อาณาจักรสิ่งมีชีวิต
จัดทาโดย
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5
น.ส. นรมน แสงมณี เลขที่ 8 น.ส. พิมพ์ชนก วุฒิสุวรรณ เลขที่ 22
เสนอ
คุณครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
อาณาจักรสิ่งมีชีวิต
การจาแนกประเภทของสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตในโลกนี้มีอยู่มากมายนับเป็นจานวนล้านชนิด และไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดที่มี
ลักษณะเหมือนกันทุกประการ จึงจาเป็นที่ต้องจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ เพื่อความ
สะดวกที่จะนามาศึกษา และนามาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ การศึกษาเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่ของ
สิ่งมีชีวิตเรียกว่า อนุกรมวิธาน (TAXONOMY)
หลักเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้ใน การพิจารณาการจัดจาแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็น หมวดหมู่ สรุปได้
ดังนี้
1. พิจารณาเปรียบเทียบลักษณะทั้งภายในและภายนอกของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ว่ามี
ความเหมือนหรือคล้ายกันเพียงใด
2. พิจารณาโดยอาศัยหลักการทางวิวัฒนาการที่ว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ที่มาจากบรรพ
บุรุษร่วมกันย่อมมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันทั้งสิ้น
3. พิจารณาจากแบบแผนการเจริญของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่แรก โดยอาศัยหลักที่ว่าสิ่งมีชีวิต
ที่มีความสัมพันธ์กันมากเพียงใด ก็ย่อมจะมีวิธีการเจริญคล้ายกันมากเพียงนั้น
4. พิจารณาถึงขบวนการทางชีวเคมี และสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตว่า มีความเกี่ยวข้องหรือ
คล้ายกันอย่างไร รวมทั้งศึกษาถึงการถ่ายทอดกรรมพันธุ์
5. พิจารณาถึงพฤติกรรมความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจน
แพร่กระจายทางภูมิศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ด้วย
การจัดจาแนกสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้จัดจาแนกสิ่งมีชีวิต ออกเป็น 5 อาณาจักร (Kingdom) โดยอาศัย
แนวคิดของวิตเทเกอร์ (Whitaker, 1969) คือ
1. อาณาจักร
โมเนรา
2. อาณาจักร
โพรทิสตา
3. อาณาจักร
เห็ด รา
4. อาณาจักรพืช
5. อาณาจักรสัตว์
1. อาณาจักรโมเนรา (Kingdom Monera)
ได้แก่สิ่งมีชีวิตพวกโพรคาริโอต เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน (BLUE -
GREEN ALGAE) และแบคทีเรีย
เป็นพวกยูคาริโอต มีโครงสร้างเป็นเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ ซึ่งดารงชีวิต
แบบออโตโทรฟหรือ เฮเทอโรโทรฟ
การจัดจาแนกโปรติสต์ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ
1.สาหร่าย
2.ราเมือก
3.โพรโทซัว
สาหร่าย ส่วนมากสาหร่ายสังเคราะห์อาหารเองได้ ภายในเซลล์นอกจากมี
รงควัตถุคลอโรฟิลล์เอ แล้วยังมีรงควัตถุอื่น ๆ ซึ่งรวมอยู่ในพลาสติด
สาหร่ายมีลักษณะแตกต่างจากพืชที่สาคัญ 2 ประการ
1.โครงสร้างที่ทาหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยังคงเป็นเซลล์เดี่ยว
2.หลังจากปฏิสนธิแล้ว ไซโกตของสาหร่ายทุกชนิดจะเจริญต่อไป โดยไม่
มีระยะที่เป็นเอมบริโอหลายเซลล์ เหมือนพืชชั้นสูง
อาณาจักรมอเนอรา
(Kingdom Monera)
ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวกโพรคาริโอต เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน (BLUE -
GREEN ALGAE) และแบคทีเรีย สิ่งมีชีวิตพวกนี้พบได้ทั่วไปและดารงชีวิตได้
หลายรูปแบบ อาณาจักรโมเนรา แบ่งออกเป็น 2 ดิวิชัน คือ
1.ดิวิชันไซแอโนไฟตา (Division Cyanophyta) ได้แก่ สาหร่ายสีเขียว
แกมน้าเงิน
2. ดิวิชันชิโซไฟตา (Division Schizophyta) ได้แก่ แบคทีเรีย
ก.สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน
เซลล์ของสาหร่ายชนิดนี้มีรงควัตถุ พวกคลอโรฟิลล์เอ แซนโทฟิลล์ไฟโคบิลิน ได้แก่ ซี – ไฟ
โคไซแอนิน (C – Phycocyanin) รงควัตถุสีน้าเงิน และ ซี – ไฟโคอิริทริน (C –
Phycoerythin) รงควัตถุสีแดง รงควัตถุเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วไปในไซโทพลาซึม แต่ไม่พบในพลา
สติด
สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงินสามารถตรึงไนโตรเจนได้ปัจจุบันจึงนิยมปล่อยให้สาหร่ายชนิดนี้
เจริญในนาข้าว เพื่อเป็นการเพิ่มปุ๋ ยไนโตรเจนตามธรรมชาติ
สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงินมีลักษณะสาคัญ 3 ประการ คือ
1. การเรียงตัวของเซลล์อาจเป็นเซลล์เดียว , กลุ่ม หรือ เซลล์ต่อกันเป็นสาย มักมีเมือกหุ้ม
2. วิธีการสืบพันธุ์ ปกติจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
3. การสร้างเซลล์พิเศษขึ้นในสาย ได้แก่ เอกโซสปอร์ (EXOSPORE) อะคินีต
(AKINETE) เฮเทอโรซีสต์(HETEROCYST) และเดดเซลล์ (DEAD CELL) ซึ่งมีการสร้าง
แตกต่างกันบางชนิด เช่น อะคินีท สามารถทนทานต่อสภาวะไม่เหมาะกับการเจริญได้ เพราะมีผนังหนา
และมีอาหาร สะสมอยู่ในเซลล์มาก เฮเทอโรซีสต์ทาหน้าที่ตรึงไนโตรเจนได้
ข. แบคทีเรีย
แบคทีเรียมีผนังเซลล์ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต และกรดอะมิโน บางชนิดสามารถสังเคราะห์
แสงได้อาศัยแบคทีริโอคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีหน้าที่เหมือนคลอโรฟิลล์ของพืช แต่มีโครงสร้างทางเคมีและ
กระบวนการสังเคราะห์อาหารต่างจากพืช
การจัดจาแนกแบคทีเรียในปัจจุบัน พิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
1. ชนิดของพลังงานที่แบคทีเรียใช้ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
ก. แบคทีเรียที่ใช้พลังงานแสง
ข. แบคทีเรียที่ใช้พลังงานที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี
2. รูปร่าง แบ่งได้3 แบบ
ก. รูปร่างแบบแท่ง ได้แก่ พวกบาซิลลัส (BACILLUS)
ข. รูปร่างแบบกลมหรือรี ได้แก่ ค็อกคัส (COCCUS)
ค. รูปร่างแบบแท่งแต่โค้ง
3. ลักษณะการติดสีแกรม (GRAM STAIN) คริสเตียนแกรม (CHRISTIAN GRAM)
พบว่าเมื่อยอมสีเซลล์แบคทีเรีย แบคทีเรียบางพวกติดสีม่วงน้าเงินเรียกว่า พวกแกรมบวก บางชนิดติดสี
แดง เรียกว่า แกรมลบ พวกค็อกคัสส่วนใหญ่ เป็นแกรมบวก พวกรูปร่างแบบแท่งส่วนใหญ่เป็นแกรมลบ
ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวก ยูคาริโอต ส่วนมากเป็นเซลล์เดียว มีทั้งพวกออโตโทรฟและเฮเทอโร
โทรฟ ได้แก่ สาหร่าย (ALGAE) ราเมือก (SLIME MOLD) และโพรโตซัว (PROTOZOA)
2. อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista)
สาหร่ายจาแนกออกเป็น 7 ดิวิชัน โดยอาศัยหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. ชนิดของทรงวัตถุ
2. ชนิดอาหารที่เก็บสะสมไว้ในภายในเซลล์
3. ส่วนประกอบทางเคมีของผนังเซลล์
4. ลักษณะและตาแหน่งของแฟลเจลลัม
5. วิธีการสืบพันธุ์
ดิวิชันคลอโรไฟตา (CHLOROPHYTA)
สาหร่ายสีเขียวเป็นดิวิชันที่ใหญ่ที่สุด พบทั้งในน้าจืด น้าทะเล น้ากร่อย และที่ชื้นแฉะบางชนิดเป็น
อิสระลอยอยู่ตามผิวน้า ซึ่งถ้ามีจานวนมากพอจะทาให้เกิดปรากฏการที่เรียกว่า วอเตอร์บลูม (WATER
BLOOM) ขึ้นได้ สาหร่ายสีเขียวนับว่ามีความสาคัญมาก และได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตสาหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่
อยู่ในน้า ปัจจุบันได้มีการสังเคราะห์โปรตีนจากสาหร่ายเซล์เดียวหลายชนิดเช่น SCENEDESMUS และ
CHLORELLA ซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งโดยตรงและทางอ้อม
รูปร่างและขนาดของสาหร่าย บางชนิดมีขนาดเล็กและเป็นเซลล์เดี่ยว ได้แก่ คลอเรลลา บางชนิดมี
ขนาดใหญ่และมีโครงสร้างซับซ้อน ได้แก่ โคเดียม (CODIUM) พวกที่มีโครงสร้างเป็นเซลล์เดี่ยวมีการ
เจริญขั้นต่าสุด และจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ไปสู่ความซับซ้อนมากขึ้นตามลาดับ
ดิวิชันยูกลีโนไฟตา (DIVISION EUGLENOPHYTA)
พบในน้าจืดมากกว่าในน้าเค็ม แบ่งเป็น 2 พวก คือ พวกสังเคราะห์อาหารเองได้ และพวกที่
สังเคราะห์อาหารเองไม่ได้
รูปร่าง เป็นเซลล์เดี่ยวค่อนข้างยาว เคลื่อนที่ได้โดยใช้แฟลเจลลัม มีลักษณะที่คล้ายสัตว์ คือ
ไม่มีผนังเซลล์ที่เป็นสารประกอบ พวกเซลล์ลูโลส ทาให้รูปร่างไม่คงที่ในขณะที่เคลื่อนที่ ได้แก่ ยูกลี
นา และฟาคัส (PHACUS) ถึงแม้จะเป็นพวกสร้างอาหารเองได้ แต่ก็สามารถกินอาหารสาเร็จรูป
ได้ ยูกลีนอยด์มีวิธีการสืบพันธุ์เฉพาะแบบไม่อาศัยเพศเท่านั้น เป็นการแบ่งเซลล์ตามความยาวและ
เกิดขึ้นในขณะที่เซลล์เคลื่อนที่
ดิวิชันแคโรไฟตา (DIVISION CHAROPHYTA)
เช่น CHARA และ NITELLA มีลักษณะแตกต่างจากสาหร่ายน้าจืดชนิดอื่น ๆ คือ มี
ลักษณะบางอย่างคล้ายพืชชั้นสูงมาก เช่น มีส่วนที่ทาหน้าที่คล้ายลาต้น มองเห็นข้อและปล้อง
ชัดเจน ตามผนังเซลล์ของสาหร่าย มีสารประกอบพวกเซลล์ลูโลส และมีพวกแคลเซียมคาร์บอเนต
สะสมอยู่มาก จึงทาให้มีลักษณะแข็งและหยาบสามารถคงสภาพอยู่ได้นาน เมื่อสาหร่ายตายลง ซาก
เหลือที่พบส่วนมาก คือ โอโอโกเนียม (OOGONIUM) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของเพศเมีย
ลักษณะที่คล้ายพืชชั้นสูงมาก และแตกต่างจากสาหร่ายทุกชนิด คือ มีส่วนประกอบของกลุ่มเซลล์ที่
เป็นหมันห่อหุ้ม แอนเทอริเดียม และโอโอโกเนียม
ดิวิชันฟีโอไฟตา (DIVISION PHAEOPHYTA)
สาหร่ายสีน้าตาล มีรงควัตถุชนิดที่ทาให้เกิดสีน้าตาล คือ ฟิวโคแซนทิน (FUCOXANTHIN) ผนัง
เซลล์มีสารประกอบกรด แอลจินิก (ALGINIC ACID) สะสมอยู่มาก ขนาดของสาหร่ายสีน้าตาลแตกต่าง
กันมาก พวกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ได้แก่ ไจแอนด์เคลพ์ (GIANT KELP) สาหร่ายสีน้าตาลที่พบมากที่สุด
ได้แก่ SARGASSUM และ PADINA และ DICTYOTA
สาหร่ายสีน้าตาลมีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ นอกจากใช้เป็นอาหารแล้วพวกเคลพ์ซึ่งมีกรดแอลจินิก
สามารถนามาสกัดเอากรดนี้ออกมาใช้ประโยชน์ ในการ อุตสาหกรรมหลายอย่างในรูปสารประกอบแอลจิน
(ALGIN) เช่น การทาสี ทายา ทาขนมหวานบางชนิด เพราะแอลจินมีลักษณะเหนียว และมีสมบัติพิเศษ
ช่วยไม่ให้สารตกตะกอนได้ง่ายช่วยไม่ให้น้าแข็งตัวเมื่อถูกความเย็นจัด สาหร่ายสีน้าตาลยังสามารถ นามาใช้
เป็นปุ๋ ยธรรมชาติได้
ดิวิชันคริสโซไฟตา (DIVISION CHRYSOPHYTA)
เป็นสาหร่าย ที่มีรงควัตถุฟิวโคแซนทินเหมือนสาหร่ายสีน้าตาล แต่มีสัดส่วนน้อยกว่า นอกจากนี้ยังมีรงควัตถุลู
เทอินอยู่ด้วย แบ่งเป็น 3 พวก คือ สาหร่ายสีเขียวแกมเหลือง (YELLOW – GREEN ALGAE) สีน้าตาลแกม
เหลือง (GOLDEN – BROWN ALGAE) และไดอะตอม (DIATOM) ซึ่งมีมากที่สุด เซลล์ของไดอะตอมส่วน
ใหญ่เป็นเซลล์เดี่ยวอยู่เป็นอิสระตามผิวน้า พบทั้งในน้าจืดและน้าเค็ม จึงนับว่ามีความสาคัญต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใน
น้า ผนังเซลล์ของไดอะตอมเป็นสารพวกซิลิคอน ช่วยให้ผนังเซลล์แข็งและคงรูปไม่สลายตัวได้ง่าย เมื่อเซลล์ตาย ซาก
ของไดอะตอมจึงทับถมอยู่มาก และเป็นเวลานานนับเป็นพัน ๆ ปีในท้องทะเล และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา
ตามธรรมชาติเกิดขึ้น ซากของไดอะตอมที่ทับถมอยู่เป็นเวลานานนี้จะกลายเป็นส่วนของพื้นดินเรียกว่า ไดอะตอมเอ
เชียสเอิร์ท (DIATOMACEOUS EARTH) เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุและน้ามัน ซึ่งนับว่ามีประโยชน์และมี
ความสาคัญทางเศรษฐกิจมาก ประโยชน์ที่ได้รับ ส่วนใหญ่นามาใช้ในอุตสาหกรรมการทายาขัดต่าง ๆ เช่น ยาขัด
เครื่องเงิน ทองเหลือง ยาสีฟัน ใช้ในการฟอกสี เป็นฉนวนและเป็นตัวช่วยกรอง
ดิวิชันไพร์โรไฟตา (DIVISION PYRROPHYTA)
สาหร่ายสีเปลวไฟเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่มีแฟลเจลลา 2 อัน โดยมีกัลเลตใกล้
ฐานแฟลเจลลา เช่น คริพโตโมแนส (CRYPTOMONAS) และชิโลโมแนส
(CHILOMONAS)
ดิวิชันโรโดไฟตา (DIVISION RHODOPHYTA)
สาหร่ายสีแดง มีทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์ ส่วนมากอยู่ในน้าเค็มและอยู่น้า
ลึกมากกว่าสาหร่ายสีน้าตาล สาหร่ายมีประโยชน์ทางการค้าด้วย เช่น กีลิเดียม
(GELIDIUM) ใช้สกัดเพกตินเพื่อทาวุ้นผง ใช้เตรียมอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ และทา
ขนม นอกจากนี้พวกพอร์ไฟรา (PORPHYRA) โรไดมีเนีย
(RHODYMENIA) และคอนดรัส คริพตัส (CHONDRUS-CRIPTUS) ยัง
ใช้เป็นอาหารอีกด้วย
ดิวิชันมิกโซไฟตา (DIVISION MYXOPHYTA)
ราเมือกเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว รูปร่างคล้ายอะมีบา ไม่มีผนังเซลล์ ราเมือกมี
ทั้งเป็นปรสิตของไม้ดอก และหากินเป็นอิสระในบริเวณป่าที่ชื้นอาศัยอยู่ตามใบไม้ร่วง
ขอนไม้ผุ ราเมือกสืบพันธุ์โดยการรวมกลุ่มตรงกลางเพื่อสร้างอับสปอร์ เมื่อ
สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม เมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสม สปอร์ภายในอับสปอร์จะเจริญเป็น
ราเมือกที่มีลักษณะคล้ายอมีบาต่อไป
โพรโทซัว มีทั้งในน้าจืด น้าเค็ม ดิน และในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น หากินเป็น
อิสระและเป็นปรสิต ส่วนมากเป็นเฮเทอโรโทรพ
พวกโพรโทซัวจัดอยู่ในไฟลัมโพรโทซัว แบ่งออกได้ 4 ซับไฟลัม ดังนี้
1. ซับไฟลัมซาร์โคมาสติโกฟอรา (SARCOMASTIGOPHORA) พวกนี้มีขา
เทียมหรือแฟลเจลลา ใช้ในการเคลื่อนที่ ไม่มีสปอร์ ได้แก่ อะมีบา ยูกลีนา วอลวอกซ์
ทริพปาโนโซมา
2. ซับไฟลัมสปอโรซัว (SPOROZOA) ไม่มีซิเลียและแฟลเจลลา เป็นปรสิต
ภายในของสัตว์ทั้งหมด เช่น พลาสโมเดียม (PLASMODIUM) ทาให้เกิดโรคไข้จับสั่น
ซาร์โคซีสตีส (SARCOCYSTIS) ในกล้ามเนื้อ โมโนซีสตีส (MONOCYSTIS) ในอสุจิของ
ไส้เดือนดิน
3. ซับไฟลัมนิโคสปอรา (CNICOSPORA) ไม่มีซิเลียและแฟลเจลลาส่วนมาก
เป็นปรสิตในปลา ได้แก่ มิกโซสปอร์ริเดีย (MYXOSPORIDIA) ในสัตว์มี
กระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น ไมโครสปอริเดีย (MICROSPORIDIA)
4. ซับไฟลัมซิลิโอฟอรา (CILIOPHORA) หรือซิเลียตา (CILIATA) มีซิเลียบางระยะ
หรือทุกระยะ พบทั้งในน้าจืดน้าเค็ม เช่น พารามีเซียม (PARAMECIUM) วอร์ติเซลล์ลา
(VORTICELLA) ไดโพลดิเนียม (DIPLODINIUM)
3. อาณาจักรเห็ดรา (Kingdom Fungi)
ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอต ส่วนมากมีหลายเซลล์ เซลล์ยังไม่มีดิฟเฟอเรนติเอชัน ไม่สามารถสร้าง
อาหาร ด้วยตัวเองส่วนใหญ่เป็นพวกย่อยสลายดูดอินทรีย์สาร จากสิ่งมีชีวิตที่ไป ขึ้นอยู่สิ่งมีชีวิตใน
อาณาจักรนี้
ได้แก่ รา เห็ดต่างๆ
ดิวิชันไฟโคไฟตา (DIVISION PHYCOPHYTA) เห็ด รา ที่แท้จริง เห็ด
(MUSHROOM) และรา (MOLD) เห็ด และราเหมือนกันตรงที่ต่างก็มีเส้นใย
(HYPHA) เหมือนกัน แต่ต่างกันที่เส้นใยของเห็ด มีการรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ที่เรียก
ดอกเห็ดและมีรูปร่างต่าง ๆ กัน ส่วนเส้นใยของราไม่มีการรวมกลุ่มกัน แบ่งออกได้ 4
คลาส ได้แก่
- คลาสไฟโคไมซีตีส (PHYCOMYCETES) : - ราขนมปัง
- คลาสแอสโคไมซีตีส (ASCOMYCETES) : - เพนนิซิลเลียม , เห็ดโคน
- คลาสเบซิดิโอไมซีตีส (BASIDIOMYCETES) : - เห็ดฟาง , เห็ดต่าง ๆ
- คลาสดิวเตอโรไมซีตีส (DEUTEROMYCETES) ; - กลาก , เกลื้อน ,
โรคเท้าเปื่อย
นอกจากนี้ยังมีราบางชนิด อยู่รวมกับสาหร่ายแบบภาวะเกื้อกูลกัน เรียกว่า ไล
เคนส์ ไลเคนส์มีทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ ลักษณะเป็นแผ่น คล้ายใบไม้ และลักษณะคล้าย
กิ่งไม้
4. อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae)
ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอตมีหลายเซลล์ และเซลล์มีดิฟเฟอร์เรนติเอชันไปทาหน้าที่เฉพาะอย่าง
แบบถาวร มีคลอโรฟิลล์จึงสามารถสังเคราะห์อาหารเองได้สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้ ได้แก่ พืช
ทั้งหลาย
พืชในอาณาจักรนี้ มีการสืบพันธุ์แบบสลับคือ มีการสืบพันธุ์ทั้งมีเพศ
และไม่มีเพศ พืชในอาณาจักรนี้ แบ่งได้เป็น 2 ดิวิชัน ได้แก่
- ดิวิชัน ไบรออฟไฟตา (BRYOPHYTA) : - มอส
- ดิวิชัน ทราคีโอไฟตา (TRACHEOPHYTA) เป็นพืชที่
มีท่อลาเลียง
1. ดิวิชันไบรออฟไฟตา (BRYOPHYTA) พืชพวกนี้ชอบอยู่ในที่
ร่มชื้นและที่ซึ่งมีน้าฝนช่วยในการเคลื่อนที่ของอสุจิ ตัวอย่างได้แก่ มอส ลิ
เวอร์เวิร์ธ , ฮอนเวิร์ธ
2. ดิวิชันทราคีโอไฟตา (TRACHEOPHYTA) แบ่งออกได้เป็น 4 ซับดิวิ
ชันได้แก่
1. ซับดิวิชัน ซิลอพซิดา (PSILOPSIDA) : - พญาไร้ใบ
2. ซับดิวิชัน ไลคอพซิดา (LYCOPSIDA) : - หญ้ารังไก่ , ตีนตุ๊กแก
3. ซับดิวิชัน สพีนอพซิดา (SPHENOPSIDA) หญ้าถอดปล้อง
4. ซับดิวิชัน เทอรอพซิดา (PTEROPSIDA) แบ่งออกเป็น 3 คลาส
ได้แก่
4.1 คลาสฟิลิซินี (FILICINAE) ได้แก่ ผักแว่น เฟิร์นต่าง ๆ
4.2 คลาสจิมโนสเปอร์มี (GYMNOSPERMAE) เป็นพืชมีเมล็ดแต่ไม่มี
ดอก อวัยวะสืบพันธุ์อยู่ในโคน (CONE) ได้แก่พวกสน ปรง แป๊ะก๊วย
เปรียบเทียบลักษณะภายในของลาต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
(ข้าวโพด) กับพืชใบเลี้ยงคู่ (ทานตะวัน)
แสดงข้อแตกต่างของโครงสร้างพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
และพืชใบเลี้ยงคู่
4.3 คลาสแองจิโอสเปอร์มี (ANGIOSPERMAE) ได้แก่พวกไม้ดอกต่าง ๆ มีทั้ง
เมล็ดและดอก เมล็ดเกิดที่ดอกภายในผล แบ่งออกได้เป็น 2 ซับคลาส ได้แก่
1. ซับคลาสโมโนโค ทีลิโดนี (MONOCOTYLEDONAE) พวกพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
2. ซับคลาสไดโค ทีลิโดนี (DICOTYLIDONAE) เป็นพวกพืชใบเลี้ยงคู่
พืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
1. มีใบเลี้ยงสองใบ 1. มีใบเลี้ยงใบเดียว
2. เส้นใบเป็นร่างแห 2. เส้นใบเรียงแบบขนาน
3. มีระบบรากแก้ว 3. มีระบบรากฝอย
4. กลุ่มเนื้อเยื่อลาเลียงในลาต้นเรียงเป็นวงรอบลาต้น
4. กลุ่มเนื้อเยื่อลาเลียงในลาต้น กระจัดกระจายไม่เป็น
ระเบียบ
5. มีแคมเบียม และมีการเจริญทางข้าง 5. ส่วนใหญ่ไม่มีแคมเบียม และไม่มีการเจริญด้านข้าง
6. ส่วนประกอบของดอก (เช่น กลีบดอก กลีบเลี้ยง เกสรตัว
ผู้) มีจานวนเป็น 4 - 5 หรือทวีคูณของ 4 - 5
6. ส่วนประกอบของดอกมีจานวนเป็น 3 หรือทวีคูณของ 3
ตารางสรุปข้อแตกต่างระหว่างจิมโนสเปิร์มและแองจิโอสเปิร์ม
จิมโนสเปิร์ม แองจิโอสเปิร์ม
1. ดอก ไม่มี มีแต่สตรอบิลัส มีดอกซึ่งวิวัฒนาการไปมากกว่าสตรอบิลัส
2. เมล็ด ไม่มีรังไข่ห่อหุ้ม มีรังไข่ห่อหุ้ม
3. การปฏิสนธิ เกิดเพียงครั้งเดียว เกิดปฏิสนธิซ้อน
4. ความยาวของพอลเลนทูบ พอลเลนทูบสั้น เพราะละอองเกสรตัวผู้ ตก
ใกล้ช่องไมโครไพต์ ของโอวุลมีขนาดเล็ก พอลเลนทูบยาว เพราะจะต้องเจริญผ่านสไตส์เ ข้าไปหาไม
โครไพต์
5. การถ่ายละอองเกสร อาศัยลมเป็นปัจจัยสาคัญเพียงอย่างเดียว อาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น นก แมลง ลม คน น้า เป็นต้น
6. แกมีโตไฟต์ มีขนาดเล็ก ลดรูปลงมากกว่า จิมโนสเปิร์ม คือไมโครแกมีโตไฟต์ มีเพียง
3 นิวเคียสและเมกะแกมีโตไฟต์มีเพียง 8 นิวเคลียส
7. เนื้อเยื่อไซเลม มีเซลล์เทรคีตอย่างเดียว มีทั้งเทรคีตและเวสเซลล์
ตัวอย่างสาหร่ายสีเขียวบางชนิด
วัฎจักรชีวิตของ Obelia กลุ่มของ Obelia จะแตกหน่อเป็นรูปเมดูสา 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่ง
จะสร้างอสุจิอีกชนิดจะสร้างไข่ลงในการปฏิสนธิเกิดขึ้นนอกตัวโดยผสมกันในน้า ไซโกตจะพัฒนา
เป็น บลาสทูลา (Blastula) แล้วค่อย ๆ เป็นตัวอ่อนพลานูลาว่ายน้าเป็นอิสระ แล้วจะยึดเกาะกับผิว
ที่แข็ง และพัฒนาเป็นกลุ่มต่อไป
5. อาณาจักรสัตว์(Kingdom Animalia)
ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอต มีหลายเซลล์ และมีดิฟเฟอเรนติเอชันไปทาหน้าที่เฉพาะอย่างแบบ
ถาวร ไม่มีคลอโรฟีลล์จึงสังเคราะห์อาหารไม่ได้ ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย
สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้มีเยื่อหุ้มเซลล์จริง ๆ มีไมโทคอนเดรีย
ไม่มีพลาสติดและรงควัตถุที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง รวมทั้งผนัง
เซลล์อาณาจักรนี้เป็นสัตว์ทั้งหมด แบ่งได้เป็น 12 ไฟลัม ดังนี้
1. ไฟลัมพอริเฟอรา (PORIFERA) ฟองน้า มีช่องว่างกลางตัว
เปิดออก สู่ภายนอก เนื้อเยื่อไม่รวมกลุ่ม เป็นสัตว์น้าทั้งหมด เกาะอยู่กับพื้น
2. ไฟลัมซีเลนเทอราตา (COELENTERATA) มีเทนทาเคิล
(TENTACLE) รอบ ๆปากช่องเปิดมีทางเดียวเรียกแกสโทรวาสคิวลาร์
(GASTROVASCULAR CAVITY) เป็นช่องว่างกลางลาตัวของ
สัตว์เช่น ไฮดรา ช่องนี้ทาหน้าที่เป็นหลอดอาหารและทางลาเลียงสารต่าง ๆ
ด้วย นอกจากนี้ยังมีโพลิพ (POLYP) ซึ่งเป็นระยะที่เคลื่อนที่ไม่ได้ของ
สัตว์ในไฟลัมนี้ และระยะเมดูซา (MEDUSA) ซึ่งไม่มีก้าน และเคลื่อนที่
ได้โดยการว่ายน้า ทั้ง 2 ระยะมีเทนทาเคิล ซึ่งมีนีมาโทซีส
(NEMATOCYST) มีลักษณะเป็นกระเปาะ ภายในมีเข็มพิษ ใช้ในการ
ล่าเหยื่อ และป้องกันตัว
2.1 คลาสไฮโดรซัว (HYDROZOA) ได้แก่ ไฮดรา โอบีเลีย
2.2 คลาสสไคโฟซัว (SCYPHOZOA) ได้แก่ แมงกะพรุน
2.3 คลาสแอนโธซัว (ANTHOZOA) ได้แก่ ดอกไม้ทะเล
กัลปังหา
3.ไฟลัมทีโนฟอรา (CTENOPHORA) อยู่ในน้าเค็มทั้งหมด
ว่ายน้าอย่างอิสระ เคลื่อนที่โดยแผงหวี (COMB PLATE)
4.ไฟลัมแพลตีเฮลมินทีส (PLATYHELMINTHES) หนอน
ตัวแบน พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิตัวตืด ลาตัวแบน ไม่มีทวารหนัก ไม่มี
ช่องว่างในตัว
4.1 คลาสเทอเบลลาเรีย (TURBELLARIA) หนอนตัวแบนที่อาศัยอยู่
อย่างอิสระ เอพิเดอร์มิส ไม่มีคิวทิเคิล (CUTICLE) ซึ่งเป็นสารพวกคิวทินฉาบอยู่ มี
ระบบย่อยอาหาร
4.2 คลาสทรีมาโทดา (TREMATODA) พยาธิใบไม้ในตับ มีระบบย่อย
อาหาร มีที่ดูด(SUCKER)
4.3 คลาสเซสโตดา (CESTODA) (พยาธิตัวตืด) ไม่มีเอพิเดอร์มีส และ
ระบบย่อยอาหาร มีคิวติเคิล
5. ไฟลัมนีเมอทิเนีย (NEMERTINIA) มีระบบย่อยอาหาร
สมบูรณ์ คือ มีทั้งปากและทวารหนัก ไม่มีช่องว่างในตัว มีระบบลาเลียง มี
ทั้งสองเพศ อาจเห็นงวงได้(PROBOSCIS) ได้แก่ หนอนริบิ้น
6. ไฟลัมแอสเชลล์มินเทส (ASCHELMINTHES) เหมือน
หนอน มีคิวติเคิลและช่องว่างในตัวแบบช่องว่างเทียม แบ่งเป็น 2 คลาส
6.1 คลาสโรติเฟอรา (ROTIFERA) มีขนาดเล็ก ตรงปลายมี
อวัยวะคล้ายล้อ ส่วนมากอยู่ในน้าจืด
6.2 คลาสนีมาโตดา (NEMATODA) หนอนตัวกลม ลาตัว
ยาวเป็นรูปกลมมีทั้งอาศัยอยู่อย่างอิสระและเป็นปรสิต
7. ไฟลัมเอไคโนเดอมาตา (ECHINODERMATA) ผิวเป็น
หนามอยู่ในน้าเค็มทั้งหมด โคร่งร่างภายในเป็นหินปูน มีสมมาตร 5
ระนาบ มีระบบลาเลียงน้า แบ่งเป็น 4 คลาส
7.1 คลาสโฮโลธิวรอยเดีย (HOLOTHUROIDEA) ลาตัว
ยาวคลายไส้กรอกโครงร่างลดรูป เป็นออสซิเคิล (OSICLE) เล็ก ๆ มี
สมมาตรแบบไบแลเทอรอล
7.2 คลาสแอสเตอรอยเดีย (ASTEROIDEA) ปลาดาว
โดยทั่วไป มีรูปลักษณะคล้ายจาน มีช่องปากเปิด
7.3 คลาสเอไดนอยเดีย (ECHINOIDEA) เม่นทะเล และ
อีแปะทะเลรูปร่างคล้ายลูกโลกหรือจาน ไม่มีแขน โคร่งร่างภายในหลอม
ติดกัน มีช่องปากปิด
7.4 คลาสโอพิยูรอยเดีย (OPHIUROIDEA) มีแขนออกจาก
ตัวยาว ช่องปากปิด
8.ไฟลัมไบรโอซัว (BRYOZOA) เอคโตพรอคตา
(ECTOPROCTA) ตัวอย่าง ได้แก่ พลูมาเตลลา ส่วนใหญ่อยู่ในน้าเค็ม
เป็นกลุ่ม ไม่เคลื่อนที่ มีช่องปาก ระบบทางเดินอาหารเป็นรูปตัวยู (U)
ตัวอย่างของโพรโทซัว
แสดงสาหร่ายสีน้าตาลบางชนิด
จบการนาเสนอ

งานเนย์น้ะ

  • 1.
  • 2.
    จัดทาโดย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5 น.ส. นรมนแสงมณี เลขที่ 8 น.ส. พิมพ์ชนก วุฒิสุวรรณ เลขที่ 22
  • 3.
  • 4.
    อาณาจักรสิ่งมีชีวิต การจาแนกประเภทของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตในโลกนี้มีอยู่มากมายนับเป็นจานวนล้านชนิด และไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดที่มี ลักษณะเหมือนกันทุกประการ จึงจาเป็นที่ต้องจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่เพื่อความ สะดวกที่จะนามาศึกษา และนามาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ การศึกษาเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่ของ สิ่งมีชีวิตเรียกว่า อนุกรมวิธาน (TAXONOMY) หลักเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้ใน การพิจารณาการจัดจาแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็น หมวดหมู่ สรุปได้ ดังนี้ 1. พิจารณาเปรียบเทียบลักษณะทั้งภายในและภายนอกของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ว่ามี ความเหมือนหรือคล้ายกันเพียงใด 2. พิจารณาโดยอาศัยหลักการทางวิวัฒนาการที่ว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ที่มาจากบรรพ บุรุษร่วมกันย่อมมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันทั้งสิ้น 3. พิจารณาจากแบบแผนการเจริญของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่แรก โดยอาศัยหลักที่ว่าสิ่งมีชีวิต ที่มีความสัมพันธ์กันมากเพียงใด ก็ย่อมจะมีวิธีการเจริญคล้ายกันมากเพียงนั้น 4. พิจารณาถึงขบวนการทางชีวเคมี และสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตว่า มีความเกี่ยวข้องหรือ คล้ายกันอย่างไร รวมทั้งศึกษาถึงการถ่ายทอดกรรมพันธุ์ 5. พิจารณาถึงพฤติกรรมความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจน แพร่กระจายทางภูมิศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ด้วย
  • 5.
    การจัดจาแนกสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้จัดจาแนกสิ่งมีชีวิต ออกเป็น 5อาณาจักร (Kingdom) โดยอาศัย แนวคิดของวิตเทเกอร์ (Whitaker, 1969) คือ 1. อาณาจักร โมเนรา 2. อาณาจักร โพรทิสตา 3. อาณาจักร เห็ด รา 4. อาณาจักรพืช 5. อาณาจักรสัตว์
  • 6.
    1. อาณาจักรโมเนรา (KingdomMonera) ได้แก่สิ่งมีชีวิตพวกโพรคาริโอต เช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน (BLUE - GREEN ALGAE) และแบคทีเรีย
  • 7.
    เป็นพวกยูคาริโอต มีโครงสร้างเป็นเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ ซึ่งดารงชีวิต แบบออโตโทรฟหรือเฮเทอโรโทรฟ การจัดจาแนกโปรติสต์ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ 1.สาหร่าย 2.ราเมือก 3.โพรโทซัว สาหร่าย ส่วนมากสาหร่ายสังเคราะห์อาหารเองได้ ภายในเซลล์นอกจากมี รงควัตถุคลอโรฟิลล์เอ แล้วยังมีรงควัตถุอื่น ๆ ซึ่งรวมอยู่ในพลาสติด สาหร่ายมีลักษณะแตกต่างจากพืชที่สาคัญ 2 ประการ 1.โครงสร้างที่ทาหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ ยังคงเป็นเซลล์เดี่ยว 2.หลังจากปฏิสนธิแล้ว ไซโกตของสาหร่ายทุกชนิดจะเจริญต่อไป โดยไม่ มีระยะที่เป็นเอมบริโอหลายเซลล์ เหมือนพืชชั้นสูง
  • 8.
    อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวกโพรคาริโอตเช่น สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน (BLUE - GREEN ALGAE) และแบคทีเรีย สิ่งมีชีวิตพวกนี้พบได้ทั่วไปและดารงชีวิตได้ หลายรูปแบบ อาณาจักรโมเนรา แบ่งออกเป็น 2 ดิวิชัน คือ 1.ดิวิชันไซแอโนไฟตา (Division Cyanophyta) ได้แก่ สาหร่ายสีเขียว แกมน้าเงิน
  • 9.
    2. ดิวิชันชิโซไฟตา (DivisionSchizophyta) ได้แก่ แบคทีเรีย ก.สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงิน เซลล์ของสาหร่ายชนิดนี้มีรงควัตถุ พวกคลอโรฟิลล์เอ แซนโทฟิลล์ไฟโคบิลิน ได้แก่ ซี – ไฟ โคไซแอนิน (C – Phycocyanin) รงควัตถุสีน้าเงิน และ ซี – ไฟโคอิริทริน (C – Phycoerythin) รงควัตถุสีแดง รงควัตถุเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วไปในไซโทพลาซึม แต่ไม่พบในพลา สติด สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงินสามารถตรึงไนโตรเจนได้ปัจจุบันจึงนิยมปล่อยให้สาหร่ายชนิดนี้ เจริญในนาข้าว เพื่อเป็นการเพิ่มปุ๋ ยไนโตรเจนตามธรรมชาติ สาหร่ายสีเขียวแกมน้าเงินมีลักษณะสาคัญ 3 ประการ คือ 1. การเรียงตัวของเซลล์อาจเป็นเซลล์เดียว , กลุ่ม หรือ เซลล์ต่อกันเป็นสาย มักมีเมือกหุ้ม 2. วิธีการสืบพันธุ์ ปกติจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ 3. การสร้างเซลล์พิเศษขึ้นในสาย ได้แก่ เอกโซสปอร์ (EXOSPORE) อะคินีต (AKINETE) เฮเทอโรซีสต์(HETEROCYST) และเดดเซลล์ (DEAD CELL) ซึ่งมีการสร้าง แตกต่างกันบางชนิด เช่น อะคินีท สามารถทนทานต่อสภาวะไม่เหมาะกับการเจริญได้ เพราะมีผนังหนา และมีอาหาร สะสมอยู่ในเซลล์มาก เฮเทอโรซีสต์ทาหน้าที่ตรึงไนโตรเจนได้
  • 10.
    ข. แบคทีเรีย แบคทีเรียมีผนังเซลล์ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต และกรดอะมิโนบางชนิดสามารถสังเคราะห์ แสงได้อาศัยแบคทีริโอคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีหน้าที่เหมือนคลอโรฟิลล์ของพืช แต่มีโครงสร้างทางเคมีและ กระบวนการสังเคราะห์อาหารต่างจากพืช การจัดจาแนกแบคทีเรียในปัจจุบัน พิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ 1. ชนิดของพลังงานที่แบคทีเรียใช้ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ก. แบคทีเรียที่ใช้พลังงานแสง ข. แบคทีเรียที่ใช้พลังงานที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี 2. รูปร่าง แบ่งได้3 แบบ ก. รูปร่างแบบแท่ง ได้แก่ พวกบาซิลลัส (BACILLUS) ข. รูปร่างแบบกลมหรือรี ได้แก่ ค็อกคัส (COCCUS) ค. รูปร่างแบบแท่งแต่โค้ง 3. ลักษณะการติดสีแกรม (GRAM STAIN) คริสเตียนแกรม (CHRISTIAN GRAM) พบว่าเมื่อยอมสีเซลล์แบคทีเรีย แบคทีเรียบางพวกติดสีม่วงน้าเงินเรียกว่า พวกแกรมบวก บางชนิดติดสี แดง เรียกว่า แกรมลบ พวกค็อกคัสส่วนใหญ่ เป็นแกรมบวก พวกรูปร่างแบบแท่งส่วนใหญ่เป็นแกรมลบ
  • 12.
    ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวก ยูคาริโอตส่วนมากเป็นเซลล์เดียว มีทั้งพวกออโตโทรฟและเฮเทอโร โทรฟ ได้แก่ สาหร่าย (ALGAE) ราเมือก (SLIME MOLD) และโพรโตซัว (PROTOZOA) 2. อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista)
  • 13.
    สาหร่ายจาแนกออกเป็น 7 ดิวิชันโดยอาศัยหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1. ชนิดของทรงวัตถุ 2. ชนิดอาหารที่เก็บสะสมไว้ในภายในเซลล์ 3. ส่วนประกอบทางเคมีของผนังเซลล์ 4. ลักษณะและตาแหน่งของแฟลเจลลัม 5. วิธีการสืบพันธุ์
  • 14.
    ดิวิชันคลอโรไฟตา (CHLOROPHYTA) สาหร่ายสีเขียวเป็นดิวิชันที่ใหญ่ที่สุด พบทั้งในน้าจืดน้าทะเล น้ากร่อย และที่ชื้นแฉะบางชนิดเป็น อิสระลอยอยู่ตามผิวน้า ซึ่งถ้ามีจานวนมากพอจะทาให้เกิดปรากฏการที่เรียกว่า วอเตอร์บลูม (WATER BLOOM) ขึ้นได้ สาหร่ายสีเขียวนับว่ามีความสาคัญมาก และได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตสาหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ อยู่ในน้า ปัจจุบันได้มีการสังเคราะห์โปรตีนจากสาหร่ายเซล์เดียวหลายชนิดเช่น SCENEDESMUS และ CHLORELLA ซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งโดยตรงและทางอ้อม รูปร่างและขนาดของสาหร่าย บางชนิดมีขนาดเล็กและเป็นเซลล์เดี่ยว ได้แก่ คลอเรลลา บางชนิดมี ขนาดใหญ่และมีโครงสร้างซับซ้อน ได้แก่ โคเดียม (CODIUM) พวกที่มีโครงสร้างเป็นเซลล์เดี่ยวมีการ เจริญขั้นต่าสุด และจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ไปสู่ความซับซ้อนมากขึ้นตามลาดับ
  • 15.
    ดิวิชันยูกลีโนไฟตา (DIVISION EUGLENOPHYTA) พบในน้าจืดมากกว่าในน้าเค็มแบ่งเป็น 2 พวก คือ พวกสังเคราะห์อาหารเองได้ และพวกที่ สังเคราะห์อาหารเองไม่ได้ รูปร่าง เป็นเซลล์เดี่ยวค่อนข้างยาว เคลื่อนที่ได้โดยใช้แฟลเจลลัม มีลักษณะที่คล้ายสัตว์ คือ ไม่มีผนังเซลล์ที่เป็นสารประกอบ พวกเซลล์ลูโลส ทาให้รูปร่างไม่คงที่ในขณะที่เคลื่อนที่ ได้แก่ ยูกลี นา และฟาคัส (PHACUS) ถึงแม้จะเป็นพวกสร้างอาหารเองได้ แต่ก็สามารถกินอาหารสาเร็จรูป ได้ ยูกลีนอยด์มีวิธีการสืบพันธุ์เฉพาะแบบไม่อาศัยเพศเท่านั้น เป็นการแบ่งเซลล์ตามความยาวและ เกิดขึ้นในขณะที่เซลล์เคลื่อนที่
  • 16.
    ดิวิชันแคโรไฟตา (DIVISION CHAROPHYTA) เช่นCHARA และ NITELLA มีลักษณะแตกต่างจากสาหร่ายน้าจืดชนิดอื่น ๆ คือ มี ลักษณะบางอย่างคล้ายพืชชั้นสูงมาก เช่น มีส่วนที่ทาหน้าที่คล้ายลาต้น มองเห็นข้อและปล้อง ชัดเจน ตามผนังเซลล์ของสาหร่าย มีสารประกอบพวกเซลล์ลูโลส และมีพวกแคลเซียมคาร์บอเนต สะสมอยู่มาก จึงทาให้มีลักษณะแข็งและหยาบสามารถคงสภาพอยู่ได้นาน เมื่อสาหร่ายตายลง ซาก เหลือที่พบส่วนมาก คือ โอโอโกเนียม (OOGONIUM) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของเพศเมีย ลักษณะที่คล้ายพืชชั้นสูงมาก และแตกต่างจากสาหร่ายทุกชนิด คือ มีส่วนประกอบของกลุ่มเซลล์ที่ เป็นหมันห่อหุ้ม แอนเทอริเดียม และโอโอโกเนียม
  • 17.
    ดิวิชันฟีโอไฟตา (DIVISION PHAEOPHYTA) สาหร่ายสีน้าตาลมีรงควัตถุชนิดที่ทาให้เกิดสีน้าตาล คือ ฟิวโคแซนทิน (FUCOXANTHIN) ผนัง เซลล์มีสารประกอบกรด แอลจินิก (ALGINIC ACID) สะสมอยู่มาก ขนาดของสาหร่ายสีน้าตาลแตกต่าง กันมาก พวกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ได้แก่ ไจแอนด์เคลพ์ (GIANT KELP) สาหร่ายสีน้าตาลที่พบมากที่สุด ได้แก่ SARGASSUM และ PADINA และ DICTYOTA สาหร่ายสีน้าตาลมีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ นอกจากใช้เป็นอาหารแล้วพวกเคลพ์ซึ่งมีกรดแอลจินิก สามารถนามาสกัดเอากรดนี้ออกมาใช้ประโยชน์ ในการ อุตสาหกรรมหลายอย่างในรูปสารประกอบแอลจิน (ALGIN) เช่น การทาสี ทายา ทาขนมหวานบางชนิด เพราะแอลจินมีลักษณะเหนียว และมีสมบัติพิเศษ ช่วยไม่ให้สารตกตะกอนได้ง่ายช่วยไม่ให้น้าแข็งตัวเมื่อถูกความเย็นจัด สาหร่ายสีน้าตาลยังสามารถ นามาใช้ เป็นปุ๋ ยธรรมชาติได้
  • 18.
    ดิวิชันคริสโซไฟตา (DIVISION CHRYSOPHYTA) เป็นสาหร่ายที่มีรงควัตถุฟิวโคแซนทินเหมือนสาหร่ายสีน้าตาล แต่มีสัดส่วนน้อยกว่า นอกจากนี้ยังมีรงควัตถุลู เทอินอยู่ด้วย แบ่งเป็น 3 พวก คือ สาหร่ายสีเขียวแกมเหลือง (YELLOW – GREEN ALGAE) สีน้าตาลแกม เหลือง (GOLDEN – BROWN ALGAE) และไดอะตอม (DIATOM) ซึ่งมีมากที่สุด เซลล์ของไดอะตอมส่วน ใหญ่เป็นเซลล์เดี่ยวอยู่เป็นอิสระตามผิวน้า พบทั้งในน้าจืดและน้าเค็ม จึงนับว่ามีความสาคัญต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใน น้า ผนังเซลล์ของไดอะตอมเป็นสารพวกซิลิคอน ช่วยให้ผนังเซลล์แข็งและคงรูปไม่สลายตัวได้ง่าย เมื่อเซลล์ตาย ซาก ของไดอะตอมจึงทับถมอยู่มาก และเป็นเวลานานนับเป็นพัน ๆ ปีในท้องทะเล และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ตามธรรมชาติเกิดขึ้น ซากของไดอะตอมที่ทับถมอยู่เป็นเวลานานนี้จะกลายเป็นส่วนของพื้นดินเรียกว่า ไดอะตอมเอ เชียสเอิร์ท (DIATOMACEOUS EARTH) เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุและน้ามัน ซึ่งนับว่ามีประโยชน์และมี ความสาคัญทางเศรษฐกิจมาก ประโยชน์ที่ได้รับ ส่วนใหญ่นามาใช้ในอุตสาหกรรมการทายาขัดต่าง ๆ เช่น ยาขัด เครื่องเงิน ทองเหลือง ยาสีฟัน ใช้ในการฟอกสี เป็นฉนวนและเป็นตัวช่วยกรอง
  • 19.
    ดิวิชันไพร์โรไฟตา (DIVISION PYRROPHYTA) สาหร่ายสีเปลวไฟเป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่มีแฟลเจลลา2 อัน โดยมีกัลเลตใกล้ ฐานแฟลเจลลา เช่น คริพโตโมแนส (CRYPTOMONAS) และชิโลโมแนส (CHILOMONAS)
  • 20.
    ดิวิชันโรโดไฟตา (DIVISION RHODOPHYTA) สาหร่ายสีแดงมีทั้งเซลล์เดียวและหลายเซลล์ ส่วนมากอยู่ในน้าเค็มและอยู่น้า ลึกมากกว่าสาหร่ายสีน้าตาล สาหร่ายมีประโยชน์ทางการค้าด้วย เช่น กีลิเดียม (GELIDIUM) ใช้สกัดเพกตินเพื่อทาวุ้นผง ใช้เตรียมอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ และทา ขนม นอกจากนี้พวกพอร์ไฟรา (PORPHYRA) โรไดมีเนีย (RHODYMENIA) และคอนดรัส คริพตัส (CHONDRUS-CRIPTUS) ยัง ใช้เป็นอาหารอีกด้วย
  • 21.
    ดิวิชันมิกโซไฟตา (DIVISION MYXOPHYTA) ราเมือกเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวรูปร่างคล้ายอะมีบา ไม่มีผนังเซลล์ ราเมือกมี ทั้งเป็นปรสิตของไม้ดอก และหากินเป็นอิสระในบริเวณป่าที่ชื้นอาศัยอยู่ตามใบไม้ร่วง ขอนไม้ผุ ราเมือกสืบพันธุ์โดยการรวมกลุ่มตรงกลางเพื่อสร้างอับสปอร์ เมื่อ สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม เมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสม สปอร์ภายในอับสปอร์จะเจริญเป็น ราเมือกที่มีลักษณะคล้ายอมีบาต่อไป
  • 22.
    โพรโทซัว มีทั้งในน้าจืด น้าเค็มดิน และในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น หากินเป็น อิสระและเป็นปรสิต ส่วนมากเป็นเฮเทอโรโทรพ พวกโพรโทซัวจัดอยู่ในไฟลัมโพรโทซัว แบ่งออกได้ 4 ซับไฟลัม ดังนี้ 1. ซับไฟลัมซาร์โคมาสติโกฟอรา (SARCOMASTIGOPHORA) พวกนี้มีขา เทียมหรือแฟลเจลลา ใช้ในการเคลื่อนที่ ไม่มีสปอร์ ได้แก่ อะมีบา ยูกลีนา วอลวอกซ์ ทริพปาโนโซมา
  • 23.
    2. ซับไฟลัมสปอโรซัว (SPOROZOA)ไม่มีซิเลียและแฟลเจลลา เป็นปรสิต ภายในของสัตว์ทั้งหมด เช่น พลาสโมเดียม (PLASMODIUM) ทาให้เกิดโรคไข้จับสั่น ซาร์โคซีสตีส (SARCOCYSTIS) ในกล้ามเนื้อ โมโนซีสตีส (MONOCYSTIS) ในอสุจิของ ไส้เดือนดิน
  • 24.
    3. ซับไฟลัมนิโคสปอรา (CNICOSPORA)ไม่มีซิเลียและแฟลเจลลาส่วนมาก เป็นปรสิตในปลา ได้แก่ มิกโซสปอร์ริเดีย (MYXOSPORIDIA) ในสัตว์มี กระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น ไมโครสปอริเดีย (MICROSPORIDIA)
  • 25.
    4. ซับไฟลัมซิลิโอฟอรา (CILIOPHORA)หรือซิเลียตา (CILIATA) มีซิเลียบางระยะ หรือทุกระยะ พบทั้งในน้าจืดน้าเค็ม เช่น พารามีเซียม (PARAMECIUM) วอร์ติเซลล์ลา (VORTICELLA) ไดโพลดิเนียม (DIPLODINIUM)
  • 26.
    3. อาณาจักรเห็ดรา (KingdomFungi) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอต ส่วนมากมีหลายเซลล์ เซลล์ยังไม่มีดิฟเฟอเรนติเอชัน ไม่สามารถสร้าง อาหาร ด้วยตัวเองส่วนใหญ่เป็นพวกย่อยสลายดูดอินทรีย์สาร จากสิ่งมีชีวิตที่ไป ขึ้นอยู่สิ่งมีชีวิตใน อาณาจักรนี้ ได้แก่ รา เห็ดต่างๆ
  • 27.
    ดิวิชันไฟโคไฟตา (DIVISION PHYCOPHYTA)เห็ด รา ที่แท้จริง เห็ด (MUSHROOM) และรา (MOLD) เห็ด และราเหมือนกันตรงที่ต่างก็มีเส้นใย (HYPHA) เหมือนกัน แต่ต่างกันที่เส้นใยของเห็ด มีการรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ที่เรียก ดอกเห็ดและมีรูปร่างต่าง ๆ กัน ส่วนเส้นใยของราไม่มีการรวมกลุ่มกัน แบ่งออกได้ 4 คลาส ได้แก่ - คลาสไฟโคไมซีตีส (PHYCOMYCETES) : - ราขนมปัง - คลาสแอสโคไมซีตีส (ASCOMYCETES) : - เพนนิซิลเลียม , เห็ดโคน - คลาสเบซิดิโอไมซีตีส (BASIDIOMYCETES) : - เห็ดฟาง , เห็ดต่าง ๆ - คลาสดิวเตอโรไมซีตีส (DEUTEROMYCETES) ; - กลาก , เกลื้อน , โรคเท้าเปื่อย นอกจากนี้ยังมีราบางชนิด อยู่รวมกับสาหร่ายแบบภาวะเกื้อกูลกัน เรียกว่า ไล เคนส์ ไลเคนส์มีทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ ลักษณะเป็นแผ่น คล้ายใบไม้ และลักษณะคล้าย กิ่งไม้
  • 28.
    4. อาณาจักรพืช (KingdomPlantae) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอตมีหลายเซลล์ และเซลล์มีดิฟเฟอร์เรนติเอชันไปทาหน้าที่เฉพาะอย่าง แบบถาวร มีคลอโรฟิลล์จึงสามารถสังเคราะห์อาหารเองได้สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้ ได้แก่ พืช ทั้งหลาย
  • 29.
    พืชในอาณาจักรนี้ มีการสืบพันธุ์แบบสลับคือ มีการสืบพันธุ์ทั้งมีเพศ และไม่มีเพศพืชในอาณาจักรนี้ แบ่งได้เป็น 2 ดิวิชัน ได้แก่ - ดิวิชัน ไบรออฟไฟตา (BRYOPHYTA) : - มอส - ดิวิชัน ทราคีโอไฟตา (TRACHEOPHYTA) เป็นพืชที่ มีท่อลาเลียง 1. ดิวิชันไบรออฟไฟตา (BRYOPHYTA) พืชพวกนี้ชอบอยู่ในที่ ร่มชื้นและที่ซึ่งมีน้าฝนช่วยในการเคลื่อนที่ของอสุจิ ตัวอย่างได้แก่ มอส ลิ เวอร์เวิร์ธ , ฮอนเวิร์ธ
  • 30.
    2. ดิวิชันทราคีโอไฟตา (TRACHEOPHYTA)แบ่งออกได้เป็น 4 ซับดิวิ ชันได้แก่ 1. ซับดิวิชัน ซิลอพซิดา (PSILOPSIDA) : - พญาไร้ใบ 2. ซับดิวิชัน ไลคอพซิดา (LYCOPSIDA) : - หญ้ารังไก่ , ตีนตุ๊กแก 3. ซับดิวิชัน สพีนอพซิดา (SPHENOPSIDA) หญ้าถอดปล้อง 4. ซับดิวิชัน เทอรอพซิดา (PTEROPSIDA) แบ่งออกเป็น 3 คลาส ได้แก่ 4.1 คลาสฟิลิซินี (FILICINAE) ได้แก่ ผักแว่น เฟิร์นต่าง ๆ 4.2 คลาสจิมโนสเปอร์มี (GYMNOSPERMAE) เป็นพืชมีเมล็ดแต่ไม่มี ดอก อวัยวะสืบพันธุ์อยู่ในโคน (CONE) ได้แก่พวกสน ปรง แป๊ะก๊วย
  • 31.
  • 32.
  • 33.
    4.3 คลาสแองจิโอสเปอร์มี (ANGIOSPERMAE)ได้แก่พวกไม้ดอกต่าง ๆ มีทั้ง เมล็ดและดอก เมล็ดเกิดที่ดอกภายในผล แบ่งออกได้เป็น 2 ซับคลาส ได้แก่ 1. ซับคลาสโมโนโค ทีลิโดนี (MONOCOTYLEDONAE) พวกพืชใบเลี้ยงเดี่ยว 2. ซับคลาสไดโค ทีลิโดนี (DICOTYLIDONAE) เป็นพวกพืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว 1. มีใบเลี้ยงสองใบ 1. มีใบเลี้ยงใบเดียว 2. เส้นใบเป็นร่างแห 2. เส้นใบเรียงแบบขนาน 3. มีระบบรากแก้ว 3. มีระบบรากฝอย 4. กลุ่มเนื้อเยื่อลาเลียงในลาต้นเรียงเป็นวงรอบลาต้น 4. กลุ่มเนื้อเยื่อลาเลียงในลาต้น กระจัดกระจายไม่เป็น ระเบียบ 5. มีแคมเบียม และมีการเจริญทางข้าง 5. ส่วนใหญ่ไม่มีแคมเบียม และไม่มีการเจริญด้านข้าง 6. ส่วนประกอบของดอก (เช่น กลีบดอก กลีบเลี้ยง เกสรตัว ผู้) มีจานวนเป็น 4 - 5 หรือทวีคูณของ 4 - 5 6. ส่วนประกอบของดอกมีจานวนเป็น 3 หรือทวีคูณของ 3
  • 34.
    ตารางสรุปข้อแตกต่างระหว่างจิมโนสเปิร์มและแองจิโอสเปิร์ม จิมโนสเปิร์ม แองจิโอสเปิร์ม 1. ดอกไม่มี มีแต่สตรอบิลัส มีดอกซึ่งวิวัฒนาการไปมากกว่าสตรอบิลัส 2. เมล็ด ไม่มีรังไข่ห่อหุ้ม มีรังไข่ห่อหุ้ม 3. การปฏิสนธิ เกิดเพียงครั้งเดียว เกิดปฏิสนธิซ้อน 4. ความยาวของพอลเลนทูบ พอลเลนทูบสั้น เพราะละอองเกสรตัวผู้ ตก ใกล้ช่องไมโครไพต์ ของโอวุลมีขนาดเล็ก พอลเลนทูบยาว เพราะจะต้องเจริญผ่านสไตส์เ ข้าไปหาไม โครไพต์ 5. การถ่ายละอองเกสร อาศัยลมเป็นปัจจัยสาคัญเพียงอย่างเดียว อาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น นก แมลง ลม คน น้า เป็นต้น 6. แกมีโตไฟต์ มีขนาดเล็ก ลดรูปลงมากกว่า จิมโนสเปิร์ม คือไมโครแกมีโตไฟต์ มีเพียง 3 นิวเคียสและเมกะแกมีโตไฟต์มีเพียง 8 นิวเคลียส 7. เนื้อเยื่อไซเลม มีเซลล์เทรคีตอย่างเดียว มีทั้งเทรคีตและเวสเซลล์
  • 35.
  • 36.
    วัฎจักรชีวิตของ Obelia กลุ่มของObelia จะแตกหน่อเป็นรูปเมดูสา 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่ง จะสร้างอสุจิอีกชนิดจะสร้างไข่ลงในการปฏิสนธิเกิดขึ้นนอกตัวโดยผสมกันในน้า ไซโกตจะพัฒนา เป็น บลาสทูลา (Blastula) แล้วค่อย ๆ เป็นตัวอ่อนพลานูลาว่ายน้าเป็นอิสระ แล้วจะยึดเกาะกับผิว ที่แข็ง และพัฒนาเป็นกลุ่มต่อไป
  • 37.
    5. อาณาจักรสัตว์(Kingdom Animalia) ได้แก่สิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอต มีหลายเซลล์ และมีดิฟเฟอเรนติเอชันไปทาหน้าที่เฉพาะอย่างแบบ ถาวร ไม่มีคลอโรฟีลล์จึงสังเคราะห์อาหารไม่ได้ ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย
  • 38.
  • 39.
    1. ไฟลัมพอริเฟอรา (PORIFERA)ฟองน้า มีช่องว่างกลางตัว เปิดออก สู่ภายนอก เนื้อเยื่อไม่รวมกลุ่ม เป็นสัตว์น้าทั้งหมด เกาะอยู่กับพื้น
  • 40.
    2. ไฟลัมซีเลนเทอราตา (COELENTERATA)มีเทนทาเคิล (TENTACLE) รอบ ๆปากช่องเปิดมีทางเดียวเรียกแกสโทรวาสคิวลาร์ (GASTROVASCULAR CAVITY) เป็นช่องว่างกลางลาตัวของ สัตว์เช่น ไฮดรา ช่องนี้ทาหน้าที่เป็นหลอดอาหารและทางลาเลียงสารต่าง ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีโพลิพ (POLYP) ซึ่งเป็นระยะที่เคลื่อนที่ไม่ได้ของ สัตว์ในไฟลัมนี้ และระยะเมดูซา (MEDUSA) ซึ่งไม่มีก้าน และเคลื่อนที่ ได้โดยการว่ายน้า ทั้ง 2 ระยะมีเทนทาเคิล ซึ่งมีนีมาโทซีส (NEMATOCYST) มีลักษณะเป็นกระเปาะ ภายในมีเข็มพิษ ใช้ในการ ล่าเหยื่อ และป้องกันตัว
  • 41.
    2.1 คลาสไฮโดรซัว (HYDROZOA)ได้แก่ ไฮดรา โอบีเลีย 2.2 คลาสสไคโฟซัว (SCYPHOZOA) ได้แก่ แมงกะพรุน 2.3 คลาสแอนโธซัว (ANTHOZOA) ได้แก่ ดอกไม้ทะเล กัลปังหา
  • 42.
    3.ไฟลัมทีโนฟอรา (CTENOPHORA) อยู่ในน้าเค็มทั้งหมด ว่ายน้าอย่างอิสระเคลื่อนที่โดยแผงหวี (COMB PLATE) 4.ไฟลัมแพลตีเฮลมินทีส (PLATYHELMINTHES) หนอน ตัวแบน พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิตัวตืด ลาตัวแบน ไม่มีทวารหนัก ไม่มี ช่องว่างในตัว
  • 43.
    4.1 คลาสเทอเบลลาเรีย (TURBELLARIA)หนอนตัวแบนที่อาศัยอยู่ อย่างอิสระ เอพิเดอร์มิส ไม่มีคิวทิเคิล (CUTICLE) ซึ่งเป็นสารพวกคิวทินฉาบอยู่ มี ระบบย่อยอาหาร 4.2 คลาสทรีมาโทดา (TREMATODA) พยาธิใบไม้ในตับ มีระบบย่อย อาหาร มีที่ดูด(SUCKER) 4.3 คลาสเซสโตดา (CESTODA) (พยาธิตัวตืด) ไม่มีเอพิเดอร์มีส และ ระบบย่อยอาหาร มีคิวติเคิล
  • 44.
    5. ไฟลัมนีเมอทิเนีย (NEMERTINIA)มีระบบย่อยอาหาร สมบูรณ์ คือ มีทั้งปากและทวารหนัก ไม่มีช่องว่างในตัว มีระบบลาเลียง มี ทั้งสองเพศ อาจเห็นงวงได้(PROBOSCIS) ได้แก่ หนอนริบิ้น 6. ไฟลัมแอสเชลล์มินเทส (ASCHELMINTHES) เหมือน หนอน มีคิวติเคิลและช่องว่างในตัวแบบช่องว่างเทียม แบ่งเป็น 2 คลาส 6.1 คลาสโรติเฟอรา (ROTIFERA) มีขนาดเล็ก ตรงปลายมี อวัยวะคล้ายล้อ ส่วนมากอยู่ในน้าจืด 6.2 คลาสนีมาโตดา (NEMATODA) หนอนตัวกลม ลาตัว ยาวเป็นรูปกลมมีทั้งอาศัยอยู่อย่างอิสระและเป็นปรสิต
  • 45.
    7. ไฟลัมเอไคโนเดอมาตา (ECHINODERMATA)ผิวเป็น หนามอยู่ในน้าเค็มทั้งหมด โคร่งร่างภายในเป็นหินปูน มีสมมาตร 5 ระนาบ มีระบบลาเลียงน้า แบ่งเป็น 4 คลาส 7.1 คลาสโฮโลธิวรอยเดีย (HOLOTHUROIDEA) ลาตัว ยาวคลายไส้กรอกโครงร่างลดรูป เป็นออสซิเคิล (OSICLE) เล็ก ๆ มี สมมาตรแบบไบแลเทอรอล 7.2 คลาสแอสเตอรอยเดีย (ASTEROIDEA) ปลาดาว โดยทั่วไป มีรูปลักษณะคล้ายจาน มีช่องปากเปิด
  • 46.
    7.3 คลาสเอไดนอยเดีย (ECHINOIDEA)เม่นทะเล และ อีแปะทะเลรูปร่างคล้ายลูกโลกหรือจาน ไม่มีแขน โคร่งร่างภายในหลอม ติดกัน มีช่องปากปิด 7.4 คลาสโอพิยูรอยเดีย (OPHIUROIDEA) มีแขนออกจาก ตัวยาว ช่องปากปิด 8.ไฟลัมไบรโอซัว (BRYOZOA) เอคโตพรอคตา (ECTOPROCTA) ตัวอย่าง ได้แก่ พลูมาเตลลา ส่วนใหญ่อยู่ในน้าเค็ม เป็นกลุ่ม ไม่เคลื่อนที่ มีช่องปาก ระบบทางเดินอาหารเป็นรูปตัวยู (U)
  • 47.
  • 48.
  • 49.