Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
watpadongyai
2,014 views
๐๐๖.๐๔. สุดยอด วัตร ๑๔ หน้าแรกมีตาราง มี ๓๔ หน้า
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 38
2
/ 38
Most read
3
/ 38
4
/ 38
5
/ 38
6
/ 38
7
/ 38
8
/ 38
9
/ 38
10
/ 38
11
/ 38
12
/ 38
13
/ 38
14
/ 38
15
/ 38
16
/ 38
17
/ 38
18
/ 38
19
/ 38
20
/ 38
21
/ 38
22
/ 38
23
/ 38
24
/ 38
25
/ 38
26
/ 38
27
/ 38
28
/ 38
29
/ 38
30
/ 38
31
/ 38
32
/ 38
33
/ 38
34
/ 38
35
/ 38
36
/ 38
37
/ 38
38
/ 38
More Related Content
PPTX
กฎแห่งกรรม
by
ppompuy pantham
PPTX
MATERI ETIKA PEMERINTAHAN.pptx
by
EDMONDREYAAN444
PDF
UU nomor 5 tahun 2014
by
iceu novida adinata
PPTX
Paparan Overview PPPK Tahun 2024_(2).pptx
by
pendidikanips2024
PPTX
Birokrasi sebagai organisasi
by
Frans Dione
PDF
Indikator Governance dan Penerapannya dalam Mewujudkan Demokratisasi di Indon...
by
Dadang Solihin
PDF
สวดมนต์แปล(ตัวใหญ่)
by
บุญเจ้าไม่เคย ใครไหนเล่าจะช่วยเจ้าได้
PDF
Materi sakip-rakor-20200212 (1)
by
BappedaLampungUtara
กฎแห่งกรรม
by
ppompuy pantham
MATERI ETIKA PEMERINTAHAN.pptx
by
EDMONDREYAAN444
UU nomor 5 tahun 2014
by
iceu novida adinata
Paparan Overview PPPK Tahun 2024_(2).pptx
by
pendidikanips2024
Birokrasi sebagai organisasi
by
Frans Dione
Indikator Governance dan Penerapannya dalam Mewujudkan Demokratisasi di Indon...
by
Dadang Solihin
สวดมนต์แปล(ตัวใหญ่)
by
บุญเจ้าไม่เคย ใครไหนเล่าจะช่วยเจ้าได้
Materi sakip-rakor-20200212 (1)
by
BappedaLampungUtara
What's hot
PPT
Hasil Uji Coba Pengukuran Good Governance Index
by
Dadang Solihin
PDF
แบบตั้งฉายาพระ.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
PPTX
มงคล38
by
ppompuy pantham
PPTX
สังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด
by
Padvee Academy
DOCX
ไตรภูมิพระร่วง
by
Sirintip Denduang
PPTX
PERBANDINGAN ADMINISTRASI NEGARA (INDONESIA DENGAN JEPANG)
by
Siti Sahati
PPTX
วิชาปรัชญาจีน ตอน ปรัชญาของจวงจื๊อ
by
Padvee Academy
PPT
ปฏิจจสมุปบาท
by
บรรพต แคไธสง
DOC
แหล่ลา
by
Tongsamut vorasan
DOCX
Proposal Tesis Manajemen Keuangan Daerah
by
Yakup, Jecko Tamaka
PPT
ศาสนาต่างๆ
by
ssuser214242
PDF
ประเทศไทยกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
by
Taraya Srivilas
PPTX
14. omnibus law
by
Gindha Wayka
PPTX
Tatanan organisasi pemerintahan negara
by
endahmustika
PDF
บทสวดแปล+ทิพย์มนต์
by
Patchara Kornvanich
PDF
สมาธิกับหลักวิทยาศาสตร์
by
Rath Saadying
PPTX
2. bendahara PKK Prov. PENGELOLAAN KEUANGAN BAGI BENDAHARA PKK 01.pptx
by
Santiaprilianti2
PDF
โครงสร้างและเนื้อหาสาระพระไตรปิฎก
by
Anchalee BuddhaBucha
PDF
Penyerdahanaan birokrasi pada pemda ppt
by
abdul rochman
PDF
บทที่ 7 สมถกัมมัฏฐาน
by
Onpa Akaradech
Hasil Uji Coba Pengukuran Good Governance Index
by
Dadang Solihin
แบบตั้งฉายาพระ.pdf
by
สุเมธี ตี่พนมโอรัล / សុមេធី ទីភ្នំឱរ៉ាល់ (Sumedhi TyPhnomAoral)
มงคล38
by
ppompuy pantham
สังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด
by
Padvee Academy
ไตรภูมิพระร่วง
by
Sirintip Denduang
PERBANDINGAN ADMINISTRASI NEGARA (INDONESIA DENGAN JEPANG)
by
Siti Sahati
วิชาปรัชญาจีน ตอน ปรัชญาของจวงจื๊อ
by
Padvee Academy
ปฏิจจสมุปบาท
by
บรรพต แคไธสง
แหล่ลา
by
Tongsamut vorasan
Proposal Tesis Manajemen Keuangan Daerah
by
Yakup, Jecko Tamaka
ศาสนาต่างๆ
by
ssuser214242
ประเทศไทยกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
by
Taraya Srivilas
14. omnibus law
by
Gindha Wayka
Tatanan organisasi pemerintahan negara
by
endahmustika
บทสวดแปล+ทิพย์มนต์
by
Patchara Kornvanich
สมาธิกับหลักวิทยาศาสตร์
by
Rath Saadying
2. bendahara PKK Prov. PENGELOLAAN KEUANGAN BAGI BENDAHARA PKK 01.pptx
by
Santiaprilianti2
โครงสร้างและเนื้อหาสาระพระไตรปิฎก
by
Anchalee BuddhaBucha
Penyerdahanaan birokrasi pada pemda ppt
by
abdul rochman
บทที่ 7 สมถกัมมัฏฐาน
by
Onpa Akaradech
Similar to ๐๐๖.๐๔. สุดยอด วัตร ๑๔ หน้าแรกมีตาราง มี ๓๔ หน้า
PDF
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
PDF
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
PDF
ธรรมะเสวนา พระพุทธและพระธรรม
by
Taweedham Dhamtawee
PDF
สมุดประจำตัวสำหรับผู้เขาค่ายคุณธรรม
by
niralai
PDF
คู่มือพุทธบริษัท
by
ว่าที่ ร.ต.ณัฐส? แก้วใจ
PDF
The buddhist s_discipline
by
Chawalit Jit
PDF
6 คุณสมบัติโสดาบัน sotapana
by
Tongsamut vorasan
PDF
7 ก้าวย่างอย่างพุทธะ walklikebuddha
by
Tongsamut vorasan
PDF
คำคมคารมธรรม
by
niralai
PDF
บทสวด
by
sanunya
PDF
หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
by
New Nan
PDF
Buddha
by
chakard
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 13
by
Tongsamut vorasan
PDF
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๓
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
PDF
แผ่นพับวันมาฆบูชา
by
thanaetch
PDF
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
PDF
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
PDF
หลักธรรมพุทธศาสนา
by
kruudompcccr
PDF
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขันธะวิมุติสะมังคีธรรม
by
Tongsamut vorasan
PDF
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 14
by
Tongsamut vorasan
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
1 อริยวินัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 10 ariyavinaya10th
by
Tongsamut vorasan
ธรรมะเสวนา พระพุทธและพระธรรม
by
Taweedham Dhamtawee
สมุดประจำตัวสำหรับผู้เขาค่ายคุณธรรม
by
niralai
คู่มือพุทธบริษัท
by
ว่าที่ ร.ต.ณัฐส? แก้วใจ
The buddhist s_discipline
by
Chawalit Jit
6 คุณสมบัติโสดาบัน sotapana
by
Tongsamut vorasan
7 ก้าวย่างอย่างพุทธะ walklikebuddha
by
Tongsamut vorasan
คำคมคารมธรรม
by
niralai
บทสวด
by
sanunya
หลักการหรือคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา
by
New Nan
Buddha
by
chakard
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 13
by
Tongsamut vorasan
บทความเรื่องการบริหารงานตามหลักฆราวาสธรรม ๓
by
วัดดอนทอง กาฬสินธุ์
แผ่นพับวันมาฆบูชา
by
thanaetch
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
3 ตามรอยธรรม dhamatrail
by
Tongsamut vorasan
หลักธรรมพุทธศาสนา
by
kruudompcccr
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขันธะวิมุติสะมังคีธรรม
by
Tongsamut vorasan
สนอง วรอุไร สนทนาภาษาธรรม เล่ม 14
by
Tongsamut vorasan
๐๐๖.๐๔. สุดยอด วัตร ๑๔ หน้าแรกมีตาราง มี ๓๔ หน้า
1.
๑ ทางสู่ความอบอุ่น
จากพระวินยปิ ฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ ข้อที่ ๔๑๔ หรื อเล่ มที่ ๙ ข้อที่ ๔๑๔ หน้า 337 ถึง ข้อที่ ๔๔๖ หน้า ๓๙๗ ั ถ้านับจาก ชุด ๙๑ เล่ม วิธีหาเรื่ องวัตร ๑๔ ง่ ายๆ ก็ให้ ดูที่ วินย จุลวรรค ดูข้อที่ ๔๑๔ เป็ นหลัก คือ ชื่ อ วินย จุลวรรค และข้ อ ๔๑๔ จะตรงกัน ส่ วนเล่ ม อาจจะไม่ ตรงกัน วิธีการ อุปัฏฐาก ต้อนรับ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ชี ปะขาว (นาค) ครูบาอาจารย์(พ่อ แม่ ผู้หลัก ผู้ใหญ่) ทางวัดป่ าดงใหญ่ ได้ทดลองทามาแล้ว ปรากฎว่าได้ผลดีมากเหนือความคาดหมาย ได้รับความสาเร็ จทั้งทางโลก และธรรม ได้ทาง ความสุข บริ สุทธิ์ และได้ทางวัตถุ ทาให้ท้ งบรรพชิต และคฤหัสถ์ ได้บรรลุธรรม อดทน กล้าหาญ ฉลาด ประหยัด ละอายบาป และกลัว ั บาป แต่จะไม่กลัวที่จะทาดี มีศีล สมาธิ ปั ญญา นิพพาน มีความรู ้ความเห็นเรื่ องนิพพาน มีความสุข สงบ สบาย สามัคคี มีพลังกาย กาลังใจ ไม่หดหู่ สามารถสร้างพระว่าที่โสดาบัน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ได้มาแล้วหลายรู ป หลายองค์ มาแล้ว จึงขอเชิญ ชวน ทุกท่าน ทุกคน จงมาร่ วมทา ปฏิบติตามวัตรทั้ง ๑๔ นี้ กันเถิด.. ( อาจจะดัดแปลงไปใช้ กับ บ้าน ที่อยู่ ครอบครัว บริ ษท ชุมชน โรมเรี ยน โรงพยาบาล ฯลฯ ) ั ั สาหรับในเรื่ อง ๑๔ วัตร นี้ ภิกษุผไม่บาเพ็ญวัตร ชื่อว่าไม่บาเพ็ญศีล ผูมีศีลไม่บริ สุทธิ์ ทรามปั ญญา ย่อมไม่ประสบเอกัคคตาจิต ู้ ้ ( เอกัคคตาจิตคือ จิตที่เป็ นอารมณ์เดียว คือได้สมาธิ ) ผูมีจิตฟุ้ งซ่าน มีอารมณ์มาก ย่อมไม่เห็นธรรมโดยชอบ เมื่อไม่เห็นพระสัทธรรม ย่อมไม่ ้ พ้นจากทุกข์.. ส่วนภิกษุผที่บาเพ็ญวัตร ได้ชื่อว่าบาเพ็ญศีล ผูมีศีลบริ สุทธิ์ มีปัญญา ย่อมประสบเอกัคคตาจิต ผูมีจิตไม่ฟงซ่าน มีอารมณ์ ู้ ้ ้ ุ้ อย่างเดียว ย่อมเห็นธรรมโดยชอบ เมื่อเห็นพระสัทธรรม ย่อมพ้นจากทุกข์ได้ เพราะเหตุน้ น แล โอรสของพระชินเจ้า ผูมีปัญญาเห็น ั ้ ประจักษ์ พึงบาเพ็ญวัตร (๑๔) อันเป็ นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าผูประเสริ ฐ แต่น้ นจักถึงพระนิพพาน ดังนี้แล.. เรื่ อง ๑๔ วัตรนี้ ก็ได้แก่ ้ ั ถ้ า.. เราทาได้ ทุกรายการในแต่ ละข้ อ และทาได้ ตลอด ทุก ๆ วัน ประมาณเต็ม ๑๐๐ ให้ เติม ก ถ้ าทาได้ ๗๕ เติม ข ถ้ าทาได้ ๕๐ เติม ค ทาได้ ๒๕ เติม ง ไม่ ได้ ทาเลย เติม จ โดยให้ เติมลงในช่ อง ทาได้ ด้ านขวามือสุด ชื่ อ............. .......... ..........ชื่ อเล่ น.... .........ฉายา/นามสกุล......... .................. ...ของผู้บันทึ ก เกิด ว/ด/ป...................กรอก ว/ด/ป................... ภิกษุ สามเณร ปะขาว โยม ผู้ทบาเพ็ญวัตร ทั้ง ๑๔ ชื่อว่ า บาเพ็ญศีล ผู้มศีลบริสุทธิ์ เสริมสมาธิ มีปัญญา ี่ ี ทา ถ้าไม่ทา ก็ถือว่า ศีลไม่ดี เป็ นอาบัติทุกกฎ (ทาชัว ทาไม่ดี) ในทุก ๆ ข้อที่วา ด้วยคาว่า อย่า ๆ ไม่ ๆ ดังนั้นเมื่อทาแล้วจะดีมาก ได้ ่ ่ 1. อาคันตุกวัตร ( หน้าที่ของผูที่จะมา ผูมาเยียม แขก ที่จะต้องรู ้? ว่า ควรจะทาตัวอย่างไรดี จะถาม จะอยู่ จะนัง ฯลฯ ) ้ ้ ่ ่ ่ 2. อาวาสิกวัตร ( สาหรับที่อยูประจาวัด ประจาที่ เจ้าภาพ เจ้าถิ่น ว่าจะต้อนรับผูที่มาเยือนอย่างไรดี จัดที่นง น้ า อื่น ๆ ) ้ ั่ 3. คมิกวัตร ( สาหรับผูที่เตรี ยมจะไป จะออกเดินทางไปจากที่อยูเ่ ดิม ควรจะทา เตรี ยม เก็บ คืนสิ่งของ บอกก่อน? ) ้ 4. ภัตตานุโมทนาวัตร ( วิธีการให้พร อนุโมทนา แนะนาธรรม ที่เหมาะกับเขา ขอบใจ ขอบคุณโยมที่มาทาบุญ ) 5. ภัตตัคควัตร ( วิธีปฏิบติตว ในโรงฉัน วิธีการเตรี ยมสถานที่ จัดที่นง ที่รับประทานอาหาร ทั้งในบ้าน และในวัด ) ั ั ่ั 6. ปิ ณฑจาริกวัตร ( วิธีการไปรับอาหารบิณฑบาตจากชาวบ้าน จะทาตัวอย่างไร วิธีรับ ไป กลับช้า เร็ ว ตามเวลา ?) ่ ่ 7. อารัญญิกวัตร ( วิธีการอยูป่า จะอยูแบบไหนจึงจะปลอดภัย จึงจะได้คุณธรรม บรรลุ ศีล สมาธิ ปั ญญาเร็ ว ๆ ) ่ ่ ั่ 8. เสนาสนวัตร ( การรักษา ทาความสะอาดที่อยูอาศัย โบสถ์ ศาลา กุฎี ที่นงพัก โรงน้ าร้อน โรงครัว ซุ้ม ที่อยูทวๆไป ในวัด ) ั่ 9. ชันตาฆรวัตร ( วิธีการอบไอน้ าจากต้นไม้ที่เป็ นยาสมุนไพร จะเตรี ยมห้อง ยา ก่อไฟ อบเร็ ว -ช้า จะ เก็บ ?) 10. วัจจกุฏีวตร ( เรื่ องของส้วมว่าจะทาความสะอาด เตรี ยมน้ า จะล้าง ก่อนจะเข้า ต้องกระแอม จะออกอย่างไรดี?) ั 11. อุปัชฌายวัตร (หน้าที่ของสิทธิวหาริ กคือศิษย์ที่บวชกับอุปัชฌาย์น้ นแล้วอยูกบท่าน แล้วจะปฏิบติต่อพระอุปัชฌาย์ เช่น ิ ั ่ ั ั ช่วยเหลืองานที่ไม่ผิดศีล ซักผ้า ล้างบาตร อาบน้ า มีเคารพท่าน ยอมรับคาแนะนาสังสอน เชื่อฟัง ดูแลเมื่อเจ็บป่ วย ฯ ) ่ ิ ั 12. สัทธิวหาริกวัตร ( หน้าที่ของพระอุปัชฌาย์กบศิษย์ที่ตวเองบวชให้ จะแนะนา สังสอนศิษย์ สอนกรรมฐาน นิพพานให้ ฯ ) ั ่ 13. อาจริยวัตร ( หน้าที่ศิษย์ ( อันเตวาสิ ก ) ที่ตองกระทากับอาจารย์ อุปัฏฐาก ศึกษาเล่าเรี ยนธรรม คอยรับใช้ ช่วยเหลือ) ้ ่ 14. อันเตวาสิกวัตร ( อาจารย์ ควรจะต้องกระทากับศิษย์ ที่มาขอศึกษาธรรมวินยด้วย เช่น สอนฝึ กกรรมฐาน วิธีอยูใน ั เพศสมณะให้มีความสุข รักษาศีล ฝึ กสมาธิ วิปัสสนา มรรค ผล การหาวิธีการพ้นทุกข์ เพื่อบรรลุนิพพานที่บรมสุข ฯ ) รายละเอียดเต็ม ๆ (๓๔ หน้ า) ขอได้ที่ วัดป่ าดงใหญ่ จงมีสุข พ้ นทุกข์ บรรลุนิพพานบรมสุข เร็ ว ๆ ไว ๆ เทอญ.. จากพระประสิ ทธิ์ ( แววศรี ) ฐานะธัมโม จาก วัดป่ าดงใหญ่ ๑๓๕ หมู่ ๒ บ้านแดงหม้ อ ตาบลแดงหม้ อ อาเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ๓๔๑๕๐ อีเมล watpadongyai@hotmail.com
2.
๒ เส้นทางสูความสุข ทีเ่ ราทุกคนควรจะทาคือ
วัตร ๑๔ อธิบายทีมา เหตุทมี ผลทีจะได้ ่ ่ ี่ ่ จะขอเริ่มอธิบาย วัตร ทั้ง ๑๔ ทีได้พยายาม คัด เรี ยบเรี ยงมาจาก วัตตขันธกะ ในพระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๙ วินย จุลวรรค ข้อที่ ๔๑๔ ่ ั หน้า ๓๓๗ ถึงข้ อ ๔๔๖ และ มี อรรถกถา ด้ วย จนถึงหน้ า ๓๙๗ จาก ชุด ๙๑ เล่ ม ถ้ าฉบับบาลี ๔๕ เล่ ม จะอยู่ในเล่ ม ๗ ดังต่ อไปนี ้ เรื่องพระอาคันตุกะ ( คือ ผู้ทมาเยียม มาใหม่ มาเยือน แขก ) ี่ ่ [๔๑๔] โดยสมัยนั้น พระผูมีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขต ้ พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นพระอาคันตุกะ ( พระที่มาจากที่อื่น จากวัดอื่น ) สวมรองเท้าเข้าไปสู่ อารามก็มี กั้นร่ มเข้า ไปสู่ อารามก็มี คลุมศีรษะเข้าไปสู่ อารามก็มี พาดจีวรบนศีรษะเข้าไปสู่ อารามก็มี ล้างเท้าด้วยน้ าฉัน ( น้ าดื่ม ) ก็มี ไม่ ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผูแก่พรรษากว่าก็มี ไม่ถามเสนาสนะก็มี มีพระอาคันตุกะรู ปหนึ่ง ถอดลิ่มแล้วผลักบานประตูเข้าไปสู่ ้ ่ วิหารที่ไม่มีใครอยูโดยพลัน งูตกจากเบื้องบนลงมาที่คอของเธอ เธอกลัวร้องขึ้นสุ ดเสี ยง ภิกษุท้ งหลายรี บเข้าไปถามว่า ั ท่านร้องสุ ดเสี ยงทาไม ? เธอจึงบอกเรื่ องนั้นแก่ภิกษุท้ งหลาย บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย สันโดษ มีความละอาย ( ต่อ ั ้ ั บาป แต่วา จะไม่ละอายที่จะทาความดี ) มีความรังเกียจ ภิกษุผใคร่ ต่อสิ กขาบท ( ตั้งใจจะรักษาศีล ที่จะเคารพในศีล กระทา ่ ู้ ตามศีล ปฏิบติตามสิ กขาบท (ศีล) ในศีล ซึ่งเป็ นสิ่ งที่ดีมาก ) ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระอาคันตุกะจึงสวม ั ี รองเท้าเข้าไปสู่ อารามก็มี กั้นร่ มเข้าไปสู่ อารามก็มี คลุมศีรษะเข้าไปสู่ อารามก็มี พาดจีวรบนศีรษะเข้าไปสู่ อารามก็มี ล้างเท้าด้วยน้ าฉันก็มี (จะต้องใช้ น้ าใช้ หรื อน้ าสาหรับใช้ลางเท้า จึงจะถูก) ไม่ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผูแก่พรรษากว่าก็มี ไม่ถาม ้ ้ เสนาสนะก็มีแล้วกราบทูลเรื่ องนั้น แด่พระผูมีพระภาคเจ้า. ้ พระผูมีพระภาคเจ้า . . . ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่าภิกขุอาคันตุกะสวมรองเท้าเข้าไปสู่ อารามก็มี ้ ั กั้นร่ มเข้าไปสู่ อารามก็มี คลุมศีรษะเข้าไปสู่ อารามก็มี พาดจีวรบนศีรษะเข้าไปสู่ อารามก็มี ล้างเท้าด้วยน้ าฉันก็มี ไม่ ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผูแก่พรรษากว่าก็มี ไม่ถามเสนาสนะก็มี จริ งหรื อ?. ้ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า. ั พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ไฉนภิกษุอาคันตุกะจึงได้สวมรองเท้า ้ ั เข้าไปสู่ อารามก็มี กั้นร่ มเข้าไปสู่ อารามก็มีคลุมศีรษะเข้าไปสู่ อารามก็มี พาดจีวรบนศีรษะเข้าไปสู่ อารามก็มี ล้างเท้า ด้วยน้ าฉันก็มี ไม่ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผูแก่พรรษากว่าก็มี ไม่ถามเสนาสนะก็มี ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย การกระทาของภิกษุ ้ ั เหล่านั้น ไม่เป็ นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส . . . ั พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ้ ั การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ่ ( ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน จึงไม่ทาตาม ่ ั่ อาคันตุกะวัตร เล่า การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควรไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ ่ ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษ จึงกระทาอย่างนั้น การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เป็ นไปเพื่อ ่ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส หรื อเพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทาของ ั ่ ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่นของชนบาง ่ ั พวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคนเลี้ยงยาก ้ ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สนโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่ งความ ั เป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่าเลื่อมใส
3.
๓ การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริ
ยายทรง กระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่ อง นั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั ่ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ั ่ ่ ถือตามพระวินย ๑ ั ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจัก ั ั ั บัญญัติวตรแก่ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย โดยประการที่ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายจะพึงประพฤติเรี ยบร้อย. ั อาคันตุกวัตร (หน้าที่ของ สาหรับ ผูที่จะมา ผูมาเยียม แขก ) ้ ้ ่ [๔๑๕] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุอาคันตุกะคิดว่า จักเข้าไปสู่ อารามเดี๋ยวนี้พงถอดรองเท้าเคาะ แล้วถือไปต่า ๆ ั ึ ลดร่ ม เปิ ดศีรษะ ลดจีวรบนศีรษะลงไว้ที่บา ไม่ตองรี บร้อน พึงเข้าไปสู่ อารามตามปกติ เมื่อเข้าไปสู่ อารามพึง ่ ้ สังเกตว่า ภิกษุเจ้าถิ่นประชุมกันที่ไหน ภิกษุเจ้าถิ่นประชุมกันที่ใด คือ ที่โรงฉัน มณฑป หรื อโคนไม้ พึงไปที่น้ น ั ่ วางบาตรไว้ที่แห่งหนึ่งวางจีวรไว้ที่แห่งหนึ่ง พึงถืออาสนะที่สมควรนัง พึงถามถึงน้ าฉัน พึงถามถึง น้ าใช้วา ไหนน้ า ่ ฉัน ไหนน้ าใช้ ถ้าต้องการน้ าฉัน พึงตักน้ าฉันมาดื่ม ถ้าต้องการน้ าใช้ พึงตักน้ าใช้มาล้างเท้า เมื่อล้างเท้า พึงรด น้ าด้วยมือข้างหนึ่งพึงล้างเท้าด้วยมือข้างหนึ่ง รดน้ าด้วยมือใด ไม่พึงล้างเท้าด้วยมือนั้น พึงถามถึงผ้าเช็ดรองเท้าแล้วจึง เช็ดรองเท้า เมื่อจะเช็ดรองเท้า พึงใช้ผาแห้งเช็ดก่อนใช้ผาเปี ยกเช็ดทีหลัง พึงซักผ้าเช็ดรองเท้าบิดแล้วผึ่งไว้ที่ควรแห่ง ้ ้ หนึ่ง ถ้าภิกษุเจ้าถิ่นแก่พรรษากว่า พึงอภิวาท ถ้าอ่อนพรรษกว่า พึงให้เธออภิวาท พึงถามถึงเสนาสนะว่า เสนาสนะ ไหนถึงแก่ผม พึงถามถึงเสนาสนะที่มีภิกษุอยู่ หรื อที่ไม่มีภิกษุอยู่ พึงถามถึงโคจรคาม พึงถามถึงอโคจรคาม ( คือ สถานที่ ที่พระไม่ควรไป เช่น มีชาง เสื อ งู สัตว์ร้าย หมา ดุ มีเหว หนาม ที่เป็ นอันตราย มีแหล่งการพนัน ค้ายาบ้า ้ ที่กินเหล้า ที่ซ่องสุ มของโจร โรงมหรสพ โรงแรม ที่มวสุ มอบายมุข หรื อที่ท่ีอาจจะไม่เหมาะสม และเป็ นอันตรายกับ ั่ ่ พระ ) พึงถามถึงสกุลทั้งหลายที่ได้รับสมมติวาเป็ นเสกขะ ( ตระกูล หรื อบ้าน หรื อเรื อน หรื อครอบครัว หรื อโยมคนที่ ชอบทาบุญจนเกือบหมดตัว ) พึงถามถึงที่ถ่ายอุจจาระ พึงถามถึงที่ถ่ายปัสสาวะ พึงถามถึงน้ าฉัน พึงถามถึงน้ าใช้ พึง ถามถึงไม้เท้า พึงถามถึงกติกาสงฆ์ที่ต้ งไว้วา ควรเข้าเวลาเท่าไร ควรออกเวลาเท่าไร ถ้าวิหารไม่มีภิกษุอยู่ พึงเคาะประตู ั ่ รออยูสักครู่ หนึ่งแล้วถอดลิ่มผลักบานประตู ยืนอยูขางนอกแลดูให้ทว ถ้าวิหารรก หรื อเตียงซ้อนอยูบนเตียงหรื อตัง ่ ่ ้ ั่ ่ ่ ซ้อนอยูบนตัง เสนาสนะมีละอองจับอยูเ่ บื้องบน ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงชาระเสี ย เมื่อจะชาระวิหาร พึงขนเครื่ องลาดพื้น ่ ่ ออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่งก่อน พึงขนเขียงรองเท้าเตียงออกไปวางไว้ท่ีควรแห่งหนึ่ ง พึงขนฟูกและหมอนออกไปวาง ไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง พึงขนผ้านิสีทนะและผ้าปูนอนออกไปวางไว้ท่ีควรแห่งหนึ่ง เตียง ตัง อันภิกษุพึงยกต่า ๆ ทาให้ ่ เรี ยบร้อย อย่าให้ครู ดสี กระทบบานและกรอบประตู ขนไปวางไว้ท่ีควรแห่งหนึ่ง กระโถนพึงขนออกไปวางไว้ที่ควร แห่งหนึ่ง พนักอิงพึงขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่งถ้าในวิหารมีหยากเยือ พึงกวาดแต่เพดานลงมาก่อน พึงเช็ดกรอบ ่ หน้าต่าง ประตูและมุมห้อง ถ้าฝาทาน้ ามันขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ าบิดแล้วเช็ด ถ้าพื้นทาสี ดาขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ าบิดแล้วเช็ด ถ้าพื้นไม่ได้ทา พึงเอาน้ าพรมแล้วกวาด ด้วยคิดว่าอย่าให้ฝนกลบวิหาร พึงเก็บกวาดหยากเยือไปทิ้งเสี ย ณ ที่ควรแห่ง ุ่ ่ หนึ่ง เครื่ องลาดพื้น พึงผึ่งแดดชาระเคาะปั ด แล้วขนกลับไปปูไว้ตามเดิม เขียงรองเท้าเตียง พึงผึ่งแดด ขัด เช็ดแล้ว ขนกลับตั้งไว้ตามเดิม เตียง ตัง พึงผึ่งแดด ขัดสี เคาะ ยกต่า ๆ ทาให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบบานและกรอบประตู ่
4.
๔ ขนกลับตั้งไว้ตามเดิม ฟูกและหมอนตากแห้งแล้ว สลัดปัด
ให้สะอาด ขนกลับวางไว้ตามเดิม ผ้าปูนงและผ้าปูนอน ั่ ตากแห้งแล้ว สลัดให้สะอาด ขนกลับปูไว้ตามเดิม กระโถน พนักอิง ตากแล้ว พึงเช็ด ขนกลับไปทั้งไว้ตามเดิม พึง เก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่ง จับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลาใต้เตียงหรื อใต้ตง แล้วเก็บบาตร แต่ ั่ อย่าเก็บบาตรบนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวรเอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรื อสาย ระเดียง พึงทาชายไว้ขางนอก ขนดไว้ขางในเก็บจีวร ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพดมาทางทิศตะวันออก พึงปิ ดหน้าต่าง ้ ้ ั ด้านตะวันออก ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพดมาทางทิศตะวันตก พึงปิ ดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพดมา ั ั ทางทิศเหนื อ พึงปิ ดหน้าต่างด้านเหนือถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพดมาทางทิศใต้ พึงปิ ดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าฤดูหนาว ั กลางวันพึงเปิ ดหน้าต่าง กลางคืนพึงปิ ด ถ้าฤดูร้อน กลางวันพึงปิ ดหน้าต่างกลางคืนพึงเปิ ด ถ้าบริ เวณ ซุ มน้ า โรงฉัน ้ โรงไฟ วัจจกุฎีรก พึงปั ดกวาด เสี ย ถ้าน้ าฉัน น้ าใช้ไม่มี พึงจัดตั้งไว้ ถ้าน้ าในหม้อชาระไม่มี พึงตักน้ ามาไว้ในหม้อ ใน ตุ่มน้ าสาหรับชาระ. ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นวัตรของภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายซึ่ งภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายพึงประพฤติเรี ยบร้อย. ั อรรถกถาที่ อธิบาย [ อาคันตุกวัตร ] พระผูมีพระภาคเจ้าทรงแสดงที่ใกล้อุปจารสี มา ด้วยพระพุทธพจน์น้ ีวา บัดนี้ เราจักเข้าสู่ อาราม; เพราะฉะนั้น ้ ่ ่ ภิกษุถึงอุปจารสี มาแล้ว พึงทาคารวกิจทั้งปวง มีถอดรองเท้าเป็ นต้น. บทที่วา คเหตฺวา ได้แก่ ใช้ไม้เท้าคอนรองเท้าไป. ่ ่ ในบทที่วา ปฏิกฺกมนฺติ ได้แก่ ประชุมกัน. หลายบทที่วา อุปาหนปุญฺฉนโจฬน ปุจฺฉิตฺวา อุปาหนา ปุญฺฉิตพฺพา มี ่ ความว่า พึงถามภิกษุท้ งหลายผูเ้ จ้าถิ่นว่า ผ้าเช็ดรองเท้าอยูที่ไหน?. ั บทว่า วิสชฺ เชตพฺพ คือ พึงผึ่งไว้. ่ ่ ข้อว่า โคจโร ปุจฺฉิตพฺโพ มีความว่า พึงถามถึงที่เที่ยว เพื่อภิกษาอย่างนี้วา โคจรคามอยูใกล้หรื อไกล. ภิกษุ พึงเที่ยวบิณฑบาตแต่เช้าหรื อสาย ? ดังนี้ . บ้านของพวกมิจฉาทิฏฐิก็ดี บ้านที่มีภิกษาเขาจากัดไว้กดี ชื่ อว่า อโคจร. ็ ภิกษาในบ้านใด เขาถวายแก่ภิกษุรูปเดียวหรื อ ๒ รู ป บ้านแม้น้ น ก็ควรถาม. ั ่ หลายบทว่า ปานีย ปุจฺฉิตพฺพ, ปริโภชนีย ปุจฺฉิตพฺพ มีความว่า พึงถามถึงน้ าใช้อย่างนี้วา ภิกษุท้ งหลาย ย่อม ั ดื่มน้ าที่ควรดื่มแห่งสระนี้ ทั้งทาการใช้สอย มีอาบ เป็ นต้นด้วยหรื อ ? สัตว์ร้ายหรื อเหล่าอมนุษย์ ย่อมมีในสถานบาง ตาบล, เพราะฉะนั้น จึงควรถามว่า ควรเข้าไปเวลา (เท่า) ไร ? ควรออกมาเวลา (เท่า) ไร ? สองบทว่า พหิ ิิเตน มีความว่า เห็นทางของงูหรื อของอมนุษย์กาลังออกไป พึงยืนดูอยูขางนอก. ่ ้ หลายบทว่า สเจ อุสฺสหติ โสเธตพฺโพ มีความว่า ถ้าว่าตนสามารถ, พึงชาระสานักทั้งหมดให้สะอาด, เมื่อไม่ ่ สามารถ พึงจัดแจงโอกาสเป็ นที่อยูของตน. ก็แลในธรรมเนียมแห่งการชาระสานักให้สะอาด ที่พระผูมีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว สาหรับภิกษุผสามารถชาระ ้ ู้ สานักทั้งหมดให้สะอาด พึงทราบวินิจฉัย ตามนัยที่กล่าวแล้วในมหาขันธกะนันแล. จบ อรรถกถาที่ อธิบาย [ อาคันตุกวัตร ] ่ อาวาสิกวัตร (หน้ าทีของ สาหรับผู้ทอยู่ประจาวัด ประจาที่ ประจาถิน เจ้ าถิน ) ่ ี่ ่ ่ [๔๑๖] สมัยนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นเห็นพระอาคันตุกะแล้ว ไม่ปูอาสนะไม่ต้ งน้ าล้างเท้า ไม่ต้ งตังรองเท้า ไม่ต้ ง ั ั ่ ั กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ไม่ลุกรับบาตร จีวร ไม่ถามด้วยน้ าฉัน ไม่ถามด้วยน้ าใช้ ไม่ไหว้พระอาคันตุกะแม้ผแก่กว่าไม่จด ู้ ั ่ เสนาสนะให้ บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย สันโดษ มีความละอาย ( ต่อบาป แต่วา จะไม่ละอายที่จะทาความดี ) มีความ ้ ั รังเกียจ ภิกษุผใคร่ ต่อสิ กขาบท ( ตั้งใจจะรักษาศีล ที่จะเคารพศีล กระทาตามศีล ปฏิบติตามสิ กขาบท (ศีล) ตามศีล ) ู้ ั
5.
๕ ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉน ภิกษุเจ้าถิ่น เห็นพระอาคันตุกะแล้ว จึงไม่ปูอาสนะไม่ต้ งน้ าล้างเท้า ั ไม่ต้ งตังรองเท้า ไม่ต้ งกระเบื้องเช็ดเท้า ไม่ลุกรับบาตร รับจีวร ไม่ถามด้วยน้ าฉัน ไม่ถามด้วยน้ าใช้ ไม่ไหว้พระ ั ่ ั อาคันตุกะผูแก่กว่า ไม่จดเสนาสนะให้ จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า. ้ ั ้ พระผูมีพระภาคเจ้า ... ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่า. ( ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) . .จริ งหรื อ ?. ้ ั ่ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า. พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียน ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ้ ั ่ ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน จึงไม่ทาตาม อาว่าสิ วตร เล่า โดยที่แท้การกระทาของ ่ั ั ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่นของชนบาง ่ ั พวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคนเลี้ยงยาก ้ ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่ งความ เป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่ องนั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั ่ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ั ่ ่ ถือตามพระวินย ๑ ั ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติวตร ั ั ั ั แก่ภิกษุเจ้าถิ่นทั้งหลาย โดยประการที่ภิกษุเจ้าถิ่นทั้งหลายจะพึงประพฤติ [๔๑๗] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุเจ้าถิ่นเห็นภิกษุอาคันตุกะผูแก่กว่าแล้วพึงปูอาสนะ พึงตั้งน้ าล้างเท้า ตัง ั ้ ่ รองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า พึงลุกรับบาตร จีวร พึงถามด้วยน้ าฉัน พึงถามด้วยน้ าใช้ ถ้าอุตสาหะ พึงเช็ดรองเท้าเมื่อจะ เช็ดรองเท้า พึงใช้ผาแห้งเช็ดก่อนใช้ผาเปี ยกเช็ดทีหลัง พึงซักผ้าเช็ดรองเท้าบิดแล้วผึ่งไว้ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง พึง ้ ้ อภิวาทภิกษุอาคันตุกะผูแก่กว่าพึงจัดเสนาสนะถวายว่า เสนาสนะนันถึงแก่ท่าน พึงบอกเสนาสนะที่มีภิกษุอยูหรื อไม่มี ้ ่ ่ ภิกษุอยู่ พึงบอกโคจรคาม พึงบอกอโคจรคาม พึงบอกสกุลที่เป็ นเสกขสมมติ พึงบอกที่ถ่ายอุจจาระ พึงบอกที่ถ่าย ปั สสาวะ พึงบอกน้ าฉันพึงบอกน้ าใช้ พึงบอกไม้เท้า พึงบอกกติกาสงฆ์ท่ีต้ งใจว่า เวลานี้ควรเข้า เวลานี้ควรออก ถ้า ั ภิกษุอาคันตุกะอ่อนพรรษากว่า พึงนังบอกว่า ท่านจงวางบาตรที่นน จงวางจีวรที่นน จงนังอาสนะนี้ พึงบอกน้ าฉัน ่ ั่ ั่ ่ พึงบอกน้ าใช้ พึงบอกผ้าเช็ดรองเท้า พึงแนะนาภิกษุอาคันตุกะให้ อภิวาท พึงบอกเสนาสนะว่าเสนาสนะนันถึงแก่ ่ ท่าน พึงบอกเสนาสนะที่มีภิกษุอยู่ หรื อไม่มีภิกษุอยู่ พึงบอกโคจรคาม พึงบอกอโคจรคาม พึงบอกสกุลที่เป็ นเสก ขสมมติ พึงบอกที่ถ่ายอุจจาระ พึงบอกที่ถ่ายปั สสาวะ พึงบอกน้ าฉัน พึงบอกน้ าใช้ พึงบอกไม้เท้า พึงบอกกติกาสงฆ์ ั ่ ที่ต้ งไว้วา เวลานี้ควรเข้า เวลานี้ควรออก ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นวัตรของภิกษุเจ้าถิ่นทั้งหลายซึ่ งภิกษุเจ้าถิ่นทั้งหลายพึงพระพฤติเรี ยบร้อย. ั อรรถกถาที่ อธิบาย [อาวาสิ กวัตร] วินิจฉัยในอาวาสิ กวัตร พึงทราบดังนี้:-
6.
๖
เมื่ออาคันตุกะผูแก่กว่ามา พึงงดจีวรกรรมหรื อน วกรรมเสี ย ทากิจทั้งปวง มีอาทิอย่างนี้วา พึงแต่งตั้ง ้ ่ อาสนะ ดังนี้ กาลังกวาดลานเจดีย ์ พึงเก็บไม้กวาดเสี ย เริ่ มทาวัตรแก่เธอ. หากว่า อาคันตุกะเป็ นผูฉลาด. เธอจัก ้ กล่าวว่า จงกวาดลานเจดียเ์ สี ยก่อนเถิด ผูมีอายุ ( อาวุโส ). ้ อนึ่ง กาลังทายาเพื่อคนไข้อยู่ ถ้าว่า คนไข้ไม่ทุรนทุรายนัก, พึงงดทาไว้ ทาวัตรเสี ยก่อน, แต่สาหรับ ไข้หนัก ต้องทายาก่อน ถ้าอาคันตุกะเป็ นผูฉลาด, เธอจักกล่าวว่า จงทายาเสี ยก่อน. เมื่อถามถึงน้ าฉัน ถ้าว่า อาคันตุกะดื่มน้ า ้ ที่นามาแล้วครั้งเดียวหมด, พึงถามท่านว่า ผมจักต้องนามาอีกไหม ? อนึ่ง พึงพัดท่านด้วยพัด. เมื่อพัด พึงพัดที่หลังเท้าครั้งหนึ่งกลางตัวครั้งหนึ่ง ศีรษะครั้งหนึ่ง. เธออันท่าน กล่าวว่า พอหยุดเถิดพึงพัดให้อ่อนลง.เธออันท่านกล่าวว่า พอละ พึงพัดให้อ่อนลงกว่านั้น. ท่านกล่าวถึงครั้งที่ ๓ พึง วางพัดเสี ย. พึงล้างเท้าของท่าน. ครั้นล้างแล้ว ถ้าน้ ามันของตนมี, พึงทาด้วยน้ ามัน. ถ้าไม่มี, พึงทาด้วยน้ ามันของ ท่าน. ส่ วนการเช็ดรองเท้า พึงทาตามความชอบใจของตน. ด้วยเหตุน้ นแล พระผูมีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สเจ ั ้ อุสฺสหติ. เพราะเหตุน้ น จึงไม่เป็ นอาบัติ แม้แก่ภิกษุผไม่เช็ดรองเท้า.เธออันท่านถามว่า เสนาสนะถึงแก่เราที่ไหน ? พึง ั ู้ จัดแจง เสนาสนะ อธิ บายว่า พึงบอกอย่างนี้วา เสนาสนะที่ถึงแก่ท่าน ดังนี้. แลสมควรแท้ ที่จะตบเสี ยก่อน (ไล่ฝน ไล่ ่ ุ่ คะขาย แมงป่ อง จิ้งจก มด แมลง สิ่ งของ ต่าง ๆ ) จึงปูลาด. วินิจฉัยในวัตรของอาคันตุกะผูนวกะ พึงทราบดังนี้:- ้ ข้อว่า ปานีย อาจิกฺขิตพฺพ มีความว่า ภิกษุผเู ้ จ้าถิ่น พึงบอกว่า ท่านจงถือเอาน้ านั้นดื่ม ดังนี้. แม้ในน้ าใช้ ก็มีนยนี้เหมือนกัน. คาที่เหลือเหมือนคาก่อนนันแล. จริ งอยู่ ั ่ ภิกษุเจ้าถิ่นจะไม่ทาวัตรแก่อาคันตุกะ ผูมาถึงสานักของตนแม้ในอาวาสใหญ่ ย่อมไม่ได้. จบ อรรถกถาที่ อธิบาย ้ คมิกวัตร ( หน้าที่ของ สาหรับผู้ทเี่ ตรียมจะไป จะออกเดินทางไปจากทีอยู่เดิม ) ่ [๔๑๘] สมัยนั้น ภิกษุผเู ้ ตรี ยมจะไปไม่เก็บเครื่ องไม้ เครื่ องดินเปิ ดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ ไม่มอบหมาย เสนาสนะ แล้วหลีกไป เครื่ องไม้ เครื่ องดิน เสี ยหาย เสนาสนะไม่มีใครรักษา บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย...ต่างก็ ้ ั เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุผเู ้ ตรี ยมจะไป จึงไม่เก็บเครื่ องไม้ เครื่ องดิน เปิ ดประตูหน้าต่างทิงไว้ ไม่ ้ มอบหมายเสนาสนะ แล้วหลีกไป เครื่ องไม้ เครื่ องดินเสี ยหาย เสนาสนะไม่มีใครรักษา จึงกราบทูล เรื่ องนั้น แด่ พระผูมีพระภาคเจ้า. ้ พระผูมีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่า. . .จริ งหรื อ?. ้ ั ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ งพระพุทธเจ้าข้า. ั พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียน ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น ้ ั นัน ( ตามที่วามาแล้วข้างบน) ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ่ ่ ไฉน ภิกษุนน จึง ั่ ไม่ทาตาม คมิกวัตร เล่า โดยที่แท้การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยง ่ ั ไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ น ้ คนเลี้ยงยาก ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สนโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ั ตรัสคุณแห่งความเป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่ เหมาะสมแก่เรื่ องนั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้งหลายว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั
7.
๗
่ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ั ่ ่ ถือตามพระวินย ๑ ั ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสังกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติวตรแก่ ่ ั ั ั ั ภิกษุผเู้ ตรี ยมจะไป โดยประการที่ภิกษุเตรี ยมจะไปพึงประพฤติเรี ยบร้อย. [๔๑๙] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุผเู ้ ตรี ยมจะไปพึงเก็บเครื่ องไม้เครื่ องดิน ปิ ดประตูหน้าต่าง มอบหมาย ั เสนาสนะ ถ้าภิกษุไม่มี พึงมอบหมายสามเณร ถ้าสามเณรไม่มี พึงมอบหมายคนวัด ถ้าคนวัดไม่มี พึงมอบหมายอุบาสก ถ้าไม่มีภิกษุสามเณร คนวัดหรื ออุบาสก พึงยกเตียงขึ้น วางไว้บนศิลา ๔ แผ่น แล้วพึงยกเตียงซ้อนเตียง ยกตังซ้อนตัง ่ ่ แล้วกองเครื่ องเสนาสนะไว้ขางบน เก็บเครื่ องไม้ เครื่ องดิน ปิ ดประตูหน้าต่าง แล้วจึงหลีกไป ถ้า วิหารฝนรั่ว ถ้า ้ ่ อุตสาหะอยูพึงมุง หรื อพึงทาความขวนขวายว่า จะมุงวิหารได้อย่างไร ถ้าได้ตามความขวนขวายอย่างนี้ นันเป็ นความดี ่ ถ้ าไม่ ได้ ทีใดฝนไม่ รั่ว พึงยกเตียงขึนวางบนศิลา ๔ แผ่ น ในที่น้ัน แล้วพึงยกเตียงซ้ อนเตียงยกตั่งซ้ อนตั่ง แล้ วกอง ่ ้ เครื่องเสนาสนะไว้ ข้างบน เก็บเครื่องไม้ เครื่องดิน ปิ ดประตูหน้ าต่ างแล้ วจึงหลีกไป ถ้าวิหารฝนรั่วทุกแห่ง ถ้า อุตสาหะอยู่ พึงขนเครื่ องเสนาสนะเข้าบ้าน หรื อพึงทาความขวนขวายว่า จะขนเครื่ องเสนาสนะเข้าบ้านอย่างไร ถ้า ได้ตามความขวนขวายอย่างนี้ นันเป็ นความดี ถ้าไม่ได้พึงยกเตียงขึ้นวางบนก้อนศิลา ๔ แผ่นในที่แจ้ง แล้วพึงยกเตียง ่ ซ้อนเตียง ยกตังซ้อนตัง กองเครื่ องเสนาสนะไว้ขางบน เก็บเครื่ องไม้ เครื่ องดิน แล้วคลุมด้วยหญ้าหรื อใบไม้ แล้ว ่ ่ ้ จึงหลีกไปด้วยคิดว่า อย่างไรเสี ย ส่ วนของเตียงตังคงเหลืออยูบาง. ่ ่ ้ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นวัตรของภิกษุผเู ้ ตรี ยมจะไป ซึ่ งภิกษุ ผูเ้ ตรี ยมจะไปพึงพระพฤติเรี ยบร้อย. ั อรรถกถาที่ อธิบาย [ คมิกวัตร] วินิจฉัยในคมิกวัตร พึงทราบดังนี้ :- บทว่า ทารุ ภณฺฑ ได้แก่ เตียงและตังเป็ นต้น ที่กล่าวแล้วในเสนาสันกขันธกะ. แม้ภณฑะดิน ก็ได้แก่ภาชนะ ่ ั สาหรับย้อมเป็ นต้น ภัณฑะทั้งปวงมีประเภทดังกล่าวแล้วในเสนาสนักขันธกะนันแล. ภัณฑะทั้งปวงนั้น อันภิกษุผเู้ ตรี ยม ่ จะไป พึงเก็บไว้ที่โรงไฟหรื อในที่อื่นซึ่ งคุมได้แล้วจึงไป. จะเก็บไว้ในเงื้อมที่ฝนไม่รั่วก็ควร. ้ วินิจฉัยในคาว่า เสนาสน อาปุจฺฉิตพฺพ นี้ พึงทราบดังนี้:- เสนาสนะใด สร้างไว้บนศิลาดาดหรื อบนเสาศิลา, ปลวกทั้งหลายขึ้นไม่ได้ในเสนาสนะใด, ไม่เป็ นอาบัติ แม้แก่ ภิกษุผไม่บอกมอบเสนาสนะนั้น. ู้ คาว่า จตูสุ ปาสาณเกสุ เป็ นอาทิ พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อแสดงอาการที่จะพึงกระทา ในเสนาสนะมี ้ บรรณศาลาเป็ นต้น อันเป็ นสถานที่เกิดแห่งปลวกทั้งหลาย. ข้อนี้วา บางที แม้ส่วนทั้งหลาย จะพึงเหลืออยูบาง ่ ่ ้ ดังนี้ เป็ นอานิสงส์ในเสนาสนะที่ต้ งไว้กลางแจ้ง. ส่ วนในเรื อนที่ฝนรั่วได้ เมื่อหญ้าและก้อนดินตกลงข้างบน (แห่ง ั เตียงและตัง) แม้ส่วนทั้งหลายแห่งเตียงและตัง ย่อมฉิ บหายไป ่ ่ จบ อรรถกถาที่ อธิบาย [ คมิกวัตร] ภัตตานุโมทนา วัตร ( วิธีการให้ พร อนุโมทนา แนะนาธรรม ให้ กาลังใจ ขอบคุณโยม ) [๔๒๐] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายไม่อนุโมทนาในโรงฉัน คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระ ั สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ไม่อนุ โมทนาในโรงฉัน ภิกษุท้ งหลาย ฯลฯ ได้ยนคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน ั ิ
8.
๘ โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า
้ ลาดับนั้น พระผูมีพระภาคเจ้าทรงทาธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็ นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้ว ้ รับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อน ภิกษุท้ งหลาย เราอนุ ญาตให้อนุ โมทนาในโรงฉัน. ั ั [๔๒๑] ครั้งนั้น ภิกษุท้ งหลายคิดว่า ใครหนอพึงอนุโมทนาในโรงฉัน แล้วจึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า. ั ้ ลาดับนั้น พระผูมีพระภาคเจ้าทรงทาธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็ นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้ว ้ รับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุ ญาตให้ภิกษุผเู ้ ถระอนุโมทนาโนโรงฉัน. ั ั [๔๒๒] สมัยนั้น ประชาชนหมู่หนึ่งถวายภัตรแก่พระสงฆ์ ท่านพระสารี บุตรเป็ นสังฆเถระ ภิกษุท้ งหลายคิดว่า ั พระผูมีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต ให้ภิกษุผเู้ ถระอนุโมทนาในโรงฉัน จึงเหลือท่านพระสารี บุตรไว้รูปเดียว แล้วพากัน ้ กลับไป. ลาดับนั้น ท่านพระสารี บุตรแสดงความยินดีกะคนเหล่านั้น แล้วได้ไปทีหลังรู ปเดียว. พระผูมีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระสารี บุตรเดินมาแต่ไกลรู ปเดียว จึงรับสั่งถามว่า ดูก่อน ้ สารี บุตร ภัตรมีมากมายกระมัง? ( มาช้า เพราะจะต้องรับอาหารมาก ๆ ). ท่านพระสารี บุตรทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ภัตรมีมากมาย แต่ภิกษุท้ งหลายละข้าพระพุทธเจ้าไว้ผเู ้ ดียว แล้วพากันกลับไป. ั ลาดับนั้น พระผูมีพระภาคเจ้าทรงทาธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็ นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้ว ้ รับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุ ญาตให้ภิกษุเถรานุเถระ ๔ - ๕ รู ป รออยูในโรงฉัน. ั ั ่ ่ ่ [๘๒๓] สมัยต่อมา พระเถระรู ปหนึ่งปวดอุจจาระรออยูในโรงฉันเธอกลั้นอุจจาระอยูจนสลบล้มลง ภิกษุท้ งหลาย ั กราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ รับสั่งว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เมื่อมีกรณี ยกิจ เราอนุ ญาตให้บอกลาภิกษุผนง ้ ั ู ้ ั่ ่ อยูในลาดับ แล้วไปได้. อรรถกถาที่ อธิบาย [ เรื่องอนุโมทนา ] วินิจฉัยในเรื่ องอนุ โมทนา พึงทราบดังนี้ :- ในสองบทว่า อิทธ อโหสิ มีความว่า ภัตได้เป็ นของถึงพร้อมแล้ว. ข้อว่า จตูหิ ปญฺจหิ มีความว่า เมื่อพระสังฆเถระนังแล้วเพื่อต้องการจะอนุโมทนา ภิกษุ ๔ รู ปพึงนังตามลาดับ ่ ่ ข้างท้าย. เมื่อพระอนุเถระนังแล้ว พระมหาเถระพึงนัง และภิกษุ ๓ รู ปพึงนังข้างท้าย. เมื่อภิกษุรูปที่ ๕ นังแล้ว ภิกษุ ่ ่ ่ ่ ๔ รู ปพึงนังข้างบน. เมื่อภิกษุหนุ่มข้างท้าย อันพระสังฆเถระแม้เชิญแล้ว ภิกษุ ๔ รู ป พึงนังตั้งแต่พระสังฆเถระลงมา ่ ่ ทีเดียว. ก็ถาว่า ภิกษุผอนุ โมทนากล่าวว่า ไปเถิด ท่านผูเ้ จริ ญ ไม่มีกิจที่จะต้องคอย ดังนี้ ควรไป. เมื่อพระมหาเถระ ้ ู้ กล่าวว่า ผูมีอายุ พวกเราจะไปละเธอกล่าวว่า นิมนต์ไปเถิด, แม้อย่างนี้ ก็ควรไป. ้ ่ พระมหาเถระแม้ทาความผูกใจว่า พวกเราจักคอยอยูนอกบ้านดังนี้ ไปถึงนอกบ้านแล้ว แม้จะสั่งนิสิตของตนว่า เธอทั้งหลายจงคอยความมาของภิกษุน้ น ดังนี้ แล้วไปเสี ย ควรเหมือนกัน. ั ้ ั ้ ่ แต่ถาชาวบ้านให้ภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่ งตนพอใจ ทาการอนุโมทนา หาเป็ นอาบัติแก่ภิกษุน้ น ผูอนุ โมทนาอยูไม่, ไม่ เป็ นภาระแก่พระมหาเถระ. จริ งอยู่ เพราะในอุปนิสินนกถา ต้องเรี ยนพระเถระก่อนในเมื่อชนทั้งหลายให้กล่าว. ส่ วน ภิกษุที่พระมหาเถระเชิ ญเพื่ออนุโมทนาแทน ภิกษุท้ งหลายต้องคอย. นี้ เป็ นลักษณะในเรื่ องอนุ โมทนานี้. ั บทว่า วจฺจิโต มีความว่า พระเถระเกิดปวดอุจจาระ, อธิ บายว่าผูอนอุจจาระบีบคั้นแล้ว ( สุ ดวิสัย ทนไม่ไหว ) . ้ั จบอรรถกถาที่ อธิบาย [ เรื่องอนุโมทนา ]
9.
๙
ภัตตัคควัตร ( วิธีปฏิบัติตัว ในโรงฉัน ทังในบ้ าน และในวัด ก็พอจะอนุโลมกันได้ ) ้ [๔๒๔] สมัยนั้น พระฉัพพัคคียนุ่งห่มไม่เรี ยบร้อย ไม่มีมรรยาทไปสู่ โรงฉัน เดินแซงไปข้างหน้าพระเถระ ์ ทั้งหลายบ้าง นังเบียดเสี ยดพระเถระบ้าง เกียดกันพวกภิกษุใหม่ดวยอาสนะบ้าง นังทับสังฆาฏิในละแวกบ้านบ้าง ่ ้ ่ ู้ ้ ั ่ บรรดาภิกษุผที่เป็ นผูมกน้อย สันโดษ มีความละอาย ( ต่อบาป แต่วา จะไม่ละอายที่จะทาความดี เช่นการรักษาศีล ฝึ ก สมาธิ ปัญญา ถือธุดงค์ ขยัน อดทน ประหยัด สารวม ฯลฯ ) มีความรังเกียจ ภิกษุผใคร่ ต่อสิ กขาบท ( ตั้งใจจะรักษา ที่ ู้ จะเคาระ กระทาตาม ปฏิบติตามสิ กขาบท ศีล ) ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคียจึงได้นุ่งห่ม ั ์ ไม่เรี ยบร้อย ไม่มีมรรยาทไปสู่ โรงฉัน เดินแซงไปข้างหน้าพระเถระทั้งหลายบ้าง นังเบียดเสี ยดพระเถระบ้าง เกียดกัน ่ พวกภิกษุใหม่ดวยอาสนะบ้าง นังทับสังฆาฏิในละแวกบ้านบ้าง จึงกราบทูลเรื่ อง นั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า. ้ ่ ้ พระผูมีพระภาคเจ้า . . .ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่าภิกษุฉพพัคคียนุ่งห่มไม่เรี ยบร้อย ไม่มี ้ ั ั ์ มรรยาทไปสู่ โรงฉัน เดินแซงไปข้างหน้าพระเถระทั้งหลายบ้าง นังเบียดเสี ยดพระเถระบ้าง เกียดกันพวกภิกษุใหม่ดวย ่ ้ อาสนะบ้าง นังทับสังฆาฏิในละแวกบ้านบ้าง จริ งหรื อ?. ่ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า. ั พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ้ ั การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษ เหล่านั้นนัน ( ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน ่ ่ ั่ จึงไม่ทาตาม ภัตตัคควัตร เล่า การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควรไม่ใช่กิจของ ่ สมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษ จึงกระทาอย่างนั้น การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่ ่ เป็ นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส หรื อเพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การ ั ่ กระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่น ่ ั ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคน ้ เลี้ยงยาก ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัส คุณแห่งความเป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสม แก่เรื่ องนั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ่ ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ั ่ ่ ถือตามพระวินย ๑ ั ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสังกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติวตร ่ ั ั ั ั ในโรงฉันแก่ภิกษุท้ งหลาย โดยประการที่ภิกษุท้ งหลาย พึงประพฤติเรี ยบร้อยในโรงฉัน. ั ั [๔๒๕] ถ้าภัตตุเทสก์บอกภัตกาลในอาราม ภิกษุเมื่อปกปิ ดมณฑล ๓ พึงนุ่งให้เป็ นปริ มณฑล คาดประคดเอว ห่ม ผ้าซ้อน ๒ ชั้นกลัดลูกดุม ล้างบาตรแล้วถือเข้าบ้านโดยเรี ยบร้อย ไม่ตองรี บร้อน ไม่พึงเดินแซงไปข้างหน้าพระ-เถระ ้ ทั้งหลาย พึงปกปิ ดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึงสารวมด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึงมีตาทอดลงไปในละแวกบ้าน
10.
๑๐ อย่าเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน อย่าหัวเลาะลันไปในละแวก บ้าน
พึงมีเสี ยงน้อยไปในละแวกบ้าน อย่าโยกกายไป ใน ่ ละแวกบ้าน อย่าไกวแขนไปในละแวกบ้าน อย่าโคลงศีรษะไปในละแวกบ้านอย่าค้ ากายไปในละแวกบ้าน อย่าคลุมศีรษะ ไปในละแวกบ้าน อย่าเดินกระโหย่งไปในละแวกบ้าน พึงปกปิ ดกายด้วยดีนงในละแวกบ้าน พึงสารวมด้วยดีนงใน ั่ ั่ ละแวกบ้าน พึงมีตาทอดลงนังในละแวกบ้าน อย่าเวิกผ้านังในละแวกบ้านอย่าหัวเราะลันนังในละแวกบ้าน พึงมีเสี ยง ่ ่ ่ ่ น้อยนังในละแวกบ้าน อย่าโยกกายนังในละแวกบ้าน อย่าไกวแขนนังในละแวกบ้าน อย่าโคลงศีรษะนังในละแวก บ้าน ่ ่ ่ ่ อย่าค้ ากายนังในละแวกบ้าน อย่าคลุมศีรษะนัง ในละแวกบ้าน อย่านังรัดเข่าในละแวกบ้าน อย่านังเบียดเสี ยดพระเถระ ่ ่ ่ ่ อย่าเกียดกันภิกษุใหม่ดวยอาสนะ อย่านังทับสังฆาฏิในละแวกบ้าน เมื่อเขาถวายน้ า พึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับ ้ ่ น้ า พึงล้างบาตรถือต่า ๆ ให้ดี อย่าให้ครู ดสี ถ้ากระโถนมีพึงค่อย ๆ เทน้ าลงในกระโถน ด้วยคิดว่า กระโถนอย่าเลอะ เทอะด้วยน้ า ภิกษุใกล้เคียงอย่าถูกน้ ากระเซ็น ผ้าสังฆาฏิอย่าถูกน้ ากระเซ็น ถ้ากระโถนไม่มีพึงค่อย ๆ เทน้ าลงที่ พื้นดิน. ด้วยคิดว่า ภิกษุใกล้เคียงอย่าถูกน้ ากระเซ็น ผ้าสังฆาฏิอย่าถูกน้ ากระเซ็น เมื่อเขาถวายข้าวสุ ก พึงใช้มือทั้งสอง ประคองบาตรรับข้าวสุ ก พึงเว้นเนื้อที่ไว้สาหรับแกง ถ้ามีเนยใส น้ ามัน หรื อแกงอ่อมพระเถระควรบอกว่า จงจัด ถวายภิกษุท้ งหลายเท่า ๆ กันทุกรู ป พึงรับบิณฑบาต โดยเคารพ พึงมีความสาคัญในบาตรรับบิณฑบาต พึงรับ ั บิณฑบาตพอสมกับแกง พึงรับบิณฑบาตพอเสมอขอบปากบาตร พระเถระไม่พึงฉันก่อนจนกว่าข้าวสุ กจะทัวถึงภิกษุ ่ ทุกรู ป พึงฉันบิณฑบาตโดยเคารพ พึงมีความสาคัญในบาตรฉันบิณฑบาต พึงฉันบิณฑบาตตามลาดับ พึงฉัน บิณฑบาตพอสมกับแกง ไม่พึงฉันบิณฑบาตขยุมแต่ยอดลงไป ไม่พึงกลบแกง หรื อกับข้าวด้วยข้าวสุ ก เพราะอยาก ้ ได้มาก ไม่อาพาธ ไม่พงขอแกง หรื อข้าวสุ กเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ไม่พึงแลดูบาตรของภิกษุเหล่าอื่นด้วยหมาย ึ จะยกโทษ ไม่พึงทาคาข้าวให้ใหญ่นก พึงทาคาข้าวให้กลมกล่อม เมื่อคาข้าวยังไม่ถึงปากไม่พึงอ้าปาก กาลังฉันไม่พึง ั สอดมือทั้งหมดเข้าในปาก ปากยังมีคาข้าวไม่พึงพูดไม่พึงฉันเดาะคาข้าว ไม่พึงฉันกัดคาข้าว ไม่พึงฉันทากระพุงแก้มให้ ้ ตุ่ย ไม่พึงฉันสลัดมือ ไม่พงฉันทาเมล็ดข้าวตก ไม่พึงฉันแลบลิ้น ไม่พึงฉันทาเสี ยงดังจับ ๆ ไม่พึงฉันทาเสี ยงซู๊ด ๆ ไม่ ึ ๊ พึงฉันเลียมือ ไม่พึงฉันขอดบาตร ไม่ พึงฉันเลียริ มฝี ปาก ไม่พึงรับโอน้ าด้วยมือเปื้ อนอามิส พระเถระไม่พึงรับน้ า ก่อนจนกว่าภิกษุท้ งหมดฉันเสร็ จ เมื่อเขาถวายน้ า พึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับน้ า พึงค่อย ๆ ล้างบาตร ถือต่า ๆ ั ให้ดี อย่าให้ครู ดสี ถ้ากระโถนมีพึงค่อย ๆ เทน้ าลงในกระโถน ด้วยคิดว่า กระโถนอย่าเลอะเทอะด้วยน้ า ภิกษุ ใกล้เคียงอย่าถูกน้ ากระเซ็น ผูสังฆาฏิอย่าถูกน้ ากระเซ็น ถ้ากระโถนไม่มีพึงค่อย ๆ เทน้ าลงบนพื้นดิน ด้วยคิดว่า ้ ภิกษุใกล้เคียงอย่าถูกน้ ากระเซ็น ผ้าสังฆาฏิอย่าถูกน้ ากระเซ็น ไม่พึงเทน้ าล้างบาตรมีเมล็ดข้าวในละแวกบ้าน เมื่อกลับ ภิกษุใหม่พงกลับก่อน พระเถระพึงกลับทีหลัง พึงปกปิ ดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึงสารวมด้วยดีไปในละแวก ึ บ้าน พึงมีตาทอดลงไปในละแวกบ้าน ไม่พ่ ึงเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน ไม่พึงหัวเราะลันไปในละแวกบ้านพึงมีเสี ยงน้อย ่ ไปในละแวกบ้าน ไม่พึงโยกกายไปในละแวกบ้าน ไม่พึงไกวแขนไปในละแวกบ้าน ไม่พึงโคลงศีรษะไปในละแวก บ้าน ไม่พึงค้ ากายไปในละแวกบ้าน ไม่พึงคลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน ไม่พึงเดินกระโหย่งไปในละแวกบ้าน. ดูก่อน ภิกษุท้ งหลาย นี้ แล วัตรในโรงฉันของภิกษุท้ งหลาย ซึ่ งภิกษุท้ งหลายพึงประพฤติเรี ยบร้อยในโรงฉัน. ั ั ั ปฐมภาณวาร จบ อรรถกถาที่อธิบาย [ ภัตตัคควัตร ] วินิจฉัยในภัตตัคควัตร พึงทราบดังนี้ :- ในอรรถกถาทั้งหลายกล่าวว่า จะเป็ นในละแวกบ้านหรื อในวัดก็ตาม การ ที่ภิกษุผจะไปสู่ ท่ีเลี้ยงของชนทั้งหลาย ห่มจีวรคาดประคดนันแล สมควร. ู้ ่ หลายบทว่า น เถเร ภิกฺขู อนูปขชฺ ช มีความว่า ไม่พึงนังเบียดภิกษุผเู ้ ป็ นเถระนัก หากว่า อาสนะเสมอกับ ่ อาสนะที่พระมหาเถระนัง, เมื่ออาสนะมีมาก พึงนังเว้นไว้ ๑ หรื อ ๒ อาสนะ ไม่พงนังบนอาสนะที่เขานับจานวน ่ ่ ึ ่
11.
๑๑ ภิกษุแต่งตั้งไว้, พระมหาเถระสั่งว่า จงนังเถิด
พึงนัง. ่ ่ ถ้าพระมหาเถระไม่สั่ง, พึงเรี ยนว่า อาสนะนี้สูงขอรับ เมื่อท่านบอกว่า จงนังเถิด ( ภิกษุใหม่) พึงนัง, ก็ถาว่า เมื่อภิกษุใหม่ แม้เรี ยนแล้วอย่างนั้น พระมหาเถระไม่อนุ ญาต, ่ ่ ้ ไม่เป็ นอาบัติแก่เธอผูนง. เป็ นอาบัติแก่พระมหาเถระเท่านั้น. จริ งอยู่ ภิกษุใหม่ไม่เรี ยนก่อน นังบนอาสนะเห็นปานนั้น ้ ั่ ่ ย่อมต้องอาบัติเหมือนพระเถระอันภิกษุใหม่เรี ยนแล้วไม่อนุญาตฉะนั้น. หลายบทว่า น สงฺฆาฏึ โอตฺถริตฺวา มีความว่า ไม่ พงปูสังฆาฏิแล้ วนั่งทับ. ึ คาว่า อุโภหิ หตฺเถหิ คือ พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอา น้ าสาหรับล้างบาตร ส่ วนน้ าทักษิโณทก พึงวางบาตรบนเชิงข้างหน้าแล้วจึงรับ. ้ บทว่า สาธุก ได้แก่ ไม่ทาให้มีเสี ยงน้ า. สองบทว่า สู ปสฺ ส โอถาโส มีความว่า โอกาสแห่งแกงจะมีอย่างใด พึงรับข้าวสุ กพอประมาณอย่างนั้น. คาว่า ท่านจงได้ทวถึงเท่า ๆ กัน นี้ อันพระเถระพึงกล่าวในเนยใสเป็ นอาทิอย่าง ั่ เดียวหามิได้, แม้ในข้าวสุ ก ก็พึงกล่าว. ก็บรรดาเภสัชมีเนยใสเป็ นต้น สิ่ งใดมีนอย, สิ่ งนั้นสมควรแก่ภิกษุรูปเดียว ้ หรื อ ๒ รู ป, เมื่อพระเถระกล่าวว่า ท่านจงให้ทวถึงเท่า ๆ กันแก่ภิกษุท้ งปวง ความลาบากย่อมมีแก่พวกชาวบ้าน ั่ ั เพราะฉะนั้น ของเช่นนั้น พึงรับครั้งเดียวหรื อ ๒ ครั้งแล้ว ที่เหลือไม่ควรรับ. คาว่า น ตาว เถเรน ภุญฺชิตพฺพ นี้ พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาโรงเลี้ยงที่มีภิกษุอนทายกจากัดบริ เวณไว้ ้ ั ( และ ) โรงเลี้ยงที่ชนทั้งหลายเป็ นผูประสงค์จะให้อาหารถึงแก่ภิกษุทวกันแล้วไหว้. ้ ั่ ่ ส่ วนโรงเลี้ยงใด เป็ นโรงใหญ่, คือ ในโรงเลี้ยงใด ภิกษุท้ งหลายฉันอยูในประเทศ หรหื อบริ เวณที่หนึ่ง, ทายก ั ถวายน้ าในประเทศหนึ่ง, ในโรงเลี้ยงนั้น พึงฉันตามสบาย. คาว่า น ตาว เถเรน อุทก นี้ พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาน้ าล้างมือ, ฝ่ ายภิกษุมีความระหายในระหว่าง ้ หรื อผูมีอามิสติดคอ พึงดื่มน้ า ไม่พงล้างมือ. ถ้าว่าชนทั้งหลายกล่าวว่า นิมนต์ลางบาตรและมือเถิดท่านผูเ้ จริ ญ หรื อภิกษุ ้ ึ ้ ทั้งหลายกล่าวว่าท่านจงรับน้ าเถิด, พระเถระควรล้างมือ. ด้วยคาว่า นิวตฺตนฺเตน เป็ นต้น พระผูมีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่าสงฆ์เมื่อจะลุกขึ้นกลับจากโรงเลี้ยง พึงกลับอย่าง ้ นี้. อย่างไร ? พึงเห็นคาทั้งปวงว่า นเวเกหิ เป็ นต้น . จริ งอยู่ ในเรื อนทั้งหลายที่คบแคบ ไม่มีโอกาส หรื อทาง ั บริ เวณที่พระเถระทั้งหลายจะออก; เพราะฉะนั้น พระผูมีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น. ก็นวกภิกษุ (พระที่บวชใหม่ ที่มี ้ ่ ่ พรรษาต่าหว่า ๕ ปี ) ทั้งหลาย ผูกลับอยูอย่างนั้น รออยูที่ประตูเรื อน พึงไปตามลาดับกันได้ ในเมื่อพระเถระทั้งหลายออก ้ อยู.่ แต่ถาว่า พระมหาเถระทั้งหลาย เป็ นผูนงอยูไกล พวกนวกภิกษุนงอยูภายในเรื อน, พึงออกตามแถวตั้งแต่เถรอาสน์ ้ ้ ั่ ่ ั่ ่ ลงมาทีเดียว อย่าให้กายกับกายเบียดกัน เดินเป็ นแถวห่าง ๆ ให้ชน (ประชาชน) ทั้งหลายอาจไปในระว่าง (แต่ละรู ป)ได้. จบอรรถกถาที่อธิบาย [ ภัตตัคควัตร ] ปิ ณฑจาริกวัตร ( วิธีการไปรับอาหารบิณฑบาตจากชาวบ้าน ) จากพระวินยปิ ฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ( บาลี ๔๕ เล่ม) ภาค ๒ ั [๔๒๖] สมัยนั้น ภิกษุผเู ้ ที่ยวบิณฑบาตเป็ นวัตรนุ่งห่มไม่เรี ยบร้อยไม่มีมรรยาทเที่ยวบิณฑบาต ไม่กาหนดเข้า ไปสู่ นิเวศน์บาง ไม่กาหนดออกไปบ้าง รี บร้อนเข้าไปบ้าง รี บร้อนออกไปบ้าง ยืนไกลเกินไปบ้าง ยืนใกล้ ้ เกินไปบ้าง ยืนนานเกินไปบ้าง กลับเร็ วเกินไปบ้าง ภิกษุผเู ้ ที่ยวบิณฑบาต เป็ นวัตรรู ปหนึ่ง ไม่กาหนดเข้าไปสู่ นิเวศน์ เธอเข้าใจว่าประตูเข้าไปสู่ หองน้อยแห่งหนึ่ง ในห้องน้อยนั้นมีหญิงเปลือยกายนอนหงายอยู่ เธอได้เห็นหญิงนั้นแล้ว รู ้ ้ ว่านี้ไม่ใช่ประตู นี้ เป็ นห้องน้อย จึงออกจากห้องน้อยนั้นไป สามีของหญิงนั้นได้เห็นหญิงนั้นเปลือยกายนอนหงายก็ สาคัญว่า ภิกษุน้ ีประทุษร้ายภรรยาของเรา จึงจับภิกษุน้ นทุบตี ในทันใด หญิงนั้นตื่นขึ้น เพราะเสี ยงนั้น จึงถามสามีวา ั ่ นายท่านทุบตีภิกษุน้ ีทาไม เขาตอบว่า เพราะภิกษุน้ ีประทุษร้ายเธอ นางตอบว่า นาย ภิกษุน้ ีไม่ได้ประทุษร้ายฉันเลย ท่านไม่ได้ทาอะไรแล้วให้ปล่อยภิกษุน้ น ภิกษุน้ นไปอารามบอกเรื่ องนั้นแก่ภิกษุท้ งหลาย บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย. . . ั ั ั ้ ั
12.
๑๒ ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉนภิกษุผเู ้ ที่ยว บิณฑบาตเป็ นวัตรจึงนุ่งห่มไม่เรี ยบร้อย ไม่มีมรรยาทเที่ยว บิณฑบาต ไม่กาหนดเข้าไปสู่ นิเวศน์บาง ไม่กาหนดออกไปบ้าง รี บร้อนเข้าไปบ้าง รี บร้อนออกไปบ้าง ยืนไกลเกินไป ้ บ้าง ยืนใกล้เกินไปบ้าง ยืนนานเกินไปบ้างกลับเร็ วเกินไปบ้าง จึงกราบทูลเรื่ องนั้น แด่พระผูมีพระภาคเจ้า ้ พระผูมีพระภาคเจ้า. .. ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่า. . . จริ งหรื อ? ้ ั ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า ั พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียน ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ( ้ ั ่ ตามที่วามาแล้ว ข้างบน ) ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ่ ไฉน ภิกษุนน จึง ั่ ไม่ทาตาม ปิ ณฑจาริ กวัตร เล่า โดยที่แท้การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของ ่ ชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว ั พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคน ้ เลี้ยงยาก ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สนโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัส ั คุณแห่งความเป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่ น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสม แก่เรื่ องนั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั ่ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ั ่ ่ ถือตามพระวินย ๑ ั ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติวตรแก่ภิกษุผเู ้ ที่ยว ั ั ั ั บิณฑบาตเป็ นวัตร โดยประการที่ภิกษุผเู้ ทียวบิณฑบาตเป็ นวัตร พึงประพฤติเรี ยบร้อย. [๔๒๗] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุผเู ้ ที่ยวบิณฑบาตเป็ นวัตร คิดว่าจักเข้าบ้านในบัดนี้ เมื่อปกปิ ดมณฑลสาม ั พึงนุ่งให้เป็ นปริ มณฑล คาดประคดเอว ห่มผ้าซ้อน ๒ ชั้น ( ทั้งผ้าจีวร และผ้าสังฆาฏิซอนกัน .... จีวร ๑ ชั้น สังฆาฏิ ๒ ้ ชั้น รวม เป็ น ๓ ชั้น ไม่ใช่ห่มเฉพาะ ผ้าสังฆาฏิที่มี สองชั้น ผืนเดียว เท่านั้น) กลัดลูกดุมที่ขอบล่างทั้งที่ผาจีวรและที่ขอบ ้ ล่างของผ้าสังฆาฏิ ทั้งกลัดลูกดุมที่คอทั้งที่ผนผ้าชั้นในและที่ผาผืนชั้นนอก ล้างบาตร คือการเอาน้ าเปล่าประมาณ หนึ่ง ื ้ หรื อสองขันที่สะอาดเทลงในบาตรที่เก็บไว้นาน ๆ แล้ว เอียงบาตรไปมาให้น้ าค่อย ๆ เพื่อให้นานั้นล้างฝุ่ น ที่สกปรกออก จากภายในบาตร แล้วเทน้ าทิ้ง ไม่ให้มีน้ าขังในบาตร ถือบาตรเข้าบ้านโดยเรี ยบร้อยไม่ตองรี บร้อน พึงปกปิ ดกายด้วยดี ้ ไปในละแวกบ้าน พึงสารวมด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึงมีตาทอดลงไปในละแวกบ้าน อย่าเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน อย่าหัวเราะลันไปในละแวกบ้าน พึงมีเสี ยงน้อยไปในละแวกบ้าน อย่าโยกกายไปในละแวกบ้าน อย่าไกวแขนไปใน ่ ละแวกบ้าน อย่าโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน อย่าค้ ากายไปในละแวกบ้าน อย่าคลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน อย่าเดิน กระโหย่งไปในละแวกบ้าน เมื่อเข้านิ เวศน์พงกาหนดว่า จักเข้าทางนี้ จักออกทางนี้ อย่ารี บร้อนเข้าไป อย่ารี บร้อนออก ึ เร็ วนัก อย่ายืนไกลนัก อย่ายืนใกล้นก อย่ายืนนานนัก อย่ากลับเร็ วนัก พึงยืนกาหนดว่า เขาประสงค์จะถวายภิกษา ั หรื อไม่ประสงค์จะถวาย ถ้าเขาพักการงาน ลุกจากที่นงจับทัพพี หรื อจับภาชนะ หรื อตั้งไว้พึงยืนด้วยคิดว่า เขาประสงค์ ั่ จะถวาย เมื่อเขาถวายภิกษา พึงแหวกผ้าซ้อน หรื อสังฆาฏิดวยมือซ้าย พึงน้อมบาตรเข้าไปด้วยมือขวา แล้วพึงใช้มือทั้ง ้ สองประคองบาตรรับภิกษา และไม่พงมองดูหน้าผูถวายภิกษา พึงกาหนดว่าเขาประสงค์จะถวายแกงหรื อไม่ประสงค์จะ ึ ้ ่ ้ ถวาย ถ้าเขาจับทัพพี จับภาชนะ หรื อตั้งไว้ พึงยืนอยูดวยคิดว่า เขาประสงค์จะถวาย เมื่อเขาถวายภิกษาแล้ ว พึงคลุม
13.
๑๓ บาตรด้ วยผ้าซ้ อน
( ผ้าสั งฆาฏิ ) แล้วกลับโดยเรี ยบร้อย ไม่ ต้องรี บร้อน พึงปกปิ ดกายด้วยดี ไปในละแวกบ้าน พึง สารวมด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึงมีตาทอดลงไปในละแวกบ้าน ไม่พึงเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน ไม่พงหัวเราะลันไปใน ึ ่ ละแวกบ้าน พึงมีเสี ยงน้อยไปในละแวกบ้าน ไม่พึงโยกกายไปในละแวกบ้าน ไม่พึงไกวแขนไปในละแวกบ้าน ไม่ พึงโคลงศีรษะไปในละแวกบ้าน ไม่พึงค้ ากายไปในละแวกบ้าน ไม่พึงคลุมศีรษะไปในละแวกบ้าน ไม่พึงเดินกระโหย่ง ไปในละแวกบ้าน ภิกษุใดกลับบิณฑบาตจากบ้านก่อน ภิกษุน้ น พึงปูอาสนะไว้ พึงจัดตั้งน้ าล้างเท้า ตังรองเท้ากระเบื้อง ั ่ เช็ดเท้า พึงล้างภาชนะรองของฉันตั้งไว้ พึงตั้งน้ าฉัน น้ าใช้ไว้ ภิกษุใดกลับบิณฑบาตจากบ้านทีหลัง ถ้าอาหารที่ฉนแล้ว ั ยังเหลืออยู่ ถ้าจานงก็พึงฉัน ถ้าไม่จานงก็พงเททิง ในที่ปราศจากของเขียวสด หรื อพึงเทลงในน้ าที่ไม่มีตวสัตว์ ภิกษุน้ น ึ ้ ั ั พึงรื้ อขนอาสนะ เก็บน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า พึงล้างภาชนะรองของฉัน เก็บไว้ พึงเก็บน้ าฉัน น้ าใช้ พึง ่ กวาดโรงฉัน ภิกษุใดเห็นหม้อน้ าฉัน หม้อน้ าใช้ หรื อหม้อน้ าชาระว่างเปล่า ภิกษุน้ นพึงจัดหาไปตั้งไว้ ถ้าเป็ นการ ั สุ ดวิสัย พึงกวักมือเรี ยกเพื่อนมา ให้ช่วยกันจัดตั้งไว้ แต่ไม่พึงเปล่งวาจาเพราะข้อนั้นเป็ นเหตุ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แลเป็ นวัตรของภิกษุผเู ้ ที่ยวบิณฑบาตเป็ นวัตรซึ่งภิกษุผเู้ ที่ยวบิณฑบาตเป็ นวัตร พึงประพฤติ ั เรี ยบร้อย. อรรถกถาที่อธิบาย [ปิ ณฑจาริกวัตร] วินิจฉัยในปิ ณฑจาริ กวัตร พึงทราบดังนี้ :- ข้อว่า กมฺม วา นิกฺขิปนฺติ มีความว่า ชนทั้งหลายถือสิ่ งใดเป็ น ฝ้ าย หรื อกระด้งหรื อสาก ทาการอยู่ เป็ นผูยนก็ตาม นังก็ตาม, วางสิ่ งนั้นเสี ย. ข้อว่า น จ ภิกฺขาทายิกาย มีความหมายว่า ผู้ ้ื ่ ถวายภิกษา จะเป็ นสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตามในเวลาถวายภิกษา ภิกษุไม่พึงมองหน้า ( เขา ). จบอรรถกถาที่อธิบาย [ปิ ณฑจาริกวัตร] อารัญญิกวัตร ( วิธีการอยู่ป่า หรือปัจจุบัน ส่ วนมากก็เป็ นทีอยู่ของพระกรรมฐาน หรือพระทีถอธุดงค์ ) ่ ่ ื ่ [๔๒๘] สมัยนั้น ภิกษุมากรู ปด้วยกัน อยูในป่ า พวกเธอไม่ต้ งน้ าฉันไม่ต้ งน้ าใช้ไว้ ไม่ติดไฟไว้ ไม่เตรี ยมไม้สีไฟไว้ ั ั ไม่รู้ทางนักษัตร ไม่รู้ทิศาภาคพวกโจรพากันไปที่น้ น ได้ถามภิกษุเหล่านั้นว่า ท่านผูเ้ จริ ญทั้งหลาย มีน้ าดื่มหรื อ? ั ภ. ไม่มี ท่านทั้งหลาย จ. มีน้ าใช้หรื อไม่? ภ. ไม่มี ท่านทั้งหลาย จ. มีไฟหรื อไม่? ภ. ไม่มี ท่านทั้งหลาย จ. มีไม้สีไฟหรื อไม่? ภ. ไม่มี ท่านทั้งหลาย จ. วันนี้ประกอบด้วยฤกษ์อะไร? ภ. พวกเราไม่รู้เลย ท่านทั้งหลาย จ. นี้ทิศอะไร? ภ. พวกเราไม่รู้เลย ท่านทั้งหลาย. ลาดับนั้น โจรเหล่านั้นคิดกันว่า พวกนี้ น้ าดื่มก็ไม่มี น้ าใช้ก็ไม่มีไฟก็ไม่มี ไม้สีไฟก็ไม่มี ทางนักษัตรก็ไม่รู้ ทิศาภาคก็ไม่รู้ พวกนี้เป็ นโจรพวกนี้ไม่ใช่ภิกษุ ( เพราะว่า ไม่รู้ ธรรมเนียม ระเบียบ ของพระ เลย ) จึงทุบตีแล้วหลีกไป
14.
๑๔ จึงภิกษุเหล่านั้น แจ้งเรื่ องนั้นแก่ภิกษุท้
งหลาย ภิกษุ ั ทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ้ ลาดับนั้น พระผูมีพระภาคเจ้าทรงทาธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็ นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วตรัส ้ กะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ น แล เราจักบัญญัติวตรแก่พวกภิกษุผอยูป่าเป็ นวัตร โดย ั ั ั ั ู้ ่ ู้ ่ ประการที่ภิกษุผอยูป่าเป็ นวัตร พึงประพฤติเรี ยบร้อย. [๔๒๙] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุผอยูป่าเป็ นวัตร พึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ พึงสวมถุงบาตร คล้องบ่า พาดจีวรบน ั ู้ ่ ่ ไหล่ สวมรองเท้า เก็บเครื่ องไม้เครื่ องดินปิ ดประตูหน้าต่าง แล้วออกจากเสนาสนะ กาหนดรู ้วาจักเข้าบ้านเดี่ยวนี้ พึง ถอดรองเท้า เคาะต่า ๆ แล้วใส่ ถุง คล้องบ่า เมื่อปกปิ ดมณฑลสามพึงนุ่งให้เป็ นปริ มณฑล คาดประคดเอว ห่มผ้าซ้อน ๒ ชั้น กลัดลูกดุม ล้างบาตรแล้วถือเข้าบ้านโดยเรี ยบร้อย ไม่ตองรี บร้อน พึงปกปิ ดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน พึง ้ สารวมด้วยดีไปในละแวกบ้าน. . .อย่าเดินกระโหย่งไปในละแวกบ้าน เมื่อเข้าสู่ นิเวศน์พึงกาหนดว่า จักเข้าทางนี้ จักออก ทางนี้ อย่ารี บร้อนเข้าไป อย่ารี บร้อนออกมา อย่ายืนไกลนัก อย่ายืนใกล้นก อย่ายืนนานนัก อย่ากลับเร็ วนัก ยืนอยูพึง ั ่ กาหนดว่า เขาประสงค์จะถวายภิกษา หรื อไม่ประสงค์จะถวายเขาพักการงาน ลุกจากที่นง จับทัพพี จับภาชนะ หรื อตั้ง ั่ ่ ้ ไว้ พึงยืนอยูดวยคิดว่า เขาประสงค์จะถวายเมื่อเขาถวายภิกษา พึงแหวกผ้าซ้อนด้วยมือซ้าย พึงน้อมบาตรเข้าไปด้วยมือ ขวา พึงใช้มือทั้งสองประคองบาตรรับภิกษา และไม่พงมองดูหน้าผูถวายภิกษา พึงกาหนดว่า เขาประสงค์จะถวายแกง ึ ้ ่ ้ หรื อไม่ประ-สงค์จะถวาย ถ้าเขาจับทัพพี จับภาชนะหรื อตั้งไว้ พึงยืนอยูดวยคิดว่าเขาประสงค์จะถวาย เมื่อเขาถวาย ภิกษาแล้ว พึงคลุมบาตรด้วยผ้าซ้อนแล้วกลับโดยเรี ยบร้อย ไม่ตองรี บร้อน พึงปกปิ ดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน. . . ้ ไม่พึงเดินกระโหย่งไปในละแวกบ้าน ออกจากบ้านแล้ว เข้าถุงบาตร คล้องบ่า พับจีวร วางศีรษะ สวมรองเท้าเดินไป ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุผอยูป่าเป็ นวัตรพึงตั้งน้ าฉัน พึงตั้งน้ าใช้ พึงติดไฟไว้ พึงเริ่ มไม้สีไฟไว้ พึงเตรี ยมไม้เท้าไว้ พึง ั ู้ ่ เรี ยนทางนักษัตรทั้งสิ้ น หรื อบางส่ วน ( เอกเทศ )ไว้ พึงเป็ นผูฉลาดในทิศ ้ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นวัตรของภิกษุผอยูป่าเป็ นวัตร ซึ่ งภิกษุผอยูป่าเป็ นวัตร พึงประพฤติเรี ยบร้อย. ั ู้ ่ ู้ ่ อรรถกถาทีอธิบาย [ อารัญญิกวัตร ] ่ วินิจฉัยในอารัญญกวัตร พึงทราบดังนี้ :- สองบทว่า เสนาสนา โอตริตพฺพ มีความว่า พึงออกจากที่อยู.่ ในคาว่า ปตฺต ถวิกาย ปกฺขิปิตฺวา นี้ มีวนิจฉัยว่า ถ้าว่าภายนอกบ้านไม่มีน้ า, พึงทาภัตกิจภายในบ้านนันแล, ิ ่ ถ้าว่า ภายนอกบ้านมีน้ า, พึงทาภัตกิจภายนอกบ้านแล้วล้างบาตร ทาให้สะเด็ดน้ าแล้วใส่ ถลก ( ถุงบาตร ). ข้อว่า ปริโภชนีย อุปฏฺาเปตพฺพ มีความว่า หากว่าภาชนะไม่พอไซร้, พึงเตรี ยมน้ าฉันนันแลไว้ ทาให้เป็ นน้ าใช้ ่ ด้วย. เมื่อไม่ได้ภาชนะพึงขังไว้ในกระบอกไม้ไผ่ก็ได้. ภิกษุผไม่ได้แม้ซ่ ึ งกระบอกไม้ไผ่น้ น พึงทาให้มีบอน้ าอยูในที่ ู้ ั ่ ่ ใกล้. เมื่อไม้สีไฟไม่มี แม้จะไม่ก่อไฟก็ควร. เหมือนอย่างภิกษุผอยูป่า พึงต้องการไม้สีไฟฉันใด, แม้ภิกษุผเู้ ดินทาง ู้ ่ กันดาร ก็พึงต้องการไม้สีไฟฉันนั้น แต่สาหรับภิกษุผอยูในหมู่ การอยู่ แม้เว้นจากไม้สีไฟนั้น ก็ควร. ดาวทั้งหลาย ู้ ่ เช่น ดาวเหนื อ ใต้ ไถ ไก่นอย ฯลฯ นันเอง ชื่ อนี้กษัตรบถ. ้ ่ จบ อรรถกถาทีอธิบาย [ อารัญญิกวัตร ] ่ เสนาสะนะวัตร ( วิธีการกระทากับทีอยู่อาศัย โบสถ์ ทีนั่งพัก โรงน้าร้ อน โรงครัว ซุ้ม ทีอาศัยทัวไปในวัด ) ่ ่ ่ ่ [๔๓๐] สมัยนั้น ภิกษุมากรู ปด้วยกันทาจีวรกรรมในที่แจ้ง พระฉัพพัคคียเ์ คาะเสนาสนะบนที่สูงเหนือลม ภิกษุ ่ ทั้งหลายถูกธุลีกลบ บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย สันโดษ มีความละอาย ( ต่อบาป แต่วา จะไม่ละอายที่จะทาความดี ) มี ้ ั ความรังเกียจ ภิกษุผใคร่ ต่อสิ กขาบท ( ตั้งใจจะรักษา ที่จะเคาระ กระทาตาม ปฏิบติตามสิ กขาบท ศีล ) ต่างเพ่งโทษ ติ ู้ ั เตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุฉพพัคคีย ์ จึงได้เคาะเสนาสนะที่สูงเหนือลม ภิกษุท้ งหลายถูกธุลีกลบ จึงกราบทูลเรื่ อง ั ั
15.
๑๕ นั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า
้ พระผูมีพระภาคเจ้า ...ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่าภิกษุฉพพัคคียเ์ คาะเสนาสนะบนที่สูงเหนือลม ้ ั ั ภิกษุท้ งหลายถูกธุลีกลบ จริ งหรื อ? ั ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า ั พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ้ ั การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น ( ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) นัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน จึงไม่ทา ่ ่ ั่ ตาม เสนาสะวัตร เล่า การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควรไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ ่ ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษ จึงกระทาอย่างนั้น การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เป็ นไปเพื่อ ่ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส หรื อเพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทาของ ั ่ ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่นของชนบาง ่ ั พวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคนเลี้ยงยาก ความ ้ เป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็ น คนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่ สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่ องนั้นแก่ภิกษุ ทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั ่ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ั ่ ่ ถือตามพระวินย ๑ ั ครั้น แล้วทรงทาธรรมีกถา รับสังกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติ ่ ั ั ั เสนาสนวัตรแก่ภิกษุท้ งหลายโดยประการที่ภิกษุท้ งหลาย พึงพระพฤติเรี ยบร้อยในเสนาสนะ. ั ั [๔๓๑] ภิกษุอยูในวิหารใด ถ้าวิหารนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงชาระเมื่อจะชาระวิหาร พึงขนบาตร จีวร ่ ออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่งก่อน พึงขนผ้าปูนง ผ้าปูนอน วางไว้ท่ีควรแห่งหนึ่ง พึงขนฟูกหมอน ออกไปวางไว้ ั่ ที่ควรแห่งหนึ่ง เตียงพึงยกต่า ๆ ขนออกไปให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ที่ควร แห่งหนึ่ง ตังพึงยกต่า ๆ ขนออกไปให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบกระแตกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ท่ีควรแห่งหนึ่ง ่ เขียงรองเท้าเตียง พึงขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง พนักอิงพึงขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง เครื่ องลาดพื้นพึง กาหนดที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกไปวางไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง ถ้าในวิหารมีหยากไย่ พึงกวาดแต่เพดานลงมาก่อน พึงเช็ด กรอบหน้าต่าง ประตูและมุมห้อง ถ้าฝาทาน้ ามันขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ าบิดแล้วเช็ด ถ้าพื้นทาสี ดาขึ้นรา พึงเอาผ้าชุ บน้ า บิดแล้วเช็ด ถ้าพื้นไม่ได้ทา พึงเอาน้ าพรมแล้วกวาดด้วยคิดว่า อย่าให้ฝนกลบวิหาร พึงกวาดหยากเยือไปทิ้งเสี ย ณ ุ่ ่ ที่ควรแห่งหนึ่ง ไม่พงเคาะเสนาสนะในที่ใกล้ภิกษุ ไม่พึงเคาะเสนาสนะใน ที่ใกล้วหาร ไม่พึงเคาะเสนาสนะในที่ใกล้ ึ ิ น้ าฉัน ไม่พึงเคาะเสนาสนะในที่ใกล้น้ าใช้ ไม่พึงเคาะเสนาสนะบนที่สูงเหนื อลม พึงเคาะเสนาสนะในที่ใต้ลม เครื่ องลาดพื้นพึงผึ่งแดดในที่ควรแห่งหนึ่ง ชาระ เคาะ ปั ด แล้วขนกลับไปปูไว้ตามเดิม เขียงรองเท้า เตียง พึงผึ่ง แดดไว้ในที่ควรแห่งหนึ่ง เช็ดแล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม เตียง ตัง พึงผึ่งแดดไว้ท่ีควรแห่งหนึ่ง ขัดสี เคาะ ยกต่า ๆทา ่ ให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบบานและกรอบประตู ขนกลับตั้งไว้ตามเดิมฟูกและหมอน พึงตากไว้ท่ีควรแห่งหนึ่ง เคาะ
16.
๑๖ ปั ดให้สะอาดแล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม ผ้าปูนงและผ้าปู
นอน พึงตากไว้ที่ควรแห่งหนึ่ง สลัดให้สะอาดแล้วขน ั่ ไปปูไว้ตามเดิม กระโถน พนักอิง พึงตากไว้ที่ควรแห่ งหนึ่ง เช็ด แล้วขนไปตั้งไว้ตามเดิม พึงเก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บ บาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลาใต้เตียงหรื อใต้ตงแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บบาตรบนพื้นที่ ั่ ปราศจากเครื่ องรอง เมื่อจะเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรื อสายระเดียง พึงทาชายไว้ ข้างนอก ขนดไว้ขางใน เก็บจีวร ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพดมาทางทิศตะวันออก พึงปิ ดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้ามีลม ้ ั เจือด้วยผงคลีพดมาทางทิศทะวันตก พึงปิ ดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพดมาทางทิศเหนื อ พึงปิ ด ั ั หน้าต่างด้านเหนือ ถ้ามีลมเจือด้วยผงคลีพดมาทางทิศใต้ พึงปิ ดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าฤดูหนาว กลางวันพึงเปิ ดหน้าต่าง ั กลางคืนพึงปิ ด ถ้าฤดูร้อน กลางวัน พึงปิ ดหน้าต่าง กลางคืนพึงเปิ ด ถ้าบริ เวณ ซุ มน้ า โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎีรกพึง ้ ่ ปั ดกวาดเสี ย ถ้าน้ าฉัน น้ าใช้ไม่มี พึงจัดตั้งไว้ ถ้าน้ าในชาระไม่มี พึงตักน้ ามาไว้ในชาระ ถ้าอยูในวิหารหลังเดียวกับ ภิกษุผแก่กว่า ยังไม่อาปุจฉาภิกษุผแก่กว่า ไม่พึงให้อุเทศ ไม่พึงให้ปริ ปุจฉา ไม่พึงทาการสาธยาย ไม่พึง แสดงธรรม ู้ ู้ ไม่พึงตามประทีป ไม่พึงเปิ ดหน้าต่าง ไม่พึงปิ ดหน้าต่าง ถ้าเดินจงกรมในที่จงกรมเดียวกับภิกษุผแก่กว่า พึงเดินคล้าย ู้ ตามภิกษุผแก่กว่า และไม่พงกระทบกระทังภิกษุผแก่กว่า ด้วยชายผ้าสังฆาฏิ. ู้ ึ ่ ู้ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นเสนาสนวัตรของภิกษุท้ งหลาย ซึ่ งภิกษุท้ งหลายพึงประพฤติเรี ยบร้อยในเสนาสนะ. ั ั ั อรรถกถาทีอธิบาย [ เสนาสนวัตร ] ่ วินิจฉัยในเสนาสนวัตร พึงทราบดังนี้:- ธรรมดาประตูเป็ น ทางที่ใช้มาก เพราะฉะนั้น ไม่มีกิจที่จะต้องบอกเล่า สาหรับประตู ส่ วนกิจที่เหลือเป็ นต้นว่าให้อุทเทส ต้องบอกเล่าเสี ยก่อน จึงค่อยทา, สมควรบอกทุกวัน แม้หากว่า เมื่อนวกภิกษุ คือพระใหม่ กล่าวว่า ท่านผูเ้ จริ ญ เฉพาะกิจที่ผมจะต้องบอกเล่า จงเป็ นอันบอกเถิด ู้ ู้ ่ ภิกษุผแก่กว่ารับว่า ดีละหรื อภิกษุผแก่กว่าบอกเสี ยเองว่า ท่านจงอยูตามสบายเถิด; แม้อย่างนี้ จะไม่บอกเล่าก็ได้. แม้ ด้วยความคุนเคย จะไม่บอกเล่าแก่ภิกษุผชอบกัน ควรเหมือนกัน ข้อว่า เยน วุฑฺโฒ เตน ปริวตฺติตพฺพ มีความว่า ้ ู้ ตรงหน้าภิกษุผแก่ พึงเลี้ยวไปเสี ย. แม้ในโภชนศาลา เป็ นต้น พึงปฏิบติอย่างนี้ เหมือนกัน. วินิจฉัยในชันตาฆรวัตร พึงทราบดังนี้:- ู้ ั คาว่า ปริภณฺฑ นั้น ได้แก่ ชานภายนอก. จบ อรรถกถาที่ อธิบาย [ เสนาสนวัตร ] ( แถม จากพระประสิ ทธิ์ ฐานะธัมโม (แววศรี ) จาก พระวินยปิ ฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 105-121 หรื อ เล่มที่ ๙ จากชุด ๙๑ เล่ม หน้าที่ 105-121 ) ั เสนาสนขันกะ * * ท่านว่ามี ๑๐๐ เรื่ อง แต่นบได้ถึง ๑๗๕ เรื่ อง ถ้ารวมเข้าคงได้จานวนนั้น. ั เรื่ องราชคหเศรษฐีถวายวิหาร [๑๙๘] โดยสมัยนั้น พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวนวิหาร อันเป็ นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ้ ั ้ ั ่ ครั้งนั้น พระผูมีพระภาคเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติเสนาสนะแก่ภิกษุท้ งหลาย และภิกษุเหล่านั้นก็อยูในที่น้ น ๆ คือ ป่ า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ าเขา ป่ าช้า ป่ าชัฏ ที่แจ้ง ลอม ั ฟาง ภิกษุเหล่านั้นออกจากที่อยูน้ น ๆ คือ ป่ า โคนไม้ภูเขา ชอกเขา ถ้ าเขา ป่ าช้า ป่ าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง แต่เช้าตรู่ มีอาการเดินไปข้างหน้า ถอยกลับ แลเหลียว คู ้ ่ ั แขน เหยียดแขน หน้าเลื่อมใสมีจกษุทอดลง สมบูรณ์ดวยอิริยาบถ. ั ้ [๑๙๙] สมัยนั้น ราชคหเศรษฐีได้ไปสวนแต่เช้าตรู่ ได้แลเห็นภิกษุ เหล่านั้นเดินออกจากที่อยูน้ น ๆ คือ ป่ า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ าเขาป่ าช้า ป่ าชัฏ ที่แจ้ง ่ ั ลอมฟาง แต่เช้าตรู ่ มีอาการเดินไปข้างหน้า ถอยกลับแลเหลียว คูแขน เหยียดแขน หน้าเลื่อมใส มีจกษุทอดลง สมบูรณ์ดวยอิริยาบถ ครั้นแล้วก็มีจิตเลื่อมใส จึงเข้าไป ้ ั ้ ่ หาภิกษุเหล่านั้น เรี ยนถามว่าท่านเจ้าข้า หากข้าพเจ้าสร้างวิหารถวาย พระคุณเจ้าจะอยูในวิหารของข้าพเจ้าหรื อไม่ ่ ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า ดูกอนคหบดี พระผูมีพระภาคเจ้ายังมิได้ทรงอนุญาตวิหาร. ้ เศรษฐีกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้น พระคุณเจ้าจงทูลถามพระผู-้ มีพระภาคเจ้า แล้วแจ้งแก่ขาพเจ้า. ้ ภิกษุเหล่านั้นรับคาของราชคหเศรษฐี แล้วเข้าไปเฝ้ าพระผูมีพระภาคเจ้า ถวายบังคมนังที่ ณ ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามว่า พระพุทธเจ้าข้าราชคหเศรษฐีประสงค์ ้ ่ จะสร้างวิหารถวาย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะพึงปฏิบติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า. ั พุทธานุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด ่ ั ่ [๒๐๐] ลาดับนั้น พระผูมีพระภาคเจ้าทรงทาธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็ นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสังกะภิกษุท้ งหลายว่าดูกอนภิกษุท้ งหลาย เรา ้ ั อนุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด คือ วิหาร ๑ เรื อนมุงแถบเดียว ๑ เรื อนชั้น ๑ เรื อนโล้น ๑ ถ้า ๑. [๒๐๑] ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปหาท่านราชคหเศรษฐีแล้วได้กล่าวว่า คหบดี พระผูมีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตวิหารแล้ว บัดนี้เป็ นการสมควรที่จะสร้างได้ ราชคห ้
17.
๑๗ เศรษฐีให้สร้างวิหาร ๖๐ หลังโดยวันเดียวเท่านั้น
ครั้นให้สร้างเสร็ จแล้ว จึงเข้าเฝ้ าพระ ผูมีพระภาคเจ้า ถวายบังคมนัง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วกราบทูลอาราธนาว่า ้ ่ พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผูมีพระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์จงทรงรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเสวยในวันพรุ่ งนี้ พระผูมีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาโดยดุษณี ภาพ ครั้น ้ ้ เศรษฐีทราบว่า ทรงรับอาราธนาแล้วจึงลุกจากอาสนะ ถวายบังคมทาประทักษิณกลับไปแล้ว ให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหาร อันประณี ตโดยล่วงราตรี น้ น แล้วให้คนไป ั กราบทูลภัตกาลแด่พระผูมีพระภาคเจ้าว่า ถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็ จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า. ้ ถวายวิหาร [๒๐๒] ครั้นเวลาเช้า พระผูมีพระภาคเจ้าทรงอันตรวาสก ถือบาตรจีวรเสด็จไปยังนิเวศน์ของราชคหเศรษฐี ครั้นแล้วประทับนังเหนืออาสนะที่เขาปูลาดถวาย พร้อม ้ ่ ด้วยภิกษุสงฆ์ จึงราชคหเศรษฐี อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็ นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณี ตด้วยมือของตน จนพระผูมีพระภาคเจ้าผูเ้ สวยแล้ว ลดพระ ้ หัตถ์จากบาตร ห้ามภัตรแล้ว นัง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งกราบทูลพระผูมีภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระ-พุทธเจ้าต้องการบุญ ต้องการสวรรค์ ได้สร้างวิหาร ๖๐ ่ ้ หลังนี้ไว้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงปฏิบติอย่างไรในวิหารเหล่านั้น พระพุทธเจ้าข้า. ั พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนคหบดี ถ้าเช่นนั้น เธอจงถวายวิหารเหล่านั้นแก่สงฆ์จาตุรทิศ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา ราชคหเศรษฐีทูลรับพระพุทธดารัสแล้ว ้ ได้ถวายวิหารเหล่านั้น แก่สงฆ์ จาตุรทิศ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา ลาดับนั้น พระผูมีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแก่ราชคหเศรษฐีดวยคาถาเหล่านี้ ว่าดังนี้ :- ้ ้ คาถานุ โมทนาวิหารทาน [๒๐๓] วิหารย่อมป้ องกันหนาว ร้อน และเนื้อร้าย นอกจากนั้นยังป้ องกันงูและยุงฝนในสิ สิรฤดู นอกจากนั้นวิหาร ยังป้ องกันลมและแดดอันร้อนกล้าที่เกิดขึ้นได้ การถวายวิหารแก่สงฆ์ เพื่อหลีกเร้น อยู่ เพื่อความสุ ข เพื่อเพ่งพิจารณา และเพื่อเห็นแจ้ง พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริ ญว่าเป็ นทานอันเลิศ เพราะเหตุน้ นแล คนผูฉลาด เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงสร้างวิหารอัน ั ้ รื่ นรมย์ ให้ภิกษุท้ งหลายผูพหูสูต อยูในบริ เวณนี้เถิด ั ้ ่ อนึ่ง พึงมีใจเลื่อมใสถวายข้าว น้ า ผ้า และเสนาสนะ อันเหมาะสมแก่พวกเธอ ในพวก ธอผูซื่อตรง เพราะพวกเธอ ย่อมแสดงธรรมอัน เป็ นเครื่ องบรรเทาสรรพ ้ ทุกข์แก่เขา เขารู ้ทวถึงแล้ว จะเป็ นผูมีอนาสวะ ปริ นิพพานในโลกนี้. ั่ ้ ครั้นพระผูมีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาท่านราชคหเศรษฐี ด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว ทรงลุกจากอาสนะเสด็จกลับ. ้ พุทธานุญาตบานประตู [ ๒๐๔ ] ชาวบ้านได้ทราบข่าวว่า พระผูมีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตวิหารแล้วจึงช่วยกันสร้างวิหารถวายโดยเคารพ วิหารเหล่านั้นยังไม่มีบานประตู งู ้ ั ้ ่ แมลงป่ อง และตะขาบ เข้าอาศัย ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตบานประตู ภิกษุ ทั้งหลายเจาะช่องฝา ั ผูกบานประตูดวยเถาวัลย์บาง เชือกบ้าง หนูและปลวกกัด เชือกที่ผูกไว้ถูกกัดขาด บานประตูลมลงมา ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ้ ้ ้ ั ้ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตกรอบเช็ดหน้า ครกรับเดือยประตู ห่วงข้างบนบานประตูปิดไม่สนิท ... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตช่องเชือก ชักเชือกสาหรับชัก ั ั บานประตูปิดไม่อยู.่ ..ตรัสว่า ดูก ่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตสายยู ไม้หวลิง ลิ่ม กลอน. ั ั พุทธานุญาตลูกดาล [๒๐๕] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายไม่สามารถปิ ดประตูได้ จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตช่องลูกดาล ลูกดาลมี ๓ ั ้ ั ชนิด คือ ลูกดาลโลหะ ๑ ลูกดาลไม้ ๑ ลูกดาลเขา ๑ภิกษุท้ งหลายไขลูกดาลเข้าไป วิหารยังคุมไม่ได้ จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูกอนภิกษุ ั ้ ้ ่ ทั้งหลาย เราอนุญาตลิ่มยนต์. [๒๐๖] สมัยนั้น วิหารมุงด้วยหญ้า ถึงฤดูหนาวก็หนาว ถึงฤดูร้อนก็ร้อน ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เรา ั ้ ั อนุญาตให้ร้ื อลงแล้วฉาบด้วยดินทั้งข้างนอกและข้างใน. พุทธานุญาตบานหน้าต่าง [๒๐๗] สมัยนั้น วิหารยังไม่มีหน้าต่าง ไม่เป็ นประโยชน์แก่นยน์ตาอบกลิ่นเหม็นไว้ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัส ั ั ้ ว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตหน้าต่าง ๓ ชนิด คือ หน้าต่างมีชุกชี ๑ หน้าต่างมีข่าย ๑ หน้าต่างมีซี่กรง ๑ ที่ซอกหน้าต่าง กระแตและค้างคาวเข้า ั ไปได้ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตผ้าผืนเล็กสาหรับหน้าต่าง ที่ริมผ้าผืนเล็ก กระแต ั ้ ั และค้างคาวยังเข้าไปได้ . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตบานหน้า ต่าง มู่ลี่หน้าต่าง. ั พุทธานุญาตเครื่ องลาด [๒๐๘] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายนอนบนพื้นดิน เนื้อตัวและจีวรแปดเปื้ อนด้วยฝุ่น จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุ ญาตให้ ั ้ ั ลาดด้วยหญ้า หญ้าที่ลาดถูกหนูกดบ้าง ปลวกกัดบ้าง... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตแผ่นกระดานคล้ายตัง เมื่อนอนบนแผ่นกระดานคล้ายตังเนื้อตัวไม่สบาย . . . ั ั ่ ่ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตเตียงถักหรื อสาน. ั พุทธานุญาตเตียงและตังชนิดต่าง ๆ ่ [๒๐๙] สมัยนั้น เตียงมีแม่แคร่ สอดเข้าในเท้า ซึ่งทอดทิ้งอยูในป่ าช้าบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ่ ั ้ ทั้งหลาย เราอนุญาตเตียงมีแคร่ สอดเข้าในเท้า ตังมีแม่แคร่ สอดเข้าในเท้าบังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ่ ั ้ ั เราอนุญาตตังมีแคร่ สอดเข้าในเท้า. ่ [๒๑๐] สมัยนั้น เตียงมีแม่แคร่ ติดกับเท้า ซึ่งทอดทิ้งอยูในป่ าช้าบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้น แด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ่ ั ้ ั เราอนุญาตเตียงมีแคร่ ติดกับเท้า ตังมีแม่แคร่ ติดกับเท้าบังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตตังมีแม่แคร่ ่ ั ้ ั ่ ติดกับเท้า. พุทธานุญาตเตียงชนิ ดต่าง ๆ [๒๑๑] สมัยนั้น เตียงมีเท้าดังก้ามปู ซึ่งทอดทิ้งอยูในป่ าช้า บังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ่ ั ้ ั เราอนุญาตเตียงมีเท้าดังก้ามปู ตังมีเท้าดังก้ามปูเกิดแล้วภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตตังมีเท้าดังก้ามปู. ่ ั ้ ั ่ [๒๑๒] สมัยนั้น เตียงมีเท้าจดแม่แคร่ ซึ่งทอดทิ้งอยูในป่ าช้า บังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เรา ่ ั ้ ั อนุญาตเตียงมีเท้าจดแม่แคร่ ตังมีเท้าจดแม่แคร่ บงเกิดแล้วภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตตังมีเท้าจดแม่แคร่ . ่ ั ั ้ ่ ั ่
18.
๑๘
พุทธานุญาตม้าชนิดต่าง ๆ [๒๑๓] สมัยนั้น ม้าสี่ เหลี่ยมบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาต ม้าสี่ เหลี่ยม ม้า ั ้ ั สี่ เหลี่ยมชนิดสูงบังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุ ญาตม้าสี่ เหลี่ยมชนิดสูง ม้าสี่ เหลี่ยม มีพนักสาม ั ้ ั ด้านบังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตม้าสี่ เหลี่ยมมีพนักสามด้าน ม้าสี่ เหลี่ยมมีพนักสามด้าน ั ้ ั ชนิดสูงบังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก ั ้ ่อนภิกษุท้ งหลายเราอนุญาตม้าสี่ เหลี่ยมมีพนักสามด้านชนิดสูง ตังหวายบังเกิดแล้ว... ั ่ ตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตตังหวาย ตังหุมด้วยผ้าบังเกิดแล้ว ภิกษุท้งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ั ่ ่ ้ ั ้ ้ ทั้งหลาย เราอนุญาตตังหุ มด้วยผ้า ตังขาทรายบังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาต ่ ้ ่ ั ้ ้ ั ตังขาทราย ตังก้ามมะขามป้ อมบังเกิดแล้วภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตตังก้าม ่ ่ ั ้ ้ ั ่ มะขามป้ อม แผ่นกระดานบังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตแผ่นกระดาน เก้าอี้ ั ้ ้ ั ้ ่ บังเกิดแล้ว ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตเก้าอี้ ตังฟางบังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูล ้ ั ่ ั ้ ่ เรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตตังฟาง. ้ ั ่ ทรงห้ามนอนบนเตียงสูง [๒๑๔] สมัยนั้น พระฉัพพัคคียนอนบนเตียงสูง ชาวบ้านเที่ยวชมวิหาร เห็นแล้วเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า.. . เหมือนพวกคฤหัสถ์ผบริ โภคกาม . .. ภิกษุ ์ ู้ ทั้งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุไม่พึงนอนบนเตียงสูง รู ปใดนอน ต้องอาบัติทุกกฏ. ้ ั พุทธานุญาตเขียงรองเท้าเตียง [๒๑๕] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งนอนบนเตียงต่า ถูกงูกด ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เรา ั ั ้ ้ ั อนุญาตเขียงรองเท้าเตียง. [๒๑๖] สมัยนั้น พระฉัพพัคคียใช้เขียงรองเท้าเตียงสูงเจาะติดกับเขียงรองเท้าเตียง ชาวบ้านเที่ยวชมวิหาร เห็นแล้วเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า. . . เหมือนพวก ์ คฤหัสถ์ผบริ โภคกาม ...ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้น แด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้เขียงรองเท้าเตียงสูง รู ปใดใช้ ู้ ั ้ ้ ั ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตเขียงรองเท้าเทียงสูง ๘ นิ้ว เป็ นอย่างยิ่ง. ั พุทธานุญาตด้าย ้ ้ ่ [๒๑๗] สมัยนั้น ด้ายบังเกิดแก่สงฆ์ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตด้ายไว้ถกเตียง ั ั ั ตัวเตียงกินด้ายมาก . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลายเราอนุญาตให้เจาะตัวเตียงแล้วถักเป็ นตาหมากรุ ก ผ้าสามัญผืนน้อย ๆ บังเกิดแล้ว ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผู ้ ั ั มีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก ้ ่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ทาเป็ นผ้ารองพื้น นุ่นบังเกิดแล้ว. . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้สางออกทาเป็ น ั ั หมอน นุ่นมี ๓ ชนิด คือ นุ่นต้นไม้ ๑ นุ่นเถาวัลย์ ๑ นุ่นหญ้า ๑. พุทธานุญาตหมอน [๒๑๘] สมัยนั้น พระฉัพพัคคียใช้หมอนยาวกึ่งกาย ชาวบ้านเที่ยวชมวิหารพบเห็นแล้ว เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า...เหมือนพวกคฤหัสถ์ผบริ โภคกาม . . . ภิกษุ ์ ู้ ทั้งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้หมอนยาวกึ่งกาย ภิกษุใดใช้ ไม่ตองอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ ้ ้ ั ้ ั ทาหมอนพอดีกบศีรษะ. พุทธานุญาตทาฟูก ๕ ชนิด [๒๑๙] สมัยนั้น ในเมืองราชคฤห์มีมหรสพบนยอดเขา ชาวบ้านจัดแจงฟูกสาหรับพวกมหาอามาตย์ คือ ฟูกขนสัตว์ ฟูกผ้า ฟูกเปลือกไม้ฟูกหญ้า ฟูกใบไม้ ครั้น มหรสพเลิกแล้ว เขาก็เลิกผ้าหุ มไป ภิกษุท้ งหลายได้เห็นขนสัตว์บาง ท่อนผ้าบ้าง เปลือกไม้บาง หญ้าบ้าง ใบไม้บาง เป็ นอันมาก ซึ่งเขาทิ้งไว้ในที่เล่นมหรสพ ครั้นแล้ว ้ ั ้ ้ ้ ได้กราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตฟูก ๕ ชนิด คือ ฟูกขนสัตว์ ฟูกผ้า ฟูกเปลือกไม้ ฟูกหญ้า ฟูกใบไม้. ้ ้ ั [๒๒๐] สมัยนั้น ผ้าอันเป็ นบริ ขารของเสนาสนะ บังเกิดแก่สงฆ์ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ั ้ ้ ั เราอนุญาตให้หุมมฟูก. ้ พุทธานุญาตเตียงหุ มฟูก ้ [๒๒๑] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายปูฟกเตียงลงบนตัง ปูฟูกตังลงบนเตียง ฟูกทั้งหลายขาดทาลาย ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมพระภาคเจ้าพระผูมีพระภาคเจ้า ั ู ่ ่ ั ้ี ้ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตเตียงหุมฟูก ตัง-หุ มฟูก ภิกษุท้ งหลายปูลงไปไม่ได้ใช้ผารองล่าง ฟูกย้อยลงข้างล่าง . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ ั ้ ่ ้ ั ้ ั ผ้ารองปูฟันแล้วหุ มฟูก โจรเลิกผ้าหุ มฟูกไป...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้จดไว้ โจรก็ยงลักไป . . .ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ทารอยไว้ ถึง ้ ้ ั ั ั อย่างนั้นก็ยงลักไป... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้พิมพ์รอยนิ้วมือไว้. ั ั ่ ่ [๒๒๒] สมัยนั้น ที่อยูอาศัยของพวกเดียรถียทาสี ขาว พื้นเขาแต่งให้เป็ นสี ดา ฝาเขาทาบริ กรรมให้เป็ นสี เหลือง ชาวบ้านเป็ นอันมาก พากัน ไปดูที่อยูพวกเดียรถีย ์ ์ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้น แด่พระผูมีพระภาคเจ้าพระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตสี ขาว สี ดา ทาบริ กรรมด้วยสี เหลือง ในวิหาร. ั ้ ้ ั [๒๒๓] สมัยนั้น ฝาหยาบ สี ขาวไม่จบ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลายเราอนุญาตให้ใช้ดิน ั ั ้ ้ ั ปนแกลบ แล้วกวดด้วยเกรี ยง สี ขาวจะได้จบ สี ขาวยังไม่ติด ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ั ั ้ ้ ั เราอนุญาตให้ใช้ดินละเอียด แล้วกวดด้วยเกรี ยงให้สีขาวจับ สี ขาวก็ยงไม่จบ ... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ยางไม้ แป้ งเปี ยก. ั ั ั พุทธานุญาตดินปนแกลบ [๒๒๔] สมัยนั้น ฝาหยาบสี เหลืองไม่จบ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ดิน ั ั ้ ้ ั ปนแกลบ แล้วกวดด้วยเกรี ยงให้มีเหลืองจับ สี เหลืองไม่ติด . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ดินปนรา แล้วกวดด้วยเกรี ยงให้สีเหลืองจับ สี เหลืองก็ยงไม่ ั ั ติด ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ใช้แป้ งเมล็ดพรรณผักกาด ขี้ผ้ งเหลว ครั้นหนา ั ้ ้ ั ึ เกินไป ภิกษุท้ งหลาย กราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้เช็ดออกด้วยท่อนผ้า. ั ้ ้ ั
19.
๑๙
[๒๒๕] สมัยนั้น พื้นดินหยาบไป สี ดาไม่จบ . .. ตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย ั ่ ั เราอนุญาตให้ใช้ดินปนแกลบ แล้วกวดด้วยเกรี ยง สี ดาจะไม่จบ ั สี ดาก็ยงไม่จบ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุ ญาตให้ใช้ยางไม้ น้ าฝาด. ั ั ั ้ ้ ั พุทธานุญาตภาพดอกไม้เป็ นต้น [๒๒๖] สมัยนั้น พระฉัพพัคคียให้ช่างเขียนภาพสตรี บุรุษไว้ในวิหาร ชาวบ้านเที่ยวชมวิหารเห็นเข้า จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า. .. เหมือนพวกคฤหัสถ์ผบริ โภคกาม . ์ ู้ . . ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้าพระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก ั ้ ้ ่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุไม่พึงให้เขียนภาพสตรี บุรุษ รู ปใดให้เขียน ต้องอาบัติทุกกฏ เรา ั อนุญาตภาพดอกไม้ ภาพเครื อเถา ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ. เรื่ องวิหารมีพ้ืนที่ต่า [๒๒๗] สมัยนั้น วิหารมีพ้ืนต่า น้ าท่วมได้ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลายเราอนุญาตให้ถมพื้นที่ ั ้ ้ ่ ั ให้สูง ดินที่ถมพัง . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลายเราอนุญาตก่อกรุ ๓ อย่าง คือ ก่อด้วยอิฐ ๑ ศิลา ๑ ไม้ ๑ ภิกษุท้ งหลายขึ้นลงลาบาก . . .ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เรา ั ั ั อนุญาตบันใด ๓ อย่าง คือบันใดอิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุท้ งหลายขึ้นลงพลัดตก. . .ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตราวสาหรับยึด. ั ั เรื่ องวิหารมีพ้ืนโล่งโถง [๒๒๘] สมัยนั้น วิหารมีพ้ืนโล่งโถง ภิกษุท้ งหลายละอายที่จะนอน จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เรา ั ้ ้ ั อนุญาตผ้าม่าน ภิกษุท้ งหลายเลิกผ้าม่านมองดูกน ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตฝากึ่ง ั ั ั ้ ้ ั หนึ่ง คนมองดูขางบนจากฝากึ่งหนึ่งได้ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตห้อง ๓ ชนิด คือ ห้อง ้ ั ้ ้ ั สี่ เหลี่ยมจตุรัส ๑ ห้องยาว ๑ ห้องคล้ายตึกโล้น ๑. เรื่ องวิหารเล็ก [๒๒๙] สมัยนั้น วิหารเล็ก ภิกษุท้ งหลายกั้นห้องไว้ตรงกลางอุปจารไม่มี จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้า ั ้ ้ ่ ตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ทาห้องไว้ส่วนข้างหนึ่งในวิหารเล็กแต่ในวิหารใหญ่ทาไว้ตรงกลางได้. ั [๒๓๐] สมัยนั้น เชิงฝาวิหารเก่า ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตกรอบเชิงฝา ฝา ั ้ ้ ่ ั วิหารถูกฝนสาด ...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตแผงกันสาด ดินปนเถ้ากับขี้วว. ั ั [๒๓๑] สมัยนั้น งูตกจากหลังคามุงหญ้าถูกคอภิกษุรูปหนึ่ง เธอกลัวร้องโวยวาย ภิกษุท้ งหลายรี บเข้าไปถามเธอว่า ทาไม คุณจึงได้ร้องโวยวายเธอจึงแจ้งเรื่ องนั้นแก่ ั ภิกษุท้ งหลาย ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตเพดาน. ั ั ้ ้ ั พุทธานุญาตไม้สาหรับแขวน [๒๓๒] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายแขวนถุงไว้ที่เท้าเตียงบ้าง ที่เท้าตังบ้าง หนูและปลวกกัดกิน ภิกษุท้ งหลายจึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระ-ภาคเจ้า ั ่ ั ้ พระผูมี ้ พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตไม้เดือยติดฝา ไม้นาคทนต์. ั พุทธานุญาตราวไม้เก็บจีวร [๒๓๓] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายเก็บจีวรไว้บนเตียงบ้าง บนตังบ้างจีวรขาด จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ั ่ ้ ้ ั เราอนุญาตราวจีวร สายระเดียง ในวิหาร. [๒๓๔] สมัยนั้น วิหารยังไม่มีระเบียง หาที่พกอาศัยมิได้ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ั ั ้ ้ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตระเบียง เฉลียงลับแล หน้ามุขมีหลังคาระเบียงโล่งโถง ภิกษุท้ งหลายละอายที่จะนอน...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ั ั ั เราอนุญาตกันสาดเลื่อนฝาค้ า. พุทธานุญาตหอฉัน [๒๓๕] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายฉันอาหารในที่แจ้ง ลาบากด้วยหนาวบ้าง ร้อนบ้าง จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแต่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ั ้ ้ ทั้งหลาย เราอนุญาตหอฉัน หอฉันมีพ้ืนที่ต่า น้ าท่วมได้...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นที่ให้สูง ดินที่ถมพัง... ั ตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้กอกรุ ดินที่ถม ๓ ชนิด คือ อิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุท้ งหลายขึ้นลงลาบาก ... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ ชนิด คือ ่ ั ่ ั ั บันไดอิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุท้ งหลายขึ้นลงพลัดตก... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตราวสาหรับยึด ผงหญ้าที่มุงหอฉันตกลงเกลื่อน ... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เรา ั ั ั อนุญาตให้ร้ื อลงแล้วฉาบโบกดินทั้งข้างบนข้างล่างให้มีสีขาว สี ดา สี เหลือง มีลวดลาย ดอกไม้เครื อเถา ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียง. [๒๓๖] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายปูจีวรลงบนพื้นดินกลางแจ้ง จีวรเปื้ อนฝุ่น . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุ ญาตราวจีวร สายระเดียงไว้กลางแจ้ง . . . น้ าฉันถูก ั ั แดดเผา . . .ตรัสว่า ดูกอนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตโรงน้ าฉัน ปะราน้ าฉัน โรงน้ าฉันมีพ้นต่า น้ าท่วมได้. . .ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ถมพื้นให้สูง ดินที่ ่ ั ื ั ถมพัง . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ก่อกรุ ๓ ชนิด คือ ก่อด้วยอิฐ ก่อด้วยศิลา กรุ ดวยไม้ ภิกษุท้ งหลายขึ้นลงลาบาก. . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เรา ั ้ ั ั อนุญาตบันได ๓ ชนิด คือ บันไดอิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุท้ งหลายขึ้นลงพลัดตก...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตราวสาหรับยึด ผงหญ้าที่มุงโรงน้ าฉันตกเกลื่อน ตรัสว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ร้ื อลงฉาบด้วยดินทั้งข้างบนข้างล่างให้มีสีขาว สี ดา สี เหลือง มีลายดอกไม้ เครื อเถา ฟันมังกรดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายระเดียง ั ภาชนะตักน้ าฉันยังไม่มี .. . ตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตสังข์ตกน้ าดื่ม ขันตักน้ าดื่ม. ั ั [๒๓๗] สมัยนั้น วิหารยังไม่มีเครื่ องล้อม.... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ลอมด้วยเครื่ องล้อม ๓ อย่าง คือ อิฐ ศิลา ไม้ ซุมประตูยงไม่มี ...ตรัสว่า ั ้ ้ ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตซุมประตู ซุมประตูมีพ้นต่าไป น้ าท่วมได้ . .. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ถมให้สูง ซุมประตูไม่มีบาน . . .ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ั ้ ้ ื ั ้ ทั้งหลาย เราอนุญาตซุมประตูกรอบเช็ดหน้า ครกรองรับเดือยประตู ห่วงข้างบน สายยู ไม้หวลิง ลิ่มกลอน ช่องดาล ช่องเชือกชัก เชือกชัก ผงหญ้าที่มุงซุมประตูตก ้ ั ้ เกลื่อน ... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ร้ื อลง ฉาบทั้งข้างบนข้างล่าง ให้มีสีขาว สี ดา สี เหลือง มีลายดอกไม้ เครื อเถา ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ. ั พุทธานุญาตท่อระบายน้ า [๒๓๘] สมัยนั้น บริ เวณเป็ นตม ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้โรยกรวดแร่ กรวด ั ้ ้ ั แร่ ไม่เต็ม .. . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาให้ปูศิลาเรี ยบ น้ าขัง . . .ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ า ั ั กิจบางอย่าง. (จบ ที่แถม โดยพระประสิ ทธิ์ จาก พระวินยปิ ฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 105-121 หรื อ เล่ม ๙ หน้า 105- 120 จากชุด ๙๑ ) ั ชันตาฆรวัตร ( วิธีการอบไอน้าจากต้ นไม้ ทเี่ ป็ นยาสมุนไพร เพือแก้โรคจากอาหาร อ้ วน หรือ สปา ) ่
20.
๒๐
[๔๓๒] สมัยนั้น พระฉัพพัคคียถูกพระเถระทั้งหลายในเรื อนไฟห้ามอยู่ อาศัยความไม่เอื้อเฟื้ อ ใส่ ฟืนมาก ติด ์ ไฟ ปิ ดประตูแล้วนังที่ประตู ส่ วนพระเถระทั้งหลายถูกความร้อนแผดเผา ออกประตูไม่ได้ สลบล้มลง บรรดาภิกษุที่ ่ เป็ นผูมกน้อย สันโดษ มีความละอาย ( ต่อบาป แต่วา จะไม่ละอายที่จะทาความดี ) มีความรังเกียจ ภิกษุผใคร่ ต่อ ้ ั ่ ู้ สิ กขาบท ( ตั้งใจจะรักษาศีล ที่จะเคารพศีล กระทาตามศีล ปฏิบติตามสิกขาบท (ศีล) ตามศีล ) ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ั ว่า ไฉนพระฉัพพัคคียอนพระเถระทั้งหลายในเรื อนไฟห้ามอยู่ จึงอาศัยความไม่เอื้อเฟื้ อ ใส่ ฟืนมาก ติดไฟปิ ดประตู ์ั แล้วนังที่ประตู ส่ วนพระเถระทั้งหลายถูกความร้อนแผดเผา ออกประตูไม่ได้ สลบล้มลง จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมี ่ ้ พระภาคเจ้า. ประชุ มสงฆ์ ทรงสอบถาม พระผูมีพระภาคเจ้า . ..ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่าภิกษุฉพพัคคียอนพระเถระทั้งหลายในเรื อนไฟ ้ ั ั ์ั ห้ามอยู่ อาศัยความไม่เอื้อเฟื้ อใส่ ฟืนมาก ติดไฟ ปิ ดประตู แล้วนังที่ประตู ภิกษุท้ งหลายถูกความร้อนแผดเผา ออก ่ ั ประตูไม่ได้ สลบล้มลง จริ งหรื อ?. ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า. ( คัดมาจาก พระวินยปิ ฎก จุลวรรค เล่ม ๙ ภาค ๒ หน้า 356 ในชุด ๙๑ เล่ม ) ั ั พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ้ ั การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น ( ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) นัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน จึงไม่ทาตาม ่ ่ ั่ ชันตาฆรวัตร เล่า การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ ่ ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษ จึงกระทาอย่างนั้น การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เป็ นไปเพื่อ ่ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส หรื อเพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทาของ ั ่ ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่นของชนบาง ่ ั พวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคนเลี้ยงยาก ความ ้ เป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็ น คนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การ ไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่ องนั้น แก่ภิกษุ ทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้งหลายว่าั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั ่ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ั ่ ่ ถือตามพระวินย ๑ ั ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุอนพระเถระในเรื อนไฟห้ามอยู่ ไม่พึง ั ั ั อาศัยความไม่เอื้อเฟื้ อ ใส่ ฟืนมาก ติดไฟ รู ปใดติดไฟต้องอาบัติทุกกฏ. อนึ่ง ภิกษุไม่พึงปิ ดประตู แล้วนังขวางประตู รู ปใดนัง ต้องอาบัติทุกกฏ. ่ ่ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติวตรในเรื อนไฟแก่ภิกษุท้ งหลาย โดยประการที่ภิกษุท้ งหลาย ั ั ั ั ั พึงประพฤติเรี ยบร้อยในเรื อนไฟ. [๔๓๓] ภิกษุใดไปสู่ เรื อนไฟก่อน ถ้ามีเถ้ามาก พึงเทเถ้าทิ้งเสี ย ถ้าเรื อนไฟรก พึงกวาดเสี ย ถ้าชานภายนอกรก
21.
๒๑ พึงกวาดเสี ย ถ้าบริ
เวณ ซุมประตู ศาลา เรื อนไฟรก พึง ้ กวาดเสี ย พึงบดจุณ (ใช้แทนสบู่ ล้างผิวให้สะอาด ไร้กลิ่น แต่ไม่ จาเป็ นจะต้องหอม ดินทาหน้าคล้าย ๆ ดิน สาร แร่ สมุนไพร ที่มีอยูในปัจจุบนนี้ ลอกมาจากที่นี่แหละ ) ไว้ พึงแช่ดินเหนียว (ใช้ทา ่ ั หน้ากันร้อน) ไว้ พึงตักน้ าไว้ในรางน้ า เมื่อจะเข้าไปสู่ เรื อนไฟ พึงเอาดินเหนียวทาหน้า ปิ ดทั้งข้างหน้าข้างหลัง แล้วจึงเข้าไปสู่ เรื อนไฟ ไม่พึงนังเบียดเสี ยดพระเถระ ไม่พึงเกียดกันอาสนะภิกษุใหม่ ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงทาบริ กรรม ่ แก่พระเถระในเรื อนไฟ เมื่อออกจากเรื อนไฟ พึงถือตังสาหรับเรื อนไฟแล้วปิ ดทั้งข้างหน้าข้างหลังออกจากเรื อนไป ถ้า ่ อุตสาหะอยู่ พึงทาบริ กรรม แก่พระเถระแม้ในน้ า ไม่พึงอาบน้ าข้างหน้าพระเถระ แม้เหนื อน้ าก็ไม่พึงอาบ อาบแล้ว เมื่อจะขึ้น พึงให้ทางแก่พระเถระผูจะลง ภิกษุใดออกจากเรื อนไฟภายหลัง ถ้าเรื อนไฟเปรอะเปื้ อน พึงล้างให้สะอาด ้ พึงล้างรางแช่ดิน เก็บตังสาหรับเรื อนไฟ ดับไฟ ปิ ดประตู แล้วจึงหลีกไป. ่ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นวัตรในเรื อนไฟของภิกษุท้ งหลาย ซึ่ งภิกษุท้ งหลายพึงพระพฤติเรี ยบร้อยในเรื อนไฟ. ั ั ั (แถม โดยพระประสิ ทธิ์ จาก พระวินยปิ ฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 120 หรื อ เล่ม ๙ หน้า 120 จากชุด ๙๑ เล่ม ั พุทธานุญาตท่ อระบายนา ้ [๒๓๘] สมัยนั้น บริ เวณเป็ นตม ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้โรยกรวดแร่ กรวด ั ้ ้ ั แร่ ไม่เต็ม .. . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ปูศิลาเรี ยบ น้ าขัง ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้งหลาย ั ั ้ ้ ั เราอนุญาตท่อระบายน้ า พุทธานุญาตโรงไฟ [๒๓๙] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลายก่อกองไฟไว้ในที่น้ น ๆ ทัวบริ เวณบริ เวณสกปรก ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า พระผูมพระภาคเจ้าตรัสว่า ั ั ่ ั ้ ้ี ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ทาโรงไฟไว้ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง โรงไฟมีพ้นที่ต่า น้ าท่วมได้. . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ถมให้สูง ดินที่ถมพัง . . . ั ื ั ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ก่อกรุ ๓ ชนิด คือ อิฐ ศิลา ไม้ ภิกษุท้ งหลายขึ้นลงลาบาก . .. ตรัสว่าดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตบันได ๓ ชนิด คือ ั ั ั บันไดอิฐ ศิลา ไม้ภิกษุท้ งหลายขึ้นลงพลัดตก . . . ตรัสว่า ดูกก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตราวสาหรับยึด โรงไฟไม่มีบานประตู . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เรา ั ็ ั ั อนุญาตบานประตู กรอบเช็ดหน้า ครกรับเดือยประตู ห่วงข้างบน สายยู ไม้หวลิง ลิ่ม กลอน ช่องดาล ช่องเชือกชัก เชือกชัก ผงหญ้าที่มุง โรงไฟหล่นเกลื่อน .. . ตรัสว่า ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ร้ื อลง ฉาบทั้งข้างบนทั้งข้างล่างให้มีสีขาว สี ดา สี เหลือง มีลายดอกไม้ เครื อเถา ฟันมังกร ดอกจอกห้ากลีบ ราวจีวร สายสะเดียง ั อารามไม่มีเครื่ องล้อม แพะบ้างปสุ สตว์บาง เบียดเบียนสิ่ งที่ปลูกไว้ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ลอม ั ้ ั ้ ั ้ รั้ว ๓ อย่าง คือ รั้วไม้ไผ่ รั้วหนาม คู ซุมประตูไม่มี แพะบ้าง ปสุ สตว์บาง ยังรบกวนสิ่ งที่ปลูกไว้ตามเดิม . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตซุมประตู เครื่ องไม้ ้ ั ้ ั ้ คร่ าว บานประตูคู่ เสาระเนียด กลอนเหล็ก ผงหญ้าที่มุ่งซุมหล่นเกลื่อน . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้ร้ื อลงแล้วฉาบทั้งข้างบนทั้งข้างล่างให้มีสีขาว สี ดา ้ ั สี เหลีอง มีลายดอกไม้ เครื อเถา ฟันมังกรดอกจอกห้ากลีบ อารามเป็ นตม ... ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตให้โรยหิ นแร่ หิ นแร่ ไม่พอ . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ั ทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปูหินเรี ยบ น้ าขัง . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตท่อระบายน้ า. ั [๒๔๐] สมัยนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช มีพระราชประสงค์จะทรงสร้างปราสาทปูนขาวถวายสงฆ์ ครั้งนั้น ภิกษุท้ งหลายเกิดสนเท่ห์วา พระผูมี ั ่ ้ พระภาคเจ้าทรงอนุญาตเครื่ องมุงชนิดไรไว้บางหนอ จึงกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า . . . ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุญาตเครื่ องมุง ๕ ชนิด คือ กระเบื้อง ้ ้ ั ๑ หิ น ๑ ปูนขาว ๑ หญ้า ๑ ใบไม้ ๑ จบที่ แถม จาก พระวินยปิ ฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 120 หรื อ เล่ม ๙ หน้า 121 จากชุด ๙๑ เล่ม ) ั มูลเหตุ วัจจกุฏวัตร ( วิธีการปฏิบัติเกียวกับห้ องส้ วม ห้ องน้า ) ี ่ [๔๓๔] สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็ นชาติพราหมณ์ ถ่ายอุจจาระแล้วไม่ปรารถนาจะชาระด้วยรังเกียจว่า ใครจักจับ ต้องของเลว มีกลิ่นเหม็นนี้ได้ ในวัจจมรรค ( รู ถ่ายอุจจาระ ทวารเบา ) ของเธอ มีหมู่หนอนมัวสุ มอยู่ ต่อมาเธอได้แจ้ง ่ เรื่ องนั้นแก่ภิกษุท้ งหลาย. ั ภิกษุท้ งหลายถามว่า ก็ท่านถ่ายอุจจาระแล้ว ไม่ชาระ หรื อ ขอรับ? ั ภิกษุน้ นตอบว่า อย่างนั้น ขอรับ ั บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย .. .ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉนภิกษุถ่ายอุจจาระแล้ว จึงไม่ชาระ แล้ว ้ ั กราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า. ้ พระผูมีพระภาคเจ้า . . . ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่า เธอถ่ายอุจาระแล้วไม่ชาระ จริ งหรื อ?. ้ ภิกษุน้ นกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า. ั
22.
๒๒
พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อน ภิกษุท้ งหลาย ้ ั การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษ เหล่านั้นนัน ( ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน ่ ่ ั่ จึงไม่ทาตาม วัจจกุฎีวตร เล่า การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควรไม่ใช่กิจของ ั ่ สมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษ จึงกระทาอย่างนั้น การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่ ่ เป็ นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส หรื อเพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การ ั ่ กระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่น ่ ั ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคนเลี้ยง ้ ยาก ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สนโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณ ั แห่งความเป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสมแก่ เรื่ องนั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ่ ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อ ั ่ ่ ถือตามพระวินย ๑ ั ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ภิกษุถ่ายอุจจาระแล้ว เมื่อน้ ามีอยู่ ั ั จะไม่ชาระไม่ได้รูปใดไม่ชาระ ต้องอาบัติทุกกฏ. [๔๓๕] สมัยนั้น ภิกษุท้ งหลาย ถ่ายอุจจาระในวัจจกุฎีตามลาดับผูแก่กว่า นวกภิกษุท้ งหลายมาถึงก่อน ปวด ั ้ ั อุจจาระก็ตองรอ พวกเธอกลั้นอุจจาระจนสลบล้มลง ภิกษุท้ งหลายกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า. ้ ั ้ พระผูมีพระภาคเจ้า ...ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่าภิกษุท้ งหลายถ่ายอุจจาระในวัจจกุฎี . . .ตามลาดับผูแก่ ้ ั ั ้ กว่า นวกภิกษุ ( พระที่บวชใหม่ ๆ พรรษาน้อย ๆ ) ทั้งหลายมาถึงก่อน ปวดอุจจาระก็ตองรอ พวกเธอกลั้นอุจจาระจน ้ สลบล้มลง จริ งหรื อ?. ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า ั พระผูมีพระภาคเจ้า...รับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลายภิกษุไม่พึงถ่ายอุจจาระในวัจจกุฎี ตามลาดับผู ้ ้ ั ั แก่กว่า รู ปใดถ่ายต้องอาบัติทุกกฏดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เราอนุ ญาตให้ถ่ายอุจจาระตามลาดับของผูมาถึง ั ้ [๔๓๖] สมัยนั้น พระฉัพพัคคียเ์ ข้าวัจจกุฎีเร็ วเกินไปบ้าง เวิกผ้าเข้าไปบ้าง ถอนหายใจพลางถ่ายอุจจาระบ้าง เคี้ยวไม้ชาระฟันพลางถ่ายอุจจาระบ้าง ถ่ายอุจจาระนอกรางอุจจาระบ้าง ถ่ายปั สสาวะนวกรางบ้าง บ้วนเขฬะลงในราง ปั สสาวะบ้าง ชาระด้วยไม้หยาบบ้าง ทั้งไม้ชาระลงในช่องถ่ายอุจจาระบ้าง ออกมาเร็ วเกินไปบ้าง เวิกผ้าออกมา บ้าง ชาระมีเสี ยงดังจะปุจะปุบางเหลือน้ าไว้ในกระบอกชาระบ้าง บรรดาภิกษุท่ีเป็ นผูมกน้อย . . .ต่างก็เพ่งโทษติเตียน ้ ้ ั โพทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคียจึงได้เข้าวัจจกุฏีเร็ วเกินไป เวิกผ้าเข้าไปบ้าง ถอนหายใจใหญ่พลางถ่ายอุจจาระบ้าง ์ เคี้ยวไม้ชาระฟันพลางถ่ายอุจจาระบ้าง ถ่ายอุจจาระนอกรางอุจจาระบ้าง ถ่ายปั สสาวะนอกรางปั สสาวะบ้างบ้วนเขฬะลง ในรางปัสสาวะบ้าง ชาระด้วยไม่หยาบบ้าง ทิ้งไม่ชาระลงในช่องถ่ายอุจจาระบ้าง ออกมาเร็ วเกินไปบ้าง เวิกผ้าออกมา บ้าง ชาระมีเสี ยงดังจะปุจะปุบาง เหลือน้ าไว้ในกระบอกชาระบ้าง แล้วกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า. ้ ้ พระผูมีพระภาคเจ้า.. ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่า... จริ งหรื อ? ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า. ้ ั ั
23.
๒๓
พระผูมีพระภาคเจ้า. .. ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถา ้ รับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุ ั ั นั้นแล เราจักบัญญัติวจจกุฏีวตรแก่ภิกษุท้ งหลาย โดยประการที่ภิกษุท้ งหลายพึงประพฤติเรี ยบร้อยในวัจจกุฏี. ั ั ั ั วัจจกุฏีวตร ( การปฏิบัติ เมื่อก่ อนจะ ใช้ กาลังใช้ และหลังจากใช้ ห้องส้ วม ) ั ่ ้ ู ้ ั่ ่ ้ [๔๓๗] ภิกษุใดไปวัจจกุฎี ภิกษุน้ นยืนอยูขางนอก พึงกระแอมขึ้นแม้ภิกษุผนงอยูขางในก็พึงกระแอมรับ พึงพาดจีวร ั ไว้บนราวจีวร หรื อบนสายระเดียง แล้วเข้าวัจจกุฎี ทาให้เรี ยบร้อย ไม่ตองรี บร้อน ไม่พึงเข้าไปเร็ วนัก ไม่พึงเวิกผ้าเข้า ้ ไป ยืนบนเขียงถ่ายอุจจาาระ แล้วจึงค่อยเวิกผ้า ไม่พึงถอนหายใจใหญ่พลางถ่ายอุจจาระ ไม่พึงเคี้ยวไม้ชาระฟันพลาง ถ่ายอุจจาระ ไม่พึงถ่ายอุจจาระนอกรางอุจจาระ ไม่พึงถ่ายปั สสาวะนอกรางปั สสาวะ ไม่พึงบ้วนเขฬะลงในราง ปั สสาวะ ไม่พึงชาระด้วยไม้หยาบ ไม่พึงทิ้งไม้ชาระลงในช่องถ่ายอุจจาระ ยืนบนเขียงถ่ายแล้วพึงปิ ดผ้า ไม่พึงออกมา เร็ วนัก ไม่พึงเวิกผ้าออกมา ยืนบนเขียงชาระแล้วพึงเวิกผ้า ไม่พึงชาระให้มีเสี ยงดังจะปุจะปุ ไม่พึงเหลือน้ าไว้ใน กระบอกชาระ ยืนบนเขียงชาระแล้วพึงปิ ดผ้า ถ้าวัจจกุฎีอนภิกษุถ่ายไว้เลอะเทอะ ต้องล้างเสี ย ถ้าตะกร้าใส่ ไม้ชาระ ั เต็ม พึงเทไม้ชาระถ้าวัจจกุฎีรก พึงกวาดวัจจกุฎี ถ้าชานภายนอก บริ เวณ ซุ มประตูรก พึงกวาดเสี ย ถ้าน้ าในหม้อ ้ ชาระไม่มี พึงตักน้ ามาไว้ในหม้อชาระ. ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นวัจจกุฎีวตรของภิกษุท้ งหลาย ซึ่ งภิกษุท้ งหลาย พึงประพฤติเรี ยบร้อยในวัจจกุฎี. ั ั ั ั อรรถกถา ที่อธิบาย [ เวจกุฏิวตร ] ั [ เรื่องนาชาระ ] ้ วินิจฉัยในเรื่ องน้ าชาระ พึงทราบดังนี้ :- ในคาว่า สติ อุทเก นี้ มีวินิจฉัยว่า ถ้ามีน้ า แต่ไม่มีที่กาบัง, พึงใช้ภาชนะ ตักไปชาระ. เมื่อไม่มีภาชนะ พึงเอาบาตรตักไป. แม้บาตรก็ไม่มีเป็ นอันชื่ อว่าไม่มีภาชนะ. ภิกษุผไปด้วยทาในใจว่า ู้ ที่นี่เปิ ดเผยนัก ข้างหน้าจักมีน้ าอื่น ยังไม่ทนได้น้ า ได้เวลาภิกษาจาร, พึงเช็ดด้วยไม้หรื อของบางอย่าง ( เช่น กระดาษ ั เศษผ้า หรื อวัสดุอย่างอื่น ที่ไม่มีคม ไม่สกปรก ) แล้วจึงไป. ภิกษุน้ นฉันก็ดี กระทาอนุโมทนาก็ดี ย่อมควร. ั บทว่า อาคตปฏิปาฏิยา มีความว่า ลาดับแห่งผูมาเท่านั้นเป็ นประมาณ ในสถานที่ท้ ง ๓ คือ เวจกุฎี ( ห้องส้วม ) ้ ั ที่ถ่ายปั สสาวะ ท่าอาบน้ า คือ ผูใดมาถึงก่อนให้ผน้ นได้ ใช้ก่อน. วินิจฉัยในเวจกุฏิวตร พึงทราบดังนี้. ข้อที่วา ไม่ ้ ู้ ั ั ่ พึงเคียวไม้ สีฟันพลาง ถ่ ายอุจจาระพลาง นี้เป็ นข้อห้ามในทีท้ งปวงทีเดียว ทั้งเวจกุฎี ทั้งมิใช่เวจกุฎี. ้ ั ่ ข้อว่า ผรุ เสน กฏฺเน มีความว่า ไม่ควรเช็ดด้วยไม้ที่ผา หรื อไม้คม หรื อไม้มีปม หรื อไม้มีหนาม หรื อไม้มีแผล หรื อไม้ผ.ุ แต่ไม่เป็ นอาบัติแก่ภิกษุผไม่ถือชาระเข้าไป. ู้ คาว่า น อาจมนสราวเก นี้ พระผูมีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาฐาน หรื อห้องส้วมที่ทวไปแก่ภิกษุท้ งปวง. ้ ั่ ั จริ งอยู่ ภิกษุอื่น ๆ ทั้งหลาย ย่อมจะมาใช้ที่ส้วมสาธารณฐานนั้น, เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเหลือน้ าไว้. ส่ วนฐาน ใด เป็ นสถานที่ทาไว้ในเอกเทศในวัด แม้เป็ นของสงฆ์ เพื่อต้องการจะไปถ่ายเป็ นนิ ตย์ หรื อเป็ นฐาน เป็ นห้องส่ วน ด้วยบุคคล. ในฐานนั้น จะเหลือน้ าไว้ในขันชาระก็ได้. แม้ภิกษุผฉนยาถ่าย เข้าไปบ่อย ๆ จะเหลือไว้ก็ควรเหมือนกัน. ู้ ั บทว่า อูหตา ได้แก่ เปื้ อน อธิ บายว่า ภายนอกเปื้ อนอุจจาระ. บทว่า โธวิตพฺพา ได้แก่ พึงนาน้ ามาล้าง. น้ ามี ภาชนะไม่มี, เป็ นอันชื่อว่าไม่มี; ภาชนะมี น้ าไม่มี, แม้อนนี้ ก็ชื่อว่าไม่มี; เมื่อไม่มีท้ ง ๒ อย่าง เป็ นไม่มีแท้. พึงเช็ด ั ั ด้วยไม้ หรื อด้วยของบางอย่างแล้วจึงไป แสดงว่า พุทโธของเรานั้น สะอาด จนพวกหมอในสมัยใหม่ยคนี้ จะต้อง ุ เลียนแบบ. จบอรรถกถาเวจกุฏิวตร ั คาที่เหลือทุกสถาน ตื้นทั้งนั้น ฉะนั้นแล.
24.
๒๔
มูลเหตุ อุปัชฌายวัตร ( อุปัชฌาย์ คือ ผูที่รับพระเข้าหมู่ ผูที่รับรองว่า ผูน้ ี เป็ นพระภิกษุ หรื อสามเณร ผูที่ ้ ้ ้ ้ รับรองผูอื่น เช่น รับรองว่า ผูน้ ีเป็ นพระภิกษุตามธรรมวินย เพราะว่าท่านเป็ นผูท่ีบวชให้ ) ้ ้ ั ้ [๔๓๘] สมัยนั้น สัทธิ วหาริ กทั้งหลายไม่พระพฤติชอบในพระอุปัชฌายะ บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย...ต่างก็เพ่งโทษ ติ ิ ้ ั เตียนโพนทะนาว่าไฉน สัทธิ วหาริ กทั้งหลายจึงไม่ประพฤติชอบในพระอุปัชฌายะ แล้วกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ิ ้ พระผูมีพระภาคเจ้า . .. ( ข้อความจะ เหมือน ๆ กับในข้อที่ผาน ๆ มาแล้ว )... ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าว ้ ่ ั ว่าสัทธิ วหาริ กทั้งหลาย ไม่ประพฤติชอบในพระอุปัชฌายะ จริ งหรื อ? ิ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ( ้ ั ่ ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน จึงไม่ทาตาม ่ ั่ อุปัชฌายวัตร เล่า การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควรไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ ่ ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษ จึงกระทาอย่างนั้น การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เป็ นไปเพื่อ ่ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส หรื อเพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทาของภิกษุ ั ่ โมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุ มชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่นของชนบางพวก ่ ั ที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัส ( พูด ) โทษแห่งความเป็ น ้ คนเลี้ยงยาก ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สนโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ั ตรัสคุณแห่งความเป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่ เหมาะสมแก่เรื่ องนั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้งหลายว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั ่ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือ ั ่ ่ ตามพระวินย ๑ ั ครั้นแล้ว ทรงทาธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติ ั ั ั อุปัชฌายวัตรแก่สัทธิ วหาริ กทั้งหลายโดยประการที่สัทธิ วิหาริ กทั้งหลาย พึงประพฤติเรี ยบร้อยในอุปัชฌายะ ิ อุปัชฌายวัตร ( หน้าที่ ที่สัทธิงวิหาริ กคือศิษย์ท่ีบวชกับอุปัชฌาย์น้ นแล้วอยูกบท่าน ั ่ ั แล้วกระทาต่อพระอุปัชฌาย์ ) [๔๓๙] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย สัทธิ วหาริ กพึงประพฤติชอบในอุปัชฌายะ วิธีประพฤติชอบในอุปัชฌายะนั้น ั ิ ดังต่อไปนี้ สัทธิ วหาริ กพึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วถวายไม้ชาระฟัน ถวายน้ าล้างหน้า ปู ิ อาสนะไว้ ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วน้อมยาคูเข้าไป เมื่ออุปัชฌายะดื่มยาคูแล้ว พึงถวายน้ า รับภาชนะมา ถือต่า ๆ ล้างให้เรี ยบร้อย อย่าให้กระทบ แล้วเก็บไว้ เมื่ออุปัชฌายะลุกแล้วพึงเก็บอาสนะ ถ้าที่น้ นรก พึงกวาดที่น้ นเสี ย ั ั
25.
๒๕
ถ้าอุปัชฌายะประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมาพึงถวายประคดเอว พึงซ้อนผ้าห่มสอง ชั้นถวาย พึงล้างบาตรแล้ว ถวายพร้อมทั้งน้ า ถ้าอุปัชฌายะปรารถนาให้เป็ นปั จฉาสมณะ พึงปกปิ ดกายให้มีมณฑลสาม นุ่งให้เป็ นปริ มณฑล คาดประคดเอว ซ้อนผ้าห่มสองชั้นห่มคลุมกลัดลูกดุมล้างบาตรแล้วถือไป เป็ นปั จฉาสมณะของ อุปัชฌายะ ไม่พึงเดินให้ห่างนัก ให้ ชิดนัก พึงรับวัตถุที่เนื่องในบาตร เมื่ออุปัชฌายะกาลังพูด ไม่พึงพูดสอดขึ้นใน ระหว่าง ๆ เมื่ออุปัชฌายะกล่าวถ้อยคาใกล้ต่ออาบัติ พึงห้ามเสี ย เมื่อกลับพึงกลับมาก่อนแล้ว ปูอาสนะไว้ พึงวางน้ า ล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ใกล้ ๆ พึงรับบาตร จีวร พึงถวายผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ ่ พึงผึ่งแดดสักครู่ หนึ่ง แต่อย่าผึ่งทิ้งไว้ที่แดด พึงพับจีวร เมื่อจะพับจีวร พึงพับจีวรให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิ ให้มีรอยพับตรงกลาง พึงสอดประคดเอวไว้ในขนดจีวร ถ้าบิณฑบาตมี และอุปัชฌายะประสงค์จะฉัน พึงถวายน้ า แล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไป พึงถามอุปัชฌายะถึง น้ าฉัน เมื่ออุปัชฌายะฉันแล้ว พึงถวายน้ ารับบาตรมา ถือต่า ๆ ล้างให้เรี ยบร้อยอย่าให้กระทบ ล้างเช็ดให้หมดน้ า แล้ว พึงผึ่งไว้ที่แดดสักครู่ หนึ่ง แต่อย่าผึ่งทิ้งไว้ที่แดด พึงเก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บบาตรพึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือ ข้างหนึ่งลูบคลาใต้เตียงหรื อใต้ตงแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง เมื่อเก็บจีวรพึงเอามือ ่ั ข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรื อสายระเดียง แล้วทาชายจีวรไว้ขางนอกขนดไว้ขางใน แล้วเก็บจีวร ้ ้ เมื่ออุปัชฌายะลุกขึ้นแล้วพึงเก็บอาสนะ เก็บน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าที่น้ นรก พึงกวาดที่น้ นเสี ย ่ ั ั ถ้าอุปัชฌายะใคร่ จะสรงน้ า พึงจัดน้ าสรงถวาย ถ้าต้องการน้ าเย็นพึงจัดน้ าเย็นถวาย ถ้าต้องการน้ าร้อน พึงจัดน้ า ร้อนถวาย ถ้าอุปัชฌายะใคร่ จะเข้าเรื อนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือตังสาหรับเรื อนไฟแล้วเดินตามหลังอุปัชฌายะไป ่ ถวายตังสาหรับเรื อนไฟ แล้วรับจีวรมาวางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง พึงถวายจุณ ถวายดิน ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้า ่ เรื อนไฟ เมื่อเข้าเรื อนไฟพึงเอาดินทาหน้าปิ ดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง แล้วเข้าเรื อนไฟ อย่านังเบียดภิกษุผเู ้ ป็ นเถระ อย่า ่ เกียดกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทาบริ กรรมแก่อุปัชฌายะในเรื อนไฟ เมื่อออกจากเรื อนไฟ พึงถือตังสาหรับเรื อนไฟ แล้ว ่ ปิ ดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลังออกจากเรื อนไฟ พึงทาบริ กรรมคือการบีบนวด ขัดถูให้อุปัชฌายะแม้ในน้ า อาบเสร็ จแล้ว พึง ขึ้นมาก่อน ทาตัวของตนให้แห้งน้ า นุ่งผ้าแล้วพึงเช็ดน้ าจากตัวของอุปัชฌายะ พึงถวายผ้านุ่ง ผ้าสังฆาฏิ ถือตังสาหรับ ่ เรื อนไฟมาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ พึงวางน้ าล้างเท้า ตังรองเท้ กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ใกล้ ๆ พึงถามอุปัชฌายะด้วยน้ าดื่ม ่ ถ้าประสงค์จะเรี ยนบาลี พึงขอให้อุปัชฌายะแสดงบาลีข้ ึน ถ้าประสงค์จะสอบถามอรรถกถา พึง สอบถาม อุปัชฌายะอยูในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปั ดกวาดเสี ย เมื่อปั ดกวาดวิหาร พึงขน ่ บาตร จีวรออกก่อนแล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนง และผ้าปูนอน ฟูกหมอน ออกวางไว้ ณ ที่ควร ั่ ส่ วนข้างหนึ่ง เตียงตัง สัทธิ วหาริ กพึงยกต่า ๆทาให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ทั้งไว้ ณ ่ ิ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง เขียงรองเท้าเตียง กระโถน พนักอิง พึงขนออกไปตั้งไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง เครื่ องปูพ้ืนพึง สังเกตที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกไปวางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง ถ้าโนวิหารมีหยากเยือ พึงกวาดตั้งแต่เพดานลงมาก่อน ่ กรอบหน้าต่างและมุมห้องพึงเช็ดเสี ย ถ้าฝาเขาทาบริ กรรมด้วยน้ ามัน หรื อพื้นเขาทาสี ดาขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ าบิด แล้วเช็ดเสี ย ถ้าพื้นเขามิได้ทา พึงเอาน้ าประพรมแล้วเช็ดเสี ยด้วยคิดว่า อย่าให้ฝนกลบวิหาร ดังนี้ พึงกวาดหยากเยือ ุ่ ่ ทิ้งเสี ย ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ ง เครื่ องปูพ้นพึงผึ่งแดด ชาระ เคาะ ปั ด แล้วขนกลับปูไว้ดงเดิม เขียงรองเท้า เตียงพึงผึ่ง ื ั แดด ปั ด เช็ด แล้วขนกลับไปไว้ที่เดิม เตียงตังพึงผึ่งแดดขัดสี เคาะยกต่า ๆ ทาให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบ กระแทก ่ บานและกรอบประตู ขนกลับทั้งไว้ตามเดิม ฟูก หมอน ผ้าปูนง ผ้าปูนอน กระโถน พนักอิง พึงผึ่งแดด ชาระล้าง ั่ เคาะ ปั ดเสี ย แล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม พึงเก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่ง ลูบคลาใต้เตียง หรื อใต้ตงแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บบาตรบนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง เมื่อเก็บจีวรพึงเอามือข้างหนึ่ง ั่ ถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรื อสายระเดียง แล้วทาชายไว้ขางนอก ขนดไว้ขางในเก็บจีวร ถ้าลมเจือด้วยผง ้ ้
26.
๒๖ คลีผลัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิ ดหน้าต่างด้านตะวันออก
ถ้าลมเจือผงคลีพดมาแต่ทิศทะวันตก พึงปิ ดหน้าต่างด้าน ั ตะวันตกถ้าลมเจือผงคาลีพดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิ ดหน้าต่างด้านเหนือ ถ้าลมเจือผงคลีพดมาแต่ทิศใต้ พึงปิ ดหน้ าต่ าง ั ั ด้ านใต้ ถ้ าฤดูหนาว พึงเปิ ดหน้ าต่ างกลางวันกลางคืนพึงปิ ดเสี ย ถ้ าฤดูร้อน กลางวันพึงปิ ด กลางคืนพึงเปิ ด ถ้า บริ เวณซุ มน้ า โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฏีรก พึงปั ดกวาดเสี ย ถ้าน้ าฉัน น้ าใช้ไม่มีพึงจัดทิ้งไว้ ถ้าน้ าในหม้อชาระไม่มี ้ พึงตักมาไว้ในหม้อชาระ ถ้าความกระสันบังเกิดขึ้นแก่อุปัชฌายะ สัทธิ วหาริ กพึงช่วยระงับ หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรื อพึงแสดง ิ ธรรมกถาแก่อุปัชฌายะนั้น ถ้าความราคาญบังเกิดแก่อุปัชฌายะ สัทธิ วหาริ ก ( ศิษย์ที่พระอุปัชฌาย์บวชให้แล้วอยูอาศัยกับ ิ ่ พระอุปัชฌาย์ ) ก็พึงช่วยบรรเทา หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรื อพึงแสดงธรรมกถาแก่อุปัชฌายะ ถ้าทิฏฐิบงเกิด ั แก่อุปัชฌายะสัทธิ วหาริ กพึงให้สละเสี ย หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย หรื อพึงแสดงธรรมกถาแก่อุปัชฌายะนั้น ิ ถ้าอุปัชฌายะต้องอาบัติหนัก ควรแก่ปริ วาส *** สัทธิ วหาริ ก พึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย ิ อย่างไรหนอ สงฆ์พงให้ปริ วาสแก่อุปัชฌายะ ถ้าอุปัชฌายะผูควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม สัทธิ วหาริ กพึงทาความ ึ ้ ิ ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พงชักอุปัชฌายะเข้าหาอาบัติเดิม ถ้าอุปัชฌายะผูควรแก่มานัต สัทธิ วหาริ กพึง ึ ้ ิ ทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่อุปัชฌายะ. ถ้าอุปัชฌายะควรอัพภาน สัทธิวหาริ กพึง ิ ทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงอัพภานอุปัชฌายะ ถ้าสงฆ์ใคร่ กระทากรรมแก่อุปัชฌายะ คือ ตัช ชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณี ยกรรม หรื ออุกเขปนียกรรม สัทธิ วหาริ กพึงทาความขวนขวายว่าด้วย ิ อุบายอย่างไรหนอ สงฆ์ไม่พึงทากรรมแก่อุปัชฌายะ หรื อสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมเบา หรื ออุปัชฌายะนั้น ถูกสงฆ์ลงตัช ชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณี ยกรรม หรื ออุกเขปนียกรรมแล้ว สัทธิวหาริ ก พึงทาความขวนขวาย ิ ว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ อุปัชฌายะพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิง พระพฤติแก้ตวได้ สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสี ย ่ ั *** อธิบาย ย่อ ๆ โดยผูเ้ รี ยบเรี ยง ถ้าต้องการรายละเอียดดูได้จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวล ศัพท์ ของ ท่าน ป. อ. ปยุตฺโต ( ต้ องครุ กาบัติ ( ครุ =หนัก+อาบัติ) คือ อาบัติทหนัก เช่น ปาราชิก เป็ นอาบัติ หรื อความผิดที่แก้ไขไม่ได้ และอาบัติ ี่ ่ ่ สังฆาทิเสส คืออาบัติที่เมื่อได้ทาผิดแล้วจะต้องอยูกรรม อยูปริวาสตามจานวนวันที่ได้ปกปิ ดความผิดที่ตวเองทาไว้ แล้วก็ ั ต้องอยูมานัต จานวน ๖ คืน แล้วก็ขออัพพาน( ขอกลับเข้าหมู่ )จากหมู่สงฆ์ จึงจะบริ สุทธิ์ ได้ มีอยูท้ งหมด ๑๓ ข้อ ่ ่ ั ั ่ ควรมูลายปฏิกสสนา คือ กรรม หรื อการที่พระได้ตองอาบัติสังฆาทิเสสอยูแล้ว กาลังจะดาเนินการแก้ดวยธรรมวินย คือ ้ ้ ั ่ ่ ่ อยูในระหว่างที่จะอยูปริ วาส อยูมานัต ก่อนที่จะอัพพาน แต่ได้ตองอาบัติขอเดิม หรื อข้อใหม่จาก ๑๓ ข้อ หรื อต้อง ้ ้ ความผิด ( อาบัติ ) ข้อใดข้อหนึ่งซ้ าอีกรอบ ) มานัต ( คือการอยูในที่จากัด ตามระเบียบทางพระวินย โดยมีสงฆ์ อย่างน้อย ๔ รู ป ่ ั หรื อมากกว่า เป็ นผูดูแล ) อัพภาน ( การที่หมู่กลุ่มของสงฆ์ยอมรับพระที่เคยต้องอาบัติสงฆาทิเสสมาแล้ว และได้อยูมานัตมาเรี ยบร้อย ้ ั ่ แล้ว เข้าสู่หมู่สงฆ์ โดยมีพระสงฆ์ อย่างน้อย ๒๐ รู ป เป็ นพยานในการออกจากอาบัติสงฆาทิเสส ) ั ถ้าถูกลง ตัชชะนียกรรม คือ กรรม หรื อการกระทาที่สงฆ์จะพึงทาแก่พระภิกษุที่ควรขู่ เป็ นวิธีการที่หมู่สงฆ์จานวนมากจะใช้ลงโทษกับพระที่ชอบก่อ ั การทะเละวิวาท ก่ออธิ กรณ์ เรื่ องราวที่ไม่ดีข้ ึนในสงฆ์ พระทีมีอาบัติมาก คลุกคลีกบคฤหัสถ์ในเรื่ องที่ไม่ควร นิยสกรรม คือกรรม หรื อการกระทาที่สงฆ์จะพึงทาแก่พระที่ทาผิดให้ไร้ยศ คือถอดยศ ใช้ลงโทษกับพระที่มี ั ความผิดมาก ๆ หรื อคลุกคลีกบโยมด้วยการคลุกคลีที่ไม่ควร โดยปรับให้ให้ถือนิสัยใหม่ ( คือ มาเริ่ มต้น เป็ น ศิษย์ใหม่ )
27.
๒๗ ปัพพาชนียกรรม (กรรมที่หมู่สงฆ์พึงทากับภิกษุที่ควรจะ
ไล่เสี ย การขับออกจากวัด เป็ นวิธีการที่หมู่สงฆ์จะทาโทษ กับพระที่ทาผิด คือ เมื่อพระทาทาผิด เกี่ยวกับ ประทุษร้ายชาวบ้าน สกุล ทาผิดเป็ นที่เลื่องลือ หรื อ เล่นคะนอง ๑ อนาจาร ๑ ลบล้างพระบัญญัติในพระไตรปิ ฎก ๑ มิจฉาชีพ ๑ ) ปฎิสารณียกรรม คือกรรม หรื อการกระทาที่สงฆ์จะพึงทาต่อภิกษุอนจะพึงให้กลับไป หมายถึง การที่หมูสงฆ์ ั ่ ลงโทษแก่พระรู ปหนึ่งที่ไป ด่า ว่า โยมที่มีศรัทธาถวายปั จจัย ๔ ซึ่งเป็ นการรักษาศรัทธา และเกิดความเลื่อมใสเพิ่มขึ้น โดยให้พระที่ทาผิดนั้นไปขอโทษโยม โดยวาจา แต่ไม่ใช่พระไปกราบขอโทษโยม เพราะพระห้ามกราบชาวบ้าน ปฏิ สารานียธรรม ก็เขียน) ่ และอุกเขปนียกรรม คือ กรรมหรื อการกระทาที่หมูสงฆ์จะพึงทากับพระที่มีความผิดที่ควรจะยก ( ออกจากหมู่ ) เสี ย เป็ นวิธีการที่หมู่สงฆ์ใช้ลงโทษกับพระที่แต่ไม่ยอมรับว่าทาผิด เรี ยกว่าไม่ยอมรับอาบัติ เช่น ถ้าพระ จับเงิน นี่ผิด แต่พระ ที่ถือเงินนั้น ก็ไม่ยอมรับว่า ผิดตามวินยของพระพุทธเจ้า หรื อใช้ลงโทษกับพระที่ไม่ยอมทาคืนอาบัติ คือ เมื่อผิดแล้ว ไม่ยอมรับ ั ว่า ผิด ไม่ยอมให้ลงโทษ ผิดแล้ว ไม่ยอมแสดง หรื อไม่เปิ ดเผยความผิด ( อาบัติ ) เช่น พระถือเงิน แล้ว ก็ไม่ยอมสละเงินให้หมู่สงฆ์ แล้ว ก็ตองแสดงอาบัติ แต่พระที่ถือเงินนั้น ก็ไม่ยอมทาตามวินยของพระพุทธเจ้า หรื อใช้ลงโทษกับพระที่มีความเห็นผิดที่ ้ ั ชัวร้าย ( ทิฐิบาป ) ที่ไม่ยอมสละ ซึ่ งเป็ นทางเสี ยแก่สีลสามัญญตา คือความเสมอภาคกันในเรื่ องศีลของพระที่อยูดวยกัน ่ ่ ้ หรื อไม่เสมอภาคกันทางทิฐิสามัญตา ( ทิฐิ ความเห็น ) วิธีการลงโทษ ก็คือการไม่ยอมให้ร่วมสมโภคกับหมู่สงฆ์ที่ดี ๆ คือ ไม่ให้ร่วมฉันภัตตาหาร ( รับประทานอาหาร ) ไม่ให้อยูร่วมด้วยในวัด ในหมู่ ไม่ให้มีสิทธิ ที่ควรจะได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ่ การที่พระถูกตัดสิ ทธิ์ ชว คราว เพราะทาผิด ถ้า พระที่ผดนั้นแก้ตวแล้ว ก็จะดีข้ ึน สามารถเข้าร่ วมกับหมู่สงฆ์ที่ดี ได้ ( ั่ ิ ั ไม่ใช่เข้าร่ วมหมู่สงฆ์ที่ชว ๆ ) ั่ ถ้าจีวรของอุปัชฌายะจะต้องซัก สัทธิ วหาริ กพึงซัก หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไร ิ หนอ ใคร ๆ พึงซักจีวรของอุปัชฌายะ ถ้าจีวรของอุปัชฌายะจะต้องทา สัทธิ วหาริ กพึงทา หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ิ ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงทาจีวรของอุปัชฌายะ ถ้าน้ าย้อมของอุปัชฌายะจะต้องต้มสัทธิ วหาริ กพึงต้มเอง หรื อ ิ พึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงต้มน้ าย้อมของอุปัชฌายะ ถ้าจีวรของอุปัชฌายะจะต้องย้อม สัทธิ วหาริ กพึงย้อม หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอใคร ๆ พึงย้อมจีวรของอุปัชฌายะ เมื่อย้อม ิ จีวร พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมาให้ ดี เมื่อหยาดนาย้อมยังหยดไม่ ขาดสาย อย่าหลีกไปเสี ย ้ สัทธิ วหาริ กไม่บอก ิ อุปัชฌายะก่อน อย่าให้บาตรแก่ภิกษุบางรู ป อย่ารับบาตร อย่าให้จีวร อย่ารับจีวร อย่าให้บริ ขาร อย่ารับบริ ขารของ ภิกษุ บางรู ป อย่าปลงผมให้แก่ภิกษุบางรู ป อย่าให้ภิกษุบางรู ปปลงผมให้ อย่าทาบริ กรรมแก่ภิกษุบางรู ป อย่าให้ภิกษุ บางรู ปทาบริ กรรมให้ อย่าทาความขวนขวายแก่ภิกษุบางรู ป อย่าสั่งให้ภิกษุบางรู ปทาความขวนขวาย อย่าเป็ นปั จฉา สมณะของภิกษุบางรู ป อย่าพาภิกษุบางรู ปไปเป็ นปั จฉาสมณะ อย่านาบิณฑบาตไปให้แก่ภิกษุบางรู ป อย่าให้ภิกษุบางรู ป นาบิณฑบาตมาให้ ไม่บอกลาอุปัชฌายะก่อน อย่าเข้าบ้าน อย่าไปป่ าช้า อย่าหลีกไปสู่ ทิศ ถ้าอุปัชฌายะอาพาธ พึงพยาบาล จนตลอดชีวต หรื อจนกว่าจะหาย ิ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นอุปัชฌายวัตรของสัทธิวหาริ กทั้งหลายซึ่งสัทธิวหาริ กพึงประพฤติชอบในพระอุปัชฌายะ ั ิ ิ
28.
๒๘
มูลเหตุสัทธิวิหาริกวัตร ( หน้าที่ของ ่ ั พระอุปัชฌาย์ที่อยูกบศิษย์ที่ตวเองได้บวชให้ ) ั [๔๔๐] สมัยนั้นพระอุปัชฌายะทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในสัทธิ วหาริ ก บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย. . . ต่างก็เพ่งโทษ ิ ้ ั ติเตียน โพนทะนาว่าไฉน พระอุปัชฌายะทั้งหลาย จึงไม่ประพฤติชอบในสัทธิ วหาริ ก แล้วกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า ิ ้ พระผูมีพระภาคเจ้า .... ( ข้อความเหมือนกันในข้อที่ผาน ๆ มาแล้ว ) ... ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่า ้ ่ ั อุปัชฌายะทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในสัทธิ วหาริ ก จริ งหรื อ ? ิ ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า ั พระผูมีพระภาคเจ้า . . . ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสังกะภิกษุท้ ง-หลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล ้ ่ ั ั ั เราจักบัญญัติสัทธิ วหาริ กวัตรแก่อุปัชฌายะทั้งหลาย โดยประการที่อุปัชฌายะทั้งหลายพึงประพฤติชอบในสัทธิ วหาริ ก. ิ ิ สัทธิวหาริกวัตร ( หน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ที่อยูกบศิษย์ที่ตวเองได้บวชให้ ) จากพระวินยปิ ฎก จุลวรรค เล่ม ๙ ภาค ๒ หน้า 366 ิ ่ ั ั ั [๔๔๑] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย อุปัชฌายะพึงประพฤติชอบในสัทธิ วหาริ ก วิธีประพฤติชอบในสัทธิ วหาริ กนั้น ั ิ ิ ดังต่อไปนี้:- ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย อุปัชฌายะพึงสงเคราะห์ อนุเคราะห์สัทธิวหาริ กด้วยอุเทศ ปริ ปุจฉา โอวาท ั ิ อนุศาสนี ถ้าอุปัชฌายะมีบาตร สัทธิ วหาริ กไม่มี อุปัชฌายะพึงให้แก่สทธิ วหาริ ก หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วย ิ ั ิ อุบายอย่างไรหนอ บาตรพึงบังเกิดแก่สัทธิ วหาริ ก ถ้าอุปัชฌายะมีจีวร สัทธิ วหาริ กไม่มี อุปัชฌายะพึงให้แก่สัทธิ วหาริ ก ิ ิ ิ หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรพึงบังเกิดแก่สทธิ วหาริ ก ถ้าอุปัชฌายะมีบริ ขาร สัทธิ วหาริ กไม่ ั ิ ิ มี อุปัชฌายะพึงให้แก่สทธิ วหาริ ก หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บริ ขารพึงบังเกิดแก่สัทธิ วหาริ ก ั ิ ิ ถ้ าสั ทธิวหาริกอาพาธ ิ อุปัชฌายะพึงลุกแต่เช้าตรู่ แล้วให้ไม้ชาระฟัน ให้น้ าล้างหน้า ปูอาสนะ ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะเสี ยก่อน แล้วนายาคูเข้าไปให้ เมื่อสัทธิ วหาริ กดื่มยาคูแล้ว พึงให้น้ า รับภาชนะมา ถือต่า ๆ ิ ล้างให้เรี ยบร้อย อย่าให้กระทบแล้วเก็บไว้ เมื่อสัทธิ วิหาริ กลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ ถ้าที่น้ นรก พึงกวาดที่น้ นเสี ย ถ้า ั ั สัทธิ วหาริ กประสงค์จะเข้าบ้าน พึงให้ผานุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงให้ประคดเอว พึงซ้อนผ้าห่ม ๒ ชั้นให้ พึงล้าง ิ ้ บาตรให้พร้อมทั้งน้ า พึงปูอาสนะไว้ดวยคิดว่าเพียงเวลาเท่านี้ สัทธิ วหาริ กจักกลับมา พึงวางน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า ้ ิ ่ กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ใกล้ ๆ พึงลุกรับบาตรจีวร พึงให้ผานุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมาถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งที่แดดสักครู่ หนึ่ง ้ แต่อย่าผึ่งทิงไว้ท่ีแดด พึงพับจีวรเมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มีรอยพับตรงกลางพึงสอด ้ ประคดเอวไว้ในขนดจีวร. ถ้าบิณฑบาตมี และสัทธิ วหาริ กก็ประสงค์จะฉัน พึงให้น้ าแล้วนาบิณฑบาตเข้าไป พึงถาม ิ สัทธิวหาริ กถึงน้ าฉัน เมื่อสัทธิ วหาริ กฉันแล้ว พึงให้น้ า รับบาตรมา ถือต่า ๆ ล้างให้ดี อย่าให้ครู ดสี เช็ดให้หมดน้ า ิ ิ ผึ่งไว้ที่แดดสักครู่ หนึ่ง แต่อย่าผึ่งทิ้งไว้ที่แดด พึงเก็บบาตร จีวร เมือเก็บบาตรพึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือ ข้างหนึ่งลูบคลาใต้เตียง หรื อใต้ตงแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง เมื่อเก็บจีวร พึงเอา ั่ มือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรื อสายระเดียง แล้วทาชายไว้ขางนอก ขนดไว้ขางใน แล้วเก็บ เมื่อ ้ ้ สัทธิ วหาริ กลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าที่น้ นรก พึงกวาดที่น้ นเสี ย. ิ ่ ั ั ถ้าสัทธิ วหาริ กใคร่ จะสรงน้ า พึงจัดน้ าสรงให้ ถ้าต้องการน้ าเย็น พึงจัดน้ าเย็นให้ ถ้าต้องการน้ า ิ ร้อน พึงจัดน้ าร้อนให้ ถ้าสัทธิ วหาริ กจะใคร่ เข้าเรื อนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือตังสาหรับเรื อนไฟไปให้ แล้วรับจีวร ิ ่ มาวางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง พึงให้จุณ ให้ดิน ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าเรื อนไฟเมื่อเข้าเรื อนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิ ด ทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง แล้วเข้าเรื อนไฟอย่านังเบียดภิกษุผเู ้ ถระ อย่าเกียดกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทาบริ กรรมแก่ ่
29.
๒๙ สัทธิวหาริ กในเรื อนไฟ
เมื่อเข้าเรื อนไฟ เมื่อออกจาก เรื อนไฟ พึงถือตังสาหรับเรื อนไฟ แล้วปิ ดทั้งข้างหน้า ิ ่ และข้างหลังออกจากเรื อนไฟ พึงทาบริ กรรมแก่สัทธิ วหาริ กแม้ในน้ า อาบเสร็ จแล้ว พึงขึ้นมาก่อนทาตัวของตนให้ ิ แห้งน้ า นุ่งผ้า แล้วพึงเช็ดน้ าจากตัวสัทธิ วหาริ กพึงให้ผานุ่ง ผ้าสังฆาฏิ ถือตังสาหรับเรื อนไฟมาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ ิ ้ ่ จัดตั้งน้ าล้างเท้า ตังรองเท้ากระเบื้องเช็ดเท้าไว้ใกล้ ๆ พึงถามสัทธิ วหาริ กด้วยน้ าฉัน. ่ ิ สัทธิ วหาริ กอยูในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปั ดกวาดเสี ย เมื่อปั ดกวาดวิหาร พึงขน ิ ่ บาตร จีวรออกก่อนแล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนง และผ้าปูนอน ฟูกหมอน ออกวางไว้ ณ ที่ควร ั่ ส่ วนข้างหนึ่ง เตียงตัง สัทธิ วหาริ กพึงยกต่า ๆทาให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ทั้งไว้ ณ ่ ิ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง เขียงรองเท้าเตียง กระโถน พนักอิง พึงขนออกไปตั้งไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง เครื่ องปูพ้ืนพึง สังเกตที่ปูไว้เดิม แล้วขนออกไปวางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง ถ้าโนวิหารมีหยากเยือ พึงกวาดตั้งแต่เพดานลงมาก่อน ่ กรอบหน้าต่างและมุมห้องพึงเช็ดเสี ย ถ้าฝาเขาทาบริ กรรมด้วยน้ ามัน หรื อพื้นเขาทาสี ดาขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ าบิด แล้วเช็ดเสี ย ถ้าพื้นเขามิได้ทา พึงเอาน้ าประพรมแล้วเช็ดเสี ยด้วยคิดว่า อย่าให้ฝนกลบวิหาร ดังนี้ พึงกวาดหยากเยือ ุ่ ่ ทิงเสี ย ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ ง เครื่ องปูพ้นพึงผึ่งแดด ชาระ เคาะ ปั ด แล้วขนกลับปูไว้ดงเดิม เขียงรองเท้า เตียงพึงผึ่ง ้ ื ั แดด ปั ด เช็ด แล้วขนกลับไปไว้ที่เดิม เตียงตังพึงผึ่งแดดขัดสี เคาะยกต่า ๆ ทาให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบ กระแทก ่ บานและกรอบประตู ขนกลับทั้งไว้ตามเดิม ฟูก หมอน ผ้าปูนง ผ้าปูนอน กระโถน พนักอิง พึงผึ่งแดด ชาระล้าง ั่ เคาะ ปั ดเสี ย แล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม พึงเก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่ง ลูบคลาใต้เตียง หรื อใต้ตงแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บบาตรบนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง เมื่อเก็บจีวรพึงเอามือข้างหนึ่ง ั่ ถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรื อสายระเดียง แล้วทาชายไว้ขางนอก ขนดไว้ขางในเก็บจีวร ถ้าลมเจือด้วยผง ้ ้ คลีผลัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิ ดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้าลมเจือผงคลีพดมาแต่ทิศทะวันตก พึงปิ ดหน้าต่างด้าน ั ตะวันตกถ้าลมเจือผงคาลีพดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิ ดหน้าต่างด้านเหนือ ถ้าลมเจือผงคลีพดมาแต่ทิศใต้ พึงปิ ดหน้ าต่ าง ั ั ด้ านใต้ ถ้ าฤดูหนาว พึงเปิ ดหน้ าต่ างกลางวันกลางคืนพึงปิ ดเสี ย ถ้ าฤดูร้อน กลางวันพึงปิ ด กลางคืนพึงเปิ ด ถ้า บริ เวณซุ มน้ า โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฏีรก พึงปั ดกวาดเสี ย ถ้าน้ าฉัน น้ าใช้ไม่มีพึงจัดทิ้งไว้ ถ้าน้ าในหม้อชาระไม่มี ้ พึงตักมาไว้ในหม้อชาระ. ถ้าความกระสันบังเกิดแก่สัทธิ วหาริ ก อุปัชฌายะพึงระงับ หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรื อพึง ิ แสดงธรรมกถาแก่สัทธิ วหาริ กนั้น ถ้าความราคาญบังเกิดแก่สทธิ วหาริ ก อุปัชฌายะพึงบรรเทา หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ ิ ั ิ ช่วยบรรเทา หรื อพึงแสดงธรรมกถาแก่สัทธิ วหาริ กนั้น ถ้าทิฏฐิบงเกิดแก่สัทธิ วหาริ ก อุปัชฌายะพึงให้สละเสี ย ิ ั ิ หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย หรื อพึงแสดงธรรมกถาแก่สัทธิ วหาริ กนั้น. ิ ถ้าสัทธิวหาริ กต้องอาบัติหนัก ควรแก่ปริ วาส อุปัชฌายะพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ิ สงฆ์พึงให้ปริ วาสแก่สัทธิ วหาริ ก ถ้าสัทธิ วหาริ กควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม อุปัชฌายะพึงทาความขวนขวายว่าด้วย ิ ิ อุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักสัทธิ วหาริ กเข้าหาอาบัติเดิม ถ้าสัทธิ วหาริ กควรแก่มานัต อุปัชฌายะพึงทาความขวนขวาย ิ ิ ว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พงให้มานัตแก่สัทธิ วหาริ ก ถ้าสัทธิ วหาริ กควรอัพภาน อุปัชฌายะพึงทาความขวนขวาย ึ ิ ิ ว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พงอัพภานสัทธิ วหาริ ก ถ้าสงฆ์ใคร่ จะทากรรมแก่สัทธิ วหาริ ก คือ ตัชชนียกรรม นิย ึ ิ ิ สกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณี ยกรรม หรื ออุกเขปนียกรรม อุปัชฌายะพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย อย่างไรหนอ สงฆ์ไม่พึงทากรรมแก่สัทธิ วหาริ ก หรื อสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมเบา หรื อสัทธิ วหาริ กนั้นถูกสงฆ์ลงตัชชนี ิ ิ ยกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณี ยกรรม หรื ออุกเขปนียกรรมแล้ว อุปัชฌายะพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สัทธิวหาริ กพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิง ประพฤติแก้ตวได้ สงฆ์พงระงับ กรรมนั้นเสี ย. ิ ่ ั ึ
30.
๓๐
ถ้าจีวรของลัทธิวหาริ กจะต้องซัก อุปัชฌายะพึงสั่งว่า ิ ท่านพึงซักอย่างนี้ หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วย อุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงซักจีวรของสัทธิวหาริ ก ถ้าจีวรของสัทธิ วหาริ กจะต้องทา อุปัชฌายะพึงสั่งว่า ท่านพึงทา ิ ิ อย่างนี้ หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงทาจีวรของสัทธิ วหาริ ก ถ้าน้ าย้อมของ ิ สัทธิ วหาริ กจะต้องต้ม อุปัชฌายะพึงสั่งว่า ท่านพึงต้มอย่างนี้ หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอใคร ๆ ิ พึงต้มน้ าย้อมของสัทธิ วหาริ ก ถ้าจีวรของสัทธิ วหาริ กจะต้องย้อม อุปัชฌายะพึงสั่งว่า ท่านพึงย้อมอย่างนี้ หรื อพึงทา ิ ิ ความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงย้อมจีวรของสัทธิวหาริ ก เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมา ิ ให้ดี เมื่อหยาดน้ าย้อมยังหยดไม่ขาดสาย ไม่พึงหลีกไปเสี ย. ถ้าสัทธิวหาริ กอาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรื อจนกว่า ิ จะหาย. ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นสัทธิ วหาริ กวัตรของอุปัชฌายะทั้งหลายซึ่ งอุปัชฌายะทั้งหลายพึงประพฤติชอบใน ั ิ สัทธิวหาริ ก ( ศิษย์ที่อปัชฌายะบวชให้แล้ว ยังอยูกบอุปัชฌายะ) . ิ ุ ่ ั ทุติยภาณวาร จบ (หนึ่ง ภาณวาร คื อ จานวน ๒๕๐ คาถา เช่ น อนิจฺจา วต สงฺขารา, อุปฺปาทวยธมฺมิโน, อุปฺปชฺ ชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ, เตส วูปสโม สุโขฯ นี่ก็ คื อหนึ่งคาถา ซึ่ งมี จานวน ๔ บาท ตามที่ใส่ , คั่น ไว้ ใน ๑ บาท จะมี ๘ พยางค์ ดังนั้น ๑ คาถา จะมีจานวน ๓๒ พยางค์ คือ ๑ เสี ยง หนึ่งคาพูด มาจากเอา ๘ คูณกับ ๔ = ๓๒ ถ้ า หนึ่งภารวาร ก็คือ ๓๒ คูณกับ ๒๕๐ ได้ เท่ ากับ ๘,๐๐๐ พยางค์ หรื ออักขระ :: ผู้เรี ยบเรี ยง) มูลเหตุ อาจริยวัตร ( อาจารย์ คือ ผู้กล่ าวสอน ผู้บอกมรรยาท ผู้ที่ชี้โทษ ) [๔๔๒] สมัยนั้น อันเตวาสิ กทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในพระอาจารย์บรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย... ต่างก็เพ่งโทษ ติ ้ ั เตียน โพนทะนาว่า ไฉนอันเตวาสิ กทั้งหลาย จึงไม่ประพฤติชอบในพระอาจารย์ แล้วกราบทูลเรื่ องนั้นแด่พระผูมีพระภาคเจ้า. ้ พระผูมีพระภาคเจ้า...ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่าอันเตวาสิ กทั้งหลายไม่ประพฤติชอบในอาจารย์ จริ งหรื อ?. ้ ั ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า. ั พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ้ ั การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษ เหล่านั้นนัน ( ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน ่ ่ ั่ จึงไม่ทาตาม อาจริ ยวัตร เล่า การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควรไม่ใช่กิจของ ่ สมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษ จึงกระทาอย่างนั้น การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่ ่ เป็ นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส หรื อเพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การ ั ่ กระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่น ่ ั ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคน ้ เลี้ยงยาก ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สนโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัส ั คุณแห่งความเป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่ น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสม แก่เรื่ องนั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย ั แล้วรับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ั
31.
๓๑
ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุ นั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัย ั ั อานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่ งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ ่ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีลเป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดใน ู้ ั อนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุ มชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้ง ั ่ มันแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินย ๑ ่ ั ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติ ั ั ั อาจริ ยวัตรแก่ภิกษุอนเตวาสิ กทั้งหลาย โดยประการที่ภิกษุอนเตวาสิ กทั้งหลายพึงประพฤติชอบในอาจารย์. ั ั อาจริยวัตร ( หน้าที่ของศิษย์ ( อันเตวาสิก ) ที่จะต้องกระทากับท่านอาจารย์ ) [๔๔๓] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย อันเตวาสิ กพึงประพฤติชอบในอาจารย์ ( อันเตวาสิ ก คือศิษย์ที่ได้รับการบวชแล้ว ั ่ ั และได้ลามาจากอุปัชฌาย์ มาขออยูกบอาจารย์ อีกองค์หนึ่ ง ที่ไม่ใช่อุปัชฌาย์เดิม ) วิธีพระพฤติชอบในอาจารย์น้ัน ดังต่อไปนี้ :- อันเตวาสิ กพึงลุกแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าเฉวียงบ่าแล้ว ถวายไม้ชาระฟัน ถวายน้ าล้างหน้า ปู อาสนะไว้ ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะเสี ยก่อนแล้วน้อมยาคูเข้าไป เมื่ออาจารย์ดื่มยาคูแล้ว พึงถวายน้ า รับภาชนะมา ถือ ต่า ๆ ล้างให้เรี ยบร้อย อย่าให้กระทบแล้วเก็บไว้ เมื่ออาจารย์ลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ ถ้าที่น้ นรก พึงกวาดที่น้ นเสี ย. ั ั ถ้าอาจารย์ประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงถวายประคดเอว พึงซ้อนผ้าห่ม สองชั้นคือทั้งจีวรและสังฆาฏิถวาย พึงล้างบาตรแล้วถวายพร้อมทั้งน้ า ถ้าอาจารย์ปรารถนาจะให้เป็ นปั จฉาสมณะ พึง ปกปิ ดกายให้มีมณฑลสาม นุ่งให้เป็ นปริ มณฑล คาดประคดเอว ซ้อนผ้าห่มสองชั้นทั้งจีวรและสังฆาฏิ ห่มคลุมบ่า กลัดลูกดุม ล้างบาตรแล้วถือไป เป็ นปั จฉาสมณะของอาจารย์ ไม่พึงเดินให้ห่างนัก ให้ชิดนัก พึงรับวัตถุท่ีเนื่ องในบาตร เมื่ออาจารย์กาลังพูด ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง ๆ อาจารย์กล่าวถ้อยคาใกล้ต่ออาบัติ พึงห้ามเสี ย เมื่อกลับ พึงกลับ มาก่อน แล้วปูอาสนะไว้ พึงวางน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ใกล้ ๆ พึงลุกรับบาตร จีวร พึงถวาย ่ ผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดสักครู่ หนึ่ง แต่อย่าผึ่งทิ้งไว้ท่ีแดด พึงพับจีวร เมื่อจะพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกันสี่ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มีรอยพับตรงกลาง พึงสอดประคดเอวไว้ในขนดจีวร. ถ้าบิณฑบาตมี และอาจารย์ประสงค์จะฉัน พึงถวายน้ า แล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไป พึงถามอาจารย์ ถึงน้ าฉัน เมื่ออาจารย์ฉนแล้ว พึงถวายน้ ารับบาตรมา ถือต่า ๆ ล้างให้เรี ยบร้อย อย่าให้กระทบ ล้างเช็ดให้หมดน้ า ั แล้วพึงผึ่งไว้ที่แดดสักครู่ หนึ่ ง แต่อย่าผึ่งทิ้งไว้ที่แดด พึงเก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอา มือข้างหนึ่งลูบคลาใต้เตียง หรื อใต้ตงแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง เมื่อเก็บจีวร ั่ พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวรหรื อสายระเดียงแล้วทาชายไว้ขางนอก ขนดไว้ขางใน แล้วเก็บเถิด ้ ้ เมื่ออาจารย์ลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าที่น้ นรก พึงกวาดที่น้ นเสี ย. ่ ั ั ถ้าอาจารย์ใคร่ จะสรงน้ า พึงจัดน้ าสรงถวาย ถ้าต้องการน้ าเย็น พึงจัดน้ าเย็นถวาย ถ้าต้องการน้ า ร้อน พึงจัดน้ าร้อนถวาย ถ้าอาจารย์ใคร่ จะเข้าเรื อนไฟ พึงบดจุณ แช่ดิน ถือตังสาหรับเรื อนไฟแล้วเดินตามหลัง ่ อาจารย์ไป ถวายตังสาหรับเรื อนไฟแล้วรับจีวรมาวางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง พึงถวายจุณ ถวายดิน ถ้าอุตสาหะอยู่ ่ พึงเข้าเรื อนไฟ เมื่อเข้าเรื อนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปกปิ ดทังข้างหน้าทั้งข้างหลัง แล้วเข้าเรื อนไฟ อย่านังเบียดภิกษุผู ้ ่ ่ เถระ อย่าเกียดกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทาบริ กรรมแก่อาจารย์ในเรื อนไฟเมื่อออกจากเรื อนไฟ พึงถือตังสาหรับเรื อน ่ ไฟ แล้วปกปิ ดทั้งข้างหน้าทั้ง ข้างหลัง ออกจากเรื อนไฟ พึงทาบริ กรรมแก่อาจารย์แม้ในน้ า อาบเสร็ จแล้วพึงขึ้นมา
32.
๓๒ ก่อน ทาตัวของตนให้แห้งน้ า
นุ่งผ้าแล้วพึงเช็ดน้ าจากตัว ของอาจารย์ พึงถวายผ้านุ่ง ผ้าสังฆาฏิ ถือตังสาหรับเรื อน ่ ไฟมาก่อนแล้วปูอาสนะไว้ พึงวางน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ใกล้ ๆ พึงถามอาจารย์ดวยน้ าดื่ม. ่ ้ ถ้าประสงค์จะเรี ยนบาลี พึงขอให้อาจารย์แสดงบาลีข้ ึน ถ้าประสงค์จะสอบถามอรรถกถา พึง สอบถาม อาจารย์อยูในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปั ดกวาดวิหาร พึงขนบาตร จีวร ออกก่อน ่ แล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนงและผ้าปูนอน ขนฟูก หมอนออกวางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง เตียง ั่ ตัง อันเตวาสิ ก พึงยกต่า ๆ ทาให้เรี ยบร้อย อย่าให้ครู ดสี กระทบกระแทกบานและกรอบประตู ตั้งไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้าง ่ หนึ่งเขียงรองเท้าเตียง กระโถน พนักอิง พึงขนออกไปวางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง เครื่ องปูพ้น พึงสังเกตที่ปูไว้เดิม ื แล้วขนออกวางไว้ ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง ถ้าในวิหารมีหยากเยือ พึ่งกวาดแต่เพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่างและมุม ่ ห้อง พึงเช็ดเสี ย ถ้าฝาเขาทาบริ กรรมด้วยน้ ามัน หรื อพื้นทาสี ดาขึ้นรา พึงเอาผ้าชุ บน้ าบิดเช็ดเสี ย ถ้าพื้นเขามิได้ทา พึงเอาน้ าประพรมแล้ว เช็ดเสี ยระวังอย่าให้ฝนฟุ้ ง พึงกวาดหยากเยือทิ้งเสี ย ณ ที่ควรส่ วนข้างหนึ่ง เครื่ องปูพ้ืน พึงผึ่ง ุ่ ่ แดดชาระเคาะปัด แล้วขนกลับปูไว้ตามเดิม เขียงรองเท้าเตียง พึงผึ่งแดดขัดเช็ด แล้วขนกลับไปตั้งไว้ ณ ที่เดิม เตียง ตัง พึงผึ่งแดด ขัดสี เคาะ ยกต่า ๆ ทาให้ดี อย่าให้ครู ดสี กระทบกระแตกบานและกรอบประตู ขนกลับจัดตั้งไว้ตามเดิม ่ ฟูก หมอน ผ้าปูนอน กระโถน พนักอิง พึงผึ่งแดดชาระล้าง ตบ ปั ดเสี ย แล้วขนกลับตั้งไว้ตามเดิม พึงเก็บบาตร จีวร เมื่อจะเก็บบาตร พึงเอามือข้างหนึ่งจับบาตร เอามือข้างหนึ่งลูบคลาใต้เตียง หรื อใต้ตงแล้วเก็บบาตร แต่อย่าเก็บ ่ั บาตรบนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง เมื่อเก็บจีวร พึงเอามือข้างหนึ่งถือจีวร เอามือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรื อสายระเดียง แล้วทาชายไว้ขางนอกขนดไว้ขางใน เก็บจีวรเถิด ถ้าลมเจือด้วยผงคลีพดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิ ดหน้าต่างด้าน ้ ้ ั ตะวันออก ถ้าพัดมาแต่ทิศตะวันตก พึงปิ ดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าพัดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิ ดหน้าต่างด้านเหนื อ ถ้าพัด มาแต่ทิศใต้ พึงปิ ดหน้าต่างด้านใต้ ถ้าฤดูหนาว พึงเปิ ดหน้าต่างกลางวัน กลางคืนพึงปิ ดเสี ย ถ้าฤดูร้อนกลางวันพึงปิ ด กลางคืนพึงเปิ ด ถ้าบริ เวณ ซุ มน้ าโรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎี ( ห้องส้วม ) รกพึงปิ ดกวาดเสี ย ถ้าน้ าใช้ไม่มี พึงจัดตั้งไว้ ถ้า ้ น้ าในหม้อชาระไม่มีพึงตักมาไว้ในหม้อชาระ ถ้าความกระสันบังเกิดแก่อาจารย์ อันเตวาสิ ก พึงช่วยระงับ หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรื อพึง ทาธรรมกถาแก่อาจารย์น้ น ถ้าความราคาญบังเกิดแก่อาจารย์ อันเตวาสิ กพึงช่วยบรรเทา หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ ั ั ั ่ ั ช่วยบรรเทา หรื อพึงทาธรรมกถาแก่อาจารย์น้ น ถ้าทิฏฐิบงเกิดแก่อาจารย์ อันเตวาสิ ก ( ศิษย์ที่อยูกบ อาจารย์ ไม่ได้ อยูกบพระอุปัชฌาย์ ) พึงให้สละเสี ยหรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วย หรื อพึงทาธรรมกถาแก่อาจารย์น้ น ่ ั ั ถ้าอาจารย์ตองอาบัติหนัก ควรแก่ปริ วาส อันเตวาสิ ก พึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ้ สงฆ์พึงให้ปริ วาสแก่อาจารย์ ถ้าอาจารย์ควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม อันเตวาสิ กพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย อย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักอาจารย์เข้าในอาบัติเดิม ถ้าอาจารย์ควรแก่มานัต อันเตวาสิ กพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย อย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่อาจารย์ถาอาจารย์ควรอัพภาน อันเตวาสิ กพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย ้ อย่างไรหนอ สงฆ์พงอัพภานอาจารย์ ถ้าสงฆ์ใคร่ จะทากรรมแก่อาจารย์ คือ ตัชชะนี ยกรรม นิยสกรรม ึ ปัพพาชนียกรรม ปฎิสารณี ยกรรม หรื ออุกเขปนียกรรมอันเตวาสิ กพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์ไม่พึงทากรรมแก่อาจารย์หรื อสงฆ์พึงน้อมไป เพื่อกรรมเบา หรื ออาจารย์น้ นถูกสงฆ์ลง ตัชชะนียกรรม ั นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณี ยกรรม หรื ออุกเขปนียกรรม หรื ออุกเขปนียกรรมแล้ว อันเตวาสิ กพึงทาความ ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ อาจารย์พึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิง ประพฤติแก้ตวได้ สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสี ย ่ ั ถ้าจีวรของอาจารย์จะต้องซัก อันเตวาสิ กพึงซัก หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงซักจีวรของอาจารย์ ถ้าจีวรของอาจารย์จะต้องทา อันเตวาสิ กพึงทา หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย อย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงทาจีวรของอาจารย์ ถ้าน้ าย้อมของอาจารย์จะต้องต้ม อันเตวาสิ กพึงต้มเอง หรื อพึงทาควาน
33.
๓๓ ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอใคร ๆ
พึงต้มน้ าย้อม ของอาจารย์ ถ้าจีวรของอาจารย์จะต้องย้อม อันเตวาสิ ก พึงย้อม หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงย้อมจีวรของอาจารย์ เมื่อย้อมจีวรพึงย้อมพลิก กลับไปกลับมาให้ดี เมื่อหยาดน้ าย้อมยังหยดไม่ขาดสาย อย่าพึงหลีกไปเสี ย อันเตวาสิ กไม่บอกอาจารย์ก่อน อย่าให้บาตรแก่ภิกษุบางรู ป อย่ารับบาตร อย่าให้จีวร อย่ารับจีวร อย่าให้ บริ ขาร อย่ารับบริ ขารของภิกษุบางรู ปอย่าปลงผมให้แก่ภิกษุบางรู ป อย่าให้ภิกษุบางรู ปปลงผมให้ อย่าทาบริ กรรมแก่ ภิกษุบางรู ป อย่าให้ภิกษุบางรู ปทาบริ กรรมให้ อย่าทาความขวนขวายแก่ภิกษุบางรู ป อย่าให้ภิกษุบางรู ปทาความ ขวนขวาย อย่าเป็ นปั จฉาสมณะของภิกษุบางรู ป อย่าพาภิกษุบางรู ปไปเป็ นปั จฉาสมณะ อย่านาบิณฑบาตไปให้แก่ภิกษุ บางรู ป อย่าให้ภิกษุบางรู ปนาบิณฑบาตมาให้ อันเตวาสิ กไม่บอกลาอาจารย์ก่อน อย่าเข้าบ้าน อย่าไปป่ าช้า อย่าหลีก ไปสู่ ทิศ ถ้าอาจารย์อาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชีวิตหรื อจนกว่าจะหาย ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นอาจาริ ยวัตรของอันเตวาสิ กทั้งหลายซึ่ งอันเตวาสิ กทั้งหลายพึงพระพฤติชอบ ั ่ ั ่ ั ในอาจารย์ ( อันเตวาสิ ก คือศิษย์ที่ได้บวชจากอุปัชฌาย์ แล้ว ได้ขอลามาอยูกบอาจารย์อีกรู ปหนึ่ง ไม่ได้อยูกบอุปัชฌาย์ ). มูลเหตุอันเตวาสิกวัตร ( อาจารย์ ควรจะต้องกระทากับศิษย์ ที่มาขอศึกษาธรรมวินยด้วย ดังนี้ ) ั [๔๔๔] ก็สมัยนั้น อาจารย์ท้ งหลายไม่ประพฤติชอบในอันเตวาสิ กบรรดาภิกษุที่เป็ นผูมกน้อย . . .ต่างก็เพ่งโทษ ติ ั ้ ั เตียน โพนทะนาว่า ไฉนอาจารย์ท้ งหลายจึงได้ไม่ประพฤติชอบในอันเตวาสิ ก ั แล้วกราบทูลเรื่ องนั้นแด่ พระผูมีพระภาคเจ้า ต่อจากนั้น พระผูมีพระภาคเจ้า รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็ นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ ้ ้ แรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุท้ งหลายว่า ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ข่าวว่า อาจารย์ท้ งหลายไม่พระพฤติชอบใน ั ั อันเตวาสิ ก จริ งหรื อ?. ภิกษุท้ งหลายกราบทูลว่า จริ ง พระพุทธเจ้าข้า ั พระผูมีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย ้ ั การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน ( ตามที่วาแล้ว ข้างบน ) ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุนน จึงไม่ทา ่ ่ ั่ ตาม อันเตวาสิ กวัตร เล่า การกระทาของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควรไม่ใช่กิจของสมณะ ่ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทา ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษ จึงกระทาอย่างนั้น การกระทาของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนัน ไม่เป็ นไปเพื่อ่ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส หรื อเพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทาของ ั ่ ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น นัน เป็ นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็ นอย่างอื่นของชนบาง ่ ั พวกที่เลื่อมใสแล้ว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริ ยาย ดังนี้ แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็ นคนเลี้ยง ้ ยาก ความเป็ นคนบารุ งยาก ความเป็ นคนมักมาก ความเป็ นคนไม่สนโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณ ั แห่งความเป็ นคนเลี้ยงง่าย ความเป็ นคนบารุ งง่ายความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกาจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริ ยายทรงกระทาธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่ องนั้น ที่เหมาะสมแก่ เรื่ องนั้น แก่ภิกษุท้ งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ั ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุท้ งหลาย อาศัยอานาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ั ั ั ่ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสาราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผูเ้ ก้อยาก ๑ เพื่ออยูสาราญแห่งภิกษุผมีศีล ู้ เป็ นที่รัก ๑ เพื่อป้ องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปั จจุบน ๑ เพื่อกาจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใส ั ของชุมชนที่ยงไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิงของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม ๑ พื่อถือ ั ่ ่
34.
๓๔ ตามพระวินย ๑ั
ครั้นแล้วทรงทาธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุท้ งหลายว่า ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย เพราะเหตุน้ นแล เราจักบัญญัติอนเตวาสิ ั ั ั ั กวัตรแก่อาจารย์ท้ งหลาย โดยประการที่อาจารย์ท้ งหลายพึงประพฤติชอบในอันเตวาสิ ก. ั ั อันเตวาสิกวัตร ( อาจารย์ ควรจะต้องกระทากับศิษย์ ที่มาขอศึกษาธรรมวินยด้วย ดังนี้ ) ั [๔๔๕] ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย อาจารย์พึงประพฤติชอบในอันเตวาสิ ก วิธีประพฤติชอบในอันเตวาสิ กนั้น ดังต่อไปนี้ :- ั ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย อาจารย์พงสงเคราะห์ อนุเคราะห์ อันเตวาสิ กด้วยอุเทศ ปริ ปุจฉา โอวาท อนุศาสนี ถ้า ั ึ อาจารย์มีบาตร อันเตวาสิ กไม่มีอาจารย์พึงให้แก่อนเตวาสิ ก หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ั บาตรพึงบังเกิดแก่อนเตวาสิ ก ถ้าอาจารย์มีจีวร อันเตวาสิ กไม่มีจีวร อาจารย์พึงให้แก่อนเตวาสิ ก หรื อพึงทาความ ั ั ขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรพึงบังเกิดแก่อนเตวาสิ ก ถ้าอาจารย์มีบริ ขาร อันเตวาสิ กไม่มีอาจารย์พึง ั ให้แก่อนเตวาสิ ก หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอบริ ขารพึงบังเกิดแก่อนเตวาสิ ก ั ั ถ้ าอันเตวาสิ กอาพาธ อาจารย์พึงลุกแต่เช้าตรู่ แล้วให้ไม้ชาระฟัน ให้น้ าล้างหน้าปูอาสนะ ถ้ายาคูมี พึงล้างภาชนะเสี ยก่อนแล้วนายาคูเข้าไปให้ เมื่ออันเตวาสิ กาดื่มยาคูแล้ว พึงให้น้ า รับภาชนะมา ถือต่า ๆ ล้างให้ เรี ยบร้อย อย่าให้กระทบแล้วเก็บไว้ เมื่ออันเตวาสิ กลุกแล้ว พึงเก็บอาสนะ ถ้าที่น้ นรก พึงกวาดที่น้ นเสี ย ถ้าอันเต ั ั วาสิ กประสงค์จะเข้าบ้านพึงให้ผานุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงให้ประคดเอว พึงซ้อนผ้าห่มสองชั้นให้พึงล้างบาตรให้ ้ พร้อมทั้งน้ า พึงปูอาสนะไว้ดวยเข้าใจว่า เพียงเวลาเท่านี้ อันเตวาสิ กจักกลับมา พึงวางน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า ้ ่ กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ใกล้ ๆพึงลุกรับบาตร จีวร พึงให้ผานุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา ถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดสักครู่ หนึ่ง ้ แต่อย่าผึ่งทิงไว้ที่แดด พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจมิให้มีรอยพับตรงกลาง พึง ้ สอดประคดเอวไว้ในขนดจีวร ถ้าบิณฑบาตมี และอันเตวาสิ กก็ประสงค์จะฉัน พึงให้น้ า แล้วนาบิณฑบาตเข้าไป พึงถามอันเตวาสิ กถึงน้ าฉัน เมื่ออันเตวาสิ กฉันแล้ว พึงให้น้ า รับบาตรมาถือต่า ๆ ล้างให้ดี อย่าให้ครู ดสี เช็ดให้หมดน้ า ผึ่งไว้ที่แดด สักครู่ หนึ่ง แต่อย่าผึ่งทิ้งไว้ที่แดด พึงเก็บบาตร จีวร เมื่อเก็บบาตร . . .เมื่อเก็บจีวร . . . ทาชายจีวรไว้ขางใน แล้วเก็บ ้ เมื่ออันเตวาสิ กลุกแล้วพึงเก็บอาสนะ น้ าล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าที่น้ นรก พึงกวาดที่น้ นเสี ย ่ ั ั ถ้าอันเตวาสิ กใคร่ จะสรงน้ า พึงจัดน้ าสรงให้ ถ้าต้องการน้ าเย็น พึงจัดน้ าเย็นให้ ถ้าต้องการน้ าร้อน พึงจัดน้ า ร้อนให้ ถ้าอันเตวาสิ กใคร่ จะเข้าเรื อนไฟพึงบดจุณ แช่ดิน ถือตังสาหรับเรื อนไฟไปให้ แล้วรับจีวรไปวางไว้ ณ ที่ควร ่ ส่ วนข้างหนึ่ง พึงให้จุณ ให้ดิน ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงเข้าไปสู่ เรื อนไฟ เมื่อเข้าไปสู่ เรื อนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปกปิ ดทั้ง ข้างหน้าทั้งข้างหลัง แล้วเข้า ไปสู่ เรื อนไฟอย่านังเบียดภิกษุผเู ้ ถระ อย่าเกียดกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทาบริ กรรมแก่อนเต ่ ั วาสิ กในเรื อนไฟ เมื่อออกจากเรื อนไฟ พึงถือตังสาหรับเรื อนไฟแล้ว ปกปิ ดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง ออกจากเรื อนไฟ ่ พึงทาบริ กรรมแก่อน-เตวาสิ กแม้ในน้ า อาบเสร็ จแล้วพึงขึ้นมาก่อนทาด้วยของตนให้หมดน้ า นุ่งผ้าแล้วพึงเช็ดน้ าจาก ั ตัวของอันเตวาสิ ก พึงให้ผานุ่ง ผ้าสังฆาฏิ ถือตังสาหรับเรื อนไฟมาก่อนแล้วปูอาสนะไว้ จัดตั้งน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า ้ ่ ่ ่ กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ใกล้ ๆ พึงถามอันเตวาสิ กด้วย ( ว่าต้องการ ) น้ าฉัน อันเตวาสิ กอยูในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่ง นั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปั ดกวาดให้สะอาด เมื่อปั ดกวาดวิหาร พึงขนบาตร จีวรออกก่อนแล้ววางไว้ ณ ที่ควรส่ วน ข้างหนึ่ง ... ถ้าน้ าในหม้อชาระ ไม่มี พึงตักมาไว้ในหม้อชาระ ถ้าความกระสันบังเกิดขึ้นแก่อนเตวาสิ ก อาจารย์พงช่วยระงับ หรื อพึงวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรื อ ั ึ
35.
๓๕ พึงแสดงธรรมกถาแก่อนเตวาสิ กนั้น ถ้าความราคาญบังเกิด
แก่อนเตวาสิ ก อาจารย์พึงบรรเทา หรื อพึงวานภิกษุอื่น ั ั ให้ช่วยบรรเทาหรื อพึงแสดงธรรมกถาแก่อนเตวาสิ กนั้น. ั ถ้าอันเตวาสิ กต้องอาบัติหนัก ควรแก่ปริ วาส อาจารย์พึงทาความขวน ขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์ พึงให้ปริ วาสแก่อนเตวาสิ ก ถ้าอันเตวาสิ กควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม อาจารย์พึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอะไร ั หนอ สงฆ์พึงชักอันเตวาสิ กเข้าหาอาบัติเดิม ถ้าอันเตวาสิ กควรมานัต อาจารย์พึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไร หนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่อนเตวาสิ กถ้าอันเตวาสิ กควรอัพภาน อาจารย์พึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ั สงฆ์พึงอัพภานอันเตวาสิ ก ถ้าสงฆ์ใคร่ จะทากรรมแก่อนเตวาสิ กั คือตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปั พพาชนียกรรม ปฏิสารณี ยกรรม หรื ออุกเขปนียกรรม อาจารย์พึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์ไม่พึงทากรรมแก่ อันเตวาสิ ก หรื อสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมเบา หรื อว่าอันเตวาสิ กนั้นถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารนียกรรมหรื ออุกเขปนียกรรมแล้ว อาจารย์พึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ อันเตวาสิ กพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิง ประพฤติแก้ตวได้ สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสี ย. ่ ั ถ้าจีวรของอันเตวาสิ กจะต้องซัก อาจารย์พึงสั่งว่า ท่านพึงซักอย่างนี้หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบาย อย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงซักจีวรของอันเตวาสิ ก ถ้ าน้ าย้อมของอันเตวาสิ กจะต้องต้ม อาจารย์พึงสั่งว่า ท่านพึงต้มอย่าง นี้ หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงต้มน้ าย้อมของอันเตวาสิ ก ถ้าจีวรของอันเตวาสิ ก จะต้องย้อม อาจารย์พึงสั่งว่าท่านพึงย้อมอย่างนี้ หรื อพึงทาความขวนขวายว่า ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆพึงย้อมจีวร ของอันเตวาสิ ก คือของลูกศิษย์ เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมาให้ดีและเมื่อหยาดน้ าย้อมยังหยดไม่ขาดสาย ไม่พึงหลีกไปเสี ย. ถ้าอันเตวาสิ กอาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชี วต หรื อจนกว่าจะหาย ิ ดูก่อนภิกษุท้ งหลาย นี้แล เป็ นอันเตวาสิ กวัตรของอาจารย์ท้ งหลายซึ่ งอาจารย์ท้ งหลายพึงประพฤติชอบในอันเตวาสิ ก ั ั ั วัตตขันธกะ ที่ ๘ จบ ในขันธกะนีมี ๑๙ เรื่ อง ๑๔ วัตร ้ สรุ ป จากผู้เรี ยบ เรี ยง อันเตวาสิ ก และสัทธิ วิหาริ ก จะต้ องปฏิบัติ กับพระอุปัชฌาย์ และกับอาจารย์ เหมือน ๆ กัน ทางด้ านพระ อุปัชฌาย์ และอาจารย์ ก็จะต้ องกระทากับ อันเตวาสิ ก (ลูกเลียง) และกับสัทธิ วิหาริ ก ( ลูกจริ ง ) เหมือนๆ กัน ้ หัวข้ อประจาขันธกะ [๔๔๖] เรื่ องพระอาคันตุกะ สวมรองเท้า กั้นร่ ม คลุมศีรษะ พาดจีวรบนศีรษะ เข้าไปสู่อาราม ล้างเท้าด้วยน้ าฉัน ไม่ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผูแก่กว่าไม่ถามถึงเสนาสนะ งูตกลงมา ภิกษุผูมีศีลเป็ นที่รักพากัน ้ ้ โพนทะนา พระผูมีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติว่า ภิกษุอาคันตุกะจะเข้าอาราม พึงถอดรองเท้า ลดร่ มห่มลดไหล่ เข้าอารามไม่ตองรี บร้อน พึงสังเกตว่า เจ้าถิ่นประชุมกันที่ไหนพึงวางบาตรจีวรไว้ที่แห่งหนึ่ง ถือ ้ ้ อาสนะที่สมควร ถามถึงน้ าฉันน้ าใช้ พึงล้างเท้า พึงเช็ดรองเท้า ด้วยผ้าแห้งก่อน ด้วยผ้าเปี ยกทีหลัง พึงไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผูแก่กว่า พึงให้ภิกษุเจ้าถิ่นผูออนกว่าไหว้ พึงถามเสนาสนะ ทั้งที่มีภิกษุอยู่ หรื อไม่มีภิกษุ ้ ้่ อยู่ พึงถามถึงโคจรคาม และอโคจรคาม สกุลที่ได้รับสมมติว่าเป็ นเสกขะ ที่ถ่ายอุจจาระ ที่ถ่ายปัสสาวะ น้ าฉัน น้ าใช้ ไม้เท้า กติกาสงฆ์ที่ต้งไว้ว่าควรเข้าเวลาเท่าไร พึงรอสักครู่ หนึ่ง วิหารมีหยากเยื่อ ต้อง ั ชาระ ก่อนชาระ ต้องขนเครื่ องลาดพื้น เขียงรองเท้าเตียง ฟูก หมอน เตียง ตัง กระโถน พนักอิง พึงกวาดหยากเยื่อแต่เพดานลงมาก่อน พึงเช็ดกรอบหน้าต่าง ประตู และมุมห้อง ฝาทาน้ ามันขึ้นรา พื้นทาสี ่ ดา พึงเอาผ้าชุบน้ าเช็ด พื้นไม่ได้ทา พึงเอาน้ าพรมแล้วกวาดเสี ย พึงกวาดหยากเยือทิ้ง เครื่ องลาดพื้น เขียงรองเท้าเตียง เตียง ตัง ฟูก หมอน ผ้าปูนง ผ้าปูนอน กระโถน พนักอิง ผึ่งแดดแล้วเก็บไว้ที่เดิม ่ ่ ั่ ่ ้ ่ ้ พึงเก็บบาตร จีวร อย่าวางบาตรบนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง พึงเก็บจีวรให้ชายอยูดานนอก ขนดอยูดานใน มีลมพัดมาทางทิศตะวันออก ทะวันตก ทิศเหนือ หรื อทิศใต้ พึงปิ ดหน้าต่างทางทิศนั้น ๆ ฤดูหนาว กลางวันพึงเปิ ดหน้าต่าง กลางคืนพึงปิ ด ฤดูร้อน กลางวันพึงปิ ดหน้าต่าง กลางคืนพึงเปิ ด พึงกวาดบริ เวณ ซุ่มน้ า โรงฉัน โรงไฟและวัจจกุฏี หรื อส้วม พึงตักน้ าฉัน น้ าใช้ และน้ าในหม้อชาระ อาคันตุกวัตร คือ หน้าที่ของผูที่มาเยือน แขก ที่มาจากที่อื่น ดังกล่าวมานี้ อันพระผูมีพระภาคเจ้าผูทรงพระคุณหาที่เปรี ยบมิได้ ทรงบัญญัติแล้ว. ้ ้ ้ เรื่ องภิกษุเจ้าถิ่น ไม่ปูอาสนะ ไม่ต้งน้ าล้างเท้า ไม่ลกรับ ไม่ถามด้วยน้ าฉัน น้ าใช้ ไม่ไหว้ ไม่จดเสนาสนะให้ บรรดาภิกษุผมีศีลเป็ นที่รักพากันโพนทะนา ภิกษุเจ้าถิ่นเห็นอาคันตุกะผูแก่กว่า พึงปูอาสนะ ั ุ ั ู้ ้ ตั้งน้ า ลุกรับ ถามด้วยน้ าฉัน น้ าใช้ เช็ดรองเท้าผึ่งไว้ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง พึงไหว้พระอาคันตุกะผูแก่กว่า พึงจัดเสนาสนะถวาย พึงบอกเสนาสนะที่มีภิกษุอยู่ หรื อไม่มีภิกษุอยู่ พึงบอกโคจรคาม และอโคจรคาม ( ้ ที่พระไม่ควรไป) สกุลที่เป็ นเสกขสมมติฐาน ( คือคนที่มีศรัทธามากที่สุด ยอมทาบุญจนหมดตัว หรื อครอบครัวที่มีพระโสดบันที่ทาทานไม่เสี ยดาย ) น้ าฉัน น้ าใช้ ไม้เท้า และพึงบอกกติกาสงฆ์ที่ต้งไว้ว่า เวลา ั นี้ควรเข้าควรออก พระอาคันตุกะอ่อนพรรษากว่าพึงนังบอก พึงแนะนาพระอาคันตุกะ ผูอ่อนพรรษาให้อภิวาท พึงบอกเสนาสนะ นอกนั้นเหมือนนัยหนหลัง อาวาสิ กวัตร คือหน้าที่ของเจ้าถิ่น หรื อผูอยูประจา ่ ้ ้ ่ เจ้าภาพ ดังกล่าวมานี้ อันพระผูมีพระภาคเจ้าผูทรงนาหมู่ ทรงแสดงแล้ว. เรื่ องภิกษุผเู้ ตรี ยมจะไป ไม่เก็บเครื่ องไม้ เครื่ องดิน เปิ ดประตู หน้าต่างทิ้งไว้ ไม่มอบหมายเสนาสนะ เครื่ องไม้ เครื่ องดินเสี ยหาย ้ ้ เสนาสนะไม่มีใครรักษา บรรดาภิกษุผมีศีลเป็ นที่รักพากันโพนทะนา. ู้ ภิกษุผเู้ ตรี ยมจะไป หรื อคมิกวัตร พึงเก็บเครื่ องไม้ เครื่ องดิน ปิ ดประตู หน้าต่างมอบหมายเสนาสนะแล้วจึงหลีกไป พึงมอบหมาย ภิกษุสามเณร คนวัด หรื ออุบาสกก็ได้ พึงยกเตียงขึ้นวางไว้บนศิลากอง เครื่ องเสนาสนะไว้ขางบน เก็บเครื่ องไม้ เครื่ องดิน ปิ ดประตู หน้าต่าง ถ้าวิหารฝนรั่ว ภิกษุผเู้ ตรี ยมจะไปอุตสาหะอยู่ พึงมุงหรื อพึงทาความขวนขวาย ในวิหารที่ฝนไม่รั่วก็เหมือนกันถ้าวิหารฝนรั่วทุกแห่ง พึง ้ ่ ่ ้ ขนเครื่ องเสนาสนะเข้าบ้าน ในที่แจ้งก็เหมือนกันด้วยคิดว่า อย่างไรเสี ย ส่วนของเตียง ตังก็คงเหลืออยูบาง นี้เป็ นวัตร อันภิกษุผเู้ ตรี ยมจะไป หรื อ คมิกวัตร จะพึงประพฤติ. เรื่ องภิกษุท้งหลายไม่อนุโมทนา พระผูมีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้พระเถระอนุโมทนา ภิกษุท้งหลายเหลือพระเถระไว้รูปเดียว พระผูมีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้พระเถรานุเถระรออยู่ ๔-๕ รู ป พระเถระรู ป ั ้ ั ้ หนึ่งปวดอุจจาระกลั้นจนสลบลง นี้เป็ นวัตรในการอนุโมทนา. เรื่ องพระฉัพพัคคียนุ่งห่มไม่เรี ยบร้อย ไม่มีมรรยาท เดินแซง นังเบียดเสี ยดพระเถระ เกลียดกันอาสนะภิกษุใหม่ นังทับสังฆาฏิ ภิกษุผูมีศีลเป็ นที่รักพากันโพนทะนา ภิกษุพึงนุ่งห่มปกปิ ดมณฑลสาม คาด ์ ่ ่ ้ ประคดเอว ผ้า ๒ ชั้น ( ๒ ผืน คือ จีวร และสังฆาฏิ ) ปกปิ ดกายด้วยดี สารวมด้วยดี าทอดลง ไม่เวิกผ้า ไม่หวเราะลัน พึงมีเสี ยงน้อย ไม่โยกกาย ไม่ไกวแขน โคลงศีรษะ ไม่ค้ ากาย ไม่คลุมศีรษะ ไม่เดิน ั ่ กระโหย่ง ปกปิ ดกายด้วยดีสารวมด้วยดี มีตาทอดลง ไม่เวิกผ้า ไม่หวเราะลัน มีเสี ยงน้อย ไม่โยกกายไม่ไกวแขน ไม่โคลงศีรษะ ไม่ค้ ากาย ไม่คลุมศีรษะ ไม่นงรัดเข่า ไม่นงเบียดเสี ยดพระเถระ ไม่เกลียดกัน ั ่ ั่ ั่ อาสนะภิกษุใหม่ ไม่นงทับสังฆาฏิคือเอามานังทับคล้ายที่รองนัง เมื่อเขาถวายน้ า พึงรับไปล้างบาตรถือต่า ๆ พึงค่อย ๆ เทน้ าลงในกระโถน ด้วยคิดว่า กระโถนอย่าเลอะเทอะ ภิกษุใกล้เคียงอย่าถูกน้ ากระเซ็น ั่ ่ ่ เมื่อเขาถวาย ข้าวสุก พึงประคองบาตรรับ พึงไว้โอกาสสาหรับแกง ถ้ามีเนยใส น้ ามันหรื อแกงอ่อม พระเถระพึงบอกว่า จงถวายภิกษุทุกรู ปเท่า ๆ กัน พึงรับบิณฑบาตโดยเคารพ พึงมีความสาคัญในบาตร พึง รับบิณฑบาตพอสมกับแกงพอเสมอขอบปากบาตร พระเถระไม่พึงฉันก่อนในเมื่อข้าวสุก หรื ออาหารยังไม่ทวถึงแก่ภิกษุทกรู ป พึงฉันบิณฑบาตโดยเคารพ พึงมีความสาคัญในบาตรฉัน พึงฉันบิณฑบาตตามลาดับ ั่ ุ
36.
๓๖ พึงอาหารฉันพอสมควรกับแกง ไม่พึงฉันขยุมแต่ยอดลงไป ไม่พึงฉันกลบแกงหรื
อกับข้าวเพื่ออยากได้ ้ แกงมาก ไม่พึงขอแกง หรื อกับข้าวมาฉัน ไม่พึงแลดูบาตรของภิกษุอื่นด้วยมุ่งจะยกโทษ ไม่พึงทาคาข้าว ให้ใหญ่ พึงทาคาข้าวให้กลมกล่อม ไม่พึงอ้าปากไว้คอยท่า ไม่พึงสอดมือทั้งหมดเข้าปาก ไม่พึงพูดเมื่อยังมีคาข้าวยังอยูในปาก ไม่พึงฉันโยนคาข้าว ไม่พึงฉันกัดคาข้าว ไม่พึงฉันทาแก้มให้ตุ่ย ไม่พึงฉันสลัดมือ ่ ไม่พึงฉันทาเมล็ดข้าวตก ไม่พึงฉันแลบลิ้น ไม่ทาเสี ยงดังจับ ๆ ไม่พึงฉันทาเสี ยงซู๊ด ๆ ไม่พึงฉันเลียมือ ไม่พึงฉันขอด หรื อขูดบาตรให้มีเสี ยงดัง ไม่พึงฉันเลียริ มฝี ปาก ไม่พึงรับขันน้ าด้วยมือเปื้ อนอามิส พระเถระ ๊ ไม่พึงรับน้ าก่อนที่ภิกษุท้งหมดยังฉันไม่เสร็จ พึงค่อย ๆ ล้างบาตร พึงค่อย ๆ เทน้ าลงในกระโถน อย่าให้กระโถนเลอะเทอะ อย่าให้กระเซ็นถูกภิกษุใกล้เคียง อย่าให้กระเซ็นถูกสังฆาฏิ พึงค่อย ๆ เทน้ าลงบน ั พื้นดิน ไม่พึงเทน้ าล้างบาตรมีเมล็ดข้าว เมื่อกลับ ภิกษุใหม่พึงกลับก่อน พระเถระพึงกลับทีหลัง พึงปกปิ ดกายด้วยดี ไม่พึงเดินกระโหย่ง ภัตตัคควัตร คือ การอนุโมทนาให้แก่ชาวบ้านผูใจบุญ ดังกล่าวมานี้ อัน ้ พระผูมีพระภาคเจ้าผูเ้ ป็ นธรรมราชาทรงบัญญัติไว้แล้ว. ้ เรื่ องภิกษุถือเที่ยวบิณฑบาตนุ่งห่มไม่เรี ยบร้อย ไม่มีมารยาทเข้าบ้าน ออกจากบ้านไม่กาหนด เข้าออกรี บร้อนเกินไป ยืนไกลเกินไป ใกล้เกินไป นานเกินไป กลับเร็ วเกินไป ภิกษุถือเที่ยวบิณฑบาตอีก รู ปหนึ่งก็เป็ นเช่นนั้น ภิกษุถือเที่ยวบิณฑบาต จะเข้าบ้านพึงปกปิ ดกายด้วยดี สารวมด้วยดี มีตาทอดลง ไม่เวิกผ้า ไม่หวเราะลัน มีเสี ยงน้อย ไม่โยกกาย ไม่ไกวแขน ไม่โคลงศีรษะ ไม่ค้ ากาย ไม่คลุมศีรษะ ไม่ ั ่ เดินกระโหย่ง พึงสังเกตก่อน อย่ารี บร้อนเข้าออก อย่ายืนไกลนัก ใกล้นก นานนัก อย่ากลับเร็วนัก พึงยืนกาหนดว่า เขาพักการงาน ลุกจากที่นง จับทัพพี จับภาชนะตั้งไว้หรื อไม่ พึงแหวกผ้าซ้อนประคอง ั ั่ บาตรรับภิกษา ขณะรับไม่พึงนองดูหน้าผูถวาย แม้ในแกงก็พึงกาหนดเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อเขาถวายภิกษาแล้ว ภิกษุพึงคลุมบาตรด้วยผ้าซ้อนกลับไป พึงปกปิ ดกายด้วยดีเดินไป พึงสารวมด้วยดี มีตาทอดลงไม่เวิก ้ ผ้า ไม่หวเราะลัน มีเสี ยงน้อย ไม่โยกกาย ไม่ไกวแขน ไม่โคลงศีรษะไม่ค้ ากาย ไม่คลุมศีรษะ ไม่เดินกระโหย่ง รู ปใดกลับก่อนพึงปูอาสนะไว้ จัดกระโถนไว้ เตรี ยมน้ าฉันน้ าใช้ไว้ รู ปใดกลับทีหลังประสงค์จะฉัน ั ่ ก็พึงฉัน ถ้าไม่ประสงค์ก็พึงเททิ้ง พึงเก็บอาสนะน้ าล้างเท้า ตังรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าเก็บน้ าฉันน้ าใช้ กวาดโรงฉัน รู ปใดเห็นหม้อน้ าฉัน น้ าใช้ หม้อน้ าชาระว่างเปล่า พึงจัดตั้งไว้ ถ้าเป็ นการสุดวิสยพึงกวัก ่ ั ่ มือเรี ยกเพื่อนมาช่วย แต่ไม่พึงเปล่งวาจา นี้เป็ นปิ ณฑจาริ กวัตร คือการออกรับอาหารบิณฑบาต เรื่ องภิกษุอยูป่า ไม่เตรี ยมน้ าฉัน น้ าใช้ ไฟ ไม้สีไฟ ไม่รู้นกษัตร ไม่รู้ทิศ พวกโจรถามก็ตอบว่า ไม่มี ไม่รู้ทุกอย่าง ั จึงถูกทุบตี ภิกษุ ที่อยูป่าพึงเข้าถุงบาตรคล้องบ่า พาดจีวรบนไหล่ ครั้นจะเข้าบ้าน พึงถอดรองเท้าใส่ ถุงคล้องบ่า ปกปิ ดมณฑลสาม นุ่งห่มให้เป็ นปริ มณฑล แม้ในอารัญญิกวัตร ก็มีนยเหมือนปิ ณฑจาริ กวัตร ่ ั ออกจากบ้านแล้ว พึงเข้าถุงบาตรคล้องบ่า พับจีวรวางบนศีรษะ สวมรองเท้าเดินไป พึงเตรี ยมน้ าฉัน น้ าใช้ ไฟ ไม้สีไฟไม้เท้า เรี ยนนักษัตร ทั้งสิ้ นหรื อบางส่วน พึงเป็ นผูฉลาดในทิศ อารัญญิกวัตร คือ การอยูป่า ้ ่ ดังกล่าวมานี้ อันพระผูมีพระภาคเจ้าผูสูงสุดกว่าหมู่สตว์ทรงบัญญัติแล้ว ้ ้ ั เรื่ องภิกษุมากรู ปทาจีวรในที่แจ้ง ถูกธุลีกลบ ภิกษุผูมีศีลเป็ นที่รักพากันโพนทะนา ถ้าวิหารรก เมื่อจะชาระ ชั้นต้นพึงขนบาตรจีวรออก ขนฟูก หมอน เตียง ตัง กระโถน พนักอิง ออกไป พึงกวาด ้ ่ หยากเยื่อลงจากเพดาน พึงเช็ดกรอบประตู หน้าต่าง และมุมห้อง ฝาทาน้ ามันขึ้นรา พื้นทาสี ดา พื้นไม่ได้ทา พึงเช็ดทาให้สะอาด พึงกวาดหยากเยื่อทิ้งเสี ย ไม่พึงเคาะเสนาสนะใกล้ภิกษุ วิหาร น้ าฉัน น้ าใช้ ไม่ พึงเคาะเสนาสนะในที่สูง เหนือลม ใต้ลม เครื่ องลาดพื้น เขียงรองเท้า เตียง ตัง ฟูก หมอน ผ้านิสีทนะกระโถน พนักอิง พึงตากชาระ เก็บไว้ตามเดิม เก็บบาตร จีวร บาตรอย่า วางบนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรอง ่ จีวรต้องพาดชายไว้ดานนอก ขนดไว้ดานในลมทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ฤดูหนาว กลางวันเปิ ดหน้าต่าง กลางคืนปิ ด ฤดูร้อน กลางวันปิ ดหน้าต่าง กลางคืนเปิ ด กวาดบริ เวณ ซุ้มน้ า โรง ้ ้ ่ ั ฉัน โรงไฟ วัจจกุฎี ตักน้ าฉัน น้ าใช้มาตั้งไว้ ตักน้ ามาใส่หม้อน้ าชาระไว้ อยูกบภิกษุผแก่กว่า ยังไม่ได้บอกกล่าว อย่าให้อุเทศปริ ปุจฉา อย่าสาธยาย อย่ากล่าวธรรม อย่าตามประทีป อย่าเปิ ดหน้าต่างอย่า ู้ ปิ ดหน้าต่าง พึงเดินตามภิกษุผแก่กว่า อย่ากระทบแม้ดวยชายผ้า พระผูมีพระภาคเจ้าผูมหาวีระ ทรงบัญญัติเสนาสนะวัตรนั้นไว้แล้ว ู้ ้ ้ ้ เรื่ องพระฉัพพัคคียถูกพระเถระห้าม ปิ ดประตู พระเถระสลบ ภิกษุผมีศีลเป็ นที่รักพากันโพนทะนา ภิกษุพึงเทเถ้าทิ้งเสีย กวาดเรื อนไฟ ชานภายนอกบริ เวณ ซุ้มประตู ศาลาเรื อนไฟ บดจุณแช่ดิน ตักน้ าไว้ ์ ู้ ในรางน้ า เอาดินเหนียวทาหน้า ปิ ดทั้งข้างหน้า ทั้งข้างหลัง ไม่นงเบียดเสียดพระเถระ ไม่เกียดกันอาสนะภิกษุใหม่ ถ้าอุตสาหะ พึงทาบริ กรรมแก่พระเถระในเรื อนไฟ อย่าอาบน้ า น้ าข้างหน้า เหนือน้ า ให้หนทาง ั่ เรื อนไฟเปรอะเปื้ อน รางแช่ดินเก็บตัง ดับไฟ เปิ ดประตู นี้ชนตาฆรวัตร คือการอบไอน้ าสมุนไพร เรื่ องภิกษุถ่ายอุจจาระแล้วไม่ชาระ ถ่ายอุจจาระตามลาดับผูแก่กว่า ทรงอนุญาตให้ถ่ายตามลาดับผูมาถึง พระฉัพพัค ่ ั ้ ้ คียเ์ ข้าวัจจกุฎีเร็วบ้าง เวิกผ้านุ่งเข้าไปบ้าง ถอนหายใจใหญ่พลางถ่ายอุจจาระบ้าง เคี้ยวไม่ชาระฟันบ้าง ถ่ายอุจจาระปัสสาวะออกนอกรางบ้าง บ้วนเขฬะลงในรางบ้าง ใช้ไม้ชาระหยาบบ้าง ทิ้งใช้ชาระลงในช่อง ่ ้ ่ ้ ถ่ายอุจจาระบ้าง ออกมาเร็ วเกินบ้าง เวิกผ้าออกมาบ้าง ชาระมีเสี ยงดังจะปุจะปูบาง เหลือน้ าไว้ในกระบอกชาระบ้าง ภิกษุยืนอยูขางนอกพึงกระแอม ภิกษุอยูขางในพึงกระแอมรับ พึงพาดจีวรไว้บนราว บนสาย ้ ระเดียงที่ตากผ้า อย่ารี บด่วนเข้าไป อย่าเวิก เปิ ดผ้าเข้าไป พึงยืนบนเขียง อย่าถอนหายใจใหญ่ อย่าเคี้ยวไม้ชาระฟัน อย่าถ่ายอุจจาระปัสสาวะนอกราง อย่าบ้วนเขฬะลงในราง อย่าใช้ไม้ชาระอุจจาระที่หยาบจะ เกิดบาดแผลได้ อย่าทิ้งไม้ชาระลงในช่องถ่าย พึงยืนบนเขียงถ่าย ปิ ดผ้า อย่าออกมาให้เร็ วนัก อย่าเวิกผ้าออกมา ยืนบนเขียงถ่ายแล้วจึงปิ ด อย่าชาระให้มีเสี ยงดังจะปุจะปุ อย่าเหลือน้ าชาระไว้ ยืนบนเขียงถ่าย แล้วจึงเวิกผ้า วัจจกุฎีเปรอะเปื้ อน วัจจกุฎี ชานภายนอก บริ เวณ ซุ้มประตู ต้องชาระให้สะอาด ตะกร้าไม้ชาระเต็มพึงเทเสี ย พึงตักน้ าใส่ในหม้อชาระ นี้ วัจจกุฎีวตร คือ เรื่ องห้องน้ า เรื่ องสัทธิวิหาริ ก ถอด ั รองเท้า ถวายไม้ชาระฟัน น้ าล้างหน้า ปูอาสนะ ถวายยาคู น้ าล้างภาชนะ เก็บอาสนะ ที่รก เข้าบ้าน ถวายผ้านุ่งประคดเอวผ้าซ้อนสองชั้น บาตรพร้อมทั้งน้ า ปัจฉาสมณะ ปิ ดมณฑลสาม ( คือ นุ่ง และห่มให้ผา ้ ปิ ดหลุมตอ ปิ ดที่บาทั้งสอง ปิ ดที่ครึ่ งหนึ่งของหน้าแข้งทั้งสองข้าง และปิ ดที่ขอมือทั้งสองข้าง ) นุ่งให้เป็ นปริ มณฑล คาดประคดเอวซ้อนผ้าสองชั้น ล้างบาตร เป็ นปัจฉาสมณะ เดินไม่ไกลไม่ชิดนัก รับของใน ่ ้ บาตร พระอุปัชฌายะกาลังพูด กล่าวถ้อยคาล่อแหลมต่ออาบัติ กลับมาก่อน ปูอาสนะไว้ ตั้งน้ าล้างเท้า ตังรองเท้ากระเบื้องเช็ดเท้า ลุกไปรับ ถวายผ้านุ่งผลัด ผึ่งที่แดด อย่าผึ่งทิ้งไว้ รอยพับ สอดประคดเอวไว้ใน ่ ขนด อุปัชฌายะจะฉันพึงน้อมบิณฑบาตถวาย ถามถึงน้ าฉัน ถวายน้ า รับบาตรมาถือต่า ๆ ผึ้งแดดไว้ครู่ หนึ่ง อย่าผึ่งทิ้งไว้ อย่าเก็บบาตรไว้บนพื้นที่ปราศจากเครื่ องรองพาดชายไว้ขางนอก ขนดไว้ขางใน เก็บ ้ ้ อาสนะ เก็บน้ าล้างเท้า กวาดที่รก พระอุปัชฌายะจะสรงน้ า ถวายน้ าเย็น น้ าร้อน เรื อนไฟ บดจุณ แช่ดิน ตามหลังเข้าไปถวายตัง รับจีวร ถวายจุณ ถวายดิน ถ้าอุตสาหะ ทาหน้า ปิ ดข้างหน้าข้างหลัง ไม่นงเบียด ่ ั่ พระเถระ ไม่เกียดกันอาสนะภิกษุใหม่ ทาบริ กรรม ( คือ บีบ นวด ขัด ถู ชาระร่ างกายให้สะอาด ) ออกจากเรื อนไฟ ปิ ดข้างหน้าข้างหลัง ทาบริ กรรมในน้ า อาบน้ าแล้วพึงขึ้นก่อน นุ่งผ้า เช็ดตัวอุปัชฌายะ ถวาย ผ้านุ่ง ผ้าสังฆาฏิ ถือตังเรื อนไฟ ปูอาสนะไว้ ตั้งน้ าล้างเท้า ตั้งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ถามถึงน้ าฉัน เรี ยนบาลีอรรถกถา ถ้าอุตสาหะ พึงปัดกวาดวิหารที่รก ก่อนปัดกวาดพึงขนบาตร จีวร ผ้าปูนง ปูนอน ่ ั่ ฟูก หมอน เตียงตัง เขียงรองเท้าเตียง กระโถน พนักอิง เครื่ องลาดพื้นออกไป พึงกวาดหยากไย่แต่เพดานลงมา เช็ดกรอบประตูหน้าต่าง ฝาทาน้ ามัน พื้นทาสี ดา พื้นไม่ได้ทา พึงเก็บเครื่ องลาดพื้น เขียง ่ รองเท้าเตียง เตียง ตัง ฟูก หมอน ผ้าปูนง ปูนอน กระโถน พนักอิง เก็บบาตรจีวร ลมทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ฤดูหนาว ฤดูร้อน กลางวัน กลางคืน บริ เวณ ซุ่มน้ า โรงฉัน โรงไฟ วัจจกุฎี ่ ั่ ั ่ ตักน้ าฉัน น้ าใช้ น้ าชาระ พระอุปัชฌายะกระสันราคาญ เห็นผิด ต้องครุ กาบัติ ( อาบัติที่หนัก เช่น สังฆาทิเสส) ควรมูลายปฏิกสสนา ( ต้องอาบัติสงฆาทิเสสอยูแล้ว กาลังจะดาเนินการแก้ดวยธรรมวินย คืออยูใน ั ้ ั ่ ่ ่ ่ ระหว่างที่จะอยูปริ วาส อยูมานัต ก่อนที่จะอัพพาน แต่ได้ตองอาบัติขอเดิม หรื อข้อใหม่จาก ๑๓ ข้อ หรื อต้องความผิด ( อาบัติ ) ข้อใดข้อหนึ่งซ้ าอีกรอบ ) มานัต ( คือการอยูในที่จากัด ตามระเบียบทางพระวินย โดย ้ ้ ั มีสงฆ์ อย่างน้อย ๔ รู ป หรื อมากกว่า เป็ นผูดูแล ) อัพภาน ( การที่หมู่กลุ่มของสงฆ์ยอมรับพระที่เคยต้องอาบัติสงฆาทิเสสมาแล้ว และได้อยูมานัตมาเรี ยบร้อยแล้ว เข้าสู่หมู่สงฆ์ โดยมีพระสงฆ์ อย่างน้อย ๒๐ รู ป เป็ น ้ ั ่ พยานในการออกจากอาบัติสงฆาทิเสส ) ถ้าถูกลงตัชชะนียกรรม ( กรรม หรื อการกระทาที่สงฆ์จะพึงทาแก่พระภิกษุที่ควรขู่ เป็ นวิธีการที่หมู่สงฆ์จานวนมากจะใช้ลงโทษกับพระที่ชอบก่อการทะเละวิวาท ก่ออธิกรณ์ ั ั เรื่ องราวที่ไม่ดีข้ ึนในสงฆ์ พระทีมีอาบัติมาก คลุกคลีกบคฤหัสถ์ในเรื่ องที่ไม่ควร ) นิยสกรรม ( กรรม หรื อการกระทาที่สงฆ์จะพึงทาแก่พระที่ทาผิดให้ไร้ยศ คือถอดยศ ใช้ลงโทษกับพระที่มีความผิดมาก ๆ หรื อคลุกคลีกบโยมด้วยการคลุกคลรี ท่ีไม่ควร โดยปรับให้ให้ถือนิสยใหม่ คือ มาเริ่ มต้น เป็ น ศิษย์ใหม่ ) ปัพพาชนียกรรม (กรรมที่หมู่สงฆ์พึงทากับภิกษุที่ควรจะไล่เสี ย การขับออกจากวัด เป็ นวิธีการที่หมู่สงฆ์จะ ั ั ทาโทษกับพระที่ทาผิด คือ เมื่อพระทาทาผิด เกี่ยวกับ ประทุษร้ายชาวบ้าน สกุล ทาผิดเป็ นที่เลื่องลือ หรื อ เล่นคะนอง ๑ อนาจาร ๑ ลบล้างพระบัญญัติในพระไตรปิ ฎก ๑ มิจฉาชีพ ๑ ปฎิสารณี ยกรรม ( คือกรรม หรื อการกระทาที่สงฆ์จะพึงทาต่อภิกษุอนจะพึงให้กลับไป หมายถึง การที่หมู่สงฆ์ลงโทษแก่พระรู ปหนึ่งที่ไป ด่า ว่า โยมที่มีศรัทธาถวายปัจจัย ๔ ซึ่ งเป็ นการรักษาศรัทธา และเกิดความเลื่อมใสเพิ่มขึ้น โดย ั ให้พระที่ทาผิดนั้นไปขอโทษโยม โดยวาจา แต่ไม่ใช่พระไปกราบขอโทษโยม เพราะพระห้ามกราบชาวบ้าน ปฏิสารานี ยธรรม ก็เขียน) และอุกเขปนียกรรม ( กรรมหรื อการกระทาที่หมู่สงฆ์จะพึงทากับพระที่มี ความผิดที่ควรจะยก ( ออกจากหมู่ ) เสี ย เป็ นวิธีการที่หมู่สงฆ์ใช้ลงโทษกับพระที่แต่ไม่ยอมรับว่าทาผิด เรี ยกว่าไม่ยอมรับอาบัติ เช่น ถ้าพระ จับเงิน นี่ผิด แต่พระที่ถือเงินนั้น ก็ไม่ยอมรับว่า ผิดตามวินยของ ั พระพุทธเจ้า หรื อใช้ลงโทษกับพระที่ไม่ยอมทาคืนอาบัติ คือ เมื่อผิดแล้ว ไม่ยอมรับว่า ผิด ไม่ยอมให้ลงโทษ ผิดแล้ว ไม่ยอมแสดง หรื อไม่เปิ ดเผยความผิด ( อาบัติ ) เช่น พระถือเงิน แล้ว ก็ไม่ยอมสละเงินให้หมู่สงฆ์ แล้ว ก็ตองแสดงอาบัติ แต่พระที่ถือเงินนั้น ก็ไม่ยอมทาตามวินยของพระพุทธเจ้า หรื อใช้ลงโทษกับพระที่มีความเห็นผิดที่ชวร้าย ( ทิฏฐิบาป ) ที่ไม่ยอมสละ ซึ่ งเป็ นทางเสี ยแก่สีลสามัญญตา คือความเสมอภาคกันใน ้ ั ั่ เรื่ องศีลของพระที่อยูดวยกัน หรื อไม่เสมอภาคกันทางทิฏฐิสามัญตา ( ทิฏฐิ ความเห็น ) วิธีการลงโทษ ก็คือการไม่ยอมให้ร่วมสมโภคกับหมู่สงฆ์ที่ดี ๆ คือ ไม่ให้ร่วมฉันภัตตาหาร ( รับประทานอาหาร ) ไม่ให้อยู่ ่ ้ ร่ วมด้วยในวัด ในหมู่ ไม่ให้มีสิทธิที่ควรจะได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ การที่พระถูกตัดสิ ทธิ์ชว คราว เพราะทาผิด ถ้าพระที่ผิดนั้นแก้ตวแล้ว ก็จะดีข้ ึน สามารถเข้าร่ วมกับหมู่สงฆ์ท่ีดี ได้ ( ไม่ใช่เข้าร่ วมหมู่สงฆ์ที่ชว ๆ ) ) ั่ ั ั่ จีวรของพระอุปัชฌายะควรซัก ทา ย้อม พึงซัก ทา ย้อมให้พลิกกลับไปกลับมา รับบาตร จีวร และบริ ขารโกนผม ทาบริ กรรม ทาความขวนขวายเป็ นปัจฉาสมณะ ให้บิณฑบาต เข้าบ้านอย่าไปป่ าช้า อย่าไปสู่ ทิศ พระอุปัชฌายะอาพาธต้องพยาบาลตลอดชีวิต วัตรดังกล่าวมานี้เป็ นอุปัชฌายวัตร อันสัทธิวิหาริ กพึงประพฤติชอบต่ออุปัชฌายะ เรื่ องอุปัชฌายะสงเคราะห์ดวยโอวาท อนุศาสนี อุเทศ ปริ ปุจฉา บาตรจีวร และ ้ บริ ขาร ความอาพาธ ไม่พึงเป็ นปัจฉาสมณะ อุปัชฌายวัตรฉันใด แม้อาจริ ยวัตรก็ฉนนั้น สิ ทธิวิหาริ กวัตรฉันใด อันเตวาสิ กวัตรก็ฉนนั้น อาคันตุกวัตรฉันใด อาวาสิ กวัตรก็ฉนนั้น คมิกวัตร อนุโมทนาวัตร ภัตตัค ั ั ั คะวัตร บิณฑจาริ กวัตร อารัญญิกวัตร เสนาสนวัตร ชันตาฆรวัตร วัจจะกุฎีวตร อุปัชฌายะวัตร สัทธิวิหาริ กวัตร อาจริ ยวัตร อันเตวา-สิ กวัตร เหมือนกันในขันธกะนี้ ั มี ๑๙ เรื่อง ๑๔ วัตร ภิกษุผู้ไม่ บาเพ็ญวัตร ชื่อว่าไม่ บาเพ็ญศีลผู้มศีลไม่ บริสุทธิ์ ทรามปัญญาย่อมไม่ ประสบเอกัคคตาจิต (เอกัคคตาจิต คือจิตที่ได้ สมาธิ) ผู้มีจตฟุ้ งซ่ าน มีอารมณ์ มาก ย่ อมไม่ เห็นธรรมโดย ี ิ ชอบ เมื่อไม่ เห็นพระสั ทธรรม ย่ อมไม่ พ้นจากทุกข์ ภิกษุบาเพ็ญวัตร ชื่อว่าบาเพ็ญศีล ผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญา ย่ อมประสบเอกัคคตาจิต ( จิตที่ได้สมาธิ อย่างต่าในขั้นฌาณ ๔ ) ผู้มีจตไม่ ฟุ้งซ่ าน มีอารมณ์ อย่ าง ิ เดียว ย่ อมเห็นธรรม อันมี มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน อริยะขั้นใดขั้นหนึ่งใน ๘ จาพวก คือ พระโสดาปัตติมรรค โสดาบันปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตะ มรรค อรหัตตตะผล โดยชอบ เมื่อเห็นพระสั ทธรรมย่ อมพ้นจากทุกข์ ได้ เพราะเหตุน้ ัน แล โอรสของพระชินเจ้า ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ พึงบาเพ็ญวัตร อันเป็ นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ แต่น้ ันจักถึงพระนิพพาน ดังนี้แล. หั วข้ อประจาขันธกะ จบ ผูเ้ รี ยบรี ยง ได้พยายามคัด เรี ยบเรี ยง ให้สามารถอ่านเข้าใจง่าย จัดรู ปแบบ ขั้นตอน สานวน ภาษา ที่มาจากวัตตะขันธะกะ ในพระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๙ วินัย
37.
๓๗ จุลวรรค ข้ อที่
๔๑๔ หน้ า ๓๓๗ ถึงข้อ ๔๔๖ และมีอรรถกถา ด้วย จนถึงหน้ า ๓๙๗ ชุด ๙๑ เล่ ม ถ้านับตามฉบับบาลีแบบ ๔๕ เล่ ม จะอยู่ในเล่ มที่ ๗ อย่า ลืมให้เลือกเอา แต่ส่วนที่ถูก ดี ตามธรรมวินยด้วย ( กาลามสูตร ) ถ้าผิดก็อย่าลืมแก้ไข.. ตัวเอง และแก้จุดที่ผิดในหนังสื อนี้ ดวย ั ้ บิณฑบาตในวัดวป่ าดงใหญ่ กฐิน ๘ ต.ค. ๒๕๔๙ พระประสิทธิ์ ( แววศรี ) ฐานะธัมโม จงมีสข พ้นจากทุกข์ เจริญใน ศรัทธา ศีล วิรยะ สติ สมาธิ ปัญญ บรรลุถงนิพพานบรมสุข เร็ว ๆ ไว ๆเทอญ. ุ ิ ึ ั (พิกดวัดป่ าดงใหญ่ ณ ที่ศาลา คือ ๑๕ องศา ๕๔ ลิปดา ๕๔ ฟิ ลิปดา เหนือ และ ๑๐๔ องศา ๓๐ ลิปดา ๐๖.๔๔ ฟิ ลิปดา ตะวันออก) วัดป่าดงใหญ่ ถนน ๒๔๐๘ ก.ม. ๕+๗๑๒ ม. เลขที่ ๑๓๕ หมู่ ๒ บ้านแดงหม้อ ต. แดงหม้อ อ. เขื่องใน จ. อุบลราชธานี ๓๔๑๕๐ สอน ฝึก ศึกษา ปฏิบัติ ภาวนา เพื่อความสุสจากอริยะ ทั้ง ๘ โดยพระประสิทธิ์ ( แววศรี ) ฐานะธัมโม เกิด ๒๘ ส. ค. ๑๑ จบ ป. ๖ ณ ร.ร. แดงหม้อ --> ม.๓ ณ ร.ร. นาคาวิทยา --> ป.ว.ช. ช่างยนต์ ณ ว. เทคนิคอุบล --> ป.ว.ส. เทคนิคยานยนต์ ณ ว. ช่างกลปทุมวัน --> เข้ารับราชการกรม ที่ดิน ๔ ปี --> ส.จ.พ. (สถาบันเทคโนโลยีพระจอม-เกล้า พระนครเหนือ ) + ปริญญาตรี ค.อ.บ. สาขาวิศวกรรมเครื่องกล เกียรตินิยม --> โอนย้ายไปกรม โยธาธิการ ๑ ปี ๒๕๓๖ --> ส.จ.ล. (สถาบันเทคโนโลยีพระจอม-เกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ) + กาลังจะต่อปริญญาโท วิศวกรรมเครื่องกล --> บวช ๒ ส. ค. ๓๖ --> เข้าใจธรรม + สบาย ๑๕ ก. ค. ๓๙ เป็นพระกรรมฐาน อยู่ป่ามาประมาณ ๑๖ ปี ผ่านการศึกษาธรรม + สนทนาธรรมกับครูบา อาจารย์ ในวัด สานัก ต่างๆ ดังนี้ กับหลวงพ่อแสวง อชิโต (วัดแดงหม้อ จาพรรษา ณ วัดบ้านลือชัย)+อยู่จาพรรษา ๑ ปี (ฉันมื้อเดียว), ต่อจากนั้นได้เข้า สู่วงการ วัดป่าพระกรรมฐาน โดยเริ่มที่ได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ กับ ((หลวงพ่อสี สิริญาโณ เป็นองค์แรก) ซึงท่านเป็น) ศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท วัด ่ หนองป่าพง อาเภอวารินชาราบ จังหวัดอุบลราชธานี (หลวงปู่ชา เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, +หลวงปูทองรัตน์ (หลวงปู่ทองรัตน์ บิดาแห่งพระ ่ กรรมฐาน สายมหานิกาย เป็นศิษย์หลวงปู่ เสาร์ กันตะสีโล) +หลวงปู่กินรี (ศิษย์ ล.ป. มั่น ) เช่น หลวงพ่อศรี สิริญาโณ (วัดป่าศรีมงคล) + อยู่จาพรรษา ๒ ปี (เริ่มเข้าสู่วงการ วัดป่ากรรมฐานแท้ ๆ ที่วัดป่าศรีมงคล สาขาที่ ๑๓ เมื่อ ๒๕ ธ.ค. ๓๖ รับเข้าหมู่เมื่อ ๙ ม.ค. ๒๕๓๗ โดยหลวงพ่อสี เป็นผู้รับเข้าหมู่ใน สาขาวัดหนองป่าพง) , หลวงพ่อเลี่ยม (ณ วัดหนองป่าพง), ณ วัดป่าโนนเก่า สาขาของหลวงปู่จันทร์ + จาพรรษา ๑ ปี, ณ วัดป่าบึง-เขาหลวง+ หลวงปู่จันทร์, ณ วัดป่านานาชาติ อยู่จาพรรษา ๒ พรรษา คือที่วัดป่านานาชาติ (กับ อ. ชยสาโร)+ ในปี ๒๕๓๘ ๑ พรรษา และในปี ๒๕๓๙ (๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ณ ทางจงกรมหน้าศาลา บนภูเขา เวลาประมาณ ๑ ทุ่ม เป็นสถานที่ ที่เข้าใจธรรม) ซึ่งได้จาพรรษาที่ สานักสงฆ์เต่าดา อ. ไทรโยค จ. กาญจนบุรี ( อ. ปสันโนไปเยี่ยม)+ ๑ พรรษา + ศึกษากับหลวงพ่อสุเมโธ (ประทเศ อังกฤษ), + ล.พ. ปสันโน (รัฐแคลิฟอเนีย ประเทศสหรัฐ), + อ. ชยสา โร (โคราช), + อ. ญาณธัมโม ( อ. วังน้าเขียว), + อ. พรฺหมวังโส, + ภิกษุชาวต่างประเทศมากมาย ( เฉพาะศิษย์ ของหลวงปู่ชา สุภัทโท ที่เป็นชาวต่างประเทศ มี ประมาณ ๑๐๘ รูป โดย มาจากประมาณ ๒๗ ประเทศ : จากข้อมูลวัดป่านานาชาติในปี ๒๕๔๕ ) , ได้สนทนาธรรมกับครูบาอาจารย์ในเขต จังหวัดอุบลราชธานี + อีสาน + เหนือ+กลาง + ทั่วประเทศ + ศึกษาในวัดอื่น ๆ ในสาขาวัดหนองป่าพง ทั่วประเทศ เช่น กับ หลวงพ่อสี (วัดป่าศรีมงคล), ล.พ. เลียม (วัด ่ หนองป่าพง), ล.พ. บรรจง (วัดป่าค้อเจริญธรรม), ล.พ. กัณหา (วัดแพร่ธรรมาราม), ล.พ. ประสพไชย ((เปี๊ยก) วัดฟ้าคราม), อ. อัครเดช ((ตั๋น) วัดป่าบุญญาวาส), ล.พ. อนันต์ (วัดมาบจันทร์), ล.พ. บัณฑิต (วัดแม่ใจใต้ จ. เชียงใหม่), อ. มหาคาทูล (วัดป่าภูสิงห์), อ. สุฤทธิ์ (วัดป่าเขาสัก จ. เพชรบูรณ์), อ. บุญเรือง (จ. ยโสธร), อ. จาลอง (โขงเจียม), อ. เกษม (วัดสามแยก), อื่น ๆ และได้ไปศึกษาในวัดสายของหลวงปู่ เสาร์ -->หลวงปู่ มั่น อาทิ เช่น ท่านหลวงปู่มหาบัว , และที่ได้คุย+สนทนา ธรรมกับท่านด้วย ก็ เช่น หลวงปู่ลี ( วัดถ้าผาแดง ศิษย์หลวงปู่มหาบัว), ล.พ. ปัญญาวัฑโฒ (ชาวอังกฤษ วัดป่าบ้านตาด), ล.พ.. วันชัย (วัดภูสังโฆ ศิษย์ หลวงปู่มหาบัว), ล.พ. ทูล (วัดป่าบ้านค้อ), ล.ป. จันทา (วัดป่าเขาน้อย ศิษย์หลวงปู่ขาว), ล.ป. อ่อนศรี (วัดถ้าประทุน), ล.ป. ประสาน (จ.อ. สว่างแดนดิน), ล.พ. เนย (อ. เจริญศิลป์), ล.ป. แบน (วัดดอย-ธรรมมเจดีย์ ศิย์ ล.ป. กงมา) , ล.ป. สรวง (วัดศรีฐานใน) , ล.พ. บุญมา (วัดป่าสีห พนม), ล.พ. แปลง (วัดป่าอุดมสมพร ศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร) , ล.พ. ประสิทธิ์ (วัดป่าหมู่ใหม่ จ. เชียงใหม่), ล.พ. ก้าน (วัดถ้าเป็ด ศิษย์ หลวงปู่วัน อุตตะโม), ล.ป. ผาง (วัดภูหินแตก), อ. พล (วัดภูหล่มขุม ศิษย์หลวงปู่หล้า วัดภูจ้อก้อ), อ.สุจินต์ (ศิษย์ ล.ป.ดูลย์), ล.ป. เครื่อง, ล.ป. เกลี้ยง, อ. ลัน (วัดป่าภูดินสอ), + อ. คาสิงห์ (วัดบ้านหนองสระ ศิษย์ หลวงปูแบน), ฯลฯ และ ศึกษากับ เทป หนังสือ ซี.ดี. ของ ท่านพุทธทาส, หลวงพ่อสด, ่ หลวงพ่อเทียน, ท่านหลวงพ่อเจ้าคุณประยุทธ์, ฯลฯ ศึกษาในสายวัดมหาธาตุ (ท่านเจ้าคุณโชดก), พระมหาศรีสะยะดอ (พระมหา-เถระภิกษุที่สอนสติปัฏ ฐาน ๔ เช่น ยุบหนอ พองหนอ จากประเทศพม่า ), หลวงปู่อื่น ๆ+จากหนังสือ+ซีดี..ของอุบาสก อุบาสิกาอีกมาก+ ได้อ่านพระไตรปิฎกจบ ๓ รอบ รวม ๒๒๗ เล่ม + หนังสืออื่น ๆ มากมาย.
38.
๓๘ วัดป่าดงใหญ่ ถนน ๒๔๐๘
ก.ม. ๕+๗๑๒ ม. เลขที่ ๑๓๕ หมู่ ๒ บ้านแดงหม้อ ต. แดงหม้อ อ. เขื่องใน จ. อุบลราชธานี ๓๔๑๕๐ อีเมล watpadongyai@hotmail.com วันที่ ๒๘ สิ งหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๑๐:๑๔:๕๗ น.
Download