Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
teerachon
37,896 views
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
Read more
10
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 149 times
1
/ 44
2
/ 44
3
/ 44
4
/ 44
5
/ 44
Most read
6
/ 44
7
/ 44
8
/ 44
9
/ 44
10
/ 44
11
/ 44
12
/ 44
13
/ 44
Most read
14
/ 44
15
/ 44
16
/ 44
17
/ 44
18
/ 44
19
/ 44
20
/ 44
21
/ 44
22
/ 44
23
/ 44
24
/ 44
25
/ 44
26
/ 44
27
/ 44
Most read
28
/ 44
29
/ 44
30
/ 44
31
/ 44
32
/ 44
33
/ 44
34
/ 44
35
/ 44
36
/ 44
37
/ 44
38
/ 44
39
/ 44
40
/ 44
41
/ 44
42
/ 44
43
/ 44
44
/ 44
More Related Content
PDF
แบบทดสอบ หน้าที่พลเมืองฯ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภูมิศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เศรษฐศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ดนตรี นาฏศิลป์ ม.3
by
teerachon
PDF
สุขศึกษา ม.3
by
Kruthai Kidsdee
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ หน้าที่พลเมืองฯ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภูมิศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ เศรษฐศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ดนตรี นาฏศิลป์ ม.3
by
teerachon
สุขศึกษา ม.3
by
Kruthai Kidsdee
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.6
by
teerachon
What's hot
PDF
เฉลยแบบฝึกหัดหน่วยที่ 4
by
Thanawut Rattanadon
DOCX
ข้อสอบวิทย์กลางภาค-ป.5.docx
by
ssuser920267
PDF
แบบประเม น
by
ไชยา แก้วผาไล
PDF
หัวกระดาษข้อสอบ
by
worapanthewaha
DOC
แบบทดสอบ เรื่องส่วนประกอบของพืช ป.4
by
Ngamsiri Prasertkul
PDF
แผนการจัดการเรียนรู้ หน้าที่พลเมือง ม.1
by
เซียงน้อยขี่ไก่ขาง เด้อ
PDF
ใบความรู้+แผนการสอนและใบกิจกรรม ประถม4-6 เรื่อง วรจรไฟฟ้า+ป.6+290+dltvscip6+P...
by
Prachoom Rangkasikorn
PDF
เข็มทิศและการใช้เข็มทิศ
by
thnaporn999
PDF
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่
by
Benjapron Seesukong
PDF
ใบงาน อเมริกาเหนือ
by
ไพบููลย์ หัดรัดชัย
DOC
แบบสอบถาม
by
supattrapachanawan
PDF
แนวทางการจัดค่ายยุวชนคนคุณธรรม
by
norrasweb
PDF
แบบฝึกทักษะ โจทย์ปัญหาการบวกเกี่ยวกับเวลาและระยะเวลา (5).pdf
by
PuttidaSuttiprapa
PDF
ใบงาน2
by
Pitchayadon Phikoonyhong
PDF
โจทย์ปัญหาร้อยละเกี่ยวกับกำไร ขาดทุน
by
Nok Yupa
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.1
by
teerachon
PDF
แบบรายงานการแสดงทางวิทยาศาสตร์
by
สมศรี หอมเนียม
PDF
ข้อสอบอ่านจับใจความสำคัญ ป.6
by
sapatchanook
PDF
ใบงานกฎหมาย
by
พจีกานต์ หว่านพืช
PDF
แบบฝึกการอ่านชุดที่ 1
by
พัน พัน
เฉลยแบบฝึกหัดหน่วยที่ 4
by
Thanawut Rattanadon
ข้อสอบวิทย์กลางภาค-ป.5.docx
by
ssuser920267
แบบประเม น
by
ไชยา แก้วผาไล
หัวกระดาษข้อสอบ
by
worapanthewaha
แบบทดสอบ เรื่องส่วนประกอบของพืช ป.4
by
Ngamsiri Prasertkul
แผนการจัดการเรียนรู้ หน้าที่พลเมือง ม.1
by
เซียงน้อยขี่ไก่ขาง เด้อ
ใบความรู้+แผนการสอนและใบกิจกรรม ประถม4-6 เรื่อง วรจรไฟฟ้า+ป.6+290+dltvscip6+P...
by
Prachoom Rangkasikorn
เข็มทิศและการใช้เข็มทิศ
by
thnaporn999
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่
by
Benjapron Seesukong
ใบงาน อเมริกาเหนือ
by
ไพบููลย์ หัดรัดชัย
แบบสอบถาม
by
supattrapachanawan
แนวทางการจัดค่ายยุวชนคนคุณธรรม
by
norrasweb
แบบฝึกทักษะ โจทย์ปัญหาการบวกเกี่ยวกับเวลาและระยะเวลา (5).pdf
by
PuttidaSuttiprapa
ใบงาน2
by
Pitchayadon Phikoonyhong
โจทย์ปัญหาร้อยละเกี่ยวกับกำไร ขาดทุน
by
Nok Yupa
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.1
by
teerachon
แบบรายงานการแสดงทางวิทยาศาสตร์
by
สมศรี หอมเนียม
ข้อสอบอ่านจับใจความสำคัญ ป.6
by
sapatchanook
ใบงานกฎหมาย
by
พจีกานต์ หว่านพืช
แบบฝึกการอ่านชุดที่ 1
by
พัน พัน
Similar to แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ การงานอาชีฯ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
PDF
มโนทัศน์เบื้องต้นสู่การวัดผล
by
NU
PPT
การเขียนข้อสอบ 2
by
Nona Khet
PDF
เพิ่มผลสัมฤทธิ์นักศึกษา กศน.ระดับประถมศึกษา.pdf
by
JohnniJakkapongPongj
PDF
ข้อสอบ คณิตศาสตร์ ป.3
by
Tangkwa Dong
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ แรงและการเเคลื่อนที่ฯ ม.4 6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3.pdf
by
reconaro
PDF
บทที่8
by
josodaza
PPT
การเขียนข้อสอบ
by
Nona Khet
PPT
Focus on measurement and evaluation
by
tadpinijsawitree
PPT
แนวคิด
by
TupPee Zhouyongfang
PDF
09chap7
by
ปาท่องโก๋ ไร้คู่
PPTX
Pisaราช34
by
Wandee Thanandonwilai
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ การงานอาชีฯ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
มโนทัศน์เบื้องต้นสู่การวัดผล
by
NU
การเขียนข้อสอบ 2
by
Nona Khet
เพิ่มผลสัมฤทธิ์นักศึกษา กศน.ระดับประถมศึกษา.pdf
by
JohnniJakkapongPongj
ข้อสอบ คณิตศาสตร์ ป.3
by
Tangkwa Dong
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ แรงและการเเคลื่อนที่ฯ ม.4 6
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3.pdf
by
reconaro
บทที่8
by
josodaza
การเขียนข้อสอบ
by
Nona Khet
Focus on measurement and evaluation
by
tadpinijsawitree
แนวคิด
by
TupPee Zhouyongfang
09chap7
by
ปาท่องโก๋ ไร้คู่
Pisaราช34
by
Wandee Thanandonwilai
More from teerachon
PDF
แบบทดสอบ นาฏศิลป์ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เทคโนโลยี ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เทคโน ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สังคมศึกษา ม.2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ศิลปะ ม.2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ นาฏศิลป์ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ เทคโนโลยี ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ เทคโน ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ สังคมศึกษา ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ ศิลปะ ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
1.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจุดมุงหมายเพื่อใหผูเรียนอานออก เขียนได
คิดคํานวณเปน มุงใหเกิดทักษะการเรียนรูตลอดชีวิต เตรียมตัวเปนพลเมืองที่มีคุณภาพ และมีความสามารถในการแขงขันไดในอนาคต การจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับจุดมุงหมายดังกลาว จึงควรใหผูเรียนฝกฝนการนําความรูไปประยุกตใชในชีวิตจริง สามารถคิดวิเคราะหและแกปญหาได ดังนั้นเพื่อเปนการเตรียมความพรอม ของผูเรียน ทางโครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด จึงไดจัดทําแบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด โดยดําเนินการวิเคราะหสาระการเรียนรูที่สําคัญตามที่ระบุไวในมาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นป แลวนํามากําหนดเปนระดับพฤติกรรมการคิด เพื่อสรางแบบทดสอบที่มีคุณสมบัติ ดังน�้ แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด ที่จัดทําโดย โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ประกอบดวย แบบทดสอบ 3 ชุด แตละชุดมีทั้งแบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอัตนัย โดยวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด และระดับพฤติกรรมการคิด ที่สัมพันธกับแบบทดสอบไวอยางชัดเจน เพื่อใหผูสอนนําไปใชเปนเครื่องมือวัดและประเมินผลผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ สอดคลองกับมาตรฐาน ตัวชี้วัดชั้นปทุกขอ ตามระดับพฤติกรรมการคิด ที่ระบุไวในตัวชี้วัด วัดผลการเรียนรู เนนใหผูเรียนเกิดการคิด1 2 ผูสอนสามารถนําแบบทดสอบน�้ไปใชเปนเครื่องมือวัด และประเมินผล รวมทั้งเปนเครื่องบงชี้ความสําเร็จและรายงาน คุณภาพของผูเรียนแตละคน เพื่อเปนการเตรียมความพรอม ของนักเรียนใหมีความสามารถในดานการใชภาษา ดานการ คิดคํานวณ และดานเหตุผล สําหรับรองรับการประเมินผลผูเรียน ในระดับประเทศ (O-NET) และระดับนานาชาติ (PISA) ตอไป หมายเหตุ : มีเฉลยและคําอธิบายเชิงวิเคราะห อยูทายแบบทดสอบภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ ภาคเรียนที่ 1 ชุดที่ ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด มาตรฐาน ตัวชี้วัด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด ระดับ พฤติกรรม การคิด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ ระดับพฤติกรรมการคิด รวม 1 พ 1.1 1 1-8 A ความรู ความจํา 1, 3, 35, 39 4 2 9, 11-12, 14-16 B ความเขาใจ 2, 4, 25, 31, 37 5 3 10,13 C การนําไปใช 5-6, 18 3 พ 2.1 1 17, 19-21 D การวิเคราะห 7-15, 17, 21-23, 26-30, 33-34, 36, 38 22 2 18, 22-24 3 25-32 E การสังเคราะห 40 1 พ 4.1 1 33-40 F การประเมินคา 16, 19-20, 24, 32 5 2 พ 1.1 1 1-8 A ความรู ความจํา 1-2 2 2 10, 12, 15, 16 B ความเขาใจ 3-4, 8, 15, 19, 25, 35 7 3 9, 11, 13-14 C การนําไปใช 21, 27-29, 36, 40 6 พ 2.1 1 17, 19 D การวิเคราะห 5-7, 9-12, 14, 16-18, 20, 22-24, 30-34, 37-39 23 2 18, 20 3 21-32 E การสังเคราะห 26 1 พ 4.1 1 33-40 F การประเมินคา 13 1 (1)
2.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 4. เพราะอะไรการดูแลรักษาความแข็งแรงใหกับสุขภาพ รางกายนับตั้งแตในวัยเด็ก จึงมีความสําคัญอยางมาก ตอชีวิต 1.
หัวออน สอนงาย 2. ยังไมคอยรูเรื่อง พูดอะไรก็เชื่อฟง 3. เปนวัยแหงการปลูกฝงเรื่องราวตางๆ 4. เปนวัยที่เริ่มตนการเจริญเติบโตทางดานตางๆ 5. เมื่อนักเรียนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางดานตางๆ เกิดขึ้น เชน มีประจําเดือน ฝนเปยก หงุดหงิด มีกลิ่นตัว เปนสิว เปนตน นักเรียนจะปฏิบัติตนอยางไร 1. บอกพอแมใหรับรู 2. ปลอยใหเปนไปตามธรรมชาติ 3. ไมบอกใครเพราะถือเปนเรื่องนาอาย 4. หมั่นรักษาสุขภาพอนามัยและสภาพจิตใจของตนเอง 6. วงจรสุขภาพของวัยสูงอายุคือระยะใด 1. ระยะซอม 2. ระยะแซม 3. ระยะสราง 4. ระยะเสริม 4. เพราะอะไรการดูแลรักษาความแข็งแรงใหกับสุขภาพ รางกายนับตั้งแตในวัยเด็กB 5. เมื่อนักเรียนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางดานตางๆ เกิดขึ้น เชนC 66. วงจรสุขภาพของวัยสูงอายุคือระยะใด 1.D 1. พัฒนาการการเคลื่อนไหวในขอใดที่ไมถูกตอง 1. อายุประมาณ 10 เดือน-1 ป เกาะยืน เกาะเดิน ตั้งไข 2. อายุประมาณ 2 ป กระโดด 2 เทา ตักอาหาร รับประทานเอง 3. อายุประมาณ 4-6 ป คืบ พลิกควํ่า-หงาย หันตามเสียงเรียกชื่อ 4. อายุประมาณแรกเกิด-3 เดือน หันตาม เสียงเรียกชื่อ มือควาสิ่งของ 2. ขอใดเปนลักษณะการแสดงออกของวัยรุนที่ชัดเจน มากที่สุด 1. หงุดหงิด อารมณแปรปรวนงาย 2. มีความผูกพันกับเพื่อนตางเพศมาก 3. พยายามเอาชนะความรูสึกแบบเด็กๆ 4. คิดหมกหมุน กังวลถึงการเปลี่ยนแปลงทางรางกาย 3. ชวงวัยใดที่ถือวาเปนชวงวิกฤตของชีวิต 1. วัยรุน 2. วัยเรียน 3. วัยผูใหญตอนตน 4. วัยผูใหญกลางคน 1. พัฒนาการการเคลื่อนไหวในขอใดที่ 1.A 2. ขอใดเปนลักษณะการแสดงออกของวัยรุนที่ชัดเจน มากที่สุดB 3. ชวงวัยใดที่ถือวาเปนชวงวิกฤตของชีวิต 1.A ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล …………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ชุดที่ 1 แบบทดสอบว�ชา สุขศึกษา ภาคเร�ยนที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน (2)
3.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 7. จากขอ6.วงจรดังกลาวใหคุณคาตอบุคคลอยางไรเดนชัดที่สุด 1. ชวยปลูกฝงคานิยม 2.
ชะลอความเสื่อมของอวัยวะตางๆ 3. ทําใหโครงสรางและรูปรางสมสวน 4. ชวยใหดํารงชีวิตในชวงบั้นปลายชีวิตได 8. “คุณแมมักอารมณเสีย ชอบตําหนิ และตอวาแกว บอยๆ ไมวาแกวจะทําอะไรก็ไมถูกใจทานเลยสักอยาง บางครั้งหงุดหงิดโดยไมมีสาเหตุ มักมีอาการนอยใจ และซึมเศรา” จากบทความดังกลาว ถานักเรียนเปนแกว นักเรียน จะปฏิบัติอยางไร 1. พาทานไปพบจิตแพทย 2. อยูหางๆ ทานใหมากที่สุด 3. พยายามอดทนและเขาใจในตัวทาน 4. อารมณเสียใสทานบาง ทานจะไดเขาใจความรูสึกเรา 9. ขอใดคืออิทธิพลของชุมชนที่มีผลตอพฤติกรรมของวัยรุน 1. แจนชวยแมขายขนมที่ตลาด 2. แพรวเรียนทําขนมจากอินเทอรเน็ต 3. ตนนัดกับเดนเพื่อเลนดนตรีที่หองซอมดนตรี 4. ดาวแยกประเภทขยะกอนทิ้งลงในถังขยะในหมูบาน 10. อินเทอรเน็ตมีอิทธิพลตอวัยรุน เพราะอะไร 1. เปนสื่อที่เขาถึงไดงาย 2. เปนสื่อที่ไดรับการยอมรับ 3. เปนสื่อที่มีขอมูลหลากหลาย 4. เปนสื่อที่เปนประโยชนตอวัยรุน 11. อานบทสนทนาตอไปนี้แลวตอบคําถาม ลูก : แมคะ หนูอยากไดโทรศัพทมือถือเครื่องใหมคะ แม : เครื่องเกาใชไมไดแลวหรือลูก ลูก : ……………………………………….. คําตอบในขอใดแสดงถึงอิทธิพลของกลุมเพื่อนที่มีตอลูก 1. เครื่องนี้ลาสมัยแลวคะแม 2. เครื่องของหนูพังแลวคะ ใชงานไมไดแลว 3. เพื่อนๆ เขามีรุนใหมๆ ที่ถายรูปได ใชงานอินเทอรเน็ต ไดกันหมดแลวคะ 4. โทรศัพทมือถือรุนใหมๆ สมัยนี้ใชงานไดหลากหลาย ดีคะ คงใชประโยชนไดดีกวาเครื่องนี้ 7.7. จากขอ 1.D 88. C 9. D 10. D 11. D 12. จากขอ 11. ถานักเรียนเปนแม นักเรียนจะทําอยางไร 1. ตําหนิที่ลูกใชของฟุมเฟอยตามเพื่อนและตัดเงินคาขนม 2. ซื้อโทรศัพทมือถือใหลูก เพราะกลัววาลูกจะอายเพื่อนๆ 3. อธิบายใหลูกเขาใจวา ควรซื้อ โทรศัพทมือถือ เพราะ มีความจําเปน และใชงานอยางมีประโยชน ไมควรซื้อ โทรศัพทมือถือ เพราะเห็นวาเพื่อนมี 4. บอกลูกวา ลูกควรใชโทรศัพทมือถือที่เหมาะกับการ ใชงานของเราจริงๆ ไมควรซื้อเพราะเห็นวาเพื่อนๆ มี และถาลูกอยากไดรุนใหมๆ ก็ควรเก็บเงินซื้อเอง 13. ขอใดคืออิทธิพลของสื่อตางประเทศที่มีผลตอพฤติกรรม ของวัยรุน 1. ปรีดาชอบรองเพลงสากล 2. สุดาแตงตัวตามนักรองเกาหลี 3. มารตีติดตามขาวราชวงศอังกฤษ 4. บัญชาชอบดูฟุตบอลตางประเทศ 14. อานขอความตอไปนี้ แลวตอบคําถาม “ครอบครัวหนึ่ง มีลูก 3 คน คนที่ 1 และ 2 เปน ผูหญิง สวนคนสุดทองเปนผูชาย แมเลี้ยงลูกเพียง ลําพังคนเดียว เพราะพอไดเสียชีวิตไปตั้งแตลูกคน สุดทองเพิ่งคลอด ดวยอุบัติเหตุทางรถยนต ลูกสาว ทั้งสองคนจึงชวยแมเลี้ยงนองคนสุดทอง” ครอบครัวนี้ควรเลี้ยงลูกคนสุดทองอยางไรใหถูกเอกลักษณ ทางเพศ 1. พาลูกคนสุดทองไปเขาคายกีฬา 2. พาทุกคนไปเที่ยวรวมกันวันหยุด 3. ใหเลนกับพี่สาวทั้งสองคนอยางใกลชิด 4. พาไปทํากิจกรรมรวมกันกับพี่สาวทั้งสองคน 15. ขอใดมีอิทธิพลตอวัยรุนมากที่สุด 1. กิจกรรมกลุม 2. กฎของโรงเรียน 3. คําชื่นชมของพอแม 4. การรณรงคในชุมชน 12.12. จากขอ 11. ถานักเรียนเปนแม นักเรียนจะทําอยางไร 1. ตําหนิที่ลูกใชของฟุมเฟอยตามเพื่อนและตัดเงินคาขนมD 13.13. ขอใดคืออิทธิพลของสื่อตางประเทศที่มีผลตอพฤติกรรม ของวัยรุนD 14.14. อานขอความตอไปนี้ แลวตอบคําถาม D 15.15. ขอใดมีอิทธิพลตอวัยรุนมากที่สุด 1. กิจกรรมกลุมD (3)
4.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 16. การใหคําชื่นชมลูกเมื่อลูกทําความดี มีความสําคัญอยางไร 1.
ทําใหลูกรูสึกภูมิใจ 2. ทําใหลูกแสดงพฤติกรรมนั้นอีก 3. สงเสริมใหลูกมีพฤติกรรมทําความดี 4. สงเสริมใหลูกทําความดีแลวจะไดคําชื่นชม 17. “การวางแผนครอบครัว หมายถึง การตั้งเปาหมาย เพื่อใหครอบครัวมีความพรอมในดานตางๆ ตั้งแตการ เลือกคูครอง ความพรอมดานที่อยูอาศัยและอาชีพ การ แตงงาน การวางแผนที่จะมีบุตร การเวนชวงระยะหาง การมีบุตร การมีจํานวนบุตรที่เหมาะสม การเปน พอแมที่ดีเพื่อเลี้ยงดูบุตรใหเปนคนดีมีคุณภาพและ มีความสุข” ขอใดไมใชการวางแผนครอบครัวที่ดี 1. วันชัยตอเติมบาน 2. วิชัยไมตองการมีบุตรแลว จึงทําหมัน 3. ปราณีใหบุตรเรียนพิเศษเฉพาะสถานที่เรียนพิเศษชื่อดัง 4. วิยะดาหยุดกินยาคุมกําเนิด เพราะตองการมีบุตร คนที่ 2 18. การใชยาในขอใดเปนอันตรายตอทารกในครรภ 1. แตวกินยาคลอเฟนิรามีนเมื่อมีนํ้ามูกไหลมาก 2. เดือนกินยาพาราเซตามอลเมื่อมีอาการปวดศีรษะ 3. ดาวกินยาคลายกลามเนื้อเมื่อมีอาการอักเสบของ กลามเนื้อ 4. ตายเหน็บยาตานเชื้อราในชองคลอดเมื่อมีอาการคัน ในชองคลอด 19. การมีบุตรตามจํานวนที่ตองการ มีผลดีอยางไร 1. มีเวลาใชชีวิตคู 2. กําหนดขนาดของครอบครัวได 3. ไมตองรับภาระในการเลี้ยงดูมาก 4. บุตรไดรับการเลี้ยงดูอยางมีคุณภาพ 20. การตรวจสุขภาพกอนการแตงงานมีประโยชนอยางไร 1. หาความผิดปกติของรางกาย 2. ตรวจความพรอมในการมีบุตร 3. ตรวจความสมบูรณของรางกาย 4. ตรวจหาโรคที่ถายทอดทางพันธุกรรม 16.16. การใหคําชื่นชมลูกเมื่อลูกทําความดี มีความสําคัญอยางไร 1. ทําใหลูกรูสึกภูมิใจF 17.17. D 18.18. การใชยาในขอใดเปนอันตรายตอทารกในครรภ 1. แตวกินยาคลอเฟนิรามีนเมื่อมีนํ้ามูกไหลมากC 19.19. การมีบุตรตามจํานวนที่ตองการ มีผลดีอยางไร 1. มีเวลาใชชีวิตคูF 20.20. การตรวจสุขภาพกอนการแตงงานมีประโยชนอยางไร 1. หาความผิดปกติของรางกายF 21. ครอบครัวของหยงและกวง เปนครอบครัวคนจีน มีฐานะดี หยงและกวงตองการมีลูก 3 คน ไวสืบตระกูล ขณะนี้หยง และกวงมีลูก 2 คน คือ หมวยและหมิว ขอใดควรเปนการ วางแผนของครอบครัวของหยงและกวง 1. กวงทําหมันถาวร 2. หยงกินยาเม็ดคุมกําเนิด 3. หยงและกวงปรึกษาหมอเพื่อเลือกเพศบุตร 4. หยงและกวงปรึกษาหมอเพื่อทําเด็กหลอดแกว 22. บุหรี่มีผลกระทบตอการเจริญเติบโตของทารกในครรภ เพราะอะไร 1. เกิดการหดตัวของหลอดเลือด ทําใหสารอาหารและ แกสออกซิเจนไปเลี้ยงทารกไดไมเพียงพอ 2. เกิดการขยายตัวของหลอดเลือด ทําใหสารอาหารและ แกสออกซิเจนไปเลี้ยงทารกไดไมเพียงพอ 3. ทารกเปนโรคหลอดเลือดอุดตัน เกิดลิ่มเลือดในสมอง ทําใหสารอาหารและแกสออกซิเจนไปเลี้ยงรางกาย ไมเพียงพอ 4. ทําใหเซลลในสมองตาย รางกายไมเกิดการพัฒนาการ 23. “การสงเสริมสุขภาพจิต เปนการปองกันไมใหเกิด ปญหาสุขภาพจิต ตองเริ่มตั้งแตทารกอยูในครรภ มารดา หรือเริ่มตั้งแตสถาบันครอบครัว ซึ่งเปนสถาบัน แหงแรกที่มีอิทธิพลสําคัญตอพฤติกรรมของบุคคล บุคลิกภาพและการปรับตัว ถาสภาวะภายในครอบครัว และสัมพันธภาพระหวางสมาชิกในครอบครัวเปนไป ดวยดี พอแมใหความรักความเขาใจ และเอาใจใส ดูแลลูก มีความรูความเขาใจในการอบรมเลี้ยงดูลูก อยางเหมาะสม ครอบครัวนั้นยอมจะสรางเด็กที่มี ชีวิตปกติสุข” จากขอความที่ขีดเสนใตขางตน ขอใดสรุปไดถูกตอง 1. ถาแมกินอาหารดีๆ ลูกก็จะมีสุขภาพจิตดี 2. ถาแมดูแลสุขภาพดี ลูกก็จะมีชีวิตปกติสุข 3. ถาแมดูแลสุขภาพจิตดี ลูกก็จะมีชีวิตปกติสุข 4. ถาแมดูแลสุขภาพจิตดี ลูกก็จะมีสุขภาพจิตดี 21.21. ครอบครัวของหยงและกวง เปนครอบครัวคนจีน มีฐานะดี หยงและกวงตองการมีลูก 3 คน ไวสืบตระกูล ขณะนี้หยงD 22.22. บุหรี่มีผลกระทบตอการเจริญเติบโตของทารกในครรภ เพราะอะไรD 23.23. F (4)
5.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 24. “ภาวะครรภเสี่ยง หมายถึง
การตั้งครรภที่มีภาวะ เสี่ยงซึ่งสงผลกระทบตอแมและทารกในครรภ โดยอาจ ทําใหเกิดอันตรายหรือเสียชีวิตไดทั้งในขณะตั้งครรภ ขณะคลอด หรือหลังคลอด” ขอใดไมใชภาวะครรภเสี่ยง 1. แมเปนโรคไต 2. บุตรคลอดสัปดาหที่ 39 3. บุตรมีนํ้าหนัก 2,100 กรัม 4. ทารกหยุดการเจริญเติบโต 25. ขอใดไมใชความขัดแยงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว 1. สามีภรรยาทะเลาะกัน 2. พอตอวาเพื่อนที่ผิดเวลานัด 3. แมโกรธลูกที่ไมยอมเชื่อฟง 4. แมไมพอใจนองชายที่กลับบานดึก 26. ปญหาความขัดแยงในครอบครัวขอใดเปนปญหามากที่สุด 1. ปญหาบานแตก 2. ปญหาการถูกตําหนิ 3. ปญหาเขาใจผิดกัน 4. ปญหาทะเลาะวิวาท 27. ขอใดคือความขัดแยงในครอบครัวที่มีความรุนแรง มากที่สุด 1. การทํารายทางเพศ 2. การดาทอ การกักขัง 3. การทะเลาะโตเถียงกัน 4. การทํารายรางกายจนเสียชีวิต 28. ความขัดแยงระหวางสามีภรรยา มักจะเกิดมาจาก สาเหตุใด 1. ไมมีเวลาใหกันและกัน 2. ความไมซื่อสัตยตอคูครอง 3. นิสัยและความเคยชินสวนตัวที่แตกตางกัน 4. ขาดความตระหนักในบทบาทหนาที่ของตน 29. สาเหตุความขัดแยงระหวางพอแมกับลูกสวนใหญ เกิดมาจากสาเหตุใด 1. พอแมจูจี้ขี้บน 2. การเขากันไมได 3. การเรียนของลูก 4. การคบเพื่อนของลูก 30. ปญหาความขัดแยงที่เกิดขึ้นระหวางพอแมกับลูก สวนใหญ จะเกิดขึ้นในครอบครัวที่มีลูกในชวงวัยใด 1. วัยรุน 2. วัยเด็ก 3. วัยเรียน 4. วัยทํางาน 24.24. D 25.25. ขอใด 1. สามีภรรยาทะเลาะกันB 26.26. ปญหาความขัดแยงในครอบครัวขอใดเปนปญหามากที่สุด 1. ปญหาบานแตก 2. ปญหาการถูกตําหนิD 27.27. ขอใดคือความขัดแยงในครอบครัวที่มีความรุนแรง มากที่สุดD 28.28. ความขัดแยงระหวางสามีภรรยา มักจะเกิดมาจาก สาเหตุใดD 29.29. สาเหตุความขัดแยงระหวางพอแมกับลูกสวนใหญ เกิดมาจากสาเหตุใดD 30. D 31. ขอใดไมใชสาเหตุของความขัดแยงในครอบครัว 1. ชองวางระหวางวัย 2. ความชอบที่เหมือนๆ กัน 3. การใชความรุนแรงตัดสินปญหา 4. นิสัยและความเคยชินสวนตัวที่แตกตางกัน 32. วิธีการพยายามปรับตัวเขาหากัน สามารถปองกันการเกิด ความขัดแยงในครอบครัวไดหรือไม อยางไร 1. ไมได เพราะแตละคนจะมีพฤติกรรมบางอยางที่ แตกตางกัน จึงยากตอการปรับตัวเขาหากัน 2. ได เพราะเปนการสรางความไววางใจซึ่งกันและกัน มีความจริงใจและความเอื้ออาทรตอกัน 3. ได เพราะเปนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง เพื่อใหสามารถอยูดวยกันไดอยางมีความสุข 4. ไมได เพราะแตละคนจะไมยอมรับและไมพรอมที่จะ ปรับปรุงแกไขพฤติกรรมบางอยางเพื่อปรับตัวเขาหากัน 33. วัยของนักเรียน ควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใดเปน ลําดับแรกที่จะสงผลใหรางกายไดนําพลังงานไปใชได อยางเต็มที่ 1. นม 2. แปง 3. ไขมัน 4. เนื้อสัตว 34. การเลือกบริโภคอาหารตามธรรมชาติมีขอดีอยางไร 1. มีใหบริโภคตลอดทั้งป 2. ราคาถูกและหาซื้อไดงาย 3. สะดวกตอการนํามารับประทาน 4. รางกายสามารถยอยและดูดซึมไดงาย 35. วัยกอนเรียนควรไดรับอาหารประเภทใดจึงจะเหมาะสมที่สุด 1. โจก 2. นมสด 3. นมแม 4. กลวยบด 36. เพราะเหตุใดทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน จึงควรรับประทาน นมแมแตเพียงอยางเดียว 1. เพราะทารกยังไมมีฟนบดเคี้ยวอาหาร 2. เพราะทารกยังเล็ก ไมสามารถรับประทานอาหาร อื่นได 3. เพราะทารกยังไมมีระบบการยอยอาหารที่มี ประสิทธิภาพเทาที่ควร 4. เพราะนมแมมีสารอาหารครบถวนเพียงพอตอความ ตองการของทารก 31.31. ขอใด 1. ชองวางระหวางวัยB 32.32. วิธีการพยายามปรับตัวเขาหากัน สามารถปองกันการเกิด32. วิธีการพยายามปรับตัวเขาหากัน สามารถปองกันการเกิด32. ความขัดแยงในครอบครัวไดหรือไม อยางไรF 33.33. วัยของนักเรียน ควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใดเปน33. วัยของนักเรียน ควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใดเปน33. ลําดับแรกที่จะสงผลใหรางกายไดนําพลังงานไปใชไดD 34.34. การเลือกบริโภคอาหารตามธรรมชาติมีขอดีอยางไร 1. มีใหบริโภคตลอดทั้งปD 35.35. วัยกอนเรียนควรไดรับอาหารประเภทใดจึงจะเหมาะสมที่สุด 1. โจก 2. นมสดA 36.36. เพราะเหตุใดทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน จึงควรรับประทาน นมแมแตเพียงอยางเดียวD (5)
6.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 37. การกําหนดรายการอาหารที่เหมาะสมควรคํานึงถึงสิ่งใด เปนหลัก 1. รสชาติของอาหาร 2.
เวลาในการประกอบอาหาร 3. ความตองการอาหารของแตละวัย 4. งบประมาณในการกําหนดรายการอาหาร 38. อาหารประเภทใดที่เด็กวัยเรียนควรหลีกเลี่ยง 1. นมจืด 2. แกงจืด 3. ผลไมอบแหง 4. ขนมขบเคี้ยว 37.37. การกําหนดรายการอาหารที่เหมาะสมควรคํานึงถึงสิ่งใด เปนหลักB 38.38. อาหารประเภทใดที่เด็กวัยเรียนควรหลีกเลี่ยง 1. นมจืดD 39. ในแตละวันวัยรุนควรไดรับพลังงานประมาณกี่กิโลแคลอรี 1. 1,000 กิโลแคลอรี 2. 2,000 กิโลแคลอรี 3. 3,000 กิโลแคลอรี 4. 4,000 กิโลแคลอรี 40. ถานักเรียนตองทําอาหารมื้อเชาใหแมรับประทาน นักเรียน ควรกําหนดรายการอาหารอยางไรเพื่อใหเหมาะสมกับวัย ของทาน 1. ขนมปง 2 แผน กาแฟ 1 แกว 2. ขนมจีนแกงเขียวหวานไก 1 จาน 3. ขาวตมหมูสับ 1 ถวย นมสด 1 แกว 4. ผัดซีอิ๊ว 1 จาน สมเขียวหวาน 1 ผล 39.39. ในแตละวันวัยรุนควรไดรับพลังงานประมาณกี่กิโลแคลอรี 1. 1,000 กิโลแคลอรีA 40.40. ถานักเรียนตองทําอาหารมื้อเชาใหแมรับประทาน นักเรียน ควรกําหนดรายการอาหารอยางไรเพื่อใหเหมาะสมกับวัยE (6)
7.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. ถาในครอบครัวนักเรียนมีผูสูงอายุจะมีแนวทางในการปฏิบัติตอทานอยางไรบางจึงจะเปนแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกตองเหมาะสม .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. เปรียบเทียบครอบครัว
2 ครอบครัว แลวบอกวาอิทธิพลของครอบครัวจะทําใหลูกทั้งสองครอบครัวเปนอยางไร ครอบครัวที่ 1 มีพอ แม ลูกสาว ครอบครัวมีฐานะดี พอแมมีหนาที่การงานที่ดี ลูกสาวเรียนเกง เพราะพอแมสงให เรียนพิเศษทุกวัน ลูกสาวก็เรียนตามที่พอแมตองการ และแมก็คอยไปรับไปสงลูกตามที่ตางๆ โดยไมปลอยใหลูกไปไหน มาไหนเพียงลําพัง และอบรมสั่งสอนใหลูกทําในสิ่งที่ถูกตอง และอยูในกฎระเบียบที่ครอบครัววางไว และจะลงโทษเมื่อ ลูกทําผิด ครอบครัวที่ 2 มีแม และลูกสาว แมเปนคนทํางานเกง หาเงินเลี้ยงลูกดวยตัวเอง จึงไมคอยมีเวลาใหลูก ลูกจึงตอง ชวยเหลือตัวเอง และทํางานบานใหแม แมไมเคยบังคับใหเรียนพิเศษ ไมมีกฎระเบียบใหลูกปฏิบัติตาม ใหลูกทําในสิ่งที่ ตนเองตองการ และคอยใหคําปรึกษาเมื่อลูกทําผิด .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. นักเรียนคิดวา ในวัยของนักเรียน การศึกษาเรื่องอนามัยแมและเด็ก และการวางแผนครอบครัว มีประโยชนอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. ใหนักเรียนอานบทความแลวตอบคําถาม เด็กอายุ15 ป ประทวงไมรับประทานขาว จนตองเขาโรงพยาบาล เหตุเพราะนอยใจแมไมใหเงินไปเลนเกม โดยเอา แตเก็บตัวอยูในหองมาเปนเวลา3 วัน จนกระทั่งเปนเหตุใหปวดทองอยางรุนแรงตองเขารักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยดวน จากเหตุการณดังกลาวนักเรียนมีแนวทางในการปองกันและแกไขความขัดแยงที่เกิดขึ้นอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. หากนักเรียนตองกําหนดรายการอาหารใน 1 วัน ใหกับคุณตาของนักเรียน นักเรียนจะมีหลักในการกําหนดรายการอาหาร อยางไรใหเหมาะสมกับทาน เพื่อใหทานไดรับสารอาหารอยางครบถวนและเพียงพอตอความตองการของรางกาย .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. ถาในครอบครัวนักเรียนมีผูสูงอายุจะมีแนวทางในการปฏิบัติตอทานอยางไรบางจึงจะเปน ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................CC 2.2. เปรียบเทียบครอบครัว 2 ครอบครัว แลวบอกวาอิทธิพลของครอบครัวจะทําใหลูกทั้งสองครอบครัวเปนอยางไร D 3. นักเรียนคิดวา ในวัยของนักเรียน การศึกษาเรื่องอนามัยแมและเด็ก และการวางแผนครอบครัว มีประโยชนอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................DD เด็กอายุ15 ป ประทวงไมรับประทานขาว จนตองเขาโรงพยาบาล เหตุเพราะนอยใจแมไมใหเงินไปเลนเกม โดยเอา 4. ใหนักเรียนอานบทความแลวตอบคําถาม เด็กอายุ15 ป ประทวงไมรับประทานขาว จนตองเขาโรงพยาบาล เหตุเพราะนอยใจแมไมใหเงินไปเลนเกม โดยเอา D 5.5. หากนักเรียนตองกําหนดรายการอาหารใน 1 วัน ใหกับคุณตาของนักเรียน นักเรียนจะมีหลักในการกําหนดรายการอาหาร อยางไรใหเหมาะสมกับทาน เพื่อใหทานไดรับสารอาหารอยางครบถวนและเพียงพอตอความตองการของรางกายC ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (7)
8.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 5. ผูสูงอายุคนใดมีการรักษาสมรรถภาพทางสติปญญาไดดี 1. ยายแมวปวยเปนอัลไซเมอรไมสามารถจําใครได 2.
ตาพราวมักหลงทางบอยๆ เพราะจําทางกลับบานไมได 3. ยายชาชอบหลงลืม และเกิดความทอแทในชีวิตบอยๆ 4. ตาทิมชอมอานหนังสือและไปเขารวมกิจกรรมทาง สังคมเปนจํา 6. หากทารกมีพัฒนาการที่ไมตรงตามชวงอายุ เชน อายุ 3 เดือน วัดรอบศีรษะไดประมาณ 40 เซนติเมตร นั่งทรงตัวไดเมื่ออายุ 10 เดือน เปนตน นักเรียนคิดวา ทารกนั้นผิดปกติหรือไม 1. ไมผิดปกติ เนื่องจากขึ้นอยูกับพันธุกรรมของแตละคน 2. ผิดปกติ เนื่องจากมีพัฒนาการที่ไมเปนไปตามเกณฑที่ กําหนด 3. ไมผิดปกติ เนื่องจากเกณฑที่กําหนดนั้นไมไดระบุเปน กฎเกณฑตายตัว 4. ผิดปกติ เนื่องจากมีพัฒนาการที่เร็วกวากําหนดและ ผิดปกติไปจากทารกทั่วไป 7. การเปลี่ยนแปลงทางดานรางกายของทารกในลักษณะใด ที่ไมเปนไปตามวัยและตองพาไปพบแพทย 1. ศีรษะเล็กหรือใหญเกินไป 2. สูงกวาเกณฑ 2 เซนติเมตร 3. มีฟนซี่แรกขึ้นเมื่ออายุ 6-8 เดือน 4. นํ้าหนักมากกวาเกณฑ 1 กิโลกรัม 5.5. ผูสูงอายุคนใดมีการรักษาสมรรถภาพทางสติปญญาไดดี 1. ยายแมวปวยเปนอัลไซเมอรไมสามารถจําใครไดD 6.6. หากทารกมีพัฒนาการที่ไมตรงตามชวงอายุ เชน อายุ 3 เดือน วัดรอบศีรษะไดประมาณ 40 เซนติเมตรD 7.7. การเปลี่ยนแปลงทางดานรางกายของทารกในลักษณะใด ที่ไมเปนไปตามวัยและตองพาไปพบแพทยD 1. ชวงวัยใดเปนชวงที่มีความสําคัญตอการเริ่มตนชีวิตใหม มากที่สุด 1. วัยรุน 2. วัยเรียน 3. วัยผูใหญ 4. วัยสูงอายุ 2. เมื่อเด็กอายุไดประมาณ 5 ป จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ทางสติปญญา ขอใดที่แสดงออกไดอยางชัดเจน 1. อานหนังสือ 2. นับเลข 1 2 3 3. ชอบพูดชอบซักถาม 4. บอกชื่อเพศและวาดรูป 3. ขอใดเปนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของวัยรุน 1. เวฟเริ่มคบเพื่อนตางเพศ 2. กอยรักสวยรักงามมากขึ้น 3. จิ๊บใจรอนมักเอาแตใจตนเอง 4. แอมมีรูปรางสรีระที่เปนสัดสวนมากขึ้น 4. เพราะเหตุใดจึงกลาววา “ผูใหญเปนชวงวัยที่ดีที่สุด เพราะรางกายสมบูรณเต็มที่” 1. เปนชวงโตเต็มวัย 2. เปนวัยที่สามารถดูแลตนเองได 3. เปนชวงที่มีการดูแลตนเองมากที่สุด 4. เปนชวงที่อวัยวะตางๆ ทํางานไดดีเกือบทุกดาน 1.1. ชวงวัยใดเปนชวงที่มีความสําคัญตอการเริ่มตนชีวิตใหม มากที่สุดA 2.2. เมื่อเด็กอายุไดประมาณ 5 ป จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ทางสติปญญา ขอใดที่แสดงออกไดอยางชัดเจนA 3.3. ขอใดเปนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของวัยรุน 1. เวฟเริ่มคบเพื่อนตางเพศB 4.4. เพราะเหตุใดจึงกลาววา “ผูใหญเปนชวงวัยที่ดีที่สุด เพราะรางกายสมบูรณเต็มที่”B ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล …………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ชุดที่ 2 แบบทดสอบว�ชา สุขศึกษา ภาคเร�ยนที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน (8)
9.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 8. ขอใดกลาวถึงปจจัยภายในที่มีอิทธิพลตอการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กวัยเรียนไดถูกตองที่สุด 1. เปนผลกระทบที่เกิดจากการอบรมเลี้ยงดู 2.
เปนผลกระทบที่เกิดมาจากภาวะดานสุขภาพ 3. เปนปจจัยที่เกิดจากสภาพทางธรรมชาติของคนเรา 4. เปนปจจัยที่สงผลกระทบมาจากอิทธิพลของ สิ่งแวดลอม อานบทความตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 9 จากผลโครงการวิจัยเรื่อง“เด็กไทยในมิติวัฒนธรรม” ของ ดร.อมรวิชช นาครทรรพ ไดสรุปถึงเด็กไทยใน มิติตางๆ 5 เรื่องที่นาเปนหวงอยางยิ่ง คือ ในมิติ ศาสนาและครอบครัว พบวาสถานการณครอบครัว ไทยในปจจุบันออนแอจนนาวิตก ในขณะที่การจด ทะเบียนสมรสมีนอยลง แตอัตราการหยารางกลับ สูงขึ้น ยิ่งกวานั้นการที่ครอบครัวตองดิ้นรนตอสูกับ ปญหาคุณภาพชีวิต ทําใหพอแมหางเหินกับลูกและ วัยรุนโดยเฉลี่ยใชเวลากับครอบครัวนอยลง และยัง หางเหินจากสถาบันศาสนามากขึ้นดวย จากการสํารวจ พบวาวัยรุนจํานวนไมนอยไมเคยไปวัดฟงเทศนเลย ในรอบ 1 เดือน และยังไมคอยไดทําบุญตักบาตร แต กลับเลือกที่จะไปใชชีวิตตามหางสรรพสินคา ดูหนัง คุยโทรศัพท หรือเลนอินเทอรเน็ตเพื่อพูดคุยหรือเพื่อ ความบันเทิงมากกวา สวนมิติของการบริโภค พบวา ปจจุบันเด็กและเยาวชนไทยกําลังเผชิญกับกระแส “วัฒนธรรมกิน ดื่ม ชอปฯ” อันเปนตัวเรงใหเกิดคานิยม บริโภคอยางมหาศาล เด็กวัยรุนถูกดึงดูดจากโฆษณา ใหใชจายอยางฟุมเฟอย นิยมแฟชั่นราคาแพง หรือของมียี่หอ รวมถึงการนิยมบริโภคของมึนเมา ตางๆ ก็มีอัตราที่เพิ่มขึ้น ทําใหเกิดปญหาอุบัติเหตุ ไปจนถึงการมีเพศสัมพันธโดยไมตั้งใจ ที่มา : คัดลอกบางสวนมาจากบทความของอมรรัตน เทพกําปนาทกลุมประชาสัมพันธ สํานักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงวัฒนธรรม 9. จากบทความขางตน สื่อโฆษณามีอิทธิพลตอวัยรุนอยางไร 1. วัยรุนนิยมบริโภคมากขึ้น 2. วัยรุนมีเพศสัมพันธมากขึ้น 3. วัยรุนเลนอินเทอรเน็ตมากขึ้น 4. วัยรุนหางเหินจากศาสนามากขึ้น 8.8. ขอใดกลาวถึงปจจัยภายในที่มีอิทธิพลตอการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กวัยเรียนไดถูกตองที่สุดB 9.9. จากบทความขางตน สื่อโฆษณามีอิทธิพลตอวัยรุนอยางไร 1. วัยรุนนิยมบริโภคมากขึ้นD 10. “เด็กในวันนี้ คือผูใหญในวันหนา” จากประโยคนี้ สังคมคาดหวังอะไรกับเด็ก 1. สุขภาพของเด็กในวันหนา 2. คุณภาพของเด็กในวันหนา 3. ความฉลาดของเด็กในวันหนา 4. การเจริญเติบโตของเด็กในวันหนา 11. สิ่งที่ควรระวังในการใชอินเทอรเน็ตคือขอใด 1. ประวิทยใชอินเทอรเน็ตดูภาพยนตร 2. วิไลใชอินเทอรเน็ตในการคนควาขอมูล 3. วีณาใชอินเทอรเน็ตในการแชตกับเพื่อน 4. ปราโมทยใชอินเทอรเน็ตในการเลนเกมออนไลน 12. สิ่งใดตอไปนี้ชวยสงเสริมใหวัยรุนมีความกลาแสดงออก มากขึ้น 1. กฎ ระเบียบ ของโรงเรียน 2. กิจกรรมการประกวดดนตรี 3. อุปกรณเทคโนโลยีที่ทันสมัย 4. การเลือกเรียนวิชาที่ตนเองชอบ 13. การจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน มีความ สําคัญอยางไร 1. วัยรุนดูรายการโทรทัศนที่เหมาะสมกับวัยของตนเองได 2. วัยรุนสามารถเลือกดูรายการโทรทัศนไดตามตองการ 3. วัยรุนเลือกดูรายการโทรทัศนโดยใชวิจารณญาณในการ รับชมได 4. วัยรุนขอคําแนะนําจากผูปกครองเมื่อดูรายการ โทรทัศนที่ไมเหมาะสมกับตนเองได 14. วัยรุนที่ติดอินเทอรเน็ตมาก จะสงผลอยางไรตอพัฒนาการ ดานสังคม 1. เกิดพฤติกรรมรุนแรง 2. มีความอดทนนอยลง 3. แตงกายตามกระแสนิยม 4. ขาดทักษะการเขารวมกลุม 15. เพราะเหตุใดวัยรุนจึงมักอางวา “เพื่อนๆ ก็ทํากันทั้งนั้น” 1. กลัวแมไมเชื่อ 2. ตัดปญหาเพื่อไมใหถูกแมบน 3. ตองการเปนที่ยอมรับของเพื่อน 4. เพื่อตองการความกลมกลืนกับเพื่อน 10. จากประโยคนี้ สังคมคาดหวังอะไรกับเด็ก 10. จากประโยคนี้ สังคมคาดหวังอะไรกับเด็ก D จากประโยคนี้ สังคมคาดหวังอะไรกับเด็ก D จากประโยคนี้ สังคมคาดหวังอะไรกับเด็ก 11.11. สิ่งที่ควรระวังในการใชอินเทอรเน็ตคือขอใด 1. ประวิทยใชอินเทอรเน็ตดูภาพยนตรD 12.12. สิ่งใดตอไปนี้ชวยสงเสริมใหวัยรุนมีความกลาแสดงออก มากขึ้นD 13.13. การจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน มีความ สําคัญอยางไรF 14.14. วัยรุนที่ติดอินเทอรเน็ตมาก จะสงผลอยางไรตอพัฒนาการ ดานสังคมD 15.15. เพราะเหตุใดวัยรุนจึงมักอางวา “เพื่อนๆ ก็ทํากันทั้งนั้น” 1. กลัวแมไมเชื่อB (9)
10.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 16. อิทธิพลทางสังคมในขอใดสามารถเอื้อใหเกิดพฤติกรรม ตางๆ ทั้งที่เหมาะสมและไมเหมาะสมของวัยรุนได 1.
อิทธิพลของชุมชน 2. อิทธิพลของครอบครัว 3. อิทธิพลของกลุมเพื่อน 4. อิทธิพลของสังคมเสมือนจริง 17. ปานวาดและสมชายแตงงานกัน และวางแผนจะมีบุตร ในอีก 2 ปขางหนา ขอใดเปนการวางแผนครอบครัวที่ดี 1. สมชายทําหมัน 2. ปานวาดฝงยาคุมกําเนิด 3. ปานวาดนับระยะปลอดภัย 4. ปานวาดกินยาเม็ดคุมกําเนิดแบบ 21 เม็ด 18. ถาพอมีหมูเลือด Rh+ และแมมีหมูเลือด Rh- ขอใด มีผลกระทบตอการตั้งครรภ 1. ลูกคนแรกมีหมูเลือด Rh- 2. ลูกคนแรกมีหมูเลือด Rh+ 3. ลูกคนที่สองมีหมูเลือด Rh- 4. ลูกคนที่สองมีหมูเลือด Rh+ 19. การที่มารดาไปฝากครรภที่สถานพยาบาลเพื่อใหแพทย นัดตรวจเปนระยะๆ จัดวาเปนการอนามัยเจริญพันธุขอใด 1. ภาวะการมีบุตรยาก 2. การอนามัยแมและเด็ก 3. การวางแผนครอบครัว 4. การแทงและภาวะแทรกซอน 20. การทําแทงเปนบาปหรือไม เพราะเหตุใด 1. บาป เพราะถือเปนการฆาคน 2. บาป เพราะไมมีความรักลูกของตน 3. ไมบาป เพราะเด็กยังไมคลอดออกมา 4. ไมบาป เพราะถาเด็กเกิดมาจะตองไดรับความลําบาก 21. การปองกันและแกไขปญหาความขัดแยงในครอบครัว สามารถทําไดอยางไร 1. มีทักษะการสื่อสารที่ดี 2. ทํากิจกรรมดวยกันทุกวัน 3. รับประทานขาวมื้อเย็นรวมกันทุกวัน 4. หาเวลาวางพูดคุยปรึกษาหารือกัน 16.16. อิทธิพลทางสังคมในขอใดสามารถเอื้อใหเกิดพฤติกรรม ตางๆ ทั้งที่เหมาะสมและไมเหมาะสมของวัยรุนไดD 17.17. ปานวาดและสมชายแตงงานกัน และวางแผนจะมีบุตร ในอีก 2 ปขางหนา ขอใดเปนการวางแผนครอบครัวที่ดีD 18.18. ถาพอมีหมูเลือด Rh+ และแมมีหมูเลือด Rh- ขอใด มีผลกระทบตอการตั้งครรภD 19.19. การที่มารดาไปฝากครรภที่สถานพยาบาลเพื่อใหแพทย นัดตรวจเปนระยะๆ จัดวาเปนการอนามัยเจริญพันธุขอใดB 20.20. การทําแทงเปนบาปหรือไม เพราะเหตุใด 1. บาป เพราะถือเปนการฆาคนD 21.21. การปองกันและแกไขปญหาความขัดแยงในครอบครัว สามารถทําไดอยางไรC 22. แนวทางการแกไขปญหาความขัดแยงในครอบครัวขอใด นาจะไดผลดีที่สุด 1. ใหความรักตอทุกคนในครอบครัว 2. เรียนรูวิธีการควบคุมอารมณของตนเอง 3. ลดความเครียดในครอบครัวดวยกิจกรรมตางๆ 4. สรางความมั่นคงในอารมณ มีความเชื่อมั่นในตนเอง 23. เพราะเหตุใด จึงไมควรใชความรุนแรงในการแกปญหา 1. เพราะจะทําใหตางฝายตางผิดใจกัน 2. เพราะจะทําใหปญหาที่เกิดขึ้นจบลงไดยาก 3. เพราะจะทําใหปญหายิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น 4. เพราะจะทําใหตางฝายตางไมยอมซึ่งกันและกัน 24. บุคคลใดสามารถสรางสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลใน ครอบครัวไดอยางเหมาะสม 1. บุคคลที่พูดจาสุภาพ 2. บุคคลที่มีภาวะซึมเศรา 3. บุคคลที่ไมรับฟงเหตุผล 4. บุคคลที่ไมเคารพกฎกติกาในครอบครัว 25. การตั้งกติกาของครอบครัวมีความสําคัญอยางไรตอการ ปองกันและแกไขความขัดแยงในครอบครัว 1. เพื่อหาขอยุติอยางสันติวิธี 2. เพื่อชวยปรับพฤติกรรมใหเหมาะสม 3. เพื่อใหสมาชิกในครอบครัวยึดถือปฏิบัติ 4. เพื่อใหสมาชิกในครอบครัวเกิดความไววางใจกัน 26. เมื่อนักเรียนเห็นวานองสาวกําลังนั่งรองไหอยู นักเรียนจะ มีวิธีในการสรางสัมพันธภาพอยางไรใหนองสาวรูสึกดี 1. ยิ้มให 2. ใหกําลังใจ 3. ปลอยใหรองไหไปเรื่อยๆ 4. ถามคาดคั้นวาเกิดอะไรขึ้น 27. นักเรียนควรปฏิบัติตนอยางไรเพื่อปองกันการเกิดความ ขัดแยงในครอบครัว 1. พูดจากันบางครั้ง 2. ไมคอยมีเวลาใหกัน 3. ปรับตัวเขาหากัน 4. สรางความกลัวเกรง 28. นักเรียนจะมีเทคนิคการพูดอยางไรที่สามารถปองกัน การเกิดความขัดแยงในครอบครัวได 1. พูดอยางจริงใจ 2. พูดประชดประชัน 3. พูดดวยอารมณโกรธ 4. พูดดวยนํ้าเสียงรุนแรง 22.22. แนวทางการแกไขปญหาความขัดแยงในครอบครัวขอใด นาจะไดผลดีที่สุดD 23.23. เพราะเหตุใด จึงไมควรใชความรุนแรงในการแกปญหา 1. เพราะจะทําใหตางฝายตางผิดใจกันD 24.24. บุคคลใดสามารถสรางสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลใน ครอบครัวไดอยางเหมาะสมD 25.25. การตั้งกติกาของครอบครัวมีความสําคัญอยางไรตอการ ปองกันและแกไขความขัดแยงในครอบครัวB 26.26. เมื่อนักเรียนเห็นวานองสาวกําลังนั่งรองไหอยู นักเรียนจะ มีวิธีในการสรางสัมพันธภาพอยางไรใหนองสาวรูสึกดีE 27.27. นักเรียนควรปฏิบัติตนอยางไรเพื่อปองกันการเกิดความ ขัดแยงในครอบครัวC 28.28. นักเรียนจะมีเทคนิคการพูดอยางไรที่สามารถปองกัน การเกิดความขัดแยงในครอบครัวไดC (10)
11.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 29. เมื่อวัยรุนมีปญหาควรเลือกปฏิบัติตามขอใด 1. ทําตัวใหสนุกสนาน 2.
ปรึกษาคนที่ไวใจได 3. หาทางแกปญหาดวยตนเอง 4. พยายามไมแสดงความรูสึกใหใครรู 30. แนวทางการแกไขปญหาความขัดแยงในครอบครัวขอใด นาจะไดผลดีที่สุด 1. ใหความรักตอทุกคนในครอบครัว 2. เรียนรูวิธีการควบคุมอารมณของตนเอง 3. ลดความเครียดในครอบครัวดวยกิจกรรมตางๆ 4. สรางความมั่นคงในอารมณมีความเชื่อมั่นในตนเอง 31. ขอใดคือสัมพันธภาพในครอบครัว 1. ปลิวลมชวยแมทิ้งขยะทุกวัน 2. นํ้าหอมติดการพนันฟุตบอล 3. ลูกไมพูดจาไพเราะและมีกิริยามารยาทเรียบรอย 4. พลอยเปนคนมีความรับผิดชอบในงานที่ไดรับ มอบหมาย 32. “สามีของสุดาเปนคนเจาชูมากและชอบออกเที่ยว กลางคืน ทําใหสุดากับสามีทะเลาะกันเปนประจํา” จากขอความนี้ทําใหเกิดปญหาอันเนื่องมาจากสาเหตุใด 1. ไมมีเวลาใหกันและกัน 2. ไมซื่อสัตยตอคูครองของตน 3. นิสัยและความเคยชินสวนตัวที่แตกตางกัน 4. ขาดความตระหนักในบทบาทหนาที่ของตน 33. อาหารประเภทใดที่วัยสูงอายุควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด 1. ขาวตมปลา 2. สลัดผักไขตม 3. แกงมัสมั่นไก 4. ผัดเปรี้ยวหวานไก 34. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเปนประจําในชวงวัยรุน จะสงผลตอสุขภาพในวัยผูใหญไดหรือไม เพราะเหตุใด 1. สงผล เพราะสุขภาพจะไมดีตั้งแตวัยรุน 2. สงผล เพราะเปนการสะสมความเสี่ยงตอการเกิดโรค 3. ไมสงผล เพราะรางกายของวัยรุนจะขับไขมันและ นํ้าตาลไดดี 4. ไมสงผล เพราะเมื่อเปนผูใหญไขมันและนํ้าตาลจะสลาย ตัวหมด 29.29. เมื่อวัยรุนมีปญหาควรเลือกปฏิบัติตามขอใด 1. ทําตัวใหสนุกสนานC 30.30. แนวทางการแกไขปญหาความขัดแยงในครอบครัวขอใด นาจะไดผลดีที่สุดD 31.31. ขอใดคือสัมพันธภาพในครอบครัว 1. ปลิวลมชวยแมทิ้งขยะทุกวันD 32.32. D 33.33. อาหารประเภทใดที่วัยสูงอายุควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด 1. ขาวตมปลา 2. สลัดผักไขตมD 34.34. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเปนประจําในชวงวัยรุน จะสงผลตอสุขภาพในวัยผูใหญไดหรือไม เพราะเหตุใดD 35. อาหารสําหรับบุคคลในวัยใดที่แตกตางจากวัยอื่นๆ 1. วัยรุน 2. วัยทารก 3. วัยเรียน 4. วัยผูใหญ 36. ถานักเรียนมีนํ้าหนักเกินเกณฑมาตรฐาน อาหารชนิดใด ที่นักเรียนควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด 1. สลัดผัก 2. ขาวมันไก 3. ตมเลือดหมู 4. เกาเหลาลูกชิ้น 37. วัยรุนหญิงตองการสารอาหารชนิดใดมากกวาวัยรุนชาย 1. โปรตีน 2. เกลือแร 3. วิตามิน 4. ธาตุเหล็ก อานตารางตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอที่ 38. รายการอาหารใน 1 วัน มื้อเชา ขาวสวย2 ทัพพี ไขเจียว1 ฟอง ผัดพริกถั่วฝกยาว หมูสับ 1 ถวย นํ้าสมคั้น 1 แกว อาหารวาง ขนมปงทาเนย 2 แผน นมสด 1 แกว มื้อกลางวัน กวยเตี๋ยวไก 1 ถวย กลวยบวชชี 1 ถวย มื้อเย็น ขาวสวย 3 ทัพพี ยําวุนเสน 1 ถวย แกงจืด ผักกาดขาว1 ถวย ผัดผักรวม1 ถวย สมเขียวหวาน 1 ผล มะละกอ 6-8 ชิ้นคํา กอนนอน นมสด 1 แกว 38. จากตารางดังกลาว เปนการกําหนดรายการอาหาร ที่เหมาะสมของวัยใด 1. วัยรุน 2. วัยผูใหญ 3. วัยเรียน 4. วัยสูงอายุ 39. ขอใดคือปญหาที่สําคัญของวัยรุนที่เกิดจากการรับประทาน- อาหารไมถูกตอง 1. รับประทานจุ 2. ชอบดื่มนํ้าอัดลม 3. รับประทานจุบจิบ 4. รับประทานอาหารจานดวน 40. นักเรียนควรกําหนดอาหารประเภทใดใหกับผูสูงอายุจึงจะ เหมาะสมที่สุด 1. อาหารพวกไขมัน 2. อาหารพวกผักและผลไม 3. อาหารพวกเนื้อสัตวตางๆ 4. อาหารพวกขาว แปง นํ้าตาล 35.35. อาหารสําหรับบุคคลในวัยใดที่แตกตางจากวัยอื่นๆ 1. วัยรุน 2. วัยทารกB 36.36. ถานักเรียนมีนํ้าหนักเกินเกณฑมาตรฐาน อาหารชนิดใด ที่นักเรียนควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดC 37.37. วัยรุนหญิงตองการสารอาหารชนิดใดมากกวาวัยรุนชาย 1. โปรตีน 2. เกลือแรD 38.38. จากตารางดังกลาว เปนการกําหนดรายการอาหาร ที่เหมาะสมของวัยใดD 39.39. ขอใดคือปญหาที่สําคัญของวัยรุนที่เกิดจากการรับประทาน- อาหารD 40.40. นักเรียนควรกําหนดอาหารประเภทใดใหกับผูสูงอายุจึงจะ เหมาะสมที่สุดC (11)
12.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. นักเรียนคิดวาวัยรุน วัยผูใหญ
และวัยสูงอายุ มีการเปลี่ยนแปลงทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม และสติปญญา ที่แสดงออกมาอยางเห็นไดชัดอยางไรบาง .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. นักเรียนใชสื่อใดในชีวิตประจําวันมากที่สุด และสื่อนั้นมีอิทธิพลตอนักเรียนอยางไร และนักเรียนจะเลือกใชสื่อนั้นอยางไร เพื่อใหไดประโยชนตอตนเองมากที่สุด .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. “การใหความรูเรื่องอนามัยเจริญพันธุ และการวางแผนครอบครัว เพื่อใหเด็กที่เกิดมาไมพิการ และมีสุขภาพที่ดี เปนสิ่งจําเปน ซึ่งสาเหตุของความพิการเกิดไดจากพันธุกรรม อายุการตั้งครรภ อายุพอและแม อาหารที่ไดรับ สิ่งแวดลอมที่เปนพิษ หากจะปองกันความพิการตั้งแตกําเนิดก็ตองอาศัยหลายปจจัยดวยกัน” นักเรียนมีวิธีการปองกันไมใหเด็กที่เกิดมาพิการไดอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. จากสภาพสังคมในปจจุบัน นักเรียนคิดวาสาเหตุและพฤติกรรมใดที่กอใหเกิดความขัดแยงในครอบครัวมากที่สุด และมีแนวทาง ในการปองกันและแกไขปญหาความขัดแยงดังกลาวไดอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. นักเรียนเคยกําหนดรายการอาหารที่ตองรับประทานใน 1 วันหรือไม และรายการอาหารใน 1 วันของนักเรียนมีอะไรบาง .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. นักเรียนคิดวาวัยรุน ที่แสดงออกมาอยางเห็นไดชัดอยางไรบางD 2.2. นักเรียนใชสื่อใดในชีวิตประจําวันมากที่สุด และสื่อนั้นมีอิทธิพลตอนักเรียนอยางไร และนักเรียนจะเลือกใชสื่อนั้นอยางไร เพื่อใหไดประโยชนตอตนเองมากที่สุดD 3.3. D 4.4. จากสภาพสังคมในปจจุบัน ในการปองกันและแกไขปญหาความขัดแยงดังกลาวไดอยางไรD 5.5. นักเรียนเคยกําหนดรายการอาหารที่ตองรับประทานใน ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................C ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (12)
13.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. ตอบ ขอ
4. เมื่อแรกเกิดทารกจะนอนขดตัว แขนขางอ คอออน แตพออายุไดประมาณ 1-3 เดือน ทารกจะชันคอ และสามารถที่จะเคลื่อนไหวแขนขาไดดี 2. ตอบ ขอ 1. วัยรุนเปนชวงวัยตอระหวางวัยเด็กกับวัยผูใหญที่นับวามีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม และสติปญญา โดยสิ่งที่แสดงออกมาอยางชัดเจน คือ วัยรุน มักจะมีอารมณแปรปรวนและหงุดหงิดงาย 3. ตอบ ขอ 4. วัยผูใหญกลางคนเปนวัยที่มีความแปรเปลี่ยนทางอารมณไดคอนขางมาก ทําใหมีความเครียดสูง นับวาเปน วัยวิกฤตตอนกลางของชีวิต หรือที่เรียกวา วัยทอง 4. ตอบ ขอ 4. เนื่องจากวัยเด็กเปนวัยที่เริ่มตนการเจริญเติบโตดานตางๆ การดูแลรักษาสุขภาพรางกายจึงมีความสําคัญ เพราะจะนําไปสูการมีสุขภาพที่ดีในวัยตอไป 5. ตอบ ขอ 4. เมื่อนักเรียนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางดานตางๆ เกิดขึ้น เชน มีประจําเดือน ฝนเปยก หงุดหงิด มีกลิ่นตัว เปนสิว เปนตน นักเรียนจะตองปฏิบัติตนดวยการหมั่นรักษาสุขภาพอนามัยของตนเองใหสะอาดอยูเสมอ และคอยบริหารจิตใจใหสดชื่นแจมใสไมเครียด รวมทั้งยอมรับและเขาใจตอการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นวาเปน เรื่องธรรมชาติ ไมใชเรื่องนาอายแตอยางใด 6. ตอบ ขอ 1. วัยสูงอายุเปนวัยที่มีการเสื่อมของระบบตางๆ ของรางกายอยางตอเนื่อง ดังนั้นวงจรสุขภาพในวัยสูงอายุนี้ จึงเปนวัยที่อยูในชวงของระยะซอมแซมสวนที่สึกหรอ 7. ตอบ ขอ 2. จากที่ไดกลาวในขอ 7. ไปแลววา วัยสูงอายุเปนวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสูสภาพของความเสื่อมตามวัย วงจรสุขภาพของวัยสูงอายุนี้จึงอยูในระยะซอมแซมสวนที่สึกหรอ เพื่อชวยชะลอความเสื่อมของอวัยวะตางๆ 8. ตอบ ขอ 3. จากลักษณะดังกลาวกําลังสื่อใหเห็นวาคุณแมของแกวกําลังเริ่มเขาสูภาวะของการเปนวัยทอง ซึ่งจะเริ่ม มีอารมณบางประเภทที่เดนชัดขึ้น เชน อารมณอยากกลับเปนหนุมสาว เนื่องจากภาวะสังขารที่เสื่อมลง ความผันผวนของอารมณซึ่งเกิดจากสาเหตุนานาชนิด เปนตน ซึ่งแกวในฐานะที่เปนลูกนั้น จะตองพยายาม อดทนและเขาใจในตัวทานใหมากๆ อยาโตเถียงหรือทอดทิ้งทานใหอยูเพียงลําพังเด็ดขาด ควรหาเวลาพา ทานไปเที่ยวพักผอนหยอนใจ พยายามพูดคุยกับทานใหมากขึ้น ใหทานรูสึกไดถึงความรักที่เรามีตอทาน และยังถือเปนการชวยสรางความผอนคลายใหกับทานไดอีกทางหนึ่งดวย 9. ตอบ ขอ 4. 1. การแยกประเภทขยะกอนทิ้งเปนความรับผิดชอบของเราที่มีตอชุมชน สังคมที่เราอยู 2. การเลนดนตรีเปนอิทธิพลของกลุมเพื่อนที่มีความสนใจในดนตรีเหมือนกัน 3. การเรียนทําขนมจากอินเทอรเน็ตเปนอิทธิพลของสื่อในการเรียนรูผานสื่อตางๆ 4. การขายขนมที่ตลาดเปนอิทธิพลของครอบครัวที่เปนแมคาขายขนม 10. ตอบ ขอ 1. เพราะอินเทอรเน็ต เปนเครือขายคอมพิวเตอรที่เชื่อมตอกันเปนจํานวนมากครอบคลุมไปทั่วโลก มีการ ประยุกตใชงานหลากหลายรูปแบบ อินเทอรเน็ตจึงเปนแหลงรวบรวมขอมูล รวมทั้งความบันเทิงตางๆ ไวมากมาย สามารถใชงานไดงายและสะดวกรวดเร็ว จึงมีผูนิยมใชงานอินเทอรเน็ตจํานวนมาก โดยเฉพาะ วัยรุนซึ่งเปนวัยที่รูจักคุนเคยกับการใชอินเทอรเน็ตมากกวาวัยผูใหญ จึงนิยมใชงานอินเทอรเน็ตเพื่อการ คนควาขอมูล รับขาวสาร ติดตอสื่อสาร เพราะสามารถใชงานไดงายกวาการสื่อสารชนิดอื่นๆ และเขาถึงได จากอุปกรณสื่อสารตางๆ ได เชน โทรศัพทมือถือ แท็บเล็ต เปนตน ตอนที่ 1 ชุดที่ 1 เฉลยแบบทดสอบ ภาคเร�ยนที่ 1 (13)
14.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 11. ตอบ ขอ
3. เพราะวัยรุนเปนวัยที่ใหความสําคัญกับเพื่อนมาก วัยรุนจึงพูดคุย ปรึกษา และทํากิจกรรมรวมกับเพื่อน มากกวาการใชเวลากับครอบครัว การไดรับการยอมรับจากกลุมเพื่อนจึงเปนสิ่งสําคัญ กลุมเพื่อนจึงมีอิทธิพล ตอพฤติกรรมของวัยรุนเปนอยางมาก วัยรุนจะเลือกคบเพื่อนที่มีลักษณะคลายๆ กัน คนที่มีลักษณะที่แตกตาง ออกไป มักจะไมไดรับการยอมรับจากเพื่อนกลุมนั้น 1. เปลี่ยนโทรศัพทมือถือ เพราะเห็นวาเครื่องเกาใชไมไดแลว 2. เปลี่ยนโทรศัพทมือถือ เพราะอยากตามเทคโนโลยีที่ทันสมัย 3. เปลี่ยนโทรศัพทมือถือ เพราะตองการใชงานที่หลากหลายขึ้น 4. เปลี่ยนโทรศัพทมือถือ เพราะตองการมีโทรศัพทมือถือรุนที่ใชงานไดเหมือนเพื่อนๆ 12. ตอบ ขอ 4. เพราะแมควรตักเตือนลูกดวยเหตุผล ไมใชอารมณ และอธิบายใหเห็นความสําคัญและความจําเปนของ โทรศัพทมือถือที่ลูกตองใชงานจริงๆ มากกวาการซื้อตามเพื่อนหรือกระแสนิยม และถาลูกอยากไดจริงๆ ลูกก็ตองพยายามเก็บเงินเพื่อซื้อโทรศัพทมือถือดวยตนเอง ไมควรขอเงินจากพอแม ลูกจะไดรูคุณคาของ สิ่งของ ซึ่งกวาจะไดมาตองใชความอดทน และการเก็บหอมรอมริบ 13. ตอบ ขอ 2. เพราะวัยรุนเปนวัยที่ชื่นชอบดารา นักรอง และจะทําตัวตามแบบอยางที่ชื่นชอบ ประกอบกับกระแสนิยม นักรองเกาหลีในหมูวัยรุนปจจุบัน จึงทําใหเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ และทําตามบุคคลที่ตนเองชื่นชอบ ตามกลุมเพื่อนไดงาย 14. ตอบ ขอ 1. เพราะครอบครัวนี้มีผูหญิง 3 คน และลูกคนสุดทองเปนผูชายเพียงคนเดียว ควรมีเอกลักษณของเพศชาย การถูกเลี้ยงดูและอยูกับเพศหญิง อาจทําใหเอกลักษณทางเพศเปนไปในทางเพศหญิงมากกวาเพศชาย การเลี้ยงดูลูกผูชาย จึงควรทํากิจกรรมที่สงเสริมใหเกิดเอกลักษณทางเพศชาย เชน การเลนกีฬา การเลน หุนยนต เปนตน มากกวากิจกรรมของเพศหญิง เชน การเลนตุกตา การเลนขายขาวแกง เปนตน 15. ตอบ ขอ 1. เพราะวัยรุน เปนวัยที่ใหความสําคัญกับเพื่อนรวมวัยคอนขางมาก เนื่องจากเปนวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงใน ดานตางๆ อยางรวดเร็ว จึงเปนเหตุใหวัยรุนมักรวมตัวกันเปนกลุม เพราะจะไดพูดคุย ปรึกษา และเขาใจ ปญหาของกันและกันไดดีกวาคนตางวัย การทํากิจกรรมกลุม จึงมีอิทธิพลตอวัยรุนมากกวา กฎของโรงเรียน คําชื่นชมของพอแม และการรณรงคในชุมชน 16. ตอบ ขอ 3. เพราะคําชื่นชมเมื่อลูกทําความดี เปนพฤติกรรมที่ทําใหวัยรุนรูสึกภูมิใจที่ไดทําความดี วัยรุนก็จะทําพฤติกรรม นั้นอีก เพราะเปนสิ่งที่ทําแลวไมรูสึกถูกตอตานจากพอแม และจะปฏิบัติจนเกิดเปนนิสัย ทําใหวัยรุนเห็นคุณคา ของการทําความดีโดยไมหวังผลตอบแทน 17. ตอบ ขอ 3. 1. วันชัยตอเติมบาน เพื่อสรางที่อยูอาศัยใหมีความเหมาะสมกับสมาชิกในครอบครัว 2. วิชัยไมตองการมีบุตรแลว จึงทําหมัน ถามีจํานวนบุตรเหมาะสมแลว จึงสมควรทําหมัน 3. ปราณีใหบุตรเรียนพิเศษเฉพาะสถานที่เรียนพิเศษชื่อดัง การเรียนควรสงเสริมในดานที่บุตรสนใจ และไมมีขอจํากัด ถาสถานที่เรียนมีคุณภาพดีเชนกัน 4. วิยะดาหยุดกินยาคุมกําเนิด เพราะตองการมีบุตรคนที่ 2 เมื่อพรอมที่จะมีบุตรเพิ่ม ก็ควรหยุดการ คุมกําเนิด 18. ตอบ ขอ 3. เพราะยาพาราเซตามอล ยาคลอเฟนิรามีน เปนยาสามัญประจําบาน ที่หญิงตั้งครรภสามารถใชไดโดยไมเปน อันตรายตอทารกในครรภ เพื่อรักษาอาการเจ็บปวยเล็กๆ นอยๆ สวนยาตานเชื้อราประเภททาที่ผิวหนัง หรือสอดในชองคลอดจะไมเปนอันตรายตอทารกในครรภ เพราะตัวยาไมซึมเขาสูกระแสเลือด สวนยาคลาย กลามเนื้อ ไมควรรับประทานขณะตั้งครรภ เพราะอาจมีผลกระทบตอระบบหัวใจของทารกในครรภ (14)
15.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 19. ตอบ ขอ
4. “การวางแผนครอบครัว หมายถึง การตั้งเปาหมายเพื่อใหครอบครัวมีความพรอมในดานตางๆ ตั้งแตการเลือก คูครอง ความพรอมดานที่อยูอาศัยและอาชีพ การแตงงาน การวางแผนที่จะมีบุตร การเวนชวงระยะหางการ มีบุตร การมีจํานวนบุตรที่เหมาะสม การเปนพอแมที่ดีเพื่อเลี้ยงดูบุตรใหเปนคนดีมีคุณภาพและมีความสุข” ดังนั้นการมีบุตรตามจํานวนที่ตองการ จะทําใหพอแมไมตองรับภาระการเลี้ยงดูที่หนักเกินไป สามารถกําหนด ขนาดของครอบครัวได มีเวลาใชชีวิตคู ทําใหชีวิตคูไมเกิดปญหา และผลของสิ่งเหลานี้ทายสุดแลวจะทําให เราสามารถเลี้ยงดูบุตรไดอยางมีคุณภาพ 20. ตอบ ขอ 4. เพราะการตรวจรางกายกอนการแตงงาน เปนการปองกันการติดโรคที่สามารถติดตอจากคูสมรส ปองกันการ แพรเชื้อไปสูบุตร ซึ่งพอแมบางคนอาจเปนพาหะนําโรคโดยที่ไมรูตัว การตรวจสุขภาพกอนแตงงาน มีดังนี้ • ตรวจหมูเลือด เพื่อสะดวกในกรณีตองการเลือดฉุกเฉิน • ตรวจความเขากันของเลือด เพื่อหาความผิดปกติของเฮโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง วามีความผิดปกติของ โรคธาลัสซีเมียหรือไม ซึ่งโรคนี้เปนโรคที่เกิดจากการสืบทอดทางพันธุกรรม • ตรวจชนิดของเลือด(RhFactor) คนไทยโดยทั่วไปจะมีคาRh+ แตบางคนอาจพบวามีคาRh- ถาฝายใด ฝายหนึ่งมีเลือด Rh- เมื่อตั้งครรภจะทําใหเสี่ยงตอการแทงบุตรไดสูงมาก • ตรวจความสมบูรณของเม็ดเลือด ซึ่งเปนการตรวจหาภูมิคุมกันและเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หากพบวามีเชื้อ แสดงวาเปนพาหะนําโรค ซึ่งสามารถติดตอกันทางเพศสัมพันธและสายเลือด ถาหากไมมีการปองกันที่ดี ก็อาจทําใหบุตรมีโอกาสติดเชื้อได • ตรวจหาภูมิคุมกันหัดเยอรมัน หากไมมี ควรฉีดวัคซีนและคุมกําเนิดไวอยางนอย3 เดือน เพราะหากติดเชื้อ ระหวางการตั้งครรภ อาจทําใหทารกพิการหรือแทงได • ตรวจหาเชื้อไวรัส HIV 21. ตอบ ขอ 3. เพราะหยงและกวง ตองการมีบุตรไวสืบตระกูล คือ ตองมีบุตรเปนเพศชาย ซึ่งในขณะนี้หยงและกวง มีบุตรสาว แลว 2 คน และตองการมีบุตรอีกแค 1 คนเทานั้น ตามที่วางแผนไววาจะมีเพียง 3 คน การวางแผน- ครอบครัวของหยงและกวง จึงตองใหบุตรคนที่ 3 เปนเพศชาย ดังนั้น หยงและกวงจึงตองปรึกษาหมอเพื่อ เลือกเพศบุตรใหตรงกับความตองการ ซึ่งครอบครัวของหยงและกวงสามารถทําได เพราะมีฐานะดี 22. ตอบ ขอ 1. เพราะสารนิโคติน คารบอนมอนอกไซดในควันบุหรี่ และทารจะมีผลตอการทํางานของสารสื่อประสาท อะเซติลโคลีน (acetylcholine) โดปามีน (dopamine) และนอรอีพิเนฟริน (norepinephrine) สงผลให มีการขัดขวางการพัฒนาของเซลลประสาทของทารก มีการหดตัวของหลอดเลือดดําในมดลูก ทําใหเลือดผาน รกลดลง ทารกจึงไดรับสารอาหารและแกสออกซิเจนไมเพียงพอ มีผลใหนํ้าหนักแรกเกิดนอย ขาดสารอาหาร ในระยะตั้งครรภและเพิ่มอัตราการตายในวัยทารก นอกจากนี้ยังกอใหเกิดปญหาดานพัฒนาการและพฤติกรรม เชน เชาวนปญญาบกพรอง มีปญหาการเรียน ซุกซนมากผิดปกติ สมาธิสั้น พฤติกรรมกาวราว ตลอดจน มีปญหาดานการเขาสังคม ผลดังกลาวจะพบไดตั้งแตในระยะแรกของการตั้งครรภจนกระทั่งทารกเกิด 23. ตอบ ขอ 2. เพราะปจจัยที่ทําใหเกิดภาวะครรภเสี่ยง เชน • มีประวัติเคยคลอดบุตร แลวบุตรเสียชีวิตในครรภระหวางคลอดและหลังคลอดมากอน • มีประวัติทารกคลอดกอนและหลังกําหนด • มีประวัติเคยแทงบุตรมาแลวไมตํ่ากวา 2 ครั้ง • มีประวัติเคยคลอดบุตรนํ้าหนักนอยกวา 2,500 กรัม หรือมากกวา 4,000 กรัม • มีประวัติทารกโตชาในครรภ • คุณแมตั้งครรภมีอายุนอยกวา 16 ป หรือมากกวา 40 ป • มีความดันโลหิตสูง โดยความดันมากกวาหรือเทากับ 140/90 มม. ปรอท (15)
16.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล • เปนเบาหวานชนิดตองพึ่งพาอินซูลิน • เปนโรคไต
โรคหัวใจ • ติดยาเสพติดหรือสุรา • เปนโรคทางอายุรกรรมตางๆ เชน โลหิตจาง ตอมไทรอยดเปนพิษ ภาวะภูมิคุมกันไวเกิน (SLE) โรคธาลัสซีเมีย โรคลมชัก วัณโรค เปนตน • เปนโรคติดเชื้อ HIV (โรคเอดส) กามโรค หรือพาหะตับอักเสบบี 24. ตอบ ขอ 4. เพราะสุขภาพของแมขณะตั้งครรภมีอิทธิพลตอชีวิตลูกในอนาคตอยางมาก สภาพความขัดแยงทางอารมณจะ สงผลไปสูลูกในครรภ นอกจากนี้ความสัมพันธระหวางอารมณและจิตใจของแมยังกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลง การทํางานของตอมไรทอตางๆ ในการผลิตฮอรโมนที่จะไปหลอเลี้ยงบํารุงลูกในครรภอีกดวย ความเครียด และความทุกขของแมจะถายทอดสูลูกทันที ทําใหกลายเปนเด็กหงุดหงิดงาย เลี้ยงยาก งอแง เมื่อโตขึ้นก็จะ เปนเด็กเจาอารมณ ความสนใจสั้น มีอาการซุกซนผิดปกติ และที่สําคัญหากแมเกิดภาวะปฏิเสธอาหาร เนื่องจากมีอารมณเศราทําใหไดรับสารอาหารที่จําเปนในการเจริญเติบโตไมเพียงพอ เปนผลใหเกิดการ หยุดชะงักการเจริญเติบโตของเนื้อสมอง จนกลายเปนปญญาออนได สวนแมที่สุขภาพจิตดี มีความสุข ลูก ในทองก็จะไดรับการถายทอดใหมีพื้นฐานทางอารมณที่ดี เมื่อเกิดมาเด็กจะมีความสามารถในการปรับตัวดี เปนเด็กเลี้ยงงาย มีสมองไว และสติปญญาดี สุขภาพจิตของแมขณะตั้งครรภ จึงเปนปจจัยสําคัญตออนาคต ของลูกและอนาคตของชาติดวย 25. ตอบ ขอ 2. ความขัดแยงในครอบครัว คือ สถานการณความกดดันจากเรื่องที่เกี่ยวของกับครอบครัว การมีความคิด หรือแสดงออกในเรื่องตางๆ ที่ไมสามารถตกลงกันได จนเกิดการตําหนิ กลาวโทษ หรือทํารายซึ่งกันและกัน ซึ่งมักจะเกิดจากความขัดแยงระหวางสามีภรรยา พอกับลูกหรือแมกับลูก 26. ตอบ ขอ 1. ปญหาบานแตก เปนปญหาความขัดแยงในครอบครัวที่รายแรงมากที่สุด เนื่องจากอาจทําใหบุคคลภายใน ครอบครัวตองกระจัดกระจายพลัดพรากกัน โดยอาจเกิดจากการที่พอแมทะเลาะวิวาทกันจนถึงขั้นอยาราง และแยกตัวไปคนละทาง เชน บางคนอาจไปสรางครอบครัวใหม แตงงานมีสามีใหม มีภรรยาใหม มีลูกคนใหม เปนตน 27. ตอบ ขอ 4. ความขัดแยงในครอบครัวที่ถือไดวามีความรุนแรงมากที่สุด คือ การทํารายรางกายจนเสียชีวิต เพราะเสมือน กับการไดฆาชีวิตสมาชิกในครอบครัวของตนเองที่มีความรักความผูกพันกันมานาน ซึ่งเปนสิ่งที่ไมสมควร อยางยิ่ง เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวจะตองมีความรัก ใหอภัยซึ่งกันและกัน และเปนที่ปรึกษาที่ดีใหแกกัน 28. ตอบ ขอ 2. ความขัดแยงระหวางสามีภรรยา มักเกิดจากสาเหตุความไมซื่อสัตยตอคูครองของตน โดยบางคนอาจคิดนอกใจ ตอคูครองของตน ซึ่งหากอีกฝายหนึ่งทราบเรื่อง จะสงผลใหเกิดความเสียใจ และคิดวาเปนการไมใหเกียรติกัน ทั้งนี้อาจนําไปสูการมีปากเสียงกันได และอาจรุนแรงถึงขั้นตองเลิกรากันไป หรือบางคนอาจมีความหึงหวง มากไปจนเกินเหตุ ก็อาจทําใหคูครองรูสึกอึดอัดและเกิดความรําคาญใจ ซึ่งอาจนําไปสูความขัดแยงได 29. ตอบ ขอ 1. สวนใหญเกิดมาจากนิสัยจูจี้จุกจิกขี้บนของพอแม ซึ่งพอแมบางคนอาจจะเขมงวดกับลูกในทุกๆ เรื่อง และ เมื่อลูกไมเปนไปตามที่คาดหวังไวก็จะตอวา จนทําใหลูกเกิดความรําคาญและไมอยากจะฟง เมื่อลูกไม สนใจหรือไมปรับปรุงตัวเอง พอแมก็ยิ่งวากลาวหนักขึ้นอีก จึงอาจเปนเหตุใหลูกกาวราว ถกเถียง และเกิด ความขัดแยงขึ้น (16)
17.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 30. ตอบ ขอ
1. ปญหาความขัดแยงระหวางพอแมกับลูก สวนใหญจะพบในครอบครัวที่มีลูกอยูในชวงวัยรุน โดยพอแมอาจจะ ปรับตัวไมทันกับการเปลี่ยนแปลงในดานอารมณจิตใจของวัยรุน ซึ่งจะเปนชวงที่มีอารมณรุนแรงและตองการ ความเปนอิสระสูง 31. ตอบ ขอ 2. ทุกครอบครัวยอมมีความขัดแยงเกิดขึ้นระหวางบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยสาเหตุของความขัดแยงในครอบครัว เชน ชองวางระหวางวัย การใชความรุนแรงตัดสินปญหา นิสัยและความเคยชินสวนตัวที่แตกตางกัน เปนตน 32. ตอบ ขอ 3. วิธีการพยายามปรับตัวเขาหากันสามารถปองกันการเกิดความขัดแยงในครอบครัวได โดยอาจใชการพูดคุยกัน ใหมากขึ้นเพื่อรับทราบถึงสิ่งที่ผูอื่นอยากใหเราปรับปรุงตัว และเมื่อทราบแลวก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม บางอยางเพื่อใหสามารถอยูดวยกันไดอยางมีความสุข 33. ตอบ ขอ 4. เนื่องจากนักเรียนอยูในชวงวัยรุน ซึ่งเปนวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางรางกายและเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว ดังนั้นอาหารที่ควรเลือกรับประทานเปนลําดับแรก คือ เนื้อสัตว ซึ่งจะใหสารอาหารโปรตีนที่มีสวนชวยใน การสรางเซลลตางๆ และนําพลังงานไปใชไดอยางเต็มที่ 34. ตอบ ขอ 4. อาหารตามธรรมชาติเปนอาหารที่มีสารอาหารอยางเหมาะสม ซึ่งจะมีแรธาตุและวิตามินที่มีอยูในธรรมชาติ ซึ่งรางกายสามารถยอยและดูดซึมไดงาย ตลอดจนปลอดภัยจากสารปนเปอนและสารเคมีตางๆ เชน ธัญพืช ขาวไมขัดสี ผักปลอดสารพิษ พืชผักผลไมออรแกนิก เปนตน 35. ตอบ ขอ 2. วัยกอนเรียนเปนชวงที่เด็กกําลังเจริญเติบโต จึงควรไดรับสารอาหารอยางครบถวน ซึ่งอาหารที่เหมาะสม สําหรับเด็กวัยกอนเรียนนี้ คือ นมสด โดยใหเด็กดื่มนมเปนประจําจนเกิดเปนนิสัย เนื่องจากนมเปนแหลง โปรตีนที่สําคัญซึ่งชวยในการเจริญเติบโตและเสริมสรางความแข็งแรงใหแกรางกาย 36. ตอบ ขอ 4. เพราะนํ้านมแมเปนอาหารที่ดีที่สุดสําหรับทารก ซึ่งจะมีสารอาหารครบถวนทั้งโปรตีน วิตามิน และแรธาตุ ตางๆ ชวยในการสรางภูมิคุมกัน อีกทั้งมีฮอรโมนและสารกระตุนการเจริญเติบโตของสมองซึ่งมีผลตอการ พัฒนาระดับสติปญญาของทารกอีกดวย 37. ตอบ ขอ 3. ควรคํานึงถึงความตองการอาหารของแตละวัย เนื่องจากแตละวัยจะมีความตองการอาหารในปริมาณที่ แตกตางกันออกไป ซึ่งการไดรับสารอาหารที่เหมาะสมตามความตองการของรางกายในแตละวัยนั้นจะสงผล ทําใหรางกายเจริญเติบโตและมีพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม เชน วัยรุนตองการโปรตีนวันละประมาณ 1.2-2.1 กรัม นักกีฬาควรไดรับโปรตีนในปริมาณที่มากกวาปกติ เปนตน 38. ตอบ ขอ 4. เด็กวัยเรียนเปนวัยที่มีพัฒนาการของการเจริญเติบโตในทุกระบบ เพื่อสุขภาพที่ดีควรใหเด็กหลีกเลี่ยงขนม ขบเคี้ยว เนื่องจากจะมีไขมันและโซเดียมสูง และอาจกอใหเกิดโทษตอรางกายอีกดวย เชน โรคอวน โรคไต โรคความดันโลหิตสูง เปนตน 39. ตอบ ขอ 2. วัยรุนเปนวัยที่รางกายมีการเจริญเติบโตเกิดขึ้นอยางรวดเร็ว รางกายจึงจําเปนตองไดรับสารอาหารที่ครบถวน ทั้ง5 หมู ในปริมาณที่เพียงพอตอความตองการของรางกาย โดยวัยรุนควรไดรับพลังงานในแตละวันประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี 40. ตอบ ขอ 3. เนื่องจากแมของนักเรียนจะอยูในวัยผูใหญที่มีอายุระหวาง 45-60 ป เปนวัยที่ฮอรโมนเพศเริ่มทํางาน นอยลง รวมทั้งยังมีโรคตางๆ เขามารุมเราไดงาย ดังนั้นอาหารที่เหมาะสมสําหรับในวัยนี้ คือ ขาวตมหมูสับ 1 ถวย และนมสด1 แกว ทั้งนี้เพื่อเปนการปองกันและชะลอความเสื่อมของรางกายควรบริโภคเนื้อสัตวตางๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ และเสริมแคลเซียมใหรางกายดวยนมสดพรองมันเนยไขมันตํ่า เพื่อลดภาวะ กระดูกพรุน (17)
18.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. แนวตอบ พิจารณาขอบขายของการสงเสริมสุขภาพทั้ง3
ดาน ไดแก การสงเสริมสุขภาพกาย การสงเสริมสุขภาพจิต และการสงเสริมสุขภาพทางสังคม รวมทั้งการใหความสําคัญและเคารพยกยองผูสูงอายุ พยายามเอาใจใสทาน โดยไมทําใหทานรูสึกวากําลังโดดเดี่ยว หาเวลาคุยกับทานและรับฟงทาน เพื่อใหทานรูสึกวาลูกหลานยังให ความสําคัญไมไดทอดทิ้ง 2. แนวตอบ ครอบครัวที่1ลูกจะเปนคนที่อยูในกรอบเหมือนถูกบังคับอยูตลอดเวลาไดรับความชวยเหลือจากครอบครัวตลอด อาจทําใหเมื่ออยูในสภาพสังคมที่ไมเหมือนกับครอบครัว แลวเจอปญหาตางๆ อาจจะแกไขไมได หรือเมื่อเกิด ความผิดพลาดในชีวิต อาจจะทําใหกลัวความผิด กลัวการถูกลงโทษ จนแกปญหาดวยวิธีที่ไมถูกตอง ครอบครัวที่ 2 ลูกจะเปนคนที่แกปญหาไดดีกวาครอบครัวที่ 1 เพราะจะตองชวยเหลือตนเอง มีความคิด ในการใชชีวิต แกปญหาไดเองเมื่อแมไมอยู แตการแกปญหานั้นก็อาจจะเกิดจากการลองผิดลองถูก แตก็จะ มีแมคอยใหคําปรึกษาทุกครั้งเมื่อทําผิด 3. แนวตอบ ในวัยของนักเรียน การศึกษาเรื่องอนามัยแมและเด็ก และการวางแผนครอบครัว ทําใหนักเรียนมีทักษะ และความรูในการเตรียมความพรอมกอนเขาสูวัยที่จะสามารถเลือกคูครองและตัดสินใจใชชีวิตคู โดยการ ตระหนักถึงความพรอมทางดานรางกาย ดานวุฒิภาวะ ดานการศึกษา รวมไปถึงผลกระทบที่อาจเกิดจาก ความไมพรอมในดานตางๆ จึงไมนําไปสูการตั้งครรภกอนวัยอันควร ทําใหนักเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถ วางแผนการแตงงาน การมีบุตร วิธีปฏิบัติตนที่เหมาะสมระหวางการตั้งครรภ และเลี้ยงดูบุตรใหเติบโตมา ไดอยางมีคุณภาพ 4. แนวตอบ • พอแมควรมีทักษะในการสื่อสารที่ดีกับลูก โดยใชคําพูด ภาษา ทาทางเพื่อแสดงออกถึงความรูสึกและ ความคิดเห็นอยางเหมาะสม • ลูกควรยอมรับและพรอมที่จะปรับปรุงแกไขพฤติกรรมที่ไมดีของตนเอง • ทั้งแมและลูกควรพยายามปรับตัวเขาหากัน โดยอาจใชการพูดคุยกันใหมากขึ้น • ตั้งกติกาของครอบครัว โดยอาจจะใหลูกสามารถเลนเกมคอมพิวเตอรไดสัปดาหละ 1 วัน (พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน) 5. แนวตอบ ผูสูงอายุจะมีความตองการอาหารและสารอาหารเชนเดียวกันกับวัยอื่นๆ แตจะมีความแตกตางกันในเรื่อง ของลักษณะและปริมาณที่ลดลงจากวัยผูใหญ เพราะมีกิจกรรมตางๆ นอยลง ซึ่งหลักในการกําหนดรายการ อาหารสําหรับผูสูงอายุมี ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด หวานจัด และเผ็ดจัด รวมไปถึงอาหารประเภทที่มีกะทิในปริมาณ มากๆ 2. อาหารควรเปนอาหารที่มีคุณภาพ เชน คารโบไฮเดรตในรูปเชิงซอน คือ ไมไดผานขบวนการขัดสี และ โปรตีนจากปลา 3. เนนใหใชวิธีการนึ่งมากกวาการทอด เพื่อลดปริมาณไขมันที่รางกายจะไดรับเกินเขาไป 4. อาหารเสริมที่แนะนํา ควรเสริมผักและผลไมใหมากขึ้น พวกตําลึง ผักบุง คะนา มะเขือเทศ สมเขียวหวาน กลวยสุก มะละกอสุก จะชวยเพิ่มใหผูสูงอายุไดรับกากใย ชวยใหระบบขับถายดี ตอนที่ 2 (18)
19.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. ตอบ ขอ
2. ชวงวัยเรียนเปนวัยที่มีความสําคัญตอการเริ่มตนชีวิตใหมมากที่สุด เนื่องจากเปนระยะที่เด็กในวัยนี้ตอง เริ่มเขาโรงเรียน และตองใชเวลาในการปรับตัวเปนอยางมาก 2. ตอบ ขอ 3. เด็กวัยเรียนเมื่ออายุไดประมาณ 5 ป จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสติปญญาที่เห็นไดชัด คือ รูจักกลาว คําขอบคุณ เลาเรื่องสั้น ชอบพูด ชอบซักถาม และบอกสีไดถูกตอง สามารถซื้อขนมหรือสิ่งของไดเอง เริ่มรูจักวัน เวลา และนับเลข 1-10 ได 3. ตอบ ขอ 1. การเปลี่ยนแปลงดานสังคมของวัยรุน เชน ตองการเปนที่ยอมรับของเพื่อน ปลีกตัวออกหางจากพอแม เริ่มมีความรักกับเพื่อนตางเพศ เปนตน สวนการมีรูปรางสรีระที่เปนสัดสวน และรักสวยรักงามถือเปนการ เปลี่ยนแปลงทางดานรางกาย และการใจรอน เอาแตใจ ถือเปนการเปลี่ยนแปลงทางดานจิตใจและอารมณ 4. ตอบ ขอ 4. เนื่องจากรางกายของวัยผูใหญจะมีความเจริญสมบูรณของระบบอวัยวะตางๆ ไดดีเกือบทุกดาน ซึ่งถือวาเปน ชวงที่เหมาะสมตอการสรางครอบครัวและการมีบุตร 5. ตอบ ขอ 4. ตาทิมเปนผูสูงอายุที่สามารถดํารงรักษาสมรรถภาพทางสติปญญาไดดี ซึ่งพบวาผูสูงอายุที่มีสุขภาพดี มีความกระฉับกระเฉง กระตือรือรน หมั่นศึกษาหาความรู และพัฒนาความจําอยูเสมอ จะมีสติปญญาที่ ไมเสื่อมถอย 6. ตอบ ขอ 3. หากทารกมีพัฒนาการที่ไมเปนไปตามเกณฑที่กําหนดดังกลาวนั้นไมถือวาผิดปกติเนื่องจากระดับพัฒนาการ ของทารกในแตละชวงวัยที่กําหนดไวนั้นไมไดระบุเปนกฎเกณฑตายตัว แตอาจจะบอกลักษณะพัฒนาการ อยางคราวๆ วาทารกแตละชวงอายุมีพัฒนาการอยางไร ดังนั้นหากทารกจะมีพัฒนาการที่เกิดขึ้นชา-เร็ว กวาเกณฑที่กําหนด 1-2 เดือน ก็ไมถือวาผิดปกติแตอยางใด แตทั้งนี้ทั้งนั้นหากพบวาทารกมีพัฒนาการ ที่ชากวาเกณฑที่กําหนดมาก เชน อายุ 1 ป ยังไมควํ่า อายุ 2 ปยังไมเดิน ควรปรึกษาแพทยเพื่อหาความ ผิดปกติดังกลาว 7. ตอบ ขอ 1. การเปลี่ยนแปลงทางดานรางกายของทารกที่ไมเปนไปตามวัย ซึ่งสามารถสังเกตไดชัดเจน เชน ศีรษะเล็ก หรือใหญเกินไป บงบอกถึงการเจริญเติบโตของสมอง อาจจะเกิดจากการที่สมองเจริญเติบโตผิดปกติ เชน ขาดอากาศขณะคลอด หรืออาจจะเปนโรคทางพันธุกรรม ปากบางเปนปากปลา (ไมเห็นริมฝปาก) หรือ ปากแหวงเพดานโหว แขนขายาวไมเทากันทั้งสองขาง ทองผูกเรื้อรัง ซึ่งเปนสัญญาณของการเคลื่อนไหว ลําไสมีปญหา หรืออาจจะมีปญหาเรื่องการยอยและการดูดซึม เปนตน หากพบวาทารกมีอาการลักษณะ ดังกลาวจะตองพาไปพบแพทยทันที 8. ตอบ ขอ 1. วัยเรียนเปนชวงวัยที่มีความสําคัญตอการเริ่มตนในการใชชีวิตใหมและเปนวัยแหงการเรียนรูสิ่งตางๆ เนื่องจาก เปนระยะที่ตองเริ่มเขาโรงเรียนและตองใชเวลาปรับตัว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงตางๆ ในชวงวัยนี้จึงมักมี อิทธิพลมาจากครอบครัวและโรงเรียนเปนสําคัญ การอบรมเลี้ยงดูจึงถือเปนปจจัยสําคัญที่มีอิทธิพลตอการ เจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กวัยเรียน ตอนที่ 1 ชุดที่ 2 เฉลยแบบทดสอบ ภาคเร�ยนที่ 1 (19)
20.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 9. ตอบ ขอ
1. เพราะจากขอความ “สวนมิติของการบริโภค ก็พบวาปจจุบันเด็กและเยาวชนไทยกําลังเผชิญกับกระแส “วัฒนธรรมกิน ดื่ม ชอปฯ” อันเปนตัวเรงใหเกิดคานิยมบริโภคอยางมหาศาล เด็กวัยรุนถูกดึงดูดจากโฆษณา ใหใชจายอยางฟุมเฟอย นิยมแฟชั่นราคาแพงหรือของมียี่หอ อาทิ โทรศัพทมือถือ นาฬกา นํ้าหอม กระเปาถือ เปนตน รวมถึงการนิยมบริโภคของมึนเมาตางๆ ก็มีอัตราที่เพิ่มขึ้น ทําใหเกิดปญหาอุบัติเหตุ ไปจนถึงการมีเพศสัมพันธโดยไมตั้งใจ” ทําใหเห็นวาวัยรุนถูกดึงดูดจากโฆษณาใหนิยมบริโภคสิ่งตางๆ เชน อาหารหรือสิ่งของที่เปนที่นิยม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล เปนตน จนเกิดการใชจายที่ฟุมเฟอย 10. ตอบ ขอ 2. เพราะประเทศชาติตองการความเจริญกาวหนา และเติบโตอยางมีคุณภาพ ประเทศชาติจึงคาดหวังใหคน ในสังคมเปนคนที่มีคุณภาพในทุกดาน เพื่อชวยกันพัฒนาประเทศ ซึ่งคนที่จะพัฒนาประเทศไดก็คือ คนที่ เจริญเติบโตเปนผูใหญ มีความรู ความสามารถในการทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีคุณธรรมและ จริยธรรม เพื่อการอยูรวมกันในสังคมไดอยางมีความสุขสงบ และคนที่จะเจริญเติบโตเปนผูใหญที่มีคุณภาพ ก็ตองเปนเด็กๆ ที่ไดรับการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนใหเปนคนดี ไดรับความรู และพัฒนาความสามารถใหเปน ผูใหญที่มีคุณภาพในอนาคต ดังนั้นสังคมจึงคาดหวังใหเด็กในวันนี้ เจริญเติบโตเปนผูใหญที่มีคุณภาพใน วันขางหนา เพื่อพัฒนาประเทศใหเจริญกาวหนาตอไป 11. ตอบ ขอ 3. 1. สิ่งที่ตองระวังในการแชตผานอินเทอรเน็ต คือ อาจถูกหลอกลวงจากบุคคลอื่นไดงาย เพราะเพื่อนที่รูจักกัน ทางอินเทอรเน็ต สามารถสรางขอมูลอะไรก็ไดที่ไมใชความจริง และพูดคุยทําใหเราไววางใจจนเกิดการ นัดเจอกัน และนําไปสูการหลอกลวงทรัพยสิน การลอลวงไปคาประเวณี การลวงละเมิดทางเพศ หรือ อาจเกิดอาชญากรรมได ซึ่งกอใหเกิดผลเสียรายแรงกวาขออื่นๆ 2. สิ่งที่ตองระวังในการเลนเกมออนไลน คือ ชนิดของเกมที่เลนและการใชเวลาในการเลน ควรหลีกเลี่ยง เกมที่ใชความรุนแรง เพราะจะสั่งสมใหมีพฤติกรรมที่รุนแรง และควรใชเวลาในการเลนเกมไมมากจน เกินไป จนทําใหเกิดการติดเกม ซึ่งจะสงผลเสียทําใหเสียการเรียน 3. สิ่งที่ตองระวังในการคนควาขอมูล คือ แหลงที่คนควา ควรมาจากแหลงที่นาเชื่อถือ และถาเปดไปเจอ แหลงที่ไมดี เชน เว็บโป เว็บหาคู เปนตน ก็ควรปดทันที เพื่อจะไดขอมูลที่ถูกตอง และไมเปนอันตราย ตอตนเอง 4. สิ่งที่ตองระวังในการดูภาพยนตร คือ ชนิดของภาพยนตร ไมควรเปนภาพยนตรที่ใชความรุนแรง หรือภาพยนตรโปเปลือย เพราะจะนําไปสูการเกิดความรุนแรง หรือเกิดอารมณทางเพศได ทําใหเรา หมกหมุน 12. ตอบ ขอ 2. เพราะโรงเรียนมีอิทธิพลตอพฤติกรรมของวัยรุนตั้งแตวัยเด็ก โดยเริ่มจากความสัมพันธกับเพื่อนนักเรียน ดวยกันเอง ความสัมพันธกับครูอาจารย การเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อนนักเรียนรวมชั้นในดานตางๆ ทั้ง ความสามารถ การศึกษา และการปฏิบัติกิจกรรม แตละปที่เด็กเติบโตขึ้น เด็กใชเวลาสวนใหญอยูในโรงเรียน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในชวงวัยรุน เด็กจะอยูในสิ่งแวดลอมทางโรงเรียนมากกวาสิ่งแวดลอมทางบาน หรืออื่นๆ โรงเรียนจึงถือเปนสถานที่ที่ทําหนาที่แทนครอบครัว ในการอบรมสั่งสอน พัฒนาใหเด็กมีคุณภาพ ในดานตางๆ ทั้งบุคลิกภาพและสติปญญา มีคุณธรรมและจริยธรรม 1. กฎ ระเบียบ ของโรงเรียน ชวยทําใหเด็กมีระเบียบวินัย มีความอดทน อยูรวมกันไดภายใตกฎที่กําหนด เปนพื้นฐานในการอยูรวมกันในสังคมเดียวกัน 2. กิจกรรมการประกวดดนตรี ชวยสงเสริมใหเด็กที่มีความสามารถดานดนตรี ไดมีพื้นที่ใหเด็กไดแสดง ความสามารถ (20)
21.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 3. อุปกรณเทคโนโลยีที่ทันสมัย ชวยสงเสริมใหเด็กใชเทคโนโลยีที่ทันสมัยได
กาวทันโลกปจจุบันที่ เจริญกาวหนาไปอยางรวดเร็ว 4. การเลือกเรียนวิชาที่ตนเองชอบ ชวยสงเสริมความถนัดของเด็ก ทําใหเด็กมีความอยากรูอยากเรียน สามารถเลือกแนวทางของตนเองได และมีประสิทธิภาพในการทํางานเพิ่มมากขึ้น 13. ตอบ ขอ 3. เพราะการจัดระดับความเหมาะสมของรายการโทรทัศน เพื่อจัดระดับความเหมาะสมของรายการตางๆ ใหผูชมสามารถเลือกดูไดวารายการใดที่มีความเหมาะสมตอตัวเองและคนรอบขาง เชน รายการใดที่เด็กควรดู รายการใดที่ผูใหญควรใหคําแนะนํา หรือรายการใดที่ไมเหมาะสมตอเด็กและเยาวชน เปนตน ซึ่งวัยรุน เปนวัยที่สามารถใชวิจารณญาณในการเลือกดูรายการโทรทัศนที่เหมาะสมกับตนเองได คือ สามารถเลือก ดูรายการโทรทัศนที่ตนเองควรดูหรือไมควรดูได เมื่อดูแลวจึงเกิดความคิด พิจารณาไดวาสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด สิ่งใดควรทําและสิ่งใดไมควรทํา ผลของการกระทําคืออะไรบาง และขอรับคําแนะนําจากผูใหญเมื่อไมเขาใจได 14. ตอบ ขอ 4. เพราะพัฒนาการดานสังคม คือ การอยูรวมกับผูอื่น และสามารถทํากิจกรรมรวมกันได การที่วัยรุนติด อินเทอรเน็ตมาก จะทําใหใชเวลาจดจออยูกับอินเทอรเน็ตมากจนเกินไป จนขาดการเขาสังคมโดยการพบปะ พูดคุยกับเพื่อน ขาดทักษะการอยูรวมกัน ไมมีการปรับตัวใหเขากับสังคม 15. ตอบ ขอ 3. เหตุที่วัยรุนมักอางวา “เพื่อนๆ ก็ทํากันทั้งนั้น” เนื่องจากวัยรุนชอบทําตามกลุมเพื่อนถึงแมจะรูวาสิ่งนั้นดี หรือไมดีก็ตาม เพื่อใหเปนที่ยอมรับของเพื่อน 16. ตอบ ขอ 1. อิทธิพลของชุมชนที่มีตอวัยรุนนั้น เปนสวนที่เสริมสถาบันทางสังคมอื่นๆ ใหมีผลตอการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของวัยรุนมากขึ้น เพราะชุมชนเปนสภาพแวดลอมที่สามารถเอื้อใหเกิดพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือ ไมเหมาะสมของวัยรุนได 17. ตอบ ขอ 4. 1. ยาเม็ดคุมกําเนิดแบบ 21 เม็ด เปนการคุมกําเนิดแบบชั่วคราว ชนิดกิน จะมีเม็ดยาคุมกําเนิด 21 เม็ด เมื่อกินยาหมดแลว ใหเวนระยะไป 7 วัน จึงจะเริ่มกินแผงใหม ยาเม็ดคุมกําเนิด 1 แผง สามารถ คุมกําเนิดไดนาน 1 เดือน เมื่อตองการมีบุตรก็กินยาเม็ดคุมกําเนิดแผงสุดทายใหหมด แลวไมตองกิน แผงใหม จึงจะสามารถมีบุตรได 2. การนับระยะปลอดภัย หรือ หนา 7 หลัง 7 เปนการคุมกําเนิดแบบชั่วคราว โดยการนับระยะกอนมี ประจําเดือน 7 วัน ซึ่งเปนระยะที่ไขฝอและสลายตัวออกมาพรอมกับเลือดประจําเดือน และนับระยะ หลังมีประจําเดือนวันแรก 7 วัน (นับวันแรกเปนวันที่ 1) ซึ่งเปนระยะที่รังไขเริ่มเขาสูกระบวนการ สรางไข โดยไขจะสุกประมาณวันที่ 14 วิธีการนี้จะมีโอกาสเสี่ยงตอการตั้งครรภมากกวาวิธีอื่นๆ 3. ยาฝงคุมกําเนิด หรือ ยาคุมกําเนิดแบบฝง เปนการคุมกําเนิดแบบชั่วคราว โดยการฝงฮอรโมนเพศหญิง ที่ทําเปนแทงเล็กๆ เขาไปที่ใตผิวหนังใตทองแขนดานที่ไมถนัดของผูหญิง มีทั้งแบบฝง 3 ป และ 5 ป 4. การทําหมัน เปนการคุมกําเนิดแบบถาวร ในเพศชายตองมีการผาตัด เพื่อตัดทอนําตัวอสุจิและผูก ทอนําตัวอสุจิทั้งสองขาง 18. ตอบ ขอ 3. เพราะถาพอมีหมูเลือด Rh+ และแมมีหมูเลือด Rh- ลูกจะมีหมูเลือด Rh+ เนื่องจาก Rh+ เปนลักษณะ เดน ลูกคนแรกจะปลอดภัยเนื่องจากเซลลเม็ดเลือดแดงของลูกพลัดหลงไปในระบบเลือดของแมผาน ทางรก กระตุนใหแมสรางแอนติบอดี้ตอตานเม็ดเลือดของลูกขึ้นมา แตในปริมาณนอยและชา แตถาทอง ถัดไป ถาลูกเปน Rh- ก็จะไมมีผลกระทบตอการตั้งครรภ แตถาลูกคนที่สองเปน Rh+ ก็จะมีโอกาสเสี่ยง สูงมากในการเกิดโรคแทรกซอน เชน ภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง หรืออาจถึงแกชีวิตได เพราะลูกคนตอไป จะไดรับอันตรายจากแอนติบอดีของแม เนื่องจากแมสรางแอนติบอดีไดมาก เมื่อเลือดแมสงอาหาร (21)
22.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล เขาไปเลี้ยงทารกโดยผานทางรก แอนติบอดีของแมจะทําปฏิกิริยารวมตัวกับแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง ของลูก ทําใหเลือดของลูกตกตะกอน
และลูกจะเสียชีวิตกอนเกิด โรคนี้มีชื่อเรียกอยางเปนทางการวา อีรีโทรบลาสโทซิสฟทาลิส (Erythroblastosis fetalis) 19. ตอบ ขอ 2. การที่มารดาตั้งครรภไปรับการตรวจตามที่แพทยนัดอยางสมํ่าเสมอนั้น ถือเปนหลักการอนามัยแมและเด็ก เพื่อใหการตั้งครรภและการคลอดดําเนินไปอยางปกติตามธรรมชาติและปลอดภัย 20. ตอบ ขอ 1. การทําแทงคือการฆาคน เมื่อขึ้นชื่อวาฆาก็บาปทั้งนั้น แมจะตั้งใจหรือไมไดตั้งใจก็ตาม และไมวาการทําแทง ครั้งนี้จะมาจากการโดนขมขืน หรือวาเปนโรคหัด หรือถาคลอดออกมาแลวเด็กจะพิการ ก็ถือวาบาปทั้งสิ้น 21. ตอบ ขอ 1. การมีทักษะการสื่อสารที่ดี เปนการสรางความสัมพันธกับบุคคลอื่น โดยการใชคําพูดที่ดี ใชภาษาทาทาง เพื่อแสดงออกถึงความรูสึกไดอยางเหมาะสม รูจักการพูดใหกําลังใจ เขาใจความรูสึกของสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งเปนผูฟงที่ดี ซึ่งถือเปนแนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงในครอบครัวไดเปนอยางดี 22. ตอบ ขอ 1. ความรักเปนตัวแปรสําคัญที่จะทําใหสมาชิกในครอบครัวรูสึกอบอุน มีกําลังใจ ไววางใจซึ่งกันและกัน หากมี ปญหาความขัดแยงเกิดขึ้นก็สามารถปรึกษาหารือกันไดอยางสนิทใจ และชวยกันหาวิธีการแกไขปญหา ไปไดอยางราบรื่นโดยไมใชความรุนแรง 23. ตอบ ขอ 3. เพราะการใชความรุนแรงในการแกปญหา เชน การทะเลาะ ดุดา ขมขู ชกตอย เปนตน จะทําใหปญหา ยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น และอาจทําใหปญหายิ่งบานปลายขึ้นไปอีก ดังนั้นหากเกิดปญหาขึ้นเราจึงควร พูดจากันดวยเหตุผล หรือชวยกันแกปญหา เพื่อหาขอยุติอยางสันติวิธี จึงจะทําใหเกิดความปรองดองและ มีสัมพันธภาพที่ดีตอกันทั้งสองฝาย 24. ตอบ ขอ 1. การพูดจาอยางสุภาพออนหวาน เปนการสรางสัมพันธภาพที่ดีอยางหนึ่ง เนื่องจากสงผลใหบุคคลรอบขาง มีความตองการที่จะใกลชิดหรืออยากพูดคุยกับเรามากขึ้น 25. ตอบ ขอ 3. การตั้งกติกาของครอบครัวมีความสําคัญ เนื่องจากเพื่อใหสมาชิกในครอบครัวยึดถือปฏิบัติ ซึ่งจะสงผลให สมาชิกในครอบครัวอยูรวมกันอยางมีความสุขและมีระเบียบวินัย เชน ไมโกรธกันนานเกิน 2 วัน ไมพูด ประชดประชันกัน เปนตน 26. ตอบ ขอ 2. การใหกําลังใจถือเปนการสรางสัมพันธภาพที่ดี ซึ่งการที่ใครก็ตามเมื่อกําลังเศราอยูไมวาจะดวยเรื่องใดก็ตาม หากไดรับกําลังใจโดยอาจจะมาจากคําพูดหรือการกระทํา ยอมทําใหเกิดความรูสึกดีขึ้นมาได และที่สําคัญ ยังถือเปนการสรางสัมพันธภาพที่ดีตอกันดวย 27. ตอบ ขอ 3. พยายามปรับตัวเขาหากันเปนสิ่งสําคัญที่ควรปฏิบัติ โดยอาจใชการพูดคุยกันใหมากขึ้นเพื่อรับทราบถึงสิ่งที่ ผูอื่นอยากใหเราปรับปรุงตัว ทั้งนี้เพื่อใหสามารถอยูรวมกันไดอยางสงบสุข ราบรื่น และมีความสุข 28. ตอบ ขอ 1. ควรพูดอยางจริงใจ เพราะผูฟงจะสามารถรับรูไดวาผูพูดมีความจริงใจในการพูดหรือไม หากผูพูดพูดอยาง จริงใจ ผูฟงก็จะยอมรับฟงอยางเปดใจเชนกัน เพียงเทานี้ก็สามารถหลีกเลี่ยงปญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น ภายในครอบครัวได และยอมทําใหบุคคลในครอบครัวมีความสุข 29. ตอบ ขอ 2. เมื่อวัยรุนมีปญหา วัยรุนควรเลือกปรึกษาพอแม หรือญาติพี่นอง หรือบุคคลคนที่ไวใจได อยาเก็บเอาไวคนเดียว เผื่อวาบางทีการไดระบายออกมาจะชวยใหวัยรุนคลายความกังวลลงไดบาง และผูที่เราไปปรึกษาอาจจะมี คําแนะนําดีๆ หรืออาจสามารถชวยเราแกไขปญหาตางๆ ใหคลี่คลายลงไดบาง เพราะทานมีวุฒิภาวะและ ประสบการณมากกวาเราซึ่งอาจนําพาเราไปสูทางออกที่ดีได (22)
23.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 30. ตอบ ขอ
1. ความรักเปนตัวแปรสําคัญที่จะทําใหสมาชิกในครอบครัวรูสึกอบอุน มีกําลังใจ ไววางใจซึ่งกันและกัน หากมี ปญหาความขัดแยงเกิดขึ้นก็สามารถปรึกษาหารือกันไดอยางสนิทใจ และชวยกันหาวิธีการแกไขปญหาไปได อยางราบรื่นโดยไมใชความรุนแรง 31. ตอบ ขอ 4. สัมพันธภาพในครอบครัว เปนความสัมพันธระหวางสมาชิกในครอบครัว ซึ่งสิ่งที่แสดงใหเห็นถึงการมี สัมพันธภาพที่ดีตอกันในครอบครัว ไดแก การทํากิจกรรมรวมกัน มีสารสนทนาพูดคุย ปรึกษาหารือกัน มี การแสดงออกซึ่งความรัก เอื้ออาทรตอกันทั้งทางกาย วาจา ใจ และปฏิบัติตามบทบาทหนาที่ของตนอยาง เหมาะสม 32. ตอบ ขอ 2. เนื่องจากคิดนอกใจตอคูครองของตนซึ่งอาจนําไปสูการมีปากเสียงกันไดและอาจรุนแรงถึงขั้นตองเลิกรากันไป 33. ตอบ ขอ 3. วัยสูงอายุควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัด และเผ็ดจัด รวมถึงอาหารที่มีกะทิในปริมาณมาก ซึ่ง แกงมัสมั่นไกเปนอาหารที่มีสวนผสมของกะทิในปริมาณมาก และรสชาติทั่วไปก็มักจะจัดจานตามแบบฉบับ ของอาหารไทย ดังนั้นจึงจัดวาเปนอาหารที่วัยสูงอายุควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด 34. ตอบ ขอ 2. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเปนประจําในชวงวัยรุน จะสงผลตอสุขภาพเมื่อเขาสูวัยผูใหญ เนื่องจาก รางกายจะสะสมปริมาณไขมันที่ไมดีหรือไมจําเปนเอาไวในรางกาย ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้นระบบการเผาผลาญ จะนอยลงและมีโอกาสเสี่ยงตอการเกิดโรคตางๆ มากมาย เชน โรคอวน โรคหัวใจ โรคไขมันอุดตัน ในเสนเลือด โรคความดันโลหิตสูง เปนตน 35. ตอบ ขอ 2. อาหารของวัยทารกจะแตกตางจากวัยอื่นๆ เนื่องจากทารกยังเด็กอยูเพราะมีอายุตั้งแตแรกเกิด-2 ป อาหาร ของทารกจึงควรเปนอาหารออน รสไมจัดจาน ไมมีไขมัน ไมมีคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะทารกแรกเกิด ในระยะ 6 เดือนแรก ควรไดรับนํ้านมแมเพียงอยางเดียว เพราะการไดรับอาหารอื่นๆ นอกจากนํ้านมแม อาจทําใหเกิดผลเสียตอสุขภาพของทารกได เชน ทองอืด เปนตน 36. ตอบ ขอ 2. ผูที่มีนํ้าหนักเกินเกณฑมาตรฐาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารจานดวนที่มีไขมันสูง เชน ขาวมันไก ขาวขาหมู เปนตน เนื่องจากจะมีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูงและใหปริมาณแคลอรี 596 กิโลแคลอรี ตอ 1 จาน 37. ตอบ ขอ 4. วัยรุนหญิงจะตองการธาตุเหล็กมากกวาวัยรุนชาย เนื่องจากการมีประจําเดือนของวัยรุนหญิง ซึ่งสงผลให วัยรุนหญิงเสี่ยงตอการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นวัยรุนหญิงจึงควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก เชน ตับ เนื้อสัตว ปลา และผักใบเขียว รวมถึงการรับประทานผลไมที่มีวิตามินซีสูง เพื่อชวยใหการดูดซึมธาตุเหล็ก ไดดีขึ้น 38. ตอบ ขอ 1. จากตารางดังกลาวเปนการกําหนดรายการอาหารของวัยรุน ซึ่งวัยรุนจะอยูในชวงอายุ13-25 ป โดยรางกาย จะตองการพลังงานเพื่อทดแทนการเผาผลาญพลังงานที่สูญเสียไป ดังนั้นวัยรุนจึงควรรับประทานอาหารที่ หลากหลาย กินใหพอดีและกินใหครบ ควรเนนเนื้อสัตว ขาว แปง นม และผักผลไม เพื่อที่รางกายจะไดนํา พลังงานไปใชไดอยางเต็มที่ 39. ตอบ ขอ 4. ทุกขอลวนเปนปญหาสําคัญของวัยรุนที่เกิดจากการรับประทานอาหารไมถูกตองทั้งสิ้น แตในปจจุบันพบวา วัยรุนจํานวนมากนิยมรับประทานอาหารจานดวน เชน พิซซา มันฝรั่งทอด แซนดวิช แฮมเบอรเกอร เปนตน ซึ่งการรับประทานอาหารเหลานี้บอยๆ อาจกอใหเกิดผลเสียตอสุขภาพตามมาได 40. ตอบ ขอ 2. ควรเลือกผักและผลไมจึงจะเหมาะสมที่สุด เพราะชวยบํารุงสุขภาพ ทําใหผิวพรรณเปลงปลั่ง บํารุงสายตา เพิ่มความตานทานโรค และยังมีเสนใยที่มีสวนชวยในการขับถาย ทําใหผูสูงอายุไมเกิดอาการทองผูก (23)
24.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. แนวตอบ ตอนที่ 2 วัย
รางกาย จิตใจและอารมณ สังคม สติปญญา วัยรุน เปนการเปลี่ยนแปลงที่ เกี่ยวกับสวนสูง นํ้าหนัก กระดูก และตอมไรทอ เปลี่ยนแปลงงาย รวดเร็ว รุนแรง จนอาจกลาวไดวา เปนแบบพายุบุแคม ไมชอบอยูกับสมาชิก ในครอบครัว ชอบรวมกลุม กับคนวัยเดียวกันมากกวา เกิดขึ้นไดจากการปฏิบัติและ เรียนรูดวยตนเอง วัยผูใหญ มีความเจริญสมบูรณของ อวัยวะและระบบตางๆ ไดดี เกือบทุกดาน ซึ่งถือเปนชวงที่ เหมาะสมตอการมีบุตร ขึ้นอยูกับเหตุการณที่สําคัญ ของชีวิต เชน การประกอบ อาชีพ การเลือกคู เปนตน มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทําใหปฏิสัมพันธทางสังคม เปลี่ยนแปลงไปตามสถาน ภาพและบทบาทของตนเอง พัฒนาไดไปจนถึงวัยผูใหญ ตอนตน เนื่องจากเปนวัยที่ พรอมเรียนรูและฝกฝนสิ่ง ตางๆ ไดอยางลึกซึ้ง วัยสูงอายุ - ผิวหนังเหี่ยวยน - ผมเปนสีขาว - กระดูกบางและเปราะ - การมองเห็นและการรับรส ไมดี ขึ้นอยูกับพัฒนาการและ บุคลิกภาพ โดยจะมีอารมณ และความรูสึก เชน เหงา วาเหว การยอนคิดถึง ความหลัง เปนตน มีการเปลี่ยนแปลงอยู 2 รูปแบบ คือ แบบที่มีความ สัมพันธกับสังคม บุตรหลาน เพื่อน และตัดทอนความ สัมพันธที่เกี่ยวของลง จําแนกได 3 กลุม คือ ผูที่หมั่นศึกษาหาความรู ผูที่มีความเสื่อมทางสติ ปญญา ผูที่มีสติปญญา เสื่อมถอยอยางรวดเร็ว 2. แนวตอบ ใชอินเทอรเน็ตมากที่สุด เพราะเปนสื่อที่ใกลตัว สามารถใชศึกษาคนควาไดอยางรวดเร็ว และยังใชติดตอ สื่อสารกับเพื่อนไดงาย อีกทั้งยังใชเพื่อความบันเทิงไดหลากหลายรูปแบบ เราจึงควรเลือกใชอินเทอรเน็ต เพื่อหาขอมูลที่เปนประโยชนตอตนเอง เพื่อความบันเทิงอยางสรางสรรค ไมควรเปดเว็บไซตที่ไมเหมาะสม และไมควรใหขอมูลสวนตัวของตนเองกับบุคคลอื่นที่รูจักผานอินเทอรเน็ต 3. แนวตอบ การปองกันไมใหเด็กที่เกิดมามีความพิการ สามารถทําไดดังนี้ 1. การวางแผนครอบครัว เพื่อกําหนดระยะเวลาการมีบุตรใหเหมาะสมกับอายุของพอและแม คือ แมไมควร ตั้งครรภแรกเมื่ออายุเกิน 35 ป หรือตั้งครรภเมื่ออายุเกิน 40 ปขึ้นไป และเพื่อตรวจหาโรคที่ถายทอด ทางพันธุกรรม จะสามารถปองกันโรคที่อาจเกิดอันตรายรายแรงได เชน ธาลัสซีเมีย หรือโรคที่เกิดจาก โครโมโซม เชน อาการดาวน เปนตน 2. หลีกเลี่ยงปจจัยเสี่ยงที่ทําใหเกิดความพิการ เชน เครื่องดื่มแอลกอฮอล การสูบบุหรี่ การใชยาเสพติด การปองกันโรคติดตอที่ทําใหเกิดความพิการตั้งแตกําเนิด เชน โรคซิฟลิส โรคหัดเยอรมัน 3. การดูแลสุขภาพของแมที่มีโรคประจําตัวทั้งกอนและระหวางการตั้งครรภ เชน โรคเบาหวาน โรคลมชัก 4. การตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด เพื่อคนหาความผิดปกติตั้งแตกําเนิดเพื่อใหการรักษาไดอยางรวดเร็ว 4. แนวตอบ ขึ้นอยูกับคําตอบของนักเรียน โดยนักเรียนอาจตอบวา ความขัดแยงระหวางสามีภรรยาเนื่องจากนิสัยและ ความเคยชินสวนตัวที่แตกตางกัน ซึ่งมีแนวทางในการปองกันและแกไข คือ พยายามที่จะปรับตัวเขาหากัน โดยการยอมรับและทําความเขาใจซึ่งกันและกัน 5. แนวตอบ ขึ้นอยูกับคําตอบของนักเรียน โดยตัวอยางรายการอาหารใน 1 วัน ของนักเรียนอาจมีดังนี้ มื้อเชา : ขาวสวย 1 ทัพพี ไขเจียว 1 ฟอง ผัดพริกถั่วฝกยาวหมูสับ 1 ถวย นํ้าสมคั้น 1 แกว อาหารวาง : ขนมปงทาเนย 2 แผน นมสด 1 แกว มื้อกลางวัน : กวยเตี๋ยวไก 1 ถวย กลวยบวชชี 1 ถวย มื้อเย็น : ขาวสวย 3 ทัพพี ยําวุนเสน 1 ถวย แกงจืดผักกาดขาว 1 ถวย ผัดผักรวม 1 ถวย สมเขียวหวาน 1 ผล มะละกอ 6-8 ชิ้นคํา กอนนอน : นมสด 1 แกว (24)
25.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ ภาคเรียนที่ 2 ชุดที่ ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด
ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด มาตรฐาน ตัวชี้วัด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด ระดับ พฤติกรรม การคิด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ ระดับพฤติกรรมการคิด รวม 1 พ. 4.1 2 1-8 A ความรูความจํา 11, 17, 23, 33 4 3 9-16 B ความเขาใจ 4, 9, 13, 18, 21-22, 25, 35 8 4 17-20, 23-24 C การนําไปใช 3, 5-7, 16, 29, 34, 38 8 5 21-22 D การวิเคราะห 1-2, 8, 10, 14-15, 19-20, 26-28, 30, 32, 36, 39-40 16 พ. 5.1 1 25-26 2 27, 29-31 E การสังเคราะห 37 1 3 32 F การประเมินคา 24, 31 2 4 28 5 33-40 2 พ. 4.1 2 1-8 A ความรูความจํา 9, 33, 35-36, 4 3 9-16 B ความเขาใจ 2, 10, 13, 21, 25, 34, 37 7 4 17, 21-22, 24 C การนําไปใช 5-6, 14-15, 27, 29, 38-40 9 5 18-20, 23 D การวิเคราะห 4, 7-8, 11-12, 16-17, 19-20, 22, 24, 26, 28, 30, 32 15 พ. 5.1 1 25-26, 28, 30 2 27, 29, 31-32 E การสังเคราะห 3, 18, 31 3 3 - F การประเมินคา 1, 23 2 4 - 5 33-40 (25)
26.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล ดูตารางตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอที่ 4.-5. โรค
อัตราการเจ็บปวย ตอประชาชน 100,000 คน 1. โรคติดตอทางเพศ สัมพันธ 956.8 2. โรคเรื้อรัง 763.4 3. โรคอุบัติใหม 638.2 4. โรคอุบัติซํ้า 514.3 4. กลุมโรคใดเปนปญหาที่สําคัญของสังคมไทยที่ควรไดรับการ แกไขและปองกัน 1. โรคเรื้อรัง 2. โรคอุบัติซํ้า 3. โรคอุบัติใหม 4. โรคติดตอทางเพศสัมพันธ 5. นักเรียนจะใหความรูการปองกันโรคติดตอทางเพศสัมพันธ กับนักเรียนคนอื่นๆ อยางไรจึงจะเหมาะสมที่สุด 1. ใชถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ 2. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร 3. ไมมีเพศสัมพันธกับบุคคลอื่นที่ไมใชคูครอง 4. มีเพศสัมพันธอยางปลอดภัยดวยการใชยาคุมกําเนิด 4.4. กลุมโรคใดเปนปญหาที่สําคัญของสังคมไทยที่ควรไดรับการ แกไขและปองกันB 5. นักเรียนจะใหความรูการปองกันโรคติดตอทางเพศสัมพันธ กับนักเรียนคนอื่นๆ อยางไรจึงจะเหมาะสมที่สุดC 1. การเจ็บปวยและการตายของคนไทยสวนใหญเกิดมาจาก สาเหตุใด 1. ภาวะความเครียด 2. ไมดูแลสุขภาพรางกายใหแข็งแรง 3. พฤติกรรมการดํารงชีวิตของบุคคล 4. ไมออกกําลังกายเพื่อสรางเสริมสุขภาพ 2. เราสามารถปองกันโรคภัยไขเจ็บตางๆ ไดหรือไม เพราะอะไร 1. ได ถาเราเอาใจใสดูแลตนเองอยางถูกวิธี 2. ไมได เพราะแตละคนมีภูมิคุมกันไมเหมือนกัน 3. ไมได เพราะปจจุบันมีโรคใหมๆ เกิดขึ้นมากมาย 4. ได ถาไดรับการสนับสนุนงบประมาณอยางเต็มที่ 3. นักเรียนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองไมใหเกิดการ เจ็บปวยไดดวยวิธีใด 1. ตรวจสุขภาพทุก 3 ป 2. ออกกําลังกายอยางสมํ่าเสมอในชวงเชา ครั้งละ 2-3 ชั่วโมง 3. นอนหลับในเวลากลางวัน เพื่อทดแทนการนอนหลับ ในเวลากลางคืน 4. รับประทานอาหารที่มีประโยชนและหลากหลาย เสริม ดวยผักและผลไมทุกมื้อ 1. การเจ็บปวยและการตายของคนไทยสวนใหญเกิดมาจาก สาเหตุใดD 2. เราสามารถปองกัน เพราะอะไรD 3. นักเรียนสามารถดูแลสุขภาพ เจ็บปวยC ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล …………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ชุดที่ 1 แบบทดสอบว�ชา สุขศึกษา ภาคเร�ยนที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน (26)
27.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 6. หากนักเรียนตองคลุกคลีกับผูปวยที่เปนโรคไขหวัดใหญ ชนิดสายพันธุH5N1 นักเรียนจะมีวิธีการปฏิบัติตนอยางไร เพื่อปองกันตนเองไมใหติดเชื้อโรคดังกลาว 1.
ไมรับประทานสัตวปกทุกชนิด 2. ใหผูปวยลางมือดวยนํ้ากับสบูกอนทุกครั้ง 3. สวมหนากากอนามัยทุกครั้งเมื่อใกลชิดผูปวย 4. สวมชุดปองกันเพื่อไมใหติดเชื้อโรคจากผูปวย 7. ด.ช. เอ อายุ12 ป ปวยดวยโรคเบาหวาน นักเรียนซึ่งเปนพี่ ของ ด.ช. เอ จะมีวิธีการดูแลนองชายของตนเองอยางไร 1. ใหนองรับประทานเนื้อสัตวที่ติดมันเปนบางครั้ง 2. ซื้อยาควบคุมระดับนํ้าตาลมาใหนองรับประทาน 3. พยายามชวนนองเลน หรือทํากิจกรรมตางๆ ใหมากขึ้น 4. ใหนองรับประทานผลไมที่มีรสหวานแทนอาหาร จําพวกแปง 8. ขอใดไมใชการดูแลสุขภาพเพื่อการมีสุขภาพดี 1. ฝกซอมกีฬาทุกวัน 2. นั่งสมาธิเปนครั้งคราว 3. ดื่มนมเปนประจําทุกวัน 4. เลนเกมคอมพิวเตอรทุกวัน 9. การจัดการสรางเสริมสุขภาพในชุมชนจะตองคํานึงถึง สิ่งใดกอนเปนลําดับแรก 1. จํานวนประชาชนที่เขามามีสวนรวม 2. มีความรูความเขาใจเกี่ยวกับชุมชนของตน 3. งบประมาณในการจัดกิจกรรมหรือโครงการ 4. รูปแบบของการจัดทํากิจกรรมหรือโครงการ 10. ชุมชนในลักษณะใดนาจะมีปญหาสุขภาพมากที่สุด 1. ชุมชนเมือง 2. ชุมชนแออัด 3. ชุมชนชนบท 4. ชุมชนชานเมือง 11. ขอใดเปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือ สถานการณตางๆ ที่เกิดขึ้นเปนปกติวิสัย 1. การสังเกต 2. การสัมภาษณ 3. การทําแบบทดสอบ 4. การทําแบบสอบถาม 6. หากนักเรียนตองคลุกคลีกับผูปวยที่เปนโรคไขหวัดใหญ ชนิดสายพันธุH5N1 นักเรียนจะมีวิธีการปฏิบัติตนอยางไรC 7. ด.ช. เอ อายุ12 ป ปวยดวยโรคเบาหวาน นักเรียนซึ่งเปนพี่ ของ ด.ช. เอ จะมีวิธีการดูแลนองชายของตนเองอยางไรC 8. ขอใด 1.D 9. การจัดการสรางเสริมสุขภาพในชุมชนจะตองคํานึงถึง สิ่งใดกอนเปนลําดับแรกB 10. ชุมชนในลักษณะใดนาจะมีปญหาสุขภาพมากที่สุด 1.D 11. ขอใดเปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือ สถานการณตางๆ ที่เกิดขึ้นเปนปกติวิสัยA 12. เพราะเหตุใดในชุมชนชนบทจึงประสบกับปญหาการจัด บริการสุขภาพของรัฐ 1. ขาดการจัดการที่ดี 2. ขาดความรูความสามารถ 3. ขาดแคลนเรื่องสาธารณูปโภค 4. ขาดบุคลากรและงบประมาณ 13. การแกไขปญหาสุขภาพชุมชนใหสําเร็จ จําเปนตองไดรับ ความรวมมือจากใคร 1. รัฐบาล 2. ประธานชุมชน 3. เจาหนาที่ของรัฐ 4. ทุกคนรวมมือกัน 14. เพราะเหตุใดชุมชนเมือง จึงมักจะมีปญหาดาน อาชญากรรม 1. เพราะมีสิ่งแวดลอมที่ไมเหมาะสม 2. เพราะมีประชาชนอยูเปนจํานวนมาก 3. เพราะการคมนาคมมีความสะดวกสบาย 4. เพราะมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกตางกัน 15. บุคคลใดไมสามารถแกไขปญหาสุขภาพในชุมชนไดอยาง เหมาะสม 1. จุบจัดกิจกรรมสรางเสริมสุขภาพใหมากขึ้น 2. กุกสนับสนุนใหมีบุคลากรทางการแพทยในชุมชน 3. นัดปรับปรุงสภาพแวดลอมในชุมชนใหมีความสวยงาม 4. แกวเนนใหประชาชนในชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพ 16. หากนักเรียนไดมีสวนรวมในการจัดกิจกรรมสรางเสริม สุขภาพในชุมชน นักเรียนจะเลือกจัดกิจกรรมใด 1. กิจกรรมบําบัด 2. กิจกรรมสรางอาชีพ 3. กิจกรรมนวดแผนไทย 4. กิจกรรมรอง เลน เตนรํา 17. ขอใดคือสิ่งสําคัญที่สุดในการวางแผนและจัดเวลาในการ ออกกําลังกาย 1. การเตรียมตนเอง 2. การเตรียมกิจกรรม 3. การเตรียมการปองกัน 4. การเตรียมงบประมาณ 12. เพราะเหตุใดในชุมชนชนบทจึงประสบกับปญหาการจัด บริการสุขภาพของรัฐD 13. การแกไขปญหาสุขภาพชุมชนใหสําเร็จ จําเปนตองไดรับ ความรวมมือจากใครB 14. เพราะเหตุใดชุมชนเมือง จึงมักจะมีปญหาดาน อาชญากรรมD 15. บุคคลใด เหมาะสมD 16. หาก สุขภาพในชุมชน นักเรียนจะเลือกจัดกิจกรรมใดC 17. ขอใดคือสิ่งสําคัญที่สุดในการวางแผนและจัดเวลาในการ ออกกําลังกายA (27)
28.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 18. การวางแผนและจัดเวลาในการออกกําลังกายมีความ สําคัญอยางไร 1. เพื่อเตือนความจํา 2.
เพื่อสํารวจสุขภาพของตนเอง 3. เพื่อกระตุนใหออกกําลังกายมากขึ้น 4. เพื่อสามารถตรวจสอบผลการปฏิบัติ 19. ในชวงเทศกาลปใหมจะมีวันหยุดติดตอกันหลายวัน และ นักเรียนตองการพักผอนเพื่อเปนการฟนฟูสมรรถภาพ ใหแกรางกาย นักเรียนจะมีการวางแผนและจัดเวลาใน การพักผอนอยางไรเปนลําดับแรก 1. เตรียมรางกายของตนเองใหพรอม 2. เลือกทํากิจกรรมตามที่ตนเองสนใจ 3. ประเมินผลหลังจากการทํากิจกรรมพักผอน 4. วิเคราะหถึงผลดีและผลเสียที่จะไดรับจากการพักผอน 20. เมื่อรางกายเกิดความเหนื่อยลา และออนเพลีย การพักผอน ในขอใดเหมาะสมที่สุด 1. การเดินเลน 2. การทองเที่ยว 3. การนอนหลับ 4. การดูหนัง ฟงเพลง 21. กระบวนการพัฒนาสมรรถภาพทางกายขั้นตอนใดสําคัญ ที่สุด และถาหากขาดขั้นตอนนี้ไปจะทําใหกระบวนการ พัฒนาสมรรถภาพทางกายสิ้นสุดลง 1. การวางแผน 2. การปรับปรุง 3. การปฏิบัติตามแผน 4. การตรวจสอบคุณภาพ 22. การเสริมสรางสมรรถภาพทางกายใหแข็งแรงอยูเสมอ สัมพันธกับขอความใด 1. การมีนํ้าใจเปนนักกีฬา 2. การมีครอบครัวที่อบอุน 3. การมีภูมิคุมกันในตัวที่ดี 4. การเปนที่ชื่นชอบของบุคคลอื่น 23. การวางแผนปรับปรุงและพัฒนาตนเองควรคํานึงถึง สิ่งตางๆ ตอไปนี้ ยกเวนขอใด 1. ความสะดวกในการปฏิบัติ 2. สภาพแวดลอมและสถานที่ 3. วัตถุประสงคและเปาหมาย 4. การชักชวนบุคคลอื่นเขารวมกิจกรรม 18. การวางแผนและจัดเวลาในการออกกําลังกายมีความ สําคัญอยางไรB 19. ในชวงเทศกาลปใหมจะมีวันหยุดติดตอกันหลายวัน และ นักเรียนตองการพักผอนเพื่อเปนการฟนฟูสมรรถภาพD 20. เมื่อรางกายเกิดความเหนื่อยลา และออนเพลีย การพักผอน ในขอใดเหมาะสมที่สุดD 21. กระบวนการพัฒนาสมรรถภาพทางกายขั้นตอนใดสําคัญ ที่สุด และถาหากขาดขั้นตอนนี้ไปจะทําใหกระบวนการB 22. การเสริมสรางสมรรถภาพทางกายใหแข็งแรงอยูเสมอ สัมพันธกับขอความใดB 23. การวางแผนปรับปรุงและพัฒนาตนเองควรคํานึงถึง สิ่งตางๆ ตอไปนี้A 24. นักเรียนคิดวาผูที่เจ็บปวยบอยๆ เปนไปไดหรือไมวาจะมี สาเหตุหนึ่งมาจากการไมคอยออกกําลังกาย 1. เปนไปได เพราะการออกกําลังกายจะทําใหเราลืมความ เจ็บปวย 2. เปนไปได เพราะการออกกําลังกายถือเปนการสราง เสริมสมรรถภาพทางกายที่ดี 3. เปนไปไมได เพราะการออกกําลังกายไมมีผลอะไรกับ รางกายอยูแลว 4. เปนไปไมได เพราะการออกกําลังกายไมไดมีอิทธิพล มากพอที่จะทําใหเราเจ็บปวยได 25. ขอใดเปนพฤติกรรมเสี่ยงตอสุขภาพมากที่สุด 1. สูบบุหรี่เปนประจํา 2. รับประทานอาหารที่มีรสจัด 3. นอนหลับวันละ 5-6 ชั่วโมง 4. ออกกําลังกายวันละ 2-3 ชั่วโมง 26. ปจจัยเสี่ยงตอสุขภาพปจจัยใดที่ไมอาจหลีกเลี่ยงได 1. เศรษฐกิจ 2. พันธุกรรม 3. สิ่งแวดลอม 4. พฤติกรรมของบุคคล 27. แนวทางการปองกันความเสี่ยงตอสุขภาพในเรื่องของ พฤติกรรมการรับประทานอาหารขอใดเหมาะสมที่สุด 1. งดอาหารบางมื้อ 2. เคี้ยวอาหารใหละเอียด 3. รับประทานอาหารจุกจิก 4. เลือกรับประทานอาหารแตที่ตนเองชอบ 28. เมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลเขาไปในปริมาณมาก เปนประจํา จะสงผลกระทบอยางไรตอสมอง 1. ทําใหเสียสติ 2. ทําใหเปนโรคจิต 3. ทําใหเซลลสมองบวม 4. ทําใหเปนโรคสมองพิการ 29. หากเพื่อนของนักเรียนพูดถึงเรื่องราวที่ไมดีของบุคคลที่ 3 ใหนักเรียนฟง ซึ่งเปนบุคคลที่นักเรียนรูจักและคุนเคย นักเรียนควรทําอยางไร 1. แนะนําเพื่อนวาไมควรพูดใหผูอื่นเสียหาย 2. พยายามชักชวนใหเพื่อนพูดขยายความมากขึ้น 3. ไมแสดงความคิดเห็น และเปลี่ยนหัวขอสนทนา 4. พิจารณาวาถาเปนความจริงควรบอกใหผูนั้นแกไข 24. นักเรียนคิดวาผูที่เจ็บปวยบอยๆ เปนไปไดหรือไมวาจะมี สาเหตุหนึ่งมาจากการไมคอยออกกําลังกายF 25. ขอใดเปนพฤติกรรมเสี่ยงตอสุขภาพมากที่สุด 1.B 26. ปจจัยเสี่ยงตอสุขภาพปจจัยใดที่ไมอาจหลีกเลี่ยงได 1.D 27. แนวทางการปองกันความเสี่ยงตอสุขภาพในเรื่องของ พฤติกรรมการรับประทานอาหารขอใดเหมาะสมที่สุดD 28. เมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลเขาไปในปริมาณมาก เปนประจํา จะสงผลกระทบอยางไรตอสมองD 29. หากเพื่อนของนักเรียนพูดถึงเรื่องราวที่ไมดีของบุคคล ใหนักเรียนฟง ซึ่งเปนบุคคลที่นักเรียนรูจักและคุนเคยC (28)
29.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 30. สิ่งใดตอไปนี้สามารถชวยลดความขัดแยงและความรุนแรง ในสังคมไดมากที่สุด 1. การพูดแตสิ่งดีไมขัดแยง 2.
การชวยเหลือซึ่งกันและกัน 3. การใหมากกวาการรับจากผูอื่น 4. การใหอภัยและเคารพในศักดิ์ศรีความเปนมนุษย ของผูอื่น 31. แนวทางปองกันการใชความรุนแรง ขอใดเหมาะสมที่สุด 1. ทําจิตใจใหสงบ 2. ตอตานคานิยมที่ผิดๆ 3. จัดการกับอารมณและความเครียดกอน 4. เกลียดชังการใชความรุนแรงทุกกรณี 32. นักเรียนคิดวาสื่อใดมีอิทธิพลตอการใชความรุนแรงของ วัยรุนมากที่สุด 1. โทรทัศน 2. หนังสือพิมพ 3. เกมออนไลน 4. อินเทอรเน็ต 33. ขอใดไมใชหลักปฏิบัติในการชวยฟนคืนชีพ 1. กดหนาอกใหมีจังหวะเร็วและแรงเพื่อใหผูปวยฟน เร็วขึ้น 2. ระหวางอยูในรถพยาบาลอยาหยุดการปฏิบัติการ ชวยชีวิต 3. ผูปวยที่มีการอุดกั้นทางเดินลมหายใจไมควรเปาลม เขาปากผูปวย 4. ถาไดยินเสียงเหมือนกระดูกแตกหรือหักตองหยุดการ กดหนาอกทันที 34. หากพบบุคคลกําลังนอนหมดสติอยูริมถนน สิ่งแรกที่ นักเรียนควรปฏิบัติคือขอใด 1. เคลื่อนยายผูปวย 2. นวดหัวใจและผายปอด 3. ดูการตอบสนองของผูปวย 4. คลายเสื้อผาใหหายใจสะดวก 35. สําหรับผูปวยที่ไมรูสึกตัว ควรจับชีพจรบริเวณใด จึงจะสะดวกและงายที่สุด 1. บริเวณคอ 2. บริเวณขอมือ 3. บริเวณขาหนีบ 4. บริเวณขอพับแขน 30. สิ่งใดตอไปนี้สามารถชวยลดความขัดแยงและความรุนแรง ในสังคมไดมากที่สุดD 31. แนวทางปองกันการใชความรุนแรง ขอใดเหมาะสมที่สุด 1. ทําจิตใจใหสงบF 32. นักเรียนคิดวาสื่อใดมีอิทธิพลตอการใชความรุนแรงของ วัยรุนมากที่สุดD 33. ขอใด 1.A 34. หากพบบุคคลกําลังนอนหมดสติอยูริมถนน สิ่งแรกที่ นักเรียนควรปฏิบัติคือขอใดC 35. สําหรับผูปวยที่ไมรูสึกตัว ควรจับชีพจรบริเวณใด จึงจะสะดวกและงายที่สุดB 36. ขอใดไมใชภาวะแทรกซอนจากการวางมือที่ไมถูกตอง ในการนวดหัวใจ 1. ปอดฉีก 2. ตับแตก 3. กระดูกซี่โครงหัก 4. เสนเลือดในสมองแตก 37. หากนักเรียนไดรับมอบหมายใหเปนวิทยากรใหความรูเรื่อง การชวยฟนคืนชีพแกนักเรียนคนอื่นๆ นักเรียนจะเลือก ใหความรูเรื่องใด 1. ขั้นตอนในการนวดหัวใจ 2. แหลงขอความชวยเหลือฉุกเฉิน 3. หลักการพื้นฐานในการชวยฟนคืนชีพ 4. วิธีการชวยฟนคืนชีพเหตุการณสําลักควันไฟ 38. การชวยเหลือผูปวยที่ไมรูสึกตัวจากการจมนํ้า ซึ่ง สามารถคลําชีพจรไดแตไมมีการหายใจ นักเรียน ควรปฏิบัติอยางไร 1. ชวยหายใจดวยวิธีนวดหัวใจ 2. ชวยหายใจดวยวิธีปากตอปาก 3. ชวยหายใจดวยวิธีการเขยาตัวแรงๆ 4. ชวยหายใจดวยวิธีการเปดทางเดินหายใจ 39. การใหความชวยเหลือผูปวยที่ถูกไฟฟาช็อต ควรคํานึงถึง สิ่งใดเปนอันดับแรก 1. ความปลอดภัยของตนเอง 2. ความปลอดภัยของผูปวย 3. ความรับผิดชอบของบุคคล 4. ความเสียหายของทรัพยสิน 40. เหตุการณใดตอไปนี้ที่นักเรียนตองโทรแจงเหตุเพื่อ ขอความชวยเหลือจากระบบการแพทยฉุกเฉิน 1. ผูปวยเปนไขหวัด มีไข 2. ผูปวยเบาหวาน ปสสาวะบอย 3. ผูปวยมะเร็ง รับประทานอาหารไมได 4. ผูปวยทางเดินหายใจอุดตัน หายใจติดขัด 36. ขอใด ในการนวดหัวใจD 37. หากนักเรียนไดรับมอบหมายใหเปนวิทยากรใหความ การชวยฟนคืนชีพแกนักเรียนคนอื่นๆ นักเรียนจะเลือกE 38. การชวยเหลือผูปวยที่ไมรูสึกตัวจากการจมนํ้า ซึ่ง สามารถคลําชีพจรไดแตไมมีการหายใจ นักเรียนC 39. การใหความชวยเหลือผูปวยที่ถูกไฟฟาช็อต ควรคํานึงถึง สิ่งใดเปนอันดับแรกD 40. เหตุการณใดตอไปนี้ที่นักเรียนตองโทรแจงเหตุเพื่อ ขอความชวยเหลือจากระบบการแพทยฉุกเฉินD (29)
30.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. นักเรียนจะมีแนวทางการปองกันโรคเพื่อไมใหเกิดการเจ็บปวยของตนเองไดอยางไรบาง .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. นักเรียนสามารถมีสวนรวมในการสรางเสริมสุขภาพในชุมชนไดอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3.
การวางแผนพัฒนาสมรรถภาพทางกายมีความสําคัญอยางไรกับนักเรียน .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. สื่อตางๆ มีอิทธิพลตอพฤติกรรมการใชความรุนแรงของวัยรุนอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. หากนักเรียนอยูในเหตุการณไฟไหม และพบเห็นคนกําลังสําลักควันไฟ นักเรียนจะใหความชวยเหลืออยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1. C 2. C 3. D 4. D 5. C ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (30)
31.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 2. จุดประสงคของขอความนี้ เพื่ออะไร 1.
รายงานผลกระทบที่เกิดขึ้น 2. รายงานสถานการณการเจ็บปวย 3. เสนอแนวทางการแกไขปญหาสุขภาพ 4. เสนอบทบาทผูที่มีสวนรับผิดชอบในการแกไขปญหา 3. นักเรียนมีแนวทางการปองกันการเกิดโรคดังกลาว ไดอยางไร 1. ฉีดวัคซีนปองกัน 2. หลีกเลี่ยงการใชยาพรํ่าเพรื่อ 3. หมั่นพบแพทยเปนประจําทุกเดือน 4. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร 4. บุคคลใดสามารถดูแลสุขภาพของตนเองไดเหมาะสมที่สุด 1. นิดชอบดื่มกาแฟในมื้อเชา 2. หนอยดื่มนํ้าสะอาดเปนประจํา 3. นอยรับประทานอาหารทะเลบอยครั้ง 4. นามักจะใชนํ้ามันหมูสําหรับทอดอาหาร 5. คุณแมของนักเรียนมีความเสี่ยงตอการเกิดโรคมะเร็ง นักเรียนจะมีแนวทางการปองกันหรือใหความดูแลทานได อยางไร 1. พาแมไปตรวจสุขภาพทุกๆ เดือน 2. ชวนแมไปดูคอนเสิรตศิลปนที่เราชื่นชอบ 3. ดูแลเรื่องการรับประทานอาหารใหเหมาะสม 4. ใหแมรับประทานยาสมุนไพรเพื่อปองกันโรค 2. จุดประสงคของขอความนี้ เพื่ออะไร 1.B 3. นักเรียนมีแนวทางการปองกันการเกิดโรคดังกลาว ไดอยางไรE 4. บุคคลใดสามารถดูแลสุขภาพของตนเองไดเหมาะสมที่สุด 1.D 5. คุณแมของนักเรียนมีความเสี่ยงตอการเกิดโรคมะเร็ง นักเรียนจะมีแนวทางการปองกันหรือใหความดูแลทานไดC 1. การเจ็บปวยและการตายของคนไทยในปจจุบันมีสาเหตุ มาจากพฤติกรรมการดํารงชีวิตของบุคคล นักเรียนเห็นดวย หรือไม อยางไร 1. เห็นดวย เพราะคนไทยชอบมีพฤติกรรมเลียนแบบ บุคคลอื่นๆ 2. เห็นดวย เพราะปจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมและการ ดํารงชีวิตที่ไมเหมาะสม 3. ไมเห็นดวย เพราะสาเหตุหลักมาจากการไมมีเวลา ออกกําลังกาย 4. ไมเห็นดวย เพราะขึ้นอยูกับพฤติกรรมการดํารงชีวิต ของแตละบุคคล อานขอความตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอที่ 2.-3. จากการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบวา ในป พ.ศ. 2555 มีผูปวยนอกเขารับการรักษาดวย โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงเปนจํานวน รวมทั้งสิ้น 51,978 คน ซึ่งถือไดวาเปนสาเหตุสําคัญ ของการเจ็บปวยเปนอันดับหนึ่ง และสงผลกระทบ ตอดัชนีชี้วัดสภาวะสุขภาพที่สําคัญของประชาชนใน ประเทศ อีกทั้งยังชี้ใหเห็นถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา คุณภาพของการบริการทางการแพทย และ ความสุขของประชาชนภายในประเทศอีกดวย 1. การเจ็บปวยและการตายของคนไทยในปจจุบันมีสาเหตุ มาจากพฤติกรรมการดํารงชีวิตของบุคคล นักเรียนเห็นดวยF ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล …………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ชุดที่ 2 แบบทดสอบว�ชา สุขศึกษา ภาคเร�ยนที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน (31)
32.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 6. การปองกันไมใหเกิดโรคความดันโลหิตสูง ควรปฏิบัติ ดังตอไปนี้ยกเวน
ขอใด 1. พักผอนใหเพียงพอ 2. ไมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล 3. รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด 4. ทําจิตใจใหราเริงแจมใสอยูเสมอ 7. ควรปฏิบัติตนในเรื่องใดจนเปนนิสัย เพื่อใหตนเอง มีสุขภาพดี 1. ออกกําลังกายทุกวัน 2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน 3. ปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติแหงชาติ 4. หลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมเสี่ยงตอสุขภาพ 8. ขอใดคือกลุมโรคที่พบมากที่สุด และควรรีบดําเนินการ แกไขปองกันการเกิดโรคอยางเรงดวน 1. โรคติดตอ 2. โรคอุบัติซํ้า 3. โรคอุบัติใหม 4. โรคไมติดตอ 9. ขอใดเปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลดวยการสนทนาอยางมี จุดมุงหมาย โดยกําหนดวัตถุประสงคไวลวงหนา 1. การสังเกต 2. การสัมภาษณ 3. การทําแบบสอบถาม 4. การทําแบบทดสอบ 10. เมื่อเก็บรวบรวมขอมูลทางดานสุขภาพของชุมชนไดแลว ขั้นตอนตอไปคือขอใด 1. สังเกต 2. สัมภาษณ 3. วิเคราะหปญหา 4. หาแนวทางแกไขปญหา 11. การเก็บรวบรวมขอมูลดานสุขภาพ มีความจําเปนตอการ แกปญหาสุขภาพของชุมชนอยางไร 1. เพื่อนํามาใชเปนหลักฐาน 2. เพื่อจะไดเบิกงบประมาณไดถูก 3. เพื่อใหประชาชนมีสวนรวมมากขึ้น 4. เพื่อใหไดรับทราบถึงขอมูลปญหาสุขภาพ 12. โครงการสรางเสริมสุขภาพในขอใดชวยสรางเสริม ภูมิคุมกันโรคใหกับคนในชุมชน 1. โครงการเมาไมขับ 2. โครงการแอโรบิกยามเชา 3. โครงการบานเรือนสะอาด 4. โครงการโรงอาหารปลอดภัย 6. การ ดังตอไปนี้C 7. ควรปฏิบัติตนในเรื่องใดจนเปนนิสัย มีสุขภาพดีD 8. ขอใดคือกลุมโรคที่พบมากที่สุด แกไขปองกันการเกิดโรคอยางเรงดวนD 9. ขอใดเปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลดวยการสนทนาอยางมี จุดมุงหมาย โดยกําหนดวัตถุประสงคไวลวงหนาA 10. เมื่อเก็บรวบรวมขอมูลทางดานสุขภาพของชุมชนไดแลว ขั้นตอนตอไปคือขอใดB 11. การเก็บรวบรวมขอมูลดานสุขภาพ มีความจําเปนตอการ แกปญหาสุขภาพของชุมชนอยางไรD 12. โครงการสรางเสริมสุขภาพในขอใดชวยสรางเสริม ภูมิคุมกันโรคใหกับคนในชุมชนD 13. อนามัยชุมชน คือขอใดในการสรางเสริมสุขภาพที่เปนไป ตามหลักการ 5 อ. 1. การลดพฤติกรรมเสี่ยงตางๆ 2. ออกกําลังกายอยางสมํ่าเสมอ 3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน 4. การจัดสภาพแวดลอมภายในชุมชน 14. หากนักเรียนพบวาประชาชนในชุมชนปวยเปนโรคพยาธิ จํานวนมาก นักเรียนจะมีแนวทางแกไขปญหานั้นได อยางไร 1. แจกยาถายพยาธิใหประชาชนในหมูบาน 2. จัดโครงการรับประทานอาหารปลอดสารพิษ 3. สงเสริมใหชาวบานรักษาความสะอาดบานเรือน 4. รณรงคใหประชาชนรับประทานอาหารที่สุก สะอาด 15. หากสถิติการเจ็บปวยในชุมชนของนักเรียนเพิ่มมากขึ้น นักเรียนจะแกไขปญหานั้นอยางไร 1. จัดโครงการกินดีสุขภาพดี 2. จัดโครงการวิ่งเพื่อสุขภาพ 3. จัดโครงการปลูกพืชสมุนไพร 4. จัดโครงการดนตรีบําบัดความเครียด 16. พฤติกรรมใดของคนในชุมชนที่ควรปรับเปลี่ยนเพื่อการ มีสุขภาพอนามัยที่ดี 1. การขี่จักรยานในชุมชน 2. การเครงเครียดกับการทํางาน 3. การแขงขันกีฬาทุกวันอาทิตย 4. การบริโภคผักพื้นบานและพืชสมุนไพร 17. เพราะเหตุใดเราจึงตองมีการทดสอบสมรรถภาพทางกาย อยูเสมอ 1. เพื่อการมีสุขภาพที่ดี 2. เพื่อผอนคลายกลามเนื้อ 3. เพื่อปองกันการบาดเจ็บ 4. เพื่อใชเวลาวางใหเปนประโยชน 18. ในการสรางสมรรถภาพทางกายที่ดี จะตองปฏิบัติตน อยางไร 1. พักผอนใหเพียงพอ 2. รับประทานเนื้อสัตวมากๆ 3. รับประทานผักผลไมมากๆ 4. ออกกําลังกายเปนประจําทุกวัน 13. อนามัยชุมชน คือขอใดในการสรางเสริมสุขภาพที่เปนไป ตามหลักการ 5 อ.B 14. หากนักเรียนพบวาประชาชนในชุมชนปวยเปนโรคพยาธิ จํานวนมาก นักเรียนจะมีแนวทางแกไขปญหานั้นไดC 15. หากสถิติการเจ็บปวยในชุมชนของนักเรียนเพิ่มมากขึ้น นักเรียนจะแกไขปญหานั้นอยางไรC 16. พฤติกรรมใดของคนในชุมชนที่ควรปรับเปลี่ยนเพื่อการ มีสุขภาพอนามัยที่ดีD 17. เพราะเหตุใดเราจึงตองมีการทดสอบสมรรถภาพทางกาย อยูเสมอD 18. ในการสรางสมรรถภาพทางกายที่ดี จะตองปฏิบัติตน อยางไรE (32)
33.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 19. ขอใดไมใชสัญญาณอันตรายอันเนื่องมาจากการ ออกกําลังกาย 1. เวียนศีรษะหลังออกกําลังกาย 2.
นอนไมหลับหลังการออกกําลังกาย 3. ปวดราวบริเวณหนาอกระหวางออกกําลังกาย 4. อัตราการเตนของหัวใจแรงและเร็วขณะออกกําลังกาย 20. อาการใดที่ควรหยุดเลนกีฬาหรือหยุดออกกําลังกายทันที 1. รูสึกสดชื่นหลังจากเตนแอโรบิก 2. วิ่ง 2 กิโลเมตรแตไมรูสึกเหนื่อย 3. เหนื่อยผิดปกติ และหายใจติดขัด 4. มีชีพจรเตนอยูที่ 60-100 ครั้งตอนาที หลังออกกําลังกาย 21. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับการทดสอบสมรรถภาพ ทางกายดวยตนเอง 1. เพื่อการมีสมรรถภาพทางกายที่ดี 2. เพื่อปรับปรุงและสรางเสริมสมรรถภาพทางกาย 3. เพื่อจัดลําดับที่สมรรถภาพทางกายของนักเรียน 4. เพื่อตรวจสอบความสมบูรณและความสามารถในการ เคลื่อนไหวรางกาย 22. ปจจัยที่ทําใหมีสมรรถภาพทางกายที่ดี คือขอใด 1. พรสวรรค 2. มีตนแบบ 3. การฝกฝน 4. มีความพรอม 23. ใครเลือกเทคนิควิธีการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถภาพ ทางกายของตนเองไดอยางเหมาะสม 1. หนึ่งออกกําลังกายทุกครั้งเมื่อมีโอกาส 2. โบจางครูฝกมาสอนที่บาน เพื่อใหมีสมรรถภาพ ทางกายดีขึ้น 3. นอยออกกําลังกายดวยการปนจักรยานวันละสิบ กิโลเมตร 4. บัวเลือกเลนกีฬาหลายๆ ประเภท โดยคํานึงถึง ความสามารถของตนเอง 24. เพราะเหตุใดในขณะที่ทดสอบสมรรถภาพทางกายจึง ไมอนุญาตใหนักเรียนไปทํากิจกรรมอื่น 1. เพราะทําใหเสียเวลา 2. เพราะครูกําลังทดสอบอยู 3. เพราะมีผลตอการทดสอบ 4. เพราะทําใหไมเปนระเบียบ 19. ขอใ ออกกําลังกายD 20. อาการใดที่ควรหยุดเลนกีฬาหรือหยุดออกกําลังกายทันที 1.D 21. ขอใดกลาว ทางกายดวยตนเองB 22. ปจจัยที่ทําใหมีสมรรถภาพทางกายที่ดี คือขอใด 1.D 23. ใครเลือกเทคนิควิธีการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถภาพ ทางกายของตนเองไดอยางเหมาะสมF 24. เพราะเหตุใดในขณะที่ทดสอบสมรรถภาพทางกายจึง ไมอนุญาตใหนักเรียนไปทํากิจกรรมอื่นD 25. ขอใดเปนพฤติกรรมเสี่ยงตอสุขภาพ 1. การดื่มนํ้าวันละ 8-10 แกว 2. การนอนหลับวันละ 8 ชั่วโมง 3. การรับประทานอาหารหมักดอง 4. การออกกําลังกายวันละ 30 นาที 26. พฤติกรรมของบุคคลใดมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด 1. สมหมายดื่มสุราแลวขับรถไปสงของ 2. สมปองตรวจเช็กสภาพรถกอนใชทุกครั้ง 3. สมหญิงรูสึกงวงจึงแวะพักที่ปมนํ้ามันกอน 4. สมชายขับรถกลับบานที่ตางจังหวัดชวงตรุษจีน 27. เมื่อพบเห็นเพื่อนกําลังจะเขาไปในแหลงอบายมุข สิ่งแรก ที่นักเรียนควรทําคือขอใด 1. รีบแจงครูใหทราบทันที 2. มองดูดวยความสนุกสนาน 3. โทรบอกผูปกครองของเพื่อน 4. หามเพื่อนไมใหเขาไปในสถานที่แหงนั้น 28. บุคคลกลุมใดมีพฤติกรรมเสี่ยงมากที่สุด 1. วัยรุน 2. วัยเด็ก 3. วัยชรา 4. วัยผูใหญ 29. หากนักเรียนตองการพักผอน นักเรียนควรไปสถานที่ใด เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณเสี่ยง 1. รานเกม 2. ชมคอนเสิรต 3. สวนสาธารณะ 4. สถานเริงรมย 30. ความรุนแรงในวัยรุนขอใดรุนแรงที่สุด 1. การรีดไถเงิน 2. การชกตอยกัน 3. การยกพวกตีกัน 4. การลวงละเมิดทางเพศ 31. เมื่อเกิดปญหาความขัดแยงที่อาจนําไปสูการใชความ รุนแรง ควรใชวิธีในการแกไขปญหาอยางไรจึงจะ เหมาะสมที่สุด 1. พูดคุยกันใหรูเรื่อง 2. การประนีประนอม 3. หาคนกลางมาตัดสิน 4. ใชหลักกฎหมายมาตัดสิน 25. ขอใดเปนพฤติกรรมเสี่ยงตอสุขภาพ 1.B 26. พฤติกรรมของบุคคลใดมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด 1.D 27. เมื่อพบเห็นเพื่อนกําลังจะเขาไปในแหลงอบายมุข ที่นักเรียนควรทําคือขอใดC 28. บุคคลกลุมใดมีพฤติกรรมเสี่ยงมากที่สุด 1.D 29. หากนักเรียนตองการพักผอน นักเรียนควรไปสถานที่ใด เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณเสี่ยงC 30. ความรุนแรงในวัยรุนขอใดรุนแรงที่สุด 1.D 31. เมื่อเกิดปญหาความขัดแยงที่อาจนําไปสูการใชความ รุนแรง ควรใชวิธีในการแกไขปญหาอยางไรจึงจะE (33)
34.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 32. แนวทางการแกปญหาโดยไมใชความรุนแรงขอใดไดผลดี ที่สุด 1. เดือนพูดคุยกับบุคคลในครอบครัวเสมอ 2.
นอยปลูกฝงใหมีจิตสํานึกเรื่องสิทธิมนุษยชน 3. แกวมักจะแกปญหาดวยการใชถอยคําที่นุมนวล 4. หญิงสรางทัศนคติที่เห็นวาการใชความรุนแรงเปนสิ่ง ไมถูกตอง 33. ขอใดไมใชหลักในการชวยฟนคืนชีพขั้นพื้นฐาน 1. การนวดหัวใจ 2. การชวยหายใจ 3. การนวดฝาเทา 4. การเปดทางเดินหายใจ 34. การจัดทาผูปวยเพื่อชวยฟนคืนชีพ ควรจัดอยูในทาใด 1. นอนควํ่าบนพื้นนุม 2. นอนควํ่าบนพื้นเรียบ 3. นอนหงายราบบนพื้นเรียบที่แข็ง 4. นอนหงายราบบนพื้นเรียบที่ออนนุม 35. ตําแหนงที่ถูกตองในการวางมือเพื่อทําการนวดหัวใจ คือบริเวณใด 1. จากปลายกระดูกลิ้นปขึ้นมาประมาณ 1 นิ้วมือ 2. จากปลายกระดูกลิ้นปขึ้นมาประมาณ 2 นิ้วมือ 3. จากปลายกระดูกลิ้นปขึ้นมาประมาณ 3 นิ้วมือ 4. จากปลายกระดูกลิ้นปขึ้นมาประมาณ 4 นิ้วมือ 36. ในการนวดหัวใจควรกดหนาอกใหมีความลึกเทาใด จึงเหมาะสมที่สุด 1. 3 นิ้ว 2. 4 นิ้ว 3. 1.5-2 นิ้ว 4. เทาใดก็ได 32. แนวทางการแกปญหาโดยไมใชความรุนแรงขอใดไดผลดี ที่สุดD 33. ขอใด 1.A 34. การจัดทาผูปวยเพื่อชวยฟนคืนชีพ ควรจัดอยูในทาใด 1.B 35. ตําแหนงที่ถูกตองในการวางมือเพื่อทําการนวดหัวใจ คือบริเวณใดA 36. ในการนวดหัวใจควรกดหนาอกใหมีความลึกเทาใด จึงเหมาะสมที่สุดA 37. ลักษณะอาการใดที่อาจแสดงวาผูปวยหัวใจหยุดทํางาน 1. มึนงง ซึม 2. ปลุกไมตื่น 3. กระสับกระสาย 4. รูมานตาขยาย 38. นักเรียนสามารถชวยเหลือผูปวยที่ถูกไฟฟาช็อตไดอยางไร เปนลําดับแรก 1. ผายปอดใหผูปวย 2. รีบนําสงโรงพยาบาลทันที 3. ผายปอดสลับกับการนวดหัวใจ 4. ตรวจดูชีพจรและการหายใจ 39. หากนักเรียนพบเห็นสิ่งแปลกปลอมหลุดลงไปในลําคอ ของเด็ก นักเรียนควรปฏิบัติอยางไร 1. กอดดานหลังและรัดแรงๆ 2. จับเด็กอาปากแลวใชคีมคีบออก 3. ใหเด็กนอนควํ่าและตบที่หลังเบาๆ 4. จับขาขึ้นใหหัวหอยลง และตบหลังเบาๆ 40. หากนักเรียนพบเห็นผูปวยหัวใจวายที่ยังรูสึกดี แตมีอาการ เจ็บหนาอกเล็กนอย นักเรียนจะใหความชวยเหลืออยางไร 1. ชวยเปดทางเดินหายใจ 2. ชวยพยุงใหผูปวยไดพักผอน 3. ชวยหายใจและนวดหัวใจทันที 4. ชวยนวดผอนคลายใหแกผูปวย 37. ลักษณะอาการใดที่อาจแสดงวาผูปวยหัวใจหยุดทํางาน 1.B 38. นักเรียนสามารถชวยเหลือผูปวยที่ถูกไฟฟาช็อตไดอยางไร เปนลําดับแรกC 39. หากนักเรียนพบเห็นสิ่งแปลกปลอมหลุดลงไปในลําคอ ของเด็ก นักเรียนควรปฏิบัติอยางไรC 40. หากนักเรียนพบเห็นผูปวยหัวใจวายที่ยังรูสึกดี แตมีอาการ เจ็บหนาอกเล็กนอย นักเรียนจะใหความชวยเหลืออยางไรC (34)
35.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. นักเรียนสามารถดูแลสุขภาพตนเองเพื่อปองกันการเกิดโรคตางๆ ไดอยางไรบาง .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2.
หัวใจสําคัญของการแกไขปญหาสุขภาพชุมชน โดยเนนการสรางเสริมสุขภาพและการปองกันโรคในชุมชนคืออะไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. การพัฒนาสมรรถภาพทางกายมีความจําเปนอยางไรตอการดําเนินชีวิตของเรา .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. แนวทางการปองกันและแกไขปญหาความรุนแรงของคนไทย สามารถทําไดอยางไรบาง .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. เมื่อพบผูปวยฉุกเฉินเราจําเปนตองโทรศัพทแจงศูนยบริการชวยชีวิต จะตองใหขอมูลอะไรแกเจาหนาที่บาง .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. นักเรียนสามารถดูแลสุขภาพตนเองเพื่อปองกันการเกิดโรคตางๆ ไดอยางไรบาง ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................C 2. หัวใจสําคัญของการแกไขปญหาสุขภาพชุมชน โดยเนนการสรางเสริมสุขภาพและการปองกันโรคในชุมชนคืออะไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D 3. การพัฒนาสมรรถภาพทางกายมีความจําเปนอยางไรตอการดําเนินชีวิตของเรา ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D 4.4. แนวทางการปองกันและแกไข ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................E 5. เมื่อพบผูปวยฉุกเฉินเราจําเปนตองโทรศัพทแจงศูนยบริการชวยชีวิต จะตองใหขอมูลอะไรแกเจาหนาที่บาง ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................B ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (35)
36.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. ตอบ ขอ
3. สาเหตุการเจ็บปวยและการตายของคนไทย สวนใหญเกิดจากพฤติกรรมการดํารงชีวิตที่ไมเหมาะสม เชน พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การอยูในสภาพแวดลอมที่เปนพิษ การละเลยการออกกําลังกาย เปนตน ซึ่งสงผลใหบุคคลขาดการใสใจดูแลสุขภาพของตนเอง จึงเปนสาเหตุใหนําไปสูการเกิดโรคตางๆ มากมาย โดยเฉพาะกลุมโรคไมติดตอหรือโรคเรื้อรัง 2. ตอบ ขอ 1. โรคภัยไขเจ็บตางๆ เราสามารถปองกันได โดยการเอาใจใสดูแลตนเองอยางถูกวิธี เชน รับประทานอาหาร ใหครบ 5 หมู และหลากหลาย ออกกําลังกายสมํ่าเสมอ ทําจิตใจใหราเริง แจมใส ไมวิตกกังวล และ หลีกเลี่ยงปจจัยตางๆ ที่กอใหเกิดความเครียด ซึ่งหากทุกคนสามารถปฏิบัติไดตามที่กลาวมา ก็ยอมสามารถ ปองกันตนเองใหพนจากโรคภัยไขเจ็บตางๆ ได 3. ตอบ ขอ 4. การดูแลสุขภาพตนเองไมใหเกิดการเจ็บปวย ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชนครบ5 หมู และหลากหลาย เสริมดวยผักและผลไมทุกมื้อที่เพียงพอตอความตองการของรางกาย เนื่องจากจะชวยสงเสริมใหรางกายของ ตนเองมีสุขภาพดี สมบูรณแข็งแรง และปราศจากโรคภัยไขเจ็บตางๆ 4. ตอบ ขอ 4. โรคติดตอทางเพศสัมพันธ เปนกลุมโรคที่เปนปญหาของสังคมไทย ซึ่งควรไดรับการแกไขและปองกัน เนื่องจากเปนโรคที่สามารถแพรเชื้อใหกับบุคคลหนึ่งไปสูอีกบุคคลหนึ่งไดดวยการมีเพศสัมพันธ เชน โรคเอดส เปนตน โดยโรคดังกลาวจะมีความรุนแรง และทําใหเสียชีวิตลงไดในที่สุด 5. ตอบ ขอ 2. ควรใหนักเรียนคนอื่นๆ หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร โดยควรเสนอถึงผลกระทบตางๆ ที่อาจ จะเกิดขึ้นเมื่อมีเพศสัมพันธ เชน การตั้งครรภกอนวัยอันควร เสียอนาคต เกิดโรคติดตอทางเพศสัมพันธ เปนตน ทั้งนี้เพื่อใหนักเรียนไดเกิดความตระหนัก และสามารถปองกันตนเองไดอยางถูกตองเหมาะสม 6. ตอบ ขอ 3. ควรสวมหนากากอนามัยทุกครั้งเมื่อตองใกลชิดกับผูปวย เนื่องจากเชื้อโรคสามารถแพรกระจายดวยการไอ จาม ใสโดยตรง ซึ่งหากไมสวมหนากากอนามัยปองกันก็อาจสงผลใหเกิดการติดเชื้อโรคดังกลาวจากผูปวย ได โดยการสวมหนากากอนามัยนั้นควรลางมือใหสะอาดกอนจึงจะสวมหนากากอนามัย ควรสวมใสหนากาก อนามัยใหพอดีกับใบหนา และใหผาปดตั้งแตจมูกจนถึงคาง โดยเฉพาะบริเวณสันจมูกดานที่มีโลหะจะอยูบน สันจมูกพอดี และที่สําคัญควรเปลี่ยนหนากากอนามัยทุกวันเพื่อสุขอนามัยที่ดีทั้งตอตนเองและผูปวย 7. ตอบ ขอ 3. ควรพยายามชวนนองเลน หรือทํากิจกรรมตางๆ ใหมากขึ้น เนื่องจากสามารถผอนคลายความเครียดได เพราะความเครียดจะมีผลตอการกระตุนการหลั่งฮอรโมนบางชนิดในรางกาย ซึ่งจะไปขัดขวางการทํางาน ของอินซูลิน นอกจากนี้ยังถือไดวาเปนการออกกําลังกายดวย เพราะการออกกําลังกายอยางสมํ่าเสมอนั้น จะสามารถรักษานํ้าหนักตัวใหเหมาะสมได โดยควรออกกําลังกายอยางนอยสัปดาหละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ ประมาณ 20 - 30 นาที 8. ตอบ ขอ 4. การเลนเกมคอมพิวเตอรทุกวันเปนเวลาติดตอกันหลายชั่วโมง จะสงผลกระทบตอสุขภาพ เชน ปญหาทาง สายตา โรคอวน ปวดเมื่อยตามรางกาย เปนตน นอกจากนี้ยังทําใหเกิดลักษณะนิสัยที่กาวราว และใชความ รุนแรงในการตัดสินและแกไขปญหา ตอนที่ 1 ชุดที่ 1 เฉลยแบบทดสอบ ภาคเร�ยนที่ 2 (36)
37.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 9. ตอบ ขอ
2. จะตองมีความรูความเขาใจในเบื้องตนเกี่ยวกับชุมชนของตนเองกอน เพราะชุมชนที่มีความแตกตางกัน จะมีสภาพและความเหมาะสมในการจัดการสุขภาพชุมชนที่แตกตางกันออกไป โดยการจัดการสรางเสริม สุขภาพชุมชนนั้น จะตองดําเนินการในลักษณะการจัดการสุขภาพชุมชนทั้งระบบ คือ มีการดําเนินงาน อยางเปนระบบ ดําเนินงานโดยชุมชนเอง และเนนการจัดการสุขภาพโดยรวม 10. ตอบ ขอ 2. ชุมชนที่นาจะมีปญหาสุขภาพมากที่สุด คือ ชุมชนแออัด เนื่องจากมีประชากรอาศัยอยูกันอยางหนาแนน จึงเปนเหตุที่อาจกอใหเกิดการกระจายของเชื้อโรคได และสงผลใหสมาชิกภายในชุมชนเกิดการเจ็บปวย ไดงาย หรือเกิดปญหาทางสุขภาพตามมา 11. ตอบ ขอ 1. การสังเกต เปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือสถานการณที่เกิดขึ้นเปนปกติ หรืออาจเกิดขึ้น ทันทีทันใด ซึ่งวิธีนี้ตองอาศัยประสาทสัมผัสของผูสังเกตเปนหลัก จึงจะตองมีขอกําหนดหรือเงื่อนไขสําหรับ ใชในการสังเกต ตลอดจนผูสังเกตตองมีความตั้งใจ มีประสาทสัมผัสที่ดี และตองมีความสามารถในการรับรู หรือสื่อความหมายได 12. ตอบ ขอ 4. เนื่องจากการใหบริการสุขภาพของรัฐในบางพื้นที่ยังไมทั่วถึงทั้งในดานบุคลากรและงบประมาณ จึงทําให ประชาชนไมไดรับบริการทางสุขภาพอยางทั่วถึงเทาที่ควร 13. ตอบ ขอ 4. การแกปญหาสุขภาพชุมชนใหสําเร็จจําเปนตองไดรับความรวมมือจากทุกคนเพราะถาทุกคนในชุมชนรวมมือกัน ก็จะชวยใหชุมชนสามารถกําหนดแนวทางและเกิดกระบวนการเรียนรูรวมกันในการแกไขปญหาสุขภาพใน ชุมชนของตนเองได 14. ตอบ ขอ 4. เพราะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกตางกัน ซึ่งพบวามีการแขงขันทางดานวัตถุสูง ประกอบกับ สภาพความสลับซับซอนของสังคม จึงทําใหการสอดสองดูแลจากเจาหนาที่สามารถทําไดในขีดจํากัด สงผลใหปญหาอาชญากรรมทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น 15. ตอบ ขอ 3. นัดไมสามารถแกไขปญหาสุขภาพในชุมชนไดอยางเหมาะสม เนื่องจากปรับปรุงสภาพแวดลอมใหมี ความสวยงามเทานั้นแตไมไดคํานึงถึงการจัดสิ่งแวดลอมที่เอื้อตอสุขภาพของประชาชนในชุมชน ซึ่งนัด ควรจัดสิ่งแวดลอมและจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดลอมเพื่อลดปญหามลภาวะตางๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน เชน อากาศเสีย นํ้าเสีย ขยะมูลฝอย เปนตน สิ่งเหลานี้จะเปนปจจัยที่ชวยสรางเสริมใหประชาชนในชุมชน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 16. ตอบ ขอ 4. ควรเลือกจัดกิจกรรมรอง เลน เตนรํา เนื่องจากเปนกิจกรรมที่ชวยสรางเสริมสุขภาพรางกายใหแข็งแรง นอกจากนี้ยังสงผลดีตอสุขภาพจิตอีกดวย เพราะกิจกรรมดังกลาวจะชวยทําใหมีอารมณแจมใส และสามารถ ผอนคลายความเครียดได 17. ตอบ ขอ 1. การเตรียมตนเองเปนสิ่งที่สําคัญที่สุดในการวางแผนและจัดเวลาในการออกกําลังกาย โดยจะตองเตรียม รางกายใหพรอม และสรางแรงจูงใจในการออกกําลังกายใหกับตนเอง เชน การสรางพลังแกตนเอง การประเมินตนเอง เปนตน 18. ตอบ ขอ 4. การวางแผนและจัดเวลาในการออกกําลังกาย เปนสิ่งสําคัญที่มีประโยชนอยางยิ่ง เนื่องจากจะทําใหสามารถ ตรวจสอบไดวาแตละบุคคลปฏิบัติไดตามเปาหมายที่วางไวหรือไม อีกทั้งยังชวยหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและ ปญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได (37)
38.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 19. ตอบ ขอ
2. ควรมีการเตรียมการในการเลือกกิจกรรมตามที่ตนเองชอบหรือสนใจกอน เพราะหากเราไดทํากิจกรรมตาม ที่เราไดเลือกไวแลว ก็ยอมสงผลใหการพักผอนในครั้งนั้นๆ ประสบผลสําเร็จ และรางกายพักผอนไดอยาง เต็มประสิทธิภาพ 20. ตอบ ขอ 3. การนอนหลับเปนการพักผอนที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากรางกายไดผอนคลายจากความเหนื่อยลา และยัง สามารถชวยเสริมสรางพลังใหแกรางกาย ซึ่งควรไดรับการพักผอนอยางนอยวันละ 8-10 ชั่วโมง 21. ตอบ ขอ 1. ขั้นตอนของกระบวนการพัฒนาสมรรถภาพทางกายและทางกลไกที่สําคัญที่สุด คือ การวางแผน เนื่องจากเปน จุดเริ่มตนของการปฏิบัติกิจกรรมใดก็ตาม เพื่อใหเกิดความสําเร็จและมีประสิทธิภาพอยางสูงสุด ซึ่งจําเปน จะตองคํานึงถึงปจจัยสวนบุคคล เชน ความเต็มใจ ความรู ความสามารถ แรงสนับสนุนของครอบครัวและ สังคม เปนตน เพราะถาไมมีการวางแผนจะทําใหการออกกําลังกายเปนไปอยางไมมีทิศทาง และไมสามารถ ประเมินไดวาชวยพัฒนาสมรรถภาพทางกายและทางกลไกของเราไดดีมากนอยเพียงใด 22. ตอบ ขอ 3. การเสริมสรางสมรรถภาพทางกาย จะชวยใหรางกายมีการเจริญเติบโตไดอยางเต็มที่ สรางภูมิตานทานโรค ทําใหเปนผูมีสุขภาพดี บุคลิกภาพดี และมีประสิทธิภาพในการดําเนินชีวิตประจําวันไดดียิ่งขึ้น 23. ตอบ ขอ 1. การวางแผนปรับปรุงและพัฒนาตนเอง ควรคํานึงถึงการจัดเตรียมสภาพแวดลอม สถานที่ รวมถึง แตงกายใหเหมาะสม กําหนดตารางเวลาการออกกําลังกายเปนประจําอยางตอเนื่อง กําหนดวัตถุประสงค และเปาหมายรวมถึงการประเมินอยางชัดเจน และชักชวนใหบุคคลอื่นเขารวมกิจกรรม เพราะการวางแผน พัฒนาสมรรถภาพโดยลําพังเพียงคนเดียวอาจเกิดความเบื่อหนายไดงาย 24. ตอบ ขอ 2. เปนไปได เพราะการออกกําลังกายเปนวิธีหนึ่งที่ชวยเสริมสรางสมรรถภาพทางกาย สรางภูมิคุมกันโรค และ ระบบกลามเนื้อใหแข็งแรง 25. ตอบ ขอ 1. การสูบบุหรี่เปนประจํา เปนพฤติกรรมเสี่ยงตอสุขภาพมากที่สุด เนื่องจากบุหรี่ประกอบไปดวยสารเคมีตางๆ ที่มีอันตรายตอสุขภาพ ไดแก นิโคติน ทาร คารบอนมอนอกไซด ไฮโดรเจนไซยาไนด ไนโตรเจนไดออกไซด แอมโมเนีย และสารกัมมันตภาพรังสี ซึ่งถาหากรางกายสะสมสารเหลานี้เปนเวลานานจะสงผลใหเกิดโรค ตางๆ ได สําหรับพฤติกรรมเสี่ยงในขออื่นๆ นั้น ถือเปนพฤติกรรมเสี่ยงตอการเกิดโรคเชนเดียวกัน แตนอยกวา การสูบบุหรี่ 26. ตอบ ขอ 2. พันธุกรรม เนื่องจากเปนลักษณะความผิดปกติที่ไดรับการถายทอดจากยีน ซึ่งบางลักษณะอาจไมกระทบตอ สุขภาพมากนัก แตบางลักษณะก็ทําใหเกิดผลกระทบตอสุขภาพโดยตรง เชน เบาหวาน ธาลัสซีเมีย เปนตน 27. ตอบ ขอ 2. การเคี้ยวอาหารใหละเอียด เปนพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีสวนชวยไมใหเกิดความเสี่ยงตอสุขภาพ เนื่องจากจะทําใหไมเกิดอาการปวดทอง เพราะการเคี้ยวอาหารไมละเอียดจะทําใหกระเพาะอาหารตองทํางาน หนักในการยอยอาหาร ดังนั้นการเคี้ยวอาหารที่ถูกตองควรเคี้ยวอยางนอย 50 ครั้งตอคํา เพราะจะสามารถ ชวยรักษาระบบการยอยอาหารใหทํางานไดอยางเปนปกติ 28. ตอบ ขอ 4. เมื่อดื่มสุราเขาไปในรางกายแลว เอทิลแอลกอฮอลที่มีอยูในสุราจะออกฤทธิ์กดประสาทสวนกลางซึ่งสงผล ทําใหเปนโรคสมองพิการได โดยจะมีอาการสมองเสื่อม ประสาทหลอน หูแวว และเปนโรคพิษสุราเรื้อรังได ในที่สุด 29. ตอบ ขอ 3. ไมควรแสดงความคิดเห็น และพยายามเปลี่ยนเรื่องสนทนาไปคุยเรื่องอื่นแทน ซึ่งถาเราใชวิธีนี้หลายๆ ครั้ง เพื่อนบางคนก็จะรูสึกวาเราไมชอบการวิจารณผูอื่น สําหรับการแนะนําเพื่อน อาจใชไดในบางกรณี เพราะ บางคนอาจจะคิดวาเราไปหักหนาเขา และมีผลตอสัมพันธภาพตามมา การรักษานํ้าใจแบบบัวไมใหชํ้า นํ้าไมใหขุนจึงเปนวิธีที่ดีที่สุด (38)
39.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 30. ตอบ ขอ
4. การใหอภัยและเคารพในศักดิ์ศรีความเปนมนุษยของผูอื่นจะสามารถชวยลดความขัดแยงและความรุนแรง ในสังคมไดมากที่สุด เพราะหากทุกคนมีการใหอภัย เขาใจและยอมรับความแตกตางซึ่งกันและกัน ก็ยอม สงผลใหอยูรวมกันในสังคมไดอยางสันติสุข และมีความปลอดภัย 31. ตอบ ขอ 3. อารมณและความเครียดเปนปฏิกิริยาทางจิตใจที่ตอบสนองตอสิ่งเรา ซึ่งหากเกิดความเครียดเราสามารถที่จะ แสดงพฤติกรรมตางๆ ออกมาโดยที่เราไมรูตัว โดยอาจจะแสดงพฤติกรรมกาวราวหรือความรุนแรง ดังนั้น จึงควรที่จะลดความเครียดตางๆ ใหผอนคลายลง เชน ฟงเพลง ดูหนัง ทําบุญตักบาตร เปนตน 32. ตอบ ขอ 3. เกมออนไลนมีอิทธิพลตอการใชความรุนแรงของวัยรุนมากที่สุด โดยเฉพาะเกมที่มีการตอสูโดยใชอาวุธตางๆ จะทําใหวัยรุนเกิดการลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากตัวละครในเกม และนําพฤติกรรมที่ไมดีเหลานั้นมาปฏิบัติ กับผูอื่นในสังคม จนอาจกอความเดือดรอนใหกับผูอื่นได 33. ตอบ ขอ 1. การกดหนาอกผูปวยใหมีจังหวะเร็วและแรงเกินไป เปนหลักการปฏิบัติที่ไมถูกตอง เพราะอาจทําใหหัวใจชํ้า หรือกระดูกหักได 34. ตอบ ขอ 3. ควรดูการตอบสนองของผูปวย โดยดูวาผูปวยยังรูสึกตัวหรือไม ซึ่งอาจจะใชการเขยาตัวเบาๆ หรืออาจจะ ถามเสียงดังๆ หากผูปวยไมมีการตอบสนองแสดงวาไมรูสึกตัว อาจใชการสังเกต การฟง และแกมสัมผัส ในการตรวจสอบได 35. ตอบ ขอ 2. การจับชีพจรที่สะดวกและงายที่สุด คือ บริเวณขอมือ เนื่องจากสามารถหาเสนเลือดแดงไดงายที่สุด โดยใชนิ้ว 3 นิ้วของมืออีกขางหนึ่ง คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง สัมผัสการเตนของชีพจร 36. ตอบ ขอ 4. การนวดหัวใจจะเปนการกดที่บริเวณหนาอกหรือหนาทองของผูปวย หากปฏิบัติไมถูกตองอาจกอใหเกิด อันตรายขึ้นได เชน ปอดฉีก ตับแตก กระดูกซี่โครงหัก เปนตน ซึ่งไมเกี่ยวของกับภาวะแทรกซอนของ เสนเลือดในสมองแตก 37. ตอบ ขอ 3. ควรใหความรูในเรื่องหลักการพื้นฐานในการชวยฟนคืนชีพ เนื่องจากเปนหลักการพื้นฐานสําคัญที่ทุกคน จําเปนจะตองทราบเพื่อใหความชวยเหลือแกบุคคลอื่นๆ ที่ประสบอุบัติเหตุหรือกําลังจะเสียชีวิต โดยจะตอง ใหความรูเรื่องหลัก ABC (The ABC of Resuscitation) คือ การเปดทางเดินหายใจ (Airway : A) การชวย- หายใจ (Breathing : B) และการนวดหัวใจ (Circulation : C) 38. ตอบ ขอ 2. ควรชวยหายใจดวยวิธีปากตอปาก เนื่องจากผูปวยจะเกิดอาการหายใจไมออกหรือหายใจไมเขา เพราะหายใจ เอานํ้าเขาไปแทนที่ แตถาผูปวยหัวใจหยุดเตน ใหปฏิบัติดวยวิธีการนวดหัวใจ 39. ตอบ ขอ 1. ควรคํานึงถึงความปลอดภัยของตนเองกอน เนื่องจากจะตองเปนผูชวยเหลือผูปวย ซึ่งถาไมมีความ ระมัดระวังหรือเกิดความประมาท ก็ยอมสงผลใหตนเองเกิดการบาดเจ็บ และอาจสงผลกระทบไปยัง ผูปวยได 40. ตอบ ขอ 4. เมื่อพบผูปวยทางเดินหายใจอุดตัน มีอาการหายใจติดขัด ควรรีบโทรแจงเหตุฉุกเฉินทันที โดยในขณะที่ กําลังรอรถพยาบาลอยูนั้น ผูชวยเหลือควรทําการชวยหายใจและนวดหัวใจผูปวยรวมดวยเพื่อไมใหผูปวย หยุดหายใจกะทันหัน ซึ่งถาหากหยุดการชวยหายใจอาจทําใหผูปวยเสียชีวิตได (39)
40.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. แนวตอบ มีพฤติกรรมการดํารงชีวิตของตนเองอยางเหมาะสม
เชน รับประทานอาหารที่มีประโยชน ออกกําลังกายอยาง สมํ่าเสมอ ทําจิตใจใหราเริง แจมใส นอนหลับพักผอนใหเพียงพอ ไมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล ไมยุงเกี่ยว กับสารเสพติด เปนตน นอกจากนี้ควรหมั่นตรวจสุขภาพประจําป ฉีดวัคซีนปองกันโรคติดตอบางชนิด และไมละเลยกับการไปพบแพทยแมจะมีอาการปวยเพียงเล็กนอย 2. แนวตอบ โดยการเขารวมโครงการหรือกิจกรรมตางๆ ในชุมชนของตนเอง เพราะนักเรียนถือไดวาเปนประชาชน คนหนึ่งในชุมชน ซึ่งเปนตัวแปรสําคัญในการรวมดําเนินงานใหบรรลุเปาหมาย เพื่อปรับปรุง ปกปองสุขภาพ ของตนเอง ครอบครัว และชุมชนใหมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีตอไป 3. แนวตอบ การวางแผนพัฒนาสมรรถภาพทางกายมีความสําคัญ เนื่องจากเปนการสํารวจคนหาจุดเดนและจุดดอย ของตนเองตอการฝกปฏิบัติ พรอมทั้งลงมือแกไขและพัฒนาในแนวทางที่ถูกตองได เปนการเตรียมการฝก ปฏิบัติอยางมีระบบในการดําเนินงานใหเปนไปตามแผนที่กําหนดไว เปนการวิเคราะหสถานการณการฝก ปฏิบัติสมรรถภาพทางกายและทางกลไกที่คาดการณไวในอนาคต เพื่อใหสามารถตัดสินใจเลือกแนวทางใน การปฏิบัติที่ดีที่สุดได 4. แนวตอบ เนื่องจากสื่อตางๆ เชน เกมออนไลน อินเทอรเน็ต คลิปวิดีโอ เปนตน จะนําเสนอเนื้อหา รูปภาพ เหตุการณ ที่รุนแรง สรางทัศนคติและปลูกฝงการใชความรุนแรงใหแกเด็กและวัยรุน จึงทําใหเด็กและวัยรุนสวนใหญ เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไมเหมาะสม 5. แนวตอบ ควรยายผูปวยออกจากสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว โดยยายผูปวยไปอยูในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จากนั้นคลายเสื้อผา ของผูปวยใหหลวมเพื่อใหผูปวยหายใจไดสะดวก และตรวจดูบาดแผลที่อาจถูกไฟลวกหรือถูกความรอนที่ทําให พุพอง ซึ่งถามีใหรีบปฐมพยาบาลทันที ถาผูปวยหายใจไมสะดวกใหชวยฟนคืนชีพดวยการผายปอด จากนั้น สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงทางดานการหายใจและชีพจร แลวรีบนําผูปวยสงสถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด ตอนที่ 2 (40)
41.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 1. ตอบ ขอ
2. เห็นดวย เพราะปจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการดํารงชีวิตที่ไมเหมาะสมรวมถึงสภาพแวดลอมที่เปนพิษ อันเปนผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความเชื่อ จึงสงผลใหประชาชนขาดการใสใจดูแล สุขภาพกันมากขึ้นและกอใหเกิดปญหาทางสุขภาพโดยเฉพาะกลุมโรคเรื้อรังตางๆเชนโรคมะเร็งโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เปนตน 2. ตอบ ขอ 3. เพื่อเสนอแนวทางแกไขปญหาสุขภาพที่เกิดขึ้น เนื่องจากปญหาการเจ็บปวยดวยโรคเบาหวาน และโรค ความดันโลหิตสูงนั้นกําลังเปนปญหาสําคัญของประเทศที่สงผลใหคนไทยเจ็บปวยเปนจํานวนมากซึ่งควร ไดรับการแกไขเพื่อใหประชาชนมีสุขภาพรางกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไขเจ็บตางๆ และมีชีวิต ที่ยืนยาว 3. ตอบ ขอ 4. ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารใหเหมาะสมมากขึ้น เชน รับประทานอาหารที่มีประโยชน ใหครบ 5 หมู รับประทานผักและผลไมใหมากๆ ลดอาหารประเภทแปง นํ้าตาล และไขมัน หลีกเลี่ยง การรับประทานอาหารที่มีรสจัดและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล เปนตน นอกจากนี้ควรควบคุมนํ้าหนักตัวให อยูในเกณฑที่เหมาะสมดวย 4. ตอบ ขอ 2. การดื่มนํ้าสะอาดเปนประจําประมาณวันละ 6-8 แกว จะกอใหเกิดประโยชนตอรางกาย เพราะการดื่มนํ้า จะชวยในการหลอเลี้ยงเซลลในรางกาย ฟนฟูระบบขับถาย กําจัดของเสียโดยเฉพาะไขมัน ชวยรักษาระดับ ความเขมขนของเลือด อีกทั้งยังทําใหกลามเนื้อมีความชุมชื้น ผิวหนังไมเหี่ยวยน 5. ตอบ ขอ 3. ควรดูแลเรื่องการรับประทานอาหารใหเหมาะสม ซึ่งอาจใหแมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารตางๆ โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หลีกเหลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล รับประทานผักและผลไม หลากสีใหมากขึ้น เชน สีแดงในมะเขือเทศจะชวยปองกันโรคมะเร็ง สีมวงในองุนจะทําหนาที่ยับยั้งการทํางาน ของเอนไซมที่ทําใหเซลลมะเร็งเกิดการแพรกระจาย สีเขียวในผักตางๆ และสีสมในแครอตจะมีสารตานการ เกิดโรคมะเร็ง เปนตน 6. ตอบ ขอ 3. การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือมีปริมาณโซเดียมสูง อาจสงผลใหเกิดโรคความดันโลหิตสูงได เนื่องจากโซเดียมจะมีหนาที่ควบคุมความสมดุลของเหลวในรางกาย และรักษาความดันโลหิตใหอยูใน ระดับปกติ หากมีมากเกินไปก็จะสงผลเสียตอรางกาย โดยโซเดียมจะพบมากในผงชูรส อาหารกึ่งสําเร็จรูป ขนมคบเคี้ยว และอาหารกระปอง ซึ่งวิธีการปองกันไมใหรับโซเดียมในปริมาณที่มากเกินไปนั้นใน 1 วัน ไมควรรับประทานโซเดียมเกิน 6 กรัม หรือเกิน 1 ชอนชาตอวัน 7. ตอบ ขอ 3. ควรปฏิบัติในเรื่องของสุขบัญญัติแหงชาติ เนื่องจากครอบคลุมการปฏิบัติในทุกๆ ขอที่กลาวมา เพราะการ ปฏิบัติตามแนวของสุขบัญญัติแหงชาตินั้น จะสรางเสริมใหตนเองมีพฤติกรรมในการปองกันโรคที่ถูกตอง จนเปนสุขนิสัย ซึ่งสงผลใหเจ็บปวยนอยลง มีสุขภาพที่สมบูรณแข็งแรงทั้งรางกายและจิตใจอันจะนํามาซึ่ง การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตอนที่ 1 ชุดที่ 2 เฉลยแบบทดสอบ ภาคเร�ยนที่ 2 (41)
42.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 8. ตอบ ขอ
4. คือ กลุมโรคไมติดตอ เชน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เปนตน ซึ่งพบวาสาเหตุเกิดจาก พฤติกรรมการใชชีวิตประจําวันและสิ่งแวดลอมที่ไมเหมาะสม เชน การรับประทานอาหาร การดูแลสุขภาพ มลพิษในอากาศ เปนตน สิ่งเหลานี้จะเปนตัวบั่นทอนสุขภาพของประชาชน หากไมรูจักดูแลสุขภาพหรือ ละเลยการตรวจสุขภาพก็ยอมสงผลใหเกิดการเจ็บปวย เกิดโรคตางๆ และอาจเสียชีวิตในที่สุด 9. ตอบ ขอ 2. การสัมภาษณเปนวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลดวยการสนทนาอยางมีจุดมุงหมาย โดยกําหนดวัตถุประสงคไว ลวงหนา ซึ่งเปนวิธีที่ชวยใหรายละเอียดของขอมูลอยางตรงเปาหมาย ทั้งนี้ตองอาศัยเวลาและความสามารถ ของผูสัมภาษณเปนหลัก 10. ตอบ ขอ 3. คือ การวิเคราะหปญหาสุขภาพชุมชน โดยเนนปญหาที่มีความสําคัญหรือมีความเรงดวนที่จะตองดําเนินการ แกไขใหลุลวงกอนเปนอันดับแรก 11. ตอบ ขอ 4. การเก็บรวบรวมขอมูลดานสุขภาพ จะสามารถระบุปญหาสุขภาพของชุมชนไดอยางถูกตอง เพื่อนํามาสู การดําเนินการแกไขปญหา ซึ่งวิธีที่ใชในการรวบรวมขอมูลทั่วไป ไดแก การสังเกต การสัมภาษณ การใช แบบสอบถาม และการใชแบบทดสอบ 12. ตอบ ขอ 2. โครงการแอโรบิกยามเชา เปนโครงการที่ชวยเสริมสรางสุขภาพใหกับคนในชุมชน เนื่องจากการ ออกกําลังกายแบบแอโรบิกจะชวยเพิ่มสมรรถภาพความทนทานของระบบหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด สามารถทําใหอาการของโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานดีขึ้น อีกทั้งยังชวยเพิ่มภูมิคุมกันในรางกาย ลดความเครียด และลดนํ้าหนักไดอีกดวย เชน การวิ่ง วายนํ้า ปนจักรยาน เตนแอโรบิก เปนตน 13. ตอบ ขอ 4. คือ การจัดสภาพแวดลอมในชุมชน โดยควรจัดสภาพแวดลอมใหมีความสะอาด ถูกสุขลักษณะ อากาศถายเท สะดวก หากสภาพแวดลอมดังกลาวมีสภาวะที่ดีก็ยอมสงผลใหทั้งตนเองและสมาชิกในชุมชนมีสุขภาพที่ดี ตามไปดวย 14. ตอบ ขอ 4. แนวทางแกไขปญหาที่ดีที่สุด คือ การรณรงคใหประชาชนรับประทานอาหารที่สุก สะอาด เนื่องจากโรค พยาธิมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ ซึ่งเปนอันตรายตอสุขภาพเปนอยางมาก เชน โรคพยาธิขึ้นสมอง เปนตน จะทําใหเกิดโรคสมองและเยื่อหุมสมองอักเสบ จนถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นจึง ควรรณรงคใหประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกดวย ความรอนสูง และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบ เพียงเทานี้ก็จะสามารถปองกันการเกิดโรคพยาธิได 15. ตอบ ขอ 2. ควรจัดโครงการวิ่งเพื่อสุขภาพ เพราะเปนโครงการที่ชวยใหประชาชนในชุมชนมีสุขภาพรางกายที่แข็งแรง เนื่องจากการวิ่งนั้นเปนการออกกําลังกายรูปแบบหนึ่งที่ชวยเสริมสรางสมรรถภาพรางกายใหมีความแข็งแรง สมบูรณ สามารถลดความเสี่ยงตอการเกิดโรคภัยไขเจ็บตางๆ และมีภูมิคุมกันโรคที่ดี 16. ตอบ ขอ 2. ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเครงเครียดกับการทํางาน เพราะการมุงมั่นหรือเอาจริงเอาจังกับการทํางาน มากเกินไปอาจกอใหเกิดความเครียดได นอกจากจะทําใหไมไดผลงานอยางที่ตั้งใจไวแลวยังสงผลเสีย ดานอื่นๆ อีกดวย เชน ทําใหเกิดอาการเจ็บปวย ทําใหเสียความสัมพันธกับคนใกลชิดทั้งผูรวมงานและ บุคคลในครอบครัว เปนตน ดังนั้นการรูจักผอนคลายความเครียดจึงเปนเรื่องสําคัญ เพราะนอกจากจะชวย คลายเครียดและเสริมสรางสุขภาพจิตที่ดีแลว ยังชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน ชวยสรางความสัมพันธ ที่ดีกับผูอื่น เกิดบรรยากาศที่ดีในการทํางาน และทําใหมีความสุขในชีวิตมากขึ้น 17. ตอบ ขอ 1. การทดสอบสมรรถภาพทางกายจะชวยใหเราทราบถึงระดับความสามารถ เพื่อนําไปสูการพัฒนาตนเองอยาง ตอเนื่อง อันเปนที่มาของสุขภาพกายที่ดี (42)
43.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 18. ตอบ ขอ
4. การออกกําลังกายเปนประจําทุกวัน จะชวยใหกลามเนื้อมีความแข็งแรงทนทานและยังสงผลใหมี สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีดวย ซึ่งหลักการออกกําลังกายที่เหมาะสม คือ ควรออกกําลังกายอยางนอย สัปดาหละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที 19. ตอบ ขอ 2. การนอนไมหลับ มีสาเหตุมาจากความเครียด สภาพแวดลอม ลักษณะทาทางของการนอน ไมใชเปนผลมาจาก การออกกําลังกาย 20. ตอบ ขอ 3. ในขณะที่ออกกําลังกายรางกายจะสูญเสียเหงื่อในปริมาณมาก และมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจผิดปกติ ซึ่ง ถาหากมีอาการดังกลาวแลวยังฝนออกกําลังกายอยูตอไป อาจทําใหเกิดอาการชักได 21. ตอบ ขอ 3. การจัดลําดับสมรรถภาพทางกายจะเปนขั้นตอนในการแกไขปรับปรุงสมรรถภาพทางกาย เชน จัดลําดับ ความสําคัญของปญหาทางสมรรถภาพทางกายที่เกิดขึ้นเพื่อนํามาสูการแกไขปญหาตอไป 22. ตอบ ขอ 3. การฝกฝนรางกายอยางสมํ่าเสมอ โดยปฏิบัติกิจกรรมนั้นซํ้าๆ จนเกิดเปนความเคยชินและติดจนเปนนิสัย จะสงผลใหมีสมรรถภาพทางกายดีขึ้น 23. ตอบ ขอ 4. บัว เลือกเทคนิควิธีการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถภาพทางกายของตนเองไดเหมาะสมที่สุด เนื่องจากบัวให ความสําคัญของการพัฒนาสมรรถภาพทางกาย โดยการเลนกีฬาที่หลากหลาย และคํานึงถึงความสามารถ หรือความถนัดของตนเองเสมอ 24. ตอบ ขอ 3. เนื่องจากถานักเรียนไปทํากิจกรรมอื่น รางกายจะเกิดการเคลื่อนไหวและอาจสงผลใหเกิดอาการหอบเหนื่อย ซึ่งมีผลตอการทดสอบ โดยอาจทําใหการทดสอบเกิดความคลาดเคลื่อนและไมไดผลตามความเปนจริง 25. ตอบ ขอ 3. อาหารหมักดองเปนอาหารที่ไมมีประโยชน ซึ่งเมื่อรับประทานเขาไปเปนเวลานานจะสงผลกระทบตอสุขภาพ กอใหเกิดความผิดปกติของรางกายโดยเฉพาะระบบกลามเนื้อ เนื่องจากในอาหารหมักดองจะมีเชื้อไวรัสที่มี ฤทธิ์มากพอที่จะทําลายกลามเนื้อ สงผลใหกลามเนื้อออนแรง 26. ตอบ ขอ 1. สมหมายมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด เนื่องจากดื่มสุราแลวขับรถ เพราะฤทธิ์ของสุราจะมีผลทําให ขาดสติ ประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลง และอาจกอใหเกิดอุบัติเหตุไดงาย ซึ่งมีผลกระทบตอตนเอง เชน บาดเจ็บ พิการ เสียชีวิต เปนตน และผลกระทบตอครอบครัว เชน สูญเสียเงินคารักษาพยาบาล สูญเสียบุคคลที่รักไป เปนตน 27. ตอบ ขอ 4. ควรหามเพื่อนไมใหเขาไปในสถานที่แหงนั้น โดยบอกเพื่อนวาเปนสถานที่ที่ไมดี และบอกถึงโทษของอบายมุข ตางๆ ซึ่งการกระทําเชนนี้ถือไดวาเปนการชวยเตือนสติและอาจทําใหเพื่อนตระหนักถึงโทษของอบายมุข จนหลีกเลี่ยงที่จะไมเขาไปในที่แหงนั้นอีกตอไป 28. ตอบ ขอ 1. วัยรุนเปนกลุมที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากเปนวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยางมากในทุกๆ ดาน มีความคึกคะนอง อยากรู อยากลอง และยังไมมีวุฒิภาวะเพียงพอจึงอาจถูกชักชวนหรือหลอกใหกระทํา พฤติกรรมเสี่ยง หรือเขาไปอยูในสถานการณเสี่ยงได 29. ตอบ ขอ 3. การพักผอนเปนการทําใหรางกายและสมองไดผอนคลาย ซึ่งการไปพักผอนที่สวนสาธารณะถือเปน สถานที่ที่เหมาะสมที่สุด เพราะมีความรมรื่นและเงียบสงบเหมาะแกการพักผอนมากที่สุด 30. ตอบ ขอ 3. การยกพวกตีกัน เปนความรุนแรงในวัยรุนที่รุนแรงที่สุด เนื่องจากเปนวัยที่อยูในความคึกคะนอง ไมใชเหตุผล ในการแกไขปญหาจึงตองใชความรุนแรง ซึ่งอาจสงผลกระทบตอรางกายและจิตใจรวมถึงบุคคลรอบขางดวย 31. ตอบ ขอ 2. การประนีประนอมเปนวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากการประนีประนอม คือ การที่บุคคลทั้ง 2 ฝาย พูดจาตกลงกัน ในเรื่องตางๆ โดยการยอมรับซึ่งกันและกันเพื่อไมใหนําไปสูปญหาความขัดแยงและความรุนแรง (43)
44.
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล 32. ตอบ ขอ
3. เมื่อเกิดปญหาความรุนแรงขึ้น ควรแกไขปญหาดวยการใชคําพูดที่นุมนวล ไมพูดจาหยาบคายและไมใช อารมณในการพูด ซึ่งการพูดในลักษณะดังกลาวจะเปนการพูดแบบประนีประนอมโดยใชเหตุผลเขามา เกี่ยวของ เพียงเทานี้ปญหาความรุนแรงก็จะไมเกิดขึ้นอยางแนนอน 33. ตอบ ขอ 3. หลักในการชวยฟนคืนชีพขั้นพื้นฐาน ไดแก การเปดทางเดินหายใจ การชวยหายใจ และการนวดหัวใจ แต สําหรับการนวดฝาเทานั้นเปนการชวยใหรูสึกผอนคลายเทานั้น ไมใชเปนหลักในการชวยฟนคืนชีพ 34. ตอบ ขอ 3. ควรใหผูปวยนอนหงายราบบนพื้นเรียบที่แข็ง แตถาเปนพื้นออนนุมสามารถใชไมกระดานแข็งสอดใตลําตัว ผูปวยแทนได ทั้งนี้เพื่อใหเกิดแรงตานขณะที่นวดหัวใจ 35. ตอบ ขอ 3. ตําแหนงที่ถูกตองในการวางมือเพื่อทําการนวดหัวใจ คือ กระดูกหนาอกเหนือรอยตอของกระดูกลิ้นป โดย คลําหาปลายกระดูกลิ้นปแลววัดจากปลายกระดูกลิ้นปขึ้นมาประมาณ 3 นิ้วมือ 36. ตอบ ขอ 3. ควรกดหนาอกใหมีความลึกประมาณ 1.5-2 นิ้ว 30 ครั้ง โดยนับเปนจังหวะ 1 และ 2 และ 3 และ 4 ไปจนครบ ซึ่งการทําเชนนี้จะชวยใหมีการบีบเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงรางกายเสมือนกับการบีบตัวของหัวใจ 37. ตอบ ขอ 4. ลักษณะอาการที่อาจแสดงวาผูปวยหัวใจหยุดทํางาน คือ รูมานตาขยาย ซึ่งเปนอาการที่เริ่มเกิดขึ้นเมื่อหัวใจ หยุดทํางานไป 45 วินาที และรูมานตาจะขยายกวางสุดเมื่อถึง 1 นาที หรืออาจมีอาการชักและตาคางรวมดวย 38. ตอบ ขอ 4. ควรตรวจดูชีพจรและการหายใจของผูปวยกอนเปนลําดับแรก เนื่องจากเปนการปองกันเนื้อเยื่อไมใหไดรับ อันตรายจากการขาดออกซิเจนอยางถาวร 39. ตอบ ขอ 4. ควรจับขาเด็กขึ้นใหหัวหอยลง และตบหลังเบาๆ เนื่องจากเด็กจะตัวเล็ก จึงใชวิธีดังกลาวในการชวยเหลือ ซึ่งการกระทําเชนนี้จะชวยใหเด็กสําลักและไอเอาสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา 40. ตอบ ขอ 2. การชวยเหลือผูปวยหัวใจวายที่ยังรูสึกตัวดี ควรชวยเหลือโดยการพยุงใหผูปวยไดพักผอนจนรางกายปรับตัว เขาสูภาวะสมดุล เนื่องจากผูปวยยังสามารถดูแลตนเองไดในระดับหนึ่ง 1. แนวตอบ ไดแก ออกกําลังกายอยางสมํ่าเสมอ รับประทานอาหารใหครบทั้ง5 หมู พักผอนอยางเพียงพอ จัดสิ่งแวดลอม ใหเอื้อตอสุขภาพ และหลีกเหลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงตางๆ เชน สูบบุหรี่ ดื่มสุรา เสพสารเสพติด เปนตน 2. แนวตอบ ประชาชนทุกคนตองรวมมือกันในการสรางเสริมสุขภาพและการปองกันโรคในชุมชน โดยมีจิตสํานึกและ เปาหมายรวมกันซึ่งจะสงผลใหการแกปญหาสุขภาพในชุมชนเกิดความยั่งยืน 3. แนวตอบ เพื่อสงผลใหผูปฏิบัติมีความแข็งแรงสมบูรณทั้งทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม และสติปญญา สามารถ ดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยางเปนปกติ ไมเจ็บปวยหรือเปนโรคที่ทําใหไมสามารถอยูรวมกับบุคคลอื่นใน สังคมได 4. แนวตอบ ไดแก การสรางความรักและความอบอุนในครอบครัว หลีกเลี่ยงการเขาไปยุงเกี่ยวกับสารเสพติดทุกชนิด สรางความเชื่อมั่นใหกับตนเอง หลีกเลี่ยงการกลาวโทษตนเอง และระบบการศึกษาในโรงเรียนจะตองเนน กระบวนการเรียนการสอนใหเด็กไดมีโอกาสฝกทักษะการคิดวิเคราะหและมีความรับผิดชอบในชีวิต รวมทั้ง สงเสริมใหเด็กมีความรูสึกวาตนเองมีคุณคามากยิ่งขึ้น 5. แนวตอบ ควรใหขอมูลดังนี้ไดแกสถานที่เกิดเหตุเหตุการณที่เกิดขึ้นจํานวนผูปวยที่ตองการความชวยเหลือสภาพผูปวย ในขณะนั้น และการปฏิบัติการชวยชีวิตที่ไดกระทําไปแลว ตอนที่ 2 (44)
Download