ธรรมภาคปฏิบัติ ๑ รหัสธรรมภาคปฏิบัติ ๑ รหัส
๐๐๐ ๑๕๑๐๐๐ ๑๕๑
บรรยายโดยบรรยายโดย
พระมหาธานินทร์ อาทิตวโรพระมหาธานินทร์ อาทิตวโร
นน..ธธ..เอกเอก,, ปป..ธธ..๘๘,, พธพธ..บบ. (. (อังกฤษอังกฤษ),), พธพธ..มม..
((บาลีบาลี),), พธพธ..ดด. (. (พระพุทธศาสนาพระพุทธศาสนา))
กรรมฐานสมัยก่อนพุทธกาลกรรมฐานสมัยก่อนพุทธกาล
 สมถกรรมฐานสมถกรรมฐาน
 ผลของสมถกรรมฐาน สมาบัติ ๘ รูปผลของสมถกรรมฐาน สมาบัติ ๘ รูป
ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔
 ผู้มีชื่อเสียง อุทกดาบส อาฬารดาบสผู้มีชื่อเสียง อุทกดาบส อาฬารดาบส
((อาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะอาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ))
 สมถกรรมฐาน ไม่ใช่ทางนำาให้พ้นสมถกรรมฐาน ไม่ใช่ทางนำาให้พ้น
ทุกข์ แต่เป็นฐานให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ แต่เป็นฐานให้ไปสู่ความพ้น
ทุกข์ได้ คืออยู่ครึ่งทางของพระทุกข์ได้ คืออยู่ครึ่งทางของพระ
นิพพาน เพราะได้สิกขา ๒ ข้อ คือนิพพาน เพราะได้สิกขา ๒ ข้อ คือ
ศีล สมาธิ ยังไม่ถึงปัญญาศีล สมาธิ ยังไม่ถึงปัญญา
กรรมฐานสมัยพุทธกาลกรรมฐานสมัยพุทธกาล
 เริ่มเป็นแรงบันดาลใจแก่เจ้าชายสิทธัเริ่มเป็นแรงบันดาลใจแก่เจ้าชายสิทธั
ตถะ ตอนพิธีแรกนาตถะ ตอนพิธีแรกนา
 ใต้ต้นไม้หว้าใต้ต้นไม้หว้า
 ได้บรรลุปฐมฌานได้บรรลุปฐมฌาน
 ยึดเอาเหตุมาเป็นอารมณ์ จึงเปลี่ยนยึดเอาเหตุมาเป็นอารมณ์ จึงเปลี่ยน
วิธีวิธี
ที่มา มที่มา ม..มม. (. (ไทยไทย))
๑๓๑๓//๓๓๕๓๓๕//๔๐๕๔๐๕.).)
วิปัสสนากรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน
 ทรงค้นพบทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา คือทรงค้นพบทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา คือ
อริยมรรคมีองค์ ๘ ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประกอบด้วย
 สัมมาทิฏฐิสัมมาทิฏฐิ ((เห็นชอบเห็นชอบ))
 สัมมาสังกัปปะสัมมาสังกัปปะ ((ดำาริชอบดำาริชอบ))
 สัมมาวาจาสัมมาวาจา ((วาจาชอบวาจาชอบ))
 สัมมากัมมันตะสัมมากัมมันตะ ((การงานชอบการงานชอบ))
 สัมมาอาชีวะสัมมาอาชีวะ ((เลี้ยงชีพชอบเลี้ยงชีพชอบ))
 สัมมาวายามะสัมมาวายามะ ((ความเพียรชอบความเพียรชอบ))
 สัมมาสติสัมมาสติ ((ระลึกชอบระลึกชอบ))
 สัมมาสมาธิสัมมาสมาธิ ((ตั้งใจมั่นชอบตั้งใจมั่นชอบ))
มหาสติปัฏฐานสูตรมหาสติปัฏฐานสูตร
 ว่าด้วยการตั้งสติกำาหนดรู้สภาวธรรมว่าด้วยการตั้งสติกำาหนดรู้สภาวธรรม
๔ ประการ คือ กาย เวทนา จิต๔ ประการ คือ กาย เวทนา จิต
ธรรมธรรม
 กาย กำาหนดรู้อิริยาบถ ๔ ประการกาย กำาหนดรู้อิริยาบถ ๔ ประการ
เป็นหลัก คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เรียกเป็นหลัก คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เรียก
ว่า กายานุปัสสนาว่า กายานุปัสสนา
 เวทนา กำาหนดรู้ความรู้สึก สุข ทุกข์เวทนา กำาหนดรู้ความรู้สึก สุข ทุกข์
ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ((เฉยเฉย)) เรียกว่า เวทนาเรียกว่า เวทนา
นุปัสสนานุปัสสนา
 จิต กำาหนดรู้จิต อาการของจิต เช่นจิต กำาหนดรู้จิต อาการของจิต เช่น
ชอบใจ ไม่ชอบใจ จิตมีราคะ จิตชอบใจ ไม่ชอบใจ จิตมีราคะ จิต
ปราศจากราคะ เป็นต้น เรียกว่า จิตปราศจากราคะ เป็นต้น เรียกว่า จิต
ตานุปัสสนาตานุปัสสนา
 ธรรม กำาหนดรู้สภาวธรรมต่างๆ มีธรรม กำาหนดรู้สภาวธรรมต่างๆ มี
ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ นิวรณ์ ๕ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ นิวรณ์ ๕
เป็นต้น เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาเป็นต้น เรียกว่า ธัมมานุปัสสนา
 ที่มา ทีที่มา ที..มม. (. (ไทยไทย)) ๑๐๑๐//๓๗๒๓๗๒--๔๐๕๔๐๕//๓๐๑๓๐๑--๓๔๐๓๔๐,,
อานาปานสติอานาปานสติ
การกำาหนดดูลมหายใจเข้า ออกการกำาหนดดูลมหายใจเข้า ออก
 เป็นส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน การเป็นส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน การ
ปฏิบัติตามอานาปานสติสมบูรณ์ จะปฏิบัติตามอานาปานสติสมบูรณ์ จะ
ทำาให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ทำาให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์
 ที่มา มที่มา ม..อุอุ. (. (ไทยไทย)) ๑๔๑๔//๑๔๘๑๔๘--๑๔๙๑๔๙//๑๘๗๑๘๗--๑๘๘๑๘๘..
กรรมฐานสมัยหลังพุทธกาลกรรมฐานสมัยหลังพุทธกาล
 พระมหาเถระที่มีชื่อเสียงและมีพระมหาเถระที่มีชื่อเสียงและมี
อุปการะต่อการเผยแผ่การปฏิบัติอุปการะต่อการเผยแผ่การปฏิบัติ
 พระอานนทเถระพระอานนทเถระ
 พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ
 พระมหินทเถระพระมหินทเถระ
 พระโสณเถระพระโสณเถระ
 พระอุตตรเถระพระอุตตรเถระ
การปฏิบัติกรรมฐานในการปฏิบัติกรรมฐานใน
ประเทศไทยปัจจุบันประเทศไทยปัจจุบัน
 การปฏิบัติตามแนวการบริกรรมว่าการปฏิบัติตามแนวการบริกรรมว่า
พุทโธพุทโธ
 –การปฏิบัติสาย พอง ยุบ–การปฏิบัติสาย พอง ยุบ
 การปฏิบัติตามแนวการเคลื่อนไหวการปฏิบัติตามแนวการเคลื่อนไหว
 การปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายการปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย
 การปฏิบัติตามแนวอานาปานสติการปฏิบัติตามแนวอานาปานสติ
การปฏิบัติตามแนวการบริกรรมการปฏิบัติตามแนวการบริกรรม
ว่า พุทโธว่า พุทโธ
 ปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่
 หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
 หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโลหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
วิธีปฏิบัติวิธีปฏิบัติ
 ๑๑)) วิธีปฏิบัติขณะนั่งวิธีปฏิบัติขณะนั่ง
 กำาหนดดูลมหายใจเข้ากำาหนดดูลมหายใจเข้า -- ออก พร้อมออก พร้อม
กับบริกรรมว่า พุทโธกับบริกรรมว่า พุทโธ
 หายใจเข้า กำาหนดว่า พุทหายใจเข้า กำาหนดว่า พุท
 หายใจออก กำาหนดว่า โธหายใจออก กำาหนดว่า โธ
 ๒๒)) วิธีปฏิบัติขณะเดินวิธีปฏิบัติขณะเดิน
 การเดินจงกรม กำาหนดว่า พุทโธการเดินจงกรม กำาหนดว่า พุทโธ
 ก้าวเท้าขวา กำาหนดว่า พุทก้าวเท้าขวา กำาหนดว่า พุท
กรรมฐานสายพองกรรมฐานสายพอง -- ยุบยุบ
 กรรมฐานสายนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดกรรมฐานสายนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่วัด
มหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะ ๕ ท่าพระมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะ ๕ ท่าพระ
จันทร์ กรุงเทพมหานคร การสอนจันทร์ กรุงเทพมหานคร การสอน
กรรมฐานสายนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่กรรมฐานสายนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่
หลายนับตั้งแต่ปี พหลายนับตั้งแต่ปี พ..ศศ.. ๒๔๙๖ พระ๒๔๙๖ พระ
อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ คือ พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ คือ พระ
ธรรมธีรราชมหามุนีธรรมธีรราชมหามุนี ((โชดก ญาณสิทฺธิโชดก ญาณสิทฺธิ
ปป..ธธ..๙๙))
 –แนวการปฏิบัติของกรรมฐานแบบพอง –แนวการปฏิบัติของกรรมฐานแบบพอง
ยุบ เกิดขึ้นจากความดำาริของสมเด็จพระยุบ เกิดขึ้นจากความดำาริของสมเด็จพระ
 ส่งพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ไปศึกษาส่งพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ไปศึกษา
แนววิธีปฏิบัติกรรมฐาน ณ นครย่างกุ้งแนววิธีปฏิบัติกรรมฐาน ณ นครย่างกุ้ง
ประเทศพม่า ณ สำานักสาสนยิตสา ซึ่งมีประเทศพม่า ณ สำานักสาสนยิตสา ซึ่งมี
พระโสภณมหาเถระพระโสภณมหาเถระ ((มหาสี สะยาดอมหาสี สะยาดอ))
เป็นเจ้าสำานัก ใช้เวลาศึกษา ๑ ปี เดินเป็นเจ้าสำานัก ใช้เวลาศึกษา ๑ ปี เดิน
ทางกลับปี พทางกลับปี พ..ศศ.. ๒๔๙๕ อาราธานาพระ๒๔๙๕ อาราธานาพระ
ภิกษุชาวพม่า ๒ รูปมาด้วย คือ พระภิกษุชาวพม่า ๒ รูปมาด้วย คือ พระ
อาสภะ กัมมัฏฐานาจริยะ และพระอินทวังอาสภะ กัมมัฏฐานาจริยะ และพระอินทวัง
สะ กัมมัฏฐานาจริยะสะ กัมมัฏฐานาจริยะ
วิธีการปฏิบัติวิธีการปฏิบัติ
 ๑๑)) การปฏิบัติในท่านั่งการปฏิบัติในท่านั่ง
 ให้ตั้งสติไว้ที่อาการพอง ยุบ ที่หน้าให้ตั้งสติไว้ที่อาการพอง ยุบ ที่หน้า
ท้องขณะหายใจเข้า หายใจออกท้องขณะหายใจเข้า หายใจออก
 หายใจเข้าบริกรรมว่า พองหนอหายใจเข้าบริกรรมว่า พองหนอ
 หายใจออก บริกรรมว่า ยุบหนอหายใจออก บริกรรมว่า ยุบหนอ
 ปี พปี พ..ศศ.. ๒๔๙๘ สมเด็จพระพุฒาจารย์๒๔๙๘ สมเด็จพระพุฒาจารย์
((สมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรมสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม)) ในฐานะในฐานะ
สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เสนอสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เสนอ
สังฆมนตรี จัดตั้งเป็นกองการวิปัสสนาธุระสังฆมนตรี จัดตั้งเป็นกองการวิปัสสนาธุระ
ขึ้นในคณะสงฆ์ไทย โดยมีสำานักงานกลางขึ้นในคณะสงฆ์ไทย โดยมีสำานักงานกลาง
อยู่ที่วัดมหาธาตุฯ คณะ ๕ โดยท่านเป็นผู้อยู่ที่วัดมหาธาตุฯ คณะ ๕ โดยท่านเป็นผู้
อำานวยการ พระอุดมวิชาญาณเถรอำานวยการ พระอุดมวิชาญาณเถร ((โชดกโชดก
ญาณสิทฺธิ สมณศักดิ์ในขณะนั้นญาณสิทฺธิ สมณศักดิ์ในขณะนั้น)) เป็นเป็น
อาจารย์ใหญ่อาจารย์ใหญ่
 ปี พปี พ..ศศ.. ๒๕๒๔ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ใน๒๕๒๔ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ใน
อารมณ์ของการปฏิบัติอารมณ์ของการปฏิบัติ
 อารมณ์ที่ผู้ปฏิบัติพึงทำาความเข้าใจอารมณ์ที่ผู้ปฏิบัติพึงทำาความเข้าใจ
เบื้องต้นมี ๒ อย่างคือ รูปกับ นามเบื้องต้นมี ๒ อย่างคือ รูปกับ นาม
 รูป คือ หน้าท้องที่พองรูป คือ หน้าท้องที่พอง--ยุบ ขณะยุบ ขณะ
หายใจเข้า ออกหายใจเข้า ออก
 นาม คือ ความรับรู้อาการพองและยุบนาม คือ ความรับรู้อาการพองและยุบ
ของหน้าท้องของหน้าท้อง
 ๒๒)) วิธีการปฏิบัติในท่าเดินวิธีการปฏิบัติในท่าเดิน
 เมื่อปฏิบัติในท่านั่งพอสมควรแล้ว ถ้าเมื่อปฏิบัติในท่านั่งพอสมควรแล้ว ถ้า
จะเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเดิน ให้จะเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเดิน ให้
กำาหนดที่ต้นจิตก่อนว่า “กำาหนดที่ต้นจิตก่อนว่า “อยากเปลี่ยนอยากเปลี่ยน
หนอหนอ”” แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ขณะเดินแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ขณะเดิน
จงกรมให้กำาหนดดังนี้จงกรมให้กำาหนดดังนี้
 ขณะก้าวเท้าขวา กำาหนดว่า ขวาย่างขณะก้าวเท้าขวา กำาหนดว่า ขวาย่าง
หนอหนอ
 ขณะก้าวเท้าซ้าย กำาหนดว่า ซ้ายขณะก้าวเท้าซ้าย กำาหนดว่า ซ้าย
เจริญกะระณียะเมตตะสูตรเจริญกะระณียะเมตตะสูตร
กะระณียะเมตตะกุสะเลนะกะระณียะเมตตะกุสะเลนะ
ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะ
เมจจะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะสักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติสุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติ
มานีมานี
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะสันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุอัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุ
ตติตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะสันตินทริโย จะ นิปะโก จะ
อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุอัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุ
คิทโธคิทโธ
นะ จะ ขุททัง สะมาจะเรนะ จะ ขุททัง สะมาจะเร
กิญจิกิญจิ
เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะ
เทยยุงเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุสุขิโน วา เขมิโน โหนตุ
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตสัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัต
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิเย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะตะสา วา ถาวะรา วา อะนะ
วะเสสาวะเสสา
ทีฆา วา เย มหันตา วาทีฆา วา เย มหันตา วา
มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูมัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถู
ลาลา
ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐาทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา
เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเรเย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วาภูตา วา สัมภะเวสี วา
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตสัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัต
ตาตา
นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะนะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นังนาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง
กิญจิกิญจิ
พฺยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญาพฺยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา
นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจนาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจ
เฉยยะเฉยยะ
มาตา ยะถา นิยัง ปุตตังมาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง
อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักอายุสา เอกะปุตตะมะนุรัก
เขเข
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุเอวัมปิ สัพพะภูเตสุ
มานะสัมภาวะเย อะปะริมานะสัมภาวะเย อะปะริ
มาณังมาณัง
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิงเมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง
มานะสัมภาวะเย อะปะริมานะสัมภาวะเย อะปะริ
มาณังมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะอุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ
อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะอะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะ
ปัตตังปัตตัง
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วาติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา
สะยาโน วา ยาวะ ตัสสะ วิสะยาโน วา ยาวะ ตัสสะ วิ
คะตะมิทโธคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะเอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
พรัหมะเมตัง วิหารัง อิทะพรัหมะเมตัง วิหารัง อิทะ
มาหุมาหุ
ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละ
วาวา
ทัสสะเนนะ สัมปันโนทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคทังกาเมสุ วิเนยยะ เคทัง
นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุ
นะเรตีตินะเรตีติ..
ธรรมภาคปฏิบัติ ๑ รหัส ๐๐๐ ๑๕๑
ธรรมภาคปฏิบัติ ๑ รหัส ๐๐๐ ๑๕๑

ธรรมภาคปฏิบัติ ๑ รหัส ๐๐๐ ๑๕๑

  • 1.
    ธรรมภาคปฏิบัติ ๑ รหัสธรรมภาคปฏิบัติ๑ รหัส ๐๐๐ ๑๕๑๐๐๐ ๑๕๑ บรรยายโดยบรรยายโดย พระมหาธานินทร์ อาทิตวโรพระมหาธานินทร์ อาทิตวโร นน..ธธ..เอกเอก,, ปป..ธธ..๘๘,, พธพธ..บบ. (. (อังกฤษอังกฤษ),), พธพธ..มม.. ((บาลีบาลี),), พธพธ..ดด. (. (พระพุทธศาสนาพระพุทธศาสนา))
  • 2.
    กรรมฐานสมัยก่อนพุทธกาลกรรมฐานสมัยก่อนพุทธกาล  สมถกรรมฐานสมถกรรมฐาน  ผลของสมถกรรมฐานสมาบัติ ๘ รูปผลของสมถกรรมฐาน สมาบัติ ๘ รูป ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ฌาน ๔ อรูปฌาน ๔  ผู้มีชื่อเสียง อุทกดาบส อาฬารดาบสผู้มีชื่อเสียง อุทกดาบส อาฬารดาบส ((อาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะอาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ))
  • 3.
     สมถกรรมฐาน ไม่ใช่ทางนำาให้พ้นสมถกรรมฐานไม่ใช่ทางนำาให้พ้น ทุกข์ แต่เป็นฐานให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ แต่เป็นฐานให้ไปสู่ความพ้น ทุกข์ได้ คืออยู่ครึ่งทางของพระทุกข์ได้ คืออยู่ครึ่งทางของพระ นิพพาน เพราะได้สิกขา ๒ ข้อ คือนิพพาน เพราะได้สิกขา ๒ ข้อ คือ ศีล สมาธิ ยังไม่ถึงปัญญาศีล สมาธิ ยังไม่ถึงปัญญา
  • 4.
    กรรมฐานสมัยพุทธกาลกรรมฐานสมัยพุทธกาล  เริ่มเป็นแรงบันดาลใจแก่เจ้าชายสิทธัเริ่มเป็นแรงบันดาลใจแก่เจ้าชายสิทธั ตถะ ตอนพิธีแรกนาตถะตอนพิธีแรกนา  ใต้ต้นไม้หว้าใต้ต้นไม้หว้า  ได้บรรลุปฐมฌานได้บรรลุปฐมฌาน  ยึดเอาเหตุมาเป็นอารมณ์ จึงเปลี่ยนยึดเอาเหตุมาเป็นอารมณ์ จึงเปลี่ยน วิธีวิธี ที่มา มที่มา ม..มม. (. (ไทยไทย)) ๑๓๑๓//๓๓๕๓๓๕//๔๐๕๔๐๕.).)
  • 5.
    วิปัสสนากรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน  ทรงค้นพบทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทาคือทรงค้นพบทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประกอบด้วย  สัมมาทิฏฐิสัมมาทิฏฐิ ((เห็นชอบเห็นชอบ))  สัมมาสังกัปปะสัมมาสังกัปปะ ((ดำาริชอบดำาริชอบ))  สัมมาวาจาสัมมาวาจา ((วาจาชอบวาจาชอบ))  สัมมากัมมันตะสัมมากัมมันตะ ((การงานชอบการงานชอบ))  สัมมาอาชีวะสัมมาอาชีวะ ((เลี้ยงชีพชอบเลี้ยงชีพชอบ))  สัมมาวายามะสัมมาวายามะ ((ความเพียรชอบความเพียรชอบ))  สัมมาสติสัมมาสติ ((ระลึกชอบระลึกชอบ))  สัมมาสมาธิสัมมาสมาธิ ((ตั้งใจมั่นชอบตั้งใจมั่นชอบ))
  • 6.
    มหาสติปัฏฐานสูตรมหาสติปัฏฐานสูตร  ว่าด้วยการตั้งสติกำาหนดรู้สภาวธรรมว่าด้วยการตั้งสติกำาหนดรู้สภาวธรรม ๔ ประการคือ กาย เวทนา จิต๔ ประการ คือ กาย เวทนา จิต ธรรมธรรม  กาย กำาหนดรู้อิริยาบถ ๔ ประการกาย กำาหนดรู้อิริยาบถ ๔ ประการ เป็นหลัก คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เรียกเป็นหลัก คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เรียก ว่า กายานุปัสสนาว่า กายานุปัสสนา  เวทนา กำาหนดรู้ความรู้สึก สุข ทุกข์เวทนา กำาหนดรู้ความรู้สึก สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ((เฉยเฉย)) เรียกว่า เวทนาเรียกว่า เวทนา นุปัสสนานุปัสสนา
  • 7.
     จิต กำาหนดรู้จิตอาการของจิต เช่นจิต กำาหนดรู้จิต อาการของจิต เช่น ชอบใจ ไม่ชอบใจ จิตมีราคะ จิตชอบใจ ไม่ชอบใจ จิตมีราคะ จิต ปราศจากราคะ เป็นต้น เรียกว่า จิตปราศจากราคะ เป็นต้น เรียกว่า จิต ตานุปัสสนาตานุปัสสนา  ธรรม กำาหนดรู้สภาวธรรมต่างๆ มีธรรม กำาหนดรู้สภาวธรรมต่างๆ มี ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ นิวรณ์ ๕ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ นิวรณ์ ๕ เป็นต้น เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาเป็นต้น เรียกว่า ธัมมานุปัสสนา  ที่มา ทีที่มา ที..มม. (. (ไทยไทย)) ๑๐๑๐//๓๗๒๓๗๒--๔๐๕๔๐๕//๓๐๑๓๐๑--๓๔๐๓๔๐,,
  • 8.
    อานาปานสติอานาปานสติ การกำาหนดดูลมหายใจเข้า ออกการกำาหนดดูลมหายใจเข้า ออก เป็นส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน การเป็นส่วนหนึ่งของสติปัฏฐาน การ ปฏิบัติตามอานาปานสติสมบูรณ์ จะปฏิบัติตามอานาปานสติสมบูรณ์ จะ ทำาให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ทำาให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์  ที่มา มที่มา ม..อุอุ. (. (ไทยไทย)) ๑๔๑๔//๑๔๘๑๔๘--๑๔๙๑๔๙//๑๘๗๑๘๗--๑๘๘๑๘๘..
  • 9.
    กรรมฐานสมัยหลังพุทธกาลกรรมฐานสมัยหลังพุทธกาล  พระมหาเถระที่มีชื่อเสียงและมีพระมหาเถระที่มีชื่อเสียงและมี อุปการะต่อการเผยแผ่การปฏิบัติอุปการะต่อการเผยแผ่การปฏิบัติ  พระอานนทเถระพระอานนทเถระ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ  พระมหินทเถระพระมหินทเถระ  พระโสณเถระพระโสณเถระ  พระอุตตรเถระพระอุตตรเถระ
  • 10.
    การปฏิบัติกรรมฐานในการปฏิบัติกรรมฐานใน ประเทศไทยปัจจุบันประเทศไทยปัจจุบัน  การปฏิบัติตามแนวการบริกรรมว่าการปฏิบัติตามแนวการบริกรรมว่า พุทโธพุทโธ  –การปฏิบัติสายพอง ยุบ–การปฏิบัติสาย พอง ยุบ  การปฏิบัติตามแนวการเคลื่อนไหวการปฏิบัติตามแนวการเคลื่อนไหว  การปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายการปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกาย  การปฏิบัติตามแนวอานาปานสติการปฏิบัติตามแนวอานาปานสติ
  • 11.
    การปฏิบัติตามแนวการบริกรรมการปฏิบัติตามแนวการบริกรรม ว่า พุทโธว่า พุทโธ ปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่  หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต  หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโลหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
  • 12.
    วิธีปฏิบัติวิธีปฏิบัติ  ๑๑)) วิธีปฏิบัติขณะนั่งวิธีปฏิบัติขณะนั่ง กำาหนดดูลมหายใจเข้ากำาหนดดูลมหายใจเข้า -- ออก พร้อมออก พร้อม กับบริกรรมว่า พุทโธกับบริกรรมว่า พุทโธ  หายใจเข้า กำาหนดว่า พุทหายใจเข้า กำาหนดว่า พุท  หายใจออก กำาหนดว่า โธหายใจออก กำาหนดว่า โธ  ๒๒)) วิธีปฏิบัติขณะเดินวิธีปฏิบัติขณะเดิน  การเดินจงกรม กำาหนดว่า พุทโธการเดินจงกรม กำาหนดว่า พุทโธ  ก้าวเท้าขวา กำาหนดว่า พุทก้าวเท้าขวา กำาหนดว่า พุท
  • 13.
    กรรมฐานสายพองกรรมฐานสายพอง -- ยุบยุบ กรรมฐานสายนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดกรรมฐานสายนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่วัด มหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะ ๕ ท่าพระมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะ ๕ ท่าพระ จันทร์ กรุงเทพมหานคร การสอนจันทร์ กรุงเทพมหานคร การสอน กรรมฐานสายนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่กรรมฐานสายนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่ หลายนับตั้งแต่ปี พหลายนับตั้งแต่ปี พ..ศศ.. ๒๔๙๖ พระ๒๔๙๖ พระ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ คือ พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ คือ พระ ธรรมธีรราชมหามุนีธรรมธีรราชมหามุนี ((โชดก ญาณสิทฺธิโชดก ญาณสิทฺธิ ปป..ธธ..๙๙))  –แนวการปฏิบัติของกรรมฐานแบบพอง –แนวการปฏิบัติของกรรมฐานแบบพอง ยุบ เกิดขึ้นจากความดำาริของสมเด็จพระยุบ เกิดขึ้นจากความดำาริของสมเด็จพระ
  • 14.
     ส่งพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิไปศึกษาส่งพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ไปศึกษา แนววิธีปฏิบัติกรรมฐาน ณ นครย่างกุ้งแนววิธีปฏิบัติกรรมฐาน ณ นครย่างกุ้ง ประเทศพม่า ณ สำานักสาสนยิตสา ซึ่งมีประเทศพม่า ณ สำานักสาสนยิตสา ซึ่งมี พระโสภณมหาเถระพระโสภณมหาเถระ ((มหาสี สะยาดอมหาสี สะยาดอ)) เป็นเจ้าสำานัก ใช้เวลาศึกษา ๑ ปี เดินเป็นเจ้าสำานัก ใช้เวลาศึกษา ๑ ปี เดิน ทางกลับปี พทางกลับปี พ..ศศ.. ๒๔๙๕ อาราธานาพระ๒๔๙๕ อาราธานาพระ ภิกษุชาวพม่า ๒ รูปมาด้วย คือ พระภิกษุชาวพม่า ๒ รูปมาด้วย คือ พระ อาสภะ กัมมัฏฐานาจริยะ และพระอินทวังอาสภะ กัมมัฏฐานาจริยะ และพระอินทวัง สะ กัมมัฏฐานาจริยะสะ กัมมัฏฐานาจริยะ
  • 15.
    วิธีการปฏิบัติวิธีการปฏิบัติ  ๑๑)) การปฏิบัติในท่านั่งการปฏิบัติในท่านั่ง ให้ตั้งสติไว้ที่อาการพอง ยุบ ที่หน้าให้ตั้งสติไว้ที่อาการพอง ยุบ ที่หน้า ท้องขณะหายใจเข้า หายใจออกท้องขณะหายใจเข้า หายใจออก  หายใจเข้าบริกรรมว่า พองหนอหายใจเข้าบริกรรมว่า พองหนอ  หายใจออก บริกรรมว่า ยุบหนอหายใจออก บริกรรมว่า ยุบหนอ
  • 16.
     ปี พปีพ..ศศ.. ๒๔๙๘ สมเด็จพระพุฒาจารย์๒๔๙๘ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ((สมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรมสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม)) ในฐานะในฐานะ สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เสนอสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง เสนอ สังฆมนตรี จัดตั้งเป็นกองการวิปัสสนาธุระสังฆมนตรี จัดตั้งเป็นกองการวิปัสสนาธุระ ขึ้นในคณะสงฆ์ไทย โดยมีสำานักงานกลางขึ้นในคณะสงฆ์ไทย โดยมีสำานักงานกลาง อยู่ที่วัดมหาธาตุฯ คณะ ๕ โดยท่านเป็นผู้อยู่ที่วัดมหาธาตุฯ คณะ ๕ โดยท่านเป็นผู้ อำานวยการ พระอุดมวิชาญาณเถรอำานวยการ พระอุดมวิชาญาณเถร ((โชดกโชดก ญาณสิทฺธิ สมณศักดิ์ในขณะนั้นญาณสิทฺธิ สมณศักดิ์ในขณะนั้น)) เป็นเป็น อาจารย์ใหญ่อาจารย์ใหญ่  ปี พปี พ..ศศ.. ๒๕๒๔ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ใน๒๕๒๔ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ใน
  • 17.
    อารมณ์ของการปฏิบัติอารมณ์ของการปฏิบัติ  อารมณ์ที่ผู้ปฏิบัติพึงทำาความเข้าใจอารมณ์ที่ผู้ปฏิบัติพึงทำาความเข้าใจ เบื้องต้นมี ๒อย่างคือ รูปกับ นามเบื้องต้นมี ๒ อย่างคือ รูปกับ นาม  รูป คือ หน้าท้องที่พองรูป คือ หน้าท้องที่พอง--ยุบ ขณะยุบ ขณะ หายใจเข้า ออกหายใจเข้า ออก  นาม คือ ความรับรู้อาการพองและยุบนาม คือ ความรับรู้อาการพองและยุบ ของหน้าท้องของหน้าท้อง
  • 18.
     ๒๒)) วิธีการปฏิบัติในท่าเดินวิธีการปฏิบัติในท่าเดิน เมื่อปฏิบัติในท่านั่งพอสมควรแล้ว ถ้าเมื่อปฏิบัติในท่านั่งพอสมควรแล้ว ถ้า จะเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเดิน ให้จะเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเดิน ให้ กำาหนดที่ต้นจิตก่อนว่า “กำาหนดที่ต้นจิตก่อนว่า “อยากเปลี่ยนอยากเปลี่ยน หนอหนอ”” แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ขณะเดินแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้น ขณะเดิน จงกรมให้กำาหนดดังนี้จงกรมให้กำาหนดดังนี้  ขณะก้าวเท้าขวา กำาหนดว่า ขวาย่างขณะก้าวเท้าขวา กำาหนดว่า ขวาย่าง หนอหนอ  ขณะก้าวเท้าซ้าย กำาหนดว่า ซ้ายขณะก้าวเท้าซ้าย กำาหนดว่า ซ้าย
  • 19.
    เจริญกะระณียะเมตตะสูตรเจริญกะระณียะเมตตะสูตร กะระณียะเมตตะกุสะเลนะกะระณียะเมตตะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทังอะภิสะยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะ เมจจะเมจจะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะสักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติสุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติ มานีมานี
  • 20.
    สันตุสสะโก จะ สุภะโรจะสันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุอัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุ ตติตติ สันตินทริโย จะ นิปะโก จะสันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุอัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุ คิทโธคิทโธ
  • 21.
    นะ จะ ขุททังสะมาจะเรนะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิกิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะ เทยยุงเทยยุง สุขิโน วา เขมิโน โหนตุสุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตสัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัต
  • 22.
    เย เกจิ ปาณะภูตัตถิเยเกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะตะสา วา ถาวะรา วา อะนะ วะเสสาวะเสสา ทีฆา วา เย มหันตา วาทีฆา วา เย มหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูมัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถู ลาลา
  • 23.
    ทิฏฐา วา เยจะ อะทิฏฐาทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเรเย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร ภูตา วา สัมภะเวสี วาภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตสัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัต ตาตา
  • 24.
    นะ ปะโร ปะรังนิกุพเพถะนะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นังนาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิกิญจิ พฺยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญาพฺยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจนาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจ เฉยยะเฉยยะ
  • 25.
    มาตา ยะถา นิยังปุตตังมาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักอายุสา เอกะปุตตะมะนุรัก เขเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุเอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมานะสัมภาวะเย อะปะริ มาณังมาณัง
  • 26.
    เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิงเมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเยอะปะริมานะสัมภาวะเย อะปะริ มาณังมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะอุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะอะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะ ปัตตังปัตตัง
  • 27.
    ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วาติฏฐัญจะรังนิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะ ตัสสะ วิสะยาโน วา ยาวะ ตัสสะ วิ คะตะมิทโธคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะเอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิทะพรัหมะเมตัง วิหารัง อิทะ มาหุมาหุ
  • 28.
    ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละทิฏฐิญจะอะนุปะคัมมะ สีละ วาวา ทัสสะเนนะ สัมปันโนทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคทังกาเมสุ วิเนยยะ เคทัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุ นะเรตีตินะเรตีติ..