามีสาขาที่ ๑ อยูระหวางนัน ญาติโยมนานๆ ครั้ง ก็
                                 ่                                             ้
จะมีโอกาสใสบาตรกับพระกรรมฐาน แตการสัมผัสหลวงพอชาโดยตรงก็ยังมีนอย นอกนันก็จะมีพระ    ้
ธุดงคผานไปผานมา สวนมากชาวบานตามบานนอกเห็นพระธุดงคก็จะดีใจที่ไดไปขอหวย ขอของดีกับ
ทาน สวนมากก็จะเปนลักษณะนั้น เราก็สนใจเหมือนกัน บางทีก็มพระธุดงคที่เขาวาเกงมาก ทานมี
                                                                       ี
อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย เราก็สนใจเหมือนกัน สนใจวาการบวชนั้น ดีตรงที่การบวชนันสามารถแสดงฤทธิ์
                                                                                   ้
ไดอยางโนนอยางนี้ ก็เปนเหตุใหสนใจ สนใจอยากจะศึกษา ก็มีพระธุดงคหรือพระกรรมฐาน ก็เปนเหตุ
ใหไดศึกษา ก็มีพระธุดงคหลายทานหลายองคที่ทานมีความสามารถ โดยมากก็ไปทางอิทธิฤทธิ์ ก็พิมพ
หนังสือ และเคยไดรับหนังสือเลมหนึ่ง ซึ่งหลวงพอมีออกธุดงค แตไมใชหลวงพอมี ที่อยูแถวอุบลฯ นะ
แตเปนรุนเกาๆ ทานบอกวา เวลาไปธุดงคเจออะไรหลายๆ อยาง ทานก็ใชอํานาจสมาธิ ตอสูอุปสรรค
ตางๆ แมแตคนเขาเลนของมา ทานก็ใชอํานาจจิตหรืออภินิหารนีทําใหสิ่งเหลานันอันตรธานไป หรือ
                                                                   ้             ้
ผานพนอุปสรรคไปก็เปนเหตุใหสนใจ จึงไดสนใจเขามาบวชเปนพระมากขึ้น
           หลังจากนัน โยมพอก็ไดเริ่มเขามาสนใจในวัดหนองปาพงเพราะเหตุที่หลวงพอชา ทานไดผาน
                     ้
ไปผานมาที่บานอยูเปนประจําจนกระทังผมหรืออาตมานีอายุได ๒๐ ป ซึ่งโดยปกติทางเมืองไทยนี้ ผู
                                         ่               ้
ชายไทยถาอายุ ๒๐ ป จะตองผานการบวชเรียน ซึ่งจะบวชนานมากนอยเพียงไรก็ตามก็ตองบวช เพราะ
ถาไมไดบวชนี้เขาถือวาเปนคนดิบ คนดิบคือ คนไมสุกนั่นแหละ พูดงายๆผลไมไมสุกก็ไมหวาน ใช
ไมไดถาดิบมันอาจจะฝาด มันอาจจะเปรียวใชไมได คนที่ไมไดบวชเรียน ไมรูจักวิธีดําเนินชีวิต เรียกวา
                                           ้
มันยังดิบอยู เขาเลยถือธรรมเนียมวา จะตองบวช ฉะนันพื้นเพเดิมก็สายของหนองปาพงอยูแลวไหนๆ ก็
                                                      ้
อายุ ๒๐ ปแลวก็คิดวานาจะบวชไดแลว แตบวชครั้งแรกก็ไมไดคดวาจะบวชตลอด เพียงแตวาอยากจะ
                                                                 ิ
บวชตามธรรมเนียมประเพณี จริงๆศรัทธาก็มีอยู เหมือนกัน แตก็ไมไดตั้งใจจะอยูถึงขนาดนั้น แตมี
                                                                                     
ความตั้งใจอีกอยางหนึ่งวา ถาเราไดบวชเราตองตั้งใจปฏิบัติ ตอนนั้นตั้งใจไวก็ผิดวัตถุประสงคอยู
เหมือนกัน ตั้งใจวาบวชทั้งทีจะตองใหไดอทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย ใหเปนผูวิเศษตั้งใจไวอยางนี้ ตอนแรกซึ่ง
                                             ิ                        
เราไมรูเรื่องในขอปฏิบัติ พอดีโยมพอเอามาฝากไวทหนองปาพง ก็ไดมาอยูวดหนองปาพง ตอนเปนผา
                                                   ี่                      ั
ขาวก็มีหลวงตาองคหนึ่ง หยิบหนังสือเลมหนึ่งมาใหอาน ซึ่งก็ตรงกับหนังสือที่เคยศึกษามา “หนังสือ
ประวัตหลวงพอปาน วัดบางนมโค” ก็เปนเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยอีก ก็เราใจใหเกิดความอยาก หลวง
         ิ
ตาก็มาชวนวา           “ ผาขาว ผาขาว มาทํากรรมฐาน เดี๋ยวมันจะไดมีอิทธิฤทธิ์จะไดดําดินได บินบนฟา
ทะลุฟา ทะลุกาแพงได” แลวเราก็เกิดความอยากขึ้น ก็เลยเลน “กสิณ” คือการเอาดินมาปน บางครั้งก็เคย
                 ํ
เอาแสงไฟมาแพงเปนกสิณ ก็เคยทํา แตไมไดกราบเรียนหลวงพอชาเพราะเราแอบทํา ทําอยูพักใหญ       
เหมือนกัน จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระมาจากถ้ําแสงเพชร ตอนนั้นพึ่งจะตั้งวัดที่ถ้ําแสงเพชร ทานก็ไปเลน
กสิณมา พอกลับมาตอนเย็น ฉันน้ําปานะเสร็จ หลวงพอก็ลงมาพูดคุยเรื่องธรรมะใหฟง ทานก็ถามองค
นั้นวา เปนอยางไรที่ไปอยูถาแสงเพชร ไปภาวนาอยางไร ทานก็ไดถามขึ้น พระก็ตอบวาไปภาวนาเพง
                               ้ํ
กสิณ ( เปนกสิณไฟ ) หลวงพอชาก็บอกวา “จะบาหรืออยากบาหรือไง” ซึ่งทําใหผมหรืออาตมาตกใจ
เพราะกําลังจะเลนกสิณอยู “เดี๋ยวก็เปนบาหรอก ทําไมจะตองไปทําอยางนั้น รูไหมวาการเลนอยางนั้น
จิตใจมันจะทําใหหลงไดงาย หลงระเริงไปกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย มันจะผิดวัตถุประสงค และจะหยุดอยู
ตรงนั้นไดงาย” วันนั้นหลวงพอชาทานไดเทศนกัณฑใหญเลย ผมหรืออาตมาก็เลยไดขอคิด และเปลี่ยน
ความคิดใหมในวันนั้น

           วิธีของหลวงพอชา ไมใชวาทานปฏิเสธ..แตทานไมอยากใหลูกศิษยเขาไปเกี่ยวของกับเรื่องนี้
มาก เขาใจตอนหลัง ตอนทีทานเทศน ตอนที่อธิบายและฟงมาเรื่อยๆ ไดฟงและศึกษาพระไตรปฎกบาง
                                  ่
ก็ไมไดสงสัยอีกในเรื่องปาฏิหาริย ซึ่งหลายๆ ทาน หลายๆองคคงทราบวา ปาฏิหาริยที่พระองคทรงตรัส
ไวนนมี ๓ อยาง อิทธิปาฏิหาริย อันหนึ่ง,อาเทศนาปาฏิหาริยอันหนึ่ง, อนุสาสนียปาฎิหาริยอันหนึ่ง
     ั้
          ปาฏิหาริยอันแรก อิทธิปาฏิหาริยนี้ ก็เปนสวนหนึ่งที่โยคีที่อินเดียแตกอนนั้นเขาฝกจิต สามารถ
บังคับจิตได อาจจะเปนอิทธิฤทธิ์ลักษณะดังกลาวมาแลวนั้นก็เปนได เพราะแมแตในวินัยยังกลาวไววา
การฆาคนดวยอิทธิฤทธิ์ก็ยังมี ก็คงจะมีอยูจริง   
          อาเทศนาปาฏิหาริยนี้          ดักจิตใหเปนอัศจรรย ก็มีครูบาอาจารยบางทานทําบริกรรมภาวนา
สภาวะจิตก็มเี กิดขึ้น จากอํานาจสมาธิเหตุนั้น ทานไมตองการใหไปหลงอยูกับตรงนี้ ทานก็เลยกันเอาไว
                                                           
เพราะถาไปหลงอยูในสํานึกวาพุทธศาสนา หรือคําสอนของพระพุทธเจานั้น ไมประเสริฐอะไรเลย
เพราะพระองคทรงตรัสวา อิทธิปาฏิหาริย เขามีมากอนแลว กอนที่พระองคทรงตรัสรูก็มีอยูแลว มันเปน
วิชาหนึ่ง ซึ่งถาใครไปศึกษาปฏิบัติอยางโยคีเขาทํา ก็สามารถทําได “ และเมื่อทําไดแลว จะยังศรัทธา
ของผูที่ยังไมศรัทธาใหเกิดขึนได” เขาก็จะมองอยางดูถูกวา พระพุทธศาสนาไมมีดีอะไร
                                ้
          ถามีแคนี้ก็แสดงวา พระพุทธเจาไมไดตรัสรูอะไรวิเศษเพราะสิ่งนีเ้ ขามีอยูกอนแลว ตาม
แบบอยางที่เขาทํา สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นไดทานบอกวา “ไมยังศรัทธาของผูที่ยังไมศรัทธาใหเกิดขึนได แมผูมี
                                                                                               ้
ศรัทธาพอประมาณแลว ไมเพิ่มศรัทธาขึ้นมาอีกได ก็อาจจะใหเสื่อมศรัทธาอีกได” ดวยเหตุนี้ พระองค
จึงทรงไมสรรเสริญปาฏิหาริย ๒ ขอ นั้นก็คือ “ อิทธิปาฏิหาริย และอาเทศนาปาฏิหาริย” แตพระองค
ทรงสรรเสริญ “อนุสาสนีปาฏิหาริย” คือ “คําสั่ง คําสอนเปนอัศจรรย” หลวงพอชาทานก็เลยมาถือเอา
หลักนี้ เพราะคําสอนนี้ถาเราปฏิบัติจะเปนไปเพื่อความดับทุกข สิ่งที่เราตองการในการปฏิบัตินั้น ถาพูด
โดยรวมยอดแลวก็คือ “ความดับทุกข” เพราะฉะนัน ทุกขที่มันมีอยู มันเกิดขึ้นในขณะนี้ เราตองการ
                                                        ้
ความดับทุกขตรงนี้ มันเกิดกับจิตใจของเรา ทานก็เลยเนนมาทางนี้ เนนใหใชปญญาเพื่อดับทุกขที่
                                                                                         
เกิดขึ้นในปจจุบันที่บังเกิดขึนอยูนี้ ใหรูเทาทันอารมณตรงนี้ นั่นคือจุดมุงหมายของทาน
                              ้
          ความชัดเจนในเรื่องนี้ ยิ่งจะชัดเจนยิ่งขึ้น ถาเราไปเจอพระสูตรหนึ่ง ซึ่งผมหรืออาตมาไดศึกษา
อยูบางชวงนันนะ ทานบอกวา “เหมือนบุรุษกําลังถูกลูกศร เขายิงมาปกที่กลางอก บุรุษคนนั้นถาถูก
               ้
ลูกศรแลว ก็ยงไปสนใจวา ใครเปนคนยิงมา เปนผูหญิง หรือผูชาย เปนคนต่ําหรือสูง ดําหรือขาว เปน
                 ั
คนลักษณะไหน” กลับไปสนใจภายนอก แทนที่จะรีบถอนลูกศร แลวก็เยียวยารักษาตนเองกอน บุรุษ
คนนั้นก็จะตายเปลาเหมือนกัน หนาที่ที่เราพึงกระทํา เพื่อความดับทุกข ในปจจุบน เรากลับไมสนใจ
                                                                                       ั
กลับสนใจออกนอกเรื่องไปทางอื่น ตองการมีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย อะไรทํานองนี้ ซึ่งหลวงพอชาทานไม
สงเสริมดานนี้ แตผลพลอยไดนั้น แลวแตอปนิสัย วาสนาของใครมันมีของมัน ซึ่งทานไมไดปฏิเสธนะ
                                                ุ
บางครั้งทานยังเลาใหฟงเพื่อประดับเสริมความรู แตนานๆทานก็เลา เลาก็แลวตัดบท ไมใหไปเลนหรือ
ไมใหตดกับตรงนั้น ทานเคยเลาวา หลวงปูกินรี เปนผูทดักจิตไดเปนอัศจรรยเหลือเกิน และรูลวงหนาได
            ิ                                               ี่
ดวย มีครั้งหนึงนะ ทานวาหลวงปูกินรีทานเลาใหฟง ทานบอกวา ตอนนั้นทําความเพียรมาก จิตมีความ
                      ่
สงบ เมื่อเหตุการณจะเกิดขึนในพรุงนี้ วันนีจะมาบอกในนิมิตคืนนี้เลย และก็จะมาตรงตามนั้น สมมุติวา
                               ้                  ้
จะมีโยมมานี่ มากี่คน ใสเสื้อแบบไหน ชุดอะไร ก็จะนิมิตชวงกลางคืน ตอนเชาก็จะมาในลักษณะนั้นไม
ผิดเลย ทานบอกอยางนัน ทานเลาประดับความรู และอยางหลวงปูทองรัตน เชนเดียวกัน ทานบอกวาดัก
                           ้
จิตดักใจไดเปนอัศจรรย มีขโมยมาขโมยของในวัด แลวพอดีทานไปเห็นเขา ทานก็ทําทีไมเห็น แตทาน
ใชอํานาจจิต บอกวาปลอยเขาเอาไปกอน แตไมใหเขาออกจากวัดได ใหเขาหลง พอเขาเดินไป เดินไปก็
เจอแตพุมไมตนไม หาทางออกไมได วนไปวนมาจนสวางเลย พอสวางแลวทานก็เดินออกไปเจอเขา เขา
                    
ก็กลัว แลวทานก็ถามวา “มาอยูอะไรที่น” คนทําผิด มันกลัว ก็เลยสารภาพ นั่นเปนความอัศจรรยของจิต
                                             ี่
ที่ทานเลาใหฟงประดับความรูของลูกศิษย แตทานก็บอกวาที่เลาใหฟงนี้ไมไดหมายความวา ใหไป
                  
สนใจตรงนั้น ใหเปนหลักยืนยันวามันมีอยูจริงแตไมตองการใหไปหลงจุดนันนะ แตขอปฏิบัติที่เรา
                                                                                 ้
ตองการคือ “ความดับทุกข” โดยเฉพาะจิตใจเรา สังเกตแตวนนี้ “ มันสุข มันทุกข มากนอยแคไหน”
                                                                  ั
ทานใหสนใจตรงนี้ เพราะฉะนั้นการภาวนานั้น ทานบอกวาเบื้องแรกนั้น ทานไมปฏิเสธสมาธิ ทานให
ทําสมาธิกอน อยางผมหรืออาตมา มาอยูใหมๆนี้ ก็จะจับเอาคําสอนของทาน ซึ่งทานบอกวา “ไมตองเอา
อะไรมากหรอก ใหบริกรรมพุทโธ เทานั้นแหละ ไมตองสนใจอะไร อยางนี้ไปกอน” ทานวา ผมหรือ
อาตมาอาจจะเปนศรัทธาจริต คือ ศรัทธาตอทานมากนะก็ภาวนา เอาคําภาวนาวา พุทโธ พุทโธ ทําไป ทํา
ไป ตั้งนาน มันก็ไมรูเรื่องเลย เอ.....ทําไมไมรูเรื่อง ก็คิดวา พุทโธ พุทโธ อยูๆสงบนิ่งไป แลวก็เกิด
ความรู เกิดอะไรก็ตามมา คิดอยางนั้นนะ ยิ่งคิด ยิ่งปรุงแตงไปขางหนา ยังไมเปนสมาธิ สุดทายมีวน        ั
หนึ่งมานั่งกับเพื่อนเนสัชชิก นั่นคือวันพระเหมือนอยางนี้แหละ นั่งไป เอ....เราทํามาตั้งนานแลว ทําไม
การปฏิบัติเราไมกาวหนา เพราะทานบอกวา ภาวนา พุทโธ แลวจะรูเอง แลวมันรูอะไร ก็เลยเปลี่ยนวิธี
                                                                                     
ใหม ไมไดนั่งหลับตาบริกรรมภาวนา มานั่งคิดวา ที่ทานไดบอกวา “พุทโธ” ตามที่เราสวดมนตวา “ ผูรู 
ผูตื่น ผูเบิกบาน”นี้ ทานรูอะไร ทานตื่นจากอะไร ทานเบิกบานอยางไร ก็เลยเอาคํานี้มาภาวนาแทน เขา
เรียกวาเปน “ธัมมวิจจยะ” เปนการสอดสองธรรมะ ยกเอามาพิจารณาวารูอะไร เปนเหตุใหเราคนหาใน
สิ่งที่รูวา เราควรรูอะไร ถาโดยหลักๆนัน ถาเราไดศึกษา ทานวา “รูทุกข” “รูเหตุใหเกิดทุกข” “รูความ
                                           ้
ดับทุกข” “รูขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข” ถารูสิ่งนี้ทานเรียกวาเปน “สัมมาทิฐิ” เปนความเห็นชอบ
เรียกไดวาปญญาความเห็นชอบ ที่นี้ก็จะบอกวา “เห็นทุกขเห็นอยางไร” มันก็จะเปนเหตุใหเราไดศึกษา
เรียกไดวา “ทุกข” ซึ่งเราก็รูอยูแลววา “ทุกข คือ อะไร” ซึ่งมีอยูประจําใจของทุกทานทุกคน แลวทุกขนั้น
มันมีเหตุ ทานจึงบอกวา ทุกขนี้เปนสิ่งที่ควรศึกษา ควรกําหนดรู ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นี้ ก็อธิบาย
วา “ทุกขเปนสิ่งที่ควรกําหนดรู” “เหตุใหเกิดทุกขเปนสิ่งที่ควรละ” “ความดับทุกขเปนสิ่งที่ควรทําให
                                     
แจง” ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกขเปนสิ่งที่ควรทําใหเกิดใหมีขน” ก็เปนเหตุใหเราเขาใจวา “พุทธะนี้ รู
                                                                        ึ้
ทานรู เพื่อความดับทุกขจริง”
          แตก็แปลกเหมือนกันวา พอเปลี่ยนมาเปนธัมมวิจจยะนี้ ปตีเกิดขึ้นไดงาย ทําไมถึงเกิดขึ้นไดงาย
                                                                                     
มันเขาองคของโพฌชงค ๗ จะมีขอที่ ๒ วา “ธัมมวิจจยะ “ เพราะมันมีวิตก, วิจารณ ,ปติ ,สุขเอกัคคตา
อยูตรงนั้น วิตก วิจารณ นีกคือ เราใชวิจารณญาณวิจารณธรรม ธัมมวิจจยะนี้ ถาจิตมันรวม มันเปน
                                ้็
สมาธิอยูในนัน จิตมันนอมไปสัมผัสกับสิ่งที่ไมเคยสัมผัส สิ่งที่ไมเคยรู มันก็ทําใหรูขึ้นมา เกิดตื่น เบิก
               ้
บานขึ้นมา แตกอนนั้น นั่งไปพุทโธ มันก็งวงเหงาหาวนอน นั่งไปก็หลับลูกเดียว นังไปไดทั้งคืน ก็มีแต
                                                                                         ่
งวง เชามาก็ถามตัวเองวา ไดอะไร ก็ไมไดอะไรสักที ตืนขึ้นมาก็ถาม แตพอมาเปลี่ยนตรงนี้ปุบ แปลก
                                                               ่
มากเลย จิตนอมไปวิจารณธรรม นั้นเกิดปตีขึ้นแลว หลวงพอชาก็มาเทศนใหฟงนะ ทานบอกวาถาจิต
นอมเขาไปถูกเรื่องแลว ก็จะมีวิตก วิจารณ ปตี เอกัคคตา นั้นก็คือองคของสมาธิเบื้องแรกเลย ทานใช
คําอธิบายวา “วิตกคือยก” ยกขึ้นมา คือ ยกเอาหัวขอธรรมขอใดขอหนึ่งขึ้นมาวิจารณ คือพอยกขึน แลว     ้
มาสองมาดู มาพิจารณา นั่นคือวิจารณ พอวิจารณแลว มันเกิดความเขาใจในสิ่งที่ยกขึ้นมา อยาง
ยกตัวอยางนะ ทานบอกวายกรางกายขึ้นมาพิจารณาถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แลวก็มา
พิจารณาถึงกองทุกข ที่มันเกิดขึ้น มันทําใหเราเริ่มเห็นวา ความทุกขนเี้ กิดขึ้นจากตรงไหน เหตุมนเกิด  ั
อยางไร เปนการเกิดขึ้นจากที่เรายกขึนมาจากวิตก วิจารณ พอมันเขาที่ของมัน มันก็เกิดปตี คือความ
                                            ้
เขาใจในธรรม เกิดปติสุข แลวจิตก็จะนิ่ง นั่นคือเปนเอกัคคตา นี้ก็เลยเปนองคประกอบของธรรม พรอม
บริบูรณขึ้นมา ทําใหเรารูเกิดวา ไอตรงนี้เปนหลักที่เราจะตองจับมาพิจารณา และก็ไมสงสัยดวยวา ใคร
จะวาผิดหรือถูก ไมตองสงสัย เพราะวาเรารูแลววา ในองคธรรมแหงการตรัสรูนั้น มีขอนี้ ก็คือ “ธัมม
วิจจยะ” ถาจิตมันรวมตรงนัน มันไมวอกแวกไปที่อื่น มันมีสมาธิอยูตรงนั้นแหละ จิตตั้งมั่นอยูตรงนั้น
                                 ้
แหละ ถาเราจะยกเขาสูการพิจารณาธรรมในตรงนั้นก็ได ผมหรืออาตมาชอบทํา แตกอนพอมันไดที่
หนอย ก็จะยกองคของวิปสสนาขึ้นมา คือใชอารมณวปสสนา นั้นก็คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ซึ่ง
                                                            ิ
หลวงพอชา ก็จะพยายามใหใชตัวนีแหละ ใหเห็นพระไตรลักษณ คูกันไปตลอด แมทําสมาธิเราจะเห็น
                                          ้                                 
วา ทานจะสอนวาเวลาทําสมาธิก็ใชหลัก “อนิจจัง”ไปดวย ซึ่งทานบอกวา “สงบก็ไมแน ไมสงบก็ไม
แน” คือทานใหใชหลักนี้ไปดวย มันจะไดไมยดมั่นหมายมั่นในอารมณที่เกิดขึ้นในขณะที่เราปฏิบัติ ก็
                                                       ึ
เลยจับหลักไดตรงนี้ก็เลยปฏิบัติไปเรื่อยๆ
สิ่งที่ทําใหเกิดความมั่นใจมากขึ้นนั้น อันหนึ่งก็คือ หลวงพอชานันแหละ เหมือนทานรู แต
                                                                              ่
เรียกวารูเลยก็ได มีวันหนึ่งทานเทศนเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ ทานก็ยกเอาลูกศิษยนั่นแหละ อาจจะเปน
ผมหรืออาตมาก็ไมรูเหมือนกัน ทานบอกวา “ลูกศิษยบางองค บางทานไมมีปญญาพอ พอใหอะไรไปก็
ลูบไปคลําอยูนั่นแหละ ไมไดกินหรอก” ทานวาอยางนี้ ทานก็เลยอุปมาเหมือนกับวา “เหมือนยื่นแตงโม
ลูกสวยๆใหลกหนึ่ง คนไมฉลาดก็เอาไปลูบไปคลําอยูเฉยๆแลวบอกวาแตงโมสวยหนอ สวยหนอ อยู
                  ู
นั่นแหละ แตก็ไมไดกินแตงโมหรอก ไมไดผาเขาไปขางในวามันสุกหรือมันดิบก็ไมรูก็ไดแต ลูบแต
คลําอยูนั่นแหละ สุดทายแตงโมก็เนาไปเปลาๆ ตนเองก็ไมไดกนอะไร” มันก็เจาะใจเรา เขาใจทันทีวา
                                                                    ิ
โอ…นี่เปนความจริง แตกอนทานใหบริกรรมวา พุทโธ พุทโธ เราก็บริกรรมนะจนมันติดปากมันเปน
สัญญา จนไปฝน แตมันก็ไมกาวหนา นันคือไดแตลูบคลํา จนมาเปลี่ยนวิธีที่วานี้ มาใชหลักวิจัยธรรม ก็
                                            ่
คือวา พุทโธ แปลวาอะไร คือ ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน ก็เกิดความเขาใจ และเกิดความมันใจ เมื่อทานมาเทศน
                                                                                    ่
เรื่องนี้ใหฟง หลังจากนันการภาวนาผมหรืออาตมาก็ใชวธีนี้ จะเดินจงกรม นั่งสมาธิ แตถาจะพักก็ใช
                             ้                                 ิ
บริกรรม พุทโธ พุทโธ พุทโธ ธรรมดาไปก็ได เปนการพักจิตไมตองใชจิตทํางานไปมากก็ได แตถาใช
มันมาก นิวรณมันเขามาใชไมได ตองใชวิธีเดิน นั่นคือ เดินเขาวิจยธรรม และเวลาจงกรมก็ใชวิธีนี้
                                                                         ั
บางครั้งก็ยกเอาสังขารขึ้นมาพิจารณา ถึงความสิ้น ความเสื่อม นั่นก็คือ หลักของอนิจจัง ความไมเที่ยง
แทแนนอนของสังขาร ความเปนทุกขของสังขาร มันเกิดมาจากอะไร พระพุทธเจาทานบอกวา “มันมา
จากความเกิด เมื่อมันมีความเกิด มันก็มีความทุกข” เราก็ไดพิจารณานะ ไอตรงนี้เองที่เราไดสวดมนตทํา
วัตรทุกเชา ทําวัตรเชานี้ ทําใหเกิดความประทับใจมากนะ ในบทสังเวช บอกวา รูปเวทนา สัญญา สังขาร
นี้ เปนทุกขไมเที่ยงเปนอนัตตา และสุดทายทานสรุปวา “ทําไฉนการทําที่สุดแหงทุกขจะปรากฏขึ้นแก
เราได” เพราะวา ทุกทาน ทุกคนนั้น ถูกความทุกขครอบงําอยูแลว และก็มีความทุกขเปนเบื้องหนาแลว
ดวย เรามีชีวิตอยูอยางงี้ เดินไปขางหนา ทุกขนะ ตราบใดมันมีกอน มีสังขารนี้ เดินไปก็มีแตทุกขนะ สิ่ง
ที่เรามากลบเกลื่อนความทุกขก็คือ เราเปลี่ยนอารมณ เปลี่ยนเหมือนกับหลอกตัวเอง ใหหลงจนลืม
พิจารณาถึงความไมเที่ยง ความเปนอนัตตา บางทีลืมตัวนี้ พอลืมแลวพอทุกขเขามาก็เผลอแลวเจ็บอีกตัว
นั้นก็คือขาดการพิจารณา ขาดหลักธรรม ตัวเราพิจารณาจะเกิดธรรมขอหนึ่ง ทานบอกวา”นิพพิทา” ใน
ธรรมขอนี้ทานบอกวา “นิพพิทา วิราคะ” ๒ คํานี้ อันหนึ่ง เกิดความเบื่อหนายและก็คลาย “คลาย”ในที่นี้
หมายถึง “ความยึดมั่น หมายมั่น” นะ ถามันเกิด “นิพพิทา”นี้ คลาย ความยึดมั่น หมายมั่นก็จะเกิดขึน ทํา  ้
ใหเราเกิดความเบาขึ้นในจิต การที่เราไมยึดมั่น ถือมั่นนั้น ทําใหเกิดความเบา ความรูสึกในจิตใจนี้
เหมือนกับอารมณ อารมณทชอบใจไมชอบใจนี้ ถาเราไมเขาใจ ไปยึดมั่นมันก็หนักมาก หนักยิ่งกวาเรา
                                ี่
แบกวัตถุสิ่งของ แตถาเราเขาใจวา ทุกสิ่ง ทุกอยางเปนอนิจจังนี้ “พอมันมาปุบ เราวางปบ มันก็เกิดความ
เบา” ก็เลยจับหลักตรงนี้ได การภาวนาก็เกิดความมั่นใจขึน       ้
แลวมีอีกสิ่งหนึ่งที่หลวงพอชาแนะนําเอาไวนะ สําหรับผูปฏิบัติก็นาสนใจ ก็จะนํามาฝากไว
เหมือนกันวา ทานบอกวา “การปฏิบัติธรรม ถาปฏิบัติไปเปนวงกลมได มันถึงจะแนนอน” ทานพูดเปน
ปริศนานะ ซึ่งแรกๆนั้น ผมหรืออาตมาก็ไมเขาใจเหมือนกันนะ “ปฏิบัติใหเปนวงกลม โนน...มันถึงจะ
ใชได” ทานวาอยางงี้ เอ...มันวงกลมอยางไร เราก็ไมรูเรื่อง แตผมหรืออาตมานั้นเปนคนมีปญญานอย มี
ความรูสึกสงสัย แตไมกลาถามทาน ไมเคยถามปญหากับหลวงพอชานะ เพราะมีคําหนึ่งที่ทานเคยพูดวา
ทานเปนคนขีสงสัยมาก แตทานก็ไมถาม ทานบอกมีความสงสัย แตกไมถามครูบาอาจารย ซึ่งตรงจริต
               ้                                                              ็
เรา มีความสงสัยอยู แตไมใชเปนอยางทานนะ แตเปนความไมกลาของตัวเอง ก็เลยไมกลาถามแตทาน
แนะนําแลวก็เอามาพิจารณานะ ก็ทําไป คิดไป ไมถามทานนะ เอ ปฏิบัติเปนวงกลมอยางไรหนอ และ
ชวงนั้นก็มาเรงความเพียร นังสมาธิ เดินจงกลม สลับกันไปอยูตลอด มีวันหนึ่งหลังจากสวดมนตทาวัตร
                                 ่                                                                    ํ
เย็นเสร็จ ก็ไปเดินจงกรมตอ เดินไปพอสมควร ก็นั่งสมาธิ นั่งสมาธิแลวก็ลุกเดินตอ วันนัน เดิน วิจย  ้       ั
วิจารณธรรมอยางที่วานี้พิจารณาไป แตชวงนี้พจารณาในเรื่อง “อสุภะ” ความไมเที่ยงของสังขาร คือ
                                                 ิ
ความไมจีรังยังยืน ความเนาเปอยของรางกาย สิ่งปฏิกูลเดินไปเพลินจนกระทั่ง ตีหนึ่ง ไมรูสึกตัว มานึก
                 ่
วา เราทําความเพียรมามากเกินไป รางกายจะเมื่อยลา เราพักดีกวา เราพักผอน พอรางกายดีแลวคอยตื่น
มาทําความเพียรตอ ตั้งใจไวอยางนี้ ก็เลยไปพัก พอเอนกายลงปุบ ศีรษะเอามือค้ําไว มันเคลิ้มไป ฝน พูด
งายๆวาฝนดีกวา ฝนวา เขาไปในปาชา เขาไปปฏิบัติภาวนา เขาไปในปาชาแตละที่ แตละแหง เห็น
ซากศพ ซึ่งแปลกมากเลยมีแตเรื่องนี้ เรื่องอสุภะตลอดเลย จนกระทั่งตืนขึ้นมาแปลกมาก นิวรณ มันไมมี
                                                                            ่
เลยนะ พอตื่นขึ้นมา อยากนังสมาธิตอ อยากเอาอารมณนั้นตอ ก็นั่งสมาธิพิจารณาตอไปอีก และทําให
                                   ่
อารมณกรรมฐานที่เราไดทาตั้งแตเย็นนัน สืบตอกันมาก็มานึกไดวา คงจะเปนตรงนี้ ที่หลวงพอชาทาน
                               ํ         ้
พูดไววา “ทําใหเปนวงกลม” นั่นก็คือ “สืบตอกัน ทั้งหลับ ทั้งตื่นเปนอารมณเดียวคือ อารมณกรรมฐาน”
ถาทําอยางนี้ได มันเกิดความมั่นใจมากเลยที่นี่ เพราะจิตใจของเราไมไดวอกแวกไปไหนนี่ มันอยูกับ
อารมณของกรรมฐานตลอด เกิดความมันใจพิจารณาธรรมอะไร มันก็ปลอดโปรงดี จะพิจารณาธรรมขอ
                                           ่
ไหนนี้ มันก็จะเกิดความมั่นใจจนกระทั่งมีความมั่นใจ ๑๐๐ เปอรเซ็นต วา ที่พระพุทธเจาตรัสวา “บุคคล
ที่เจริญสติปฏฐานทั้ง ๔ นี้ ติดตอกันสม่ําเสมอนี้ ที่เรารูจักกันวา ๗ วัน ๗ เดือน ๗ปนี้ ตองเขาใจในธรรม
ไมบรรลุก็เขาใจธรรมหรือตกกระแสแหงธรรม” พูดงายๆ เกิดความมันใจวาหลักนี้เชื่อ ๑๐๐ เปอรเซ็นต
                                                                          ่
เลยวา ถาทนปฏิบัติไดติดตอกันโดยรักษาอารมณไดแบบนี้นะ จะเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติของเรา มี
ความเจริญกาวหนา ไมสนใจใคร สนใจเฉพาะการปฏิบติอยากรู อยากเห็น อยากเขาใจในเรื่องของธรรม
                                                            ั
มันก็เราใจ คลายความสงสัยที่ทานวา “ การปฏิบัติเปนวงกลม”
          ทานจึงแนะนําใหลูกศิษย โดยเฉพาะผูทยังไมมีภาระมาก หรือผูที่ยังหนุม ยังแข็งแรง หรือพูด
                                                    ี่
อีกอยางวา เราเปนลูกวัดนะ มันมีโอกาสที่จะปฏิบัติ เพื่อหาความรู ประสบการณ ใหเกิดขึ้นกับตนเองที่
ทานเตือนเอาไว ทานวา ถาอยูนานไมมีเครื่องอยู กับอยูนานมีเครื่องอยู มันจะตางกัน เครื่องอยูภายนอก
มันไมสําคัญอะไรหรอกอยางเราอยูที่นี้ มันก็สะดวกสบายภายนอก แตมันรับประกันไมไดวาภายในเรา
มีเครื่องอยูหรือยัง ถายังไมรีบหาเครื่องอยูเอาไว มันจะเปนคนไมมีที่พึ่ง เรียกวา เปนคนอนาถานะ จิตใจ
ไมมีหลักยึด ก็จะงอนแงน คลอนแคลน ไมมั่นคง ดังนัน ปฏิบัติ ถาเขาถึงแลว มันจะเห็นหลักยึด และที่
                                                               ้
พึ่งทางใจเปนเครื่องอยู จึงไมสงสัยวาครูบาอาจารยที่ทานอยูนานๆอยูได ทานตองมีเครื่องอยูของทาน
                                                                           
นะ แตถาแบบหนึ่งอยู เพราะอาศัยกิเลสตัณหามันพาไป ก็มีเหมือนกันนะแต อันนันเราไมใสใจตรงนั้น
                                                                                         ้
นะ อันนั้นมันก็ไมยั่งยืนคงทนอะไร แตถาอยูดวยขอวัตรปฏิบัติดวย มีหลักทางใจ ถึงจะอยางไรก็อยูได
แรกๆนี้ ทานจะเรง ทานบอกวา เราบวชใหมๆ นี้ยงไมมีภาระใดๆ นียังไมมีภาระใดๆใหรีบเรงทําควม
                                                        ั                    ้
เพียร ทําสมาธิ ทําภาวนา ใหมันไดที่พึ่งทางใจเพราะถานานไป อายุพรรษามากขึ้น ภาระอยางอื่นมันมาก
ขึ้นเหมือนกับที่เราเห็นๆนะ ครูบาอาจารยทานไมตั้งใจ ไมปรารถนา มาเปนครูบาอาจารย มาเปนผู
แนะนําพร่ําสอน แตวาความเปลี่ยนแปลงมันบังคับ คืออยูนานไป อาวุโสมันก็มากขึ้น ถาไมมีคุณธรรม
อยูในใจแลว มันก็จะไมมีที่พึ่ง แลวก็เกิดงอนแงนคลอนแคลนมาเปนทุกข โดยเฉพาะผูนํามาเปน
ผูบริหาร ถาไมมีธรรมะในใจ ไมมีเครื่องอยูไมมีอุบายทีดี ก็จะมีแตทุกข ตกนรกทั้งนั้นนะ หลวงพอชา
                                                                 ่
ทานบอกวาเปนผูนํานี่อยาคิดวามันดีนะ ถาใครยังไมไดเปนผูนํา อยากเปนผูนําอยาวามันดีนะ ถาไมมี
หลักธรรมประจําใจ เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ มันก็อยูปากเหวนรก ดีๆนั่นแหละ เรียกวามันจะตกนรกอยู
ตลอดเพราะอะไร เพราะมันมาเกี่ยวของกับคนหลายคน หลายพอ หลายแม หลายชาติมารวมกัน เหมือน
ที่นี่แหละ มันก็หลากหลายความคิด ถาวาจิตใจไมมนคง ก็อยูลําบาก วันๆก็ตกนรกอยูทุกวัน ไมไดขึ้น
                                                          ั่
สวรรคกับเขาหรอก แตถามีธรรมะที่อบรมมาดีแลวนี้ อยางหลวงพอชาทานบอกไววา สิ่งเหลานี้กบเปน
                                                                                                       ั
อาหารที่ดีของจิตใจทําใหเกิดปญญา ทานวา “ผูมีปญญา ยิ่งกระทบอารมณมากเทาไหรยิ่งเกิดปญญา”
นั้นคือทานสรางพื้นฐานของทานไวดวยดี ทานไมไดหวั่นไหวกับอารมณ อยางที่บอกวารูเรืองของ       ่
อารมณ รูวาการปลอยวางอารมณ “อารมณอะไรที่ทาใหทานเกิดหนักอกหนักใจทานไมรับ” ทานวา
                                                            ํ
“นั้นก็คือมีอุบายฝกจิตไวดี รูวาทุกสิ่งทุกอยางมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็จะรูวิธีวาง” ทานถึงปกครอง
                                
คนได อยางทีนี่ ผมหรืออาตมา มาดูไมใชจะเล็ก ใหญมากเลย หลากหลายจิต หลายใจ หลายพอ หลาย
                ่
แม หลายชาติ หลายภาษา นึกถึงหลวงพอสุเมธาจารย ทานรับภาระไวหนักแคไหนถาเราเขาใจใน
ลักษณะนี้ เราก็จะรีบสรางคุณธรรมใหเกิดขึ้นภายในจิตใจ โดยการปฏิบัติภาวนาใหมันมีอุบายทีดีใน               ่
ดานจิตใจ เวลากระทบอารมณมันก็จะรูวิธีปลอยวิธีวาง จะไดไมตองหนักอก ไมตกนรก นี้กเ็ ปนสิงที่ผม
                                                                                                     ่
หรืออาตมานํามาฝากเปนขอคิด คงไมพูดมากหรอก เดียวจะเหนื่อยมาก และก็ขออนุโมทนากับทุกๆ
                                                                   ๋
ทาน ทุกๆองคที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม และก็ชวยกันบํารุงพุทธศาสนา ใหมีความเจริญ
                                                                     
โดยเฉพาะทางดานตะวันตก ก็ขอใหเจริญในธรรมทุกๆทาน ทุกๆ องค.

หนังสือธรรมะใกล้ตัว

  • 1.
    ไมใกล แตกไมไกล ็ พระอธิการจันดี กนฺตสาโร วัดปาอัมพวัน ตําบลหนองรี อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
  • 2.
    คําปรารภ “ไมใกล แตกไมไกล” เปนหนังสือที่ศิษยานุศิษย ไดพยายามถอดเสียงมาจากการบันทึก เนื่อง ็ ในโอกาสที่ผูแสดงธรรมไดไปเยียมสาขาและหมูคณะสงฆในยุโรป โดยเฉพาะที่วดปาจิตตวิเวก และวัด ่ ั อมราวดี ซึ่งถือไดวาเปนวัดที่พุทธบริษัทในทวีปยุโรป ใหความสนใจและไปปฏิบัตธรรมไมเคยวางเวน ิ ธรรมะ “ไมใกล แตก็ไมไกล” ในสมัยกอน การเดินทางไปมาหาสูกันคอนขางลําบาก แม  ระยะทางจะใกลแตก็เหมือนไกล เพราะยานพาหนะไมเอื้ออํานวยเหมือนสมัยปจจุบัน จึงเกิดความรูสึก วา “ใกลก็เหมือนไกล” แตเดี๋ยวนี้ โลกทั้งใบยกมาไวเฉพาะหนาไดหมด ใครอยูทไหน ทําอะไร รูหมด ี่ การไปมาหาสูกัน แมอยูกันคนละมุมโลก ใชเวลาไมกี่ชวโมง จึงเกิดความรูสึกวา “ไกลก็เหมือนใกล”  ั่ ธรรมะจะอยูไมไกลสําหรับผูที่เปยมดวยศรัทธา แตทวาไกลสุดขอบฟา สําหรับผูหาปญญาไม  ตองขอขอบพระคุณ ทานอาจารยญาณธมฺโม ที่เมตตาเอื้อเฟอในการสื่อภาษาจากไทยสูอังกฤษ จนสัมฤทธิ์ผลตลอดการเดินทาง และขอขอบพระคุณ พระครูสันติธรรมวิเทศ (ปรีชา ชุตินฺธโร) ผูชวยเจาอาวาสวัดสันตจิตตา ราม ประเทศอิตาลี ที่คอยเปนธุระใหความสะดวกในทุกๆ เรื่อง ขณะทีพักอยูที่อิตาลี ตลอดทั้งพระ เณร ่ ทุกทานและญาติโยมทุกๆ คน ที่ไมสามารถเอยนามได ก็ขออนุโมทนามา ณ ที่นี้ดวย และทานโมเช ที่  ทําหนาที่ปจฉาสมณะไดอยางนาอนุโมทนา ทิต นพรัตน(ไซ) ซึ่งเปนอุบาสกเพียงคนเดียวที่รวมเดินทาง เพื่ออุปฏฐากครูบาอาจารย ตั้งแตวนไปจนถึงวันกลับ ก็นับไดวาทําหนาที่ในฐานะอุบาสกที่ดีตลอดการ ั เดินทาง และขอขอบคุณอนุโมทนา ศิษยานุศิษยทุกๆ คน ที่มีสวนรวมในการจัดทําหนังสือนี้ พระอธิการจันดี กนฺตสาโร ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑
  • 3.
    คําอนุโมทนา ในเรื่องที่ลูกศิษยวัดปาอัมพวัน จะจัดทําหนังสือเพื่อเปนอาจาริยบูชาในวันคลายวันเกิด ทาน อาจารยจันดี กนฺตสาโร เปนธรรมเทศนาที่ทานไดแสดง ในชวงทีเ่ ดินทางไปตางประเทศ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ นั้น ทานแสดงธรรมเทศนากัณฑ “ไมใกล แตก็ไมไกล” ณ วัดปาจิตตวิเวก ประเทศอังกฤษ ใน วันคลายวันเกิดของพระเดชพระคุณพระโพธิญาณเถร (วันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑ ) อาตมาเปนผู แปลเปนภาษาอังกฤษให พระ เณร แมชี และศรัทธาญาติโยมทั้งหลายไดฟง พระสงฆขอใหทานอาจารย จันดีพดถึงหลวงพอชาในชวงที่ทานเขามาเกี่ยวของและปฎิบัติธรรมในวัดหนองปาพงใหมๆ เพราะคิด ู วา สิ่งนี้จะเปนประโยชนอยางยิ่งตอหมูคณะที่อยูตางประเทศ ที่จะไดรูระเบียบ ขอวัตรปฏิบัติของวัด หนองปาพง หลังจากทานไดแสดงธรรมจบแลว ทางเจาอาวาสวัดปาจิตตวิเวก ทานอาจารยสุจิตโตและหมู คณะไดแสดงความประทับใจและซาบซึ้งใจในธรรมะของทานอาจารยที่ทานไดแสดงมานั้น อาตมาในนามคณะสงฆตางชาติ ขออนุโมทนาบุญ ที่ศรัทธาญาติโยมวัดปาอัมพวันทังหลาย มี ้ ความตั้งใจทีจะเผยแผธรรมะกัณฑนี้ ดวยวาจะเปนประโยชนตอคนไทยเชนกัน ่ พระอาจารย ฟลลิป ญาณธมฺโม ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑
  • 4.
    คํานํา หนังสือเลมนี้ ไดจัดทําขึนเพือเปนอาจาริยบูชาแดพระอาจารย จันดี ซึ่งครบรอบอายุ ๕๕ ป ใน ้ ่ วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ นี้ พระอาจารยจนดี ทานไดฝากตัวเปนลูกศิษยหลวงพอชา สุภัทโท แหงวัดหนองปาพง มาเปน ั ระยะเวลากวา ๓๕ พรรษา พระอาจารยจนดี ทานไดอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และชาว ั ตางประเทศ เพื่อที่จะใหไดรูจักการประพฤติปฏิบัติธรรม ในการทีจะมองเห็นทุกข รูทุกข และบรรเทา ่ ดวยการละวางความทุกขนนๆ ั้ คณะศิษยจึงไดทําการถอดเทปพระธรรมเทศนา ในระหวางที่พระอาจารยทาน ไดถายทอด ประสบการณในอดีต และประสบการณในการปฏิบัตธรรม ใหกับคณะสงฆ และญาติโยม ในประเทศ ิ อังกฤษ ระหวางการเดินทางในชวง ๖ มิถุนายน ถึง ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และทําการเรียบเรียงและ จัดพิมพขึ้นเพือเปนธรรมทาน ทั้งนี้ คณะศิษยขอกราบระลึกถึงพระคุณที่ทานไดเมตตาอบรมสั่งสอน ่ และชี้ทางประพฤติปฎิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควรมาโดยตลอดและกราบขอขมาโทษสําหรับความผิดพลาดอัน ใด ที่เกิดจากการจัดพิมพหนังสือเลมนี้ ขออนุโมทนาในบุญกุศลตอคณะลูกศิษยและญาติโยม ที่มีกุศลเจตนา และศรัทธาที่ใหการ สนับสนุนการจัดพิมพหนังสือครั้งนี้ คณะศิษยานุศษย ิ วัดปาอัมพวัน ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี
  • 5.
    ๑. “ไมใกล แตก็ไมไกล” แสดงที่ วัดปาจิตตวิเวก ประเทศอังกฤษ วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ ผมหรืออาตมาขอโอกาสพระอาจารยสุจิตฺโต อาจารยญาณธมฺโม และคณะสงฆ ตลอดสามเณร และทสสีรจาริณี แมชี และญาติโยมทุกๆ ทาน วันนี้ถือวาเปนโอกาสดีสําหรับผม ที่ไดมาเยี่ยมวัดปาจิตต วิเวก ซึ่งเปนครั้งแรกตั้งแตวดปาจิตตวิเวกไดกอตั้งมา ทีผมจําไดก็ ๓๐ กวาป เพราะวาไดตดตามมาอยู ั ่ ิ ตลอด แมวาไมไดมาแตก็ทราบความตลอด เพราะวาตั้งแตหลวงพอชา ทานเริ่มมาที่อังกฤษครั้งแรก เมื่อ ป ๒๕๒๐ ปนั้น ผมหรืออาตมาก็ไดตดตามมาสงทาน ซึ่งตอนนั้นผมหรืออาตมาเปนพระใหมพรรษายัง ิ ไมมาก แตก็เปนโชคดีททานใหตดตามมากิจนิมนตที่จังหวัดลพบุรี ทานก็ใหตามมาสงถึงสนามบิน ี่ ิ ไดมาพักอยูทสาขาที่ ๒๐ ก็คือวัดบึงลัฎฐิวันจังหวัดอยุธยาก็ถือวาเปนโชคดี ตอนนั้นไดมาสงทานเปน ี่ ครั้งแรก และก็ไดมาติดตามผลงานที่ทานไดมาเผยแพรพระพุทธศาสนา ทางตะวันตกดวยดีตลอดมา และมีตอนหนึงที่หลวงพอชา กอนที่ทานจะเดินทางมาที่อังกฤษ ทานบอกลูกศิษยวา “คอยกัน ่ กอนนะ ตอนนี้ผมไปเบิกทางกอน และโอกาสตอไปพวกทานก็จะไดมา” ผมหรืออาตมาก็รับฟงไว เฉยๆ ก็ไมไดหวังวาจะไดมาอะไร แตคํานีก็ยังอยูในใจ ก็จะเรียกวา คอยอยู ๓๐ ป ก็ไมไดมีความหวังวา ้  จะไดมาอะไรหรอกนะ จนกระทั่งมาจนถึงวันนี้ ก็ไดมาเห็นวัดปาจิตตวิเวก ก็มีความเจริญแลว หลวงพอ สุโมเธ ทานก็เคยนิมนตอยูทกครั้งเวลาเจอทาน แตก็ยังไมประจวบเหมาะที่จะไดมา ก็ไมไดมาสักที เมื่อ ุ ตอนที่จัดงานปดทองผูกพัทธสีมา ฝงลูกนิมิตร ทานก็นิมนตเหมือนกัน แตวาสุขภาพตอนนั้นไมสูจะดี ผมหรืออาตมาชวงหลังสุขภาพไมดีเอาซะเลย ไปไหนมาไหนลําบาก ก็เลยไมไดมารวมกับทานในงานที่ ผานมา แตวาก็อนุโมทนาอยูทางเมืองไทย จนกระทังมาปนี้ ทานอาจารยญาณธมฺโมมีโอกาสจะมาที่  ่ อังกฤษ ทานก็เลยชวนผมหรืออาตมา มาดวย ก็ไมไดคิดวาจะมา ทานก็แยมๆ ตอนแรกก็ลังเล เอ…จะ ไปไหวหรือเปลา ทานก็ลุนใหมา ทานวาไปได สุดทายก็เอา ไปก็ไป ตัดสินใจ จึงไดมาปรากฏตัวอยูที่นี่ และวันนี้ ก็ถอวาเปนโชคดีที่ทานอาจารยสุจิตฺโต ทานไดปรารภถึงหลวงพอชา เนื่องในวัน ื คลายวันเกิดของหลวงพอ ก็คือวันที่ ๑๖ –๑๗ มิถุนายน ซึ่งโดยปกติผมหรืออาตมาก็จะไปที่หนองปา
  • 6.
    พงอยูทุกปไมเคยขาด และก็วันนี้ เปนวันแหงความทรงจําพิเศษของผมหรืออาตมาเดียวคอยเลาใหฟงวา ๋ วันนี้มีความทรงจําอยางไร แลวก็ทานบอกวา เนื่องจากวันนีเ้ ปนวันคลายวันเกิดของหลวงพอชาดังกลาว ทานบอกวาอยากใหผมหรืออาตมา เลาเรื่องเกาๆ ตั้งแตเขามาสูวัดหนองปาพงใหฟง เพื่อเปนกําลังใจ ของผูใหมบาง ผมก็ยังนึกไมออกวา จะเลาอยางไร เมื่อกีอาจารยญาณธมฺโม แยมใหบอกวา เลาตั้งแตเปน ้ เด็ก ที่โยมพอพาเขามาวัดหนองปาพง ก็เคยเลาไปหลายครั้งอยูเหมือนกัน แตวาอาจจะตางวาระ อาจจะ ไมเหมือนกันเทาไหร สาเหตุที่ทานอยากใหเลาอันนี้เพราะวา โยมพอเพิ่งเสียไปเมื่อปที่แลว และก็ทานก็ ไดไปรวมงานฌาปนกิจศพ เพราะวาจัดอยูที่หนองปาพง และก็มครูบาอาจารยซึ่งก็ไมไดนิมนตทาน ี ทานก็ไดมารวมงาน ทําโดยเรียบงายไมมีอะไร ไมมีสวดอภิธรรม มีแตไหวพระ สวดมนต และก็มี บังสกุลสั้นๆ ทุกวัน แลวก็มีการแสดงธรรมทุกวัน ครูบาอาจารยก็ไปรวมทําฌาปนกิจศพ ก็เพิงผานมา ่ ทานอาจารยญาณธมฺโม อาจคงจะคิดวาไหนๆ มีความเกียวพันกับวัดหนองปาพงตั้งแตโยมพอแลว ให ่ เลาใหรุนหลังๆ พวกเราไดฟงบาง เปนการประกอบความรู หรือเปนสิ่งที่ทําใหคิด เปนกําลังใจ หรือได เห็นปฏิปทาของหลวงพอชาก็จะเลาสูกันฟง ก็ขอโอกาสเลาตั้งแตตอนเปนเด็ก คงไมใชเอาประวัติมาเลาเพื่อจะอวดดี อวดเดนอะไรนะ แต วาจะไดรวาเหตุที่เขามาสูวัดหนองปาพงนันเปนอยางไร ก็เลยมีความสัมพันธกันมาตามอุปนิสัย ตอน ู ้ เปนเด็กมีอุปนิสัยมาทางนี้อยูแลว เพราะวาตอนเขาเรียนหนังสือใหมๆ พอแมก็ไปฝากไวทในวัด เรียน  ี่ หนังสือก็เรียนอยูในศาลาวัด เพราะวาสมัยโนนไมมีโรงเรียน มันทุรกันดาร เพราะวา ผมนั้นเกิดอยูใน ชนบทโรงเรียนมันก็อยูไกล ก็เลยใชศาลาวัด แลวอาศัยพระมาสอนบางเปนบางครั้งบางคราว ครูที่สอน ก็ครูจบชั้นประถมปที่ ๔ เปนครูใหญ ก็มาสอน แตความดีของคนสมัยกอนมีอยูอยางหนึ่งคือ ทานจะ  เนนการสอนในหลักศีลธรรม อาจจะเปนเพราะวา มีการเกี่ยวพันกับวัดอยูตลอด ไมมสิ่งยั่วยุหรือยัวยวน ี ่ เหมือนสมัยปจจุบันนี้ เมื่อไมมีสิ่งยั่วยุเหลานี้ มันอยูเ กี่ยวของกับวัดวาอาราม ก็เลยมีความถนัดทางดาน โนน และผมเองก็อยูวดมาตังแตเด็กจริงๆ ไปชวยพระกรองน้ํา ตักน้ําใสตุมใสโอง ทําความสะอาดศาลา ั ้ เก็บกวาด วันพระหยุดนะสมัยกอน ถึงวันพระมาตองหยุด หยุดเรียนหนังสือ เพราะโรงเรียนจะตองใช เปนสถานที่บําเพ็ญกุศล ก็จะตองไปเก็บผนังที่กั้นๆ เปนหองๆ ไว เก็บออกกอน ก็ตอนเชา โยมมา บําเพ็ญกุศล ก็จะมีสวดมนตตอนเชา และวันเสารก็จะมีการสวดมนต นักเรียนทุกคนจะตองสวดมนตไป ถึงเที่ยง เที่ยงวันถึงเลิก นี่เปนกิจกรรมที่ทํามาโดยตลอด จนกระทั่งวา ออกจากโรงเรียน เรียกวา จบจาก ชั้นประถมปที่ ๔ ก็ออกจากโรงเรียน เนื่องจากชวงนั้น มันทุรกันดารอยางที่วา ตั้งใจวาจะเรียนตอปกติ แลวครูบาอาจารยก็รัก และเรื่องเรียนหนังสือก็จะดีหนอยหนึ่ง เพราะวาไดคะแนนนําเขาตลอด จนกระทั่งวาครูสมัยกอนโนนเขาเลื่อนชั้นใหกอนอายุ เลื่อนชั้นก็ใหไปสอนรุนนอง ถาขึ้น ป.๒ ก็ไป สอน ป.๑ ขั้น ป.๓ ก็ไปสอน ป.๒ ป.๔ มาสอน ป.๓ ก็ไดเรียน พอออกโรงเรียนมาพอแมกลําบาก ็
  • 7.
    นิดนึงวา กําลังบุกเบิกพืนทีทํานา ก็เลยไดชวยพอแมพอแมก็ใหออกจากวัดชั่วคราวกอน เพราะวาปกติ ้ ่ จะอยูวัด ก็มาชวยพอแมระยะหนึ่ง จนกระทั่งชวงปนั้น หลวงพอชาก็มาอยูวัดหนองปาพงแลว กิตติศัพท  ของทานก็พึ่งจะรูไปตามบริเวณแถวๆ รอบวัดหนองปาพงนั้นวาทานเกง จึงเปนเหตุใหโยมพอมีความ สนใจ ก็เลยชวนเพื่อนมาทีวดหนองปาพง สวนจะมาโดยวิธีไหนเดี๋ยวคอยเลาตอ ่ั กอนจะเขาหนองปาพง ผมขอยอนไปเกี่ยวกับชีวิตผมนิดหนึ่งเพื่อประดับความรูวา ชีวตแตกอน ิ เปนมาอยางไรอีกนิดหนึ่ง ในชวงที่ออกจากโรงเรียนไปชวยบิดามารดา ผมก็เปนคนที่ใครตอการศึกษา มากพอสมควร แตไมมีโอกาส ฉะนั้นเวลาผมไปเจออะไร กระดาษชิ้นไหนที่รวงตามถนน ผมจะเก็บ  หมดเหมือนกับคนบา เพราะวาเก็บเศษกระดาษ ดินสอสั้นๆ ก็จะเก็บหมด เก็บแลวก็จะมาเขียนมาอาน แมกระทั่งภาษาอังกฤษอยูในเศษกระดาษ กลองสบู กลองยาสีฟน กลองอะไรก็แลวแตที่มันติดมา ผมจะ เก็บๆ รวบรวมมา อานไมไดก็ดู ดูเอาไว เวลาเด็กที่เคาไปเรียนหนังสือในชั้นมัธยม ชั้นอุดมศึกษาหรือ ชั้นไหนก็ตาม ผมจะขอยืมหนังสือเขาแลวมาอาน ในทุกๆ วิชา จะเปนภาษาอังกฤษก็ตาม อานประดับ ความรู อานหนังสือสายวิทยาศาสตร ภูมิศาสตร อะไรนี่ ก็จะใชวิธีนี้เปนการศึกษา แลวก็มาหัดเขียน หัด วาด หัดเขียนหนังสือ เขียนอยูในทุงนา นีจุดตะเกียง จุดเทียน จุดน้ํามันกาดสมัยกอน ก็นั่งอยูคนเดียว ไม ่ ชอบไปเที่ยวกับเพื่อนกับอะไร ไมชอบเทียว แตนอนอยูในกระทอมเล็กๆ แลวก็หดเขียน วาดรูป หัด ่ ั เขียนหนังสืออะไรทํานองนี้ ก็ทําอยางนันมา จนกระทั่งอายุประมาณสิบสี่ สิบหาป ที่วาโยมพอไดเริ่ม ้ เขาสูหนองปาพง ในชวงนันก็สนใจธรรมะพอสมควร เพราะในฐานะเปนเด็กวัดเวลาเคามีความสนใจ ้ มาก ขออภัย เลี้ยงควายเนีย เคาจะมีวทยุเล็กๆ เปดฟง ก็จะมีรายการแขงขันตอบปญหาธรรมะระหวาง ่ ิ เรียนสมัยกอนก็จะมีทกเสารอาทิตย ก็จะชอบฟงแลวก็ตอบอยูในใจ ตอบปญหาธรรมะกับเขาอยูคน ุ เดียวนีแหละ ฟงไปก็ตอบไป ก็มีความสุขเหมือนกัน พอเคาเสร็จแลวก็มาทําเปนการบานมาฝกหัด ่ ฉะนั้นเรื่องที่จะมาปฏิบัตินี้ก็เกิดความเขาใจตั้งแตตอนเด็กๆ มีความละอายมีความกลัวเรื่องเหลานี้ ฉะนั้น ใครจะชวนไปเทียวเตรกินเหลาเฮฮา กินเหลา เมายา อะไรเนียไมเอา ไมมีเลย ประวัติตวนี้มความ ่ ่ ั ี บริสุทธิ์มากเลย เหลา บุหรีไมมี การเทียวเตรเฮฮา เที่ยวผูหญิงอะไรไมมีเลยเพราะวาจิตใจจะมาทางวัด ่ ่ ทางธรรม จนกระทั่งวา โยมพอเขามาสูหนองปาพง ผมจําไมไดวาปไหน ขนาดครูบาอาจารยไปงานศพ ถามทาน ทานก็ยังไมรู รูแตวาเขามาก็เห็นโยมพอ ทานวา เขามาวัดปาหนองปาพง ไมรูวามาปไหน ถาม องคทานไหนทานก็ไมรู อันนี้ก็เปนเหตุ ตอนแรกๆ โยมพอก็ไมไดตั้งใจจะมาหาธรรมะอะไรหรอก สมัยกอนก็อยางวานะ หวังลาภลอยทั่วๆไป นั้นก็คือ ไดยินวาพระดี พระเกง พระกรรมฐาน ก็อยากไป หา เพื่อขอของดี ของดีนนก็คือ ขอหวย ขอเบอร ขออะไรที่เปนของดี ที่เขาชอบ เครื่องรางของขลังก็ ั้ แลวแต โยมพอก็ไปกับเพื่อน ก็เปนเหตุใหไดเขาสูวัดหนองปาพงเปนครั้งแรก 
  • 8.
    ก็เปนโชคดีของผมอยางหนึ่ง ที่โยมพอเวลาไปวัดหนองปาพง ตอนแรกๆแมจะมีความตั้งใจจะ ไปขอหวย ขอเบอรก็ตาม ขอของดีตางๆ นี้ แตวาสิ่งที่ไดผสมผสานกันมา ก็คือธรรมะ ซึ่งถาเราได สัมผัสกับครูบาอาจารยก็คงเขาใจ ทานไมไดใหหวยหรอก แตทานจะสอนธรรมะ เวลาโยมพอไป กลับมาแตละครั้ง แมจะมีการซื้อหวยบางเล็กๆ นอยๆ แตสิ่งที่ขาดไมได คือนําเอาธรรมะที่หลวงพอชา แสดงมาเลา เพราะชนบทบานนอกแตกอน ค่ําแลวไมไดไปไหน เพราะบานมันอยูใกลกัน ก็จะอยูกับ  ครอบครัว เวลาทานขาวรวมกันตอนเย็น โยมพอก็จะเลาเรื่องที่ไปวัดหนองปาพง วาหลวงพอชาทาน เทศนอยางโนนอยางนี้ มาเลาใหฟงแทบทุกครั้ง ผมก็มีโอกาสไดฟงหลายป อาจจะเปนเหตุอันหนึงที่ทํา ่ ใหจิตใจฝกใฝสนใจในทางนี้ แลวก็เวลาโยมพอไปแตละครั้งตองคอยฟง เวลาตอนเย็นมาก็มาเลาใหฟง ทุกครั้ง ก็เกิดความสนใจ อยากไปวัดหนองปาพงมากเลย แตยังไมมโอกาส เพราะวาวัดหนองปาพงกับ ี บาน ถาสมัยกอนถือวาไกลมาก ถาสมัยนี้ใกลนดเดียว เรียกวานั่งรถไมกี่นาทีก็ถง ถาสมัยกอนโนน ิ ึ ไมใชเรื่องงายเลยที่จะมาวัดหนองปาพงได เพราะวามันกันดาร โยมมาวัดหนองปาพง ถาฤดูฝนเหมือน อยางนี้ ตองนังเรือขามทุงสาม สี่กิโล ขามทุงมา แลวก็ตองเดินตออีกสองกิโลครึ่ง กวาจะมาถึงวัดหนอง ่  ปาพง แตก็มีความอุตสาหะ เพราะโยมพอบอกวา มีความชอบใจธรรมะหลวงพอชา ที่ทานเทศนแตละ ครั้ง ถึงใจ กินใจ ก็เลยเปนเหตุใหโยมพอไดมาประจําในชวงนัน ผมเองก็ไดรับการถายทอดธรรมะจาก ้ โยมพอ ไปแตละครั้งก็จะนํามาเลาใหฟง จนกระทั่งวา ทนไมไดอยากจะไปดู มีวันหนึ่งก็เลยชวนเพื่อน เพราะวายังไงก็ตองไปดูใหได แลวขอโยมพอวาหยุดสักวันหนึ่ง หยุดทํางานวันหนึ่ง แลวก็ไปทําบุญ ชวงวันพระ แลวก็ไปชมวัดในวันนั้น ก็เปนวันเริ่มตนทีใหไดสัมผัสกับวัดหนองปาพงเปนครั้งแรก ่ หลังจากนันก็ไมมีโอกาสไดไป ก็หลายปเหมือนกัน ไดรับโดยการถายทอดจากโยมพอ ซึ่งไป ้ ทุกวันพระ เพราะวาผมเปนลูกคนโตก็ตองเปนกําลังสําคัญในการชวยทํางานแตก็ตดตามอยูตลอด ิ อาจจะเหตุหนึง ก็เปนเพราะโยมพอมีอุปนิสัยทางดานนีดวย เพราะวาโยมพอตอนเปนหนุม หรือตอนมี ่ ้ ครอบครัว แมวาจะอยูกับเพือน โยมพอเปนผูใหญบานดวย เพื่อนฝูงก็เยอะอยู เวลาเพื่อนมาก็มีการเลี้ยง ่ เหลากัน เปนปกติคนทัวไป แตวาเหลาสมัยโนนเปนเหลาทํากันเอง เคาเรียกวาสาโท แตโยมพอมี ่ อุปนิสัยอยางหนึ่ง คือถากินกับเพื่อน ถามันเมาแลวจะมานอน จะกลับมานอนที่บาน ไมไปเทียวไมไป ่ อะไร แตเมา ไมไดเมาจนเสียสติสตังเทาไร แลวแตกอนก็จะมีสูบบุหรี่บาง กินหมากบาง พอเขามาหา หลวงพอชานีแปลกมาก โยมพอเลิกหมดทุกอยางเลย เลิก ไมเอาทุกอยาง แลวก็เอาธรรมที่หลวงพอชา ่ ทานเทศนเขาไปสอนลูก เวลามีปญหาหรือเวลาจะอบรมลูกนี้ กินขาวเรียบรอยแลวก็บอกวา วันนีอยาไป ้ ไหนนะ นั่งฟงเทศนอยูที่บาน โยมพอก็เทศนใหฟง แลวจะใชลักษณะนี้ตลอด แลวตั้งแตนั้นมีหลายสิ่ง หลายอยางที่เปลี่ยนไปนันก็คือ เวลากินขาวกินอะไรนี้ จัดระเบียบใหมหมดเลย โยมพอวาเวลากินขาวจะ ้ วางระเบียบ หามคุยกันเด็ดขาด เวลากินขาวอยูที่บานจะตองกินใหเสร็จกอนแลวถึงคุยกัน คุยกันไมได ดุ
  • 9.
    เลย แลวก็ของกินของอะไร ปลาราอะไรที่ของดิบนี้ ตัดออกหมด ถาทําดิบๆ นี่ไมเอา ตองทําใหสุกให หมดเลย เปลี่ยนวิถีชีวตใหมหมดเลย เปนอุปนิสัยของทานเพราะวาทานก็ไดบวชเรียนมา ๕ ป ิ เหมือนกัน บวชเรียนสมัยนันจบนักธรรมเอก ๕ ป แลวกําลังจะเรียนบาลี พอดีมีเหตุขัดของก็เลยไมได ้ เรียนหนังสือนั้นก็เก็บไว จนกระทั่งผมเขามาหนองปาพง ผมยังหอบมาดวยเลย วาจะมาเรียนบาลีดวย แตก็ไมไดเรียนหรอก นั่นก็เปนเหตุการณที่เริ่มตนกอนที่จะเขามา แลวสิ่งที่ทําใหผมสนใจมากทีสุดก็คือ ่ ปพ.ศ.๒๕๑๑ ในปนั้น หลวงพอเจาคุณพระมงคลกิตติธาดา (อมร เขมจิตฺโต) ทานไปขอหลวงพอชาวา จะขอเขียนประวัตหลวงปูชา ทานก็ทําสําเร็จ สมัยโนนใชเครื่องพิมพดีด เรียกวาไมไดทันสมัยเหมือน ิ เดี๋ยวนี้ พิมพเปนครั้งแรกประวัติชื่อวา “สุภัททานุสรณ” หนังสือเลมนั้นออกมา โห…คนฮือฮากัน ใหญเลย ประวัติหลวงพอชาออกมาเปนครังแรก และโยมพอก็ไดไปกลับไปบาน ในวันพระวันนัน เย็น ้ ้ วันนันเรียกเพือนบานมา มาอานสูกันฟง อานจนเทียงคืน ผมก็เปนเด็ก เด็กหนุมดวยนะ ก็นั่งฟงอยูดวย ้ ่ ่ แปลกนะ มันไมงวงเลย ฟงอานกันสนุกสนานตื่นเตนกันมากเลย ฟงกันเพลิน …จน ๕ ทุม ๖ ทุม เปน สาเหตุอยางนี้ ผมสนใจมากเรื่องนี้ เวลาอานเสร็จแลวผมก็เก็บหนังสือไว ผมก็เอาไวอาน อานประจํา แต  วายังไมมีโอกาสไดเขาไปจริงๆ วัดหนองปาพง เวลาไปทํางาน ไปตางอําเภอ ตางจังหวัดผมก็จะเอา หนังสือเลมนีไปดวย เพราะสมัยโนนหนังสือหายาก เอาไวเปนกําลังใจ เพราะเวลาไกลบานนี้ คนอีสาน ้ แตกอนถาไกลบานไปไมคอยจะอยูไดนาน เพราะวาคิดถึงบาน คิดถึงพอ คิดถึงแม ผมรูดีวาเรื่องนี้ผมก็  เปน ก็เลยเอาหนังสือเลมนีไปดวย เวลามันเหงา คิดถึงบาน ก็จะเอาหนังสือเลมนีมาอาน เพื่อใหเกิด ้ ้ กําลังใจก็จะใชวิธีนี้ตลอด จนกระทั่งวาถึงเวลาเขามาบวช ถึงไดเอาหนังสือเลมนั้นมาไวที่บาน แลวก็เขา มาที่วัดหนองปาพง ตอนเขามาเปนอยางไรเดี๋ยวจะเลาตอไป ตอนนั้นความสนใจของผมเริ่มมีมากขึ้น ความจริงก็ยังไมไดคิดตั้งใจวาจะบวชจริงๆ แตอยาก เขามาฟงธรรม โดยเฉพาะวันพระอยากมาฟงธรรมะหลวงพอชา จริงๆ แลวโยมพอ อยากใหบวช แต ตอนนั้นอายุไมถึง ๒๐ ป อาจจะคงคิดวาถาบวชไปตอนนี้ก็คงยังไมพรอมเทาไหร ก็เลยคอยไปจนอายุ ครบบวชเปนพระกอน ถึงจะใหบวช ผมก็ไมไดคิดวาจะบวชหรอกตอนแรกๆ ก็เพียงแตวาสนใจธรรมะ วันพระนี้อยากไปฟง เพราะวาเวลาโยมพอกลับไปแตละวันพระนี่ ไปเลาเรื่องหลวงพอชาเทศนแลวมัน สนุกมากเลย ขออภัยใชคําวาสนุก คือมันฟงแลวรูสึกไดความรู กินใจ ก็เลยเปนเหตุใหสนใจเรื่องนี้มาก จนกระทั่งวันพระ ก็อยากมาฟงธรรม และก็มาฟงเปนครั้งแรก กัณฑแรกที่หลวงพอชาทานเทศน แลวก็ ไดความรูเยอะมาก ในวันนั้นนะ ทานเทศนตั้งแตการใหทาน การรักษาศีล การอยูรวมกันในสังคมอะไร ตางๆ นี้ ควรจะปฏิบัติตอกันอยางไร ทานเทศนไดกินใจหลายขอ ทีทําใหคิดตั้งแตวันนัน จนกระทั่งมี ่ ้ ความรูสึกวานาจะตองเขาไปศึกษาใหได ในวัดหนองปาพงนี้ ความคิดอยากจะมาศึกษาอยากมาบวช ก็ เริ่มมีตั้งแตวนนั้น ั
  • 10.
    “ธรรมะกินใจ” ขอยกตัวอยางเรื่องหนึ่งสันๆ ทานยกตัวอยางเรื่อง“การเสียสละ” ทานบอกวา ้ “มีใครสักคนไหมที่คิดอยางนี้” ถาสมมติวา อยางทางยุโรปนี่ก็อาจจะเอาแอปเปลก็ไดเนอะ มีแอปเปล เราไดแอปเปลมา ๒ ลูก ลูกหนึ่งใหญสวยงามมาก ลูกหนึ่งลูกเล็กๆ ถาเกิดมีคนมาขอ ขอแอปเปลจากเรา นี้ เราจะเสียสละ ลูกใหญๆ ใหเขาไดไหม ถาเราเสียสละลูกใหญๆ ไดนี่ ก็ไมใชธรรมดานะ อาจจะเปน หนอ เปนเชื้อสายของพระโพธิสัตว แตโดยทั่วไปแลว คนเรานี้เทากับวาการเสียสละนี้ ของดี ของที่ตน รักนี้ มันไมอยากจะเสียสละหรอกนะ เหมือนกับเรามีลูกมีแอปเปลสวยๆ ดีๆ กับลูกที่ไมดี เวลาจะให ใครนี้ สวนมากจะใหสงที่ไมดี “ความโลภมันเปนลักษณะนี้นะ มันสละไดยาก” ทานวา แมแตความ โลภนี่มันสละไดยากความเห็นแกตัวมันเยอะ ผมก็ไดฟงแคนี้ ก็เอามาคิดมากเลย คิดวาความอยากความ  โลภ นี่มันเปนลักษณะนันจริงๆ นั่นก็เปนเหตุใหศรัทธาตอหลวงพอชานะ และก็เรื่องกินเหลาเมายา ้ เรื่องสูบบุหรี่ ทานก็เลาไปเยอะมาก ชอบใจมากเลยตอนนั้นนะ ใจก็เลยคิดวา เออ ..นาจะตองเขามาให ไดเนอะ พอชวงนั้นอายุครบ ๒๐ ปพอดี โยมพอก็บอกวาถางั้นใหเกณฑทหารกอน เกณฑทหารเสร็จ แลวก็คอยเขามา พอเกณฑทหารเรียบรอยแลว ทานบอกวา เตรียมตัวไดแลวนะ ถาจะเขาไปบวชนี้ แตวา ปนั้นยังไมไดเขามา พอบอกเตรียมตัวนี้ ผมก็เตรียมตัวจริงๆ นะ ผมก็หัดแยกวงกินขาวเลย เพราะคิดวา พระปาตองฉันในภาชนะเดียวตักรวมๆ กัน ผมก็ทําอยางนั้นนะ ผมก็เทแกงเกิง อะไร ผมก็เท คนๆ รวม ใหหมดเลย ก็ฝกทําอยางนั้นอยูตลอด แลวก็ไมกินขาวเย็น ฝกไวแตบานนะ เพราะวากลัววามาแลวมี ปญหา เพราะวาถาเราไมฝกเอาไวจะมีปญหา ก็เลยฝกไวในลักษณะนัน จนกระทั่งถึงเวลาวันหนึงโยม ้ ่ พอก็บอกวา วันพระแลวนะวันนี้ ใหไปวัดไดหรือยัง สิ่งหนึ่งที่โบราณพูดนี่นาคิดมากนะ ก็ขอเอาเปน คติเตือนใจมาเลาใหฟงเหมือนกัน ที่พระพุทธเจาพระองคตรัสวา “การที่จะไดบรรพชาอุปสมบทนี่ เปน สิ่งที่ยากมากนะ มีศรัทธา แตก็เปนสิ่งที่ยากมาก” ก็เปนความจริงนะ เวลาเราตั้งใจจะมาทําความดี มัน เหมือนมีมารมาคอยขัดขวาง เพื่อนฝูงรุมเรา ไมอยากใหเราออก ก็หาเรื่องจะใหเราตองลังเล รวนเร ตัดสินใจไมถูก จะไปก็ไมไป จะอยูก็อยากจะไป อะไรทํานองนี้ ทานบอกวาเปนมาร เพื่อนผูหญิงเพื่อน  อะไรก็เริ่มมากอกวนชวนทําโนนทํานี่ เทียวโนนเที่ยวนี่ มันก็หวุดหวิดเหมือนกันนะ หวุดหวิดนะ ถาใจ ่ ไมเด็ดเดี่ยวไมเขมแข็งจะแยอยูเหมือนกัน แลวโยมพอเคาก็ไมบังคับนะ พอผานไปสักอาทิตยหนึ่งโยม พอเคาก็บอกวา ไปวัดไดหรือยัง เราก็ยงลังเลอยู ใกลจะไปก็ยิ่งสนุก อะไรทํานองนี้ เคามาชวนใหสนุก ั อยางโนนอยางนี้ เอ…มันลังเล โยมพอก็ชวนไปเรื่อย เราก็ยังเดี๋ยวกอน ๆ สุดทายชวนบอยๆ เราก็ ละอายใจตัวเอง แหม..โยมพอเราก็ผลัดผอน ผลัดเพี้ยนอยูตลอดเวลา เลยเกรงใจโยมพอ วันหนึ่งไมได เตรียมตัวเลย วันพระ ๘ ค่ํา โยมพอก็บอกวันนีไปวัดไดยัง เราก็บอกไปวา ก็ไป ตัดสินใจงายๆ เลยไมได ้ เตรียมตัวอะไรเลย ไปก็ผา ๒ ชุด ก็เลยไปเลยเขาวัดไปเลย ตั้งแตวันนั้นเขาไปโยมพอก็ไปฝาก ไปฝาก ตอนนั้นหลวงพอชาทานไมอยู ทานไปกิจนิมนต ก็มหลวงพอบุญชู ซึ่งเปนลูกศิษยอาวุโส ไปก็ไปฝาก ี
  • 11.
    หลวงพอบุญชูไวกอน เราก็เลยไดเขาไปในวัด พอเขาไปแลวขนาดเตรียมตัวเตรียมใจไวอยางดีนะพอ เขาไปแลวเห็นขอวัตรปฏิบัติถึงความเปนอยู เราไมเคยอยูอยางนันนะ แหม..มันลําบากอยูเหมือนกันนะ ้ ครูบาอาจารยเดินมาถามก็ไมพูด ปกติผมจะไมพูด ไมคุย ไมไดไปคุยกับใครทั้งสิ้น จะอยูเงียบๆ ใครไม ถาม ก็ไมพูด เพื่อนไปอยูดวยกันไมถามก็ไมพูด มีวันหนึงหลวงพอบุญชู ทานเห็นคงสงสารมั้ง ทานก็  ่ เลยมาบอกวา ผาขาวทนไหวมั้ย กินขาวมื้อเดียว ถาทนไมไหว เอาไวทานกอนเทียงก็ไดนะ คอยๆ ปรับ ่ นะ ทานก็คงจะสงสาร แตผมก็มีความตั้งใจ แลวก็ฝกมาแตบานอยูแลว หิวยังไงก็ชางมันเถอะ ก็จะกิน   มื้อเดียวนี่แหละ เลยทน ทนอยูตอไป จนหลวงพอชามา โยมพอก็มาฝากซ้ําอีกครั้งหนึ่ง ทานก็บอกวา “เออ…เอาไวนั่นแหละ เอาไวตรงนัน”ทานวาอยางนี้ ้ ก็เปนปกติของวัดหนองปาพง เวลาคนมาใหมๆ ทานจะใหพักในศาลา สมัยโนนศาลาเปนศาลา เกา ถาใครไดดูในวีซีดี My Full way นี้ ก็เลยเห็นศาลาเกาๆ และในศาลาก็จะมีโครงกระดูกอยูสอง โครงอยูซาย ขวา หลวงพอชาก็บอกวา “นาคไปนอนอยูที่โครงกระดูกนั้นนะ เอาโครงกระดูกไวหว ั นอนนะ” ผมก็เชื่อทานซื่อๆ ไปนอน นอนทุกวัน ทานบอกวา “กอนนอนดูโครงกระดูกกอนนะ คอยนอนนะ” ก็ทําตามอยางนั้นแหละ กอนจะพัก สวดมนตทําวัตรเสร็จ พระทานเลิกสวดมนตแลว กอนจะพัก ก็ไปดูเหมือนกัน บอกวาดูเสร็จแลวคอยนอน มันก็แปลกนะเปนสิ่งหนึงที่การดูบอย ๆ ทาง ่ ภาษาพระ การเสพบอยๆ หมายถึงวาการคลุกคลีบอยๆ เนี่ย ดูเรื่อยๆ เนี่ย เวลานังกรรมฐานมันติดตา ่ เวลาเราบริกรรมอะไรนี้ มันไมนึก นึกไปที่อื่นมันก็ไมถนัดเหมือนสิงที่เราดูบอยๆ เหมือนกับญาติโยม ่ หรือพระเณรเราก็ตาม ถาสั่งสมอารมณไหนบอยๆ นี้ มันถนัดในอารมณนั้น ถาถนัดในอารมณไหน เวลาเรามานั่ง อารมณนั้นก็มาหาเรากอนนัน การที่ทานใหอุบายแนะนําดูกระดูกนี้ ก็เพื่อที่จะใหเราไดรับ ้ อารมณสิ่งนี้ ใหมันคุนเคยกับอารมณนี้ จนกระทั่งนอน ฝนเห็นโครงกระดูกยังไมไดเห็นสมาธิอะไร หรอก นอนไปมันฝนเห็นโครงกระดูก เกี่ยวของกับกระดูก เกียวของกับปาชาอยางนี้ ก็จะเกียวของอยู ่ ่ อยางนี้แลวก็อกอันหนึงที่ผมมีความเคารพตอขอวัตรของหลวงพอชา ก็คือตอนเขามาใหมๆ ตั้งใจ ี ่ มาแลวนี้ ดวยความเครงแบบไมรูเรื่อง ก็ไมไดศึกษาขอวัตรรายละเอียดของทานมากอน เพียงแตวาทาน เครงอยางโนน อยางนี้ ก็มาถือศีล ๘ พอถือศีล ๘ ก็ไปตีความเอาเองวา อะไรก็ตามนี้ ถาใสในมือในเทา อะไรนี้ เปนเครื่องประดับทั้งหมด ถือวาผิดศีล ๘ คิดเอาเองนะ นาฬิกาเอามา ก็ไมไดใช นาฬิกาพวกนี้ เปนนาฬิกาของไซโก สมัยโนนไดมาเรือนหนึ่ง พอมาถึงวัดหนองปาพงแลวมาถือศีล ๘ ทานให สมาทานศีล ๘ ก็เอาออกหมดเลย ไมใชเลย ไมใชนาฬิกา ผมขอพูดรวบรัดไปเลย เดี๋ยวมันจะยาว วา ตั้งแตวนนั้นไมไดใชนาฬิกาอยู ๓ ป ไมใชมันเลยนาฬิกานี้ บอกวาอยูยงไง ๓ ป อาศัยธรรมชาติ อาศัยดู ั ั ดาว ถาฝนไมตก ไมครึ้มจะอาศัยดาวดูแลวก็ดเู ดือน พระจันทรนี้ สังเกตดูวามันขึ้นมาระยะไหนๆ แลวก็  ดูเงาไม สังเกตเสียงนก นกรอง ตุกแกรองอยูนี่ ไกมันขัน ไกปาเนีย ก็จะมาเปรียบเทียบกับเวลา ถาวัน ่
  • 12.
    ไหนมันครึ้มมันสังเกตไมได ก็จะมาเดินจงกรมในศาลา เพราะวาในศาลาจะมีนาฬิกาอยูเรือนหนึ่งเกาๆ ไวดู ก็เลยใชอยางนี้มาตลอด ตั้งแตเปนอนาคริกะนี้ เปนผาขาว แตวากอนที่จะไดบวชนี้ มันทอใจอยู  หลายครั้งเหมือนกัน เลาบอยอยูเหมือนกัน อาจจะเลาเสริมอีกหนอยหนึ่ง สาเหตุททอใจ คือมันเหนื่อย ี่ มันสูไมไหว เพราะวาสมัยโนนทํางานหนัก เปนผาขาว แตวาน้ําปานะไมมี มันเหนื่อยมาก เลยทอใจ ทานก็พาทําเหมือนลองใจ ขุดดิน ตัดไม ตัดอะไรเหมือนตัดฟนนี่แหละ แตมนไมมีน้ําปานะนี่ ไม ั สมบูรณเหมือนปจจุบันเหมือนเราอยูที่นี่ อาทิตยหนึ่งจะมีน้ําปานะใหแกวหนึ่งวันโกน วันโกนคือวันนี้ นี่ทํางานเสร็จแลวก็มใหองคละแกวเทานันนะ เพราะวามีพระ ๕๐ –๖๐ รูป สมัยเขามาใหมๆ ก็มีเทานี้ ี ้ แหละ เวลาตมนี่ตมรวมกัน ไมไดเอาตามใจ ตมรวมใสกาแลวก็ไมไดเอาตามปรารถนานะ ใครฝมอดีก็ ื ทําดี ฝมือไมดก็ไมไดดี แลวก็ตวงแกวนี้เทากันคนละแกว ละแกว สมมติวามี ๒๐ รูปหรือ ๓๐ รูปก็ตวง ี ใหไดเทากันแหละ เศษเหลือสักแกว สองแกวเทานั้นแหละ ก็จบกัน อาทิตยหนึ่งจึงมีครั้งหนึ่ง โอย.. ลําบาก เนียผมถึงบอกวา กวาจะบวชไดเนี่ยคิดจะกลับบานอยูหลายครั้ง คิดจะยอมแพมันมีเหตุทกที มี ่ เหตุใหอยูตั้งสองสามครั้งเลยนะ แตยาวนิดหนอยนะ เหตุนั้นคือผมทอเพราะเหนื่อย แลวก็ไมมีใครมาคุย มาถาม เราก็อยูคนเดียวนี้ นึกถึงคําโบราณทานบอกวา “อยูคนเดียวใหระวังความคิด อยูกับมิตรใหระวัง วาจา” มันก็เปนอยางนันนะ ถาคิดถาไมมีปญญาโดยแยบคายแลวก็แพความคิดตนเองนะ ก็ไปถาม ้ ความคิดนะ วันนันก็เกือบไปเหมือนกันนะ กําลังคิดจะบอกวาพรุงนีกลับบานดีกวา ถามีรถมาแลวจะ ้ ้ กลับทันทีนะ ตั้งใจแลว มันเหนื่อยมาก เพลียมาก ก็ไมมีใครมาคุยเลย ตอนเย็นมานังเหงาอยูศาลากอน ่ ทําวัตรนะ บังเอิญมีเณรอยูองคหนึ่งทานบวชมากอน ทานเห็นทานก็เดินมาหา ชื่อเณรสมควร พอมาหา ทานก็ถามวา “นาคเปนไงบางสบายดีมั้ย”เราก็ไมอยากตอบ มันอยากกลับบาน ทานก็เลยอธิบายไปให ฟงวา “มันเปนอยางนีแหละ ผมมาอยูใหมๆ ก็เหมือนกัน มาอยูตอนแรกผมรองไห ตั้งสามสี่ครั้งเลย” ้ ทานบอก น้ําตาไหล มันทนไมไดจะกลับบาน ทานก็ใหกําลังใจ บอกวาทนเอาหนอยเถอะ ทานไมทิ้ง หรอก ใหกําลังใจ บอกถาทนเอาหนอยเดียวคอยปรับตัวไปเอง ก็ไดกําลังใจ สุดทายก็ทนตอไปอีก ๋ ความคิดอยางนี้มันมีอยางนอยๆ ก็สาม สี่ครั้งแลว คิดจะหนีจะกลับ เพราะวามันไมไหว แตมัน ก็แปลกวาเวลาเราคิด จิตมันตกนี้มกจะมีเหตุใหเกิดกําลังใจทุกครั้ง ผมคงเลารวบรัดหนอย เดียวมันจะ ั ๋ ยาวเกินไปวา ครั้งแรกที่ไปอยูใหมๆ ทานปลอยใหอยูอยางนั้นแหละก็อยูตามเรื่องตามราว ตอนนั้นก็คิด เหมือนกันคิดจะหนี แลวมีเพื่อนมา ตามหลังมา มีแตคนเกง ๆ ทั้งนัน บอกวา “ผมเบื่อโลกแลวทาน ้ ตั้งใจจะบวชตลอด” เราก็วาทําไมเคาเกงแท นี่ขนาดเราตั้งใจขนาดนี้แลวยังไมคิดจะอยูนานขนาดนั้น   เลย แตคนพูดอยางนี้กแปลกนะ อยูไดไมถง ๒ วัน ๓ วัน หนีหมดเลย ทําใหเราไดคิด ทําไมมันเปน ็ ึ อยางนี้ คือมันคิดเอาเองตามใจตัวเอง เราก็ทนอยูตอไป พอทนไปมันเปนอยางนันจริงๆ มันทนไมได เรา ้ ก็หวุดหวิดจะไปนะ แตมนมีเหตุ ก็มคนใหกําลังใจตอนจะนุงขาวเหมือนกันนะ ตอนนั้นก็จะหนี ั ี
  • 13.
    เหมือนกัน วันนั้นก็มหลวงพอองคหนึ่ง ชื่อหลวงพอคําปุนทานบอกวา “นาคๆ หลวงพอชาสั่งใหไปนุง ี  ขาว” รูสึกดีใจมากเลยวันนัน แปลกเปนเหตุการณที่มนแปลกมากเหมือนจะไดบวชจริงๆ นะ วันนั้นมี ้ ั กําลังใจขึ้นมานะ มีปติมากเลย แคบอกใหไปนุงผาขาวเทานั้น มันเกิดปติ เพราะมันทนมานานแลว ก็คิด วาทานคงบวชให แตพอเปนผาขาวแลวก็ปลอยทิ้งไวไมสนใจยาวเลย ใจมันก็ทอเหมือนกันนะ ที่ผมพูดไปตอนแรกวา วันนี้เปนวันแหงความทรงจําของผมก็คือ อยูไปจนใกลเขาพรรษา เหมือนเดือนมิถุนายนวันนีแหละ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๑๗ วันนั้นทานเรียกประชุม แตกอนหลวงพอ ้ ทานจะเรียกลูกศิษยมาทั้งหมด มาประชุมในวันนี้ มาประชุมแลวทานก็เทศนใหฟง ใหกําลังใจแลวคอย สงเขาไปตามสาขา สมัยโนนสาขามีไมมากประมาณ ๑๐ กวาแหง ทานก็จะสงออกไป ตอนแรกคิดวาได ยินผาขาว เพือนอยูดวยกันก็บอกวาหลวงพอคงจะบวชกอนเขาพรรษา ก็คิดวาคงจะไดบวช ก็เตรียมผา ่  อะไรๆ เย็บผาอะไรกัน แตกอนเย็บผา เย็บผาขาว แตผมไมทําอะไรกับใครเลย เพราะวาญาติโยมเจาภาพ  พูดภาษาโลกวาไมมีเสนเลย แตวาตัดผาเปน แตวาไมมใครเอามาให ก็ไมรูวาจะไดบวชหรือไมไดบวช ก็ ี เลยอยูเลยตามเลย แลวแตทานก็แลวกัน แตเพื่อนเคามีไตรไวหมดแลว ตัดเปนผาขาวไวหมดแลว วันนี้ ตอนเย็นมาทานก็ประชุมมาแลวก็เทศน หลวงพอเทศน เทศนจับใจมากที่สุด ก็คือคืนวันนี้ แตมัน ๓๐ กวาปมาแลว ผมนั่งฟงหลวงพอเทศนไป ทําไมมันนั่งไปตัวลอยไป เปนครั้งแรกทีไดฟงเทศนแบบถึงใจ ่ มากที่สุดเลยนี้ แตกอนก็ฟงอยูแตมันไมถึงใจเทาวันนี้ ฟงแลวนอมจิตไป รูสึกมันลอย เบามากเลย เพราะ ทานเทศนเรื่อง “จิตตภาวนา”แตกอนนันฟงในฐานะเปนโยม แลวก็ฟงพื้นๆ ทั่วไป ทานก็จะเทศนเรื่อง ้  ทาน เรื่องศีล เรื่องอะไร เรื่องครอบครัวไปอยางงั้นแหละ แตก็นาฟงนะ แตพอมาฟงทานอบรมเรื่องจิต ภาวนา แลวใจมันเบา มันซึ้ง ซึ้งมากเลย หลังจากทานเทศนเสร็จรูสึกมีความสุขมาก ทานก็อธิบายเรื่อง การบวชใหฟง ทานบอกวา การบวชนี้ จริงๆ แลวไมใชเรื่องยากอะไรเลย เพราะการบวช ถาจะถือเอา ภายนอกมันบวชไมยาก เปนลูกชาวบานอยูเมื่อวานนี้ โกนหัวเอาผาเหลืองหมมันก็เปนพระได แตการที่ จะเปนพระจริงๆ นั่นแหละ มันเปนสิ่งที่ยาก ทานก็บอกวา “คุณธรรมของพระสงฆ อะไรคือคุณธรรม คือขอปฏิบัติ นั่นก็คือสุปฏิปณโน อุชุปฏิปณโน ญาญปฏิปณโน สามีจิปฏิปณโน” ทานอธิบายเรื่อง “คุณของพระสงฆ”แลวมานั่งฟงมีความสุขเพลิดเพลินสรุปแลวทานก็บอกวา “การที่จะเปนพระสงฆ จริงๆ นั้นมันอยูที่คุณธรรม คุณที่ทําใหเปนพระสงฆจริงๆ นั้นก็คือปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ นั้นไมไดหมายความวาปฏิบัตไดเฉพาะพระเทานั้น เปนผาขาว เปนอนาคริกะ เปนญาติโยม ิ ก็ตาม ถาปฏิบัติดีก็เรียกวาสุปฏิปณโน ปฏิบัติตรง ปฏิบัติสมควรแกธรรม มันเปนคุณสมบัติ ฉะนันถามี้ คุณธรรมอันนี้ก็เปนคุณของพระสงฆ” เรียกวา โยมก็ได ใครก็ไดถาปฏิบัติอยางนีขอใหปฏิบัติดเี ถอะ  ้ ทานบอกวา “ก็คุณธรรมเกิดขึ้นในใจก็เปนพระสงฆ” ทานเทศนยาว วันนั้นเทศนหลายชั่วโมงอยู ก็นั่ง มีความสุขมีความเขาใจในเรื่องนี้ เรื่องบวชเรื่องบวชอะไรก็เลยเฉยๆ ก็หายสงสัยในเรื่องการบวช เพราะ
  • 14.
    การบวชจริงๆ นั้นก็คือการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแลวสุดทายทานก็บอกวา ผาขาวชุดนี้ผมยังไมบวชนะ แตฟงเทศนแลวสบายใจแลวแหละ ไมไดเดือดรอนอะไร ทานบอกวาทหารกอนจะเขาสนามรบ ตองฝก กอนอยางนอยๆ ก็ฝกหกเดือน ทานวางี้ กอนที่จะเขาสนามรบไปรบกับขาศึก เราในฐานะเปนทหารของ พระพุทธเจา เปนลูกศิษยของพระพุทธเจา เราก็ตองฝกเหมือนกัน ฉะนันกอนที่เราจะบวชจริงๆ เราตอง ้ ฝกใหมีคณธรรมของพระสงฆเกิดขึ้นกอน จึงบวช จึงจะเปนพระสมบูรณ ทานก็เทศนในเรื่องนี้ ฉะนั้น ุ ผาขาวชุดนี้จะยังไมบวชให ไมบวชแลวแถมสงไปอีกตางหาก สงไปอยูสาขากันดารๆ เหมือนทหาร แนวหนาเลยจริงๆ คลายๆ จะทดสอบกําลังใจเราดู เพราะวาสมัยกอนถาใครเขาไปวัดหนองปาพงแลวนี้ ถาตั้งใจจะอยูแลวเกิดความอบอุนมากเลย ถาอยูกับหลวงพอนี้ ไมมีใครอยากไปไหน เวลาทําผิดขอวัตร  อะไร พระเณรสวนมากจะกลัว กลัวหลวงพอสงไปที่อื่น เพราะวาวัดหนองปาพง เปนจุดศูนยรวมที่อยู ใกลครูบาอาจารยเยอะแยะและก็มีความอบอุน และบางครั้งตั้งกติกาขึ้น ใครไมทันสวดมนตทาวัตร ํ สงไปสาขาวางั้น นี่ก็เปนเสนตายสําหรับพระเณรทีไมอยากไปไหนก็ตองฝกขอวัตรใหดี และก็ไมขาด ่ หรอก ผมก็ไมเคยขาดสวดมนตทําวัตรอยูตลอดไมเคยขาดหรอก ทานบอกวาไปชวยบุกเบิกวัดใหม สรางบารมีไปดวย ทานบอกวาไมบวช ก็เลยไมไดบวช ตั้งแตวันนันก็เลยถูกสงไปอยูสาขา ก็ไมได ้ เดือดรอนอะไร ก็ไดภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิ แลวก็ไดอะไรเยอะมาก เพราะวาไดอะไรเยอะมาก ในชวงนั้น เพราะวาใจมันหายวิตกกังวลในเรื่องการบวชแลว แลวก็เรื่องที่จะออกไปขางนอกนี่ก็ หมดแลว ไมวตก เพราะอยากจะตั้งใจปฏิบติตามที่ทานสอน ดังที่วา คืนวันนั้น วันทีทานเทศนอธิบายให ิ ั ่ ฟงเกิดความเขาใจแลวอยากปฏิบัติ อยากเดินจงกรม อยากนั่งสมาธิ ไมอยากสนใจใคร ก็เลยเปนเหตุให ปแรกเปนผาขาว ไมอยูทวัดหนองปาพง ก็เลยตองไปอยูสาขา ไปบุกเบิกสาขาใหม ี่  นี่เปนความยากความลําบาก ของการที่จะเขามาสูรมผากาสาวพัตร ในสมัยที่หลวงปูชาทานยัง  แข็งแรง ทานจะเอาใหหายอยากกอน ทานไมเอาตามความอยาก และในขอที่ทานบอกวา “อยาอยูดวย  ความอยาก อยาทําตามความอยาก อยาปฏิบัติดวยความอยาก”ทําใหเราเกิดความเขาใจในขอนี้มากขึ้น และหลังจากนันก็เกิดความสบายใจในการปฏิบัติ การบวชการอะไรก็หายสงสัย ทานบวชหรือไมได ้ บวช ก็ไมไดใสใจเลยตอนนี้ พอมันวางตรงความอยากนีได ทีนี้มันก็เหลือแตขอปฏิบัติอยางเดียว ปฏิบัติ ้ ก็ไมไดหวังเปนโนนเปนนี่ หวังบรรลุอะไร มีความเชื่อมั่นวาถาเราไดปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั้นเปนสิ่งที่ เราภูมิใจ อะไรที่ทานบอกวาดีทานแนะนํานั้น มีความเชือฟงทาน เคารพในทานศรัทธาในทาน ปฏิบัติ ่ ตามทานนั่นแหละ มันเปนมงคลแกชีวตจริงๆ ตอนนั้นก็ไดแตเอาหนังสือมาอาน สวดมนตทําวัตร ิ ปฏิบัติสบายๆ ไมสนใจการบวชเลย แลวสุดทายทานก็ไมทิ้งจริงๆ ถึงเวลาทานเรียกมาเอง มาบวช บวช เปนสามเณร เหมือนที่เราทํานั่นแหละ บวชเปนผาขาวอยูปหนึ่ง ก็มาเปนเณรไมถึงปดี แลวพอดีชวงจะ บวชพระ ชวงบวชเณรกําลังทองปาฏิโมกขจะจบอยูแลวนี้ พอดีบังเอิญชวงนั้นทานไดเปนอุปชฌายพอดี
  • 15.
    ทานเปนอุปชฌายปหนึ่งแลว แตทานไมบวช เหมือนกับวาจะคอยอยูทานยังไมบวชใครเลยอยูปหนึงปที่  ่ สองทานถึงเริ่มบวชก็เปนรุนผมพอดีเลย รุนผมเขามาทานก็วารุนนี้รนแรก ทานก็เลยบวชพิเศษเลย บวช  ุ พิเศษไมไดหมายความวาตองแหนาคอะไร ทําขวัญนาคไมไดวางัน พิเศษของทานคือ ทานบวชวันนัน ้ ้ ๒๑ รูป ที่คัดเลือก ผานการคัดเลือกหมดทั้งสาขาทั้งอะไรมารวมกัน ก็บวชกันตั้งแตเชายันเย็นเลย บวช ก็บวชงายไมมโยมเลย มีโยมทายก อยูคนสองคนเทานั้น ญาติโยมไมไดมาคอยถวายผาถวายอะไรเลย ก็ ี มีแตพระลูกศิษยทํากันเอง เปนเรื่องของพระจริงๆ บวชกันจนถึงเย็น ๒๑ รูปในวันนั้น แลวก็มีอนุญาต พิเศษ เพราะวาทานบวชเปนครั้งแรก โยมวัดโยมเกาแกที่เปนทายกวัดนี้ หลายคนเลยที่เปนคนแกบวช รุนผมนี้ แตทานก็มรณภาพไปหมดแลว มีหลายองคกสึกไป เดี๋ยวนีเ้ หลืออยูสององค ที่เราคงเคยไดยิน  ็ ที่วารุนผมเหลืออยูสององคนั้นเอง รุนแรก นอกนันก็มรณภาพไป แลวก็สึกไปบาง ก็เหลือผมกับอาจารย ้ คเวสโกเทานัน รุนแรกๆ รูสึกจะออกประกาศนียบัตรดวยนะ อิงไปทางโลก ใหกําลังใจนิดหนึ่งนั่นคือ ้ ทําฉายาบัตร ทําฉายาบัตรใหเพราะกวาจะผานพนมาไดนี่ ก็เปนเรื่องยากลําบากเหมือนกันนะ อันนี้ก็ เปนเหตุหนึ่งทีทําใหเกิดความรัก เคารพในครูบาอาจารยที่ทานเขมงวดกวดขันกับเรา นั่นก็คือตองการที่ ่ จะใหเราเปนพระที่ดี เปนเณรที่ดี หรือพูดงายๆ ก็เปนทีนาศรัทธาเลื่อมใสหรือปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั่น ่ แหละ ทานก็ฝกมา ทานถึงมีสํานวนของทานวา “ทานจะตองรอน อันไหนคางทานถึงจะเอา อันไหนไม คางทานก็ไมเอา” ไมใชวาจะบวชสะเปะสะปะ อยากบวชก็บวชไมนะ ตองคัดเลือก การคัดเลือกของ ทาน ก็คือใชวธีทนอยูได ถึงจะเอา มันถึงรอด ถาทนไมไดก็ไป ทานก็ไมไดผิดอะไร เปนเรื่องของทาน ิ เองนะ ทานอยูไมไดก็ไป ถึงบอกวาเปนเรืองลําบากพอสมควรแตกอนนี้ ตองอาศัยความอดทน แมรุน ่ หลังๆ มาจนถึงอาจารยญาณธมฺโม หลายๆ ทาน หลายๆ องคนี้ ที่บวชกับหลวงพอชาเนี่ย ก็ไดผานการ อบรม โดยที่ทานอบรมดวยทานเอง ขออภัยเถอะบางครั้งนั่งฟงธรรมอยูเนีย นั่งกันถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ถา  ่ หลวงพอลงมาเทศนโดยเฉพาะเทศนกับพระเณรวันอุโบสถนี่ ฟงเทศนยาว ถาวันไหนมีเหตุเกิดขึ้น สมมติวาเณรหรือพระนี่ ไปประพฤติอะไรไมดีสักอยางหนึ่งนี่ เอาเปนเหตุเทศนกณฑใหญเลยวันนั้นนะ ั ผมยังจําไดหลายกัณฑ เลยเสียดายที่ไมไดอัด สมัยโนนเทคโนโลยีมันไมดีเหมือนสมัยนี้ หลวงพอเทศน แตกอน ดุเดือดมากเลยเทศนอบรมพระเณรนี่ มีวันหนึงเณรเคาไมคอยสํารวมอยากสึก ทานเทศนวันนัน ่ ้ พระเณรนี่ เรียกวา กระดุกกระดิกไมไดเลยทานเจาะใจกิเลสไดดีมาก ทานเอาเณรเปนอุปกรณการสอน แลวก็ซักไซเณร จนเณรน้ําตาไหลเลย เพือที่จะใหพระไดยินไดฟง วากิเลสมันเกิดขึนไดอยางไร มันเกิด ่ ้ จากตรงไหน ทานจะถามซอกแซก ถามเพื่อใหผูฟงไดขอคิดไปดวย มันเกิดความรูสึกอยางไร มันชอบ  ใจ มันชอบใจชอบตรงไหน เรียกวาซักไซกับเณร และไขเอาใหพระไดยน ไดฟงกัน จนเณรลําบากใจ ิ เลยแหละ นั่นก็คือทานตองการที่จะสอน สอนใหพระไดเกิดการสํารวม เกิดการระวังใหมีขอวัตรปฏิบัติ แลวก็ขัดแตกอนนะ ขออภัยเถอะคนมาใหมๆ มาอยูปฏิบัติกับทานนี่ คุยกับโยมไมไดนะ ไปคุยกับโยม 
  • 16.
    ทานไลตะเพิดนะบอก “ไปไกลๆ หนีไปไกลๆอยาเขาไปใกล” ทานจะแบงโซนวันไหนวันพระมาทาง ฝงใต ทางญาติโยมมาโรงครัวเนี่ย ถาผาขาวเดินผานไปแลว “ไปทําไม ออกไปไกลๆ ออกไปทางเหนือ โนน” ฉะนั้น ผาขาวอยูกับทานเนี่ย เวลาจะเดินเห็นโยมตองหนีไปเลย เดินออมกลัวทานเห็น ถาทาน เห็นดุเลย นั่นก็คือทานตองการใหมวัตรปฏิบัติ “อยูไกลๆ อยาเขาไปใกล’ ทานวา ทานถึงผลิตลูกศิษย ี ลูกหาได ไมตองสงสัยตรงนี้ ถาใครไดผานมาแลวถึงจะเขาใจ เขาใจวาทานฝกหัดมาอยางไร  นี่ก็เปนเรื่องที่เกี่ยวของกับวัดหนองปาพง และหลวงพอชาสําหรับผมซึ่งก็อาจจะเยินเยอ หรือ ่ ยืดยาวไปหนอยหนึ่ง นี่ขนาดตัดตอนมาบางแลว สวนธรรมนั้น ถาโดยคําสอนของทาน ก็คงไมตอง จาระไนอะไรมาก ไมตองพูดมาก เพราะวาสิ่งที่ประจักษก็คือ เราไดรับรูทันแลว ตั้งแตวันนันจนถึงวันนี้ ้ หรือตั้งแตวนที่หลวงพอชาทานไดมาทางยุโรป จนกระทั่งถึงวันนี้กสามสิบกวาปแลว แลวเราก็จะเห็น ั ็ วาพุทธศาสนา ที่หลวงพอชาทานไดมาวางราก ไวที่ทางนี้ กวาจะมาถึงวันนีเ้ ปนมาอยางไร อันนี้พวกเรา ก็คงเขาใจดี ฉะนั้นทุกทานทุกรูป หรือทุกคน ที่ไดมานั่งอยูสถานทีแหงนีจะเรียกไดวา ดวยบุญบารมี ่ ้ หรือดวยบารมีของหลวงปูชา ที่ทานไดฝกฝน อบรมลูกศิษยลูกหา ทั้งที่เปนคนไทย คนตางประเทศ ให เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน จนเปนปกแผนแนนหนา วางรากฐานไว โดยเฉพาะทางนี้ เดี๋ยวนี้ทางเมืองไทย ยังวิตกกัน บอกวาพุทธศาสนากลับจะมาเจริญทางยุโรป ก็เปนสิ่งที่นาคิดเหมือนกัน คงจะเหมือนทํานอง ที่หลวงพอชาทานเคยพูดเอาไววา “กบเฒานั่งเฝากอบัว” หรือ “ใกลเกลือกินดาง” เปนสํานวน  หมายความวามันใกลเกินไป งายเกินไป ก็เลยเอา เอาไวตรงนั้นแหละ เอาตอนไหนก็ได ปฏิบัติก็ เหมือนกัน บางคนอาจจะคิดวาตอนนียังหนุมยังแข็งแรง เอาไวตอนแกเถอะ ไหนๆ ก็สถานที่ก็มีอยูแลว ้ หรือเขามาบวชแลวนี้ ก็คดวาไดบวชแลวก็สบาย แลวจะปฏิบัติตอนไหนก็ไดนี่ โดยลืมนึกถึงคําสอนที่ ิ ทานแนะนําวา “วันคืนลวงไป ๆ ชีวิตของเรามันก็รวงไปดวย มันไมไดลวงไปเฉพาะวัน เดือน ปเทานั้น แลวมัจจุราชก็คอยติดตามเราอยูตลอดเวลา นั่นคือความแก ความเจ็บ ความตาย มันตามเราอยูทกเวลา ุ ทุกนาที” ถาเราคิดวาเราจะอยูไปอีกนาน ถาคิดอยางนีกชื่อวา “อยูดวยความประมาท” เพราะวาเรา ้็  รับประกันเรื่อง ความแก ความเจ็บ ความตายนี่ เราประกันไมได โดยเฉพาะความตายหรือความเจ็บนั้น เรารับประกันไมได มันจะเกิดขึ้นตอนไหนก็ได โบราณนั้นไดบอกวา เห็นกันอยูเมื่อเชานี้ สายมาก็ตาย ซะแลว ตอนเชาก็ยังสบาย แตบายมาก็มวยมรณา คือตายไปแลว นั่นคือวาชีวิตมันไมแนนอน การที่เรา มาบวชนี้ เปนอุบายที่ดีอุบายในการออก แลวก็เปนอุบายที่ดี มีเวลาประพฤติปฏิบัติ สรางประโยชนให เกิดขึ้น เพื่อเปนประโยชนแกผูอื่นดวย ดังที่ทานอาจารยสุจิตฺโตนี้ ทานไดมาเปนประธานอยูในทีนี้ จะวา ่ ไปแลวก็ดวยความเสียสละของทานเหมือนกัน ถาลําพังความรูสึกแลว โดยเอาความรูสึกผมหรืออาตมา  มาแทนทานก็ได อยากมีอิสระ มีเสรี อยากอยูสบายดวยตนเอง ไมอยากเกียวของกับใคร คิดวาเจาอาวาส ่ ทุกองคก็นาจะคิดอยางนี้ แตวาโดยหนาที่โดยการเสียสละแลว เพื่อสงเคราะหผูที่ตามมาภายหลัง โดย
  • 17.
    อาศัยหลักเมตตาธรรม ก็ยอมเสียสละความสุขสวนตน อยางหลวงพอสุเมโธทานก็เคยพูดยอมเสียสละ ความสุขสวนตน เพื่อประโยชนแกรุนหลังหรือคนที่มาเกี่ยวของ คนที่เคามีความทุกขมีความลําบาก ทางดานจิตใจเคาขาดที่พึ่ง ถาเราพอที่จะพึ่งได คือพอที่จะยืนมือที่จะไปชวยเคาไดนี่ ถาเราปลอยปละ ่ ละเลย เสียขาดหลักเมตตาธรรม เราก็ไมเปนสุข เพราะวาเห็นคนเขามีทุกขอยูเราไมไดชวยเคา เราก็ไม สบายใจดวย นั่นเปนปกติของผูที่มีเมตตาธรรม ฉะนั้นผูที่เปนหัวหนาอยางทานอาจารยสุจตฺโต เมื่อวานทานก็พาเดินดูโนน ดูนี่ สารพัดก็เขาใจ ิ เปนภาระที่หนักเหมือนกัน การบริหารหมูคณะ บริหารสถานที่ ตองรับผิดชอบหลายสิ่งหลายอยาง ถา เราคิดตรงนี้เราจะเห็นใจทาน แลวก็มีความเคารพตอทาน และมีความรับผิดชอบชวยทาน เพราะภาระ มันเยอะมากผูนํานี่ ถาไมใชการเสียสละแลว เราก็คงอยูไมได สบายอยางนี้ นั่นก็เพราะอาศัยการเสียสละ   ที่ทานมีเมตตาตอพวกเรา เราวายอมทุกข ยอมลําบาก ที่หลวงพอชาเคยใหขอคิด อันนี้ ผมก็นําไปเอาไป เปนขอคิด ทีอยูไดนานบริหารหมูคณะอยูไดปจจุบันนี้ เดี๋ยวนีก็อาศัยที่ทานสอนเอาไว ทานบอกวา ่  ้ “การอยูกับหมูคณะ มันก็เหมือนอยูใกลๆ กับปากของนรกคือมันจะตองตกนรกอยูตลอดเวลา ถาเรา  เผลอสติเมื่อไร ก็คือนรกทันทีเลย” ฉะนั้นการบริหารหมูคณะ ถาเราไมเขาใจเราก็จะไมรวาทานหนัก ู ขนาดไหน เพราะวามันใกล ถาเผลอสติก็คือตกนรก วุนวายเดือดรอน คนมันหลายคนดวยกัน อยางที่เรา มาอยูดวยกัน ลูกหลายพอหลายแมมาอยูรวมกัน ตางจิตตางใจ คิดไมเหมือนกัน บางครั้งก็อยากไดตาม  อารมณตนเองบาง ถาเราคิดนอมไปสูธรรมวินยซะหนอยเราก็ยอมเสียสละบาง ความสุขหรือความอยาก ั ที่เราตองการนัน เราก็ยอมเสียสละบาง เพือใหทานเกิดความสบาย เผื่อทานมีเมตตาตอเรา เราก็มีเมตตา ้ ่ ตอทาน ทานก็จะไดเบาใจ อะไรชวยแบงเบาใหทานได เกิดความเบาใจ นั่นเปนความดีที่เราอยูรวมกัน พระศาสนาของเราก็มีความเจริญโดยอาศัยหลักสามัคคีธรรม หลักสาราณียธรรมคือมี “เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม” อยูรวมกันก็จะเกิดความสุข และทานก็จะไดแบงเบาภาระกับทาน ดวย
  • 18.
    ทานบอกวา เหมือนบุรุษกําลังถูกลูกศรเขายิงมาปกที่กลางอก บุรุษคนนั้นถาถูกลูกศรแลว “ก็ยังไปสนใจวา” ใครเปนคนยิงมา เปนผูหญิง หรือผูชาย “เปนคนต่ําหรือสูง ดําหรือขาว เปนคนลักษณะไหน” กลับไปสนใจภายนอก แทนที่จะรีบถอนลูกศร แลวก็เยียวยารักษาตนเองกอน บุรุษคนนั้นก็จะตายเปลาเหมือนกัน “หนาที่ที่เราจะพึงกระทํา” เพื่อความดับทุกขในปจจุบัน เรากลับไมสนใจ กลับสนใจออกนอกเรื่องไปทางอื่น
  • 19.
    ๒. “ประสบการณการปฏิบัติธรรม” แสดงที่ วัดปาอมราวดี ประเทศอังกฤษ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ ผมหรืออาตมาขอโอกาสคณะสงฆ พุทธบริษัท ทุกๆ ทาน วันนีไดมีโอกาสไดขึ้นมาพูดธรรมะ ้ เดิมทีเดียวก็คดวา จะไมพดอะไรเพียงแตมาเยี่ยมใหกําลังใจ แตเพื่อนสหธรรมมิกบอกวาไหนๆ ก็มาแลว ิ ู อยากจะใหพูดอะไรเลาสูกันฟงบาง ก็ยังไมรูจะพูดอะไรเหมือนกัน เอาจากความรูสกที่เกิดขึนในขณะนี้ ึ ้ อาจจะเปนประโยชนบาง ถาเราตั้งใจฟง ปกติจะเปนคนพูดนอย พึ่งมาเปนเจาอาวาสนี้ เขาบังคับใหพด ก็เลยพูดมากหนอยหนึ่ง พูดจน ู ตัวเองไมถูกกับจริตนิสัย พอดีพระอาจารยญาณชวนมา ก็เลยไดโอกาสมาพักบาง แตพอมาทานก็บอกวา “ไมไดมาพักนะ ตองมาพูดตอ” ก็ไมเปนไร ก็พดไดเทาที่พูดได เปนการเสริมความรูบางสิ่งบางอยาง ู เรื่องประสบการณบางอยางที่ไดประพฤติ ปฏิบัติ กับครูบาอาจารยมา อยูที่วัดจิตตวิเวกทานก็ไดใหขึ้น ไปพูด แตวันนันเปนวันคลายวันเกิดของหลวงพอชา ทานก็เลยบอกใหเลาเรืองเกี่ยวกับการที่มา ้ ่ เกี่ยวของกับหลวงพอชา ก็เลยไดเลาเรื่องไปในวันนั้น แตวนนี้ ก็คงไมไดเลาอยางนั้น คุยกับพระอาจารยญาณธมฺโม ทานก็บอกวา อยากใหเลาเรื่อง ั “ประสบการณเกียวกับการปฏิบัติ” เพื่อสรางกําลังใจใหแกผูปฏิบัติรวมกัน ก็นาจะดี ทานวาอยางนั้น ่  งั้นก็เริ่มจากการปฏิบัติของตนเอง ซึ่งถาจะพูดถึงของครูบาอาจารยของทานองคอื่นๆ ก็เรื่อง ของทาน ที่นี้จะพูดถึงประสบการณของตนเองมันนาจะงายกวา ผมหรืออาตมาสนใจในเรื่อง “การ ปฏิบัติ’จริงๆ ก็มีตั้งแตอายุยังไมมากอยูแลว ดังไดเลาไปแลวสวนหนึงที่วัดจิตตวิเวก วาตั้งแตเปนเด็ก ่ นั้น คงจะเปนเพราะวา อุปนิสัยที่เคยอยูวัดมา เปนเหตุใหสนใจพระพุทธศาสนา นั่นก็คือโดยเฉพาะเรื่อง  พุทธศาสนา เพราะวาไดอยูวัดตั้งแตเด็ก การอยูวัดก็อยูอยางเด็กทั่วๆ ไป ซึ่งก็เปนฝายคามวาสี คือ อยูใน 
  • 20.
    วัดบานก็ขาดครูบาอาจารยแนะนํา มีหนังสือศึกษาอยูแคเลมสองเลม การศึกษาก็ไมเจริญเพราะเกิดอยูใน บานนอกมีหนังสือนวโกวาทอยูเลมหนึ่ง หนังสือสวดมนตเจ็ดตํานาน หรือ ๑๒ ตํานานซึ่งก็เปนภาษา บาลีเสียสวนมาก ซึ่งก็เปนขอธรรมอยูบาง คือ นวโกวาท พอไดหวขอธรรมนําไปคิด ซึ่งในสมัยนั้นก็ ั สนใจในเรื่อง “คิหิปฏิบัติ”ซึ่งเปนเรื่องของธรรมะสําหรับสําหรับฆราวาส คิหิปฏิบัติ เนนขอปฏิบัติ สําหรับคฤหัสถโดยตรง ก็เปนเหตุใหสนใจตั้งแตเด็กโดยเฉพาะในเรืองการดําเนินชีวิต ซึ่งธรรมะบทนี้ ่ จะมีการเกี่ยวของ ตั้งแตเรื่อง อบายมุข คือ ทางแหงความเสื่อม วาการดําเนินชีวิตไปในลักษณะไหนเปน ทางเสื่อม ทางไหนเปนทางเจริญ ก็เปนเหตุใหสนใจ ทานบอกวาใหละเวนจากอบายมุขก็คงรูอยูวา  อบายมุข ทางแหงความเสื่อม ความเปนนักเลง เลนการพนัน การเที่ยวกลางคืน การละเลนตางๆ นั่น แหละซึ่งเปนฝายต่ํา นําชีวิตลงสูความตกต่า และทางแหงความเจริญก็คือทางธรรมะ พระสัมมาสัมพุทธ ํ เจาทรงแนะนํา นั่นแหละวาเปนจุดเริมตนไปสูการศึกษา หรือสนใจธรรมะ คําสอนในทาง ่ พระพุทธศาสนา ความสนใจ ความเกียวของ กับศาสนาอาศัยสิ่งแวดลอมที่ดีจะวาไปแลวสมัยนั้นที่ชนบท ที่ ่ อาตมาอาศัยอยูมันยังไมเจริญมาก การสื่อสารก็นอย สิ่งแวดลอมก็เลยอยูในขอบเขตจํากัดอยูกับวัด  แมแตการละเลนจะเลนอะไรกันก็เกี่ยวกับวัด อยางที่หลวงพอชาเคยเลา มันก็เปนความจริง ทานบอกวา ตอนเปนเด็กการเลนกันตั้งแตตอนเปนเด็กนั้น ก็จะเลนกันในแบบของศาสนา ทานบอกวาเวลาเลนกัน ทานก็จะเปนพระ เอาผามาหมเหมือนกับจีวร แลวก็ใหผูหญิงสมมติเปนโยม แลวก็ทําอาหารมาถวาย แลวก็ใหพร ยะถาสัพพี ซึ่งก็เปนลักษณะนั้น ซึ่งผมหรืออาตมาเองก็เลนในลักษณะนั้นเหมือนกัน ตอน เย็นมามันไมมที่ไปเที่ยวไหน ก็เที่ยวอยูในขอบเขตจํากัด คือหมูบาน กลางวันก็ไปเลนที่วัด ถาไมไดไป ี  ที่วัด ตอนเย็นมาก็มาเลนที่บาน ก็มาเลนเปนพระ เราในฐานะผูชาย การละเลนก็คือเอาผามาหมเปนจีวร  แลวก็ใหพนองบางทีก็เปนญาติๆ กัน ใหเขาทําอาหารมาถวาย เอากะลามะพราวมาใสผักบาง เก็บโนน ี่ เก็บนี่มาใสบาง บางทีก็เอาผลไมจริงบาง สับๆ ใส ก็เอาถวาย สมมติเปนพระนะ เสร็จแลวก็ใหพร “ยะ ถาสัพพี” ในการละเลนอยางนั้น ก็เลยทําใหหลอหลอมจิตใจใหอยูในเขตของศาสนา มันไมไดไปทาง อื่น นั่นก็เปนอุปนิสัยที่สะสมติดตามมา หลังจากนันโตมาหนอย ประมาณอายุ ๑๕ –๑๖ ป ก็ไดสัมผัสกับพระธุดงค สมัยเปนเด็ก ที่ ้ บานมีปาคอนขางที่จะสมบูรณ ปามีทั่วไป ซึ่งพระทานก็เดินธุดงคผานไปผานมา แมแตหลวงพอชา ทานก็ยังเดินผานไปผานมาทีบานเปนประจํา เพราะวามีสาขาที่ ๑ อยูระหวางนัน ญาติโยมนานๆ ครั้ง ก็ ่ ้ จะมีโอกาสใสบาตรกับพระกรรมฐาน แตการสัมผัสหลวงพอชาโดยตรงก็ยังมีนอย นอกนันก็จะมีพระ ้ ธุดงคผานไปผานมา สวนมากชาวบานตามบานนอกเห็นพระธุดงคก็จะดีใจที่ไดไปขอหวย ขอของดีกับ ทาน สวนมากก็จะเปนลักษณะนั้น เราก็สนใจเหมือนกัน บางทีก็มพระธุดงคที่เขาวาเกงมาก ทานมี ี
  • 21.
    อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย เราก็สนใจเหมือนกัน สนใจวาการบวชนั้นดีตรงที่การบวชนันสามารถแสดงฤทธิ์ ้ ไดอยางโนนอยางนี้ ก็เปนเหตุใหสนใจ สนใจอยากจะศึกษา ก็มีพระธุดงคหรือพระกรรมฐาน ก็เปนเหตุ ใหไดศึกษา ก็มีพระธุดงคหลายทานหลายองคที่ทานมีความสามารถ โดยมากก็ไปทางอิทธิฤทธิ์ ก็พิมพ หนังสือ และเคยไดรับหนังสือเลมหนึ่ง ซึ่งหลวงพอมีออกธุดงค แตไมใชหลวงพอมี ที่อยูแถวอุบลฯ นะ แตเปนรุนเกาๆ ทานบอกวา เวลาไปธุดงคเจออะไรหลายๆ อยาง ทานก็ใชอํานาจสมาธิ ตอสูอุปสรรค ตางๆ แมแตคนเขาเลนของมา ทานก็ใชอํานาจจิตหรืออภินิหารนีทําใหสิ่งเหลานันอันตรธานไป หรือ ้ ้ ผานพนอุปสรรคไปก็เปนเหตุใหสนใจ จึงไดสนใจเขามาบวชเปนพระมากขึ้น หลังจากนัน โยมพอก็ไดเริ่มเขามาสนใจในวัดหนองปาพงเพราะเหตุที่หลวงพอชา ทานไดผาน ้ ไปผานมาที่บานอยูเปนประจําจนกระทังผมหรืออาตมานีอายุได ๒๐ ป ซึ่งโดยปกติทางเมืองไทยนี้ ผู ่ ้ ชายไทยถาอายุ ๒๐ ป จะตองผานการบวชเรียน ซึ่งจะบวชนานมากนอยเพียงไรก็ตามก็ตองบวช เพราะ ถาไมไดบวชนี้เขาถือวาเปนคนดิบ คนดิบคือ คนไมสุกนั่นแหละ พูดงายๆผลไมไมสุกก็ไมหวาน ใช ไมไดถาดิบมันอาจจะฝาด มันอาจจะเปรียวใชไมได คนที่ไมไดบวชเรียน ไมรูจักวิธีดําเนินชีวิต เรียกวา ้ มันยังดิบอยู เขาเลยถือธรรมเนียมวา จะตองบวช ฉะนันพื้นเพเดิมก็สายของหนองปาพงอยูแลวไหนๆ ก็ ้ อายุ ๒๐ ปแลวก็คิดวานาจะบวชไดแลว แตบวชครั้งแรกก็ไมไดคดวาจะบวชตลอด เพียงแตวาอยากจะ ิ บวชตามธรรมเนียมประเพณี จริงๆศรัทธาก็มีอยู เหมือนกัน แตก็ไมไดตั้งใจจะอยูถึงขนาดนั้น แตมี  ความตั้งใจอีกอยางหนึ่งวา ถาเราไดบวชเราตองตั้งใจปฏิบัติ ตอนนั้นตั้งใจไวก็ผิดวัตถุประสงคอยู เหมือนกัน ตั้งใจวาบวชทั้งทีจะตองใหไดอทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย ใหเปนผูวิเศษตั้งใจไวอยางนี้ ตอนแรกซึ่ง ิ  เราไมรูเรื่องในขอปฏิบัติ พอดีโยมพอเอามาฝากไวทหนองปาพง ก็ไดมาอยูวดหนองปาพง ตอนเปนผา ี่ ั ขาวก็มีหลวงตาองคหนึ่ง หยิบหนังสือเลมหนึ่งมาใหอาน ซึ่งก็ตรงกับหนังสือที่เคยศึกษามา “หนังสือ ประวัตหลวงพอปาน วัดบางนมโค” ก็เปนเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยอีก ก็เราใจใหเกิดความอยาก หลวง ิ ตาก็มาชวนวา “ ผาขาว ผาขาว มาทํากรรมฐาน เดี๋ยวมันจะไดมีอิทธิฤทธิ์จะไดดําดินได บินบนฟา ทะลุฟา ทะลุกาแพงได” แลวเราก็เกิดความอยากขึ้น ก็เลยเลน “กสิณ” คือการเอาดินมาปน บางครั้งก็เคย ํ เอาแสงไฟมาแพงเปนกสิณ ก็เคยทํา แตไมไดกราบเรียนหลวงพอชาเพราะเราแอบทํา ทําอยูพักใหญ  เหมือนกัน จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระมาจากถ้ําแสงเพชร ตอนนั้นพึ่งจะตั้งวัดที่ถ้ําแสงเพชร ทานก็ไปเลน กสิณมา พอกลับมาตอนเย็น ฉันน้ําปานะเสร็จ หลวงพอก็ลงมาพูดคุยเรื่องธรรมะใหฟง ทานก็ถามองค นั้นวา เปนอยางไรที่ไปอยูถาแสงเพชร ไปภาวนาอยางไร ทานก็ไดถามขึ้น พระก็ตอบวาไปภาวนาเพง ้ํ กสิณ ( เปนกสิณไฟ ) หลวงพอชาก็บอกวา “จะบาหรืออยากบาหรือไง” ซึ่งทําใหผมหรืออาตมาตกใจ เพราะกําลังจะเลนกสิณอยู “เดี๋ยวก็เปนบาหรอก ทําไมจะตองไปทําอยางนั้น รูไหมวาการเลนอยางนั้น จิตใจมันจะทําใหหลงไดงาย หลงระเริงไปกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย มันจะผิดวัตถุประสงค และจะหยุดอยู
  • 22.
    ตรงนั้นไดงาย” วันนั้นหลวงพอชาทานไดเทศนกัณฑใหญเลย ผมหรืออาตมาก็เลยไดขอคิดและเปลี่ยน ความคิดใหมในวันนั้น วิธีของหลวงพอชา ไมใชวาทานปฏิเสธ..แตทานไมอยากใหลูกศิษยเขาไปเกี่ยวของกับเรื่องนี้ มาก เขาใจตอนหลัง ตอนทีทานเทศน ตอนที่อธิบายและฟงมาเรื่อยๆ ไดฟงและศึกษาพระไตรปฎกบาง ่ ก็ไมไดสงสัยอีกในเรื่องปาฏิหาริย ซึ่งหลายๆ ทาน หลายๆองคคงทราบวา ปาฏิหาริยที่พระองคทรงตรัส ไวนนมี ๓ อยาง อิทธิปาฏิหาริย อันหนึ่ง,อาเทศนาปาฏิหาริยอันหนึ่ง, อนุสาสนียปาฎิหาริยอันหนึ่ง ั้ ปาฏิหาริยอันแรก อิทธิปาฏิหาริยนี้ ก็เปนสวนหนึ่งที่โยคีที่อินเดียแตกอนนั้นเขาฝกจิต สามารถ บังคับจิตได อาจจะเปนอิทธิฤทธิ์ลักษณะดังกลาวมาแลวนั้นก็เปนได เพราะแมแตในวินัยยังกลาวไววา การฆาคนดวยอิทธิฤทธิ์ก็ยังมี ก็คงจะมีอยูจริง  อาเทศนาปาฏิหาริยนี้ ดักจิตใหเปนอัศจรรย ก็มีครูบาอาจารยบางทานทําบริกรรมภาวนา สภาวะจิตก็มเี กิดขึ้น จากอํานาจสมาธิเหตุนั้น ทานไมตองการใหไปหลงอยูกับตรงนี้ ทานก็เลยกันเอาไว  เพราะถาไปหลงอยูในสํานึกวาพุทธศาสนา หรือคําสอนของพระพุทธเจานั้น ไมประเสริฐอะไรเลย เพราะพระองคทรงตรัสวา อิทธิปาฏิหาริย เขามีมากอนแลว กอนที่พระองคทรงตรัสรูก็มีอยูแลว มันเปน วิชาหนึ่ง ซึ่งถาใครไปศึกษาปฏิบัติอยางโยคีเขาทํา ก็สามารถทําได “ และเมื่อทําไดแลว จะยังศรัทธา ของผูที่ยังไมศรัทธาใหเกิดขึนได” เขาก็จะมองอยางดูถูกวา พระพุทธศาสนาไมมีดีอะไร ้ ถามีแคนี้ก็แสดงวา พระพุทธเจาไมไดตรัสรูอะไรวิเศษเพราะสิ่งนีเ้ ขามีอยูกอนแลว ตาม แบบอยางที่เขาทํา สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นไดทานบอกวา “ไมยังศรัทธาของผูที่ยังไมศรัทธาใหเกิดขึนได แมผูมี ้ ศรัทธาพอประมาณแลว ไมเพิ่มศรัทธาขึ้นมาอีกได ก็อาจจะใหเสื่อมศรัทธาอีกได” ดวยเหตุนี้ พระองค จึงทรงไมสรรเสริญปาฏิหาริย ๒ ขอ นั้นก็คือ “ อิทธิปาฏิหาริย และอาเทศนาปาฏิหาริย” แตพระองค ทรงสรรเสริญ “อนุสาสนีปาฏิหาริย” คือ “คําสั่ง คําสอนเปนอัศจรรย” หลวงพอชาทานก็เลยมาถือเอา หลักนี้ เพราะคําสอนนี้ถาเราปฏิบัติจะเปนไปเพื่อความดับทุกข สิ่งที่เราตองการในการปฏิบัตินั้น ถาพูด โดยรวมยอดแลวก็คือ “ความดับทุกข” เพราะฉะนัน ทุกขที่มันมีอยู มันเกิดขึ้นในขณะนี้ เราตองการ ้ ความดับทุกขตรงนี้ มันเกิดกับจิตใจของเรา ทานก็เลยเนนมาทางนี้ เนนใหใชปญญาเพื่อดับทุกขที่  เกิดขึ้นในปจจุบันที่บังเกิดขึนอยูนี้ ใหรูเทาทันอารมณตรงนี้ นั่นคือจุดมุงหมายของทาน ้ ความชัดเจนในเรื่องนี้ ยิ่งจะชัดเจนยิ่งขึ้น ถาเราไปเจอพระสูตรหนึ่ง ซึ่งผมหรืออาตมาไดศึกษา อยูบางชวงนันนะ ทานบอกวา “เหมือนบุรุษกําลังถูกลูกศร เขายิงมาปกที่กลางอก บุรุษคนนั้นถาถูก ้ ลูกศรแลว ก็ยงไปสนใจวา ใครเปนคนยิงมา เปนผูหญิง หรือผูชาย เปนคนต่ําหรือสูง ดําหรือขาว เปน ั คนลักษณะไหน” กลับไปสนใจภายนอก แทนที่จะรีบถอนลูกศร แลวก็เยียวยารักษาตนเองกอน บุรุษ
  • 23.
    คนนั้นก็จะตายเปลาเหมือนกัน หนาที่ที่เราพึงกระทํา เพื่อความดับทุกขในปจจุบน เรากลับไมสนใจ ั กลับสนใจออกนอกเรื่องไปทางอื่น ตองการมีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย อะไรทํานองนี้ ซึ่งหลวงพอชาทานไม สงเสริมดานนี้ แตผลพลอยไดนั้น แลวแตอปนิสัย วาสนาของใครมันมีของมัน ซึ่งทานไมไดปฏิเสธนะ ุ บางครั้งทานยังเลาใหฟงเพื่อประดับเสริมความรู แตนานๆทานก็เลา เลาก็แลวตัดบท ไมใหไปเลนหรือ ไมใหตดกับตรงนั้น ทานเคยเลาวา หลวงปูกินรี เปนผูทดักจิตไดเปนอัศจรรยเหลือเกิน และรูลวงหนาได ิ ี่ ดวย มีครั้งหนึงนะ ทานวาหลวงปูกินรีทานเลาใหฟง ทานบอกวา ตอนนั้นทําความเพียรมาก จิตมีความ ่ สงบ เมื่อเหตุการณจะเกิดขึนในพรุงนี้ วันนีจะมาบอกในนิมิตคืนนี้เลย และก็จะมาตรงตามนั้น สมมุติวา ้ ้ จะมีโยมมานี่ มากี่คน ใสเสื้อแบบไหน ชุดอะไร ก็จะนิมิตชวงกลางคืน ตอนเชาก็จะมาในลักษณะนั้นไม ผิดเลย ทานบอกอยางนัน ทานเลาประดับความรู และอยางหลวงปูทองรัตน เชนเดียวกัน ทานบอกวาดัก ้ จิตดักใจไดเปนอัศจรรย มีขโมยมาขโมยของในวัด แลวพอดีทานไปเห็นเขา ทานก็ทําทีไมเห็น แตทาน ใชอํานาจจิต บอกวาปลอยเขาเอาไปกอน แตไมใหเขาออกจากวัดได ใหเขาหลง พอเขาเดินไป เดินไปก็ เจอแตพุมไมตนไม หาทางออกไมได วนไปวนมาจนสวางเลย พอสวางแลวทานก็เดินออกไปเจอเขา เขา  ก็กลัว แลวทานก็ถามวา “มาอยูอะไรที่น” คนทําผิด มันกลัว ก็เลยสารภาพ นั่นเปนความอัศจรรยของจิต ี่ ที่ทานเลาใหฟงประดับความรูของลูกศิษย แตทานก็บอกวาที่เลาใหฟงนี้ไมไดหมายความวา ใหไป  สนใจตรงนั้น ใหเปนหลักยืนยันวามันมีอยูจริงแตไมตองการใหไปหลงจุดนันนะ แตขอปฏิบัติที่เรา ้ ตองการคือ “ความดับทุกข” โดยเฉพาะจิตใจเรา สังเกตแตวนนี้ “ มันสุข มันทุกข มากนอยแคไหน” ั ทานใหสนใจตรงนี้ เพราะฉะนั้นการภาวนานั้น ทานบอกวาเบื้องแรกนั้น ทานไมปฏิเสธสมาธิ ทานให ทําสมาธิกอน อยางผมหรืออาตมา มาอยูใหมๆนี้ ก็จะจับเอาคําสอนของทาน ซึ่งทานบอกวา “ไมตองเอา อะไรมากหรอก ใหบริกรรมพุทโธ เทานั้นแหละ ไมตองสนใจอะไร อยางนี้ไปกอน” ทานวา ผมหรือ อาตมาอาจจะเปนศรัทธาจริต คือ ศรัทธาตอทานมากนะก็ภาวนา เอาคําภาวนาวา พุทโธ พุทโธ ทําไป ทํา ไป ตั้งนาน มันก็ไมรูเรื่องเลย เอ.....ทําไมไมรูเรื่อง ก็คิดวา พุทโธ พุทโธ อยูๆสงบนิ่งไป แลวก็เกิด ความรู เกิดอะไรก็ตามมา คิดอยางนั้นนะ ยิ่งคิด ยิ่งปรุงแตงไปขางหนา ยังไมเปนสมาธิ สุดทายมีวน ั หนึ่งมานั่งกับเพื่อนเนสัชชิก นั่นคือวันพระเหมือนอยางนี้แหละ นั่งไป เอ....เราทํามาตั้งนานแลว ทําไม การปฏิบัติเราไมกาวหนา เพราะทานบอกวา ภาวนา พุทโธ แลวจะรูเอง แลวมันรูอะไร ก็เลยเปลี่ยนวิธี  ใหม ไมไดนั่งหลับตาบริกรรมภาวนา มานั่งคิดวา ที่ทานไดบอกวา “พุทโธ” ตามที่เราสวดมนตวา “ ผูรู  ผูตื่น ผูเบิกบาน”นี้ ทานรูอะไร ทานตื่นจากอะไร ทานเบิกบานอยางไร ก็เลยเอาคํานี้มาภาวนาแทน เขา เรียกวาเปน “ธัมมวิจจยะ” เปนการสอดสองธรรมะ ยกเอามาพิจารณาวารูอะไร เปนเหตุใหเราคนหาใน สิ่งที่รูวา เราควรรูอะไร ถาโดยหลักๆนัน ถาเราไดศึกษา ทานวา “รูทุกข” “รูเหตุใหเกิดทุกข” “รูความ ้ ดับทุกข” “รูขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข” ถารูสิ่งนี้ทานเรียกวาเปน “สัมมาทิฐิ” เปนความเห็นชอบ
  • 24.
    เรียกไดวาปญญาความเห็นชอบ ที่นี้ก็จะบอกวา “เห็นทุกขเห็นอยางไร”มันก็จะเปนเหตุใหเราไดศึกษา เรียกไดวา “ทุกข” ซึ่งเราก็รูอยูแลววา “ทุกข คือ อะไร” ซึ่งมีอยูประจําใจของทุกทานทุกคน แลวทุกขนั้น มันมีเหตุ ทานจึงบอกวา ทุกขนี้เปนสิ่งที่ควรศึกษา ควรกําหนดรู ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นี้ ก็อธิบาย วา “ทุกขเปนสิ่งที่ควรกําหนดรู” “เหตุใหเกิดทุกขเปนสิ่งที่ควรละ” “ความดับทุกขเปนสิ่งที่ควรทําให  แจง” ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกขเปนสิ่งที่ควรทําใหเกิดใหมีขน” ก็เปนเหตุใหเราเขาใจวา “พุทธะนี้ รู ึ้ ทานรู เพื่อความดับทุกขจริง” แตก็แปลกเหมือนกันวา พอเปลี่ยนมาเปนธัมมวิจจยะนี้ ปตีเกิดขึ้นไดงาย ทําไมถึงเกิดขึ้นไดงาย  มันเขาองคของโพฌชงค ๗ จะมีขอที่ ๒ วา “ธัมมวิจจยะ “ เพราะมันมีวิตก, วิจารณ ,ปติ ,สุขเอกัคคตา อยูตรงนั้น วิตก วิจารณ นีกคือ เราใชวิจารณญาณวิจารณธรรม ธัมมวิจจยะนี้ ถาจิตมันรวม มันเปน ้็ สมาธิอยูในนัน จิตมันนอมไปสัมผัสกับสิ่งที่ไมเคยสัมผัส สิ่งที่ไมเคยรู มันก็ทําใหรูขึ้นมา เกิดตื่น เบิก ้ บานขึ้นมา แตกอนนั้น นั่งไปพุทโธ มันก็งวงเหงาหาวนอน นั่งไปก็หลับลูกเดียว นังไปไดทั้งคืน ก็มีแต ่ งวง เชามาก็ถามตัวเองวา ไดอะไร ก็ไมไดอะไรสักที ตืนขึ้นมาก็ถาม แตพอมาเปลี่ยนตรงนี้ปุบ แปลก ่ มากเลย จิตนอมไปวิจารณธรรม นั้นเกิดปตีขึ้นแลว หลวงพอชาก็มาเทศนใหฟงนะ ทานบอกวาถาจิต นอมเขาไปถูกเรื่องแลว ก็จะมีวิตก วิจารณ ปตี เอกัคคตา นั้นก็คือองคของสมาธิเบื้องแรกเลย ทานใช คําอธิบายวา “วิตกคือยก” ยกขึ้นมา คือ ยกเอาหัวขอธรรมขอใดขอหนึ่งขึ้นมาวิจารณ คือพอยกขึน แลว ้ มาสองมาดู มาพิจารณา นั่นคือวิจารณ พอวิจารณแลว มันเกิดความเขาใจในสิ่งที่ยกขึ้นมา อยาง ยกตัวอยางนะ ทานบอกวายกรางกายขึ้นมาพิจารณาถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แลวก็มา พิจารณาถึงกองทุกข ที่มันเกิดขึ้น มันทําใหเราเริ่มเห็นวา ความทุกขนเี้ กิดขึ้นจากตรงไหน เหตุมนเกิด ั อยางไร เปนการเกิดขึ้นจากที่เรายกขึนมาจากวิตก วิจารณ พอมันเขาที่ของมัน มันก็เกิดปตี คือความ ้ เขาใจในธรรม เกิดปติสุข แลวจิตก็จะนิ่ง นั่นคือเปนเอกัคคตา นี้ก็เลยเปนองคประกอบของธรรม พรอม บริบูรณขึ้นมา ทําใหเรารูเกิดวา ไอตรงนี้เปนหลักที่เราจะตองจับมาพิจารณา และก็ไมสงสัยดวยวา ใคร จะวาผิดหรือถูก ไมตองสงสัย เพราะวาเรารูแลววา ในองคธรรมแหงการตรัสรูนั้น มีขอนี้ ก็คือ “ธัมม วิจจยะ” ถาจิตมันรวมตรงนัน มันไมวอกแวกไปที่อื่น มันมีสมาธิอยูตรงนั้นแหละ จิตตั้งมั่นอยูตรงนั้น ้ แหละ ถาเราจะยกเขาสูการพิจารณาธรรมในตรงนั้นก็ได ผมหรืออาตมาชอบทํา แตกอนพอมันไดที่ หนอย ก็จะยกองคของวิปสสนาขึ้นมา คือใชอารมณวปสสนา นั้นก็คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ซึ่ง  ิ หลวงพอชา ก็จะพยายามใหใชตัวนีแหละ ใหเห็นพระไตรลักษณ คูกันไปตลอด แมทําสมาธิเราจะเห็น ้  วา ทานจะสอนวาเวลาทําสมาธิก็ใชหลัก “อนิจจัง”ไปดวย ซึ่งทานบอกวา “สงบก็ไมแน ไมสงบก็ไม แน” คือทานใหใชหลักนี้ไปดวย มันจะไดไมยดมั่นหมายมั่นในอารมณที่เกิดขึ้นในขณะที่เราปฏิบัติ ก็ ึ เลยจับหลักไดตรงนี้ก็เลยปฏิบัติไปเรื่อยๆ
  • 25.
    สิ่งที่ทําใหเกิดความมั่นใจมากขึ้นนั้น อันหนึ่งก็คือ หลวงพอชานันแหละเหมือนทานรู แต ่ เรียกวารูเลยก็ได มีวันหนึ่งทานเทศนเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ ทานก็ยกเอาลูกศิษยนั่นแหละ อาจจะเปน ผมหรืออาตมาก็ไมรูเหมือนกัน ทานบอกวา “ลูกศิษยบางองค บางทานไมมีปญญาพอ พอใหอะไรไปก็ ลูบไปคลําอยูนั่นแหละ ไมไดกินหรอก” ทานวาอยางนี้ ทานก็เลยอุปมาเหมือนกับวา “เหมือนยื่นแตงโม ลูกสวยๆใหลกหนึ่ง คนไมฉลาดก็เอาไปลูบไปคลําอยูเฉยๆแลวบอกวาแตงโมสวยหนอ สวยหนอ อยู ู นั่นแหละ แตก็ไมไดกินแตงโมหรอก ไมไดผาเขาไปขางในวามันสุกหรือมันดิบก็ไมรูก็ไดแต ลูบแต คลําอยูนั่นแหละ สุดทายแตงโมก็เนาไปเปลาๆ ตนเองก็ไมไดกนอะไร” มันก็เจาะใจเรา เขาใจทันทีวา ิ โอ…นี่เปนความจริง แตกอนทานใหบริกรรมวา พุทโธ พุทโธ เราก็บริกรรมนะจนมันติดปากมันเปน สัญญา จนไปฝน แตมันก็ไมกาวหนา นันคือไดแตลูบคลํา จนมาเปลี่ยนวิธีที่วานี้ มาใชหลักวิจัยธรรม ก็ ่ คือวา พุทโธ แปลวาอะไร คือ ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน ก็เกิดความเขาใจ และเกิดความมันใจ เมื่อทานมาเทศน ่ เรื่องนี้ใหฟง หลังจากนันการภาวนาผมหรืออาตมาก็ใชวธีนี้ จะเดินจงกรม นั่งสมาธิ แตถาจะพักก็ใช ้ ิ บริกรรม พุทโธ พุทโธ พุทโธ ธรรมดาไปก็ได เปนการพักจิตไมตองใชจิตทํางานไปมากก็ได แตถาใช มันมาก นิวรณมันเขามาใชไมได ตองใชวิธีเดิน นั่นคือ เดินเขาวิจยธรรม และเวลาจงกรมก็ใชวิธีนี้ ั บางครั้งก็ยกเอาสังขารขึ้นมาพิจารณา ถึงความสิ้น ความเสื่อม นั่นก็คือ หลักของอนิจจัง ความไมเที่ยง แทแนนอนของสังขาร ความเปนทุกขของสังขาร มันเกิดมาจากอะไร พระพุทธเจาทานบอกวา “มันมา จากความเกิด เมื่อมันมีความเกิด มันก็มีความทุกข” เราก็ไดพิจารณานะ ไอตรงนี้เองที่เราไดสวดมนตทํา วัตรทุกเชา ทําวัตรเชานี้ ทําใหเกิดความประทับใจมากนะ ในบทสังเวช บอกวา รูปเวทนา สัญญา สังขาร นี้ เปนทุกขไมเที่ยงเปนอนัตตา และสุดทายทานสรุปวา “ทําไฉนการทําที่สุดแหงทุกขจะปรากฏขึ้นแก เราได” เพราะวา ทุกทาน ทุกคนนั้น ถูกความทุกขครอบงําอยูแลว และก็มีความทุกขเปนเบื้องหนาแลว ดวย เรามีชีวิตอยูอยางงี้ เดินไปขางหนา ทุกขนะ ตราบใดมันมีกอน มีสังขารนี้ เดินไปก็มีแตทุกขนะ สิ่ง ที่เรามากลบเกลื่อนความทุกขก็คือ เราเปลี่ยนอารมณ เปลี่ยนเหมือนกับหลอกตัวเอง ใหหลงจนลืม พิจารณาถึงความไมเที่ยง ความเปนอนัตตา บางทีลืมตัวนี้ พอลืมแลวพอทุกขเขามาก็เผลอแลวเจ็บอีกตัว นั้นก็คือขาดการพิจารณา ขาดหลักธรรม ตัวเราพิจารณาจะเกิดธรรมขอหนึ่ง ทานบอกวา”นิพพิทา” ใน ธรรมขอนี้ทานบอกวา “นิพพิทา วิราคะ” ๒ คํานี้ อันหนึ่ง เกิดความเบื่อหนายและก็คลาย “คลาย”ในที่นี้ หมายถึง “ความยึดมั่น หมายมั่น” นะ ถามันเกิด “นิพพิทา”นี้ คลาย ความยึดมั่น หมายมั่นก็จะเกิดขึน ทํา ้ ใหเราเกิดความเบาขึ้นในจิต การที่เราไมยึดมั่น ถือมั่นนั้น ทําใหเกิดความเบา ความรูสึกในจิตใจนี้ เหมือนกับอารมณ อารมณทชอบใจไมชอบใจนี้ ถาเราไมเขาใจ ไปยึดมั่นมันก็หนักมาก หนักยิ่งกวาเรา ี่ แบกวัตถุสิ่งของ แตถาเราเขาใจวา ทุกสิ่ง ทุกอยางเปนอนิจจังนี้ “พอมันมาปุบ เราวางปบ มันก็เกิดความ เบา” ก็เลยจับหลักตรงนี้ได การภาวนาก็เกิดความมั่นใจขึน ้
  • 26.
    แลวมีอีกสิ่งหนึ่งที่หลวงพอชาแนะนําเอาไวนะ สําหรับผูปฏิบัติก็นาสนใจ ก็จะนํามาฝากไว เหมือนกันวาทานบอกวา “การปฏิบัติธรรม ถาปฏิบัติไปเปนวงกลมได มันถึงจะแนนอน” ทานพูดเปน ปริศนานะ ซึ่งแรกๆนั้น ผมหรืออาตมาก็ไมเขาใจเหมือนกันนะ “ปฏิบัติใหเปนวงกลม โนน...มันถึงจะ ใชได” ทานวาอยางงี้ เอ...มันวงกลมอยางไร เราก็ไมรูเรื่อง แตผมหรืออาตมานั้นเปนคนมีปญญานอย มี ความรูสึกสงสัย แตไมกลาถามทาน ไมเคยถามปญหากับหลวงพอชานะ เพราะมีคําหนึ่งที่ทานเคยพูดวา ทานเปนคนขีสงสัยมาก แตทานก็ไมถาม ทานบอกมีความสงสัย แตกไมถามครูบาอาจารย ซึ่งตรงจริต ้ ็ เรา มีความสงสัยอยู แตไมใชเปนอยางทานนะ แตเปนความไมกลาของตัวเอง ก็เลยไมกลาถามแตทาน แนะนําแลวก็เอามาพิจารณานะ ก็ทําไป คิดไป ไมถามทานนะ เอ ปฏิบัติเปนวงกลมอยางไรหนอ และ ชวงนั้นก็มาเรงความเพียร นังสมาธิ เดินจงกลม สลับกันไปอยูตลอด มีวันหนึ่งหลังจากสวดมนตทาวัตร ่ ํ เย็นเสร็จ ก็ไปเดินจงกรมตอ เดินไปพอสมควร ก็นั่งสมาธิ นั่งสมาธิแลวก็ลุกเดินตอ วันนัน เดิน วิจย ้ ั วิจารณธรรมอยางที่วานี้พิจารณาไป แตชวงนี้พจารณาในเรื่อง “อสุภะ” ความไมเที่ยงของสังขาร คือ  ิ ความไมจีรังยังยืน ความเนาเปอยของรางกาย สิ่งปฏิกูลเดินไปเพลินจนกระทั่ง ตีหนึ่ง ไมรูสึกตัว มานึก ่ วา เราทําความเพียรมามากเกินไป รางกายจะเมื่อยลา เราพักดีกวา เราพักผอน พอรางกายดีแลวคอยตื่น มาทําความเพียรตอ ตั้งใจไวอยางนี้ ก็เลยไปพัก พอเอนกายลงปุบ ศีรษะเอามือค้ําไว มันเคลิ้มไป ฝน พูด งายๆวาฝนดีกวา ฝนวา เขาไปในปาชา เขาไปปฏิบัติภาวนา เขาไปในปาชาแตละที่ แตละแหง เห็น ซากศพ ซึ่งแปลกมากเลยมีแตเรื่องนี้ เรื่องอสุภะตลอดเลย จนกระทั่งตืนขึ้นมาแปลกมาก นิวรณ มันไมมี ่ เลยนะ พอตื่นขึ้นมา อยากนังสมาธิตอ อยากเอาอารมณนั้นตอ ก็นั่งสมาธิพิจารณาตอไปอีก และทําให ่ อารมณกรรมฐานที่เราไดทาตั้งแตเย็นนัน สืบตอกันมาก็มานึกไดวา คงจะเปนตรงนี้ ที่หลวงพอชาทาน ํ ้ พูดไววา “ทําใหเปนวงกลม” นั่นก็คือ “สืบตอกัน ทั้งหลับ ทั้งตื่นเปนอารมณเดียวคือ อารมณกรรมฐาน” ถาทําอยางนี้ได มันเกิดความมั่นใจมากเลยที่นี่ เพราะจิตใจของเราไมไดวอกแวกไปไหนนี่ มันอยูกับ อารมณของกรรมฐานตลอด เกิดความมันใจพิจารณาธรรมอะไร มันก็ปลอดโปรงดี จะพิจารณาธรรมขอ ่ ไหนนี้ มันก็จะเกิดความมั่นใจจนกระทั่งมีความมั่นใจ ๑๐๐ เปอรเซ็นต วา ที่พระพุทธเจาตรัสวา “บุคคล ที่เจริญสติปฏฐานทั้ง ๔ นี้ ติดตอกันสม่ําเสมอนี้ ที่เรารูจักกันวา ๗ วัน ๗ เดือน ๗ปนี้ ตองเขาใจในธรรม ไมบรรลุก็เขาใจธรรมหรือตกกระแสแหงธรรม” พูดงายๆ เกิดความมันใจวาหลักนี้เชื่อ ๑๐๐ เปอรเซ็นต ่ เลยวา ถาทนปฏิบัติไดติดตอกันโดยรักษาอารมณไดแบบนี้นะ จะเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติของเรา มี ความเจริญกาวหนา ไมสนใจใคร สนใจเฉพาะการปฏิบติอยากรู อยากเห็น อยากเขาใจในเรื่องของธรรม ั มันก็เราใจ คลายความสงสัยที่ทานวา “ การปฏิบัติเปนวงกลม” ทานจึงแนะนําใหลูกศิษย โดยเฉพาะผูทยังไมมีภาระมาก หรือผูที่ยังหนุม ยังแข็งแรง หรือพูด ี่ อีกอยางวา เราเปนลูกวัดนะ มันมีโอกาสที่จะปฏิบัติ เพื่อหาความรู ประสบการณ ใหเกิดขึ้นกับตนเองที่
  • 27.
    ทานเตือนเอาไว ทานวา ถาอยูนานไมมีเครื่องอยูกับอยูนานมีเครื่องอยู มันจะตางกัน เครื่องอยูภายนอก มันไมสําคัญอะไรหรอกอยางเราอยูที่นี้ มันก็สะดวกสบายภายนอก แตมันรับประกันไมไดวาภายในเรา มีเครื่องอยูหรือยัง ถายังไมรีบหาเครื่องอยูเอาไว มันจะเปนคนไมมีที่พึ่ง เรียกวา เปนคนอนาถานะ จิตใจ ไมมีหลักยึด ก็จะงอนแงน คลอนแคลน ไมมั่นคง ดังนัน ปฏิบัติ ถาเขาถึงแลว มันจะเห็นหลักยึด และที่ ้ พึ่งทางใจเปนเครื่องอยู จึงไมสงสัยวาครูบาอาจารยที่ทานอยูนานๆอยูได ทานตองมีเครื่องอยูของทาน  นะ แตถาแบบหนึ่งอยู เพราะอาศัยกิเลสตัณหามันพาไป ก็มีเหมือนกันนะแต อันนันเราไมใสใจตรงนั้น ้ นะ อันนั้นมันก็ไมยั่งยืนคงทนอะไร แตถาอยูดวยขอวัตรปฏิบัติดวย มีหลักทางใจ ถึงจะอยางไรก็อยูได แรกๆนี้ ทานจะเรง ทานบอกวา เราบวชใหมๆ นี้ยงไมมีภาระใดๆ นียังไมมีภาระใดๆใหรีบเรงทําควม ั ้ เพียร ทําสมาธิ ทําภาวนา ใหมันไดที่พึ่งทางใจเพราะถานานไป อายุพรรษามากขึ้น ภาระอยางอื่นมันมาก ขึ้นเหมือนกับที่เราเห็นๆนะ ครูบาอาจารยทานไมตั้งใจ ไมปรารถนา มาเปนครูบาอาจารย มาเปนผู แนะนําพร่ําสอน แตวาความเปลี่ยนแปลงมันบังคับ คืออยูนานไป อาวุโสมันก็มากขึ้น ถาไมมีคุณธรรม อยูในใจแลว มันก็จะไมมีที่พึ่ง แลวก็เกิดงอนแงนคลอนแคลนมาเปนทุกข โดยเฉพาะผูนํามาเปน ผูบริหาร ถาไมมีธรรมะในใจ ไมมีเครื่องอยูไมมีอุบายทีดี ก็จะมีแตทุกข ตกนรกทั้งนั้นนะ หลวงพอชา ่ ทานบอกวาเปนผูนํานี่อยาคิดวามันดีนะ ถาใครยังไมไดเปนผูนํา อยากเปนผูนําอยาวามันดีนะ ถาไมมี หลักธรรมประจําใจ เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ มันก็อยูปากเหวนรก ดีๆนั่นแหละ เรียกวามันจะตกนรกอยู ตลอดเพราะอะไร เพราะมันมาเกี่ยวของกับคนหลายคน หลายพอ หลายแม หลายชาติมารวมกัน เหมือน ที่นี่แหละ มันก็หลากหลายความคิด ถาวาจิตใจไมมนคง ก็อยูลําบาก วันๆก็ตกนรกอยูทุกวัน ไมไดขึ้น ั่ สวรรคกับเขาหรอก แตถามีธรรมะที่อบรมมาดีแลวนี้ อยางหลวงพอชาทานบอกไววา สิ่งเหลานี้กบเปน  ั อาหารที่ดีของจิตใจทําใหเกิดปญญา ทานวา “ผูมีปญญา ยิ่งกระทบอารมณมากเทาไหรยิ่งเกิดปญญา” นั้นคือทานสรางพื้นฐานของทานไวดวยดี ทานไมไดหวั่นไหวกับอารมณ อยางที่บอกวารูเรืองของ ่ อารมณ รูวาการปลอยวางอารมณ “อารมณอะไรที่ทาใหทานเกิดหนักอกหนักใจทานไมรับ” ทานวา  ํ “นั้นก็คือมีอุบายฝกจิตไวดี รูวาทุกสิ่งทุกอยางมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็จะรูวิธีวาง” ทานถึงปกครอง  คนได อยางทีนี่ ผมหรืออาตมา มาดูไมใชจะเล็ก ใหญมากเลย หลากหลายจิต หลายใจ หลายพอ หลาย ่ แม หลายชาติ หลายภาษา นึกถึงหลวงพอสุเมธาจารย ทานรับภาระไวหนักแคไหนถาเราเขาใจใน ลักษณะนี้ เราก็จะรีบสรางคุณธรรมใหเกิดขึ้นภายในจิตใจ โดยการปฏิบัติภาวนาใหมันมีอุบายทีดีใน ่ ดานจิตใจ เวลากระทบอารมณมันก็จะรูวิธีปลอยวิธีวาง จะไดไมตองหนักอก ไมตกนรก นี้กเ็ ปนสิงที่ผม  ่ หรืออาตมานํามาฝากเปนขอคิด คงไมพูดมากหรอก เดียวจะเหนื่อยมาก และก็ขออนุโมทนากับทุกๆ ๋ ทาน ทุกๆองคที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม และก็ชวยกันบํารุงพุทธศาสนา ใหมีความเจริญ  โดยเฉพาะทางดานตะวันตก ก็ขอใหเจริญในธรรมทุกๆทาน ทุกๆ องค.