รูปร่างและลักษณะของเซลล์ของสิ่งมีชีวตเซลล์เดียวและเซลล์ของสิ่งมีชีวตหลายเซลล์
                                    ิ                               ิ
    ลักษณะที่สาคัญ       เซลล์ของสิ่งมีชีวตเซลล์เดียว
                                          ิ              เซลล์ของสิ่งมีชีวตเซลล์หลายเซลล์
                                                                          ิ
 รูปร่างและลักษณะ    รูปร่างและลักษณะไม่ซับซ้อน          รูปร่างลักษณะแตกต่างกัน
 หน้าที่             ดาเนินกิจกรรมในการดารงชีวตเซลล์ มีหน้าที่แตกต่างกัน
                                                 ิ
                     เดียว เช่น การกินอาหาร การสืบพันธุ์
                     การย่อยอาหาร การหายใจ ฯลฯ
 ตัวอย่าง            อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา          เซลล์พืช เซลล์สัตว์ เซลล์ประสาท

ส่วนประกอบและหน้าที่สาคัญของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
ส่วนประกอบ                           ลักษณะและหน้าที่                     เซลล์พืช เซลล์สัตว์
1. ผนังเซลล์ (cell wall)  เพิ่มความแข็งแรงให้แก่เซลล์ ทาให้เซลล์คงรูปอยู่ได้                -
2.เยื่อหุ้มเซลล์ (cell    ห่อหุมไซโทพลาซึม ควบคุมการเข้าออกของสาร ให้นา
                                ้
                                                                                            
membrane)                 ออกซิเจน ผ่านได้ โปรตีน ไขมันผ่านไม่ได้
3.นิวเคลียส (nucleus)     รูปร่างกลมอยู่ตรงกลางเซลล์ ควบคุมลักษณะการ
                          ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การสังเคราะห์โปรตีน                           
                          กระบวนการเมแทบอลึซึม
4.ไซโทพลาซึม              เป็นของเหลวอยู่รอบนิวเคลียส มีองค์ประกอบของ
(cytoplasm)               เซลล์ที่เรียกว่าออแกเนลล์ เป็นศูนย์กลางการทางาน                   
                          ของเซลล์ เป็นแหล่งเกิดปฏิกิรยาเคมี
                                                        ิ
4.1 กอลจิบอดี (golgi      เป็นถุงแบนๆเรียงซ้อนกัน มีเยื่อหุ้มชันเดียว สังเคราะห์
                                                                                            
body)                     คาร์โบไฮเดรตและดัดแปลงโปรตีน
4.2 ร่างแหเอนโดพลาสมิก ถ้ามีไรโบโซมมาเกาะ สังเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์
(endoplasmic              ถ้าเป็นชนิดเรียบ จะสังเคราะห์ไขมัน ทาลายสารพิษ                    
reticulum;ER)
4.3 ไมโทคอนเดรีย          เป็นก้อนกลม มีเยื่อหุ้ม 2 ชัน ผลิตสารที่ให้พลังงานสูง
                                                                                            
(mitochondria)            (adenosine triphosphate;ATP) ให้แก่เซลล์
4.4 คลอโรพลาสต์           เป็นก้อนกลม มีผนัง 2 ชัน ชันนอกควบคุมปริมาณและ
(chloroplast)             ชนิดของสาร ชันในมีรงควัตถุสีเขียวเรียกว่า
                                                                                            -
                          คลอโรฟิลล์ (chlorophll) จะดูดซับพลังงานแสงใช้ใน
                          การสังเคราะห์ด้วยแสง
4.5 แวคิวโอล (vacuole) เป็นถุง มีเยื่อบางๆหุ้ม สะสมนา อาหาร ของเสียใน
                                                                                            -
                          เซลล์
4.6 ไลโซโซม (lysosome) รูปร่างค่อนข้างกลม มีเยื่อหุ้มชันเดียว มีเอนโซม์ย่อน
                          อินทรียสารและของเสียในเซลล์ พบมากในเซลล์เม็ด              -        
                          เลือดขาว
4.7 เซนทริโอล (centriole) มีขนาดเล็ก 1 คู่ อยู่ดานข้างของนิวเคลียส สร้างเส้น
                                                ้
                          ใยสปินเดิล ช่วยในการแบ่งเซลล์ และช่วยในการ                -        
                          เคลื่อนที่ของเซลล์บางชนิด
การแพร่และออสโมซิส
การแพร่(diffusion) เป็นการกระจายอนุภาคของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นมากไปยังที่มีความเข้มข้น
น้อย จนมีความเข้มข้นเท่ากัน
ปัจจัยที่มผลต่อการแพร่
          ี
    1.   ความเข้มข้น ถ้าทังสองบริเวณมีความเข้มข้นแตกต่างกันมากจะแพร่ได้เร็ว
    2.   อุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิสูง โมเลกุลเคลื่อนที่ได้เร็ว การแพร่จะแพร่ได้เร็ว
    3.   ความดัน ถ้าเพิ่มความดันโมเลกุลเคลื่อนที่ได้ดี การแพร่จะแพร่ได้เร็ว
    4.   ขนาดของอนุภาค ถ้าขนาดของอนุภาคเล็กจะแพร่ได้เร็วกว่า
    5.   ตัวกลาง ถ้าตัวกลางมีความหนืดสูงจะแพร่ได้ช้า

ตัวอย่าง
    - การแพร่ของด่างทับทิมในนา
    - การแพร่ของนาหอมในอากาศ
    - การแพร่ของแก๊สออกซิเจนในดินเข้าสู่เซลล์ของพืชบริเวณขนราก
    - การแพร่ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจของพืชออกทางปากใบ
    - การแพร่ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากการสังเคราะห์แสงของพืชเข้าทางปากใบ
    - การแพร่ของแก๊สออกซิเจนจากการสังเคราะห์แสงของพืชออกทางปากใบ
    - การแพร่ของเสียและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเมแทบอลิซึมเข้าสู่เลือดแล้วลาเลีบง
        ไปยังปอด เพื่อแลกเปลี่ยนแก๊ส
ออสโมซิส (osmosis) เป็นการแพร่ของนาผ่านเยื่อกันที่เป็นเยื่อกึ่งซึมผ่านได้ หรือเยื่อหุมเซลล์ จะแพร่จะที่ๆ
                                                                                     ้
มีความเข้มข้นของนามากไปสู่ความเข้มข้นของนาน้อย จนมีความเข้มข้นของนาเท่ากัน
ตัวอย่าง
    - รากพืชดูดซึมนาในดิน
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
ปัจจัยบางประการที่จาเป็น
    1. คลอโรฟิลล์ เป็นรงควัตถุสีเขียว มีแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบที่สาคัญ จะช่วยดูดพลังงานแสงเป็น
        พลังงานเคมีในรูปของนาตาลกลูโคส
2. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ได้จากการแพร่ของอากาศเข้าทางปากใบ ในอากาศมีแก๊ส
      คาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.4 % แต่ถ้ามีปริมาณมากขึน การสังเคราะห์แสงก็จะมากขึน
   3. แสง เป็นปหล่งพลังงานสาหรับกระบวนการสังเคระห์ด้วยแสง ความเข้มของแสงมาก อัตราการ
      สังเคราะห์ด้วยแสงจะมาก แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเป็นอันตรายต่อเนือเยื่อของพืช แสงสีม่วงมีผลต่อ
      การสังเคราะห์แสงมากที่สุด แสงสีเขียวมีผลต่อการสังเคราะห์แสงน้อยที่สุด
   4. นา ใช้ในกระบวนการสร้างอาหารของพืช ถ้าพืชขาดนาปากใบจะปิด ทาให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
      เข้าสู่ปากใบได้นอย
                      ้
ผลผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง




ความสาคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชต่อสิ่งมีชีวตและสิ่งแวดล้อม
                                                                 ิ
    1. แหล่งอาหารที่สาคัญ การสังเคราะห์แสงจะทาให้ได้สารอาหารประเภทนาตาลและแป้ง ซึ่ง
       สิ่งมีชีวตอื่นๆนาไปใช้ประโยชน์
                ิ
    2. แหล่งผลิตแก๊สออกซิเจนและลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
การลาเลียงนาของพืช
       พืชลาเลียงนาจากพืนดินเข้าสู่ราก โดยวิธี ออสโมซิส ส่วนแร่ธาตุจะแพร่เข้าสู่ขนรากโดยวิธีการ
แพร่แบบแอกทีฟทรานสปอร์ต นาและแร่ธาตุจะลาเลียงจากรากไปสู่ส่วนต่างๆของพืชผ่านท่อลาเลียงนา
(xylem) เกิดขึนได้ตลอดเวลา เกิดมากในตอนกลางวัน เกิดได้เฉพาะจากล่างขึนบนเท่านัน
       การคายนาของพืช เป็นการแพร่ของนาในรูปของไอนาทางปากใบ พบมากที่สุดด้านท้องใบที่ไม่ได้
รับแสง เกิดมากในตอนกลางวัน
การลาเลียงอาหารของพืช
         นาตาลซึ่งเป็นอาหารของพืชจะถูกลาเลียงไปยังส่วนต่างๆของพืชทางท่อลาเลียงอาหาร (phloem)
เกิดได้ทังจากส่วนบนลงสู่ล่าง และจากล่างขึนบน




   - ท่อลาเลียงนาและท่อลาเลียงของลาต้นพืชใบเลียงคู่อาหารอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีท่อลาเลียงอาหาร
     อยู่ข้างนอกและท่อลาเลียงนาอยู่ข้างใน
   - ท่อลาเลียงนาและท่อลาเลียงของลาต้นพืชใบเลียงเดี่ยวจะอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย




   - ท่อลาเลียงนาของรากพืชใบเลียงคู่เป็นแฉกอยู่ตรงกลางมีท่อลาเลียงอาหารอยู่ระหว่างแฉก
   - ท่อลาเลียงอาหารของรากพืชใบเลียงเดี่ยวจะอยู่ระหว่างท่อลาเลียงนาสลับกันไป
โครงสร้างของดอกที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ของพืช
        1. กลีบเลียง (sepal) ป้องกันอันตรายให้แก่ดอกไม้
        2. กลีบดอก (petal) ล่อแมลงช่วยผสมเกสร
        3. เกสรเพศผู้ (stamen) เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้
               - ก้านชูอับละอองเรณู (filament)
               - อับเรณู หรืออับละอองเรณู (anther)
        4. เกสรเพศเมีย (pistil) เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย
               - เกสรเพศเมีย (stigma)
               - ก้านชูเกสรเพศเมีย (style)
               - รังไข่ (overy) มีออวุล (ovule) เป็นเม็ดเล็กๆ ภายในมีไข่ (egg) เป็นเซลล์สืบพันธุ์
                   เพศเมีย
กระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก
   1. การถ่ายละอองเรณู(pollination) ละอองเรณูจากเกสรเพศผู้ไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย
          - เกิดภายในต้นเดียวกันหรือในดอกเดียวกัน พืชจะมีลักษณะเหมือนต้นเดิม
          - เกิดข้ามต้น พืชที่ได้แตกต่างจากต้นเดิม
   2. การปฏิสนธิ(fertilization) เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้เข้ารวมตัวกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช
   1. การตอนกิ่ง
   2. การติดตา
   3. การปักชา
   4. การทาบกิ่ง
   5. การโน้มกิ่ง
   6. การเพาะเลียงเนือเยื่อ
การตอบสนองของพืชต่อแสง นา และการสัมผัส
   1. เนื่องจากการเจริญเติบโต
      1.1 การตอบสนองที่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
               - การตอบสนองต่อแสง ปลายยอดพืชจะเจริญเข้าหาแสง ปลายรากจะเจริญหนีแสง
               - การตอบสนองต่อนาหรือความชืน ปลายรากจะเจริญเข้าหานาหรือความชืน
- การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลก ปลายยอดจะเจริญหนีแรงโน้มถ่วง ปลายราก
                  จะเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วง
               - การตอบสนองต่อสารเคมี หลอดละอองเรณูจะเจริยเข้าหาออวุลที่มสาระละลาย
                                                                                 ี
                  นาตาล
               - การตอบสนองต่อการสัมผัส การเจริญของมือเกาะ จะบิดลาต้นรอบๆเป็นเกลียวพัน
                  หลักไว้
      1.2 การตอบสนองที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
              - การตอบสนองต่อแสง ดอกบัวบานตอนกลางวัน หุบในตอนกลางคืน
              - การตอบสนองต่ออุณหภูมิ ดอกบัวสวรรค์บานเมื่ออุณหภูมิต่า ดอกปิวลิปบานเมื่อ
                 อุณหภูมิสูง
   2. เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณนาภายในเซลล์
              - การตอบสนองต่อการสัมผัส เช่น ไมยราบ กาบหอยแครง เนื่องจาก โคนก้านใบมีกลุ่ม
                 เซลล์ที่มีความไวต่อการสัมผัสสูง อยู่รวมกันเป็นกระเปาะเรียกว่า pulvinus เมื่อมีการ
                 สัมผัสจึงสูญเสียนาไปยังช่องว่างรหว่างเซลล์อย่างรวดเร็ว ทาให้ใบหุบ สักครู่หนึ่งจะ
                 ซึมเข้าสู่เซลล์กลุ่มนีใหม่จนเต่ง ใบจึงกางเหมือนเดิม
              - การตอบสนองต่อแสง เช่น กระถิน จามจุรี พืชตระกูลถั่ว เมื่อความเข้มแสงลดลง นา
                 จะเคลื่อนที่ออกนอกเซลล์ ทาให้แรงดันแต่งภายในลดลง ใบจะหุบ เรียกว่าต้นไม้นอน
                 หรือการเปิดปิดของปากใบ ในตอนกลางวัน มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ทาให้มี
                 นาตาลมาก นาจากเซลล์ข้างเคียงตึงแพร่ผ่านเข้าสู่เซลล์คุมจนเต่ง ปากใบจึงเปิด ส่วน
                 กลางคืนไม่มการสังเคราะห์ด้วยแสง เซลล์คุมแพร่นาออกมาปากใบจึงปิด
                               ี
หลักการและผลของการใช้เทคโนโลยี ชีวภาพในการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ เพิ่มผลผลิตของพืช
และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
   1. การเพาะเลียงเนือเยื่อ (tissue culture)
      นาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชมาเลียงในอาหารวิทยาศาสตร์ เช่น กล้วยไม้ ข้าว ต้นสัก ปาล์มนามัน
      คาร์เนชั่น บอน
   2. การทาเมล็ดเทียม (artificial seed)
      พัฒนามาจากการเพาะเลียงเนือเยื่อ โดยนาเซลล์ที่เจิญมาจากการเพาะเลียงเนือเยื่อมาทาให้เกิด
      เอ็มบริโอเรียกว่า โซมาติก เอมบริโอ
   3. พันธุวิศวกรรม GMOs เป็นการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม ตัดแต่งยีน

สรุปเซลล์

  • 1.
    รูปร่างและลักษณะของเซลล์ของสิ่งมีชีวตเซลล์เดียวและเซลล์ของสิ่งมีชีวตหลายเซลล์ ิ ิ ลักษณะที่สาคัญ เซลล์ของสิ่งมีชีวตเซลล์เดียว ิ เซลล์ของสิ่งมีชีวตเซลล์หลายเซลล์ ิ รูปร่างและลักษณะ รูปร่างและลักษณะไม่ซับซ้อน รูปร่างลักษณะแตกต่างกัน หน้าที่ ดาเนินกิจกรรมในการดารงชีวตเซลล์ มีหน้าที่แตกต่างกัน ิ เดียว เช่น การกินอาหาร การสืบพันธุ์ การย่อยอาหาร การหายใจ ฯลฯ ตัวอย่าง อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา เซลล์พืช เซลล์สัตว์ เซลล์ประสาท ส่วนประกอบและหน้าที่สาคัญของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
  • 2.
    ส่วนประกอบ ลักษณะและหน้าที่ เซลล์พืช เซลล์สัตว์ 1. ผนังเซลล์ (cell wall) เพิ่มความแข็งแรงให้แก่เซลล์ ทาให้เซลล์คงรูปอยู่ได้  - 2.เยื่อหุ้มเซลล์ (cell ห่อหุมไซโทพลาซึม ควบคุมการเข้าออกของสาร ให้นา ้   membrane) ออกซิเจน ผ่านได้ โปรตีน ไขมันผ่านไม่ได้ 3.นิวเคลียส (nucleus) รูปร่างกลมอยู่ตรงกลางเซลล์ ควบคุมลักษณะการ ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การสังเคราะห์โปรตีน   กระบวนการเมแทบอลึซึม 4.ไซโทพลาซึม เป็นของเหลวอยู่รอบนิวเคลียส มีองค์ประกอบของ (cytoplasm) เซลล์ที่เรียกว่าออแกเนลล์ เป็นศูนย์กลางการทางาน   ของเซลล์ เป็นแหล่งเกิดปฏิกิรยาเคมี ิ 4.1 กอลจิบอดี (golgi เป็นถุงแบนๆเรียงซ้อนกัน มีเยื่อหุ้มชันเดียว สังเคราะห์   body) คาร์โบไฮเดรตและดัดแปลงโปรตีน 4.2 ร่างแหเอนโดพลาสมิก ถ้ามีไรโบโซมมาเกาะ สังเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์ (endoplasmic ถ้าเป็นชนิดเรียบ จะสังเคราะห์ไขมัน ทาลายสารพิษ   reticulum;ER) 4.3 ไมโทคอนเดรีย เป็นก้อนกลม มีเยื่อหุ้ม 2 ชัน ผลิตสารที่ให้พลังงานสูง   (mitochondria) (adenosine triphosphate;ATP) ให้แก่เซลล์ 4.4 คลอโรพลาสต์ เป็นก้อนกลม มีผนัง 2 ชัน ชันนอกควบคุมปริมาณและ (chloroplast) ชนิดของสาร ชันในมีรงควัตถุสีเขียวเรียกว่า  - คลอโรฟิลล์ (chlorophll) จะดูดซับพลังงานแสงใช้ใน การสังเคราะห์ด้วยแสง 4.5 แวคิวโอล (vacuole) เป็นถุง มีเยื่อบางๆหุ้ม สะสมนา อาหาร ของเสียใน  - เซลล์ 4.6 ไลโซโซม (lysosome) รูปร่างค่อนข้างกลม มีเยื่อหุ้มชันเดียว มีเอนโซม์ย่อน อินทรียสารและของเสียในเซลล์ พบมากในเซลล์เม็ด -  เลือดขาว 4.7 เซนทริโอล (centriole) มีขนาดเล็ก 1 คู่ อยู่ดานข้างของนิวเคลียส สร้างเส้น ้ ใยสปินเดิล ช่วยในการแบ่งเซลล์ และช่วยในการ -  เคลื่อนที่ของเซลล์บางชนิด
  • 3.
    การแพร่และออสโมซิส การแพร่(diffusion) เป็นการกระจายอนุภาคของสารจากบริเวณที่มีความเข้มข้นมากไปยังที่มีความเข้มข้น น้อย จนมีความเข้มข้นเท่ากัน ปัจจัยที่มผลต่อการแพร่ ี 1. ความเข้มข้น ถ้าทังสองบริเวณมีความเข้มข้นแตกต่างกันมากจะแพร่ได้เร็ว 2. อุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิสูง โมเลกุลเคลื่อนที่ได้เร็ว การแพร่จะแพร่ได้เร็ว 3. ความดัน ถ้าเพิ่มความดันโมเลกุลเคลื่อนที่ได้ดี การแพร่จะแพร่ได้เร็ว 4. ขนาดของอนุภาค ถ้าขนาดของอนุภาคเล็กจะแพร่ได้เร็วกว่า 5. ตัวกลาง ถ้าตัวกลางมีความหนืดสูงจะแพร่ได้ช้า ตัวอย่าง - การแพร่ของด่างทับทิมในนา - การแพร่ของนาหอมในอากาศ - การแพร่ของแก๊สออกซิเจนในดินเข้าสู่เซลล์ของพืชบริเวณขนราก - การแพร่ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจของพืชออกทางปากใบ - การแพร่ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากการสังเคราะห์แสงของพืชเข้าทางปากใบ - การแพร่ของแก๊สออกซิเจนจากการสังเคราะห์แสงของพืชออกทางปากใบ - การแพร่ของเสียและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเมแทบอลิซึมเข้าสู่เลือดแล้วลาเลีบง ไปยังปอด เพื่อแลกเปลี่ยนแก๊ส ออสโมซิส (osmosis) เป็นการแพร่ของนาผ่านเยื่อกันที่เป็นเยื่อกึ่งซึมผ่านได้ หรือเยื่อหุมเซลล์ จะแพร่จะที่ๆ ้ มีความเข้มข้นของนามากไปสู่ความเข้มข้นของนาน้อย จนมีความเข้มข้นของนาเท่ากัน ตัวอย่าง - รากพืชดูดซึมนาในดิน การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ปัจจัยบางประการที่จาเป็น 1. คลอโรฟิลล์ เป็นรงควัตถุสีเขียว มีแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบที่สาคัญ จะช่วยดูดพลังงานแสงเป็น พลังงานเคมีในรูปของนาตาลกลูโคส
  • 4.
    2. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ได้จากการแพร่ของอากาศเข้าทางปากใบในอากาศมีแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.4 % แต่ถ้ามีปริมาณมากขึน การสังเคราะห์แสงก็จะมากขึน 3. แสง เป็นปหล่งพลังงานสาหรับกระบวนการสังเคระห์ด้วยแสง ความเข้มของแสงมาก อัตราการ สังเคราะห์ด้วยแสงจะมาก แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเป็นอันตรายต่อเนือเยื่อของพืช แสงสีม่วงมีผลต่อ การสังเคราะห์แสงมากที่สุด แสงสีเขียวมีผลต่อการสังเคราะห์แสงน้อยที่สุด 4. นา ใช้ในกระบวนการสร้างอาหารของพืช ถ้าพืชขาดนาปากใบจะปิด ทาให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่ปากใบได้นอย ้ ผลผลิตจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ความสาคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชต่อสิ่งมีชีวตและสิ่งแวดล้อม ิ 1. แหล่งอาหารที่สาคัญ การสังเคราะห์แสงจะทาให้ได้สารอาหารประเภทนาตาลและแป้ง ซึ่ง สิ่งมีชีวตอื่นๆนาไปใช้ประโยชน์ ิ 2. แหล่งผลิตแก๊สออกซิเจนและลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ การลาเลียงนาของพืช พืชลาเลียงนาจากพืนดินเข้าสู่ราก โดยวิธี ออสโมซิส ส่วนแร่ธาตุจะแพร่เข้าสู่ขนรากโดยวิธีการ แพร่แบบแอกทีฟทรานสปอร์ต นาและแร่ธาตุจะลาเลียงจากรากไปสู่ส่วนต่างๆของพืชผ่านท่อลาเลียงนา (xylem) เกิดขึนได้ตลอดเวลา เกิดมากในตอนกลางวัน เกิดได้เฉพาะจากล่างขึนบนเท่านัน การคายนาของพืช เป็นการแพร่ของนาในรูปของไอนาทางปากใบ พบมากที่สุดด้านท้องใบที่ไม่ได้ รับแสง เกิดมากในตอนกลางวัน
  • 5.
    การลาเลียงอาหารของพืช นาตาลซึ่งเป็นอาหารของพืชจะถูกลาเลียงไปยังส่วนต่างๆของพืชทางท่อลาเลียงอาหาร (phloem) เกิดได้ทังจากส่วนบนลงสู่ล่าง และจากล่างขึนบน - ท่อลาเลียงนาและท่อลาเลียงของลาต้นพืชใบเลียงคู่อาหารอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีท่อลาเลียงอาหาร อยู่ข้างนอกและท่อลาเลียงนาอยู่ข้างใน - ท่อลาเลียงนาและท่อลาเลียงของลาต้นพืชใบเลียงเดี่ยวจะอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย - ท่อลาเลียงนาของรากพืชใบเลียงคู่เป็นแฉกอยู่ตรงกลางมีท่อลาเลียงอาหารอยู่ระหว่างแฉก - ท่อลาเลียงอาหารของรากพืชใบเลียงเดี่ยวจะอยู่ระหว่างท่อลาเลียงนาสลับกันไป
  • 6.
    โครงสร้างของดอกที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ของพืช 1. กลีบเลียง (sepal) ป้องกันอันตรายให้แก่ดอกไม้ 2. กลีบดอก (petal) ล่อแมลงช่วยผสมเกสร 3. เกสรเพศผู้ (stamen) เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ - ก้านชูอับละอองเรณู (filament) - อับเรณู หรืออับละอองเรณู (anther) 4. เกสรเพศเมีย (pistil) เป็นอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย - เกสรเพศเมีย (stigma) - ก้านชูเกสรเพศเมีย (style) - รังไข่ (overy) มีออวุล (ovule) เป็นเม็ดเล็กๆ ภายในมีไข่ (egg) เป็นเซลล์สืบพันธุ์ เพศเมีย กระบวนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก 1. การถ่ายละอองเรณู(pollination) ละอองเรณูจากเกสรเพศผู้ไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย - เกิดภายในต้นเดียวกันหรือในดอกเดียวกัน พืชจะมีลักษณะเหมือนต้นเดิม - เกิดข้ามต้น พืชที่ได้แตกต่างจากต้นเดิม 2. การปฏิสนธิ(fertilization) เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้เข้ารวมตัวกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืช 1. การตอนกิ่ง 2. การติดตา 3. การปักชา 4. การทาบกิ่ง 5. การโน้มกิ่ง 6. การเพาะเลียงเนือเยื่อ การตอบสนองของพืชต่อแสง นา และการสัมผัส 1. เนื่องจากการเจริญเติบโต 1.1 การตอบสนองที่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า - การตอบสนองต่อแสง ปลายยอดพืชจะเจริญเข้าหาแสง ปลายรากจะเจริญหนีแสง - การตอบสนองต่อนาหรือความชืน ปลายรากจะเจริญเข้าหานาหรือความชืน
  • 7.
    - การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลก ปลายยอดจะเจริญหนีแรงโน้มถ่วงปลายราก จะเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วง - การตอบสนองต่อสารเคมี หลอดละอองเรณูจะเจริยเข้าหาออวุลที่มสาระละลาย ี นาตาล - การตอบสนองต่อการสัมผัส การเจริญของมือเกาะ จะบิดลาต้นรอบๆเป็นเกลียวพัน หลักไว้ 1.2 การตอบสนองที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า - การตอบสนองต่อแสง ดอกบัวบานตอนกลางวัน หุบในตอนกลางคืน - การตอบสนองต่ออุณหภูมิ ดอกบัวสวรรค์บานเมื่ออุณหภูมิต่า ดอกปิวลิปบานเมื่อ อุณหภูมิสูง 2. เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงปริมาณนาภายในเซลล์ - การตอบสนองต่อการสัมผัส เช่น ไมยราบ กาบหอยแครง เนื่องจาก โคนก้านใบมีกลุ่ม เซลล์ที่มีความไวต่อการสัมผัสสูง อยู่รวมกันเป็นกระเปาะเรียกว่า pulvinus เมื่อมีการ สัมผัสจึงสูญเสียนาไปยังช่องว่างรหว่างเซลล์อย่างรวดเร็ว ทาให้ใบหุบ สักครู่หนึ่งจะ ซึมเข้าสู่เซลล์กลุ่มนีใหม่จนเต่ง ใบจึงกางเหมือนเดิม - การตอบสนองต่อแสง เช่น กระถิน จามจุรี พืชตระกูลถั่ว เมื่อความเข้มแสงลดลง นา จะเคลื่อนที่ออกนอกเซลล์ ทาให้แรงดันแต่งภายในลดลง ใบจะหุบ เรียกว่าต้นไม้นอน หรือการเปิดปิดของปากใบ ในตอนกลางวัน มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ทาให้มี นาตาลมาก นาจากเซลล์ข้างเคียงตึงแพร่ผ่านเข้าสู่เซลล์คุมจนเต่ง ปากใบจึงเปิด ส่วน กลางคืนไม่มการสังเคราะห์ด้วยแสง เซลล์คุมแพร่นาออกมาปากใบจึงปิด ี หลักการและผลของการใช้เทคโนโลยี ชีวภาพในการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ เพิ่มผลผลิตของพืช และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ 1. การเพาะเลียงเนือเยื่อ (tissue culture) นาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชมาเลียงในอาหารวิทยาศาสตร์ เช่น กล้วยไม้ ข้าว ต้นสัก ปาล์มนามัน คาร์เนชั่น บอน 2. การทาเมล็ดเทียม (artificial seed) พัฒนามาจากการเพาะเลียงเนือเยื่อ โดยนาเซลล์ที่เจิญมาจากการเพาะเลียงเนือเยื่อมาทาให้เกิด เอ็มบริโอเรียกว่า โซมาติก เอมบริโอ 3. พันธุวิศวกรรม GMOs เป็นการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม ตัดแต่งยีน