Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
pentanino
8,429 views
ปริศนาธรรมในพุทธปรัชญา
Read more
5
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 67 times
1
/ 103
2
/ 103
3
/ 103
4
/ 103
5
/ 103
6
/ 103
7
/ 103
8
/ 103
9
/ 103
10
/ 103
11
/ 103
12
/ 103
13
/ 103
14
/ 103
15
/ 103
16
/ 103
17
/ 103
18
/ 103
19
/ 103
20
/ 103
21
/ 103
22
/ 103
23
/ 103
24
/ 103
25
/ 103
26
/ 103
27
/ 103
28
/ 103
29
/ 103
30
/ 103
31
/ 103
32
/ 103
33
/ 103
34
/ 103
35
/ 103
36
/ 103
37
/ 103
38
/ 103
39
/ 103
Most read
40
/ 103
41
/ 103
42
/ 103
Most read
43
/ 103
44
/ 103
45
/ 103
46
/ 103
47
/ 103
48
/ 103
49
/ 103
50
/ 103
51
/ 103
52
/ 103
53
/ 103
54
/ 103
55
/ 103
56
/ 103
57
/ 103
58
/ 103
59
/ 103
60
/ 103
61
/ 103
62
/ 103
63
/ 103
64
/ 103
65
/ 103
66
/ 103
67
/ 103
68
/ 103
69
/ 103
70
/ 103
71
/ 103
72
/ 103
73
/ 103
74
/ 103
75
/ 103
76
/ 103
77
/ 103
78
/ 103
79
/ 103
80
/ 103
Most read
81
/ 103
82
/ 103
83
/ 103
84
/ 103
85
/ 103
86
/ 103
87
/ 103
88
/ 103
89
/ 103
90
/ 103
91
/ 103
92
/ 103
93
/ 103
94
/ 103
95
/ 103
96
/ 103
97
/ 103
98
/ 103
99
/ 103
100
/ 103
101
/ 103
102
/ 103
103
/ 103
More Related Content
PPTX
วิชาพุทธปรัชญา : พื้นฐานพุทธปรัชญา
by
Padvee Academy
DOC
กรรมฐาน (เอกสาร ๑)
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PPT
พุทธปรัชญากับวิทยาศาสตร์
by
บรรพต แคไธสง
PPTX
พุทธศาสนานิกายมหายาน
by
Chainarong Maharak
PPTX
การเข้ามาและพัฒนาการพุทธศาสนาในประเทศไทย
by
Padvee Academy
PPT
จิตวิทยาในพระไตรปิฎก
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
เปรียบเทียบพุทธปรัชญาและปรัชญาลัทธิครูทั้ง ๖
by
Anchalee BuddhaBucha
PDF
นวโกวาท
by
Prachyanun Nilsook
วิชาพุทธปรัชญา : พื้นฐานพุทธปรัชญา
by
Padvee Academy
กรรมฐาน (เอกสาร ๑)
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
พุทธปรัชญากับวิทยาศาสตร์
by
บรรพต แคไธสง
พุทธศาสนานิกายมหายาน
by
Chainarong Maharak
การเข้ามาและพัฒนาการพุทธศาสนาในประเทศไทย
by
Padvee Academy
จิตวิทยาในพระไตรปิฎก
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
เปรียบเทียบพุทธปรัชญาและปรัชญาลัทธิครูทั้ง ๖
by
Anchalee BuddhaBucha
นวโกวาท
by
Prachyanun Nilsook
What's hot
PDF
ปัญหาเฉลย-นักธรรมชั้นตรี (ปี 2549 - 2564).pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
PDF
ปัญหาและเฉลยบาลีไวยากรณ์ ประโยค 1-2 ปี ๒๕๑๑-๒๕๖๑.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
PDF
ประมวลปัญหาและเฉลย นักธรรมชั้นโท พ.ศ. ๒๕๔๔ - ๒๕๖๔.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
PDF
ปัญหาเฉลย-นักธรรมชั้นโท (ปี 2549 - 2564).pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
PPTX
วิชาพุทธปรัชญา : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและปรัชญา
by
Padvee Academy
PPTX
สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus of The True Law)
by
Padvee Academy
PDF
แบบตั้งฉายาพระ.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
PDF
บทที่ ๒ กรรมฐาน และบุรพกิจของการปฏิบัติกรรมฐาน
by
pop Jaturong
PPSX
พระไตรปิฎก
by
พัน พัน
PDF
สรุปนักธรรมเอก_V 2565.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
PPTX
พระพุทธศาสนา
by
Padvee Academy
DOC
พัฒนาการความเป็นมาของพระไตรปิฎก
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
หนังสือเรียนวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี แผนใหม่
by
Theeraphisith Candasaro
PDF
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
by
Anchalee BuddhaBucha
PPTX
วิชาพระพุทธศาสนามหายาน ตอน นิกายโยคาจาร
by
Padvee Academy
PDF
บทที่ ๑ ประวัติและวิวัฒนาการของการปฏิบัติกรรมฐาน
by
pop Jaturong
PPTX
กรรมฐาน (สื่อการสอน ๒) สัปดาห์ที่ ๒
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PPTX
ความรู้พื้นฐานและบ่อเกิดพุทธศาสนามหายาน
by
Padvee Academy
PPTX
ธรรมภาคปฏิบัติ บทที่ ๓ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔
by
Padvee Academy
PPTX
แนวคิดและอุดมคติพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน
by
Padvee Academy
ปัญหาเฉลย-นักธรรมชั้นตรี (ปี 2549 - 2564).pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
ปัญหาและเฉลยบาลีไวยากรณ์ ประโยค 1-2 ปี ๒๕๑๑-๒๕๖๑.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
ประมวลปัญหาและเฉลย นักธรรมชั้นโท พ.ศ. ๒๕๔๔ - ๒๕๖๔.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
ปัญหาเฉลย-นักธรรมชั้นโท (ปี 2549 - 2564).pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
วิชาพุทธปรัชญา : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและปรัชญา
by
Padvee Academy
สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus of The True Law)
by
Padvee Academy
แบบตั้งฉายาพระ.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
บทที่ ๒ กรรมฐาน และบุรพกิจของการปฏิบัติกรรมฐาน
by
pop Jaturong
พระไตรปิฎก
by
พัน พัน
สรุปนักธรรมเอก_V 2565.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
พระพุทธศาสนา
by
Padvee Academy
พัฒนาการความเป็นมาของพระไตรปิฎก
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
หนังสือเรียนวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม นักธรรมชั้นตรี แผนใหม่
by
Theeraphisith Candasaro
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
by
Anchalee BuddhaBucha
วิชาพระพุทธศาสนามหายาน ตอน นิกายโยคาจาร
by
Padvee Academy
บทที่ ๑ ประวัติและวิวัฒนาการของการปฏิบัติกรรมฐาน
by
pop Jaturong
กรรมฐาน (สื่อการสอน ๒) สัปดาห์ที่ ๒
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
ความรู้พื้นฐานและบ่อเกิดพุทธศาสนามหายาน
by
Padvee Academy
ธรรมภาคปฏิบัติ บทที่ ๓ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔
by
Padvee Academy
แนวคิดและอุดมคติพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน
by
Padvee Academy
Similar to ปริศนาธรรมในพุทธปรัชญา
PDF
พุทธวิธีในการสอน(ศึกษาวิจัยจากพระไตรปิฎก)
by
niralai
PDF
ศาสนาสากล โดย ครูอัมพร
by
ampy48
PDF
หน้าที่ของชาวพุทธ
by
primpatcha
PDF
สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์
by
pentanino
PDF
กำหนดการสอนพุทธ1
by
tassanee chaicharoen
PDF
กำหนดการสอนพุทธม.2
by
tassanee chaicharoen
DOCX
พระพุทธศาสนากับการสื่อสาร
by
Jack Like
PDF
กำหนดการสอนพุทธ ม.3
by
tassanee chaicharoen
PDF
พระพุทธเจ้าสอนอะไร
by
อลงกรณ์ อารามกูล
PDF
พุทธวิธีในการสอน พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต)
by
niralai
PDF
ครูพัชราภรณ์ เหมือนรุ่ง
by
พัน พัน
PDF
งาน
by
zone22410
PDF
หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
by
New Nan
PDF
Onet social
by
Nuchy Geez
PDF
Random 121010032208-phpapp01
by
ไอเดียบรรเจิด คนล้านนาไทย
PDF
Projectm6 2-2554
by
Net'Net Zii
PDF
Projectm6 2-2554
by
Orraya Swager
PDF
Onet social
by
Arichmantoy
PDF
9789740328667
by
Chirawat Wangka
PDF
First grasp the_fundamentals_then_study_and_teach_to_best_results
by
Nanthawat Tabngern
พุทธวิธีในการสอน(ศึกษาวิจัยจากพระไตรปิฎก)
by
niralai
ศาสนาสากล โดย ครูอัมพร
by
ampy48
หน้าที่ของชาวพุทธ
by
primpatcha
สายธารปรัชญาคือที่มาของสรรพศาสตร์
by
pentanino
กำหนดการสอนพุทธ1
by
tassanee chaicharoen
กำหนดการสอนพุทธม.2
by
tassanee chaicharoen
พระพุทธศาสนากับการสื่อสาร
by
Jack Like
กำหนดการสอนพุทธ ม.3
by
tassanee chaicharoen
พระพุทธเจ้าสอนอะไร
by
อลงกรณ์ อารามกูล
พุทธวิธีในการสอน พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต)
by
niralai
ครูพัชราภรณ์ เหมือนรุ่ง
by
พัน พัน
งาน
by
zone22410
หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
by
New Nan
Onet social
by
Nuchy Geez
Random 121010032208-phpapp01
by
ไอเดียบรรเจิด คนล้านนาไทย
Projectm6 2-2554
by
Net'Net Zii
Projectm6 2-2554
by
Orraya Swager
Onet social
by
Arichmantoy
9789740328667
by
Chirawat Wangka
First grasp the_fundamentals_then_study_and_teach_to_best_results
by
Nanthawat Tabngern
More from pentanino
PDF
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
by
pentanino
PDF
ศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนา
by
pentanino
PDF
สุขอนามัยตามหลักพุทธปรัชญา
by
pentanino
PDF
ศึกษาเรื่องกรรมในทางพระพุทธศาสนา
by
pentanino
PDF
ปรัชญาการศึกษากับการเรียนรู้ของมนุษย์
by
pentanino
PDF
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลสะท้อนจากหลักธรรมในพุทธศาสนาเถรวาท
by
pentanino
PDF
ระเบียบ+ครุย มจร
by
pentanino
PDF
ศึกษาเรื่องหนี้ตามทัศนะทางพระพุทธศาสนา
by
pentanino
PDF
การนําหลักสัปปุริสธรรมเพื่อเปนเครื่องมือในการวางแผนการบริหาร
by
pentanino
PDF
รายงานการประเมินตนเองประจำปีการศึกษา 2555
by
pentanino
PDF
แผนพัฒนาการวิจัย ปี 2555 2559
by
pentanino
PDF
ประกาศการปฏิบัติธรรม
by
pentanino
PDF
การบริหารจัดการในการปกครองคนตามแนวทางคุณธรรม
by
pentanino
PDF
การพัฒนาภาวะผูนําของคณะสงฆไทย
by
pentanino
PDF
ทัศนคติของนิสิตที่มีตอการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาธรรมะภาคปฏิบัติของวิทยาลั...
by
pentanino
PDF
แผนปฏิบัติการประจำปี2555
by
pentanino
PDF
การพัฒนาคุณลักษณะภาวะผูนําทางจริยธรรมตามแนวพระพุทธศาสนา
by
pentanino
PDF
การติดตามพุทธศาสตรบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยสงฆ์เลย รุ่น 57 ปี 2554
by
pentanino
PDF
แผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๕๖
by
pentanino
PDF
แผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆเลย ระยะที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒...
by
pentanino
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
by
pentanino
ศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำตามแนวพระพุทธศาสนา
by
pentanino
สุขอนามัยตามหลักพุทธปรัชญา
by
pentanino
ศึกษาเรื่องกรรมในทางพระพุทธศาสนา
by
pentanino
ปรัชญาการศึกษากับการเรียนรู้ของมนุษย์
by
pentanino
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลสะท้อนจากหลักธรรมในพุทธศาสนาเถรวาท
by
pentanino
ระเบียบ+ครุย มจร
by
pentanino
ศึกษาเรื่องหนี้ตามทัศนะทางพระพุทธศาสนา
by
pentanino
การนําหลักสัปปุริสธรรมเพื่อเปนเครื่องมือในการวางแผนการบริหาร
by
pentanino
รายงานการประเมินตนเองประจำปีการศึกษา 2555
by
pentanino
แผนพัฒนาการวิจัย ปี 2555 2559
by
pentanino
ประกาศการปฏิบัติธรรม
by
pentanino
การบริหารจัดการในการปกครองคนตามแนวทางคุณธรรม
by
pentanino
การพัฒนาภาวะผูนําของคณะสงฆไทย
by
pentanino
ทัศนคติของนิสิตที่มีตอการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาธรรมะภาคปฏิบัติของวิทยาลั...
by
pentanino
แผนปฏิบัติการประจำปี2555
by
pentanino
การพัฒนาคุณลักษณะภาวะผูนําทางจริยธรรมตามแนวพระพุทธศาสนา
by
pentanino
การติดตามพุทธศาสตรบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยสงฆ์เลย รุ่น 57 ปี 2554
by
pentanino
แผนปฏิบัติการประจำปี ๒๕๕๖
by
pentanino
แผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆเลย ระยะที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒...
by
pentanino
ปริศนาธรรมในพุทธปรัชญา
1.
๑
ปริศนาธรรมในพุทธปรั ชญา ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์ พรพวัณ …………………………………………………………………..……………… ความรู้ ทัวไปเกียวกับปริศนาธรรม การศึกษาหลักธรรมคําสอนในทางพระพุทธศาสนานัน มีวธีการศึกษาหลายรู ปแบบด้วยกัน ิ ขึนอยู่กบความถนัดหรื อจริ ตของผูศึกษาเอง บางคนถนัดศึ กษาทางด้านปริ ยติ บางคนถนัดเรื องการ ั ้ ั ปฏิบติ บางคนถนัดเรื องการใช้ความคิด หรื อสติปัญญาในการวิเคราะห์หลักธรรมต่างๆ เพือให้เกิด ั กระบวนการตีความหลักคําสอนบางบทหรื อบางหมวดทีดูคลุมเครื อให้ง่ายและชัดเจนยิงขึน วิธีการ คิดหรื อวิเคราะห์หลักธรรมเพือตีเอาความหมายออกมานันนิยมศึกษากันในประเทศญีปุ่ น ซึงเรารู ้จก ั กันในนามพุทธศาสนานิกายเซ็น ซึ งเป็ นวิธีการเรี ยนการสอนทีใช้วตถุหรื ออุปกรณ์ธรรมชาติทวไป ั ั เป็ นสื อในการสอนธรรม หน้าทีของผูเ้ รี ยนนันจะต้องคิดวิเคราะห์หรื อตีความเอาเอง เช่ น การสอน เรื องชาล้นถ้วย อาจารย์ผูสอนก็ใช้แค่ถวยชาทีใส่ นาจนเต็มแล้ว เอามาตังไว้เพือสอนคนทีอวดรู ้อวด ้ ้ ํ เก่ งไม่ยอมรับใครว่าเป็ นพวกชาล้นถ้วย เป็ นต้น วิธีการนีก็คล้ายๆ กับปราชญ์ผูสอนธรรมของไทย ้ สมัยก่ อนทีมีวธีการสอนธรรมแบบแยบยนและชวนให้คิด ซึ งมักจะผูก เป็ นหัวข้อธรรมไว้เพือให้ ิ ศิษย์ผูเ้ รี ยนธรรมคิดค้นไตร่ ตรองหาคําตอบโดยการใช้ปัญญาเป็ นหลักในการแก้ขอเงือนงําทังหลาย ้ วิธีการเรี ยนการสอนธรรมแบบนี ได้กลายมาเป็ นมรดกตกทอดทางด้านปริ ศนาธรรมสําหรับอนุช น รุ่ นหลังได้คิดหาคําตอบกันจนกระทังปัจจุบน ั ปริ ศนากับปรั ชญา คําว่า "ปริศนา" หมายถึง สิ งหรื อถ้อยคําทีผูกขึนเป็ นเงือนงําเพือให้แก้ให้ทาย๑ เพือขบคิดหา ข้อ เท็จจริ ง ตามหลัก คําสอนทางพุทธศาสนาที แฝงเร้ นอยู่ ก ับคํา ปริ ศ นานันๆ ถ้า จะกล่ าวในเชิ ง ขบวนการคิด คํานีมีความหมายคล้ายคลึงกับคําว่า "ปรั ชญา" ซึ งหมายถึง วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู ้ และความจริ ง๒ อันหมายถึง ความรู ้ หรื อ ความจริ งทีเกิดขึนหลังจากการคิดและสิ นความสงสั ยหรื อ สิ นความแปลกใจแล้ว โดยความหมายทางปรัช ญาตะวันออก เช่ น พุทธปรัช ญา หมายถึงความรู ้ ที ประจักษ์ แ จ้ง ที สามารถข้ามพ้นแดนแห่ ง ความสงสั ยหรื อความมื ดมนแห่ ง ชี วิต เรี ย กได้ว่าเป็ น ป.ธ. ๖, พธ.บ., M.A. (Phil.), M.A. (Bud.), Ph.D. (Phil.)/ อาจารย์ประจําวิทยาลัยสงฆ์เลย ๑ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (กรุงเทพ ฯ : อักษรเจริ ญทัศน์ ,๒๕๓๙), หน้า ๕๑๖. ๒ เรืองเดียวกัน, หน้า ๕๑๒.
2.
๒ "ความรู้ อันประเสริ ฐ"
ทีสามารถยกฐานะของผูรู้ขนสู่ ทีสู ง คือจาก ปุถุชน เป็ น กัลยาณชน และจาก ้ ึ กัลยาณชนเป็ น อริ ยชน จะเห็นได้วาคําทังสองนีต่างก็มีจุดหมายเพือให้เ กิดความคลุม เครื อมีเงื อนงําทีแฝงไปด้วย ่ หลักแห่ งความจริ ง ทียัวยุให้ผูสงสัยพยายามขบคิด หาคําตอบทีถูกต้อ งจนเป็ นทีพอใจ แต่เ มื อใด ้ คําตอบทีแฝงอยู่ในคําทีเป็ นปริ ศนาถูกเปิ ดเผย หรื อสิ นความสงสัยจากการคิดค้นทางปรัชญาแล้ว คํา ว่า "ปริ ศนา" และ "ปรัชญา" ก็จะหมดหน้าทีไปทันที ฉะนัน หน้าทีหลักของปริ ศนาและปรั ชญาอยู่ที การพยายามตังปั ญหาเพือให้เกิดการขบคิดในการแสวงหาความรู ้ หรื อข้อเท็จจริ งทีแฝงอยู่ในหลักสัจ ธรรมอันลึกซึ ง ทังนีเพือจะดึงเอาศักยภาพทางปัญญาของมนุษย์ออกมานันเอง พุทธศาสนาเป็ นปรั ชญาหรือไม่ ยังมีขอถกเถียงกันอยู่บางในหมู่ของนัก ปราชญ์ไทยทีว่า พุทธศาสนาเป็ นปรั ชญาหรื อไม่ ้ ้ นัก ปราชญ์แ ต่ ล ะท่า นได้แ สดงความคิ ดเห็ นแตกต่ า งกัน ออกไปแต่โ ดยภาพรวมก็ มี ค วามเห็ น คล้ายคลึงกันเพียงแต่มองคนละด้านเท่านัน ในทีนีขอนําเอาแนวความคิดของนักปราชญ์ผูเ้ ชียวชาญ ทางพุทธศาสนาและปรัชญาสามท่านมาเป็ นข้อศึ กษา ในการวิเคราะห์หาคําตอบเกี ยวกับเรื องนี คือ สนิท ศรีสําแดง๓ กล่าวว่า ปรัชญา หมายถึงความรู ้ทีคลุมเครื อ ยังอยู่ในขันสงสัย ความรู ้ ใด ทีมีบทสรุ ปชัดเจน ตังเป็ นทฤษฎีได้ จะกลายเป็ นศาสตร์ เ ฉพาะสาขาใดสาขาหนึ ง ความรู ้ ทีสงสัย ส่ วนมากเกียวกับโลกจักรวาล และเป้ าหมายของปรัช ญาคือรู ้ เพือรู ้ นักปราชญ์จงไม่ยอมรั บว่า พุทธ ึ ศาสนาเป็ นปรัชญา เพราะความรู้ในพุทธศาสนาทุกเรื องมีความแจ่มแจ้งชัดเจนไม่ค ลุมเครื อ พิ สูจน์ ได้ ทดสอบได้ เพราะพุทธศาสนาไม่ให้ความสําคัญเรื องโลกและจักรวาลอันเป็ น เรื องไกลตัว และ เพราะพุทธศาสนา ไม่ได้แสวงหาความรู้ เพือรู ้ แต่ให้แ สวงหาความรู ้ เ พือนําไปใช้ดบทุ กข์ในชี วต ั ิ ปั จจุบน ั อดิ ศัก ดิ ทองบุ ญ๔ กล่ าวว่า พุทธศาสนากับพุทธปรั ช ญาต่างก็เ กิ ดจากคําประศาสน์ข อง พระพุทธเจ้า พุทธศาสนาดําเนินไปตามหลักคําประศาสน์ คือพระไตรปิ ฎก โดยไม่จาต้องใช้เหตุผล ํ ตีความคําประศาสน์เหล่านัน แต่พุทธปรัชญาเกิดจากความจําเป็ นต้องใช้เหตุผ ลตีความคําประศาสน์ เพือให้เข้าใจความหมายอันสลับซับซ้อนอยูในคําประศาสน์นนๆ ่ ั พระราชวรมุ นี (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต)๕ กล่ าวว่า ความรู ้ ทางศาสนามีลก ษณะเป็ นปลายปิ ด ั เพราะสาวกของแต่ละศาสนามีศรัทธาว่า คําสอนของศาสดาทีบรรจุไว้ในพระคัมภี ร์เป็ นความจริ ง ๓ สนิ ท ศรี สําแดง,ปรัชญาเถรวาท (กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๔), หน้า ๑๑๗. ๔ อดิศกดิ ทองบุญ,ปรัชญาอินเดียร่ วมสมัย (กรุงเทพ ฯ : เพื อนพิมพ์,๒๕๓๒), หน้า ๔. ั ๕ พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต),ปรัชญากรีกบ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก (กรุ งเทพ ฯ : บริ ษทเคล็ด ั ไทย,๒๕๔๐) หน้า ๘.
3.
๓ สู งสุ ด
แต่ก็มีบ้า งทีบรรดาสาวกรุ่ นหลังตี ความพระคัมภี ร์ต่างกัน จนเกิ ดนิ กายหลากหลาย แต่ล ะ นิกายต่างเสนอคําอธิ บายทีมีเหตุผลขัดแย้งกันและกัน และในกรณี นีศาสนาได้เข้าสู่ พรมแดนของ ปรัชญา และเกิดปรัชญาแห่งศาสนานันๆ เช่ น พุทธปรัชญา เป็ นต้น ตามทัศนะของนักปราชญ์ทงสามท่านทีกล่าวมา ก็พอจะประมวลได้ว่า พุทธศาสนามีหลัก ั คําสอนทีจริ งแท้ในแง่ของสัจธรรม และสามารถพิสูจน์ได้โดยการปฏิบติ และผูปฏิบติตามเท่านันจึง ั ้ ั จะรู ้ รสแห่ งพระสัทธรรมทีแท้จริ งโดยปราศจากความสงสัยใดๆ ทังสิ น เมื อความสงสั ยหมดไป ปรัชญาทีทําหน้าทีแบบคลุมเครื อก็พลอยหมดหน้าทีไปด้วย แต่เมือใดเกิ ดความสงสัย ไม่เข้าใจอย่าง แจ่มแจ้ง หรื อมีความคลุมเครื อในหลัก ธรรม ย่อมจะมีการตีความหรื อวิเ คราะห์หลัก ธรรมนันๆ เพือให้เกิดความแจ่มแจ้ง ลักษณะของการวิเคราะห์หรื อตีค วามดังกล่าว จึงจําเป็ นอย่างยิงทีจะต้อง อาศัยแนวความคิดเชิงปรัชญาเข้ามาช่ วยในการหาความรู ้ทีถูกต้องและสมเหตุสมผล การวิเคราะห์ หรื อตีความหมายหลักธรรมตามวิธีการทางปรั ชญาดังกล่ าว ทําให้เกิดคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ตามมามากมาย เช่น คัมภีร์อรรถกถา ฎีกา อนุ ฎีกา เป็ นต้น ดังนัน ตราบใดทียังมีการวิเคราะห์ หรื อ ตีความของนักปราชญ์ผูทียังสงสัยในหลักคําสอนอยู่ ปรัชญาก็ยงคงทําหน้าทีอย่า งไม่ล ดละเช่ นกัน ้ ั คล้ายกับเป็ นปริ ศนาธรรมให้นกคิดค้นหาคําตอบ เพือให้ตวเองพ้นจากความสงสัยให้ได้ ฉันนัน ั ั ความหมายและทีมาของปริศนาธรรม คําว่า "ปริ ศนาธรรม" หมายถึง คําสังสอนของพระพุทธเจ้าอันแสดงถึงความจริ ง แท้ข อง ธรรมชาติทีถูกผูกขึนอย่างเป็ นเงือนงําเพือให้แก้ให้ทายโดยการคิดไตร่ ตรองอย่างมีเหตุผล ปริ ศนา ธรรมเกิ ดจากนักปราชญ์ผูชาญฉลาดในการนําเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาถ่ายทอดโดยการผูก ้ เป็ นปริ ศนาไว้เพือให้อนุชนรุ่ นหลังได้ขบคิดหาคําตอบ เพือทีจะได้เข้าถึง หลัก คําสอนทีแท้จริ งใน อีกรู ปแบบหนึง การสอนธรรมแบบปริ ศนาธรรมนี มีลกษณะคล้ายกับการถ่ายทอดธรรมแบบพุทธ ั ศาสนานิ กายเซน (Zen)๖ ของญีปุ่ น คือเน้นให้ผูทีถูกถ่ายทอดขบคิดเพือตีปัญหาข้อธรรมนันๆ ให้ ้ แตก โดยการใช้ปัญญาเป็ นหลัก ในการแก้ขอ เงือนงําตามหลักคําสอนทีผูกเอาไว้โดยนักปราชญ์ ้ ผูสอนธรรม ้ ปริ ศ นาธรรมเป็ นคํา กลางๆ ทีท้า ทายให้ผูคิดหาคําตอบตามสติปัญญาหรื อ ภู มิธรรมของ ้ ตนเอง ลักษณะคําตอบหรื อการแก้ทายปริ ศนาธรรมของแต่ละคนไม่จาเป็ นต้องเหมือนกัน เสมอไป ํ อาจมีความต่างกันบ้าง ทังนีขึนอยู่กบผูตอบ ใครจะตอบอย่างไรก็ไม่ถอว่าผิด เพราะหลักคําสอนทาง ั ้ ื ๖ นิกายเซน (Zen) มาจากพุทธศาสนานิ กายฌาน (Chan) ของจี น รากศัพท์ของคําว่า "เซน" หรื อ "ฌาน" มาจากคําว่า "ธฺ ยานะ" ในภาษาสันสกฤตซึ งแปลว่า "สมาธิ ภาวนา" (Meditation) นิ กายนี มี การสอนโดยใช้ ปริ ศนาธรรมหรื อที เรี ยกกันว่า "โกอาน" (Koan) เป็ นอุบ ายในการปฏิ บติเพื อให้เข้าถึ งธรรม ศึกษาเพิ มเติ มใน ั ทวีวฒน์ ปุณฑริ กวิวฒน์, ศาสนาและปรัชญาในจีน ทิ เบตและญีปุ่ น. สํานักพิ มพ์สุขภาพใจ,๒๕๔๕. ั ั
4.
๔ พุทธศาสนาเป็ นสิ งสากล
สามารถนํา มาประยุก ต์ใช้กับเหตุ การณ์ หรื อ เรื องราวต่า งๆ ได้เ สมอ เพียงแต่วาผูแก้ทายจะสามารถนําเอาหลักธรรมทีแฝงอยู่ในปริ ศนานันมาอธิ บายได้สมเหตุสมผล ่ ้ หรื อไม่เพียงไรเท่านันเอง วิธีการหาคําตอบหลักธรรมในรู ปแบบของปริ ศนานี บางครังมีการตีความ เพือให้หลักธรรมข้อนันๆ เกิดความชัดเจน วิธีการนีเป็ นวิธีการของปรัชญา ทีพยายามจะชีให้เห็นใน แต่ละประเด็นทีมนุ ษย์ตองการจะรู ้ คําตอบอยูทีว่าใครจะอธิ บายข้อเท็จจริ งได้ดีกว่า และคําตอบอาจ ้ ่ แตกต่างกันออกไป หมวดแห่ งปริ ศนาธรรม นักปราชญ์ผูสอนธรรมโบราณ จะเน้นให้ผูศึกษาใช้ความคิดพิจารณาขบคิดในหัวข้อธรรม ้ ้ ต่างๆ จึงมัก จะผูกหัวข้อ ธรรมเหล่านันเป็ นหลัก ปริ ศนาไว้ในลัก ษณะทีเป็ นหมวดๆ และการผูก ปั ญหาธรรมแต่ละข้อก็ทีค่ อนข้า งจะลึ ก ซึ ง ผู ้ตอบปั ญหาจะต้องใช้การพิ จารณาโดยการไตร่ ตรอง พอสมควร เพราะปั ญหาทีนักปราชญ์ผูสอนธรรมผูกไว้ บางปั ญ หาเกี ยวข้องกับหลักธรรมโดยตรง ้ บางปั ญหาก็มีการเปรี ยบเทียบกับสรรพสิ งภายนอกทีสามารถสัมผัสได้ดวยประสาททังห้า หรื อบาง ้ ปั ญหาดูเ หมือ นหาคําตอบง่ าย แต่แ ฝงไปด้วยหลัก สัจธรรมอัน ลึกซึ ง เช่ น ปั ญหาทีว่า "ไปไม่ กลับ หลั บไม่ ตืน ฟื นไม่ มี หนี ไม่ พ้น " คือ อะไร เมือพบปั ญหานี ทุกคนแม้แ ต่ เด็ก ก็ สามารถตอบได้ว่า "ความตาย" เพราะลักษณะของปั ญหาชวนให้ตอบเช่ นนัน หรื ออย่างน้อยก็เ คยเห็นในเวลาไปงาน ศพ พระผูทาหน้าทีสวดพระอภิธรรม ท่านมักจะนําตาลปั ตรทีสลักข้อความดังกล่าวมาใช้ในเวลาทํา ้ ํ พิธีสวด เราก็เลยตีความหมายเช่ นนัน แต่ แท้จริ งข้อความดัง กล่าวแฝงไปด้วยหลักปรัชญาธรรมที ลึกซึงชวนให้ขบคิดหาคําตอบยิงนัก ดังจะแก้ทายไขปริ ศนาไปเป็ นหมวดๆ ดังนี ปริ ศนาธรรมหมวดทีหนึง ♣ ไปไม่ กลับ ♣ หลับไม่ ตืน ♣ ฟื นไม่ มี ♣ หนีไม่พ้น
5.
๕
♣ ไปไม่ กลับ คําว่า “ไปไม่ กลับ” หมายถึง พระอริ ยบุคคลทีสําเร็ จเป็ นพระอรหันต์๗ ดับกิ เลสได้แ ล้ว เมือ ละสังขาร (นิพพาน) แล้วจะไม่กลับมาเกิดใหม่อีก กล่าวคือเพิกถอนเสี ยได้ซึงการเวียนว่ายตายเกิ ด เพราะสามารถกําจัดหรื อ ทําลายลงเสี ยได้ซึงอุ ปสรรคศัตรู กล่าวคือ กิ เลส อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ซึ งเป็ นรากเง้าแห่งอกุศลมูลทังปวง คําว่า “อรหัง” ทีแปลว่า พระอรหั นต์ นัน มาจากศัพท์ว่า อรหะ แปลว่า ผูไม่มีค วามลับ ผู ้ ้ บริ สุทธิ พร้ อมทีจะเปิ ดเผยให้โลกทราบ ทนทานต่อการพิสูจน์ในทุกกาลสมัย เป็ นผูหักเสี ยซึ งกง ้ กรรมแห่ งสังสารวัฏฏ์ ตังอยู่ห่ างไกลจากสรรพกิ เลสและตัณหาทังปวง เพราะเป็ นผูกําจัดเสี ย ซึ ง้ เครื องร้ อ ยรั ดคือห่วง อันเป็ นเครื องยัง สรรพสั ตว์ให้ข้อ งอยู่ในสงสารการเวียนว่ายตายเกิ ด พระ อริ ยบุคคลผูบริ สุทธิ บริ บูรณ์ ผูละเสี ยซึงภพหน้า (การเกิ ดใหม่) ดังกล่าวนี มีอยูเ่ ฉพาะในพุทธศาสนา ้ ้ เท่านัน อีกความหมายหนึงคือ “เวลา” เนืองจากกาลเวลานันมันเป็ นวงจรของตัวมันเอง หมุนเวียน เปลียนไปแล้วก็กลืนกินสรรพสัตว์ทงหลายให้ล้มหายตายจากไปในขณะเดียวกัน อย่างเช่นในแต่ละ ั ปี ทีผ่านไป ถ้าสังเกตตัวเราให้ดี เราจะมีความรู ้สึกว่าเราเสี ยบางสิ งบางอย่างไปอย่างไม่มีวนได้คืนมา ั สิ งนันคือ “อายุ” ทีผ่านพ้นไปกับกาลเวลาในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี เด็กจะมีความรู ้ สึกว่าเสี ย ความเป็ นเด็กไป เมือเป็ นผูใหญ่วยกลางคน จะมีความรู ้ สึกว่าเสี ยความเป็ นหนุ่ มเป็ นสาว ใกล้ความ ้ ั เป็ นไม้ใกล้ฝัง (ความตาย) เข้าไปทุกที เราจะมาเรี ยกร้ องเวลาอันสดใสคืนก็ไม่ได้ เรื องของเวลานีท่านอุปมาเหมือนยักษ์ เรี ยกว่า “กาลยักษ์ ” มัก กลืนกิ นสรรพสัตว์ทงหลาย ั อยู่ตลอดเวลา และมิใช่จะกลืนกินแต่ผูอืนเท่านัน แม้แต่ตวมันเองก็ไม่เว้น ดังพระบาลีวา “กาโล ฆส ้ ั ่ ติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา กาลเวลากลืนกินสั ตว์ทงหลายกับทังตัวมันเอง” อย่างเช่นวันเดือนและ ั ปี ทีผ่านมา ก็ถูกกาลยักษ์กลืนไปหมดแล้ว จะย้อนหลังก็ไม่ได้ ดังคํากลอนทีนักปราชญ์ประพันธ์ไว้ เพือเป็ นคติเตือนใจว่า “อันเงินทองหล่ นหายย้ อนไปหา ยังมีท่าหวังพบประสบสม แต่ เวลาผ่ านไปไม่ ปรารมภ์ จะนิยมย้ อนหลังอย่ าหวังเลย” ๗ พระอรหั นต์ คือพระผูบ ริ สุ ทธิ วิเ ศษ ได้แก่ท่านผูทีกําจัดกิเ ลสได้สินเชิง ในพุทธศาสนามี ๔ จําพวก ้ ้ คือ สุกขวิปัสสโก ผูสาเร็ จโดยการเจริ ญวิปัสสนาล้วน ๑ เตวิชโช ผูสาเร็ จโดยได้วิชชาสาม ๑ ฉฬภิญ โญ ผูสําเร็ จ ้ ํ ้ ํ ้ โดยได้ อภิญญาหก ๑ ปฏิสมภิทปปั ตโต ผูสาเร็ จโดยเข้าถึงปฏิสัมภิทาสี ั ั ้ ํ
6.
๖
♣ หลับไม่ตืน คําว่า “หลับไม่ ตืน” หมายถึง การมัวเมาหลงใหลตกเป็ น ทาสติดอยู่ในรสแห่ งกามคุ ณ ห้า๘ อย่างไม่มีสติยบยังหรื อควบคุมใจตนเองได้ ผู้ทีตกอยู่ในโลกของกามคุณนี ยิงเสพมาก สัมผัสมากยิง ั พอใจมาก มีความต้องการเพิมขึนเรื อยๆ โดยไม่รู้จกคําว่าพอ หรื อหลงใหล (โมหะ) อย่างไม่ลืมหูลืม ั ตา เหมื อ นดังคนตาบอดไม่ส ามารถจะมองเห็นสิ งภายนอกได้ ต้อ งตกอยู่ ในโลกแห่ งความมื ด ตลอดเวลา อีกความหมายหนึ งคือผูทีหลงมัวเมาตกเป็ น ทาสของอบายมุข (ปากแห่งความเสื อม) อัน ้ เป็ นบ่อเกิดสิ งทีไม่ดีงามทังหลาย มีแต่จะทําให้ชีวตตกตําห่างไกลจากความดีและทําจิตใจให้เศร้ า ิ หมองมืดมนอัน ธกาลมองไม่ เ ห็ น ความเจริ ญ ก้ า วหน้า ของชี วิต มีน ัก ปราชญ์บ างท่า นได้ก ล่ า ว เปรี ยบเทียบอบายมุ ขว่าเป็ น “ผีร้าย” ทีน่ ากลัวมากกว่าผีตนใดๆ ในโลกนี เพราะถ้าผี เหล่านี ได้มา หลอกหลอนหรื อเข้าสิ งผูใดแล้ว จะทําให้ผูนนถึงความย่อยยับอับจนทันที ผีร้ายดังกล่าวมีหกตัว คือ ้ ้ ั “ผีทีหนึงชอบสุ ราเป็ นอาจิณไม่ ชอบกินข้ าวปลาเป็ นอาหาร ผีทีสองชอบเทียวยามวิกาลไม่ รักบ้ านรั กลูกเมียตน ผีทีสามชอบดูการเล่นไม่ ละเว้นบาร์ คลับละครโขน ผีทีสี ชอบเล่ นม้ ากีฬาบัตรสารพัดทัวไปไฮโลสิ น ผีทีห้ าคบคนชัวมัวกับโจรหนีไม่ พ้นอาญาตราแผ่ นดิน ผีทีหกเกียจคร้ านการทํากินมีทงสินหกผีอัปรีย์เอย” ั ผูทียังหลงมัวเมาอยู่ในรสแห่งกามคุณหรื อตกอยูในหลุ มแห่ งอบายมุขดังกล่าวชื อว่าเป็ นผู ้ ้ ่ มืดบอดทางปั ญญา ชีวตมักจะเต็มไปด้วยปั ญหานานาประการ เพราะขึ นชื อว่าผู ้มืดบอดนันย่อมจะ ิ ปิ ดหนทางแห่งแสงสว่างเสมอ ดังคําทีว่า “มืด อะไรก็ ไม่ เท่ าปั ญญามืด แสงสว่ างอะไรก็ ไม่ เท่ าแสง สว่ างแห่ งปั ญญา เพราะปั ญญาคือเครื องวัด ความชัดคื อธรรมชาติ ถ้ าผู้ ใดเอาปั ญญามาพิจ ารณา ธรรมชาติได้ ผู้นันชือว่ าผู้พ้น” จากความหลับมืดมนจากกิเลสเครื องร้ อยรัดทังหลาย ♣ ฟื นไม่ มี คําว่า “ฟื นไม่ มี” หมายถึง การกํา จัดกิ เลส ตัณหา อาสวะ ให้ดบสนิ ทแล้วไม่เกิ ดขึนมาอีก ั เหมือนไฟหมดเชือ ความหมายนีเป็ นลักษณะของจิตพระอริ ยบุคคลทีไม่ตกอยู่ในอํานาจแห่ ง กิ เลส ตัณหา คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มีปัญญาสว่างไสวสามารถกําจัดกิ เลสทีเข้า มาทําให้จิต เศร้าหมอง กล่าวคือความเร่ าร้ อน กระวนกระวาย ขุ่น มัว มัวเมา ทะเยอทะยานไปตามอํานาจของ ๘ กามคุณห้ า (ภาษาทางโลกเรี ยกว่า “วัตถุนิยม”) คื อ รู ป (รู ปะ) ได้แก่สิงที มองเห็ นด้วยตา ๑ เสี ยง (สัท ทะ) ได้แก่สิงทีได้ยินด้วยหู ๑ กลิน (คันธะ)ได้แก่ สิ งที สูดดมได้ดวยจมูก ๑ รส (รสะ) ได้แก่สิงทีสัมผัสได้ดวยลิ น ้ ้ ๑ กายสัมผัส (โผฏฐัพพะ) ได้แก่สิงที สัมผัสทางกาย แต่รับรู ้ดวยใจ้
7.
๗ กิเลสตัณหาได้หมดสิ นและเด็ดขาด มีจิตบริ
สุทธิ ไม่ยินดียินร้ ายในเวลาเห็นรู ป ฟั งเสี ยง ดมกลิน ลิม รส ถูกต้องกายสัมผัส จิตทีหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสดังกล่าวนี เกิ ดขึนครังแรกทีใต้ตนพระศรี มหาโพธิ หลังจากที ้ พระมหาบุรุษทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงปรี ชาสามารถทําอาสวะกิ เลสทังหลายให้หมดสิ นไป ด้วยพระปั ญญา ทรงตรัสรู ้ เป็ นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลาปั จจุสมัย รุ่ งอรุ โณทัย ทรงเบิก บานพระหฤทัยอย่างสู งสุ ดในการตรั สรู ้ ถึงกับทรงเปล่งพระอุ ทานเย้ย หยันตัณหาอันเป็ นตัวการ ก่อให้เกิดสังสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์เป็ นอเนกชาติว่า “อเนกชาติสํส ารํ สนฺ ธาวิสฺสํ อนิ พฺพิสํ ฯลฯ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺ ฌคาติ.” ความว่า “นับแต่ ตถาคตท่ องเทียวสื บเสาะหาตัวนายช่ างผู้กระทําเรื อน คือตัวตัณหา ตลอดชาติสงสารจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้ พานพบ ดู กร ตัณหา นายช่ างเรื อน บัด นี ตถาคตพบท่ านแล้ ว แต่ นีสื บไป ท่ านจะทําเรือนให้ ตถาคตอีกไม่ได้ แล้ ว โครงเรื อนคือตัณหาเราก็รือ เสี ยแล้ ว ช่ อฟาเราก็หักทําลายเสี ยแล้ ว จิตของเราเข้ าถึงพระนิพพานอันเป็ นธรรมทีปราศจากสั งขาร ้ ปรุ งแต่ งใดๆ ได้ ถึงความดับ สู ญสิ นไปแห่ งตัณหา อั นหาส่ ว นเหลือมิได้ แล้ ว”๑๐ เนื อหาในคําเปล่ ง อุทานของพระพุ ทธองค์ นีแสดงถึ ง จิตที สะอาด สว่าง สงบ ปราศจากกิ เ ลสอาสวะใดๆ ทังสิ น สามารถปิ ดช่องทางแห่งกิ เลสทังหลายไม่ให้ฟืนกลับคืนมาอีก ♣ หนีไม่ พ้น คํา ว่า “หนี ไม่ พ้น ” หมายถึ ง ความตาย ๑๑ ซึ งเป็ นสิ งทีทุก คนจะต้อ งได้พ บเสมอภาค เหมื อ นกัน เพราะเป็ นสิ งทีธรรมชาติ ให้มาตังแต่วน เกิ ด ทุก คนจะต้อ งจนมุม หนี ไ ม่ร อด ไม่ มี ั ข้อยกเว้นและปฏิเสธไม่ได้ เราเกิดมาได้ชือว่ามาเฝ้ าความตาย คอยอยูวามันจะตายวันไหนก็ไม่ทราบ ่่ ดังทีปราชญ์ลิขิตไว้วา “เห็นหน้ ากันเมือเช้ าสายตาย สายอยู่สุขสบายบ่ ายม้ วย บ่ ายยังรื นเริ งกายเย็น ่ ดับชีพนา เย็นอยู่หยอกลูกด้ วยคําม้ วยดับสู ญ” ตามความหมายนี แสดงว่าความตายจัดว่าเป็ นสภาพ เทียง คื อเป็ นความเทียงแท้แน่ นอนว่าสั ต ว์ทุก จําพวกที เกิดมาในโลกนี ต่างก็จะต้อ งตายด้วยกัน ทังนัน จะต่างกันก็ชาหรื อเร็ วเท่านัน ไม่มีใครจะป้ องกันได้โดยประการต่างๆ ้ แท้จริ งชีวตของมนุษย์เราเปรี ยบเหมือนกับละครโรงใหญ่ ที เทียวแสดงบทบาทของตัวเอง ิ เดียวแสดงเป็ นนันเป็ นนีอยูตลอดเวลา ชี วตแห่งละครของมนุษย์จึงเต็มไปด้วยอรรถรสทีหลากหลาย ่ ิ นานาประการ มีทงสุ ขทังทุ ก ข์ปะปนกันไปจนกว่าจะถึงกาลอวสานของชี วิต ดังคําประพันธ์ ทีว่า ั “โลกนีคือโรงละคร ปวงนิกรเราท่ านเกิดมา ต่ างร่ ายรําทําทีท่าตามลีลาของบทละคร บางครั งก็เศร้ า ๑๐ พระวิเ ทศโพธิ คุณ, สู่ แดนพระพุท ธองค์ อิน เดีย - เนปาล (กรุ งเทพ ฯ : ธรรมสภา,๒๕๔๔), หน้า ๑๘๕. ๑๑ สาเหตุแห่ งความตายของสรรพสั ตว์ มี ๔ ลักษณะ คือ ตายเพราะสิ นอายุ คือหมดอายุไข ๑ ตายเพราะ สิ นกรรม ๑ ตายเพราะหมดบุญ (ความชรา) ๑ ตายเพราะถูกกรรมตัดรอน เช่น ประสบอุบติเหตุตางๆ ๑ ั ่
8.
๘ บางคราวก็ สุขหั วอกสะท้
อน มีร้างมี รักมีจากมีจร พอจบละครชี วิตก็ลา” ไปสู่ จุดหมายปลายทาง เดียวกันคือความตาย ซึ งเป็ นสิ งทีไม่สามารถจะหลีกลีหนีพนได้ จะหอบหิวเอาอะไรไปด้วยก็ไม่ได้ ้ แม้แต่คนรักทีห่วงนักหวงหนา ต่างก็อางสิ ทธิ ว่านีของมึงนันของกู ก็เอาไปด้วยไม่ได้ทงนัน ้ ั เมื อรู ้ วาชี วิตต้องตกอยู่ในกฎของธรรมชาติ (ไตรลัก ษณ์) เช่ นนี ท่านจึงสอนให้ระลึก ถึ ง ่ ความตายเป็ นอารมณ์อยู่เสมอ ซึ งจัดเป็ นมรณานุ สสติ จักได้คลายความประมาทมัวเมา ความยึดมัน ถือ มัน ฝึ กจิตให้คุ้น ชิ น กับความตาย จนกระทังมองเห็นเป็ นเรื องธรรมดา จัดเป็ นผู ้มีขวัญดี ไม่ หวันไหวเมือยามร้ ายคือมรณะมาถึง ดังคติเตือนใจตอนหนึ งว่า “คิดถึงความตายสบายนัก มั นหั กรั ก หักหลงในสงสาร บรรเทามืดโมหันต์ อันธกาล ทําให้ หาญหายสะดุ้งไม่ ย่งใจ” ุ อีกความหมายหนึงของคําว่า “หนีไม่พน” คือ กฎแห่งกรรม พระพุทธศาสนาได้ส อนเรื อง ้ กรรมไว้วา กรรมเป็ นเครื องบันดาล กรรมเป็ นเครื องสร้ างทุกอย่าง กรรมคือ การกระทํา กระทําไว้ ่ อย่างไร ย่อมเกิดผลแห่งการกระทําเช่ นนัน เหมือนชาวนาหว่านพืชไว้เช่ นไร ย่อมไร้รับผลแห่ งการ หว่านพืชนัน ดังปรากฏในหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาดังนี ๑. กมฺมสฺ สโกมฺหิ เรามีกรรมเป็ นของตน หมายความว่า การกระทําต่างๆ ที จะเกิ ดผลดีหรื อ ชัวแก่ ตวเรา เป็ นการกระทําทีเกิ ดจากเจตนาของเราทังสิ น ไม่มีผู ้ใดมาทําแทนได้ เช่น สมมุติวาเรา ั ่ ใช้คนไปฆ่าศัตรู ของเรา เท่ากับว่าเจตนานันเป็ นของเรา ในกรณีนีแม้จะไม่ได้กระทําทางกาย แต่ ถือ ว่ามโนกรรมและวจีกรรมเป็ นของเรา จึงเรี ยกว่า เรามีกรรมเป็ นของตน ๒. กมฺมทายาโท เราเป็ นผูรับผลของกรรมหรื อเป็ นทายาทของกรรม หมายความว่า เราเป็ น ้ ผูรับผลของกรรมด้วยตนเองไม่มีผูอืนมารับแทนได้ ไม่วากรรมนันเราจะทําไว้ตงแต่เมือใด จะเป็ น ้ ้ ่ ั กรรมดีหรื อกรรมชัว เราก็ตองเป็ นผูรับผลของกรรมนัน ้ ้ ๓. กมฺมโยนิ เรามีกรรมเป็ นกําเนิด หมายความว่า กรรมเป็ น สิ งทีทําให้เราเกิ ดมา กรรมจะ ส่ งผลให้เราเกิดอย่างไรก็ได้ การเกิ ดในตระกู ลสู งหรื อในตระกูล ตํา หรื อเกิ ดในฐานะอย่างไรเป็ น เรื องของชนกกรรมเท่านัน ๔. กมฺมพัน ธุ เรามีก รรมเป็ นเผ่า พันธุ์ หมายความว่า บุค คลที ทํากรรมอันใดไว้จะต้อ ง สื บเนืองในกรรมนันต่อไป เปรี ยบเหมื อนกับเผ่าพันธุ์ มนุ ษย์หรื อสัตว์ต่างๆ เช่ น ผูเ้ กิ ดเป็ นมนุ ษย์ ทางทีจะต้องสื บเนื องไปในกรรมนัน เช่ น กรรมชัวก็จะต้องสื บเนืองไปในกรรมชัว กรรมดีก็จะต้อง สื บเนืองไปในกรรมดี ๕. กมฺมปฏิสรโณ เรามีกรรมเป็ นทีอาศัย หมายความว่า ผูทีทํากรรมดีก็อาศัยกรรมดีนนเอง ้ ั เพือดํารงความดีต่อ ไป ดังพุทธภาษิตว่า “ธมฺ โม หเว รกฺ ขติ ธมฺ มจารี ” ความว่า “ธรรมย่อมรั กษาผู ้ ประพฤติธรรม” ๖. ยํ กมฺมํ กริสฺสามิ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ตสฺ ส ทายาโก ภวิสฺสามิ เราทํากรรมใดไว้ ดีหรื อ ชัวก็ตาม เราจะต้องเป็ นผูรับผลของกรรมนัน ้
9.
๙
ดังทีกล่าวมาทัง ๖ ข้อนี ชี ให้เห็นว่า เราไม่สามารถจะหลีกหนี กรรมของเราพ้น ทํากรรม อย่างไรก็ตองรับผลอย่างนันเสมอ แม้แต่พระอริ ยสาวกผูเ้ ลิศทางด้านอภินิหารอย่างพระมหาโมคคัล ้ ลานะ ก็หนีกฎแห่งกรรมทีท่านเคยสร้างมาในอดีตชาติไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากท่านถูกพวกโจรรุ มตี ทุบทําร้ ายจนกระทังแหลกเป็ นจุณ ก็ผลจากการทีท่านเคยทุบตีมารดาผูบงเกิดเกล้าในชาตินนเอง ้ ั ั ปริ ศนาธรรมหมวดทีสอง ♣ สี คนหาม ♣ สามคนแห่ ♣ หนึงคนนังแคร่ ♣ สองคนพาไป ♣ สีคนหาม คําว่า “สี คนหาม” หมายถึง การประชุมลงของธาตุสี๑๒ ประกอบกันเข้าอย่างพอเหมาะทําให้ เกิ ดเป็ นรู ปร่ างหรื อร่ างกายขึนมา ธาตุสีเป็ นวัตถุธรรมชาติดงเดิมของสรี ระร่ างกายของมวลสรรพสิ ง ั ทีมีชีวต สามารถสัมผัสได้ดวยประสาททังห้า การผสมของธาตุสี อยู่ในสภาวะทีเกิ ดขึ น ตังอยู่ และ ิ ้ สลายตัว ใครก็หามไม่ได้ เพราะไม่ ใช่ ของเรา ไม่อยู่ในอํานาจของเรา วันหนึ งต้องทรุ ดโทรมแตก ้ สลายไป แล้วธาตุทงสี ก็จะกลับคืนไปสู่ สภาพเดิม๑๓ เพราะว่าธาตุทงสี นีเป็ นสิ งทีทรงสภาวะของตน ั ั อยู่เอง คือมีอยู่โดยธรรมดา เป็ นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีผูสร้ าง ไม่มีอตตา มิใช่ สัตว์ มิใช่ ชีวะ๑๔ เกิ ดมี ้ ั เองและแตกสลายไปเองโดยธรรมชาติของมัน แนวความคิดเรื องธาตุสีในพุทธศาสนาคล้ายกับทัศ นะเรื องต้นกําเนิ ดของสรรพสิ ง (ปฐม ธาตุของโลก) ของเอมเปโดเคลส (Empedocles) นักปรัชญากรี กโบราณ เขากล่าวว่า "ร่ างกายของ คนเราเกิดจากการรวมตัวของธาตุทงสี การทีเรารู ้ จกธาตุสีในโลกรอบๆ ตัวเรา ก็เพราะมีธาตุทงสี อยู่ ั ั ั ในตัวเราก่ อ นแล้ว เพราะเรามีธ าตุดิน เราจึง เห็น ดิน เนื องจากอนุ ภ าคของธาตุดิน ในวัต ถุ มาทํา ๑๒ ธาตุสี คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) มีลกษณะแข็งที มองเห็ นเป็ นรู ป สามารถสัมผัส ได้ เช่น ผม ขน เล็บ ั ฟั น หนังเป็ นต้น ๑ อาโปธาตุ (ธาตุนํา) มี ลกษณะเหลวไหลถ่ายเท ทําให้อ่อนนุ่ มผสมผสานกัน เช่น นําเลือด ั นําลาย นําดี เป็ นต้น ๑ เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) มีลกษณะร้อน ยังกายให้อบอุ่น ย่อยอาหาร ทําให้ร่างกายไม่เปื อยเน่ า ั วาโยธาตุ (ธาตุลม) มีลกษณะกระพือพัด ลอยตัว พัดไปทัวร่ างกายทําให้ร่างกายเคลือนไหว ๑ ั ๑๓ พระมหา ดร.สุ ขพัฒ น์ อนนท์จ ารย์,ปริศนาปรัชญาธรรม (กรุ งเทพ ฯ : ลูก ส.ธรรมภักดี ,๒๕๔๖), หน้า ๘๘. ๑๔ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต),พจนานุ กรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (กรุ งเทพ ฯ : มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๒๘), หน้า ๑๓๙.
10.
๑๐ ปฏิกิริยากับธาตุดินในตัวเรา จึงเกิ ดเป็
นจินตภาพของดินขึนมา โดยนัยนี เพราะเรามี ธ าตุน า เราจึง ํ เห็นนํา เพราะมีธาตุไฟ เราจึงเห็นไฟ และเพราะมีธาตุลม เราจึงเห็นลม"๑๕ ก่อนกําเนิ ดสรรพสิ ง ธาตุ เหล่านี มีก ารผสมปะปนกัน อย่างได้ระเบียบจนกลายเป็ น มวลสารมหึ มา ธาตุดินไปอยู่ก ับธาตุดิน ธาตุนาก็ไปอยู่กบธาตุนา ธาตุต่างๆ ผสมกันโดยนัยนีอย่างได้สัดส่ วนมีระเบียบจนกลายเป็ นสรรพ ํ ั ํ สิ งในโลกดังทีเราเห็นอยู่นี โลกหรื อสรรพสิ งดังกล่าวจะถึงกาลแตกสลายก็ต่อ เมื อธาตุ เหล่ านี แยก ออกจากกัน สลายไปสู่ ธาตุเดิมของตน คําสอนทางพุทธศาสนากําหนดให้เราพิจารณาธาตุสีนี เป็ นอารมณ์ คือกํา หนดพิจารณากาย นีแยกเป็ นส่ วนๆ ให้เห็นว่าเป็ นเพียงธาตุสี คือ ดิน นํา ไฟ ลม แต่ละอย่างประกอบกันขึนเป็ นร่ างกาย เท่านัน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ เรา ไม่ใช่ตวตนของเรา การกําหนดพิจารณาธาตุสีนี จะต้องกําหนดด้วย ั สติสัมปชัญญะโดยความแยบคาย จนมองเห็นความเกิ ดขึ นและความเสื อมไปในกาย ตระหนักว่า กายนีก็สักแต่วากาย มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา สักวันหนึ งเมื อธาตุ เหล่านีถึ งการแตกสลายไป ่ ตามสภาวะของธรรมชาติ ชีวตคือไออุ่นก็จะถึงกาลอวสานเช่นกัน ฉะนัน ชีวตหรื อ ร่ างกายจะดํารง ิ ิ อยู่ได้ก็เพราะการหามหรื อการประครองไว้ของธาตุทงสี นีเอง ั ♣ สามคนแห่ คําว่า "สามคนแห่ " หมายถึง ไตรลักษณ์ หรื อลักษณะสามประการแห่งสังขารธรรมทังหลาย อันประกอบด้วยความไม่คงที (อนิ จจตา) ความแปรปรวน (ทุก ขตา) และความไม่มีตวตน (อนัตต ั ตา) ไตรลักษณ์ เรี ยกอีกอย่างหนึ งว่า สามัญลักษณ์ คื อลัก ษณะอัน เป็ นสากล ครอบงําสรรพสิ งใน จักรวาล จักรวาลในทีนี หมายถึง เบญจขันธ์ อันได้แ ก่ รู ป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที พระพุทธเจ้าทรงเรี ยกว่า "โลก" โดยทรงเน้นที "สั งขารโลก" ได้แก่ ชุมชนแห่งสังขารทังปวงอันเกิ ด จากเหตุปัจจัย ดํารงอยู่ โดยเหตุปัจจัย และดับไปเพราะเหตุ ปัจจัย ๑๖ สภาพของสั ง ขารทัวไปมี ปรากฏการณ์ธรรมชาติอยู่อย่างหนึง คือซ่ อนความเร้ นลับคือการผันแปรและสลายตัวเอาไว้ภ ายใน ตัว เปิ ดเผยตัวเองออกมาให้เ ห็ นเสมอกันทังหมด เรี ยกว่า "ธรรมนิ ยาม"๑๗ เพราะกําหนดรู ้ ได้ถึ ง ธรรมชาติทีเปลียนแปลง สังขารโลกหรื อสรรพสิ งรวมทังร่ า งกายของคนเราตกอยู่ในหลักแห่ งความจริ งของไตร ลักษณ์ เป็ นความจริ งทีมีอยู่ เป็ นอยูโดยธรรมชาติของมัน พระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบติขึนหรื อไม่ก็ตาม ่ ั ๑๕ พระมหาจักรชัย มหาวีโร, เอกสารประกอบการสอนวิชาปรั ชญาตะวันตกสมัยโบราณ (เลย ฯ : มจร. วิทยาลัยสงฆ์เลย,๒๕๔๖), หน้า ๑๖ - ๑๗. ๑๖ สนิ ท ศรี ส ําแดง,ปรัชญาเถรวาท (กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๔), หน้า ๑๘๒. ๑๗ ธรรมนิยาม หมายถึง การตังอยู่แห่ งสิ งที เป็ นเองโดยธรรมชาติ (ธรรมฐิ ติ) มี อยู่ส ามประการ คือ สังขารทังปวงไม่เทียง ๑ สังขารทังปวงเป็ นทุกข์ ๑ ธรรมทังปวงเป็ นอนัตตา ๑
11.
๑๑ สิ งนันก็คงตังอยู่ตามธรรมดาและก็อยูในเงือนไขของธรรมดามีธรรมชาติเป็ นอย่างนัน
มีภาวะอย่าง ่ นัน ไม่ลวงพ้นความเป็ นอย่างนันไปได้ พระพุทธเจ้าเพียงแต่ตรัสรู ้ เปิ ดเผย ชี แจงแสดงถึงความจริ ง ้ แห่ งสัตว์และสังขารทังหลายว่า เป็ นของไม่เทียง (เป็ นอนิจจัง) ทนอยูในสภาพเดิมไม่ได้ (เป็ นทุกข์) ่ และแปรผันไปในทีสุ ด (เป็ นอนัตตา) ลักษณะทังสามประการนีได้แห่แหนเราไปทุกย่างก้าว และทุก ขณะจิตอย่างไม่ลดละ ♣ หนึงคนนังแคร่ คํา ว่า "หนึ งคนนั งแคร่ " หมายถึ ง จิต กับ ร่ า งกาย นันคื อหนึ งคนหมายถึง จิต ส่ วนแคร่ หมายถึงร่ างกาย จิตนังอยูบนร่ างกาย ทําหน้าทีคอยควบคุมบัญชาการของอวัยยะทุกส่ วน กล่าวคือ ผู ้ ่ เป็ นใหญ่ ทําหน้าทีเป็ นนาย ในทางธรรมถือว่า จิตสําคัญที สุ ด คือ เป็ นใหญ่กว่ากาย ดังคําทีว่า "ใจ เป็ นนาย กายเป็ นบ่าว" เมือร่ างกายอยู่ในฐานะผูตามจิตใจเช่นนี จึงปรากฏว่า บุคคลในโลกนี ถ้าใจดี ้ สักอย่างแล้ว อย่างอืนก็จะดีไปด้วย เพราะทุกสิ งทุกอย่างอยู่ภายใต้จิตใจทังสิ น แม้แต่ความเจริ ญและ ความเสื อมของชีวตก็เช่นกันล้วนมีพนฐานมาจากจิตทังนัน ิ ื ฉะนัน หากผูใดต้องการพบกับความสุ ขทีสงบเยือกเย็น ต้องหัดฝึ กจิต คือการทําจิตให้หมด ้ พยศ ให้ตรง ให้มีคุ ณ ธรรม ไม่ให้ยิน ดี ยิน ร้ ายในเวลาเห็น รู ป ฟั ง เสี ย ง ดมกลิ น ลิ มรส ถู ก ต้อ ง โผฏฐัพพะ รู ้ ธรรมารมณ์ดวยใจ แต่การฝึ กจิตนีเป็ นของยาก เพราะจิตเป็ นสภาพทีกลับกลอก รัก ษา ้ ยาก ห้ามยาก หวันไหว โดนเอนง่าย และมักใฝ่ ตํา เหมือนนํามัก ไหลจากทีสู งลงสู่ ทีตําเสมอ แต่ถา ้ ผูใดผ่านการฝึ กจิตแล้วก็จะพบกับความสุ ขทีแท้จริ ง ดัง คําทีว่า "สุ ขทุกข์ อยู่ทีใจมิใช่ หรื อ ถ้ าใจถื อก็ ้ เป็ นทุกข์ ไม่ สุกใส ถ้ าไม่ ถือก็เป็ นสุ ขไม่ ทุกข์ ใจ เราอยากได้ ความสุ ขหรื อทุกข์ เอย" ♣ สองคนพาไป คําว่า "สองคนพาไป" หมายถึง บุญและบาป ทีเกิดจากการกระทําโดยการรับรู ้ ของจิต นําพา จิตให้ไปเกิดเป็ นเทวดาบ้าง เป็ นมนุษย์บาง เป็ นสัตว์บาง นําเทียวไปอยู่ในนรกและสวรรค์แล้วแต่ ้ ้ ทุนทีเป็ น ปั จจัยเกื อหนุ น ในรู ปแบบของกิ จกรรมซึ งมีอยู่ส องอย่า ง คือทําดีจดเป็ นบุ ญ กุศล ทําชัว ั จัดเป็ นบาป ทําสิ งไหนมากก็จะไปตามทางของสิ งนันๆ คําว่า "บุญ" เป็ นชือของความสุ ข ความดี เป็ นทีพึงของสัตว์ทงหลายทังในโลกนี และ โลก ั หน้า การสังสมบุญเป็ นเหตุนามาซึงความสุ ข ชีวตจะราบรื นหรื อล้มลุกก็เพราะบุญทีทํากรรมทีสร้าง ํ ิ ดังคําทีท่านกล่าวว่า "ยามบุญมาวาสนาช่ วย ทีป่ วยก็หายทีหน่ ายก็รัก หากบุญไม่ มาวาสนาไม่ ช่วย ที ป่ วยก็หนั กทีรั กก็หน่ าย" ฉะนัน ถ้าอยากเป็ นคนมีบุญ พึงขวานขวายในกุ ศลกรรม คือ ความดีงาม โจรก็ลกเอาไปไม่ได้ แต่สามารถนําติดตัวไปได้เมือถึ งคราวตาย ไม่เหมื อนทรั พย์สมบัติศฤงคาร ั ทังหลาย ต้อ งทิงไว้ให้ต กเป็ นสมบัติข องคนอื น จะนําติ ดตัวไปด้วยก็ ไ ม่ไ ด้ ไปแต่ ตวเปล่ า ดัง ั
12.
๑๒ ประพันธ์ทีว่า "เมือเจ้ ามามีอะไรมากับเจ้
า เจ้ าจะเอาแต่ สุขสนุกไฉน เมือเจ้ ามามือเปล่ าจะเอาอะไรไป เจ้ าก็จงไปมือเปล่ าเหมือนเจ้ ามา" คําว่า "บาป" เป็ นชือของความทุกข์ ทีเกิดจากความประพฤติชวทางกาย วาจา และใจ บาปนี ั เมือบุคคลสังสมหรื อทําเข้าแม้เพียงเล็กน้อยโดยคิดว่าจะไม่อานวยผลอะไร แต่เมือทําบ่อยๆ มันก็จะ ํ สังสมมากขึนตามลําดับ เปรี ยบเหมือนภาชนะทีเขาเปิ ดปากตังไว้ในทีกลางแจ้งไม่มีทีบังเมือฝนเท ตกลงมาทีละครังสองครัง หรื อมากกว่านัน นําอาจจะยังไม่เต็ม เมื อหลายครังเข้า ภาชนะนันก็ เต็ม ด้วยนําฝน บาปก็เช่ นนัน อาจเป็ นเหตุใหญ่โต นําความทุกข์มาให้ทงในโลกนี และโลกหน้า ดังพุทธ ั สุ ภาษิตทีว่า "ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย" ความว่า "การสั งสมบาปนําทุกข์ มาให้ " ฉะนันมรดกทีแท้จริ งที เป็ นสมบัติติดตัวเราไปทุกหนทุกแห่งก็คือบุญและบาป ดังคํากลอนทีว่า "สิ งใดในโลกล้ วนอนิ จ จัง คงแต่ บาปบุ ญยังเทียงแท้ คือเงาติดตัวตรั งตรึงแน่ นอยู่นา ตามแต่ บุญบาปแลก่ อเกือรั กษา" ปริ ศนาธรรมหมวดทีสาม ♣ บ้ านใกล้ท่าไม่ มีนํากิน ♣ ช่ างปันดินไม่ มีหม้ อใช้ ♣ เลียงไก่ ไว้ ไม่ มีเสี ยงขัน ♣ อยากขึนสวรรค์ ให้ ไปแก้ ผ้าซิ นทีวัด ♣ บ้ านใกล้ ท่าไม่มีนํากิน คําว่า "บ้ านใกล้ ท่าไม่ มีนํากิน" หมายถึง คนทีมีบานเรื อนตังอยู่ใกล้วด แต่ไ ม่เคยรั บรู ้ หรื อมี ้ ั ความสัมพันธ์อะไรกับวัดหรื อพระศาสนาเลย หรื อแม้บางคนอาจจะมีความสัมพันธ์ กบวัดวาอาราม ั รู ้ จกหรื อใกล้ชิดกับพระสงฆ์เป็ นอย่างดี ประกาศตนว่านับถือพุทธศาสนา มีพระรัตนตรัยเป็ นทีพึงที ั ระลึก แต่ไม่เคยรับรู้ รสแห่งธรรมะ ไม่ คิด จะน้อมนําหลักพระธรรมคําสังสอนไปเป็ น ยาใจในการ ประพฤติปฏิ บติ ทังทีเมืองไทยเป็ นเมืองพุทธ แต่คนในชาติกลับเป็ นคนใจดําอํามหิ ตเบี ยดเบียนทํา ั ร้ ายซึ งกันและกันไม่เว้นแต่ละวัน ผิดศีลผิดธรรมกันเป็ นแฟชัน นีแสดงให้เห็นว่า แม้เราจะมีบานใกล้วด แต่ไม่เคยสนใจเกี ยวกับเรื องของวัด ใกล้ชิดพระ ้ ั พุทธ (พระพุทธรู ป) แต่ไม่เคยเข้าถึงคุณพระพุทธเจ้า เรี ยนรู ้ ธรรมะ แต่ไม่เคยนําเอาหลักธรรมไป ปฏิบติ อุปัฏฐากอุปถัมภ์พระสงฆ์ แต่ไม่เคยยึดหลักคําสอนของท่าน เข้าตําราทีว่า "สั ปเหร่ อชิน ผี ั สั งฆการี ชินพระ" หรื อ "มดแดงเฝ้ าผลมะม่ วง ไม่ ร้ ู เลยว่ ามะม่ วงมีรสชาติเป็ นอย่ างไร" เหมื อนมีท่า นําติดกับบ้าน แต่ไม่ได้ดืมนําจากลําคลอง ใจคอเหือดแห้งอยูตลอดเวลา ยังโหดร้ ายทําลายกัน ขาด ่ เมตตากรุ ณาต่อกัน
13.
๑๓
♣ ช่ างปันดินไม่ มีหม้ อใช้ คําว่า "ช่ างปันดินไม่ มีหม้ อใช้ " หมายถึง การทําพิธีกรรมต่างๆ ทางด้านพุทธศาสนา แล้วติด เป็ นเจ้าพิธีรีตอง คือติดเพียงรู ปแบบในพิธีกรรมนันๆ เช่น จุดธู ปจะจุดอย่างไร ใช้ธูปกี ดอก จุดข้าง ซ้ายหรื อข้างขวาก่อน เทียนนํามนต์จะต้องใช้กีเล่ม บาตรนํามนต์จะต้องใส่ อะไรบ้าง ใบนาก เงิ น ทอง ส้มโอ ผิวมะกรู ด ใบมะยม ใบส้ มป่ อย แม้กระทังใบทับทิม ใส่ สารพัดหนักๆ เข้าดูไม่อ อกว่า บาตรนํามนต์หรื อว่าหม้อต้มยํา๑๘ กันแน่ พิธีกรรมเหล่านีเป็ นแค่เปลือก ถ้าเราไม่รู้จกกลันกลองเอา ั แก่ นธรรมทีเกิดจากพิธีกรรมนันๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุ ดกับชีวตได้ ก็ชือว่ายังติดอยู่ ิ แค่เปลือกของศาสนาเท่านัน เหมือ นกับช่ างปั นดินแต่ ไม่ มีหม้อใช้ คนปั นหม้อขายแต่ ตวเองกลับ ั ต้องใช้กะลา ฉันนัน ♣ เลียงไก่ ไว้ ไม่ มีเสี ยงขัน คําว่า "เลียงไก่ ไว้ไม่ มีเสี ยงขัน" หมายถึง ทายก อุบาสก อุบาสิ กา หรื อพุทธศาสนิกชนทัวไป ได้ให้การอุปถัมภ์บารุ งพระสงฆ์ทุกๆ ด้าน มีปัจจัยสี เป็ นต้น แต่พระสงฆ์ไม่เคยเทศน์อบรมสังสอน ํ ให้ชาวบ้านได้รับรู ้รสแห่งพระสัทธรรมเลย หน้าทีของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา คือ การเรี ยน ธรรม และนําเอาหลักธรรมมาปฏิบติ เมือเกิดผลจากการเรี ยนและการปฏิบติแล้ว หน้าทีสําคัญต่อไป ั ั ของพระสงฆ์ คื อ การแนะนํา สังสอนผู ้อื นให้รู้ ตามสิ งทีตนรู ้ น ัน คื อ ให้รู้ จก บาป บุ ญ คุ ณ โทษ ั ประโยชน์และสิ งไม่ใช่ประโยชน์ แต่ ถ ้าพระสงฆ์ไม่ปฏิ บติห น้าทีดัง กล่ า ว เป็ นเพียงพระนัก บิน (บิณฑบาต) บัง สั ง สวด ั เท่านัน ก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อพระศาสนาแต่อ ย่างไร บางครั งถึงกับมี คาล้อเลียนจากชาวบ้านว่า ํ "บวชหาใช้ หนี บวชหนี ตํารวจ บวชสวดพระมาลัย บวชไกลกังวน บวชแก้ บนเจ้ าพ่ อ บวชล่ อข้ าวเย็น และบวชเล่ นล็อตเตอรี ฯลฯ" เมื อพระสงฆ์มีหน้าทีบกพร่ องเช่ นนี ท่านจึง เปรี ยบถึ งการอุ ปถัมภ์ พระสงฆ์เหมือนกับการเลียงไก่ ซึ งนอกจากจะต้องการกินเนื อกินไข่แล้ว ทีสําคัญคือ ต้อ งการเสี ยง ขัน คือเทศนาสังสอนอบรมธรรมได้ดวย ้ การบอุปถัมภ์บารุ งพระศาสนานันมี ๒ อย่าง คือ การทําให้พระศาสนาเจริ ญมันคง สามารถ ํ เป็ นทีพึงแก่ สัตว์โลกได้ การอุปถัมภ์เช่ นนีจะเน้นการนําหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนามาปฏิ บติ ั เพือให้เกิดสันติสุขและปั ญญาอย่างแท้จริ ง ส่ วนประการทีสอง คือการช่วยเหลือกิจการพระศาสนา ในลักษณะต่างๆ เช่น การบํารุ งวัดวาอาราม และการอุปัฏฐากพระสงฆ์ เป็ นต้น ปั จจุบนทายกทายิกาโดยส่ วนมากเน้นการบํารุ งวัดวาอารามทางด้านศาสนวัตถุเสี ยเป็ นส่ วน ั ใหญ่ หรื อบางแห่งให้ก ารเลียงดู พระเณรให้อยู่ดีกิ นดี แต่ไม่เข้าใจเนื อแท้ข องศาสนาเลย ถ้าเป็ น พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒ น์ ธมฺ มวฑฺ ฒโน),มุทิตานุ สรณ์ พระครู วิวิธธรรมโกศล (กรุ งเทพ ฯ : ๑๘ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๑๖๘.
14.
๑๔ ลักษณะนีท่านเปรี ยบเหมือนกับการเลียงไก่ไว้ไข่ให้สุนขกิน คือ
การทีเรามีแต่วดวาอารามทีสวยงาม ั ั แต่ ไ ม่ มีพระสงฆ์ทีเป็ น เหมือ นหมอ ไม่ มีธ รรมะทีเป็ นเหมือ นยา มัน ก็ไม่มี ประโยชน์ อ ะไร มีค่ า เท่ากับรู ปสวยๆ ทีติดอยู่ขางฝาคนมีปัญหาเดินผ่านไปผ่านมารู ปนันก็ช่วยอะไรไม่ได้ ้ การเลี ยงดูหรื ออุ ปัฏฐากพระสงฆ์นน ถ้าเลี ยงให้อ ยู่ดีกิน ดีเกิ นไป โดยไม่ตอ งทําอะไร ก็ ั ้ กลายเป็ นว่าเลียงพระให้กลาย เป็ นหมู ถ้าเลียงไว้สําหรับเป็ นพ่อสื อแม่ช ก ก็กลายเป็ นเลียงพระให้ ั กลาย เป็ นม้ า บางทีใช้ให้พระเณรทําประโยชน์แก่ตนทางวัตถุ อย่างนีก็เท่ากับเลียงพระให้กลาย เป็ น วัวเป็ นควาย บางทีเลียงพระให้ เป็ นนกเขา คือเลียงไว้ให้ขนเพราะๆ เพือให้ทายกทายิกาสบายใจ ั หรื อบางทีก็เอาแต่บารุ งบํา เรอกันเกิ นไป คือ เอาแต่สนุ กสนานอย่างเดียว อย่างนี เรี ยกว่า การเลียง ํ พระให้กลาย เป็ นเทวดาไป บางทีก็เลียงพระให้กลาย เป็ นยักษ์ เป็ นมาร คื อ กลายเป็ นคนเจ้าอารมณ์ (ตัดตอนมาจากหนังสื อการบํารุ งพระศาสนาของท่านพุทธทาส) ถ้าเป็ นลักษณะเช่นนีก็กลายเป็ นว่า พระสงฆ์ได้ลืมหน้าทีของตัวเอง ซึ งก็ตรงกับคําเปรี ยบเปรยของชาวบ้านทีว่าเลียงไก่ไว้ไม่มีเสี ยงขัน นันเอง กล่าวคือไม่ได้ตงใจเรี ยนธรรมและปฏิบติเพือสังสอนชาวบ้านเลย ั ั ♣ อยากขึนสวรรค์ ให้ ไปแก้ ผ้าซิ นทีวัด คําว่า "อยากขึนสวรรค์ ให้ ไปแก้ ผ้าซิ นทีวัด" หมายถึง ถ้าต้อ งการทีจะให้บุญกุศ ลกล่าวคือ ความสุ ขเกิดขึนแก่ตนเองแล้ว ให้ไปแก้ผาซิ น๑๙ กํามะหยีทีห่อพระคัมภีร์๒๐ ทีวัด แล้วคลีออกมาอ่าน ้ ให้เกิ ดความเข้าใจในหลักธรรมนันๆ แล้วนําพระธรรมคําสังสอนของพระพุทธเจ้าทีจารึ ก ไว้ในใบ ลานนันไปเป็ นหลักปฏิบติ ก็จะพบความสุ ขคือทางแห่งสวรรค์และพระนิพพาน ั คนสมัยก่อนมักชอบไปวัด ชี วตทังชี วิตจะผูกพันอยู่ก ับวัด ทังนี เพราะวัดเป็ น จุดศู นย์รวม ิ ของชุมชนอย่างแท้จริ ง วัดจึงเป็ นทังลานบุญลานกุศลสําหรับชุมชนนันๆ ดังนัน บุญ (ความสุ ขใจ) ๑๙ คําว่า "ผ้ าซิน" ในทีนี โบราณท่านหมายถึงผ้าห่ อคัมภีร์ แต่ก่อนใช้ผาสวย ๆ ผ้าลูกไม้สีสรรต่าง ๆ กันดู ้ สวยงามมาก คล้ายผ้าถุงทีผูหญิงนุ่งทุ กวันนี มีไว้สําหรั บ ห่ อพระคัมภีร์ท างศาสนา ซึ งบันทึ กพระธรรมคําสัง ้ สอนทางพระพุทธศาสนาไว้ ๒๐ คําว่า "คัมภีร์" ในที นี หมายถึง "พระไตรปิ ฎก" ซึ งใช้ชื อเรี ยกคัมภี ร์ทางพุท ธศาสนา เกิ ดขึ นในตอน หลัง เมือพระพุทธเจ้าตรัสรู ้ใหม่ ๆ ก็ทรงใช้คาว่า "พุทธศาสนา" ต่อจากนันก็ทรงใช้คาว่า "สั ทธรรม" และก่อนทีจะ ํ ํ เสด็จดับขันธปริ นิพพานก็ได้รับสังแก่พระอานนท์พร้อมด้วยหมูพระเถระว่า "พระธรรมและพระวินัยทีได้บัญญัติ ่ แสดงแล้ วจักเป็ นศาสดาแทนเรา" ในคราวนันก็ใช้คาว่า "ธรรมวินัย" หลังพุทธปริ นิพพานแล้ว พระสังคีติ ํ กาจารย์ ทําการสังคายนาพระวินัยครังทีหนึ ง และที สองก็ยงใช้คาว่า "พระธรรมวินัย" ครังที สาม สมัยพระเจ้า ั ํ อโศกมหาราช พระสังคติกาจารย์ได้จาแนกแยกแยะ พระวินัย พระสู ตร และพระอภิธรรม จัดไว้เป็ นหมวดหมู่ ํ เรี ยกว่า "พระไตรปิ ฎก" กล่า วคื อ เหมื อ นกับ ตระกร้ า หรื อกระจาดสามใบ สําหรั บใส่ พ ระไตรปิ ฎกทังสาม หมวดหมู่ แยกไว้ดงนี คือ พระวินยปิ ฎก พระสุตตันตปิ ฎก และพระอภิธรรมปิ ฎก ั ั
15.
๑๕ และกุศล (ความฉลาด หรื
อความรู ้) จะเกิ ดขึนได้ ก็โดยอาศัยการสังสอนหรื อฟั งธรรมจากพระสงฆ์ และเวลาพระสงฆ์แสดงธรรมท่านมักจะว่าไปตามพระคัมภีร์ทีถูกห่ อไว้ในผ้าซิ นไหมซึ งถูกเก็บไว้ เป็ นอย่างดี เพราะถือว่าเป็ นของสู ง และเป็ นสิ งแทนองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ◌้า ปริศนาธรรมหมวดทีสี ♣ หาบไม่ หนั ก ♣ ตักไม่ เต็ม ♣ เค็มไม่ จืด ♣ มืดไม่ แจ้ ง ♣ หาบไม่ หนั ก คําว่า "หาบไม่ หนั ก" หมายถึง คุณงามความดีหรื อ บุญกุศล ตลอดถึงวิชาความรู ้ ต่างๆ ยิง สะสมบําเพ็ญให้เกิดมีแก่ตนมากเท่าใด ก็จะยิงเป็ นสิ งเกือหนุนให้ตนมีความสุ ขใจ หรื อเป็ นสิ งนําพา ให้ตนประสบความสําเร็ จในชีวตมากขึนเท่านัน เพราะสมบัติอ นลําค่าคือ วิชาความรู ้ หรื อคุณงาม ิ ั ความดีนี เป็ นนามธรรมจึงไม่เป็ นภาระทางร่ างกายทีจะต้องแบกหาม และไม่ตองเป็ นกังกลใจว่าจะ ้ มีผูใดผูหนึ งมาลักขโมยเอาไปได้ ้ ้ คําว่า "วิชาหรื อความรู้ " ในทีนี หมายถึง ผูรู้วิชาในทางใดทางหนึ ง ถ้าเป็ นผูรู้ดีในทางโลก ้ ้ และชํานาญแล้ว ก็จะสามารถทีจะนําความรู ้มาประกอบการงานให้เจริ ญรุ่ งเรื องในชีวตได้ ถ้าเป็ นผูรู้ ิ ้ ดีในทางธรรม ซึ งมุ่งแต่จะละบาปบําเพ็ญบุญกุศล คือรู ้ จกการกระทําความดี รู ้ จกหลี กเลี ยงความชัว ั ั เพือมุ่งปฏิบติธรรม ก็จะสามารถบรรลุ คุณธรรมชันสู งขึนไปเรื อยๆ ได้ตามลําดับ ดังพุทธสุ ภาษิ ต ั ทีว่า "สุ วิชาโน ภวํ โหติ" ซึ งแปลว่า "ผู้ ร้ ู ดี เป็ นผู้เจริ ญ" ♣ ตักไม่ เต็ม คําว่า "ตักไม่ เต็ม" หมายถึง ความโลภ๒๑ (โลภะ) หรื อ ความอยากได้โดยไม่รู้จกอิม แม้จะ ั แสวงหาตลอดชาติกไม่รู้จกพอ ได้แล้วอยากได้ใหม่ต่อ เพือสนองความอยากของตน ความโลภนี ถือ ็ ั ว่าเป็ นตระกูลของกิเลสเลยทีเดียว จะมีลกษณะไขว่คว้า ปรารถนาอยากได้สิ งต่ างๆ มาเป็ นของตน ั คนที โกงเขา ฉ้ อ ราษฎร์ บง หลวง ค้าของเถือน ลักทรั พย์ ปล้น แย่งชิ ง วิงราว เหล่ านี เกิ ดมาจาก ั สาเหตุ คือความโลภทังสิ น เมือโลภเสี ยแล้วก็ไม่เกรงกลัวต่ออะไรทังนัน ขอให้ได้มาก็เป็ นพอ ๒๑ ความโลภ มีโทษ ๖ อย่าง คือ ทําให้เป็ นคนตาบอด ๑ ทําให้มองไม่เ ห็ นความจริ ง ๑ ทําให้เป็ นคน ไม่มีความรู ้ ๑ ทําให้ เป็ นคนมีจิ ตใจคับ แคบ ๑ ทําให้เป็ นคนไม่มีปั ญญาจะรู ้ ความจริ ง ๑ ขวางทางดับทุกข์ไ ม่ สามารถจะเข้าสู่พระนิ พพาน ๑
16.
๑๖
เมื อคนเราเป็ นคนละโมบโลภมากเสี ยแล้ว ก็ คิดแต่จะได้ฝ่ ายเดีย ว โดยไม่คานึ งถึ งความ ํ เดือดร้ อนของผูอืน หรื อเรี ยกอีกอย่างหนึงว่า "เป็ น คนเห็ นแก่ ตว" มันจึงเป็ นต้นเหตุ ให้สร้ างบาปมี ้ ั การโกงเขา เป็ นต้น ยิงได้มากเท่าไรก็ยงเพิมความอยากมากขึนเท่านันหาความพอหรื อความอิมไม่ ิ เจอ ในทางธรรมถือว่าปิ ดหนทางแห่งการบําเพ็ญคุณความดี เบืองสู งยิงๆ ขึนไป และมีแ ต่จะพาตน จมลงสู่ ความมืดมนเรื อยๆ ♣ เค็มไม่ จืด คําว่า "เค็มไม่ จืด" หมายถึง คุณธรรมแห่งความดีงามทังหลาย ซึ งเป็ นสิ งเกือหนุนบุคคลให้มี ค่า เพิมค่านิยมให้แก่ผูกระทํายิงๆ ขึนไป ภัยใดๆ ไม่สามารถจะทําอันตรายได้ ถึงแม้สังขารร่ างกาย ้ จะดับลับหายไปตามกาลเวลา แต่คุณความดีนียังคงอยู่คู่ฟ้าดิน ดังคํากลอนทีว่า "สั งขารนันเที ยงแท้ ฤามี สิ งคงนันความดีแน่ ด้วย กายเข้ าหกสิ บแปดปี ชีพล่ วงหลุดนา หนุ่มแก่ แน่ คือม้วยดีนันคงขจร" คนทีทําความดีไว้กบสังคมโลก ถึงแม้จะมีชีวตอยูก็สบาย จะจากไป (ตาย) ก็มีค นอาลัยหา ั ิ ่ ตรงข้ามกับคนไม่ดีคอยสร้างแต่ความเดือดร้ อนให้แก่สังคม จะอยู่ก็ลาบาก จะจากก็ล าเค็ญ คนดีอยู่ ํ ํ สังคมปลอดภัยไร้ปัญหา เหมือนท้องฟ้ าไร้ เมฆหมอก ยามตายก็ ก ลายเป็ นผีหอม คื อคนไม่รังเกี ยจ ซากศพ กลับอาลัยเสี ยดาย ส่ วนคนชัวแม้อยู่สังคมก็เดือดร้ อน จะอยู่ทีไหนก็วนวายทีนัน ยามตายผีก็ ุ่ เหม็น คื อไม่มีใครอยากเข้าประคองศพ ไม่มีใครอาลัยเสี ยดายในการจากไป ดังคําประพันธ์ ทีว่า "อันความดีทําไว้ถึงคราวตายจาก ก็มีคนอยากช่ วยแบกช่ วยหาม ถ้ าทําแต่ ความชั วตั วก็ เลวทราม ถึ ง มีหน้ าก็ต้องควําเหมือนหอยโข่ งหอยแคลง" ♣ มืดไม่ แจ้ ง คําว่า "มืดไม่ แจ้ ง" หมายถึง ความหลง (โมหะ) ความมัวเมาติดอยูในสิ งทีไม่เป็ นสาระอะไร ่ กับชีวต เช่น หลงไหลในกามคุณ หลงไหลในอบายมุข เป็ นต้น ความหลงไหลในสิ งเหล่านี จัดเป็ น ิ กามตัณหาทีทําให้จิตใจทะเยอทะยานดินรน อยากได้ในรู ป เสี ยง กลิน รส สั มผัส และอารมณ์ ทีน่ า ปรารถนา น่าชอบใจ มาตอบสนองความต้องการของตนเอง และเป็ นความอยากทีไม่มีทีสิ นสุ ด จึง พยายามในทุกวิถีทางทีจะให้ได้มาแม้จะลําบากสักเพียงไรก็ตาม จิตทีตกอยู่ในอํานาจแห่ งความหลงมัวเมาดังกล่ าว จัดว่าเป็ นความมืดบอดทางปั ญญา ปิ ด เสี ย ซึ งดวงประทีปทีจะส่ อ งทางชี วิตให้เห็น แจ้งซึ งหนทางสํ าหรั บดํา เนิ น ชี วตให้ได้รับความสุ ข ิ ความเจริ ญ ปั ญญาชนเมือรู ้วาจิตมืดบอดเพราะตกเป็ นทาสของโมหะ พึงสํ า รวมระวังกาย วาจา ใจ ่ ให้เป็ นผูมกน้อยสันโดษ ไม่ปรารถนาในกามคุณมากจนเกิ นไป จึงจะอยู่อย่างเป็ นสุ ข ไม่เ ป็ นทุกข์ ้ ั เพราะความอยากของตนเอง ดังคํากล่าวทีว่า "สุ ขทุกข์ อยู่ทีใจมิใช่ หรื อ ถ้าใจถือก็เป็ นทุกข์ ไม่ สุกใส ถ้ า ไม่ ถือก็เป็ นสุ ขไม่ ทุกข์ ใจ เราอยากได้ ความสุ ขหรือทุกข์ เอย"
17.
๑๗
ปริ ศนาธรรมหมวดทีห้ า ♣ สึ กดี ♣ หนีโง่ ♣ อยู่ได้ ♣ นานดี ♣ บวชให้ รีบสึ ก ♣ มีเมียให้ รีบเลิก ♣ สึ กดี คําว่า "สึ กดี" หมายถึง การศึ กษาหาความรู ้ ในสาระวิชาแต่ละแขนงนันเป็ นสิ งทีดี สําหรั บ ชีวต เพราะการศึกษาสามารถนํามาซึ งความเจริ ญรุ่ งเรื องทังในชีวตและหน้าทีการงาน แต่การศึ กษา ิ ิ ทุกชนิดย่อมต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย เช่น บางท่านต้องเดินทางไปศึ กษาไกลๆ ยานพาหนะ ไม่สะดวก บางคราวฝนตก บางคราวหนาว บางคราวร้ อ น และต้องประสบกับความปวดเมือย หิ ว กระหาย ความเจ็บ และการครําเคร่ งดูตารับตํารา อุปสรรคต่างๆ เหล่ านี ล้วนต้องอาศัยความอดทน ํ ทังสิ นจึงจะประสบผลสําเร็ จการศึกษา ซึ งทางโลกเรี ยกว่า "ปริ ญญา"๒๒ คือตังแต่ ปริ ญญาตรี จนถึง ปริ ญญาเอก แต่คาว่า "ปริญญา" ในทางพุทธศาสนา หมายถึง การกําหนดรู ้ การทําความรูจก การทําความเข้าใจ ํ ้ั ความเข้าใจโดยครบถ้วน๒๓ เป็ นการศึ กษาโดยการกําหนดรู ้ตวเองเป็ นสําคัญ ท่านพุทธทาสภิ ก ขุได้ ั ให้ความหมายของการศึ กษาไว้วา "การขจัดเสี ยซึ งสั ญชาตญาณอย่ างสั ตว์ "๒๔ คือ การทําลายเสี ยซึ ง ่ ความรู้ สึกทีเป็ นคุณค่าชันตํา อันได้แก่ กิ น กาม และเกียรติ ควรให้ดาเนินไปตามทางสายกลาง เช่ น ํ กินแต่พอดี ไม่กินทิงกินขว้าง ไม่กินคุณค่าเทียม สื บพันธุ์แต่พอดี เพือดํารงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ไม่ใช่ เพือ สนองตัณหา เกี ยรติย ศชื อเสี ย ง ก็ ค วรทํา ให้เ กิ ด ในลัก ษณะที ดีง ามและชอบธรรมไม่ ยึดติ ดใน เกี ยรติยศชื อเสี ยงนัน การศึ กษาตามแนวท่านพุทธทาสนี เป็ นการสร้ างให้คนเป็ นมนุ ษย์ทีสมบูรณ์ ๒๒ ปริญญา ในทางพุทธศาสนามี ๓ ประการ คือ ญาตปริ ญญา เป็ น การกําหนดรู้ ดวยให้เป็ นสิ งที รู ้ แล้ว ้ หรื อการกําหนดรู้ตามสภาวลักษณะ ๑ ตีรณปริ ญญา เป็ นการกําหนดรู้ ด วยการพิ จ ารณา หรื อการกําหนดรู ้ ้ โดยสามัญลักษณะ ๑ ปหานปริ ญญา เป็ นการกําหนดรู ้ดวยการละ หรื อการกําหนดรู ้โดยตัดทางมิ ให้ฉ ันทะราคะ ้ เกิดมีในสิงนัน ๑ ๒๓ พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต),อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๑๒. ๒๔ สุวิน ทองปั น,ปรัชญาการศึกษา (ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อ,๒๕๔๕), หน้า ๒๘.
18.
๑๘ แบบ กล่าวคือเป็ นผูมีจตใจสู
งเหนือสัตว์เดรัจฉานทัวไป และสามารถลดละกิ เลสคือความเห็นแก่ตว ้ ิ ั ให้ได้มากทีสุ ด ♣ หนีโง่ คําว่า "หนีโง่ " หมายถึง บุคคลทีได้รับการศึกษามาอย่างดีในศาสตร์ แต่ละสาขาแล้ว ความไม่ รู ้ กล่าวคือ ความโง่เขลาเบาปัญญาก็จะหนีไป ความฉลาดปราชญ์เปรื องก็จะเข้ามาแทนทีทันที คนมี ความรู้ จดว่าเป็ นผูมีประสบการณ์ในชีวต เมือมีปัญหาเกิ ดขึนในชีวตก็สามารถจะนําความรู ้ มาแก้ไข ั ้ ิ ิ ปั ญหานันๆ ได้ อาจกล่าวได้ว่า การศึ ก ษาก็คือการแก้ ปัญหาของมนุ ษ ย์นนเอง ผูทีไม่สามารถจะ ั ้ แก้ปัญหาในทางทีถูกต้องได้ จัดว่ายังอยู่ในความมืดบอดหรื อความโง่อยู่ ฉะนัน การจะหนีจาก ความโง่ได้ก็ตองแก้ดวยการศึกษา เพราะการศึ กษาสามารถทําให้คนเป็ น ปัญญาชน ได้ ้ ้ คําว่า "ปั ญญาชน" หมายถึง ชนผูมีปั ญญาเป็ นเครื องนําทาง และคําว่า "ปั ญญา" แปลว่า ้ "ความรอบรู ้ " คือรู ้ทางแห่ ง ความเสื อม รู ้ ทางแห่งความเจริ ญ และรู้ ทงทางแห่ งความเสื อมและทาง ั แห่ งความเจริ ญ แบ่งออกเป็ น ๒ ทาง คือ ทางแห่ งโลกิ ยปั ญญาและโลกุตตรปั ญญา ปั ญญาดังกล่าว ข้า งต้น จะเกิ ดมี ขึนได้โดยทางทัง ๓ คื อ สุ ตมยปั ญญา ปั ญญาสํ า เร็ จด้วยการฟั ง จิ น ตามยปั ญ ญา ปั ญญาสําเร็ จด้วยการนึกคิดถึง และภาวนามยปั ญญา ปั ญญาสําเร็ จด้วยการอบรม๒๕ ฉะนัน บุคคลผูมี ้ ปั ญญาจึงสามารถขจัดความโง่เขลา และสามารถแก้ไขปั ญหาต่ างๆ ได้เป็ น อย่างดี ดังพุทธสุ ภาษิต ทีว่า "ป ฺญา โลกสฺ มึ ปชฺโชโต" ความว่า "ปัญญาเป็ นแสงสว่ างในโลก" ♣ อยู่ได้ คําว่า "อยู่ ได้ " หมายถึง บุคคลทีได้รับการศึ กษาหรื อ ได้รับการฝึ กหัดตนมาเป็ นอย่างดีแ ล้ว ย่อมมี คุ ณค่าต่อ ตนเอง และสังคม สามารถสร้ างคุ ณประโยชน์ ได้ทุก สถานที เป็ นบุค คลทีสังคม ต้องการ เมือไปอยู่ทีไหนก็สร้ างความเจริ ญให้เกิ ดขึนทีนัน ทังนี ก็ เนืองด้วยวิช าความรู ้ ทีตนได้เ ล่า เรี ยนและฝึ กฝนมาเป็ นอย่างดีแล้วนันเอง ดังคํากล่าวทีว่า "คนมีความรู้อยู่กับตัวก็เหมือนมีทรั พย์ อยู่ นับแสน จะตกถินฐานใดก็ไม่ แคลน ฯลฯ" อีกอย่างหนึง คําว่า "อยู่ ได้ " หมายถึง บุคคลทีได้รับการยอมรั บจากสังคมอย่างแท้จริ ง ซึ ง บุคคลดังกล่าวจะต้องมีคุณธรรมควบคู่ไปกับความรู ้ ดวย เพราะคุ ณธรรมสามารถดํารงอยู่ได้ในทุก ้ วงการ แม้ในวงการธุ รกิจซึ งเป็ นครรลองของการแข่งขันภายใต้กติกาการแสวงหากําไรสู งสุ ด ๒๖ ก็ ๒๕ ปี พัฒนาการศึกษาสงฆ์ ๒๕๓๗ - ๒๕๓๙,พุท ธศาสนสุ ภ าษิต เล่ ม ๑ (กรุ งเทพ ฯ : กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ,๒๕๓๗), หน้า ๖๓. ๒๖ สรกล อดุลยานนท์,ปรั ชญาของงานหนทางสู่ ความสุ ข (กรุ งเทพ ฯ : สํานักพิ มพ์มติ ชน,๒๕๔๗), หน้า ๔๖.
19.
๑๙ สามารถใช้คุ ณธรรมเป็ น
สิ งนําในการบริ หารได้เช่ น กัน นันคื อ ในส่ วนของงานจะต้องใช้ค วาม อดทน กล่าวคือ อดทนต่อความลําบากตรากตรํา อดทนต่อทุ กขเวทนา และอดทนต่ อ ความเจ็บใจ และในส่ วนของคนจะต้องสามรถครองใจคนร่ วมงานได้ อย่ างน้อ ยต้องมีค วามจริ งใจต่ อเพือน ร่ วมงาน คุณธรรมดังกล่ า วนี จะส่ ง ผลให้งานประสบความสํ า เร็ จ อี กทังยัง เป็ นทีรั ก ของเพือน ร่ วมงานด้วย ดังคําประพันธ์ ทีว่า "ใจซื อถือสัตย์ มันมีคณ ความสั ตย์ ช่วยอุดหนุนเมือไร้ ซื อสั ตย์ ย่อม ุ เป็ นบุญภายภาคหน้ าเอย ภัยพิบัติช่วยได้ กลับร้ ายกลายดี" ♣ นานดี คําว่า "นานดี" หมายถึง บุคคลที มีปัญญา มีความรู ้ มีคุณธรรม มี ความสามารถ มีศ กยภาพั เป็ นมาตรฐานแห่งความเป็ นบัณฑิต อยู่ทีไหนก็ทาคุณประโยชน์ให้แก่สังคมสมกับความเป็ นบัณฑิต ํ อย่างแท้จริ ง บุคคลลักษณะนียิงอยู่ในสังคมนานเท่าไรก็ยงนําความเจริ ญมาสู่ ตนเองและสังคมมาก ิ ขึนเท่านัน ตังใจสร้ างแต่คุณงามความดี อุทิศตนทํางานเพือประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่เห็นแก่ความ เหน็ดเหนื อย ดังคํากล่าวทีว่า "ทํางานเพืองานแต่ ละวันได้ คุณค่ า ทํางานเพือเห็นแก่ หน้ าจะพบปัญหา อยู่เรือยไป ทํางานเพือเห็นแก่ ตัวคนเกลียดกลัวไม่ อยากร่ วม ทํางานเพือเห็ นแก่ ส่วนรวมเหนือยเหงือ ท่ วมก็สุขใจ" บุคคลทีมีลกษณะดังกล่าวนี เป็ นบุคคลทีสร้ างเสน่ ห์ให้ก ับชี วิตตนเอง เป็ นทีพึงประสงค์ ั ของปวงชน จัดว่าเป็ นบุคคลทีหาได้ยาก ไม่วาจะไปอยูทีไหนหรื ออยูกบใคร ก็เป็ นทีรักของเหล่าชน ่ ่ ่ ั ทีนัน ไม่อยากให้จากไปไหน อยากให้อยู่ดวยนานๆ เพราะอยู่แล้วก็ทาให้สังคมร่ มเย็นเป็ นสุ ข เป็ นที ้ ํ พึงได้ มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจคนอืนอยู่เสมอ รู ้ จก เอาใจเขามาใส่ ใจเรา ดังคําทีว่า "อกใคร ั ใครก็คล้ ายคลึงกัน เรารั กสุ ขทุกวันไป่ เว้น อกเขาก็เ ช่ นกัน อย่ าก่ อกรรมนา เขาและเราหลีกเร้ น ทุกข์ นันนิรันดร์ " ♣ บวชให้ รีบสึ ก คําว่า "บวชให้ รีบสึ ก" หมายถึง เมื อบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้วต้อ งรี บศึ ก ษาพระ ธรรมวินย เพือจะได้ดาเนินตามหลักพุทธบัญญัติได้อย่างถูกต้อง หมันฝึ กฝนอบรมตนให้เป็ นพระที ั ํ ดีในพระศาสนา นันคือมีการสํารวมกาย วาจา และใจ มีการศึกษาเพืออบรมจิตใจ ทังภาคทฤษฎีและ ปฏิบติ หรื อทีเรี ยกในภาษาศาสนาว่า ภาคปริ ยติและปฏิบติ โดยการศึกษาจากครู บาอาจารย์ ตลอดถึง ั ั ั การค้นคว้าหลักคําสอนในพระไตรปิ ฎก และการเจริ ญภาวนาตามหลักวิธีทีถู ก ต้อง จนสามารถทํา ให้จิตสงบ และผ่องใสขึนตามลําดับๆ อันเป็ นเหตุให้เกิดปัญญาจนสามารถเข้าถึงสัจธรรมของโลก และชี วต ตามคําสังสอนของพระพุทธเจ้า ิ
20.
๒๐
การศึกษาหาความรู้ไม่วาจะเรี ยนจากครู ดูจากตํารา หรื อ สดับปาฐะ ล้วนเป็ นสิ งทีทํา ให้ผู ้ ่ ศึกษามีความรู ้ดี มีปัญญาทรงไว้ซึงความเป็ นพหูสูตร๒๗ คือการได้ยิน ได้ฟัง หรื อจดจํามามาก การ บวชเรี ยนในพระพุทธศาสนานับว่ามีความสําคัญมากสําหรับ พระภิกษุส ามเณร เพราะสังคมยกให้ พระเป็ นผูนาทางด้านจิตใจ และทําหน้าทีในการเผยแผ่พระศาสนา ผูทีจะทําหน้าทีเช่นนีได้ดี จะต้อง ้ ํ ้ ผ่านการศึ กษาอบรมและฝึ กฝนตนมาพอสมควร ทังด้านคันถธุ ระ๒๘และวิปัสสนาธุ ระ๒๙ จึงจะเป็ นที น่าเชื อถือของคนทัวไป ♣ มีเมียให้ รีบเลิก คําว่า "มีเมียให้ รีบเลิก" หมายถึง เมือแต่งงานมีค รอบครั วแล้ว ให้ล ด ละเลิ ก ประพฤติ ตน เหลวไหลเสเพล ตัดขาดจากอบายมุข อันเป็ นบ่อนทําลายชีวตให้ตกตํา สิ งทีจะทําลายชีวตครอบครัว ิ ิ ให้ถึงความพินาศย่อยยับก็เนืองด้วยเหตุเหล่านีคือ๓๐ ๑. ความมัวเมา เพราะขึนชือว่า "เมา" แล้ว แสดงว่ากลไกสําหรับควบคุมความประพฤติคือ "สติ" ได้ถูกทําลายไปชัวขณะทําให้มิอาจบังคับดูแลตนเองได้ ผูใดลงได้มวเมาแล้วจะหมดเสน่ ห์ ้ ั หมดค่า หมดตัว หมดดี ทันที ดังคํากล่าวทีว่า "เมาเพศหมดราคา เมาสุ ราหมดสํ าคัญ เมาการพนั น หมดตัว เมาเพือนชั วหมดดี" หรื อ ดังคําว่า "ทายกเมาบุ ญ ท่ านขุน เมายศ นั กบวชเมาโบสถ์ นั กเป่ า เมาปี ไม่ ดีทังนัน" ไม่วาจะเมาชนิ ดใด เพราะ "เมาตนลืมตาย เมากายลืมแก่ เมาสามีภรรยาลืมพ่ อลืม ่ แม่ เมาเหล้ าเมากระแช่ ลืมคุกลืมตาราง" ๒. ความเกี ยจคร้ าน มีค ํา พูดน่ าคิ ด อยู่ ค าหนึ งว่า "ฐานของตึกคือ อิ ฐ ฐานของชีวิ ตคือ ํ การศึกษา" ตึกทีสู งใหญ่เป็ นสิ บๆ ชัน ยึดกันอยู่ได้ไม่แยกไม่ทรุ ด ก็เพราะมีคานคอยยึดพยุงไว้ ชี วต ิ ก็เช่นกันจะมิทรุ ดก็เพราอาศัยคุณธรรม คือความขยัน (อุฏฐานะ) ส่ วนความเกี ยจคร้านคือมารร้ ายที จะทําลายชี วิต บุคคลผู ้ปราศจากความวิริย ะอุ ตสาหะและประกอบกิ จที ยังประโยชน์ต่อโลกต่อ สังคมแล้ว แม้จะมี อายุยืนยาวนานเพียงใด ก็ หามี ประโยชน์ อ นใดไม่ ดัง ทีพระพุทธองค์ตรั สว่า ั ๒๗ คุณธรรมของความเป็ นพหูสูตรมี ๕ ประการ คือ ได้ยินได้ฟั งมามาก ๑ จดจําไว้ได้มาก ๑ ท่องไว้ได้ ด้วยปั ญญา ๑ มีสมาธิจิตจดจ่อรอบคอบ ๑ ขบคิดวิเคราะห์ได้ดวยปั ญญา ๑ ้ ๒๘ คันถธุระ ได้แก่ การศึกษาพระปริ ยติธรรมทังในพระไตรปิ ฎก อรรถกถา ฎีกาต่าง ๆ เพือสร้างพืนฐาน ั ความเห็ นทีถูกต้อง ความเข้าใจในพระปริ ยติจะน้อมไปสู่การปฏิบติเพือพิสูจน์ความจริ งด้วยตนเอง ั ั ๒๙ วิปัสสนาธุระ ได้แก่ การเรี ย นวิธีทีจะชําระจิ ตใจของตนให้ บริ สุ ทธิ หลุด พ้นจากกิ เลสเห็ นแจ้งใน สภาวะธรรมของสังขารทังหลาย กล่าวคือ อนิ จจัง ทุกขัง อนัตตา ทําลายความมืดบอดคือกิเลสทีทับถมอยูในจิ ตใจ ่ จนทะลุปรุ โปร่ งอย่างหมดสิ นความสงสัย ๓๐ พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน),ทิศทางชีวิต (กรุงเทพ ฯ : โรงพิ มพ์เลี ยงเซี ยง,มมป), หน้า ๓-๙.
21.
๒๑ "บุคคลใดมีความเกียจคร้ าน เพียรกระทําในสิงไม่
ดีไม่ งาม แม้ ชีวตอยู่ตังหนึงร้ อยปี ก็ส้ ู ชีวิตเพียงวัน ิ เดียวของคนทีปรารภความเพียรอย่ างมันคงไม่ ได้ " ๓. ความฟุงเฟอ คําว่า "ไม่ พอกินพอใช้ หรื อชั กหน้ าไม่ ถึงหลัง" ต้องกู้หนียืมสิ นเขา เหตุ ้ ้ หนึงก็เกิดจากความไม่รู้จก "พอดี" ทีเรี ยกว่า "ฟุ้ งเฟ้ อ" ทําหน้าใหญ่ใจเติบ ขาดคุ ณ ธรรมสันโดษ คื อ ั ความ "พอดี" รู้ จกพอก่ อสุ ขทุกสถาน จงพอใจตามมียินดีตามได้ ขณะใดไม่มีสิงที เราชอบ ก็จงชอบ ั สิ งทีเรามี แล้วท่านจะมีความสุ ข ถ้าท่านไม่รู้จก พอดี หย่อนดี หรื อเกิ นดี ท่านจะมีแต่ทุกข์ ั ๔. ติดการพนัน ขบวนการสิ งทีทําลายความมันคงของชี วตนัน นอกจากความเป็ นนักดืม ิ นักเทียว นักเล่นแล้ว ทีถือว่าร้ ายสุ ดๆ คือ การพนัน เพราะ "การพนันใครขันสู้ ย่อมไปสู่ซึงความจน ตกยากมามากคน เพราะตนเล่ น บ่ เ ว้ น วาย ทรั พย์ สิน หมดสิ นตั ว มีควายวั วก็ ต้ องขาย ลู กเมียไม่ เสี ยดาย ขายจนวอดบ่ อรอดตัว" โบราณท่านเปรี ยบไว้น่าคิดว่า "โจรปล้ น ๑๐ ครั ง ยังไม่ เท่ านํ าท่ วม ๑ ครัง นําท่ วม ๑๐ ครั ง ยังไม่ เท่ าไฟไหม้ ๑ ครัง ไฟไหม้ ๑๐ ครั ง ยังไม่ เท่ าเสี ยการพนั น" เพราะไม่มี อะไรเหลือ ดังท่านประพันธ์ไว้ว่า "ถูกไฟไหม้ หลายครั งยังพอทน ถู กโจรปล้ นหลายครั งยังทนไหว เสี ยพนันเสี ยหนักเสียหลักชัย เสี ยนาไร่ ร่อยหรอจนขอทาน" เหตุแห่งความเสื อมทังสี ประการดังกล่าวนี สามารถทําลายชีวตให้ถึงความย่อยยับอับจนได้ ิ ดังนัน คนสมัยก่ อนท่านจึงผูกเป็ นปริ ศนาธรรมไว้เพือให้อนุช นรุ่ นหลัง โดยเฉพาะผู้ทีแต่งงานมี ครอบครั ว แล้วได้คิ ด เพื อที จะได้ล ะเลิ กสิ งที จะทํา ลายฐานครอบครั ว แล้วหัน มาสร้ า งความ เจริ ญรุ่ งเรื องให้กบชี วตครอบครัว โดยใช้หลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็ นเครื องในการดําเนินชี วต ั ิ ิ ปริ ศนาธรรมหมวดทีหก ♣ มีเมียมีผัวตีให้ หัวแตก ♣ มีวัวมีควายใช้ ให้ แหลก ♣ มีแขกอย่ ารับแขก ♣ มีเมียมีผัวตีหัวให้ แตก คําว่า "มีเมียมีผัวตีหัวให้ แตก" หมายถึง เมือมีปัญหาต่างๆ เกิดขึนแล้ว พยายามแก้ไขปั ญหา นันๆ ได้อย่างทะลุทะลวง (คําว่า "มีเมียมีผ ว" ในทีนี หมายถึ งขบวนการเกิ ดขึนของปั ญหาต่างๆ ใน ั ชีวตประจําวันของแต่ละคนหรื อแต่ละครอบครัว) ในบรรดาสัตว์โลกทังหลาย มนุษย์ถือว่าเป็ น สัตว์ ิ ชนิดหนึงทีดูเหมือนจะมีความยุ่งยากมากว่าสัตว์โลกทัวไป เพราะชีวตมนุ ษย์เต็มไปด้วยปั ญหาร้อย ิ แปดพันประการ เริ มตังแต่การแสวงหาปั จจัยสี เพือเลี ยงชี วิต ระวังรั กษาไม่ ให้ร่า งกายเกิ ดความ เจ็บป่ วย ตลอดจนการรักษาชีวิตไม่ให้มีเหตุตองพลาดพลังเสี ยหายใดๆ เมือตกอยู่ในสถานการณ์ที ้
22.
๒๒ เลวร้ายต่างๆ เหล่านีถือว่าเป็ นปั
ญหาทีมนุษย์จะต้องแก้ โดยใช้สติปัญญาขบคิดเพือตีปัญหานันๆ ให้ แตก ถ้ามนุษย์สามารถแก้ไขปั ญหาต่างๆ ได้ตามสถานการณ์ แล้ว ความยุ่งยากในชี วิตก็จะหมดไป หรื อบรรเทาลง ปั ญหาหรื อความยุ่งยากในชี วิตของมนุ ษย์นน ขึ นอยู่ก ับสิ ง ๓ สิ ง คื อ การงานอย่ า งหนึ ง ั บุ คคลที อยู่ร่วมกัน อย่ างหนึ ง และตนของตนเองอีกอย่ างหนึ ง การงานหมายถึงปั จจัยสี ทีจะนํามา หล่ อเลี ยงชี วิตให้เป็ นไปได้ ชี วิตทุก ชี วิตจึ งต้อ งทํา งานและปั ญหาเรื องงานมีอยู่มาก ชี วิตจึงต้อ ง พยายามเอาชนะการงานทีทําหรื อรับผิดชอบให้สําเร็ จจึงจะได้ปัจจัยสี เมื อได้ปัจจัยสี หล่อ เลียงได้ดี แล้วก็ใช่วาจะหมดปั ญหาไม่ ชีวตต้องมีการสังคมคือการอยู่ร่วมกับบุคคลอืนก็ต้องให้เป็ น ไปด้วยดี ่ ิ เพราะโดยธรรมชาติของชีวตต้องการเพือนฝูง ผูใหญ่น้อยทีเคารพนับถือ และรักใคร่ ส นิ ทสนมกัน ิ ้ ชีวตจึงจะมีความสุ ขและอบอุ่น และทีสําคัญชีวตจะมีความสุ ขหรื อแก้ปัญหาได้จริ งๆ นัน ต้องแก้ที ิ ิ ตนเองให้ดีทีสุ ดก่อน โดยระวังไม่ให้สนิมกล่าวคือ ความโกรธ ความพยาบาท ความหงุดหงิ ดริ ษยา เป็ นต้นเกาะกิ นใจตน อีกนัย หนึ งอาจหมายถึ งการแก้ปัญ หาต่ างๆ ทีเกิ ดขึ นในครอบครั ว กล่ า วคื อสามีภรรยา สามารถแก้ปัญหาทีเกิดขึนในระหว่างการครองคู่ ได้โดยปราศจากข้อ ขัดแย้งใดๆ ปั ญหาส่ วนใหญ่ ของสามีภรรยาคือการไม่รับผิดชอบต่อหน้าทีของตนเอง เช่น ผูเ้ ป็ นสามีก็เป็ นแบบ สามีผี คือสามีที คอยโกหกหลอกลวงเมีย สามีพาล คือสมีทีคอยจับ ผิดดุด่า และทุบตีเมีย สามีเ ผา คือสามีทีไม่ดูแล ความสุ ขทุกข์ ปล่อยให้เมียตกระกําละบากตายทังเป็ น และสามีผ ลาญ คือ สามีทีเอาเงิ นทองทรัพย์ สมบัติของครอบครัวไปใช้ในทางเหลวไหลอบายมุขต่างๆ ส่ วนปั ญหาของเมีย เช่ น ชอบเทียวสํ าราญ การบ้ านไม่ เป็ น เล่ นการพนั น นอนกลางวันเป็ น นิตย์ คิดนอกใจสามี เป็ นต้นเหล่านีถือว่าเป็ นปั ญหาทีสําคัญทีสุ ดของผูเ้ ป็ นสามีภรรยา ฉะนัน ผูเ้ ป็ น สามี ภ รรยากัน จะต้องพยายามป้ องกันไม่ ให้ปัญ หาดังกล่ า วเกิ ดขึ นในครอบครั ว หรื อ ถ้ามีต ้อ ง พยายามแก้หรื อตีปัญหาเหล่านันให้แตกเพือความสงบสุ ขของครอบครัว ดังคําประพันธ์ทีว่า "เมือมี คู่ก็จงรู้ ปรนนิบัติ และซื อสั ตย์ สุจริตจิตนอบน้ อม อย่าคิดร้ ายย้ ายแยกทําแปลกปลอม หมันนอบน้ อม เสน่ หาในกันและกัน" ♣ มีวัวมีควายใช้ ให้ แหลก คํา ว่า "มีวั วมี ค วายใช้ ให้ แหลก" หมายถึ ง ลัก ษณะของคนมังมีศ รี สุข ด้วยทรัพย์ส มบัติ ศฤงคารทังหลาย และมีอวัยวะทีสมบูรณ์ ครบถ้วนทุกประการ (คําว่า "มีววมีควาย" ในทีนี หมายถึ ง ั การมีอ วัยวะมีแขนขาเป็ นต้นสมบูรณ์ แบบไม่ พิกลพิก ารและการมีทรั พย์ส มบัติ) แล้วใช้ อ วัยวะ ร่ างกายกล่ า วคือ แขนขาหรื อ ทรัพย์สมบัติทีตนมีนนให้เกิ ดประโยชน์สู งสุ ด มีก ารทําบุญ ให้ทาน ั รักษาศีล เจริ ญภาวนา ฯลฯ ไม่เอาไปทําในสิ งทีผิดศี ลธรรม เช่น ทําลายเบียดเบียนผู ้อืนและตนเอง
23.
๒๓ ให้ได้รับความเดือดร้ อน เป็
นต้น เพราะร่ างกายหรื อทรัพย์สินเงินทองถือ ได้ว่าเป็ นดาบสองคม นัน คือถ้าเราใช้ให้เกิดประโยชน์ก็มีค่ายิงสําหรับตนเอง แต่ถานําไปใช้ในสิ งทีไม่ถูกต้องก็เป็ นสิ งไร้ ค่า ้ ทังยังเป็ นเหตุนามาซึ งความทุกข์แก่ ตนด้วย เช่นกัน ํ ลักษณะการใช้ทรัพย์ให้ถูกวิธีตามแนวทางพุทธศาสนามี อยู่ ๕ ลักษณะด้วยกัน ๓๑ คือ ๑) ฝากออมสิ น คือการรู้จกเก็บงําทรัพย์ทีตนหามาได้โดยการฝากธนาคารไว้ เพือความปลอดภัย อีก ทัง ั ยังได้ดอกเบียเพิมด้วย ๒)ฝังดินไว้ คือการนําเงินทีตนหามาได้นนให้เกิ ดประโยชน์โดยการทําบุญ ั ให้ทาน เพือเป็ นบุญนิธิคือเสบียงทางสําหรับตนเองทังในชาตินีและชาติ หน้า ๓)ใช้ หนี เก่ า คือการ เลียงดูพ่อแม่ ปู่ ย่าตายาย ตลอดทังผูมีอุปการคุณทังหลาย เพือทบแทนบุญคุณท่านเหล่านัน ๔)ให้ เขา ้ กู้ คือ การส่ ง เสี ย ให้ ลู ก ได้ศึ กษาเล่ าเรี ยน เพืออนาคตทีดีข องลูก และเมือเขาเติบโตและสําเร็ จ การศึกษาจะได้ใช้คืนโดยการเลียงดู เพือเป็ นการตอบแทน และ ๕)ทิงสู่ เหว คือการนําเงินส่ วนหนึง มาจับจ่ายใช้สอยเลียงปากเลียงท้องของตนหรื อครอบครัวให้ดารงอยูได้ ๑ ํ ่ ♣ มีแขกอย่ ารับแขก คําว่า "มีแขกอย่ ารับแขก" หมายถึง การปฏิเสธหรื อไม่ตอนรับสิ งทีจะทําให้จตใจเศร้าหมอง ้ ิ อันเป็ นเหตุนามาซึ งความทุกข์ หรื อความเดือดร้อนใจ (คําว่า "มีแขก" ในทีนีหมายถึ งกิ เลสเครื องยัง ํ จิตให้เ ศร้ าหมอง) หรื อ สิ งทีเข้า มาครอบงํา หรื อ ปิ ดกันจิ ตไม่ให้เ จริ ญ ก้าวหน้า ไม่ให้ก้า วขึ นสู่ คุณธรรมอันดีงาม๓๒ สิ งทีใช้ในการปฏิ เสธธรรมที ทําให้จิตใจเศร้ าหมองคือปั ญญา เพราะปั ญญา เท่านันสามารถทําลายความพอใจในกามคุ ณได้ ทําลายความคิดร้ ายพยาบาทได้ ทําลายความหดหู่ ซึ มเซาได้ ทําลายความฟุ้ งซ่ านรําคาญได้ และทําลายความลังเลสงสัยได้ นอกจากนี คําว่า "แขก" ในปริ ศนาธรรมนียังหมายถึงสิ งทีไม่ดงามทังหลาย เช่น ความโกรธ ี ซึ งมีลกษณะทําจิตให้กาเริ บ เดือดร้อน ขุ่นเคือง เกรี ยวกราด ความโกรธเป็ นอารมณ์ของคนมีปัญญา ั ํ ทราม ผูทีถูกความโกรธครอบงํานัน จิตจะไม่สงบ ฟุ้ งซ่ านเร่ าร้ อน กระวนกระวาย ปิ ดบังดวงตาคือ ้ ปั ญญา จิตใจก็เศร้าหมองขาดสง่าราศี ดังคําทีว่า "เมือยามโกรธโปรดมองส่ องกระจก ดูวิตกอกเต้ น เมือเห็นหน้ า ช่ างปั นยากปากจมูกและลูกตา ดังยักษาราศี ไม่ มีเลย" ฉะนัน เมือรู ้ วาความโกรธสามารถทําลายล้างผลาญผูมกโกรธได้ถึงขนาดนัน เหล่าปั ญญา ่ ้ ั ทังหลายจึงไม่ตอนยอมรับหรื อหลีกเลียงอารมณ์แห่งความโกรธโดยการสร้างความรักให้เกิ ดขึนแก่ ้ ๓๑ ในเกทาชาดก ปกิณณกนิบาต ได้กล่าวถึงวิธีการใช้ทรัพ ย์อยู่ ๔ อย่าง คือ ใช้หนี เก่า ๑ ให้กูยืม ๑ ้ ทิงลงเหว ๑ ฝั งดินไว้ ๑ แต่ในทีนี เพิมเข้าอีกหนึ ง คือฝากออมสิ น รวมเป็ น ๕ อย่าง ๓๒ สิ งทีขัดขวางจิตใจไม่ ให้ เจริญก้ าวหน้ าสู่ คณธรรมอันดีงาม เรี ยกว่า "นิวรณ์ " มี ๕ อย่าง คือ ุ กามฉันทะ ความพอใจในกาม ๑ พยาบาท ความคิดร้ายต่อผูอืน ๑ ถีนมิทธะ ความหดหู่ซึมเซา ๑ ้ อุทธัจจกุกจจะ ความฟุ้ งซ่ านรําคาญ ๑ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ๑ ุ
24.
๒๔ ชนทุ กหมู่เ หล่
า หรื อปฏิ บติโดยการแผ่เ มตตาให้ส รรพสั ตว์ เพือให้ตวเองและคนอื นมีค วามสุ ข ั ั นอกจากความโกรธแล้วยังมีแ ขกทีไม่น่าต้อนรั บอี กคือความโลภอยากได้ของคนอื นมาเป็ นของ ตนเอง และความหลงมัวเมาในลาภยศสรรเสริ ญ ตลอดทังสิ งทีจะนําพาชี วตตนให้ถึงความย่อยยับ ิ ทังปวง ปริ ศนาธรรมหมวดทีเจ็ด ♣ อยากกินข้ าวให้ ปลูกใส่ ผลานหิน ♣ อยากมีศีลให้ ฆ่าพ่ อตีแม่ ♣ อยากมีคนแวะเวียนให้ ฆ่าพวกเดียวกัน ♣ อยากให้ มีสีสันนอนดินเกลือกฝุ่ น ♣ อยากอบอุ่นให้ อาบนํายามหนาว ♣ อยากกินปลาขาวให้ แบกแหเข้ าป่ าโคก ♣ อยากตกนรกให้ เข้ าวัดฟังธรรม ♣อยากกินข้ าวให้ ปลูกใส่ ผลานหิน คําว่า "อยากกินข้ าวให้ ปลูกใส่ ผลานหิน" ๓๓ หมายถึง การบําเพ็ญบุญกุศลคุณงามความดีใน พระพุทธศาสนา เพือชําระล้างความชัวในจิตใจกล่าวคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้เบา บางหรื อให้หมดไป เป็ นการขจัดปั ดเป่ าความเศร้ า หมองของจิต สามารถชํา ระจิตใจให้ส ะอาด บริ สุทธิ ปราศจากกิ เลสเครื องยัง จิตใจให้เศร้ าหมอง ยังผลให้จิต ใจเกิด ความสุ ขอย่างแท้จริ ง การ ทําบุญตามหลักพุทธศาสนา ต้องเข้าใจและทําด้วยความมันใจเพราะบุญเป็ นชื อของความสุ ข เป็ น กุศล เป็ นความดี หรื อเป็ นกรรมดี แม้บางครั งจะสิ นเปลือง เหน็ด เหนื อยลําบาก และใช้เวลานาน เพียงไร ก็ยนดีทา เพราะเห็นชัดว่าการทําบุญนีก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนและผูอืนเป็ นอันมาก ิ ํ ้ หลักของการบําเพ็ญบุญในพุทธศาสนา เรี ยกว่า "บุ ญกิริ ยาวัตถุ " มี ๓ ประการใหญ่ๆ คือ การให้ทาน รักษาศี ล และเจริ ญภาวนา ๓๓ คําว่า "ปลูกข้ าว" ในที นี หมายถึงการบําเพ็ ญทาน ศีล ภาวนา และคําว่า "ผลานหิน" หมายถึง พระพุทธศาสนา การปฏิบติให้ถกต้องตามคําสังสอนของพระพุท ธเจ้า อีกนัยหนึ ง คําว่า "ปลูกข้าว" หมายถึงการ ั ู ทําบุญตักบาตรกับพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา รวมไปถึงการรักษาศีลและการเจริ ญภาวนา ส่ วนคํา ว่า "ผลานหิ น" หมายถึงบาตรซึงทํามาจากเหล็กหรื อแสตนเลสเป็ นภาชนะสําหรับใส่ อาหารของพระภิกษุสามเณร
25.
๒๕
ทาน ๓๔ จําแนกออกเป็ น ๓ ประการย่อยคือ ๑. ทานมัย บุญสําเร็ จด้วยการบริ จาคทาน ๒. ปั ตติทานมัย บุญสําเร็ จด้วยการอุทิศส่ วนกุศลให้แก่ผูอืน (แผ่เมตตา) ้ ๓. ปั ตตานุโมทนามัย บุญสําเร็ จด้วยการอนุโมทนาส่ วนบุญ (ยินดีในกุศลของผูอืน) ้ ศีล จําแนกออกเป็ น ๓ ประการย่อยคือ ๑. สี ลมัย บุญสําเร็ จด้วยการรักษาศีล ๒. อปจายนมัย บุญสําเร็จด้วยอ่อนน้อมถ่อมตน ๓. เวยยาวัจจมัย บุญสําเร็ จด้วยการช่วยเหลือกิจการงานทีชอบ ภาวนา จําแนกเป็ น ๓ ประการย่อยคือ ๑. ภาวนามัย บุญสําเร็จด้วยการภาวนา ๒. ธัมมัสสวนมัย บุญสําเร็ จด้วยการฟั งธรรม ๓. ธัมมเทสนามัย บุญสําเร็ จด้วยการแสดงธรรม อนึ ง การบําเพ็ญบุญโดยการรักษาศีลให้สมบูรณ์นนจะต้องมีการรักษาชีวตตนเองและชี วต ั ิ ิ ผูอืน (ข้อทีหนึ ง) รักษาทรัพย์ตนเองและไม่ล่วงทรัพย์สินคนอืน (ข้อทีสอง) รักษาครอบครัวของตน ้ ไม่ล่วงลําสิ ทธิ ในครอบครัวคนอืน (ข้อทีสาม) รักษาสัจจะ (ข้อทีสี ) และไม่ทาร้ ายตนด้วยของมึน ํ เมา (ข้อทีห้า) และจะต้องรักษาให้บริ สุทธิ โดยการฝากฝังไว้ในผลานหินคือพระพุทธศาสนา ผลของ การประพฤติดีก็จะนําพาไปสู่ สถานทีดี คือสุ คติโลกสวรรค์ เมือกลับมาเกิดเป็ นมนุษย์อีก ก็ จะเป็ นผู ้ เพียบพร้ อมไปด้วยโภคสมบัติ และบริ วารสมบัติ ♣ อยากมีศีลให้ ฆ่าพ่ อตีแม่ คําว่า "อยากมีศีลให้ ฆ่าพ่ อตีแม่ " หมายถึง การกําจัดรากเหง้า (ต้นกําเนิด) ของกิ เลสทีทําให้ จิตใจเกิดความเศร้าหมองและมืดบอดทางปั ญญากล่าวคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็ น เจ้าเรื อนแห่งความชัวร้ายทีคอยขัดขวางการกระทําความดีต่างๆ มีการให้ทาน รักษาศีล และเจริ ญ ภาวนา เป็ นต้น ให้ฆ่า โดยการกําจัด ยกออกไปจากจิ ต ใจ เพือให้เ กิ ดความสะอาด สว่า ง สงบ ปราศจากความขุ่นมัวใดๆ ทังสิ น รากเหง้าของกิ เลสประกอบด้วยอกุศล ๓ กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ความโลภ คือการมีความอยาก มาก จนเกินความพอเหมาะพอควร (มิใช่ ทางสายกลาง) จึงทําให้เกิ ดความทุกข์ทางจิตใจมากกว่า ระดับปกติ รุ นแรง จนทําให้จิตใจดินรนด้วยความทะยายอยาก หรื อทีเรี ย กว่า "ตัณหา" ความโกรธ คือความไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ จนเกินพอเหมาะพอควร ถึงขันเบียดเบียนตนเอง หรื อผู ้อืน มีลกษณะ ั ๓๔ การให้ทานทีมีผลมากต้องประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ ผูรับมีคณลักษณะทีสมบูรณ์ (นาบุญ ้ ุ ดี) วัตถุสิงของทีทําบุญได้มาโดยความชอบธรรม (ไทยทาน) และ จิ ตมีเจตนาศรัทธาเปี ยมทีจะให้ (ผูให้) ้
26.
๒๖ ขัดเคือง เกลียด พยาบาท
ประทุษร้าย ทําลาย ส่ วน ความหลง คือความไม่รู้แจ้งชัดตามความเป็ นจริ ง ในอริ ยสัจ ๔ แต่คาว่า "หลง" ทีเรานิ ยมใช้กันทัวไปในยุคปั จจุบน เช่ น หลงอาหาร หลงสัตว์เลียง ํ ั หลงโทรทัศ น์ หลงดารา เป็ นต้น ก็จดว่าเป็ นความหลง เพราะสามารถทํา จิต ให้ หลงมัวเมาได้ ั เช่ นเดียวกัน ฉะนัน การกําจัดหรื อฆ่าพ่อแม่ผูเ้ ป็ นต้นกําเนิ ดคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้ จัดว่าเป็ นผูมีศีลคือความเป็ นผูมีปกติทางกาย วาจา ใจ อันสงบเยือกเย็น ้ ้ ♣ อยากมีคนแวะเวียนให้ ฆ่าพวกเดียวกัน คําว่า "อยากมีคนแวะเวียนให้ ฆ่าพวกเดียวกัน" หมายถึง การกําจัดตัวมัจฉริ ยะ ๓๖ หรื อ ความ ตระหนีถีเหนียว ความหวง ความกี ดกันไม่ให้ผูอืนได้ดี หรื อมีส่วนร่ วม ฯลฯ ให้อ อกไปจากจิตใจ ้ ให้เป็ นผูทีมีจิตใจโอบอ้อมอารี เอือเฟื อเผือแผ่อุดหนุ นจุนเจือเพือนฝู ง แสดงออกถึงความมีเมตตา ้ กรุ ณ า และความกตัญ ู อัน เป็ นธรรมทีจําเป็ นสํ าหรั บมนุ ษ ย์ทีจะต้องพึงพาอาศัยซึ งกัน และกัน นับเป็ นหลักธรรมข้อแรกทีจะช่ วยพัฒนาชีวิตให้เจริ ญขึน เพราะทานเมือทําแล้วจะสามารถกล่อม เกลาจิตใจให้ละเลิกความเห็นแก่ ตว และความตระหนี ถีเหนียวออกไปได้ ั การฆ่าหรื อการกําจัดความตระหนีให้เบาบางไปจากจิตใจได้น ันต้องอาศัยการฝึ กในการ เสี ยสละ เช่ น การให้ทาน๓๗ หรื อ ทีเรี ยกว่า "ทานมัย" หรื อ "ทานวัตถุ" ได้แ ก่ การให้สิงทีผูรั บ้ สามารถนํา ไปใช้ ให้เ กิ ด ประโยชน์ ต่ อ ตนได้ ในทางทีถู ก ที ควร และไม่ เ กิ ดโทษ เช่ น อาหาร เครื องนุ่ งห่ม ทีอยูอาศัย และยารักษาโรค เป็ นต้น แต่ก ารให้ทีไม่จดว่าเป็ น ทาน เช่ น การให้ยาพิษ ่ ั ๓๖ มัจฉริยะมี ๕ ประการ คืออาวาสมัจฉริยะ การตระหนี ที อยู่ หวงทีอยู่ เช่น ภิกษุห วงเสนาสนะ กีดกัน ผูอืนหรื อผูมิใช่พ วกตน ไม่ใ ห้เ ข้าไปอยู่ เป็ นต้น ๑ กุลมัจฉริ ยะ ตระหนี ตระกูล หวงสกุล เช่น ภิกษุห วงสกุล ้ ้ อุปัฏฐาก คอยกี ดกัน ภิกษุอืนไม่ให้ เกี ยวข้องได้รับ การบํารุ งด้วย เป็ นต้น ๑ ลาภมั จฉริ ยะ ตระหนี ลาภ หวง ผลประโยชน์ เช่น ภิ กษุ หาทางกี ดกันไม่ให้ลาภเกิดขึนแก่ภิกษุ อืน เป็ นต้น ๑ วัณณมัจฉริยะ ตระหนี วรรณะ หวงสรี รวัณณะ คือผิวพรรณของร่ างกาย ไม่พอใจให้ผ ูอืนสวยงาม ก็ดี หวงคุณวัณณะ คือคําสรรเสริ ญคุณ ไม่อยาก ้ ให้ใครมีคุณความดีมาแข่งตน หรื อไม่พ อใจได้ยินคําสรรเสริ ญคุณความดี ของผูอืน ก็ดี ตลอดจนแบ่ ง ชันวรรณะ ้ กัน เป็ นต้น ๑ ธัมมมัจฉริยะ ตระหนี ธรรม หวงวิชาความรู ้ และคุณพิเศษได้บรรลุ ไม่ยอมสอนไม่ยอมบอกผูอืน ้ กลัวเขาจะรู ้เทียมเท่าหรื อเกินตน เป็ นต้น ๑ ๓๗ จุดมุ่งหมายของการให้ทานในทางพระพุทธศาสนามีหลายอย่าง เช่น ให้ เพือบูชาคุณ เช่น การให้แก่ พระสงฆ์ พ่อแม่ หรื อครู อาจารย์ ผูมีคุณแก่ตนและสังคมโดยส่วนรวม ๑ ให้ เพือสาธารณประโยชน์ เช่น การมอบ ้ เงินทองหรื อสิ งของให้แก่พระศาสนา หรื อเพื อเป็ นสาธารณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ๑ ให้ เพืออนุเคราะห์ เช่น ให้แก่ญาติพีน้อง ลูกหลาน ผูน้อย เพือช่วยเหลือ หรื อให้ดวยความรักเอ็นดู ๑ ให้ เพือสงเคราะห์ เช่น ให้แก่คนตก ้ ้ ทุกข์ได้ยาก คนประสบภัยพิบติ หรื อแก่สตว์ดิรัจฉาน ๑ ให้ เพือชําระกิเ ลสเพือสร้ างความดี เช่น การให้ทานเพื อ ั ั สําเร็ จมรรคผล หรื อการบําเพ็ญทานบารมีของพระโพธิสัตว์เพือสําเร็ จพระโพธิ ญาณ ๑
27.
๒๗ ให้นาเมา ให้สิ งเสพติ
ดมึน เมาให้โทษ ให้สิน บน ให้ค่ าจ้าง ให้อ าวุธเพือฆ่า ตนเองหรื อฆ่าผูอื น ํ ้ เพราะไม่ใช่ ให้ดวยกุศลจิต ้ ลักษณะของการให้ทานทีถูกต้องทีสามารถเอาชนะความตระหนี ทีฝั งแน่ นในจิตใจได้นน ั ต้องประกอบไปด้วยหลักแห่งสัมมาทิฏฐิ คือการให้ทานเยียงสัตบุรุษ ซึ งจําแนกได้ดงนี๓๘ ั ๑.ให้ทานโดยความเคารพ หมายถึงการให้แก่ผูอืนด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ ให้เพราะเกรงกลัว ้ หรื อจําใจให้เพราะรําคาญ และเวลาให้ก็มีกิริยาอ่อนน้อม ยิมแย้มแจ่มใส เคารพในทานทีให้ ๒.ให้ทานโดยยําเกรง ด้วยรู ้วาผลของทานมีจริ ง เพราะทุกอย่างเมือสร้ างเหตุย่อมต้องได้รับ ่ ผล จึงมีการเลือกให้แต่ของดีมีประโยชน์ ๓.ให้ทานโดยไม่ทงขว้าง หมายถึงการทําอย่างสมําเสมอ เป็ นประจํา แต่ ตองไม่เบี ยดเบียน ิ ้ ตนเอง มีนอยก็ทาน้อย ถึงไม่มีเงินเราก็สามารถเลือกทําบุญกุศลชนิดอืนๆ ได้ เพราะบุญมีหลายชนิด ้ ํ แต่มีชนิ ดเดียวเท่านันทีต้องใช้ปัจจัยและสิ งของ คือการให้ทาน ๔.ให้ทานโดยเห็นผลในอนาคต เพราะสัตบุรุษเป็ นคนมีสัมมาทิฏฐิ ย่อมรู้ ว่าสร้ างเหตุแ ล้ว ต้องมีผล ให้เพราะศรัทธารู ้วาการให้ทานย่อมเป็ นบุญทีเกิ ดขึ นทีตนเอง และผลของทานมีจริ ง ทํา ่ ทานแล้วเป็ นเหตุนาไปสู่ สุคติได้จริ ง แม้เกิ ดเป็ นมนุษย์ก็จะเป็ นผูมงคังสมบูรณ์ดวยโภคทรัพย์ ํ ้ ั ้ การให้ทานทุกชนิดย่อมมีผลทังสิ น อย่างน้อยก็สามารถกําจัดความตระหนีได้ แม้แต่บุคคล เทนําลงในหลุมหรื อบ่อเล็กๆ ด้วยหวังว่าจะให้สัตว์เล็กๆ ได้อาศัยนํานีเป็ นอยู่ พระพุทธองค์ตรัสว่า "เป็ นบุญ" ไม่จาเป็ นต้องพูดถึงทานทีให้แก่มนุษย์ แต่ทานทีจะให้ผลมากได้นน ก็ตองเป็ นทานทีมี ํ ั ้ ลักษณะ ดังต่อไปนี คือ ของทีให้เป็ นทานนัน ต้องเป็ นของทีได้มาด้วยความบริ สุทธิ ไม่ใช่ของทีโกง หรื อ ลักขโมยมาจากผู ้อื น ของทีให้น ัน ต้องเป็ นของดี ของบริ สุ ทธิ หรื อ ของทีมีค่ า สํา หรั บเรา ปฏิคาหกผูรับทาน เป็ นผูมีคุณธรรมสู ง มีกิเลสเบาบาง ปฏิ บติเพือทําลายกิ เลสหรื อปราศจากกิ เลส ้ ้ ั และที สําคัญผูให้ (ทายก) ต้อ งมีใจเลือมใส ใน ๓ กาล คือ ปุพพเจตนา ก่ อนให้มีใจยิน ดี มุญจน ้ เจตนา กําลังให้มีใจเลือมใส และอปรเจตนา ให้เสร็ จแล้วมีใจเบิกบาน ♣ อยากให้ มีสีสันนอนดินเกลือกฝุ่ น คําว่า "อยากให้ มีสีสัน นอนดิ นเกลือกฝุ่ น" หมายถึง การเข้าไปเรี ยนรู ้ สัมผัสเครื องที ทําให้ จิตใจเศร้ าหมองมีมลทิน เมือรู ้แล้วจะได้หาวิธีการกําจัดให้ออกไปจากจิตใจ อย่าให้เ ป็ นสิ งขัดขวาง ต่อการกระทําความดี หรื อเป็ นอุปสรรคต่อปั ญหาชีวต เพราะชี วตจะอยู่สุขและหมดปั ญหาจริ งๆ ได้ ิ ิ นันต้องแก้ทีตน หรื อทีต้นของปั ญหาให้ดีทีสุ ด คนทีมีเงินมีเพือน แต่ตนของตนเองยังมี ทุกข์สุ มอยู่ ในใจนัน ก็ยงไม่หมดปั ญหา คนจึงต้องระวังทุก ข์หรื อตัวกิ เลส (ในทีนี เปรี ยบเที ยบได้กบฝุ่ น) อย่า ั ั ๓๘ วยุรี สุวรรณอินทร์ ,กําไรชีวิต (กรุ งเทพ ฯ : บริ ษท เฟื องฟ้ า พริ นติง จํากัด, ๒๕๔๕), หน้า ๑๕. ั
28.
๒๘ ให้เกาะกับใจตัวเอง เช่น ความรัก
ความโกรธ ความพยาบาท ความหงุดหงิดริ ษยา เป็ น ต้น เมือฟอก จิตด้วยคุณธรรมทีตรงกันข้ามนี จะทําให้ชีวตจิตใจมีความสวยงาม จะไปสู่ สถานทีใด ก็จะมีแ ต่ ผูค น ิ ้ เคารพนับถือ เรี ยกได้วา "เป็ นชีวิตทีมีสีสันดีงามด้ วยคุณธรรม" ่ สิ งทีเป็ นมลทินเกาะกิ นใจมนุ ษย์ให้เศร้ าหมอง ในทางพระพุทธศาสนาเรี ยกว่า "นิ วรณ์ " เป็ นกิเลสตัวร้ายทีคอยครอบงํา หรื อปิ ดกันจิตมิให้กาวขึนสู่ คุณธรรมชันสู ง มี ๕ ประการ คือ ๓๙ ้ ๑. กามฉั น ทะ ความพอใจในกาม คือ หลงรั ก ใคร่ ในกามรมณ์ มี รู ป เสี ยง กลิน รส กาย สัมผัส เป็ นต้น ๒. พยาบาท ความคิ ดร้ ายพยาบาทจองเวร ความขัดเคือ งแค้นใจ ปราศจากความเมตตา ปราณี ๓. ถีนมิทธะ ความหดหู่ เซื องซึ ม ท้อแท้ใจ หมดกําลังใจในการต่อสู ้กบปั ญหาต่างๆ ทีเกิดมี ั กับชีวต ิ ๔. อุทธัจ จกุกกุจจะ ความฟุ้ งซ่ านและร้อนใจ ตลอดถึงความกระวนกระวายกลุมกังกลหรื อ ้ หงุดหงิดใจ ๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ตกลงใจไม่ได้ ♣ อยากอบอุ่นให้ อาบนํายามหนาว คําว่า "อยากอบอุ่ นให้ อาบนํายามหนาว" หมายถึง ความไม่ ประมาทในการบําเพ็ญบุ ญกุศล ตังแต่ยงหนุ่ มยังสาว หรื อในวัยทีมีก ําลังยังแข็งแรงอยู่ ถ้ารอให้แก่ ก่อนอาจจะไม่ได้ทนการณ์ทีจะ ั ั สร้ างคุณงามความดี เพราะใครจะรู ้ ได้วาจะมีชีวตยืนยาวขนาดไหน ตายวันหรื อตายพรุ่ ง ดังนัน คํา ่ ิ ว่า "อาบนํายามหนาว" ในทีนีจึงหมายถึง วัยเด็ก วัยหนุ่ม หรื อวัยสาว ซึ งเป็ นวัยทีกําลังมีเ รี ยวแรงใน การคิดสร้างคุณงามความดี จะทําอะไรก็สะดวก กําลังสติปัญญาก็สมบูรณ์สามารถทีจะทําความดีได้ อย่างเต็มที พอแก่ตวลงจะทําอะไรก็ไม่คล่องเหมือนกับวัยหนุ่ ม ไม่อานวยผลได้อย่างเต็มที เพราะ ั ํ สุ ขภาพร่ างก็ทุพลภาพ จะไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก เนืองจากความชรามาเบียดเบียน ฉะนัน เมือต้องการความสุ ขหรื อความอบอุ่นทางใจ จะต้องรี บสร้ างคุณงามความดีเอาไว้ให้ มาก เพือให้เป็ นบุญนิ ธิสําหรับตัวเอง จิตใจก็จะมีแต่ความอบอุ่นไม่หวันไหวต่ อความตาย และไกล ต่อความกังวลในเรื องของความแก่ ความเจ็บ และความตายทีจะมาถึง เพราะชีวตของคนท่านเปรี ยบ ิ เหมือน "ตะเกียง" เพราะขณะทีกําลังทอแสงเพือให้ความสว่างแก่ผูอืน ตัวเองก็อาจจะดับด้วยเหตุ ๓ ้ ประการ คือ นํามันหมด (ปั จฉิ มวัย-หมดอายุ) ลมพัด (ถูกกรรมตัดรอน เช่นประสบอุบติเหตุ) ไส้ รัว ั ๓๙ พระธรรมปิ ฎก (ป.อ.ปยุ ตฺ โต), พจนานุ กรมพุ ท ธศาสตร์ ฉบั บ ประมวลธรรม (กรุ ง เทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖), หน้า ๑๖๗.
29.
๒๙ (โรคาพยาธิ เบียดเบียน) ผูไม่ประมาทในเรื
องบุญกุศลเท่านันถึงจะไม่สะทกสะท้านกลัวต่อกฎแห่ ง ้ ธรรมชาตินี การสร้ างบุญกุศลไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่ ง และไม่ควรเลือกเวลาและโอกาส อย่าอ้างว่า หนาวอยู่ ร้ อนอยู่ เย็นอยู่ หิวอยู่ อิมอยู่ ยังเช้าอยู่ เป็ นต้น ควรประกอบกิจการทีเป็ น บุ ญกุ ศลให้ก บ ั ตนเองโดยการให้ท าน รั กษาศี ล และเจริ ญเมตตาภาวนา ตามกระบวนการบํา เพ็ ญ กุ ศ ลทาง พระพุทธศาสนา จะทําให้อบอุ่นใจในเวลาทีชีวตใกล้จะดับลาจากโลกนี ไปสู่ โลกหน้า ถ้ามิ เช่น นัน ิ แล้ว ถือว่าชีวตตกอยู่ในความประมาท จะหาทีพึงหรื อความอบอุ่นทางในไม่ ได้เลย ดังคํากล่าวทีว่า ิ "ความประมาทคือต้ นเหตุของความหายนะอันใหญ่ หลวง" ๔๐ ♣ อยากกินปลาขาวให้ แบกแหเข้าป่ าโคก คําว่า "อยากกินปลาขาวให้ แบกแหเข้ าป่ าโคก" หมายถึง การแบก(ฝึ กจิต)เอาตัวกิ เลสตัณหา ทัง ๓ คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง หรื อ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ให้หมด ไปหรื อให้เบาบางไปจากจิตใจ การจะขจัดหรื อ ฝึ กจิตให้ตวกิ เลสเล่า นี เบาบางไปจากจิตใจได้นน ั ั ต้องอาศัยการเข้าวัด๔๑ ฟั งธรรม ให้ทาน รักษาศีล และเจริ ญเมตตาภาวนา เพือสะสมเป็ นอริ ยทรัพย์ จัดเป็ นทรัพย์ภายในทีไม่มีวนเสื อม และไม่มีใครมาปล้นไปได้ ซึ งแตกต่ างจากทรั พย์ภายนอก อัน ั ได้แก่ เรื อกสวน ไร่ นา ซึงอาจมีโอกาสเสื อมค่าลงได้ เพราะว่าเงินทองหรื อทรัพย์เหล่านีอาจถูกโจร ปล้นไปได้ จุดมุ่งหมายของการปฏิบติธรรมในทางพุทธศาสนานัน เพือความสุ ขอันสู งสุ ด คือการพ้น ั จากความทุกข์ทงปวง กล่าวคือ "พระนิพพาน"๔๒ ด้วยการปฏิบติวปัสสนากรรมฐาน หรื อการเจริ ญ ั ั ิ สติปัฏฐาน ๔ คือมีปัญญารู ้ เท่าทันสภาวธรรมของความจริ งทีเกิดขึนในปัจจุบนอารมณ์ ตามฐานทัง ั ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม หมดซึ งความยินดียินร้ายอันเป็ นตัวการสําคัญทีทําให้เกิดชี วต หมดิ สิ นจากความทุ ก ข์ ถึ งซึ งความสุ ข อย่างแท้จริ ง ดังพุทธพจน์ทีว่า "นิ พพานั ง ปรมัง สุ ขัง" "พระ นิพพาน (ความหมดสิ นกิเลส) เป็ นสุ ขอย่างยิง) ๔๐ พระมหา ดร.สุขพัฒน์ อนนท์จารย์,อ้ างแล้ว, หน้า ๒๔. ๔๑ การเข้าวัดในความหมายของปริ ศนาธรรมนี ท่ านเรี ยกว่า "เข้ าป่ าโคก" เพราะโดยปกติ แล้ววัดซึ งเป็ น สถานที ปฏิบติธรรมนันมัก จะเป็ นวัดป่ าอยูห่างไกลจากหมู่บานหรื อสิ งรบกวนจากสังคมภายนอก เหมาะแก่ก า ั ่ ้ บําเพ็ญสมณธรรมเพือกําจัดกิเลสให้หมดหรื อเบาบางไปจากจิตใจ ๔๒ คําว่า "กิ นปลาขาว" ในที นี หมายถึง การได้รั บรู ้ ร สแห่ งพระธรรมคํา สังสอนของพระพุท ธเจ้า มี เป้ าหมายสูงสุด คือ พระนิพ พาน ซึ งเป็ นความสุ ขที ถาวรและสมดุล ฉะนัน ถ้าผูใดอยากเข้าถึงธรรม (อยากกินปลา ้ ขาว) ต้องประกอบกิจกรรมทีสุ จริ ต คือ ความประพฤติชอบ ทางกาย วาจา และใจ
30.
๓๐
♣ อยากตกนรกให้ เข้ าวัดฟังธรรม คําว่า "อยากตกนรกให้ เข้าวัดฟังธรรม" หมายถึง กุลบุตรกุลธิ ดาหรื อ บุค คลทัวไปทีเข้ามา วัดหรื อเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา แล้วศึ ก ษาหลักคําสอนทีพระพุ ทธองค์ทรงวางไว้เพือเป็ น แบบแผนทีดีงามของชีวต (หลักธรรมวินย) แต่บุคคลเหล่านันหาได้นาหลักคําสอนทีพระพุทธองค์ ิ ั ํ แสดงไว้และบัญญัติไว้ไปประพฤติปฏิ บติตามไม่ กลับไปปฏิบติกิจอย่างอืนทีนอกเหนื อจกหลัก คํา ั ั สอนทางพระพุทธศาสนาแทน การปฏิ บตินอกเหนื อ จากหลักคําสอนดังกล่ าว ถื อได้ว่าเป็ นการ ั ประพฤตินอกรี ตนอกรอย หรื อนอกเหนือจากกฎระเบียบของพระธรรมวินยทีพระพุทธองค์ทรงวาง ั ไว้ ความทุกข์ร้อนใจ (ตกนรกทังเป็ น) ก็จะเกิดขึนกับบุคคลนัน การเข้ า วัด ฟั ง ธรรมของชาวพุ ท ธโดยทัวไป มี จุ ด หมายเพื อศึ ก ษาหลัก คํา สอนของ พระพุทธเจ้าให้เข้าใจแล้วนําไปปฏิบัติตามนัน เพือความสุ ข ของจิตใจและจะได้ห่างไกลจากนรก (ความทุกข์) และการศึ กษาท่านได้ยกเอา เรื อง "ไตรสิ กขา" คือ อธิ ศีลสิ กขา อธิ สมาธิ สิกขา และอธิ ปัญญาสิ กขา โดยนําเอาทางอันประเสริ ฐ ๘ สาย (อริ ยมรรค) มาลงไว้ในไตรสิ กขาแต่ละสิ กขา คือ๔๓ อธิ ศีล สิ กขา เป็ นการศึ กษาข้อห้า มไม่ท ําผิ ดทางกายและวาจา เป็ นหลักนิ ติ บญญัติข อง ั ปกครองระบอบประชาธิ ปไตย อธิ ศีลสิ กขาเป็ นองค์อริ ยมรรคที ๓-๔-๕ ได้แก่ สั มมาวาจา มีคาพูด ํ ชอบ เรี ยกว่ามีวจีสุจริ ต ๓ อย่าง คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่ อเสี ยด ไม่พูดคําหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ หา สาระไม่ได้ สัมมากัมมันตะ เรี ยกว่ามีกายสุ จริ ต ๓ อย่าง คือไม่เบียดเบียนทําร้ ายใคร ไม่ลกทรัพย์ ไม่ ั คอรับชัน แม่แต่กระทําผิดเชิงนโยบาย และสั มมาอาชี วะ มีอาชี พชอบ คือ ละเว้นจากการประกอบ มิจฉาชีพต่างๆ เช่ น การค้าขายยาเสพติด ขายของมึนเมา ค้าขายอาวุธ ค้าขายมนุษย์ เป็ นต้น อธิสมาธิ สิกขา เป็ นการศึกษาคุณธรรมทีให้มีความตังใจมัน ไม่หวันไหว วอกแวก มี ความ ซื อตรง และคล่องเแคล่ว เป็ นหลักบริ หาร ของการปกครองระบอบประชาธิ ปไตย เพราะสมาธิ เ ป็ น คุณธรรมบริ หารจิตใจ คือใจเป็ นใหญ่ ใจเป็ นหัวหน้า ทุกอย่างสร้ างขึ นด้วยใจ อธิ สมาธิ สิ กขา เป็ น อริ ยมรรคองที ๖-๗-๘ ได้แก่ สั มมาวายามะ มีความพยายามชอบ คือพยายามป้ องกันไม่ให้ความชัว เกิ ดขึน พยายามปราบปรามความชัวทีเกิดขึนแล้วให้หมดไป พยายามสร้ างความดีทียังไม่มีให้มีขึน และพยายามรักษาความดีทีมีอยู่แล้วให้เจริ ญงอกงามยิงขึน สั มมาสติ มีสติชอบ คือตังสติตามดู รู้ทน ั กาย ตังสติติดตามดูรู้ทนความรู ้ สึก ตังสติติดตามดูรู้ทนจิตใจ ตังสติติดตามดูรู้ทน เหตุการณ์ ดีชว ั ั ั ั ต่างๆ ทีเกิดขึนในชี วต และ สั มมาสมาธิ มีสมาธิ ชอบ คือมีความซื อตรงตังมัน ไม่หวันไหว ควบคุม ิ อารมณ์ ควบคุมจิตให้เป็ นหนึงได้ ๔๓ เปลือง พลโยธา,การพัฒนาคน (Man Development) จากนิตยสารสาระวิชาการ ธรรมทัศน์ ปี ที ๕ ฉบับที ๑ ประจําเดือน มีนาคม - มิถุนายน ๒๕๔๗ (ขอนแก่น : หจก.โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา,๒๕๔๗), หน้า ๙๕.
31.
๓๑
อธิปัญญาสิกขา เป็ นการศึ กษาให้เกิดความเข้าใจ รู ้แจ้งเห็นจริ งในอริ ยสัจ ปั ญ ญาเป็ นอาวุธ เป็ นแสงสว่าง ทีจะใช้วินิจฉัยปั ญหาและตัดสิ นชี ขาด จึงเป็ นเช่ นหลัก ตุลาการของการปกครอง ประเทศ อธิ ปัญญาสิ กขา เป็ นอริ ยมรรคองค์ที ๑-๒ คือ สั มมาทิฏฐิ มีความเห็น ชอบ คื อมีค วามเห็น ชัดเจนแจ่มแจ้งในอริ ยสัจ ๔ ได้แก่เห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เห็นการดับทุกข์ และเห็นหนทาง อันจะนําไปสู่ การดับทุกข์ และ สัมมาสั งกัปปะ มีความคิดชอบ คือคิดละ เลิก ความชัวนําตัวออกห่าง จากความเลว คิดรักใคร่ ไม่มุ่งร้ายทําลายคนอืน และคิดให้อภัยไม่เบียดเบียนคนอืน ปริ ศนาธรรมหมวดทีแปด ♣ ถ้ าอยากเห็นก้ อนเมฆให้ หมอบลงสา ♣ ถ้ าอยากเห็นขุมมันเผือกให้ นอนหงายหน้ า ♣ ถ้ าอยากขึนชันฟาให้ เจ้ าฆ่ าบุตตา ้ ♣ ให้ หว่ านข้ าวกล้ าเดือน ๑๒ จะงามยิง ♣ ให้ ปักดําเดือน ๔ รวงข้ าวจะยาวเท่ าแขน ♣ ใครจะกําหนดได้ เวลาใดจะเก็บเกียว ♣ บ้ านใกล้ แหล่ งนํากินเห็ดละโงก ♣ บ้ านอยู่ป่าโคกกินข้ าวกับเกลือ ♣ ถ้ าอยากเห็นก้ อนเมฆให้ หมอบลงสา คําว่า "ถ้ าอยากเห็ นก้ อนเมฆให้ ห มอบลงสา" หมายถึง ความอ่ อนน้อ มถ่อมตน รู ้ จกกราบ ั ไหว้ มีสัมมาคารวะต่อบุคคลอืน ไม่เป็ นคนแข็งกระด้าง และทีสําคัญให้มีความเคารพอ่อนน้อมต่อ พระรั ตนตรั ย ซึ งถื อ ว่าเป็ นสิ งสู ง สุ ดเปรี ย บได้ดัง ก้อ นเมฆสี ข าวบริ สุ ทธิ รอยอยู่บนท้องฟ้ า พระ รัตนตรัยก็เช่นกันถือได้ว่าเป็ นสิ งทีสู งส่ งควรแก่ การสักการะบูชาอย่างยิง เช่น การสักการะบูชาพระ พุทธหมายถึง การกราบไหว้พระคุณ ๓ อย่างของพระพุ ทธเจ้า คือ พระปั ญญาคุณ พระบริ สุทธิ คุ ณ และพระมหากรุ ณาธิ คุณ โดยการใช้รูป ๓ ดอกเป็ นสัญลักษณ์การบูชา การสักการะบูชาพระธรรม หมายถึง การกราบไหว้คุณของพระไตรปิ ฎก กล่าวคือ พระวินย พระสู ตร และพระอภิธ รรม ทีขจัด ั ความมืดให้แสงสว่างทางปั ญญา โดยการใช้เทียน ๒ เล่ม เป็ นสัญลักษณ์การบูช า ส่ วนการสัก การะ พระสงฆ์หมายถึง การกราบไหว้พระคุณของพระสงฆ์ทีปฏิบติดีปฏิ บติชอบ โดยการใช้ดอกไม้เ ป็ น ั ั สัญลักษณ์การบูชา
32.
๓๒
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสอนเรื องความอ่อนน้อมถ่อมตน (การหมอบ หรื อการกราบ ไหว้) จัดเป็ น บุญประการหนึง ซึ งเรี ยกว่า "อปจายนมัย" เพราะจิตใจไม่แข็งกระด้าง แต่ก ารอ่อ น น้อมนันต้องอ่อนน้อมต่อบุคคลทีควรอ่อนน้อม ท่านเรี ยกว่า "วุฒบุคคล" ซึ งมีอยู่ ๓ ประเภท คือ๔๔ ิ วัยวุฒิ คือคนทีแก่กว่าเรา อายุมากกว่าเรา เช่น พี ป้ า น้า อา ผูใหญ่ ผูเ้ ฒ่า เป็ นต้น ชาติวฒิ คือคนทีมี ้ ุ กําเนิดสู งกว่าเรา เช่ น พระมหากษัตริ ย์ พระราชินี พระราชธิดา คนเหล่านีแม้จะมีอายุนอยกว่าเรา แต่ ้ ชาติตระกูลสู งก็ควรแสดงความเคารพ เพราะเป็ นไปเพือความเจริ ญ และคุณวุฒิ คือคนทีมีคุณธรรม สู งกว่าเรา เช่ น พระภิกษุสามเณร แม้จะมีอายุนอยกว่าเราก็ควรนอบน้อมถ่อมตนต่อท่าน เพราะท่าน ้ มีคุณธรรม คือมีศีลสู งกว่าเรา หรื อคนทีมีบุญคุณต่ อเรา เช่ น พ่อ แม่ หรื อ ครู อาจารย์ เพราะท่านมี คุณต่อเรา หรื อต่อสังคม การแสดงความอ่อ นน้อมถ่อมตนต่อวุฒิบุคคล ๓ ประเภทดังกล่าวมาแล้ว ด้วยการกราบ ไหว้ ลุกรับ หรื อพูดจาแสดงสัมมาคารวะ หรื อให้เกียรติท่านเป็ นต้น จัดเป็ นการทําบุญชนิ ดหนึ งใน พระพุทธศาสนา ย่อมได้รับความสุ ข ความเจริ ญในชีวิตได้ ดังพุทธพจน์ทีว่า "อภิ วาทนสี ลิสฺส นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุ ขํ พลํ" ความว่า "พร ๔ ประการ คือ อายุ ยืน ๑ ผิวพรรณผ่ องใส ๑ การมีค วามสุ ข กายสุ ข ใจ ๑ การมีกําลั งกายกํ าลังใจ ๑ ย่ อมเจริ ญแก่ บุคคลผู้มีการกราบไหว้ เป็ นปกติ ประพฤตินอบน้ อมต่ อวุฒบุคคล (ผู้ ใหญ่) อยู่เป็ นนิตย์ " ิ ♣ ถ้ าอยากเห็นขุมมันเผือกให้ นอนหงายหน้ า คําว่า "ถ้ าอยากเห็ นขุมมันเผื อกให้ นอนหงายหน้ า" หมายถึง บุ คคลทีขาดความอ่อ นน้อม ถ่อมตน ไม่รู้จกกราบไหว้ ไม่มีความเคารพยําเกรงในพระรัตนตรั ย มีใจดูหมินเหยียดหยามต่อสิ ง ั เคารพสู ง สุ ด เขาจะพบกับความทุก ข์ร้ อนใจ (ตกขุมมันเผื อ ก ซึ งในทีนี หมายถึง ขุมนรก) อย่า ง แน่ นอน เพราะลักษณะของคนเช่นนีจัดว่าเป็ นคนนอนหงายหน้า คือเป็ นคนแข็งกระด้าง ไม่เคารพ สักการะบูช า ดูหมิน ไม่อ่อนน้อ มถ่อมตนต่อผูทีมีคุณชาติ ทีสู งกว่า เช่ น ผู ้ทีมีวยวุฒิ ชาติ วฒิ และ ้ ั ุ คุณวุฒิ เป็ นต้น ในทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ชดเจนในเรื องของบุญกรรมทีว่าทําไม่ คนถึ งมีลกษณะที ั ั แตกต่ างกันในเรื องของชาติ กาเนิด อย่างเช่ นคนบางคนเกิ ดมาในสกุลตํา ก็เพราะว่าชาติ ก่อนคน ํ ประเภทนีเป็ นคนไม่อ่อนน้อมถ่อมตน แข็งกระด้างต่ อ ผูหลัก ผู ้ใหญ่ หรื อผูทีมีวยวุฒิ ชาติวุฒิ และ ้ ้ ั คุณวุฒิทีสู งกว่าดังทีกล่าวมาข้างต้น เมือละจากโลกนี ไปแล้ว (ตาย) ก็ไปเกิ ดในสถานทีลําบาก เช่ น นรก เป็ นต้น เมือกลับมาเกิ ดเป็ นมนุษย์แล้วจึงเกิดในสกุลตํา เช่น ในสกุลจัณฑาล หรื อ เป็ นพวกรั บ ใช้กรรมกรทีแร้นแค้น ลําบาก เดือดร้ อน ๔๔ เปโมนุ สรณ์, งานบําเพ็ญกุศลสตมวาร พระครูพสาลสิขกร (ชิระ เปโม) อดีตทีปรึกษาเจ้ าคณะอําเภอ ิ ท่ าลี วัดโพธิศรี อ.ท่าลี จ.เลย (เลย : ไม่ปรากฎทีพิมพ์ และ ปี ทีพิมพ์), หน้า ๙.
33.
๓๓
ส่ วนคนทีเกิดในสกุลสู งนันตรงกันข้าม เนืองจากเขาเป็ นคนอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผูใหญ่ ต่อ ้ สมณชี พราหมณ์ ต่อผูประพฤติดี ประพฤติชอบ หรื อต่อผูทีมีคุณชาติทีสู งกว่า เมือละจากโลกนี ไป ้ ้ แล้วก็ไปเกิดในทีดี มีสวรรค์ เป็ นต้น เมือกลับมาเกิดเป็ นมนุษย์ก็เป็ นคนทีเกิ ดในสกุลสู ง เช่ น สกุล กษัตริ ย ์ สกุลเศรษฐี หรื อสกุลเจ้านาย เป็ นต้น ♣ ถ้ าอยากขึนชันฟาให้ เจ้ าฆ่ าบุตตา ้ คําว่า "ถ้ าอยากขึนชันฟาให้ เจ้ าฆ่ าบุตตา" หมายถึง การกําจัดกิเลสสิ งเลวร้ายทีมีอยู่ในใจให้ ้ หมดไป กล่าวคือกิเลสทัง ๓ ตัว คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ งเรี ยกว่า "อกุ ศลมูล" ๔๕ ทีคอยบงการให้ใจทําในสิ งชัวร้าย หรื ออาจกล่าวได้วาเป็ นเจ้าพ่อหรื อ รากเง่ าแห่ งกิ เลสทังหลายทัง ่ ปวง ถ้าฆ่าได้เมือไรก็จะพบกับความสุ ขทีถาวร ซึ งหมายถึงการขึนสวรรค์ชันฟ้ าในความหมายของ ปริ ศ นาธรรมนี ถ้าเป็ นสวรรค์ในโลกมนุษ ย์ก็คือ อยู่ในอกคื อ ทําแล้วมีค วามสุ ข ใจ ถ้าทําสิ งทีเป็ น อกุศลกรรมก็คือความทุกใจ หรื อนรกอยูในใจเมือทําบาปนันเอง ่ คําว่า "สวรรค์ ชันฟา" ในทัศนะของชาวพุทธโดยส่ วนมาก เชือว่าเป็ นดินแดนแห่งความสุ ข ้ คือเสวยสุ ขสมบัติมีทุกข์น้อยมีความสุ ขมาก เป็ นทีอยูของเหล่าเทวดาตามลําดับชัน มนุ ษย์ผูตองการ ่ ้ ้ ไปเกิดเป็ นเทวดาบนสรวงสวรรค์ชนฟ้ าดังกล่าว ต้องปฏิบติตามหลักธรรมทีทําให้ไปเกิดเป็ นเทวดา ั ั ด้วยการปฏิบติสุจริ ต ๓ ประการ ได้แก่การประพฤติชอบทางกาย ทางวาจา และทางใจเพราะความ ั ประพฤติ (การกระทํา) ของมนุษย์ในภพนีเอง เป็ นตัวกําหนดภพภูมิของมนุษย์ในภพต่อไป ๔๖ นอกจากการปฏิ บติตามหลักธรรมดังกล่าวแล้ว ถ้า จะให้สมบูรณ์ จะต้องปฏิ บติ ตามหลัก ั ั ศีลธรรม โดยเฉพาะเบญจศีล ซึ งเป็ นการรักษาเจตนาทีจะควบคุ มกาย และวาจาให้เป็ นปกติ คื อไม่ ทําบาป ด้วยหลักการ ๕ ประการ คือ มีเมตตา ด้วยการละเว้นจากการฆ่า และเบียดเบียนสัตว์โลก มี สั มมาชีพ ด้วยการประกอบอาชีพทีสุ จริ ต มีรายได้ รู ้จกการใช้จ่าย และทีสําคัญรู ้จกคําว่าพอดี และมี ั ั หิริโอตตัปปะ ทําให้ไม่ผิดศีลในข้ออทิ นนาทาน มีความสํ า รวมอิน ทรี ย์ ด้วยการสํ ารวมตา หู จมูก ลิน กาย และใจ ทําให้ค วามใคร่ ในกามคุณ คื อการติดในรู ป รส กลิ น เสี ยง สั มผัสลดน้อยลง เมือ ความสํารวมเกิดขึน ความระมัดระวังตัวย่อมมี จะเป็ นเหตุให้ไม่ ล่วงเกิ นผู้อืน มีสัจจะ ด้วยการพูด ความจริ ง เป็ นสิ งทีทําให้ไม่เกิดการมุสาวาท และ มีสติ ด้วยการรู ้ สึกตัว ซึ งเป็ นหัวหน้าฝ่ ายกุ ศล ทํา ๔๕ คําว่า "อกุศลมูล" ได้แก่มลเหตุอนสําคัญแห่ งการประพฤติชว เป็ นรากเง่าแห่ งบาปกรรมทุจริ ตทังปวง ู ั ั ซึ งในปริ ศนาธรรมข้อนี ท่านเรี ยกว่า "บุตตา" มี ๓ อย่างด้วยกัน คือ โลภ คือความอยากได้ เห็ น แก่ตว ลุอ านาจ ดิ น ั ํ รนเพืออยากมีสิทธิ เหนื อผูอืน โทสะ คือมีใจคิดทําร้าย โหดร้าย จิตเดือดพล่าน จะให้ผูอืนเจ็บหรื อตาย และ โมหะ ้ ้ คือความหลงไม่รู้จริ ง เช่นหลงผิด ตามข้อมูลและข้อเท็จจริ งต่าง ๆ ๔๖ โสวิทย์ บํารุ งภักดิ, เทวตา อันว่ าเทวดาทังหลาย จากนิ ตยสารสาระวิชาการ ธรรมทรรศน์ ปี ที ๕ ฉบับ ที ๒ ประจําเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม ๒๕๔๗ (ขอนแก่น : หจก. โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา, ๒๕๔๗), หน้า ๖๒.
34.
๓๔ ให้ชีวตไม่ประมาท เพราะรู ้ว่าอะไรดี
อะไรชัว ทําให้ไม่เกลือกกลัวกับสิ งทีจะทําให้ชีวตตกตํา เช่ น ิ ิ สิ งเสพติดของมึนเมา เป็ นต้น ♣ ให้ หว่ านข้ าวกล้ าเดือน ๑๒ จะงามยิง คําว่า "ให้ หว่ านข้ าวกล้ าเดือน ๑๒ จะงามยิง" หมายถึง การทําคุณงามความดี ซึ งเป็ น กิ จกรรมทีเนื องด้วยการทํา บุญ ในทางพระพุทธศาสนา มีก ารทํา หลายลัก ษณะ เช่ น การทํา บุญ ทอดผ้าป่ า เข้าพรรษา ออกพรรษา บุญมหาชาติ เป็ นต้น การทําบุญทีเกี ยวเนื องกับพิธีก รรมทาง พระพุทธศาสนา ไม่วาจะเป็ นการให้ทาน รักษาศีล และการเจริ ญภาวนา ท่ านเปรี ยบเสมือ นกับการ ่ หว่านข้า วกล้าหรื อพืชไร่ ล งในนาสวน ถ้าทําในช่ วงทีเป็ นฤดูกาลคือ ฟ้ าฝนดี ข้าวหรื อพืชไร่ ก็ จะ ได้ผลดีมาก เช่ นเดียวกับการทําบุญในทางพระพุทธศาสนา ถ้าเป็ นบุญทีทรงบัญญัติไว้ให้เป็ นไป ตามกําหนดฤดูกาล ก็จะมีอานิสงส์ มากเช่ นกัน ในทีนีท่านหมายถึงบุญทอดกฐิน ซึ งทํากันได้เฉพาะ เดือน ๑๑ หรื อ ๑๒ เท่านัน การทําบุญทอดกฐิ น ตามพระวินยกําหนดไว้ ๑ เดือน คือหลังจากออกพรรษาแล้ว ตังแต่วน ั ั แรม ๑ คํา เดือน ๑๑ ถึงวันขึน ๑๔ คํา เดือน ๑๒ ผูทีจะทําบุญทอดกฐิ นต้องแจ้งความจํานงหรื อจอง ้ ไว้ก่อน และจะต้องทําภายในช่ วงนีเท่านัน จึงถือว่าเป็ นการทําบุญทีพิเศษกว่าการทําบุญแบบอืนทีมี ในพิ ธี ก รรมทางพระพุ ท ธศาสนา ฉะนัน การบุ ญ ทอดกฐิ น ในเดื อ น ๑๑ หรื อ ๑๒ ในทาง พระพุทธศาสนาท่านจึงจัดว่า "งามยิง" คือ มีอ านิ ส งส์ มากนันเอง เพราะปี หนึ งจะมีก ารทํา บุ ญ ลักษณะนีเพียงครังเดียวเท่านัน ถือว่าเป็ นการหาโอกาสยาก เพราะถ้าผูใดมีความประสงค์จะทําหรื อ ้ เป็ นเจ้าภาพก็จะต้องจองไว้ก่ อ นผูอืน มิฉ ะนันอาจพลาดโอกาสในการเป็ นเจ้าภาพทอดกฐิ นในปี ้ นันๆ ได้ แต่ก็สามารถร่ วมทําบุญเป็ นเจ้าภาพได้กบคนอืนทีเรี ยกว่า "กฐิ นสามัค คี" แต่ ทงนี ก็ต้องให้ ั ั เป็ นไปตามกําหนดเวลาทีให้ไว้เช่นกัน ♣ ให้ ปักดําเดือน ๔ รวงข้ าวจะยาวเท่ าแขน คํา ว่ า "ให้ ปั ก ดํ า เดื อ น ๔ รวงข้ า วจะยาวเท่ า แขน" หมายถึ ง การทํา บุ ญ ในทาง พระพุทธศาสนาอีกแบบหนึง ซึ งเรี ยกว่า "บุญมหาชาติ" ๔๗ หรื อ "บุญพระเวส" หรื อ "บุญเผวส" เป็ น ชาดกทีแสดงถึงพระจริ ยวัตรของพระพุทธเจ้าคราวพระองค์ทรงเสวยพระชาติ เป็ น พระเวสสันดร เป็ นชาดกเรื องยาว ๑๓ ผูก จะทํากันในเดือนใดเดือนหนึ งในระหว่างออกพรรษา จะเป็ นข้างขึนหรื อ ๔๗ คําว่า "ให้ ปักดําเดือน ๔" หมายถึง การให้ทาบุญมหาชาติ โดยส่ วนมากจะทําในช่วงเดื อน ๔ และถ้า ํ อยากได้บุญมากจะต้องทําจนครบกิจกรรม คือร่ วมทํากิจ กรรมตลอดวันตลอดคื น ซึ งเป็ นลักษณะการฟั งเทศน์ มีทงหมด ๑๓ กัณฑ์ ตังแต่กณฑ์ที ๑ คือกัณฑ์ท ศพร ถึงกัณฑ์ที ๑๓ คือนครกัณฑ์ รวมมี ๑๐๐๐ คาถา เรี ยกว่า ั ั "คาถาพัน"
35.
๓๕ ข้ามแรมก็ ได้แล้วแต่ สะดวก
แต่ส่ วนมากนิ ยมทํากันในเดื อ นสี ถ้า ร่ วมจนครบกิ จกรรมของการ ทําบุญมหาชาตินี ถือว่ามีอานิสงส์ มาก ในการทําบุญพระเผวสฟั งเทศน์มหาชาติ มูลเหตุเนื องมาจากพระคัมภีร์มาลัยหมืนมาลัย แสนว่า ถ้าผูใดปรารถนาทีจะพบพระศรี อริ ยะเมตไตรย (พระศรี อ ารย์) หรื อ เข้าถึงศาสนาของพระ ้ พุทธองค์แล้ว จงอย่าฆ่าบิดามารดา สมณะ พราหมณาจารย์ อย่ายุยงให้พระสงฆ์แตกสามัคคีกน และ ั ให้มีความอดทนฟั งเทศนาเรื องพระมหาเวสสันดรให้จบสิ นภายในวันเดี ยวแล้ว ถือ ว่าผูนนมีบุญ ้ ั กุศลมาก คือมีทงความสุ ขใจและความเข้าใจในเรื องทศชาติของพระเวสสันดร ท่านเปรี ยบผูนนใน ั ้ ั ปริ ศนาธรรมนีว่า "รวงข้ าวจะยาวเท่ าแขน" นันหมายถึง เขาจะได้พบหรื อ ได้เ กิ ดทันในศาสนาของ พระศรี อริ ยะเมตไตรย สาเหตุทีมีการทําบุญมหาชาติน ันเชื อกันว่า เมือครั งทีพระมาลัยเถรเจ้า ได้เดินทางไปไหว้ สักการะพระธาตุเกษแก้วจุฬามณี บนสรวงสวรรค์ชนดาวดึ งส์ ได้พบกับพระศรี อ ริ ยเมตไตรยและ ั พระองค์ได้ตรัสกับพระมาลัยว่า หากมนุษย์ผูใดต้องการพบหรื อเกิดในศาสนาของพระองค์ ก็อย่าได้ ้ กระบาปหนัก คือไม่ฆ่าบิดามารดา ไม่ฆ่าครู บาอาจารย์ ไม่ฆ่าพระสงฆ์สามเณร จงเคารพอ่อนน้อม ต่อท่านเหล่านัน และต้องฟั งเทศน์มหาชาติคาถาพันให้จบภายในวันเดียว ด้วยหวังอานิ สงส์ เช่ น นัน พุทธศาสนิกชนชาวไทยโดยเฉพาะชาวอีสานจึงมีความศรัทธาทีจะทําบุญมหาชาติหรื อบุญเผวสกัน ในเดื อน ๔ นี๔๘ เพราะคนสมัยก่ อนถือว่าเป็ นช่ วงทีว่างเว้น จากการทํานาทําไร่ และในงานบุญนี มักจะมีผูนาของมาถวายพระ ซึ งเรี ยกว่า "กัณฑ์ หลอน" หรื อถ้าจะถวายเจาะจงเฉพาะพระนักเทศน์ที ้ ํ ตนนิ มนต์มา ก็เ รี ยกว่า "กัณฑ์ จ อบ" เพราะต้อ งแอบซุ่ ม ดูให้แ น่ เสี ย ก่ อนว่า ใช่ พระรู ปทีจะถวาย เจาะจงหรื อไม่ ♣ ใครจะกําหนดได้ เวลาใดจะเก็บเกียว คําว่า "ใครจะกําหนดได้ เวลาใดจะเก็บเกียว" หมายถึง การทําบุญหรื อการสร้างคุณงามความ ดีในทางพระพุ ทธศาสนานันไม่มี กํา หนดเวลา จะทําเวลาไหนก็ ได้ตามความสะดวกและความ เหมาะสม ทําเวลาไหนย่อมได้ทุกขณะจิตทีทํา อย่างทีทราบกระบวนการทําบุญในพระพุทธศาสนา มี ๓ อย่าง การให้ทาน การรักษาศี ล และการเจริ ญจิตภาวนา แต่พุทธศาสนิกชนส่ วนมากนิยมการให้ ทาน การรักษาศีลก็มีบาง แต่การเจริ ญสมาธิภาวนาซึงถือว่าเป็ นจุดสําคัญของพระพุทธศาสนามีนอย ้ ้ มาก แต่อานิสงส์ของการทําบุญทัง ๓ ลักษณะนีมีมากน้อยต่างกัน กล่าวคือให้ทาน ๑๐๐ ครัง ไม่เท่า ๔๘ บุญเผวส, http://www.school.net.th/library/webcontes2003/100team/dlnes060/heet4he… 19/1/2548, Page 1 of 2.
36.
๓๖ การรักษาศีลเพียงวันเดียว รักษาศีล ๑๐๐
วัน ไม่เท่ากับการเจริ ญสมาธิ ภาวนาให้จิตสงบแม้เพียง ๑ นาที ๔๙ ตามความหมายทีว่า "ใครจะกําหนดได้" ตามความหมายนี สามารถอธิ บายได้ ๒ นัยด้วยกัน คือ ๑. การสร้ างคุณงามความดี หรื อทีเรี ยกว่า "บุญกุศล" ในทางพระพุทธศาสนากําหนดไม่ได้ ว่าจะต้องทําเวลานันเวลานี สามารถทําได้ทุกสถานที ทุกเวลาทีมีความพร้อมและเหมาะสม แต่ถาจะ ้ ให้ได้ผลดีจะต้องทําด้วยเจตนาทีเป็ นกุศล นันคือ ทําด้วยศรัทธา ทําด้วยความเคารพ ทําตามกาล ทํา ด้วยจิตอนุเคราะห์ และประการสําคัญทําแล้วจะต้องไม่กระทบตนและอืน ๒. นัยนีหมายถึงความไม่แน่นอนของชีวิตทีจะต้องเป็ นไปตามกฎของธรรมชาติ กล่าวคือ "ความตาย" ซึ งปุถุ ชนคนธรรมดาอย่างเราท่านไม่สามารถจะกําหนดได้ว่าจะตายวันหรื อ ตายพรุ่ ง เมือสังขารร่ างกายของเราต้องตกอยูในกฎของธรรมชาตินี ท่านจึงสอนไม่ให้ประมาทในชี วตคืออย่า ่ ิ หลงมัวเมาในยศ ในเกี ยรติ ในทรัพย์ และในรู ป เพราะถ้าหลงมัวเมาในสิ งเหล่านีแล้วจะเข้าลักษณะ ทีว่า "เมายศเป็ นเหตุให้ ทําผยอง เมาศักดิมักลําพองโอโอ้ เมาทรัพย์ ทําจองหองเหิ มเห่ อยิงนา เมารู ป ทําเป็ นโก้ สีนี ดีไฉน" เมือเราเข้าใจในหลักสัจธรรมแห่ งการกระทําคุ ณงามความดี ซึ งพระพุทธองค์ทรงตรัส ไว้ เพือเป็ นหลักในการปฏิ บติแล้ว หน้าทีของเราก็คือนําเอาหลักธรรมคําสอนนันมาประพฤติ ปฏิ บติ ั ั ตาม เพือทีจะ "เก็บเกียว" เอาผลบุญทีเกิดจากการประพฤติวตรปฏิ บติตามคําสอนนันได้ทุกเมือ และ ั ั เมือศึกษาและปฏิ บติตามจนเข้าใจถ่อ งแท้ในหลักพุทธธรรมแล้ว ผลทีได้จากการเก็บเกี ยวเอาจาก ั หลักคําสอน เราจะได้ชือว่า "เป็ นเจ้ าแห่ งจิต เป็ นนายของความคิด " คือ มีความเป็ นกันเองกับ ชี วิต ความตาย การพลัดพราก และมีเมตตากรุ ณาต่อทุกชี วต เป็ นชีวตทีมีแต่ความสุ ข ถึงจะมีชิวิตอยู่ก็ไม่ ิ ิ เดือดร้ อน ถึงจะตายก็ไม่เศร้ าโศก ใช้ชีวตอยู่อ ย่างมี สติสัมปชัญญะ คือมีส ติ มนคงมองเห็นทีหมาย ิ ั แล้ว ถึงจะอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศก ก็หาโศกเศร้าไม่๕๐ เป็ นต้น ♣ บ้ านใกล้ แหล่ งนํากินเห็ดละโงก คําว่า "บ้ านใกล้ แหล่ งนํากินเห็ดละโงก" หมายถึง คนทีมีถินฐานบ้านเรื อนตังอยู่ห่างไกลวัด หรื อ ไกลสถานทีปฏิ บติ ธรรม จึงไม่ ค่อยจะมีโอกาสได้ไปทําบุ ญตามวัด วาอารามต่า งๆ อาจเป็ น ั เพราะจํากัดด้วยเวลา ระยะทาง ตลอดถึงวัตถุไทยทาน เป็ นต้น แต่ เขาเหล่านันกลับประพฤติตนอยู่ ในกรอบแห่งศี ลธรรม คือ รักษาศี ล และเจริ ญสมาธิ ภ าวนาอยู่เป็ นนิ ตย์มิได้ขาด ไม่ต่า งกับคนทีมี ๔๙ พระมหา ดร.สุขพัฒน์ อนนท์จารย์,อ้ างแล้ว, หน้า ๕๔ - ๕๕. ๕๐ พระธรรมปิ ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต),พุท ธธรรม (กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬ าลงกรณราชวิทยาลัย ,๒๕๔๖), หน้า ๒๗๔.
37.
๓๗ โอกาสได้ไปทําบุญให้ทาน รักษาศีล เจริ
ญภาวนาทีวัดเลย ในปริ ศนาธรรมนี ท่ านเปรี ยบเหมือนกับ คนทีมีบานไกล้แหล่งนําแต่กลับได้กินเห็ดละโงก เพราะโดยปกติเห็ดละโงกจะเกิ ดตามโคกหรื อใน ้ ป่ าซึ งอยู่ห่างไกลจากแหล่งนํา ในเรื องการบุญในทางพระพุทธศาสนานัน พระพุทธองค์ทรงให้ความสําคัญกับการปฏิ บติ ั ธรรม คือการรักษาศีล เจริ ญภาวนา คล้ายกับปริ ศนาธรรมข้อนี ถึงแม้วาคนบางคนจะไม่มีโอกาสได้ ่ ไปทําบุญทีวัด แต่ก็ประพฤติตนให้อยูในกรอบของศี ล ธรรม นันคือ มีการรักษาศี ล เจริ ญภาวนาอยู่ ่ เป็ นนิ ตย์ ถือ ว่า เป็ นการบูช าธรรม หรื อ การปฏิ บติธรรมทีสู งส่ งในทางพระพุทธศาสนา ผู้ถือการ ั ปฏิบติบูชาเช่นนีถือได้วาเป็ นผูเ้ ห็นธรรมหรื อ เข้าถึงธรรม ดังพุทธพจน์ทีว่า "โย ธมฺ มํ ปสฺ สติ โส มํ ั ่ ปสฺ สติ" ความว่า "ผู้ ใ ดเห็ น ธรรมผู้ นันชื อว่ าเป็ นพระองค์ " เนื องจากหลัก การบู ช าธรรมใน พระพุทธศาสนามี ๒ ประเภท คือ๕๑ ๑. อามิสบูชา คือการบูชาด้วยสิ งของ เช่ น บุตรระลึ กถึงคุ ณบิดามารดา ศิ ษย์ระลึกถึ งของ อาจารย์ จึงบูชาด้วยการนําทรัพย์ หรื อ ของใช้ต่างๆ ไปมอบให้ เป็ นต้น การบูชาพระรัต นตรั ยด้วย ดอกไม้ ธู ปเทียน ก็จดเป็ นอามิสบูชาเช่ นกัน ั ๒. ปฏิบติบูชา คือการบูชาด้วยการตังใจประพฤติปฏิ บติตามคําสอน ตามแบบอย่างทีดีของ ั ั ท่าน เช่น พยายามกําจัดรากเง่าของกิเลส กล่าวคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริ ญสมาธิ ภาวนาตามหลักคําสอนของท่าน การปฏิ บติธรรมบูชานี จัดเป็ นการบูชาด้วย ั การปฏิ บ ัติธรรมทีสู งส่ งกว่า การปฏิ บติแบบอามิส บู ช า เพราะเป็ นวิธี เดี ยวทีจะนําจิตใจไปสู่ การ ั พัฒนาทีสู งสุ ดคือการหลุดพ้นจากเครื องพันธนาการทังปวง ซึ งเรี ยกว่า "พระนิพพาน" ♣ บ้ านอยู่ป่าโคกกินข้าวกับเกลือ คําว่า "บ้ านอยู่ป่าโคกกินข้ าวกับเกลือ" หมายถึง คนทีมีถินฐานบ้านเรื อนอยู่ใกล้วด แต่ ไม่ ั รู ้ จกเข้าวัด ไม่สนใจใยดีหรื อขวานขวายในเรื องของการทําบุญกุศล ทังไม่รู้จกศาสนธรรมคําสังสอน ั ั ทางพระพุทธศาสนาเลย มีแ ต่พลัดวัน ประกันพรุ่ งอยู่เนื องๆ เพราะคิด ว่าตนเองอยู่ ใกล้วดจะไป ั ทําบุญตอนไหนก็ได้ คนลักษณะนีจัดว่าเป็ นผูประมาทในชีวต เปรี ยบได้ กับคนทีมีบ้านอยู่ป่าโคกแต่ ้ ิ กินข้าวกับเกลือ คืออยู่ใกล้วดหรื อสถานทีปฏิ บติธรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ งมีพระสงฆ์เป็ น ผู ้สัง ั ั สอนธรรม แต่กลับไม่มีโอกาสได้นาเอาหลักคําสอนของท่านนันไปเป็ นเครื องปฏิ บติ โดยการให้ ํ ั ทาน รักษาศีล เจริ ญภาวนาเลย ในเมือไม่สนใจต่อการปฏิบติธรรมดังกล่าว การทีจะพบกับความสุ ข ั ทีแท้จริ งตามหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาก็คงเป็ นไปไม่ได้ เพราะเขาอาจดําเนิ นชี วตผิดทาง ิ โดยคิดว่าสิ งนันถูกต้องหรื อเป็ นทางแห่งความสุ ข แต่กลับเป็ นการสร้างเหตุแห่งความทุกข์ เช่ นกับ คนทีเห็นกงจักรเป็ นดอกบัว ซึ งตรงกับปริ ศนาธรรมข้อนีว่า "กินข้ าวกับเกลือ" ๕๑ บูชาบุคคลทีควรบูชา,http://thaigenx.100free.com/mongkhol/mk03.htm 20/1/2548.
38.
๓๘
ปริ ศนาธรรมข้อนีแสดงให้เห็นถึงความไม่สนใจหรื อขาดปั ญญาในเรื องของการทําบุญหรื อ การปฏิบติธรรมตามหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนา จึงทําให้สังคมส่ วนมากขาดหลักธรรม ผลที ั ตามมาก็คือวุนวายมีปัญหาดังทีเห็นในปั จจุบน ทังนีอาจเป็ นเพราะเรายังเป็ นปุถุชน คือผูทีหนาแน่ น ่ ั ้ ด้วยกิเลส๕๒ ด้วยเหตุของการขาดปั ญญา เพราะไม่ได้ศึกษาหาความจริ งอันเป็ นสัจธรรม กิ เลสอย่าง ละเอียดทีเรามีอยู่จึงมีอานาจทําให้เกิดกิ เลสอย่างกลางขึนมาและนําพาให้เกิดกิเลสอย่างหยาบ ความ ํ หยาบคายจึงปรากฏออกมาทางกายและวาจา ฉะนันชีวตของคนเราทุกวันนีทีมีความหยาบ เพราะเรา ิ ขาดปั ญญานันเอง จึงเป็ นหน้าทีของเราโดยตรงที จะต้องเป็ นผูแสวงหาปั ญญา ซึ งปั ญญาจําแนก ้ ออกเป็ น ๒ อย่าง คือ๕๓ ๑. ปัญญาทางโลก คือปั ญญาทีเกิดจากการศึกษาเล่าเรี ยนวิช าการทางโลกหรื อเพียรฝึ กหัด เพือให้เ กิ ดประสบการณ์ ส ามารถนํา มาประกอบอาชี พ เป็ นไปเพือลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุ ข ใน ขณะเดียวกันเมือเกิ ดเสื อมลาภ เสื อมยศ นินทา และทุกข์ ปั ญญาทางโลกไม่อาจช่วยได้ ๒. ปัญญาทางธรรม คือปั ญญาทีเกิดจากการเรี ยนรู ้ และเข้าถึง สัจธรรมของความจริ งทีว่า ทุกๆ สิ งล้วนไม่เทียง เป็ นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เมือมีลาภ ก็ ตอ งเสื อมลาภ เมื อมียศ ้ ็ ้ ก◌ตองเสื อมยศ เมือมีสรรเสริ ญ ก็ตองมีนินทา เมือมีสุข ก็ตองมีทุกข์ สรุ ปได้วาเมือเกิ ดมาแล้วชี วิต ้ ้ ่ เป็ นทุกข์ หรื อทางธรรมะเรี ยกว่า "อุปาทานขันธ์ ห้าเป็ นตั วทุกข์ " เมือเรี ยนเข้าใจและนําไปปฏิ บติ ั วิปัสสนาปั ญญาทีเกิดขึนจะทําให้ผูทีพบ เป็ นผูทีพ้น คือ เมือผูใดพบสภาวธรรมของความจริ งที ว่า ้ ้ ้ "สพฺเพ สงฺขารา อนิ จฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเ พ ธมฺ มา อนตฺตา" ผูน ันย่อมจะพ้นไปจากความ ้ ทุกข์ได้โดยสิ นเชิ ง ฉะนันในสภาพสังคมปั จจุบนนี ผูมีปัญญาทางธรรมจะเป็ นผูทีสามารถยอมความรั บความ ั ้ ้ จริ งในสิ งทีเกิ ดขึนได้มากกว่าผูทีไม่ได้ศึกษาความทุกข์ทีเกิดขึน ถึงจะมีความทุ กข์เ กิ ดขึ นบ้างตาม ้ กฎธรรมชาติ ก็ย่อ มมี ทุก ข์หรื อทุรนทุรายน้อ ยกว่าผู้ทีไม่มีปัญญา ผูมีปัญ ญาจะเป็ นผู ้ไม่ ประมาท ้ เพราะรู ้ วาสิ งใดทําแล้วเกิ ดโทษ สมควรจะหลีก ละ ลด และเลิ ก ส่ วนสิ งใดทีเป็ นประโยชน์ ก็ค วร ่ กระทําเพือนําชีวตให้เจริ ญ นันคือ "ผู้ มีปัญญาย่ อมละเว้นจากสิ งทีไม่ เป็ นประโยชน์ และแสวงหาสิ งที ิ เป็ นประโยชน์ " ๕๒ คําว่า "กิเลส" คือสิ งทีไม่ดี จัดเป็ น ๓ ระดับ คื อ กิเลสอย่ างหยาบ ได้แก่ความทุจ ริ ตทีแสดงออกทาง กาย และวาจา ๑ กิเลสอย่างกลาง ได้แก่กิเลสทีเกิดขึนทางใจ คื อนิ วรณ์ ๕ อันได้แก่ความพอใจ ความไม่พ อใจ ความเคียดแค้นพยาบาท ความฟุ้ งซ่านรํ าคาญใจ ความลัง เลสงสัย เป็ นต้น ๑ กิเลสอย่างละเอียด ได้แก่อนุ สัย กิเลสทีเนื องนองอยูในขันธสันดานของคนทุก ๆ คน ๑ ่ ๕๓ วยุรี สุวรรณอินทร์ ,อ้ างแล้ ว, หน้า ๕.
39.
๓๙
ปริ ศนาธรรมหมวดทีเก้ า โอวาทของ ๑๐ ข้อของท่านธนญชัยเศรษฐี ทีสอนนางวิสาขาก่ อนแต่งงาน คือ ♣ ไฟในอย่านําออก ♣ ไฟนอกอย่ านําเข้ า ♣ ควรให้ แก่ ผ้ ทีควรให้ ู ♣ อย่ าให้ แก่ ผ้ ทีไม่ ควรให้ ู ♣ เขาให้ หรือไม่ให้ ก็จงให้ ♣ จงนังให้ เป็ นสุ ข ♣ จงนอนให้ เป็ นสุข ♣ จงกินให้ เป็ นสุ ข ♣ พึงบูชาไฟ ♣ พึงไหว้เทวดาในเรื อน ♣ ไฟในอย่านําออก คําว่า “ไฟในอย่านําออก” หมายถึง การไม่นาสิ งทีไม่ดีงามภายในครอบครัวออกไปเปิ ดเผย ํ ให้คนอืนได้รับรู ้ โดยวิธีการต่างๆ อันเป็ นการเผาตนเองและครอบครัวให้เกิ ดความเดื อดร้ อนใจใน ภายหลัง อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้กล่าวให้โอวาทแก่นางวิสาขาผูเ้ ป็ นธิ ดาไว้ว่า “เมื อเห็น โทษ ของพ่ อผัว แม่ ผัว หรื อสามี อย่านําโทษนันไปกล่ าวให้ คนภายนอกรู้” ท่านสอนให้ยดหลักว่า เรื องราวใดๆ ก็ตามหากเกิ ดขึนภายในครอบครั วเล็กๆ ซึ งอาจเป็ น ึ เรื องส่ วนตัวระหว่างสามีหรื อภรรยา หรื อแม้กระทังคนภายในครอบครัวคนใดคนหนึ งก็ตาม ท่าน ให้ถือว่าเป็ น “ไฟใน” จึงไม่เหมาะไม่ค วรอย่างยิงทีจะนําไปเผยแพร่ ให้สาธารณชนคนอืนได้รับรู ้ เพราะเรื องเหล่านัน นอกจากจะเป็ นเรื องความลับหรื อเป็ น ปั ญหาทีจะต้องแก้ไขภายในครอบครัว แล้ว บางทีคนอืนเขาก็ไม่อยากรับฟั ง รับรู ้เรื องราวของใครๆ เช่นกัน ฉะนันการทีสมาชิ กคนใดคน หนึงนําเรื องไม่ดีงามทีเกิดขึนภายในครอบครัวมาเปิ ดเผยให้คนอืนได้รับรู้ นน นอกจากจะเป็ นโทษ ั ทีอาจเกิ ดขึนภายในครอบครัวแล้ว ยังเป็ นกระจกบานใหญ่ ทีจะสะท้อนออกมาให้ค นอืนได้เห็นว่า ตัวผูชกไฟในสู่ ภายนอกนันเป็ นเช่นไร ้ั ♣ ไฟนอกอย่ านําเข้ า คําว่า “ไฟนอกอย่ านําเข้ า” หมายถึง การไม่นาสิ งทีไม่ดีมีโทษเข้ามาพูดในบ้านโดยไม่เกิด ํ ประโยชน์ ทําให้เสี ยสุ ขภาพจิตเปล่า เช่น การไม่นาเอาคํานินทานอกบ้านมาพูดในบ้าน อันเป็ นการ ํ นําเรื องมาเผาตนเองและครอบครัวให้เกิ ดความเดือดร้อนใจในภายหลัง อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐี
40.
๔๐ ได้กล่าวให้โอวาทแก่ นางวิสาขาผูเ้ ป็
นธิ ดาไว้ว่า “เมือคนบ้ านใกล้ เรื อนเคียง พูดถึงความไม่ดีของพ่ อ ผัว แม่ ผัว หรื อของสามี ก็จงอย่านําคําเหล่ านันมาพูดให้ ท่านฟังอีก” เรื องนีก็ถือเป็ นสําคัญ เพราะการหอบเรื องราวต่างๆ จากนอกบ้าน ซึ งเราถื อว่าเป็ นเหมือ น เชื อไฟมากมายกลับเข้ามา อาจทํา ให้เ กิ ด อัคคี ภยภายในบ้านได้ จึ งเป็ นเรื องละเอี ยดอ่ อนทีต้อ ง ั ระมัดระวัง สามีภรรยาทีมีวฒิภาวะส่ วนใหญ่ มักจะไม่นางานกลับไปทําทีบ้าน ไม่เอ่ยเรื องราวต่าง ๆ ุ ํ ของคนในทีทํางาน เพือนสนิ ทสมัยเก่ า หรื อใครก็ตามทีคนในบ้านไม่รู้จก นํามาเล่าเป็ นเรื องราวให้ ั คนฟั งเอือมระอา ยิงเล่าในเชิงยกมาเปรี ยบเทียบเพือให้เห็นข้อด้อยอย่างชัดเจนของคนในบ้านแล้ว นัน เหมือนสะสมความคุกรุ่ นของเชือไฟไว้ในใจเลยทีเดียว ฉะนัน สารพันปั ญหาทีเกิดขึนมา เป็ นชนวนให้คนต้องเลิกรัก และอย่าร้ า งกันนัน บางครั ง หากมองย้อนกลับเข้าไปถึงทีมาของปั ญหากลับพบว่า สาเหตุทีแท้จริ ง หรื อ ต้นตอของปั ญ หาล้วน เกิ ดจากเรื องเล็กๆ ทีบานปลายใหญ่โต คล้ายนําผึ งหยดเดียว และมักจะมาจาก “ไฟใน” หรื อ “ไฟ นอก” ทีฝ่ ายใดฝ่ ายหนึงเป็ นคนลงมือกระทําจะด้วยความตังใจหรื อไม่ก็ตาม ♣ ควรให้ แก่ ผ้ ทีควรให้ ู คําว่า “ควรให้ แก่ ผ้ทีควรให้ ” หมายถึง การให้ยมสิ งของของตนแก่คนอืน ซึ งเป็ นผูทีเคยยืม ู ื ้ สิ งของของตนไปใช้แล้ว ส่ งคื นตามกําหนดเวลาทีนัดหมายกันไว้ อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้ กล่าวให้โอวาทแก่ นางวิสาขาผูเ้ ป็ นธิ ดาไว้วา “ใครมายืมเงิน หรื อของใช้ ไปแล้ ว นํ ามาส่ งคืนภายใน ่ เวลาอันควร ก็จงให้ แก่ คนเหล่ านัน” เรื องนี เป็ นการให้เครดิท (credit) หรื อความเชื อถือแก่ คนทีมีค วามสั ตย์ท งต่อตนเองและ ั ผูอืนในการอยู่ร่วมกันในสังคม ความสัตย์หรื อความซื อสัตย์นี มีลกษณะความหมาย ๓ ประการ คือ ้ ั ความจริ ง ๑ ความตรง ๑ ความแท้ ๑๕๔ ความจริง คือความเป็ นจริ ง ได้แก่ ความไม่โกหกหรื อหลอกลวง พูดจริ ง ทําจริ ง ปากกับใจ ตรงกัน ไม่ใช่ ปากอย่างหนึงใจอย่างหนึงสุ ดจะหยังถึงได้ ความจริ งมีอยู่อย่างไร พูดทําตรงกับความ จริ ง ไม่ยิงหรื อหย่อนไป ดังเช่นพุทธภาษิตว่า “หทยสฺ ส สทิสี วาจา ความว่า “วาจาเช่ นเดียวกับใจ” “ยถาวาที ตถาการี ” ความว่า “พูดอย่างไร ทําได้ อย่ างนัน” ความตรง ได้แก่ ความซื อตรง กล่าวคือ ไม่คดไม่โกง ตรงไปตรงมา กายวาจาใจตรงกัน คง เส้นคงวา ไม่คดในข้องอในกระดูก หน้าเนือใจเสื อ หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ หรื อ มื อถือ สากปากถือศีล ๕๔ พระเทพปริ ยติมุนี , ๑๐๐ เทศนา บูช าพระพุท ธวรญาณ วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร (กรุ งเทพ ฯ : ั หจก. สามลดา,๒๕๔๙), หน้า ๖๘๖.
41.
๔๑
ความแท้ ได้แก่ ไม่เก๊ ไม่ปลอม ไม่ปน ทนต่อการพิสูจน์ได้ในทุกสิ ง คือ เป็ นของจริ ง ไม่ใช่ เทียม ดีก็ดีเยียม ไม่มีอะไรเทียมกัน ไม่ตกตําและแปรผันเป็ นอืน ไม่กลับกลาย ศึกษาได้ง่าย แม้ข อง ภายนอก เช่ น เงินแท้ เงินปลอม ทองแท้ ทองปลอม ทองแท้ ทองปลอม มิตรแท้ มิตรเที ยม พระแท้ พระปลอม เป็ นต้น บุคคลย่อมนิยมเงินแท้ ทองแท้ และพระแท้อย่างแน่นอน ฉะนัน ผู ้ทีมีค วามความสั ตย์ความจริ งต่อ ตนเองและผู้อื น ย่ อมมีล ก ษณะ สว่าง สะอาด ั โปร่ งใส และบุค คลผู ้มีความสัตย์ ความตรง ความแท้ เป็ นอัธ ยาศัย ย่ อ มมีค วามดี อย่ า งเปิ ดเผย ร่ างกายสดใส ใบหน้าสง่างาม จิตใจไม่หมองมัว อยูทีไหนใครก็รักและให้ความไว้วางใจ เพราะเป็ น ่ คนดีมีคุณธรรม ดังมีสุ ภาษิตรั บรองว่า “สาธุ รูโป จ ปาสํ โส ทฺวารตฺเยน สจฺจวา” แปลความว่า “ผู้ มี ความซื อสัตย์ ทางไตรทวาร ชือว่าเป็ นคนดีและเป็ นทีสรรเสริญ” ♣ พึงอย่าให้ แก่ ผ้ ูทีไม่ ควรให้ คําว่า “พึงอย่ าให้ แก่ ผ้ทีไม่ ควรให้ ” หมายถึง การทีใครก็ตามทีไม่เ คยคิดจะให้หรื อคิดจะทํา ู อุปการคุณต่อใครๆ เลย ก็ไม่ควรให้ยืมสิ งของเครื องใช้สอยต่างๆ หรื อ อีกนัยหนึ ง ใครก็ตามทีเคย มายืมสิ งของเครื องใช้ต่างๆ ของเราไปแล้วแต่ไม่เ คยส่ งคื น ก็ไม่ควรให้หยิบยืมอีก ต่อไป อย่างที ท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้กล่าวให้โอวาทแก่ นางวิสาขาผูเ้ ป็ นธิ ดาไว้ว่า “ใครมายืมเงินทองของใช้ แล้ ว ไม่ ส่งคืน จงอย่ าให้ แก่ บุคคลเช่ นนันอีก” นีเป็ นการดิส เครดิ ท (discredit) ไม่ให้ความไว้วางใจ หรื อ ไม่ให้ค วามเชื อถื อต่อบุคคลที ขาดสัจจะ ไร้ความซื อสัตย์ ไร้ ความจริ งใจทังต่อ ตนเองและผูอืน ซึ งบุค คลดังกล่าวนีมีลกษณะฝั ง ้ ั แน่ นซึงความเท็จอยู่ในสันดานเป็ นอาจิณ จัดเป็ นความชัวความมืด มีลกษณะคดงอไม่ซือตรง บุคคล ั ผูค ดโกงย่ อ มมี อาการมืดมิด ปิ ดบัง ลวงตา ลวงใจ ลับลมคมใน เงือนงํา อําพราง ไม่ส ะอาด ไม่ ้ บริ สุทธิ และมีพิรุธ เป็ นดุจดินหม้อป้ ายเปื อนอยู่ในใบหน้าฉะนัน บุคคลที มีลก ษณะดังกล่ าวนี จัดว่าเป็ นผูไร้ เกี ยรติ ไร้ศ ักดิศรี ไร้ ค นนิ ยมชมชอบไม่มีใคร ั ้ อยากคบค้าสมาคมด้วย เพราะเป็ นผู ้ได้ชือว่า “คนพาล” ซึ งมีล กษณะพูดเท็จ ปด มุสา โกหก หรื อ ั ตอแหลอยู่ในสันดาน ฉะนันเมือหมดความเชือถือแล้วก็เหมือนกับหมดทีพึงไปในตัว เพราะการที จะไปขอความช่วยเหลือจากบุคคลอืนไม่วาจะกรณี ใดๆ ก็เห็นจะเป็ นเรื องยากเป็ นแน่ ่ ♣ พึงให้ แก่บุคคลทังทีให้ และไม่ ให้ คําว่า “พึงให้ แก่ บุคคลทังทีให้ และไม่ ให้ ” หมายถึง เมือญาติ มิตรฝ่ ายสามีหรื อ มี ผูทีถึ งคราว ้ ตกทุกข์มาขอพึงพาอาศัย ถึงแม้วาเขาเหล่ านันจะไม่เคยให้อะไรหรื อไม่มีอะไรจะให้เป็ นการตอบ ่ แทนก็ตาม เราก็ยินดีให้การช่ วยเหลือ เขาด้วยความเต็มใจ อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้กล่าวให้ โอวาทแก่ นางวิสาขาผูเ้ ป็ นธิ ดาไว้วา “เมือญาติหรื อมิตรยากจนมาขอพึงอาศัย หรื อยืมเงินทองของ ่ ใช้ จงให้ แก่ คนเหล่ านั น เขาจะใช้ คืนหรือไม่ ใช้ คืนก็ตาม”
42.
๔๒
คุณธรรมข้อนี เป็ นการแสดงถึ งจิ ตใจในการทีจะสงเคราะห์ ญาติ และมนุ ษย์ร่ วมโลกใน ฐานะทีเขาเหล่านันเป็ นเพือน เกิ ด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน โดยยึดหลักพรหมวิหารข้อ เมตตา คือ ความ รัก ความปรารถนาดี มีไมตรี จิตต่อผูอืน รักผูอืนเหมือนรักตัวเอง ต้องการช่ วยเหลื อให้ทุก คนได้รับ ้ ้ ความรัก ได้รับประโยชน์และความสุ ข ความมีเมตตา นอกจากสร้ างเสน่ห์ ผูกมิตรไว้ได้แล้ว ยังช่วย คลีคลายความมุ่งร้ายในจิตของผูคิดร้ ายต่อเรา ให้ค ลายความเหี ยมโหดลงได้ดวย เช่ นเดียวกับพระ ้ ้ บรมศาสดาใช้เมตตาปราบจอมโจรองคุลิมาลให้หายดุร้าย หายใจดําอํามหิต และกรุ ณา อันหมายถึง ความสงสาร ปรารถนาจะช่วยให้ผูอืนพ้นจากความทุกข์ ใฝ่ ใจทีจะปลดเปลืองความทุกข์ยากลําบาก ้ เดือดร้ อนของคนและสัตว์ทงปวง ั ♣ พึงนังให้ เป็ นสุ ข คําว่า “พึงนั งให้ เป็ นสุ ข” หมายถึง การรู ้ จกที สู ง ทีตํา เวลานังก็ ไม่ นงสู ง กว่าพ่ อแม่ ญาติ ั ั ผูใหญ่ หรื อผูทีมีวฒิภาวะสู งกว่าเรา ให้นงในทีทีเหมาะทีควรสําหรับตนเอง จึง จะถือว่าเป็ นการนัง ้ ้ ุ ั อย่างมีความสุ ข ไม่ตองกังวลใจ หรื อถูกตําหนิในภายหลัง หรื ออีกนัยหนึง เมือพ่อแม่ของสามีตนทํา ้ กิจการงานอะไรอยู่ในอิริยาบถอะไร เราควรวางตัวให้เหมาะสมกับสภาวการณ์นนๆ ในสถานะทีเรา ั เป็ นลูก สะใภ้จะต้อ งวางตัวให้ถูก ต้อ ง หรื อ เรี ย กกัน ตามภาษาชาวบ้านทัวไปว่า ”ให้รู้จกฟ้ าสู ง ั แผ่นดินตํา” อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐีได้กล่าวให้โอวาทแก่นางวิสาขาผูเ้ ป็ นธิ ดาไว้วา “ควรนังในที ่ อันเหมาะสมแก่ ตน เช่ น ไม่ นังขวางประตู เมือสามีหรือพ่ อแม่ผัวนังอยู่ในทีตํา ตนไม่ ควรนังในทีสู ง” คําสอนในเรื องนีเป็ นพืนฐานให้ค นรู้ จกมารยาท๕๕ ในการอยู่ร่วมกันของสั งคมมนุ ษ ย์ใน ั ฐานะทีมนุษย์เป็ นสัตว์สังคม และสังคมไทยก็ได้รับอิทธิ พลมาจากหลักคําสอนดังกล่าวนี ซึ งปรากฏ อยู่ในหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนา และได้หล่อหลอมพฤติกรรมของคนไทยทังกาย วาจา ใจ ที แสดงออกมาทาง การยืน การเดิน การนัง การนอน การแสดงความเคารพ การรั บของและการส่ ง ของ เป็ นต้น จนกลายมาเป็ นมารยาทไทยอันอ่อนช้อยในทีสุ ด ♣พึงนอนให้ เป็ นสุ ข คําว่า “พึงนอนให้ เป็ นสุ ข” หมายถึง การทําหน้าทีของภรรยาทีดี กล่าวคือการตืนก่อนนอนที หลังสามี และพ่อผัวแม่ผว (ปู่ ย่า) ให้จดแจงทีหลับทีนอนให้เรี ยบร้ อย แล้วจึงให้ส ามีและปู่ย่าเข้า ั ั นอนก่อน และเมือเสร็ จกิจต่างๆ ภายในบ้านแล้ว ตนจึงเข้านอนทีหลัง อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐีได้ ๕๕ คําว่า “มารยาท” หมายถึง กิริยาอาการ ทีควรประพฤติปฏิบติอย่างมีขอบเขต หรื อมีระเบี ยบแบบแผน ั อันเหมาะสมแก่ กาละ เทศะ และสังคม มารยาทไทย เป็ นการเจาะจงในแบบแผนแห่ งการประพฤติปฏิ บติแบบ ั ไทย ทีบรรพบุรุษได้พิจารณากําหนดขึนและดัดแปลงแก้ไขใช้สืบทอดกันมา
43.
๔๓ กล่าวให้โอวาทแก่ นางวิสาขาผูเ้ ป็
นธิดาไว้วา “ไม่ พึงนอนก่ อนสามี พ่ อผัว หรื อแม่ ผัว พึงปฏิบัติท่าน ่ เหล่ านันให้ นอนอย่างเป็ นสุ ขก่ อนแล้ ว จึงเข้ านอนทีหลัง” นีเป็ นการทําหน้าทีของภรรยาทีดีในสมัยก่ อน แม้วาปัจจุบนสังคมจะเปลียนไปแต่ลกษณะ ่ ั ั หน้าทีของภรรยาทีดีนน ก็จะต้องประกอบด้วยหลัก ๕ ประการ คือ ั ๑. รู ้ จกการจัดการ สามารถบริ หางานบ้านให้เป็ นทีเรี ยบร้ อยน่าอยู่ จัดอาหารให้ถูกปาก จัด ั เสื อผ้าเครื องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ ในด้านการเงินก็สามารถวางแผนจัดการได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ไม่ใช้จ่ายสิ งฟุ่มเฟื อยมีเ งินเหลือ ไว้เก็บออม และยังต้อ งมีความสามารถในการบริ หารงานบุคคล ปกครองดูแลคนในบ้านให้มีความสามัคคี มีระเบียบวินยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุ ข ั ๒. ความสัมพันธ์กบครอบครัวและญาติของสามี ด้วยการพูดจาไพเราะอ่อนหวาน เอือเฟื อ ั ให้ความช่วยเหลือตามฐานะทีจะทําได้ ๓. ซื อสัตย์ไม่นอกใจสามี ๔. มัธยัสถ์ รู ้ จกใช้ทรัพย์อย่างประหยัด ไม่สร้ างหนีสิ นให้เป็ นภาระแก่ สามี ั ๕. ขนันทํางาน เอาใจใส่ และรับผิดชอบในหน้าทีการงานทังปวง ในสภาพสังคมปั จจุบน ครอบครัวต้องแบกรับภาระเศรษฐกิจหนักมากขึน ทําให้สามีผูเ้ ป็ น ั หัวหน้า ครอบครัวเครี ยดได้ง่าย ภรรยาจึ ง มี ส่ วนช่ วยเกื อกู ล สภาพจิต ใจของสามีไ ด้โ ดยการให้ กําลังใจ ไม่พูดอะไรทีทําให้เสี ยหน้าหรื อพูดขัดแย้ง ให้เกียรติยกย่องสามีทงต่อหน้าและลับหลัง ให้ ั สามีเป็ นใหญ่นอกบ้าน เป็ นคู่คิด เป็ นเพือนปลอบใจแก่ส ามีเมือมีทุกข์ ไม่จูจีขีบ่นทังเรื องในบ้าน ้ และเรื องของสามี ต้องแสดงความเป็ นภรรยาทีดี ๔ ประการ ดังคติสอนใจทีว่า “อันภรรยาดีสีอย่ าง ช่ างดีแท้ ดีเหมือนแม่ รักลูกเต้ าเจ้ าจอมขวัญ ดีเหมื อนเพือนยอมตายถวายชี วัน ดีเหมือนน้ องคอย ปองกันให้ พีชาย ดีเหมือนทาสผู้ภักดีมีความสั ตย์สารพัดเอาใจไม่ ขาดสาย สี อย่างนี คือข้ อใหญ่ ผูกใจ ้ ชาย ลองไปใช้ จะได้ ผลทุกคนเอย” ♣ พึงบริ โภคให้ เป็ นสุ ข คํา ว่า “พึงบริ โ ภคให้ เ ป็ นสุ ข ” หมายถึ ง การทําหน้าทีของภรรยาทีดีนนจะต้อ งจัดสํ า รั บ ั กับข้าวให้พ่อผัวแม่ผวและสามีบริ โภคก่อน แล้วตนค่อยบริ โภคทีหลัง อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐี ั ได้ก ล่ า วให้โอวาทแก่ น างวิสาขาผู ้เ ป็ น ธิ ดาไว้ว่า “ไม่ พึงบริ โ ภคก่ อนสามี พ่ อ ผัว หรื อแม่ ผัว พึง ปฏิบัติท่านเหล่ านันให้ สําเร็จกิจก่ อน แล้ วจึงบริ โภคทีหลัง” ถ้าจะว่าโดยธรรมเนียมแล้ว ถึงแม้ว่าปั จจุบนสังคมจะเปลี ยนไปมากแล้วก็ ตาม ถ้ายึดหลัก ั วัฒ นธรรมไทยจริ งๆ ผูเ้ ป็ นภรรยาก็ ไม่ควรบริ โ ภคก่ อ นพ่อปู่ แม่ย่า หรื อ สามีของตน ควรจัดแจง ตระเตรี ยมหาให้ท่านบริ โภคก่อน เมือเสร็ จกิจแล้ว ตนจึงบริ โภคทีหลัง หรื อบริ โภคพร้ อมกัน ปั จจุบนผูหญิงมีโอกาสพัฒนาตัวเองได้มากขึนแทบทุกๆ ด้าน ภาพพจน์ของผูหญิงในยุค นี ั ้ ้ จึงมีความเป็ นตัวของตัวเอง มีความสามารถ เชียวชาญ น่าจะกล่าวได้วามีบทบาทต่อสังคมภายนอก ่
44.
๔๔ เกื อบเท่าผูช าย
และการที ผูหญิงมีโอกาสตอบแทนสังคมด้วยการเป็ นผูให้ ได้สร้ างประโยชน์ต่อ ้ ้ ้ ส่ วนรวม แทนทีจะคอยปรนนิ บติคนเพียง ๕-๖ คนเท่านัน ทําให้ผูหญิงยุคปั จจุบนมีความภาคภูมิใจ ั ้ ั ทีได้ใช้ชีวตอย่า งมี คุณค่า หรื อ อาจกล่าวได้อีก ว่าปั จจุบน สามีและภรรยามิ ใช่ ช้างเท้าหน้าหรื อ เท้า ิ ั หลังเหมือนทีผ่านมา แต่เป็ นเท้าซ้ายและท้าวขวาทีเกือหนุนกันและเดินไปด้วยกัน ถึงอย่างนันก็ตาม ผูหญิง (ภรรยา) พึงสังวรไว้วา การจัดสรรเวลาระหว่างการทํางานนอก ้ ่ บ้านและในบ้านต้องจัดให้ดี ถ้าทุ่มเทเวลาให้กับงานอกบ้านมากเกิ นไปจนทอดทิ งครอบครั วลืม บทบาทของภรรยาและแม่ ครอบครั วอาจถึ งกาลวิ บติ ซึ งอาจส่ ง ผลให้ ลู ก เติบโตมี ปัญ หาทาง ั สุ ข ภาพจิต เช่ น ติ ดยาเสพติ ด หรื อ เป็ นโรคประสาทก็ ได้ ฉะนัน ภรรยาทีดีแ ละมี ความสามารถ จะต้องบริ หารครอบครั วด้วยความรอบคอบระมัดระวังเพือการอยู่ร่วมกันอย่า งมีความสุ ข ดังคํา กลอนสอนใจทีว่า “เป็ นสตรี สุดดีทีเรี ยนรู้ เก่ งงานสู้ ไม่ ท้อต่ อปัญหา รั บผิดชอบหน้ าทีศรี ภรรยา เป็ น มารดาห่ วงใยในครอบครั ว” ♣ พึงบูชาไฟ คําว่า “พึงบูชาไฟ” หมายถึง การให้ความยําเกรง เกรงอกเกรงใจ จะทํากิ จการอันใดก็ค วร ปรึ กษาให้ความสําคัญกับพ่อผัวแม่ผวหรื อสามีของตนตลอดเวลา เสมือนการเกรงกลัวต่อไฟหรื องู ั พิษ อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้กล่าวให้โอวาทแก่ นางวิสาขาผูเ้ ป็ นธิ ดาไว้วา “พ่ อผั วแม่ ผัวเป็ น ่ ประหนึงกองไฟ เพราะสามารถให้ ทงคุณและโทษ ให้ คุณแก่ ผ้ ูปฏิบัติชอบ ให้ โทษแก่ ผ้ ู ปฏิบั ติไม่ ชอบ ั เพราะฉะนัน พึงบําเรอท่ านเหล่ านันโดยชอบ” ตามธรรมเนียมอินเดีย การแต่งงานฝ่ ายหญิงต้องไปสู่ ขอฝ่ ายชายและจะต้องจ่ายค่าสิ นสอด ให้เป็ นไปตามฐานะของฝ่ ายชายด้วย และหลังจากแต่งงานแล้วเจ้าสาวจะตามไปอยูในการดูแ ลของ ่ สามีและพ่อผัวแม่ผวอย่างเคร่ งครัด อํานาจทุกอย่างจึงตกอยู่ทีสามีและพ่อผัวแม่ผว เธอไม่ค่อยจะมี ั ั สิ ทธิ ใด ๆ นอกจากการดูแลความเรี ยบร้อยและปรนนิบติปู่ย่าและสามีของเธอภายในบ้านเท่านัน ถ้า ั ปรนนิบติดีก็เป็ นทีชืนชอบ แต่ถาขาดตกบกพร่ อง เธอก็อาจถูกลงโทษอย่างใดอย่างเช่นกัน และโดย ั ้ ส่ วนมากหลังจากแต่งงานไปอยู่กบสามีแล้ว น้อยคนนักทีผูหญิงอินเดียจะได้กลับมาอยูบานของพ่อ ั ้ ่ ้ แม่ตวเอง ส่ วนมากเธอจะฝากชีวตไว้ทีบ้านสามี ไม่วาอะไรจะเกิดขึนภายหลังจากการแต่งงานก็ตาม ั ิ ่ ทังนีอาจเป็ นเพราะวัฒนธรรมของอินเดียซึ งปฏิบติมาแต่โบราณ และทีสําคัญที สุ ดเธอไม่มีสิทธิ ใน ั สมบัติของพ่อแม่เธอเลย เพราะสมบัติของตระกูลทีพ่อแม่ยกให้เธอ ก็คือค่าสิ นสอดทีพ่อแม่จดหาให้ ั ในวันแต่งงานเธอนันเอง ชี วตของเธอจึงต้องขึนอยู่กบสามีและพ่อผัวแม่ผวเท่านัน ฉะนัน ท่านจึง ิ ั ั เปรี ยบพ่อผัวแม่ผวและสามีดงเช่ นไฟ ซึ งอาจให้คุณและโทษเมือไรก็ได้ ผูเ้ ป็ นสะใภ้จึงต้อ งดูแลเอา ั ั ใจใส่ เป็ นกรณีพิเศษ
45.
๔๕
♣ พึงนอบน้ อมเทวดาในเรื อน คําว่า “พึงนอบน้ อมเทวดาในเรือน” หมายถึง การให้ความเคารพ นอบน้อม อ่อนโยนต่อพ่อ ผัวแม่ผวหรื อสามีของตนตลอดเวลา อย่าแข็งกระด้า งต่ อ ท่าน แสดงความเคารพประหนึ งว่าท่าน ั เหล่านันเป็ นเทวดาประจําเรื อน อย่างทีท่านธนัญชัยเศรษฐี ได้กล่าวให้โอวาทแก่ นางวิสาขาผูเ้ ป็ น ธิ ดาไว้วา “พ่ อผัวแม่ ผัวและสามี อันภรรยาหรื อสะใภ้ พึงเห็นเช่ น เทวดา พึงปฏิบัติท่านเหล่ านั นโดย ่ เคารพ พึงอ่ อนน้ อมถ่ อมตนต่ อท่ านเหล่ านัน” ถ้าจะมองในแง่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็ นการสอนให้คนรู ้ จกอ่อนน้อมถ่อม ั ตน เคารพกราบไว้ต่อผูทีเจริ ญกว่าทังด้านคุณวุฒิและวัยวุฒิ และทีสําคัญ คือสอนให้คนรู ้ จกกตัญ ู ้ ั กตเวที อันหมายถึงความเป็ นผูมีใจกระจ่าง มีสติปัญญาบริ บูรณ์ รู ้ อุปการคุ ณทีผูอืนกระทําแล้วแก่ ้ ้ ตน ผูใดก็ตามทีทําคุณแก่ ตนแล้ว ไม่วาจะมากหรื อน้อยก็ ตาม เช่ น เลียงดู สังสอน ให้ทีพัก ให้งาน ้ ่ ทํา เป็ นต้น ย่อมระลึกถึงด้วยความซาบซึ งอยูเ่ สมอ ไม่ลืมอุปการคุณนัน อีกนัยหนึง หมายถึงความรู ้ บุญ หรื อ รู ้ อุปการะของบุญทีตนทําไว้แล้ว รู ้ ว่าตนเองพ้นจาก อันตรายทังหลาย ได้ดีมีสุขอยู่ในปั จจุบน ก็เพราะบุญทังหลายทีเคยทําไว้ในอดีตส่ งผลให้ จึงไม่ ลืม ั อุปการะของบุญนัน และสร้างสมบุญใหม่ให้ยงๆ ขึนไป ฉะนัน กตัญ ูจึงหมายถึง การรู ้จกบุญคุ ณ ิ ั อะไรก็ตามทีเป็ นบุญ หรื อมีคุณต่อตนแล้วก็ตาม ระลึกนึก ถึงด้วยความซาบซึ งไม่ลืมเลย คนมีกตัญ ู ถึงแม้นยน์ตาบอดมืดทังสองข้าง แต่ใจของเขาใสกระจ่างยิงกว่าดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์รวมกัน ั เสี ยอีก ดังคํากล่าวทีว่า “คนตาบอดย่อมมองไม่ เห็นโลก แม้ ด วงอาทิตย์ จะส่ องสว่ างอยู่ฉันใด คนใจ บอดย่ อมไม่ มีความกตัญ ู แม้ จะได้ รับความเมตตา กรุณา จากผู้มีอุปการคุณฉั นนั น” ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบ วัยคือช่วงหนึงของชีวตมนุษย์ มีภารกิ จทีจะต้องทําแตกต่างกัน ๕ วาระ คือ ิ ♣ วัยพบ ♣ วัยพึง ♣ วัยเพียร ♣ วัยพัก ♣ วัยพราก ♣ วัยพบ คําว่า “วัยพบ” หมายถึง ชีวตแรกเกิ ดขึนมาดูโลก จะต้องได้พานพบกับสิ งต่างๆ บนโลก ิ แห่ งนีมากมาย กล่าวคื อ ได้พบพ่อแม่ ญาติพีน้อง ครู อาจารย์ เพือนฝูง ของใช้ สัตว์เ ลียง หมู่บ้าน สังคม และประเทศชาติ เป็ นต้น อยากรู ้อยากเห็นอยากทดลอง และมีความท้าทายกับสิ งใหม่ๆ ใน
46.
๔๖ โลกใบนี อยู่ตลอดเวลา เห็นโลกนี
เป็ นสิ งสวยงามสดใส และพร้ อมทีจะใช้ชีวตอยู่บนโลกใบนี อย่าง ิ ภาคภูมิใจ อีกนัยหนึง “วัยพบ” หมายถึง การได้ชีวตใหม่ หรื อจะหมายความว่า “จิตใจ” ก็ได้ ดังทีพูด ิ กันติดปากว่าชีวตจิตใจนันเอง ชีวตจิตใจนีเป็ นสิ งสํ าคัญทีสุ ดในตัวคนเรา ในทางพระพุทธศาสนา ิ ิ ถือว่าการจะได้ชี วตของสั ตว์ท ังหลายมานันเป็ นเรื องยากยิ ง ดัง ทีปรากฏในพระคัมภี ร์ธ รรมบท ิ ขุททกนิกาย ทรงสอนความยากไว้ ๔ อย่างว่า ๕๖ กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิ ลาโภ การจะได้เกิ ดเป็ นมนุษย์ยาก กิจฺฉํ มจฺจานชีวตํ ิ ชีวตของสัตว์ทงหลายยาก ิ ั กิจฺฉํ สทฺ ธมฺ มสวนํ การจะได้ฟังธรรมยาก กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท การเกิ ดขึนแห่งพระพุทธเจ้าทังหลายยาก ชีวตคนเรา ยากมาตังแต่เกิ ดเลยทีเดียว ยากทังๆ ทีตัวผูเ้ จ้าของชีวตนันยังไม่รู้เดียงสาด้วยซํา ิ ิ ไป คือยากแก่ พ่อแก่แม่ เมือเกิ ดมามีชีวตใหม่ๆ พ่อแม่ตองระวังระไว เรื อดก็ไม่ให้ไต่ไรก็ไม่ให้ตอม ิ ้ ลมแรงเกินไปก็ไม่ให้ถูก อากาศหนาวร้ อนเกินไปไม่ให้กระทบ อาหารทีจะให้ก็เลือ กแต่ทีดี แม้ขด ั สนไม่มีก็พยายามหามาให้ บางทีตองกู้หนียืมสิ นเขามาใช้ เมือลูกเจ็บพ่อแม่ก็ไม่เป็ นอันกิ นอันนอน ้ เพราะเป็ นห่วงลูกจะเจ็บหนัก จะเป็ นอันตรายแก่ชีวตได้ง่ายๆ ฉะนัน การได้เกิ ดมาเป็ นมนุษย์ถือว่า ิ เป็ นการได้พบกับชี วตใหม่ และจะต้องได้ประสบกับสิ งใหม่ๆ ในโลกแห่งสมมติบญ ญัตินีจนกว่า ิ ั ชีวตหรื อร่ างกายนีจะถึงคราวแตกสลายลง ิ ♣ วัยพึง คําว่า “วัยพึง” หมายถึง ช่วงชีวตทีพึงพาอาศัยตนเองยังไม่ได้ จําต้องพึงพิงคนอืนช่วยเหลือ ิ กล่าวคือ พึงพาอาศัยพ่อแม่ ช่วยในการเลี ยงดู ให้ทีอยู่อ าศัย เครื องนุ่ งหุ่ม ป้ องกันภัยอันตราย ช่ วย บําบัดความเจ็บไข้ ส่ งเสี ยค่าเล่าเรี ยน พึงพาอาศัยครู อาจารย์ ให้การอบรมฝึ กฝน ถ่ายทอดวิชาความรู ้ พึงญาติมิตรในโอกาสต่างๆ เป็ นต้น คําว่า “พึง” เป็ นกฎธรรมชาติของสรรพสิ งทีจะต้องอาศัยกันและกันเกิดขึน และเมือเกิดขึน แล้วก็ตองอาศัยกันและกันดําเนินต่อไปจนกระทังแตกดับ ถ้าปราศจากกฎนี เสี ย แล้ว ลักษณะของ ้ การเกิ ดดับก็ ไม่มีในสรรพสิ ง และกฎนี มี อ ยู่ในพระพุทธศาสนาเรี ยกว่า “ปฏิจ จสมุ ป บาท” ซึ ง กล่าวถึงเหตุและผลว่า ผลย่อมเกิดแต่เหตุ ไม่มีอะไรเกิดขึนมาลอยๆ ได้โดยปราศจากเหตุปัจจัย มัน จะเกิ ดขึ นต่อ เมือมี เ หตุ ปัจจัยมาทําให้เ กิ ดขึนเท่านัน นี แสดงให้เห็ นว่าสรรพสิ งในโลกต้องพึงพา อาศัยกัน แม้แต่การดําเนินชี วตในแต่ละวันของมนุษย์ก็ตองพึงพาอาศัยสิ งรอบข้างเสมอ ชี วิตจึงจะ ิ ้ ๕๖ ปาน จันทรานุ ตร,พ.อ. (พิเศษ). แก้ปัญหาชีวิตด้ านธรรมะ (กรุ งเทพ ฯ : โรงพิมพ์รุ่งเรื องรัตน์,ม.ป.ป.), หน้า ๔ - ๕.
47.
๔๗ ดําเนินไปได้ ดังคํากล่าวทีว่า “นําพึงเรือ
เสื อพึงป่ า ข้ าพึงเจ้ า บ่ าวพึงนาย นายพึงบ่ าว เจ้ าพึงข้ า ป่ า พึงเรื อ เสื อพึ งนํ า” หรื อ “ช่ างกลึ ง ต้ องพึง ช่ างชั ก ช่ างสลั ก ต้ องพึง ช่ างเขียน ช่ างรู้ ต้ องอาศั ย ช่ างเรียน แต่ ช่างติ ช่ างเตียน ไม่ ต้องพึงใคร” ♣ วัยเพียร คําว่า “วัยเพียร” หมายถึง ช่วงทีชีวตต้องพากเพียรศึ ก ษาหาความรู ้ ฝึ ก ฝนประสบการณ์ มี ิ ความขยันหมันเพียรทํางานเพือสร้ างฐานะความมันคงให้กบชีวต มีค วามอดทนต่อปั ญหาอุปสรรค ั ิ ต่างๆ นานา ทีเข้ามาเผชิ ญกับชี วตในโอกาสต่างๆ เช่ น ในการศึ กษาและทํางานสร้างฐานะความ ิ มันคงของครอบครัว เป็ นต้น วัยเพียร ถือว่าเป็ นช่วงชีวตทีต้องพึงตนเอง เพือสร้างฐานะทางครอบครัวให้มนคงเป็ นปรึ ก ิ ั แผ่น พระพุทธศาสนาสอนและเน้นในเรื องการพึงตนเอง ให้บุคคลฝึ กตนให้เป็ นทีพึงของตนเองได้ ไม่คิดหวังแต่จะพึงคนอืน ถึงแม้วากิจการบางอย่าง จะต้องพึงพาอาศัยกันและกัน ก็จะต้องรู ้ จกช่ วย ่ ั ตนเอง หลัก พึงตนเองในพระพุ ทธศาสนา พระพุ ทธเจ้าทรงตรั สสอนให้รู้ จก พึงตนเองในการ ั ประกอบคุณความดี ในการยกระดับชีวตของตนให้ดีขึน ซึ งคุณความดีในทีนีก็คือหลักคุณธรรมใน ิ การสร้ างฐานะครอบครัว เรี ยกว่า “ทิฏฐธัมมิกัตถะ” มี ๔ ประการคือ ๑. อุฏฐานสั มปทา ถึงพร้ อมด้วยความหมัน คื อเป็ นผูขยัน ในการแสวงหาเครื องเลียงชี วต ้ ิ โดยสุ จริ ต เอาใจใส่ ต่อการศึ กษาเล่ าเรี ยน เป็ นผู ้มีความเพียรพยายามในกิ จการงานไม่ เ กี ยจคร้ า น เพราะเห็นแก่ หนาวร้อน เป็ นต้น ไม่ ยอมปล่อ ยเวลาในการทํางานให้ล่วงเลยไป พยายามปรั บปรุ ง การงานให้เจริ ญก้าวหน้า สังสมเพิมพูนโภคทรัพย์ให้มนคง ั ๒. อารั กขสั มปทา ถึง พร้ อมด้วยการรั ก ษา คื อรั กษาทรั พย์ที ตนหามาได้ด้วยความหมัน ไม่ให้เป็ นอันตราย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิ รญาณวโรรส ได้ทรงแยกลัก ษณะการ เก็บรักษาทรัพย์ออกเป็ น ๕ ประการ คือ๕๗ ๒.๑ รู้ จัก เก็บงํา คือเก็บไว้ในทีมันคง ห่างจากอันตรายจากการถูกลักถูกปล้น ๒.๒ รู้ จักถนอม คือของทีมีอนจะขาดหรื อเก่าได้ เช่ น ผ้า ก็ระวังรักษาไว้ให้ดี ของเป็ น ั โลหะชนิดทีสนิมอาจจะจับได้ เช่น เหล็กและทองเหลือง ก็เก็บไว้ในทีไม่ถูกอากาศชืน ๒.๓ รู้จักบูรณะ เป็ นต้นว่าบ้านเรื อนรัวชํารุ ด ก็ซ่อมแซมให้เป็ นปกติ ๒.๔ รู้จักเสี ยดาย เช่น ของทีไม่ควรเสี ยก็ไม่ปล่อยให้เสี ย ของทียังพอใช้ได้ไม่ ทิงเสี ย แต่ไม่ใช่หมายความว่า ตระหนีจนไม่กล้าบริ โภค ๒.๕ รู้จักทําให้ เผล็ดผล เช่น มีนา มีสวน ทําเองบ้าง ให้คนอืนเช่ าถือ บ้าง มีธนทรัพย์ เอามาลงทุนหากําไร เป็ นต้น ๕๗ สุทธิ วงศ์ ตันตยาพิศาลสุ ทธิ ,หลักพระพุทธศาสนา (กรุ งเทพฯ : ธรรมสภา,ม.ป.ป.), หน้า ๑๕๘.
48.
๔๘
๓. กัลยาณมิตตตา เป็ นผูมีมิตรดีง าม คําว่า “มิตรดี ” หมายถึ ง มิ ตรผูมีศ รัทธา ศี ล จาคะ ้ ้ ปั ญญา การมีมิตรดีเป็ นเหตุส่งเสริ มเกี ยรติคุ ณของตนเอง และทําให้ทรัพย์สมบัติเจริ ญคงทนถาวร ดังทีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กล่าวไว้ว่า “การคบมิตรดี ย่ อมอุด หนุ น การแสวงหาทรั พย์ ให้ ได้สะดวก”๕๘ ๔. สมชีวิตา การเลียงชีวตตามกําลังทรั พย์ทีหามาได้ ไม่ให้ฝื ดเคื องนัก ไม่ ให้ฟุ่มเฟื อ ยนัก ิ คือให้รู้จกประมาณในการใช้จาย ใช้ในสิ งจําเป็ น งดเว้นสิ งทีฟุ่ มเฟื อย ให้รู้จกจัดสรรรายได้รายจ่าย ั ่ ั อย่าให้รายจ่ายท่วมรายได้ อย่างเลวต้องให้รายได้รายจ่ายเท่ากัน อย่างกลางต้อ งให้รายจ่ายน้อ ยกว่า รายได้สักเล็กน้อย เพือจะได้เก็บทีเหลือ ไว้ใช้จ่ายเวลาฉุ กเฉิ น เช่ น เจ็บไข้ เป็ นต้น อย่างดี ตองให้ ้ รายได้เหลือไว้คงคลังมากๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทนอดทนอยาก ทีเรี ยกว่าเบียดกรอ เป็ นคนโง่ ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากทรัพย์สินทีตัวพยายามหามา ♣ วัยพัก คําว่า “วัยพัก” หมายถึง ช่วงชีวตทีผ่านการศึกษาหาประสบการณ์ในลักษณะต่างๆ ตามช่ วง ิ จังหวะลีลาของชีวตมาแล้วอย่างเต็มที แล้วมาถึงช่วงเวลาทีชีวตจะต้องพักผ่อนเสวยผลงานทีตนได้ ิ ิ กระทํามาอย่างเหนือยยากลําบาก ปลดเกษียณวาระการทํางานของตนเอง ความชราภาพเข้ามาเยือ น การปฏิบติหน้าทีก็ไม่คล่องตัวหรื อไม่สะดวกดังแต่ก่อน จึงจําเป็ นจะต้องพัก ั วัยพักในทีนี หมายถึง “วัยเกษียณ” ซึ งแปลว่า “สิ นไป” ตรงกับภาษาบาลีว่า “ขยวยํ” คือ ความสิ นไปหรื อเสื อมไปของสังขาร ตกอยู่ภายใต้ธรรมชาติทีไม่อาจจะบังคับหรื อกําหนดให้เป็ นไป ตามความชอบใจตนได้ ฉะนัน เมือหลักแห่งความจริ งปรากฏเป็ นเช่ นนี บัณฑิตชนทังหลายจึงไม่ ควรประมาทในการดําเนิ นชี วิตโดยการหาทีพึงสําหรั บตน และที พึงที ดีทีสุ ดก็ คือ “บุ ญ” ซึ งเป็ น เครื องชําระจิตใจให้สะอาดบริ สุ ทธิ จํากัดสิ งเศร้ าหมองคื อกิ เลส กล่ าวคือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ให้ลดละเบาบางลง ท่านพุทธทาสภิกขุได้พูดถึงวิธีการทําบุญไว้ ๓ แบบ โดยเปรี ยบเทียบกับบุคคล ๓ จําพวก เอานํา ๓ ประเภทมาอาบชําระล้างตัว คือ๕๘ ๑. บุ คคลทํ าบุ ญเหมือนเอานํ าโคลนมาอาบ คือ คนทีทําบุญ ด้วยการนําสัตว์มาฆ่ าเพือเป็ น อาหาร ซึ งถือว่าเป็ นการทําลายชีวต เช่ น ฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าเป็ ด ฆ่าไก่ แล้วเอาเนื อสัตว์เหล่ านันมา ิ จัดงานบุญเลียงกัน รวมทังมีเลียงสุ รายาเมาด้วย จนบางครั งเกิ ดการทะเลาะวิวาททําร้ ายกัน เหล่านี เป็ นการทําบุญด้วยการทําบาป เหมือนกับเอานําโคลนมาชําระตัวจะสะอาดได้อย่างไร ๕๘ เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๖๐. ๕๘ บุญทีแท้ กับสังฆทาน, http://www.khonnaruk.com/htmt/phra/boon/boon-1.html#13
49.
๔๙
๒. บุคคลทําบุ ญเหมือนเอานําเจือ ด้ วยแปงหอมมาอาบ คือคนทีทําบุญด้วยอุ ปาทานยึดมัน ้ ถือมันในบุญเป็ นอย่างมาก เมาสวรรค์ เมาวิมาน เป็ นการทําบุญ ด้วยกิ เลสหรื อความยึดติ ดอย่า ง รุ นแรง ทําแล้วหวังผลเช่นนันเช่นนี เหมือนเอานําทีเป็ น เครื องหอมมาอาบชําระกาย จะสะอาดได้ อย่างไร ๓. บุคคลทําบุ ญเหมือนเอานําสะอาดมาอาบ คือคนทีทําบุญด้วยใจสงบร่ มเย็น ไม่ได้ยึดมัน ถือมันในสิ งนันสิ งนี ว่าเป็ นตัวเราของเรา เหมือนคนเอานําสะอาดมาอาบ ย่อมสะอาดกว่าบุ คคล ๒ ประเภทแรก การทําบุญตามแบบที ๓ นี ถือ ว่าเป็ นการทําบุญเพือบุญจริ งๆ เพราะเป็ น การทําเพือ ฟอกจิตให้เกิ ดความเมตตา กรุ ณา กําจัดเสี ยซึ งความโกรธ พยาบาท จองเวร อันเป็ นรากเหง้าแห่ ง อกุศลธรรมรากใหญ่เลยทีเดียว ♣ วัยพราก คําว่า “วัยพราก” หมายถึง ชีวิตช่ วงปลายสุ ดเหลือไม่มาก และไม่ส ามารถจะหยุดยังเยียวยา รักษาไว้ได้ ความพลัดพรากจากสิ งของรักพร้อมจะเกิดขึนทุกขณะ และผลสุ ดท้ายก็ตองดับสลายไป ้ เข้าตําราทีว่า มาแล้วไป ขึนแล้วลง ดังแล้วดับ ปิ ดฉากชีวตของตัวเอง ิ ความตายหรื อวัยพราก เป็ นอาการหนึงของสังขารทีตกอยู่ในสภาวะความเป็ นอนิ จจาหรื อ ความไม่เทียง นักปราชญ์ได้เปรี ยบเทียบสังขารไว้หลายประการคือ๕๙ สั งขารเปรียบเหมือนหยาดนําค้ าง กล่ าวคือหยาดนําค้างยามเมือต้อ งแสงพระอาทิตย์แผด เผา ย่อมเหื อดแห้งไป คงอยู่ไม่ได้นาน สังขารเมือเกิ ดแล้วก็มีความแก่ความเจ็บความตายแผดเผาให้ เร่ าร้อนตลอดเวลา วัยอายุทีดีคือวัยหนุ่มสาว ถูกบันทอนเผาลงทุกขณะ คงเหลือไว้แต่วยไม่ดี คือ วัย ั ชรา ซํายังถูกความเหียวแห้งใจ ความเดือดร้อนใจ ความโศกเศร้ าใจ ความพิลาปรํ าพัน ความเสี ยใจ ความกลุมใจ ความกลัว ความเจ็บป่ วย สิ งทรมานใจ ความไม่สบายใจ ความทอดถอนหมดอาลัยตาย ้ อยาก เผาผลาญรบกวนอยู่ตลอดเวลา สังขารจึงอุปมาคล้ายหยาดนําค้างกลางแสงพระอาทิตย์ สั งขารเปรียบเหมือนต่ อมนํ า หยาดนําฝนทีตกลงมากระทบพืน เกิ ดต่ อ มนําขึ นแล้ว แตก สลายไปทันทีฉันใด สังขารเกิ ดขึนแล้วก็ตงอยู่ไม่ได้นานฉันนัน คืออยู่ได้ชวระยะหนึงภายในร้อยปี ั ั ใช่จะอยูได้ถึง ๒๐๐ – ๓๐๐ ปี เป็ นต้นก็หาไม่ ่ สั งขารเปรี ยบเหมือนรอยไม้ กรี ดบนพืนนํา ชัวแวบเดียวเท่านันก็กลับสนิ ทดังเดิม ถ้าปั จจัย สนับสนุนคือธาตุ ๔ ดิน นํา ไฟ ลม ทีผสมผสานกันเป็ นร่ างกาย ยังคงดําเนิ นไปตามปกติ สังขารก็ คงอยูได้ ถ้าปัจจัยเหล่านันชํารุ ดเสี ยหายไม่ดาเนินไปตามปกติ สังขารก็อยูต่อไปไม่ได้ ่ ํ ่ ๕๙ พระเทพวิสุทธิเมธี , ๑๐๐ เทศนา บูชาพระพุท ธวรญาณ วัดประยูรวงศาวาส (กรุ งเทพ ฯ : สามลดา ,๒๕๔๙), หน้า ๗๕๘ -๗๕๙.
50.
๕๐
สั งขารเปรี ยบเหมือนลําธารไหลผ่ านภูเขา ย่อมไหลพัดเอาสิ งต่างๆ ไปไม่มีหยุด สังขารก็ เช่ นกัน เมือเกิดแล้วก็ไหลผ่านพาเอาคืนวันเดือนปี วัยเด็ก วัยหนุ่ มสาว วัยแก่ช ราไปไม่มีหยุดหรื อ ย้อนหลัง เช่น คนอายุ ๖๐ – ๗๐ ปี แล้ว จะกลับมาเป็ นเด็กอายุ ๑๐ ปี อีกก็ไม่ได้ เป็ นต้น สั งขารเปรี ยบเหมือนก้ อนเขฬะ คนจะถ่ มก้อ นเขฬะทีติดอยู่ ปลายลินเมือไรก็ ได้ไ ม่ ยาก สังขารของคนเราก็เช่ นกัน อาจจะแตกดับไปเมือไรก็ได้ ไม่เลือกเวลาอายุสถานที เรี ยกว่า ความตาย มีได้ทุกลมหายใจ สั งขารเปรียบเหมือนชินเนื อนาบไฟ ชิ นเนื อทีใส่ ลงในกระทะทีตังไว้ร้อ นๆ ไม่นานนักก็ ไหม้ฉนใด สังขารของคนเราก็เช่ นกัน ตกลงไปในกองเพลิงกิ เ ลสเพลิงทุกข์ ถู กเผาผลาญให้เหี ยม ั เกรี ยมร้ อนรน จนทนไม่ไหวต้องมอดไหม้แตกดับไปฉันนัน สั งขารเปรี ยบเหมือนโคที เขานําไปฆ่ า โคนันยิงถูกจูงไปใกล้โรงฆ่าสัตว์เท่าไร มันก็ใกล้ ความตายเข้าไปเท่าน◌ั◌้น สังขารของคนเราก็เช่นกัน ถูกมัจจุราชฉุ ดคร่ าเข้าหาความตายทุกขณะ ยิง เกิ ดนานเท่าไร ก็ยิงใกล้ความตายเข้าไปเท่านัน ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบเอ็ด ชนิดของฝนแบ่งออกได้ ๔ ประเภท คือ ♣ ฟาร้ อง แต่ ฝนไม่ ตก ้ ♣ ฟาไม่ ร้อง แต่ ฝนตก ้ ♣ ฟาไม่ ร้อง ฝนไม่ ตก ้ ♣ ฟาร้ อง ฝนตก ้ ♣ ฟาร้ อง แต่ ฝนไม่ ตก ้ คําว่า “ฟาร้ อง แต่ ฝนไม่ ตก” หมายถึง บุคคลประเภทพูดดี พูดเก่ง และพูดมาก แต่ไม่ลงมือ ้ ทําหรื อใช้แต่คนอืนทํา หรื อเป็ นประเภทชอบวางแผนว่าจะทําโน่นทํานี แต่ไม่ลงมือทําซักที ชอบใช้ แต่ ปากแต่ไม่ ช อบใช้มือ จึ ง จัด เป็ นคนดีแ ต่ พูดแต่ไม่ ลงมื อทํา ให้เ กิ ดผลเป็ น รู ปธรรม หรื อ เป็ น ประเภทมุ่งศึ กษาพรํ าบ่นสาธยายแต่ภาคทฤษฎี แต่ไม่ได้ใส่ ใจในเรื องของการปฏิ บติฝึกฝนจิตใจ ั บุคคลเช่นนีมีมากในสังคม จัดอยู่ในประเภทฟ้ าร้ อง แต่ฝนไม่ตก กล่าวคือบุคคลทีมีพฤติกรรมดี แต่ พูดแต่ภาคปฏิบติไม่เอาถ่าน มีทกษะการพูดทีดีมีความรู ้ใช้ได้ แต่เวลาให้กระทําด้วยตนเองกลับทํา ั ั ไม่ไ ด้ ไม่รู้ว่า จะทําอย่ า งไร จะทําอะไรก่ อ นอะไรหลัง ไม่ มีทก ษะภาคปฏิ บัติ มี แ ต่ ภาคทฤษฎี ั เข้าตําราทีว่า “ช่างพูดนันมีมาก แต่ทีหายากคือช่างทํา” บุคคลประเภทนีจัดอยู่ในจําพวกทีพอใช้
51.
๕๑
♣ ฟาไม่ ร้อง แต่ ฝนตก ้ คําว่า “ฟาไม่ ร้อง แต่ ฝนตก” หมายถึง บุค คลประเภทไม่ชอบพูด ไม่ ช อบคุ ย ไม่ ชอบ ไม่ ้ ชอบแสดงออก แต่ชอบลงมือทํา ลงมือปฏิบติให้เกิ ดผลเป็ นรู ปธรรม เป็ นบุคคลประเภทพูดน้อยแต่ ั ทํามาก หรื อเป็ นประเภทมุ่งทํางาน มุ่งปฏิ บติให้เกิ ดผล ไม่มวเสี ยเวลาอยู่กับภาคทฤษฎี จัดอยู่ใน ั ั ประเภทฟ้ าไม่ร้อง แต่ ฝนตก กล่าวคือบุ คคลทีมีพฤติก รรมไม่พูดแต่ทาได้ คนประเภทนี มัก จะไม่ ํ ค่อยมีทกษะในการพูดนักหรื อถ้าจะมีแต่ก็เป็ นคนพูดน้อย เพราะเห็นว่าการพูดบ่อยๆ (พูดมาก) นัน ั มิเกิ ดประโยชน์ สู ้ ล งมื อปฏิ บติไม่ ไ ด้ เพราะเห็นผลกว่า และมี ประโยชน์ก ว่าการพูด เป็ นไหนๆ ั บุคคลประเภทนีจัดอยู่ในจําพวกทีดี ♣ ฟาไม่ ร้อง ฝนไม่ ตก ้ คําว่า “ฟาไม่ ร้อง ฝนไม่ ตก” หมายถึง บุคคลประเภทไม่ชอบพูด ไม่ ชอบแสดงออกและไม่ ้ ชอบทํา ไม่ลงมือปฏิ บติ เป็ นคนประเภทเรื อยๆ เฉื อยๆ ไม่ชอบคิด พูดหรื อทําอะไรให้เกิดประโยชน์ ั แก่ ตนเองและผูอืน ไม่ทาอะไรให้เ ป็ นแก่นสารแก่ ชีวต ใช้ชีวตไปวันๆ อย่างไม่มีจุดมุ่งหมายอย่างไร้ ้ ํ ิ ิ ค่ า เป็ นประเภทผัด วัน ประกั น พรุ่ งหรื อเช้ า ชามเย็ น ชามไม่ จ ริ ง จัง ไม่ ไ ด้ ส ร้ า งคุ ณ ค่ า และ คุณ ประโยชน์ แ ก่ ต นเองและผู ้อืน จัดอยู่ ในประเภทฟ้ าไม่ ร้อ ง ฝนไม่ ตก กล่ า วคือ บุ ค คลทีไม่มี ความสามารถไม่ มี วิช าความรู ้ จึง ไม่ ส ามารถที จะกระทํา หรื อพู ด อะไรได้ หรื อ ว่ า มี ค วามรู ้ ความสามารถดี แต่ก็ไม่ทาไม่พูดหรื อไม่แสดงความคิดเห็นอะไรให้เกิดประโยชน์ทงต่อตนเองและ ํ ั สังคม บุคคลประเภทนีจัดอยู่ในจําพวกทียอดแย่ทีสุ ด ♣ ฟาร้ อง ฝนตก ้ คําว่า “ฟาร้ อง ฝนตก” หมายถึง บุคคลประเภททีพูดด้วยทําด้วย คนจําพวกนี เมือพูดหรื อ ้ วางแผนว่าจะทําสิ งใดแล้ว ก็จะใส่ ใจลงมือกระทําอย่างจริ งจัง เพือให้เกิดผลเป็ นรู ปธรรมไม่ทอดทิ ง ธุ ระหรื อปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ เป็ นคนพูดจริ งทําจริ ง จัดอยู่ในประเภทฟ้ าร้ อง ฝนตก กล่าวคือบุคคลทีมีพฤติกรรมสมบูรณ์ แบบทังสองอย่าง คือ ทังภาคทฤษฎีและภาคปฏิ บติ มี ั ความรู ้ ความสามารถในการกระทําและพูดได้เ ป็ น อย่างดี บุคคลประเภทนีจัดอยู่ในจําพวกทียอด เยียมประเสริ ฐทีสุ ด หากจะพิจารณาตามประเภทของบุค คลทัง ๔ ทีกล่าวมาข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า บุ คคล ประเภทที ๔ ถื อว่าดี ทีสุ ด ประเสริ ฐที สุ ด เพราะเป็ นประเภททีพูดแล้วทํา คําพูดของเขาไม่เปล่ า ประโยชน์ รองลงมาคือประเภทที ๒ แม้จะไม่ช อบพูด ไม่ชอบแสดงออกหรื อ ไม่ชอบแสดงความ คิดเห็นเชิงทฤษฎีหรื อหลักการ แต่ก็มุ่งมันเอาจริ งในการลงมือทํา ลงมือปฏิบติให้เกิ ดผล อันดับที ๓ ั คื อ ประเภทที ๑ แม้จ ะไม่ช อบลงมือ ทําหรื อ ลงมือ ปฏิ บติ เ อง แต่บ างครั งคํา พูด ของเขาก็เ ป็ น ั
52.
๕๒ ประโยชน์อยู่บางทางทฤษฎีและหลักการ ส่ วนประเภทที
๔ จัดเป็ นบุคคลประเภททีแย่ทีสุ ด เพราะ ้ เขาไม่ได้สร้างคุณประโยชน์ทงวาจาและการกระทําทางกายเลย๖๐ ั ปริ ศาสนาธรรมหมวดทีสิ บสอง ♣ โหดร้ าย ♣ ใจอยาก ♣ มากรัก ♣ ปากชัว ♣ มัวมัว ♣ โหดร้ าย คําว่า “ โหดร้ าย” หมายถึง คนทีมีพฤติกรรมละเมิดศีล ๕ ข้อที ๑ คือ ปาณาติ บาต เป็ นผูทีมี้ จิตใจโหดร้ายปราศจากเมตตาจิต ชอบฆ่าทําลายทารุ ณหรื อเบียดเบียนชีวตคนและสัตว์อืนให้ล้มตาย ิ หรื อให้ได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ ปาณาติบาต หมายถึง การฆ่าสัตว์ การเบียดเบียน หรื อทําร้ า ยสัตว์ โดยมีองค์ประกอบของ การตัดสิ นว่าได้ทาผิดในอกุศลข้อนี คือ ํ ๑. สัตว์นนมีชีวต ั ิ ๒. รู ้ วาสัตว์นนมีชีวต ่ ั ิ ๓. มีจิต หรื อความคิดทีจะฆ่า ๔. มีความเพียรพยายาม ทําร้ าย ทรมานสัตว์นนเพือให้ตาย ั ๕. สัตว์นนได้ตายลง ั ผลทีจะได้รับจากการกระทําเหตุเช่นนีมีมากน้อยแตกต่างกัน ขึนอยู่กบความรุ นแรงของการ ั กระทํา เช่ น ผูทีฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่ น มนุษ ย์ วัว ควาย หมู เป็ นต้น จะบาปและมีผลรุ นแรงกว่าการฆ่า มด ้ ปลวก ยุง ทังนีเพราะกรรมวิธี และระยะเวลาของการกระทําบาปนันมีมากกว่า ทําให้จิตเก็ บอารมณ์ นันได้มากกว่า ผลต่างๆ ทีจะได้รับจากการฆ่าสัตว์นีมีมากมายต่ างๆ กัน ซึ งจะเป็ น ไปตามลักษณะ และอาการของสัตว์ทีเราได้ทาร้ ายหรื อทรมานเพือให้สัตว์นนตายหรื อให้รับความเดือดร้ อนต่างๆ ํ ั วิธีทาลายความโหดร้ายออกจากจิตใจ จะต้องสร้ างหรื อบําเพ็ญหลักพรหมวิหารธรรมอย่าง ํ สมําเสมอ ถ้าปราศจากคุณธรรมข้อนีแล้ว คนๆ นันก็จะกลายเป็ นผูทีมีจตใจโหดร้ ายทันที คนทีมีพืน ้ ิ ความเมตตากรุ ณ าอยู่ในใจกับคนทีมีค วามโหดร้ ายพยาบาทเป็ นพืนอยู่ในใจ จะสังเกตดู ไ ด้จาก ๖๐ พระมหาณรงค์ กนฺ ตสี โล,จุดเด่นของพระพุทธศาสนา (เชี ยงใหม่ : ทรี โอแอดเวอร์ ไทซิ งแอนด์มีเดี ย จํากัด,๒๕๔๘), หน้า ๑๓๔ – ๑๓๕.
53.
๕๓ ใบหน้า ซึ งมีความแตกต่างอย่างชัดเจน
บุคคลผูมกอาฆาตพยาบาทปองร้ ายหรื ออิจฉาริ ษยาคนอืนอยู่ ้ ั เสมอ จะมีใบหน้าบูดบึง ไม่มีเสน่ห์ เฉยเมยไม่ยิมแย้ม ส่ วนบุคคลผู ้มีเ มตตากรุ ณาจะมีใบหน้ายิม แย้มเจ่มใส แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่ นน่ านับถือ น่ าคบค้าสมาคม มีแววเมตตากรุ ณาออกมา ทางพระพุทธศาสนาจึงสอนให้เป็ นผูมีเมตตากรุ ณาอยู่ในใจ จะได้เ ป็ นทีรั ก ใคร่ นบถื อของคนทัวๆ ้ ั ไป และทีสําคัญสังคมจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุ ข ปราศจากการเบียดเบียนซึ งกันและกัน ♣ ใจอยาก คําว่า “ใจอยาก” หมายถึง คนทีมีพฤติ ก รรมละเมิดศี ล ๕ ข้อที ๒ คือ อทินนาทาน มีจิตใจ ละโมบโลภมาก เห็นแก่ ตว ขาดความสันโดษ อยากได้ข องคนอืนมาเป็ นของตน โดยใช้ก ลอุ บาย ั หวังเอาผลประโยชน์ของคนอืนโดยมีวธีทีหลากหลาย ิ อทินนาทาน หมายถึง การลักทรัพย์ รวมทังการฉ้อโกงยักยอก หรื อหยิบฉวย โดยทีเจ้าของ ไม่ได้อนุญาต มีองค์ประกอบในการตัดสิ นว่าได้ทาผิดอกุศลกรรมบถในข้อนีคือ ํ ๑. สิ งนันมีเจ้าของ ๒. รู ้ วาสิ งนันมีเจ้าของ ่ ๓. มีจิตคิดจะขโมย ๔. มีความพยายามเพือให้ได้สิงของนันมา ๕. ได้สิงของนันมาไว้ในครอบครอง ผลของการกระทํานันจะหนักหรื อเบาขึนอยู่กบว่าได้ทาครบองค์ประกอบหรื อไม่ เช่น การ ั ํ ถือวิสาสะหยิบของผูอืนมาใช้ดวยความคิดว่าเป็ นคนกันเอง นันก็เท่ากับว่าเป็ นการสะสมความเคย ้ ้ ชินในทางทีผิด เพราะเมือมีการกระทําบ่อยๆ ครัง ก็จะเกิ ดความเคยชินและชํานาญขึน และกล้าทีจะ หยิบของผูอืนมากขึน ในทีสุ ดก็จะกลายเป็ นขโมยอย่างแท้จริ งได้ในวันข้างหน้า ้ วิธีแก้ตองบําเพ็ญคุณธรรมด้วยการให้หรื อการเสี ยสละ เพือลดละกิ เลส คือ ความโลภที ฝั ง ้ อยู่ในจิตใจของตนเอง เป็ นการเสี ยสละความตระหนี และเป็ นการทําลายความเห็ นแก่ ตวอันเป็ น ั สาเหตุให้เกิดความโลภ และเมือความโลภเกิ ดขึนในจิตใจมากๆ แล้ว ก็จะเป็ นตัวผลักดันให้สร้ าง บาปกรรมคืออทินนาทาน ถ้าผลของอทินนาทานทํามารุ นแรง แม้ชาตินีจะมีโชคถูกลอตเตอรี รางวัล ที ๑ ก็ไม่สามารถทีจะรักษาทรัพย์นนไว้ได้ โดยมีการใช้จ่ายสุ ลุ่ยสุ ร่าย และถู กปอกลอกไปจนหมด ั ตัวอย่างเช่นนีเคยมีข่าวในหน้าหนังสื อ พิมพ์รายวันฉบับหนึงว่า คนถีบสามล้อมีฐานะยากจนแต่มี กรรมตัดรอนฝ่ ายดีทาให้กลายเป็ นเศรษฐี ในระยะเพียงไม่กี เดือ นเท่านันเงินทองทีมีอยู่ก็ หมดต้อง ํ กลับมารับจ้างถีบสามล้อตามเดิม ทีเป็ นเช่นนีเพราะในอดีตเขาได้กระทําอทินนาทาน ฉ้อโกงคนอืน เอาไว้มากจึงต้องได้รับผลหนักเช่นนี บางครังเมือเกิดความโลภมากๆ ก็ทาให้เสี ยส่ วนทีควรจะได้เช่นเดียวกัน หรื อทีเรี ยกว่า โลภ ํ มากลาภหาย ดังตัวอย่าง : ตระกูลหนึ งมีสมาชิก ๓ คน คือพ่อ แม่ และลูก ต่อ มาพ่อ ตายไปเกิ ดเป็ น
54.
๕๔ หงส์ ทอง ตระกูลก็ยากจนลง
เพราะขาดหัวหน้าครอบครัว หงส์ ทองระลึกชาติได้ สงสารครอบครัว จึ ง ไปสลัด ขนทองให้ค รั งละ ๑ ขน ครอบครั วก็ ไ ด้อ าศัยเลี ยงชี พต่ อ ไปพอสมควรแก่ อ ัต ภาพ ภายหลังแม่เกิดความโลภอยากจะได้ขนหมดทังตัว เพือเอาไปขายตังหลักฐาน จึงปรึ กษากับลู กสาว ว่า “ธรรมดาสั ตว์เดรั จฉาน มีใจกลับกลอก จะหวังพึงพาในระยะยาวไม่ได้ ควรที จะจับหงส์ ทอง ถอนขนทองออกมาทังหมด เพือรวบรวมเอาไปขาย เอาทรัพย์มาเป็ นทุนในการสร้างหลักฐาน” แต่ ลูกสาวคัดค้านไม่เห็นด้วย แต่แ ม่ ไม่ ฟังเสี ยงคัดค้านของลูกสาว วันหนึ งหงส์ ทองมาเยียมตามเคย แม่ จึงจับหงส์ ทองไว้แล้วลงมือ ถอนขนหงส์ ทองจนหมดทังตัว แต่อ นิ จจา เจ้า กรรม ขนทีถอน ออกมากลายเป็ นขนธรรมดา ไม่เป็ นทอง จึงจับหงส์ ขงเอาไว้อีก โดยคิดว่าเมือขนงอกออกมาใหม่ก็ ั กลายเป็ นขนธรรมดา หาเป็ นทองไม่ ผลสุ ดท้ายตระกูล นี ก็ยากจนลงถึงกับต้องขอทานเขากิ น นี แหละโทษของความโลภ ปราชญ์ทางธรรมท่านจึงสอนว่า “พอใจเท่ าทีมี ยินดีเท่ าทีได้ ” ♣ มากรัก คําว่า “มากรัก” หมายถึง คนทีมี พฤติ กรรมละเมิดศี ล ๕ ข้อที ๓ คือ กาเมสุ มิจฉาจาร เป็ น บุคคลจําพวกมักมากในกาม เจ้าชู้ มัวเมาอยู่กบความรักความใคร่ ถึงแม้จะผิดกฎธรรมเนียมประเพณี ั หรื อศี ลธรรมก็ตาม กาเมสุ มิจฉาจาร หมายถึ ง การล่ ว งเกิ น ผู ้ อื น จะตัด สิ น ว่า ได้ก ระทํา ผิ ด ในข้อ นี โดยมี องค์ประกอบในการตัดสิ น คือ ๑. บุคคลนันไม่ควรล่วงเกิ น คือนอกเหนือจากตัวเราเองไม่ควรล่วงเกิ นทังสิ น ๒. มีจิตคิดจะล่วงเกิ น ๓. มีความพยายาม และทําเนินการ ๔. ได้ล่วงเกิ นสมปรารถนา นับตังแต่อวัยวะถึ งอวัยวะ เช่ น การผิ ดประเวณี หรื อทําร้ า ย ร่ างกาย เป็ นต้น โดยส่ วนใหญ่การกระทําผิดในข้อนี คนส่ วนมากมักจะนึกถึง การประพฤติผิดในกาม หรื อ การล่วงประเวณี อันเป็ นการกระทําลามกซึ งบัณฑิตทังหลายพึงติเ ตี ยน นันคื อการผิดลูก เมียเขาซึ ง เป็ นความประพฤติทีสังคมทัวไปไม่ยอมรับ ผูทีกระทําจึงต้องมีพฤติกรรมทีปิ ดบัง และซ่ อนเร้น การ ้ กระทําทีผิดลูก ผิ ดเมี ยคนอืนย่อมสร้ างความโกรธแค้นให้กับบุค คลทีเกี ยวข้องกับผู ้เ สี ยหาย ผลที ได้รับคือมีศตรู และมีคนเกลียดชังมาก ในข้อนีทุกคนก็ตองเคยประสบมา แต่อาจเป็ นเพียงเศษกรรม ั ้ เช่ น เวลาทีมีเรื องขัดใจกับใคร และมีการโต้เถียง ทําให้มองหน้ากันไม่ได้ หรื อบางคนอาจมีตาแหน่ง ํ หน้าทีการงานสู ง มียศฐาบรรดาศัก ดิ แต่ ไม่ เป็ นที สบอารมณ์ ข องลูกน้อ ง เป็ นต้น เพราะเหตุแห่ ง กาเมสุ มิจฉาจาร คือเป็ นผูมากรัก เจ้าชู ้ไม่เ ลือกของใครของเขา ฉะนันเพือรั กษาเกี ยรติในการอยู่ ้ ร่ วมกัน จึงควรงดเว้นจากความเป็ นผู ้มากรั กกับคนทีต้องห้าม อย่าลุ อานาจความใคร่ ในกามารมณ์ ํ รู ้ จกเคารพในสิ ทธิ ทางประเวณี และให้คนมีสทารสันโดษ อันเป็ นส่ วนป้ องกันโทษทางแตกสามัคคี ั
55.
๕๕
♣ ปากชัว คําว่า “ปากชัว” หมายถึ ง คนทีมี พฤติ กรรมละเมิดศี ล ๕ ข้อที ๔ คือ มุสาวาท พูดเพ้อ เจ้อ ส่ อเสี ยด หยาบคลาย ไม่มีคุณสมบัติผูดีติดตัวเลย ไร้ สัจจะความจริ ง ้ มุสาวาท หมายถึง การพูดปด คือพูดเรื องทีไม่ตรงกับความเป็ นจริ ง มีหลักตัดสิ นว่าเป็ นการ พูดปดหรื อไม่ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบ ดังนี ๑. เรื องนันไม่จริ ง ๒. มีจิตคิดจะพูดให้ผิดจากความเป็ นจริ ง ๓. ได้พูดออกไป ๔. คนฟั งรู ้ ความ หลายคนมัก จะพู ดว่า อกุ ศลกรรมบถข้อ นี เป็ น เรื องที ยากมาก เพราะบางครั งดู เ หมือ น จําเป็ นต้องทําสําหรับผูทียังต้องอาศัยการทํางานทางโลก (โลกิยะ) อยู่ เช่ น เมื อรั บโทรศัพท์แล้งมี ้ ความต้องการพูดกับเจ้านาย แต่เจ้านายให้บอกว่า ไม่อยู่ และเราจําเป็ นต้องพูดไปตามนัน ทันทีทีเรา พูดออกไปเป็ นการพูดปด เพราะครบองค์ประกอบของการตัดสิ น ดังนันถ้าเรามาไตร่ ตรองให้ รอบคอบว่าทีเรายังกล้ากระทําอกุศลกรรมบถในข้อนีนัน ก็เพราะเรายังไม่เคยทราบว่า เมือได้กระทํา ออกไปแล้ว ผลทีเราจะต้องได้รับร้ ายแรงเพียงใด ถ้าเราได้ทราบผลทีจะเกิด และกลัวต่อผลนันๆ เรา จะต้องหาทาง หลีก ลด ละ และเลิก การกระทําบาปนันได้ในทีสุ ด การทีเราได้พูดปดออกไปนันจะทําให้เ ราต้อ งได้รับผลเป็ นต้นว่า ผู ้นนจะมีแต่ค วามวิตก ั กังวลในเรื องทีได้พูดออกไป บางครังเรื องเดียวกัน แต่พูดหลายครังไม่ตรงกัน เพราะเรื องนันไม่จริ ง และตนเองจําไม่ได้วาพูดไปอย่างไรในครังแรก จึงทําให้เป็ นคนทีรวนเร เมือคนอืนจับได้ก็ไม่มีใคร ่ อยากพูดด้วย ผลแห่งมุสาวาทเช่นนีจึงทําให้เกิ ดมามีจตใจรวนเรคล้ายคนวิกลจริ ต และคนวิกลจริ ต ิ นันพูดไปก็ไม่มีใครฟั ง ฉะนันท่านจึงให้รู้จกรักษาวาจาของตนให้เป็ นทีเชือถือ ได้ ไม่หน้าไหว้หลัง ั หลอก ให้มีสัจจะต่อกันและกัน เป็ นการป้ องกันการหลอกลวง การเสแสร้ งแกล้งมายาให้คนปลูก ความซื อสัตย์สุจริ ตต่อกัน อันเป็ นมูลเหตุให้ประชาชาติไว้วางใจกันและกันได้สนิท ♣ มัวมัว คําว่า “มัวเมา” หมายถึง คนทีมีพฤติกรรมละเมิดศี ล ๕ ข้อที ๕ คือ สุ ราเมรั ย ติดสิ งเสพติด ให้โทษ มัวเมา ขาดความหยังคิด เอาสุ ราแก้ไขปั ญหาชีวต ิ สุ ราเมรัย หมายถึง วัตถุหรื อของผสมทีมีแอลกอฮอล์ ซึ งสามารถดืมกิ นได้แล้วทําให้เมามาย ขาดสติ หรื อเป็ นสิ งเสพติดให้โทษ เช่ น ยาบ้า ยาอี ฝิ น กัญชา ยาเมาทังหลาย อันมีสุ ราเป็ นต้น เหตุ เพราะถ้าดืม หรื อกิ นเข้าไปแล้วจะไปทําลายสติ สัมปชัญญะ เมื อทําลายสติแ ล้วก็จะกลายเป็ นคน ประมาท สาเหตุทีห้ามมิให้ดืมสิ งดองของเมา ก็เพราะเกรงจะเป็ นผูไม่มสติ จะกลายเป็ นคนประมาท ้ ี นันเอง เจตนาของการรักษาศีลเป็ นอย่างนี มิใช่ เป็ นเพราะเหล้าราคาแพง หาเงินลําบาก เศรษฐกิจ
56.
๕๖ ยังไม่ดี มิใช่หมายความว่าคนทีไม่มีเงินเดือนทีจะซื อกิน
ซื อดืม อัน นี เป็ นการตังท่าทีของจิตต่อศี ล คือ ทําความรู ้ ความเข้าใจในศีล ประการต่อมาสร้ างทัศนคติ ทีถูกต้องต่อการรักษาศีล และประการ สุ ดท้ายให้เป็ นผูมีทกษะในการรักษา ทังด้วยการสมาทาน ด้วยเจตนาวิรัติ และสัมปั ตตวิรัติ ้ ั สุ ราถือได้วาเป็ นทีตังแห่งความประมาท ผูทีรักษาศีลข้อนี จะช่ วยป้ องกันความเสื อมโทรม ่ ้ สมรรถภาพทางด้านจิตใจ สติปัญญา สมองและรักษาชื อเสี ยงเกี ยรติยศของตน มิ ให้ถูก ตราหน้าว่า เป็ นคนขีเมา เพราะคนทีดืมสุ ราบ่อยๆ หรื อเป็ นประจํานัน นอกจากทําให้เสี ยหายทางด้านเศรษฐกิ จ คือเสี ยทรัพย์แล้ว ยังเสี ยหายทางสุ ขภาพทําให้จิตใจและร่ างกายอ่อ นแอเป็ นโรค เกิ ดความเจ็บป่ วย และเสี ยหายทางสังคม เป็ นทีรังเกี ยจของสาธุ ช นคนดีทวไป ยิงไปกว่า นัน พิษสุ ราอาจทําให้ผูส้อง ั ้ เสพได้เข้าโรงด้วยกัน คือ๖๑ ๑. เป็ นเหตุให้ ต้องเข้ า โรงรั บจํานํ า เกิ ดความสิ นเปลื อ ง ยากจน ต้องนําทรั พย์ไปจํานอง จํานํา หรื อขาย ๒. เป็ นเหตุ ให้ ต้องขึนโรงพั ก ก่ อ การทะเลาะวิวาท บาดหมาง มี ปากมีเ สี ยง และทํา ให้ เสี ยหายต่อชื อเสี ยงตัวเองและวงศ์ตระกูล ๓. เป็ นเหตุให้ ต้องไปโรงศาล ยามทีเกิ ดเรื องฟ้ องร้ อง ต้องไปตัดสิ นทีศาลสถิตยุติธรรม ๔. เป็ นเหตุให้ ต้องเข้ า โรงพยาบาล ด้วยเกิ ดโรคภัยไข้เ จ็บ เป็ นโรคปอดบ้าง ตับแข็งบ้าง และร้ ายแรงทีสุ ดเป็ นมะเร็ ง ทําให้อายุสัน พลันตาย ๕. เป็ นเหตุให้ ต้องเข้ าโลงศพ หากเจ็บป่ วยรักษาไม่หาย หรื อไม่บรรเทา ก็จบสิ นชี วิตเร็ ว กว่าปกติ ศีลข้อนี มีเป้ าหมายเพือป้ องกันการเสพสิ งของมึนเมา สิ งยัวเย้าให้เกิดความลุ่มหลงไม่วาจะ ่ เป็ นในรู ปของการกลืน การดืม การสู ด การสู บ การฉี ด ผิดทังสิ น หากห้ามกายได้หยุดใจได้ ก็จะ ป้ องกันไม่ ให้เกิ ดความประมาท ป้ องกัน การพนัน ป้ องกัน อบายมุ ข อันนับว่าเป็ นคุ ณธรรมทีจะ ก่อให้เกิดสันติสุขขึนในสังคมอย่างแท้จริ ง ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบสาม ♣ ตาบอดข้ างเดียว ♣ ตาบอดสองข้ าง ♣ ตาดีทงสองข้ าง ั ๖๑ พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน), อ้างแล้ ว, หน้า ๓๒๓ – ๓๒๔.
57.
๕๗
♣ ตาบอดข้ างเดียว คําว่า “ตาบอดข้ างเดียว” หมายถึง บุคคลทีมีปัญญา มีวชาความรู้ ค วามสามารถในการทีจะ ิ แสวงหาทรัพย์ได้ แต่ไม่รู้จกบาปบุญคุณโทษ สิ งไหนเป็ นประโยชน์และไม่เป็ นประโยชน์ สิ งไหน ั เป็ นอกุศลและกุศล มีความเห็นแก่ตวเป็ นพืนฐาน ั สังคมปั จจุบน เป็ นสังคมทีเน้นความเก่ งด้านวิชาการทางโลก หรื อคดีโลก ซึ งเป็ นศาสตร์ ที ั เกิ ดจากการศึกษาเล่าเรี ยนวิชาการสายต่างๆ ทีเกี ยวข้อ งกับทางคดีโลก โดยมีการฝึ กหัดเพือให้เกิด ประสบการณ์ในการนํามาประกอบวิชาชีพ อันจะเป็ นสาเหตุให้เกิด ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุ ข และใน ขณะเดียวกัน เมือเกิ ดเสื อมลาภ เสื อมยศ นิ นทา และทุก ข์ วิชาการเหล่านันก็ไม่อ าจช่ วยได้ เพราะ เป็ นศาสตร์ ทีเน้นในเรื องของวิชาชีพด้านกายภาพเท่านัน ไม่สนับสนุนการนําหลักพุทธธรรมมาเป็ น แนวทางในการศึกษาและปฏิบติ เพือความดับทุกข์อย่างแท้จริ ง ั แท้จริ ง ถึงแม้บางคนจะเป็ นคนเก่งในสายวิช าการทัวไป สามารถสอบแข่งขันเอาชนะคน อืนได้หมด แต่ถาเป็ นคนไม่มีคุณธรรมหรื อ จริ ยธรรมประจําใจ ก็ไม่ชือว่าเป็ น คนเก่ งหรื อคนดีได้ ้ เพราะเขายัง ไม่รู้ว่าอะไรคือ ประโยชน์มิใ ช่ ประโยชน์ อะไรคื อ กุ ศ ลและอกุ ศ ล เขาอาจเป็ นคน มิจฉาทิฐิคือเห็นกงจักรเป็ นดอกบัวก็ได้ กล่าวคือเขาจะเอาความฉลาดทีได้จากการเรี ยนวิชาการทาง โลกนันมาเป็ นเครื องในการแสวงหาผลประโยชน์ โดยทางมิชอบ โดยไม่สนใจว่าคนอืนจะเดือด เพราะการกระทํา ของตนหรื อ ไม่ เหมือ นคําพูดทีว่า “อาวุธอยู่ในมื อคนบ้ า ปากกาอยู่ในมือคนโง่ ความใหญ่ โตอยู่กับคนพาล อํานาจศาลอยู่กับคนโกง เหล่ านีล้ วนเป็ นเรื องอัน ตรายทังสิ น เพราะคน ประเภทนีมักมีปกติชอบคิดทุจริต พูด ทุจริ ต และทําทุจ ริ ต ถึงจะมีทรั พย์ มีความรู้ หรื อมี อํานาจก็ เพียงเพือฆ่ า ตั วเอง และนํ า ไปสู่ อบาย คื อความพิน าศย่ อยยั บ ”๖๒ อย่ างเช่ น พระเจ้า ปิ งคละเป็ น ตัวอย่าง ดังนี พระเจ้าปิ งคละเป็ นพระราชาทีโหดเหียมดุร้ายทารุ ณมาก แทนทีจะปกครองเพือบํ าบั ดทุ กข์ บํารุ งสุ ขให้ แก่ ประชาชน กลับปกครองอย่ างบํ าบั ดสุ ขบํารุงทุกข์ให้ แก่ ประชาชน ดังนันประชาชนจึง ได้รับความทุกข์ทรมานเดือดร้ อ นเป็ นอย่างยิง เมือพระองค์สวรรคต ประชาชนพากันเฉลิมฉลอง โดยจัดให้มีมหรสพถึง ๗ วัน ๗ คืน มหาอํามาตย์ท่านหนึง เดินมาพบนายประตูนงร้องให้อยู่ ก็เกิดความสงสัย จึงถามนายประตู ั ว่า “เมื อพระเจ้า ปิ งคละสิ นประชนม์ ประชาชนชาวเมือ งต่ างพากันดีใจ ได้จดการฉลองโดยมี ั มหรสพถึ ง ๗ วัน ๗ คืน แต่ ท่านกลับมานังร้ องให้ เพราะท่ านเสี ยดายต่ อ การจากไปของพระเจ้า ปิ งคละกระนันหรื อ” พระราชรัตนมุนี (ชัยวัฒน์ ป ฺ ญาสิ ริ ป.ธ.๙), คติธรรมจากสามก๊ ก (กาญจนบุรี : สํานักพิมพ์ธรรมเมธี ๖๒ – สหายพัฒนาการพิมพ์,๒๕๔๙), หน้า ๒๐.
58.
๕๘
นายประตูตอบว่า “เปล่า ข้าพเจ้าไม่ได้เสี ยดายต่อ การจากไปของพระเจ้าปิ งคละหรอก แต่ที ร้ องให้นนเพราะเกรงว่าพระองค์จะกลับมาเกิ ดทีนีอีก เพราะว่าเมือพระองค์จากทีนีไปแล้วจะไปตก ั นรก แล้วก็จะไปเบียดเบียนทําร้ ายพระยายม จนพระยายมทนไม่ไหวจะไล่ให้มาเกิ ดทีนี อีก พวกเรา ก็จะเดือดร้ อนอีก เรื องมันเป็ นอย่างนีแหละ ข้าพเจ้าจึงร้ องให้” จะเห็ นได้ว่าพระเจ้าปิ งคละถึงแม้จะเป็ นถึ งเจ้าฟ้ ามหากษัตริ ย์ มีอา นาจปกครองไพร่ ฟ้า ํ ประชาชนอย่างล้นเหลือ แต่ใช้อธรรมนําการปกครอง จึงทําให้ประชาชนได้รับความทุกข์ยากตลอด การครองราชย์ของพระองค์ พสกนิ ก รจึ ง พากัน เกลีย ดชัง สาปแช่ งพระองค์ และเมือพระองค์ สวรรคตก็พากันกลัวว่าพระองค์จะกลับมาเกิ ดอีก จึงร้ องให้ประท้วงไม่ ให้พระองค์ก ลับมาเกิ ดใน บ้านเมืองของพวกตนอีก บุคคลประเภทนีจัดอยู่ในจําพวกทีมีแต่ความรู ้ แต่ขาดคุณธรรม เปรี ยบได้ กับผูทีมีตาเพียงข้างเดียว ้ ♣ ตาบอดสองข้ าง คําว่า “ตาบอดสองข้ าง” หมายถึง บุคคลทีเขลาเบาปั ญญา ขาดวิชาความรู ้ ขาดทักษะด้าน ประสบการณ์ดารงชีวต ไม่มีความรู ้พอทีจะแสวงหาทรัพย์ในการดํารงชีพได้ ทังเป็ นบุคคลทีไม่รู้จก ํ ิ ั บาปบุญคุณโทษ สิ งไหนเป็ นประโยชน์และไม่เป็ นประโยชน์ ถือว่าเป็ นบุคคลทีอาภัพทีสุ ดในโลก เพราะเป็ นประเภทมืดบอดทางปัญญาจนไม่สามารถจะพัฒนาชีวตให้เจริ ญได้ ิ บุคคลประเภทนีจัดอยู่ในจําพวกมืดมามืดไปไร้แสงสว่างแห่งชีวต กล่าวคือพอเกิดมาก็เ ป็ น ิ คนโง่เขลาเบาปั ญญา ไม่สามารถจะเรี ยนรู ้วชาการใดๆ ในการประกอบอาชีพเลียงตัวเอง คิดคอยจะ ิ พึงคนอืนถ่ายเดียว และนอกจากนีก็ยงเป็ นคนทุศีล ชอบสร้างความเดือดร้ อนให้แก่ ตนเองและสังคม ั อยู่ตลอดเวลา ไม่สนใจในการนําหลักธรรมคําสอนทางศาสนามาเป็ นเครื องปฏิบติ มีแต่ใช้ชีวตผ่าน ั ิ พ้นไปวันๆ จนกระทังวันตาย ก็ไม่สามารถจะพัฒนาชีวตจิตใจให้ดีขึนได้ เพราะจิตใจถูกครอบงําไป ิ ด้วยกิเลส ๓ กองใหญ่ๆ คือ ๑. มีความหิวกระหายทางจิตเป็ นอาจิณ (โลภะ) กล่าวคือ กระหาย อยากได้ อยากกอบโกย ทุกอย่ างเป็ นของตัวเอง อยากสะสมไว้ให้มากที สุ ดเท่ าที จะมากได้ โดยไม่ค ํา นึ งถึ งวิธี ทีได้มาว่า ถูกต้อ ง ชอบธรรมหรื อไม่ ส่ วนใหญ่เป็ นไปในทางทุจริ ตทังนัน โดยทัวไปจะมีลก ษณะกระหาย ั อยากได้ เป็ นเบืองต้น เรี ยกว่า อิจฉา เมืออยากได้มากๆ เข้าก็กลายเป็ น มหิจฉา ผลสุ ดท้ายทนความ อยากได้ลบเร้าไม่ไหวก็หาอุบายวิธีทีจะเอาให้ได้ เข้าลักษณะทีโบราณว่า “ไม่ มีก็ต้องหา ไม่ มาก็ต้อง ไป” จะได้โดยสุ จริ ตหรื อทุจริ ตไม่คานึงถึง เพราะจิตใจปราศจากธรรม ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เ อาด้วยกล ํ ไม่ได้ดวยมนต์ ก็ตองเอาด้วยคาถา อย่างนีท่านเรี ยกว่า ปาปิ จฉา แปลว่า ปรารถนาลามก คืออยากได้ ้ ้ โดยวิธีสกปรก เช่น ฉ้อราษฎร์ บังหลวง ขโมย โกงกินโดยวิธีการต่างๆ เป็ นต้น
59.
๕๙
๒. มีจิตใจร้ อนรุ่ม เหมือนถูกไฟสุ มอยู่ตลอดเวลา (โทสะ) กล่ าวคื อ มีลกษณะฉุ นเฉี ยว ไม่ ั พอใจ ทําให้คิ ดอยากล้า งผลาญ อยากทําความพินาศเสี ยหายต่างๆ เช่ น อยากด่า อยากฆ่า อยาก ทําลาย อยากประทุษร้าย เป็ นต้น ๓. มีความงุ น งง (โมหะ) กล่ า วคื อ มี จิตใจตกอยู่ ในลัก ษณะหลงใหล มัวเมา เลื อนลอย มืดมนอันธการ ไม่รู้แจ้งเห็นจริ งในสภาวธรรมทังปวง บุคคลประเภทนี เปรี ยบได้ก บผูทีมี ตาบอดสองข้ าง คือ ไม่รู้ทงวิช าการทางโลกและทาง ั ้ ั ธรรม อยู่แบบสิ นศรี เหมือนคนตาบอด ถูก อวิช ชาครอบงํานําจิตใจไปในทางอบายอัน เป็ นบ่อเกิด แห่ งความเสื อมหรื อเป็ นอุปสรรคต่อการพัฒนาชีวต ชีวตเต็มไปด้วยความทุกข์นานาประการ เพราะ ิ ิ ตกอยู่ในสภาพยําแย่ มีสภาพมืดบอดตลอดเวลา เข้าตําราทีว่า “จะอยู่ก็ลําบาก จะจากก็ลําเค็ ญ มอง ข้ างหน้ าก็ไม่ มีหวัง มองข้ างหลังก็มีแต่ หมอกดํา” ♣ ตาดีสองข้ าง คํา ว่า “ตาดี สองข้ าง” หมายถึง บุค คลทีมี ปัญญา มีวิช าความรู ้ ค วามสามารถในอัน ทีจะ ประกอบสัมมาชีพเลียงชีวตตนและครอบครัวให้อ ยู่สุข สบาย ไม่ขดสนในเรื องของการใช้จ่ายใน ิ ั ชี วิตประจําวัน ทังยังเป็ น ผูทีมีคุณธรรมประจําใจ รู ้ บาปบุญคุ ณโทษ ประโยชน์ มิใช่ ประโยชน์ มี ้ ความฉลาดในการกระทําพูดคิด และเลือ กปฏิ บติแ ต่ สิงทีดีงามอยู่เสมอ บุค คลประเภทนี จัดอยู่ใน ั จําพวกทีดีเลิ ศประเสริ ฐศรี ในทางพระพุทธศาสนาเรี ย กว่า “สว่ างมาสว่ า งไป” คื อพอเกิ ดมาก็มี สติปัญญา มีจิตใจดีมีคุณธรรมเป็ นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เขาก็ ไม่ ได้หยุด อยู่ตรงนัน ยัง ขวนขวายศึ กษา หาความรู้ อยู่ตลอดเวลา จนกระทังสามารถพัฒนาชี วตให้ดีขึ นไปเรื อยๆ กล่ าวคื อพัฒนาจากความ ิ เป็ นปุถุชนคนธรรมดา สู่ ความเป็ นกัลยาณชน ก้าวสู่ ความเป็ นอริ ยบุคคล และกลายเป็ นอรหัน ตชน ในทีสุ ด หลักคําสอนเปรี ยบเทียบเรื องตาดีสองข้างนี ได้สอดคล้องกับทฤษฎีความรู ้ ทางปรัชญาของ โสคราตีสทีว่า “ความรู้ ค่ คุณธรรม” (knowledge is Virtue) เนืองจากความรู ้ ตามทัศนะของโสครา ู ตีส มิได้มีไว้เพือประดับสติปัญญาเท่านัน ความรู ้ เป็ นฐานรองรับความประพฤติ คนทีมีความรู้ ทุก คนจะเป็ นคนประพฤติดี ในทํานองกลับกัน คนจะประพฤติดีได้ก็ เพราะเขามีค วามรู ้ ดัง นันความรู ้ กับความประพฤติดีจึงเป็ นสิ งทีแยกกันไม่ออก๖๓ ซึงก็ตรงกับหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาทีว่า “วิชชาจรณะสั มปั น โน” แปลว่า ผูถึงพร้ อมด้วยวิชชาและจรณะ คือสมบูรณ์ด้วยความรู ้ แ ละการ ้ ปฏิบติ ความรู ้ทีจัดว่าเป็ นวิชชานัน เป็ นความรู ้ ทีเกิ ดจากญาณ เป็ นความรู ้ แจ้งหรื อความรู ้ดีรู้ช ว มิใช่ ั ั เป็ นความรู ้ชนิดศิลปวิทยาการต่างๆ เพราะความรู ้เหล่านัน ในทางพระพุทธศาสนา เรี ยกว่า “ศิลปะ” ๖๓ พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺ มจิ ตฺ โต), ปรั ชญากรีก : บ่ อเกิด ภูมิ ปัญญาตะวันตก (กรุ งเทพฯ : ศยาม, ๒๕๔๐), หน้า ๑๒๘.
60.
๖๐ ส่ วนสาระหรื อแก่นแห่งจรณะนัน
หมายถึงผูสมบูรณ์ดวยศีล เพราะผูมีศีล ย่อมมีปกติรักษากาย วาจา ้ ้ ้ ใจ ให้เรี ยบร้ อยดีงามอยูเ่ ป็ นนิจ เรี ยกว่า “อยู่ใกล้ ก็ไม่ เป็ นภัย ห่ างไกลก็ไม่ เป็ นพิษ” ทังแก่ ตนเองและ คนอืน ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบสี ความหมายตามตัวอักษรของคําว่า “ดวง” ♣ อักษร “ด” ♣ อักษร “ว” ♣ อักษร “ง” ♣ อักษร “ด” อักษร “ด” มาจาก คํา ว่า “ดี” หมายถึง การกระทําหรื อ พฤติก รรมทีแสดงออกทางกาย วาจา ใจ ของบุคคลๆ หนึงแล้ว ไม่เป็ นไปเพือการเบียดเบียนหรื อสร้ างความเดือดร้ อนให้แก่ ตนและ คนอืนตลอดทังสังคม ทังการกระทํานันยังก่อให้เกิดความเจริ ญก้าวหน้าอันเป็ นต้นเหตุแห่งความสุ ข ของชีวตอย่างแท้จริ ง ิ ความดีทีจะต้องสร้างเพือให้เกิดเป็ นคุณธรรมฝั งในจิตใจสําหรับการดําเนิ นชีวตเพือให้เกิด ิ ความสุ ขของคนเรานันมี ๔ ระดับ คือ ๑. ความดีชันต้ น คื อทุกคนต้องมีค วามขยัน ความเกี ยจคร้ านเป็ นทางวิบติ เป็ นทางแห่ ง ั ความสู ญสิ น ความขยันเป็ นความเจริ ญ เป็ นทางมาแห่งโภคทรั พย์ทงหลาย จนมีภาษิตทีลือเลืองว่า ั “ไม่ มีความยากจนในหมู่คนขยัน” ๒. ความดีชันสอง คือ การรู ้ จกแบ่งปั น รู ้ จกเจือจาน เพราะเหตุว่า คําว่า “หา” นันว่ายาก ั ั แล้ว ในเชิงคุณธรรม คําว่า “ให้ ” ยากยิงกว่า ๓. ความดีชันสาม คือเมือถึงคราวมังคังรํารวย หรื อได้ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุ ขแล้ว ไม่หลง ระเริ ง ไม่ดูถูกเหยียดหยามมนุษย์ดวยกัน ทังยังไม่ประมาทในทรัพย์สินทีได้มานัน ้ ๔. ความดีชันทีสี คือเมือถึงคราวตกตํายากจนด้วยภัยพิบตินานาประการ ก็ไม่เ ดื อดร้ อนใจ ั ไม่ตดพ้อต่อว่าชะตาฟ้ าดิน จิตใจหนักแน่นพร้ อมก้าวเดินต่อไปอย่างมุ่งมัน ด้วยตระหนักดีวา “ชี วิต ั ่ มีขึนมีลง แต่ จิตใจต้ องมันคงตลอดเวลา” ชื อว่า “ดี” อีก ประการหนึ งทีปรากฏในคัมภี ร์ทางพระพุทธศาสนาคื อ คําว่า “คนดี” ซึ งมี ทีมาจากพุทธสุ ภ าษิ ตทีว่า “นิ มิตฺต ํ สาธุ รูปานํ กต ฺ ูก ตเวทิ ตา” แปลว่า “ความกตัญ ูกตเวที เ ป็ น เครื องหมายของคนดี” คนเราจะได้ชือว่าเป็ นคนดีได้ก็เพราะมีค วามกตัญ ูกตเวทีต่อ ผูทีมีพระคุณ้ และอุปการคุณต่อตนมาก่อน ถ้าขาดความกตัญ ูเสี ยแล้วคนๆ นันก็จะกลายเป็ นคนอกตัญ ู เป็ น ที
61.
๖๑ รังเกียจของสังคมและผิดศีลธรรมจรรยาด้วย และในเรื องนี
ปราชญ์ผู้ส อนธรรมได้เ ปรี ยบเทียบคน กตัญ ูและอกตัญ ูเหมือน กล้ วยไม้ และ กาฝาก ไว้อย่างน่าฟังดังนี กล้วยไม้และกาฝาก ๒ ชนิ ดนี มีล ก ษณะเหมื อ นกัน คือ ต่างก็ อาศัยต้นไม้อื นเกาะ แต่ ที ั ต่างกันก็คือกล้วยไม้รากไม่เป็ นพิษ ไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ทีเกาะ และมีดอกสวยงาม บางต้นราคา แพงเป็ นทีปรารถนาของคนทัวไป นับว่าเป็ นต้นไม้ทีมีเ สน่ ห์ ส่ วนต้นกาฝากรากจะเป็ นพิษ มีปกติ แย่งอาหารจากต้นไม้ทีไปเกาะ และไม่มีดอกดวงอะไรทีน่ าอภิรมย์ชมชื น เป็ นต้นไม้ทีอาภัพ ไม่มี ใครปรารถนา เนืองจากรากทีมีพิษนีเอง เมือไปเกาะทีต้นไม้ใด ต้นไม้นนก็มีอ นต้องเหี ยวแห้งและ ั ั ตายไปในทีสุ ด คนกล้วยไม้เป็ นคนมีเสน่ ห์ เป็ นลูกของใคร พ่อแม่ก็โปรดปราน เป็ นศิ ษย์ใคร ครู บาอาจารย์ ก็รักใคร่ เป็ นพระอยูวดไหนก็ ทาความเจริ ญให้แก่ วดนัน เป็ นพระทีมีประโยชน์ เคร่ งครั ดต่อ พระ ่ั ํ ั ธรรมวินย สุ ภาพเรี ยบร้ อย ทําชือเสี ยงให้แก่วดสมภารก็สบายใจ ส่ วนคนกาฝาก เป็ นคนมีพิษ เป็ น ั ั ลู ก ใครพ่ อ แม่ ก็ เ ดื อ ดร้ อ น สร้ า งความเสื อมเสี ยให้แ ก่ วงศ์ ตระกู ล เป็ นศิ ษ ย์ใครครู บาอาจารย์ ก็ เอือมระอา ทําให้โรงเรี ยนเสี ยชือเสี ยง หากเป็ นพระก็เ ป็ นพระที ไม่เคร่ งครั ดต่อ พระธรรมวินย ไม่ ั สนใจต่อกิจวัตร ขีคร้ านต่อการทําวัตร ไหว้พระสวดมนต์ ไม่สุภาพเรี ยบร้ อย ชอบนอกรี ตนอกรอย ดือรัน ทําให้วดเสื อมเสี ยชือเสี ยง ทําให้สมภารหนักใจ๖๔ ั หมายเหตุ : ความหมายทีทางโลกมักใช้กันตามตัว อักษร “ด” นัน มาจาก คําว่า “เด็ กของ ใคร” ♣ อักษร “ว” อักษร “ว” มาจาก คําว่า “วิชา” หรื อ “วิชฺชา” ในภาษาบาลี หมายถึง ความรู ้สภาวะทีแท้จริ ง ของสิ งทังหลาย เป็ นความรู ้แจ้งแทงตลอดด้วยปั ญญาทีสามารถกําจัดอวิชชาให้หายไป เหมือนแสง สว่างทีเกิดขึนมาเพือขับไล่ความมืดให้กระจางหายไป ดังนันพระพุทธเจ้าจึงเปรี ยบปั ญญาเหมือ น แสงสว่างว่า “นตฺถิ ป ฺญาสมา อาภา” ความว่า “ไม่ มี แสงสว่ า งใดเสมอด้ วยปั ญญา” เพราะแสง สว่างคือปั ญญาสามารถขจัดความมืดมิดคืออวิชชา (ความไม่รู้เท่าทันสภาวะแห่ งความเป็ นจริ งของ สรรพสิ ง) ให้ออกไปจากจิตใจได้ วิชาหรื อความรู้ ในโลกนี สามารถจําแนกออกเป็ น ๒ อย่าง คือ ๑. วิชาทางโลก (คดีโลก) หมายถึง วิชาทีเกิดจากการศึ กษาเล่าเรี ยนวิชาการทางโลกหรื อคดี โลก เพือให้เกิดประสบการณ์ในการนําวิชาทีได้จากการศึกษานันๆ ไปประกอบวิช าชี พเลียงตัวเอง ได้ วิชาการทางโลกนีจะไม่ค่อยมีกฎเกณฑ์อะไรมากนัก ส่ วนมากจะปล่อยไปตามอารมณ์ ปราศจาก ๖๔ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน), เก็บเล็กผสมน้ อย (กรุ งเทพ ฯ : วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ,๒๕๔๘), หน้า ๑๔๗ – ๑๔๘.
62.
๖๒ หลักยึดเหนียวเหมือนสวะลอยไปตามนํา คือนําขึนก็ขึนด้วย นําลงก็ล
งด้วย ติดอยู่ทีไหนก็ค้างอยู่ที นัน เป็ นการเรี ยนรู ้หลัก วิชาทีเลือนลอยปราศจากหางเสื อคื อสติ ประคับประครอง ดังนันบางครัง เรื องยุ่งยากต่างๆ ในการดําเนินชี วตจึงเกิ ดขึนในชีวตของคนเรา เช่ น การแก่ งแย่งกัน ทะเลาะเบาะ ิ ิ แว้งกัน ดูถูกเหยียดหยามกัน และอย่าร้ างกัน เป็ นต้น ๒. วิชาทางธรรม (คดี ธรรม) หมายถึง วิชาทีเกิ ดจากการเรี ยนรู้ และเข้าถึงสัจธรรมของ ความจริ งทีว่า ทุกๆ สิ งล้วนไม่เทียง เป็ นทุกข์ และไม่สามารถสังการหรื อ บังคับบัญชาได้ กล่าวคือ เมือมีลาภ ก็ตองเสื อมลาภ เมือมียศ ก็ตองเสื อมยศ เมือมีสรรเสริ ญ ก็ ตอ งมีนิ นทา เมือมีสุข ก็ ตอ งมี ้ ้ ้ ้ ทุกข์ สรุ ปได้ว่า เมือเกิดมาแล้วชีวตเป็ นทุกข์ หรื อทางธรรมะเรี ยกว่า “อุปาทานขันธ์ หาเป็ นตัวทุกข์” ิ ้ เมือได้ศึกษาจนกระทังเข้าใจแล้วนําไปปฏิ บติ ปัญญาทางธรรมหรื อทีเรี ยกว่า “วิปัส สนาปั ญญา” ก็ ั จะเกิ ดขึน และจะเป็ นผูทีค้นพบสภาวธรรมความจริ งทีว่า “สพฺเพ สงฺ ขารา อนิ จฺจา สพฺ เพ สงฺ ข ารา ้ ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺ มา อนตฺ ตา” แปลว่า “สังขารทังปวงไม่เ ทียง สังขารทังปวงเป็ นทุกข์ ธรรมทังปวง เป็ นอนัตตา” การเรี ยนรู ้หลักธรรมแล้วนําไปปฏิบติ เป็ นการดําเนินชีวตโดยใช้หลักธรรมในการควบคุม ั ิ อารมณ์ไว้ ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เหมือนเรื อทีมีเครื องบังคับดี (หางเสื อ) จะจอดจะแล่นจะหลีก จะถอย ย่อมทําได้ดงใจหมายและปลอดภัยทุกประการ ฉะนันในสภาพสังคมปั จจุบนนี ผูทีมีวชาทาง ั ั ้ ิ ธรรมจะเป็ นผูทีสามารถยอมรับความจริ งในสิ งทีเกิ ดขึนได้มากกว่าผูทีไม่ได้ศึกษาหรื อปฏิบติธรรม ้ ้ ั เลย ความทุกข์ใจทีเกิดขึนถึงจะมี ก็ย่อ มทุกข์และทุรุนทุรายน้อยกว่าผู ้ทีไม่มีความรู ้ ทางธรรม การ ตัดสิ นปั ญหาชี วตก็ย่อมเป็ นไปด้วยความรอบคอบมากกว่า ิ หมายเหตุ : ความหมายทีทางโลกมักใช้กนตามตัว อักษร “ว” นัน มาจาก คําว่า “วิงทีไหน” ั ♣ อักษร “ง” อักษร “ง” มาจาก คําว่า “งาน” หมายถึง สิ งที ต้อ งทําเพราะเป็ นหน้าที และเป็ นเครื องมือ สําหรับดํารงชีวต และงานนันจะต้องเป็ นงานทีไม่เกิดโทษทังต่อ ตนเองและคนอื น งานอันใดที ทํา ิ แล้วเกิดการคังค้าง ตกค้าง ทับถมอยู่ ทําไม่สําเร็ จ ไม่จดว่าเป็ นงานตามตัวอักษร “ง” หรื องานทีทํา ั แบบไม่หยุดหย่อน มีการทําอยู่ตลอดเวลา แต่หาบทสรุ ปหรื อความสําเร็ จของงานไม่ ได้ นันจัดว่า เป็ นงานทีไม่เกิดผล เปล่าประโยชน์ แต่ถางานใดทีมีการลงมือทําแล้วสําเร็ จลุล่วงไปด้วยดี ไม่มีการ ้ ติดค้างใดๆ ทังยังเป็ นมูลสําคัญแห่งความเจริ ญก้าวหน◌้าทังชีวตและทรัพย์สมบัติ พระพุทธเจ้าทรง ิ ตรัสว่าเป็ นมงคลอันสู งสุ ด คนทีจะประสบความสําเร็ จในหน้าทีการงานไม่วาจะประกอบอาชีพอะไร จะต้องเป็ นคนมี ่ คุณธรรมในตัวเอง คุณธรรมข้อนันคือคุณธรรมในการทํางานประกอบอาชีพ ซึ งถือว่าเป็ นคุณเครื อง ให้ประสบความสําเร็ จในการงานต่างๆ เรี ยกว่า “อิทธิบาทธรรม” มี ๔ ประการคือ ๑. ฉั นทะ มีความพอใจในการงานทีทํา ไม่เป็ นคนเกียงงานเลือกงานใดทําได้ทงนัน ั
63.
๖๓
๒. วิริยะ มีความเพียรพยายามไม่ทอถอยในการทํางานหนักเอาเบาสู ้ ไม่เกียจค้านการงาน ้ ๓. จิตตะ มีความตังใจทํางานเอาใจใส่ ไม่ทอดทิงงาน ๔. วิมังสา มีความเข้าใจ พิจารณาเหตุผลในการทํางาน แยกแยะหารายละเอียดของงาน คนทีมีคุณธรรมทัง ๔ ประการนีเป็ นทีตังย่อมไม่ทาให้งานคังค้าง จะทํางานการใดก็ประสบ ํ ความสําเร็ จในการงานนันๆ แต่คนทีมีลกษณะต่อไปนีจะทําให้งานคังค้าง คือคนเกียจค้านทําการงาน มีโทษ ๖ ประการ ั คือ ๑. มักอ้างว่า “หนาวนัก” แล้วไม่ทางาน ํ ๒. มักอ้างว่า “ร้ อนนัก” แล้วไม่ทางาน ํ ๓. มักอ้างว่า “เวลาเย็นแล้ว” แล้วไม่ทางาน ํ ๔. มักอ้างว่า “ยังเช้าอยู่” แล้วไม่ทางาน ํ ๕. มักอ้างว่า “หิวนัก” แล้วไม่ทางาน ํ ๖. มักอ้างว่า “กระหาย” แล้วไม่ทางาน ํ ถึงจะทํางานก็ทาในลักษณะดังนี ํ ๑. ทํางานไม่ ถกกาล เช่ นยังไม่ถึงเวลาทําก็ร้อนในด่วนไปทํา แต่พอถึงเวลาทําจริ ง ๆ กลับ ู ไม่ทา ํ ๒. ทํางานไม่ ถกวิธี ทําผิดขันตอน ผิดลําดับ ผิดหลัก การ เป็ นต้น ู ๓. ไม่ ยอมทํ างาน เป็ นคนผัดวันประกันพรุ่ งจะเข้าหลักใน ๖ ข้อ ข้างต้น คือ เป็ นคนคอย เกี ยงงานนันนี หรื อถือฤกษ์ยามจนเกิ นเหตุแล้วไม่ยอมทํางาน โดยปล่อยเวลาให้เสี ยเปล่า คนที ผัดวัน ประกัน พรุ่ ง ทิ งงานปล่ อ ยงาน ไม่ เ อาใจฝั ก ใฝ่ ในการงานย่ อ มไม่ ประสบ ความสํ า เร็ จในการงานอย่า งแน่ น อน และเหตุ ทีทํา งานไม่ สํ าเร็ จ หรื อ การทํา งานของคนขาด ประสิ ทธิ ภาพ ส่ วนหนึงเพราะคนเราตกอยูในหลุมแห่งอบายมุข ๖ คือ ่ ๑. ดืมนําเมา คือชอบดืมเหล้าเมาสุ รา แล้วทําให้ประสิ ทธิ ภาพการทํางานลดลง ๒. เทียวกลางคืน คือทําให้ง่วงเหงาหาวนอน ไม่ทางานได้เต็มที คอยแอบ ํ ๓. ดูการละเล่ นเป็ นนิจ คือทําให้เสี ยเวลา อ่อนเพลียไม่อยากทํางาน ๔. เล่ นการพนัน คือคนทีติดการพนันจะทํางานไม่มีประสิ ทธิ ภาพ เพราะใจไปฝั กใฝ่ อยูก ับ่ การพนัน ๕. คบคนชั วเป็ นมิตร คือคนชัวย่อมชักนําไปในทางทีชัว ทําให้การงานเสี ยหาย ๖. เกียจค้ านในการทํางาน คือคนเราเมือเกียจค้านการงานแล้วงานทุกอย่างย่อมไม่สําเร็ จ ทํา ให้งานต่างๆ คังค้าง
64.
๖๔
รวมความว่า การทํา งานในความหมายของพุ ทธปรั ชญานันมี อยู่ ๒ แบบ คื อ แบบทีเป็ น มงคล คือแบบทําให้ค นทําเจริ ญขึน กล่าวคือมีก ารทําดี ทําเต็ม และทําสําเร็ จ และแบบทีไม่เป็ น อัปมงคล คือแบบทีทําให้คนเสื อมเสี ยลงไป กล่าวคือมีการทําค้าง ทําหย่อน และทําเสี ย หมายเหตุ : ความหมายทีทางโลกมักใช้กนตามตัว อักษร “ง” นัน มาจาก คําว่า “เงินเท่ าไร” ั ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบห้ า ลักษณะของสามีภรรยา มี ๔ ประการ ♣ สามีปีศาจกับภรรยาปิ ศาจ ♣ สามีปิศาจกับภรรยาเทพธิดา ♣ สามีเทพบุตรกับภรรยาปิ ศาจ ♣ สามีเทพบุตรกับภรรยาเทพธิ ดา ♣ สามีปีศาจกับภรรยาปิ ศาจ คําว่า “สามีปีศาจกับภรรยาปิ ศาจ” หมายถึง การครองคู่อยู่ด ้วยกัน ฉันสามีภรรยา แต่ทงคู่ ั เป็ นคนไม่มีศีลธรรม มีความตระหนีถีเหนียว ปากกล้าว่าร้ าย เป็ นนักเลงการพนัน นักเทียวราตรี นัก ดืมสุ รายาเสพติด เป็ นคนเจ้าชู ้ และคบเพือนชัวเป็ นมิตร ลักษณะการครองคู่ของสามีปิศาจและภรรยาปิ ศาจ เป็ นการครองคู่แบบหาเรื องร้อนๆ มา เผาผลาญในบ้านเรื อนของตนให้พินาศวอดวายอยู่เสมอ เรี ยกได้วา “เป็ น คู่บาป” หรื อ “คู่เวรคู่กรรม” ่ เป็ นบุพเพอาละวาด หาความสุ ขไม่ได้ ขยันทะเลาะตบตี กน เข้าลักษณะทีว่า “ผัวดุเมียร้ ายต่ างส่ าย ั ต่ างซั ด ลงศอกตอกหมัดกันจ้ าระหวัน ผีเรื อนตกใจหนี ไกลจากบ้ าน สาปแช่ งให้ มันระยําอัป รี ย์ ทํามาหากินไม่มีวันเจริญ ไอ้ พวกเพลิ ด เพลิ นผัวผีเมียผี แม้ เป็ นลูกพ่ อแม่ ก็ไม่ ดี เพราะพ่ อแม่ มัน เป็ นผีทังทียังไม่ ตาย” นีคือคู่เวรคู่กรรมทีสวมวิญญาณปิ ศาจด้วยกันทังคู่ พร้อมทีจะล้า งผลาญทําสิ ง ทีมีอยู่แล้วให้หมดไป ทําลายทุกอย่าง ทังชื อเสี ยงวงศ์ตระกุลคุณงามความดี ทรัพย์สินเงินทองต่ างๆ ทําลายหมด ผัวก็ขีเหล้าเมาวันยังคํา เมียก็เป็ นโรคเหงา เลยหันไปเล่นไพ่ไม่เอาไหนทังคู่ เป็ นสุ สาน คนเป็ น จะหย่าก็หย่าขาดจากกันไม่ได้ เพราะอํานาจเวรอํานาจกรรมทีสร้ างร่ วมกันมา ♣ สามีปิศาจกับภรรยาเทพธิดา คําว่า “สามีปิศาจกับภรรยาเทพธิ ดา” หมายถึง ฝ่ ายสามีเป็ นผูไม่มีศีลธรรม มีความตระหนีถี ้ เหนี ยว ปากกล้าว่าร้าย เป็ นนักเลงการพนัน นักเทียวราตรี นัก ดืมสุ รายาเสพติด เป็ นคนเจ้าชู้ และคบ เพือนชัวเป็ น มิตร แต่ฝ่ายภรรยามีพฤติกรรมทีตรงกัน ข้ามกับสามี ประพฤติตนมีคุ ณธรรมและมี คุณสมบัติดงเทพธิ ดา ั
65.
๖๕
คําว่า “สามีปิศาจ” หมายถึง ความชัวร้ายทีสิ งสถิตอยู่ในจิตใจของบุคคลผูได้ชือว่าเป็ นสามี ้ สิ งทีชัวร้ ายดังกล่าว คือ มักเป็ นคนชอบเทียว ชอบเบี ยวทางบ้ าน การงานไม่ เอาไหน ชอบนอกใจ ภรรยา เมาสุ ราเป็ นประจํา ซึ งสิ งเหล่านีท่านเปรี ยบเหมือนปิ ศาจ หรื อผีทีคอยหลอกหลอนและทํา ร้ ายให้ได้รับความเดือดร้ อนต่างๆ นานาๆ ซึ งผีทีว่าถ้ามันสิ งสถิตอยู่ในจิตใจของสามีผูใดแล้ว สามี ้ ของผูนนก็จะกลายเป็ นสามีประเภททีว่า ้ ั ๑. สามีผี คือสามีทีคอยโกหกหลอกลวงภรรยา ๒. สามีพาล คือสามีทีคอยจับผิดดุด่าและทุบตีภรรยา ๓. สามีเผา คือสามีทีไม่ดูแลความทุกข์สุข ปล่อยให้ชีวตภรรยาตกระกําลําบากตายทังเป็ น ิ ๔. สามีผลาญ คือสามีทีเอาเงินทองทรัพย์สมบัติของภรรยาให้หมดไปในทางการพนันและ อบายมุขต่างๆ ปั ญหาทีพบอีกปั ญหาหนึงในสังคมปั จจุบน ส่ วนมากมาจากความไม่ซือตรงของสามีทีมี ต่อ ั ภรรยา โดยการแอบไปมีเมียน้อย จึงทําให้เกิ ดปั ญหาความแตกแยกในครอบครั ว หรื อ ทะเลาะเบาะ แว้งกัน ดังคําทีว่า “มีเมียสองสมองแตก มีเมียสามม้ ามแตก มีเมียสี ดีแตก มีเ มียห้ าหน้ าแตก มี เมียหกอกแตก มีเมียเจ็ดเสร็ จเลย” คําว่า “ภรรยาเทพธิ ดา” หมายถึง ความเพียบพร้ อมดีงามอันเกิดจากคุณธรรมของหญิงผูเ้ ป็ น ภรรยา กล่าวคือเป็ นภรรยาประเภท ตืนก่ อน นอนทีหลัง เฝ้ าฟังรับใช้ ประพฤติถูกใจสามี และ พาที น่ ารั ก มีความเมตตากรุ ณา ใบหน้ายิมแย้มแจ่มใส แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นน่านับถือ น่าคบ ค้า สมาคม มีคุ ณธรรมนําใจ ไม่นิ งดู ดาย ประพฤติ บา เพ็ญ ตนเป็ นประโยชน์ แ ก่ ค รอบครั วและ ํ ส่ วนรวมอยู่เสมอ และทีสําคัญทีสุ ดเธอมีความรั ก ความเป็ นห่ วง และความเสี ยสละต่อผูเ้ ป็ น สามี ถึงแม้วาสามีจะเป็ นคนไม่เอาถ่านก็ตาม เธอช่ วยประคับประครองชี วตคู่และครอบครั วให้ผ่านพ้น ่ ิ อุปสรรคนานาประการ ♣ สามีเทพบุตรกับภรรยาปิ ศาจ คําว่า “สามีเทพบุ ตรกั บภรรยาปิ ศาจ” หมายถึง ฝ่ ายสามี มีพฤติ กรรมทีดีมีศีล ธรรม ไม่มี ความตระหนีถีเหนียว ไม่ปากกล้าว่าร้ ายใส่ ความใคร ไม่ติดการพนัน ไม่เทียวเตร่ เฮฮา ไม่ดืมสุ รายา เสพติดทุกประเภท ไม่เป็ นคนเจ้าชู ้ และเทียวคบหากัลยามิตร ส่ วนฝ่ ายภรรยามี พฤติ กรรมทีตรงกัน ข้ามกับสามี ประพฤติตวดังปิ ศาจร้ายสิ งอยู่ในใจ ั คําว่า “สามีเทพบุตร” หมายถึง สามีทีคอยดูแลเอาใจใส่ ภรรยาและครอบครั วให้มีค วามสุ ข ประพฤติตนเป็ นประโยชน์ต่อครอบครั วและผูอื นเป็ นอาจิณ เป็ นคนประเภทตนเองมีดีและโปรย ้ ปรายความดีให้แก่ คนอืนด้วย เปรี ยบเหมือนนําฝนมีความชุ่มเย็นในตัว และโปรยปรายความชุ่มเย็น ให้แก่ สิงอืนอีก
66.
๖๖
คําว่า “ภรรยาปิ ศาจ” หมายถึง ภรรยาคอยสร้ างความมัวหมองให้เ กิ ดแก่ ตนและครอบครั ว ไม่ปฏิบติหน้าทีในความเป็ นภรรยาทีดี โดยมีปกติ ชอบเทียวสุ ขสํ าราญ การบ้ านไม่ ค่อยเป็ น ชอบ ั เล่ นการพนัน ชอบนอนกลางวันเป็ นนิตย์ และ ชอบคิดนอกใจ หรื อเป็ นภรรยาประเภททีว่า ๑. ภรรยามอง คือภรรยาทีคอยจับผิดผัวอยูตลอดเวลา ไม่เ คยมองในแง่ดี ่ ๒. ภรรยาเมียง คือภรรยาทีค่อยๆ เดินเมียงๆ นินทาบ้านโน้นบ้านนีในเวลาทีสามีไม่อยู่ ๓. ภรรยาเมา คือภรรยาทีติดหวยติดกัญชา ติดสุ ราของเสพติดให้โทษต่างๆ ๔. ภรรยามาร คือภรรยาทีนอกใจผัว มีรักซับซ้อนเล่นชู ้ ตามผจญล้างผลาญทรั พย์สมบัติ ของครอบครัวให้พินาศหมดไป ♣ สามีเทพบุตรกับภรรยาเทพธิ ดา คําว่า “สามีเทพบุตรกับภรรยาเทพธิ ดา” หมายถึง ทังฝ่ ายสามีและฝ่ ายภรรยา มีพฤติกรรมที ดีมีศีลธรรม ไม่มีความตระหนีถีเหนียว ไม่ปากกล้าว่าร้ ายใส่ ความใคร ไม่ติดการพนัน ไม่ เทียวเตร่ เฮฮา ไม่ดื มสุ รายาเสพติดทุก ประเภท ไม่ เ ป็ นคนเจ้า ชู้ และเทียวคบหากัล ยามิ ตร ทังสองฝ่ ายมี คุณสมบัติของเทพบุตรและเทพธิ ดา สามีภรรยาคู่นีชือว่าเป็ นคู่สร้างคู่สมอย่างแท้จริ ง เป็ นการครองคู่อยู่ดวยกันแบบโอนอ่อ น ้ ผ่อนตาม และเอื อเฟื อซึ งกันและกัน โบราณจึง เปรี ยบไว้ว่า “สามีดีเหมือนลูก (เชือฟั ง) ภรรยาดี เหมือนแม่ (ห่ วงใย)” สามีดีเหมือนลูก คือรู ้ จกฟั งเหตุผลของผูเ้ ป็ นภรรยาและร่ วมกันดําเนินกิจกรรม ั ตามเหตุผ ลทีเห็นว่าถู กและควรนัน ส่ วนภรรยาดีเหมือ นแม่ คือ มีค วามห่ วงใยคอยดู แ ลข้าวปลา อาหาร เสื อผ้าอาภรณ์ เก็ บกวาดบ้านช่ องให้เรี ยบร้ อย เหมื อ นดังคํา ทีว่า “เมื อมีค่ ูก็จ งรู้ ป รนนิ บั ติ และซื อสั ตย์ สุจริ ตจิ ตนอบน้ อม อย่ าคิดร้ ายย้ ายแยกทํ าแปลกปลอม หมันนอบน้ อมเสน่ หาในกัน และกัน” แต่ งตัว และที สําคัญ จะต้อ งมีคุณธรรมในการอยู่ร่วมกัน คื อ ซื อตรง จงรั ก หนั กแน่ น และ ให้ เกียรติซึงกันและกัน แต่ก่อนคลินิกอนามัยโรงพยาบาลดุจปั จจุบนไม่มี ต้อ งลําบากในเรื องการครองเรื อนมาก ั ฉะนัน ภรรยาทีดีจะต้องเก่งครบ ๔ อย่างคือ ๑. เก่ งครัว คือเก่งในเรื องการทําข้าวปลาอาหาร ๒. เก่ งคลัง คือไม่เป็ นถุงก้นรัว ๓. เก่ งช่ าง คือเก่งเรื องเย็บปั กถักร้อยยามเสื อผ้าขาดเย็บปะเป็ น ๔. เก่ งหมอ คือยามลูกเจ็บ สามีเป็ นอะไร ต้องรู ้ จกจัดยาพยาบาล ั อีกอย่างหนึงผูหญิงหรื อผูเ้ ป็ นภรรยาจําเป็ นอย่างยิงทีจะต้องเก่งในเรื องอาหารการครั ว แม่ ้ ครัวทีจะเป็ นแม่ชนยอด ปรุ งอาหารเป็ นทีถูกใจของพ่ อบ้านหรื อคนทังหลาย จะต้องใส่ สูตรเข้าไป ั ให้ครบ ๔ ยอด คือ
67.
๖๗
๑. ยอดหา อาหารทีนํามาปรุ งเลียงกัน ได้มาโดยสุ จริ ตมิได้ไปลักขโมยใครมา ๒. ยอดทํา มีฝีมือปรุ งดี ดังโบราณว่า “เสน่ห์ปลายจวักผัวรักจนตาย” ๓. ยอดคํา เชื อเชิ ญให้รับประทานอาหารด้วยอาการยิมแย้มแจ่มใส พูดหวานขานเพราะ มิใช่กระแทกแดกดัน หากเป็ นเช่ นนีแม้อาหารจะวิเศษปานใดก็กลืนไม่ลง ๔. ยอดใจ ต้อนรับด้วยนําใจอันดีงาม มีความเอือเฟื อ ผูเ้ ป็ นสามีก็จะต้องใช้สูตรในการครองคู่เช่ นเดียวกันคือ ยามลูกเมียป่ วยไข้ ต้อ งเป็ นหมอยา ยามลูกเมียอยากรู้ โชคชะตาต้ องเป็ นหมอดู เกิดคดีความต่ อสู้ ต้องเป็ นหมอความ และ ยามจะได้ ลูก งามต้ องเป็ นหมอตําแย และทีสําคัญสามี ต้ องยกย่องนับถือแม่ บ้านว่าเป็ นภรรยา ต้ องไม่ ด่าดูหมิน ประมาท ไม่ ลอํานาจนอกใจมอบความเป็ นใหญ่ และ ให้ เครืองใช้ แต่ งตัว ุ ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบหก ลักษณะการใช้จ่ายทรัพย์ทีถูกต้อง ๕ ประการ ♣ ฝากออมสิ น ♣ ฝังดินไว้ ♣ ใช้ หนีเก่ า ♣ ให้ เขากู้ ♣ โยนสู่เหว ♣ ฝากออมสิ น คําว่า “ฝากออมสิ น” หมายถึง การนําทรัพย์สินทีหามาได้ส่วนหนึงไปลงทุนทํากิ จการอย่าง ใดอย่างหนึงเพือหารายได้เลียงชีวตและครอบครัว เป็ นการนําเงินไปต่อเงิน มีความคิดอย่างแรงกล้า ิ ทีจะสร้างฐานะของตนเองและครอบครัวให้มนคงยิงๆ ขึนไป คุณธรรมข้อนีแสดงให้เห็นว่า คนยิงมี ั ยิงขยัน ยิงดียงทํา เศรษฐีส่วนมากขยันกว่าคนจนตังหลายเท่า พระอรหันต์มีความดีเต็มเปี ยมแล้ว แต่ ิ ก็ยงสร้ างความดีอยู่ตลอดเวลา นีเป็ นการเปรี ยบเทียบให้เห็นว่า การทํางานหรื อทําหน้าทีของแต่ละ ั คนนันไม่มีเวลาหยุดนิง ถ้าหยุดเมือไรก็มีค่าเหมือนกับคนทีตายแล้วเท่านันเอง พระพุท ธเจ้า ได้ตรั ส สอนถึง คนทีจะมี เ งิ น และสามารถเก็ บออมเงิ น ไว้ไ ด้น ันจะต้อ งมี คุณธรรมสําคัญประจําใจ ๔ ประการ คือ ๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้ อมด้วยความหมัน คือ มี ความขยัน ต้องสู ้ ไม่ทอแท้ในการทํางาน ้ หาเลียงชีพ ในการปฏิบติหน้าทีต่างๆ (ขยันหา) ั
68.
๖๘
๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้ อมด้วยความรักษา คือรู ้ จกรักษาทรั พย์สิงของทีมีอยู่ หรื อ ทีหามา ั ได้ให้อยู่คงทน และใช้งานให้คุมค่าไม่ทิงๆ ขว้างๆ (รักษาดี) ้ ๓. กัลยาณมิตตตา ความมีเ พือนทีดี คือรู ้จกเลือ กคบเพือน (มีกลยาณมิตร) ั ั ๔. สมชี วิตตา ความมีชี วิตทีเหมาะสม คื อรู ้ จก ใช้ส อยทรั พย์ส มบัติ กิ น อยู่ พอเพียง ไม่ ั ฟุ่ มเฟื อยเกิ นไป ไม่ฝืดเคืองเกินไป (เลียงชีวตเหมาะสม) ิ คูณธรรม ๔ ประการนี เรี ยกว่า “ทิฏฐธัมมิกตถประโยชน์” เป็ นหัวใจเศรษฐี (อุ.อา.กะ.สะ.) ั คือสิ งทีจะนําให้ผูปฏิบติตามมีฐานะมังคังและมันคงได้ มีเ งิ นเก็บออมไว้ใช้ในครอบครั วอย่างไม่ ้ ั ต้องลําบาก เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื น ชุตินฺธโร ป.ธ. ๙) วัดสามพระยา ท่านเคยเขียน สู ตรแก้จนเอาไว้ มีคาไพเราะอยู่ ๒ คํา ท่านบอกว่า “ถ้ าเสี ยเกินได้ ใช้ เ กิ นมีอย่ างนี จนทุ กราย ถ้ ารั บ ํ เกินจ่ ายได้เกินเสี ยอย่างนีรวยทุกคน” “เสี ยเกินได้ ใช้ เกินมีอย่างนีจน” ท่านเจ้าคุณพระเทพประสิ ทธิ คุณ (มงคล วิโรจโน)๖๕ วัดประยุรวงศาวาส เคยเทศน์ไว้อย่าง ไพเราะน่าฟั งว่า คนจะรวยหรื อจะจนนัน ต้อ งตรวจดูว่า มี ๓ รายไหม ชีวตถ้ามีครบ ๓ ราย แล้ว ิ ละก็รวยได้ รายทีว่านันคือ ๑. รายรับ ๒. รายจ่ าย ๓. รายเหลือ ทัง ๓ รายนี รับเท่าไรท่านว่าไม่สําคัญ จ่ายเท่าไรก็ไม่สําคัญ สําคัญทีเหลือ ถ้าเหลือแล้วรวย ได้ ดังเช่นคํากลอนสอนใจทีว่า “อยากจะรวยต้ องหมันขยันเข้ า อยากจะสวยแต่ งเอาตามสมัย ถ้ า อยากสวยอยากรวยแต่ ปากปาวๆ มันก็ฟาวส์ ไปไม่ สําเร็จเผด็จผลเอย”๖๖ ♣ ฝังดินไว้ คําว่า “ฝังดินไว้ ” หมายถึง การแบ่งเงินส่ วนหนึงไว้ทาประโยชน์ต่อโลกทีเราอาศัยอยู่ ตอบ ํ แทนบุญคุณต่อแผ่นดินเพือชาติบานเมือง สนับสนุ นส่ วนรวม สร้ า งสรรค์ให้โลกน่ าอยู่ เช่ น ช่ วย ้ ด้านการศึ กษา การรักษาพยาบาล คนเจ็บคนป่ วย องค์กรกุศล มูลนิธิ เอาไปเสี ยภาษีอากรทีเขาจะเอา ไปสร้ างสาธารณู ปโภค ประปา ไฟฟ้ า โทรศัพท์ ให้กาชาด ในทางพระพุทธศาสนาจะคิดในแนวทํา วัตถุทรัพย์ไปเป็ นบุญเพือผลในโลกนีและโลกหน้า ฝั งดินไว้จงเหมือนเอาไปให้คนอืนใช้ประโยชน์ ึ โดยเฉพาะพืนแผ่นดินทีมีบุญคุณต่อเรา ให้เราเหยียบอาศัยอยู่ เป็ นการใช้จ่ายทรั พย์เพือสะสมกอง เสบียงเอาไว้ เพือผลประโยชน์จะเกิดขึนในวันข้างหน้า เกิดผลเชิงความสุ ข กล่าวคือ การทําบุญกุศล ๖๕ ได้รับพระราชทานเลือนสมณศักดิที พระพุทธวรญาณ ๖๖ พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺ ฒโน), อ้ างแล้ ว, หน้า ๒๕๒ – ๒๕๓.
69.
๖๙ เป็ นการฝากฝั งไว้กบพระพุทธศาสนาโดยมีพระสงฆ์เป็
นพยานหรื อเป็ นเนือนาบุญรับเรื องเอาไว้ ผล ั นันจะติดตามตัวไปหลังจากตาย การฝั งทรัพย์ไว้ในพระพุทธศาสนา มี ๓ รู ปแบบ คือ ๑. ทาน หมายถึง การให้สิงทีเป็ นประโยชน์สุขแก่ผูรับ หรื อให้สิงทีควรให้แ ก่ คนทีควรให้ ้ จําแนกออกเป็ น ๓ ประการย่อย คือ ๑.๑ ทานมัย คือบุญทีสําเร็ จด้วยการบริ จาคทาน การให้ทานทีได้ชื อว่าเป็ นการฝั ง ทรั พย์ไ ว้ในพระพุ ทธศาสนาอย่า งแท้จริ ง นัน จะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะดังนี ๑) ให้ ทานโดยเคารพ หมายถึง ให้แก่ ผู้อืนด้วยความเต็มใจ ไม่ ใช่ ให้เพราะเกรง กลัว หรื อจําใจให้เพราะรําคาญ และเวลาให้ก็มีกิริยาอ่อนน้อม ยิมแย้มแจ่มใส เคารพในทานทีตนให้ นัน ๒) ให้ ทานโดยยําเกรง ด้วยรู ้วาผลของทานมีจริ ง เพราะทุกอย่างเมือสร้างเหตุย่อม ่ ต้องได้รับผล จึงมีการเลือกให้แต่ของดีมีประโยชน์ ๓) ให้ ทานด้ วยมือตนเอง เพราะการทําบุ ญทีจะมีกําลังให้ผ ลอย่างเต็มทีจะต้อ งมี การกระทํา ๓ กาล เช่นการใส่ บาตร บุญเกิ ดขึนถึง ๓ ครัง คือ ก. ปุพพเจตนา ได้แก่เจตนาทีเกิดก่อนการกระทํา เช่น ตังใจใส่ บาตร เป็ น เจตนาทีเกิดขึนตังแต่ไปซื อของมาเตรี ยมทํากับข้าวและเตรี ยมตัวใส่ บาตร ข. มุญจเจตนา ได้แก่ เจตนาทีเกิ ดขึนขณะกระทํา คื อขณะทีคอยพระเอา กับข้าวใส่ บาตร ค. อปรเจตนา ได้แ ก่ เ จตนาทีเกิ ดขึ นเมือได้กระทําลงไปแล้ว คื อเมือใส่ บาตรเสร็ จแล้วก็มีการกรวดนําแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ เป็ นต้น ๔) ให้ ทานโดยไม่ ทิงขว้ า ง เป็ นการทําอย่ างสมําเสมอ แต่ ตอ งไม่เ บีย ดเบีย น ้ ตนเอง มีนอยก็ทาน้อย ถึงไม่มีเงินเราก็สามารถเลือกทําบุญกุศลชนิดอืนๆ ได้ เพราะบุญมีหลายชนิด ้ ํ แต่มีชนิ ดเดียวเท่านันทีต้องใช้ปัจจัยและสิ งของ คือการให้ทาน ๕) ให้ ทานโดยเห็นผลในอนาคต ผูทีให้ทานนัน ต้องเชื อว่าสร้ างเหตุแล้วต้อ งมี ้ ผล ให้เพราะศรัทธารู ้ วาการให้ทานย่อมเป็ นบุญทีเกิดขึนทีตนเอง และผลของทานนันมีจริ ง ทําทาน ่ แล้วไปสู่ สุคติได้จริ ง แม้เกิดเป็ นมนุ ษย์ก็จะเป็ นผูทีมังคังสมบูรณ์ดวยโภคทรัพย์ ้ ้ ๑.๒ ปัตติทานมัย คือบุญสําเร็ จด้วยการอุทิศส่ วนกุศลให้แก่ ผูอืน (แผ่เมตตา) ้ การอุทิศส่ วนกุศลนันเป็ นการให้อ ย่างหนึ ง แต่เป็ นการให้ในสิ งทีเป็ นนามธรรม ซึ งต่างกับทานทีส่ วนใหญ่เป็ นรู ปธรรม คือเงิน วัตถุ สิ งของ เป็ นต้น การแผ่เมตตาเป็ นการทาความดี และให้ความรู ้สึกทีดีกบผูอืนด้วยมีเจตนาทีจะให้ผูอืนได้บุญนันด้วย ั ้ ้ การอุทิศส่ วนกุศลด้วยการแผ่เมตตานันเป็ น การให้ทางนามธรรม ยิงให้มาก ย่อม ได้มาก ถ้าเปรี ยบการทําบุญแต่ละครังเป็ นการซื อหนังสื อมา ๑ เล่ม เราย่อมเป็ นเจ้าของหนังสื อเล่ม
70.
๗๐ นันโดยตรง เช่ นเดียวกัน
บุญใครทํา ใครได้ และถ้าเราหยิบหนังสื อ เล่มนันขึ นมาอ่าน เราย่อมมี ความรู้ เพิมขึน การอ่านจึงเปรี ยบได้กบการแผ่เมตตา ยิงอ่านมากก็ยิงจดจําได้มาก ยิงอ่านหลายครั ง ั ยิงแม่นยําขึน การแผ่เมตตาก็เช่นกัน ยิงทํามากย่อมยิงได้บุญมาก หรื อถ้าเปรี ยบการทําบุญแต่ละครัง เป็ นการจุดเทียน ผลบุญทีเกิดขึนก็เปรี ยบเสมือนแสงจากเปลวเทียนนัน การทีเรานําเทียนของเราไป ให้ค นอื นๆ จุดต่อก็ เ ปรี ย บได้ก ับการแผ่เ มตตา แสงจากเปลวเที ยนของเราก็ไม่ได้ล ดน้อยลง แต่ ในทางตรงกับข้ามยิงให้ต่อหลายๆ ครัง ความสว่างทีเกิ ดจากเปลวเทียนทีมีจานวนมากนันย่อมมีมาก ํ ขึน เช่นเดียวกัน เมือใดความมีนาใจและการให้เ กิ ดขึนในมวลมนุ ษย์ เมือนันความงามและความ ํ สว่างก็ยอมปรากฏขึนในโลกนีอย่างแน่ นอน ่ ๑.๓ ปัตตานุโมทนมัย คือบุญทีสําเร็ จด้วยการอนุโมทนาส่ วนบุญ หรื อด้วยการชื น ชม ยินดีในกุศลของผูอืน ้ ปั ตตานุโมทนามัย อาจจําแนกเป็ น ๒ ประเภท คือ ๑) ปั ตตานุโมทนามัยโดยตรง เช่นเมือมีใครทําบุญ และนําบุญนันมาบอกกล่ าวให้ ทราบ นับเป็ นการอุ ทิศ ส่ วนกุ ศลให้ก บเราโดยตรง เราก็ มีค วามชื นชมยิน ดีกบเขา ขณะนันเป็ น ั ั ปั ตตานุโมทนามัยทีเกิดขึนอย่างสมบูรณ์ ๒) ปั ตตานุโมทนามัยโดยอนุโลม เช่นเห็นคนอืนทําบุญ แม้เขาจะไม่บอกกล่าวให้ เราทราบโดยตรง เราก็มีความชืนชมยินดีไปกับการทําดีของเขา ปั ตตานุโมทนามัย เป็ นบุญซึ งเมือเกิ ดขึนแล้ว จะขจัดความอิจฉาริ ษ ยาในการทําดี ของผูอืน เพราะขณะนันจิตเกิดความโสมนัส จึงได้บุญมาก การอนุโมทนาในการทําบุญของผูอืน ้ ้ ย่อมแสดงว่าเรามีความชืนชมยินดีในการกระทําเช่นนัน เป็ นการสร้างเหตุให้เราได้มีโอกาสทีจะทํา เช่ นนันในชาติต่อๆ ไป ๒. ศีล หมายถึง ข้อบัญญัติทีกําหนดแนวทางการปฏิบติเพือรักษากาย วาจา ใจ ให้เรี ยบร้ อย ั จําแนกออกเป็ น ๓ ประการย่อยคือ ๒.๑ สี ลมัย คือบุญทีสําเร็ จด้วยการรักษาศีล ศีลมี ๔ ประเภท คือ ๑) ภิกขุศีล มี ๒๒๗ สิ กขาบท ๒) ภิกขุณีศีล มี ๓๑๑ สิ กขาบท ๓) สามเณรศี ล มี ๑๐ สิ กขาบท ๔) คฤหัสถืศี ล คือศีลของผูครองเรื อน มีเบญจศี ล ซึ งมี ๕ ข้อ และอัฐ ศี ล ซึ งมี ๘ ้ ข้อ สําหรั บศี ล ของผู ้ครองเรื อ นนัน โดยเฉพาะเบญจศี ล เป็ นการรั ก ษาเจตนาที จะ ควบคุมกาย และวาจาให้ปกติ คือไม่ทาบาป ด้วยการละเว้น ๕ ประการ คือ ํ ๑) ปาณาติบาต คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ และเบียดเบียนสัตว์
71.
๗๑
๒) อทินนาทาน คือ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ๓) กาเมสุ มิจฉาจาร คือ ละเว้น จากการประพฤติผิดในกาม ๔) มุสาวาท คือ ละเว้นจากการพูดปด ๕) สุ ราเมรยะ คือ ละเว้นจากการเสพของมึนเมา เพราะจะเป็ นทีมาของการผิดศี ล ในข้อต่างๆ เบญจศีลทัง ๕ ข้อนีจะเกิ ดขึนได้ก็เพราะบุคคลผูนนมีเบญจธรรมประจําตัว คือ ้ ั ๑) เมตตา บุคคลใดทีมีเมตตาย่อมไม่ฆ่าหรื อเบียดเบียนสัตว์ดวยรู้ ดีว่าทุกชี วต ย่อ ม ้ ิ มีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกันกับเรา ทําให้ไม่ผิดศี ลในข้อปาณาติบาต ๒) สั มมาอาชีพ คือประกอบอาชี พทีสุ จริ ต มีรายได้ รู้ จกการใช้จ่าย และทีสําคัญ ั รู ้ จกคําว่าพอดี และมีหิริโอตตัปปะ ทําให้ไม่ผิดศีลในข้ออทินนาทาน ั ๓) ความสํ ารวมอินทรี ย์ คือ สํารวมตา หู จมู ก ลิน กาย และใจ ทําให้ความใคร่ ใน กามคุณ คือ การติดในรู ป รส กลิน เสี ยง สัมผัสลดน้อยลง เมือความสํารวมเกิดขึน ความระมัดระวัง ตัวย่อมมี จะเป็ นเหตุให้ไม่ล่วงเกินผูอืน้ ๔) สั จจะ การพูดความจริ ง เป็ นสิ งทีทําให้ไม่เกิดการมุสาวาท ๕) สติ การรู ้สึกตัว ซึ งเป็ นหัวหน้าฝ่ ายกุศล ทําให้ชีวตไม่ประมาท เพราะรู ้ วาอะไร ิ ่ ดี อะไรชัว ทําให้ไม่เกลือกกลัวกับสิ งทีจะทําให้ชีวตตกตํา ิ ๒.๒ อปจายนมัย คือบุญทีสําเร็ จด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน การอ่อนน้อมถ่อมตน หมายถึง การมีสัมมาคารวะ ซึ งจําแนกการแสดงออกได้ ๓ ทาง คือ ๑) อ่ อ นน้ อ มทางกาย หมายถึ ง การแสดงออกของกิ ริ ย ามารยาทที อ่ อ นโยน เรี ยบร้อย ละมุนละไม ต่อบุคคลทัวไป ไม่ถือตัวจนเกิ นงาม และไม่ลดตัวตนเกินไป ทําให้พอดีๆ ๒) อ่ อนน้ อมทางวาจา หมายถึง การแสดงออกของคําพูด คือพูดหวานขานเพราะ ไพเราะและสุ ภาพ ไม่หยาบกระด้าง ไม่ส่อเสี ยด ไม่เพ้อเจ้อ ไม่พูดโอ้อวดยกตัว ไม่ พูดลบหลู่หรื อดู ถูกผูอืน และไม่กล่าวเยาะเย้ยซําเติมผูทีพลาดถลํา ้ ้ ๓) อ่อนน้ อมทางใจ หมายถึง ความมีใจนอบน้อม ละมุนละม่อ ม ถ่ อมตน อันเป็ น จิตใจทีดี ซึ งจะเป็ นตัวการผลักดันให้เกิดการแสดงออกของความอ่อนน้อมทางกาย และวาจา บุคคลทีควรเคารพนบนอบมี ๓ ประเภท คือ ๑) คุณวุฒิบุคคล ได้แก่ ผูทีเป็ นผูใหญ่ดวยอํานาจแห่งศีล สมาธิ และปั ญญา ้ ้ ้ ๒) วัยวุฒบุคคล ได้แก่ ผูทีเป็ นผูใหญ่ดวยอํานาจแห่งอายุ ิ ้ ้ ้ ๓) ชาติวฒิบุคคล ได้แก่ ผูทีเป็ นผูใหญ่ดวยอํานาจแห่งชาติตระกูลหรื อวงศ์ตระกูล ุ ้ ้ ้ เช่ น พระราชา หรื อพระมหากษัตริ ย์ เป็ นต้น
72.
๗๒
๒.๓ เวยยาวัจจมัย คือบุญทีสําเร็ จด้วยการช่วยเหลือ กิจการงานทีชอบ การช่วยเหลือกิจกรงานทีชอบ หมายถึง การช่ วยเหลือการงานที ไม่ เป็ นโทษ เช่ น การช่วยเหลือทําการงานให้กบ บิดา มารดา ครู อ าจารย์ ญาติ พีน้อ ง เพือนฝู ง และแม้ก ระทังบุคคล ั ทัวไปทีเราไม่รู้จกคุนเคย การช่วยเหลือผูอืนให้ได้รับความสะดวกสบาย โดยทีการงานนันไม่ เ ป็ น ั ้ ้ โทษเช่ นนี ถือเป็ นบุญเพราะขจัดความเห็นแก่ตวออกไป ั การช่วยเหลือเพือให้ผู ้อืนได้รับความสะดวกสบายย่อมทําให้ชาติต่ อๆ ไปของผู ้ ปฏิบติตามคุณธรรมข้อนีได้รับความสะดวกสบาย มีความเป็ นอยูทีดี ย่อ มเกิ ดความสุ ขกายสบายใจ ั ่ มีมิตรสหายทีคอยให้ความช่วยเหลือ และทีสําคัญ ตําแหน่งหน้าทีย่อมมีมาได้เพราะการทํางาน เมือ อดีตชาติเราได้ช่วยเหลือกิ จการงานโดยไม่มีค วามเห็นแก่ตวอันเป็ นกิ เ ลสเข้าร่ วม ปั จจุบ นเราจึงมี ั ั การงานทํา มีตาแหน่งหน้าทีการงานสู ง ํ ๓. ภาวนา หมายถึง การทํากุศลอันประเสริ ฐให้เกิ ดขึนในจิตใจโดยทําบ่ อยๆ กุ ศลนันย่อม เจริ ญขึน จําแนกออกเป็ น ๓ ประการย่อยคือ ๓.๑ ภาวนามัย คือบุญทีสําเร็ จด้วยการภาวนา ภาวนามัย เป็ นการปฏิบติโดยทําจิตให้มีปัญญา รู ้แจ้งตามสภาวธรรมของความจริ ง ั ในสิ งทีเกิ ดขึน ซึ งเรี ยกว่า “วิปัสสนาปัญญา” มี ๓ ระดับ คือ ๑) สุ ตมยปั ญญา เป็ นปั ญญาทีเกิดจากการเรี ยนรู ้ วาชี วตเป็ นทุกข์ ทุกข์เป็ นสิ งทีมีอยู่ ่ ิ จริ ง แต่ไม่มีใครกําหนดรู ้ ก็เพราะความโง่และหลงผิดด้วยความวิปลาสว่าชี วตเป็ นของดี มีค วามสุ ข ิ เทียง และมีตวตน ชีวตจึงต้องวกวนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่มีวนจบสิ น ผูทีจะเจริ ญวิปัสสนาปั ญ ญา ั ิ ั ้ ต้องศึกษาเพือให้รู้ความจริ งว่า ชีวตคือรู ปนามขันธ์ ๕ ความโง่ทีทําให้เราเข้าไม่ถึงความจริ งนัน เกิ ด ิ จากอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิน กาย และใจ ซึ งเป็ นทางทําให้เกิ ดกิ เลส ดังนัน การเจริ ญวิปัสสนา ปั ญญาจึงต้องใช้ความจริ งอันเป็ นปรมัตถ์มากําหนดในอารมณ์ ปัจจุบนอย่างแยบคายด้วย “โยนิ โส ั มนสิ การ” ซึงโดยสรุ ปก็คือการกําหนดรู้ รู ป และนาม นันเอง ๒) จินตามยปัญญา เป็ นปั ญญาทีเกิดขึนเมือนําความรู ้ จากปั ญญาข้อแรกไปกําหนด ได้เท่าทันในอารมณ์ของความเป็ นจริ งว่า เป็ นรู ปอะไร นามอะไร ซึ งเป็ นการเข้าไปกําหนดรู้ อริ ยสัจ ๔ โดยเฉพาะการกําหนดรู ้ ทุกข์ เพ◌ื◌่อละสมุทยอันเป็ นสิ งทีพระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ ั ให้ทุกคนได้ปฏิ บติ เพือแจ้งในนิ โรธ ด้วยการดําเนิ นตามมรรค อันมีอ งค์แปด คือ ศี ล สมาธิ และ ั ปั ญญานันเอง ๓) ภาวนามยปัญญา เป็ นปั ญญาทีเกิ ดขึนด้วยวิปัสสนาญาณ ทําให้รู้แ จ้งในความ เป็ นจริ งทีพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า “สพฺเพ สงฺ ขารา อนิ จฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺ มา อนตฺตา” ซึงเป็ นปั ญญาทีเกิดขึนจากการเข้าอริ ยสัจ ๔ อย่างแท้จริ ง ๓.๒ ธัมมัสสวนมัย คือบุญทีสําเร็ จด้วยการฟั งธรรม
73.
๗๓
การฟั ง ธรรม หมายถึง การฟั ง ความจริ งเพือให้รู้ เหตุ รู ้ ปัจจัยให้ตรงกัน จะได้มี ความเห็นถูกต้อง และเมือมีความเห็ นถูก ก็จะมีปัญญา เป็ นการยกระดับจิตให้สูงขึน เพราะเมือฟั ง ธรรมแล้วนําหลักธรรมเหล่านันมาปฏิบติ จะทําให้เป็ นคนมีคุ ณธรรม และปรับระดับคุ ณธรรมทีมี ั อยู่ให้สูงขึน การฟั งธรรมมี ๒ ประเภท คือ ๑) การฟั งธรรมเพือให้คนทังหลายชืนชมว่าเป็ นผูมีศรัทธา มีอานิ ส งส์ น้อ ย เพราะ ้ เจือด้วยกิเลส ๒) การฟั งธรรมเพือเพิมพูนสติปัญญา รู ้ จกบาปบุญคุณโทษ จิตใจเบิก บานแจ่มใส ั เลิกละความเคยชิ นทีเป็ นโทษเสี ยได้ การฟั งธรรมเช่ นนีมีอานิ สงส์ มาก เพราะทําให้กิเลสเบาบางลง ๓.๓ ธัมมเทสนามัย คือบุญทีสําเร็ จด้วยการแสดงธรรม การแสดงธรรม คือ การนําหลัก ธรรมของพระพุทธเจ้าไปชี แจงให้บุคคลอื นเกิ ด ความรู้ ความเข้าใจในเหตุและผล ไม่จาเป็ นจะต้องแสดงธรรมแบบปาฐกถา หรื อการแสดงเทศนา ํ เท่านัน การเสวนาธรรม การให้ขอคิดเพ◌ื◌่อเตือนสติแก่เพือนทีกําลังประสบปั ญหา หรื อการพูดคุย ้ สัจธรรม ล้วนเป็ นการแสดงธรรมทังสิ น หลักในการแสดงธรรมมี ๕ ประการ คือ ๑) แสดงธรรมไปโดยลําดับ คื อ จากง่ ายไปหายากเป็ นไปตามลําดับ ไม่วกวนข้าม ขันตอน ๒) แสดงธรรมมีเหตุมีผล เข้ าใจง่ าย โดยมีตวอย่างประกอบ ั ๓) แสดงธรรมด้ วยความหวังดีกับผู้ ฟังอย่ างจริ งใจ ด้วยความเมตตาและกรุ ณ า ต้องการทีจะให้เกิดประโยชน์แก่ ผูฟังมากทีสุ ด ้ ๔) ไม่ แสดงธรรม เพราะเห็นแก่ ลาภสักการะ หรื อคําสรรเสริ ญเยินยอ ๕) ไม่ แสดงธรรมกระทบตนและกระทบผู้อืน คือไม่ พูดโอ้อ วดตนเอง และไม่พูด ทับถมคนอืน หรื อล่วงเกินสิ ทธิ ของผูอืน ้ การแสดงธรรมเป็ นกุศลวจีกรรม คือไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่ อเสี ยด และ ไม่พูดคําหยาบ ผลของอกุศลกรรมเหล่านันจึงไม่เกิดขึนทีตน ทําให้คนไว้วางใจ แม้บุตรบริ วารก็เชือ ฟั ง และการแสดงธรรมบ่อยๆ ย่อมทําให้ผูนนมีความจําดี ้ ั ♣ ใช้ หนีเก่ า คําว่า “ใช้ หนีเก่ า” หมายถึง การชดใช้หนีชีวตทีเกิดจากเลือดเนื อของพ่อแม่ผู้ให้กาเนิ ด ซึ ง ิ ํ ถือว่าเป็ นหนี รายใหญ่แ ละสํ าคัญทีสุ ดของลูกๆ เพราะท่ า นทังสองได้ให้ยอดของทรั พย์คื อ ชี วิต เลือดเนือตลอดถึงการเลียงดู ให้การศึ กษาเล่าเรี ยน เป็ นต้น เมือมีโอกาสพึงจัดการชําระหนี ด้วยวิธี กตัญ ูกตเวที ตอบแทนพระคุ ณความดีของท่ า น ด้วยการเลียงดู ท่านทังกายและใจ อย่าปล่อยให้
74.
๗๔ ท่านอดอยากลําบากกายใจยามแก่ ชรา พึงแบ่งเบาภาระด้วยการช่
วยเหลือกิจการงานของท่าน รักษา วงศ์ดารงตระกูลไว้ ประพฤติปฏิบติตนอยูในศี ลธรรมให้ท่านวางใจ เพือทีท่านจะได้มอบมรดกให้ ํ ั ่ ครอบครองภายในภาคหน้า ยามท่านเจ็บไข้ไม่นิงดูดายต้องเยียวยารักษา หากท่านสิ นชี วิตไปต้อง จัดการงานศพให้สมเกียรติหรื อสมฐานะทีท่านเคยได้สร้ างไว้เมือยังมีชีวตอยู่ ิ การใช้หนี เก่ าหรื อ หนี ชี วตนี นับว่าสํ าคัญต่อลู กมาก เพราะตังแต่ลู กเริ มถื อ กําเนิ ดเป็ นจุด ิ เล็กๆ ในท้องของแม่ตองอาศัยเลือดเนือของแม่เป็ นอาหาร ต้องอาศัยท้อ งของแม่เป็ นทีอยู่อาศัยให้ ้ เกิ ดมาลืมตาดูโลก มีชีวตอยู่ในโลกมาจนทุกวัน นี ได้เพราะพ่อ แม่เป็ นผูให้ชีวต ให้อาหาร ให้ทีอยู่ ิ ้ ิ อาศัย ให้ทุกอย่างแก่ลูกแต่บางครังลูกๆ ก็ไม่เคยมีความรู ้ สึกว่าท่านทังสองได้ให้ชีวตตนมา และไม่ ิ เคยคิดว่าวันเกิดของตนนันเป็ นวันทีแม่มีความเจ็บปวดทีสุ ด แต่ แม่ก็มีปีติยิน ดีทีจะได้เห็นหน้าลูก และพร้อมทีจะทําทุกสิ งทุกอย่างเพือลูกนับตังแต่วนทีลูกเกิด แต่แม่ก็มีปีติยินดีทีจะได้เห็นหน้า ลูก ั และพร้อมทีจะทําทุกสิ งทุกอย่างเพือลูกนับตังแต่วนทีลูกเกิด เมือเป็ น เช่ นนี พ่อ แม่จึงได้ชื อว่าเป็ น ั หนีรายใหญ่และสําคัญทีสุ ดของลูกๆ เพราะท่านได้สร้างคุณอันยิงใหญ่ทีไม่มีใครในโลกจะสร้ าง ได้เสมอเหมือนกับท่านเลย ประเทศจีนได้รับยกย่องว่าผูคนหนักไปในเรื องกตัญ ู อนุสาวรี ย์ตวอย่างของคนกตัญ ูมี ้ ั อยู่ทวไป หนังสื อตําราต่ างๆ กล่ า วถึ งเรื องกตัญ ู มีอ ยู่ม ากมาย อย่ างเช่ นเรื องทีจะเล่ าต่อ ไปนี ก็ ั เกี ยวกับลูกยอดกตัญ ู ชือว่า “เม่งจง” เม่งจงเป็ นลูกชายคนเดียวของครอบครัว พ่อเขาตายไปตังแต่เขายังเล็กๆ ตอนนี เขามีอายุได้ ๑๕ ปี แม่เขาชรามากแล้ว แล้วก็ขโรค เจ็บออดๆ แอดๆ เม่งจงเป็ นลูกกตัญ ู เขาเฝ้ าปฏิ บติแม่ อ ย่าง ี ั ใกล้ชิด หุงหาอาหารให้แม่กิน นวดให้แม่ยามปวดเมือย พัดให้แม่ยามทีร้ อน เวลาโรงเรี ยนหยุดพักก็ รี บมาดูแม่ วันหนึงเขาได้ยินแม่ละเมอว่าอยากจะกินแกงหน่ อ ไม้ เม่งจงจึงรี บฉวยเสี ยมเข้าป่ า เพือ หาหน่อไม้ แต่หาหน่อไม้เท่าไรๆ ก็ไม่พบ เพราะเป็ นช่วงหน้าแล้ง ถึงกับอ่อนอกอ่อนใจ ผลสุ ดท้าย ก็เข้าไปกราบไหว้ทีกอไผ่พร้อมกับอ้อนวอนขอร้ องต่อเทพารักษ์ ด้วยอานุภาพแห่งความกตัญ ู จึง ทําให้รุกขเทวดาสงสาร ได้เนรมิตหน่อไม้ให้โผล่ขึนมา ๑ หน่อ เม่งจงดีใจรี บขุดเอามาต้มแกงให้แม่ กิน ด้วยแกงหน่อไม้มือนัน ทําให้แม่ของเขาหายวันหายคืนร่ างกายเปล่งปลังแข็งแรง คนทีดีใจทีสุ ด ก็คือเม่งจง และเขาได้กลายเป็ นต้นแบบของความกตัญ ูกตเวที ๖๗ ต่อพ่อแม่หรื อผูทีมีอุปการคุณ ที ้ อนุ ชนรุ่ นหลังควรจะศึกษาเพือเป็ นแบบอย่างหรื อคติสอนใจในเรื องความกตัญ ู ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า การใช้หนีเก่ าเป็ นหน้าทีทางศีลธรรม และเป็ นหน้าทีทีมีความ ผูกพันกันทางด้านจิตใจ ความรู ้สึกทีดีงามต่อกัน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีความผูกพันใดๆ ต่อกันด้าน กฎหมาย กล่าวคือ ถึงจะไม่ชาระหนีนัน กฎหมายก็ ทาอะไรไม่ได้ คื ออี กฝ่ ายหนึ งไม่อ าจใช้อานาจ ํ ํ ํ ทางกฎหมายมาชําระหนีนันได้ แต่ความรู ้ สึกผิดชอบ ความรู ้ สึกละอายต่อบาป การรู ้ ถึงหน้าทีทางใจ ๖๗ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน), อ้ างแล้ว, หน้า ๑๑๕.
75.
๗๕ ของฝ่ ายทีถูก ผู
กพัน ยังเรี ยกร้ องอยู่ในใจ เพือให้การส่ งใช้ทรั พย์สิ นตามหน้า ที บางอย่างนัน เมือมี หน้าทีเรี ยกร้องอยู่ดงนี ความในใจของผูใช้หนีมิใช่วาจะใช้ก็ได้ ไม่ ใช้ก็ได้ แต่ตามหน้าทีทีรู ้ สึ กอยู่ ั ้ ่ ในใจ ย่อ มจะต้อ งเรี ยกร้ องให้ใช้หนี คืน เพราะหนี ดังกล่าวเกิ ดจากความรู ้ สึกทีผู กพันกัน ระหว่าง เจ้าหนี (พ่อแม่) กับลูกหนี (ลูก) ซึ งเป็ นหน้าทีทีลูกทุกคนจะต้องชดใช้โดยการแบ่งทรัพย์สินเงินทอง ทีหามาได้ส่วนหนึ งเลียงดูพ่อแม่ ♣ ให้ เขากู้ คําว่า “ให้ เขากู้” หมายถึง การใช้จายทรัพย์เพือสร้ างลูกหนีรายใหม่ เป็ น การสร้ า งความสม ่ ดุลยภาพในครอบครัว กล่าวคือพ่อแม่มีหน้าทีจะต้องใช้จ่ายทรัพย์ส่วนหนึงทีหามาได้เ พือเลียงดูลูก ของตนให้มีอาหารการกิน ให้มีเครื องนุ่งห่ ม ทีอยู่อาศัย ใช้เพือบําบัดโรคภัย ส่ งเสี ยให้มีก ารศึก ษา และมอบทรัพย์ให้ในบางโอกาสในช่วงทีเขาไม่สามารถจะช่วยเหลือตนเองได้ ให้ลูกได้รับความสุ ข สบายตามสมควรแก่ฐานะ และเมือลูกโตขึนมีหน้าทีการงานทําพอทีจะช่วยเหลือตนเองได้แล้ว ก็ให้ เป็ นหน้าทีของลูกทีจะตอบแทนโดยการเลียงดูตนให้ได้รับความสุ ขสบายเช่ นเดียวกัน การเจียดเงิ น ส่ วนหนึงไว้เ ลี ยงทายาททีเป็ นบุตรหลานของตนนัน ถือ ว่าเป็ นการลงทุน สร้ างฐานสร้ างทายาท เพือให้เขาพัฒนาเติบใหญ่ รู ้ ทงทางโลกและทางธรรม แล้วเขาก็จะมาตอบแทนเลี ยงตนยามแก่ เฒ่ า ั ชรา นันคือการเอาเงินไปให้เขาก่อน แล้วเขาจะใช้คืนในภายหลังนันเอง อันทีจริ ง การเลียงดูลูกนัน เป็ นหน้าทีทางธรรมชาติของพ่อแม่ กล่าวคือธรรมชาติของผูเ้ ป็ น พ่อแม่นนจะรัก หวง และห่ วงลูกโดยสภาวะของจิต ไม่ วาคนหรื อสัตว์ก็จะมีธรรมชาติคล้ายๆ กัน ั ่ คือปรารถนาให้ลูกมีความสุ ขทังทางจิตภาพและกายภาพ ปกป้ องรักษาคุมครองทุกวิถีทางทีจะให้ลก ้ ู ปลอดภัยจากสิ งร้ ายทังปวง ด้วยเหตุนีในทางพระพุทธศาสนาจึงยกให้พ่อแม่เป็ นอาหุเนยยะ คือเป็ น พระอรหันต์๖๘ของลูก เป็ นบ่อบุญของลูกทีลูกจะได้เทิดทูนบูชาสักการะ เพือเป็ นสิ ริมงคล เรี ยกกัน ง่ายๆ ว่า เป็ นปูชนียบุคคล ด้วยธรรมชาติทีเกิดจากความรัก ความห่ วง และความหวงอย่างแท้จริ งของพ่อแม่นี ทําให้ ท่านทังสองได้ชือว่าเป็ นยอดนักเสี ยสละเพือลูกอย่างแท้จริ ง แม้แต่ชีวตของตนก็ยอมสละได้ ดังเรื อง ิ ความรั กของแม่คนหนึ งทีมี ต่อ ลู กของเธอ เรื องนี เกิ ดขึ นในขณะที เธอไปจ่ายตลาด สามีอ อกไป ทํางาน ให้ลูกเล็กๆ สองคนอยูบาน ใส่ กุญแจบ้านไว้ เพราะกลัวลูกจะออกมาวิงเล่น นอกบ้านอันจะ ่ ้ ก่ อให้เกิ ดอันตราย ขณะทีเธอสาละวนอยู่ก ับการจ่ ายตลาดนันเอง ก็ ได้ยิน เสี ยงคนตะโกนอย่า ง โกลาหลอืออึงว่า ไฟไหม้ๆ เธอตกใจเหลียวไปดูทางบ้าน ปรากฏว่าไฟไหม้ในหมู่บานของเธอ พอ ้ นึกถึงลูกเท่านันเอง มือเท้าอ่อนรี บวิงกลับบ้านทันที เห็นไฟกําลังโหมไหม้บานของเธออยู่ จึงรี บเข้า ้ ๖๘ พระอรหันต์มี ๒ ประเภท คือพระอรหันต์ของลูก คือพ่อแม่ ยังมีกิเลสอยู่ กับพระอหรันต์ของโลก คือ พระอริ ยะทีกําจัดกิเลสได้สินเชิง
76.
๗๖ ไปในบ้านเพือจะช่วยลูก พร้อมกับเรี ยกลูกแม่
ลูกแม่ ไม่ขาดปาก ชายหนุ่มสองคนเข้าไปยึดแขนไว้ แต่เธอสลัดหลุดโผเข้าไปในกองไฟทันใดนันเอง สายตาทุก คู่ ทีมาดูไฟไหม้ บางคนถึงกับเป็ นลม บางคนก็หลังนําตา เพราะภาพทีปรากฏอยู่ในกองเพลิงนันมันเป็ นภาพทีแสนจะสะเทือนใจ นันคือ แม่กบลูกกอดกันตาย ตัวดําเป็ นตะโกอยู่ในกองเพลิงนันเอง นี เป็ น ตัวอย่างหนึ งทีแสดงให้เห็นว่า ั ความรักของพ่อแม่ (โดยเฉพาะผูเ้ ป็ นแม่) ทีมีต่อลูกนันมากมายเหลือคณานับ ให้ไ ด้แม้แต่ชี วตของ ิ ตน จะป่ วยกล่าวไปใยถึงทรั พย์สินเงิ นทองของนอกกายเล่า ฉะนันทุน ทีพ่อแม่ ให้ลูกกู้ยืมไปก่ อ น โดยการเลียงดูส่งเสริ มทุกอย่าง จนลูกเติบใหญ่ได้ดี จึงเป็ นหนีทุนทียิงใหญ่ทีลูกๆ จะต้อ งตอบแทน ท่าน ♣ ทิงลงเหว คําว่า “ทิงลงเหว” หมายถึง การเก็บเงินทีหามาได้ส่วนหนึ งเพือเป็ นการใช้จายในลักษณะที ่ มองเห็นประโยชน์ปัจจุบน เพือเอาไว้ใช้ไ ว้กิ นในชี วิตประจําวัน ให้ก บตัวเองและครอบครั ว การ ั ั ต้อนรับขับสู ้ แขกผูมาเยือน โดยเน้นคุณค่าแท้ไม่หลงต่อคุณค่าเทียม เน้นประโยชน์สูง ประหยัดสุ ด ้ ตามหลักความพอเพียง ความพอดี ไม่สุรุ่ยสุ ร่ายและไม่ตระหนี ถีเหนียว ซึ งต้องจ่ายไปเรื อยๆ ตังแต่ เล็กจนโตจะต้องมี ก ารจ่ายไปทุกๆ วัน เสมือนดังทิ งลงเหวไปไม่มีวนที จะเต็มและไม่มีวนจะได้ ั ั กลับคืนมา ตามหลักปริ ศนาธรรมข้อนี ตรงกับหลัก ธรรมทางพระพุทธศาสนาข้อว่า “สมชีวิตา” คือ การเลียงชีวตตามสมควรแก่ กาลังทรัพย์ทีหามาได้ เมื อหาทรั พย์ได้แ ล้ว ต้อ งกิ นต้องใช้ แต่ต้องกิ น ิ ํ ต้องใช้อย่างประหยัด ไม่ให้ฝืดเคืองจนเกิ นไป ไม่ให้ฟุ่มเฟื อยจนเกินเหตุ เรี ยกว่า เดินสายกลางตาม หลักมัชฌิมาปฏิปทา โดยให้พิจารณาว่าสิ งไหนควรจ่ายสิ งไหนไม่ควรจ่าย จ่ายในสิ งที จําเป็ น ทาง พระเรี ยกว่าปัจจัยสี คือทีอยูอาศัย ข้าวปลาอาหาร เครื องนุ่ งห่ ม ยารักษาโรค ปั จจัยทังสี นี เป็ นสิ งที ่ จําเป็ นขาดเสี ยไม่ได้ ปั จจุบัน เกิ ดมะเร็ งร้ ายในสั งคมไทย คื อ การใช้ ข องเงิ น ผ่ อ น หรื อ ใช้ สิ งที ไม่ ค วรจะใช้ หรื อไม่มีความจําเป็ นต้องใช้ แต่เพราะเห็นว่า เพือนบ้านเขามีหรื อเขาใช้ ก็อยากจะได้หรื ออยากจะมี กับเขาบ้าง เพราะเกรงว่าจะน้อยหน้าคนอืนเขา ก็จาต้องมีตองใช้ตามเขาไป ทําให้เกิ ดหนีสิ นจนบาง ํ ้ รายต้องทําลายชีวตเพือหนีหนีสิ น หรื อบางรายต้องกลายเป็ นโจรเพือหาเงินมาใช้หนี สิ นจนต้องถูก ิ จับเข้าคุกเข้าตะรางชดใช้ความอยากได้อยากมีของตนก็มีมากในสังคม ฉะนัน การนําหลัก ปริ ศนา ธรรมข้อนีมาเป็ นหลักในการดําเนินชีวต จะทําให้ชีวิตเกิดความสมดุลในการครองชี พ ซึ งก็ตรงกับ ิ หลักเศรฐกิจพอเพียงของในหลวงนันเอง
77.
๗๗
ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบเจ็ด ♣ สี คนหาม ♣ สามคนหาย ♣ สองคนตาย ♣ หนึงคนกระโดดขีโรง ♣ สองคนถือธงออกหน้ า ♣ สี คนหาม คําว่า “สี คนหาม” หมายถึง ธาต◌ุ ๔ คือ ดิน นํา ลม และไฟ ซึ งเป็ นสิ งทีทรงร่ างกายของ คนเราให้ตงอยูได้ตามปกติโดยทัวไป ถ้าขาดธาตุใดธาตุหนึงไปร่ างกายก็จะดํารงอยู่อย่างปกติไม่ได้ ั ่ กล่าวคือ ชี วตและไออุ่นก็จะสลายไปพร้ อมกับการแยกออกจากกันของธาตุทง ๔ ซึ งลักษณะนีเอง ิ ั เราเรี ยกกันว่า “ตาย” คือธาตุทง ๔ ขาดความสามัคคีแยกทางกันไป เสมือนดังคนทัง ๔ หามรู ปธรรม ั แห่ งร่ างกายเอาไว้ให้ดาเนินไปอย่างปกติ จะขาดคนใดคนหนึงไม่ได้ ํ ปกติในร่ างกายของคนเราจะประกอบไปด้วยธาตุทง ๔ ซึ งเป็ นวัตถุอนเป็ นทีตังมูลฐานของ ั ั สิ งทังปวง โดยทีธาตุเหล่านีจะต้องอยู่ในสภาวะทีสมดุ ลกัน ทํางานประสานกันด้วยดี ถ้าฝ่ ายหนึ ง ฝ่ ายใดผิดปกติ หรื อเกเรไม่ให้ความร่ วมมือ หรื อหนีหายไปจากร่ างกายแล้ว ร่ างกายก็ ดารงอยู่ไม่ได้ ํ ซึ งภาษาชาวบ้านเรี ยกว่า “ตาย” ธาตุทง ๔ ประกอบด้วย ั ๑. ธาตุดิน หมายถึง สิ งทีมีลกษณะขันแข็งในร่ างกาย ประกอบไปด้วย เอ็น กระดูก เยือใน ั กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้นอย อาหารใหม่ และอาหารเก่า เป็ นต้น ้ ๒. ธาตุนํา หมายถึง สิ งทีมีลกษณะเหลวๆ เอิบอาบ ไหลไปมาในร่ างกาย ประกอบไปด้วย ั นําดี นําเสลด นําเหลือง นําเลือด นําเหงือ นํามันข้น นําตา นํามันเหลว นําลาย นํามูก นํามันไข ข้อ และนํามูตร เป็ นต้น ๓. ธาตุไฟ หมายถึง สิ งทีมีลกษณะให้ความอบอุ่ นในร่ างกาย ประกอบไปด้วย ไฟทําให้ ั ร่ างกายอุ่น ไฟทําให้ร่างกายทรุ ดโทรม ไฟช่วยเผาอาหารให้ยอย ไฟทําความกระวนกระวาย เป็ นต้น ่ ๔. ธาตุ ล ม หมายถึ ง สิ งทีมี ล ก ษณะพัดไปมาอยู่ ในร่ างกาย ประกอบไปด้วย ลมพัดขึ น ั ข้างบน (ทําให้มึนงง) ลมพัดลงข้างล่ าง (ทําให้ระบายผายลม) ลมในท้อง (ทําให้ปวดเจ็บท้องขึน ท้องเฟ้ อ) ลมในลําไส้ (ทําให้คลืนเหียนอาเจียน) ลมพัดไปตามตัว (ทําให้ก ายเบาอ่อ นละมุนละไม ขับไล่เลือดและโอชาของอาหารทีบริ โภคเข้าไปให้กระจายซึ มซาบไปทัวสรรพร่ างกาย) ลมระบาย หายใจเข้าออก (ทําให้ชีวตของสัตว์ดารงอยู่ได้) ิ ํ
78.
๗๘
ธาตุทง ๔ นี เป็ นโครงร่ างหรื อเรื อนร่ างทีอาศัยของเวทนา สัญญา สังขาร และจิตทีมีอานาจ ั ํ บัญชาการในความคิดต่างๆ ธรรมชาติของธาตุ ๔ นีจะไม่มีความรับรู ้อะไรเลย มีสภาพเหมือนเรื อ น ทีมีคนอาศัย ถึงเรื อนจะผุพงอย่างไร ตัวเรื อนก็ไม่มีความทุกข์แต่ประการใด แต่เจ้าของเรื อนคือคนที ั อาศัยอยู่ในเรื อนนันเองเป็ นผู้รับรู ้ ทุกข์ ธาตุ ๔ ทีเปรี ยบเสมือนเป็ นเรื อนร่ างของจิตและอุปกรณ์ ต่างๆ ทีกล่าวมาแล้วนีก็เช่ นเดียวกัน ความรู ้สึกสุ ขทุกข์ของร่ างกายทีถูกสร้างขึนด้วยธาตุ ๔ จะไม่รู้ เรื องเลย เช่นในกรณี ทีจิตไม่รับรู ้ อาการของร่ างกายบางขณะ เช่ น เวลานอนหลับ จิตจะสงบจาก อารมณ์ ภ ายนอก ตอนนันจิตจะไม่รั บรู ้ เรื องใดๆ ใครจะมาด่า นิน ทาให้ได้ยิ น แม้จะพูดจนใกล้ ร่ างกายก็เฉยไม่รับรู ้ หรื อเมือจิตออกจากร่ างกาย (ตาย) ใครจะมาทําอะไร จะด่ า จะเอามีดมาฟั น หรื อจะเอาร่ างกายไปเผาไฟ กายก็ไม่รับรู้ เรื องใดๆ ทังสิ น ความสุ ขความทุก ข์ทีปรากฏออกมา จึง เป็ นอาการของจิตเท่านัน ด้วยเหตุนี พระพุทธองค์จงทรงตรัสสอนให้รู้ความเป็ นจริ งเกี ยวกับเรื อง ึ ของร่ างกาย เมือรู ้ ความเป็ นจริ งดังกล่าวแล้ว จะได้ไม่ หลงผิดยึด มันถือ มันมัวเมาในร่ างกายจนเกิ น ควร และเป็ นเหตุให้ถอนความรู้สึกว่าเป็ นเราเป็ นของเราได้ง่ายขึน ♣ สามคนหาย คําว่า “สามคนหาย” หมายถึง วัยทัง ๓ คือ ปฐมวัย (วัยเด็ก ) มัชฌิมวัย (วัยกลางคนหรื อ วัย ผูใหญ่) และปั จฉิ มวัย (วัยชรา) ในขณะทีชีวตดําเนิ นไปตามวัยต่างๆ ก็จะหายไปเรื อยๆ กล่าวคือจาก ้ ิ ปฐมวัยคือวัยเด็กก็หายไปเป็ นมัชฌิมวัยคือวัยผูใหญ่ เมือวัยผูใหญ่หมดไปปั จฉิ มวัยก็ เข้ามาแทนที ้ ้ และลําดับสุ ดท้ายวัยทัง ๓ ก็หายไปจากโลกนี คําว่า “วัย” เป็ น คําภาษาบาลี แปลว่า “ความเสื อมโทรมของร่ างกายตลอดทังสังขารทังปวง” หรื ออีกนัยหนึง ท่านเปรี ยบวัยของคนเราเหมือนกับกาลเวลาทีค่อนข้างจะไวมากจนเราเองแทบจะ ตามไม่ทน อย่างเช่นวัยของเด็กและหนุ่มสาวซึ งอยู่ในช่ วงปฐมวัย ส่ วนมากคนทีอยู่ในวัยนี จะรู้ สึก ั เพลิดเพลินกับวัยของตน แล้วทําให้เกิดความประมาทมัวเมาในการดําเนินชีวต หลายคนดําเนินชีวต ิ ิ ผิดพลาดเพราะความประมาทในวัย นี มารู ้ สึกตัวอี ก ทีก็เข้าสู่ มชฌิมวัยแล้ว และพอจะรู ้ ตวว่าเข้าสู่ ั ั ปั จฉิ มวัยก็แทบจะสายเกินไป เพราะร่ างกายแปรสภาพเป็ นสิ งผุพงใช้การอะไรก็ไม่ค่ อยได้ จะทํา ั อะไรก็ลาบากงกๆ งันๆ ไม่เหมือนกับตอนทีอยูในช่ วงปฐมวัยและมัชฌิมวัย ํ ่ เมือเป็ นเช่นนีปราชญ์ผูสอนธรรม จึงพยายามสอนให้คนเราสร้างคุณประโยชน์ให้กบตัวเอง ้ ั และสังคมให้ได้มากทีสุ ดเท่าทีจะมากได้ตามวัยทัง ๓ ดังนี ๑. ปฐมวัย คือวัยทีนับตังแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๒๕ ปี ให้รีบเร่ งศึกษาหาความรู ้ ใส่ ตว ั ๒. มัชฌิมวัย คือวัยทีนับตังแต่อายุ ๒๖ – ๕๐ ปี ให้รีบเร่ งการก่อสร้างตัวและสร้างฐานะให้ เป็ นปรึ กแผ่นเป็ นหลักฐาน ๓. ปั จฉิ มวัย คือวัยทีนับตังแต่อายุ ๕๑ ขึนไปจนถึงแก่เฒ่าชรา ให้รีบเร่ งสร้างคุณงามความดี คือทําบุญไว้ เพือเป็ นเสบียงเครื องเดินทางต่อไปในปรโลก (โลกใหม่) ของตน
79.
๗๙
ผูทีไม่สร้างประโยชน์ตามวัยของตน ย่อมเสี ยใจและเสี ยดายเมือผ่านพ้นจากวัยนันๆ ไปแล้ว ้ เช่ น เป็ นเด็กไม่สนใจในการศึ กษา เมือเติบโตขึนไม่มีวชาความรู ้ เป็ นเครื องเลียงชีวิต ยามทีมีกาลัง ิ ํ ไม่รีบเร่ งสร้ างฐานะ เมื อหมดกําลังแล้วย่อมกลายเป็ นคนอนาถา คือ ไม่มีทีพึง ถึงวัยใกล้ตายควร รี บเร่ ง ทํา บุญ แต่ก ลับประมาทมัวเมาในเรื องอืนๆ เสี ย จะต้อ งโศกเศร้ าสงสารตัวเองเมือจวนจะ สิ นใจ จะหวนระลึกถึงกาลเวลาทีผ่านมาย่อมไร้ประโยชน์ ฉะนัน เมือรู ้ ตวว่า วัยทัง ๓ ตกอยู่ในสภาพ เกิดขึน ตังอยู่ ดับไป เราควรตังจิตสํานึกว่า “เกิด ั ทังทีต้องทําดีให้ ได้ ตายทังทีต้องเอาดีฝากไว้ ” นันเป็ นกําไรชีวต ดังท่านผูรู้ลิขิตเป็ นคํากลอนสอนใจ ิ ้ ไว้วา “มาให้ ดีมีธรรมประจําจิต ดีจะติดต่ อตังเมือยังอยู่ ไปให้ ดีมีธรรมช่ วยคําชู ดีจะอยู่แบ่ งภาคเมือ ่ จากเอย” เกิ ดมาแล้วตายครังเดียว เกิดเป็ นเหตุ ตายเป็ นผล ถ้าตายไม่ดีจะขอแก้ตวอีกไม่ได้ ฉะนัน ั ถ้าจะตายก็ควรตายดี คือ รี บเร่ งทําความดี ไว้แ ต่ เมือยังไม่ตาย เม◌ื◌่ อมี คุณความดีในตัวแล้ว ตายก็ เหมือนเป็ น เหม็นก็เหมือนหอม เรี ยกว่า ถึงจะตายก็ชือว่า ตายดี สรุ ปอี กทีว่า “เกิ ดมาดีเ พราะมีบุญ อยู่ดีอย่างมีคุณ ไปดีเพราะมีทน” จึงจะได้ชือว่าเป็ นอยูแบบไม่ขาดทุนชีวต ุ ่ ิ ♣ สองคนตาย คําว่า “สองคนตาย” หมายถึง การดับสลายหรื อตายไปจากโลกนีมี ๒ ลักษณะ คือ ๑. การตายในสมมติ หมายถึง การตายของปุถุชนคนธรรมดาโดยทัวไป เมือกิเลสยังไม่หมด ก็เวียนเกิ ดเวียนตายในวัฏสงสารนีต่อไปเรื อยๆ หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาเชื อว่า คนเราทุก คนเกิ ดตายมาแล้วนับชาติไม่ ถ วน และ ้ ตราบใดทียังไม่หมดอาสวะกิ เลสประกอบไปด้วยอวิชชาและตัณหา ก็ตองอยู่ในกระแสของการ ้ เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอย่างไม่มีทีสิ นสุ ด ดังทีพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในติณกัฏฐสู ตรว่า “ดูกรภิกษุทงหลาย สงสาร (การเวียนว่ ายตายเกิด) นีกําหนดทีสุ ดเบืองต้ นเบืองปลายไม่ ได้ เมือเหล่ า ั สั ตว์ผ้ ูมีอวิชชาเป็ นทีกางกัน มีตัณหาเป็ นเครื องประกอบไว้ ท่ องเทียวไปมาอยู่ทีสุ ดเบื องต้ นย่ อมไม่ ปรากฏ ”๖๙ คําสอนตอนหนึงปรากฏในพระไตรปิ ฎกว่า บุ คคลทุ กคนได้ เคยเกิด ตายมาแล้ วทั งนั นไม่ อาจจะกําหนดระยะเวลาได้ พระพุทธองค์ทรงเปรี ยบเทียบว่า ถ้ าจะเอากระดูกของคนเพียงคนเดียว ทีเคยตายมาแล้ วในชาติก่อนๆ มากองรวมไว้ กระดู กของคนนั นจะกองโตกว่ าภูเขามากมายนั ก ดัง พุทธดํารัสว่า “เมือบุคคลหนึงแล่ นไป ท่ องเทียวไปตลอดกัป ร่ างกระดูก หมู่กระดูก กองกระดูก พึง เป็ นกองใหญ่ เหมือนภูเขาเวปุลลบรรพตนี”๗๐ ๖๙ สุทธิ วงศ์ ตันตยาพิศาลสุ ทธิ , หลักพระพุทธศาสนา (กรุ งเทพ ฯ : ธรรมสภา, มปป.), หน้า ๗๖. ๗๐ เรืองเดียวกัน, หน้า ๗๗.
80.
๘๐
พระพุทธศาสนาได้สอนเรื องการกําเนิดหรื อการเวียนว่ายตายเกิ ดของสัตว์ทงหลายว่ามี ๔ ั ชนิด คือ ๗๑ ๑.๑ ชลาพุชะ พวกทีเกิดออกมาเป็ นตัว เช่น คน วัว ควาย หมู สุ นข เป็ นต้น ั ๑.๒ อัณฑละ พวกทีเกิดออกมาเป็ นไข่ แล้วมาฟั กข้างนอก ออกเป็ นตัว เช่ น กา ไก่ นก ห่าน เป็ ด เป็ นต้น ๑.๓ สังเสทชะ พวกทีเกิดขึนในทีชื นแฉะ เช่น เชือรา และเชือโรคต่างๆ ๑.๔ โอปปาติกะ พวกทีเกิดขึนเป็ นตัวโดยสมบูรณ์ทนทีทนใด ไม่ได้ออกจากไข่ หรื อออก ั ั จากครรภ์มารดา ไม่ตองอาศัยพ่อแม่เป็ นผูให้กาเนิด เวลาตายก็ตายสู ญไป ได้แก่พวกมีกายทิพย์ เช่น ้ ้ ํ สัตว์นรก เปรตบางจําพวก และเทวดา เป็ นต้น การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทุกชนิด เกิ ดจากแรงกรรม พระพุทธศาสนารับรองอํานาจของ กรรม และเพราะรับรองอย่างนัน จึงรับรองความเป็ นวงเวียนของชีวตว่า มีการเกิดใหม่ เวียนว่ายตาย ิ เกิ ด เป็ นวงเวียนกันไปโดยอาศัยปั จจัยเป็ นเหตุผลติดต่อกันเป็ นสายเรื อยไป ไม่มีสินสุ ด แต่ละชี วต ิ เป็ นผลของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม และทุก ๆ คนจัก ต้องรับภาระของกรรมทีทําไว้ในอดีต และในปั จจุบนต่อๆ ไป จนกว่าจะสามารถทําลายราคะ โทสะ โมหะ อันเป็ น ผลของอาสวะความ ั เศร้าหมองแห่งจิตให้หมดสิ นไป และตัวการทีเป็ นสาเหตุสําคัญของการเวียนว่ายตายเกิ ดนัน ได้แก่ ความอยาก ซึ งในทางพระพุทธศาสนาเรี ยกว่า “ตั ณหา” ตราบใดทีความอยากยัง เป็ นตัวบงการ กระทํา ตราบนันบุคคลก็ยงสร้างสรรค์กรรมและรับผลของกรรมอยู่ตลอดไป ชี วิตจะเวียนว่ายตาย ั เกิ ดต่อไปอีกอย่างไม่มีทีสิ นสุ ด จะเห็ นได้วา การตายของปุถุชนผูมีกิเลสนัน มิ ใช่ ค วามสิ นสุ ดแห่ งชี วต แต่ เป็ น เพียงการ ่ ้ ิ สลายแห่งนามรู ปอย่างหนึงทีปรากฏชัดแก่สายตาของมนุษย์ทวไป และกําลังของกรรมทีเหลือ อยู่ก็ ั จะก่ อให้เกิ ดนามรู ป (การเกิด) ขึนใหม่อีก นามรู ปทีเกิ ดใหม่น ันย่อมนึ กคิด พูดจาและแสดงกิ ริยา อนุ โลมตามธรรมทีสะสมต่อๆ กันมา และคนเรายังได้สร้างกรรมใหม่ขึนอีกเรื อยๆ ไป ซึ งจักได้รับ ผลกรรมในชีวตนันและชีวตต่อๆ ไป เกิดปรากฏเป็ นนามรู ปไม่ขาดสายจนกว่าจะตัดอวิชชา ตัณหา ิ ิ อุปาทาน ได้ขาด บรรลุถึงนิพพานอันเป็ นทีสุ ดแห่งทุกข์แล้ว การเวียนว่ายตายเกิดก็เป็ นอันสิ นสุ ดไป ๒. การตายนอกสมมติ หมายถึง การนิพพาน (ตาย) ของพระอริ ยบุคคลผูปราศจากอาสวะ ้ กิเลสทังปวง มีจิตบริ สุทธิ บริ บูรณ์สินเชิง ถอนสิ นซึ งรากเหง้าแห่ งอกุ ศลมู ลมีโ ลภ โกรธ หลง เป็ น ต้น เมือท่านนิพพานแล้ว ทังสรี ระร่ างกายและจิตก็พลอยสู ญสิ น (ดับ) ไปพร้อมๆ กัน ไม่กลับมาเกิด ในภพต่อไปอีก ๗๑ เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ (กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ,๒๕๓๔), หน้า ๑๕๔.
81.
๘๑
นิพพานเป็ นจุดมุ่งหมายสุ ดท้ายและถือเป็ นสิ งสู งสุ ดแห่งหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนา เป็ นภาวะทีสิ นกิเลสและทุกข์ทงปวง ดับภพ ดับชาติ ตัดขาดจากสังสารวัฏ คือไม่มีการเวียนว่ายตาย ั เกิ ดอีก และยังดับกรรมทังกรรมดี กรรมชัว ไม่วากรรมนันจะให้ผลหมดแล้วหรื อยังไม่หมดก็ตาม ่ นิพพานในทางพระพุทธศาสนา มี ๒ อย่าง คือ ๒.๑ สอุปาทิเสสนิพพาน คือภาวะของนิพพานทีเป็ นไปโดยมีอุปาทิคือเบญจขันธ์ เหลือ อยู่ (ดํารงชีวตอยู่) กล่าวคือนิ พพานท่ามกลางกระบวนการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทัง ๕ แต่ปลอดโปร่ ง ิ เป็ นอิสระ ไม่ถูกปรุ งแต่งบังคับหรื อชักจูงด้วยกิเลสมีราคะ โทสะ และโมหะ จึงไม่ ทาให้เกิดตัณหา ํ ทังในทางบวกและทางลบ (ยินดี ยินร้าย,ชอบ ชัง,ติดใจ ขัดใจ) หรื ออีกนัยหนึ ง คือไม่มีตณหาทีจะ ั ปรุ งแต่งให้เกิ ดหรื อชักนําไปสู่ การเกิดในภพใหม่ ๒.๒ อนุ ปาทิเสสนิพพาน คือ ภาวะของนิ พพานทีเป็ นไปโดยไม่มีอุปาทิคือเบญจขันธ์ เหลืออยู่ (สิ นชี วต) กล่าวคือดับกิเลสโดยไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่ เป็ นการสิ นทังกิเลสและชีวตไปใน ิ ิ ขณะเดียวกัน และหยุดการเวียนว่ายตายเกิ ด ข้อแตกต่างระหว่างสอุปาทิเสสนิพพานกับอนุปาทิเสสนิ พพาน คือ สอุปาทิเสสนิพพานนัน ดับได้เฉพาะทุกข์ใจ ส่ วนทุกข์กายยังดับไม่ได้ การทีดับทุกข์กายไม่ได้ เพราะตราบใดทียังมี เบญจ ขันธ์อยู่ ก็ยงต้องประสบกับโรคภัยไข้เจ็บเป็ นธรรมดา แม้พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรหลายครัง แต่ ั ทุกข์กายของพระอรหันต์กบของปุถุชนก็แตกต่างกันในแง่ทีว่า พระอรหันต์นนแม้ท่านจะทุก ข์กาย ั ั แต่ทุกข์ทางกายก็ไม่มีอานาจไปทําให้เกิดทุกข์ใจได้ กล่าวคือ จิตของท่านยังผ่องใสแม้ก ายจะได้รับ ํ ความทุกข์ทรมาน ส่ วนปุถุชนนัน ทุกข์กายยังมีอานาจครอบงําจิตใจ กล่าวคือ เมือมีค วามทุก ข์ทาง ํ กาย ใจก็พลอยเศร้าหมองไปด้วย ส่ วนอนุ ปาทิเสสนิพพานนันเป็ นภาวะทีดับทุกข์ได้อย่างสิ นเชิง ทัง ทุกข์ก ายทุกข์ใจ เพราะเมื อไม่มีเ บญจขัน ธ์ เหลื ออยู่ ทุกข์ทีเกิ ดจากขันธ์ ก็พลอยไม่ มีไ ปด้วย พระ อรหันต์ทุกองค์ตองผ่านนิพพานทังสองอย่างนี กล่าวคือ เมือท่านบรรลุอรหัตตผลเป็ นพระอรหันต์ ้ ท่านก็บรรลุสอุปาทิเสสนิพพาน เมือท่านสิ นชีวตลงท่านก็บรรลุอนุ ปาทิเสสนิพพาน ิ อีกนัยหนึง การตายมี ๒ อย่างคือ ๑. กาลมรณะ หมายถึง การตายตามสมัยทีชาวโลกนิ ยมเรี ยกว่า ถึ งทีตาย คือสิ นชีวิตอย่าง ชนิดทีไม่มีการแก้ไขใดๆ ได้ทงสิ น มี ๓ ลักษณะ คือ อายุก ขยมรณะ ตายเพราะสิ นอายุ ๑ กัมมัก ั ขยมรณะ ตายเพราะสิ นกรรม ๑ อุภยักขยมรณะ ตายเพราะสิ นทังอายุและสิ นกรรม ๑ ทัง ๓ ประการ นีเรี ยกว่า กาลมรณะ คือ ถึงกาลเวลาทีควรตาย ๑.๑ อายุกขยมรณะ คือตายเพราะสิ นอายุ ซึ งเป็ นไปตามกฎธรรมชาติของสรรพสิ งทีเกิ ดมา กล่าวคือ ทุกสิ งตกอยู่ในกฎแห่งการเกิดขึน ดํารงอยู่ และดับไป ชี วตของมนุษย์ทีเกิดมานัน แม้จะไม่ ิ มีโรคภัยหรื อเหตุอืนให้เสี ยชี วตไปก่อนวัยอันควร ก็ดารงชีวตอยูได้ชวระยะเวลาหนึ งเท่านัน ถ้าจะ ิ ํ ิ ่ ั เปรี ยบก็คงจะเหมือนชินส่ วนอีเลคโทรนิคชินหนึ ง ซึ งมีอายุก ารใช้งานจํากัดอยู่ระยะหนึ ง เมือพ้น จากนันไป ชิ นส่ วนนันก็หมดสภาพ คือ ไม่ สามารถทําหน้าทีของมัน ได้ต่อ ไป ชี วตของคนเราก็ ิ
82.
๘๒ คล้ายกัน นันคือมีอายุขยทีจํากัด นอกจากนี
อายุขยของคนเรายังไม่เท่ากัน และเปลียนแปลงไปตาม ั ั ยุคสมัย ขึนอยู่กบเหตุปัจจัยทีสนับสนุนและเอืออํานวยหลายด้าน เช่ น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ั ด้านการแพทย์ สภาพแวดล้อมในการทํางาน และรู ปแบบตลอดจนพฤติกรรมการดํารงชีวต เป็ น ต้น ิ เปรี ยบได้ กับ ตะเกียงทีไส้ หมดแล้ ว แม้ นํามัน จะยั งเหลืออยู่ แต่ ก็ไม่ สามารถจะให้ เปลวไฟที มีแสง สว่างต่ อไปได้ ๑.๒ กัมมักขยมรณะ คือตายเพราะสิ นกรรม กรรมนันคือการกระทําซึงมีผลสื บเนืองตามมา อาจเป็ นกรรมทีทําในอดีต ซึ งอาจไกลออกไปจนถึงในอดีตชาติ หรื อ อาจเป็ นกรรมทีทําในปั จจุบน ั เช่ น การดูแลอนามัย เป็ นต้น และอาจเป็ นกุศลกรรมหรื ออกุศลกรรม ก็ได้ ขึนอยู่กบว่าการกระทําที ั ได้ทาลงไปนันเป็ นฝ่ ายดีหรื อไม่ดี กรรมทีทําไว้นนมีหน้าทีช่ วยสนับสนุนรู ปและนาม (ชีวิต) ในภพ ํ ั ทีเราเกิ ดมา เมือผลกรรมสิ นไป ชีวตก็สินไป เปรี ยบเหมือนตะเกียงทีนํามันหมด แม้ ไส้ ตะเกียงจะยัง ิ เหลืออยู่เปลวไฟและแสงสว่างก็หมดไป ๑.๓ อุภยักขยมรณะ คือทังอายุขยและกรรมสิ นไปในเวลาเดียวกัน การตายในกรณีเช่ นนี ั จะเห็นได้ เช่ น การตายของผูสูงอายุทีแก่ หง่อม รู ปและนาม (ร่ างกายและจิตใจ) หมดสภาพ อี กทัง ้ กรรม คือการกระทําทีจะเป็ นแรงสนับสนุนให้รูปและนามทําหน้าทีของมันก็หมดไป เปรี ยบเหมือน ตะเกียงทีทังนํามันและไส้ หมดไปด้ วยกัน ๒. อกาลมรณะ หมายถึง การตายในโอกาสทียังไม่ ถึงกาลตาย แต่ต้อ งตายเพราะกรรม บางอย่างทีเป็ นอกุศลเข้ามาบีบคันให้ตายก่ อนวัยชรา ในขณะทีอายุก ารทํางานของร่ างกายยังไม่ถึง เวลาทีจะตายก็ตองมาด่วนตายเสี ยก่อน หรื อเป็ นเหตุทาให้ชีวตสิ นไปอย่างกะทัน หัน ทังทีน่ าจะอยู่ ้ ํ ิ ต่อไปได้ ในกรณี นีทังอายุและกรรมยังไม่หมด แต่เกิดเหตุทาให้เสี ยชีวตกะทันหัน เช่น การตายด้วย ํ ิ อุบติเหตุ หรื อโรคระบาดเฉียบพลันร้ายแรง ท่ านเปรียบการตายในกรณีเช่ นนีเหมือนกับตะเกียงทีทัง ั นํามันและไส้ ยังคงมีอยู่ แต่ ไฟดับไปเพราะเหตุอืน เช่ น มีลมพัดมาแรง (เหตุภายนอก) จนทําให้ เปลว ไฟดับไปเป็ นต้ น ในทางพระพุทธศาสนาเรี ยก อกาลมรณะ ว่า “อุปฆาตกรรม” หรื อ “อุปัจเฉทกมรณะ” คือ การตายเพราะมีกรรมมาตัดรอนเสี ยก่อน เป็ น กรรมทีเข้าไปทําลายคนทีเคยทําอกุศลกรรมไว้ในอดีต ให้ย่อ ยยับไปในเวลาอันไม่ สมควร ท่านจึ งเปรี ยบอุ ปฆาตกรรมหรื อ กรรมตัดรอนว่า เหมื อนกับ ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึงสมมติวาเป็ นผลมะม่วง ตามธรรมดาของผลมะม่วงเมือต้นมะม่วงออกช่อ ่ ออกดอกเสร็ จแล้วก็จะติดผล เมือวันเวลาผ่านไปผลมะม่วงก็จะเจริ ญเติบโตตามลําดับ พอระยะใกล้ จะแก่ก็มีคนๆ หนึงเอาไม้มาสอยไปกินเสี ยก่ อนแทนทีจะแก่และสุ กล่วงลงมาตามธรรมชาติของมัน ถ้าจะเปรี ยบเทียบกับคนเราในเรื องของอกาลมรณะ หรื อกรรมตัดรอน ก็อย่างเช่ น พระภิกษุ สุ ข กนฺ ตสี โล บวชมาได้ ๑๓ พรรษา ตลอดระยะเวลา ๑๓ ปี ทีผ่านมานัน ท่านได้ประพฤติปฏิบติตน ั อยู่ในกรอบของพระธรรมวินยเป็ นอย่างดี จนเป็ นทีเคารพนับถือของชาวบ้านเป็ นอย่างมาก พอบวช ั
83.
๘๓ ครบ ๕ พรรษา
ชาวบ้านก็พากันไปนิมนต์ให้ท่านเป็ นเจ้าอาวาสทีวัดประจําหมู่บาน ทางคณะสงฆ์ก็ ้ แต่งตังให้ท่านเป็ นเจ้าอาวาสตังแต่บดนันเป็ นต้นมา ในช่วงเวลา ๘ ปี ทีเป็ นเจ้าอาวาส พระภิกษุ สุข ั ได้นาพาชาวบ้านพัฒนาวัดแห่ งนันให้เจริ ญก้าวหน้าไปมาก อยู่ต่อมาวันหนึงท่านได้รับนิ มนต์ให้ไป ํ เทศน์ทีหมู่บานอืน ขากลับรถทีมาส่ งท่านได้เกิดอุ บติเ หตุเ สี ยหลัก พลิ กควําลงข้างทาง เป็ นเหตุ ให้ ้ ั ท่านเสี ยชี วตทันที ชาวบ้านต่างพากันร้องให้เพราะเสี ยใจและรู ้สึกเสี ยดายว่า ท่านไม่น่าอายุสันอย่าง ิ นีเลย อายุเพียง ๓๐ เศษๆ ก็มาด่วนมรณะจากไปเสี ยแล้ว นีคือตัวอย่างอุปฆาตกรรมทีเป็ นกรรมมา ตัดรอนทําให้พระภิกษุสุขมีอายุสัน เนืองจากอกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึงทีเคยทําไว้ในอดีตชาติ สาเหตุของความตายทุกกรณี ทีกล่าวมาข้างต้น ไม่วาความตายจะเกิดขึนในกรณี ใด แต่สิ งที ่ เหมือนกันก็คือ ในทุกกรณี ลวนมีเหตุปัจจัยทีสามารถอธิ บายได้ และความตายในทุกกรณี เ ป็ นเรื อง ้ ความเปลียนแปลง ตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ งเป็ นกฎธรรมชาติ ♣ หนึ งคนกระโดดขีโลง คําว่า “หนึงคนกระโดดขีโลง” หมายถึง จิตหรื อวิญญาณของคนเราทีสิ งสถิ ตอยู่ในร่ างกาย ซึ งถูกหามด้วยธาตุสี และเมือธาตุสีสลายคือแยกออกจากกันไม่สามัคคีกนเหมือนเดิม ร่ างกายก็หมด ั เครื องสื บต่อเป็ นอันแตกสลายตายจากโลกนีไป วิญญาณทีสิ งสถิตอยูในร่ างกายก็จะออกจากร่ างกาย ่ นีไปเกิ ดใหม่ตามทุนเสบียง คือแรงแห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมทีตนได้กระทําเอาไว้ พระพุทธศาสนาได้ให้ค ําจํา กัด ความของคําว่า “จิต ” ไว้ว่า “ธาตุ ร้ ู” หรื อ “ธาตุ คิด” ทีมี กระบวนการเปลียนแปลงไปตามองค์ประกอบหรื อคุณภาพต่างๆ ทีเรี ยกว่า เจตสิ ก กระบวนการนี เกิ ดดับไปตามแต่ทีจิตจะเหนียวสิ งใดขึนมาจับไว้ จิตจึงเป็ นความคิดทีเกิดๆ ดับๆ ส่ วนใหญ่ใช้คู่ก ับ คําว่า ใจ แต่คาว่าใจเมือประสมกับคําอืนมักจะบ่งถึงสภาพความรู ้สึ กอย่างใดอย่างหนึ งมากกว่าจะ ํ เป็ นกระบวนการทางความคิดทีเกิ ดดับ ตัวอย่างเช่ น เสี ยใจ บ่งสภาพความเศร้ าโศก ดีใจบ่งสภาพ ความยินดี ในทีนีคําว่า ใจ จึงบอกถึงสภาพของสิ งหนึ ง ทีเป็ นศูน ย์กลางของความรู ้ สึก มากกว่าจะ เป็ นกระบวนการของความคิด เหมือนอย่างคําว่า จิต ตามหลักการทางพระพุทธศาสนา จิตเป็ นจุดเริ มต้น เป็ นจุดรวม และเป็ นจุดสู งสุ ด คือ จิตที หลุดพ้นแล้วของพระอริ ยะ ดังปรากฏในพระธรรมบทว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา มนสา จ ปทุฏเฐน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺก ํ ว วหโต ปทํ มนสา จ ปสนฺ เนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุ ขมเนฺ วติ ฉายาว อนุปายินี แปลได้ความว่า “ธรรมทังหลาย มีใจเป็ นหัวหน้า มีใจเป็ นใหญ่ สําเร็ จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคล มีใจชัวแล้ว พูดอยู่ก็ตาม ทําอยู่ก็ตาม (ย่อมชัว) เพราะความชัวนัน ทุกข์ย่อมตามบุคคลนันไป ดุจล้อ
84.
๘๔ หมุนตามรอยเท้าแห่งโคทีนําแอกไปอยู่ฉะนัน ถ้าบุคคลมีใจดีแล้ว พูดอยู่ก็ตาม
ทําอยู่ก็ตาม (ย่อมดี) เพราะความดีนนสุ ขย่อมตามบุคคลนันไปดุจเงาติดตามตนฉะนัน”๗๒ ั ลักษณะสภาวะการเกิดของจิตมี ๔ อย่าง คือ ๑. วิชชานนลกฺขณํ มีการรู้ อารมณ์เป็ นลักษณะ ๒. ปุพฺพงฺ คมรสํ มีการเกิ ดก่อนและเป็ นประธานในธรรมทังปวง หรื อทํา ให้ดวงหนึงต่อดวงหนึงเกิดติดต่อกันเป็ นกิจ ๓. สนฺธานปจฺจปฏฺฐานํ มีการเห็น การได้ยิน ฯลฯ สื บต่อเนื องกัน ไม่ ข าดสาย ุ เป็ นความปรากฏของจิต ๔. นามรู ปทฏฺฐานํ มีนามและรู ป เป็ นเหตุใกล้ให้เกิ ดขึน จิตเป็ นปรมัตถธรรมประเภทหนึง มีสามัญลักษณะของการเกิดขึ น ตังอยู่ และดับไป เป็ น สภาวะรู ้อารมณ์อย่างเดียว เช่ น การนึกคิดถึงบ้านเรื อน ต้นไม้ ก็รู้เฉพาะบ้านเรื อนอย่างเดียวแล้วดับ ไป จึงมารู ้ตนไม้ใหม่ เป็ นต้น จิตนีแม้จะเป็ นนามธรรม ไม่มีรูปร่ างตัวตน เพียงแต่ แสดงความรู้ สึก ้ อยู่ภายในเท่านันก็จริ ง แต่มีอานาจพิเศษ หรื อเรี ยกว่า ความวิจิตร ซึ งทําให้เกิดความเป็ นไป ๖ อย่าง ํ คือ ๗๓ ๑. วิจิตรด้ วยการกระทํา หมายถึง วัตถุต่างๆ ทีเกิดขึน ประดิษฐ์กรรมอันวิจิตรตระการตามี ภาพลวดลายต่างๆ ตลอดจนเครื องยนต์ก ลไกทังหลาย ล้วนแต่เ ป็ นศิ ลปวิทยาทีเกิ ดขึนด้วยจิตของ นายช่างทังสิ น ๒. วิจิตรด้ วยตนเอง หมายถึง จิตทําจิตเอง ให้เป็ นกุ ศ ลบ้าง เพราะปราศจากโลภ โกรธ หลง เป็ นบาปอกุศลบ้าง เพราะประกอบด้วย โลภ โกรธ หลง หรื อเป็ นผลของบุญผลของบาป ที เรี ยกว่า วิบากบ้าง หรื อเป็ นจิตของพระอรหันต์ทีเรี ยกว่ากิริยาจิตบ้าง ยิงกว่านันยังแบ่งบุคคลให้ต่าง ด้วยเพศ ต่างด้วยสัญญา และต่างด้วยคติอีกด้วย ๓. สั งสมกรรมและกิ เลส หมายถึง กรรมหรื อการกระทําอันเกิ ดขึนด้วยเจตนาและกิ เลส เครื องเศร้ าหมอง เมือทําแล้วสังสมไว้ทีจิตนีเองหาได้สังสมไว้ทีอืนไม่เรี ยกว่า ขันธสันดาน ๔. รั กษาไว้ ซึงวิบากทีกรรมและกิเลสสั งสมไว้ หมายถึง จิตย่อมรักษาผลของการกระทํา และผลของกิเลส ซึ งได้สังสมอํานาจไว้มิได้สูญหายไปไหน เกิดขึนกับจิตทีเป็ นวิบาก เพือรับผลของ กรรมนันๆ เมือมีโอกาส ๕. สั งสมสั นดานของตนเอง หมายถึ ง จิตดวงหนึ งเกิดขึนแล้วดับลง เป็ น ปั จจัยให้จิตอีก ดวงหนึงเกิดขึนติดต่อกันไม่ขาดสาย เป็ นสันตติสืบเนืองกันไป ลงสู่ ภวังค์แล้วเกิ ดขึนใหม่อีก ๗๒ ขุ. ธรรมบท ๒๕/๑๕ ๗๓ http://www. Abhidhamonline.org/thesis/thesis2.files/thesis2.htm.
85.
๘๕
๖. มีการวิจิตรด้ วยอารมณ์ต่างๆ หมายถึง จิตนีย่อมรู ้ อารมณ์ ต่างๆ จิตขณะทีรู ้ อารมณ์ นี จะ เรี ยกอีกชือหนึงว่า วิญญาณ เช่น จิตทางตารู ้ รูปารมณ์ (เห็นสี ) ก็จะเรี ยกว่า จักขุวิญญาณ หรื อจิตทาง หู รู ้ สัททารมณ์ (ได้ยนเสี ยง) จิตทางจมูก รู ้คนธารมณ์ ๑๒ (รู ้ กลิน) จิตทางลิ น รู ้ รสารมณ์ (รู ้ รส) จิต ิ ั ทางกาย รู ้ โผฏฐัพพารมณ์ (เครื องกระทบ เย็น, ร้ อน, อ่อ น, แข็ง) จิตทางมโนรู ้ ธรรมารมณ์ (รู ้ เรื องราวต่างๆ มีปสาทรู ป ๕ สุ ขุมรู ป ๑๖ จิต เจตสิ ก นิพพาน บัญญัติ) ความวิจตรของจิตนัน เป็ นธรรมชาติทีเหนืออํานาจการดลบันดาลจากผู ้ใดทังสิ น เป็ นสิ งที ิ บังคับให้เกิ ด ก็ไม่ได้ บังคับให้ดบก็ ไม่ไ ด้ ไม่ มีใครสามารถลิ ขิตความเป็ นไปนัน นอกจากมีเหตุ ั ปั จจัยมาประชุมพร้ อมกันชัวขณะหนึงๆ เหตุปัจจัยแต่ละส่ วนมีความสําคัญเสมอกัน หากขาดอย่าง ใดอย่างหนึง การรับรู ้จะเกิดขึนไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่ น ในการเห็นครังหนึ งต้องมีองค์ประกอบอย่าง น้อย ๔ อย่าง ดังต่อไปนี คือ ๑. ต้องมีประสาทตาทีดี ๒. ต้องมีแสงสว่างพอเหมาะ ไม่สว่างหรื อมืดเกิ นไป ๓. ต้องมีคลืนแสงสะท้อนจากวัตถุ มาตกลงบนจุดโฟกัสในประสาทตา ๔. ต้องมีความตังใจดู ถ้าองค์ประกอบไม่ครบทัง ๔ ข้อ การเห็นจะเกิดขึนไม่ได้ การมีตาอย่างเดียวไม่ทาให้เกิด ํ การเห็นได้ ในทางตรงข้ามถ้ามีองค์ประกอบครบทัง ข้อ แล้ว จะบังคับมิ ให้เกิ ดการเห็นครั งนันก็ ไม่ได้เช่ นกัน ♣ สองคนถือธงออกหน้ า คําว่า “สองคนถือธงออกหน้ า” หมายถึ ง บุญและบาป ซึ งเป็ นทุนทีสะสมเอาไว้ในช่ วงที ชีวตดําเนินอยู่ บุญและบาปจะนําพาสรรพสัตว์ให้ไปเกิ ดใหม่ตามแรงแห่งบุญและบาปในสถานที ิ ต่า งกัน กล่า วคื อผู ้ทาบุญไว้ม าก บุญ ก็ จะนํา พาไปสู่ ส ถานทีดีมีค วามสุ ข ผูทา บาปไว้มาก บาปก็ ํ ้ ํ จะต้องนําพาผูนนไปสู่ ทุคติสถานทีไม่ดีมีแต่ความทุกข์ ้ ั คําว่า “บุญ” ว่าโดยเหตุ คือการกระทําความดี ว่าโดยผล คือความสุ ขทีได้มาจากการกระทํา ความดี ว่าโดยลักษณะ คือการชํา ระจิตใจให้สะอาดบริ สุทธิ หมดจดจากกิ เลส และเมื อกล่ าวโดย ภาพรวม บุญจึงแปลว่า การกระทําความดีให้เกิดขึน และชําระล้างความชัวในจิตใจให้หมดไป อัน ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็ นการขจัดปั ดเป่ าความเศร้ าหมองของจิต ยังผลให้จิตเกิ ด ความสุ ข ซึ งความสุ ขดังกล่าวจะเกิดขึนได้ก็ตองอาศัยเหตุแห่งการกระทํากุศ ลกรรม คือ ความดีงาม ้ ทังปวง
86.
๘๖
ภาษาทีใช้กนโดยทัวไป คําว่า “บุญ” กับ “กุศล” มักใช้คู่ กน เพราะมีความหมายคล้ายกัน ั ั และบางทีก็ใช้แทนกัน อย่างเช่นความหมายของ “กุศล” ทีใช้ในลักษณะ ๔ อย่าง คือ๗๔ ๑. อาโรคยะ แปลว่า ไม่มีโรค หมายความว่า เป็ นสิ งทีเกือกูลต่อสุ ขภาพ ซึ งคําว่า “สุ ขภาพ” ในทีนีหมายถึงสุ ขภาพของจิตใจ ซึ งเป็ นฐานของสุ ข ภาพกายด้วย คือ ทําให้จิตใจเข้มแข็งสมบูรณ์ เหมือนกับร่ างกายของเรานี เมือไม่มีโรคก็เป็ นร่ างกายทีแข็งแรงสมบูรณ์ จิตใจทีไม่ถูกโรค คือกิเลส เบียดเบียน ก็เป็ นจิตใจทีแข็งแรงสมบูรณ์ สบายคล่องแคล่ว ใช้งานได้ดี อย่างทีท่ านเรี ย กว่า ควรแก่ งานหรื อเหมาะแก่การ การใช้งานจิตใจในลักษณะนีเรี ยกว่าไม่มีโรค ๒. อนวัชชะ แปลว่า ไม่เสี ยหาย ไม่มีโทษ คือไม่มีสิงมัวหมอง ไม่สกปรก ไม่บกพร่ อง สะอาด ผ่องแผ้ว ผ่องใส ปลอดโปร่ ง หรื อว่ากันง่ายๆ ว่า สะอาดบริ สุทธิ ๓. โกศลสั มภูต แปลว่า เกิ ดจากปั ญญา เกิ ดจากความฉลาด หมายความว่า กุศลเป็ นเรื องที ประกอบไปด้วยปั ญญา คือความรู ้ ความเข้าใจ ทําด้วยความรู ้ เ หตุผ ล และทําตามความรู้ เหตุ ผลนัน เช่ น มองเห็นความดี ความชัว รู ้ คุณรู้ โทษ รู้ ประโยชน์ รู้ สิงไม่ ใช่ ประโยชน์ ทําด้วยจิตใจทีสว่างไม่ โง่เขลามืดมัว เรี ยกว่า เป็ นความสว่างของจิตใจ เมือมีกุศลเกิดขึนในจิตใจแล้วไม่ปิดบังปั ญญา จิตใจ สว่างไม่มืดบอด มองเห็นอะไรๆ ถูกต้องตามความเป็ นจริ ง ๔. สุ ขวิบาก มีสุขเป็ นผล ทําให้เกิดความสุ ข เวลาทําจิตใจก็โปร่ งสบาย สดชืน ร่ าเริ ง เบิก บาน ผ่องใส สงบเย็น ไม่เร่ าร้อน บีบคัน อึดอัด คับแค้น ถึง แม้ค ํา ว่า “บุ ญ ” กับ “กุศ ล” จะมีค วามคล้า ยคลึ ง กัน แต่ ค ํา ทังสองก็ มี ค วามหมายที แตกต่างกันโดยศัพท์ ซึ งสามารถแยกความแตกต่างได้ดงนี ั บุญ หมายถึง ความสบายใจ การกระทํา (กรรม) อันใดทีทําไปแล้วเกิดความสบายใจ สุ ขใจ เรี ยกว่า ทําบุญ หรื อ เป็ นบุญ อดีตเราเคยทําอะไรไว้ เมือนึกถึงแล้วเกิ ดความสบายใจ ก็เรี ยกว่า “บุญ” เหมือนกัน เช่ น การให้ทาน รักษาศีล เจริ ญภาวนา เป็ นต้น กุศล หมายถึง ความถูกต้อง ความฉลาด ความดี เป็ นสิ งทีทําได้ยากกว่าบุญ เพราะกุ ศลต้อง อาศัยปั ญญา ความเฉลียวฉลาดต้องอาศัยจิตใจทีเสี ยสละ มีเมตตากรุ ณา จิตใจหนักแน่นเข้มแข็ง แต่ เมือทําแล้วก็ได้ทงบุญทังกุศลสมบูรณ์ เช่นการเข้าไปช่ วยเด็กตกเขียว เด็ก โสเภณี ช่ วยคนเป็ นโรค ั เอดส์ และการสังคมสงเคราะห์ เป็ นต้น ต้องอาศัยจิตใจทีเป็ นกุศล คือมีการเสี ยสละมากๆ การกระทํา บางอย่างถึงแม้จะมีประโยชน์มาก แต่ตองมีกาลังใจดีมีสติ ปัญญาจึงจะทําได้ เช่ น เด็กโสเภณี ทีถูก ้ ํ พ่อแม่ขายให้เอเย่นต์ ถูกบังคับให้รับแขกอย่างโหดร้ าย เมือเรารู ้ ปัญหา เกิ ดความสงสารเด็ก โกรธ พ่อแม่ทีขายลูก ทังโกรธแค้นผูทีมีส่วนทําลายเด็ก อาจจะเกิ ดอารมณ์ หลายๆ อย่างมากระทบจิตใจ ้ การเข้าไปช่ วยเหลือเด็กเหล่านีถือว่าเป็ นบุญเป็ นกุ ศล แต่ไม่ใช่ สิ งทีทําแล้วเกิ ดความสบายใจทัน ที เพราะต้องกระทบกับอารมณ์ของเราเอง คือบางทีก็สงสาร บางทีก็โกรธ บางทีก็เศร้ า เป็ นต้น แต่เมือ ๗๔ http://202.44.204.76/cgi-bin/kratoo.pl/008242.htm.
87.
๘๗ งานสําเร็ จแล้วก็เป็ นประโยชน์ต่อส่
วนรวมมาก จึงเป็ นกุศล และเราผูทาก็มีปีติมีความสุ ขใจ เบิกบาน ้ ํ ใจจึงเป็ นบุญ ส่ วนคําว่า “บาป” ตามรู ปศัพท์หมายถึง สภาวะทีทําให้ถึงทุ คติ หรื อ ทําให้ตกไปในที ชัว กล่าวคือ สิ งทีทําให้จิตตกตํา พอบาปเกิ ดขึนความคิ ดทีไม่ดีอ นประกอบไปด้วย โลภะ โทสะ และ ั โมหะ ก็เกิดตาม จิตก็ตกตําแล้วนําไปสู่ ทุคติ อีกนัยหนึง คําว่า “บาป” หมายถึง สิ งทีคนดีพากันรักษาตนให้ปราศจากไป กล่าวคือคนดี ทังหลายจะรักษาตนเองให้พนไปจากสิ งทีเรี ยกว่าบาปเหล่านี เป็ นสิ งอัปมงคลทีคนดีละทิง พยายาม ้ หลีกหลบเลียงหนีให้ห่างไกล ไม่อยากเกียวข้อ งด้วย และ คําว่า “บาป” มักใช้คู่ก บ คําว่า “อกุ ศ ล” ั ซึ งหมายถึง ทางทีไม่ควรดําเนิ น เพราะให้ผลไปในทางเสื อม เมือผูใดได้กระทําลงไป จะเป็ นเหตุให้ ้ ๗๕ ชีวตผูนนต้องได้รับผลถึง ๒ กาล คือ ิ ้ ั ๑. ปฏิสนธิกาล หมายถึง การให้ผลไปในการเกิ ด เมือใกล้จะตาย จิตหรื อวิญญาณของผู ้ นันจับอารมณ์ หรื อรู ้ สึ กไปในอกุศ ลทีตนเองได้กระทํา ก็เหมือ นกับว่าในขณะนันเขากําลัง เรี ยก ข้อมูลแห่งความชัวทีได้เก็บไว้ให้ปรากฏออกมา ผลทีจะปรากฏย่อ มเป็ น ไปในความชัว นันคือ จิต จับอารมณ์ใกล้ตายทีเรี ยกว่า “มรณาสันนกาล” อารมณ์ใกล้ตายทีเป็ นอกุศลเช่นนีจะผลักดันให้จิตมี คติ (ทีไป) ไปสู่ ทุค ติ ภูมิ หรื อ อบายภูมิ ๔ อัน ได้แก่ ไปเกิ ดเป็ นสัตว์น รก เปรต อสุ รกาย และสั ตว์ เดรัจฉาน ๒. ปวัตติกาล หมายถึง การให้ผลภายหลังการเกิ ด เมือใกล้ตายอารมณ์ ของมรณาสั นน กาลนัน จิตจับอารมณ์แห่งกุศลกรรม จึงเท่ากับเป็ นการเรี ยกข้อมูล ของความดีให้ปรากฏ ผลคือ ทํา ให้จิตทีเป็ นกุศลนีมีคติ ไปสู่ สุคติภูมิ คือเกิ ดเป็ นมนุษย์และเทวดา แต่ขอมูลแห่งอกุศลกรรมทีได้เคย ้ กระทํามายังถูกฝั งแน่ นอยู่ในจิต ถึงจะยังไม่ให้ผ ลในขณะทีเกิ ดได้ก็ ตาม ก็มิได้หายไปไหน แต่จะ คอยให้ผลในตอนหลัง คือภายหลังการเกิดนันเอง ดังนันการให้ผลในปวัตติกาลนีคือ เมือได้เกิดเป็ น มนุษย์ หรื อเทวดาแล้ว ผลต่างๆ ของอกุศลกรรมทีได้กระทํามาในอดีตนันก็อาจแสดงหรื อ ปรากฏ ออกมาให้เห็นตามแต่เหตุ ปั จจัย ทีได้ก ระทํามาแล้วในลักษณะทีแตกต่างกันคือ อกุศลกายกรรม อกุศลวจีกรรม และอกุศลมโนกรรม รวมความว่าชีวตของสัตว์ทงหลายทีเกิดมาในโลกนีก็ดวยเหตุ ๓ ประการ คือ ิ ั ้ ๑. เพือใช้ กรรมเก่ า การเกิ ดเป็ น สัตว์ในอบาย มีสั ตว์นรก เปรต อสู รกาย และสั ตว์ เดรัจฉาน ล้วนเกิ ดมาเพราะกรรมเก่ า คือ บาปทีทํา เอาไว้น ําเกิ ด เมือเกิ ดมาแล้วบางเวลาทุก ข์ ยากลําบากแสนสาหัส ก็เพราะบาปทีทําไว้อีกนันแหละติดตามมาให้ผล เมือใดได้รับความสุ ขก็เป็ น เพราะบุญทีเคยทําไว้มีโอกาสมาให้ผล ๗๕ วยุรี สุวรรณอินทร์ , อ้ างแล้ว, หน้า ๙ – ๑๐.
88.
๘๘
การเกิ ดเป็ นมนุษ ย์ และเทวดานันอาศัยกรรมเก่ าคือ บุ ญทีทําไว้นา มาเกิ ด และเมือเกิ ด ํ มาแล้วบางเวลาก็ได้รับความสุ ข สบาย เพราะบุ ญเก่ านันแหละประสิ ทธิ ประสาทให้ แต่ บางเวลาก็ ได้รับความทุกข์ ทังนี ก็ เนืองจากบาปที ทํากรรมทีสร้ า งไว้อ ดีตไม่ ดีตามมาให้ผล เพราะเหตุทีสั ตว์ ทังหลายทํากรรม คือบุญและบาปไว้ดงกล่าว จึงต้องเกิดมารับผลของบุญและบาปทีทําไว้ หรื อบาง ั คนอาจจะเกิดมารํารวยมหาศาลด้วยผลของบุญ แต่ใช้ความรํารวยที ได้มานันในทางทีผิด เช่ นเป็ น นักเลงการพนัน เป็ นต้น คนอย่างนีท่านเรี ยกว่า “คนกินบุญเก่ า” เพราะไม่ได้ทาบุ ญใหม่ไว้สําหรั บ ํ ใช้ในชาติหน้า (ปรโลก) เมือไม่มีการเสริ มสร้ างบุญใหม่ ก็ตองกิ นบุญเก่ าของตนไปเรื อยๆ และบุญ ้ เก่ านันอาจจะหมดลงภายในชาตินเลยก็ได้ไม่ตองรอถึงชาติหน้า อย่างเช่นเศรษฐีบางคนใช้เงินไม่ถก ี ้ ู ทาง ถึงแม้จะมีเงินทองมากมาย แต่ก็กลับกลายเป็ นยาจกเข็ญใจในภายหลัง ตัวอย่างเช่ นนีก็มีให้เห็น มากมายในสังคมปั จจุบน ั ๒. เพือสร้ างกรรมใหม่ กรรมทีว่านีมี ๒ ประเภท คือ ๒.๑ กรรมทีทําให้ วนอยู่ในวัฏฏะ กรรมประเภทนี ถ้าเป็ นกรรมฝ่ ายดีคือ บุ ญ ก็มีการ ทําบุญ ให้ทาน รักษาศีล ฟั งธรรม ช่วยเหลือเกือกูลกัน เมตตาอารี ต่อกัน กรรมทีดีทีสู งขึนไป ก็คือ การทําสมาธิ ให้จตใจสงบ ทําฌานเพือบรรเทากิเลสให้ระงับไปชัวคราว ตราบเท่าที อํานาจของฌาน ิ ยังอยูและบุญทีทําใหม่นีจะไปให้ผลให้ได้ดีมีสุขในอนาคตต่อ ไปอีก ส่ วนฝ่ ายชัวคือ บาป ก็ฆ่าสั ตว์ ่ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดคําหยาบ พูดส่ อเสี ยด พูดเพ้อ เจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ข อง ผูอืน คิดพยาบาทปองร้ ายผูอืน และมีความเห็นผิด ไม่เชื อบาปบุญ เป็ นต้น บางพวกทําบาปหนัก ้ ้ ยิงกว่านัน ด้วยการทําอนันตริ ยกรรม ๕ อย่าง คือฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทําพระโลหิ ตของ พระพุทธเจ้าให้หอ ทําลายสงฆ์ให้แตกกันเป็ น ๒ ฝ่ าย (สังฆเภท) ซึ งกรรมฝ่ ายบาปทีสัตว์ทาใหม่ใน ้ ํ ปั จจุบนนี จะไปให้ผลคือความทุกข์ในอนาคตต่อไปอีก ั ๒.๒ กรรมทีทําให้ ออกจากวัฏฏะ ส่ วนกรรมทีนําออกจากวัฏฏะมีประการเดียวคือ มรรค กรรม ได้แก่การเจริ ญอริ ยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เมือใดทีอริ ยมรรคมีองค์ ๘ นีประชุมพร้ อม กัน มีนิพพานเป็ นอารมณ์ครังแรก เมือนันสังโยชน์ ๓ ประการ จะถูกละเลยออกไปโดยสิ นเชิง สังโยชน์ ๓ ประการคือ ทิฎฐิ ๑ วิจกิจฉา ๑ สี ลพพตปรามาส ๑ บรรลุเป็ นพระโสดาบัน ิ ั เป็ นพระอริ ยบุคคลขันต้น ไม่ใช่ปุถุชนผูยงมีกิเลสครบถ้วนอีก ต่อไป พระโสดาบัน ท่านตัดวัฏฏะ ้ั ซึ งจะต้องสื บต่อกันไปอีกยืดยาว ให้เหลือเพียงอย่างมากไม่เกิ น ๗ ชาติ เมืออริ ยมรรคครังที ๒ เกิ ดขึนมีนิพพานเป็ นอารมณ์ ทําลายสังโยชน์ ทีเหลื ออีก ๗ ให้ เบาบาง บรรลุเป็ น พระสกทาคามี ผูจะกลับมาเกิ ดในกามโลกนีอีกเพียงครังเดียว ้ เมืออริ ยมรรคครังที ๓ เกิ ดขึนมีนิพพานเป็ นอารมณ์ทาลายสังโยชน์อีก ๒ คือกามราคะ ํ และ ปฏิฆะ ให้หมดไป เป็ น พระอนาคามี ผู ้ไม่ กลับมาเกิ ดในกามโลกอีกจะเกิ ดอยู่ในพรหมโลก นันเอง แล้วสําเร็ จเป็ นพระอรหันต์ปริ นิพพานในพรหมโลกนันเอง
89.
๘๙
เมืออริ ยมรรคครังที ๔ เกิ ดขึนมีนิพพานเป็ นอารมณ์ ทําลายสังโยชน์ ๕ ทีเหลือให้หมด สิ น คือทําลายรู ปราคะ ๑ อรู ปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ และอวิชชา ๑ บรรลุเป็ น พระอรหันต์ ผูบริ สุทธิ หมดจดจากกิเลสทังปวง นิพพานแล้วไม่กลับมาเกิ ดในโลกไหนๆ อีก ้ ๓. เพือตาย ในเรื องของการตายนี ทุกคนเข้าใจดี เพราะทุ ก คนแม้ยงไม่เคยตายในชาตินี ั แต่ก็ได้เคยตายมามากแล้วในอดีต ไม่มีใครหนีพนจากความตายได้สักรายเดียว ไม่ว่าคนนันจะเป็ น ้ คนโง่ หรื อฉลาด คนสวยหรื อ ขีริ ว ไพร่ หรื อ ผูดี มียศหรื อ ไม่มียศ มีอานาจหรื อไม่มีอานาจ เป็ น ้ ํ ํ พระราชา หรื อประชาราษฎร์ มีฤทธิ หรื อไม่มีฤทธิ ล้วนแต่หนีความตายไม่พนทังสิ น ้ ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบแปด ♣ ลูกรั กเอาไว้ข้างหลัง ♣ ลูกชังเอาไว้ ข้างหน้ า เอาปลาปอน ้ ♣ ผู้อยู่หลังรักจริ งแต่ ไม่ เคยเหลียวแล ♣ ลูกรั กเอาไว้ ข้างหลัง คําว่า “ลูกรั กเอาไว้ ข้างหลัง” หมายถึง บุญกุศล ซึ งเป็ นสื อแห่ งคุ ณธรรมความดีงามทังปวง และเป็ นทางสําหรับการดําเนินชีวตทีถูกต้อง ทีใครๆ ก็รักก็ชอบและต้องการ ดังลูกรักแก้วตาดวงใจ ิ ของพ่อแม่ แต่ถึงกระนันก็ไม่นิยมสร้างสะสมกัน ไว้ในวัยเด็ก หรื อ วัยหนุ่ มสาว ซึ งเป็ นวัยทีมีกําลัง วังชาสามารถจะสร้ างความดีงามต่างๆ สําหรับชี วตได้ดีทีสุ ด กลับพากันคิดจะสร้ างคุณความดีนน ิ ั ในปั จฉิ มวัยหรื อวัยสุ ดท้ายของชีวต ซึ งเป็ นวัยทีกําลังอ่อนลง จะทําอะไรก็ไ ม่สะดวก เพราะสังขาร ิ ร่ างกายไม่พร้ อม เหมือ นกับคําทีโบราณบัณฑิตผูสอนธรรมผูก เอาไว้ว่า “ลูกรั ก” ซึ งหมายถึ งบุ ญ ้ กุศ ลหรื อ ความดี ง ามต่า งๆ นัน “เอาไว้ ข้า งหลั ง” กล่ า วคื อ เอาไว้ทา ตอนท้ายสุ ดของสถานี ชี วิต ํ บางครังไม่สมปรารถนาทีจะไปทําตอนวัยชรา เพราะมาด่วนลาตายเสี ยก่ อน ดังเช่ นนายซื อชิ น จง เป็ นอุทาหรณ์ ซื อชินจง เป็ นคนสันดานบาปหยาบช้า ไม่ประกอบสัมมาชีพ เทียวข่มเหงระรานชาวบ้าน วัน หนึ งซื อ ชิ น จงเกิ ดป่ วยหนักกะทัน หัน ขณะทีกํา ลัง จะสิ นใจ พระหยิ นสุ่ ย ได้ผ่านมาแถวนัน พระหยินสุ่ ยรู ้ มาก่อนว่าซื อชินจงเป็ นคนชัวร้ายบัดนี เห็นเขาน่าเวทนา บังเกิ ดเมตตาจึงเดิน มาทีหน้า เตียงกล่าวกับเขาว่า “ซื อชินจง แต่ไหนมาโยมไม่รู้จกทําดี เอาแต่ข่มเหงชาวบ้าน บัดนีบาปกรรมเต็ม ั ล้น อาตมาเกรงว่าภายหน้าโยมจะถูก กรรมสนอง โยมรี บขมากรรมเถิด มิเ ช่ นนัน โยมตายแล้วคง ต้องไปเกิดเป็ นหมู” ซื อชินจงรู ้ ตวว่าตนกําลังจะตาย ได้ฟังพระพูดเช่นนี รู้สึกกลัวมาก ในใจคิ ดว่าตลอดชี วตข่ม ั ิ เหงชาวบ้าน ข่มขู่รีดไถ ปล้นฆ่า ความชัวทุกอย่างทํามาหมด ตายแล้วคงไม่ได้ไปทีดีแ น่ ตอนนี จะ
90.
๙๐ กลับตัวไม่ทนแล้ว แต่เ มือคิดว่าต้องไปเกิ
ดเป็ นหมู ถูกคนแล่เนื อเฉื อนหนัง อดไม่ ได้ทีจะเวทนา ั ตนเอง บัดนีมีพระมาเตือนให้ขมากรรมก็รู้สึกดีใจจึงเอามื อข้างซ้ายวางทีหน้า อกทําท่าเหมือนขมา กรรม พระหยินสุ่ ยเห็นดังนันก็กล่าวว่า “ดี ดี รู ้ จกขมากรรมก็ดีแล้ว แต่โยมใช้เพียงมือ ซ้ายข้างเดียว ั ไหว้พระ ยังไม่อาจหลีกเลียงจากเป็ นหมูแต่มือข้างซ้ายยังสามารถรอดพ้นจากมือหมูได้ เหตุนีจึงรอด จากถูกมีดแล่เฉื อน” หลังจากซื อชินจงตายได้ ๗ วัน แม่หมูบานแซ่เฉิ นได้ออกลูก “หมูประหลาด” ตัวหนึ ง ลูก ้ หมูตวนี ขาหน้าข้างซ้ายเหมือนมือ คนมีห้านิ วครบถ้วน ชาวบ้านต่างแห่ กันมาชมดู บางคนนึก ถึง ั คําพูดของพระหยินสุ่ ย จึงเชื อว่าลูกหมูตวนีต้องเป็ นซือชินจงมาเกิดแน่ ข่าวนีรู ้ ถึงลูก หลานของ ั ซื อชินจง พวกลูกหลานจึงมาขอซื อลูกหมูประหลาดนี แล้วนําไปปล่อยทีวัดแห่ งหนึง ♣ ลูกชังเอาไว้ ข้างหน้ า เอาปลาปอน ้ คําว่า “ลูกชังเอาไว้ข้างหน้ าเอาปลาปอน” หมายถึง บาปอกุศ ล ซึ งเป็ นสื อแห่ งความชัวร้ าย ้ หรื อความไม่ดีงามทังปวง โดยสภาวะทีแท้จริ งนันไม่มีใครชอบ เพราะเป็ นสิ งทีนํามาซึ งอัปมงคลใน ชีวต ซึงสิ งอัปมงคลนีท่านเปรี ยบเหมือนกับ “ลูกชั ง” คือบาปอกุ ศลทังปวง ผลของบาปอกุ ศลนี มี ิ ความรุ นแรงตามวาระแห่ งกรรมของตน ไม่มีใครชอบ เพราะไม่เกิดผลดีใดๆ ในชีวตเลย ถึงกระนันิ ก็ตามเรามักจะเลือ กกระทําก่ อน กล่ าวคือ ในขณะทียังมีกําลังหรื ออยู่ในวัยหนุ่ มสาวก็ มก สร้างแต่ ั กรรมไม่ดี ซึ งตามปริ ศ นาธรรมข้อ นี ท่า นจึงเปรี ยบเปรยว่า กรรมชัวหรื อ อกุ ศ ลกรรมนันพากัน “เอาไว้ ข้างหน้ า” คือรี บกระทําก่ อน มิหนําซํายังคิดว่าเป็ นสิ งทีดีงาม จนหลงมัวเมากระทําสิ งทีไม่ดี เหล่านัน จนเกิดความเพลิดเพลินในการกระทําความชัวต่างๆ ซึ งการหลงระเริ งในการกระทํา ความ ชัวนีเอง ท่านจึงเปรี ยบว่าเป็ นการ “เอาปลาปอน” กล่าวคือใส่ ใจต่อการกระทําบาปกรรมนันเอง ้ ปั จจุบน คนไม่ ค่อยใส่ ใจในการทําความดี มากนัก เพราะความดีเ ป็ นเรื องของนามธรรม ั มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ กอปรกับปัจจุบนเป็ นยุควัตถุนิยม จึงพากันติดกระแสบริ โภคนิ ยม เลยไม่ ั สนใจเรื องบุญบาปกัน แท้จริ งการกระทําทุกอย่างถือว่าเป็ นกรรม และต้องได้รับผลของกรรมนันๆ เสมอ ดังเช่นเรื องคติธรรมจีนต่อไปนีเป็ นข้อคิดเตือนใจ จวงจือ บําเพ็ญธรรมตังแต่เด็ก จนได้ตาทิพย์สามารถติดต่อสื อสารกับอมนุษย์ ผีสาง เทวดา วันหนึ ง ขณะจวงจือเดิ นชมธรรมชาติ ได้เ ห็นเทวดาองค์หนึ งนําดอกไม้มากราบไหว้ศ พของตน จวงจือรู ้ สึกแปลกใจจึงถามว่า “สหาย ศพนีมีบุญคุณต่อคุณอะไร ทําไมคุณจึงนําดอกไม้มากราบไหว้ เขา” เทวดาตอบว่า “ตอนมีชีวตเขาได้สร้ างความดีแทนฉัน” จวงจือถามว่า “เขาได้ทาความดีอ ะไร” ิ ํ เทวดาตอบว่า “เขากราบไหว้ฟ้าดินสิ งศักดิสิ ทธิ บรรพบุรุษ กตัญ ูต่อพ่อแม่ เป็ นมิตรกับเพือนบ้า น เคารพนับถือวงศาคณาญาติ มีจิต เมตตา ทําบุญให้ทาน สงเคราะห์เด็กและคนอนาถา ถือศี ลกิ นเจ บําเพ็ญเพียร สวรรค์เบืองบนเห็นฉันมีความมานะอดทน จึงให้ฉันขึนสวรรค์เสวยสุ ข เพราะเหตุนจึง ี
91.
๙๑ ได้นาดอกไม้มากราบไหว้ขอบคุณเขา เทวดากล่าวต่อว่า “ทีนีคือร่
างของฉัน สารพัน ทีได้มา เพราะ ํ การปลงโลกมายา อย่างกังขาเรื องทําดี” จวงจือเดินมาอีกหน่อย เห็นผีเปรดตนหนึงในมือถือแส้กาลังเฆียนตีศพหนึ ง จวงจือถามว่า ํ “สหาย ศพนีมีความแค้นอันใดกับคุณหรื อ ทําไมคุณต้องเฆียนเขา ผีเปรตตอบว่า “ศพนีก็คือร่ างของ ฉั น ” จวงจื อถามว่ า “ในเมื อเป็ นร่ างของคุ ณ เหตุ ใ ดจึ ง เฆี ยนเขา” ผี เ ปรตตอบว่ า “เพราะตอนมีชีวตฉันได้ทาความชัว” จวงจือถามว่า “ทําความชัวอะไร” ผีเ ปรตตอบว่า “แช่ ง ด่าฟ้ า ิ ํ ดิน ไม่เคารพสิ งศักดิสิ ทธิ ไม่นบถือ บรรพบุรุษ อกตัญ ูต่อพ่อแม่ ทะเลาะวิวาทกับเพือนบ้านและ ั ญาติพีน้อง ฆ่าสัตว์ตดชีวต ทําลายพระพุทธรู ป ตําหนิพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะเหตุ นีจึง ั ิ ได้ตกนรกเสวยทุกข์ ดังนันฉันจึงมาเฆียนตีเขา” ผีเปรตกล่าวต่อว่า “เพียงเพราะกายสังขารสัน ดาน พาลเทียวเบี ยดเบียน ตกอบายวนเวียนจึงต้อ งเฆียนเพือระบาย” จวงจือกล่ าวว่า “ก็ได้พบศพสอง แบบ คือแบบหนึงดีแบบหนึงชัว ล้วนปลูกถัวได้ถว หากเมามัวตกอบาย” ั ♣ ผู้อยู่หลังรักจริ งแต่ ไม่ เคยเหลียวแล คําว่า “ผู้ อยู่หลั งรั กจริ งแต่ ไม่ เ คยเหลี ยวแล” หมายถึง การทีคนเราทุ ก คนต่ า งก็ ชอบและ ต้องการให้คุณงามความดีกล่าวคือบุญกุศล ซึ งเปรี ยบเสมือน “ผู้อยู่หลั งรั กจริ ง” เกิ ดขึนแก่ ตนเอง แต่กลับไม่เหลียวแลหรื อให้ความสนใจทีจะปฏิบติเพือให้เกิดเป็ นสิ ริมงคลแก่ ตนเลย หรื อ บางครั ง ั คําพูดของคนเราบางคน ก็อาจจะพูดคล้อยตามคุณลักษณะแห่งบุญกุศลคุณงามความดีต่า งๆ จนคน อืนเชือและคล้อยตาม แต่พฤติกรรมทีแสดงออกกลับตรงกันข้ามไม่ได้สอดคล้องกับหลักปฏิบติแห่ง ั ศีลธรรมจรรยาเลย เป็ นประเภทปากอย่างใจอย่าง ปากกับใจไม่ตรงกัน จึงไม่เกิดผลดีแต่ประการใด ในการดําเนินชีวตทังส่ วนตนและสังคม ิ อีกประการหนึง คําว่า “ผู้อยู่หลังรักจริ งแต่ ไม่ เคยเหลียวแล” หมายถึง ความรักของพ่อแม่ ทีมีต่อลูกนันเทียงแท้ไม่แปรผัน เป็ นความรักแท้ทีบริ สุทธิ เป็ นความรักแบบคุณธรรม เมตตาธรรม หวังสุ ขแก่คนทีตนเข้าไปรักคือ ลู ก พ่อ แม่มีความรัก ต่อลูกเช่ นนี ท่านจึงได้ชือว่า “เป็ นพรหมของ ลูก” ซึ งมีอยู่ ๔ หน้าด้วยกัน คือ หน้าเมตตา : รักลูกดุจดวงตาดวงใจ หน้ากรุ ณา : สงสารลูก เห็นใจ ลูก หน้ามุทิตา : ยินดีต่อลูก ไม่อิจฉาริ ษยาลูก และหน้าอุเบกขา : รู ้ จกวางเฉย วางตนวางใจเป็ นกลาง ั ไม่เหยียบยําซําเติมยามลูกผิดพลาดบาปซํากรรมซัด อีกนัยหนึง พ่อแม่ได้ชือว่า “บุรพเทพของลูก” คือ เป็ นเทวดาของลู ก วิสัยของเทวดาคือ ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธแค้นในความผิดพลาดทีลูกมีต่อ พ่อแม่ ตามวิสั ยของปุถุช น โดยเฉพาะคน ไทยถือศักดิศรี ถือของสู ง ใครแตะต้องไม่ได้ เช่ น ศี รษะใครจะมาจับเล่ นไม่ วาจะเป็ นใบหน้า ใบหู ่ เราไม่ยอม ถือว่าลบหลู่ ดูหมิน ใครพูดไม่ไพเราะ ใครด่าใครว่าเราไม่ชอบ แต่พ่อแม่เวลามีลก ถูกลูก ู ดึงผมเล่น เขกหัวเล่น กัดนม หยิก ข่วน ด่า พ่อ แม่ไม่เ คยโกรธลูกเลย นอกจากไม่โกรธกลับชอบเสี ย อีก ลูกดึงผมตบหน้า ก็ชืนใจว่าลูกแข็งแรง ลูกด่า ก็วาลูกพูดเก่ง นีคือธรรมชาติของพ่อแม่ หากเป็ น ่
92.
๙๒ คนอืนทําเช่ นนันบ้างเห็นจะเกิดเรื องเป็
นแน่ แต่พ่อแม่ไม่ถือ บางครังปั สสาวะใส่ ถ่ายรด พ่อแม่ก็ไม่ รังเกียจ หากเป็ นของผูอืนคงขยะแขยงเต็มทน นีแหละอภัยอันเป็ นวิสัยของเทวดา ซึ งเป็ นผูทีชื อว่า ้ ้ “ผูอยูหลังรักจริ ง” ้ ่ ลูกบางคน ทังๆ ทีรู้อยูเ่ ต็มอกว่าพ่อแม่รัก และหวังดี ก็ ข ยีความหวังของพ่อแม่ให้พงพินาศ ั ไม่ตงอยู่ในโอวาท ว่านอนสอนยาก ลินกระด้า งคางแข็ง หาว่าพ่อ แม่ ไ ม่ มีคุณท ◌ี◌่ให้เกิ ดมาก็ หา ั ตังใจไม่ แต่เป็ นเพราะรักสนุ กต่างหาก เพราะฉะนันเมือเกิ ดมาแล้วก็ จาเป็ นต้องเลียงดู ตามหน้าที ํ บางคนลบหลู่หรื อขนาดหนัก ว่าชีวตทีเป็ นตัวเป็ นเป็ นหลักฐานทุกวันนี พ่อแม่ไม่ได้ให้อะไรมาเลย ิ ทีเป็ นเศรษฐี มีกินมีใช้ ก็ หาด้วยลําแข้งของตนเอง และลองคิดดูเถิ ดว่า ทีอ้างว่าหากิ นด้วยลําแข้ง ตัวเองนันแล้วแข้งนันเอามาจากไหน ตังแต่ศีรษะยันเท้า ไม่ใช่พ่อแม่ให้มาดอกหรื อ ถ้าพ่อแม่ไม่ให้ แข้งมาแล้วจะเอาแข้งทีไหนไปหากิ น นี แหละทีท่านว่า “ลูกดีรู้คุณ ลู กไม่ดีหลบหลู่ คุณ” เข้าหลัก ปริ ศนาธรรมทีว่า “ผูอยูหลังรักจริ ง (พ่อแม่ ) แต่ไม่เคยดูแล (ลูกๆ ทีไร้ คุณธรรม)” นันเอง ้ ่ ปริ ศนาธรรมหมวดทีสิบเก้ า ชนิดของมนุษย์ ๕ จําพวก ♣ มนุสฺสเปโต ♣ มนุสฺสติรจฺฉาโน ♣ มนุสฺสนิรโย ♣ มนุสฺสมนุสฺโส ♣ มนุสฺสเทโว ♣ มนุสฺสเปโต คําว่า “มนุสฺสเปโต” หมายถึง บุคคลทีมีร่างกายเป็ นมนุษย์แต่จตใจเป็ นเปรต กล่าวคือจิตใจ ิ เต็มไปด้วยความโลภ หิวกระหาย อยากจะได้อยากจะมีอยากจะเป็ นโดยไม่คานึงถึงความถู ก ผิดทาง ํ ศีลธรรม จิตใจมีแต่จะกอบโกย ฉ้อฉล คดโกง ฉ้อราษฎร์ บงหลวง ถือผลประโยชน์เป็ นพระเจ้า ดัง ั คํากล่าวทีว่า “เอาแต่ ได้ ถ่ ายเดียวไม่ เ หลียวหลั ง ชั วก็ชังหลับตาวางเฉย” คนประเภทนี ในสังคม ปั จจุบนมีมาก และตราบเท่าทีบุญเก่ าของเขายังมี ก็จะยังดํารงตนในการคดโกงด้วยวิธีการต่างๆ ได้ ั แต่พอหมดบุญเก่าแล้ว บาปกรรมทีทําไว้ก็ส่งผลให้มีสภาพเหมือนเปรต คือทรัพย์สินทีได้มาก็สลาย ชีวตมีสภาพเหมือนคนพิการทีไม่สามารถทีจะประกอบอาชีพการงานหาอาหารเลียงชี วตตนได้ ต้อง ิ ิ ขอทานเขากินได้กินบ้างไม่ได้กินบ้างเพียงมี ชีวิตอยู่ไปวันๆ อยู่อย่างอดๆ อยากๆ มีชีวตทีสิ นหวัง ิ สรุ ปแล้วมนุษย์จาพวกเปรตนี จะมีแต่ความละโมบโลภมาก ไม่ชอบการเสี ยสละเพือส่ วนรวมอย่าง ํ แท้จริ ง จะมีบางก็เพือปิ ดบังความชัวของตนหรื อ ต้องการให้ค นสรรเสริ ญเท่านัน นีคื อสภาพของ ้
93.
๙๓ เปรตในคราบมนุษย์ ทีมีลกษณะ “เห็นผิดเป็
นชอบ เห็ นบาปเป็ นบุญ เห็นบุญเป็ นบาป เห็นดีเป็ นชั ว ั เห็นชัวเป็ นดี เห็นหางเป็ นหัว เห็นหัวเป็ นหาง เห็นกงจักรเป็ นดอกบัว เห็นดอกบัวเป็ นกงจักร” คนทีมีความโลภมากๆ บางครังทําในสิ งทีคนอืน (คนดี) ทําได้ยาก แม้แต่ของเคารพบูชาอัน สู งส่ งก็ยงสามารถฉ้อโกงได้ และเมือกระทําไปแล้วผลของการกระทําก็ส่งให้ได้รับทุกข์ยากทรมาน ั สิ นเนือประดาตัวในภายหลัง และกลายเป็ นเปรตในขณะทียังไม่ตาย ซึ งเรี ยกว่า คนเป็ น เปรตจริ งๆ ดังมีเรื องเกิดขึนทีจังหวัดน่านเป็ นอุทาหรณ์ เรืองคนเป็ นเปรตนี เกิ ดขึนทีจังหวัดน่าน ท่านเจ้าคุณพระมหาโพธิ วงศาจารย์ วัดพระบาท มิงเมือง จังหวัดแพร่ เมือท่านเป็ นพระราชาคณะชันธรรม ทีพระธรรมรัตนากร ท่ านเล่าว่าทีจังหวัด น่านมีพระมหาเถระชันผูใหญ่รูปหนึง มีลูกศิษย์ลกหามากมาย มีคนเคารพยําเกรงมาก คราวหนึงทาง ้ ู วัดจะทําการบูรณะองค์พระบรมธาตุทีชํารุ ดทรุ ดโทรม จําเป็ นต้อ งนํายอดฉัตรลงมา ครั นซ่ อมองค์ พระบรมธาตุเสร็ จก็ทาพิธียกฉัตร แต่เป็ นฉัตรทีทําขึนใหม่ ํ ต่อมาฉัต รนันก็ ดา แต่ใครๆ ก็ไม่กล้าทักท้วง ปรากฏว่าพระมหาเถระผู ้ใหญ่ท่านนันได้ ํ นําเอาฉัตรอันเก่าซึ งเป็ นทองคําไปขายแล้วต่อมาท่านก็ ลาสิ กขาไปแต่งงานจนมีลูก แต่ลูก คนนัน คลอดออกมาไม่มีหนังมีแต่เนือแดงๆ ผูสามีปรารภจะฆ่าเด็กนีให้พนอาย แต่ภรรยาไม่ยอม ้ ้ ต่อมาไม่นานเด็กคนนันก็ตาย วันหนึงมีแขกมาหาสามี เธอจึงขึนไปตามทีในห้อง แต่เมือถึง ห้องเธอถึงกับตกใจร้องกรี ด เพราะภาพทีเห็นนันเป็ นเปรตตัวยาวเต็มห้อง เธอจึงขอหย่าแล้วท่านผูนี ้ ก็จนลงๆ จนถึงกับต้องอาศัยผูทีเคยเป็ นศิษย์เลียงชีวต ต่อ มาก็ เกิ ดเป็ นโรคหู หนาตาเร่ อและตายใน ้ ิ ๗๖ ทีสุ ด ในทางพระพุทธศาสนาเชือว่าผูทีล่วงละเมิดของสงฆ์ หรื อของส่ วนรวมโดยมีจิตคิดฉ้อโกง ้ หรื อหยิบฉวยโดยไม่ได้รับอนุ ญาตจากสงฆ์แล้ว ผูนนจะกลายเป็ นเปรตหรื อได้รับความร้อ นทุรนทุ ้ ั รายก่อนตาย อย่างเช่น ชายคนหนึงเมือใกล้ตาย เจ็บหนัก ก็แก้ผาแก้ผ่อนหมด ใครมานุ่ งห่มให้ก็ทิง ้ ออกหมด บอกว่า “ร้ อนๆ” ผลสุ ดท้ายก็ตายแบบเปลือยเปล่า ปรากฏว่าท่านผูนีเป็ น มัค นายก เรี ยไร ้ ปั จจัยสิ งของเข้าวัดบ้าง เอาใช้ส่วนตัวบ้าง เข้าทํานองวัดครึ งหนึ งกรรมการครึ งหนึ ง๗๗ พอใกล้ตาย จึงได้รับความทุกข์เนืองจากกรรมทีตนทําไว้ และเมือตายไปต้องกลายเป็ นเปรตจริ งๆ คอยหลอก หลอนขอส่ วนบุญกับญาติพีน้องและคนทัวไปจนกว่าจะหมดกรรม ภูมิแห่งเปรตนี เป็ นภูมิทีหิ วกระหายทรมานและไม่กล้าปรากฏกาย หลบๆ ซ่ อนๆ อยู่ในภูมิ นันตลอดกัปป์ จนกว่าจะสิ นกรรมทีได้กระทําไว้ ความจริ งคนทีมีโลภะจัดนันย่อมหิ วกระหายจน อยู่ ด้ ว ยการคิ ด ว่ า “ไม่ มี ” แล้ ว ดั ง นั นเมื อจวนจะสิ นชี วิ ต จึ ง ได้ รั บ กรรมที ทํา อทิ น นาทาน กาเมสุ มิจฉาจารหรื อมุสาวาทไว้ บางทีก็ได้กรรมนิ มิตเครื องหมายขโมยหรื อเครื องหมายทีเป็ นชู ้สู่ ๗๖ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน), อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๒๘. ๗๗ เรืองเดียวกัน, หน้า ๙๕.
94.
๙๔ สาว หรื อโกหกหลอกลวงเป็
นอารมณ์ บางทีก็ได้คตินิมิต เห็นเป็ นโคลนริ มแม่นาลําคลองหรื อชาย ํ ป่ า ถ้าขาดใจลงไปในขณะนันก็จะไปเกิ ดในภูมิแห่งเปรตและอสุ กาย ได้รับความทุกข์ทรมานอยู่สิน กาลนานจนกว่าจะหมดกรรมทีทําไว้ เมือสิ นกรรมในภูมิแห่ งเปรตและอสุ รกายทีตามสนองนันแล้ว ก็ยงมีเศษกรรมเหลือให้เกิ ดเป็ นสัตว์เดรัจฉานได้อีก พ้นจากภู มิเดรัจฉานตามสนองให้เกิ ดเป็ นคน ั ยากจนอนาถาด้วยอํานาจเศษของโลภะหรื อความโลภจัดนันเอง ♣ มนุสฺสติรจฺฉาโน คําว่า “มนุสฺสติรจฺฉาโน” หมายถึง บุคคลทีมีร่างกายเป็ นมนุษย์แต่จิตใจเป็ นสัตว์เดรัจฉาน กล่ า วคื อ ไม่รู้ จก บาป บุญ คุ ณ โทษ กิ เ ลส และกรรมทีประกอบการกระทํา ในการดํา เนิ น ชี วิต ั ปราศจากความละอาย และไม่สะดุงกลัวต่อบาป ลักษณะเป็ นคนทีมีหน้าตาของคนขีเกียจ แววตาไม่ ้ แจ่มใส ผิวพรรณอาจจะดี เพราะสุ ขกายสบายใจ ไม่คิดอะไรมาก มีชีวิตโดยอาศัยคนอื น ไม่ช อบ ทํางานทําการ ขีเกียจ ทําอะไรแล้วจับจด ไม่เอาจริ งเอาจัง ทําอะไรแบบอยู่ไปวันๆ ทํางานอะไรไม่ ทําให้ก ้าวหน้า ทํางานแบบไม่มีทางเลื อก สุ ดแท้แต่จะให้ทาอะไร ใช้ทาอะไรก็ทา ไม่รับผิดชอบ ํ ํ ํ ทํางานแบบเป็ นทาส ขาดความเจริ ญก้าวหน้าในชีวต ชอบใจไม่ชอบใจก็ ตองบริ โภคให้อิ มปากอิม ิ ้ ท้อ งไปวัน ๆ บางคนเป็ นสัต ว์เ ดรัจฉานเป็ นช่ วงๆ คื อ ขี เกี ย จทํางานเป็ นบางช่ วง แต่ก็ คิ ดได้ใน ภายหลัง ถ้าคบหาผูกพันกับมนุษย์เดรัจฉานก็จะมีแต่เรื องเดือดร้อนในภายหลัง บุคคลทีมีลกษณะร่ างกายเป็ นมนุษย์แต่จิตใจเป็ นสัตว์เดรัจฉานนี จะไม่รู้จกนําหลักธรรมคํา ั ั สอนทางพระพุทธศาสนามาเป็ นเครื องยึดเหนียวจิตใจ ชีวตมีแต่ความเพลิดเพลินสนุกสนานไปวันๆ ิ เหมือนกับไก่ ทีถูกขังไว้ในเข่ง มันไม่รู้หรอกว่าพรุ่ งนี จะถูกเชือดคอ ยังโก่งคอร้องขันกันเซ็งแซ่ แย่ง อาหารกันกิ น บ้างก็ จิกตี ก ัน พอวันรุ่ งขึ นก็ถูก เขาเชื อดต้อ งกลายเป็ นอาหารของคนไป ชี วตของิ คนเราก็เหมือนกัน ถ้าจะว่าไปคนเราก็คล้ายกับไก่ทีถูกขังอยู่ในเข่ งใบใหญ่ คือโลกทีเราอาศัยอยู่นี ต่า งก็ไ ม่รู้ หรอกว่า จะตายเมื อไร แต่ก็ ย งมัวเมาประมาทสนุ ก สนานกัน ไป ทะเลาะวิวาทกันไป ั กอบโกยกันไป ตีรันฟั นแทงกันไป เสพสุ รายาเมากันไป ผลสุ ดท้ายก็ถูกพระยามัจจุราชเชื อดคอต้อง เข้า โลงกันไปในทีสุ ด ซึ งก็ตรงกับคําทีปราชญ์ท่านลิขิ ตไว้ว่า “เต้ นกัน มาเต้ นกัน ไป ผลสุ ดท้ ายก็ เข้ าโลง (ศพ) ถึงจะมีพระรอดสวมคอกีองค์ๆ ก็ไม่ รอดตาย” ตรงกับสุ ภาษิตทีลานธรรมแห่ งหนึ งว่า “ตายเอ๋ ยตายแน่ หนุ่มสาวเฒ่าแก่ ตายแน่ ทงนัน ถึงจะมีเหลือล้ นหรือจนยากไร้ จุดจบพบตายทุกราย ั เหมือนกัน” แต่โดยมากคนเราไม่ค่อยจะสังเวชสลดใจอะไร เข้าทํานองทีว่า “สั ปเหร่ อชินผี สั งฆการี ชินพระ” นันเอง คนทีมีจิตใจเยียงสัตว์เดรัจฉานนี จะมีโมหะ (ความหลง) เป็ นเครื องนําทาง และจะมืดมน อันธกาลอยู่ตลอดเวลา โมหะทีจะนําไปสู่ ภูมิสัตว์เดรัจฉานนันต้องเป็ นโมหะทีเกียวข้อ งกับมิจฉาทิฐิ มีความเห็นผิดและทุจริ ตต่างๆ ทําฆาตกรรม โจรกรรม ประพฤติ ผิดในกาม ข่มขืน ชําเรา พูดโกหก มดเท็จ ส่ อเสี ยด คําหยาบ เพ้อเจ้อ ไร้ สารประโยชน์ คิดมักมากในกาม พยาบาท คิดเบียดเบียนต่างๆ
95.
๙๕ เป็ นต้น ส่
วนโมหะธรรมดาทีหลงลืมตามปกตินน ทําให้เป็ นคนโง่อยูในภพนีหรื อติดตามให้เป็ นคน ั ่ โง่หลงลืม ไม่รู้ งงงันเรื อยไปภายภาคหน้าบ้างเท่านัน บุคคลทีทําอกุศลกรรมด้วยอํานาจโมหะดังกล่าวแล้ว เวลาใกล้จะตายจะปรากฏกรรม การ ทําบาปต่างๆ เป็ นอารมณ์หรื อกรรมนิมิตเครื องหมายของกรรมนันเป็ นอารมณ์ หรื อคตินิมิต มีสัตว์ เดรัจฉานหรื อป่ าเป็ นอารมณ์ เมีอจุติขาดใจแล้วก็จะปฏิสนธิ เกิดในภูมิแห่งสัตว์เดรัจฉาน ๕๐๐ ชาติ ๑๐๐๐ ชาติ จนกว่าจะสิ นกรรม บางทีได้ส ร้ างอกุ ศลกรรมในภูมิทีเป็ นสัตว์เ ดรัจฉานก็จะเกิ ดเป็ น สัตว์ตาต้อยลงไปทุกที จากช้างเป็ นม้า – ลา – กระบือ – วัว – หมู – แมว – สุ นข – ลิ ง – ค่ าง ํ ั – บ่าง – ชะนี – ตะขาบ – เต่า – ไส้ เ ดื อ น – กิ งกื อ – ปลา – นก – งู – หอย – กุ้ ง – ปู ตลอดถึงสัตว์เล็กๆ เป็ นจุลินทรี ย์ ซึ งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ยากทีจะได้มาเกิดเป็ นมนุ ษย์ หรื อ หาก พ้นจากภูมิสัตว์เดรัจฉานมาเกิดเป็ นมนุษย์ ก็กลายเป็ นคนโง่ เซ่ อ ขาดสติ หลงๆ ลืม ไม่ เต็ม นับสิ บ ไม่ถวน ไม่อาจสามารถดํารงสติปัญญา ทําความเจริ ญให้แก่ตนโดยลําพังได้ ้ ♣ มนุสฺสนิรโย คําว่า “มนุสฺสนิรโย” หมายถึง บุคคลทีมีร่างกายเป็ นมนุ ษย์แต่ จิตใจเป็ นสัตว์นรก กล่าวคือ ไม่มีความละอายต่อบาป ทําความชัวผิดศีลอยูเ่ ป็ นนิจ หลอกลวงคนอืนว่าตนเป็ นคนดี แต่ มีสัน ดาน ร้ าย ก่ อเรื องร้าย เพราะใจชัว ผิดกฎหมายบ้านเมือง เป็ นภัยต่อสังคม เบียดเบียดคนอืน ไม่ทางานการ ํ ประพฤติทุจริ ต มิจฉาชีพ นิยมอาชีพทุจริ ตเพราะมีมิจฉาทิฐิคิดว่าทําแล้วก็สบาย ไม่รู้จกผิดชอบชัวดี ั ถือว่าอยูในภูมิตาทีสุ ด ลักษณะเป็ นคนทีมีหน้าตาหน้าเกลียด มีร่างกายเป็ นคน แต่ ภูมิพืนทางจิตใจ ่ ํ นันเป็ นสัตว์นรก ต้องอยู่อ ย่างยากลําบาก แม้จะมีฐานะดีสัก เท่าใด ก็ตองเดือ ดร้ อ น อยู่ไม่เป็ นสุ ข ้ หรื อไม่อยู่ตามบ้านเรื อน แต่อยูในคุกในตาราง ถูกจองจํา ทําโทษ หมดอิสรภาพ ต้องทนทุกข์เวทนา ่ สาหัส เช่นเดียวกับการอยู่ในนรกหมกไหม้ร้อนรุ่ มอยู่ตลอดเวลา คนที ชอบทํากรรมชัวโดยมาก มัก จะคิ ดว่าการหลอกลวงฉ้ อโกงเป็ นการแสดงถึงความ เฉล◌ยวฉลาด คิดว่าการเบียดเบียนรังแกข่มเหงคนดีเป็ นความประพฤติทีมีเกี ยรติ ดังนันจึงถื อเป็ น ี ของสนุก มีโอกาสหลอกลวงได้ก็หลอกลวง มีโอกาสรังแกได้กรังแก ก่อกรรมทําเข็ญแล้วยังไม่รู้สึก ็ สํานึกตนยังเบิกบานสําราญใจ คิดว่าตนเองเก่ งทีสามารถเอาความชัวมาข่มเหงรั งแกเบียดเบี ยนคน อืนได้ ดังนันจึงอาศัยอํานาจอิทธิ พล และกําลังอันเหนื อกว่าของตนเทียวก่ อ กรรมทําเข็ญอย่างไม่ เกรงกลัวบาปกรรม ถ้าจะว่าไปแล้วมนุ ษย์ชาวโลกมักจะดินรน เพือมุ่งแสวงหาความสุ ขสบายจากวัตถุธาตุ โดย ไม่คานึงถึงแรงกายแรงใจทีต้องสู ญเสี ยไปเพียงเพือแสวงหาลาภยศสรรเสริ ญ หารู ้ไม่ว่าชี วิตคนเรา ํ แท้จริ งคือความฝันฉากหนึง เมือตืนขึนทุกสิ งพลันว่างเปล่า สุ ดท้ายลาภยศสรรเสริ ญก็พาไปไม่ได้ พาไปได้แต่บาปกรรมเต็มตัว เมือถึงตอนนันจึงจะรู ้วาบนหนทางปรภพนันเดินลําบาก แต่สํานึกได้ก็ ่ สายเสี ยแล้ว และมีบางคนมุ่งหวังเพียงเพือความสุ ขเพียงชัวแล่น แต่เป็ นการสร้ างกรรมหนักร้ายแรง
96.
๙๖ ทําให้ตนเองต้อ งถู ก
จองจํา อยู่ในนรกอเวจีไ ม่ไ ด้ผุ ดเกิ ดอี ก อย่ างเช่ น วิญ ญาณบาปตนหนึ งได้ สารภาพบาปทีตนทําไว้กบ พระจีกง ว่า ั สมัยหนึงเขาเกิดในราชวงศ์หมิง (พ.ศ. ๑๙๑๑ – ๒๑๘๗) เป็ นบุตรคนเดียวของตระกูล ปกติ จะเอาแต่เทียวเตร่ ขีเกี ยจทําการงาน วันๆ คิดแต่เรื องการพนัน กิ น ดืม หาความสุ ข สําราญ ต่อ มาได้ ร่ วมกับพวกนักเลงหัวไม้ตงเป็ นชุมโจรอยูบนเขา ปฏิบติการปล้นฆ่า ข่ มขืน วางเพลิ ง ประพฤติแต่ ั ่ ั ความชัวช้า เข่นฆ่าไม่เลือกหน้า มีอยู่ครังหนึ งโจรกลุ่มนีได้ดืมสุ รากันจนเมามายขาดสติ ได้ทะเลาะ วิวาทเข่นฆ่ากันเอง และเขาได้ถูกฆ่าในท่ามกลางความชุ ลมุ นวุ่นวายนัน คาดไม่ถึงว่าเมือตายแล้ว ต้องไปรับโทษหนักในเมืองนรก ได้รับการทารุ ณกรรมด้วยโทษทัณฑ์ต่างๆ มากมาย ทําให้เขาทุกข์ ทรมานอยูตลอดเวลา ซึ งความทุกข์ทรมานในขุมนรกนีมันหนักเป็ นร้ อยๆ เท่ากว่าทุกข์ทีปรากฏใน ่ โลกมนุษย์เรา ทางไปนรกสําหรับผูทีมีจิตใจเป็ นสัตว์นรกนัน คือโทสะ (ความโกรธ พยาบาท) ผู ้ปฏิ บติ ้ ั บําเพ็ญเพียรจนได้อภิญญาเท่านันจึงจะสามารถเห็นสัตว์นรกได้ ส่ วนสามัญชนก็อาศัย “ตถาคตโพธิ ศรั ทธา” คือ เชื อตามการตรั สรู้ ข องพระพุทธเจ้า ตามหลักฐานทีปรากฏในพระไตรปิ ฎก เหตุ ผ ล พอทีจะพิสูจน์ได้วา นรกนันเป็ นของร้ อน เพราะเหตุคือ โทสะอันเป็ นทางไป ก็เป็ นของร้ อนมากอยู่ ่ แล้ว เช่น ในเวลาทีโทสะขึ นก็ จะรู ้ สึก ว่าร้ อนใจเป็ นกํา ลัง นังก็ ไม่ส บาย นอนก็ ไม่ สบาย ยืนก็ไม่ สบาย เดินก็ไม่สบาย กลุมใจไปทุกหนทุกแห่ง เสี ยใจไปทุ กหนทุกแห่ง ริ ษยา หึ งหวง รําคาญอย่าง ้ ไม่มีทีสิ นสุ ด โทสะ ความโกรธอันใดทีมีมิจฉาทิ ฐิ คื อความเห็นผิดเป็ นปั จจัยจนเป็ นเหตุ ให้กระทําการ ทุจริ ต มีการฆ่า หรื อว่ากระทําหยาบช้าต่างๆ เป็ นต้น เป็ นหนทางไปสู่ นรกโดยแน่นอน ดังนัน นรก จึงร้ อนแรงด้วยไฟนรกเผาผลาญและมีอาวุธทิมแทงให้เสวยทุกขเวทนาอันแสนสาหัสด้วยแรงกรรม ทีทําไว้ ร้อนจนกระทังขาดใจตายเกิ ดขึนอีกถูกไฟแผดเผาอีก ทนต่อความร้ อนแรงแห่ งไฟนรกไม่ ไหวจนตายๆ แล้วเกิ ด เช่นนีจนกว่าจะสิ นกรรมทีได้กระทําบาปด้วยอํานาจโทสะไว้ บุคคลทีสร้างทางนรกไว้บ่อยๆ เวลาถึงมรณสันนกาล เมือใกล้ตายจะปรากฏกรรมเห็นแต่ การทําบาป หรื อเห็นแต่กรรมนิมิตเครื องมือทีทําบาปและคตินิมิต นรกขุมทีจะไปตก ซึ งมีไฟและ ศาสตราวุธ เป็ นต้น เมือได้อารมณ์อนใดอันหนึงเช่นนีแล้วตายไปในขณะนัน ย่อมไปตกในนรกอยู่ ั สิ นกาลนาน แม้พนจากนรกแล้ว เศษบาปทีเหลือก็จะตามสนองให้เกิ ดเป็ นเปรตอสุ รกายหรื อ สัตว์ ้ เดรัจฉาน ถ้าบุญในภพก่ อนๆ มีอยู่บาง ก็จะให้เกิดเป็ นมนุษย์ทีพิการทุพพลภาพไม่สมประกอบ ใบ้ ้ บ้า บอด หนวก วิก ลจริ ตต่ างๆ ทังนี เพราะเศษบาปทีเหลือ ประทับตรามาจากนรกด้วยอํานาจแห่ ง โทสะความโกรธเป็ นมูลมา๗๘ ดร.พระครู อดุล สารสิ ทธิ (สว่า ง ฉนฺ ทสุ ทฺ โธ), คู่มือพระวิปัสสนาจารย์ (กรุ งเทพ ฯ : หจก.เทคนิ ค ๗๘ ,๒๕๔๕), หน้า ๒๓ – ๒๔.
97.
๙๗
♣ มนุสฺสมนุสฺโส คําว่า “มนุสฺสมนุสฺโส” หมายถึง บุคคลทีมีร่างกายเป็ นมนุษย์จิตใจก็เป็ นมนุษย์ดวย กล่าวคือ ้ เป็ นบุคคลทีมีการปฏิบติธรรมและตังอยู่ในศีลธรรมซึ งมนุษย์ควรจะตังอยู่ คือ มีศี ล ๕ มีความโอบ ั อ้อมอารี มีความรักใคร่ ปรารถนาดีต่อเพือนมนุษย์ ไม่คิดทีจะข่มเหงรังแกผูอืนโดยประการทังปวง ้ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมนัน จําเป็ นทีแต่ละคน ซึ งเป็ นสมาชิกของสังคมจะต้องทําตนให้ เป็ นคนเต็มคน ทีเรี ยกว่าเป็ นมนุ ษย์ หรื อเป็ นคน ๑๐๐% เพือให้การอยู่ร่วมกันดําเนินไปด้วยความ เรี ยบร้อย มีความสงบสุ ข เกิดศานติสุข ไม่มีเวรภัยต่อกันและกัน หลักธรรมทีจะทําคนให้เต็มคนอัน ยังผลให้การอยู่ร่วมกันมีความสุ ขมีความสงบสุ ขนันก็คือ เบญจศีล เบญจธรรม ได้แก่ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนาเป็ นเครื องงดเว้นจากการฆ่า การเบียดเบียน การทําร้ า ย ร่ างกายคนและสัตว์ แล้วมีจิตใจประกอบด้วยเมตตากรุ ณา มีค วามปรารถนาดี และสงสารเห็นอก เห็นใจผูอืน สัตว์อืน ้ ๒. อทินนาทานา เวรมณี เจตนาเป็ นเครื องงดเว้นจากการถื อ เอาสิ งของทีเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมยหรื อโจร อัน ได้แก่ ลัก ฉก ชิง วิงราว ขู่กรรโชก ขู่เข็ญ ปล้น จี ตู่ ฉ้อโกง หลอก ลวง ปลอม ตระบัด เบียดบัง สับเปลียน ลักลอบ ยักยอก และรับสิ นบน แล้วเป็ นผู้มีความขยัน ประกอบสัมมาชีพ บริ จาคทาน และเคารพในกรรมสิ ทธิ ในทรัพย์สินของผูอืน ้ ๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เจตนาเป็ นเครื องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม บุคคลต้องห้ามสําหรับฝ่ ายชาย คือ (๑) ภรรยาคนอืน (๒) ผูหญิงทียังอยู่ในความอุปการะของผู้อืน (ต้องพึงพาอาศัยผูอืนอยู) ้ ้ ่ (๓) ผูหญิงทีจารี ตต้องห้าม (แม่ ย่า ยาย พีสาว น้องสาว ลูกสาว ชี หญิงผูเ้ ยาว์ ้ บุคคลทีต้องห้ามสําหรับฝ่ ายหญิง คือ (๑) สามีคนอืน (๒) ชายจารี ตต้องห้าม (พ่อ ปู่ ตา พีชาย น้องชาย ลู กชาย พระภิ กษุ สามเณร ชายผูเ้ ยาว์) ทังฝ่ ายชายและฝ่ ายหญิงไม่ใช่เฉพาะ ห้ามแต่ร่วมสังวาสเท่านัน แม้แต่การเคล้าคลึง การพูด เกี ยวพาราสี หรื อการแสดงอาการ ปฏิ พทธ์ แ ม้แต่ดวยสายตาเนตรสบเนตร เป็ นต้น ก็ ชือว่า การ ั ้ ละเมิ ดศีล ข้อนี แล้ว เมื อไม่ล่วงละเมิดศี ลข้อ นี แล้วเป็ นผู ้สําสวมในกามยินดี แต่ในภรรยาของตน เท่านัน (สทารสันโดษ) จงรักภักดีแต่ในสามีของตน (ปติวตร) ถ้ายังไม่ได้แต่งงานก็ตองมีกามสังวร ั ้ ตังตนอยู่ในขนบธรรมเนี ยมประเพณี ทีดีงาม มีวฒนธรรมอัน ดีชนิ ดทีว่า “เข้าตามตรอกออกตาม ั ประตู”
98.
๙๘
๔. มุส าวาทา เวรมณี เจตนาเป็ นเครื องงดเว้นจากการพูดเท็จ อันได้แก่ค าปด ทวนสาบานทํา ํ เล่ห์กระเท่ห์ มารยา ทํากิเลส เสริ มความสํารวมคําพูดเสี ยดแทง สับปลับ ผิดสัญญา เสี ยสัตย์ และคืน คํา แล้ว เป็ น ผูรักสัจจะจะพูดแต่คาสัตย์จริ งด้วยความจริ งใจและปรารถนาดี มุ่งหวังดีต่อผูฟัง ้ ํ ้ ๕. สุ ราเมรยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี เจตนาเป็ นเครื องงเว้นจากการดืมนําเมาอันเป็ น ทีตังแห่งความประมาท อันได้แก่ นําสุ รา เมรัย เครื องดืมมึ นเมาอื นๆ และการเสพยาเสพติดอืนๆ เช่ น ฝิ น เฮโรอี น กัญชา ยาบ้า หรื อแม้แ ต่บุหรี แล้วเป็ นผู ้ประกอบด้วยสติสั มปชัญ ญะในการ ประกอบกิ จการทังปวง และเป็ นผูไม่ประมาทในชีวิตในการงาน ในวัย ในเพศ ้ ส่ วนเบญจธรรม คือธรรม ๕ ได้แก่ ๑) เมตตา รักสงสารสัตว์โลกด้วยกัน ๒) สัมมาชีพ เลียงชีพโดยสุ จริ ต ชอบธรรม ๓) สันทารสันโดษ ยินดีเฉพาะภรรยาของตนเท่านัน ๔) สัจจวาจา พูดคําสัตย์จริ ง ๕) สติสัมปชัญญะ มีความสํานึกและความรู ้รอบคอบอยูเ่ สมอ ผูทีจะเป็ นคนเต็มคนหรื อ เป็ นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แ บบ ๑๐๐% ได้นน จะต้องเป็ นผูมีการ ้ ั ้ ดําเนินชีวตประจําวันทีประกอบด้วยเบญจศีลเบญจธรรมทัง ๕ ประเด็นดังกล่าวแล้วข้างต้น ถ้าขาด ิ ๑ ประเด็นก็ เ ป็ นคนเพียง ๘๐% หรื อขาด ๒ ประเด็นก็ เป็ นคนเพียง ๖๐% นับว่าเป็ นหลัก การขัน พืนฐานทีพระพุทธองค์ทรงสังสอนมุ่งเน้นให้พุทธศาสนิกชนได้ประพฤติปฏิบติตาม เพือความเป็ น ั มนุษย์อนจะได้เป็ นสมาชิกทีดีของสังคม ความสงบสุ ขในสังคมแต่ละวันจะเกิ ดขึ นได้ก็อ าศัยหลัก ั มนุษยธรรมนีเอง ♣ มนุสฺสเทโว คําว่า “มนุสฺสเทโว” หมายถึง บุคคลทีมีร่างกายเป็ นมนุษย์แต่มีจิตใจเป็ นเทวดา กล่าวคื อมี ศีลธรรมประจําใจ ประพฤติ กายสุ จริ ต วจีสุจริ ต มโนสุ จริ ต รู ้ ว่าอะไรเป็ นประโยชน์ อะไรไม่ เ ป็ น ประโยชน์ รู ้ บาปบุญ คุณโทษ รู ้ ว่าอะไรดี อะไรชัว ไม่ ประมาทในการดํา เนิ นชี วิต มีค วามละอาย และสะดุงกลัวต่อบาป ละเว้นในสิ งทีเป็ นบาป ความชัว ประพฤติตวตังอยูในความดี มีศีล ๕ เว้นจาก ้ ั ่ การฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ และเสพของมึน เมา มี กรรมบท ๑๐ ประการ เว้น จาก การทําด้วยกาย ๓ คือ เว้นจากการฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เว้นจากการทําด้วยวาจา ๔ คือ เว้นจากการพูดเท็จ พูดส่ อเสี ยด พูดคําหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เว้นจากการทําด้วยใจ ๓ คือ เว้นจากความ โลภอยากได้ของเขา ปองร้ ายเขา เห็นผิดจากคลองธรรม มันคงอยูในธรรมเป็ นนิตย์ บําเพ็ญบุญกิริยา ่ วัตถุทงทาน ศีล ภาวนา มีปัญญาปฏิ บติตามคําสอนของพระพุทธเจ้า เพิมพูนบารมี ดวยการให้ทาน ั ั ้ รักษาศีล ฟั งธรรม เรี ยนธรรม ปฏิบติธรรม และชอบสร้างสาธารณประโยชน์เพือส่ วนร่ วม ั
99.
๙๙
ลักษณะของบุคคลทีมี อุปนิ สัยหรื อจิตใจเป็ นเทวดา หรื อบุค คลทีจะเกิ ดเป็ นเทวดานันไม่ ต้องผ่านครรภ์มารดา แต่จะเกิดกายเป็ นเทวดาเลย เรี ยกว่า “โอปาติก ะ” มนุ ษย์จะเกิ ดเป็ นเทวดาได้ เมื อจิ ต ก่ อ นตายระลึ ก ถึ ง ความดี ที เคยทํา ไว้ใ นโลกมนุ ษ ย์ เกิ ด เป็ นมหากุ ศ ลจิ ต ๘ ดวง อัน ประกอบด้ วย หิ ริ และ โอตตั ป ปะ มี ก ารบริ จาคทาน การฟั ง ธรรม หรื อ การสร้ า งสิ งที เป็ น สาธารณประโยชน์ เป็ นต้น ตัวอย่างของคนทีเกิดเป็ นเทวดานี สามารถศึกษาได้จากปฏิปทาของ มฆ มานพ ซึ งเป็ นบุคคลตัวอย่างในเรื องความเสี ยสละประโยชน์สุขส่ วนตนเพือคนอืนและสัง คม ดังมี ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ดังนี มฆมานพ เป็ นบุคคลทีค่อนข้างหาได้ยากยิง เขามองเห็น แต่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ส่ วนตน ยอมสละทุกอย่างเพือประโยชน์สุขของผูอืน มฆมานพเป็ นชาวอจลคามในแคว้นมคธ วัน ้ หนึงออกไปนอกบ้าน หยุดพักผ่อนในทีแห่ งหนึ ง ทําทีตรงนันให้สะอาดน่ ารื นรมย์น่าพัก ชายคน หนึงมาเห็นเข้า ดึงเขาออกแล้วอยู่แทนที แปลว่ามาแย่งทีอย่างหน้าด้าน เขายอมให้โดยดี ไปทําทีอืน อีก ก็ถูกแย่งหมด มฆมานพเห็นว่า คนทีมาแย่งทีอยู่ข องตนนันมีความสุ ข เขาเกิ ดความพอใจจาก การได้เห็นความสุ ขของผูอืน จึงได้ทาสถานทีให้น่าพัก ไว้เป็ นอัน มาก ยอมให้ทุก คนเข้าพัก ถึงฤดู ้ ํ หนาวก็ ก่ อ ไฟให้ ถึ ง ฤดูร้ อ นเอานําไปไห้ เขาเห็นกุ ศ ลทีได้ทาเช่ น นัน เขาคิด ว่า สถานทีดี และ ํ ความสุ ขนันทุกคนพอใจ เลยตกลงใจทําสถานทีดังกล่าวให้เป็ นสาธารณสถาน เขาออกจากบ้านแต่ เช้า ทําหนทางให้ราบเรี ยบ รานกิ งไม้ทีควรราน ต่อมามีชายคนหนึงเห็นมฆมานพทําก็ชอบใจมาช่วย ทํา จนในทีสุ ดมีเพือนร่ วมงาน ๓๓ คน ผูใหญ่บานมีใจริ ษยา ไม่ อยากให้เด็ก หนุ่ มทําอย่างนัน บอกว่า ควรเข้าป่ าหาเนื อหรื อปลา ้ ้ แล้วมาต้มสุ รากินกันจึงจะควร เขาพยายามห้าม แต่มฆมานพไม่ เ ชื อฟั ง คงทําเรื อยไป ผูใหญ่บาน ้ ้ โกรธเคืองจึงไปกราบทูลพระราชาว่า มีโจร ๓๓ คน คุมกันเป็ นพวก พระราชารับสังให้จบมา ยังไม่ ั ทันสื บสวน ก็รับสังให้เอาช้างเหยียบ มฆมานพบอกเพือๆ ว่า ให้แผ่เมตตาไปยังพระราชา นายบ้าน ช้าง และพวกตนเองโดยเสมอกัน อย่าโกรธใครๆ ด้วยอานุภาพแห่ งเมตตา ช้างไม่อาจเข้าใกล้ชาย หนุ่ มทัง ๓๓ คนได้ พระราชาทรงให้เ อาเสื อลําแพนมาคลุ มคนเหล่านัน แต่ช้า งก็ ถอยหลัง กลับ พระราชาทราบเหตุการณ์ คิดว่าต้องมีอะไรพิเศษแน่ จึง ให้ทง ๓๓ คนเข้าเฝ้ า มฆมานพกราบทูล ั เรื องราวทังหมดให้ทรงทราบ พระราชาทรงโสมนัสตรั สว่า “สัตว์ดิรัจฉานยังรู ้ จก คุณของพวกเจ้า ั เราเป็ นมนุษย์ไม่รู้จก จงยกโทษแก่ เราเถิด” พระราชาได้พระราชทานผู ้ใหญ่บานพร้ อ มบุตรภรรยา ั ้ ให้เป็ นทาสของมฆมานพ ช้างเชื อกนันให้เป็ นพาหนะ และยกหมู่บานนันทังหมดให้แ ก่ มานพเป็ น ้ ผูปกครอง สหายทัง ๓๓ คนยินดีในผลบุญทีได้ทนตาเห็นปรึ กษากันว่าอยากทําอะไรให้ยงขึน ตกลง ้ ั ิ กันว่าจะสร้ างศาลาเป็ นทีพักถาวรใน ๔ แพร่ ง จึงจัดหาช่างไม้มาสร้ างศาลานัน แต่ไม่ยอมให้ส ตรี มี ส่ วนร่ วมในการสร้างนันเลย มฆมานพมี ภ รรยา ๔ คน คื อ นางสุ น ัน ทา นางสุ จิต รา นางสุ ธ รรมา และนางสุ ช าดา นางสุ ธรรมาอยากจะร่ วมกุศลในการสร้ างศาลาบ้าง จึงให้ค่าจ้างช่ างไม้ให้ทาช่ อฟ้ าให้ตน นายช่ าง ํ
100.
๑๐๐ ทําช่อฟ้ าเสร็จแล้ว เอาผ้าซ่
อนไว้ มีอกษรจารึ กทีช่อฟ้ านันว่า “ศาลานี ชือ สุ ธรรมา” เมือศาลาเสร็ จถึง ั วันจะยกช่อฟ้ า ปรากฏว่าช่อฟ้ ายังไม่มี ช่ างไม้ทาเป็ นตกใจบอกว่าลืม และให้สั ญญาว่า พวกเขาจะ ํ หาช่อฟ้ ามาเอง แต่มฆมานพไม่อนุญาต ช่างจึงบอก “ข้าพเจ้าไม่สามารถทําช่ อฟ้ าด้วยไม้ทีตัดใหม่ ได้ ต้องได้ไม้ช่อฟ้ าทีถากไว้ดีแล้ว แห้งดีแล้ว จึงจะใช้ได้ และอาจมีช่อฟ้ าขายในทีใดทีหนึง พวกเรา จะขอซื อเขา” พวกเขาทังหมด เทียวเดินหาบ้านทีขายช่อฟ้ า มาพบทีบ้านของนางสุ ธรรมา จึงขอซื อ นางสุ ธรรมาไม่ยอมขาย ไม่วาด้วยเงินเท่าใด แต่นางบอกว่าจะให้เปล่า ถ้ายอมให้มีส่วนบุญ ในศาลา ่ นันบ้าง พวกมฆมานพยืนยันไม่ยอมให้สตรี มีส่วนร่ วมในการกุศลครังนี ช่ างไม้จึงว่า เว้นพรหมโลก เสี ยแล้ว ไม่มีทีใดปราศจากสตรี ขอท่านทังหลาย จงรับช่ อ ฟ้ าไว้เถิด เพืองานจัก ได้สําเร็ จโดยเร็ ว พวกมฆมานพจึงยอมรับช่อฟ้ า ศาลานันแบ่งเป็ น ๓ ส่ วน คือส่ วนหนึงสําหรับอิสรชน ส่ วนหนึงสําหรับคนเข็ญใจ อีกส่ วน หนึงสําหรับคนไข้ พวกเขาปูกระดาน ๓๓ แผ่นใหญ่ สังช่างไว้วา แขกมานังบนกระดานของผูใด จง ่ ้ พาแขกไปบ้า นของผูน ัน และในวัน นัน ผู ้น ันจะเป็ นผู ้รั บรองให้ค วามสะดวกสบายแก่ แ ขกทุก ้ ประการ มฆมานพปลูกต้นทองหลางไว้ตนหนึง ไม่ห่างศาลานัก แล้วทําเก้าอีหินไว้ โคนต้นไม้นน ้ ั สําหรับคนจะได้นงเล่น คนทีมาพบเห็นศาลาก็ อ อกชือ “ศาลาสุ ธรรมา” ไม่มีใครรู ้ ชือของสหาย ั ๓๓ คนเลย นางสุ ธรรมาฉลาดมากในการทําบุญและหาชื อเสี ยง ฝ่ ายนางสุ นนทา คิดว่า เราควรมี ั ส่ วนบ้าง ธรรมดาคนมาพัก ย่อ มต้อ งการนําดื มนําอาบ เราควรให้ขุดสระมี บว ดังนี แล้วให้ขุดสระ ั โบกขรณี ชื อ “สระสุ นันทา” ส่ วนนางสุ จิตราให้สร้างสวนดอกไม้อนสวยงาม คนทังหลายเรี ยกกัน ั ว่า “สวนสุ จิตตรา” ส่ วนนางสุ ชาดาคิดว่า เราเป็ นทังหลานและเป็ นภรรยาของมฆะ สิ งใดทีมฆะทํา ก็ชือว่าเราได้ทาด้วย จึงไม่ได้ทาอะไรส่ วนตัวอันเป็ นกุศล ปล่อยให้เวลาล่วงไปด้วยการแต่งตัวอย่าง ํ ํ เดียว มฆมานพบําเพ็ญคุณงามความดีตลอดชี วต เมื อสิ นชี พแล้วไปเกิ ดเป็ นท้าวสักกเทวราชใน ิ ภพดาวดึงส์ สหาย ๓๒ คน ก็เกิดทีนันเหมือนกัน นายช่างเกิดเป็ น วิศวกรรมเทพบุตร นางสุ ธ รรมา สุ นนทา สุ จิตราไปเกิดเป็ นเทพอัปสร ทีนันเหมือนกัน มีแต่นางสุ ชาดาเท่านันไปเกิ ดเป็ นนางนกยาง ั ช้างเกิ ดเป็ น เทพบุตร ชื อ เอราวัณ ภายหลังท้าวสัก กะได้ช่ วยเหลื อ ให้นางสุ ชาดาไปเกิ ดเป็ นเทพ อัปสรเหมือนกันโดยวิธีให้รักษาศีล ทําจิตใจให้ประกอบด้วยเมตตากรุ ณา เป็ นต้น ทังหมดได้เ สวย ทิพยสมบัติ มีความสุ ขอยูในโลกทิพย์ เพราะหมันสังสมบุญกุศลด้วยความไม่ประมาทนันเอง ่ การพิจารณาคนตามคุณธรรม หรื อพฤติกรรมทีแสดงออกของบุคคลทัง ๕ จําพวกนี ทําให้ สามารถแยกแยะคนแต่ละคนว่า เป็ นมนุษย์แบบใด หรื อเพือการแก้ไขปรับปรุ งตนเอง เนืองจากภูมิ พืนแห่งจิตใจของแต่ละคนเป็ นไปตามกรรมกิเลส เมือบังเกิดกิเลสก่ อ บาปอกุศ ลกรรมต่างๆ ทําให้ ภูมิพนแห่ งจิตใจเป็ นไปตามกิเลส และกรรม เป็ นวิบาก คือผลซึ งบังเกิดขึนในปั จจุบน โดยมีร่างกาย ื ั เป็ นคน แต่ภูมิพืนทางจิตใจไม่เ ป็ นคน เพราะประกอบอกุศ ลกรรมต่างๆ ไปตามอํานาจของกิ เลส คนบางคนมีพฤติกรรมต่อหน้าและลับหลังคนอืนไม่เหมือนกัน ต่อหน้าคนกลุ่มหนึ งเป็ นคนใจบุญ
101.
๑๐๑ ให้ทาน แต่ต่อหน้าคนอีกกลุมหนึงกลายเป็ นคนรี
ดนาทาเร้ น เอารัดเอาเปรี ยบคนอืน และต่อหน้าคน ่ อีกกลุ่มก็เป็ นคนชอบใส่ ร้ายป้ ายสี นินทา คนทังหลายอาจมี พฤติกรรมได้หลายอย่า ง สามารถทีจะ เป็ นมนุษย์ทง ๕ แบบได้ตลอดเวลา แต่หลักการดําเนินชี วตของมนุษย์ควรจะมีพฤติกรรมโอนเอียง ั ิ มาทางมนุษย์เทวดาให้มากทีสุ ดเท่าทีจะมากได้ เพราะจะแปรเปลียนจิตใจ ความคิด และหน้าตา ทํา ให้มีก ารดําเนิ นชี วิตทีไม่ประมาท จะทํา ให้คบกับคนที เป็ น มนุ ษย์เ ทวดาด้วยกัน เมือตายไปแล้ว วิบากกรรมของมนุษย์ทีไม่ดีก็จะไม่มีผล ความสรุ ป การศึกษาเรื องปริ ศนาธรรมในพุทธปรัชญาแต่ละหมวดนัน เป็ นการศึกษาวิเคราะห์ ตีความ เพือหาความหมายทีแท้จริ งอันแฝงอยู่ในข้อปริ ศนาธรรมทีโบราณบัณฑิตผู ้ชาญฉลาดในการสอน ธรรมผูกเป็ นปริ ศนาไว้ การแก้ทายข้อปริ ศนาธรรมในแต่ละข้อนัน ผูแก้ทายอาจให้คาตอบทีต่างกัน ้ ํ หรื อเหมือนกันก็ได้ ทังนีขึนอยูกบภูมิธรรมของแต่ละบุคคล แต่ลกษณะของคําตอบทีคิดค้นได้จาก ่ั ั การแก้ทายนัน จะต้องเป็ นคําตอบทีประกอบไปด้วยเหตุผลทีผูตอบสามารถอธิ บายให้ผูอืนฟั งเข้าใจ ้ ้ ได้ การตีค วามเพือค้น หาความหมายในหัวข้อ ปริ ศ นาธรรมนัน ผู ้คิดสามารถนําเอาวิธีก ารของ ปรัชญามาใช้ โดยวิธีการวิเคราะห์ ไตร่ ตรอง พิจารณา แล้วหาบทสรุ ปทีถูกต้องชัดเจน มีความหมาย ตรงกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทีผูศึกษาสามารถนําไปเป็ นหลักในการดําเนินชีวตได้ ้ ิ การศึกษาเรื องปริ ศนาธรรม เป็ นวิธี การเรี ยนรู ้ ธรรมอีกวิธีหนึ งในหลายวิธีทีนิ ยมใช้ศึก ษา กันในหมู่ของชาวพุทธทีเน้นเรื องการคิด วิเคราะห์ ซึ งวิธีการนี เป็ น การคิดหาเหตุผ ลเชิ งตรรกะทีมี อยู่แล้วในพระพุทธศาสนา เช่น เรื องกาลามสู ตร เป็ นต้น เป็ นวิธีการหาความรู ้ ทีละเอียดและชัดเจน เพราะมีถึงสามขันตอนด้วยกัน คือเมือได้ความรู ้ ทีเกิ ดจากการฟั ง อ่าน เห็น เป็ นต้นแล้ว ก็จะต้องเอา ความรู้ เหล่านันมาคิดทบทวนก่อนว่าถูกต้องหรื อไม่ และเมือผ่ านกระบวนการคิ ดขันทีสองแล้ว ก็ เข้าสู่ กระบวนการพิจารณาในรายละเอียดขันโยนิ โสมนสิ ก าร ซึ งถื อ ว่าเป็ นความรู ้ ระดับสู งในทาง พระพุทธศาสนา แต่โดยทัวไปการคิดหาเหตุผลจะมาติดอยูแค่กระบวนการคิด (จินตามยปั ญญา) ซึ ง ่ เป็ นความรู ้ระดับวิทยาศาสตร์ ในโลกแห่งผัสสะทัวไป การคิดวิเคราะห์หรื อตีความหมายหัวข้อปริ ศนาธรรมก็เป็ นวิธีการหนึงทีผูศึกษาพยายามจะ ้ หาคําตอบให้สมเหตุสมผลโดยวิธีการคิด ซึ งหัวข้อปริ ศนาธรรมเหล่านันส่ วนมมากจะเกี ยวข้อ งกับ เรื องของการดําเนินชีวตของแต่ละบุคคลหรื อสังคมอยู่แล้ว จึงเป็ นวิธีการหาคําตอบทีไม่ไกลตัวมาก ิ นัก เพราะหลักการดําเนินชีวตของสังคมไทยแต่โบราณมา ก็ ขึนอยู่ก ับพืนฐานของหลัก ธรรมทาง ิ พระพุทธศาสนาอยู่แล้ว ซึ งหลักธรรมเหล่านันได้เข้าไปมีบทบาทแห่งการแสดงออกทางพฤติกรรม ของชาวพุทธตังแต่เกิ ดจนตาย ดังนันการผูกหัวข้อปริ ศนาธรรมของปราชญ์ผูสอนธรรมโบราณ จึง ้ เกี ยวข้องกับการดําเนิ นชีวตของชาวพุทธทีได้นอมนําหลักพุทธธรรมมาเป็ น ฐานในการปฏิ บติเพือ ิ ้ ั การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีสันติสุข
102.
๑๐๒ บรรณานุกรม จักรชัย มหาวีโร,พระมหา. เอกสารประกอบการสอนวิชาปรั
ชญาตะวันตกสมัยโบราณ. เลย : มจร.วิทยาลัยสงฆ์เลย,๒๕๔๖. ____________. เอกสารประกอบการบรรยายธรรมทางสถานีวิทยุ ๑๐๑.๒๕ MHz วัดศรี วชัย ิ วนาราม (เลย : มจร.วิทยาลัยสงฆ์เลย,๒๕๔๘. ณรงค์ กนฺ ตสี โล,พระมหา. จุดเด่ น ของพระพุทธศาสนา. เชี ยงใหม่ : ทรี โอแอดเวอร์ ไทซิ งแอนด์ มีเดียจํากัด,๒๕๔๘. เทพปริ ยติมุนี,พระ. ๑๐๐ เทศนาบู ชาพระพุทธวรญาณ วัดประยูรวงศาวาสวรวิ หาร. กรุ งเทพ ฯ : ั หจก.สามลดา,๒๕๔๙. ธรรมปิ ฎก,พระ. (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุ กรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖. ธรรมปิ ฎก,พระ. (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม. กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. ปี พัฒนาการศึกษาสงฆ์ ๒๕๓๗ – ๒๕๓๙, พุทธศาสนสุ ภาษิต เล่ม ๑. กรุ งเทพ ฯ : กรมการศาสนา, ๒๕๓๗. ปาน จันทรานุตร,พ.อ.(พิเศษ), แก้ปัญหาชีวิตด้ านธรรมะ. กรุ งเทพ ฯ : โรงพิมพ์รุ่งเรื องรัตน์, ม.ป.ป. พุทธวรญาณ,พระ. (มงคล วิโรจโน), เก็บ เล็ กผสมน้ อย กรุ งเทพ ฯ : วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, ๒๕๔๘. ราชวรมุนี,พระ. (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุ กรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๒๘. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุ กรมบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. อักษรเจริ ญทัศน์, ๒๕๓๙. ราชวรมุนี,พระ. (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต), ปรั ชญากรี ก : บ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก. กรุ งเทพฯ : ศยาม, ๒๕๔๐. ราชรัตนมุนี,พระ. (ชัยวัฒน์ ป ฺญาสิ ริ ป.ธ.๙), คติธรรมจากสามก๊ ก. กาญจนบุรี : สํานักพิมพ์ธรรม เมธี – สหายพัฒนาการพิมพ์,๒๕๔๙. วิวธธรรมโกศล,พระครู .(ชัยวัฒน์ ธมฺ มวฑฺฒโน), มุทิตานุสรณ์ พระครูวิวธธรรมโกศล. กรุ งเทพ ฯ : ิ ิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔. วิเทศโพธิ คุณ,พระ. สู่ แดนพระพุทธองค์ อินเดีย – เนปาล. กรุ งเทพ ฯ : ธรรมสภา,๒๕๔๔. วยุรี สุ วรรณอินทร์ , กําไรชีวิต. กรุ งเทพ ฯ : บริ ษท เฟื องฟ้ า พริ นติง จํากัด,๒๕๔๕. ั
103.
๑๐๓ เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรี
ยบเทียบ. กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔. สนิท ศรี สําแดง, ปรั ชญาเถรวาท. กรุ งเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒. สุ วน ทองปั น,ดร. ปรั ชญาการศึกษา. ขอนแก่ น : มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือ,๒๕๔๕. ิ สุ ขพัฒน์ อนนท์จารย์,พระมหา,ดร. ปริ ศนาปรั ชญาธรรม. กรงเทพ ฯ : ลูก ส.ธรรมภักดี,๒๕๔๖. สรกล อดุลยานนท์, ปรั ชญาของงานหนทางสู่ ความสุ ข. กรุ งเทพ ฯ : สํานักพิมพ์มติชน.๒๕๔๗. โสวิทย์ บํารุ งภักดิ, เทวตา อันว่ าเทวดาทังหลาย จากนิตยสารสาระวิชาการ ธรรมทรรศน์ ปี ที ๕ ฉบับที ๒ ประจําเดือน กรกฎาคม – ตุลาคม ๒๕๔๗. ขอนแกน : คลังนานาวิทยา,๒๕๔๗. สุ ทธิ วงศ์ ตันตยาพิศาลสุ ทธิ , หลักพระพุทธศาสนา. กรุ งเทพ ฯ : ธรรมสภา,ม.ป.ป. อดิศกดิ ทองบุญ, ปรั ชญาอินเดียร่ วมสมัย. กรุ งเทพ ฯ : เคล็ดไทย,๒๕๔๐. ั อดุลสารสิ ทธิ (สว่าง ฉนฺ ทสุ ทฺโธ), ดร.พระครู . คู่มือพระวิปัสสนาจารย์ . กรุ งเทพ ฯ : หจก.เทคนิค, ๒๕๔๕.
Download