More Related Content
PDF
ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร PDF
PDF
ระบบย่อยอาหาร - Digestive system PDF
ใบงานการย่อยอาหาร Version คุณครู PDF
PDF
PDF
ชีววิทยา เรื่อง การย่อยอาหาร Digestive system PDF
บทที่ 4 ระบบย่อยอาหาร 2559 What's hot
PDF
บทที่ 13 การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต PDF
PDF
PPTX
การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช PDF
บทที่2กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง PDF
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
ระบบน้ำเหลืองและระบบภูมิคุ้มกัน PPT
PDF
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช PDF
PPTX
บทที่ 2 การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต PPT
PDF
PDF
PDF
Hormone and response plant PDF
ระบบประสาท - Nervous system Similar to Ppt digestive system
PPT
502การย่อยอาหารจุลทรีย์ สัตว คน PDF
PDF
sci access 14th : presentation digestive system & cellular respiration PPT
ระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์ 2 DOCX
สรุปวิชาชีววิทยา เรื่องการย่อยอาหาร ม.4 PPT
PPT
PPT
PDF
บทเรียนสำเร็จรูประบบย่อยอาหาร PPT
PDF
PPT
PPT
PDF
หน่วยการเรียนรู้ระบบย่อยอาหารและการสลายอาหารระดับเซลล์.2 PDF
Digestive system mutipoint PDF
PDF
PDF
PDF
ใบงานการย่อยอาหาร Version นักเรียนค่ะ PDF
โครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ในร่างกายสัตว์ More from Thanyamon Chat.
PDF
PDF
PDF
PDF
timeline research of the photosynthesis PDF
PDF
transpiration and gas exchange in plant PDF
water and mineral transport in plant PDF
structure and function of the leaf PDF
develope of root and stem PDF
structure and function of the stem PDF
structure and function of the root PDF
PDF
Genetic engineering แก้ไข60 PDF
PDF
Gene and chromosome update PDF
การปฏิสนธิและการเจริญเติบโตของพืชดอก PDF
การสืบพันธุ์ของพืชดอกโครงสร้างดอก PDF
ประวัติการสังเคราะห์ด้วยแสง PDF
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงlight PDF
การคายน้ำและการแลกเปลี่ยนแก๊ส Ppt digestive system
- 1.
- 2.
Quiz ก่อนเรียน
1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีโครงสร้างในการย่อยอาหารเหมือนกัน
2.คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และลิพิด เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เซลล์สามารถนาไปใช้ได้ทันที
3. ทางเดินอาหารของมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้
เล็ก ลาไส้ใหญ่ ทวารหนัก และมีอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร คือ ต่อมนาลาย ตับ และตับอ่อน
4. ฟันช่วยบดเคียวอาหารให้มีขนาดเล็กลง จัดเป็นการย่อยเชิงกล และมีลินช่วยคลุกเคล้าอาหาร
5. ภายในกระเพาะอาหารมีการย่อยโปรตีนโดยใช้เอนไซม์ในภาวะที่เป็นกรด
6. การย่อยอาหารในลาไส้เล็กอาศัยเอนไซม์ที่สร้างจากตับอ่อนเท่านัน
7. การดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่เกิดขึนที่ลาไส้เล็ก
8. นาดีสร้างจากถุงนาดี แล้วส่งไปที่ลาไส้เล็กเพื่อช่วยให้ลิพิดแตกตัว
9. ไตรกลีเซอไรด์เมื่อถูกย่อยแล้วจะได้กรดไขมันและกลีเซอรอล
10. เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารจัดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 2
- 3.
- 4.
วิธีการย่อยอาหาร
Physical / Mechanical
digestion
Chemicaldigestion
• การย่อยเชิงกล (mechanical digestion) คือการย่อยอาหารโดยใช้แรงทางกายภาพ เพื่อให้
อาหารมีขนาดเล็กลง เช่น ใช้ฟันบดเคียว, ใช้กึ๋น(gizzard)ในการบดอาหารของสัตว์ปีก, การบีบรูด
ของทางเดินอาหาร(peristalsis)
• การย่อยเชิงเคมี (chemical digestion) คือ การใช้นาย่อยหรือเอนไซม์(enzyme) เพื่อให้
อาหารมีโมเลกุลเล็กที่สุด สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 4
- 5.
Intracellular digestion Extracellulardigestion
สัตว์บางชนิด พบได้ทัง 2 รูปแบบ เช่น ไนดาเรีย และหนอนตัวแบนบางชนิด
เช่น อะมีบา พารามีเซียม ฟองนา เช่น ไฮดรา ไส้เดือนดิน
สัตว์มีกระดูกสันหลัง
• การย่อยภายในเซลล์ (intracellular digestion) คือ การที่เซลล์นาอาหารเข้าไปภายในโดย
ทาให้เกิดถุงอาหาร (Food vacuole) แล้วใช้นาย่อยย่อยอาหารในเซลล์นัน
• การย่อยภายนอกเซลล์ (extracellular digestion) คือ การที่เซลล์ขับนาย่อยออกมาย่อย
อาหารภายนอกเซลล์จนกลายเป็นโมเลกุลเล็ก ๆ แล้วดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ต่อไป
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 5
- 6.
การย่อยอาหารของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
• สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ไม่มีอวัยวะที่ทาหน้าที่ย่อยอาหารอาหารที่มีโมเลกุลเล็ก ๆ สามารถแพร่เข้าและ
ออกจากเซลล์ไปสู่สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว โดยอาศัยการแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ส่วนอาหารที่มีโมเลกุล
ใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าสู่เซลล์โดยวิธีการแพร่ได้ สิ่งมีชีวิตเหล่านีก็จะมีวิธีการนาอาหารเข้าสู่เซลล์ด้วยวิธี
แตกต่างกัน
Amoeba นาอาหารเข้ามาด้วยกระบวนการ phagocytosis โดยยื่นส่วนไซโทพลาซึม
(pseudopodium) โอบล้อมอาหารเข้าสู่เซลล์ในรูปของถุงอาหาร(food vacuole) ซึ่งจะถูกย่อย
โดยอาศัยเอนไซม์ lysozyme จาก lysosome เพื่อทาให้เป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลเล็กลง สารที่
ย่อยได้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ไซโทพลาซึมนาไปใช้ในเซลล์ต่อไป ส่วนกากอาหารที่เหลือก็จะถูกส่งออกไป
ภายนอกเซลล์ (egestion)
Paramecium จะใช้ซีเลีย(cilia) ที่อยู่บริเวณร่องปาก(oral groove) โบกพัดพา
อาหารเข้าทางร่องปากที่มีช่องเปิด เรียกว่า cytostome อาหารจะเข้าไปในไซโทพลาซึมในรูป
food vacuole แล้วอาหารจะถูกย่อยโดยเอนไซม์ในไลโซโซม จนเหลือเพียงกากอาหาร จากนัน
food vacuole นีเคลื่อนมาที่บริเวณใต้ร่องปากเพื่อกาจัดกากอาหารออกทางช่องเปิด (anal pore)
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 6
- 7.
- 8.
- 9.
สัตว์ที่ไม่มีทางเดินอาหาร
• ฟองนา (sponge)เป็นสัตว์ที่มีลาตัวพรุน โดยมีการจับอนุภาคอาหารขนาดเล็กที่ปะปนอยู่ในนาทะเลโดย
พัดพาผ่านรูเล็ก ๆ ของช่องนาเข้าไปในตัวฟองนา โดยมีเซลล์โคเอโนไซต์ (choanocyte) จะมีแฟลกเจลลัม
พัดโบกอาหารที่ผ่านเข้ามาพร้อมกับนาแล้วเข้าไปในปลอก จากนันอาหารจะเข้าสู่เซลล์โดยวิธี phagocytosis
เกิดเป็น food vacuole อาหารจะถูกย่อยและส่งไปตามส่วนต่าง ๆ โดยเซลล์อะมีโบไซต์(amoebocyte)
มีลักษณะคล้ายเซลล์อะมีบา สามารถนาสารอินทรีย์ขนาดเล็กเข้าสู่เซลล์และเกิดการย่อยภายในเซลล์ ส่วนกาก
อาหารจะถูกขับออกโดยวิธี exocytosis ออกนอกร่างกายผ่านทางช่องนาออก
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 9
- 10.
- 11.
สัตว์ที่ไม่มีทางเดินอาหาร
• พยาธิตัวตืด (tapeworm) เป็นสัตว์กลุ่มเดียวกับหนอนตัวแบน บริเวณส่วนหัวมีอวัยวะดูดเกาะ
หลายอันอยู่รอบ ๆ ส่วนหัว เรียกว่า sucker ไม่มีทางเดินอาหารจึงต้องดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้ว
จากทางเดินอาหารของผู้ถูกอาศัย (host) เข้าสู่ร่างกาย โดยไม่ต้องย่อย
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 11
- 12.
สัตว์ที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ (Incomplete digestivetract)
• ทางเดินอาหารแบบไม่สมบูรณ์ จะมีทางเข้าของอาหารและทางออกของกากอาหารเป็นทางเดียวกัน
• อาจเรียกทางเดินอาหารอีกแบบว่า gastrovascular cavity
Cnidaria ได้แก่ พวกไฮดรา ซีแอนีโมนี ปะการัง กัลปังหา แมงกะพรุน สัตว์กลุ่มนีมีช่อง
ภายในลาตัวที่เรียกว่าช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ (gastrovascular cavity) ซึ่งเป็นช่องที่มีรูเปิดเพียง
ทางเดียว ทาหน้าที่เป็นทังปากและทวารหนัก
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 12
- 13.
เมื่อสัตว์พวกนีใช้เทนทาเคิล (tentacle) ที่มีเข็มพิษ(nematocyst) ทาให้เหยื่อเป็นอัมพาต
แล้วนาเหยื่อเข้าปากผ่านเข้าไปในช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ ที่ผนังของช่องนีมีเซลล์ต่อม (gland cell)
ทาหน้าที่ปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารที่บริเวณช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ อาหารบางส่วนที่ย่อยแล้วอาจ
ถูก เซลล์ย่อยอาหาร (digestive cell) นาอาหารเข้าสู่เซลล์ด้วยวิธีฟาโกไซโทซิส ย่อยภายในเซลล์
ด้วยกระบวนการแบบเดียวกับอะมีบา สารอาหารที่ได้จากการย่อยจะแพร่เข้าสู่เซลล์ ส่วนกากอาหารจะ
ขับออกทางปาก
(Grand cell)
(Digestive Cell)
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 13
- 14.
สัตว์ที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ (Incomplete digestivetract)
พลานาเรีย(planaria) มีการกินอาหารและ
ขับของเสียออกทางปาก ทางเดินอาหารทอดยาวไปตาม
ลาตัว และแตกแขนงไปทั่วร่างกาย มีส่วนของคอหอย
(pharynx) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อยื่นออกมาต่อจากปาก
จะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารให้เป็นชินเล็กลง
ภายนอกตัว อาหารบางส่วนที่ย่อยแล้วจะถูกดูดผ่านคอ
หอยเข้าสู่ทางเดินอาหาร จากนันเซลล์ที่บริเวณทางเดิน
อาหารจะปล่อยเอนไซม์มาย่อยอาหารในทางเดินอาหารต่อไป
จนสามารถดูดซึมได้ ส่วนกากอาหารจะถูกขับออกทางปาก
พยาธิใบไม้(fluke) มีทางเดินอาหารคล้ายพ
ลานาเรียแต่ไม่มีกิ่งก้านสาขามาก บริเวณส่วนหัวมีอวัยวะ
ดูดเกาะ (oral sucker) ใช้ดูดเลือดจากเหยื่อเข้าปาก
ต่อจากปากเป็นคอหอยและลาไส้แยกออกเป็นแขนง การ
ย่อยอาหารเป็นการย่อยแบบภายนอกเซลล์และการย่อย
แบบภายในเซลล์
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 14
- 15.
สัตว์ที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ (Complete digestivetract)
• ทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ เป็นทางเดินอาหารที่มีทางเข้าของอาหาร คือ ปาก (mouth) และ
มีปลายอีกด้านหนึ่งเป็นทางออกของกากอาหาร คือ ทวารหนัก (anus)
หนอนตัวกลม (nematode) เป็นสัตว์พวกแรกที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ อาหารจะ
เคลื่อนที่เข้าสู่ปาก(mouth) คอหอย(pharynx) ล้าไส้(intestine) ซึ่งเป็นท่อยาว และ
ขับกากออกทางทวารหนัก(anus)
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 15
- 16.
- 17.
แมลง (Insect) มีการแบ่งทางเดินอาหารออกเป็นทางเดินอาหารส่วนต้น(foregut)
ได้แก่ส่วนของหลอดอาหาร(esophagus) และกระเพาะพักอาหาร(crop) ช่วยให้อาหารอ่อนนุ่ม
ทางเดินอาหารส่วนกลาง(midgut) มีส่วนของกึ๋น(gizzard) ทาหน้าที่ย่อยอาหารเชิงกล ส่วน
ของ gastric caeca ทาหน้าที่ในการสร้างและหลั่งเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารเพิ่มเติม และ
กระเพาะอาหาร(stomach) ส่วนสุดท้ายคือ ทางเดินอาหารส่วนท้าย(hindgut) มีส่วนของลาไส้
(intestine) ไส้ตรง(rectum) และส่วนปลายสุดคือทวารหนัก(anus)
สัตว์ที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ (Complete digestive tract)
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 17
- 18.
- 19.
นก(birds) มีส่วนของกระเพาะพัก
อาหาร(crop) อยู่บริเวณหลอดอาหาร
สาหรับให้อาหารพักตัวและมีการหลั่ง
สารออกมาช่วยให้อาหารมีความชุ่มชืน
มากขึน ก่อนเข้าสู่กระเพาะอาหารเพื่อ
ย่อยอาหารทางเคมี แล้วจึงส่งต่อไปยัง
กึ๋น(gizzard) สาหรับการย่อยอาหาร
เชิงกล และช่วยให้อาหารคลุกเคล้ากับ
เอนไซม์ได้ดีขึน ในนกพิราบที่เลียงลูก
อาจมีการขย้อนนาอาหารบางส่วนจาก
กระเพาะพักอาหารมาเลียงลูกอ่อนได้
เรียกอาหารนีว่า crop milk
สัตว์ที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ (Complete digestive tract)
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 19
- 20.
- 21.
- 22.
- 23.
สัตว์เคียวเอือง(ruminant) เช่น วัว,ควาย, แกะ, แพะ, กวาง, ยีราฟ เป็นต้น เป็นสัตว์กินพืชที่มีการหมัก
(fermentation) ที่บริเวณทางเดินอาหารส่วนหน้า ซึ่งจะอาศัยแบคทีเรียและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่
ภายในร่างกายที่สามารถสร้างเอนไซม์ cellulase ออกมาย่อยเซลลูโลส เพื่อให้ได้เป็นกลูโคสและสารชีว
โมเลกุลอื่น ๆ เนื่องจากโดยทั่วไปสัตว์เลียงลูกด้วยนานมจะไม่มีเอ็นไซม์ที่ย่อย เซลลูโลสได้ จึงต้องอาศัย
จุลินทรีย์และโปรโตซัวมาช่วยย่อยด้วยการหมัก
• ลักษณะเฉพาะ คือ มีกระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ กระเพาะผ้าขีริว(rumen), กระเพาะรังผึง
(reticulum), กระเพาะสามสิบกลีบ(omasum) และกระเพาะจริง(abomasum) โดย 3 กระเพาะแรก
เปลี่ยนแปลงมาจากหลอดอาหารที่ทาหน้าที่ในการหมัก โดยการหมักจะเกิดขึนมากที่สุดที่กระเพาะ rumen
และ reticulum โดยสัตว์พวกนีจะกินพืชซึ่งจะมีการสารอกอาหารที่กินเข้าไปแล้วกลับขึนมาเคียวอีกครังหนึ่ง
ก่อนที่จะถูกย่อยที่กระเพาะส่วนสุดท้าย(abomasum) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการหลั่งเอนไซม์ออกมาย่อยอาหาร
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 23
- 24.
- 25.
- 26.
- 27.
• อวัยวะที่เป็นทางผ่านของอาหาร
(gastrointestinal tract)ได้แก่
ปาก(mouth) คอหอย(pharynx)
หลอดอาหาร(esophagus)
กระเพาะอาหาร(stomach)
ลาไส้เล็ก(small intestine)
ลาไส้ใหญ่(large intestine)
ไส้ตรง(rectum) และทวารหนัก(anus)
• อวัยวะช่วยย่อยอาหาร(accessory
organ) เช่น ต่อมนาลาย(salivary
gland) ตับ(liver) ตับอ่อน
(pancreas) ถุงนาดี(gall bladder)
• ประกอบด้วยกระบวรการเปลี่ยนแปลง
อาหาร 4 กระบวนการ คือ
1. การกิน(ingestion)
2. การย่อย(digestion)
3. การดูดซึม(absorption)
4. การถ่ายอุจจาระ(defecation)
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 27
- 28.
• การย่อยเชิงกล เป็นการทาให้อาหารชินใหญ่มีขนาด
เล็กลงเกิดขึนภายในปาก หลอดอาหาร และกระเพาะ
อาหาร
• การย่อยเชิงเคมี เป็นการใช้เอนไซม์หรือนาย่อย
เพื่อให้โมเลกุลของสารอาหารมีขนาดเล็กลงจนเซลล์
สามารถดูดซึมเพื่อนาไปใช้ได้ โดยการเร่งปฏิกิริยา
ไฮโดรไลซิส(hydrolysis) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเคมีที่ต้อง
ใช้นาในการสลายสารอาหาร โดยเอนไซม์เหล่านีมี
ความจาเพาะและทางานได้ดีที่ค่า pH แตกต่างกัน
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 28
- 29.
- 30.
- 31.
ปาก(mouth)
• มีต่อมนาลาย(salivary gland)3 คู่ คือ ใต้กกหู(parotid gland) ใต้ขากรรไกร
(submandibular gland) และใต้ลิน(sublingual gland) ทาหน้าที่ ผลิตนาลาย
มีค่า pH6.2–7.4 ประกอบด้วยนาร้อยละ 99.5, เมือก(mucus) ทาหน้าที่หล่อลื่นอาหาร
และเอนไซม์อะไมเลส(amylase) ทาหน้าที่ย่อยแป้งและไกลโคเจนให้มีโมเลกุลเล็กลง นอกจากนี
ยังมี lysozyme ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายจากแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกาย
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 31
- 32.
- 33.
หลอดอาหาร(esophagus)
• เป็นท่อยาวประมาณ 25cm อยู่ด้านหลังของ
หลอดลม ทาหน้าที่นาอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร
ส่วนต้นของหลอดอาหารเป็นกล้ามเนือโครงร่าง
(skeleton muscle) ที่ร่างกายสามารถ
ควบคุมได้ และเมื่ออาหารเคลื่อนที่ไปยัง
ส่วนกลางและส่วนท้ายของหลอดอาหารซึ่งเป็น
กล้ามเนือเรียบ(smooth muscle) ซึ่งจะเกิด
การหดตัวและคลายตัวต่อเนื่องลงไปเรียกว่า
peristalsis
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 33
- 34.
กระเพาะอาหาร(stomach)
• มีลักษณะคล้ายตัว Jโดยปกติจะจุอาหารได้ประมาณ
0.5-2 ลิตร เนื่องจากผนังด้านในของกระเพาะอาหารมีการ
พับทบไปมา เรียก รูกี(rugae)
• มีหูรูด 2 บริเวณ คือ
ติดกับหลอดอาหาร(cardiac sphincter) และ
ติดกับลาไส้เล็ก(pyrolic sphincter)
• ที่ผนังของกระเพาะอาหารประกอบด้วยเซลล์ 4 กลุ่ม
1. Chief cell สร้าง pepsinogen
2. Parietal cell สร้าง HCl
3. Mucous cell สร้างและหลั่งเมือกซึ่งเป็นเบส
4. Enteroendocrine cell สร้างฮอร์โมน gastrin
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 34
- 35.
- 36.
- 37.
- 38.
ลาไส้เล็ก(small intestine)
• เป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารและการดูดซึม
อาหารมากที่สุด
•เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหารมีความ
ยาวประมาณ 6-7 เมตร
• แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. Duodenum (25cm) เป็นบริเวณที่มี
การย่อยอาหารมากที่สุด เนื่องจากมีการเปิดของ
ท่อตับอ่อน และท่อนาดีจากถุงนาดี
2. Jejunum (2.5m) เป็นบริเวณที่มี
การดูดซึมสารอาหารมากที่สุด
3. Ileum (3.5m) เป็นบริเวณที่ยาวที่สุด
มีการย่อยและดูดซึมอาหารเล็กน้อย
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 38
- 39.
- 40.
- 41.
ตับอ่อน(pancreas)
• ทาหน้าที่เป็นทัง
ต่อมไร้ท่อ(endocrine gland)ในการสร้าง
ฮอร์โมนใช้ควบคุมระดับนาตาลในเลือด
ต่อมมีท่อ(exocrine gland) ในการสร้าง
เอนไซม์ใช้ย่อยอาหาร รวมทังสารบัฟเฟอร์ที่
ช่วยปรับค่า pH ภายในลาไส้เล็กให้มีสมบัติ
เป็นเบส เช่น NaHCO3
• เอนไซม์ที่สร้างจากตับอ่อนจะอยู่ในสภาพที่
ยังไม่พร้อมทางาน(inactivate enzyme)
เพื่อป้องกันการย่อยของเซลล์ตับอ่อน เช่น
trypsinogen, chymotrypsinogen,
procarboxypeptidase นอกจากนียังมี
amylase, lipase และ nuclease
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 41
- 42.
ตับ(liver) และ ถุงนาดี(gallBladder)
• ตับ(Liver) มีหน้าที่สร้างนาดี(bile) ซึ่ง
มีเกลือนาดี(bile salt) ที่ทาให้ไขมันแตก
ตัวเป็นหยดเล็กๆ และแขวนลอยในนา
(emulsion) เพื่อให้เอนไซม์ lipase จาก
ตับอ่อนและลาไส้เล็กทาการย่อยไขมันได้อย่าง
มีประสิทธิภาพดีขึน
• ถุงนาดี(Gall bladder) ทาหน้าที่เก็บ
นาดีที่สร้างขึนจากตับ เพื่อทาให้นาดีมีความ
เข้มข้นเพิ่มขึน สีของนาดีเกิดจากรงควัตถุที่
ได้จากการทาลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่
หมดอายุ นาดีเมื่อทางานแล้วจะไม่สามารถ
กลับมาทางานได้อีกจะถูกขับออกไปพร้อม
อุจจาระ เกลือนาดี(bile salt)จะถูกดูดซึม
กลับที่ลาไส้เล็กส่วนปลายและลาไส้ใหญ่
เพื่อให้ตับนากลับไปใช้ใหม่
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 42
- 43.
- 44.
- 45.
การย่อยและดูดซึมสารอาหาร
Carbohydrate
• สารในกลุ่ม polysaccharideเช่น แป้งและไกลโคเจน จะถูกย่อยโดยอาศัยเอนไซม์หลัก คือ amylase
หรือ ptyalin จากต่อมนาลาย และตับอ่อน แต่จะไม่สามารถทาลายพันธะระหว่างนาตาลโมเลกุลคู่ได้
นาตาลโมเลกุลคู่จึงถูกย่อยโดยเอนไซม์จากลาไส้เล็ก ได้แก่ maltase, sucrase หรือ lactase ให้เป็น
นาตาลโมเลกุลเดี่ยวเพื่อให้สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เนือเยื่อบุผิวลาไส้เล็กและเข้าสู่หลอดเลือดฝอยต่อไป โดย
glucose และ galactose จะถูกดูดซึมแบบ secondary active transport(ดูดซึมควบคู่กับการ
นา Na+ เข้าเซลล์) ส่วน fructose จะถูกดูดซึมแบบ facilitated diffusion
Protein
• โปรตีนจะถูกย่อยโดยเอนไซม์จากกระเพาะอาหาร และจากลาไส้เล็ก ทาให้ได้ผลิตภัณฑ์เป็นกรดอะมิโน
(amino acid) ซึ่งเอนไซม์ส่วนใหญ่ที่หลั่งออกมาจะอยู่ในรูปที่ยังไม่สามารถทางานได้ จะต้องถูกกระตุ้นก่อน
ทางาน เพื่อป้องกันการย่อยโปรตีนในเนือเยื่อตัวเอง สาหรับการดูดซึมกรดอะมิโนจะมีการดูดซึมแบบ
secondary active transport
กรดอะมิโน นาตาลโมเลกุลเดี่ยว รวมทังวิตามินบางชนิด และแร่ธาตุ จะถูกดูดลาเลียงเข้าสู่หลอดเลือดฝอยผ่าน
ทางหลอดเลือดเวนจากลาไส้เล็กเข้าสู่ตับ (hepatic portal vein) เพื่อกาจัดสารพิษและทาลายจุลินทรีย์ที่
อาจปนเปื้อนอยู่ จากนันสารอาหารเหล่านีจะถูกลาเลียงออกจากตับผ่านทาง hepatic vein เพื่อเข้าสู่หัวใจ
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 45
- 46.
- 47.
Lipid
• เป็นสารที่มีความสามารถละลายในนาต่า จึงต้องใช้
การทางานของนาดีเพื่อช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นหยด
ไขมันขนาดเล็กเพื่อให้ lipase สามารถย่อย
triglyceride ได้เป็น monoglyceride,
glycerol และ fatty acid ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่
วิลลัส และถูกสังเคราะห์ให้อยู่เป็น triglyceride
อีกครังภายใน ER จากนันจะไปรวมกับโปรตีนและ
ลิพิดบางชนิดในกอลจิคอมเพล็กซ์ สังเคราะห์เป็น
ไคโลไมครอน(chylomicron) แล้วจึงลาเลียงเข้าสู่
หลอดนาเหลืองฝอย(lacteal) เข้าสู่หลอดเลือดเวน
ก่อนเข้าสู่หัวใจโดยไม่ผ่านตับ
LDL(low-density lipoproteins) เป็น lipoprotein
ที่มี cholesterol ประมาณ45% ร่างกายสร้างขึนเพื่อใช้
ขนส่งคอเลสเตอรอลจากตับไปยังผนังหลอดเลือด เนือเยื่อไขมัน
และกล้ามเนือ ทาให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึน
HDL(High-density lipoproteins) เป็น lipoprotein ที่ร่างกายสร้างจากตับและลาไส้เล็ก ทา
หน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลจากเซลล์ต่างๆไปยังตับเพื่อสร้างนาดี ทาให้คอเลสเตอรอลในเลือดลดลง
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 47
- 48.
Nucleic acid
• ทังDNA และ RNA จะถูกย่อยที่ลาไส้เล็กโดยเอนไซม์ nuclease ที่ส่งมา
จากตับอ่อนได้เป็น nucleotide จากนันจะถูกย่อยต่อโดยเอนไซม์ที่สร้างจาก
ลาไส้เล็ก โดย
nucleotide nucleoside + Pi
ทัง nucleoside และ Pi จะถูกดูดซึมเข้าสู่ microvillusที่ผนังลาไส้เล็ก
จากนัน nucleoside จะถูกย่อยต่อโดย
nucleoside pentose sugar + N-base
nucleosidase
nucleotidase
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 48
- 49.
- 50.
- 51.
ลาไส้ใหญ่(large intestine)
• มีรูปร่างเป็นคล้ายตัวU คว่า แบ่งออกเป็น
4 ส่วน ได้แก่ ลาไส้ใหญ่ส่วนต้น(caecum)
เป็นบริเวณที่พบไส้ติ่ง(appendix), ลาไส้ใหญ่
ส่วนโคลอน(colon), ไส้ตรง(rectum) และ
ทวารหนัก(anus)
• ไม่มีการย่อยอาหาร มีเพียงการดูดซึมนาและ
เกลือแร่กลับเข้าสู่ร่างกาย
• มีต่อมสร้างเมือกเพื่อช่วยให้กากอาหารเคลื่อนที่
ได้ดีขึน
• มีกลุ่มของจุลินทรีย์(microbiome)อาศัยอยู่
เช่น แบคทีเรีย E.coli ทาหน้าที่หมักกาก
อาหารที่เหลืออยู่ และมีการสังเคราะห์วิตามิน
K, B12, ไบโอติน(B7) และกรดโฟลิก(B9)
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 51
- 52.
ความรู้เพิ่มเติม
• การเกิดแผลในกระเพาะ อาจเกิดจากการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลาเนื่องจากการหลั่งกรด HCl และ
pepsinogen จะหลั่งเป็นเวลา ทาให้เซลล์ที่ผนังด้านในกระเพาะอาหารถูกทาลายมากกว่าปกติและไม่สามารถ
สร้างทดแทนได้ทัน รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หรืออาหารรสจัด หรือความเครียด ทาให้มี
กรดมากกว่าปกติ หรือกินยาแก้ปวดบางชนิด มีผลทาให้การสร้างเมือกที่ผนังกระเพาะอาหารลดลง นอกจากนี
อาจเกิดจากการติดเชือ Helicobacter pylori ที่ทาให้มีการหลั่งเมือกลดลง จนทาให้เกิดแผลในกระเพาะ
อาหาร และมีอากาสเป็นเนืองอก มะเร็งมากกว่าคนที่ไม่พบแบคทีเรียชนิดนี
• โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflex disease; GERD) เป็นภาวะที่กรดหรือเอนไซม์จาก
กระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมาที่หลอดอาหาร จนทาให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ
• Probiotic เป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร พบอยู่ในรูปของ
ผลิตภัณฑ์นมแปรรูป เช่น นมเปรียว โยเกิร์ต อาหารหมัก เช่น ข้าวหมาก ผักดอง
• Prebiotic เป็นส่วนของอาหารที่ไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร ช่วยกระตุ้นการเจริญและกิจกรรมของ
แบคทีเรียกลุ่ม probiotic ในลาไส้ใหญ่ ส่วนมากเป็นสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้
ช่วยลดอาการท้องผูก ป้องกันการเกิดอาการท้องเสีย ช่วยเผาผลาญลิพิด เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ลดระดับ
คอเลสเตอรอลในเลือด และป้องกันมะเร็งลาไส้ ส่วนใหญ่พบใน ผักและผลไม้ เช่น หัวหอม กล้วยนาว้า
กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 52
- 53.
Quiz หลังเรียน
1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีโครงสร้างในการย่อยอาหารเหมือนกัน
2.คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และลิพิด เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เซลล์สามารถนาไปใช้ได้ทันที
3. ทางเดินอาหารของมนุษย์ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้
เล็ก ลาไส้ใหญ่ ทวารหนัก และมีอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร คือ ต่อมนาลาย ตับ และตับอ่อน
4. ฟันช่วยบดเคียวอาหารให้มีขนาดเล็กลง จัดเป็นการย่อยเชิงกล และมีลินช่วยคลุกเคล้าอาหาร
5. ภายในกระเพาะอาหารมีการย่อยโปรตีนโดยใช้เอนไซม์ในภาวะที่เป็นกรด
6. การย่อยอาหารในลาไส้เล็กอาศัยเอนไซม์ที่สร้างจากตับอ่อนเท่านัน
7. การดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่เกิดขึนที่ลาไส้เล็ก
8. นาดีสร้างจากถุงนาดี แล้วส่งไปที่ลาไส้เล็กเพื่อช่วยให้ลิพิดแตกตัว
9. ไตรกลีเซอไรด์เมื่อถูกย่อยแล้วจะได้กรดไขมันและกลีเซอรอล
10. เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารจัดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
BY THANYAMON CHATURAVITKUL 53