“คำ”     สอนในหนังสือเล่มนี้...
      “นำ” ท่านไปสู่ความตรองตามให้เห็นจริงได้
                  ด้วยการกระ “ทำ” เพื่อประโยชน์
            ตามความมุ่งหมายสูงสุดแห่งความรู้แจ้ง
และบันเทิงในธรรม นำลงสู่สายธารธรรมแห่งอมตรส
               ซึ่งมีแดนเกษมคือพระนิพพานเป็นที่สุด
  คำสอนทั้งหลายจะนำท่านไปสู่ความรู้ ความเข้าใจ
                ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
     เพื่อให้เกิดความสุข ความเจริญ ในชีวิตสืบไป
                           คณะผู้จัดทำ : อัญญาวิโมกข์
                       เป็นการถอดเทป : พิมพ์ครั้งที่
 2
                                   30
สิงหาคม
2552
สารบัญ
 นิยามของบัณฑิต	 5
        เมตตาธรรม	 31
การมีสติรู้ลมหายใจเข้าออก จิตจะสงบ
รู้ทันกับกิเลสที่มากระทบ หูได้ยินเสียง ตาเห็นรูป
สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่เราได้ยินนั้น ไม่ใช่กิเลส
แต่เป็นเครื่องต่อติดที่ทำให้จิตเราเข้าไปยึด
ทำให้เราเป็นทุกข์ ทำให้ต้องติดภพติดชาติ
เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักจบสิ้น

ถ้าเราไม่มีสติ จะทำให้รู้ไม่ทัน กิเลสจะเข้าครอบงำ
กิเลสที่เข้ามากระทบก็คืออารมณ์ แล้วทำให้เราหลงไป
กับมัน หลงไปกับสิ่งนั้น ชอบในสิ่งนั้น รักในสิ่งนั้น
มีคณะก็ทำให้เกิดการแตกสามัคคี
ขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ไม่ใช่กิเลส แต่เมื่อเราเข้าไปยึดเมื่อไหร่
นั่นก็คือกิเลส ที่ทำให้ใจเราเป็นทุกข์ทันที


                                  นิยามของบัณฑิต
เราเข้าใจว่าการรักตัวเอง การทำให้ใจเป็นสุข
คือ การดูหนัง ฟังเพลง การช็อปปิ้ง การเที่ยว
แต่จริงๆ แล้ว...ไม่ใช่

คำสอนของพระพุทธเจ้า 84,000 พระธรรมขันธ์
ก็อยู่ตรงนี้ จิตที่สงบ จิตที่ว่างจากการยึดติด
กับอะไรทุกอย่าง ก็เป็นวิมุตติ คือ แนวคำสอน
ของพระพุทธเจ้าที่เราค้นหากัน จงมีใจที่แน่วแน่
ตังมัน แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างลึกซึง ไมีมโอนเอียง
  ้ ่                               ้     ี
เอนเอียงไปกับกิเลสที่มากระทบในใจเรา
ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้นในหมู่คณะเล็กๆ
จนไปถึงบ้านเมืองก็ไม่ขัดแย้งกัน

เทศน์ที่ศูนย์พัฒนาม่วงน้อยปูนซีเมนต์ไทยท่าหลวง จังหวัดสระบุรี
วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551


     ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
นิยามของ

นิยามของบัณฑิต ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่าเป็นสิ่งที่น่า

นำมาพิจารณา เพราะว่าเป็นเครื่องเปรียบเทียบธรรมะ
ของพระพุทธเจ้าได้ แล้วก็เป็นเครืองประกอบการดำเนินชีวต

                                ่                   ิ
ของเราได้ ธรรมของศาสดาดูเหมือนว่าจะเป็นศาสน

สุภาษิตด้วย
        ท่านว่าไว้ว่า “ไม้กฤษณาเป็นของหอม เป็นไม้

ที่ ห อมที่สุด เมื่อเราเอาใบตองไปห่อเอาไว้ กลิ่นของ
กฤษณาก็ ยั ง ติ ด ใบตองด้ ว ย” อั น นี้ ท่ า นหมายถึ ง 


                                 นิยามของบัณฑิต
การคบคนดี การคบบัณฑิต ได้พบพระสัจธรรมคำสอน
ถึ ง แม้ ว่ า เราจะไม่รู้เรื่องอะไรทั้งหมดก็ตาม แต่สิ่งที่
ไม่เคยรู้มาก่อนก็จะได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนก็จะ
เข้าใจ เหมือนอย่างเช่นใบตองที่ห่อต้นกฤษณา หรือ
เปลือกของกฤษณา


       อีกความหมายหนึ่ง ท่านว่ามีปลาร้า แล้วเราเอา
ใบตองไปห่อปลาร้า กลิ่นปลาร้าย่อมติดใบตอง ที่นี้ก็
หมายถึง การที่ไม่ได้เห็นพระสัจธรรม ไม่ได้พบสัตตบุรุษ
การคบหาสมาคมกับคนพาล การคบหาสมาคมกับคนชัว

           ่ 

ก็ทำให้เราเป็นคนพาลไปด้วย เป็นคนชั่วไปด้วย และก็
ไม่รู้พระสัจธรรม หรือเรียกว่าความจริง ความหมาย

ทั้งสองอย่างนี้ จะเห็นได้ว่ามีเหมือนกันอยู่ ก็คือใบตอง
       ใบตอง คือ เปรียบเสมือนเราท่านทังหลาย ขึนอยู่
                                       ้      ้
กับว่าเรานั่งใกล้ คลุกคลี หรือได้คบค้าสมาคมกับอะไร
แต่ถ้าเป็นใบตองมันเลือกไม่ได้ แต่คนคือเรา สามารถ


    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
เลื อ กได้ ที่ จ ะคบ ที่ จ ะหา ที่ จ ะศึ ก ษากั บ ท่ า นผู้ นั้ น
เหมือนบทมงคลสูตรว่า อเสวนาจพาลานัง การคบ

คนพาล สนทนากับคนพาล สนิทสนมหรือชิดเชื้อกับ

คนพาล ย่อมพาลไปหาความผิด บัณฑิตกานังจเสวนัง

การคบหาสมาคมกั บ บั ณ ฑิ ต ย่ อ มทำให้ เ กิ ด ความรู
             ้
ความเข้าใจ เกิดความสุขความเจริญในชีวิตได้
     “การคบคน
 การสมาคมกับคน
 พระพุทธเจ้า
ท่านตรัสว่า...เป็นทีสด
 เป็นทังหมดของพรหมจรรย์
                    ่ ุ       ้
หมายถึง
พรหมจรรย์คือความบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว”
 
  ทำไมถึงว่าพระพุทธเจ้าท่านเน้นเรื่องการคบค้า
สมาคม หรือเรียกว่าการคบเพื่อน ทางบาลีเรียกว่า
“กัลยาณมิตร”

     การคบเพื่อนที่ดี เป็นทั้งหมดในพรหมจรรย์ คือ
การทำจิตของเราให้บริสุทธิ์ ทำจิตของเราให้ผ่องแผ้ว

 เหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าเราปฏิบัติ

คนเดี ย วไม่ ไ ด้ จะต้ อ งมี ห มู่ มี ค ณะ มี พ วก มี พ้ อ ง 

                                        นิยามของบัณฑิต
เพื่ อ จะได้ มี ก ารแลกเปลี่ ย น การสนทนา การขบคิ ด
ปัญหาทางการปฏิบัติ หรือทางการศึกษา สิ่งใดที่เรา

ไม่เข้าใจก็จะเข้าใจด้วยการสนทนา พูดคุย การแลก
เปลี่ยนความรู้ เมื่อเราติดขัดแนวทางการปฏิบัติธรรม
กั ล ยาณมิ ต รนั่ น แหละจะเป็ น ผู้ ที่ ช่ ว ยให้ เ ราคลายจาก
ปัญหานันได้ กัลยาณมิตรจึงว่าเป็นทังหมดของพรหมจรรย์
              ้                           ้
นี่ คื อ สิ่ ง ที่ เ รี ย กว่ า พรหมจรรย์ อย่ า งที่ เ ปรี ย บ

ข้ า งต้ น ว่ า ใบตองห่ อ กฤษณากั บใบตองห่ อ ปลาร้ า 

เห็นได้ชัดว่ามันต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งลักษณะ และกลิ่น
ของมัน
      ฉะนั้น   คนดี...เรามอง...เราก็รู้
 

 
            คนชั่ว...เรามอง...เราก็รู้
 

 บางครั้งก็ต้องอาศัยการคลุกคลี           การพูดคุย เราก็
ทราบได้วา คนนีเ้ ป็นคนดีหรือเป็นคนชัว สามารถเลือกได้

        ่                               ่
คบได้ มีสิทธิ์ที่จะคบ มีสิทธิ์ที่จะเลือก 


    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
...ขึ้นอยู่กับว่า
 เราเห็นประโยชน์ในทางประพฤติ

    
 พรหมจรรย์ของเราหรือไม่
 

    ...
 ึ้นอยู่กับความใส่ใจในการบำเพ็ญกุศลของเรา
        ข                                                

    
 หรือไม่
 

    ...
 ึ้ น อยู่ กั บ ความปรารถนาในการที่ เ ราเข้ า มา
        ข                                                

    
 ในพระพุ ท ธศาสนานั้ น
 มี ป ฏิ ป ทาอย่ า งไรนั้ น

 

    
 ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้
 
      เราท่านทังหลาย เป็นผูถกความทุกข์หยอกเอาแล้ว

                ้          ู้
หยอกล้อเอาแล้ว ด้วยความไม่รู้คือโมหะ ความหลง
สำคัญผิด ความเข้าใจผิด เพราะมีฝาคืออวิชชาได้บดบังไว้
 

                                ้
มีตณหา คือ ความทะยานอยาก, มีมานะ คือ ความถือตัว
    ั
ถือตน, มีสงขาร คือ ความปรุงแต่ง ให้ผกพันและยึดติด

              ั                        ู
มั่นหมายในสิ่งนั้นๆ ดูเหมือนว่ามนุษย์เราท่านทั้งหลาย
จะเป็นผูพนจากข่ายแห่งพญามัจจุราชยาก ถ้าเราไม่รจก

        ้ ้                                       ู้ ั
สิงเหล่านี้ พระพุทธองค์จึงแสดงบัญญัติลักษณะและชื่อ
  ่
ของกิเลสทังหลาย เพือให้เราทราบ รู้ และมีการป้องกัน

            ้       ่

                                  นิยามของบัณฑิต
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ แบบแผน การปฏิบตตน

                                              ัิ
ตังแต่ชนชันฆราวาส ครองเรือน ประกอบอาชีพการงาน

  ้        ้
สมณะ ชี พราหมณ์ ผูออกบวช ศึกษาพระธรรมโดยตรง

                         ้
พระองค์ทรงวางบัญญัติ เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ให้ทั่วถึง
ไม่ว่าเด็กหญิงเด็กชาย หนุ่มสาว และวัยกลางคน ชรา
แม้คนใกล้จะตาย ให้รวถทางแห่งการดำเนินชีวตทีถกต้อง

                     ู้ ิ ี              ิ ู่
ให้ประสบพบกับสันติสข คือความสุขทังโลกนีและโลกหน้า 

                       ุ         ้     ้

   พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้อุบัติเกิดขึ้น
ในโลก
 เพื่อนำเหล่าสัตว์ทั้งหลายให้พ้นไป
        
จากข่ า ย
 ได้ แ ก่
 ความทุ ก ข์
 เป็ น ผู้ ไ กล
จากกิเลส
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
           

 พระองค์ทรงเป็นผู้แจ้งเจนจบในสามแดนโลกธาตุ
เป็นผู้ที่มนุษย์ เทวดา มาร พรหม ทั้งหลายสักการะ
บู ช า เป็ น ผู้ ม าดี ไ ปดี เป็ น ผู้ เ จริ ญ แล้ ว เป็ น ผู้ มี ล าภ
พระองค์ทรงอุบัติเกิดขึ้นในโลก พร้อมไปด้วยลักษณะ

10    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
ของมหาบุรุษ มีอาการสามสิบสอง และอนุพยัญชนะ
อีก 108 พระองค์ทรงดำเนินพระชนม์อยูกอน 2552 ปี
  ่่
มีการประกอบกิจทั้งทางฆราวาสวิสัยคือ มีการศึกษา
เล่ า เรี ย น ในสมั ย นั้ น ที่ มี ค วามนิ ย ม คื อ เรี ย นไปให้ มี
ความสามารถในการปกครองบ้านเมือง มีความสามารถ
ด้ ว ยบารมี ข องพระองค์ จ ะได้ เ ป็ น พระเจ้ า จั ก รพรรดิ์ 

ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา ผู้อยู่นครเทวทหะ
ทรงมี พ ระราชโอรสนามว่ า พระราหุ ล ทรงเป็ น ผู้ ท
                  ี่
จะเจริ ญ และไม่ มี เ สื่ อ ม พระพุ ท ธองค์ ท รง
                    
เป็ น ผู้ ม องเห็ น สั จ ธรรมพระองค์ แ รก

                                          
เห็นการแก่
 การเจ็บ
การตาย
และสมณะ


 พระองค์ทรงออกบวชจากศากยะตระกูลราช ทรง
บำเพ็ญเพียรทุกขกิริยาถึง 6 ปี ทรงบรรลุเป็นอนุตร
สัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้ได้โดยพระองค์เองในพระชนม์
35 ปี ทรงประกาศสัจธรรม เป็นธรรมอันบั้นต้น ชื่อ

                                         นิยามของบัณฑิต
        11
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันไพเราะเสนาะจับหัวใจ ทำให้
อั ญ ญาโกณฑั ญ ญะมี ด วงตาเห็ น ธรรม ได้ บ รรลุ เ ป็ น

พระโสดาบั น เป็ น พระสงฆ์ อ งค์ แ รกของโลก ในวั น
อาสาฬหบูชา คืนวันเพ็ญขึน 15 ค่ำ เดือน 8 พระองค์
                        ้
ทรงแสดงธรรมด้วยอาทิกลยาณัง งามในเบืองต้นด้วยศีล

                      ั                 ้
มัชเฌกัลยาณัง คืองามในขันกลางด้วยสมาธิ ปริโยสาน
                          ้
กัลยานัง คืองามในบั้นปลาย คือที่สุด ได้แก่ ปัญญา
     พระองค์ ท รงถ่ า ยทอดพระสั จ ธรรม คื อ พระ

ธรรมจักรนี้ไปโดยลำดับให้เห็นทางว่า

 อันใดเป็นทาง...อันประเสริฐ


 อันใดเป็นทาง...อันไม่ประเสริฐ



 ทางไม่ประเสริฐนั้นมี 2 ทาง คือ

 û	 ขั ล ลิ ก านุ โ ยค คื อ การพั ว พั น อยู่ ใ น

        กามสุ
ความสุข ติดอยูในกามคุณ,


              ่


12   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
û
 อั ต ตกิ ล มถานุ โ ยค
 คื อ การเข้ า ไปพั ว พั น

ในการทรมานกาย ในการที่ อ ยู่ ใ นความทุ ก ข์ ท รมาน

ในการบำเพ็ญเพียร ได้แก่ โยคะ เป็นต้น พระองค์ทรง
ตรัสทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทา



 ตรัสทางแห่งมรรค
 คือทางอันประเสริฐ
คื อ วิ สุ ท ธิ ม รรค ได้แก่ สัมมาทิฐิ
 ความเห็นชอบ,
สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ, สัมมาวาจา การพูดเจรจา
ชอบ, สัมมากัมมันโต การกระทำชอบ, สัมมาอาชีโว

การเลียงชีวตชอบ,
สัมมาวายาโม ความพากเพียรชอบ,

      ้ ิ
สัมมาสติ ความระลึกชอบ,
 สัมมาสมาธิ ความตั้งใจ

มั่นชอบ
      พระองค์ทรงตรัสทางดำเนินการปฏิบัติเพื่อให้เห็น
พระสัจธรรม ทั้ง 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์เป็นของ
       
มี อ ยู่ จ ริ ง
 เป็ น ของควรกำหนดให้ รู้ จั ก
เป็นของควรละ
และควรทำให้แจ้ง


                                นิยามของบัณฑิต
   1
ตัณหา คือความทะยานอยาก, นิโรธ คือความ
ดับทุกข์, มรรค คือการดำเนินให้ถึงซึ่งความดับทุกข์
พระองค์ทรงตรัสแล้ว สะเทือนเลื่อนลั่นสวรรค์ทุกชั้น
พรหมทุ ก ชั้ น รั บ ทราบพระธรรมจั ก รครั้ ง แรก ทำให้
เหล่าเทวดาและพรหมทั้งหลาย ได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้า 

เป็นจำนวนนับโกฏิทุกท่าน นี่คือการเกิดของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐเอกในสามแดนโลกธาตุ เป็นผู้ที่
มนุ ษ ย์ เทวดา มาร อิ น ทร์ พรหม เคารพศรั ท ธา
เป็นผู้นำสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากข่าย ได้แก่ ความทุกข์
พระองค์ทรงดำเนินพระกรณียกิจทางพระพุทธศาสนา

ถึง 45 ปี พระชนม์มายุได้ 80 จึงละสังขารดับขันธ์
เข้ า สู่ ป ริ นิ พ พาน ในวั น เพ็ ญ เดื อ น 6 ขึ้ น 15 ค่ ำ 

นั บ เป็ น พุ ท ธศั ก ราชที่ 1 พระพุ ท ธองค์ ท รงแสดง

พระธรรมเป็นส่วนมาก และแสดงธรรมแก่บรรดาสาวก
ของพระองค์เป็นจำนวนมากด้วยคำเพียงสันๆ ง่ายๆ ว่า 

                                              ้



1   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
“รูปไม่เทียง
 เวทนาไม่เทียง
 สัญญาไม่เทียง
                   ่              ่               ่
สังขารไม่เที่ยง
 วิญญาณไม่เที่ยง
 รูปเป็นทุกข์
เวทนาเป็นทุกข์
 สัญญาเป็นทุกข์
 สังขารเป็นทุกข์
วิญญาณเป็นทุกข์
 รูปไม่ใช่ตัวตน
 เวทนาไม่ใช่
ตัวตน
 สัญญาไม่ใช่ตัวตน
 สังขารไม่ใช่ตัวตน
วิญญาณไม่ใช่ตัวตน
 สัพเพธรรมมาอนัตตาติ
ขึนชือว่า
 ธรรมทังหลายไม่มตวตน ไม่ใช่ตวตน
  ้ ่                 ้             ี ั         ั
ไม่ ใ ช่ ข องเรา สั พ เพสั ง ขาราอนิ จ จั ง สั ง ขาร
ทั้งหลายไม่เที่ยง”


      

       พระองค์ทรงแสดงพระธรรมนีให้แก่บรรดาสาวกและ
                                  ้
พุทธบริษททังหลาย ตังแต่ขตติยะบริษท พราหมณ์บริษท

         ั ้           ้ ั          ั              ั
อุ บ าสก อุ บ าสิ ก าบริ ษัท คฤหบดีบริษัท ให้ได้ทราบ

พระสัจธรรมซึ่งชื่อว่าความเป็นจริง


                                นิยามของบัณฑิต
   1
พระองค์ทรงตรัสว่า “ชาติเป็นทุกข์, ชราเป็นทุกข์,
มรณะได้แก่ความตายเป็นทุกข์, ความพลัดพรากเป็น
ทุกข์, ความคับแค้นใจเป็นทุกข์, ความไม่สบายกาย
ไม่สบายใจเป็นทุกข์, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก
ที่พอใจเป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ
เป็นทุกข์, ความทุกข์ทั้งหลาย เป็นทุกข์ประจำขันธ์
ของสัตว์โลกทั้งหลาย สัตว์โลกทั้งหลายต้องประกอบ
กับทุกข์อย่างนี้ และมีทุกข์อีกที่ปรากฏขึ้นแก่มนุษย์
และสัตว์ทั้งหลายได้แก่ เมื่อคราวมีความสุขก็ประสบ
ความทุกข์ เมือคราวมีลาภก็ประสบความเสือมจากลาภ
               ่                           ่
เมื่ อ คราวมี ย ศก็ ป ระสบกั บ ความเสื่ อ มไปจากยศ
เมื่อคราวมีความสรรเสริญก็ประสบความเสื่อมความ
สรรเสริญ ได้แก่คำนินทา” นี่คือความทุกข์ในโลก
       และความทุ ก ข์ อี ก จำพวกหนึ่ ง ที่ พ ระองค์ ต รั ส
ได้แก่ ความเป็นหนี้ ความเป็นหนีเ้ ป็นทุกข์ในโลกเช่นกัน

เราท่านทั้งหลายเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว หยอก

1   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
เอาแล้ว เป็นผู้ถูกพญามัจจุราชช่วงชิงเอาชีวิตเสียแล้ว
เป็นผู้รอวันที่จะตาย เป็นผู้ถึงความตายแล้ว รอเวลา
ลงอาญาประหารชีวิตเท่านั้นเอง
      ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มีบุญ มีบารมี ได้เกิดใน
ประเทศสยาม และได้พบพระธรรมขององค์พระศาสดา
ได้ศึกษาพระธรรมของพระศาสดาและเป็นผู้กระทำลงมือ
ปฏิบัติตามทางของพระศาสดา ย่อมเป็นผู้มีโชค
ย่อมเป็นผู้มีชัย ท่านทั้งหลายจงสำเหนียก

และนึกไว้เสมอว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้โชคดี 


      จงนำโชคของท่านให้สำเร็จประโยชน์
ให้ ถึ ง แดนพระนิ พ พาน อย่ าใช้ โ ชคของท่ า น

ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และมาพบพระพุทธศาสนา ได้เกิด
ในประเทศสยามไปในทางที่ผิด ไม่ถูกทางแห่งกุศลกรรม
อย่าดำเนินไปในทางที่เรียกว่า อกุศลกรรม คือทาง

ตรงกั น ข้ า ม ทางทั้ ง สองอย่ า งนี้ มี ท างเข้ า ทางออก


                                   นิยามของบัณฑิต
    1
สามทาง คือ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ รวมเรียกว่า

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นกรรมบถศีล 10
     ศีล
 เหมือนประตูพระนคร        ตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ เหมือนกับบ้านในพระนคร ประตูพระนครเปิดไว้

แม้แต่ประตูในบ้านปิดก็ตาม ก็ไม่สามารถพ้นไปจากโจร
ผู้ร้ายได้ เพราะประตูเมืองใหญ่เปิดขึ้น หมายความว่า
ถ้าเราสำรวมตา
 หู
 จมูก
 ลิ้น
 กาย
 ใจ
 แต่
ไม่ส นใจเรื่ อ งของศีล ธรรม
 ความประพฤติ
เรื่องของความงดงามของการปฏิบัติ
 ความ
เสงี่ ย มเจี ย มตั ว
 ปล่ อ ยจิ ตให้ มี ค วามโกรธ
ปล่อยจิตให้มความหลง
ปล่อยจิตให้มความรัก
                ี                           ี
ปล่ อ ยจิ ต ให้ ท ะเล่ อ ทะล่ า
 ทำกิ ริ ย าทางกาย

                                                  

ไม่เหมือนกับนักปฏิบต
 ก็ได้ชอว่าเปิดประตูเมืองแล้ว

                        ั ิ      ื่
โจรย่อมปล้นบ้านภายในเมืองได้ฉันนั้น ถ้าเราปิดประตู


1   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
เมืองดีทงสีทศ แต่ประตูบานเราเปิดไว้ หน้าต่างเราเปิดไว้

          ั้ ่ ิ       ้
ก็เหมือนกับว่าเราเป็นผู้รักษาศีลดี
 ทั้งโคจรและ
อาจาระ
ได้แก่ การไม่ประพฤติอนทีไ่ ม่เหมาะสม คือไป
                               ั
ในที่ที่ไม่เหมาะสม กระทำตนเองอนาจาร คือไม่งดงาม
ตามแบบของสมณะ ตามแบบของนักปฏิบัติธรรม


        ถ้าเราทำศีลให้บริสุทธิ์ แล้วเราก็ทำโคจร คือ 

ที่ที่ควรจะไป ทำอาจาระ
คือ ระเบียบความประพฤติ
ที่ดีงาม การประพฤติปฏิบัติด้วยการเสงี่ยมเจียมตัว
งดงามดั่งสมณะ งดงามอย่างนักปฏิบัติ แต่ว่า ตา หู
จมูก ลิ้น กาย และใจ ถึงแม้จะเปิดไว้ไม่สำรวมถึง
ขนาดเต็มที่ก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีประตูรักษาไว้แล้ว
โจรขโมยไม่ ส ามารถปล้ น บ้ า นเรื อ นได้ เพราะประตู
พระนคร ได้แก่ศีลถูกปิดไว้แล้ว ฉันนี้เหมือนกัน



                                 นิยามของบัณฑิต
   1
ศีลเป็นของสำคัญ
 ศีลเป็นของประเสริฐ

บุ ค คลใดจะรั ก ษาศี ลได้ 
ต้ อ งประกอบไปด้ ว ยปั ญ ญา 

3 ระดับ û	ชาติปญญา คือ การกำเนิดมาพร้อมกับ

                      ั
                ปัญญาหรือเกิดมาพร้อมกับปัญญา

     
    û	  วิ ปั ส สนาปั ญ ญา คื อ ความรู้ แ จ้ ง

               แทงตลอดในปัญญา

     
    û	  ปาลิหาริกะปัญญา คือ ปัญญาบริหาร

               ปัญญา แสดงความเป็นผู้นำในกิจนั้นๆ
      ปัญญาทั้งสามอย่างนี้เมื่อเกิดในผู้ใดแล้ว คนผู้นั้น
ย่อมเป็นผูถายทุกข์
 ถ่ายโรค
ถ่ายภัย
ถ่ายวัฏฏ
          ้่
สงสาร
 เป็นผู้พ้นแล้วจากความทุกข์ทั้งหลาย

ได้ถึงซึ่งฝั่ง
 คือ
 พระนิพพาน
 ความเสงี่ยม
เจียมตัว
 ความเรียบร้อยในนักปฏิบต
 ในสมณะ
                                 ั ิ
เป็นศีล


20   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
การพิจารณาอาหารก่อนรับประทาน การพิจารณา
เครื่องนุ่งห่มทุกวันเช้าเย็น การพิจารณาเสนาสนะที่พัก
อาศัย การพิจารณายารักษาเภสัชทังหลายทุกวัน ได้ชอว่า
                                  ้            ื่
ศีลเหมือนกัน การสำรวม ตา หู จมูก ลิน กาย และใจ

                                       ้            

ก็ได้ชื่อว่าศีลเหมือนกัน
         การไปในสถานที่ที่ควร และการไม่ไปในสถานที
    ่
ไม่บงควร เช่น ไปในสถานทีทหญิงแพศยา ไปในสถานที่
       ั                     ่ ี่
ที่หญิงให้บริการ ไปในสถานที่ผู้หญิงเป็นหม้าย ไปใน
สถานที่ผู้หญิงไม่มีคู่ครองอยู่จนแก่ ไปในสถานที่คนนั้น
เป็นกระเทย ทอม หรือเรียกว่าบัณเฑาะก์ ไปสถานที่
เอิกเริกบันเทิง สถานที่โอ่อ่า เป็นห้าง ผับ เป็นสถานที่

ทีเ่ ค้ากำลังรวมพลซ้อมรบกัน สิงเหล่านีเ้ รียกว่า อโคจร

                                  ่
ไม่ควรไป หรือทำกิรยาอาการใดทีไม่งดงาม เช่น การใช้
                      ิ             ่
สิ่งของบางอย่างในที่สาธารณชน ซึ่งไม่เหมาะแก่สมณะ
หรือนักปฏิบติ การยืนนำหน้า การยืนหน้าครูบาอาจารย์

               ั
การเดินแซงครูบาอาจารย์ การเดินผ่านครูบาอาจารย์

                                 นิยามของบัณฑิต
   21
โดยไม่ขอโอกาส การเดินจงกรมสูงกว่าครูบาอาจารย์
การสวมรองเท้าเดินบนทางเดินจงกรม ในขณะที่ครูบา
อาจารย์ไม่สวมรองเท้า การเดินเข้าออกผ่านไปผ่านมา
โดยไม่ขอโอกาสจากครูบาอาจารย์ การจัดของสำรับ
ต่ า งๆ โดยเบี ย ดบั ง เพื่ อ นสมณะด้วยกัน หรือเพื่อน

นักปฏิบัติด้วยกัน หรือแม้กระทั่งการทำกิริยากระด้าง
กระเดื่องต่อเพื่อนนักปฏิบัติธรรม ต่อพ่อแม่ครูอาจารย์
หรือการทำกิริยาในการล้างจาน ในการตากผ้า ในการ
เก็บกวาด ทำความสะอาดวัดวา หรือสถานที่อยู่ในที่
ปฏิ บั ติ ข องตน ไม่ มี ค วามเคารพ สิ่ ง เหล่ า นี้ เ รี ย กว่ า
การประพฤติเป็นศีลเหมือนกัน


 ต้องสำรวม ต้องระวัง โคจรก็เป็นศีล
อาจาระก็ เ ป็ น ศี ล การสำรวมอิ น ทรี ย์ ก็ เ ป็ น ศี ล 

การพิจารณาอาหารนี้เพื่อดับเวทนาเก่าให้หาย ไม่ให้
เวทนาใหม่บังเกิดขึ้นก็เป็นศีล การห่มผ้าเพื่อบดบังกาย


22    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
และเพื่อกันเหลือบ ยุง แดด ริ้น ไร ก็เป็นศีล การอยู่

ในเสนาสนะทั้งหลาย เพื่อบดบังร้อนแดด ฝน สัตว์

เลื้อยคลานทั้งหลาย...ก็เป็นศีล การพิจารณาเภสัช คือ
ยารักษายาทา พิจารณาทุกครั้งว่าเรารักษากายให้อยู่ได้
เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำให้แจ้งเพื่อพระนิพพาน
อันนี้ก็เป็นองค์ของศีลเช่นกัน
      ศีลมีอยู่หลายที่ในพระไตรปิฏก แม้ในวิสุทธิมรรค
ก็กล่าวองค์ศีลไว้จำนวนมาก นับแล้วสองร้อยกว่าหน้า

ด้วยกัน ศีลจึงได้ชื่อว่าเป็นประตูพระนคร การปฏิบัติ
ธรรม
 การเจริญสมาธิ
 การเจริญปัญญา
ได้ชื่อว่าเป็นบ้าน เป็นประตูของบ้าน ความสำคัญมีทั้ง
ประตูพระนคร ประตูบ้าน ตั ว พระนคร ตั ว ของบ้ า น
ท่านทั้งหลาย อย่ามัวแต่วาตังใจปฏิบติ แต่ ไม่
                             ่ ้        ั
ตังใจรักษาศีล ไม่ตงใจรักษาอาจาระและโคจรของท่าน

   ้                   ั้
การหลับนอน การห่มผ้าของท่าน การรับประทานอาหาร

                               นิยามของบัณฑิต
   2
หรือฉันอาหาร หรือการรับประทานหรือฉันเภสัชยารักษา

หรือใช้เภสัชรักษาทางกาย ผิวหนัง หรือทางภายใน
ร่างกายก็ตาม พึงพิจารณาสิงเหล่านันเสมอ ได้ชอว่า
                          ่      ้           ื่
ท่านเป็น ผูกระทำศีลให้บริบรณ์
 บริสทธิสนเชิง

            ้               ู         ุ ์ ิ้
เรียกว่า ปาริสุทธิศีล


       ถ้าท่านประกอบอาชีพ คือ ชีวิตของท่านด้วยการ
ไม่เบียดบัง ไม่เบียดเบียน ไม่กระทำให้คนอื่นเดือดร้อน
ด้วยอาชีพ ไม่กระทำตนเองไปละเมิดศีล ฆราวาสศีล 5,

    

ผู้บำเพ็ญเพียรอยู่วัดเป็นพราหมณ์ ศีล 8, สามเณร

ศีล 10, พระภิกษุสงฆ์ 227 ข้อ, ไม่ ล ะเมิ ด ศี ล
เหล่านั้นด้วยอาชี ว ะ คือ ด้วยอาชีพ
 ด้วยชีวิต
ของตน เป็นผู้ประกอบด้วยการแห่งความไม่ละเมิดแล้ว
เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เพราะอาชีวะนี้แหละ
เป็นตัวการ
เป็นสาเหตุแห่งการผิดศีล
ผิดธรรม”


2   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
เราจึงต้องหันมาสนใจเรืองศีล วัตร หรือข้อปฏิบต

                         ่                     ัิ
แต่ ล ะท่ า น...แต่ ล ะท่ า น และพิ นิ จ พิ จ ารณาตั ว เองว่ า

ศีลของเราเป็นอย่างไร ถ้าศีลของเราไม่ดี ศีลของเรา

ไม่บริสุทธิ์อย่างที่กล่าวมา มีศีลเบื้องต้นที่เรารู้จักกัน
จนถึงโคจร อาจาระ และอินทรีย์ การพิจารณาปัจจัย 4

ควรเสพ ไม่ควรเสพ เราจึงเห็นได้ว่า

       เรายังอยากอยู่...



 การปฏิบัติธรรมของเราจึงไม่คืบหน้า
  จึงไม่เกิดผล เพราะขาดศีล ศีลไม่บริสุทธิ์
บริ บู ร ณ์ นั่ น เอง เมื่ อ เราทำศี ล บริ สุ ท ธิ์ บ ริ บู ร ณ์ แ ล้ ว
สมาธิ ก็ เ กิ ด ขึ้ น ตั้ ง มั่ น ขึ้ น เอง ท่ า นทั้ ง หลายลองใช้ ดู
สำหรับท่านทีเ่ ป็นฆราวาส เช้าตืนขึนมาก่อนจะไปประกอบ
                                            ่ ้
อาชีพการงาน ขอให้ทานตังสติ สมาทานศีลทัง 5 ข้อ
                                  ่ ้                       ้
ตั้งแต่การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ลักทรัพย์ การไม่ผิดลูก
ผิดเมีย การไม่พดโกหก การไม่ดมของมึนเมา เราตังใจ
                       ู                      ื่                  ้

                                            นิยามของบัณฑิต
         2
สมาทานศีลวันนี้ ตลอดวันจนถึงกลางคืน จนกว่าจะ
รุ่งอรุณใหม่ วันนั้นเมื่อถึงเวลากลับบ้านอาบน้ำอาบท่า
ทานข้าว ทำกิจต่างๆ เสร็จแล้ว จะเข้านอนพึงน้อมจิต
ประนมมือแล้วนึกถึงศีลวันนี้ว่า ข้อไหนบ้างเราพลาดไป
ด้ ว ยเจตนา ถ้ า บริ สุ ท ธิ์ ดี ทั้ ง 5 ข้ อ ให้ ก ล่ า วคำว่ า 

สีลังเมปาริสุทธัง ศีลของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ สีลังเม
ปาริสทธัง ศีลของเราบริสทธิแล้วหนอ สีลงเมปาริสทธัง
       ุ                      ุ ์              ั           ุ
ศีลของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ กล่าวคำสาธุ 3 ครั้งว่า
สาธุดีแล้ว สาธุประเสริฐแล้ว สาธุสมควรแล้ว
        จิตของท่านจะตั้งมั่นทันที จิตของท่านจะอิ่มเอิบ
เบิ ก บานใจ มี ค วามสุ ข ในขณะนั้ นให้ ท่ า นแผ่ เ มตตา 

ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด
อย่ า มี เ วรมี ภั ย ต่ อใครๆ และใครๆ ก็ อ ย่ า มี เ วรมี ภั ย

ต่อท่าน อย่าเบียดเบียนซึงกันและกันเลย และขอใครๆ
                              ่
อย่าเบียดเบียนท่าน ท่านก็อย่าเบียดเบียนเขา ขอท่าน


2    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
และสรรพสัตว์ทั้งหลายจงประสบพบแต่สันติสุข มีความ
เจริญตลอดอายุไข จงมีสติ สมาธิ ปัญญา มีความเพียร

จงมี ค วามตั้ ง มั่ น ดี เมื่ อ กิ เ ลสของท่ า นยั ง ปรากฏอยู่ 

ยั งไม่ ห มดไป ขอให้ ท่ า นปรากฏขึ้ น ที่ ส วรรค์ ห ลั ง จาก

ท่านละสังขารไปแล้ว
            เมื่อการแผ่เมตตาของท่านปรากฏขึ้นในขณะนั้น
ถ้าจิตของท่านยังไม่ผ่องใส ให้น้อมนึกว่า การแผ่เมตตา
ของเรากว้างใหญ่ไพศาลหาประมาณมิได้ แม้แผ่นดิน

ก็สะเทือนเลื่อนลั่นรับทราบการแผ่เมตตาของเรา ต้นไม้
ที่ ตั้ ง ต้ น ก็ อ่ อ นไหวอย่ า งลำเที ย นที่ โ ดนไฟแผดเผารั บ รู

                                                                  ้
การแผ่เมตตาของเรา น้ำก็ให้ระลอกตีเป็นคลืน รับรูการ    ่    ้
แผ่เมตตาของเรา แม้อากาศนี้เล่าก็ปั่นป่วน ปรวนแปร
ด้วยรับทราบการแผ่เมตตาของเรา อย่าเลย...สิ่งเหล่านี้
แม้ไ ม่มีชี วิ ตยังรั บทราบการแผ่เมตตาของเรา ใยเลย

สัตว์ทั้งหลายจะไม่ทราบการแผ่เมตตาของเรา 


                                        นิยามของบัณฑิต
        2
เมื่อเรานึกอย่างนี้จิตของเราจะผ่องใสเป็นประกาย
น้ อ มเข้ า สู่ ส มาธิ ขั้ น ปฐมฌานทั น ที จิ ต ของท่ า นจะมี
ความสงบ มีความสุข ก็ให้นั่งทำสมาธิ รู้ลมหายใจ

เข้าออก ตอนนั้นพุทโธอาจจะไม่ปรากฏก็ได้ แต่ให้ร
               ู้
ลมหายใจเข้าและออก ยกเว้นว่าจิตของท่านเริ่มถอนตัว
เกิดความคิดขึ้นจึงนำพุทโธขึ้นมาภาวนา มีสติอยู่กับ

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พุทหายใจเข้า...โธหายใจออก

นี่ เ รี ย กว่ า การปฏิ บั ติ ตั้ ง แต่ ศี ล
 เมตตา
สมาธิเป็นที่สุด
 น้อมลงสู่กาย
 พิจารณา
กาย ตั้ ง แต่ ผ ม ขน เล็ บ ฟั น หนั ง เนื้ อ เอ็ น
กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม ตับ ไต ปอด เป็นต้น
แยกแยะให้เห็นว่าร่างกายเราไม่ใช่แท่งทึบเป็นแท่งโปร่ง
มีสิ่งปฏิกูลอยู่ภายใน เป็นของไม่สะอาด ปะปนไปด้วย
โลหิตหรือเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำลาย น้ำเสลด
น้ำเหงือ น้ำมันข้น น้ำคูด น้ำมูตร อุจจาระ ปัสสาวะ
           ่


2    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
อยู่ในร่างกายของเรา ชำแหละแล่ออกมาให้เห็น ซี่โครง
เป็ น อย่ า งไร เครื่ อ งในเป็ น อย่ า งไร หนั ง กำพร้ า เป็ น
อย่างไร ชิ้นเนื้อเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์
ทั้ ง หลายต่ า งหลงใหลชอบพอ เราพิ จ ารณาให้ เ ห็ น

ตามความเป็ น จริ ง ว่ า สิ่ ง เหล่ า นี้ มั น เป็ น อะไร
กันแน่...มันเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา
หรืออย่างไร
         แต่ถ้าจิตของท่านเริ่มจะสงบรวมตัวลง ก็กำหนด
ลงที่ อ วั ย วะส่ ว นใดส่ ว นหนึ่ ง ที่ เ ราเห็ น ว่ า ชั ด เจนที่ สุ ด 

นิ่งอยู่อย่างนั้นพร้อมกับลมหายใจ และองค์บริกรรม 

ให้ เ ป็ น อั น หนึ่ ง อั น เดี ย วกั น กั บ ผู้ รู้ สงบอยู่ อ ย่ า งนั้ น 

เป็นอยู่เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม ขึ้นอยู่กับสมาธิของท่าน
จะทรงตัวได้แค่ไหน 





                                            นิยามของบัณฑิต
          2
และให้เห็นว่า...สิ่งเหล่านี้เป็นทุกขังเมื่อมัน
มีชีวิตอยู่
 เป็นอนิจจัง
 คือความไม่เที่ยง
แปรเปลี่ยนไปไม่แน่นอน
 เป็นอนัตตา
 ไม่ใช่
ตัวเรา
 ไม่สามารถบังคับบัญชาอ้อนวอน
ขอร้องอะไรได้เลย
 ให้เห็นไตรลักษณ์ในนั้น

นี่เรียกว่า
      การปฏิบัติขั้นศีล เมตตา สมาธิ
ปัญญา วิปัสสนาเป็นที่สุด




0    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
ข อท่านทั้งหลายจงทำความนอบน้อมพระรัตนตรัย 

ตั้ ง กาย วาจา ของท่ า นให้ ส งบเป็ น ศี ล พร้ อ มกั บ

การตั้งใจฟังธรรมให้เป็นสมาธิ พิจารณาสิ่งที่ได้
รับฟังด้วยปัญญา

     พระธรรมคำตรั ส ของพระผู้ มี พ ระภาคเจ้ า เป็ น

พระธรรมที่ ล ะเอี ย ด สุ ขุ ม ละเมี ย ดละไม ต่ า งจาก

คำสอนในศาสนาอื่ น ๆ แม้ ว่ า คำตรั ส คำสั่ ง สอนของ

พระผูมพระภาคเจ้าจะมีความละเอียด หากท่านทังหลาย

     ้ี                                        ้

                                     เมตตาธรรม
    1
มีสติ ตั้งใจฟังดังที่กล่าวมาในข้างต้นว่า ให้พึงสำรวม
กาย วาจา ด้วยศีล ตั้งใจฟังด้วยสมาธิ พิจารณาสิ่งที่
รับฟังด้วยปัญญา มีสติอยู่เฉพาะหน้า ท่านก็จะมีความ
เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังคำทีมไว้ในพระสูตรว่า

                                      ่ี
คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อบุคคลได้ฟังแล้ว
อาจตรองตามให้เห็นจริงได้ 

     คำว่า    “ตรองตามให้เห็นจริงได้”
 คือ
จิตมีความคล้อยตาม
 จิตมีความเห็นตาม
รู้ ต าม
 นั่นก็ต้องประกอบไปด้วยว่าธรรมที่พระผู้ม

                                                 ี
พระภาคเจ้าทรงแสดงนั้น เป็นไปตามลำดับคือ

    อาทิกัลยาณัง
คือ
งามในเบื้องต้น


    มัชเฌกัลยาณัง
คือ
งามในท่ามกลาง


    ปริโยสานกัลยาณัง
คือ
งามในที่สุด



2   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
คำว่า “งาม” หมายความว่า ทรงแสดงธรรม
เป็นระเบียบ สละสลวย ฟังแล้วให้เกิดเหมือนกับกลอน 

มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน ทั้งอรรถและพยัญชนะ 

มี ค วามสมส่ ว นกั น ไม่ เ หลื่ อ มล้ ำ สู ง ต่ ำ พร้ อ มด้ ว ย

พระภาษิตของพระองค์นั้น ก็เป็นไปด้วยความราบเรียบ 

สุรเสียงของพระผูมพระภาคเจ้านัน ก็เป็นเสียงอันเสมอภาค

                 ้ี              ้
ไม่ดังเกิน ไม่เบาไป คนใกล้และคนไกลสุดได้ยินเสมอกัน

    เมื่ อ บุ ค คลที่ ไ ด้ รั บ คำตรั ส
 คำสั่ ง สอน
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
 มีจิตอันเกษม
 คือมี
จิตเบิกบาน
 อาศัยความเลือมใส
 ความศรัทธา
                                  ่
ก็จะเกิ ด ...ความสว่างในจิต
 ความซาบซึ้ง
ความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
       บุ ค คลที่ จ ะรั บ ฟั ง พระธรรมนั้ น จะต้ อ งทราบ

คุณของพระธรรม ทราบคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า

เสียก่อน เหมือนบุคคลจะทำงาน ต้องทราบคุณของงาน

                                          เมตตาธรรม
ก่ อ นว่ า ทำงานแล้ ว จะได้ อ ะไร ได้ สิ่ ง นั้ น แล้ ว สิ่ ง นั้ น

ให้ประโยชน์อะไรกับเรา อย่างนี้เป็นต้น อุปมานี้ฉันใด
อุปมานีกฉนนัน...เหมือนกัน ฉะนันพึงทราบว่าพระธรรมนี

         ้็ ั ้                   ้                                ้
มีประโยชน์อย่างไร
       พระธรรมนีนำเราออกจากความทุกข์ได้ เมือบุคคล

                 ้                           ่
ได้รับฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

ในขณะมีความเศร้าโศกอยู่ ย่อมคลายจากความเศร้าโศก
นั้นได้ บุคคลใดมีความหวงแหนในสิ่งของอยู่ เมื่อได้

รับฟังแล้ว ย่อมคลายออกจากความหวงแหนในสิงนันได้
่ ้
บุคคลใดมีความปริวตกคร่ำครวญในสิงทีจากไป อย่างเช่น

                    ิ               ่ ่
ญาติ ที่ จ ากไป เป็ น ต้ น ย่ อ มคลายจากความปริ วิ ต ก
คร่ ำ ครวญในญาติ นั้ น ได้ บุ ค คลใดมี กิ เ ลสดั่ ง
เนินเทิน คือ มีกิเลสใหญ่โต ย่อมคลายกิเลส
จากความใหญ่โตลงได้


    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
“บุคคลใดมีกิเลสเพียงเล็กน้อย...ย่อม
สลัดกิเลสเล็กน้อยนั้นได้
 จิตนั้นหลุดพ้นได้
                                             
เพราะอาศั ย ได้ ฟั ง พระธรรม
 และรู้ ว่ า ...
คุ ณ ของพระธรรมนั้ น เป็ น อย่ า งไร
จิ ต ของผู้ นั้ น ย่ อ มถึ ง คราวเกษม
 เพราะ
อาศัยเกิดจากการฟังธรรมนั้น
 ธรรมจึงมี
คุณประโยชน์อย่างนี้”

      สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม คือ พระธรรมของ
พระผูมพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดแล้ว สันทิฏฐิโก อะกาลิโก

     ้ี                    ี
ธรรมของพระองค์นนเป็นของกลาง ไม่มกาล ไม่มเี วลา
                 ั้                   ี
ปฏิบตได้ทกเมือ
    ัิ ุ ่

 เอหิ ปั ส สิ โ ก คื อ น้ อ มธรรมนั้ น เข้ า มาใส่ ต น 

เมือธรรมนันบังเกิดขึนในตนแล้ว พึงประกาศบอกบุคคลอืน
   ่      ้         ้                                 ่
ให้มาดูธรรมของพระพุทธเจ้า



                                     เมตตาธรรม
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ คือ บุคคลที่เป็น
ปราชญ์ เป็ น บั ณ ฑิ ต หรื อ บุ ค คลที่ ป ฏิ บั ติ นั่ น แหละ

จึ ง จะเป็ น ผู้ รู้ เ ห็ น ธรรมนั้ น ได้ บุ ค คลอื่ น นอกจากนี้

ไม่ ส ามารถรู้ ธ รรมได้ นี้ เ รี ย กว่ า คุ ณ ของพระธรรม 

ส่วนคุณขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เราควรทราบ
ว่ า มี คุ ณ อย่ า งไร เมื่ อ รู้ คุ ณ แล้ ว ควรรู้ ว่ า มี ป ระโยชน์
อย่างไร เมื่อเรามีความศรัทธาพระพุทธเจ้าขึ้นด้วยว่า
อิติปิโส ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เกิดขึ้นหรืออุบัติ
ขึ้นในโลกนี้แล้วหนอ พระองค์นั้น



 อะระหั ง สั ม มาสั ม พุ ทโธ เป็ น ผู้ ไ กลจากกิ เ ลส 

ไม่กลับมาสู่กิเลสแล้ว พระองค์ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ

      พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

 วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นผู้ที่มีจรณะ 15 คือ

มี ก ารประพฤติ ท างกาย ทางวาจา ทางใจ บริ สุ ท ธิ์
วิชชา หมายถึง ความรูความสามารถ ได้แก่ อนุตรสัมมา
                     ้
สัมโพธิญาณ




    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
สุคะโต เป็นผู้ที่มาดีแล้ว คือมาเป็นพระศาสดา
นำสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ และไปดีแล้ว
คือเป็นผู้ไปดีแล้ว หมายถึง พระนิพพาน

 โลกะวิท
 คือ เป็นผู้ที่รู้ไตรโลกนาศ ทั้งสามแดน
                     ู
โลกธาตุ ไม่ มี ที่ ใ ดที่ พระองค์ ไ ม่ทราบ ทรงรู้ แ จ่ มแจ้ ง

ในโลกนี้ แ ละโลกหน้ า ทรงรู้ แ ทงตลอดถึ ง เวไนยสั ต ว์

ทังหลาย ผูเ้ กิดและผูตาย ไปเกิดทีใด...เพราะอาศัยกรรม
  ้                          ้                  ่
อะไร, ผู้มาเกิด...เกิดเพราะกรรมอะไร อาศัยกรรมอะไร
จึงมาเป็นบุคคลร่ำรวยหรือยากจน เกิดในฐานะตระกูลใด
พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ โลกะวิทู คือแจ้งโลก เป็นผู้สอน
เทวดา มาร พรหม และมนุษย์ทงหลายให้รตาม คือเป็นั้            ู้
สาระถี คือ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

คื อ เป็ น ผู้ มี โ ชคเป็ น ผู้ มี ชั ย เป็ น ผู้ ก ำชั ย ชนะไว้ เ สี ย ได้ 

นี่เรียกว่า คุณของพระพุทธเจ้า



                                                   เมตตาธรรม
“บุคคลใดมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า
แล้ว
 ย่อมเป็นผู้ไม่ตกไปสู่ที่ต่ำ
 เป็นผู้ที่
เจริญไปสู่ที่สูงเสมอ”



 นี่เรียกว่าคุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม
ส่วนคุณของพระอริยสงฆ์นั้น ขึ้นด้วยว่า

 สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
 คือพระ
สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ผู้ปฏิบัติ
ชอบแล้ว คือ ผูปฏิบตดี คือ ดีตามคำสังสอน
               ้ ั ิ                       ่        
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
 ตามหลักพระธรรม
     
และพระวินย
 ผูปฏิบตชอบแล้ว คือ ปฏิบติ
         ั ้       ั ิ                  ั
ตามมรรคมีองค์แปด
 โดยมีสมมาทิฏฐิเป็นทีตง
                         ั            ่ ั้
สัมมาสมาธิเป็นทีสด

                ุ่


   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ เป็น

ผู้ปฏิบัติตรงต่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติ
ตรงสู่...โสดาบัน
 สกทาคามี
 อนาคามี และ
อรหั น ต์
 ถึ ง พระนิ พ พาน จึ ง เรี ย กว่ า เป็ น
ผู้ปฏิบัติตรงดีแล้ว

 ญายะปะฏิปันโน ภะคะโต สาวะกะสังโฆ เป็น

ผู้ปฏิบัติปราศจากมายา ปราศจากการกระทำที่เป็นโทษ
ทั้งหลายแล้ว

 สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ เป็น

ผู้ปฏิบัติและเป็นผู้ที่มีความดีเลิศสูงสุด ไม่มีความดีใด
เท่ากับพระอรหันต์ทงหลายแล้ว เป็นผูทควรรับทักษิณาทาน

                     ั้               ้ ี่
ควรกราบไหว้ ควรเคารพ ควรบูชา ควรรับทักษิณาทาน
ของทายกทายิกาทั้งหลาย พระองค์ทรงตรัสว่าสาวก

ทั้ ง หลายมี สี่ จ ำพวก แบ่ ง เป็ น แปดบุ ค คล เรี ย กว่ า 

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ทรงตรัสอย่างนี้ 


                                       เมตตาธรรม
พระธรรมของพระองค์ตรัสอย่างนี้ คือตรัสตั้งแต่
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณของพระสงฆ์เป็น
อย่างนั้น
      ประโยชน์ของพระสงฆ์ คือ นำให้เรารู้แจ้ง
ตามความเป็นจริง เพราะพระสงฆ์ทั้งหลายได้
ธำรงรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้ และนำมาเผยแผ่สอนแก่
บรรดาทายกทายิกา อุบาสกอุบาสิกา และต่อชาวโลก
ทั้งหลาย ให้รบทราบว่า
             ั

  “พระพุทธมีจริง
 พระธรรมมีจริง
พระอริ ย สงฆเจ้ า มี จ ริ ง สิ่ ง เหล่ า นี้ เ ป็ น ของ
ประเสริฐ เป็นของละเอียด เป็นของสุขุม และบรรดา
ท่านพุทธบริษททังหลายทีจะปฏิบตธรรมให้บงเกิดโสตติผล

             ั ้       ่    ัิ        ั
คือ เกิดความเจริญรุงเรืองในการปฏิบตในสมถะภาวนา
                   ่              ัิ
และวิ ปั ส สนาภาวนานั้ น จะละเลยเสี ย มิ ไ ด้ นั่ น ก็ คื อ


0   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
ความเมตตา
 เพราะความเมตตาบังเกิดขึน
                                  ้
กับผูใ้ ด
 บุคคลผูนนได้ชอว่าเป็นผูมศลบริสทธิ
                  ้ ั้ ื่         ้ีี     ุ ์
ทั้งห้าข้อ
 บุคคลผู้ใดปราศจากความเมตตาแล้วไซร้
ศีลทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่บุคคลผู้นั้น ความเมตตาเป็น
ของประเสริฐ ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงน้อมจิตไปสู่
ความเมตตา ในอั ป ปมั ญ ญาฌานทั้ ง หลาย ด้ ว ยว่ า

ให้จิตของเราน้อมนึกถึงว่า
         ขอให้ท่านทั้งหลาย จะเป็นคนที่เรารัก จะเป็นคน
ที่เราเกลียด จะเป็นศัตรูของเรา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ไม่ มี ป ระมาณ ตลอดจนสั ต ว์ น รก เปรต อสุ ร กาย
สัมภเวสี รวมถึงชั้นบนคือเทวดา สุดคือพรหมโลก 

       ท่านทังหลายจงเป็นผูมความสุข จงอย่ามีเวรมีภย
             ้            ้ี                     ั
ต่อใครๆ และใครทั้งหลายก็จงอย่ามีเวรมีภัยแก่ท่าน
ท่านทั้งหลายนั้นจงอย่ามีบุคคลใดเบียดเบียนท่าน และ
ท่านก็จงอย่าเบียดเบียนบุคคลใด 


                                     เมตตาธรรม
    1
ท่านทั้งหลายจงอย่าเป็นผู้เสื่อมด้วยลาภ ยศ สุข
             สติ
และสรรเสริญ จงเป็นผู้มี มั่น
 จงเป็นผู้มี
ศรัทธา วรยะ สมาธิ
        ิิ  
มี            
มี             
 และมี ปญญา
                                                    ั           

จงเป็นผู้ถึงกระแสพระนิพพาน ถ้ากิเลสยังหลงเหลือ

ดังเนินเทินแล้ว ขอให้ไปจุติในสรวงสวรรค์ พ้นจาก
สวรรค์ แ ล้ ว ให้ บั ง เกิ ด จุ ติ ใ นภพภู มิ ข องพระศรี อ าริ ย

เมตไตย ได้ฟงธรรมในเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์แล้ว

              ั
ได้บรรลุอรหัตตผลเฉพาะพระพักตร์นั้น
          เมือเรามีจตปรารถนาแผ่เมตตา ส่งความดีของเรา
             ่      ิ
ออกไปจากใจของเรา แผ่ซ่านออกไป เป็นความร่มเย็น
เป็นสุขนั้น แผ่ไปทั่วโลกทั่วจักรวาล อนันตจักรวาล

หาทีสด หาประมาณไม่ได้ จนทีสดคือ ไม่เจาะจงบุคคลใด

       ุ่                            ุ่                            

บุ ค คลหนึ่ ง แม้ แ ผ่ น ดิ น นั้ น ก็ ต้ อ งสะเทื อ นเลื่ อ นลั่ น 

รับทราบในการแผ่เมตตาของเรา พืนแผ่นน้ำในมหาสมุทร
                                           ้
ทั้ ง หลายก็ ก ลื น คนเป็ น คลื่ น เล็ ก คลื่ น ใหญ่ เพราะรู
      ้
รับทราบในการแผ่เมตตาของเรา ต้นไม้ทงหลายก็โยกย้าย
                                               ั้

2    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
ส่ายไปส่ายมา
 กั ม ปนาทไปด้ ว ยความเมตตาของเรา
ท้องฟ้าก็มีความคึกคะนอง แสดงความรับทราบในการ
แผ่ เ มตตาของเรา ใยเลยแม้ แ ต่ ส รรพสั ต ว์ แ ละมนุ ษ ย์
พรหมอินทร์ทั้งหลาย จะไม่ทราบนั้น...เป็นไม่มี
       “เมือจิตของเรามีเมตตาจนถึงขนาดนัน ใจของเรา
           ่                              ้
จะมีความเย็น ความปฏิฆะ คือ การขุ่นข้องหมองใจ

จะไม่ปรากฏแก่ท่าน ความพยาบาทคิดผูกโกรธ อาฆาต
มาดร้ายบุคคลทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ท่าน แม้ความ
ง่วงเหงาหาวนอนก็ไม่ปรากฏแก่ท่าน ความหงุดหงิด
งุ่นง่านก็ไม่ปรากฏแก่ท่าน จนถึงความฟุ้งซ่านก็สงบไป
รวมถึ ง ความสงสั ยในจิ ต ก็ ไ ม่ ป รากฏ เพราะจิ ต นั้ น ...

เป็นจิตที่เย็น
สงบดี”


      เมือจิตมีความสงบอย่างนัน นันแหละเรียกว่า จิต
         ่                   ้ ่
เป็นสมาธิ
 สมาธิในพรหมวิหาร
 จิตของท่าน
เมื่ อ เป็ น สมาธิ จ ะตั้ ง มั่ น ได้ น าน
 มี ค วามสงบ

                                         เมตตาธรรม
สุขมเยือกเย็น
 ในขณะนันจิตของท่านจะปรากฏ
    ุ                 ้
ความสว่าง
 จะปรากฏความเบา
 เหมือนจิตนัน  ้
ได้คลอดออกมาใหม่จากจิตเดิม
 คือ จิตทีหมกมุน
                                     ่     ่
ไปด้ ว ยความโกรธ ความปฏิ ฆ ะ คื อ การขั ด เคื อ ง
ความขุ่นข้อง ความง่วง ความหงุดหงิด ความระคน

ไปด้วยความสงสัย ตลอดจนถึงความฟุ้งซ่านไปในเรื่อง
ต่างๆ
ก็จะยุติ จิตสงบลง กลายเป็นจิตทีใ่ สบริสทธิทงดวง

                                             ุ ์ ั้
เหมือนดวงจันทร์ที่แจ่มจรัส ไม่มีเมฆมาบดบัง เหมือน
ดวงอาทิตย์ทฉายแสงส่องสว่างไปทัวพืนปฐพี ทีไม่มเี มฆ
            ี่                   ่ ้          ่
มาบดบัง จิตของบุคคลผู้นั้นย่อมสว่างแจ่มใสอย่างนั้น 

        การแผ่เมตตาอย่างนี้ เป็นเวลานานหรือไม่นาน

ขึ้นอยู่กับท่านจะตั้งกำลังใจนั้นได้นานขนาดไหน แล้วแต่
วาสนาบารมีของท่าน
 ทำซ้ำๆ สักร้อยครั้ง พันครั้ง 

ก็ทำไป เมื่อจิตของท่านทำอย่างนั้น องค์สมเด็จพระผู้มี
พระภาคเจ้า พระองค์ทรงตรัสว่า ท่านมีอานิสงส์มาก

ถึง 11 ประการ

   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
1.    ย่อมหลับเป็นสุข
     2.    ย่อมตื่นเป็นสุข


     3.    ย่อมฝันดี
     4.    ย่อมเป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย
     5     ย่อมเป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย
     6.    สรรพสั ต ว์ ทั้ ง หลายมี ค วามรั ก ต่ อ เรา และ

           เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองรักษาบุคคลผู้นั้น
     7.    ไฟ ยาพิษ หรือศาตรา ย่อมไม่กล้ำกรายได้
     8.    จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่าย และจิตของผู้นั้นย่อม
    


    
     เข้าฌานได้ไว ฌานที่ได้ย่อมเสื่อมยาก

     9.    สีหน้าย่อมผ่องใส
     10.   เป็นผู้ไม่หลงใหลทำกาละ คือ ตาย
     11.   บุ ค คลผู้ นั้ น ยั ง ไม่ บ รรลุ ธ รรมมรรคผลถึ ง

           ขั้นอรหัตตผล ย่อมไปจตุเกิดที่พรหมโลก
     อานิ ส งส์ 11 ประการนี้ พระองค์ ท รงตรั สไว้

ในพระบาลี ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูเอาเถิดว่า

                                        เมตตาธรรม
การแผ่เมตตามีอานิสงส์มากถึงขนาดนี้ แต่การแผ่เมตตานี
 

                                                   ้
            สติ
ต้องอาศัย เป็นเครื่องประคับประคอง เป็นเครื่อง
อุมชูดวงจิตไม่ให้คลาดแคล้วไปจากความเมตตาเดิม


  ้
      “เมือท่านมีความเมตตาเป็นปกติ
          ่
    จะยืนก็ตาม
จะนังก็ตาม
จะนอนก็ตาม
                   ่                 
จะเดินก็ตาม
จะขับถ่ายหรือทำกิรยาอาการใดๆ
                              ิ
    จิตของท่านจะมีความเมตตาเป็นปกติ”
  
      เมื่อจิตของท่านมีความเมตตาเป็นปกติ จิตของ
ท่านจะเย็น ใบหน้าจะผ่องใส ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง
ดูแล้วเป็นผูออนกว่าวัย สติปญญาก็จะมีความหลักแหลม
              ้่             ั
มี ค วามฉลาด ตั ด สิ น สิ่ งใดก็ จ ะตั ด สิ น อย่ า งถู ก ต้ อ ง
ไม่ ผิ ด พลาดในประการใด แม้ ค วามคิ ด ก็ ไ ม่ ห ลงลื ม
เพราะอาศัยสตินั้นเป็นผู้ประคับประคองความเมตตา
เอาไว้ อุ้มชูความเมตตาเอาไว้

    ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
สิ่งเหล่านี้เป็นของประเสริฐในโลก
 เมื่อบุคคลใด
ประกอบด้ ว ยความเมตตาแล้ ว
 ได้ ชื่ อ ว่ า ...

ได้สงเคราะห์คนทั้งโลก เพราะคนเราส่วนใหญ่มักจะ
เป็ น คนมั กโกรธ ขาดความเมตตา และจิ ต มั ก จะคิ ด
ประทุษร้าย มักเบียดเบียน มักให้ราย จิตลักษณะแบบนี้
                                ้
เรียกว่าจิตขาดความเมตตา เรียกว่าจิตแคบ จิตไม่กว้าง 


 คนทีมความเมตตา เรียกว่า เป็นคนจิตกว้าง


             ่ี                                                   

แม้ เ สี ย เปรี ย บก็ ยั ง เมตตาแก่ ค นที่ ไ ด้ เ ปรี ย บแก่ เ รา


                                                                  

แม้เค้าคิดทำร้าย เราก็ยังมีความเมตตาแก่บุคคลผู้นั้น 

แต่บุคคลผู้ได้เปรียบกับไม่มีความคิดเมตตาเลย มีแต่
อารมณ์ ก ระด้ า งกระเดื่ อ ง มี ค วามโกรธ ผู กโกรธ 

แม้ทำร้ายบุคคลนั้นได้แล้ว ก็ยังไม่หยุดความผูกโกรธ...

ยั ง พู ดโกรธ...ยั ง คิ ดโกรธ...ยั ง ทำกิ ริ ย าโกรธอยู่ นั้ น 

ความโกรธไม่ ยุ ติ ห ายไป แม้ ก ระทำบุ ค คลผู้ นั้ น อย่ า ง


                                            เมตตาธรรม
สมสาแก่ใจแล้วก็ตาม ความโกรธนันก็ไม่หายไป ขึนชือว่า
                               ้             ้ ่
ความโกรธนี้ไม่ได้มีในบุคคลที่โกรธ แต่มีอยู่ในใจของ
บุคคลที่ผูกโกรธ

      การจะระงับความโกรธได้ต้องระงับที่ใจ
ผูโ้ กรธ แต่ไม่ได้ระงับวัตถุสงของหรือผูคนทีเ่ ราไปโกรธ

                             ิ่        ้
สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราหายโกรธ ถึงแม้เราจะทำให้
บุคคลผู้นั้นพินาศย่อยยับไปด้วยความโกรธของเราก็ตาม
แต่ ค วามโกรธของเราก็ ยั ง ดำรงอยู่ ไ ม่ ไ ด้ ห ายไปไหน
เพี ย งแต่ เ บาบางลงไป เพราะอาศั ย สำเร็ จ ประโยชน์ 

แต่ความโกรธก็ยังมีอยู่ แม้เจอคนอื่นขัดคอขัดเคืองก็ยัง
โกรธอีก ขึนชือว่าความโกรธในลักษณะแบบนีไม่ได้หายไป
              ้ ่                              ้
จากจิต เพราะกำจัดความโกรธผิดทาง
       ความโกรธจะกำจัดได้ต้องกำจัดในใจของผู้โกรธ
ควรรู้ ค วามโกรธนั้ น เป็ นโทษ เมื่ อโกรธแล้ ว ก็ มี ค วาม
ขัดเคืองความขุ่นข้อง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หน้าตา
หมองเศร้า แววตาไม่มีสีสัน บุคคลทั้งหลายเมื่อมอง

   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
เห็ นแล้ว มักไม่ชอบเข้าใกล้ เพราะรู้ว่าคนนั้นเป็นคน
ฉุนเฉียว
 เกรียวกราด ขาดความเมตตา นีเ่ ป็นโทษของ
              ้
ความผู กโกรธ และถ้ า บุ ค คลกำจั ด ความโกรธผิ ด ที่

ผิดสถาน ก็จะมีความทุกข์จนถึงอบายภูม
 
 ิ
       จึ ง ขอให้ ท่ า นทั้ ง หลายจงน้ อ มลงสู่ ใ จของท่ า น
ประกอบไปด้วยความเมตตา ทำลายความโกรธให้พนาศไป
        ิ
อย่าให้มันนั่งอยู่ในบัลลังก์หัวใจของเรา ให้มีแต่ความ
เมตตาปรากฏขึ้นในจิต และท่านทั้งหลายก็จะมีความสุข
ทังโลกนีและโลกหน้า สมดังทีพระองค์แสดงในพุทธภาษิต

  ้       ้                       ่
ไว้ว่า “ เมตตา...             เป็นของจุนโลก...เป็นของ
ปกครองโลก...เป็นของเอื้ออำนวยต่อโลก...
เป็นของสูงยิ่งในโลกนี้...นั่นเอง”

     ขอให้ท่านพุทธบริษัททุกท่าน พึงนั่งสงบจิตสงบใจ
ทำการภาวนาโดยการผ่อนคลายสรีระร่างกายของท่าน
ปล่อยวางความรูสกห่วงและความกังวลใจ ความเหนือยล้า

              ้ึ                              ่

                                         เมตตาธรรม
อ่อนเพลียในวันวันหนึ่ง ให้คลายออกไปเหมือนกับเรา
กำลังทิงถุงทรายออกจากบอลลูน บอลลูนย่อมลอยสูงได้
       ้
เพราะถุงทรายนันไม่ปรากฏทีบอลลูน คือตกลงมาสูพนล่าง

              ้          ่                 ่ ื้ 


    “ขอให้ ใ จของท่ า นลอยขึ้ น
 เบาขึ้ น
เหมือนกับตวัดปลาขึ้นจากน้ำ
 ลอยเหนือ
พ้ น น้ ำ ฉั นใด
 จิ ต ของท่ า นก็ ค วรจะพ้ น
ออกจากกองกิเลสฉันนั้น”

       เหมือนย้ายสิ่งหนึ่งที่หนาแน่น ให้ออกไปอยู่ในสิ่ง
ที่ไม่หนาแน่น เช่น หน่อไม้ นึกถึงว่าหน่อไม้อยู่ในกอไผ่
มันอึดอัดเพราะมันเบียดเสียดกันอยู่ ถ้าเราเอาหน่อไม้
ออกจากกอไผ่ หน่อไม้นนจะเป็นอิสระ ก็นกถึงใจของเรา

                         ั้              ึ
ก็เอาใจของเราออกจากกิเลส เหมือนเอาหน่อไม้ออก
จากกอไผ่ ยกจิ ต ของเราออกจากเครื่ อ งพั น ธนาการ
ความห่วงลูก ห่วงหลาน ห่วงทรัพย์หวงสิน ความกังวลใจ
                                    ่

0   ค
ำ
น
ำ
ท
ำ
ต่างๆ ให้หมดไป เหลือแต่ความบริสทธิของจิตเป็นตัวตน
                                 ุ ์
ของตัวเอง โดยกำหนดรูลมหายใจเข้าและออก หายใจเข้า
                       ้
ว่า “พุท”
 หายใจออกว่า “โธ” หายใจเข้าว่า “พุท”
หายใจออกว่ า “โธ” ปล่ อ ยวางสิ่ ง ต่ า งๆ ทั้ ง หมด
กำหนดรู้อยู่ที่ปลายจมูก และจับความรู้สึกว่า

     “ความรู้สึกอยู่ที่ไหน
ใจก็อยู่ที่นั่น

       
 ใจอยู่ที่ไหน
จิตก็อยู่ที่นั่น”





 จับทีความรูสกทีรวาลมหายใจ หายใจเข้าว่า “พุท”

           ่    ้ ึ ่ ู้ ่
หายใจออกว่า “โธ” หลังจากนี้ขอให้ท่านพุทธบริษัท

ทั้งหลายพึงนั่งอยู่ในอิริยาบถตามสบาย จนกว่าจะถึง
เวลาให้ อ อกจากสมาธิ กั ม มั ฏ ฐาน โดยทั่ ว ถึ ง ทุ ก ท่ า น

ทุกคนเทอญ



                                         เมตตาธรรม
      1
จิตอยู่ที่ไหน
ก็ให้มันอยู่ที่นั่น
พอจิตไม่ได้อยู่ในที่ของมัน
แล้วจิตจะเป็นทุกข์
ใจอยู่ที่ไหน
ก็ให้อยู่ที่นั่น
เพราะเป็นที่ของมัน
  ที่อยู่ของจิตและใจ
คือ
 สติและตัวรู้
           ที่ระลึกรู้อยู่เฉยๆ
ไม่ตามไป
       ไม่ออกไปนอกสติกับผู้รู้
       รู้อยู่ที่ใจ
เห็นอยู่ที่จิต
ไม่ไปไหน
                  เรียกว่าที่ของมัน
คำนำทำ1

คำนำทำ1

  • 2.
    “คำ” สอนในหนังสือเล่มนี้... “นำ” ท่านไปสู่ความตรองตามให้เห็นจริงได้ ด้วยการกระ “ทำ” เพื่อประโยชน์ ตามความมุ่งหมายสูงสุดแห่งความรู้แจ้ง และบันเทิงในธรรม นำลงสู่สายธารธรรมแห่งอมตรส ซึ่งมีแดนเกษมคือพระนิพพานเป็นที่สุด คำสอนทั้งหลายจะนำท่านไปสู่ความรู้ ความเข้าใจ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้เกิดความสุข ความเจริญ ในชีวิตสืบไป คณะผู้จัดทำ : อัญญาวิโมกข์ เป็นการถอดเทป : พิมพ์ครั้งที่ 2 30 สิงหาคม 2552
  • 3.
  • 4.
    การมีสติรู้ลมหายใจเข้าออก จิตจะสงบ รู้ทันกับกิเลสที่มากระทบ หูได้ยินเสียงตาเห็นรูป สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่เราได้ยินนั้น ไม่ใช่กิเลส แต่เป็นเครื่องต่อติดที่ทำให้จิตเราเข้าไปยึด ทำให้เราเป็นทุกข์ ทำให้ต้องติดภพติดชาติ เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าเราไม่มีสติ จะทำให้รู้ไม่ทัน กิเลสจะเข้าครอบงำ กิเลสที่เข้ามากระทบก็คืออารมณ์ แล้วทำให้เราหลงไป กับมัน หลงไปกับสิ่งนั้น ชอบในสิ่งนั้น รักในสิ่งนั้น มีคณะก็ทำให้เกิดการแตกสามัคคี ขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่กิเลส แต่เมื่อเราเข้าไปยึดเมื่อไหร่ นั่นก็คือกิเลส ที่ทำให้ใจเราเป็นทุกข์ทันที นิยามของบัณฑิต
  • 5.
    เราเข้าใจว่าการรักตัวเอง การทำให้ใจเป็นสุข คือ การดูหนังฟังเพลง การช็อปปิ้ง การเที่ยว แต่จริงๆ แล้ว...ไม่ใช่ คำสอนของพระพุทธเจ้า 84,000 พระธรรมขันธ์ ก็อยู่ตรงนี้ จิตที่สงบ จิตที่ว่างจากการยึดติด กับอะไรทุกอย่าง ก็เป็นวิมุตติ คือ แนวคำสอน ของพระพุทธเจ้าที่เราค้นหากัน จงมีใจที่แน่วแน่ ตังมัน แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างลึกซึง ไมีมโอนเอียง ้ ่ ้ ี เอนเอียงไปกับกิเลสที่มากระทบในใจเรา ความสามัคคีก็จะเกิดขึ้นในหมู่คณะเล็กๆ จนไปถึงบ้านเมืองก็ไม่ขัดแย้งกัน เทศน์ที่ศูนย์พัฒนาม่วงน้อยปูนซีเมนต์ไทยท่าหลวง จังหวัดสระบุรี วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ค ำ น ำ ท ำ
  • 6.
    นิยามของ นิยามของบัณฑิต ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่าเป็นสิ่งที่น่า นำมาพิจารณา เพราะว่าเป็นเครื่องเปรียบเทียบธรรมะ ของพระพุทธเจ้าได้แล้วก็เป็นเครืองประกอบการดำเนินชีวต ่ ิ ของเราได้ ธรรมของศาสดาดูเหมือนว่าจะเป็นศาสน สุภาษิตด้วย ท่านว่าไว้ว่า “ไม้กฤษณาเป็นของหอม เป็นไม้ ที่ ห อมที่สุด เมื่อเราเอาใบตองไปห่อเอาไว้ กลิ่นของ กฤษณาก็ ยั ง ติ ด ใบตองด้ ว ย” อั น นี้ ท่ า นหมายถึ ง นิยามของบัณฑิต
  • 7.
    การคบคนดี การคบบัณฑิต ได้พบพระสัจธรรมคำสอน ถึง แม้ ว่ า เราจะไม่รู้เรื่องอะไรทั้งหมดก็ตาม แต่สิ่งที่ ไม่เคยรู้มาก่อนก็จะได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนก็จะ เข้าใจ เหมือนอย่างเช่นใบตองที่ห่อต้นกฤษณา หรือ เปลือกของกฤษณา อีกความหมายหนึ่ง ท่านว่ามีปลาร้า แล้วเราเอา ใบตองไปห่อปลาร้า กลิ่นปลาร้าย่อมติดใบตอง ที่นี้ก็ หมายถึง การที่ไม่ได้เห็นพระสัจธรรม ไม่ได้พบสัตตบุรุษ การคบหาสมาคมกับคนพาล การคบหาสมาคมกับคนชัว ่ ก็ทำให้เราเป็นคนพาลไปด้วย เป็นคนชั่วไปด้วย และก็ ไม่รู้พระสัจธรรม หรือเรียกว่าความจริง ความหมาย ทั้งสองอย่างนี้ จะเห็นได้ว่ามีเหมือนกันอยู่ ก็คือใบตอง ใบตอง คือ เปรียบเสมือนเราท่านทังหลาย ขึนอยู่ ้ ้ กับว่าเรานั่งใกล้ คลุกคลี หรือได้คบค้าสมาคมกับอะไร แต่ถ้าเป็นใบตองมันเลือกไม่ได้ แต่คนคือเรา สามารถ ค ำ น ำ ท ำ
  • 8.
    เลื อ กได้ที่ จ ะคบ ที่ จ ะหา ที่ จ ะศึ ก ษากั บ ท่ า นผู้ นั้ น เหมือนบทมงคลสูตรว่า อเสวนาจพาลานัง การคบ คนพาล สนทนากับคนพาล สนิทสนมหรือชิดเชื้อกับ คนพาล ย่อมพาลไปหาความผิด บัณฑิตกานังจเสวนัง การคบหาสมาคมกั บ บั ณ ฑิ ต ย่ อ มทำให้ เ กิ ด ความรู ้ ความเข้าใจ เกิดความสุขความเจริญในชีวิตได้ “การคบคน การสมาคมกับคน พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า...เป็นทีสด เป็นทังหมดของพรหมจรรย์ ่ ุ ้ หมายถึง พรหมจรรย์คือความบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว” ทำไมถึงว่าพระพุทธเจ้าท่านเน้นเรื่องการคบค้า สมาคม หรือเรียกว่าการคบเพื่อน ทางบาลีเรียกว่า “กัลยาณมิตร” การคบเพื่อนที่ดี เป็นทั้งหมดในพรหมจรรย์ คือ การทำจิตของเราให้บริสุทธิ์ ทำจิตของเราให้ผ่องแผ้ว เหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าเราปฏิบัติ คนเดี ย วไม่ ไ ด้ จะต้ อ งมี ห มู่ มี ค ณะ มี พ วก มี พ้ อ ง นิยามของบัณฑิต
  • 9.
    เพื่ อ จะได้มี ก ารแลกเปลี่ ย น การสนทนา การขบคิ ด ปัญหาทางการปฏิบัติ หรือทางการศึกษา สิ่งใดที่เรา ไม่เข้าใจก็จะเข้าใจด้วยการสนทนา พูดคุย การแลก เปลี่ยนความรู้ เมื่อเราติดขัดแนวทางการปฏิบัติธรรม กั ล ยาณมิ ต รนั่ น แหละจะเป็ น ผู้ ที่ ช่ ว ยให้ เ ราคลายจาก ปัญหานันได้ กัลยาณมิตรจึงว่าเป็นทังหมดของพรหมจรรย์ ้ ้ นี่ คื อ สิ่ ง ที่ เ รี ย กว่ า พรหมจรรย์ อย่ า งที่ เ ปรี ย บ ข้ า งต้ น ว่ า ใบตองห่ อ กฤษณากั บใบตองห่ อ ปลาร้ า เห็นได้ชัดว่ามันต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งลักษณะ และกลิ่น ของมัน ฉะนั้น คนดี...เรามอง...เราก็รู้ คนชั่ว...เรามอง...เราก็รู้ บางครั้งก็ต้องอาศัยการคลุกคลี การพูดคุย เราก็ ทราบได้วา คนนีเ้ ป็นคนดีหรือเป็นคนชัว สามารถเลือกได้ ่ ่ คบได้ มีสิทธิ์ที่จะคบ มีสิทธิ์ที่จะเลือก ค ำ น ำ ท ำ
  • 10.
    ...ขึ้นอยู่กับว่า เราเห็นประโยชน์ในทางประพฤติ พรหมจรรย์ของเราหรือไม่ ... ึ้นอยู่กับความใส่ใจในการบำเพ็ญกุศลของเรา ข หรือไม่ ... ึ้ น อยู่ กั บ ความปรารถนาในการที่ เ ราเข้ า มา ข ในพระพุ ท ธศาสนานั้ น มี ป ฏิ ป ทาอย่ า งไรนั้ น ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เราท่านทังหลาย เป็นผูถกความทุกข์หยอกเอาแล้ว ้ ู้ หยอกล้อเอาแล้ว ด้วยความไม่รู้คือโมหะ ความหลง สำคัญผิด ความเข้าใจผิด เพราะมีฝาคืออวิชชาได้บดบังไว้ ้ มีตณหา คือ ความทะยานอยาก, มีมานะ คือ ความถือตัว ั ถือตน, มีสงขาร คือ ความปรุงแต่ง ให้ผกพันและยึดติด ั ู มั่นหมายในสิ่งนั้นๆ ดูเหมือนว่ามนุษย์เราท่านทั้งหลาย จะเป็นผูพนจากข่ายแห่งพญามัจจุราชยาก ถ้าเราไม่รจก ้ ้ ู้ ั สิงเหล่านี้ พระพุทธองค์จึงแสดงบัญญัติลักษณะและชื่อ ่ ของกิเลสทังหลาย เพือให้เราทราบ รู้ และมีการป้องกัน ้ ่ นิยามของบัณฑิต
  • 11.
    พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ แบบแผน การปฏิบตตน ัิ ตังแต่ชนชันฆราวาส ครองเรือน ประกอบอาชีพการงาน ้ ้ สมณะ ชี พราหมณ์ ผูออกบวช ศึกษาพระธรรมโดยตรง ้ พระองค์ทรงวางบัญญัติ เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ให้ทั่วถึง ไม่ว่าเด็กหญิงเด็กชาย หนุ่มสาว และวัยกลางคน ชรา แม้คนใกล้จะตาย ให้รวถทางแห่งการดำเนินชีวตทีถกต้อง ู้ ิ ี ิ ู่ ให้ประสบพบกับสันติสข คือความสุขทังโลกนีและโลกหน้า ุ ้ ้ พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้อุบัติเกิดขึ้น ในโลก เพื่อนำเหล่าสัตว์ทั้งหลายให้พ้นไป จากข่ า ย ได้ แ ก่ ความทุ ก ข์ เป็ น ผู้ ไ กล จากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นผู้แจ้งเจนจบในสามแดนโลกธาตุ เป็นผู้ที่มนุษย์ เทวดา มาร พรหม ทั้งหลายสักการะ บู ช า เป็ น ผู้ ม าดี ไ ปดี เป็ น ผู้ เ จริ ญ แล้ ว เป็ น ผู้ มี ล าภ พระองค์ทรงอุบัติเกิดขึ้นในโลก พร้อมไปด้วยลักษณะ 10 ค ำ น ำ ท ำ
  • 12.
    ของมหาบุรุษ มีอาการสามสิบสอง และอนุพยัญชนะ อีก108 พระองค์ทรงดำเนินพระชนม์อยูกอน 2552 ปี ่่ มีการประกอบกิจทั้งทางฆราวาสวิสัยคือ มีการศึกษา เล่ า เรี ย น ในสมั ย นั้ น ที่ มี ค วามนิ ย ม คื อ เรี ย นไปให้ มี ความสามารถในการปกครองบ้านเมือง มีความสามารถ ด้ ว ยบารมี ข องพระองค์ จ ะได้ เ ป็ น พระเจ้ า จั ก รพรรดิ์ ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา ผู้อยู่นครเทวทหะ ทรงมี พ ระราชโอรสนามว่ า พระราหุ ล ทรงเป็ น ผู้ ท ี่ จะเจริ ญ และไม่ มี เ สื่ อ ม พระพุ ท ธองค์ ท รง เป็ น ผู้ ม องเห็ น สั จ ธรรมพระองค์ แ รก เห็นการแก่ การเจ็บ การตาย และสมณะ พระองค์ทรงออกบวชจากศากยะตระกูลราช ทรง บำเพ็ญเพียรทุกขกิริยาถึง 6 ปี ทรงบรรลุเป็นอนุตร สัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้ได้โดยพระองค์เองในพระชนม์ 35 ปี ทรงประกาศสัจธรรม เป็นธรรมอันบั้นต้น ชื่อ นิยามของบัณฑิต 11
  • 13.
    ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันไพเราะเสนาะจับหัวใจ ทำให้ อัญ ญาโกณฑั ญ ญะมี ด วงตาเห็ น ธรรม ได้ บ รรลุ เ ป็ น พระโสดาบั น เป็ น พระสงฆ์ อ งค์ แ รกของโลก ในวั น อาสาฬหบูชา คืนวันเพ็ญขึน 15 ค่ำ เดือน 8 พระองค์ ้ ทรงแสดงธรรมด้วยอาทิกลยาณัง งามในเบืองต้นด้วยศีล ั ้ มัชเฌกัลยาณัง คืองามในขันกลางด้วยสมาธิ ปริโยสาน ้ กัลยานัง คืองามในบั้นปลาย คือที่สุด ได้แก่ ปัญญา พระองค์ ท รงถ่ า ยทอดพระสั จ ธรรม คื อ พระ ธรรมจักรนี้ไปโดยลำดับให้เห็นทางว่า อันใดเป็นทาง...อันประเสริฐ อันใดเป็นทาง...อันไม่ประเสริฐ ทางไม่ประเสริฐนั้นมี 2 ทาง คือ û ขั ล ลิ ก านุ โ ยค คื อ การพั ว พั น อยู่ ใ น กามสุ ความสุข ติดอยูในกามคุณ, ่ 12 ค ำ น ำ ท ำ
  • 14.
    û อั ตตกิ ล มถานุ โ ยค คื อ การเข้ า ไปพั ว พั น ในการทรมานกาย ในการที่ อ ยู่ ใ นความทุ ก ข์ ท รมาน ในการบำเพ็ญเพียร ได้แก่ โยคะ เป็นต้น พระองค์ทรง ตรัสทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทา ตรัสทางแห่งมรรค คือทางอันประเสริฐ คื อ วิ สุ ท ธิ ม รรค ได้แก่ สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ, สัมมาวาจา การพูดเจรจา ชอบ, สัมมากัมมันโต การกระทำชอบ, สัมมาอาชีโว การเลียงชีวตชอบ, สัมมาวายาโม ความพากเพียรชอบ, ้ ิ สัมมาสติ ความระลึกชอบ, สัมมาสมาธิ ความตั้งใจ มั่นชอบ พระองค์ทรงตรัสทางดำเนินการปฏิบัติเพื่อให้เห็น พระสัจธรรม ทั้ง 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์เป็นของ มี อ ยู่ จ ริ ง เป็ น ของควรกำหนดให้ รู้ จั ก เป็นของควรละ และควรทำให้แจ้ง นิยามของบัณฑิต 1
  • 15.
    ตัณหา คือความทะยานอยาก, นิโรธคือความ ดับทุกข์, มรรค คือการดำเนินให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ พระองค์ทรงตรัสแล้ว สะเทือนเลื่อนลั่นสวรรค์ทุกชั้น พรหมทุ ก ชั้ น รั บ ทราบพระธรรมจั ก รครั้ ง แรก ทำให้ เหล่าเทวดาและพรหมทั้งหลาย ได้บรรลุเป็นพระอริยเจ้า เป็นจำนวนนับโกฏิทุกท่าน นี่คือการเกิดของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐเอกในสามแดนโลกธาตุ เป็นผู้ที่ มนุ ษ ย์ เทวดา มาร อิ น ทร์ พรหม เคารพศรั ท ธา เป็นผู้นำสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากข่าย ได้แก่ ความทุกข์ พระองค์ทรงดำเนินพระกรณียกิจทางพระพุทธศาสนา ถึง 45 ปี พระชนม์มายุได้ 80 จึงละสังขารดับขันธ์ เข้ า สู่ ป ริ นิ พ พาน ในวั น เพ็ ญ เดื อ น 6 ขึ้ น 15 ค่ ำ นั บ เป็ น พุ ท ธศั ก ราชที่ 1 พระพุ ท ธองค์ ท รงแสดง พระธรรมเป็นส่วนมาก และแสดงธรรมแก่บรรดาสาวก ของพระองค์เป็นจำนวนมากด้วยคำเพียงสันๆ ง่ายๆ ว่า ้ 1 ค ำ น ำ ท ำ
  • 16.
    “รูปไม่เทียง เวทนาไม่เทียง สัญญาไม่เทียง ่ ่ ่ สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นทุกข์ เวทนาเป็นทุกข์ สัญญาเป็นทุกข์ สังขารเป็นทุกข์ วิญญาณเป็นทุกข์ รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน สัพเพธรรมมาอนัตตาติ ขึนชือว่า ธรรมทังหลายไม่มตวตน ไม่ใช่ตวตน ้ ่ ้ ี ั ั ไม่ ใ ช่ ข องเรา สั พ เพสั ง ขาราอนิ จ จั ง สั ง ขาร ทั้งหลายไม่เที่ยง” พระองค์ทรงแสดงพระธรรมนีให้แก่บรรดาสาวกและ ้ พุทธบริษททังหลาย ตังแต่ขตติยะบริษท พราหมณ์บริษท ั ้ ้ ั ั ั อุ บ าสก อุ บ าสิ ก าบริ ษัท คฤหบดีบริษัท ให้ได้ทราบ พระสัจธรรมซึ่งชื่อว่าความเป็นจริง นิยามของบัณฑิต 1
  • 17.
    พระองค์ทรงตรัสว่า “ชาติเป็นทุกข์, ชราเป็นทุกข์, มรณะได้แก่ความตายเป็นทุกข์,ความพลัดพรากเป็น ทุกข์, ความคับแค้นใจเป็นทุกข์, ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจเป็นทุกข์, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ที่พอใจเป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ เป็นทุกข์, ความทุกข์ทั้งหลาย เป็นทุกข์ประจำขันธ์ ของสัตว์โลกทั้งหลาย สัตว์โลกทั้งหลายต้องประกอบ กับทุกข์อย่างนี้ และมีทุกข์อีกที่ปรากฏขึ้นแก่มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายได้แก่ เมื่อคราวมีความสุขก็ประสบ ความทุกข์ เมือคราวมีลาภก็ประสบความเสือมจากลาภ ่ ่ เมื่ อ คราวมี ย ศก็ ป ระสบกั บ ความเสื่ อ มไปจากยศ เมื่อคราวมีความสรรเสริญก็ประสบความเสื่อมความ สรรเสริญ ได้แก่คำนินทา” นี่คือความทุกข์ในโลก และความทุ ก ข์ อี ก จำพวกหนึ่ ง ที่ พ ระองค์ ต รั ส ได้แก่ ความเป็นหนี้ ความเป็นหนีเ้ ป็นทุกข์ในโลกเช่นกัน เราท่านทั้งหลายเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว หยอก 1 ค ำ น ำ ท ำ
  • 18.
    เอาแล้ว เป็นผู้ถูกพญามัจจุราชช่วงชิงเอาชีวิตเสียแล้ว เป็นผู้รอวันที่จะตาย เป็นผู้ถึงความตายแล้วรอเวลา ลงอาญาประหารชีวิตเท่านั้นเอง ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มีบุญ มีบารมี ได้เกิดใน ประเทศสยาม และได้พบพระธรรมขององค์พระศาสดา ได้ศึกษาพระธรรมของพระศาสดาและเป็นผู้กระทำลงมือ ปฏิบัติตามทางของพระศาสดา ย่อมเป็นผู้มีโชค ย่อมเป็นผู้มีชัย ท่านทั้งหลายจงสำเหนียก และนึกไว้เสมอว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้โชคดี จงนำโชคของท่านให้สำเร็จประโยชน์ ให้ ถึ ง แดนพระนิ พ พาน อย่ าใช้ โ ชคของท่ า น ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และมาพบพระพุทธศาสนา ได้เกิด ในประเทศสยามไปในทางที่ผิด ไม่ถูกทางแห่งกุศลกรรม อย่าดำเนินไปในทางที่เรียกว่า อกุศลกรรม คือทาง ตรงกั น ข้ า ม ทางทั้ ง สองอย่ า งนี้ มี ท างเข้ า ทางออก นิยามของบัณฑิต 1
  • 19.
    สามทาง คือ ทางกายทางวาจา ทางใจ รวมเรียกว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นกรรมบถศีล 10 ศีล เหมือนประตูพระนคร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกับบ้านในพระนคร ประตูพระนครเปิดไว้ แม้แต่ประตูในบ้านปิดก็ตาม ก็ไม่สามารถพ้นไปจากโจร ผู้ร้ายได้ เพราะประตูเมืองใหญ่เปิดขึ้น หมายความว่า ถ้าเราสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ ไม่ส นใจเรื่ อ งของศีล ธรรม ความประพฤติ เรื่องของความงดงามของการปฏิบัติ ความ เสงี่ ย มเจี ย มตั ว ปล่ อ ยจิ ตให้ มี ค วามโกรธ ปล่อยจิตให้มความหลง ปล่อยจิตให้มความรัก ี ี ปล่ อ ยจิ ต ให้ ท ะเล่ อ ทะล่ า ทำกิ ริ ย าทางกาย ไม่เหมือนกับนักปฏิบต ก็ได้ชอว่าเปิดประตูเมืองแล้ว ั ิ ื่ โจรย่อมปล้นบ้านภายในเมืองได้ฉันนั้น ถ้าเราปิดประตู 1 ค ำ น ำ ท ำ
  • 20.
    เมืองดีทงสีทศ แต่ประตูบานเราเปิดไว้ หน้าต่างเราเปิดไว้ ั้ ่ ิ ้ ก็เหมือนกับว่าเราเป็นผู้รักษาศีลดี ทั้งโคจรและ อาจาระ ได้แก่ การไม่ประพฤติอนทีไ่ ม่เหมาะสม คือไป ั ในที่ที่ไม่เหมาะสม กระทำตนเองอนาจาร คือไม่งดงาม ตามแบบของสมณะ ตามแบบของนักปฏิบัติธรรม ถ้าเราทำศีลให้บริสุทธิ์ แล้วเราก็ทำโคจร คือ ที่ที่ควรจะไป ทำอาจาระ คือ ระเบียบความประพฤติ ที่ดีงาม การประพฤติปฏิบัติด้วยการเสงี่ยมเจียมตัว งดงามดั่งสมณะ งดงามอย่างนักปฏิบัติ แต่ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ถึงแม้จะเปิดไว้ไม่สำรวมถึง ขนาดเต็มที่ก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีประตูรักษาไว้แล้ว โจรขโมยไม่ ส ามารถปล้ น บ้ า นเรื อ นได้ เพราะประตู พระนคร ได้แก่ศีลถูกปิดไว้แล้ว ฉันนี้เหมือนกัน นิยามของบัณฑิต 1
  • 21.
    ศีลเป็นของสำคัญ ศีลเป็นของประเสริฐ บุ คคลใดจะรั ก ษาศี ลได้ ต้ อ งประกอบไปด้ ว ยปั ญ ญา 3 ระดับ û ชาติปญญา คือ การกำเนิดมาพร้อมกับ ั ปัญญาหรือเกิดมาพร้อมกับปัญญา û วิ ปั ส สนาปั ญ ญา คื อ ความรู้ แ จ้ ง แทงตลอดในปัญญา û ปาลิหาริกะปัญญา คือ ปัญญาบริหาร ปัญญา แสดงความเป็นผู้นำในกิจนั้นๆ ปัญญาทั้งสามอย่างนี้เมื่อเกิดในผู้ใดแล้ว คนผู้นั้น ย่อมเป็นผูถายทุกข์ ถ่ายโรค ถ่ายภัย ถ่ายวัฏฏ ้่ สงสาร เป็นผู้พ้นแล้วจากความทุกข์ทั้งหลาย ได้ถึงซึ่งฝั่ง คือ พระนิพพาน ความเสงี่ยม เจียมตัว ความเรียบร้อยในนักปฏิบต ในสมณะ ั ิ เป็นศีล 20 ค ำ น ำ ท ำ
  • 22.
    การพิจารณาอาหารก่อนรับประทาน การพิจารณา เครื่องนุ่งห่มทุกวันเช้าเย็น การพิจารณาเสนาสนะที่พัก อาศัยการพิจารณายารักษาเภสัชทังหลายทุกวัน ได้ชอว่า ้ ื่ ศีลเหมือนกัน การสำรวม ตา หู จมูก ลิน กาย และใจ ้ ก็ได้ชื่อว่าศีลเหมือนกัน การไปในสถานที่ที่ควร และการไม่ไปในสถานที ่ ไม่บงควร เช่น ไปในสถานทีทหญิงแพศยา ไปในสถานที่ ั ่ ี่ ที่หญิงให้บริการ ไปในสถานที่ผู้หญิงเป็นหม้าย ไปใน สถานที่ผู้หญิงไม่มีคู่ครองอยู่จนแก่ ไปในสถานที่คนนั้น เป็นกระเทย ทอม หรือเรียกว่าบัณเฑาะก์ ไปสถานที่ เอิกเริกบันเทิง สถานที่โอ่อ่า เป็นห้าง ผับ เป็นสถานที่ ทีเ่ ค้ากำลังรวมพลซ้อมรบกัน สิงเหล่านีเ้ รียกว่า อโคจร ่ ไม่ควรไป หรือทำกิรยาอาการใดทีไม่งดงาม เช่น การใช้ ิ ่ สิ่งของบางอย่างในที่สาธารณชน ซึ่งไม่เหมาะแก่สมณะ หรือนักปฏิบติ การยืนนำหน้า การยืนหน้าครูบาอาจารย์ ั การเดินแซงครูบาอาจารย์ การเดินผ่านครูบาอาจารย์ นิยามของบัณฑิต 21
  • 23.
    โดยไม่ขอโอกาส การเดินจงกรมสูงกว่าครูบาอาจารย์ การสวมรองเท้าเดินบนทางเดินจงกรม ในขณะที่ครูบา อาจารย์ไม่สวมรองเท้าการเดินเข้าออกผ่านไปผ่านมา โดยไม่ขอโอกาสจากครูบาอาจารย์ การจัดของสำรับ ต่ า งๆ โดยเบี ย ดบั ง เพื่ อ นสมณะด้วยกัน หรือเพื่อน นักปฏิบัติด้วยกัน หรือแม้กระทั่งการทำกิริยากระด้าง กระเดื่องต่อเพื่อนนักปฏิบัติธรรม ต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ หรือการทำกิริยาในการล้างจาน ในการตากผ้า ในการ เก็บกวาด ทำความสะอาดวัดวา หรือสถานที่อยู่ในที่ ปฏิ บั ติ ข องตน ไม่ มี ค วามเคารพ สิ่ ง เหล่ า นี้ เ รี ย กว่ า การประพฤติเป็นศีลเหมือนกัน ต้องสำรวม ต้องระวัง โคจรก็เป็นศีล อาจาระก็ เ ป็ น ศี ล การสำรวมอิ น ทรี ย์ ก็ เ ป็ น ศี ล การพิจารณาอาหารนี้เพื่อดับเวทนาเก่าให้หาย ไม่ให้ เวทนาใหม่บังเกิดขึ้นก็เป็นศีล การห่มผ้าเพื่อบดบังกาย 22 ค ำ น ำ ท ำ
  • 24.
    และเพื่อกันเหลือบ ยุง แดดริ้น ไร ก็เป็นศีล การอยู่ ในเสนาสนะทั้งหลาย เพื่อบดบังร้อนแดด ฝน สัตว์ เลื้อยคลานทั้งหลาย...ก็เป็นศีล การพิจารณาเภสัช คือ ยารักษายาทา พิจารณาทุกครั้งว่าเรารักษากายให้อยู่ได้ เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำให้แจ้งเพื่อพระนิพพาน อันนี้ก็เป็นองค์ของศีลเช่นกัน ศีลมีอยู่หลายที่ในพระไตรปิฏก แม้ในวิสุทธิมรรค ก็กล่าวองค์ศีลไว้จำนวนมาก นับแล้วสองร้อยกว่าหน้า ด้วยกัน ศีลจึงได้ชื่อว่าเป็นประตูพระนคร การปฏิบัติ ธรรม การเจริญสมาธิ การเจริญปัญญา ได้ชื่อว่าเป็นบ้าน เป็นประตูของบ้าน ความสำคัญมีทั้ง ประตูพระนคร ประตูบ้าน ตั ว พระนคร ตั ว ของบ้ า น ท่านทั้งหลาย อย่ามัวแต่วาตังใจปฏิบติ แต่ ไม่ ่ ้ ั ตังใจรักษาศีล ไม่ตงใจรักษาอาจาระและโคจรของท่าน ้ ั้ การหลับนอน การห่มผ้าของท่าน การรับประทานอาหาร นิยามของบัณฑิต 2
  • 25.
    หรือฉันอาหาร หรือการรับประทานหรือฉันเภสัชยารักษา หรือใช้เภสัชรักษาทางกาย ผิวหนังหรือทางภายใน ร่างกายก็ตาม พึงพิจารณาสิงเหล่านันเสมอ ได้ชอว่า ่ ้ ื่ ท่านเป็น ผูกระทำศีลให้บริบรณ์ บริสทธิสนเชิง ้ ู ุ ์ ิ้ เรียกว่า ปาริสุทธิศีล ถ้าท่านประกอบอาชีพ คือ ชีวิตของท่านด้วยการ ไม่เบียดบัง ไม่เบียดเบียน ไม่กระทำให้คนอื่นเดือดร้อน ด้วยอาชีพ ไม่กระทำตนเองไปละเมิดศีล ฆราวาสศีล 5, ผู้บำเพ็ญเพียรอยู่วัดเป็นพราหมณ์ ศีล 8, สามเณร ศีล 10, พระภิกษุสงฆ์ 227 ข้อ, ไม่ ล ะเมิ ด ศี ล เหล่านั้นด้วยอาชี ว ะ คือ ด้วยอาชีพ ด้วยชีวิต ของตน เป็นผู้ประกอบด้วยการแห่งความไม่ละเมิดแล้ว เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “เพราะอาชีวะนี้แหละ เป็นตัวการ เป็นสาเหตุแห่งการผิดศีล ผิดธรรม” 2 ค ำ น ำ ท ำ
  • 26.
    เราจึงต้องหันมาสนใจเรืองศีล วัตร หรือข้อปฏิบต ่ ัิ แต่ ล ะท่ า น...แต่ ล ะท่ า น และพิ นิ จ พิ จ ารณาตั ว เองว่ า ศีลของเราเป็นอย่างไร ถ้าศีลของเราไม่ดี ศีลของเรา ไม่บริสุทธิ์อย่างที่กล่าวมา มีศีลเบื้องต้นที่เรารู้จักกัน จนถึงโคจร อาจาระ และอินทรีย์ การพิจารณาปัจจัย 4 ควรเสพ ไม่ควรเสพ เราจึงเห็นได้ว่า เรายังอยากอยู่... การปฏิบัติธรรมของเราจึงไม่คืบหน้า จึงไม่เกิดผล เพราะขาดศีล ศีลไม่บริสุทธิ์ บริ บู ร ณ์ นั่ น เอง เมื่ อ เราทำศี ล บริ สุ ท ธิ์ บ ริ บู ร ณ์ แ ล้ ว สมาธิ ก็ เ กิ ด ขึ้ น ตั้ ง มั่ น ขึ้ น เอง ท่ า นทั้ ง หลายลองใช้ ดู สำหรับท่านทีเ่ ป็นฆราวาส เช้าตืนขึนมาก่อนจะไปประกอบ ่ ้ อาชีพการงาน ขอให้ทานตังสติ สมาทานศีลทัง 5 ข้อ ่ ้ ้ ตั้งแต่การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ลักทรัพย์ การไม่ผิดลูก ผิดเมีย การไม่พดโกหก การไม่ดมของมึนเมา เราตังใจ ู ื่ ้ นิยามของบัณฑิต 2
  • 27.
    สมาทานศีลวันนี้ ตลอดวันจนถึงกลางคืน จนกว่าจะ รุ่งอรุณใหม่วันนั้นเมื่อถึงเวลากลับบ้านอาบน้ำอาบท่า ทานข้าว ทำกิจต่างๆ เสร็จแล้ว จะเข้านอนพึงน้อมจิต ประนมมือแล้วนึกถึงศีลวันนี้ว่า ข้อไหนบ้างเราพลาดไป ด้ ว ยเจตนา ถ้ า บริ สุ ท ธิ์ ดี ทั้ ง 5 ข้ อ ให้ ก ล่ า วคำว่ า สีลังเมปาริสุทธัง ศีลของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ สีลังเม ปาริสทธัง ศีลของเราบริสทธิแล้วหนอ สีลงเมปาริสทธัง ุ ุ ์ ั ุ ศีลของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ กล่าวคำสาธุ 3 ครั้งว่า สาธุดีแล้ว สาธุประเสริฐแล้ว สาธุสมควรแล้ว จิตของท่านจะตั้งมั่นทันที จิตของท่านจะอิ่มเอิบ เบิ ก บานใจ มี ค วามสุ ข ในขณะนั้ นให้ ท่ า นแผ่ เ มตตา ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่ า มี เ วรมี ภั ย ต่ อใครๆ และใครๆ ก็ อ ย่ า มี เ วรมี ภั ย ต่อท่าน อย่าเบียดเบียนซึงกันและกันเลย และขอใครๆ ่ อย่าเบียดเบียนท่าน ท่านก็อย่าเบียดเบียนเขา ขอท่าน 2 ค ำ น ำ ท ำ
  • 28.
    และสรรพสัตว์ทั้งหลายจงประสบพบแต่สันติสุข มีความ เจริญตลอดอายุไข จงมีสติสมาธิ ปัญญา มีความเพียร จงมี ค วามตั้ ง มั่ น ดี เมื่ อ กิ เ ลสของท่ า นยั ง ปรากฏอยู่ ยั งไม่ ห มดไป ขอให้ ท่ า นปรากฏขึ้ น ที่ ส วรรค์ ห ลั ง จาก ท่านละสังขารไปแล้ว เมื่อการแผ่เมตตาของท่านปรากฏขึ้นในขณะนั้น ถ้าจิตของท่านยังไม่ผ่องใส ให้น้อมนึกว่า การแผ่เมตตา ของเรากว้างใหญ่ไพศาลหาประมาณมิได้ แม้แผ่นดิน ก็สะเทือนเลื่อนลั่นรับทราบการแผ่เมตตาของเรา ต้นไม้ ที่ ตั้ ง ต้ น ก็ อ่ อ นไหวอย่ า งลำเที ย นที่ โ ดนไฟแผดเผารั บ รู ้ การแผ่เมตตาของเรา น้ำก็ให้ระลอกตีเป็นคลืน รับรูการ ่ ้ แผ่เมตตาของเรา แม้อากาศนี้เล่าก็ปั่นป่วน ปรวนแปร ด้วยรับทราบการแผ่เมตตาของเรา อย่าเลย...สิ่งเหล่านี้ แม้ไ ม่มีชี วิ ตยังรั บทราบการแผ่เมตตาของเรา ใยเลย สัตว์ทั้งหลายจะไม่ทราบการแผ่เมตตาของเรา นิยามของบัณฑิต 2
  • 29.
    เมื่อเรานึกอย่างนี้จิตของเราจะผ่องใสเป็นประกาย น้ อ มเข้า สู่ ส มาธิ ขั้ น ปฐมฌานทั น ที จิ ต ของท่ า นจะมี ความสงบ มีความสุข ก็ให้นั่งทำสมาธิ รู้ลมหายใจ เข้าออก ตอนนั้นพุทโธอาจจะไม่ปรากฏก็ได้ แต่ให้ร ู้ ลมหายใจเข้าและออก ยกเว้นว่าจิตของท่านเริ่มถอนตัว เกิดความคิดขึ้นจึงนำพุทโธขึ้นมาภาวนา มีสติอยู่กับ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พุทหายใจเข้า...โธหายใจออก นี่ เ รี ย กว่ า การปฏิ บั ติ ตั้ ง แต่ ศี ล เมตตา สมาธิเป็นที่สุด น้อมลงสู่กาย พิจารณา กาย ตั้ ง แต่ ผ ม ขน เล็ บ ฟั น หนั ง เนื้ อ เอ็ น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม ตับ ไต ปอด เป็นต้น แยกแยะให้เห็นว่าร่างกายเราไม่ใช่แท่งทึบเป็นแท่งโปร่ง มีสิ่งปฏิกูลอยู่ภายใน เป็นของไม่สะอาด ปะปนไปด้วย โลหิตหรือเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำลาย น้ำเสลด น้ำเหงือ น้ำมันข้น น้ำคูด น้ำมูตร อุจจาระ ปัสสาวะ ่ 2 ค ำ น ำ ท ำ
  • 30.
    อยู่ในร่างกายของเรา ชำแหละแล่ออกมาให้เห็น ซี่โครง เป็น อย่ า งไร เครื่ อ งในเป็ น อย่ า งไร หนั ง กำพร้ า เป็ น อย่างไร ชิ้นเนื้อเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ ทั้ ง หลายต่ า งหลงใหลชอบพอ เราพิ จ ารณาให้ เ ห็ น ตามความเป็ น จริ ง ว่ า สิ่ ง เหล่ า นี้ มั น เป็ น อะไร กันแน่...มันเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา หรืออย่างไร แต่ถ้าจิตของท่านเริ่มจะสงบรวมตัวลง ก็กำหนด ลงที่ อ วั ย วะส่ ว นใดส่ ว นหนึ่ ง ที่ เ ราเห็ น ว่ า ชั ด เจนที่ สุ ด นิ่งอยู่อย่างนั้นพร้อมกับลมหายใจ และองค์บริกรรม ให้ เ ป็ น อั น หนึ่ ง อั น เดี ย วกั น กั บ ผู้ รู้ สงบอยู่ อ ย่ า งนั้ น เป็นอยู่เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม ขึ้นอยู่กับสมาธิของท่าน จะทรงตัวได้แค่ไหน นิยามของบัณฑิต 2
  • 31.
    และให้เห็นว่า...สิ่งเหล่านี้เป็นทุกขังเมื่อมัน มีชีวิตอยู่ เป็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปไม่แน่นอน เป็นอนัตตา ไม่ใช่ ตัวเรา ไม่สามารถบังคับบัญชาอ้อนวอน ขอร้องอะไรได้เลย ให้เห็นไตรลักษณ์ในนั้น นี่เรียกว่า การปฏิบัติขั้นศีล เมตตา สมาธิ ปัญญา วิปัสสนาเป็นที่สุด 0 ค ำ น ำ ท ำ
  • 32.
    ข อท่านทั้งหลายจงทำความนอบน้อมพระรัตนตรัย ตั้ง กาย วาจา ของท่ า นให้ ส งบเป็ น ศี ล พร้ อ มกั บ การตั้งใจฟังธรรมให้เป็นสมาธิ พิจารณาสิ่งที่ได้ รับฟังด้วยปัญญา พระธรรมคำตรั ส ของพระผู้ มี พ ระภาคเจ้ า เป็ น พระธรรมที่ ล ะเอี ย ด สุ ขุ ม ละเมี ย ดละไม ต่ า งจาก คำสอนในศาสนาอื่ น ๆ แม้ ว่ า คำตรั ส คำสั่ ง สอนของ พระผูมพระภาคเจ้าจะมีความละเอียด หากท่านทังหลาย ้ี ้ เมตตาธรรม 1
  • 33.
    มีสติ ตั้งใจฟังดังที่กล่าวมาในข้างต้นว่า ให้พึงสำรวม กายวาจา ด้วยศีล ตั้งใจฟังด้วยสมาธิ พิจารณาสิ่งที่ รับฟังด้วยปัญญา มีสติอยู่เฉพาะหน้า ท่านก็จะมีความ เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังคำทีมไว้ในพระสูตรว่า ่ี คำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อบุคคลได้ฟังแล้ว อาจตรองตามให้เห็นจริงได้ คำว่า “ตรองตามให้เห็นจริงได้” คือ จิตมีความคล้อยตาม จิตมีความเห็นตาม รู้ ต าม นั่นก็ต้องประกอบไปด้วยว่าธรรมที่พระผู้ม ี พระภาคเจ้าทรงแสดงนั้น เป็นไปตามลำดับคือ อาทิกัลยาณัง คือ งามในเบื้องต้น มัชเฌกัลยาณัง คือ งามในท่ามกลาง ปริโยสานกัลยาณัง คือ งามในที่สุด 2 ค ำ น ำ ท ำ
  • 34.
    คำว่า “งาม” หมายความว่าทรงแสดงธรรม เป็นระเบียบ สละสลวย ฟังแล้วให้เกิดเหมือนกับกลอน มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน ทั้งอรรถและพยัญชนะ มี ค วามสมส่ ว นกั น ไม่ เ หลื่ อ มล้ ำ สู ง ต่ ำ พร้ อ มด้ ว ย พระภาษิตของพระองค์นั้น ก็เป็นไปด้วยความราบเรียบ สุรเสียงของพระผูมพระภาคเจ้านัน ก็เป็นเสียงอันเสมอภาค ้ี ้ ไม่ดังเกิน ไม่เบาไป คนใกล้และคนไกลสุดได้ยินเสมอกัน เมื่ อ บุ ค คลที่ ไ ด้ รั บ คำตรั ส คำสั่ ง สอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตอันเกษม คือมี จิตเบิกบาน อาศัยความเลือมใส ความศรัทธา ่ ก็จะเกิ ด ...ความสว่างในจิต ความซาบซึ้ง ความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า บุ ค คลที่ จ ะรั บ ฟั ง พระธรรมนั้ น จะต้ อ งทราบ คุณของพระธรรม ทราบคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า เสียก่อน เหมือนบุคคลจะทำงาน ต้องทราบคุณของงาน เมตตาธรรม
  • 35.
    ก่ อ นว่า ทำงานแล้ ว จะได้ อ ะไร ได้ สิ่ ง นั้ น แล้ ว สิ่ ง นั้ น ให้ประโยชน์อะไรกับเรา อย่างนี้เป็นต้น อุปมานี้ฉันใด อุปมานีกฉนนัน...เหมือนกัน ฉะนันพึงทราบว่าพระธรรมนี ้็ ั ้ ้ ้ มีประโยชน์อย่างไร พระธรรมนีนำเราออกจากความทุกข์ได้ เมือบุคคล ้ ่ ได้รับฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ในขณะมีความเศร้าโศกอยู่ ย่อมคลายจากความเศร้าโศก นั้นได้ บุคคลใดมีความหวงแหนในสิ่งของอยู่ เมื่อได้ รับฟังแล้ว ย่อมคลายออกจากความหวงแหนในสิงนันได้ ่ ้ บุคคลใดมีความปริวตกคร่ำครวญในสิงทีจากไป อย่างเช่น ิ ่ ่ ญาติ ที่ จ ากไป เป็ น ต้ น ย่ อ มคลายจากความปริ วิ ต ก คร่ ำ ครวญในญาติ นั้ น ได้ บุ ค คลใดมี กิ เ ลสดั่ ง เนินเทิน คือ มีกิเลสใหญ่โต ย่อมคลายกิเลส จากความใหญ่โตลงได้ ค ำ น ำ ท ำ
  • 36.
    “บุคคลใดมีกิเลสเพียงเล็กน้อย...ย่อม สลัดกิเลสเล็กน้อยนั้นได้ จิตนั้นหลุดพ้นได้ เพราะอาศั ย ได้ ฟั ง พระธรรม และรู้ ว่ า ... คุ ณ ของพระธรรมนั้ น เป็ น อย่ า งไร จิ ต ของผู้ นั้ น ย่ อ มถึ ง คราวเกษม เพราะ อาศัยเกิดจากการฟังธรรมนั้น ธรรมจึงมี คุณประโยชน์อย่างนี้” สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม คือ พระธรรมของ พระผูมพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดแล้ว สันทิฏฐิโก อะกาลิโก ้ี ี ธรรมของพระองค์นนเป็นของกลาง ไม่มกาล ไม่มเี วลา ั้ ี ปฏิบตได้ทกเมือ ัิ ุ ่ เอหิ ปั ส สิ โ ก คื อ น้ อ มธรรมนั้ น เข้ า มาใส่ ต น เมือธรรมนันบังเกิดขึนในตนแล้ว พึงประกาศบอกบุคคลอืน ่ ้ ้ ่ ให้มาดูธรรมของพระพุทธเจ้า เมตตาธรรม
  • 37.
    ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติคือ บุคคลที่เป็น ปราชญ์ เป็ น บั ณ ฑิ ต หรื อ บุ ค คลที่ ป ฏิ บั ติ นั่ น แหละ จึ ง จะเป็ น ผู้ รู้ เ ห็ น ธรรมนั้ น ได้ บุ ค คลอื่ น นอกจากนี้ ไม่ ส ามารถรู้ ธ รรมได้ นี้ เ รี ย กว่ า คุ ณ ของพระธรรม ส่วนคุณขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เราควรทราบ ว่ า มี คุ ณ อย่ า งไร เมื่ อ รู้ คุ ณ แล้ ว ควรรู้ ว่ า มี ป ระโยชน์ อย่างไร เมื่อเรามีความศรัทธาพระพุทธเจ้าขึ้นด้วยว่า อิติปิโส ภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เกิดขึ้นหรืออุบัติ ขึ้นในโลกนี้แล้วหนอ พระองค์นั้น อะระหั ง สั ม มาสั ม พุ ทโธ เป็ น ผู้ ไ กลจากกิ เ ลส ไม่กลับมาสู่กิเลสแล้ว พระองค์ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นผู้ที่มีจรณะ 15 คือ มี ก ารประพฤติ ท างกาย ทางวาจา ทางใจ บริ สุ ท ธิ์ วิชชา หมายถึง ความรูความสามารถ ได้แก่ อนุตรสัมมา ้ สัมโพธิญาณ ค ำ น ำ ท ำ
  • 38.
    สุคะโต เป็นผู้ที่มาดีแล้ว คือมาเป็นพระศาสดา นำสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์และไปดีแล้ว คือเป็นผู้ไปดีแล้ว หมายถึง พระนิพพาน โลกะวิท คือ เป็นผู้ที่รู้ไตรโลกนาศ ทั้งสามแดน ู โลกธาตุ ไม่ มี ที่ ใ ดที่ พระองค์ ไ ม่ทราบ ทรงรู้ แ จ่ มแจ้ ง ในโลกนี้ แ ละโลกหน้ า ทรงรู้ แ ทงตลอดถึ ง เวไนยสั ต ว์ ทังหลาย ผูเ้ กิดและผูตาย ไปเกิดทีใด...เพราะอาศัยกรรม ้ ้ ่ อะไร, ผู้มาเกิด...เกิดเพราะกรรมอะไร อาศัยกรรมอะไร จึงมาเป็นบุคคลร่ำรวยหรือยากจน เกิดในฐานะตระกูลใด พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ โลกะวิทู คือแจ้งโลก เป็นผู้สอน เทวดา มาร พรหม และมนุษย์ทงหลายให้รตาม คือเป็นั้ ู้ สาระถี คือ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ คื อ เป็ น ผู้ มี โ ชคเป็ น ผู้ มี ชั ย เป็ น ผู้ ก ำชั ย ชนะไว้ เ สี ย ได้ นี่เรียกว่า คุณของพระพุทธเจ้า เมตตาธรรม
  • 39.
    “บุคคลใดมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ตกไปสู่ที่ต่ำ เป็นผู้ที่ เจริญไปสู่ที่สูงเสมอ” นี่เรียกว่าคุณของพระพุทธเจ้า คุณของพระธรรม ส่วนคุณของพระอริยสงฆ์นั้น ขึ้นด้วยว่า สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ คือพระ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ผู้ปฏิบัติ ชอบแล้ว คือ ผูปฏิบตดี คือ ดีตามคำสังสอน ้ ั ิ ่ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามหลักพระธรรม และพระวินย ผูปฏิบตชอบแล้ว คือ ปฏิบติ ั ้ ั ิ ั ตามมรรคมีองค์แปด โดยมีสมมาทิฏฐิเป็นทีตง ั ่ ั้ สัมมาสมาธิเป็นทีสด ุ่ ค ำ น ำ ท ำ
  • 40.
    อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆเป็น ผู้ปฏิบัติตรงต่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติ ตรงสู่...โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และ อรหั น ต์ ถึ ง พระนิ พ พาน จึ ง เรี ย กว่ า เป็ น ผู้ปฏิบัติตรงดีแล้ว ญายะปะฏิปันโน ภะคะโต สาวะกะสังโฆ เป็น ผู้ปฏิบัติปราศจากมายา ปราศจากการกระทำที่เป็นโทษ ทั้งหลายแล้ว สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ เป็น ผู้ปฏิบัติและเป็นผู้ที่มีความดีเลิศสูงสุด ไม่มีความดีใด เท่ากับพระอรหันต์ทงหลายแล้ว เป็นผูทควรรับทักษิณาทาน ั้ ้ ี่ ควรกราบไหว้ ควรเคารพ ควรบูชา ควรรับทักษิณาทาน ของทายกทายิกาทั้งหลาย พระองค์ทรงตรัสว่าสาวก ทั้ ง หลายมี สี่ จ ำพวก แบ่ ง เป็ น แปดบุ ค คล เรี ย กว่ า เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ทรงตรัสอย่างนี้ เมตตาธรรม
  • 41.
    พระธรรมของพระองค์ตรัสอย่างนี้ คือตรัสตั้งแต่ พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ คุณของพระสงฆ์เป็น อย่างนั้น ประโยชน์ของพระสงฆ์ คือ นำให้เรารู้แจ้ง ตามความเป็นจริง เพราะพระสงฆ์ทั้งหลายได้ ธำรงรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้ และนำมาเผยแผ่สอนแก่ บรรดาทายกทายิกา อุบาสกอุบาสิกา และต่อชาวโลก ทั้งหลาย ให้รบทราบว่า ั “พระพุทธมีจริง พระธรรมมีจริง พระอริ ย สงฆเจ้ า มี จ ริ ง สิ่ ง เหล่ า นี้ เ ป็ น ของ ประเสริฐ เป็นของละเอียด เป็นของสุขุม และบรรดา ท่านพุทธบริษททังหลายทีจะปฏิบตธรรมให้บงเกิดโสตติผล ั ้ ่ ัิ ั คือ เกิดความเจริญรุงเรืองในการปฏิบตในสมถะภาวนา ่ ัิ และวิ ปั ส สนาภาวนานั้ น จะละเลยเสี ย มิ ไ ด้ นั่ น ก็ คื อ 0 ค ำ น ำ ท ำ
  • 42.
    ความเมตตา เพราะความเมตตาบังเกิดขึน ้ กับผูใ้ ด บุคคลผูนนได้ชอว่าเป็นผูมศลบริสทธิ ้ ั้ ื่ ้ีี ุ ์ ทั้งห้าข้อ บุคคลผู้ใดปราศจากความเมตตาแล้วไซร้ ศีลทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่บุคคลผู้นั้น ความเมตตาเป็น ของประเสริฐ ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงน้อมจิตไปสู่ ความเมตตา ในอั ป ปมั ญ ญาฌานทั้ ง หลาย ด้ ว ยว่ า ให้จิตของเราน้อมนึกถึงว่า ขอให้ท่านทั้งหลาย จะเป็นคนที่เรารัก จะเป็นคน ที่เราเกลียด จะเป็นศัตรูของเรา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ มี ป ระมาณ ตลอดจนสั ต ว์ น รก เปรต อสุ ร กาย สัมภเวสี รวมถึงชั้นบนคือเทวดา สุดคือพรหมโลก ท่านทังหลายจงเป็นผูมความสุข จงอย่ามีเวรมีภย ้ ้ี ั ต่อใครๆ และใครทั้งหลายก็จงอย่ามีเวรมีภัยแก่ท่าน ท่านทั้งหลายนั้นจงอย่ามีบุคคลใดเบียดเบียนท่าน และ ท่านก็จงอย่าเบียดเบียนบุคคลใด เมตตาธรรม 1
  • 43.
    ท่านทั้งหลายจงอย่าเป็นผู้เสื่อมด้วยลาภ ยศ สุข สติ และสรรเสริญ จงเป็นผู้มี มั่น จงเป็นผู้มี ศรัทธา วรยะ สมาธิ ิิ มี มี และมี ปญญา ั จงเป็นผู้ถึงกระแสพระนิพพาน ถ้ากิเลสยังหลงเหลือ ดังเนินเทินแล้ว ขอให้ไปจุติในสรวงสวรรค์ พ้นจาก สวรรค์ แ ล้ ว ให้ บั ง เกิ ด จุ ติ ใ นภพภู มิ ข องพระศรี อ าริ ย เมตไตย ได้ฟงธรรมในเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์แล้ว ั ได้บรรลุอรหัตตผลเฉพาะพระพักตร์นั้น เมือเรามีจตปรารถนาแผ่เมตตา ส่งความดีของเรา ่ ิ ออกไปจากใจของเรา แผ่ซ่านออกไป เป็นความร่มเย็น เป็นสุขนั้น แผ่ไปทั่วโลกทั่วจักรวาล อนันตจักรวาล หาทีสด หาประมาณไม่ได้ จนทีสดคือ ไม่เจาะจงบุคคลใด ุ่ ุ่ บุ ค คลหนึ่ ง แม้ แ ผ่ น ดิ น นั้ น ก็ ต้ อ งสะเทื อ นเลื่ อ นลั่ น รับทราบในการแผ่เมตตาของเรา พืนแผ่นน้ำในมหาสมุทร ้ ทั้ ง หลายก็ ก ลื น คนเป็ น คลื่ น เล็ ก คลื่ น ใหญ่ เพราะรู ้ รับทราบในการแผ่เมตตาของเรา ต้นไม้ทงหลายก็โยกย้าย ั้ 2 ค ำ น ำ ท ำ
  • 44.
    ส่ายไปส่ายมา กั มปนาทไปด้ ว ยความเมตตาของเรา ท้องฟ้าก็มีความคึกคะนอง แสดงความรับทราบในการ แผ่ เ มตตาของเรา ใยเลยแม้ แ ต่ ส รรพสั ต ว์ แ ละมนุ ษ ย์ พรหมอินทร์ทั้งหลาย จะไม่ทราบนั้น...เป็นไม่มี “เมือจิตของเรามีเมตตาจนถึงขนาดนัน ใจของเรา ่ ้ จะมีความเย็น ความปฏิฆะ คือ การขุ่นข้องหมองใจ จะไม่ปรากฏแก่ท่าน ความพยาบาทคิดผูกโกรธ อาฆาต มาดร้ายบุคคลทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ท่าน แม้ความ ง่วงเหงาหาวนอนก็ไม่ปรากฏแก่ท่าน ความหงุดหงิด งุ่นง่านก็ไม่ปรากฏแก่ท่าน จนถึงความฟุ้งซ่านก็สงบไป รวมถึ ง ความสงสั ยในจิ ต ก็ ไ ม่ ป รากฏ เพราะจิ ต นั้ น ... เป็นจิตที่เย็น สงบดี” เมือจิตมีความสงบอย่างนัน นันแหละเรียกว่า จิต ่ ้ ่ เป็นสมาธิ สมาธิในพรหมวิหาร จิตของท่าน เมื่ อ เป็ น สมาธิ จ ะตั้ ง มั่ น ได้ น าน มี ค วามสงบ เมตตาธรรม
  • 45.
    สุขมเยือกเย็น ในขณะนันจิตของท่านจะปรากฏ ุ ้ ความสว่าง จะปรากฏความเบา เหมือนจิตนัน ้ ได้คลอดออกมาใหม่จากจิตเดิม คือ จิตทีหมกมุน ่ ่ ไปด้ ว ยความโกรธ ความปฏิ ฆ ะ คื อ การขั ด เคื อ ง ความขุ่นข้อง ความง่วง ความหงุดหงิด ความระคน ไปด้วยความสงสัย ตลอดจนถึงความฟุ้งซ่านไปในเรื่อง ต่างๆ ก็จะยุติ จิตสงบลง กลายเป็นจิตทีใ่ สบริสทธิทงดวง ุ ์ ั้ เหมือนดวงจันทร์ที่แจ่มจรัส ไม่มีเมฆมาบดบัง เหมือน ดวงอาทิตย์ทฉายแสงส่องสว่างไปทัวพืนปฐพี ทีไม่มเี มฆ ี่ ่ ้ ่ มาบดบัง จิตของบุคคลผู้นั้นย่อมสว่างแจ่มใสอย่างนั้น การแผ่เมตตาอย่างนี้ เป็นเวลานานหรือไม่นาน ขึ้นอยู่กับท่านจะตั้งกำลังใจนั้นได้นานขนาดไหน แล้วแต่ วาสนาบารมีของท่าน ทำซ้ำๆ สักร้อยครั้ง พันครั้ง ก็ทำไป เมื่อจิตของท่านทำอย่างนั้น องค์สมเด็จพระผู้มี พระภาคเจ้า พระองค์ทรงตรัสว่า ท่านมีอานิสงส์มาก ถึง 11 ประการ ค ำ น ำ ท ำ
  • 46.
    1. ย่อมหลับเป็นสุข 2. ย่อมตื่นเป็นสุข 3. ย่อมฝันดี 4. ย่อมเป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย 5 ย่อมเป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย 6. สรรพสั ต ว์ ทั้ ง หลายมี ค วามรั ก ต่ อ เรา และ เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองรักษาบุคคลผู้นั้น 7. ไฟ ยาพิษ หรือศาตรา ย่อมไม่กล้ำกรายได้ 8. จิตย่อมตั้งมั่นได้ง่าย และจิตของผู้นั้นย่อม เข้าฌานได้ไว ฌานที่ได้ย่อมเสื่อมยาก 9. สีหน้าย่อมผ่องใส 10. เป็นผู้ไม่หลงใหลทำกาละ คือ ตาย 11. บุ ค คลผู้ นั้ น ยั ง ไม่ บ รรลุ ธ รรมมรรคผลถึ ง ขั้นอรหัตตผล ย่อมไปจตุเกิดที่พรหมโลก อานิ ส งส์ 11 ประการนี้ พระองค์ ท รงตรั สไว้ ในพระบาลี ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูเอาเถิดว่า เมตตาธรรม
  • 47.
    การแผ่เมตตามีอานิสงส์มากถึงขนาดนี้ แต่การแผ่เมตตานี ้ สติ ต้องอาศัย เป็นเครื่องประคับประคอง เป็นเครื่อง อุมชูดวงจิตไม่ให้คลาดแคล้วไปจากความเมตตาเดิม ้ “เมือท่านมีความเมตตาเป็นปกติ ่ จะยืนก็ตาม จะนังก็ตาม จะนอนก็ตาม ่ จะเดินก็ตาม จะขับถ่ายหรือทำกิรยาอาการใดๆ ิ จิตของท่านจะมีความเมตตาเป็นปกติ” เมื่อจิตของท่านมีความเมตตาเป็นปกติ จิตของ ท่านจะเย็น ใบหน้าจะผ่องใส ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ดูแล้วเป็นผูออนกว่าวัย สติปญญาก็จะมีความหลักแหลม ้่ ั มี ค วามฉลาด ตั ด สิ น สิ่ งใดก็ จ ะตั ด สิ น อย่ า งถู ก ต้ อ ง ไม่ ผิ ด พลาดในประการใด แม้ ค วามคิ ด ก็ ไ ม่ ห ลงลื ม เพราะอาศัยสตินั้นเป็นผู้ประคับประคองความเมตตา เอาไว้ อุ้มชูความเมตตาเอาไว้ ค ำ น ำ ท ำ
  • 48.
    เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก สิ่งเหล่านี้เป็นของประเสริฐในโลก เมื่อบุคคลใด ประกอบด้ วยความเมตตาแล้ ว ได้ ชื่ อ ว่ า ... ได้สงเคราะห์คนทั้งโลก เพราะคนเราส่วนใหญ่มักจะ เป็ น คนมั กโกรธ ขาดความเมตตา และจิ ต มั ก จะคิ ด ประทุษร้าย มักเบียดเบียน มักให้ราย จิตลักษณะแบบนี้ ้ เรียกว่าจิตขาดความเมตตา เรียกว่าจิตแคบ จิตไม่กว้าง คนทีมความเมตตา เรียกว่า เป็นคนจิตกว้าง ่ี แม้ เ สี ย เปรี ย บก็ ยั ง เมตตาแก่ ค นที่ ไ ด้ เ ปรี ย บแก่ เ รา แม้เค้าคิดทำร้าย เราก็ยังมีความเมตตาแก่บุคคลผู้นั้น แต่บุคคลผู้ได้เปรียบกับไม่มีความคิดเมตตาเลย มีแต่ อารมณ์ ก ระด้ า งกระเดื่ อ ง มี ค วามโกรธ ผู กโกรธ แม้ทำร้ายบุคคลนั้นได้แล้ว ก็ยังไม่หยุดความผูกโกรธ... ยั ง พู ดโกรธ...ยั ง คิ ดโกรธ...ยั ง ทำกิ ริ ย าโกรธอยู่ นั้ น ความโกรธไม่ ยุ ติ ห ายไป แม้ ก ระทำบุ ค คลผู้ นั้ น อย่ า ง เมตตาธรรม
  • 49.
    สมสาแก่ใจแล้วก็ตาม ความโกรธนันก็ไม่หายไป ขึนชือว่า ้ ้ ่ ความโกรธนี้ไม่ได้มีในบุคคลที่โกรธ แต่มีอยู่ในใจของ บุคคลที่ผูกโกรธ การจะระงับความโกรธได้ต้องระงับที่ใจ ผูโ้ กรธ แต่ไม่ได้ระงับวัตถุสงของหรือผูคนทีเ่ ราไปโกรธ ิ่ ้ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราหายโกรธ ถึงแม้เราจะทำให้ บุคคลผู้นั้นพินาศย่อยยับไปด้วยความโกรธของเราก็ตาม แต่ ค วามโกรธของเราก็ ยั ง ดำรงอยู่ ไ ม่ ไ ด้ ห ายไปไหน เพี ย งแต่ เ บาบางลงไป เพราะอาศั ย สำเร็ จ ประโยชน์ แต่ความโกรธก็ยังมีอยู่ แม้เจอคนอื่นขัดคอขัดเคืองก็ยัง โกรธอีก ขึนชือว่าความโกรธในลักษณะแบบนีไม่ได้หายไป ้ ่ ้ จากจิต เพราะกำจัดความโกรธผิดทาง ความโกรธจะกำจัดได้ต้องกำจัดในใจของผู้โกรธ ควรรู้ ค วามโกรธนั้ น เป็ นโทษ เมื่ อโกรธแล้ ว ก็ มี ค วาม ขัดเคืองความขุ่นข้อง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หน้าตา หมองเศร้า แววตาไม่มีสีสัน บุคคลทั้งหลายเมื่อมอง ค ำ น ำ ท ำ
  • 50.
    เห็ นแล้ว มักไม่ชอบเข้าใกล้เพราะรู้ว่าคนนั้นเป็นคน ฉุนเฉียว เกรียวกราด ขาดความเมตตา นีเ่ ป็นโทษของ ้ ความผู กโกรธ และถ้ า บุ ค คลกำจั ด ความโกรธผิ ด ที่ ผิดสถาน ก็จะมีความทุกข์จนถึงอบายภูม ิ จึ ง ขอให้ ท่ า นทั้ ง หลายจงน้ อ มลงสู่ ใ จของท่ า น ประกอบไปด้วยความเมตตา ทำลายความโกรธให้พนาศไป ิ อย่าให้มันนั่งอยู่ในบัลลังก์หัวใจของเรา ให้มีแต่ความ เมตตาปรากฏขึ้นในจิต และท่านทั้งหลายก็จะมีความสุข ทังโลกนีและโลกหน้า สมดังทีพระองค์แสดงในพุทธภาษิต ้ ้ ่ ไว้ว่า “ เมตตา... เป็นของจุนโลก...เป็นของ ปกครองโลก...เป็นของเอื้ออำนวยต่อโลก... เป็นของสูงยิ่งในโลกนี้...นั่นเอง” ขอให้ท่านพุทธบริษัททุกท่าน พึงนั่งสงบจิตสงบใจ ทำการภาวนาโดยการผ่อนคลายสรีระร่างกายของท่าน ปล่อยวางความรูสกห่วงและความกังวลใจ ความเหนือยล้า ้ึ ่ เมตตาธรรม
  • 51.
    อ่อนเพลียในวันวันหนึ่ง ให้คลายออกไปเหมือนกับเรา กำลังทิงถุงทรายออกจากบอลลูน บอลลูนย่อมลอยสูงได้ ้ เพราะถุงทรายนันไม่ปรากฏทีบอลลูน คือตกลงมาสูพนล่าง ้ ่ ่ ื้ “ขอให้ ใ จของท่ า นลอยขึ้ น เบาขึ้ น เหมือนกับตวัดปลาขึ้นจากน้ำ ลอยเหนือ พ้ น น้ ำ ฉั นใด จิ ต ของท่ า นก็ ค วรจะพ้ น ออกจากกองกิเลสฉันนั้น” เหมือนย้ายสิ่งหนึ่งที่หนาแน่น ให้ออกไปอยู่ในสิ่ง ที่ไม่หนาแน่น เช่น หน่อไม้ นึกถึงว่าหน่อไม้อยู่ในกอไผ่ มันอึดอัดเพราะมันเบียดเสียดกันอยู่ ถ้าเราเอาหน่อไม้ ออกจากกอไผ่ หน่อไม้นนจะเป็นอิสระ ก็นกถึงใจของเรา ั้ ึ ก็เอาใจของเราออกจากกิเลส เหมือนเอาหน่อไม้ออก จากกอไผ่ ยกจิ ต ของเราออกจากเครื่ อ งพั น ธนาการ ความห่วงลูก ห่วงหลาน ห่วงทรัพย์หวงสิน ความกังวลใจ ่ 0 ค ำ น ำ ท ำ
  • 52.
    ต่างๆ ให้หมดไป เหลือแต่ความบริสทธิของจิตเป็นตัวตน ุ ์ ของตัวเอง โดยกำหนดรูลมหายใจเข้าและออก หายใจเข้า ้ ว่า “พุท” หายใจออกว่า “โธ” หายใจเข้าว่า “พุท” หายใจออกว่ า “โธ” ปล่ อ ยวางสิ่ ง ต่ า งๆ ทั้ ง หมด กำหนดรู้อยู่ที่ปลายจมูก และจับความรู้สึกว่า “ความรู้สึกอยู่ที่ไหน ใจก็อยู่ที่นั่น ใจอยู่ที่ไหน จิตก็อยู่ที่นั่น” จับทีความรูสกทีรวาลมหายใจ หายใจเข้าว่า “พุท” ่ ้ ึ ่ ู้ ่ หายใจออกว่า “โธ” หลังจากนี้ขอให้ท่านพุทธบริษัท ทั้งหลายพึงนั่งอยู่ในอิริยาบถตามสบาย จนกว่าจะถึง เวลาให้ อ อกจากสมาธิ กั ม มั ฏ ฐาน โดยทั่ ว ถึ ง ทุ ก ท่ า น ทุกคนเทอญ เมตตาธรรม 1
  • 53.
    จิตอยู่ที่ไหน ก็ให้มันอยู่ที่นั่น พอจิตไม่ได้อยู่ในที่ของมัน แล้วจิตจะเป็นทุกข์ ใจอยู่ที่ไหน ก็ให้อยู่ที่นั่น เพราะเป็นที่ของมัน ที่อยู่ของจิตและใจ คือ สติและตัวรู้ ที่ระลึกรู้อยู่เฉยๆ ไม่ตามไป ไม่ออกไปนอกสติกับผู้รู้ รู้อยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่จิต ไม่ไปไหน เรียกว่าที่ของมัน