Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
6,973 views
หนังสือธรรมะใกล้ตัว
Read more
7
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 177 times
1
/ 27
2
/ 27
3
/ 27
4
/ 27
5
/ 27
6
/ 27
7
/ 27
8
/ 27
9
/ 27
10
/ 27
11
/ 27
12
/ 27
13
/ 27
14
/ 27
15
/ 27
16
/ 27
17
/ 27
18
/ 27
19
/ 27
20
/ 27
21
/ 27
22
/ 27
23
/ 27
24
/ 27
25
/ 27
26
/ 27
27
/ 27
More Related Content
PDF
ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต
by
Taweedham Dhamtawee
PDF
Learn good
by
Arrow Thanakorn
PDF
โพธิยาลัย เดือน มกราคม 2555
by
Panda Jing
PDF
บทเรียนสำเร็จรูป สถานที่สำคัญในท้องถิ่น
by
watdang
DOC
รวมพระอรหันต์ที่อยู่ในประเทศไทยเวลานี้
by
Adisorn Tanprasert
PDF
2012 05-20
by
แป๊ะ อ้วน
PPT
โอวาทพระอาจารย์
by
guest3650b2
PDF
เมตตาของหลวงปู่
by
Samthor Dee
ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต
by
Taweedham Dhamtawee
Learn good
by
Arrow Thanakorn
โพธิยาลัย เดือน มกราคม 2555
by
Panda Jing
บทเรียนสำเร็จรูป สถานที่สำคัญในท้องถิ่น
by
watdang
รวมพระอรหันต์ที่อยู่ในประเทศไทยเวลานี้
by
Adisorn Tanprasert
2012 05-20
by
แป๊ะ อ้วน
โอวาทพระอาจารย์
by
guest3650b2
เมตตาของหลวงปู่
by
Samthor Dee
What's hot
PDF
อุบายและวิธีการภาวนา
by
Songsarid Ruecha
PDF
หยั่งลงก้นมหาสมุทร
by
Panda Jing
PDF
140128 วารสารยุวพุทธสัมพันธ์
by
ธีระ ตันติวราชัย
PDF
สมุดประจำตัวสำหรับผู้เขาค่ายคุณธรรม
by
niralai
PDF
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
by
Tongsamut vorasan
PDF
9 mantra
by
kruchayanon
PDF
ประเพณีทำบุญตายาย
by
niralai
PDF
พลังแห่งบุญฤทธิ์
by
Panda Jing
PDF
เมตตาของหลวงปู่
by
Thamma Dlife
PDF
คู่มือค่ายพุทธบุตรอุ่นใจธรรม
by
niralai
DOC
สารคดี
by
Tongsamut vorasan
PPT
วัดในบางกอก ม.๓ห้อง๙ วิชาภูมิปัญญาบางกอก อ.นภัสสรณ์
by
ไนซ์ ไนซ์
PDF
3 34+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๘
by
Tongsamut vorasan
PDF
2555blessing
by
Wat Pasantidhamma
อุบายและวิธีการภาวนา
by
Songsarid Ruecha
หยั่งลงก้นมหาสมุทร
by
Panda Jing
140128 วารสารยุวพุทธสัมพันธ์
by
ธีระ ตันติวราชัย
สมุดประจำตัวสำหรับผู้เขาค่ายคุณธรรม
by
niralai
สุภีร์ ทุมทอง สติปัญญา
by
Tongsamut vorasan
9 mantra
by
kruchayanon
ประเพณีทำบุญตายาย
by
niralai
พลังแห่งบุญฤทธิ์
by
Panda Jing
เมตตาของหลวงปู่
by
Thamma Dlife
คู่มือค่ายพุทธบุตรอุ่นใจธรรม
by
niralai
สารคดี
by
Tongsamut vorasan
วัดในบางกอก ม.๓ห้อง๙ วิชาภูมิปัญญาบางกอก อ.นภัสสรณ์
by
ไนซ์ ไนซ์
3 34+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๘
by
Tongsamut vorasan
2555blessing
by
Wat Pasantidhamma
Viewers also liked
PDF
หนังสือ-กรณีธรรมกาย-ฉบับเพิ่มเติม-จัดลำดับใหม่-โดยพระพรหมคุณาภรณ์
by
Bordin Kijsirijareonchai
PDF
001
by
Rose Banioki
PDF
คัมภีร์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทย
by
NoiRr DaRk
PPTX
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ติม
by
ธิดารัตน์ ช้างเอี่ยม
PDF
New 004 ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
by
thammanoon laohpiyavisut
PDF
Dict sadda 2
by
Rose Banioki
หนังสือ-กรณีธรรมกาย-ฉบับเพิ่มเติม-จัดลำดับใหม่-โดยพระพรหมคุณาภรณ์
by
Bordin Kijsirijareonchai
001
by
Rose Banioki
คัมภีร์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของไทย
by
NoiRr DaRk
การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ติม
by
ธิดารัตน์ ช้างเอี่ยม
New 004 ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
by
thammanoon laohpiyavisut
Dict sadda 2
by
Rose Banioki
Similar to หนังสือธรรมะใกล้ตัว
PDF
จุลสารชมรมจริยธรรมฉบับที่๒
by
dentyomaraj
PDF
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
PDF
ครูพัชราภรณ์ เหมือนรุ่ง
by
พัน พัน
PDF
Ebook ประตูสู่ชาดก
by
Panda Jing
PDF
7 ก้าวย่างอย่างพุทธะ walklikebuddha
by
Tongsamut vorasan
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 14
by
Tongsamut vorasan
PDF
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๓
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๒
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
คำนำทำ1
by
Songsarid Ruecha
PDF
6 คุณสมบัติโสดาบัน sotapana
by
Tongsamut vorasan
PDF
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๒
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
by
New Nan
PDF
Learn good
by
Arrow Thanakorn
PDF
Learn good
by
Arrow Thanakorn
PDF
Saeng Dhamma Vol. 36 No. 434 June 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
PDF
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
PDF
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
by
Panda Jing
PDF
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๒
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 17
by
Tongsamut vorasan
PDF
อีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนัก
by
Panda Jing
จุลสารชมรมจริยธรรมฉบับที่๒
by
dentyomaraj
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
ครูพัชราภรณ์ เหมือนรุ่ง
by
พัน พัน
Ebook ประตูสู่ชาดก
by
Panda Jing
7 ก้าวย่างอย่างพุทธะ walklikebuddha
by
Tongsamut vorasan
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 14
by
Tongsamut vorasan
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๓
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๒
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
คำนำทำ1
by
Songsarid Ruecha
6 คุณสมบัติโสดาบัน sotapana
by
Tongsamut vorasan
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๒
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
by
New Nan
Learn good
by
Arrow Thanakorn
Learn good
by
Arrow Thanakorn
Saeng Dhamma Vol. 36 No. 434 June 2011
by
Wat Thai Washington, D.C.
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
โพธิยาลัย เดือน กุมภาพันธ์ 2555
by
Panda Jing
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๒
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 17
by
Tongsamut vorasan
อีบุ๊ค ชีวิตนี้น้อยนัก
by
Panda Jing
More from หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
รายงานการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ ๒๐
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
รายงานการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ ๒๐ ณ วัดพรหมคุณาราม
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชทานเพลิงศพ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชทานเพลิงศพ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
กำหนดการสวดพระอภิธรรมศพ พระเทพกิตติโสภณ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
ปริวาสกรรม ของ สมัชชาสงฆ์ไทยฯ ๒๕๕๔
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
ท่องพุทธสถานผ่านเลนส์(ศรีลังกา) โดย ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
คำแสดงตนเป็นพุทธมามกะ(วัดพุทธานุสรณ์)
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
กำหนดการสอบธรรมศึกษาสนามหลวงในสหรัฐอเมริกา
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
รายงานการประชุมกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
DOC
กำหนดการสอบธรรมศึกษาสนามหลวงในสหรัฐอเมริกา
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
จดหมายแจ้งข่าวจัดงานวันมหารำลึก
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
Buddhajayanti2,600
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
ที่ สทส.024 2554(ประชุมวิสามัญ๕๔)
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
สทส.๐๐๕ ๒๕๕๕(ประชุมสมัยสามัญประจำปี ๒๕๕๕
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
บริจาคสวดพระอภิธรรมพระเทพโพธิวิเทศ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
การประชุมที่เคปทาวน์1999
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
หนังสือพิมพ์งานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
นิมนต์ร่วมพิธีมงคลเฉลิมพระเกียรติ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
PDF
อินเดียแดนมหัศจรรย์
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
รายงานการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ ๒๐
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
รายงานการประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ ๒๐ ณ วัดพรหมคุณาราม
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชทานเพลิงศพ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการจัดงานพระราชทานเพลิงศพ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
กำหนดการสวดพระอภิธรรมศพ พระเทพกิตติโสภณ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
ปริวาสกรรม ของ สมัชชาสงฆ์ไทยฯ ๒๕๕๔
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
ท่องพุทธสถานผ่านเลนส์(ศรีลังกา) โดย ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
คำแสดงตนเป็นพุทธมามกะ(วัดพุทธานุสรณ์)
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
กำหนดการสอบธรรมศึกษาสนามหลวงในสหรัฐอเมริกา
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
รายงานการประชุมกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
กำหนดการสอบธรรมศึกษาสนามหลวงในสหรัฐอเมริกา
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
จดหมายแจ้งข่าวจัดงานวันมหารำลึก
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
Buddhajayanti2,600
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
ที่ สทส.024 2554(ประชุมวิสามัญ๕๔)
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
สทส.๐๐๕ ๒๕๕๕(ประชุมสมัยสามัญประจำปี ๒๕๕๕
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
บริจาคสวดพระอภิธรรมพระเทพโพธิวิเทศ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
การประชุมที่เคปทาวน์1999
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
หนังสือพิมพ์งานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
นิมนต์ร่วมพิธีมงคลเฉลิมพระเกียรติ
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
อินเดียแดนมหัศจรรย์
by
หนุ่มน้อย ดาร์จีลิ่ง
หนังสือธรรมะใกล้ตัว
1.
ไมใกล แตกไมไกล
็ พระอธิการจันดี กนฺตสาโร วัดปาอัมพวัน ตําบลหนองรี อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
2.
คําปรารภ
“ไมใกล แตกไมไกล” เปนหนังสือที่ศิษยานุศิษย ไดพยายามถอดเสียงมาจากการบันทึก เนื่อง ็ ในโอกาสที่ผูแสดงธรรมไดไปเยียมสาขาและหมูคณะสงฆในยุโรป โดยเฉพาะที่วดปาจิตตวิเวก และวัด ่ ั อมราวดี ซึ่งถือไดวาเปนวัดที่พุทธบริษัทในทวีปยุโรป ใหความสนใจและไปปฏิบัตธรรมไมเคยวางเวน ิ ธรรมะ “ไมใกล แตก็ไมไกล” ในสมัยกอน การเดินทางไปมาหาสูกันคอนขางลําบาก แม ระยะทางจะใกลแตก็เหมือนไกล เพราะยานพาหนะไมเอื้ออํานวยเหมือนสมัยปจจุบัน จึงเกิดความรูสึก วา “ใกลก็เหมือนไกล” แตเดี๋ยวนี้ โลกทั้งใบยกมาไวเฉพาะหนาไดหมด ใครอยูทไหน ทําอะไร รูหมด ี่ การไปมาหาสูกัน แมอยูกันคนละมุมโลก ใชเวลาไมกี่ชวโมง จึงเกิดความรูสึกวา “ไกลก็เหมือนใกล” ั่ ธรรมะจะอยูไมไกลสําหรับผูที่เปยมดวยศรัทธา แตทวาไกลสุดขอบฟา สําหรับผูหาปญญาไม ตองขอขอบพระคุณ ทานอาจารยญาณธมฺโม ที่เมตตาเอื้อเฟอในการสื่อภาษาจากไทยสูอังกฤษ จนสัมฤทธิ์ผลตลอดการเดินทาง และขอขอบพระคุณ พระครูสันติธรรมวิเทศ (ปรีชา ชุตินฺธโร) ผูชวยเจาอาวาสวัดสันตจิตตา ราม ประเทศอิตาลี ที่คอยเปนธุระใหความสะดวกในทุกๆ เรื่อง ขณะทีพักอยูที่อิตาลี ตลอดทั้งพระ เณร ่ ทุกทานและญาติโยมทุกๆ คน ที่ไมสามารถเอยนามได ก็ขออนุโมทนามา ณ ที่นี้ดวย และทานโมเช ที่ ทําหนาที่ปจฉาสมณะไดอยางนาอนุโมทนา ทิต นพรัตน(ไซ) ซึ่งเปนอุบาสกเพียงคนเดียวที่รวมเดินทาง เพื่ออุปฏฐากครูบาอาจารย ตั้งแตวนไปจนถึงวันกลับ ก็นับไดวาทําหนาที่ในฐานะอุบาสกที่ดีตลอดการ ั เดินทาง และขอขอบคุณอนุโมทนา ศิษยานุศิษยทุกๆ คน ที่มีสวนรวมในการจัดทําหนังสือนี้ พระอธิการจันดี กนฺตสาโร ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑
3.
คําอนุโมทนา
ในเรื่องที่ลูกศิษยวัดปาอัมพวัน จะจัดทําหนังสือเพื่อเปนอาจาริยบูชาในวันคลายวันเกิด ทาน อาจารยจันดี กนฺตสาโร เปนธรรมเทศนาที่ทานไดแสดง ในชวงทีเ่ ดินทางไปตางประเทศ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ นั้น ทานแสดงธรรมเทศนากัณฑ “ไมใกล แตก็ไมไกล” ณ วัดปาจิตตวิเวก ประเทศอังกฤษ ใน วันคลายวันเกิดของพระเดชพระคุณพระโพธิญาณเถร (วันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑ ) อาตมาเปนผู แปลเปนภาษาอังกฤษให พระ เณร แมชี และศรัทธาญาติโยมทั้งหลายไดฟง พระสงฆขอใหทานอาจารย จันดีพดถึงหลวงพอชาในชวงที่ทานเขามาเกี่ยวของและปฎิบัติธรรมในวัดหนองปาพงใหมๆ เพราะคิด ู วา สิ่งนี้จะเปนประโยชนอยางยิ่งตอหมูคณะที่อยูตางประเทศ ที่จะไดรูระเบียบ ขอวัตรปฏิบัติของวัด หนองปาพง หลังจากทานไดแสดงธรรมจบแลว ทางเจาอาวาสวัดปาจิตตวิเวก ทานอาจารยสุจิตโตและหมู คณะไดแสดงความประทับใจและซาบซึ้งใจในธรรมะของทานอาจารยที่ทานไดแสดงมานั้น อาตมาในนามคณะสงฆตางชาติ ขออนุโมทนาบุญ ที่ศรัทธาญาติโยมวัดปาอัมพวันทังหลาย มี ้ ความตั้งใจทีจะเผยแผธรรมะกัณฑนี้ ดวยวาจะเปนประโยชนตอคนไทยเชนกัน ่ พระอาจารย ฟลลิป ญาณธมฺโม ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑
4.
คํานํา
หนังสือเลมนี้ ไดจัดทําขึนเพือเปนอาจาริยบูชาแดพระอาจารย จันดี ซึ่งครบรอบอายุ ๕๕ ป ใน ้ ่ วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ นี้ พระอาจารยจนดี ทานไดฝากตัวเปนลูกศิษยหลวงพอชา สุภัทโท แหงวัดหนองปาพง มาเปน ั ระยะเวลากวา ๓๕ พรรษา พระอาจารยจนดี ทานไดอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และชาว ั ตางประเทศ เพื่อที่จะใหไดรูจักการประพฤติปฏิบัติธรรม ในการทีจะมองเห็นทุกข รูทุกข และบรรเทา ่ ดวยการละวางความทุกขนนๆ ั้ คณะศิษยจึงไดทําการถอดเทปพระธรรมเทศนา ในระหวางที่พระอาจารยทาน ไดถายทอด ประสบการณในอดีต และประสบการณในการปฏิบัตธรรม ใหกับคณะสงฆ และญาติโยม ในประเทศ ิ อังกฤษ ระหวางการเดินทางในชวง ๖ มิถุนายน ถึง ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และทําการเรียบเรียงและ จัดพิมพขึ้นเพือเปนธรรมทาน ทั้งนี้ คณะศิษยขอกราบระลึกถึงพระคุณที่ทานไดเมตตาอบรมสั่งสอน ่ และชี้ทางประพฤติปฎิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควรมาโดยตลอดและกราบขอขมาโทษสําหรับความผิดพลาดอัน ใด ที่เกิดจากการจัดพิมพหนังสือเลมนี้ ขออนุโมทนาในบุญกุศลตอคณะลูกศิษยและญาติโยม ที่มีกุศลเจตนา และศรัทธาที่ใหการ สนับสนุนการจัดพิมพหนังสือครั้งนี้ คณะศิษยานุศษย ิ วัดปาอัมพวัน ต.หนองรี อ.เมือง จ.ชลบุรี
5.
๑.
“ไมใกล แตก็ไมไกล” แสดงที่ วัดปาจิตตวิเวก ประเทศอังกฤษ วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ ผมหรืออาตมาขอโอกาสพระอาจารยสุจิตฺโต อาจารยญาณธมฺโม และคณะสงฆ ตลอดสามเณร และทสสีรจาริณี แมชี และญาติโยมทุกๆ ทาน วันนี้ถือวาเปนโอกาสดีสําหรับผม ที่ไดมาเยี่ยมวัดปาจิตต วิเวก ซึ่งเปนครั้งแรกตั้งแตวดปาจิตตวิเวกไดกอตั้งมา ทีผมจําไดก็ ๓๐ กวาป เพราะวาไดตดตามมาอยู ั ่ ิ ตลอด แมวาไมไดมาแตก็ทราบความตลอด เพราะวาตั้งแตหลวงพอชา ทานเริ่มมาที่อังกฤษครั้งแรก เมื่อ ป ๒๕๒๐ ปนั้น ผมหรืออาตมาก็ไดตดตามมาสงทาน ซึ่งตอนนั้นผมหรืออาตมาเปนพระใหมพรรษายัง ิ ไมมาก แตก็เปนโชคดีททานใหตดตามมากิจนิมนตที่จังหวัดลพบุรี ทานก็ใหตามมาสงถึงสนามบิน ี่ ิ ไดมาพักอยูทสาขาที่ ๒๐ ก็คือวัดบึงลัฎฐิวันจังหวัดอยุธยาก็ถือวาเปนโชคดี ตอนนั้นไดมาสงทานเปน ี่ ครั้งแรก และก็ไดมาติดตามผลงานที่ทานไดมาเผยแพรพระพุทธศาสนา ทางตะวันตกดวยดีตลอดมา และมีตอนหนึงที่หลวงพอชา กอนที่ทานจะเดินทางมาที่อังกฤษ ทานบอกลูกศิษยวา “คอยกัน ่ กอนนะ ตอนนี้ผมไปเบิกทางกอน และโอกาสตอไปพวกทานก็จะไดมา” ผมหรืออาตมาก็รับฟงไว เฉยๆ ก็ไมไดหวังวาจะไดมาอะไร แตคํานีก็ยังอยูในใจ ก็จะเรียกวา คอยอยู ๓๐ ป ก็ไมไดมีความหวังวา ้ จะไดมาอะไรหรอกนะ จนกระทั่งมาจนถึงวันนี้ ก็ไดมาเห็นวัดปาจิตตวิเวก ก็มีความเจริญแลว หลวงพอ สุโมเธ ทานก็เคยนิมนตอยูทกครั้งเวลาเจอทาน แตก็ยังไมประจวบเหมาะที่จะไดมา ก็ไมไดมาสักที เมื่อ ุ ตอนที่จัดงานปดทองผูกพัทธสีมา ฝงลูกนิมิตร ทานก็นิมนตเหมือนกัน แตวาสุขภาพตอนนั้นไมสูจะดี ผมหรืออาตมาชวงหลังสุขภาพไมดีเอาซะเลย ไปไหนมาไหนลําบาก ก็เลยไมไดมารวมกับทานในงานที่ ผานมา แตวาก็อนุโมทนาอยูทางเมืองไทย จนกระทังมาปนี้ ทานอาจารยญาณธมฺโมมีโอกาสจะมาที่ ่ อังกฤษ ทานก็เลยชวนผมหรืออาตมา มาดวย ก็ไมไดคิดวาจะมา ทานก็แยมๆ ตอนแรกก็ลังเล เอ…จะ ไปไหวหรือเปลา ทานก็ลุนใหมา ทานวาไปได สุดทายก็เอา ไปก็ไป ตัดสินใจ จึงไดมาปรากฏตัวอยูที่นี่ และวันนี้ ก็ถอวาเปนโชคดีที่ทานอาจารยสุจิตฺโต ทานไดปรารภถึงหลวงพอชา เนื่องในวัน ื คลายวันเกิดของหลวงพอ ก็คือวันที่ ๑๖ –๑๗ มิถุนายน ซึ่งโดยปกติผมหรืออาตมาก็จะไปที่หนองปา
6.
พงอยูทุกปไมเคยขาด และก็วันนี้ เปนวันแหงความทรงจําพิเศษของผมหรืออาตมา
เดียวคอยเลาใหฟงวา ๋ วันนี้มีความทรงจําอยางไร แลวก็ทานบอกวา เนื่องจากวันนีเ้ ปนวันคลายวันเกิดของหลวงพอชาดังกลาว ทานบอกวาอยากใหผมหรืออาตมา เลาเรื่องเกาๆ ตั้งแตเขามาสูวัดหนองปาพงใหฟง เพื่อเปนกําลังใจ ของผูใหมบาง ผมก็ยังนึกไมออกวา จะเลาอยางไร เมื่อกีอาจารยญาณธมฺโม แยมใหบอกวา เลาตั้งแตเปน ้ เด็ก ที่โยมพอพาเขามาวัดหนองปาพง ก็เคยเลาไปหลายครั้งอยูเหมือนกัน แตวาอาจจะตางวาระ อาจจะ ไมเหมือนกันเทาไหร สาเหตุที่ทานอยากใหเลาอันนี้เพราะวา โยมพอเพิ่งเสียไปเมื่อปที่แลว และก็ทานก็ ไดไปรวมงานฌาปนกิจศพ เพราะวาจัดอยูที่หนองปาพง และก็มครูบาอาจารยซึ่งก็ไมไดนิมนตทาน ี ทานก็ไดมารวมงาน ทําโดยเรียบงายไมมีอะไร ไมมีสวดอภิธรรม มีแตไหวพระ สวดมนต และก็มี บังสกุลสั้นๆ ทุกวัน แลวก็มีการแสดงธรรมทุกวัน ครูบาอาจารยก็ไปรวมทําฌาปนกิจศพ ก็เพิงผานมา ่ ทานอาจารยญาณธมฺโม อาจคงจะคิดวาไหนๆ มีความเกียวพันกับวัดหนองปาพงตั้งแตโยมพอแลว ให ่ เลาใหรุนหลังๆ พวกเราไดฟงบาง เปนการประกอบความรู หรือเปนสิ่งที่ทําใหคิด เปนกําลังใจ หรือได เห็นปฏิปทาของหลวงพอชาก็จะเลาสูกันฟง ก็ขอโอกาสเลาตั้งแตตอนเปนเด็ก คงไมใชเอาประวัติมาเลาเพื่อจะอวดดี อวดเดนอะไรนะ แต วาจะไดรวาเหตุที่เขามาสูวัดหนองปาพงนันเปนอยางไร ก็เลยมีความสัมพันธกันมาตามอุปนิสัย ตอน ู ้ เปนเด็กมีอุปนิสัยมาทางนี้อยูแลว เพราะวาตอนเขาเรียนหนังสือใหมๆ พอแมก็ไปฝากไวทในวัด เรียน ี่ หนังสือก็เรียนอยูในศาลาวัด เพราะวาสมัยโนนไมมีโรงเรียน มันทุรกันดาร เพราะวา ผมนั้นเกิดอยูใน ชนบทโรงเรียนมันก็อยูไกล ก็เลยใชศาลาวัด แลวอาศัยพระมาสอนบางเปนบางครั้งบางคราว ครูที่สอน ก็ครูจบชั้นประถมปที่ ๔ เปนครูใหญ ก็มาสอน แตความดีของคนสมัยกอนมีอยูอยางหนึ่งคือ ทานจะ เนนการสอนในหลักศีลธรรม อาจจะเปนเพราะวา มีการเกี่ยวพันกับวัดอยูตลอด ไมมสิ่งยั่วยุหรือยัวยวน ี ่ เหมือนสมัยปจจุบันนี้ เมื่อไมมีสิ่งยั่วยุเหลานี้ มันอยูเ กี่ยวของกับวัดวาอาราม ก็เลยมีความถนัดทางดาน โนน และผมเองก็อยูวดมาตังแตเด็กจริงๆ ไปชวยพระกรองน้ํา ตักน้ําใสตุมใสโอง ทําความสะอาดศาลา ั ้ เก็บกวาด วันพระหยุดนะสมัยกอน ถึงวันพระมาตองหยุด หยุดเรียนหนังสือ เพราะโรงเรียนจะตองใช เปนสถานที่บําเพ็ญกุศล ก็จะตองไปเก็บผนังที่กั้นๆ เปนหองๆ ไว เก็บออกกอน ก็ตอนเชา โยมมา บําเพ็ญกุศล ก็จะมีสวดมนตตอนเชา และวันเสารก็จะมีการสวดมนต นักเรียนทุกคนจะตองสวดมนตไป ถึงเที่ยง เที่ยงวันถึงเลิก นี่เปนกิจกรรมที่ทํามาโดยตลอด จนกระทั่งวา ออกจากโรงเรียน เรียกวา จบจาก ชั้นประถมปที่ ๔ ก็ออกจากโรงเรียน เนื่องจากชวงนั้น มันทุรกันดารอยางที่วา ตั้งใจวาจะเรียนตอปกติ แลวครูบาอาจารยก็รัก และเรื่องเรียนหนังสือก็จะดีหนอยหนึ่ง เพราะวาไดคะแนนนําเขาตลอด จนกระทั่งวาครูสมัยกอนโนนเขาเลื่อนชั้นใหกอนอายุ เลื่อนชั้นก็ใหไปสอนรุนนอง ถาขึ้น ป.๒ ก็ไป สอน ป.๑ ขั้น ป.๓ ก็ไปสอน ป.๒ ป.๔ มาสอน ป.๓ ก็ไดเรียน พอออกโรงเรียนมาพอแมกลําบาก ็
7.
นิดนึงวา กําลังบุกเบิกพืนทีทํานา ก็เลยไดชวยพอแม
พอแมก็ใหออกจากวัดชั่วคราวกอน เพราะวาปกติ ้ ่ จะอยูวัด ก็มาชวยพอแมระยะหนึ่ง จนกระทั่งชวงปนั้น หลวงพอชาก็มาอยูวัดหนองปาพงแลว กิตติศัพท ของทานก็พึ่งจะรูไปตามบริเวณแถวๆ รอบวัดหนองปาพงนั้นวาทานเกง จึงเปนเหตุใหโยมพอมีความ สนใจ ก็เลยชวนเพื่อนมาทีวดหนองปาพง สวนจะมาโดยวิธีไหนเดี๋ยวคอยเลาตอ ่ั กอนจะเขาหนองปาพง ผมขอยอนไปเกี่ยวกับชีวิตผมนิดหนึ่งเพื่อประดับความรูวา ชีวตแตกอน ิ เปนมาอยางไรอีกนิดหนึ่ง ในชวงที่ออกจากโรงเรียนไปชวยบิดามารดา ผมก็เปนคนที่ใครตอการศึกษา มากพอสมควร แตไมมีโอกาส ฉะนั้นเวลาผมไปเจออะไร กระดาษชิ้นไหนที่รวงตามถนน ผมจะเก็บ หมดเหมือนกับคนบา เพราะวาเก็บเศษกระดาษ ดินสอสั้นๆ ก็จะเก็บหมด เก็บแลวก็จะมาเขียนมาอาน แมกระทั่งภาษาอังกฤษอยูในเศษกระดาษ กลองสบู กลองยาสีฟน กลองอะไรก็แลวแตที่มันติดมา ผมจะ เก็บๆ รวบรวมมา อานไมไดก็ดู ดูเอาไว เวลาเด็กที่เคาไปเรียนหนังสือในชั้นมัธยม ชั้นอุดมศึกษาหรือ ชั้นไหนก็ตาม ผมจะขอยืมหนังสือเขาแลวมาอาน ในทุกๆ วิชา จะเปนภาษาอังกฤษก็ตาม อานประดับ ความรู อานหนังสือสายวิทยาศาสตร ภูมิศาสตร อะไรนี่ ก็จะใชวิธีนี้เปนการศึกษา แลวก็มาหัดเขียน หัด วาด หัดเขียนหนังสือ เขียนอยูในทุงนา นีจุดตะเกียง จุดเทียน จุดน้ํามันกาดสมัยกอน ก็นั่งอยูคนเดียว ไม ่ ชอบไปเที่ยวกับเพื่อนกับอะไร ไมชอบเทียว แตนอนอยูในกระทอมเล็กๆ แลวก็หดเขียน วาดรูป หัด ่ ั เขียนหนังสืออะไรทํานองนี้ ก็ทําอยางนันมา จนกระทั่งอายุประมาณสิบสี่ สิบหาป ที่วาโยมพอไดเริ่ม ้ เขาสูหนองปาพง ในชวงนันก็สนใจธรรมะพอสมควร เพราะในฐานะเปนเด็กวัดเวลาเคามีความสนใจ ้ มาก ขออภัย เลี้ยงควายเนีย เคาจะมีวทยุเล็กๆ เปดฟง ก็จะมีรายการแขงขันตอบปญหาธรรมะระหวาง ่ ิ เรียนสมัยกอนก็จะมีทกเสารอาทิตย ก็จะชอบฟงแลวก็ตอบอยูในใจ ตอบปญหาธรรมะกับเขาอยูคน ุ เดียวนีแหละ ฟงไปก็ตอบไป ก็มีความสุขเหมือนกัน พอเคาเสร็จแลวก็มาทําเปนการบานมาฝกหัด ่ ฉะนั้นเรื่องที่จะมาปฏิบัตินี้ก็เกิดความเขาใจตั้งแตตอนเด็กๆ มีความละอายมีความกลัวเรื่องเหลานี้ ฉะนั้น ใครจะชวนไปเทียวเตรกินเหลาเฮฮา กินเหลา เมายา อะไรเนียไมเอา ไมมีเลย ประวัติตวนี้มความ ่ ่ ั ี บริสุทธิ์มากเลย เหลา บุหรีไมมี การเทียวเตรเฮฮา เที่ยวผูหญิงอะไรไมมีเลยเพราะวาจิตใจจะมาทางวัด ่ ่ ทางธรรม จนกระทั่งวา โยมพอเขามาสูหนองปาพง ผมจําไมไดวาปไหน ขนาดครูบาอาจารยไปงานศพ ถามทาน ทานก็ยังไมรู รูแตวาเขามาก็เห็นโยมพอ ทานวา เขามาวัดปาหนองปาพง ไมรูวามาปไหน ถาม องคทานไหนทานก็ไมรู อันนี้ก็เปนเหตุ ตอนแรกๆ โยมพอก็ไมไดตั้งใจจะมาหาธรรมะอะไรหรอก สมัยกอนก็อยางวานะ หวังลาภลอยทั่วๆไป นั้นก็คือ ไดยินวาพระดี พระเกง พระกรรมฐาน ก็อยากไป หา เพื่อขอของดี ของดีนนก็คือ ขอหวย ขอเบอร ขออะไรที่เปนของดี ที่เขาชอบ เครื่องรางของขลังก็ ั้ แลวแต โยมพอก็ไปกับเพื่อน ก็เปนเหตุใหไดเขาสูวัดหนองปาพงเปนครั้งแรก
8.
ก็เปนโชคดีของผมอยางหนึ่ง ที่โยมพอเวลาไปวัดหนองปาพง ตอนแรกๆ
แมจะมีความตั้งใจจะ ไปขอหวย ขอเบอรก็ตาม ขอของดีตางๆ นี้ แตวาสิ่งที่ไดผสมผสานกันมา ก็คือธรรมะ ซึ่งถาเราได สัมผัสกับครูบาอาจารยก็คงเขาใจ ทานไมไดใหหวยหรอก แตทานจะสอนธรรมะ เวลาโยมพอไป กลับมาแตละครั้ง แมจะมีการซื้อหวยบางเล็กๆ นอยๆ แตสิ่งที่ขาดไมได คือนําเอาธรรมะที่หลวงพอชา แสดงมาเลา เพราะชนบทบานนอกแตกอน ค่ําแลวไมไดไปไหน เพราะบานมันอยูใกลกัน ก็จะอยูกับ ครอบครัว เวลาทานขาวรวมกันตอนเย็น โยมพอก็จะเลาเรื่องที่ไปวัดหนองปาพง วาหลวงพอชาทาน เทศนอยางโนนอยางนี้ มาเลาใหฟงแทบทุกครั้ง ผมก็มีโอกาสไดฟงหลายป อาจจะเปนเหตุอันหนึงที่ทํา ่ ใหจิตใจฝกใฝสนใจในทางนี้ แลวก็เวลาโยมพอไปแตละครั้งตองคอยฟง เวลาตอนเย็นมาก็มาเลาใหฟง ทุกครั้ง ก็เกิดความสนใจ อยากไปวัดหนองปาพงมากเลย แตยังไมมโอกาส เพราะวาวัดหนองปาพงกับ ี บาน ถาสมัยกอนถือวาไกลมาก ถาสมัยนี้ใกลนดเดียว เรียกวานั่งรถไมกี่นาทีก็ถง ถาสมัยกอนโนน ิ ึ ไมใชเรื่องงายเลยที่จะมาวัดหนองปาพงได เพราะวามันกันดาร โยมมาวัดหนองปาพง ถาฤดูฝนเหมือน อยางนี้ ตองนังเรือขามทุงสาม สี่กิโล ขามทุงมา แลวก็ตองเดินตออีกสองกิโลครึ่ง กวาจะมาถึงวัดหนอง ่ ปาพง แตก็มีความอุตสาหะ เพราะโยมพอบอกวา มีความชอบใจธรรมะหลวงพอชา ที่ทานเทศนแตละ ครั้ง ถึงใจ กินใจ ก็เลยเปนเหตุใหโยมพอไดมาประจําในชวงนัน ผมเองก็ไดรับการถายทอดธรรมะจาก ้ โยมพอ ไปแตละครั้งก็จะนํามาเลาใหฟง จนกระทั่งวา ทนไมไดอยากจะไปดู มีวันหนึ่งก็เลยชวนเพื่อน เพราะวายังไงก็ตองไปดูใหได แลวขอโยมพอวาหยุดสักวันหนึ่ง หยุดทํางานวันหนึ่ง แลวก็ไปทําบุญ ชวงวันพระ แลวก็ไปชมวัดในวันนั้น ก็เปนวันเริ่มตนทีใหไดสัมผัสกับวัดหนองปาพงเปนครั้งแรก ่ หลังจากนันก็ไมมีโอกาสไดไป ก็หลายปเหมือนกัน ไดรับโดยการถายทอดจากโยมพอ ซึ่งไป ้ ทุกวันพระ เพราะวาผมเปนลูกคนโตก็ตองเปนกําลังสําคัญในการชวยทํางานแตก็ตดตามอยูตลอด ิ อาจจะเหตุหนึง ก็เปนเพราะโยมพอมีอุปนิสัยทางดานนีดวย เพราะวาโยมพอตอนเปนหนุม หรือตอนมี ่ ้ ครอบครัว แมวาจะอยูกับเพือน โยมพอเปนผูใหญบานดวย เพื่อนฝูงก็เยอะอยู เวลาเพื่อนมาก็มีการเลี้ยง ่ เหลากัน เปนปกติคนทัวไป แตวาเหลาสมัยโนนเปนเหลาทํากันเอง เคาเรียกวาสาโท แตโยมพอมี ่ อุปนิสัยอยางหนึ่ง คือถากินกับเพื่อน ถามันเมาแลวจะมานอน จะกลับมานอนที่บาน ไมไปเทียวไมไป ่ อะไร แตเมา ไมไดเมาจนเสียสติสตังเทาไร แลวแตกอนก็จะมีสูบบุหรี่บาง กินหมากบาง พอเขามาหา หลวงพอชานีแปลกมาก โยมพอเลิกหมดทุกอยางเลย เลิก ไมเอาทุกอยาง แลวก็เอาธรรมที่หลวงพอชา ่ ทานเทศนเขาไปสอนลูก เวลามีปญหาหรือเวลาจะอบรมลูกนี้ กินขาวเรียบรอยแลวก็บอกวา วันนีอยาไป ้ ไหนนะ นั่งฟงเทศนอยูที่บาน โยมพอก็เทศนใหฟง แลวจะใชลักษณะนี้ตลอด แลวตั้งแตนั้นมีหลายสิ่ง หลายอยางที่เปลี่ยนไปนันก็คือ เวลากินขาวกินอะไรนี้ จัดระเบียบใหมหมดเลย โยมพอวาเวลากินขาวจะ ้ วางระเบียบ หามคุยกันเด็ดขาด เวลากินขาวอยูที่บานจะตองกินใหเสร็จกอนแลวถึงคุยกัน คุยกันไมได ดุ
9.
เลย แลวก็ของกินของอะไร ปลารา
อะไรที่ของดิบนี้ ตัดออกหมด ถาทําดิบๆ นี่ไมเอา ตองทําใหสุกให หมดเลย เปลี่ยนวิถีชีวตใหมหมดเลย เปนอุปนิสัยของทานเพราะวาทานก็ไดบวชเรียนมา ๕ ป ิ เหมือนกัน บวชเรียนสมัยนันจบนักธรรมเอก ๕ ป แลวกําลังจะเรียนบาลี พอดีมีเหตุขัดของก็เลยไมได ้ เรียนหนังสือนั้นก็เก็บไว จนกระทั่งผมเขามาหนองปาพง ผมยังหอบมาดวยเลย วาจะมาเรียนบาลีดวย แตก็ไมไดเรียนหรอก นั่นก็เปนเหตุการณที่เริ่มตนกอนที่จะเขามา แลวสิ่งที่ทําใหผมสนใจมากทีสุดก็คือ ่ ปพ.ศ.๒๕๑๑ ในปนั้น หลวงพอเจาคุณพระมงคลกิตติธาดา (อมร เขมจิตฺโต) ทานไปขอหลวงพอชาวา จะขอเขียนประวัตหลวงปูชา ทานก็ทําสําเร็จ สมัยโนนใชเครื่องพิมพดีด เรียกวาไมไดทันสมัยเหมือน ิ เดี๋ยวนี้ พิมพเปนครั้งแรกประวัติชื่อวา “สุภัททานุสรณ” หนังสือเลมนั้นออกมา โห…คนฮือฮากัน ใหญเลย ประวัติหลวงพอชาออกมาเปนครังแรก และโยมพอก็ไดไปกลับไปบาน ในวันพระวันนัน เย็น ้ ้ วันนันเรียกเพือนบานมา มาอานสูกันฟง อานจนเทียงคืน ผมก็เปนเด็ก เด็กหนุมดวยนะ ก็นั่งฟงอยูดวย ้ ่ ่ แปลกนะ มันไมงวงเลย ฟงอานกันสนุกสนานตื่นเตนกันมากเลย ฟงกันเพลิน …จน ๕ ทุม ๖ ทุม เปน สาเหตุอยางนี้ ผมสนใจมากเรื่องนี้ เวลาอานเสร็จแลวผมก็เก็บหนังสือไว ผมก็เอาไวอาน อานประจํา แต วายังไมมีโอกาสไดเขาไปจริงๆ วัดหนองปาพง เวลาไปทํางาน ไปตางอําเภอ ตางจังหวัดผมก็จะเอา หนังสือเลมนีไปดวย เพราะสมัยโนนหนังสือหายาก เอาไวเปนกําลังใจ เพราะเวลาไกลบานนี้ คนอีสาน ้ แตกอนถาไกลบานไปไมคอยจะอยูไดนาน เพราะวาคิดถึงบาน คิดถึงพอ คิดถึงแม ผมรูดีวาเรื่องนี้ผมก็ เปน ก็เลยเอาหนังสือเลมนีไปดวย เวลามันเหงา คิดถึงบาน ก็จะเอาหนังสือเลมนีมาอาน เพื่อใหเกิด ้ ้ กําลังใจก็จะใชวิธีนี้ตลอด จนกระทั่งวาถึงเวลาเขามาบวช ถึงไดเอาหนังสือเลมนั้นมาไวที่บาน แลวก็เขา มาที่วัดหนองปาพง ตอนเขามาเปนอยางไรเดี๋ยวจะเลาตอไป ตอนนั้นความสนใจของผมเริ่มมีมากขึ้น ความจริงก็ยังไมไดคิดตั้งใจวาจะบวชจริงๆ แตอยาก เขามาฟงธรรม โดยเฉพาะวันพระอยากมาฟงธรรมะหลวงพอชา จริงๆ แลวโยมพอ อยากใหบวช แต ตอนนั้นอายุไมถึง ๒๐ ป อาจจะคงคิดวาถาบวชไปตอนนี้ก็คงยังไมพรอมเทาไหร ก็เลยคอยไปจนอายุ ครบบวชเปนพระกอน ถึงจะใหบวช ผมก็ไมไดคิดวาจะบวชหรอกตอนแรกๆ ก็เพียงแตวาสนใจธรรมะ วันพระนี้อยากไปฟง เพราะวาเวลาโยมพอกลับไปแตละวันพระนี่ ไปเลาเรื่องหลวงพอชาเทศนแลวมัน สนุกมากเลย ขออภัยใชคําวาสนุก คือมันฟงแลวรูสึกไดความรู กินใจ ก็เลยเปนเหตุใหสนใจเรื่องนี้มาก จนกระทั่งวันพระ ก็อยากมาฟงธรรม และก็มาฟงเปนครั้งแรก กัณฑแรกที่หลวงพอชาทานเทศน แลวก็ ไดความรูเยอะมาก ในวันนั้นนะ ทานเทศนตั้งแตการใหทาน การรักษาศีล การอยูรวมกันในสังคมอะไร ตางๆ นี้ ควรจะปฏิบัติตอกันอยางไร ทานเทศนไดกินใจหลายขอ ทีทําใหคิดตั้งแตวันนัน จนกระทั่งมี ่ ้ ความรูสึกวานาจะตองเขาไปศึกษาใหได ในวัดหนองปาพงนี้ ความคิดอยากจะมาศึกษาอยากมาบวช ก็ เริ่มมีตั้งแตวนนั้น ั
10.
“ธรรมะกินใจ” ขอยกตัวอยางเรื่องหนึ่งสันๆ ทานยกตัวอยางเรื่อง
“การเสียสละ” ทานบอกวา ้ “มีใครสักคนไหมที่คิดอยางนี้” ถาสมมติวา อยางทางยุโรปนี่ก็อาจจะเอาแอปเปลก็ไดเนอะ มีแอปเปล เราไดแอปเปลมา ๒ ลูก ลูกหนึ่งใหญสวยงามมาก ลูกหนึ่งลูกเล็กๆ ถาเกิดมีคนมาขอ ขอแอปเปลจากเรา นี้ เราจะเสียสละ ลูกใหญๆ ใหเขาไดไหม ถาเราเสียสละลูกใหญๆ ไดนี่ ก็ไมใชธรรมดานะ อาจจะเปน หนอ เปนเชื้อสายของพระโพธิสัตว แตโดยทั่วไปแลว คนเรานี้เทากับวาการเสียสละนี้ ของดี ของที่ตน รักนี้ มันไมอยากจะเสียสละหรอกนะ เหมือนกับเรามีลูกมีแอปเปลสวยๆ ดีๆ กับลูกที่ไมดี เวลาจะให ใครนี้ สวนมากจะใหสงที่ไมดี “ความโลภมันเปนลักษณะนี้นะ มันสละไดยาก” ทานวา แมแตความ โลภนี่มันสละไดยากความเห็นแกตัวมันเยอะ ผมก็ไดฟงแคนี้ ก็เอามาคิดมากเลย คิดวาความอยากความ โลภ นี่มันเปนลักษณะนันจริงๆ นั่นก็เปนเหตุใหศรัทธาตอหลวงพอชานะ และก็เรื่องกินเหลาเมายา ้ เรื่องสูบบุหรี่ ทานก็เลาไปเยอะมาก ชอบใจมากเลยตอนนั้นนะ ใจก็เลยคิดวา เออ ..นาจะตองเขามาให ไดเนอะ พอชวงนั้นอายุครบ ๒๐ ปพอดี โยมพอก็บอกวาถางั้นใหเกณฑทหารกอน เกณฑทหารเสร็จ แลวก็คอยเขามา พอเกณฑทหารเรียบรอยแลว ทานบอกวา เตรียมตัวไดแลวนะ ถาจะเขาไปบวชนี้ แตวา ปนั้นยังไมไดเขามา พอบอกเตรียมตัวนี้ ผมก็เตรียมตัวจริงๆ นะ ผมก็หัดแยกวงกินขาวเลย เพราะคิดวา พระปาตองฉันในภาชนะเดียวตักรวมๆ กัน ผมก็ทําอยางนั้นนะ ผมก็เทแกงเกิง อะไร ผมก็เท คนๆ รวม ใหหมดเลย ก็ฝกทําอยางนั้นอยูตลอด แลวก็ไมกินขาวเย็น ฝกไวแตบานนะ เพราะวากลัววามาแลวมี ปญหา เพราะวาถาเราไมฝกเอาไวจะมีปญหา ก็เลยฝกไวในลักษณะนัน จนกระทั่งถึงเวลาวันหนึงโยม ้ ่ พอก็บอกวา วันพระแลวนะวันนี้ ใหไปวัดไดหรือยัง สิ่งหนึ่งที่โบราณพูดนี่นาคิดมากนะ ก็ขอเอาเปน คติเตือนใจมาเลาใหฟงเหมือนกัน ที่พระพุทธเจาพระองคตรัสวา “การที่จะไดบรรพชาอุปสมบทนี่ เปน สิ่งที่ยากมากนะ มีศรัทธา แตก็เปนสิ่งที่ยากมาก” ก็เปนความจริงนะ เวลาเราตั้งใจจะมาทําความดี มัน เหมือนมีมารมาคอยขัดขวาง เพื่อนฝูงรุมเรา ไมอยากใหเราออก ก็หาเรื่องจะใหเราตองลังเล รวนเร ตัดสินใจไมถูก จะไปก็ไมไป จะอยูก็อยากจะไป อะไรทํานองนี้ ทานบอกวาเปนมาร เพื่อนผูหญิงเพื่อน อะไรก็เริ่มมากอกวนชวนทําโนนทํานี่ เทียวโนนเที่ยวนี่ มันก็หวุดหวิดเหมือนกันนะ หวุดหวิดนะ ถาใจ ่ ไมเด็ดเดี่ยวไมเขมแข็งจะแยอยูเหมือนกัน แลวโยมพอเคาก็ไมบังคับนะ พอผานไปสักอาทิตยหนึ่งโยม พอเคาก็บอกวา ไปวัดไดหรือยัง เราก็ยงลังเลอยู ใกลจะไปก็ยิ่งสนุก อะไรทํานองนี้ เคามาชวนใหสนุก ั อยางโนนอยางนี้ เอ…มันลังเล โยมพอก็ชวนไปเรื่อย เราก็ยังเดี๋ยวกอน ๆ สุดทายชวนบอยๆ เราก็ ละอายใจตัวเอง แหม..โยมพอเราก็ผลัดผอน ผลัดเพี้ยนอยูตลอดเวลา เลยเกรงใจโยมพอ วันหนึ่งไมได เตรียมตัวเลย วันพระ ๘ ค่ํา โยมพอก็บอกวันนีไปวัดไดยัง เราก็บอกไปวา ก็ไป ตัดสินใจงายๆ เลยไมได ้ เตรียมตัวอะไรเลย ไปก็ผา ๒ ชุด ก็เลยไปเลยเขาวัดไปเลย ตั้งแตวันนั้นเขาไปโยมพอก็ไปฝาก ไปฝาก ตอนนั้นหลวงพอชาทานไมอยู ทานไปกิจนิมนต ก็มหลวงพอบุญชู ซึ่งเปนลูกศิษยอาวุโส ไปก็ไปฝาก ี
11.
หลวงพอบุญชูไวกอน เราก็เลยไดเขาไปในวัด พอเขาไปแลวขนาดเตรียมตัวเตรียมใจไวอยางดีนะ
พอ เขาไปแลวเห็นขอวัตรปฏิบัติถึงความเปนอยู เราไมเคยอยูอยางนันนะ แหม..มันลําบากอยูเหมือนกันนะ ้ ครูบาอาจารยเดินมาถามก็ไมพูด ปกติผมจะไมพูด ไมคุย ไมไดไปคุยกับใครทั้งสิ้น จะอยูเงียบๆ ใครไม ถาม ก็ไมพูด เพื่อนไปอยูดวยกันไมถามก็ไมพูด มีวันหนึงหลวงพอบุญชู ทานเห็นคงสงสารมั้ง ทานก็ ่ เลยมาบอกวา ผาขาวทนไหวมั้ย กินขาวมื้อเดียว ถาทนไมไหว เอาไวทานกอนเทียงก็ไดนะ คอยๆ ปรับ ่ นะ ทานก็คงจะสงสาร แตผมก็มีความตั้งใจ แลวก็ฝกมาแตบานอยูแลว หิวยังไงก็ชางมันเถอะ ก็จะกิน มื้อเดียวนี่แหละ เลยทน ทนอยูตอไป จนหลวงพอชามา โยมพอก็มาฝากซ้ําอีกครั้งหนึ่ง ทานก็บอกวา “เออ…เอาไวนั่นแหละ เอาไวตรงนัน”ทานวาอยางนี้ ้ ก็เปนปกติของวัดหนองปาพง เวลาคนมาใหมๆ ทานจะใหพักในศาลา สมัยโนนศาลาเปนศาลา เกา ถาใครไดดูในวีซีดี My Full way นี้ ก็เลยเห็นศาลาเกาๆ และในศาลาก็จะมีโครงกระดูกอยูสอง โครงอยูซาย ขวา หลวงพอชาก็บอกวา “นาคไปนอนอยูที่โครงกระดูกนั้นนะ เอาโครงกระดูกไวหว ั นอนนะ” ผมก็เชื่อทานซื่อๆ ไปนอน นอนทุกวัน ทานบอกวา “กอนนอนดูโครงกระดูกกอนนะ คอยนอนนะ” ก็ทําตามอยางนั้นแหละ กอนจะพัก สวดมนตทําวัตรเสร็จ พระทานเลิกสวดมนตแลว กอนจะพัก ก็ไปดูเหมือนกัน บอกวาดูเสร็จแลวคอยนอน มันก็แปลกนะเปนสิ่งหนึงที่การดูบอย ๆ ทาง ่ ภาษาพระ การเสพบอยๆ หมายถึงวาการคลุกคลีบอยๆ เนี่ย ดูเรื่อยๆ เนี่ย เวลานังกรรมฐานมันติดตา ่ เวลาเราบริกรรมอะไรนี้ มันไมนึก นึกไปที่อื่นมันก็ไมถนัดเหมือนสิงที่เราดูบอยๆ เหมือนกับญาติโยม ่ หรือพระเณรเราก็ตาม ถาสั่งสมอารมณไหนบอยๆ นี้ มันถนัดในอารมณนั้น ถาถนัดในอารมณไหน เวลาเรามานั่ง อารมณนั้นก็มาหาเรากอนนัน การที่ทานใหอุบายแนะนําดูกระดูกนี้ ก็เพื่อที่จะใหเราไดรับ ้ อารมณสิ่งนี้ ใหมันคุนเคยกับอารมณนี้ จนกระทั่งนอน ฝนเห็นโครงกระดูกยังไมไดเห็นสมาธิอะไร หรอก นอนไปมันฝนเห็นโครงกระดูก เกี่ยวของกับกระดูก เกียวของกับปาชาอยางนี้ ก็จะเกียวของอยู ่ ่ อยางนี้แลวก็อกอันหนึงที่ผมมีความเคารพตอขอวัตรของหลวงพอชา ก็คือตอนเขามาใหมๆ ตั้งใจ ี ่ มาแลวนี้ ดวยความเครงแบบไมรูเรื่อง ก็ไมไดศึกษาขอวัตรรายละเอียดของทานมากอน เพียงแตวาทาน เครงอยางโนน อยางนี้ ก็มาถือศีล ๘ พอถือศีล ๘ ก็ไปตีความเอาเองวา อะไรก็ตามนี้ ถาใสในมือในเทา อะไรนี้ เปนเครื่องประดับทั้งหมด ถือวาผิดศีล ๘ คิดเอาเองนะ นาฬิกาเอามา ก็ไมไดใช นาฬิกาพวกนี้ เปนนาฬิกาของไซโก สมัยโนนไดมาเรือนหนึ่ง พอมาถึงวัดหนองปาพงแลวมาถือศีล ๘ ทานให สมาทานศีล ๘ ก็เอาออกหมดเลย ไมใชเลย ไมใชนาฬิกา ผมขอพูดรวบรัดไปเลย เดี๋ยวมันจะยาว วา ตั้งแตวนนั้นไมไดใชนาฬิกาอยู ๓ ป ไมใชมันเลยนาฬิกานี้ บอกวาอยูยงไง ๓ ป อาศัยธรรมชาติ อาศัยดู ั ั ดาว ถาฝนไมตก ไมครึ้มจะอาศัยดาวดูแลวก็ดเู ดือน พระจันทรนี้ สังเกตดูวามันขึ้นมาระยะไหนๆ แลวก็ ดูเงาไม สังเกตเสียงนก นกรอง ตุกแกรองอยูนี่ ไกมันขัน ไกปาเนีย ก็จะมาเปรียบเทียบกับเวลา ถาวัน ่
12.
ไหนมันครึ้มมันสังเกตไมได ก็จะมาเดินจงกรมในศาลา เพราะวาในศาลาจะมีนาฬิกา
อยูเรือนหนึ่งเกาๆ ไวดู ก็เลยใชอยางนี้มาตลอด ตั้งแตเปนอนาคริกะนี้ เปนผาขาว แตวากอนที่จะไดบวชนี้ มันทอใจอยู หลายครั้งเหมือนกัน เลาบอยอยูเหมือนกัน อาจจะเลาเสริมอีกหนอยหนึ่ง สาเหตุททอใจ คือมันเหนื่อย ี่ มันสูไมไหว เพราะวาสมัยโนนทํางานหนัก เปนผาขาว แตวาน้ําปานะไมมี มันเหนื่อยมาก เลยทอใจ ทานก็พาทําเหมือนลองใจ ขุดดิน ตัดไม ตัดอะไรเหมือนตัดฟนนี่แหละ แตมนไมมีน้ําปานะนี่ ไม ั สมบูรณเหมือนปจจุบันเหมือนเราอยูที่นี่ อาทิตยหนึ่งจะมีน้ําปานะใหแกวหนึ่งวันโกน วันโกนคือวันนี้ นี่ทํางานเสร็จแลวก็มใหองคละแกวเทานันนะ เพราะวามีพระ ๕๐ –๖๐ รูป สมัยเขามาใหมๆ ก็มีเทานี้ ี ้ แหละ เวลาตมนี่ตมรวมกัน ไมไดเอาตามใจ ตมรวมใสกาแลวก็ไมไดเอาตามปรารถนานะ ใครฝมอดีก็ ื ทําดี ฝมือไมดก็ไมไดดี แลวก็ตวงแกวนี้เทากันคนละแกว ละแกว สมมติวามี ๒๐ รูปหรือ ๓๐ รูปก็ตวง ี ใหไดเทากันแหละ เศษเหลือสักแกว สองแกวเทานั้นแหละ ก็จบกัน อาทิตยหนึ่งจึงมีครั้งหนึ่ง โอย.. ลําบาก เนียผมถึงบอกวา กวาจะบวชไดเนี่ยคิดจะกลับบานอยูหลายครั้ง คิดจะยอมแพมันมีเหตุทกที มี ่ เหตุใหอยูตั้งสองสามครั้งเลยนะ แตยาวนิดหนอยนะ เหตุนั้นคือผมทอเพราะเหนื่อย แลวก็ไมมีใครมาคุย มาถาม เราก็อยูคนเดียวนี้ นึกถึงคําโบราณทานบอกวา “อยูคนเดียวใหระวังความคิด อยูกับมิตรใหระวัง วาจา” มันก็เปนอยางนันนะ ถาคิดถาไมมีปญญาโดยแยบคายแลวก็แพความคิดตนเองนะ ก็ไปถาม ้ ความคิดนะ วันนันก็เกือบไปเหมือนกันนะ กําลังคิดจะบอกวาพรุงนีกลับบานดีกวา ถามีรถมาแลวจะ ้ ้ กลับทันทีนะ ตั้งใจแลว มันเหนื่อยมาก เพลียมาก ก็ไมมีใครมาคุยเลย ตอนเย็นมานังเหงาอยูศาลากอน ่ ทําวัตรนะ บังเอิญมีเณรอยูองคหนึ่งทานบวชมากอน ทานเห็นทานก็เดินมาหา ชื่อเณรสมควร พอมาหา ทานก็ถามวา “นาคเปนไงบางสบายดีมั้ย”เราก็ไมอยากตอบ มันอยากกลับบาน ทานก็เลยอธิบายไปให ฟงวา “มันเปนอยางนีแหละ ผมมาอยูใหมๆ ก็เหมือนกัน มาอยูตอนแรกผมรองไห ตั้งสามสี่ครั้งเลย” ้ ทานบอก น้ําตาไหล มันทนไมไดจะกลับบาน ทานก็ใหกําลังใจ บอกวาทนเอาหนอยเถอะ ทานไมทิ้ง หรอก ใหกําลังใจ บอกถาทนเอาหนอยเดียวคอยปรับตัวไปเอง ก็ไดกําลังใจ สุดทายก็ทนตอไปอีก ๋ ความคิดอยางนี้มันมีอยางนอยๆ ก็สาม สี่ครั้งแลว คิดจะหนีจะกลับ เพราะวามันไมไหว แตมัน ก็แปลกวาเวลาเราคิด จิตมันตกนี้มกจะมีเหตุใหเกิดกําลังใจทุกครั้ง ผมคงเลารวบรัดหนอย เดียวมันจะ ั ๋ ยาวเกินไปวา ครั้งแรกที่ไปอยูใหมๆ ทานปลอยใหอยูอยางนั้นแหละก็อยูตามเรื่องตามราว ตอนนั้นก็คิด เหมือนกันคิดจะหนี แลวมีเพื่อนมา ตามหลังมา มีแตคนเกง ๆ ทั้งนัน บอกวา “ผมเบื่อโลกแลวทาน ้ ตั้งใจจะบวชตลอด” เราก็วาทําไมเคาเกงแท นี่ขนาดเราตั้งใจขนาดนี้แลวยังไมคิดจะอยูนานขนาดนั้น เลย แตคนพูดอยางนี้กแปลกนะ อยูไดไมถง ๒ วัน ๓ วัน หนีหมดเลย ทําใหเราไดคิด ทําไมมันเปน ็ ึ อยางนี้ คือมันคิดเอาเองตามใจตัวเอง เราก็ทนอยูตอไป พอทนไปมันเปนอยางนันจริงๆ มันทนไมได เรา ้ ก็หวุดหวิดจะไปนะ แตมนมีเหตุ ก็มคนใหกําลังใจตอนจะนุงขาวเหมือนกันนะ ตอนนั้นก็จะหนี ั ี
13.
เหมือนกัน วันนั้นก็มหลวงพอองคหนึ่ง ชื่อหลวงพอคําปุน
ทานบอกวา “นาคๆ หลวงพอชาสั่งใหไปนุง ี ขาว” รูสึกดีใจมากเลยวันนัน แปลกเปนเหตุการณที่มนแปลกมากเหมือนจะไดบวชจริงๆ นะ วันนั้นมี ้ ั กําลังใจขึ้นมานะ มีปติมากเลย แคบอกใหไปนุงผาขาวเทานั้น มันเกิดปติ เพราะมันทนมานานแลว ก็คิด วาทานคงบวชให แตพอเปนผาขาวแลวก็ปลอยทิ้งไวไมสนใจยาวเลย ใจมันก็ทอเหมือนกันนะ ที่ผมพูดไปตอนแรกวา วันนี้เปนวันแหงความทรงจําของผมก็คือ อยูไปจนใกลเขาพรรษา เหมือนเดือนมิถุนายนวันนีแหละ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๑๗ วันนั้นทานเรียกประชุม แตกอนหลวงพอ ้ ทานจะเรียกลูกศิษยมาทั้งหมด มาประชุมในวันนี้ มาประชุมแลวทานก็เทศนใหฟง ใหกําลังใจแลวคอย สงเขาไปตามสาขา สมัยโนนสาขามีไมมากประมาณ ๑๐ กวาแหง ทานก็จะสงออกไป ตอนแรกคิดวาได ยินผาขาว เพือนอยูดวยกันก็บอกวาหลวงพอคงจะบวชกอนเขาพรรษา ก็คิดวาคงจะไดบวช ก็เตรียมผา ่ อะไรๆ เย็บผาอะไรกัน แตกอนเย็บผา เย็บผาขาว แตผมไมทําอะไรกับใครเลย เพราะวาญาติโยมเจาภาพ พูดภาษาโลกวาไมมีเสนเลย แตวาตัดผาเปน แตวาไมมใครเอามาให ก็ไมรูวาจะไดบวชหรือไมไดบวช ก็ ี เลยอยูเลยตามเลย แลวแตทานก็แลวกัน แตเพื่อนเคามีไตรไวหมดแลว ตัดเปนผาขาวไวหมดแลว วันนี้ ตอนเย็นมาทานก็ประชุมมาแลวก็เทศน หลวงพอเทศน เทศนจับใจมากที่สุด ก็คือคืนวันนี้ แตมัน ๓๐ กวาปมาแลว ผมนั่งฟงหลวงพอเทศนไป ทําไมมันนั่งไปตัวลอยไป เปนครั้งแรกทีไดฟงเทศนแบบถึงใจ ่ มากที่สุดเลยนี้ แตกอนก็ฟงอยูแตมันไมถึงใจเทาวันนี้ ฟงแลวนอมจิตไป รูสึกมันลอย เบามากเลย เพราะ ทานเทศนเรื่อง “จิตตภาวนา”แตกอนนันฟงในฐานะเปนโยม แลวก็ฟงพื้นๆ ทั่วไป ทานก็จะเทศนเรื่อง ้ ทาน เรื่องศีล เรื่องอะไร เรื่องครอบครัวไปอยางงั้นแหละ แตก็นาฟงนะ แตพอมาฟงทานอบรมเรื่องจิต ภาวนา แลวใจมันเบา มันซึ้ง ซึ้งมากเลย หลังจากทานเทศนเสร็จรูสึกมีความสุขมาก ทานก็อธิบายเรื่อง การบวชใหฟง ทานบอกวา การบวชนี้ จริงๆ แลวไมใชเรื่องยากอะไรเลย เพราะการบวช ถาจะถือเอา ภายนอกมันบวชไมยาก เปนลูกชาวบานอยูเมื่อวานนี้ โกนหัวเอาผาเหลืองหมมันก็เปนพระได แตการที่ จะเปนพระจริงๆ นั่นแหละ มันเปนสิ่งที่ยาก ทานก็บอกวา “คุณธรรมของพระสงฆ อะไรคือคุณธรรม คือขอปฏิบัติ นั่นก็คือสุปฏิปณโน อุชุปฏิปณโน ญาญปฏิปณโน สามีจิปฏิปณโน” ทานอธิบายเรื่อง “คุณของพระสงฆ”แลวมานั่งฟงมีความสุขเพลิดเพลินสรุปแลวทานก็บอกวา “การที่จะเปนพระสงฆ จริงๆ นั้นมันอยูที่คุณธรรม คุณที่ทําใหเปนพระสงฆจริงๆ นั้นก็คือปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ นั้นไมไดหมายความวาปฏิบัตไดเฉพาะพระเทานั้น เปนผาขาว เปนอนาคริกะ เปนญาติโยม ิ ก็ตาม ถาปฏิบัติดีก็เรียกวาสุปฏิปณโน ปฏิบัติตรง ปฏิบัติสมควรแกธรรม มันเปนคุณสมบัติ ฉะนันถามี้ คุณธรรมอันนี้ก็เปนคุณของพระสงฆ” เรียกวา โยมก็ได ใครก็ไดถาปฏิบัติอยางนีขอใหปฏิบัติดเี ถอะ ้ ทานบอกวา “ก็คุณธรรมเกิดขึ้นในใจก็เปนพระสงฆ” ทานเทศนยาว วันนั้นเทศนหลายชั่วโมงอยู ก็นั่ง มีความสุขมีความเขาใจในเรื่องนี้ เรื่องบวชเรื่องบวชอะไรก็เลยเฉยๆ ก็หายสงสัยในเรื่องการบวช เพราะ
14.
การบวชจริงๆ นั้นก็คือการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
แลวสุดทายทานก็บอกวา ผาขาวชุดนี้ผมยังไมบวชนะ แตฟงเทศนแลวสบายใจแลวแหละ ไมไดเดือดรอนอะไร ทานบอกวาทหารกอนจะเขาสนามรบ ตองฝก กอนอยางนอยๆ ก็ฝกหกเดือน ทานวางี้ กอนที่จะเขาสนามรบไปรบกับขาศึก เราในฐานะเปนทหารของ พระพุทธเจา เปนลูกศิษยของพระพุทธเจา เราก็ตองฝกเหมือนกัน ฉะนันกอนที่เราจะบวชจริงๆ เราตอง ้ ฝกใหมีคณธรรมของพระสงฆเกิดขึ้นกอน จึงบวช จึงจะเปนพระสมบูรณ ทานก็เทศนในเรื่องนี้ ฉะนั้น ุ ผาขาวชุดนี้จะยังไมบวชให ไมบวชแลวแถมสงไปอีกตางหาก สงไปอยูสาขากันดารๆ เหมือนทหาร แนวหนาเลยจริงๆ คลายๆ จะทดสอบกําลังใจเราดู เพราะวาสมัยกอนถาใครเขาไปวัดหนองปาพงแลวนี้ ถาตั้งใจจะอยูแลวเกิดความอบอุนมากเลย ถาอยูกับหลวงพอนี้ ไมมีใครอยากไปไหน เวลาทําผิดขอวัตร อะไร พระเณรสวนมากจะกลัว กลัวหลวงพอสงไปที่อื่น เพราะวาวัดหนองปาพง เปนจุดศูนยรวมที่อยู ใกลครูบาอาจารยเยอะแยะและก็มีความอบอุน และบางครั้งตั้งกติกาขึ้น ใครไมทันสวดมนตทาวัตร ํ สงไปสาขาวางั้น นี่ก็เปนเสนตายสําหรับพระเณรทีไมอยากไปไหนก็ตองฝกขอวัตรใหดี และก็ไมขาด ่ หรอก ผมก็ไมเคยขาดสวดมนตทําวัตรอยูตลอดไมเคยขาดหรอก ทานบอกวาไปชวยบุกเบิกวัดใหม สรางบารมีไปดวย ทานบอกวาไมบวช ก็เลยไมไดบวช ตั้งแตวันนันก็เลยถูกสงไปอยูสาขา ก็ไมได ้ เดือดรอนอะไร ก็ไดภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิ แลวก็ไดอะไรเยอะมาก เพราะวาไดอะไรเยอะมาก ในชวงนั้น เพราะวาใจมันหายวิตกกังวลในเรื่องการบวชแลว แลวก็เรื่องที่จะออกไปขางนอกนี่ก็ หมดแลว ไมวตก เพราะอยากจะตั้งใจปฏิบติตามที่ทานสอน ดังที่วา คืนวันนั้น วันทีทานเทศนอธิบายให ิ ั ่ ฟงเกิดความเขาใจแลวอยากปฏิบัติ อยากเดินจงกรม อยากนั่งสมาธิ ไมอยากสนใจใคร ก็เลยเปนเหตุให ปแรกเปนผาขาว ไมอยูทวัดหนองปาพง ก็เลยตองไปอยูสาขา ไปบุกเบิกสาขาใหม ี่ นี่เปนความยากความลําบาก ของการที่จะเขามาสูรมผากาสาวพัตร ในสมัยที่หลวงปูชาทานยัง แข็งแรง ทานจะเอาใหหายอยากกอน ทานไมเอาตามความอยาก และในขอที่ทานบอกวา “อยาอยูดวย ความอยาก อยาทําตามความอยาก อยาปฏิบัติดวยความอยาก”ทําใหเราเกิดความเขาใจในขอนี้มากขึ้น และหลังจากนันก็เกิดความสบายใจในการปฏิบัติ การบวชการอะไรก็หายสงสัย ทานบวชหรือไมได ้ บวช ก็ไมไดใสใจเลยตอนนี้ พอมันวางตรงความอยากนีได ทีนี้มันก็เหลือแตขอปฏิบัติอยางเดียว ปฏิบัติ ้ ก็ไมไดหวังเปนโนนเปนนี่ หวังบรรลุอะไร มีความเชื่อมั่นวาถาเราไดปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั้นเปนสิ่งที่ เราภูมิใจ อะไรที่ทานบอกวาดีทานแนะนํานั้น มีความเชือฟงทาน เคารพในทานศรัทธาในทาน ปฏิบัติ ่ ตามทานนั่นแหละ มันเปนมงคลแกชีวตจริงๆ ตอนนั้นก็ไดแตเอาหนังสือมาอาน สวดมนตทําวัตร ิ ปฏิบัติสบายๆ ไมสนใจการบวชเลย แลวสุดทายทานก็ไมทิ้งจริงๆ ถึงเวลาทานเรียกมาเอง มาบวช บวช เปนสามเณร เหมือนที่เราทํานั่นแหละ บวชเปนผาขาวอยูปหนึ่ง ก็มาเปนเณรไมถึงปดี แลวพอดีชวงจะ บวชพระ ชวงบวชเณรกําลังทองปาฏิโมกขจะจบอยูแลวนี้ พอดีบังเอิญชวงนั้นทานไดเปนอุปชฌายพอดี
15.
ทานเปนอุปชฌายปหนึ่งแลว แตทานไมบวช เหมือนกับวาจะคอยอยูทานยังไมบวชใครเลยอยูปหนึง
ปที่ ่ สองทานถึงเริ่มบวชก็เปนรุนผมพอดีเลย รุนผมเขามาทานก็วารุนนี้รนแรก ทานก็เลยบวชพิเศษเลย บวช ุ พิเศษไมไดหมายความวาตองแหนาคอะไร ทําขวัญนาคไมไดวางัน พิเศษของทานคือ ทานบวชวันนัน ้ ้ ๒๑ รูป ที่คัดเลือก ผานการคัดเลือกหมดทั้งสาขาทั้งอะไรมารวมกัน ก็บวชกันตั้งแตเชายันเย็นเลย บวช ก็บวชงายไมมโยมเลย มีโยมทายก อยูคนสองคนเทานั้น ญาติโยมไมไดมาคอยถวายผาถวายอะไรเลย ก็ ี มีแตพระลูกศิษยทํากันเอง เปนเรื่องของพระจริงๆ บวชกันจนถึงเย็น ๒๑ รูปในวันนั้น แลวก็มีอนุญาต พิเศษ เพราะวาทานบวชเปนครั้งแรก โยมวัดโยมเกาแกที่เปนทายกวัดนี้ หลายคนเลยที่เปนคนแกบวช รุนผมนี้ แตทานก็มรณภาพไปหมดแลว มีหลายองคกสึกไป เดี๋ยวนีเ้ หลืออยูสององค ที่เราคงเคยไดยิน ็ ที่วารุนผมเหลืออยูสององคนั้นเอง รุนแรก นอกนันก็มรณภาพไป แลวก็สึกไปบาง ก็เหลือผมกับอาจารย ้ คเวสโกเทานัน รุนแรกๆ รูสึกจะออกประกาศนียบัตรดวยนะ อิงไปทางโลก ใหกําลังใจนิดหนึ่งนั่นคือ ้ ทําฉายาบัตร ทําฉายาบัตรใหเพราะกวาจะผานพนมาไดนี่ ก็เปนเรื่องยากลําบากเหมือนกันนะ อันนี้ก็ เปนเหตุหนึ่งทีทําใหเกิดความรัก เคารพในครูบาอาจารยที่ทานเขมงวดกวดขันกับเรา นั่นก็คือตองการที่ ่ จะใหเราเปนพระที่ดี เปนเณรที่ดี หรือพูดงายๆ ก็เปนทีนาศรัทธาเลื่อมใสหรือปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั่น ่ แหละ ทานก็ฝกมา ทานถึงมีสํานวนของทานวา “ทานจะตองรอน อันไหนคางทานถึงจะเอา อันไหนไม คางทานก็ไมเอา” ไมใชวาจะบวชสะเปะสะปะ อยากบวชก็บวชไมนะ ตองคัดเลือก การคัดเลือกของ ทาน ก็คือใชวธีทนอยูได ถึงจะเอา มันถึงรอด ถาทนไมไดก็ไป ทานก็ไมไดผิดอะไร เปนเรื่องของทาน ิ เองนะ ทานอยูไมไดก็ไป ถึงบอกวาเปนเรืองลําบากพอสมควรแตกอนนี้ ตองอาศัยความอดทน แมรุน ่ หลังๆ มาจนถึงอาจารยญาณธมฺโม หลายๆ ทาน หลายๆ องคนี้ ที่บวชกับหลวงพอชาเนี่ย ก็ไดผานการ อบรม โดยที่ทานอบรมดวยทานเอง ขออภัยเถอะบางครั้งนั่งฟงธรรมอยูเนีย นั่งกันถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ถา ่ หลวงพอลงมาเทศนโดยเฉพาะเทศนกับพระเณรวันอุโบสถนี่ ฟงเทศนยาว ถาวันไหนมีเหตุเกิดขึ้น สมมติวาเณรหรือพระนี่ ไปประพฤติอะไรไมดีสักอยางหนึ่งนี่ เอาเปนเหตุเทศนกณฑใหญเลยวันนั้นนะ ั ผมยังจําไดหลายกัณฑ เลยเสียดายที่ไมไดอัด สมัยโนนเทคโนโลยีมันไมดีเหมือนสมัยนี้ หลวงพอเทศน แตกอน ดุเดือดมากเลยเทศนอบรมพระเณรนี่ มีวันหนึงเณรเคาไมคอยสํารวมอยากสึก ทานเทศนวันนัน ่ ้ พระเณรนี่ เรียกวา กระดุกกระดิกไมไดเลยทานเจาะใจกิเลสไดดีมาก ทานเอาเณรเปนอุปกรณการสอน แลวก็ซักไซเณร จนเณรน้ําตาไหลเลย เพือที่จะใหพระไดยินไดฟง วากิเลสมันเกิดขึนไดอยางไร มันเกิด ่ ้ จากตรงไหน ทานจะถามซอกแซก ถามเพื่อใหผูฟงไดขอคิดไปดวย มันเกิดความรูสึกอยางไร มันชอบ ใจ มันชอบใจชอบตรงไหน เรียกวาซักไซกับเณร และไขเอาใหพระไดยน ไดฟงกัน จนเณรลําบากใจ ิ เลยแหละ นั่นก็คือทานตองการที่จะสอน สอนใหพระไดเกิดการสํารวม เกิดการระวังใหมีขอวัตรปฏิบัติ แลวก็ขัดแตกอนนะ ขออภัยเถอะคนมาใหมๆ มาอยูปฏิบัติกับทานนี่ คุยกับโยมไมไดนะ ไปคุยกับโยม
16.
ทานไลตะเพิดนะบอก “ไปไกลๆ หนีไปไกลๆ
อยาเขาไปใกล” ทานจะแบงโซนวันไหนวันพระมาทาง ฝงใต ทางญาติโยมมาโรงครัวเนี่ย ถาผาขาวเดินผานไปแลว “ไปทําไม ออกไปไกลๆ ออกไปทางเหนือ โนน” ฉะนั้น ผาขาวอยูกับทานเนี่ย เวลาจะเดินเห็นโยมตองหนีไปเลย เดินออมกลัวทานเห็น ถาทาน เห็นดุเลย นั่นก็คือทานตองการใหมวัตรปฏิบัติ “อยูไกลๆ อยาเขาไปใกล’ ทานวา ทานถึงผลิตลูกศิษย ี ลูกหาได ไมตองสงสัยตรงนี้ ถาใครไดผานมาแลวถึงจะเขาใจ เขาใจวาทานฝกหัดมาอยางไร นี่ก็เปนเรื่องที่เกี่ยวของกับวัดหนองปาพง และหลวงพอชาสําหรับผมซึ่งก็อาจจะเยินเยอ หรือ ่ ยืดยาวไปหนอยหนึ่ง นี่ขนาดตัดตอนมาบางแลว สวนธรรมนั้น ถาโดยคําสอนของทาน ก็คงไมตอง จาระไนอะไรมาก ไมตองพูดมาก เพราะวาสิ่งที่ประจักษก็คือ เราไดรับรูทันแลว ตั้งแตวันนันจนถึงวันนี้ ้ หรือตั้งแตวนที่หลวงพอชาทานไดมาทางยุโรป จนกระทั่งถึงวันนี้กสามสิบกวาปแลว แลวเราก็จะเห็น ั ็ วาพุทธศาสนา ที่หลวงพอชาทานไดมาวางราก ไวที่ทางนี้ กวาจะมาถึงวันนีเ้ ปนมาอยางไร อันนี้พวกเรา ก็คงเขาใจดี ฉะนั้นทุกทานทุกรูป หรือทุกคน ที่ไดมานั่งอยูสถานทีแหงนีจะเรียกไดวา ดวยบุญบารมี ่ ้ หรือดวยบารมีของหลวงปูชา ที่ทานไดฝกฝน อบรมลูกศิษยลูกหา ทั้งที่เปนคนไทย คนตางประเทศ ให เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน จนเปนปกแผนแนนหนา วางรากฐานไว โดยเฉพาะทางนี้ เดี๋ยวนี้ทางเมืองไทย ยังวิตกกัน บอกวาพุทธศาสนากลับจะมาเจริญทางยุโรป ก็เปนสิ่งที่นาคิดเหมือนกัน คงจะเหมือนทํานอง ที่หลวงพอชาทานเคยพูดเอาไววา “กบเฒานั่งเฝากอบัว” หรือ “ใกลเกลือกินดาง” เปนสํานวน หมายความวามันใกลเกินไป งายเกินไป ก็เลยเอา เอาไวตรงนั้นแหละ เอาตอนไหนก็ได ปฏิบัติก็ เหมือนกัน บางคนอาจจะคิดวาตอนนียังหนุมยังแข็งแรง เอาไวตอนแกเถอะ ไหนๆ ก็สถานที่ก็มีอยูแลว ้ หรือเขามาบวชแลวนี้ ก็คดวาไดบวชแลวก็สบาย แลวจะปฏิบัติตอนไหนก็ไดนี่ โดยลืมนึกถึงคําสอนที่ ิ ทานแนะนําวา “วันคืนลวงไป ๆ ชีวิตของเรามันก็รวงไปดวย มันไมไดลวงไปเฉพาะวัน เดือน ปเทานั้น แลวมัจจุราชก็คอยติดตามเราอยูตลอดเวลา นั่นคือความแก ความเจ็บ ความตาย มันตามเราอยูทกเวลา ุ ทุกนาที” ถาเราคิดวาเราจะอยูไปอีกนาน ถาคิดอยางนีกชื่อวา “อยูดวยความประมาท” เพราะวาเรา ้็ รับประกันเรื่อง ความแก ความเจ็บ ความตายนี่ เราประกันไมได โดยเฉพาะความตายหรือความเจ็บนั้น เรารับประกันไมได มันจะเกิดขึ้นตอนไหนก็ได โบราณนั้นไดบอกวา เห็นกันอยูเมื่อเชานี้ สายมาก็ตาย ซะแลว ตอนเชาก็ยังสบาย แตบายมาก็มวยมรณา คือตายไปแลว นั่นคือวาชีวิตมันไมแนนอน การที่เรา มาบวชนี้ เปนอุบายที่ดีอุบายในการออก แลวก็เปนอุบายที่ดี มีเวลาประพฤติปฏิบัติ สรางประโยชนให เกิดขึ้น เพื่อเปนประโยชนแกผูอื่นดวย ดังที่ทานอาจารยสุจิตฺโตนี้ ทานไดมาเปนประธานอยูในทีนี้ จะวา ่ ไปแลวก็ดวยความเสียสละของทานเหมือนกัน ถาลําพังความรูสึกแลว โดยเอาความรูสึกผมหรืออาตมา มาแทนทานก็ได อยากมีอิสระ มีเสรี อยากอยูสบายดวยตนเอง ไมอยากเกียวของกับใคร คิดวาเจาอาวาส ่ ทุกองคก็นาจะคิดอยางนี้ แตวาโดยหนาที่โดยการเสียสละแลว เพื่อสงเคราะหผูที่ตามมาภายหลัง โดย
17.
อาศัยหลักเมตตาธรรม ก็ยอมเสียสละความสุขสวนตน อยางหลวงพอสุเมโธทานก็เคยพูด
ยอมเสียสละ ความสุขสวนตน เพื่อประโยชนแกรุนหลังหรือคนที่มาเกี่ยวของ คนที่เคามีความทุกขมีความลําบาก ทางดานจิตใจเคาขาดที่พึ่ง ถาเราพอที่จะพึ่งได คือพอที่จะยืนมือที่จะไปชวยเคาไดนี่ ถาเราปลอยปละ ่ ละเลย เสียขาดหลักเมตตาธรรม เราก็ไมเปนสุข เพราะวาเห็นคนเขามีทุกขอยูเราไมไดชวยเคา เราก็ไม สบายใจดวย นั่นเปนปกติของผูที่มีเมตตาธรรม ฉะนั้นผูที่เปนหัวหนาอยางทานอาจารยสุจตฺโต เมื่อวานทานก็พาเดินดูโนน ดูนี่ สารพัดก็เขาใจ ิ เปนภาระที่หนักเหมือนกัน การบริหารหมูคณะ บริหารสถานที่ ตองรับผิดชอบหลายสิ่งหลายอยาง ถา เราคิดตรงนี้เราจะเห็นใจทาน แลวก็มีความเคารพตอทาน และมีความรับผิดชอบชวยทาน เพราะภาระ มันเยอะมากผูนํานี่ ถาไมใชการเสียสละแลว เราก็คงอยูไมได สบายอยางนี้ นั่นก็เพราะอาศัยการเสียสละ ที่ทานมีเมตตาตอพวกเรา เราวายอมทุกข ยอมลําบาก ที่หลวงพอชาเคยใหขอคิด อันนี้ ผมก็นําไปเอาไป เปนขอคิด ทีอยูไดนานบริหารหมูคณะอยูไดปจจุบันนี้ เดี๋ยวนีก็อาศัยที่ทานสอนเอาไว ทานบอกวา ่ ้ “การอยูกับหมูคณะ มันก็เหมือนอยูใกลๆ กับปากของนรกคือมันจะตองตกนรกอยูตลอดเวลา ถาเรา เผลอสติเมื่อไร ก็คือนรกทันทีเลย” ฉะนั้นการบริหารหมูคณะ ถาเราไมเขาใจเราก็จะไมรวาทานหนัก ู ขนาดไหน เพราะวามันใกล ถาเผลอสติก็คือตกนรก วุนวายเดือดรอน คนมันหลายคนดวยกัน อยางที่เรา มาอยูดวยกัน ลูกหลายพอหลายแมมาอยูรวมกัน ตางจิตตางใจ คิดไมเหมือนกัน บางครั้งก็อยากไดตาม อารมณตนเองบาง ถาเราคิดนอมไปสูธรรมวินยซะหนอยเราก็ยอมเสียสละบาง ความสุขหรือความอยาก ั ที่เราตองการนัน เราก็ยอมเสียสละบาง เพือใหทานเกิดความสบาย เผื่อทานมีเมตตาตอเรา เราก็มีเมตตา ้ ่ ตอทาน ทานก็จะไดเบาใจ อะไรชวยแบงเบาใหทานได เกิดความเบาใจ นั่นเปนความดีที่เราอยูรวมกัน พระศาสนาของเราก็มีความเจริญโดยอาศัยหลักสามัคคีธรรม หลักสาราณียธรรมคือมี “เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม” อยูรวมกันก็จะเกิดความสุข และทานก็จะไดแบงเบาภาระกับทาน ดวย
18.
ทานบอกวา เหมือนบุรุษกําลังถูกลูกศร
เขายิงมาปกที่กลางอก บุรุษคนนั้นถาถูกลูกศรแลว “ก็ยังไปสนใจวา” ใครเปนคนยิงมา เปนผูหญิง หรือผูชาย “เปนคนต่ําหรือสูง ดําหรือขาว เปนคนลักษณะไหน” กลับไปสนใจภายนอก แทนที่จะรีบถอนลูกศร แลวก็เยียวยารักษาตนเองกอน บุรุษคนนั้นก็จะตายเปลาเหมือนกัน “หนาที่ที่เราจะพึงกระทํา” เพื่อความดับทุกขในปจจุบัน เรากลับไมสนใจ กลับสนใจออกนอกเรื่องไปทางอื่น
19.
๒.
“ประสบการณการปฏิบัติธรรม” แสดงที่ วัดปาอมราวดี ประเทศอังกฤษ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ ผมหรืออาตมาขอโอกาสคณะสงฆ พุทธบริษัท ทุกๆ ทาน วันนีไดมีโอกาสไดขึ้นมาพูดธรรมะ ้ เดิมทีเดียวก็คดวา จะไมพดอะไรเพียงแตมาเยี่ยมใหกําลังใจ แตเพื่อนสหธรรมมิกบอกวาไหนๆ ก็มาแลว ิ ู อยากจะใหพูดอะไรเลาสูกันฟงบาง ก็ยังไมรูจะพูดอะไรเหมือนกัน เอาจากความรูสกที่เกิดขึนในขณะนี้ ึ ้ อาจจะเปนประโยชนบาง ถาเราตั้งใจฟง ปกติจะเปนคนพูดนอย พึ่งมาเปนเจาอาวาสนี้ เขาบังคับใหพด ก็เลยพูดมากหนอยหนึ่ง พูดจน ู ตัวเองไมถูกกับจริตนิสัย พอดีพระอาจารยญาณชวนมา ก็เลยไดโอกาสมาพักบาง แตพอมาทานก็บอกวา “ไมไดมาพักนะ ตองมาพูดตอ” ก็ไมเปนไร ก็พดไดเทาที่พูดได เปนการเสริมความรูบางสิ่งบางอยาง ู เรื่องประสบการณบางอยางที่ไดประพฤติ ปฏิบัติ กับครูบาอาจารยมา อยูที่วัดจิตตวิเวกทานก็ไดใหขึ้น ไปพูด แตวันนันเปนวันคลายวันเกิดของหลวงพอชา ทานก็เลยบอกใหเลาเรืองเกี่ยวกับการที่มา ้ ่ เกี่ยวของกับหลวงพอชา ก็เลยไดเลาเรื่องไปในวันนั้น แตวนนี้ ก็คงไมไดเลาอยางนั้น คุยกับพระอาจารยญาณธมฺโม ทานก็บอกวา อยากใหเลาเรื่อง ั “ประสบการณเกียวกับการปฏิบัติ” เพื่อสรางกําลังใจใหแกผูปฏิบัติรวมกัน ก็นาจะดี ทานวาอยางนั้น ่ งั้นก็เริ่มจากการปฏิบัติของตนเอง ซึ่งถาจะพูดถึงของครูบาอาจารยของทานองคอื่นๆ ก็เรื่อง ของทาน ที่นี้จะพูดถึงประสบการณของตนเองมันนาจะงายกวา ผมหรืออาตมาสนใจในเรื่อง “การ ปฏิบัติ’จริงๆ ก็มีตั้งแตอายุยังไมมากอยูแลว ดังไดเลาไปแลวสวนหนึงที่วัดจิตตวิเวก วาตั้งแตเปนเด็ก ่ นั้น คงจะเปนเพราะวา อุปนิสัยที่เคยอยูวัดมา เปนเหตุใหสนใจพระพุทธศาสนา นั่นก็คือโดยเฉพาะเรื่อง พุทธศาสนา เพราะวาไดอยูวัดตั้งแตเด็ก การอยูวัดก็อยูอยางเด็กทั่วๆ ไป ซึ่งก็เปนฝายคามวาสี คือ อยูใน
20.
วัดบานก็ขาดครูบาอาจารยแนะนํา มีหนังสือศึกษาอยูแคเลมสองเลม การศึกษาก็ไมเจริญเพราะเกิดอยูใน บานนอก
มีหนังสือนวโกวาทอยูเลมหนึ่ง หนังสือสวดมนตเจ็ดตํานาน หรือ ๑๒ ตํานานซึ่งก็เปนภาษา บาลีเสียสวนมาก ซึ่งก็เปนขอธรรมอยูบาง คือ นวโกวาท พอไดหวขอธรรมนําไปคิด ซึ่งในสมัยนั้นก็ ั สนใจในเรื่อง “คิหิปฏิบัติ”ซึ่งเปนเรื่องของธรรมะสําหรับสําหรับฆราวาส คิหิปฏิบัติ เนนขอปฏิบัติ สําหรับคฤหัสถโดยตรง ก็เปนเหตุใหสนใจตั้งแตเด็กโดยเฉพาะในเรืองการดําเนินชีวิต ซึ่งธรรมะบทนี้ ่ จะมีการเกี่ยวของ ตั้งแตเรื่อง อบายมุข คือ ทางแหงความเสื่อม วาการดําเนินชีวิตไปในลักษณะไหนเปน ทางเสื่อม ทางไหนเปนทางเจริญ ก็เปนเหตุใหสนใจ ทานบอกวาใหละเวนจากอบายมุขก็คงรูอยูวา อบายมุข ทางแหงความเสื่อม ความเปนนักเลง เลนการพนัน การเที่ยวกลางคืน การละเลนตางๆ นั่น แหละซึ่งเปนฝายต่ํา นําชีวิตลงสูความตกต่า และทางแหงความเจริญก็คือทางธรรมะ พระสัมมาสัมพุทธ ํ เจาทรงแนะนํา นั่นแหละวาเปนจุดเริมตนไปสูการศึกษา หรือสนใจธรรมะ คําสอนในทาง ่ พระพุทธศาสนา ความสนใจ ความเกียวของ กับศาสนาอาศัยสิ่งแวดลอมที่ดีจะวาไปแลวสมัยนั้นที่ชนบท ที่ ่ อาตมาอาศัยอยูมันยังไมเจริญมาก การสื่อสารก็นอย สิ่งแวดลอมก็เลยอยูในขอบเขตจํากัดอยูกับวัด แมแตการละเลนจะเลนอะไรกันก็เกี่ยวกับวัด อยางที่หลวงพอชาเคยเลา มันก็เปนความจริง ทานบอกวา ตอนเปนเด็กการเลนกันตั้งแตตอนเปนเด็กนั้น ก็จะเลนกันในแบบของศาสนา ทานบอกวาเวลาเลนกัน ทานก็จะเปนพระ เอาผามาหมเหมือนกับจีวร แลวก็ใหผูหญิงสมมติเปนโยม แลวก็ทําอาหารมาถวาย แลวก็ใหพร ยะถาสัพพี ซึ่งก็เปนลักษณะนั้น ซึ่งผมหรืออาตมาเองก็เลนในลักษณะนั้นเหมือนกัน ตอน เย็นมามันไมมที่ไปเที่ยวไหน ก็เที่ยวอยูในขอบเขตจํากัด คือหมูบาน กลางวันก็ไปเลนที่วัด ถาไมไดไป ี ที่วัด ตอนเย็นมาก็มาเลนที่บาน ก็มาเลนเปนพระ เราในฐานะผูชาย การละเลนก็คือเอาผามาหมเปนจีวร แลวก็ใหพนองบางทีก็เปนญาติๆ กัน ใหเขาทําอาหารมาถวาย เอากะลามะพราวมาใสผักบาง เก็บโนน ี่ เก็บนี่มาใสบาง บางทีก็เอาผลไมจริงบาง สับๆ ใส ก็เอาถวาย สมมติเปนพระนะ เสร็จแลวก็ใหพร “ยะ ถาสัพพี” ในการละเลนอยางนั้น ก็เลยทําใหหลอหลอมจิตใจใหอยูในเขตของศาสนา มันไมไดไปทาง อื่น นั่นก็เปนอุปนิสัยที่สะสมติดตามมา หลังจากนันโตมาหนอย ประมาณอายุ ๑๕ –๑๖ ป ก็ไดสัมผัสกับพระธุดงค สมัยเปนเด็ก ที่ ้ บานมีปาคอนขางที่จะสมบูรณ ปามีทั่วไป ซึ่งพระทานก็เดินธุดงคผานไปผานมา แมแตหลวงพอชา ทานก็ยังเดินผานไปผานมาทีบานเปนประจํา เพราะวามีสาขาที่ ๑ อยูระหวางนัน ญาติโยมนานๆ ครั้ง ก็ ่ ้ จะมีโอกาสใสบาตรกับพระกรรมฐาน แตการสัมผัสหลวงพอชาโดยตรงก็ยังมีนอย นอกนันก็จะมีพระ ้ ธุดงคผานไปผานมา สวนมากชาวบานตามบานนอกเห็นพระธุดงคก็จะดีใจที่ไดไปขอหวย ขอของดีกับ ทาน สวนมากก็จะเปนลักษณะนั้น เราก็สนใจเหมือนกัน บางทีก็มพระธุดงคที่เขาวาเกงมาก ทานมี ี
21.
อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย เราก็สนใจเหมือนกัน สนใจวาการบวชนั้น
ดีตรงที่การบวชนันสามารถแสดงฤทธิ์ ้ ไดอยางโนนอยางนี้ ก็เปนเหตุใหสนใจ สนใจอยากจะศึกษา ก็มีพระธุดงคหรือพระกรรมฐาน ก็เปนเหตุ ใหไดศึกษา ก็มีพระธุดงคหลายทานหลายองคที่ทานมีความสามารถ โดยมากก็ไปทางอิทธิฤทธิ์ ก็พิมพ หนังสือ และเคยไดรับหนังสือเลมหนึ่ง ซึ่งหลวงพอมีออกธุดงค แตไมใชหลวงพอมี ที่อยูแถวอุบลฯ นะ แตเปนรุนเกาๆ ทานบอกวา เวลาไปธุดงคเจออะไรหลายๆ อยาง ทานก็ใชอํานาจสมาธิ ตอสูอุปสรรค ตางๆ แมแตคนเขาเลนของมา ทานก็ใชอํานาจจิตหรืออภินิหารนีทําใหสิ่งเหลานันอันตรธานไป หรือ ้ ้ ผานพนอุปสรรคไปก็เปนเหตุใหสนใจ จึงไดสนใจเขามาบวชเปนพระมากขึ้น หลังจากนัน โยมพอก็ไดเริ่มเขามาสนใจในวัดหนองปาพงเพราะเหตุที่หลวงพอชา ทานไดผาน ้ ไปผานมาที่บานอยูเปนประจําจนกระทังผมหรืออาตมานีอายุได ๒๐ ป ซึ่งโดยปกติทางเมืองไทยนี้ ผู ่ ้ ชายไทยถาอายุ ๒๐ ป จะตองผานการบวชเรียน ซึ่งจะบวชนานมากนอยเพียงไรก็ตามก็ตองบวช เพราะ ถาไมไดบวชนี้เขาถือวาเปนคนดิบ คนดิบคือ คนไมสุกนั่นแหละ พูดงายๆผลไมไมสุกก็ไมหวาน ใช ไมไดถาดิบมันอาจจะฝาด มันอาจจะเปรียวใชไมได คนที่ไมไดบวชเรียน ไมรูจักวิธีดําเนินชีวิต เรียกวา ้ มันยังดิบอยู เขาเลยถือธรรมเนียมวา จะตองบวช ฉะนันพื้นเพเดิมก็สายของหนองปาพงอยูแลวไหนๆ ก็ ้ อายุ ๒๐ ปแลวก็คิดวานาจะบวชไดแลว แตบวชครั้งแรกก็ไมไดคดวาจะบวชตลอด เพียงแตวาอยากจะ ิ บวชตามธรรมเนียมประเพณี จริงๆศรัทธาก็มีอยู เหมือนกัน แตก็ไมไดตั้งใจจะอยูถึงขนาดนั้น แตมี ความตั้งใจอีกอยางหนึ่งวา ถาเราไดบวชเราตองตั้งใจปฏิบัติ ตอนนั้นตั้งใจไวก็ผิดวัตถุประสงคอยู เหมือนกัน ตั้งใจวาบวชทั้งทีจะตองใหไดอทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย ใหเปนผูวิเศษตั้งใจไวอยางนี้ ตอนแรกซึ่ง ิ เราไมรูเรื่องในขอปฏิบัติ พอดีโยมพอเอามาฝากไวทหนองปาพง ก็ไดมาอยูวดหนองปาพง ตอนเปนผา ี่ ั ขาวก็มีหลวงตาองคหนึ่ง หยิบหนังสือเลมหนึ่งมาใหอาน ซึ่งก็ตรงกับหนังสือที่เคยศึกษามา “หนังสือ ประวัตหลวงพอปาน วัดบางนมโค” ก็เปนเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยอีก ก็เราใจใหเกิดความอยาก หลวง ิ ตาก็มาชวนวา “ ผาขาว ผาขาว มาทํากรรมฐาน เดี๋ยวมันจะไดมีอิทธิฤทธิ์จะไดดําดินได บินบนฟา ทะลุฟา ทะลุกาแพงได” แลวเราก็เกิดความอยากขึ้น ก็เลยเลน “กสิณ” คือการเอาดินมาปน บางครั้งก็เคย ํ เอาแสงไฟมาแพงเปนกสิณ ก็เคยทํา แตไมไดกราบเรียนหลวงพอชาเพราะเราแอบทํา ทําอยูพักใหญ เหมือนกัน จนกระทั่งวันหนึ่งมีพระมาจากถ้ําแสงเพชร ตอนนั้นพึ่งจะตั้งวัดที่ถ้ําแสงเพชร ทานก็ไปเลน กสิณมา พอกลับมาตอนเย็น ฉันน้ําปานะเสร็จ หลวงพอก็ลงมาพูดคุยเรื่องธรรมะใหฟง ทานก็ถามองค นั้นวา เปนอยางไรที่ไปอยูถาแสงเพชร ไปภาวนาอยางไร ทานก็ไดถามขึ้น พระก็ตอบวาไปภาวนาเพง ้ํ กสิณ ( เปนกสิณไฟ ) หลวงพอชาก็บอกวา “จะบาหรืออยากบาหรือไง” ซึ่งทําใหผมหรืออาตมาตกใจ เพราะกําลังจะเลนกสิณอยู “เดี๋ยวก็เปนบาหรอก ทําไมจะตองไปทําอยางนั้น รูไหมวาการเลนอยางนั้น จิตใจมันจะทําใหหลงไดงาย หลงระเริงไปกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย มันจะผิดวัตถุประสงค และจะหยุดอยู
22.
ตรงนั้นไดงาย” วันนั้นหลวงพอชาทานไดเทศนกัณฑใหญเลย ผมหรืออาตมาก็เลยไดขอคิด
และเปลี่ยน ความคิดใหมในวันนั้น วิธีของหลวงพอชา ไมใชวาทานปฏิเสธ..แตทานไมอยากใหลูกศิษยเขาไปเกี่ยวของกับเรื่องนี้ มาก เขาใจตอนหลัง ตอนทีทานเทศน ตอนที่อธิบายและฟงมาเรื่อยๆ ไดฟงและศึกษาพระไตรปฎกบาง ่ ก็ไมไดสงสัยอีกในเรื่องปาฏิหาริย ซึ่งหลายๆ ทาน หลายๆองคคงทราบวา ปาฏิหาริยที่พระองคทรงตรัส ไวนนมี ๓ อยาง อิทธิปาฏิหาริย อันหนึ่ง,อาเทศนาปาฏิหาริยอันหนึ่ง, อนุสาสนียปาฎิหาริยอันหนึ่ง ั้ ปาฏิหาริยอันแรก อิทธิปาฏิหาริยนี้ ก็เปนสวนหนึ่งที่โยคีที่อินเดียแตกอนนั้นเขาฝกจิต สามารถ บังคับจิตได อาจจะเปนอิทธิฤทธิ์ลักษณะดังกลาวมาแลวนั้นก็เปนได เพราะแมแตในวินัยยังกลาวไววา การฆาคนดวยอิทธิฤทธิ์ก็ยังมี ก็คงจะมีอยูจริง อาเทศนาปาฏิหาริยนี้ ดักจิตใหเปนอัศจรรย ก็มีครูบาอาจารยบางทานทําบริกรรมภาวนา สภาวะจิตก็มเี กิดขึ้น จากอํานาจสมาธิเหตุนั้น ทานไมตองการใหไปหลงอยูกับตรงนี้ ทานก็เลยกันเอาไว เพราะถาไปหลงอยูในสํานึกวาพุทธศาสนา หรือคําสอนของพระพุทธเจานั้น ไมประเสริฐอะไรเลย เพราะพระองคทรงตรัสวา อิทธิปาฏิหาริย เขามีมากอนแลว กอนที่พระองคทรงตรัสรูก็มีอยูแลว มันเปน วิชาหนึ่ง ซึ่งถาใครไปศึกษาปฏิบัติอยางโยคีเขาทํา ก็สามารถทําได “ และเมื่อทําไดแลว จะยังศรัทธา ของผูที่ยังไมศรัทธาใหเกิดขึนได” เขาก็จะมองอยางดูถูกวา พระพุทธศาสนาไมมีดีอะไร ้ ถามีแคนี้ก็แสดงวา พระพุทธเจาไมไดตรัสรูอะไรวิเศษเพราะสิ่งนีเ้ ขามีอยูกอนแลว ตาม แบบอยางที่เขาทํา สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นไดทานบอกวา “ไมยังศรัทธาของผูที่ยังไมศรัทธาใหเกิดขึนได แมผูมี ้ ศรัทธาพอประมาณแลว ไมเพิ่มศรัทธาขึ้นมาอีกได ก็อาจจะใหเสื่อมศรัทธาอีกได” ดวยเหตุนี้ พระองค จึงทรงไมสรรเสริญปาฏิหาริย ๒ ขอ นั้นก็คือ “ อิทธิปาฏิหาริย และอาเทศนาปาฏิหาริย” แตพระองค ทรงสรรเสริญ “อนุสาสนีปาฏิหาริย” คือ “คําสั่ง คําสอนเปนอัศจรรย” หลวงพอชาทานก็เลยมาถือเอา หลักนี้ เพราะคําสอนนี้ถาเราปฏิบัติจะเปนไปเพื่อความดับทุกข สิ่งที่เราตองการในการปฏิบัตินั้น ถาพูด โดยรวมยอดแลวก็คือ “ความดับทุกข” เพราะฉะนัน ทุกขที่มันมีอยู มันเกิดขึ้นในขณะนี้ เราตองการ ้ ความดับทุกขตรงนี้ มันเกิดกับจิตใจของเรา ทานก็เลยเนนมาทางนี้ เนนใหใชปญญาเพื่อดับทุกขที่ เกิดขึ้นในปจจุบันที่บังเกิดขึนอยูนี้ ใหรูเทาทันอารมณตรงนี้ นั่นคือจุดมุงหมายของทาน ้ ความชัดเจนในเรื่องนี้ ยิ่งจะชัดเจนยิ่งขึ้น ถาเราไปเจอพระสูตรหนึ่ง ซึ่งผมหรืออาตมาไดศึกษา อยูบางชวงนันนะ ทานบอกวา “เหมือนบุรุษกําลังถูกลูกศร เขายิงมาปกที่กลางอก บุรุษคนนั้นถาถูก ้ ลูกศรแลว ก็ยงไปสนใจวา ใครเปนคนยิงมา เปนผูหญิง หรือผูชาย เปนคนต่ําหรือสูง ดําหรือขาว เปน ั คนลักษณะไหน” กลับไปสนใจภายนอก แทนที่จะรีบถอนลูกศร แลวก็เยียวยารักษาตนเองกอน บุรุษ
23.
คนนั้นก็จะตายเปลาเหมือนกัน หนาที่ที่เราพึงกระทํา เพื่อความดับทุกข
ในปจจุบน เรากลับไมสนใจ ั กลับสนใจออกนอกเรื่องไปทางอื่น ตองการมีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย อะไรทํานองนี้ ซึ่งหลวงพอชาทานไม สงเสริมดานนี้ แตผลพลอยไดนั้น แลวแตอปนิสัย วาสนาของใครมันมีของมัน ซึ่งทานไมไดปฏิเสธนะ ุ บางครั้งทานยังเลาใหฟงเพื่อประดับเสริมความรู แตนานๆทานก็เลา เลาก็แลวตัดบท ไมใหไปเลนหรือ ไมใหตดกับตรงนั้น ทานเคยเลาวา หลวงปูกินรี เปนผูทดักจิตไดเปนอัศจรรยเหลือเกิน และรูลวงหนาได ิ ี่ ดวย มีครั้งหนึงนะ ทานวาหลวงปูกินรีทานเลาใหฟง ทานบอกวา ตอนนั้นทําความเพียรมาก จิตมีความ ่ สงบ เมื่อเหตุการณจะเกิดขึนในพรุงนี้ วันนีจะมาบอกในนิมิตคืนนี้เลย และก็จะมาตรงตามนั้น สมมุติวา ้ ้ จะมีโยมมานี่ มากี่คน ใสเสื้อแบบไหน ชุดอะไร ก็จะนิมิตชวงกลางคืน ตอนเชาก็จะมาในลักษณะนั้นไม ผิดเลย ทานบอกอยางนัน ทานเลาประดับความรู และอยางหลวงปูทองรัตน เชนเดียวกัน ทานบอกวาดัก ้ จิตดักใจไดเปนอัศจรรย มีขโมยมาขโมยของในวัด แลวพอดีทานไปเห็นเขา ทานก็ทําทีไมเห็น แตทาน ใชอํานาจจิต บอกวาปลอยเขาเอาไปกอน แตไมใหเขาออกจากวัดได ใหเขาหลง พอเขาเดินไป เดินไปก็ เจอแตพุมไมตนไม หาทางออกไมได วนไปวนมาจนสวางเลย พอสวางแลวทานก็เดินออกไปเจอเขา เขา ก็กลัว แลวทานก็ถามวา “มาอยูอะไรที่น” คนทําผิด มันกลัว ก็เลยสารภาพ นั่นเปนความอัศจรรยของจิต ี่ ที่ทานเลาใหฟงประดับความรูของลูกศิษย แตทานก็บอกวาที่เลาใหฟงนี้ไมไดหมายความวา ใหไป สนใจตรงนั้น ใหเปนหลักยืนยันวามันมีอยูจริงแตไมตองการใหไปหลงจุดนันนะ แตขอปฏิบัติที่เรา ้ ตองการคือ “ความดับทุกข” โดยเฉพาะจิตใจเรา สังเกตแตวนนี้ “ มันสุข มันทุกข มากนอยแคไหน” ั ทานใหสนใจตรงนี้ เพราะฉะนั้นการภาวนานั้น ทานบอกวาเบื้องแรกนั้น ทานไมปฏิเสธสมาธิ ทานให ทําสมาธิกอน อยางผมหรืออาตมา มาอยูใหมๆนี้ ก็จะจับเอาคําสอนของทาน ซึ่งทานบอกวา “ไมตองเอา อะไรมากหรอก ใหบริกรรมพุทโธ เทานั้นแหละ ไมตองสนใจอะไร อยางนี้ไปกอน” ทานวา ผมหรือ อาตมาอาจจะเปนศรัทธาจริต คือ ศรัทธาตอทานมากนะก็ภาวนา เอาคําภาวนาวา พุทโธ พุทโธ ทําไป ทํา ไป ตั้งนาน มันก็ไมรูเรื่องเลย เอ.....ทําไมไมรูเรื่อง ก็คิดวา พุทโธ พุทโธ อยูๆสงบนิ่งไป แลวก็เกิด ความรู เกิดอะไรก็ตามมา คิดอยางนั้นนะ ยิ่งคิด ยิ่งปรุงแตงไปขางหนา ยังไมเปนสมาธิ สุดทายมีวน ั หนึ่งมานั่งกับเพื่อนเนสัชชิก นั่นคือวันพระเหมือนอยางนี้แหละ นั่งไป เอ....เราทํามาตั้งนานแลว ทําไม การปฏิบัติเราไมกาวหนา เพราะทานบอกวา ภาวนา พุทโธ แลวจะรูเอง แลวมันรูอะไร ก็เลยเปลี่ยนวิธี ใหม ไมไดนั่งหลับตาบริกรรมภาวนา มานั่งคิดวา ที่ทานไดบอกวา “พุทโธ” ตามที่เราสวดมนตวา “ ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน”นี้ ทานรูอะไร ทานตื่นจากอะไร ทานเบิกบานอยางไร ก็เลยเอาคํานี้มาภาวนาแทน เขา เรียกวาเปน “ธัมมวิจจยะ” เปนการสอดสองธรรมะ ยกเอามาพิจารณาวารูอะไร เปนเหตุใหเราคนหาใน สิ่งที่รูวา เราควรรูอะไร ถาโดยหลักๆนัน ถาเราไดศึกษา ทานวา “รูทุกข” “รูเหตุใหเกิดทุกข” “รูความ ้ ดับทุกข” “รูขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข” ถารูสิ่งนี้ทานเรียกวาเปน “สัมมาทิฐิ” เปนความเห็นชอบ
24.
เรียกไดวาปญญาความเห็นชอบ ที่นี้ก็จะบอกวา “เห็นทุกขเห็นอยางไร”
มันก็จะเปนเหตุใหเราไดศึกษา เรียกไดวา “ทุกข” ซึ่งเราก็รูอยูแลววา “ทุกข คือ อะไร” ซึ่งมีอยูประจําใจของทุกทานทุกคน แลวทุกขนั้น มันมีเหตุ ทานจึงบอกวา ทุกขนี้เปนสิ่งที่ควรศึกษา ควรกําหนดรู ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นี้ ก็อธิบาย วา “ทุกขเปนสิ่งที่ควรกําหนดรู” “เหตุใหเกิดทุกขเปนสิ่งที่ควรละ” “ความดับทุกขเปนสิ่งที่ควรทําให แจง” ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกขเปนสิ่งที่ควรทําใหเกิดใหมีขน” ก็เปนเหตุใหเราเขาใจวา “พุทธะนี้ รู ึ้ ทานรู เพื่อความดับทุกขจริง” แตก็แปลกเหมือนกันวา พอเปลี่ยนมาเปนธัมมวิจจยะนี้ ปตีเกิดขึ้นไดงาย ทําไมถึงเกิดขึ้นไดงาย มันเขาองคของโพฌชงค ๗ จะมีขอที่ ๒ วา “ธัมมวิจจยะ “ เพราะมันมีวิตก, วิจารณ ,ปติ ,สุขเอกัคคตา อยูตรงนั้น วิตก วิจารณ นีกคือ เราใชวิจารณญาณวิจารณธรรม ธัมมวิจจยะนี้ ถาจิตมันรวม มันเปน ้็ สมาธิอยูในนัน จิตมันนอมไปสัมผัสกับสิ่งที่ไมเคยสัมผัส สิ่งที่ไมเคยรู มันก็ทําใหรูขึ้นมา เกิดตื่น เบิก ้ บานขึ้นมา แตกอนนั้น นั่งไปพุทโธ มันก็งวงเหงาหาวนอน นั่งไปก็หลับลูกเดียว นังไปไดทั้งคืน ก็มีแต ่ งวง เชามาก็ถามตัวเองวา ไดอะไร ก็ไมไดอะไรสักที ตืนขึ้นมาก็ถาม แตพอมาเปลี่ยนตรงนี้ปุบ แปลก ่ มากเลย จิตนอมไปวิจารณธรรม นั้นเกิดปตีขึ้นแลว หลวงพอชาก็มาเทศนใหฟงนะ ทานบอกวาถาจิต นอมเขาไปถูกเรื่องแลว ก็จะมีวิตก วิจารณ ปตี เอกัคคตา นั้นก็คือองคของสมาธิเบื้องแรกเลย ทานใช คําอธิบายวา “วิตกคือยก” ยกขึ้นมา คือ ยกเอาหัวขอธรรมขอใดขอหนึ่งขึ้นมาวิจารณ คือพอยกขึน แลว ้ มาสองมาดู มาพิจารณา นั่นคือวิจารณ พอวิจารณแลว มันเกิดความเขาใจในสิ่งที่ยกขึ้นมา อยาง ยกตัวอยางนะ ทานบอกวายกรางกายขึ้นมาพิจารณาถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แลวก็มา พิจารณาถึงกองทุกข ที่มันเกิดขึ้น มันทําใหเราเริ่มเห็นวา ความทุกขนเี้ กิดขึ้นจากตรงไหน เหตุมนเกิด ั อยางไร เปนการเกิดขึ้นจากที่เรายกขึนมาจากวิตก วิจารณ พอมันเขาที่ของมัน มันก็เกิดปตี คือความ ้ เขาใจในธรรม เกิดปติสุข แลวจิตก็จะนิ่ง นั่นคือเปนเอกัคคตา นี้ก็เลยเปนองคประกอบของธรรม พรอม บริบูรณขึ้นมา ทําใหเรารูเกิดวา ไอตรงนี้เปนหลักที่เราจะตองจับมาพิจารณา และก็ไมสงสัยดวยวา ใคร จะวาผิดหรือถูก ไมตองสงสัย เพราะวาเรารูแลววา ในองคธรรมแหงการตรัสรูนั้น มีขอนี้ ก็คือ “ธัมม วิจจยะ” ถาจิตมันรวมตรงนัน มันไมวอกแวกไปที่อื่น มันมีสมาธิอยูตรงนั้นแหละ จิตตั้งมั่นอยูตรงนั้น ้ แหละ ถาเราจะยกเขาสูการพิจารณาธรรมในตรงนั้นก็ได ผมหรืออาตมาชอบทํา แตกอนพอมันไดที่ หนอย ก็จะยกองคของวิปสสนาขึ้นมา คือใชอารมณวปสสนา นั้นก็คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ซึ่ง ิ หลวงพอชา ก็จะพยายามใหใชตัวนีแหละ ใหเห็นพระไตรลักษณ คูกันไปตลอด แมทําสมาธิเราจะเห็น ้ วา ทานจะสอนวาเวลาทําสมาธิก็ใชหลัก “อนิจจัง”ไปดวย ซึ่งทานบอกวา “สงบก็ไมแน ไมสงบก็ไม แน” คือทานใหใชหลักนี้ไปดวย มันจะไดไมยดมั่นหมายมั่นในอารมณที่เกิดขึ้นในขณะที่เราปฏิบัติ ก็ ึ เลยจับหลักไดตรงนี้ก็เลยปฏิบัติไปเรื่อยๆ
25.
สิ่งที่ทําใหเกิดความมั่นใจมากขึ้นนั้น อันหนึ่งก็คือ หลวงพอชานันแหละ
เหมือนทานรู แต ่ เรียกวารูเลยก็ได มีวันหนึ่งทานเทศนเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ ทานก็ยกเอาลูกศิษยนั่นแหละ อาจจะเปน ผมหรืออาตมาก็ไมรูเหมือนกัน ทานบอกวา “ลูกศิษยบางองค บางทานไมมีปญญาพอ พอใหอะไรไปก็ ลูบไปคลําอยูนั่นแหละ ไมไดกินหรอก” ทานวาอยางนี้ ทานก็เลยอุปมาเหมือนกับวา “เหมือนยื่นแตงโม ลูกสวยๆใหลกหนึ่ง คนไมฉลาดก็เอาไปลูบไปคลําอยูเฉยๆแลวบอกวาแตงโมสวยหนอ สวยหนอ อยู ู นั่นแหละ แตก็ไมไดกินแตงโมหรอก ไมไดผาเขาไปขางในวามันสุกหรือมันดิบก็ไมรูก็ไดแต ลูบแต คลําอยูนั่นแหละ สุดทายแตงโมก็เนาไปเปลาๆ ตนเองก็ไมไดกนอะไร” มันก็เจาะใจเรา เขาใจทันทีวา ิ โอ…นี่เปนความจริง แตกอนทานใหบริกรรมวา พุทโธ พุทโธ เราก็บริกรรมนะจนมันติดปากมันเปน สัญญา จนไปฝน แตมันก็ไมกาวหนา นันคือไดแตลูบคลํา จนมาเปลี่ยนวิธีที่วานี้ มาใชหลักวิจัยธรรม ก็ ่ คือวา พุทโธ แปลวาอะไร คือ ผูรู ผูตื่น ผูเบิกบาน ก็เกิดความเขาใจ และเกิดความมันใจ เมื่อทานมาเทศน ่ เรื่องนี้ใหฟง หลังจากนันการภาวนาผมหรืออาตมาก็ใชวธีนี้ จะเดินจงกรม นั่งสมาธิ แตถาจะพักก็ใช ้ ิ บริกรรม พุทโธ พุทโธ พุทโธ ธรรมดาไปก็ได เปนการพักจิตไมตองใชจิตทํางานไปมากก็ได แตถาใช มันมาก นิวรณมันเขามาใชไมได ตองใชวิธีเดิน นั่นคือ เดินเขาวิจยธรรม และเวลาจงกรมก็ใชวิธีนี้ ั บางครั้งก็ยกเอาสังขารขึ้นมาพิจารณา ถึงความสิ้น ความเสื่อม นั่นก็คือ หลักของอนิจจัง ความไมเที่ยง แทแนนอนของสังขาร ความเปนทุกขของสังขาร มันเกิดมาจากอะไร พระพุทธเจาทานบอกวา “มันมา จากความเกิด เมื่อมันมีความเกิด มันก็มีความทุกข” เราก็ไดพิจารณานะ ไอตรงนี้เองที่เราไดสวดมนตทํา วัตรทุกเชา ทําวัตรเชานี้ ทําใหเกิดความประทับใจมากนะ ในบทสังเวช บอกวา รูปเวทนา สัญญา สังขาร นี้ เปนทุกขไมเที่ยงเปนอนัตตา และสุดทายทานสรุปวา “ทําไฉนการทําที่สุดแหงทุกขจะปรากฏขึ้นแก เราได” เพราะวา ทุกทาน ทุกคนนั้น ถูกความทุกขครอบงําอยูแลว และก็มีความทุกขเปนเบื้องหนาแลว ดวย เรามีชีวิตอยูอยางงี้ เดินไปขางหนา ทุกขนะ ตราบใดมันมีกอน มีสังขารนี้ เดินไปก็มีแตทุกขนะ สิ่ง ที่เรามากลบเกลื่อนความทุกขก็คือ เราเปลี่ยนอารมณ เปลี่ยนเหมือนกับหลอกตัวเอง ใหหลงจนลืม พิจารณาถึงความไมเที่ยง ความเปนอนัตตา บางทีลืมตัวนี้ พอลืมแลวพอทุกขเขามาก็เผลอแลวเจ็บอีกตัว นั้นก็คือขาดการพิจารณา ขาดหลักธรรม ตัวเราพิจารณาจะเกิดธรรมขอหนึ่ง ทานบอกวา”นิพพิทา” ใน ธรรมขอนี้ทานบอกวา “นิพพิทา วิราคะ” ๒ คํานี้ อันหนึ่ง เกิดความเบื่อหนายและก็คลาย “คลาย”ในที่นี้ หมายถึง “ความยึดมั่น หมายมั่น” นะ ถามันเกิด “นิพพิทา”นี้ คลาย ความยึดมั่น หมายมั่นก็จะเกิดขึน ทํา ้ ใหเราเกิดความเบาขึ้นในจิต การที่เราไมยึดมั่น ถือมั่นนั้น ทําใหเกิดความเบา ความรูสึกในจิตใจนี้ เหมือนกับอารมณ อารมณทชอบใจไมชอบใจนี้ ถาเราไมเขาใจ ไปยึดมั่นมันก็หนักมาก หนักยิ่งกวาเรา ี่ แบกวัตถุสิ่งของ แตถาเราเขาใจวา ทุกสิ่ง ทุกอยางเปนอนิจจังนี้ “พอมันมาปุบ เราวางปบ มันก็เกิดความ เบา” ก็เลยจับหลักตรงนี้ได การภาวนาก็เกิดความมั่นใจขึน ้
26.
แลวมีอีกสิ่งหนึ่งที่หลวงพอชาแนะนําเอาไวนะ สําหรับผูปฏิบัติก็นาสนใจ ก็จะนํามาฝากไว เหมือนกันวา
ทานบอกวา “การปฏิบัติธรรม ถาปฏิบัติไปเปนวงกลมได มันถึงจะแนนอน” ทานพูดเปน ปริศนานะ ซึ่งแรกๆนั้น ผมหรืออาตมาก็ไมเขาใจเหมือนกันนะ “ปฏิบัติใหเปนวงกลม โนน...มันถึงจะ ใชได” ทานวาอยางงี้ เอ...มันวงกลมอยางไร เราก็ไมรูเรื่อง แตผมหรืออาตมานั้นเปนคนมีปญญานอย มี ความรูสึกสงสัย แตไมกลาถามทาน ไมเคยถามปญหากับหลวงพอชานะ เพราะมีคําหนึ่งที่ทานเคยพูดวา ทานเปนคนขีสงสัยมาก แตทานก็ไมถาม ทานบอกมีความสงสัย แตกไมถามครูบาอาจารย ซึ่งตรงจริต ้ ็ เรา มีความสงสัยอยู แตไมใชเปนอยางทานนะ แตเปนความไมกลาของตัวเอง ก็เลยไมกลาถามแตทาน แนะนําแลวก็เอามาพิจารณานะ ก็ทําไป คิดไป ไมถามทานนะ เอ ปฏิบัติเปนวงกลมอยางไรหนอ และ ชวงนั้นก็มาเรงความเพียร นังสมาธิ เดินจงกลม สลับกันไปอยูตลอด มีวันหนึ่งหลังจากสวดมนตทาวัตร ่ ํ เย็นเสร็จ ก็ไปเดินจงกรมตอ เดินไปพอสมควร ก็นั่งสมาธิ นั่งสมาธิแลวก็ลุกเดินตอ วันนัน เดิน วิจย ้ ั วิจารณธรรมอยางที่วานี้พิจารณาไป แตชวงนี้พจารณาในเรื่อง “อสุภะ” ความไมเที่ยงของสังขาร คือ ิ ความไมจีรังยังยืน ความเนาเปอยของรางกาย สิ่งปฏิกูลเดินไปเพลินจนกระทั่ง ตีหนึ่ง ไมรูสึกตัว มานึก ่ วา เราทําความเพียรมามากเกินไป รางกายจะเมื่อยลา เราพักดีกวา เราพักผอน พอรางกายดีแลวคอยตื่น มาทําความเพียรตอ ตั้งใจไวอยางนี้ ก็เลยไปพัก พอเอนกายลงปุบ ศีรษะเอามือค้ําไว มันเคลิ้มไป ฝน พูด งายๆวาฝนดีกวา ฝนวา เขาไปในปาชา เขาไปปฏิบัติภาวนา เขาไปในปาชาแตละที่ แตละแหง เห็น ซากศพ ซึ่งแปลกมากเลยมีแตเรื่องนี้ เรื่องอสุภะตลอดเลย จนกระทั่งตืนขึ้นมาแปลกมาก นิวรณ มันไมมี ่ เลยนะ พอตื่นขึ้นมา อยากนังสมาธิตอ อยากเอาอารมณนั้นตอ ก็นั่งสมาธิพิจารณาตอไปอีก และทําให ่ อารมณกรรมฐานที่เราไดทาตั้งแตเย็นนัน สืบตอกันมาก็มานึกไดวา คงจะเปนตรงนี้ ที่หลวงพอชาทาน ํ ้ พูดไววา “ทําใหเปนวงกลม” นั่นก็คือ “สืบตอกัน ทั้งหลับ ทั้งตื่นเปนอารมณเดียวคือ อารมณกรรมฐาน” ถาทําอยางนี้ได มันเกิดความมั่นใจมากเลยที่นี่ เพราะจิตใจของเราไมไดวอกแวกไปไหนนี่ มันอยูกับ อารมณของกรรมฐานตลอด เกิดความมันใจพิจารณาธรรมอะไร มันก็ปลอดโปรงดี จะพิจารณาธรรมขอ ่ ไหนนี้ มันก็จะเกิดความมั่นใจจนกระทั่งมีความมั่นใจ ๑๐๐ เปอรเซ็นต วา ที่พระพุทธเจาตรัสวา “บุคคล ที่เจริญสติปฏฐานทั้ง ๔ นี้ ติดตอกันสม่ําเสมอนี้ ที่เรารูจักกันวา ๗ วัน ๗ เดือน ๗ปนี้ ตองเขาใจในธรรม ไมบรรลุก็เขาใจธรรมหรือตกกระแสแหงธรรม” พูดงายๆ เกิดความมันใจวาหลักนี้เชื่อ ๑๐๐ เปอรเซ็นต ่ เลยวา ถาทนปฏิบัติไดติดตอกันโดยรักษาอารมณไดแบบนี้นะ จะเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติของเรา มี ความเจริญกาวหนา ไมสนใจใคร สนใจเฉพาะการปฏิบติอยากรู อยากเห็น อยากเขาใจในเรื่องของธรรม ั มันก็เราใจ คลายความสงสัยที่ทานวา “ การปฏิบัติเปนวงกลม” ทานจึงแนะนําใหลูกศิษย โดยเฉพาะผูทยังไมมีภาระมาก หรือผูที่ยังหนุม ยังแข็งแรง หรือพูด ี่ อีกอยางวา เราเปนลูกวัดนะ มันมีโอกาสที่จะปฏิบัติ เพื่อหาความรู ประสบการณ ใหเกิดขึ้นกับตนเองที่
27.
ทานเตือนเอาไว ทานวา ถาอยูนานไมมีเครื่องอยู
กับอยูนานมีเครื่องอยู มันจะตางกัน เครื่องอยูภายนอก มันไมสําคัญอะไรหรอกอยางเราอยูที่นี้ มันก็สะดวกสบายภายนอก แตมันรับประกันไมไดวาภายในเรา มีเครื่องอยูหรือยัง ถายังไมรีบหาเครื่องอยูเอาไว มันจะเปนคนไมมีที่พึ่ง เรียกวา เปนคนอนาถานะ จิตใจ ไมมีหลักยึด ก็จะงอนแงน คลอนแคลน ไมมั่นคง ดังนัน ปฏิบัติ ถาเขาถึงแลว มันจะเห็นหลักยึด และที่ ้ พึ่งทางใจเปนเครื่องอยู จึงไมสงสัยวาครูบาอาจารยที่ทานอยูนานๆอยูได ทานตองมีเครื่องอยูของทาน นะ แตถาแบบหนึ่งอยู เพราะอาศัยกิเลสตัณหามันพาไป ก็มีเหมือนกันนะแต อันนันเราไมใสใจตรงนั้น ้ นะ อันนั้นมันก็ไมยั่งยืนคงทนอะไร แตถาอยูดวยขอวัตรปฏิบัติดวย มีหลักทางใจ ถึงจะอยางไรก็อยูได แรกๆนี้ ทานจะเรง ทานบอกวา เราบวชใหมๆ นี้ยงไมมีภาระใดๆ นียังไมมีภาระใดๆใหรีบเรงทําควม ั ้ เพียร ทําสมาธิ ทําภาวนา ใหมันไดที่พึ่งทางใจเพราะถานานไป อายุพรรษามากขึ้น ภาระอยางอื่นมันมาก ขึ้นเหมือนกับที่เราเห็นๆนะ ครูบาอาจารยทานไมตั้งใจ ไมปรารถนา มาเปนครูบาอาจารย มาเปนผู แนะนําพร่ําสอน แตวาความเปลี่ยนแปลงมันบังคับ คืออยูนานไป อาวุโสมันก็มากขึ้น ถาไมมีคุณธรรม อยูในใจแลว มันก็จะไมมีที่พึ่ง แลวก็เกิดงอนแงนคลอนแคลนมาเปนทุกข โดยเฉพาะผูนํามาเปน ผูบริหาร ถาไมมีธรรมะในใจ ไมมีเครื่องอยูไมมีอุบายทีดี ก็จะมีแตทุกข ตกนรกทั้งนั้นนะ หลวงพอชา ่ ทานบอกวาเปนผูนํานี่อยาคิดวามันดีนะ ถาใครยังไมไดเปนผูนํา อยากเปนผูนําอยาวามันดีนะ ถาไมมี หลักธรรมประจําใจ เครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ มันก็อยูปากเหวนรก ดีๆนั่นแหละ เรียกวามันจะตกนรกอยู ตลอดเพราะอะไร เพราะมันมาเกี่ยวของกับคนหลายคน หลายพอ หลายแม หลายชาติมารวมกัน เหมือน ที่นี่แหละ มันก็หลากหลายความคิด ถาวาจิตใจไมมนคง ก็อยูลําบาก วันๆก็ตกนรกอยูทุกวัน ไมไดขึ้น ั่ สวรรคกับเขาหรอก แตถามีธรรมะที่อบรมมาดีแลวนี้ อยางหลวงพอชาทานบอกไววา สิ่งเหลานี้กบเปน ั อาหารที่ดีของจิตใจทําใหเกิดปญญา ทานวา “ผูมีปญญา ยิ่งกระทบอารมณมากเทาไหรยิ่งเกิดปญญา” นั้นคือทานสรางพื้นฐานของทานไวดวยดี ทานไมไดหวั่นไหวกับอารมณ อยางที่บอกวารูเรืองของ ่ อารมณ รูวาการปลอยวางอารมณ “อารมณอะไรที่ทาใหทานเกิดหนักอกหนักใจทานไมรับ” ทานวา ํ “นั้นก็คือมีอุบายฝกจิตไวดี รูวาทุกสิ่งทุกอยางมีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็จะรูวิธีวาง” ทานถึงปกครอง คนได อยางทีนี่ ผมหรืออาตมา มาดูไมใชจะเล็ก ใหญมากเลย หลากหลายจิต หลายใจ หลายพอ หลาย ่ แม หลายชาติ หลายภาษา นึกถึงหลวงพอสุเมธาจารย ทานรับภาระไวหนักแคไหนถาเราเขาใจใน ลักษณะนี้ เราก็จะรีบสรางคุณธรรมใหเกิดขึ้นภายในจิตใจ โดยการปฏิบัติภาวนาใหมันมีอุบายทีดีใน ่ ดานจิตใจ เวลากระทบอารมณมันก็จะรูวิธีปลอยวิธีวาง จะไดไมตองหนักอก ไมตกนรก นี้กเ็ ปนสิงที่ผม ่ หรืออาตมานํามาฝากเปนขอคิด คงไมพูดมากหรอก เดียวจะเหนื่อยมาก และก็ขออนุโมทนากับทุกๆ ๋ ทาน ทุกๆองคที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม และก็ชวยกันบํารุงพุทธศาสนา ใหมีความเจริญ โดยเฉพาะทางดานตะวันตก ก็ขอใหเจริญในธรรมทุกๆทาน ทุกๆ องค.
Download