อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera)
อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera)
• เป็นสิ่งมีชีวิตจาพวกที่สารพันธุกรรม
ไม่มีเยื่อห่อหุ้ม (prokaryotic cell)
และไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม
• ผนังเซลล์เป็นสารประกอบ
peptidoglycan
• ส่วนใหญ่มีเซลล์เดียว หรืออยู่รวมกัน
เป็นกลุ่ม(colony) หรือต่อกันเป็นสาย
อาร์เคียแบคทีเรีย (Archaebacteria) ผนังเซลล์ไม่มีpeptidoglycan
ดารงชีวิตในแหล่งน้าพุร้อน ทะเลที่มีน้าเค็มจัด บริเวณที่มีความเป็นกรดสูง
และบริเวณทะเลลึก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มยูริอาร์เคียโอตา (Euryarchaeota) ซึ่งสร้างมีเทนและชอบความเค็มจัด
2. กลุ่มครีนาร์เคียโอตา (Crenarchaeota) ซึ่งชอบอุณหภูมิสูงและกรดจัด
ซับคิงดอมอาร์เคียแบคทีเรีย
(Subkingdom Archaebacteria)
ซับคิงดอมยูแบคทีเรีย
(Subkingdom Eubacteria)
แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 5 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มโพรทีโอแบคทีเรีย (Proteobacteria)
2. กลุ่มคลาไมเดีย (Chlamydias)
3. กลุ่มสไปโรคีท (Spirochetes)
4. กลุ่มแบคทีเรียแกรมบวก (Gram-Positive Bacteria)
5. กลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria)
กลุ่มแบคทีเรียแกรมลบ
(Gram-Negative
Bacteria)
1. กลุ่มโพรทีโอแบคทีเรีย (Proteobacteria)
• เป็น eubacteria แกรมลบ
ที่พบได้มากที่สุด
• บางกลุ่มสามารถสังเคราะห์ด้วย
แสงได้โดยใช้ H2S เช่น
purple sulfer bacteria
• บางกลุ่มช่วยตรึงแก๊สไนโตรเจน
ในอากาศมาสร้างเป็น
สารประกอบไนโตรเจนในดิน
เช่น Rhizobium sp. ใน
ปมรากถั่ว
2. กลุ่มคลาไมเดีย (Chlamydias)
• เป็นปรสิตในเซลล์สัตว์ทาให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคโกโนเรียหรือ
หนองใน (gonorrhea) เป็นต้น
• มีรูปทรงเกลียว ดารงชีวิตแบบอิสระ แต่บางสปีชีส์เป็นสาเหตุของโรคซิฟิลิส
โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
3. กลุ่มสไปโรคีท (Spirochetes)
4. กลุ่มแบคทีเรียแกรมบวก (Gram-Positive Bacteria)
• Streptomyces sp. ใช้ทายาปฏิชีวนะ เช่น ยาสเตร็บโตมัยซิน
ยาเตตราไซคลิน เป็นต้น
• Bacillus sp. สามารถผลิตกรดแลกติก นามาทาอาหาร เช่น เนย ผักดอง
โยเกิร์ต
• Lactobacillus sp. เป็นกลุ่มที่สามารถสร้างเอนโดสปอร์(endospore)
ทาให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี
• บางชนิดเป็นสาเหตุทาให้เกิดโรคแอนแทรกซ์
• บางชนิดไม่มีผนังเซลล์มีเฉพาะเยื่อหุ้มเซลล์ ได้แก่ mycoplasma เป็น
เซลล์ขนาดเล็กที่สุด เป็นสาเหตุให้เกิดโรคปอดบวมในคนและในวัว
Lactobacillus bulgaricus
เป็นแบคทีเรียที่ใช้ทาโยเกิร์ต
5. กลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria)
• สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้มีสารสี เช่น คลอโรฟิลล์ เอ, แคโรทีนอยด์ และ
ไฟโคบิลิน อยู่ในถุงแบนๆที่เยื่อหุ้มเซลล์
นักวิทยาศาสตร์คาดว่า เป็นพวกทาให้ออกซิเจนในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้นก่อให้เกิด
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่หายใจโดยใช้ออกซิเจนในปัจจุบัน
• สามารถตรึงแก๊สไนโตเจนในอากาศ
ให้เป็นสารประกอบไนเตรตได้ เช่น
แอนาบีนา, นอสตอก, ออสซิลลาทอเรีย
Anabaena sp. Oscillatoria sp.
Nostoc sp.
สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina platensis) เป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง
ถึงร้อยละ 60-70 เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง และ
ยังพบว่ามีโปรตีนปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์ มีวิตามินหลายชนิด เช่น
วิตามินบี 1,2,3,12 วิตามินซี วิตามินอี และเบตาแคโรทีน และโอเมกา 3

Kingdom monera

  • 1.
  • 2.
    อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) •เป็นสิ่งมีชีวิตจาพวกที่สารพันธุกรรม ไม่มีเยื่อห่อหุ้ม (prokaryotic cell) และไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม • ผนังเซลล์เป็นสารประกอบ peptidoglycan • ส่วนใหญ่มีเซลล์เดียว หรืออยู่รวมกัน เป็นกลุ่ม(colony) หรือต่อกันเป็นสาย
  • 4.
    อาร์เคียแบคทีเรีย (Archaebacteria) ผนังเซลล์ไม่มีpeptidoglycan ดารงชีวิตในแหล่งน้าพุร้อนทะเลที่มีน้าเค็มจัด บริเวณที่มีความเป็นกรดสูง และบริเวณทะเลลึก แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มยูริอาร์เคียโอตา (Euryarchaeota) ซึ่งสร้างมีเทนและชอบความเค็มจัด 2. กลุ่มครีนาร์เคียโอตา (Crenarchaeota) ซึ่งชอบอุณหภูมิสูงและกรดจัด ซับคิงดอมอาร์เคียแบคทีเรีย (Subkingdom Archaebacteria)
  • 6.
    ซับคิงดอมยูแบคทีเรีย (Subkingdom Eubacteria) แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ5 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มโพรทีโอแบคทีเรีย (Proteobacteria) 2. กลุ่มคลาไมเดีย (Chlamydias) 3. กลุ่มสไปโรคีท (Spirochetes) 4. กลุ่มแบคทีเรียแกรมบวก (Gram-Positive Bacteria) 5. กลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) กลุ่มแบคทีเรียแกรมลบ (Gram-Negative Bacteria)
  • 8.
    1. กลุ่มโพรทีโอแบคทีเรีย (Proteobacteria) •เป็น eubacteria แกรมลบ ที่พบได้มากที่สุด • บางกลุ่มสามารถสังเคราะห์ด้วย แสงได้โดยใช้ H2S เช่น purple sulfer bacteria • บางกลุ่มช่วยตรึงแก๊สไนโตรเจน ในอากาศมาสร้างเป็น สารประกอบไนโตรเจนในดิน เช่น Rhizobium sp. ใน ปมรากถั่ว
  • 9.
    2. กลุ่มคลาไมเดีย (Chlamydias) •เป็นปรสิตในเซลล์สัตว์ทาให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคโกโนเรียหรือ หนองใน (gonorrhea) เป็นต้น
  • 10.
    • มีรูปทรงเกลียว ดารงชีวิตแบบอิสระแต่บางสปีชีส์เป็นสาเหตุของโรคซิฟิลิส โรคฉี่หนู (Leptospirosis) 3. กลุ่มสไปโรคีท (Spirochetes)
  • 11.
    4. กลุ่มแบคทีเรียแกรมบวก (Gram-PositiveBacteria) • Streptomyces sp. ใช้ทายาปฏิชีวนะ เช่น ยาสเตร็บโตมัยซิน ยาเตตราไซคลิน เป็นต้น • Bacillus sp. สามารถผลิตกรดแลกติก นามาทาอาหาร เช่น เนย ผักดอง โยเกิร์ต • Lactobacillus sp. เป็นกลุ่มที่สามารถสร้างเอนโดสปอร์(endospore) ทาให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี • บางชนิดเป็นสาเหตุทาให้เกิดโรคแอนแทรกซ์ • บางชนิดไม่มีผนังเซลล์มีเฉพาะเยื่อหุ้มเซลล์ ได้แก่ mycoplasma เป็น เซลล์ขนาดเล็กที่สุด เป็นสาเหตุให้เกิดโรคปอดบวมในคนและในวัว
  • 13.
  • 14.
    5. กลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) •สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้มีสารสี เช่น คลอโรฟิลล์ เอ, แคโรทีนอยด์ และ ไฟโคบิลิน อยู่ในถุงแบนๆที่เยื่อหุ้มเซลล์ นักวิทยาศาสตร์คาดว่า เป็นพวกทาให้ออกซิเจนในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้นก่อให้เกิด วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่หายใจโดยใช้ออกซิเจนในปัจจุบัน • สามารถตรึงแก๊สไนโตเจนในอากาศ ให้เป็นสารประกอบไนเตรตได้ เช่น แอนาบีนา, นอสตอก, ออสซิลลาทอเรีย
  • 15.
  • 16.
    สาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina platensis)เป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง ถึงร้อยละ 60-70 เมื่อเปรียบเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง และ ยังพบว่ามีโปรตีนปริมาณสูงกว่าเนื้อสัตว์ มีวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1,2,3,12 วิตามินซี วิตามินอี และเบตาแคโรทีน และโอเมกา 3