ธรรมะเสวนา
พระพุทธ และพระธรรม
ปฐมพุทธภาษิตคาถา ที่สุดแหงการทองเที่ยว
เมื่อเรายังไมคนพบญาณ ทองเที่ยวไปในวัฏสงสารเปนอเนกชาติ
แสวงหาอยูนายชางปลูกเรือน การเกิดทุกคราเปนทุกขร่ําไป
นี่แนะนายชางปลูกเรือน เราพบเจาแลว
เจาทําเรือนใหเราไมไดอีกตอไป
โครงเรือนของเจา เราก็รื้อเสียแลว
ยอดเรือนเราก็หักเสียแลว
จิตของเราไดถึงแลวซึงวา วิสังขารคืออะไร
                       ่
อะไร อะไร ก็ปรุงแตงไมไดอีกตอไป
มันไดถึงแลวซึ่งความสิ้นไปแหงตัณหา คือ พระนิพพาน
พระพุทธเจาทรงขนานนามพระองคเองวา “พุทธะ”
          การสนทนากับโทณพราหมณ
    เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวงหรือบัวขาว
    มันเกิดในน้า เจริญในน้า โผลขึ้นพนน้ํา
                 ํ             ํ
    ตั้งอยูโดย น้ําไมเปยกติดมันได ฉันใดก็ฉนนัน
                                              ั ้
    เรานี้เกิดในโลก เจริญในโลกก็จริง
    แตเราครอบงําโลกเสียไดแลว และอยูในโลก
    โลกไมฉาบทาแปดเปอน เราได
    ทานจงจําเราไววาเปน “พุทธะ” ดังนีเ้ ถิด
พระพุทธเจาไมทรงติดแมในนิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย แมตถาคตผูเปนพระอรหันตตรัสรูชอบเอง
ก็รูชัดซึ่งนิพพาน ตามความเปนนิพพาน
ครั้นรูนิพพานตามความเปนนิพพานแลว
ก็ไมทําความมั่นหมายซึ่งนิพพาน
ไมทําความมั่นหมายในนิพพาน
ไมทําความมั่นหมายโดยความเปนนิพพาน
ไมทําความมั่นหมายวา “นิพพานเปนของเรา”
ไมเพลิดเพลินลุมหลงในนิพพาน
ขอนี้เพราะเหตุไรเลา เพราะเหตุวา
นิพพานนั้น เปนสิ่งที่ตถาคตกําหนดรูทั่วถึงแลว
อริยสัจ 4 ความจริงที่ประเสริฐและทําใหคนเปนอริยะ
1. ทุกข คือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมได เชน
   การเกิด การแก การเจ็บปวย การตาย การพลัดพราก ความไมสมหวัง
2. สมุทัย คือ เหตุที่ทําใหเกิดทุกข ไดแก ตัณหา คือ ความอยาก 3 ประการ
   ความอยากในกาม. ความอยากเปน, ความไมอยากเปน
3. นิโรธ คือ ความดับทุกข หรือ นิพพาน
4. มรรค คือ หนทางดับทุกข มี 8 ประการ ไดแก เห็นชอบ คิดชอบ
   วาจาชอบ ประพฤติชอบ อาชีพชอบ เพียรชอบ สติชอบ สมาธิชอบ

    อริยสัจ 4 เปนการสรุปโดยยอของปฏิจจสมุปปบาท
ปฏิจจสมุปบาท ธรรมชาติแหงการอาศัยกันแลวเกิด




    ปฏิจจสมุปบาท คือ เรื่องเดียวกับ อิทัปปจจยตา
อิทัปปจจยตา ความที่มีสงนี้เปนปจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
                       ิ่
                    อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
                  เมื่อสิงนี้ มี สิ่งนี้ ยอมมี
                         ่
              อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
        เพราะความเกิดขึ้นแหงสิ่งนี้ สิ่งนีจึงเกิดขึ้น
                                                ้
                  อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
              เมื่อสิงนี้ ไมมี สิ่งนี้ ยอมไมมี
                      ่
               อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
         เพราะความดับไปแหงสิ่งนี้ สิ่งนีจึงดับไป ้

 อิทัปปจจยตา คือ กฏของธรรมชาติ ความจริงแทของจักรวาล
คาถาที่พระอัสสชิ กลาวกับ อุปติสสะมานพ
      เย ธัมมา เหตุปปะภะวา
      เตสัง เหตุง ตะถาคะโต
      เตสัญจะ โย นิโรโธจะ
      เอวัง วาที มะหาสะมะโณ
      ธรรมเหลาใดเกิดแตเหตุ
      พระตถาคตทรงแสดงเหตุแหงธรรมเหลานั้น
      และความดับแหงธรรมเหลานั้น
      พระมหาสมณะมีปกติ ทรงสั่งสอนอยางนี้
สติปฏฐาน 4
สติปฏฐาน 4 หมายถึง การระลึกรูและใชปญญาพิจารณาตามความเปนจริง
โดยกําหนดที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง 4 ประการ
1. กายานุปสสนา ไดแก การมีสติระลึกรู และ พิจารณากาย
2. เวทนานุปสสนา ไดแก การมีสติระลึกรูและพิจารณาเวทนา
3. จิตตานุปสสนา ไดแก การมีสติระลึกรูและพิจารณาจิต
4. ธรรมมานุปสสนา ไดแก การมีสติระลึกรูและพิจารณาสภาวะธรรม
ขันธ 5
ขันธ 5 หมายถึง รางกายของคนเรา ซึ่งแยกเปนสวนๆ ได 5 สวน คือ
1. รูป ไดแก สวนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ํา ลม ไฟ เชน ตา หู จมูก ลิ้น
   กาย ผม ขน เล็บ ฟน ผิวหนัง อวัยวะภายในภายนอก
2. เวทนา ไดแก ความรูสึกชอบ ไมชอบ หรือ เฉยๆ
3. สัญญา ไดแก ความจําสิ่งที่ไดสัมผัส และ รูสึก
4. สังขาร ไดแก การปรุงแตง แยกแยะ ตัดสิน เมื่อเกิดความรูสึกและมี
                                                               
   ความจํา
5. วิญญาณ ไดแก การรับรู ที่เกิดขึ้นเมื่อรางกายสัมผัสกับสิ่งภายนอก
    เชน เมื่อตาเห็นรูป หูไดยินเสียง จมูกไดกลิ่น ลิ้นไดรส กายสัมผัส
อิทธิบาท 4
อิทธิบาท 4 หมายถึง ฐานหรือหนทางสูความสําเร็จ มี 4 ประการ คือ
1. ฉันทะ
   ไดแก ความพอใจที่จะทํา และตองการทําใหไดผลดียิ่งๆขึ้นไป
2. วิริยะ
   ไดแก ความเพียร ความขยัน ความเขมแข็ อดทน ความไมทอถอย
3. จิตตะ
   ไดแก ความตั้งใจทํา อยางมุงมัน เอาใจใส
                                   ่
4. วิมังสา
   ไดแก ความไตรตรอง พิจารณา วิเคราะห วางแผน ปรับปรุง
พรหมวิหาร 4
พรหมวิหาร หมายถึง หลักธรรมอันเปนที่ตั้งของพรหม 4 ประการ คือ
1. เมตตา ไดแก ความปรารถนาอยากใหผูอื่นมีความสุข
2. กรุณา ไดแก ความปรารถนาอยากใหผูอื่นพนทุกข
3. มุทตา ไดแก ความยินดีที่ผูอนมีความสุขในทางที่เปนกุศล
       ิ                        ื่
4. อุเบกขา ไดแก การวางจิตเปนกลาง โดยเฉพาะเมื่อผูอื่นมีทุกข
มงคล 38 ประการ
เปน พระสูตรทีพระพุทธเจาตรัสสั่งสอน เพื่อใหการดําเนินชีวิตประสบความสุข มีความ
               ่
เจริญกาวหนา 38 ขอ ดังนี้
 1.ไมคบคนพาล                   14. ทํางานไมคั่งคาง          26. ฟงธรรมตามกาล
 2. คบบัณฑิต                    15. ใหทาน                     27. มีความอดทน
 3. บูชาบุคคลที่ควรบูชา         16. ประพฤติธรรม                28. เปนผูวางายสอนงาย
 4. อยูในถิ่นทีเ่ หมาะสม                                      29.พบและดูแลสมณะ
                                17. สงเคราะหญาติ
 5.มีบุญหรือความดีสะสมไวกอน                                  30. สนทนาธรรมตามกาล
 6. ตั้งตนไวชอบ                18. ทํางานที่ไมมีโทษ          31. มีความเพียรเผากิเลส
 7. เปนพหูสูตร                 19. เวนจากการทําบาป           32. ประพฤติพรหมจรรย
 8. รอบรูในศิลปะ               20. สํารวมจากาการดื่มน้ําเมา   33. เห็นอริยสัจ
 9. มีระเบียบวินัย              21. ไมประมาทในธรรมทั้งหลาย    34. ทําพระนิพพานใหแจง
 10.มีวาจาสุภาษิต               22. มีความเคารพนอบนอม         35. มีจิตไมหวั่นไหวในโลกธรรม
 11. บํารุงมารดาบิดา            23. มีความสุภาพถอมตน          36. มีจิตไมโศกเศรา
 12. สงเคราะหบุตร              24. มีความสันโดษ               37. มีจิตปราศจากธุลี
 13.สงเคราะหภรรยา              25. มีความกตัญู               38. มีจิตเกษม
กาลามสูตร
กาลามสูตร เปน พระสูตรที่พระพุทธเจาทรงแสดงแกชาวกาลามะ หมูบานเกสป
ตติยนิคม แควนโกศล เพื่อแนะนํา ไมใหเชื่อสิ่งตางๆ อยางงมงาย โดยไมใชปญญา
พิจารณาหรือลองปฏิบัติดูกอน มีอยู 10 ประการ คือ
1. อยาเพิ่งเชื่อตามที่ฟงตอๆ กันมา
2. อยาเพิ่งเชื่อตามที่ทําตอๆ กันมา
3. อยาเพิ่งเชื่อตามคําเลาลือ
4. อยาเพิ่งเชื่อโดยอางตํารา
5. อยาเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
6. อยาเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
7. อยาเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
8. อยาเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
9. อยาเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณที่ควรเชื่อได
10. อยาเพิ่งเชื่อเพราะผูพูดเปนครูบาอาจารยของตน
พระพุทธโอวาท กอนปรินิพพาน
“ดูกอนอานนท ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราไดแสดงไว และ บัญญัติไว
ดวยดี นั่นแหละจักเปนพระศาสดาของพวกทานสืบแทนเราตถาคต
เมื่อเราลวงไป แลว"
"ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้เราขอเตือน พวกทานใหรวา สิ่งทั้งหลายที่
                                               ู
เกิดมาในโลก มีความเสื่อมสลายเปนธรรมดา ทานทั้งหลายจงทํา
หนาที่อันเปน ประโยชนแกตนและคนอื่น ใหสําเร็จบริบูรณดวย
ความไมประมาทเถิด"

ธรรมะเสวนา พระพุทธและพระธรรม

  • 1.
  • 3.
    ปฐมพุทธภาษิตคาถา ที่สุดแหงการทองเที่ยว เมื่อเรายังไมคนพบญาณ ทองเที่ยวไปในวัฏสงสารเปนอเนกชาติ แสวงหาอยูนายชางปลูกเรือนการเกิดทุกคราเปนทุกขร่ําไป นี่แนะนายชางปลูกเรือน เราพบเจาแลว เจาทําเรือนใหเราไมไดอีกตอไป โครงเรือนของเจา เราก็รื้อเสียแลว ยอดเรือนเราก็หักเสียแลว จิตของเราไดถึงแลวซึงวา วิสังขารคืออะไร ่ อะไร อะไร ก็ปรุงแตงไมไดอีกตอไป มันไดถึงแลวซึ่งความสิ้นไปแหงตัณหา คือ พระนิพพาน
  • 4.
    พระพุทธเจาทรงขนานนามพระองคเองวา “พุทธะ” การสนทนากับโทณพราหมณ เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวงหรือบัวขาว มันเกิดในน้า เจริญในน้า โผลขึ้นพนน้ํา ํ ํ ตั้งอยูโดย น้ําไมเปยกติดมันได ฉันใดก็ฉนนัน ั ้ เรานี้เกิดในโลก เจริญในโลกก็จริง แตเราครอบงําโลกเสียไดแลว และอยูในโลก โลกไมฉาบทาแปดเปอน เราได ทานจงจําเราไววาเปน “พุทธะ” ดังนีเ้ ถิด
  • 5.
    พระพุทธเจาไมทรงติดแมในนิพพาน ภิกษุทั้งหลาย แมตถาคตผูเปนพระอรหันตตรัสรูชอบเอง ก็รูชัดซึ่งนิพพาน ตามความเปนนิพพาน ครั้นรูนิพพานตามความเปนนิพพานแลว ก็ไมทําความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไมทําความมั่นหมายในนิพพาน ไมทําความมั่นหมายโดยความเปนนิพพาน ไมทําความมั่นหมายวา“นิพพานเปนของเรา” ไมเพลิดเพลินลุมหลงในนิพพาน ขอนี้เพราะเหตุไรเลา เพราะเหตุวา นิพพานนั้น เปนสิ่งที่ตถาคตกําหนดรูทั่วถึงแลว
  • 6.
    อริยสัจ 4 ความจริงที่ประเสริฐและทําใหคนเปนอริยะ 1.ทุกข คือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมได เชน การเกิด การแก การเจ็บปวย การตาย การพลัดพราก ความไมสมหวัง 2. สมุทัย คือ เหตุที่ทําใหเกิดทุกข ไดแก ตัณหา คือ ความอยาก 3 ประการ ความอยากในกาม. ความอยากเปน, ความไมอยากเปน 3. นิโรธ คือ ความดับทุกข หรือ นิพพาน 4. มรรค คือ หนทางดับทุกข มี 8 ประการ ไดแก เห็นชอบ คิดชอบ วาจาชอบ ประพฤติชอบ อาชีพชอบ เพียรชอบ สติชอบ สมาธิชอบ อริยสัจ 4 เปนการสรุปโดยยอของปฏิจจสมุปปบาท
  • 7.
    ปฏิจจสมุปบาท ธรรมชาติแหงการอาศัยกันแลวเกิด ปฏิจจสมุปบาท คือ เรื่องเดียวกับ อิทัปปจจยตา
  • 8.
    อิทัปปจจยตา ความที่มีสงนี้เปนปจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ิ่ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิงนี้ มี สิ่งนี้ ยอมมี ่ อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ เพราะความเกิดขึ้นแหงสิ่งนี้ สิ่งนีจึงเกิดขึ้น ้ อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิงนี้ ไมมี สิ่งนี้ ยอมไมมี ่ อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะความดับไปแหงสิ่งนี้ สิ่งนีจึงดับไป ้ อิทัปปจจยตา คือ กฏของธรรมชาติ ความจริงแทของจักรวาล
  • 9.
    คาถาที่พระอัสสชิ กลาวกับ อุปติสสะมานพ เย ธัมมา เหตุปปะภะวา เตสัง เหตุง ตะถาคะโต เตสัญจะ โย นิโรโธจะ เอวัง วาที มะหาสะมะโณ ธรรมเหลาใดเกิดแตเหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแหงธรรมเหลานั้น และความดับแหงธรรมเหลานั้น พระมหาสมณะมีปกติ ทรงสั่งสอนอยางนี้
  • 10.
    สติปฏฐาน 4 สติปฏฐาน 4หมายถึง การระลึกรูและใชปญญาพิจารณาตามความเปนจริง โดยกําหนดที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง 4 ประการ 1. กายานุปสสนา ไดแก การมีสติระลึกรู และ พิจารณากาย 2. เวทนานุปสสนา ไดแก การมีสติระลึกรูและพิจารณาเวทนา 3. จิตตานุปสสนา ไดแก การมีสติระลึกรูและพิจารณาจิต 4. ธรรมมานุปสสนา ไดแก การมีสติระลึกรูและพิจารณาสภาวะธรรม
  • 11.
    ขันธ 5 ขันธ 5หมายถึง รางกายของคนเรา ซึ่งแยกเปนสวนๆ ได 5 สวน คือ 1. รูป ไดแก สวนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ํา ลม ไฟ เชน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ผม ขน เล็บ ฟน ผิวหนัง อวัยวะภายในภายนอก 2. เวทนา ไดแก ความรูสึกชอบ ไมชอบ หรือ เฉยๆ 3. สัญญา ไดแก ความจําสิ่งที่ไดสัมผัส และ รูสึก 4. สังขาร ไดแก การปรุงแตง แยกแยะ ตัดสิน เมื่อเกิดความรูสึกและมี  ความจํา 5. วิญญาณ ไดแก การรับรู ที่เกิดขึ้นเมื่อรางกายสัมผัสกับสิ่งภายนอก เชน เมื่อตาเห็นรูป หูไดยินเสียง จมูกไดกลิ่น ลิ้นไดรส กายสัมผัส
  • 12.
    อิทธิบาท 4 อิทธิบาท 4หมายถึง ฐานหรือหนทางสูความสําเร็จ มี 4 ประการ คือ 1. ฉันทะ ไดแก ความพอใจที่จะทํา และตองการทําใหไดผลดียิ่งๆขึ้นไป 2. วิริยะ ไดแก ความเพียร ความขยัน ความเขมแข็ อดทน ความไมทอถอย 3. จิตตะ ไดแก ความตั้งใจทํา อยางมุงมัน เอาใจใส ่ 4. วิมังสา ไดแก ความไตรตรอง พิจารณา วิเคราะห วางแผน ปรับปรุง
  • 13.
    พรหมวิหาร 4 พรหมวิหาร หมายถึงหลักธรรมอันเปนที่ตั้งของพรหม 4 ประการ คือ 1. เมตตา ไดแก ความปรารถนาอยากใหผูอื่นมีความสุข 2. กรุณา ไดแก ความปรารถนาอยากใหผูอื่นพนทุกข 3. มุทตา ไดแก ความยินดีที่ผูอนมีความสุขในทางที่เปนกุศล ิ ื่ 4. อุเบกขา ไดแก การวางจิตเปนกลาง โดยเฉพาะเมื่อผูอื่นมีทุกข
  • 14.
    มงคล 38 ประการ เปนพระสูตรทีพระพุทธเจาตรัสสั่งสอน เพื่อใหการดําเนินชีวิตประสบความสุข มีความ ่ เจริญกาวหนา 38 ขอ ดังนี้ 1.ไมคบคนพาล 14. ทํางานไมคั่งคาง 26. ฟงธรรมตามกาล 2. คบบัณฑิต 15. ใหทาน 27. มีความอดทน 3. บูชาบุคคลที่ควรบูชา 16. ประพฤติธรรม 28. เปนผูวางายสอนงาย 4. อยูในถิ่นทีเ่ หมาะสม 29.พบและดูแลสมณะ 17. สงเคราะหญาติ 5.มีบุญหรือความดีสะสมไวกอน 30. สนทนาธรรมตามกาล 6. ตั้งตนไวชอบ 18. ทํางานที่ไมมีโทษ 31. มีความเพียรเผากิเลส 7. เปนพหูสูตร 19. เวนจากการทําบาป 32. ประพฤติพรหมจรรย 8. รอบรูในศิลปะ 20. สํารวมจากาการดื่มน้ําเมา 33. เห็นอริยสัจ 9. มีระเบียบวินัย 21. ไมประมาทในธรรมทั้งหลาย 34. ทําพระนิพพานใหแจง 10.มีวาจาสุภาษิต 22. มีความเคารพนอบนอม 35. มีจิตไมหวั่นไหวในโลกธรรม 11. บํารุงมารดาบิดา 23. มีความสุภาพถอมตน 36. มีจิตไมโศกเศรา 12. สงเคราะหบุตร 24. มีความสันโดษ 37. มีจิตปราศจากธุลี 13.สงเคราะหภรรยา 25. มีความกตัญู 38. มีจิตเกษม
  • 15.
    กาลามสูตร กาลามสูตร เปน พระสูตรที่พระพุทธเจาทรงแสดงแกชาวกาลามะหมูบานเกสป ตติยนิคม แควนโกศล เพื่อแนะนํา ไมใหเชื่อสิ่งตางๆ อยางงมงาย โดยไมใชปญญา พิจารณาหรือลองปฏิบัติดูกอน มีอยู 10 ประการ คือ 1. อยาเพิ่งเชื่อตามที่ฟงตอๆ กันมา 2. อยาเพิ่งเชื่อตามที่ทําตอๆ กันมา 3. อยาเพิ่งเชื่อตามคําเลาลือ 4. อยาเพิ่งเชื่อโดยอางตํารา 5. อยาเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา 6. อยาเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา 7. อยาเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล 8. อยาเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน 9. อยาเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณที่ควรเชื่อได 10. อยาเพิ่งเชื่อเพราะผูพูดเปนครูบาอาจารยของตน
  • 16.
    พระพุทธโอวาท กอนปรินิพพาน “ดูกอนอานนท ธรรมก็ดีวินัยก็ดี ที่เราไดแสดงไว และ บัญญัติไว ดวยดี นั่นแหละจักเปนพระศาสดาของพวกทานสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราลวงไป แลว" "ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้เราขอเตือน พวกทานใหรวา สิ่งทั้งหลายที่ ู เกิดมาในโลก มีความเสื่อมสลายเปนธรรมดา ทานทั้งหลายจงทํา หนาที่อันเปน ประโยชนแกตนและคนอื่น ใหสําเร็จบริบูรณดวย ความไมประมาทเถิด"