Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
teerachon
22,678 views
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
Read more
15
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 516 times
1
/ 29
2
/ 29
3
/ 29
Most read
4
/ 29
5
/ 29
Most read
6
/ 29
7
/ 29
8
/ 29
9
/ 29
10
/ 29
11
/ 29
12
/ 29
13
/ 29
14
/ 29
15
/ 29
16
/ 29
17
/ 29
18
/ 29
19
/ 29
20
/ 29
21
/ 29
22
/ 29
23
/ 29
24
/ 29
25
/ 29
26
/ 29
27
/ 29
28
/ 29
29
/ 29
Most read
More Related Content
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
DOCX
ข้อสอบกลางภาควิทยาศาสตร์ ม.3 เทอม 1 (ชุด 30 ข้อ)
by
Panupong Sinthawee
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ป.3
by
Khunnawang Khunnawang
PDF
รูปแบบข้อสอบวิทยาศาสตร์ ป.5
by
Nattayaporn Dokbua
PDF
3.แนวข้อสอบ o net วิทยาศาสตร์(ม.3)
by
teerachon
PDF
ข้อสอบ LAS ปี ๒๕๕๗ วิทยาศาสตร์ ป.5
by
Khunnawang Khunnawang
PDF
02 สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ
by
kruannchem
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
ข้อสอบกลางภาควิทยาศาสตร์ ม.3 เทอม 1 (ชุด 30 ข้อ)
by
Panupong Sinthawee
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ป.3
by
Khunnawang Khunnawang
รูปแบบข้อสอบวิทยาศาสตร์ ป.5
by
Nattayaporn Dokbua
3.แนวข้อสอบ o net วิทยาศาสตร์(ม.3)
by
teerachon
ข้อสอบ LAS ปี ๒๕๕๗ วิทยาศาสตร์ ป.5
by
Khunnawang Khunnawang
02 สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ
by
kruannchem
What's hot
PDF
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.1 เทอม 2 ชุดที่ 1
by
คุณครูพี่อั๋น
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.1
by
teerachon
PDF
ข้อสอบอัจฉริยะ
by
Kodchaporn Siriket
PDF
แบบทดสอบตามตัวชี้วัด ม.1.doc.pdf
by
ssuser2feafc1
PDF
ข้อสอบวิทยาศาสตร์ O net (โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ)
by
สำเร็จ นางสีคุณ
PDF
วิทย์ฯเพิ่มเติมเทอม1ม1
by
Niwat Yod
PDF
แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ
by
Jariya Jaiyot
PDF
6แบบทดสอบการลำเลียงสารผ่านเซลล์
by
สำเร็จ นางสีคุณ
PDF
ใบความรู้ เรื่อง พลังงานความร้อน วิทยาศาสตร์ 2 ว 21102
by
พัน พัน
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ 2 ชั้น ม.1 ชุดที่ 2
by
dnavaroj
PDF
แบบทดสอบ หน้าที่พลเมืองฯ ม.3
by
teerachon
PDF
7.ชุดที่ 4 การสังเคราะห์แสง
by
เอเดียน คุณาสิทธิ์
PDF
Aแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การถ่ายโอนพลังงานความร้อน
by
krupornpana55
PDF
Slแบบฝึกหัดทบทวน เรื่อง อัตราเร็ว ความเร็ว ระยะทาง และการกระจัด
by
krupornpana55
PDF
เนื้อหาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
by
krupornpana55
PDF
เสียงกับการได้ยิน
by
krubenjamat
PDF
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธฺื๋ทางการเรียน หน่วย พลังงานไฟฟ้า
by
dnavaroj
PDF
เล่ม 5 ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวัน
by
Preeyapat Lengrabam
PDF
เรื่องที่ 11 คลื่นกล
by
thanakit553
PDF
บทที่5แรงในชีวิตประจำวันม 2
by
Wichai Likitponrak
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.1 เทอม 2 ชุดที่ 1
by
คุณครูพี่อั๋น
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.1
by
teerachon
ข้อสอบอัจฉริยะ
by
Kodchaporn Siriket
แบบทดสอบตามตัวชี้วัด ม.1.doc.pdf
by
ssuser2feafc1
ข้อสอบวิทยาศาสตร์ O net (โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ)
by
สำเร็จ นางสีคุณ
วิทย์ฯเพิ่มเติมเทอม1ม1
by
Niwat Yod
แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ
by
Jariya Jaiyot
6แบบทดสอบการลำเลียงสารผ่านเซลล์
by
สำเร็จ นางสีคุณ
ใบความรู้ เรื่อง พลังงานความร้อน วิทยาศาสตร์ 2 ว 21102
by
พัน พัน
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ 2 ชั้น ม.1 ชุดที่ 2
by
dnavaroj
แบบทดสอบ หน้าที่พลเมืองฯ ม.3
by
teerachon
7.ชุดที่ 4 การสังเคราะห์แสง
by
เอเดียน คุณาสิทธิ์
Aแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การถ่ายโอนพลังงานความร้อน
by
krupornpana55
Slแบบฝึกหัดทบทวน เรื่อง อัตราเร็ว ความเร็ว ระยะทาง และการกระจัด
by
krupornpana55
เนื้อหาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
by
krupornpana55
เสียงกับการได้ยิน
by
krubenjamat
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธฺื๋ทางการเรียน หน่วย พลังงานไฟฟ้า
by
dnavaroj
เล่ม 5 ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวัน
by
Preeyapat Lengrabam
เรื่องที่ 11 คลื่นกล
by
thanakit553
บทที่5แรงในชีวิตประจำวันม 2
by
Wichai Likitponrak
Viewers also liked
PDF
ข้อสอบพร้อมเฉลยอย่างละเอียด O net - วิทยาศาสตร์
by
Suriyawaranya Asatthasonthi
PDF
บทที่4โลกของเราม 2
by
Wichai Likitponrak
PDF
บทที่ 3 ระบบร่างกาย ม.2
by
Wichai Likitponrak
PDF
สรุป วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
by
สิปป์แสง สุขผล
PPTX
ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
by
Supaluk Juntap
PDF
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
PDF
บทที่ 1 สารอาหารม.2
by
Wichai Likitponrak
PDF
บทที่3ทรัพยากรธรณีม 2
by
Wichai Likitponrak
PDF
คู่มือครูวิทยาศาสตร์สสวท ม.3เล่ม2
by
KruPa Jggdd
PDF
บทที่1จำแนกสารม 2
by
Wichai Likitponrak
PDF
Slแบบทดสอบรายตัวชี้วัด หน่วยที่ 1 แรงและการเคลื่อนที่. 12 เม.ย.56docx
by
krupornpana55
PDF
O-net ม.6 คณิตศาสตร์ 56 +เฉลย
by
Watcharinz
DOCX
แบบทดสอบ สาระที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ
by
dnavaroj
PDF
บทที่ 2 แสง ม.2
by
Wichai Likitponrak
PDF
บทที่2ปฏิกิริยาเคมีม 2
by
Wichai Likitponrak
PDF
สมการการเคลื่อนที่แนวตรง
by
นายสมพร เหล่าทองสาร โรงเรียนดงบังพิสัยนวการนุสรณ์ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
DOC
แบบทดสอบกลางภาคเรียน วิทย์ 6 (ออกตามตัวชี้วัด)
by
dnavaroj
PDF
ปลายภาค ม3
by
peter dontoom
ข้อสอบพร้อมเฉลยอย่างละเอียด O net - วิทยาศาสตร์
by
Suriyawaranya Asatthasonthi
บทที่4โลกของเราม 2
by
Wichai Likitponrak
บทที่ 3 ระบบร่างกาย ม.2
by
Wichai Likitponrak
สรุป วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
by
สิปป์แสง สุขผล
ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
by
Supaluk Juntap
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
บทที่ 1 สารอาหารม.2
by
Wichai Likitponrak
บทที่3ทรัพยากรธรณีม 2
by
Wichai Likitponrak
คู่มือครูวิทยาศาสตร์สสวท ม.3เล่ม2
by
KruPa Jggdd
บทที่1จำแนกสารม 2
by
Wichai Likitponrak
Slแบบทดสอบรายตัวชี้วัด หน่วยที่ 1 แรงและการเคลื่อนที่. 12 เม.ย.56docx
by
krupornpana55
O-net ม.6 คณิตศาสตร์ 56 +เฉลย
by
Watcharinz
แบบทดสอบ สาระที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ
by
dnavaroj
บทที่ 2 แสง ม.2
by
Wichai Likitponrak
บทที่2ปฏิกิริยาเคมีม 2
by
Wichai Likitponrak
สมการการเคลื่อนที่แนวตรง
by
นายสมพร เหล่าทองสาร โรงเรียนดงบังพิสัยนวการนุสรณ์ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
แบบทดสอบกลางภาคเรียน วิทย์ 6 (ออกตามตัวชี้วัด)
by
dnavaroj
ปลายภาค ม3
by
peter dontoom
Similar to แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
PDF
แบบทดสอบ ภูมิศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
ตะลุยโจทย์ข้อสอบ งานและพลังงาน
by
กิตติพงษ์ เสียงเสนาะ
PDF
งานและพลังงาน
by
JaroonSriraksa1
PDF
แบบทดสอบ การงานอาชีฯ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ แรงและการเเคลื่อนที่ฯ ม.4 6
by
teerachon
PDF
ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ Pat3
by
Wisaruta
DOC
0 o net-2549
by
saiyok07
DOC
ใบงาน แผน 09
by
witthawat silad
DOC
แบบทดสอบวิทย์ ม.1ตอนที่2
by
fal-war
PDF
เนรัญญา แอโรบิค
by
NAY Aupara
PDF
เฉลยกิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ
by
Jiraporn
DOC
แบบฝึกทักษะ.05
by
ณิชกานต์ นารินทร์
DOC
แผนจัดการเรียนรู้ที่ 02
by
witthawat silad
DOC
ใบงาน แผน 05
by
ณิชกานต์ นารินทร์
DOCX
งานและพลังงาน
by
Aon Sujeeporn
PDF
เนรัญญา แอโรบิค
by
NAY Aupara
PDF
แผนการสอน โมเมนตั้มและการชน หลักสูตร 2551
by
Weerachat Martluplao
PDF
Py keqc0ytz2ufc6gdsi iqnhhniumihjardqfmjqb31fjfpvba3es5xenjwrautvn
by
Supipat Mokmamern
PDF
แบบรายงานผลการปฏิบัติงานและพัฒนาตนเองของกมลรัตน์ ฉิมพาลี
by
กมลรัตน์ ฉิมพาลี
แบบทดสอบ ภูมิศาสตร์ ม.3
by
teerachon
ตะลุยโจทย์ข้อสอบ งานและพลังงาน
by
กิตติพงษ์ เสียงเสนาะ
งานและพลังงาน
by
JaroonSriraksa1
แบบทดสอบ การงานอาชีฯ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ แรงและการเเคลื่อนที่ฯ ม.4 6
by
teerachon
ความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์ Pat3
by
Wisaruta
0 o net-2549
by
saiyok07
ใบงาน แผน 09
by
witthawat silad
แบบทดสอบวิทย์ ม.1ตอนที่2
by
fal-war
เนรัญญา แอโรบิค
by
NAY Aupara
เฉลยกิจกรรมตรวจสอบความเข้าใจ
by
Jiraporn
แบบฝึกทักษะ.05
by
ณิชกานต์ นารินทร์
แผนจัดการเรียนรู้ที่ 02
by
witthawat silad
ใบงาน แผน 05
by
ณิชกานต์ นารินทร์
งานและพลังงาน
by
Aon Sujeeporn
เนรัญญา แอโรบิค
by
NAY Aupara
แผนการสอน โมเมนตั้มและการชน หลักสูตร 2551
by
Weerachat Martluplao
Py keqc0ytz2ufc6gdsi iqnhhniumihjardqfmjqb31fjfpvba3es5xenjwrautvn
by
Supipat Mokmamern
แบบรายงานผลการปฏิบัติงานและพัฒนาตนเองของกมลรัตน์ ฉิมพาลี
by
กมลรัตน์ ฉิมพาลี
More from teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เศรษฐศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ นาฏศิลป์ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ดนตรี นาฏศิลป์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เทคโนโลยี ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เทคโน ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ เศรษฐศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ นาฏศิลป์ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ดนตรี นาฏศิลป์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ เทคโนโลยี ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ เทคโน ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
1.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ ชุดที่ ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด มาตรฐาน ตัวชี้วัด
ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด ระดับ พฤติกรรม การคิด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ ระดับพฤติกรรมการคิด รวม 1 ว. 4.1 1 1 A ความรู ความจํา 1, 4, 9, 11-12, 15, 18, 23, 26, 30-31, 33, 37 13 2 2-3 3 4-5 B ความเขาใจ 2, 7, 10, 13, 16, 19, 24, 27, 32, 34, 38 11 ว. 4.2 1 6 C การนําไปใช 6, 8, 17, 20, 25, 28, 29, 35 8 2 7-8 D การวิเคราะห 3, 14, 21, 36, 39 5 3 9 E การสังเคราะห 5, 22 2 1 10 F การประเมินคา 40 1 ว. 5.1 2 11-14 3 15-17 4 18-22 5 23-25 ว. 7.1 1 26-29 2 30-32 3 33-36 ว. 7.2 1 37-40 หมายเหตุ : มีเฉลยและคําอธิบายเชิงวิเคราะห อยูทายแบบทดสอบชุดที่ 3 แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจุดมุงหมายเพื่อใหผูเรียนอานออก เขียนได คิดคํานวณเปน มุงใหเกิดทักษะการเรียนรูตลอดชีวิต เตรียมตัวเปนพลเมืองที่มีคุณภาพ และมีความสามารถในการแขงขันไดในอนาคต การจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับจุดมุงหมายดังกลาว จึงควรใหผูเรียนฝกฝนการนําความรูไปประยุกตใชในชีวิตจริง สามารถคิดวิเคราะหและแกปญหาได ดังนั้นเพื่อเปนการเตรียมความพรอม ของผูเรียน ทางโครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด จึงไดจัดทําแบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด โดยดําเนินการวิเคราะหสาระการเรียนรูที่สําคัญตามที่ระบุไวในมาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นป แลวนํามากําหนดเปนระดับพฤติกรรมการคิด เพื่อสรางแบบทดสอบที่มีคุณสมบัติ ดังน�้ แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด ที่จัดทําโดย โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ประกอบดวย แบบทดสอบ 3 ชุด แตละชุดมีทั้งแบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอัตนัย โดยวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด และระดับพฤติกรรมการคิด ที่สัมพันธกับแบบทดสอบไวอยางชัดเจน เพื่อใหผูสอนนําไปใชเปนเครื่องมือวัดและประเมินผลผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ สอดคลองกับมาตรฐาน ตัวชี้วัดชั้นปทุกขอ ตามระดับพฤติกรรมการคิด ที่ระบุไวในตัวชี้วัด วัดผลการเรียนรู เนนใหผูเรียนเกิดการคิด1 2 ผูสอนสามารถนําแบบทดสอบน�้ไปใชเปนเครื่องมือวัด และประเมินผล รวมทั้งเปนเครื่องบงชี้ความสําเร็จและรายงาน คุณภาพของผูเรียนแตละคน เพื่อเปนการเตรียมความพรอม ของนักเรียนใหมีความสามารถในดานการใชภาษา ดานการ คิดคํานวณ และดานเหตุผล สําหรับรองรับการประเมินผลผูเรียน ในระดับประเทศ (O-NET) และระดับนานาชาติ (PISA) ตอไป (1)
2.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ ชุดที่ ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด มาตรฐาน ตัวชี้วัด
ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด ระดับ พฤติกรรม การคิด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ ระดับพฤติกรรมการคิด รวม 2 ว. 4.1 1 1-2 A ความรู ความจํา 3, 5, 8, 11, 15-16, 19, 22, 26, 30, 34, 35, 37 13 2 3 3 4 B ความเขาใจ 1- 2, 9,12, 20,23-24, 27-28, 31, 38 11 ว. 4.2 1 5-6 C การนําไปใช 7, 10, 13-14, 21, 32, 36, 39 8 2 7 D การวิเคราะห 4, 17, 25, 29, 40 5 3 8 E การสังเคราะห 6, 18 2 ว. 5.1 1 9-10 F การประเมินคา 33 1 2 11-14 3 15-18 4 19-21 5 22-25 ว.7.1 1 26-29 2 30-33 3 34-36 ว. 7.2 1 37-40 3 ว. 4.1 1 1 A ความรู ความจํา 3, 5, 9, 11, 15, 18-19, 22, 26, 30, 34, 37-38 13 2 2 3 3 B ความเขาใจ 1-2, 7, 12, 16, 20, 23, 27, 31, 35, 36 11 ว. 4.2 1 4 C การนําไปใช 4,10,13,17,24,28,32,39 8 2 5-6 D การวิเคราะห 8,21,25,33,40 5 3 7-8 E การสังเคราะห 6,14 2 ว. 5.1 1 9-10 F การประเมินคา 29 1 2 11-14 3 15-17 4 18-21 5 22-25 ว.7.1 1 26-29 2 30-33 3 34-36 ว. 7.2 1 37-40 (2)
3.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 4. ทดลองนํากอนหินใสบีกเกอรที่มีนํ้าอยูเต็ม ขอใดกลาวถึง แรงลอยตัวไดถูกตอง 1.
แรงลอยตัวจะมีคานอยกวานํ้าหนักของกอนหินที่ชั่ง ในนํ้า 2. แรงลอยตัวจะมีคาเทากับนํ้าหนักของกอนหินที่จมไป ในนํ้า 3. แรงลอยตัวจะมีคานอยกวานํ้าหนักของกอนหินที่จมไป ในนํ้า 4. แรงลอยตัวจะมีคาเทากับนํ้าหนักของกอนหินที่ชั่งใน อากาศ 5. ผลการทดสอบเรื่องแรงลอยตัวในขอใดนาเชื่อถือมากที่สุด 1. นําดินนํ้ามันมาใสลงในอางนํ้า ปรากฏวาดินนํ้ามันลอย ปริ่มนํ้า แสดงวาแรงลอยตัวมีคาเทากับนํ้าหนักของนํ้า ที่ถูกแทนที่ 2. นํากอนหินมาใสลงในอางนํ้า ปรากฏวากอนหินจมนํ้า แสดงวาแรงลอยตัวมีคาเทากับนํ้าหนักของกอนหินที่ จมลงไปในนํ้า 3. นําแผนโฟมใสลงในอางนํ้า ปรากฏวาแผนโฟมลอยนํ้า แสดงวาแรงลอยตัวมีคามากกวานํ้าหนักของแผนโฟม ที่ชั่งในอากาศ 4. ไมมีขอใดสรุปถูกตอง 4. A 1. นําดินนํ้ามันมาใสลงในอางนํ้า ปรากฏวาดินนํ้ามันลอย 5. 1. นําดินนํ้ามันมาใสลงในอางนํ้า ปรากฏวาดินนํ้ามันลอย1. นําดินนํ้ามันมาใสลงในอางนํ้า ปรากฏวาดินนํ้ามันลอยE 1. นําดินนํ้ามันมาใสลงในอางนํ้า ปรากฏวาดินนํ้ามันลอย 1. แรงโนมถวงของโลกที่บริเวณใดมีคามากที่สุด 1. ที่ระดับนํ้าทะเลสูงสุด 2. ที่ระดับนํ้าทะเลปานกลาง 3. ที่ระดับความสูง 50 เมตร 4. ที่ระดับความสูง 100 เมตร 2. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 1. แรงลอยตัวเปนแรงคูกิริยาปฏิกิริยากับแรงโนมถวง ของโลก 2. เมื่อไมมีแรงภายนอกมากระทํา วัตถุจะเคลื่อนที่ดวย ความเร็วคงตัว 3. เมื่อมีแรงคงที่มากระทําตอวัตถุ จะทําใหวัตถุเคลื่อนที่ ดวยความเร็วคงตัว 4. แรงปฏิกิริยาจะมีทิศทางตรงกันขามกับแรงกิริยา และ กระทําตอวัตถุกอนเดียวกัน 3. บอยยืนถือกอนหินอยูบนรถเข็นที่ลอของรถไมมีความฝด จะเกิดอะไรขึ้นหากบอยขวางกอนหินออกไป 1. รถเข็นยังอยูที่เดิม 2. รถเข็นเคลื่อนที่แบบไรทิศทาง 3. รถเข็นจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับกอนหิน 4. รถเข็นจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันขามกับกอนหิน 1. 1.A 1. 2. 1.B 1.B 1. 3. D ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล …………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 1 (3)
4.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 6. หากกองตองการลากซุงหนัก120 นิวตัน
ใหเคลื่อนที่กอง ตองออกแรงเทาใดจึงจะทําใหซุงเริ่มเคลื่อนที่ได กําหนด คาสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานระหวางซุงกับพื้นเทากับ 0.6 นิวตัน 1. 70 นิวตัน 2. 72 นิวตัน 3. 74 นิวตัน 4. 76 นิวตัน 7. ขอใดไมใชผลของคานอันดับ 2 1. ออกแรงผลักประตู 2. ตัดกระดาษดวยกรรไกร 3. ตัดกระดาษดวยแทนตัดกระดาษ 4. ขนทรายเพื่อกอสรางดวยรถขนทราย 8. คานเบาที่มีความยาวสมํ่าเสมอ0.60 เมตร ปลายดานหนึ่ง ปกติดอยูกับกําแพง สวนปลายอีกดานแขวนวัตถุมวล 9 กิโลกรัม จงหาโมเมนตของแรงที่กระทําตอคานดังกลาว 1. 0.54 นิวตันเมตร 2. 5.40 นิวตันเมตร 3. 5.04 นิวตันเมตร 4. 54.0 นิวตันเมตร 9. การเคลื่อนที่แบบวงกลมจะทําใหเกิดแรงในขอใด 1. แรงโนมถวง 2. แรงสูศูนยกลาง 3. แรงผลักออกจากศูนยกลาง 4. แรงดึงดูดระหวางวัตถุกับจุดศูนยกลาง 10. นาย ก. ขับรถขึ้นภูเขาสูง 50 กิโลเมตร เมื่อถึงยอดเขา จึงปลอยใหรถไถลลงมาถึงเชิงเขา ขอใดสามารถอธิบาย การเปลี่ยนรูปพลังงานของรถยนตคันนี้ไดถูกตองที่สุด 1. พลังงานจลน พลังงานศักย 2. พลังงานศักย พลังงานจลน 3. พลังงานศักย พลังงานจลน พลังงานศักย 4. พลังงานจลน พลังงานศักย พลังงานจลน 11. ขอใดแสดงทิศทางการไหลของกระแสไฟฟาไดถูกตอง 1. ไหลจากที่สูงลงสูที่ตํ่า 2. ไหลจากขั้วลบไปยังขั้วบวก 3. ไหลจากแรงดันตํ่าไปยังแรงดันสูง 4. ไหลจากศักยไฟฟาสูงไปยังศักยไฟฟาตํ่า 6. C 1. ออกแรงผลักประตู 7. 1. ออกแรงผลักประตูB 1. ออกแรงผลักประตูB 1. ออกแรงผลักประตู 8. C 1. แรงโนมถวง 9. 1. แรงโนมถวงA 1. แรงโนมถวงA 1. แรงโนมถวง 10. B 1. ไหลจากที่สูงลงสูที่ตํ่า 11. 1. ไหลจากที่สูงลงสูที่ตํ่า1. ไหลจากที่สูงลงสูที่ตํ่าA 1. ไหลจากที่สูงลงสูที่ตํ่า 12. ขอใดไมมีผลตอความตานทานไฟฟาของลวดตัวนํา 1. สีของลวดตัวนํา 2. ชนิดของลวดตัวนํา 3. อุณหภูมิของลวดตัวนํา 4. ความยาวของลวดตัวนํา 13. ขอใดกลาวถึงกฎของโอหมไดถูกตอง 1. กระแสไฟฟาแปรผกผันกับความตางศักยไฟฟา 2. กระแสไฟฟาแปรผกผันกับความตานทานไฟฟา 3. กระแสไฟฟาแปรผันตรงกับความตางศักยไฟฟา 4. กระแสไฟฟาแปรผันตรงกับความตานทานไฟฟา 14. ตัวนําไฟฟาในขอใดเมื่อนํามาตอในวงจรไฟฟาแลว จะทําใหมีกระแสไฟฟาไหลในวงจรมากที่สุด 1. มีความตานทาน 3 โอหม 2. มีความตานทาน 5 โอหม 3. มีความตานทาน 6 โอหม 4. มีความตานทาน 7 โอหม 15. คาของกําลังไฟฟาหาไดจากสิ่งใดตอไปนี้ 1. คาของเวลาตอกําลังไฟฟา 2. คาของกําลังไฟฟาตอเวลา 3. คาของพลังงานไฟฟาตอเวลา 4. คาของเวลาตอพลังงานไฟฟา 16. ถาตอตูเย็นกับความตางศักย 220 โวลต มีกระแสไฟฟา ไหลผาน 1.2 แอมแปร ตูเย็นเครื่องนี้มีกําลังไฟฟาเทาไร 1. 183.3 วัตต 2. 264.0 วัตต 3. 440.0 วัตต 4. 545.4 วัตต 17. หลอดไฟฟาขนาด 220V 80W ถาใชนาน 20 ชั่วโมง จะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟากี่ยูนิต 1. 0.8 ยูนิต 2. 1.6 ยูนิต 3. 2.4 ยูนิต 4. 3.2 ยูนิต 18. ขอใดคือคุณสมบัติของฟวส 1. มีจุดหลอมเหลวตํ่า 2. มีจุดหลอมเหลวสูง 3. มีความนําไฟฟานอย 4. มีความตานทานไฟฟามาก 1. สีของลวดตัวนํา 12. 1. สีของลวดตัวนําA 1. สีของลวดตัวนําA 1. สีของลวดตัวนํา 1. กระแสไฟฟาแปรผกผันกับความตางศักยไฟฟา 13. 1. กระแสไฟฟาแปรผกผันกับความตางศักยไฟฟาB 1. กระแสไฟฟาแปรผกผันกับความตางศักยไฟฟาB 1. กระแสไฟฟาแปรผกผันกับความตางศักยไฟฟา 14. D 1. คาของเวลาตอกําลังไฟฟา 15. 1. คาของเวลาตอกําลังไฟฟาA 1. คาของเวลาตอกําลังไฟฟาA 1. คาของเวลาตอกําลังไฟฟา 16. B 17. C 1. มีจุดหลอมเหลวตํ่า 18. 1. มีจุดหลอมเหลวตํ่า1. มีจุดหลอมเหลวตํ่าA 1. มีจุดหลอมเหลวตํ่า (4)
5.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 19. การตอวงจรไฟฟาแบบใดที่จะทําใหความตานทานรวม มีคาเพิ่มขึ้น 1. ตอแบบขนาน
2. ตอแบบอนุกรม 3. ตอแบบวงจรปด 4. ตอแบบวงจรเปด 20. จงคํานวณหาคาความตานทานไฟฟารวมของตัวตานทาน ไฟฟา 4 ตัว ที่ตอแบบขนาน โดยแตละตัวมีคา 20 โอหม 1. 5 โอหม 2. 10 โอหม 3. 40 โอหม 4. 80 โอหม 21. จากภาพA คือ ฟวสB และC คือ หลอดไฟ ถาสับสวิตช S ลง ขอใดถูกตอง 1. ฟวสขาด 2. B และ C สวาง 3. B และ C สวางนอยลง 4. B และ C สวางมากขึ้น 22. ถาเพิ่มจํานวนหลอดไฟฟาในวงจรไฟฟาแบบอนุกรมอีก 1 หลอด ความตานทานรวมและกระแสไฟฟาที่ไหลผาน แตละหลอดจะมีคาอยางไร ตามลําดับ 1. ความตานทานรวมลดลง กระแสไฟฟาไหลเทากัน 2. ความตานทานรวมเพิ่มขึ้น กระแสไฟฟาไหลเทากัน 3. ความตานทานรวมลดลง กระแสไฟฟาไหลไมเทากัน 4. ความตานทานรวมเพิ่มขึ้น กระแสไฟฟาไหลไมเทากัน 23. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับอุปกรณอิเล็กทรอนิกส 1. อุปกรณที่เปนฉนวนไฟฟา 2. อุปกรณที่ควบคุมการไหลของประจุ 3. อุปกรณที่ควบคุมปริมาณและทิศทางการไหลของ อิเล็กตรอน 4. อุปกรณที่ควบคุมปริมาณและทิศทางการไหลของ กระแสไฟฟา 24. อุปกรณในขอใดเปนการใชประโยชนจากไดโอดเปลงแสง 1. พัดลมไฟฟา 2. เครื่องเตือนอัคคีภัย 3. หนาจอคอมพิวเตอร 4. หลอดไฟฟลูออเรสเซนต 19. B 20. C 21. D 22. E 1. อุปกรณที่เปนฉนวนไฟฟา 23. 1. อุปกรณที่เปนฉนวนไฟฟา1. อุปกรณที่เปนฉนวนไฟฟาA 1. อุปกรณที่เปนฉนวนไฟฟา 1. พัดลมไฟฟา 24. 1. พัดลมไฟฟาB 1. พัดลมไฟฟาB 1. พัดลมไฟฟา 25. ตัวตานทานที่มีแถบสีเรียงกัน ดังนี้ นํ้าตาล ดํา สม และ ทอง จะมีคาความตานทานประมาณกี่กิโลโอหม 1. 10 กิโลโอหม 2. 100 กิโลโอหม 3. 1,000 กิโลโอหม 4. 10,000 กิโลโอหม 26. ดาวเคราะหดวงใดมีขนาดเล็กที่สุดในระบบสุริยะ 1. ดาวพุธ 2. ดาวศุกร 3. ดาวพลูโต 4. ดาวอังคาร 27. ขอใดเกี่ยวของกับการกําเนิดระบบสุริยะ 1. ดาวหาง 2. แกสไฮโดรเจน 3. แกสไนโตรเจน 4. แกสคารบอนไดออกไซด 28. ถาสิ่งมีชีวิตไมสามารถอาศัยอยูบนโลกได นักเรียนคิดวา ดาวเคราะหดวงใดนาจะเหมาะสําหรับใหสิ่งมีชีวิตอาศัย มากที่สุด 1. ดาวศุกร 2. ดาวอังคาร 3. ดาวยูเรนัส 4. ดาวพฤหัสบดี 29. อุกกาบาตและผีพุงไตแตกตางกันอยางไร 1. ผีพุงไต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบ ดวงอาทิตย ซึ่งเกิดการลุกไหมจึงเห็นแสงสวางเปน ทางยาว สวนอุกกาบาต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาด เล็กที่โคจรรอบโลก ซึ่งเกิดการลุกไหมแตไมมีแสง 2. ผีพุงไต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กซึ่งโคจรรอบ ดวงอาทิตย ซึ่งเกิดการลุกไหมจึงเห็นแสงสวางเปน ทางยาว สวนอุกกาบาต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาด เล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย ซึ่งเกิดการลุกไหมแตไมมี แสงสวาง 3. ผีพุงไตคือสะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบโลก ซึ่งเกิดการลุกไหมจึงมองเห็นแสงสวางเปนทางยาว สวนอุกกาบาต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่ โคจรรอบดวงอาทิตย ซึ่งเกิดการลุกไหมไมหมดจึง เหลือบางสวนตกลงสูพื้นโลก 4. ผีพุงไต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบ ดวงอาทิตย ซึ่งเกิดการลุกไหมจึงมองเห็นแสงสวาง เปนทางยาว สวนอุกกาบาต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุ ขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย ซึ่งเกิดการลุกไหม ไมหมดจึงเหลือบางสวนตกลงสูพื้นโลก 25. C 1. ดาวพุธ 2. ดาวศุกร 26. 1. ดาวพุธ 2. ดาวศุกรA 1. ดาวพุธ 2. ดาวศุกรA 1. ดาวพุธ 2. ดาวศุกร 1. ดาวหาง 27. 1. ดาวหางB 1. ดาวหางB 1. ดาวหาง 28. C 1. ผีพุงไต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบ 29. 1. ผีพุงไต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบ1. ผีพุงไต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบC 1. ผีพุงไต คือ สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบ A B CS (5)
6.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 30. นักวิทยาศาสตรทราบอายุของระบบสุริยะไดจากสิ่งใด 1. ดาวหาง 2.
ดวงอาทิตย 3. ดาวเคราะหบางดวง 4. อุกกาบาตที่ตกลงมาสูโลก 31. ดาวฤกษกําเนิดมาจากขอใด 1. การระเบิดของเนบิวลา 2. การระเบิดของซูเปอรโนวา 3. การรวมตัวกันของแกสและฝุนธุลีในอวกาศ 4. การรวมตัวกันของดาวเคราะหนอยในอวกาศ 32. ขอใดอธิบายเกี่ยวกับเนบิวลามืดไดถูกตองที่สุด 1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลว ที่สะทอน แสงสวางจากดาวฤกษ 2. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลว ที่ดูดกลืน แสงสวางจากดาวฤกษ 3. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีที่ยังไมเกิดการยุบตัว ที่สะทอน แสงสวางจากดาวฤกษ 4. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีที่ยังไมเกิดการยุบตัว ที่ดูดกลืน แสงสวางจากดาวฤกษ 33. ดาวฤกษสีใดที่มีอุณหภูมิสูงที่สุด 1. แดง 2. ขาว 3. เหลือง 4. สมแดง 34. ขอใดกลาวถึงอุณหภูมิ อายุ และสีของดาวฤกษได ถูกตองที่สุด 1. ดาวฤกษสีฟามีอุณหภูมิตํ่ากวาดาวฤกษสีสม 2. ดาวฤกษสีขาวมีอุณหภูมิสูงกวาดาวฤกษสีแดง 3. ดาวฤกษสีนํ้าเงินมีอายุมากกวาดาวฤกษสีเหลือง 4. ดาวฤกษสีเหลืองมีอายุนอยกวาดาวฤกษสีเหลืองขาว 35. กลุมดาวในขอใดนํามาใชประโยชนในดานเดียวกัน 1. กลุมดาวเหนือ - กลุมดาวหมีใหญ 2. กลุมดาวเหนือ - กลุมดาวกางเขนใต 3. กลุมดาวจระเข - กลุมดาวกางเขนใต 4. กลุมดาวกางเขนใต - กลุมดาวหมีใหญ 1. ดาวหาง 30. 1. ดาวหางA 1. ดาวหางA 1. ดาวหาง 1. การระเบิดของเนบิวลา 31. 1. การระเบิดของเนบิวลาA 1. การระเบิดของเนบิวลาA 1. การระเบิดของเนบิวลา 1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลว ที่สะทอน 32. 1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลว ที่สะทอน1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลว ที่สะทอนB 1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลว ที่สะทอน 1. แดง 2. ขาว 33. 1. แดง 2. ขาวA 1. แดง 2. ขาวA 1. แดง 2. ขาว 34. B 1. กลุมดาวเหนือ - กลุมดาวหมีใหญ 35. 1. กลุมดาวเหนือ - กลุมดาวหมีใหญC 1. กลุมดาวเหนือ - กลุมดาวหมีใหญC 1. กลุมดาวเหนือ - กลุมดาวหมีใหญ 36. นักดาราศาสตรแบงกลุมดาว 12 ราศี ออกจาก กลุมดาวอื่นๆ โดยอาศัยหลักการใด 1. รูปรางของกลุมดาว 2. ชวงเวลาที่มองเห็นกลุมดาว 3. การใชประโยชนของกลุมดาว 4. ตําแหนงที่กลุมดาวปรากฏบนทองฟา 37. ขอใดหมายถึงวงจรคางฟา 1. วงจรที่วัตถุโคจรผานขั้วโลกทั้งสองดาน 2. วงจรที่วัตถุลอยนิ่งโดยไมมีการหมุนรอบโลก 3. วงจรที่วัตถุเคลื่อนที่ไปพรอมๆ กับการหมุนของโลก 4. วงจรที่วัตถุโคจรสวนทางกับทิศทางการหมุนของโลก 38. การเคลื่อนที่ในขอใดที่มีแรงโนมถวงของโลกมากระทํา เพียงแรงเดียว 1. ลูกบอลตกสูพื้นโลก 2. ดวงจันทรโคจรรอบโลก 3. จรวดพุงจากพื้นผิวโลกดวยความเร็วสูง 4. แรงโนมถวงดึงดูดสถานีอวกาศลงสูพื้นผิวโลก 39. เหตุใดการสงจรวดไปในอวกาศ เมื่อจรวดแตละทอน เผาไหมเชื้อเพลิงหมดแลวจึงตองถูกสลัดทิ้งไป 1. เพื่อลดขนาด 2. เพื่อลดนํ้าหนัก 3. เพื่อลดแรงเสียดทาน 4. เพื่อลดแรงโนมถวงของโลก 40. ถายานอวกาศลําหนึ่งเคลื่อนที่ขึ้นไปดวยความเร็วสูงสุด 10 กิโลเมตรตอวินาที นักเรียนคิดวาเหตุการณใดนาจะ เกิดขึ้นไดมากที่สุด 1. ยานอวกาศออกไปโคจรรอบโลกไดระยะหนึ่ง 2. ยานอวกาศออกไปโคจรรอบโลกไดตลอดไป โดยไมตองมีเชื้อเพลิง 3. ยานอวกาศออกไปโคจรรอบโลกไดจนกระทั่งเชื้อเพลิง ในยานอวกาศหมด 4. ยานอวกาศไมสามารถออกไปโคจรรอบโลกได และจะ ตกลงสูพื้นโลกในที่สุด 36. D 1. วงจรที่วัตถุโคจรผานขั้วโลกทั้งสองดาน 37. 1. วงจรที่วัตถุโคจรผานขั้วโลกทั้งสองดาน1. วงจรที่วัตถุโคจรผานขั้วโลกทั้งสองดานA 1. วงจรที่วัตถุโคจรผานขั้วโลกทั้งสองดาน 38. B 39. D 40. F (6)
7.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. หากไมมีแรงโนมถวงของโลก การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลจะไมสามารถเกิดได
นักเรียนเห็นดวยหรือไม เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จงบอกวิธีการใชเตารีดไฟฟาอยางประหยัดและปลอดภัยมาอยางนอย 5 วิธี ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. คาความตานทานตํ่าสุดของตัวตานทานที่มี3 แถบสี คือ สม มวง ดํา จะมีคามากกวาคาความตานทานตํ่าสุดของตัวตานทาน ที่มี 4 แถบสี คือ สม มวง ดํา ทอง นักเรียนเห็นดวยหรือไม เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. เอกภพ กาแล็กซี และระบบสุริยะ มีความสัมพันธกันอยางไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. นักเรียนคิดวาเทคโนโลยีอวกาศมีประโยชนอยางไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 1. หากไมมีแรงโนมถวงของโลก การเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทลจะไมสามารถเกิดได นักเรียนเห็นดวยหรือไม เพราะเหตุใด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………F ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………C 3. F ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………B ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………C ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (7)
8.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 5. คาสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเปนคาที่เกิดจากปจจัยในขอใด 1. รูปรางของวัตถุ
2. แรงกดของวัตถุ 3. นํ้าหนักของวัตถุ 4. ผิวสัมผัสของวัตถุ 6. การทดสอบเรื่องแรงเสียดทานในขอใดมีความนาเชื่อถือ มากที่สุด 1. ลอรถบรรทุกจะเกิดแรงเสียดทานกับพื้นถนนนอยกวา ลอรถยนต 2. ในเวลาที่เทากัน ลูกปงปองจะกลิ้งไปบนพื้นโตะเกลี้ยง ไดไกลกวาลูกกอลฟ 3. จรวดขวดนํ้าที่มีหัวปานจะเคลื่อนที่ไปในอากาศได เร็วกวาจรวดขวดนํ้าที่มีหัวแหลม 4. ลากถุงทรายบนพื้นไมที่เรียบจะเกิดแรงเสียดทาน มากกวาลากถุงทรายบนพื้นปูนที่ขรุขระ 7. แขวนถุงทรายขนาด 120 นิวตัน ไวทางดานซายของ คานไม ซึ่งหางจากจุดหมุน 80 เซนติเมตร และแขวน ถุงทราย 80 นิวตัน ไวทางดานขวา ซึ่งหางจากจุดหมุน 1.2 เมตร จากขอความขางตนเหตุการณใดจะเกิดขึ้น 1. คานดานซายกระดกขึ้น 2. คานดานขวากระดกขึ้น 3. คานจะอยูในระดับสมดุล 4. คานดานขวาและซายจะกระดกขึ้นลงสลับกัน 1. รูปรางของวัตถุ 2. แรงกดของวัตถุ 5. 1. รูปรางของวัตถุ 2. แรงกดของวัตถุA 1. รูปรางของวัตถุ 2. แรงกดของวัตถุA 1. รูปรางของวัตถุ 2. แรงกดของวัตถุ 6. E 7. C 1. วัตถุในขอใดกําลังเคลื่อนที่ดวยความเรง 1. สมที่กําลังหลนจากตน 2. รถยนตเมื่อเขาใกลไฟแดง 3. ลิฟตที่กําลังขึ้นดวยความเร็วคงที่ 4. ลูกบอลที่ถูกเตะออกไปในแนวราบ 2. ถานําวัตถุมวล 50 กิโลกรัม ไปชั่งนํ้าหนักบนดวงดาวที่มี ความเรงโนมถวง 0.5 เมตร/วินาที2 จะอานคาไดเทาไร 1. 25 นิวตัน 2. 25 กิโลกรัม 3. 50 นิวตัน 4. 50 กิโลกรัม 3. ขอใดเปนไปตามกฎการเคลื่อนที่ขอที่ 3 ของนิวตัน “กฎแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยา” 1. มีทิศทางเดียวกัน 2. มีขนาดไมเทากัน 3. เกิดขึ้นเวลาใกลเคียงกัน 4. กระทําตอวัตถุคนละชิ้นกัน 4. เหตุใดเรือซึ่งทําจากเหล็กจึงลอยนํ้าได 1. เทคโนโลยีมีความเจริญกาวหนา 2. เรือมีความหนาแนนนอยกวานํ้า 3. เหล็กที่นํามาทําเปนเรือมีมวลลดลง 4. นํ้าเปนของเหลวที่มีความหนาแนนมาก จึงมีแรงพยุงมาก 1. สมที่กําลังหลนจากตน 1. 1. สมที่กําลังหลนจากตน1. สมที่กําลังหลนจากตนB 1. สมที่กําลังหลนจากตน 2. B 3. A 1. เทคโนโลยีมีความเจริญกาวหนา 4. 1. เทคโนโลยีมีความเจริญกาวหนาD 1. เทคโนโลยีมีความเจริญกาวหนาD 1. เทคโนโลยีมีความเจริญกาวหนา ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล …………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 2 (8)
9.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 8. สําหรับวัตถุที่เคลื่อนที่เปนวงกลม ปริมาณใดจะไมเกิด การเปลี่ยนแปลง 1.
แรงสูศูนยกลาง 2. อัตราเร็วของวัตถุ 3. การกระจัดของวัตถุ 4. ความเรงสูศูนยกลาง 9. งานและพลังงานมีความสัมพันธกันอยางไร 1. งาน = พลังงานศักย - พลังงานจลน 2. งาน = พลังงานจลน + พลังงานศักย 3. งาน = ผลบวกของพลังงานเมื่อเวลาเปลี่ยนไป 4. งาน = ผลตางของพลังงานเมื่อเวลาเปลี่ยนไป 10. นาย ก ออกแรง50 นิวตัน เข็นรถใหเคลื่อนที่ไดระยะทาง 1 เมตร จงหางานที่นาย ก ใชในการเข็นรถ 1. 25 นิวตันเมตร 2. 30 นิวตันเมตร 3. 50 นิวตันเมตร 4. 75 นิวตันเมตร 11. วัตถุในขอใดเปนตัวนําไฟฟาทั้งหมด 1. เหล็ก พลาสติก เชือก 2. อากาศ ตะกั่ว สังกะสี 3. ทองแดง คารบอน เงิน 4. ผา ยางรถยนต อะลูมิเนียม 12. ลวดตัวนําชนิดเดียวกันที่มีพื้นที่หนาตัดเทากัน ลวดตัวนํา ในขอใดมีความตานทานมากที่สุด 1. ลวดยาว 5 เซนติเมตร 2. ลวดยาว 7 เซนติเมตร 3. ลวดยาว 10 เซนติเมตร 4. ลวดยาว 14 เซนติเมตร 13. วงจรไฟฟาวงจรหนึ่งมีความตานทานไฟฟา12 กิโลโอหม มีกระแสไฟฟา30 มิลลิแอมแปร ความตางศักยไฟฟาของ วงจรไฟฟานี้มีคาเทาไร 1. 36 มิลลิโวลต 2. 36 กิโลโวลต 3. 0.36 มิลลิโวลต 4. 360 โวลต 14. กาตมนํ้าใบหนึ่งมีตัวเลขเขียนกํากับไวดานขางวา2,200W 220V เมื่อนํากาตมนํ้าไปเสียบกับเตารับจะมีกระแสไฟฟา ไหลผานกี่แอมแปร 1. 0.1 2. 10 3. 220 4. 2,200 8. A 1. งาน = พลังงานศักย - พลังงานจลน 9. 1. งาน = พลังงานศักย - พลังงานจลนB 1. งาน = พลังงานศักย - พลังงานจลนB 1. งาน = พลังงานศักย - พลังงานจลน 10. C 1. เหล็ก พลาสติก เชือก 11. 1. เหล็ก พลาสติก เชือกA 1. เหล็ก พลาสติก เชือกA 1. เหล็ก พลาสติก เชือก 12. B 13. C 14. C 15. ตัวเลข 460 W บนเครื่องใชไฟฟา หมายถึงคาใด 1. กําลังไฟฟา 2. กระแสไฟฟา 3. ความตางศักยไฟฟา 4. ความตานทานไฟฟา 16. ขอใดกลาวถึงคากําลังไฟฟาของเครื่องใชไฟฟาไดถูกตอง 1. เปนพลังงานไฟฟาที่เปลี่ยนเปนพลังงานแสง 2. เปนพลังงานไฟฟาที่ถูกใชไปในเวลา 1 วินาที 3. เปนพลังงานที่สูญเปลาในการใชพลังงานไฟฟา 4. เปนพลังงานไฟฟาที่สิ้นเปลืองไปในการทํางาน 17. ตูเย็นที่มีตัวเลขเขียนกํากับไวดานขางวา 145 W 220 V กับเตารีดไฟฟาที่มีตัวเลขเขียนกํากับไวดานขางวา750W 220 V เมื่อใชในเวลาที่เทากัน เครื่องใชไฟฟาชนิดใดจะ สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟามากกวา เพราะเหตุใด 1. ตูเย็น เพราะมีขนาดใหญกวา 2. เตารีดไฟฟา เพราะใหพลังงานความรอน 3. เตารีดไฟฟา เพราะมีกําลังไฟฟามากกวา 4. ตูเย็น เพราะตองเปลี่ยนพลังงานไฟฟาเปนพลังงานกล มากกวา 18. ถาลดความตางศักยไฟฟาในวงจรลงครึ่งหนึ่งของความ ตางศักยไฟฟาเดิม และเพิ่มความตานทานไฟฟาในวงจร เปน 2 เทาของความตานทานไฟฟาเดิม กําลังไฟฟาของ วงจรจะมีคาเปนอยางไร 1. ลดลง 4 เทา 2. ลดลง 8 เทา 3. เพิ่มขึ้น 4 เทา 4. เพิ่มขึ้น 8 เทา 19. ขอใดคือหนาที่ของสะพานไฟ 1. เปนตัวนําไฟฟาในวงจร 2. เปด-ปดวงจรไฟฟาในบาน 3. ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟา 4. ปองกันอันตรายที่เกิดจากการใชกระแสไฟฟา 20. การตอตัวตานทานเขาไปในวงจรไฟฟาจะทําใหปริมาณ กระแสไฟฟาเปนอยางไร 1. ลดลง 2. เพิ่มขึ้น 3. เทาเดิม 4. ขึ้นอยูกับชนิดของตัวตานทาน 1. กําลังไฟฟา 15. 1. กําลังไฟฟาA 1. กําลังไฟฟาA 1. กําลังไฟฟา 1. เปนพลังงานไฟฟาที่เปลี่ยนเปนพลังงานแสง 16. 1. เปนพลังงานไฟฟาที่เปลี่ยนเปนพลังงานแสง1. เปนพลังงานไฟฟาที่เปลี่ยนเปนพลังงานแสงA 1. เปนพลังงานไฟฟาที่เปลี่ยนเปนพลังงานแสง 17. D 18. E 1. เปนตัวนําไฟฟาในวงจร 19. 1. เปนตัวนําไฟฟาในวงจรA 1. เปนตัวนําไฟฟาในวงจรA 1. เปนตัวนําไฟฟาในวงจร 20. B (9)
10.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 21. วงจรไฟฟาแบบอนุกรมประกอบดวยตัวตานทานไฟฟา ขนาด 5
โอหม จํานวน 4 ตัว มีกระแสไฟฟาไหลในวงจร 0.5 แอมแปร จงหาคาความตางศักยไฟฟาที่ครอม ตัวตานทานไฟฟาตัวที่ 1 1. 0.1 โวลต 2. 2.5 โวลต 3. 10 โวลต 4. 20 โวลต 22. อุปกรณใดมีตัวตานทานปรับคาไดเปนสวนประกอบ 1. ตูเย็น 2. สวิตชหรี่ไฟ 3. โทรศัพทมือถือ 4. จอโทรทัศนแอลอีดี 23. ซิลิคอนชิปมีสมบัติคลายกับอุปกรณอิเล็กทรอนิกสชนิดใด 1. ไดโอด 2. แอลอีดี 3. ตัวเก็บประจุ 4. ทรานซิสเตอร 24. ขอใดไมใชประโยชนของตัวตานทานปรับคาไดที่นํามาใช ในอุปกรณไฟฟา 1. สวิตชหรี่ไฟ 2. ปุมปรับหาคลื่นวิทยุ 3. สวิตชตั้งเวลาในเตาไมโครเวฟ 4. อุปกรณควบคุมความดัง-เบาของเสียงวิทยุ 25. เพราะเหตุใดจึงตองตอตัวตานทานเขาไปในวงจรของ ไดโอดเปลงแสง 1. เพื่อชวยใหไดโอดทนตอแสง 2. เพื่อใหไดโอดสามารถทํางานได 3. เพื่อปองกันอันตรายใหกับไดโอด 4. เพื่อใหกระแสไฟฟาไหลผานไดโอดได 26. ขอใดเปนลักษณะเดนของดาวพฤหัสบดี 1. เปนดาวเคราะหสีแดง 2. มีวงแหวนขนาดใหญลอมรอบ 3. เปนดาวเคราะหที่หนาวเย็นที่สุด 4. มีขนาดใหญที่สุดในบรรดาดาวเคราะหในระบบสุริยะ 21. C 1. ตูเย็น 22. 1. ตูเย็น1. ตูเย็นA 1. ตูเย็น 1. ไดโอด 23. 1. ไดโอดB 1. ไดโอดB 1. ไดโอด 24. B 25. D 1. เปนดาวเคราะหสีแดง 26. 1. เปนดาวเคราะหสีแดงA 1. เปนดาวเคราะหสีแดงA 1. เปนดาวเคราะหสีแดง 27. ปฏิกิริยาในขอใดเกี่ยวของกับดวงอาทิตย 1. ปฏิกิริยาออโรรา 2. ปฏิกิริยาซูเปอรโนวา 3. ปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชัน 4. ปฏิกิริยานิวเคลียรฟชชัน 28. ขอใดกลาวถูกตองที่สุด 1. มีการคนพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร 2. มีการคนพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร 3. มีการคนพบสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะหนอยเซเรส 4. ปจจุบันมีขอมูลเพียงวาโลกเทานั้นที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู 29. ดาวเคราะหในระบบสุริยะดวงใดสามารถลอยนํ้าได เพราะเหตุใดจึงลอยนํ้าได 1. ดาวศุกร เพราะมีพื้นผิวเรียบ 2. ดาวเสาร เพราะมีขนาดใหญ แตมีมวลนอย 3. ดาวพุธ เพราะมีขนาดเล็กที่สุดในระบบสุริยะ 4. ดาวยูเรนัส เพราะมีวงแหวนลอมรอบในแนวดิ่ง 30. เนบิวลามีความหมายตรงกับขอใด 1. ทางชางเผือก 2. เมืองแหงดวงดาว 3. ดาวฤกษที่อยูรวมกันเปนกลุม 4. กลุมแกสขนาดใหญที่ประกอบดวยแกสไฮโดรเจน เปนสวนใหญ 31. ขอใดอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีบิกแบงไดถูกตองที่สุด 1. เปนการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมี ความเร็วสูงมาก และแผกระจายออกไปอยางรวดเร็ว ซึ่งทําใหเกิดเอกภพขึ้น 2. เปนการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมี ความเร็วสูงมาก จากนั้นจึงรวมตัวกันอยางรวดเร็ว ซึ่งทําใหเกิดเอกภพขึ้น 3. เปนการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมี ความหนาแนนสูงมาก และแผกระจายออกไปอยาง รวดเร็ว ซึ่งทําใหเกิดเอกภพขึ้น 4. เปนการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมี ความหนาแนนสูงมาก จากนั้นจึงรวมตัวกันอยาง รวดเร็ว ซึ่งทําใหเกิดเอกภพขึ้น 1. ปฏิกิริยาออโรรา 27. 1. ปฏิกิริยาออโรราB 1. ปฏิกิริยาออโรราB 1. ปฏิกิริยาออโรรา 1. มีการคนพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร 28. 1. มีการคนพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร1. มีการคนพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทรB 1. มีการคนพบสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร 29. D 1. ทางชางเผือก 30. 1. ทางชางเผือกA 1. ทางชางเผือกA 1. ทางชางเผือก 1. เปนการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมี 31. 1. เปนการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมี1. เปนการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมีB 1. เปนการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมี (10)
11.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 32. ลักษณะของกาแล็กซีในขอใดคลายคลึงกับกาแล็กซี ทางชางเผือกมากที่สุด 1. กาแล็กซีที่มีรูปรางกลมหรือกลมรี 2.
กาแล็กซีที่มีรูปรางไมแนนอน และสวนใหญจะเปน กาแล็กซีขนาดเล็ก 3. กาแล็กซีที่เมื่อมองจากดานขางจะมีลักษณะคลายกับ จาน 2 ใบ ประกบกัน 4. กาแล็กซีที่ตรงกลางมีลักษณะคลายกับคาน และมี แขนหมุนตอออกจากปลายคานทั้งสอง 33. ถาในกาแล็กซีไมมีกลุมแกสตางๆ และฝุนธุลี นักเรียน คิดวาเหตุการณใดนาจะเกิดขึ้นไดมากที่สุด 1. เนบิวลาไมสามารถเกิดขึ้นได 2. มีดาวฤกษเกิดขึ้นเปนจํานวนมาก 3. มีเฉพาะเนบิวลามืดเกิดขึ้นเทานั้น 4. มีเฉพาะเนบิวลาสวางเกิดขึ้นเทานั้น 34. ขอใดคือกลุมดาวจักรราศี 1. กลุมดาวไถ 2. กลุมดาวสิงโต 3. กลุมดาวหมีใหญ 4. กลุมดาวนายพราน 35. ขอใดกลาวถูกตอง 1. ดาวทุกดวงในกาแล็กซีจะอยูนิ่ง 2. กาแล็กซีรูปไขเปนกาแล็กซีที่มีอายุนอยที่สุด 3. กาแล็กซีกังหันหมุนเทานั้นที่มีการหมุนของดาวฤกษ 4. ดาวทุกดวงในกาแล็กซีมีการโคจรไปรอบศูนยกลาง ของกาแล็กซี 36. กลุมดาวในขอใดจะมองเห็นชัดเจนในชวงฤดูเดียวกัน 1. กลุมดาวนายพราน กลุมดาววัว กลุมดาวกระตาย 2. กลุมดาวจระเข กลุมดาวหงส กลุมดาวคนลาสัตว 3. กลุมดาวจระเข กลุมดาวกระตาย กลุมดาวแมงปอง 4. กลุมดาวแมงปอง กลุมดาวเฮอรคิวลิส กลุมดาวสิงโต 32. C 33. F 1. กลุมดาวไถ 34. 1. กลุมดาวไถA 1. กลุมดาวไถA 1. กลุมดาวไถ 1. ดาวทุกดวงในกาแล็กซีจะอยูนิ่ง 35. 1. ดาวทุกดวงในกาแล็กซีจะอยูนิ่ง1. ดาวทุกดวงในกาแล็กซีจะอยูนิ่งA 1. ดาวทุกดวงในกาแล็กซีจะอยูนิ่ง 1. กลุมดาวนายพราน กลุมดาววัว กลุมดาวกระตาย 36. 1. กลุมดาวนายพราน กลุมดาววัว กลุมดาวกระตายC 1. กลุมดาวนายพราน กลุมดาววัว กลุมดาวกระตายC 1. กลุมดาวนายพราน กลุมดาววัว กลุมดาวกระตาย 37. ดาวเทียมในขอใดเปนดาวเทียมดวงแรกของโลกที่ถูกสง ขึ้นสูอวกาศ 1. มอส-1 2. สปุตนิก 1 3. ไทรอส-1 4. อพอลโล 11 38. ขอใดเปนลักษณะของจรวด 1. สิ่งประดิษฐที่ใชสงยานอวกาศหรือดาวเทียมขึ้นจาก พื้นโลก 2. พาหนะที่ใชในการขนสงเครื่องมือ อุปกรณ มนุษย และสิ่งตางๆ ออกไปนอกโลก 3. ยานพาหนะที่มีเครื่องยนตที่ใชบังคับยานอวกาศ ใหเคลื่อนที่ไปหรือกลับสูพื้นโลก 4. สิ่งประดิษฐที่ใชเปนที่จอดยานอวกาศและที่พัก ของนักบินอวกาศ และเปนสถานที่ทดลองทาง วิทยาศาสตร 39. ถานํ้าหนักของนักเรียนที่ระดับนํ้าทะเล คือ 45 กิโลกรัม เมื่อขึ้นไปชั่งนํ้าหนักที่ยอดเขาสูง นํ้าหนักของนักเรียน จะมีคาเทาใด 1. 45 กิโลกรัม 2. นํ้าหนักไมแนนอน 3. นอยกวา 45 กิโลกรัม 4. มากกวา 45 กิโลกรัม 40. เหตุใดการใชกลองโทรทรรศนติดตั้งบนโลกเพื่อสองดูดาว บนทองฟา จะรับไดเพียงคลื่นไมโครเวฟ และแสงสีที่ มองเห็นไดเทานั้น 1. รังสีอื่นๆ จะสะทอนกลับหมด 2. รังสีอื่นๆ ถูกบรรยากาศของโลกดูดไว 3. กลองโทรทรรศนมีสมบัติไมดีพอที่จะรับคลื่นอื่นๆ ได 4. รังสีจากดวงดาวจะมีเพียงคลื่นไมโครเวฟและแสงสี เทานั้น 37. A 1. สิ่งประดิษฐที่ใชสงยานอวกาศหรือดาวเทียมขึ้นจาก 38. 1. สิ่งประดิษฐที่ใชสงยานอวกาศหรือดาวเทียมขึ้นจาก1. สิ่งประดิษฐที่ใชสงยานอวกาศหรือดาวเทียมขึ้นจากB 1. สิ่งประดิษฐที่ใชสงยานอวกาศหรือดาวเทียมขึ้นจาก 39. C 40. D (11)
12.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. กลองใบหนึ่งตั้งอยูบนโตะ อยากทราบวานํ้าหนักของกลองที่กระทําตอโตะ
และแรงที่โตะกระทําตอกลอง เปนแรงคูกิริยา ปฏิกิริยาหรือไม เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ลวดเงินที่มีเสนผานศูนยกลาง 2 เซนติเมตร มีความยาว 8 เซนติเมตร จะมีความตานทานไฟฟามากกวาลวดทองแดงที่มี เสนผานศูนยกลาง 1 เซนติเมตร มีความยาว 10 เซนติเมตร ขอความนี้เปนจริงหรือไม เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จงบอกวิธีการใชหลอดไฟฟาอยางประหยัดและปลอดภัยมาอยางนอย 5 วิธี ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. เพราะเหตุใดดาวพลูโตจึงถูกจัดใหเปนดาวเคราะหแคระ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. จงอธิบายวาเพราะเหตุใดกลุมดาวจระเขจึงใชประโยชนในการบอกเวลาได ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 1. กลองใบหนึ่งตั้งอยูบนโตะ F 2. F 3. C 4. D ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………A ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (12)
13.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 5. คานในขอใดชวยผอนแรงในการทํางาน 1. คานที่มีแรงตานทานอยูระหวางจุดหมุนกับแรง พยายาม 2.
คานที่มีแรงพยายามอยูระหวางแรงตานทานกับ จุดหมุน 3. คานที่มีจุดหมุนอยูตรงกลางและใกลแรงพยายาม มากกวาแรงตานทาน 4. คานที่มีจุดหมุนอยูตรงกลางหางจากแรงพยายาม และแรงตานทานเทากัน 6. นักเรียนคิดวาการใชประโยชนของอุปกรณในขอใดเปน ลักษณะเดียวกัน 1. ใชคอนถอนตะปู - ใชรถเข็นทราย 2. ใชกรรไกรตัดกระดาษ - ใชพลั่วขุดดิน 3. ใชที่เปดขวดเปดขวดนํ้า - ใชคีมคีบถาน 4. ใชตะเกียบคีบลูกชิ้น - ใชไมกวาดกวาดพื้น 7. วัตถุในขอใดเคลื่อนที่ดวยความเรงเนื่องจากแรงโนมถวง ของโลก 1. ขี่จักรยานไปตามถนนดวยความเร็วคงตัว 2. เหวี่ยงลูกตุมใหเคลื่อนที่แบบวงกลมในแนวดิ่ง 3. โยนลูกบาสเกตบอลจากตึกสูงในแนวระดับ แลว ลูกบาสเกตบอลเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล 4. วางกอนหินลงในของเหลวที่มีความหนาแนนเทากับนํ้า แลวกอนหินคอยๆ จมลงในของเหลว 1. คานที่มีแรงตานทานอยูระหวางจุดหมุนกับแรง 5. 1. คานที่มีแรงตานทานอยูระหวางจุดหมุนกับแรง1. คานที่มีแรงตานทานอยูระหวางจุดหมุนกับแรงA 1. คานที่มีแรงตานทานอยูระหวางจุดหมุนกับแรง 6. E 7. B 1. การเคลื่อนที่ในขอใดไมเกิดความเรง 1. ปลอยวัตถุใหไถลมาตามพื้นเอียง 2. ออกแรงตีลูกกอลฟใหไถลไปบนพื้นลื่น 3. กลองไมเคลื่อนที่ดวยแรงผลักสมํ่าเสมอ 4. กอนหินกอนหนึ่งถูกโยนขึ้นไปในอากาศ 2. ขอใดคือแรงปฏิกิริยาเนื่องจากแรงขับของแกสที่บริเวณ ทายจรวด เมื่อจรวดกําลังพุงขึ้นไปในอากาศ 1. แรงที่จรวดกระทําตอแกส 2. แรงที่แกสกระทําตอฐานจรวด 3. แรงที่จรวดกระทําตอฐานจรวด 4. แรงที่ฐานจรวดกระทําตอจรวด 3. แรงลอยตัวของของเหลวจะมีคามากหรือนอยขึ้นอยูกับ ปจจัยในขอใด 1. ปริมาตรของของเหลว 2. ความหนาแนนของของเหลว 3. ความหนาแนนของวัตถุที่จมในของเหลว 4. ความหนาแนนของวัตถุที่ลอยในของเหลว 4. ถาตองการเข็นชั้นหนังสือมวล80 กิโลกรัม ไปบนพื้นราบ ที่มีสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตเทากับ 1.2 จะตองใช แรงผลักอยางนอยที่สุดเทาไร 1. 950 นิวตัน 2. 1,000 นิวตัน 3. 1,200 นิวตัน 4. 1,520 นิวตัน 1. ปลอยวัตถุใหไถลมาตามพื้นเอียง 1. 1. ปลอยวัตถุใหไถลมาตามพื้นเอียง1. ปลอยวัตถุใหไถลมาตามพื้นเอียงB 1. ปลอยวัตถุใหไถลมาตามพื้นเอียง 2. B 3. A 4. C ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล …………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 3 (13)
14.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 8. เหตุใดเมื่อเราขวางลูกบอลออกไปขางหนา ลูกบอลจึง เคลื่อนที่ในแนวโคงแลวตกลงพื้น 1.
เพราะผิวโลกเปนเสนโคง 2. เพราะแรงโนมถวงของโลก 3. เพราะแรงตานทานของอากาศ 4. เพราะการเห็นภาพของตาคนเราผิดปกติ 9. พลังงานที่สะสมอยูในนํ้าที่อยูในเขื่อนเพื่อนํามาใชผลิต กระแสไฟฟาเปนพลังงานชนิดใด 1. พลังงานจลน 2. พลังงานศักยไฟฟา 3. พลังงานศักยยืดหยุน 4. พลังงานศักยโนมถวง 10. รถยนตคันหนึ่งมีมวล1 ตัน แลนไปบนถนนดวยความเร็ว 10 เมตรตอวินาที จงหาพลังงานจลนของรถยนตคันนี้ 1. 10,000 จูล 2. 30,000 จูล 3. 50,000 จูล 4. 70,000 จูล 11. อุปกรณใดจะตองตอแบบอนุกรมเขากับวงจรเทานั้น 1. แอมมิเตอร 2. โวลตมิเตอร 3. โอหมมิเตอร 4. แกลวานอมิเตอร 12. ลวดตัวนําชนิดเดียวกันที่มีความยาวเทากัน ลวดตัวนํา ในขอใดมีความตานทานนอยที่สุด 1. ลวดที่มีพื้นที่หนาตัด 2 เซนติเมตร 2. ลวดที่มีพื้นที่หนาตัด 4 เซนติเมตร 3. ลวดที่มีพื้นที่หนาตัด 6 เซนติเมตร 4. ลวดที่มีพื้นที่หนาตัด 8 เซนติเมตร 13. จากภาพ ความตานทานรวมระหวางจุด A และ B มีคากี่โอหม 1. 2 2. 4 3. 6 4. 8 8. D 9. A 10. C 1. แอมมิเตอร 11. 1. แอมมิเตอรA 1. แอมมิเตอรA 1. แอมมิเตอร 12. B 13. C 14. ถาเพิ่มความตางศักยไฟฟาในวงจร และลดความตานทาน ของลวดตัวนําในวงจร กระแสไฟฟาใหมที่ไหลในวงจรจะมี คาเปนอยางไร 1. ลดลง 2. เพิ่มขึ้น 3. เทาเดิม 4. ไมสามารถสรุปได 15. เครื่องใชไฟฟาชนิดใดสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟามากที่สุด เมื่อใชในระยะเวลาที่เทากัน 1. เตารีด 2. โทรทัศน 3. หลอดตะเกียบ 4. พัดลมดูดอากาศ 16. สะพานไฟมีหลักการทํางานเหมือนกับอุปกรณไฟฟาในขอใด 1. ฟวส 2. สวิตช 3. เตารับ 4. เตาเสียบ 17. ถาใชพัดลมขนาด 100 วัตต เปนเวลา 20 นาที เตารีด ขนาด 1,000 วัตต เปนเวลา 45 นาที จะสิ้นเปลือง พลังงานไฟฟาเทาไร 1. 1,930 กิโลจูล 2. 2,120 กิโลจูล 3. 2,820 กิโลจูล 4. 3,100 กิโลจูล 18. สายไฟที่ดีควรมีลักษณะเปนอยางไร 1. นําความรอนไดดี 2. ความตานทานไฟฟาตํ่า 3. มีขนาดเล็กและนํ้าหนักเบา 4. มีขนาดใหญเพื่อนําไฟฟาไดมาก 19. ขอใดไมใชองคประกอบของวงจรไฟฟา 1. สายไฟ 2. อุปกรณไฟฟา 3. เครื่องวัดกระแสไฟฟา 4. แหลงจายพลังงานไฟฟา 20. การตอวงจรไฟฟาแบบใดทําใหความตานทานรวมมีคาลดลง 1. ตอแบบขนาน 2. ตอแบบอนุกรม 3. ตอแบบวงจรปด 4. ตอแบบวงจรเปด 14. E 15. A 1. ฟวส 2. สวิตช 16. 1. ฟวส 2. สวิตชB 1. ฟวส 2. สวิตชB 1. ฟวส 2. สวิตช 17. C 1. นําความรอนไดดี 18. 1. นําความรอนไดดีA 1. นําความรอนไดดีA 1. นําความรอนไดดี 1. สายไฟ 19. 1. สายไฟA 1. สายไฟA 1. สายไฟ 1. ตอแบบขนาน 20. 1. ตอแบบขนานB 1. ตอแบบขนานB 1. ตอแบบขนาน A B R1 = 2Ω R2 = 2Ω R3 = 2ΩR5 = 3Ω R6 = 2Ω R4 = 2Ω (14)
15.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 21. เมื่อนําหลอดไฟฟา 2
หลอด มาตอวงจรไฟฟาแบบขนาน เพราะเหตุใดกระแสไฟฟาที่ไหลผานหลอดไฟทั้งสองจึงมี คาเทากัน 1. หลอดไฟทั้งสองมีความตานทานเทากัน 2. หลอดไฟทั้งสองมีคากระแสไฟฟาเทากัน 3. ไสของหลอดไฟทั้งสองทํามาจากโลหะชนิดเดียวกัน 4. ขนาดของสายไฟที่ตอเขาสูหลอดไฟทั้งสองมีขนาด ความยาวเทากัน 22. ขอใดคือหนาที่สําคัญของทรานซิสเตอร 1. เพิ่มและหรี่ไฟ 2. เก็บขอมูลและแสดงขอมูล 3. ขยายสัญญาณและเพิ่มสัญญาณ 4. ขยายสัญญาณและเปนสวิตชเปด-ปด 23. การตอวงจรไดโอดตองตออุปกรณอิเล็กทรอนิกสชนิดใด เขารวมดวยเพื่อใหเกิดความปลอดภัยของไดโอด 1. แอลอีดี 2. ตัวตานทาน 3. ตัวเก็บประจุ 4. ทรานซิสเตอร 24. อุปกรณอิเล็กทรอนิกสในขอใดที่ใชเปนสวนประกอบใน เครื่องใชไฟฟาเกือบทุกชนิด 1. ไดโอด 2. ตัวตานทาน 3. เทอรมิสเตอร 4. ทรานซิสเตอร 25. การตอตัวเก็บประจุเขากับวงจรไฟฟาโดยไมมีตัวตานทาน ในวงจรจะเกิดผลเสียอยางไร 1. สูญเสียประจุไฟฟาเร็วขึ้น 2. เก็บประจุไฟฟาไดนอยลง 3. เข็มแอมมิเตอรไมทํางาน 4. กระแสไฟฟาไหลผานไดนอยลง 26. ขอใดแตกตางจากขออื่น 1. โลก 2. ดาวยูเรนัส 3. ดวงอาทิตย 4. ดาวพฤหัสบดี 21. D 1. เพิ่มและหรี่ไฟ 22. 1. เพิ่มและหรี่ไฟ1. เพิ่มและหรี่ไฟA 1. เพิ่มและหรี่ไฟ 23. B 24. C 25. D 1. โลก 26. 1. โลกA 1. โลกA 1. โลก 27. ปรากฏการณธรรมชาติในขอใดแตกตางจากขออื่น 1. สุริยุปราคา 2. นํ้าขึ้นนํ้าลง 3. ฝนอุกกาบาต 4. ขางขึ้นขางแรม 28. ดาวเคราะหคูใดมีลักษณะเหมือนกันมากที่สุด 1. โลก-ดาวพฤหัสบดี 2. ดาวศุกร-ดาวอังคาร 3. ดาวเสาร-ดาวยูเรนัส 4. ดาวยูเรนัส-ดาวเนปจูน 29. ถาโลกไมมีบรรยากาศหอหุม นักเรียนคิดวาเหตุการณใด นาจะเกิดขึ้นไดมากที่สุด 1. ดาวหางเมื่อเคลื่อนเขาใกลโลกจะมีขนาดใหญขึ้น 2. อุกกาบาตจะไมเกิดการลุกไหมเมื่อตกลงสูพื้นโลก 3. ผีพุงไตจะเคลื่อนตัวเขาหาโลกดวยความเร็วสูงมาก 4. ดาวเคราะหนอยจะเปลี่ยนวงโคจรมาโคจรระหวางโลก กับดาวอังคาร 30. ขอใดกลาวไมถูกตอง 1. เนบิวลา คือ แหลงกําเนิดดวงดาว 2. กาแล็กซีเปรียบเสมือนเมืองแหงดวงดาว 3. กาแล็กซีทางชางเผือกเกิดขึ้นเปนกาแล็กซีแรก 4. เอกภพเกิดจากการระเบิดครั้งใหญที่เรียกวา บิกแบง 31. ขอใดอธิบายเกี่ยวกับเนบิวลาสวางไดถูกตองที่สุด 1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลวที่สะทอน แสงสวางจากดาวฤกษ 2. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลวที่ดูดกลืน แสงสวางจากดาวฤกษ 3. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งยังไมเกิดการยุบตัวที่ สะทอนแสงสวางจากดาวฤกษ 4. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งยังไมเกิดการยุบตัวที่ ดูดกลืนแสงสวางจากดาวฤกษ 32. องคประกอบในขอใดแตกตางจากขออื่น 1. เนบิวลา 2. อุกกาบาต 3. กระจุกดาว 4. สสารระหวางดาว 1. สุริยุปราคา 27. 1. สุริยุปราคาB 1. สุริยุปราคาB 1. สุริยุปราคา 1. โลก-ดาวพฤหัสบดี 28. 1. โลก-ดาวพฤหัสบดีC 1. โลก-ดาวพฤหัสบดีC 1. โลก-ดาวพฤหัสบดี 29. F 1. เนบิวลา คือ แหลงกําเนิดดวงดาว 30. 1. เนบิวลา คือ แหลงกําเนิดดวงดาวA 1. เนบิวลา คือ แหลงกําเนิดดวงดาวA 1. เนบิวลา คือ แหลงกําเนิดดวงดาว 1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลวที่สะทอน 31. 1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลวที่สะทอน1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลวที่สะทอนB 1. เปนกลุมแกสและฝุนธุลีซึ่งเกิดการยุบตัวแลวที่สะทอน 1. เนบิวลา 32. 1. เนบิวลาC 1. เนบิวลาC 1. เนบิวลา (15)
16.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 33. ดาวฤกษและวิวัฒนาการของดาวฤกษคูใดสอดคลองกัน มากที่สุด 1. ดาวแคระขาว-ดาวฤกษอายุมากที่หดตัวจนมีขนาดเล็ก และมีสีขาว 2.
ดาวยักษแดง-ดาวฤกษที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหมมีขนาดใหญ และมีสีแดง 3. ดวงอาทิตย- ดาวฤกษที่มีมวลมากที่พัฒนาขึ้นมาจน ในปจจุบันมีสีแดงอมสม 4. ดาวฤกษที่มีมวลนอย- ดาวฤกษที่มีวิวัฒนาการจนถึง ขั้นสุดทายจะกลายเปนดาวนิวตรอนหรือหลุมดํา 34. กลุมดาวที่ใชบอกทิศใตคือกลุมดาวในขอใด 1. กลุมดาวแกะ 2. กลุมดาวปลา 3. กลุมดาวคางคาว 4. กลุมดาวไมกางเขน 35. ขอใดระบุตําแหนงของเสนตางๆ ในแผนที่ดาวไดถูกตอง 1. จุดยอดทองฟา - จุดบนทองฟาที่ทํามุม 45 องศากับ ศีรษะ 2. เสนเมริเดียนทองฟา- เสนที่แบงครึ่งทองฟาออกเปน 2 สวน 3. เสนศูนยสูตรทองฟา- เสนวงกลมบนพื้นโลกที่จรดกับ ขอบฟาลอมเราตัวเรา 4. เสนขอบฟา - เสนที่ผานจุด 3 จุด คือ จุดเหนือศีรษะ ขอบฟาทิศตะวันตก และขอบฟาทิศตะวันออก 36. ขอใดกลาวถึงอายุและสีของดาวฤกษไดถูกตองที่สุด 1. ดาวฤกษสีขาวมีอายุมากกวาดาวฤกษสีแดง 2. ดาวฤกษสีฟามีอายุมากกวาดาวฤกษสีเหลือง 3. ดาวฤกษสีนํ้าเงินมีอายุนอยกวาดาวฤกษสีสม 4. ดาวฤกษสีแดงมีอายุนอยกวาดาวฤกษสีเหลืองขาว 33. D 1. กลุมดาวแกะ 34. 1. กลุมดาวแกะA 1. กลุมดาวแกะA 1. กลุมดาวแกะ 1. จุดยอดทองฟา - จุดบนทองฟาที่ทํามุม 45 องศากับ 35. 1. จุดยอดทองฟา - จุดบนทองฟาที่ทํามุม 45 องศากับ1. จุดยอดทองฟา - จุดบนทองฟาที่ทํามุม 45 องศากับB 1. จุดยอดทองฟา - จุดบนทองฟาที่ทํามุม 45 องศากับ 1. ดาวฤกษสีขาวมีอายุมากกวาดาวฤกษสีแดง 36. 1. ดาวฤกษสีขาวมีอายุมากกวาดาวฤกษสีแดงB 1. ดาวฤกษสีขาวมีอายุมากกวาดาวฤกษสีแดงB 1. ดาวฤกษสีขาวมีอายุมากกวาดาวฤกษสีแดง 37. ดาวเทียมธีออสเปนดาวเทียมที่ถูกสงออกไปสํารวจ ในดานใด 1. ดานการสื่อสาร 2. ดานการพยากรณอากาศ 3. ดานการสํารวจสมุทรศาสตร 4. ดานการสํารวจทรัพยากรธรรมชาติ 38. ดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทยคือดาวเทียมดวงใด และเปนดาวเทียมที่ทําหนาที่ในดานใด 1. ดาวเทียมไทยคม ทําหนาที่เกี่ยวกับการสื่อสาร 2. ดาวเทียมธีออส ทําหนาที่เกี่ยวกับการสื่อสารและ อุตุนิยมวิทยา 3. ดาวเทียมธีออส ทําหนาที่เกี่ยวกับอุตุนิยมวิทยาและ สํารวจทรัพยากรธรรมชาติ 4. ดาวเทียมไทยคม ทําหนาที่เกี่ยวกับการสื่อสาร อุตุนิยมวิทยา และสํารวจทรัพยากรธรรมชาติ 39. ถาโลกมีแรงโนมถวงมากกวาดวงจันทร 6 เทา ดังนั้นคน ที่มีนํ้าหนักตัวบนพื้นโลก 60 กิโลกรัม เมื่อไปชั่งนํ้าหนัก บนดวงจันทรจะหนักเทาใด 1. 10 กิโลกรัม 2. 12 กิโลกรัม 3. 60 กิโลกรัม 4. 180 กิโลกรัม 40. เพราะเหตุใดกลองโทรทรรศนฮับเบิลจึงสามารถเห็น ดาวตางๆ ไดชัดเจนกวากลองชนิดอื่น 1. เลนสมีขนาดใหญกวา 2. เลนสมีคุณภาพที่ดีกวา 3. อากาศหอหุมโลกไมรบกวน 4. มีเทคโนโลยีการถายภาพที่ทันสมัยกวา 37. A 38. A 39. C 40. D (16)
17.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. รถที่แลนบนถนนที่มีพื้นผิวเรียบจะมีความเรงมากกวารถที่แลนบนถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ นักเรียนเห็นดวยหรือไม
เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ถาที่บานของนักเรียนเปลี่ยนจากการใชหลอดไฟฟาขนาด36 วัตต จํานวน4 หลอด มาใชหลอดไฟฟาขนาด24 วัตต จํานวน 6 หลอด โดยใชวันละ 2 ชั่วโมงเทากัน นักเรียนจะประหยัดไฟฟาไดมากขึ้นจริงหรือไม เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จงบอกวิธีการใชตูเย็นอยางประหยัดและปลอดภัยมาอยางนอย 5 วิธี ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ดาวเคราะหดวงใดในระบบสุริยะมีทิศการหมุนรอบตัวเองตรงขามกับดาวเคราะหดวงอื่น ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. เมื่อมองดวงดาวบนทองฟา นักเรียนคิดวาดวงดาวที่มองเห็นนั้นเปนดาวฤกษหรือดาวเคราะห เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 1. รถที่แลนบนถนนที่มีพื้นผิวเรียบจะมีความเรงมากกวารถที่แลนบนถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………F 2. F ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………C ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………A 5. D ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (17)
18.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ
2. แรงโนมถวงของโลกจะมีคาแปรผันตรงกับระยะหางระหวางวัตถุกับพื้นโลก นั่นคือ ยิ่งวัตถุมีระยะหางจาก พื้นโลกนอย ความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงและแรงโนมถวงก็จะยิ่งมีคามากขึ้น 2. ตอบ ขอ 3. กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน มีดังนี้ 1. วัตถุที่ไมถูกกระทําดวยแรงลัพธจะเคลื่อนที่ดวยความเร็วคงตัวหรือ หยุดนิ่ง 2. ถามีแรงภายนอกมากระทําตอวัตถุ วัตถุจะมีความเรง 3. เมื่อมีแรงกิริยาจะมีแรงปฏิกิริยา กระทําดวยขนาดเทากัน แตทิศทางตรงกันขาม และกระทําตอวัตถุตางชิ้นกัน 3. ตอบ ขอ 4. เมื่อบอยขวางกอนหินออกไป รถเข็นที่ลอรถไมมีความฝดจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันขามกับทิศที่บอย ขวางกอนหินออกไป เนื่องจากบอยออกแรงกระทําตอกอนหินโดยการขวางออกไป กอนหินเองก็มีแรง กระทําตอบกลับไปยังบอย ซึ่งสงผลใหรถเข็นที่จอดนิ่งเคลื่อนที่ได ตามกฎการเคลื่อนที่ขอ 3 ของนิวตัน 4. ตอบ ขอ 3. กอนหินเปนวัตถุที่มีความหนาแนนมากกวานํ้า ดังนั้น เมื่อใสกอนหินลงไปในบีกเกอรที่มีนํ้าอยูเต็ม กอนหิน จะจมและมีนํ้าลนออกมา ตามหลักของอารคิมีดิส วัตถุที่จมอยูในของเหลว แสดงวาวัตถุมีความหนาแนน มากกวาของเหลว ปริมาตรของของเหลวที่ถูกแทนที่จะเทากับปริมาตรของวัตถุนั้น แรงลอยตัวจะมีคา นอยกวานํ้าหนักของวัตถุที่จมไปในของเหลว และเทากับนํ้าหนักของของเหลวที่ถูกแทนที่ 5. ตอบ ขอ 1. - วัตถุที่ลอยอยูในของเหลว แรงลอยตัวจะมีคาเทากับนํ้าหนักของวัตถุที่ชั่งในอากาศ และเทากับ นํ้าหนักของของเหลวที่ถูกแทนที่ - วัตถุที่ลอยปริ่มผิวของของเหลว แรงลอยตัวจะมีคาเทากับนํ้าหนักของวัตถุที่ชั่งในอากาศ และเทากับ นํ้าหนักของของเหลวที่ถูกแทนที่ - วัตถุที่จมอยูในของเหลว แรงลอยตัวจะมีคานอยกวานํ้าหนักของวัตถุที่จมไปในของเหลว และเทากับ นํ้าหนักของของเหลวที่ถูกแทนที่ 6. ตอบ ขอ 2. f = 0.6 × 120 = 72 N แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหวางซุงกับพื้นมีคาเทากับ 72 นิวตัน ซึ่งการที่จะทําใหวัตถุเริ่มเคลื่อนที่นั้นจะตอง ออกแรงดึงเทากับแรงเสียดทานนี้ และถาออกแรงดึงมากกวาแรงเสียดทาน วัตถุจะเคลื่อนที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ 7. ตอบ ขอ 2. คานอันดับ 2 เปนคานที่มีแรงตานทานอยูระหวางจุดหมุนและแรงพยายาม ขณะที่การตัดกระดาษดวย กรรไกร มีจุดหมุนอยูระหวางแรงพยายามและแรงตานทาน ซึ่งเปนลักษณะของคานอันดับ 1 8. ตอบ ขอ 4. M = 90 N × 0.6 m = 54 N.m 9. ตอบ ขอ 2. การเคลื่อนที่แบบวงกลมเปนการเคลื่อนที่ในแนวโคง ซึ่งเปนการเคลื่อนที่ที่มีแรงกระทําเขาสูศูนยกลาง ของวงกลม เรียกวา แรงสูศูนยกลาง โดยแรงตองมีขนาดพอเหมาะกับอัตราเร็ว จึงจะทําใหวัตถุเคลื่อนที่ ในแนวโคงของวงกลมได 10. ตอบ ขอ 4. ขณะที่รถเคลื่อนที่ขึ้นภูเขาจะเกิดพลังงานจลน สวนพลังงานศักยโนมถวงจะคอยๆ เพิ่มขึ้นตามความสูง และมีคาสูงสุดที่ยอดเขา จากนั้นพลังงานศักยโนมถวงจะลดลงและเปลี่ยนไปเปนพลังงานจลนอีกครั้ง ขณะที่รถไถลลงจากยอดเขา ตอนที่ 1 ชุดที่ 1เฉลยแบบทดสอบ (18)
19.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 11. ตอบ ขอ
4. กระแสไฟฟาจะไหลจากบริเวณศักยไฟฟาสูงไปยังบริเวณศักยไฟฟาตํ่า โดยไหลจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ 12. ตอบ ขอ 1. ปจจัยที่มีผลตอความตานทานไฟฟาของลวดตัวนํา ไดแก ชนิดของลวดตัวนํา ความยาวของลวดตัวนํา พื้นที่หนาตัดของลวดตัวนํา และอุณหภูมิของลวดตัวนํา 13. ตอบ ขอ 3. กฎของโอหม กลาววา เมื่ออุณหภูมิคงตัว กระแสไฟฟาที่ไหลผานลวดตัวนําไฟฟาจะแปรผันตรงกับคา ความตางศักยไฟฟาระหวางปลายของลวดตัวนํานั้นๆ 14. ตอบ ขอ 1. ตัวนําไฟฟาที่มีความตานทานไฟฟานอยจะทําใหมีกระแสไฟฟาไหลผานวงจรไดมากกวา 15. ตอบ ขอ 3. กําลังไฟฟา หมายถึง คาของพลังงานไฟฟาที่ถูกใชไปในเวลา 1 วินาที 16. ตอบ ขอ 2. P = 1.2 A × 220 V = 264 W 17. ตอบ ขอ 2. W = 0.08 kW × 20 hr = 1.6 Unit 18. ตอบ ขอ 1. ฟวสจะตองมีจุดหลอมเหลวตํ่า เพื่อละลายหรือขาดไดเมื่อเกิดไฟฟาลัดวงจร ซึ่งเปนการชวยตัดวงจรไฟฟาได 19. ตอบ ขอ 2. การตอวงจรไฟฟาแบบอนุกรมจะทําใหความตานทานรวมในวงจรมีคาเพิ่มขึ้น โดย Rรวม = R1 + R2 + R3 + …. + Rn 20. ตอบ ขอ 1. จาก 1 Rรวม = 1 R1 + 1 R2 + 1 R3 แทนคา = 1 20 Ω + 1 20 Ω + 1 20 Ω + 1 20 Ω Rรวม = 20Ω 4 = 5 Ω 21. ตอบ ขอ 2. เมื่อสับสวิตช S ลง ทําใหวงจรปด กระแสไฟฟาสามารถไหลผานในวงจรได จึงทําใหหลอดไฟ A และ B สวางเหมือนเดิม 22. ตอบ ขอ 2. การตอวงจรไฟฟาแบบอนุกรม ความตานทานรวมของวงจรจะเพิ่มขึ้นตามจํานวนหลอดไฟฟาที่นํามาตอกัน ดังนั้นเมื่อเพิ่มหลอดไฟฟาเขาไปในวงจรอีก 1 หลอด จึงทําใหความตานทานรวมมีคามากขึ้น สวน กระแสไฟฟาที่ไหลผานวงจรไฟฟาแบบอนุกรมจะมีคาเทากันตลอดทั้งวงจร ดังนั้น กระแสไฟฟาที่ ไหลผานหลอดไฟฟาแตละหลอดจึงมีคาเทากัน 23. ตอบ ขอ 4. อุปกรณอิเล็กทรอนิกสเปนอุปกรณที่ควบคุมปริมาณและทิศทางการไหลของกระแสไฟฟาในวงจรไฟฟา มีทั้งสารตัวนํา สารกึ่งตัวนํา และฉนวนไฟฟา 24. ตอบ ขอ 3. ไดโอดเปลงแสงเปนอุปกรณที่มักนํามาใชเพื่อใหความสวาง ปจจุบันเปนที่นิยมใชมากในการสรางอุปกรณ แสดงผลทางหนาจอ เชน จอคอมพิวเตอร จอโทรทัศน เปนตน 25. ตอบ ขอ 1. แถบสีตัวตานทาน นํ้าตาล (1) ดํา (0) สม (1,000) ทอง (0.5%) คาความตานทาน = 10 × 1,000 Ω ± 0.5% = 10,000 Ω ± 0.5% = 10 kΩ (19)
20.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 26. ตอบ ขอ
1. ดาวพุธ เปนดาวเคราะหที่มีขนาดเล็กที่สุดในระบบสุริยะ สวนดาวพลูโตถูกจัดเปนดาวเคราะหแคระ 27. ตอบ ขอ 2. ระบบสุริยะเกิดจากมวลสารของแกส เชน ไฮโดรเจน ฮีเลียม เปนตน และมวลสารของฝุนธุลีในอวกาศ รวมกันเปนกลุมดวยแรงดึงดูดระหวางกันและแรงโนมถวง ตอมากลุมมวลสารเริ่มอัดตัวเล็กลงจนเกิด ความรอนและหมุนรอบศูนยกลาง ทําใหเกิดดวงอาทิตยและดาวบริวารขึ้น ซึ่งเกิดเปนระบบสุริยะ 28. ตอบ ขอ 2. นักวิทยาศาสตรไดสันนิษฐานวาดาวอังคารนาจะเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูมากอน เนื่องจากมีหลักฐานวา บนดาวอังคารเคยมีนํ้าและออกซิเจนเปนองคประกอบ ซึ่งเปนสิ่งจําเปนในการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต 29. ตอบ ขอ 4. สะเก็ดหินหรือวัตถุขนาดเล็กที่โคจรรอบดวงอาทิตย เมื่อผานบรรยากาศโลกจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงให ตกลงมา และเสียดสีกับบรรยากาศเหนือพื้นโลกจนลุกไหมมองเห็นแสงสวางเปนทางยาว เรียกวา ผีพุงไต หรือดาวตก ซึ่งถาวัตถุนั้นลุกไหมไมหมด แลวเหลือบางสวนตกลงสูพื้นโลก เรียกกอนวัตถุนั้นวา อุกกาบาต 30. ตอบ ขอ 4. อายุของระบบสุริยะทราบไดจากอุกกาบาตที่ตกลงมาสูโลกเพราะวัตถุทองฟาจะเกิดพรอมกับการเกิดระบบสุริยะ 31. ตอบ ขอ 3. ดาวฤกษเกิดจากการรวมตัวกันของแกสและฝุนธุลีในอวกาศ 32. ตอบ ขอ 4. เนบิวลามืด มีลักษณะเปนกลุมแกสและฝุนธุลีจํานวนมากและหนาทึบ ซึ่งยังไมเกิดการยุบตัวที่ดูดกลืนแสง ของดาวฤกษที่สองมา จึงมองเห็นเปนเงามืด 33. ตอบ ขอ 2. ดาวฤกษสีขาวจะมีอุณหภูมิสูงที่สุด รองลงมา คือ ดาวฤกษสีเหลือง ดาวฤกษสีสมแดง และดาวฤกษสีแดง 34. ตอบ ขอ 2. ดาวฤกษที่มีอุณหภูมิสูงจะมีอายุนอย สวนดาวฤกษที่มีอุณหภูมิตํ่าจะมีอายุมาก โดยดาวฤกษสีตางๆ จะมีอุณหภูมิแตกตางกัน ซึ่งเรียงลําดับจากนอยไปมากได ดังนี้ ดาวฤกษสีแดง < ดาวฤกษสีสม < ดาวฤกษสีเหลือง < ดาวฤกษสีเหลืองขาว < ดาวฤกษสีขาว < ดาวฤกษสีฟา < ดาวฤกษสีนํ้าเงิน 35. ตอบ ขอ 2. กลุมดาวเหนือและกลุมดาวกางเขนใตนํามาใชประโยชนในการหาทิศ สวนกลุมดาวหมีใหญหรือกลุมดาว จระเขนํามาใชประโยชนในการบอกเวลา 36. ตอบ ขอ 4. นักดาราศาสตรแบงกลุมดาว 12 ราศี ออกจากกลุมดาวอื่นๆ โดยอาศัยตําแหนงที่กลุมดาวปรากฏ บนทองฟา ซึ่งกลุมดาว 12 ราศี คือ กลุมดาว 12 กลุม ที่ปรากฏอยูตามเสนแถบสุริยวิถี กลางทองฟาที่ พาดผานจากขอบฟาดานทิศตะวันออกไปถึงขอบฟาดานทิศตะวันตก 37. ตอบ ขอ 3. วงจรคางฟา คือ วงจรที่ดาวเทียมโคจรรอบโลกไปพรอมๆ กับการหมุนรอบตัวเองของโลก ทําใหมองเห็น เหมือนดาวเทียมลอยนิ่งอยูกับที่ 38. ตอบ ขอ 1. ลูกบอลตกสูพื้นโลกจะมีเฉพาะแรงโนมถวงของโลกเทานั้นที่มากระทํา โดยไมมีแรงอื่นเขามาเกี่ยวของ 39. ตอบ ขอ 2. จรวดที่ใชในการสงยานอวกาศหรือดาวเทียมออกไปนอกโลกจะเปนจรวดหลายทอน โดยแตละทอนจะ บรรทุกเชื้อเพลิงไว เมื่อใชเชื้อเพลิงทอนใดหมดก็จะปลอยทิ้ง เพื่อเปนการลดนํ้าหนักของจรวด 40. ตอบ ขอ 4. การสงยานอวกาศออกไปโคจรรอบโลกนั้น จะตองพยายามหนีจากแรงดึงดูดของโลกใหได ซึ่งตองอาศัย แรงขับดันมหาศาล และความเร็วที่สูงมาก เรียกความเร็วที่ทําใหยานอวกาศเคลื่อนที่หลุดออกจาก แรงโนมถวงของโลกวา ความเร็วหลุดพน ซึ่งมีคาประมาณ11.2 กิโลเมตรตอวินาที ดังนั้นถายานอวกาศมี ความเร็วสูงสุด10 กิโลเมตรตอวินาที จะไมสามารถออกไปโคจรรอบโลกได และจะตกลงสูพื้นโลกในที่สุด (20)
21.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. แนวตอบ เห็นดวย
เนื่องจากการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล เปนการเคลื่อนที่ในแนวโคง ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่วัตถุมี การเคลื่อนที่ 2 แนวพรอมกัน คือ การเคลื่อนที่ในแนวราบและแนวดิ่ง ซึ่งความเร็วในแนวราบจะคงที่ตลอด การเคลื่อนที่ สวนความเร็วในแนวดิ่งเกิดขึ้นจากแรงโนมถวงของโลก โดยความเร็วในแนวดิ่งจะไมคงที่ เนื่องจากมีแรงโนมถวงของโลกกระทําใหเกิดความเรงในแนวดิ่ง 2. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน 1. ตั้งอุณหภูมิของเตารีดใหเหมาะสมกับชนิดของผาที่จะรีด และรีดผาคราวละมากๆ ติดตอกันจนเสร็จ 2. เมื่อไมไดใชงานเตารีดควรถอดปลั๊กออก และกอนเก็บควรปลอยใหเตารีดเย็นกอน 3. ควรระวังไมใหความรอนจากเตารีดสัมผัสกับสายไฟฟา และหมั่นตรวจสอบฉนวนยางที่หุมสายไฟฟา 4. ขณะใชงาน เมื่อหยุดรีดตองวางเตารีดบนวัสดุที่ไมติดไฟ 5. ควรใชเตารีดที่มีสายดิน และตอลงดินผานทางเตารับและเตาเสียบ 3. แนวตอบ ไมเห็นดวย คาความตานทานตํ่าสุดของตัวตานทานที่มี3 แถบสี จะมีคานอยกวาคาความตานทานตํ่าสุดของ ตัวตานทานที่มี 4 แถบสี ดังนี้ คาความตานทานของตัวตานทานที่มี 3 แถบสี เปนดังนี้ แถบสี สม แดง ดํา ไมมีสี อานคา 3 2 100 ± 20% = 32 × 100 ± 20% = 32 ± 6 โอหม ดังนั้น คาความตานทานเทากับ 32 โอหม มีคาความคลาดเคลื่อน ± 20% แสดงวา ตัวตานทานนี้มี ความตานทาน 26-38 โอหม คาความตานทานของตัวตานทานที่มี 4 แถบสี เปนดังนี้ แถบสี สม แดง ดํา ทอง อานคา 3 2 100 ± 5 % = 32 × 100 ± 5% = 32 ± 2 โอหม ดังนั้น คาความตานทานเทากับ 32 โอหม มีคาความคลาดเคลื่อน ± 5% แสดงวา ตัวตานทานนี้มี ความตานทาน 30-34 โอหม 4. แนวตอบ ระบบสุริยะประกอบดวยดวงอาทิตย ดาวเคราะห ดาวเคราะหนอย และบริวารของดวงอาทิตย โดยระบบสุริยะ จะอยูในกาแล็กซีทางชางเผือก ซึ่งเปนกาแล็กซีหนึ่งในเอกภพ 5. แนวตอบ เทคโนโลยีอวกาศจะชวยทําใหการศึกษาเกี่ยวกับอวกาศทําไดงายขึ้น และมีความนาเชื่อถือมากขึ้น รวมทั้ง ยังสามารถนําเทคโนโลยีอวกาศไปใชประโยชนในหลายดาน เชน การสงดาวเทียมขึ้นไปโคจรรอบโลก เพื่อ ใชประโยชนในดานการสื่อสาร การพยากรณอากาศ การสํารวจทรัพยากรธรรมชาติ และสํารวจสมุทรศาสตร รวมทั้งการสงยานอวกาศขึ้นไปเพื่อสํารวจดาวเคราะหตางๆ ในระบบสุริยะ ตอนที่ 2 (21)
22.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ
1. การเคลื่อนที่ดวยความเรงคือการเคลื่อนที่ที่ความเร็วเปลี่ยนแปลงไปในหนึ่งหนวยเวลาการเคลื่อนที่ของวัตถุ ที่ตกลงมาอยางอิสระภายใตแรงโนมถวงของโลก วัตถุที่ตกลงมาจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น 9.8 เมตร/วินาที 2. ตอบ ขอ 1. นํ้าหนักของวัตถุมีคาเทากับผลคูณระหวางมวลกับความเรงโนมถวง(W=mg) เมื่อความเรงโนมถวงมีคา 0.5 m/s2 ดังนั้น จะชั่งนํ้าหนักของวัตถุไดเทากับ 50 kg × 0.5 m/s2 = 25 N 3. ตอบ ขอ 4. กฎขอที่3 ของนิวตัน กลาววา “ทุกแรงกิริยายอมมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากัน แตมีทิศทางตรงขามกัน” หมายความวา เมื่อมีแรงมากระทําตอวัตถุ วัตถุนั้นจะออกแรงตานในทิศทางตรงขามกันกับแรงที่มากระทํา ซึ่งแรงทั้งสองเกิดขึ้นพรอมกันเสมอ และกระทําตอวัตถุคนละชิ้นกัน 4. ตอบ ขอ 2. โดยปกติเหล็กจะมีความหนาแนนมากกวานํ้า แตเมื่อนําเหล็กมาตีแผเพื่อทําเปนเรือ ปริมาตรของเรือ จะเพิ่มขึ้น โดยที่มวลเทาเดิม จึงทําใหเรือมีความหนาแนนนอยกวานํ้า เรือจึงลอยนํ้าได 5. ตอบ ขอ 4. คาสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน เปนคาที่แสดงถึงการเกิดแรงเสียดทานขึ้นระหวางผิวสัมผัสของวัตถุ2 ชนิด 6. ตอบ ขอ 2. แรงเสียดทานจะมีคานอยหรือมากขึ้นอยูกับปจจัยตางๆ ดังนี้ - นํ้าหนักของวัตถุ โดยวัตถุที่มีนํ้าหนักกดทับลงบนพื้นผิวมาก จะมีแรงเสียดทานมากกวาวัตถุที่มี นํ้าหนักกดทับลงบนพื้นผิวนอย - รูปรางของวัตถุ โดยวัตถุที่มีรูปรางเพรียวจะมีแรงเสียดทานนอยกวาวัตถุที่มีรูปรางปาน - ลักษณะพื้นผิวสัมผัส โดยผิวสัมผัสที่เรียบจะเกิดแรงเสียดทานนอยกวาผิวสัมผัสที่ขรุขระ ซึ่งวัตถุที่มีแรงเสียดทานนอยก็จะเคลื่อนที่ไดเร็วกวาวัตถุที่มีแรงเสียดทานมาก 7. ตอบ ขอ 3. คานดานซาย M = 120 N × 0.8 m = 96 N.m คานดานขวา M = 80 N × 1.2 m = 96 N.m จะเห็นวา โมเมนตของแรงทางซายและขวาของคานมีคาเทากัน เมื่อผลรวมของโมเมนตทวนเข็มนาฬกา เทากับผลรวมของโมเมนตตามเข็มนาฬกา วัตถุจะไมเคลื่อนที่และไมหมุน ทําใหวัตถุอยูในภาวะสมดุล 8. ตอบ ขอ 2. การเคลื่อนที่แบบวงกลม วัตถุจะเคลื่อนที่ดวยความเรงเขาสูศูนยกลางดวยอัตราเร็วคงตัว ขณะที่ทิศทาง การเคลื่อนที่ของวัตถุจะเปลี่ยนไปตามวิถีของวงกลม 9. ตอบ ขอ 4. จากกฎการอนุรักษพลังงาน งานมีคาเทากับผลตางของพลังงานเมื่อเวลาเปลี่ยนไป (W = E2 - E1 ) 10. ตอบ ขอ 3. W = 50 N × 1 m = 50 N.m 11. ตอบ ขอ 3. เหล็กตะกั่วสังกะสีทองแดงคารบอนเงินและอะลูมิเนียมเปนสสารที่ยอมใหกระแสไฟฟาไหลผานไดเรียกวา ตัวนําไฟฟา สวนพลาสติก เชือก อากาศ ผา และยางรถยนต เปนสสารที่ไมยอมใหกระแสไฟฟาไหลผาน เรียกวา ฉนวนไฟฟา ตอนที่ 1 ชุดที่ 2เฉลยแบบทดสอบ (22)
23.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 12. ตอบ ขอ
4. ลวดตัวนําที่มีความยาวมากจะมีความตานทานไฟฟามากกวาลวดตัวนําที่มีความยาวนอย 13. ตอบ ขอ 4. V = 30 mA × 12 kΩ = 360 V 14. ตอบ ขอ 2. I = 2200W 220V = 10 A 15. ตอบ ขอ 1. เครื่องใชไฟฟาจะมีตัวเลขแสดงกําลังไฟฟากํากับไว ซึ่งมีหนวยเปน วัตต (W) 16. ตอบ ขอ 2. กําลังไฟฟา คือ พลังงานไฟฟาที่ใชไปใน 1 วินาที ซึ่งมีหนวยเปนวัตต หรือจูลตอวินาที 17. ตอบ ขอ 3. เครื่องใชไฟฟาที่มีกําลังไฟฟามากจะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟามากกวาเครื่องใชไฟฟาที่มีกําลังไฟฟานอย ดังนั้น เตารีดไฟฟาที่มีกําลังไฟฟา 750 วัตต จึงสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟามากกวาตูเย็นที่มีกําลังไฟฟา 145 วัตต เมื่อใชงานในเวลาที่เทากัน 18. ตอบ ขอ 2. จากความสัมพันธ P = V2 R ให Vเดิม = 2V จะได Vใหม = V Rเดิม = R จะได Rใหม = 2R จะไดวา Pเดิม = (2V)2 R = 4V2 R Pใหม = V2 2R 2Pใหม = V2 R Pเดิม = 4(2Pใหม ) Pเดิม = 8Pใหม Pใหม =Pเดิม 8 ดังนั้น กําลังไฟฟาของวงจรจะมีคาลดลง 8 เทา 19. ตอบ ขอ 2. สะพานไฟเปนอุปกรณไฟฟาที่ใชเปด-ปดวงจรไฟฟาในบาน ซึ่งมีหลายขนาดขึ้นอยูกับปริมาณกระแสไฟฟา ที่ไหลผานได 20. ตอบ ขอ 1. ตัวตานทานทําหนาที่ควบคุมปริมาณการไหลของกระแสไฟฟาในวงจร ซึ่งทําใหกระแสไฟฟามีปริมาณลดลง 21. ตอบ ขอ 2. V = 0.5 A × 5 Ω = 2.5 V 22. ตอบ ขอ 2. ตัวตานทานปรับคาไดนั้นผูใชสามารถเลือกคาความตานทานไดตามตองการ ซึ่งมักใชเปนสวนประกอบใน อุปกรณที่ตองการปรับเปลี่ยนความตานทาน เชน ปุมปรับเสียง สวิตชหรี่ไฟ เปนตน 23. ตอบ ขอ 4. ซิลิคอนชิปเปนอุปกรณที่นําเอาทรานซิสเตอรมาลดขนาดลง แลวบัดกรีไวกับอุปกรณอิเล็กทรอนิกสและ สวนประกอบทางไฟฟาอื่นๆ (23)
24.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 24. ตอบ ขอ
3. ตัวตานทานปรับคาไดใชในอุปกรณที่ตองการปรับเปลี่ยนคาความตานทาน เชน การหรี่ไฟ การควบคุม ความดัง-เบาของเสียงวิทยุ การหาสัญญาณวิทยุ เปนตน 25. ตอบ ขอ 3. การตอตัวตานทานในวงจรไดโอดเปลงแสง เพื่อชวยปองกันอันตรายใหกับไดโอดเปลงแสง โดยจะควบคุม ไมใหมีความตางศักยมากเกินไปในวงจร 26. ตอบ ขอ 4. ดาวพฤหัสบดีเปนดาวเคราะหที่มีขนาดใหญที่สุดในระบบสุริยะ ซึ่งรองลงมา คือ ดาวเสาร 27. ตอบ ขอ 3. บริเวณแกนกลางของดวงอาทิตยจะมีอุณหภูมิและความหนาแนนสูง จึงเกิดการรวมตัวของนิวเคลียสของ ไฮโดรเจน2 นิวเคลียส เกิดเปนฮีเลียม พรอมกับปลดปลอยพลังงานออกมามหาศาล ซึ่งเรียกปฏิกิริยาที่ เกิดขึ้นนี้วา ปฏิกิริยานิวเคลียรฟวชัน 28. ตอบ ขอ 4. ปจจุบันมีขอมูลเพียงวาโลกเทานั้นที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู เนื่องจากมีความรูเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น นอยมาก 29. ตอบ ขอ 2. ดาวเสารเปนดาวเคราะหดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีความหนาแนนนอยกวานํ้า จึงสามารถลอยนํ้าได เนื่องจากเปนดาวเคราะหแกสที่มีชั้นบรรยากาศของแกสหนามาก ทําใหดาวเสารมีขนาดใหญ แตมีมวลนอย 30. ตอบ ขอ 4. เนบิวลา คือ กลุมแกสชนิดตางๆ ซึ่งสวนใหญเปนแกสไฮโดรเจน ที่รวมตัวกันอยูในเอกภพ 31. ตอบ ขอ 3. ทฤษฎีบิกแบง กลาววา เมื่อประมาณ13,700 ลานปมาแลว เกิดการระเบิดอยางรุนแรงของสารที่รอนจัด ซึ่งมีความหนาแนนสูงมาก แลวแผกระจายออกไปอยางรวดเร็ว ซึ่งทําใหเกิดเอกภพขึ้น 32. ตอบ ขอ 3. กาแล็กซีทางชางเผือกเปนกาแล็กซีที่มีรูปรางแบบกังหันหมุน ซึ่งเปนกาแล็กซีที่เมื่อมองจากดานขางจะมี ลักษณะคลายกับจาน 2 ใบ ประกบกัน และเมื่อมองจากดานบนตรงกลางจะมีขนาดใหญ ซึ่งเต็มไปดวย ดวงดาวที่มีอายุมาก สวนดาวที่อยูตามแขนหรือปลายกังหันเปนดาวที่มีอายุนอย 33. ตอบ ขอ 1. เนบิวลาเกิดจากการรวมตัวของกลุมแกสตางๆ และฝุนธุลีที่อยูในกาแล็กซี จากนั้นยุบตัวรวมกันกลายเปน ดาวฤกษ ดังนั้นถาในกาแล็กซีไมมีแกสตางๆ และฝุนธุลี เนบิวลาจะไมสามารถเกิดขึ้นได 34. ตอบ ขอ 2. กลุมดาวจักรราศีมีทั้งหมด 12 กลุม ไดแก กลุมดาวแพะทะเล กลุมดาวคนแบกหมอ กลุมดาวปลา กลุมดาวแกะตัวผู กลุมดาววัวตัวผู กลุมดาวคนคู กลุมดาวปู กลุมดาวสิงโต กลุมดาวหญิงพรหมจารี กลุมดาวคันชั่ง กลุมดาวแมงปอง และกลุมดาวคนยิงธนู 35. ตอบ ขอ 4. ดาวทุกดวงในกาแล็กซีไมไดอยูนิ่ง แตมีการโคจรไปรอบๆ ศูนยกลางของกาแล็กซี 36. ตอบ ขอ 1. - กลุมดาวนายพราน กลุมดาววัว กลุมดาวกระตาย เปนกลุมดาวที่มองเห็นไดชัดเจนในฤดูหนาว - กลุมดาวจระเข กลุมดาวสิงโต กลุมดาวคนลาสัตว เปนกลุมดาวที่มองเห็นไดชัดเจนในฤดูรอน - กลุมดาวหงส กลุมดาวแมงปอง กลุมดาวเฮอรคิวลิส เปนกลุมดาวที่มองเห็นไดชัดเจนในฤดูฝน 37. ตอบ ขอ 2. ดาวเทียมดวงแรกของโลกที่ถูกสงขึ้นสูอวกาศ คือ ดาวเทียมสปุตนิก 1 ซึ่งถูกสงขึ้นไปสํารวจขอมูล เกี่ยวกับความหนาแนน อุณหภูมิ และจํานวนอิเล็กตรอนในชั้นบรรยากาศสูงสุดของโลก 38. ตอบ ขอ 1. จรวด คือ สิ่งประดิษฐที่ใชเปนอาวุธ และใชในการสงยานอวกาศหรือดาวเทียมขึ้นจากพื้นโลก ซึ่งจรวดที่ ใชเปนอาวุธจะเปนจรวดทอนเดียว สวนจรวดที่ใชในการสงยานอวกาศหรือดาวเทียมจะเปนจรวดหลายทอน 39. ตอบ ขอ 3. แรงดึงดูดของโลกจะลดลงตามระดับความสูงจากผิวโลกที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อนักเรียนขึ้นไปบนยอดเขาสูง ที่หางออกไปจากผิวโลกมาก จะทําใหนํ้าหนักของนักเรียนลดลง นักเรียนจึงจะมีนํ้าหนักนอยกวา45 กิโลกรัม 40. ตอบ ขอ 2. เนื่องจากรังสีสวนใหญจะถูกชั้นบรรยากาศของโลกดูดไว ไมใหผานมายังพื้นโลกได (24)
25.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. แนวตอบ เปน
เพราะลักษณะของแรงคูกิริยาปฏิกิริยา คือ จะเกิดขึ้นพรอมกันเสมอ มีขนาดเทากัน มีทิศทางตรงขามกัน และกระทําตอวัตถุคนละชนิด ดังนั้น นํ้าหนักของกลองจึงเปนแรงกิริยาที่กระทําตอโตะ และโตะจะมีแรงปฏิกิริยา ที่กระทําตอกลอง ซึ่งมีทิศทางตรงขามกระทํากลับมาเปนแรงตอบโต โดยแรงทั้ง 2 แรงนี้ จะมีขนาดเทากัน และเกิดขึ้นพรอมกัน 2. แนวตอบ ไมจริง เนื่องจากความตานทานไฟฟาของลวดตัวนําไฟฟานั้นจะขึ้นอยูกับปจจัยหลายประการ ดังนี้ - ชนิดของตัวนําไฟฟา โดยวัตถุตางชนิดกัน แมจะมีขนาดเทากัน แตจะมีความตานทานไฟฟาตางกัน โดยทองแดงจะมีความตานทานไฟฟามากกวาเงิน - ขนาดของตัวนําไฟฟา โดยตัวนําไฟฟาที่มีขนาดเล็กจะมีความตานทานสูง สวนตัวนําไฟฟาที่มีขนาดใหญ จะมีความตานทานตํ่า ดังนั้น ลวดทองแดงที่มีเสนผานศูนยกลาง1 เซนติเมตร จะมีความตานทานไฟฟา มากกวาลวดเงินที่มีเสนผานศูนยกลาง 2 เซนติเมตร - ความยาวของตัวนําไฟฟา โดยตัวนําไฟฟาที่มีความยาวมากจะมีความตานทานสูง สวนตัวนําไฟฟา ที่มีความยาวนอยจะมีความตานทานตํ่า ดังนั้น ลวดทองแดงที่มีความยาว 10 เซนติเมตร จะมี ความตานทานไฟฟามากกวาลวดเงินที่มีความยาว 8 เซนติเมตร ดังนั้นจึงสรุปไดวา ลวดทองแดงที่มีเสนผานศูนยกลาง 1 เซนติเมตร มีความยาว 10 เซนติเมตร จะมีความ ตานทานไฟฟามากกวาลวดเงินที่มีเสนผานศูนยกลาง 2 เซนติเมตร มีความยาว 8 เซนติเมตร 3. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน 1. เลือกใชหลอดไฟฟาชนิดประหยัดไฟและมีอายุการใชงานนาน 2. เลือกใชหลอดไฟฟาที่มีกําลังวัตตเหมาะสมกับการใชงาน 3. เลือกใชแบลลัสตชนิดประหยัดไฟควบคูกับหลอดไฟฟลูออเรสเซนต 4. เลือกใชหลอดไฟฟลูออเรสเซนตในบริเวณที่ตองการความสวางมาก และเปดไฟเฉพาะบริเวณที่ตองการ 5. ถาเปนหลอดไฟฟลูออเรสเซนตไมควรปลอยใหไฟกะพริบหรือหัวหลอดแดงโดยไมสวาง เพราะอาจทําให เกิดอัคคีภัยได 4. แนวตอบ ดาวเคราะหแคระ คือ วัตถุขนาดเล็กที่มีรูปรางคลายทรงกลม แตมีวงโคจรเปนรูปวงรีซึ่งซอนทับกับดาวเคราะห ดวงอื่น โดยดาวพลูโตมีลักษณะตางจากดาวเคราะหอีก 8 ดวง ที่อยูในระบบสุริยะมาก ทั้งระยะทางที่อยูไกล จากดวงอาทิตย และมีขนาดเล็กกวาดาวเคราะหอีก8 ดวง รวมทั้งดาวพลูโตยังมีวงโคจรเปนวงรีที่ทับซอนกับ ดาวเนปจูน ดาวพลูโตจึงถูกจัดใหเปนดาวเคราะหแคระ 5. แนวตอบ ในตอนหัวคํ่าเราจะมองเห็นดานหัวของดาวจระเขขึ้นมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเมื่อเวลา24.00 น. ดาวกลุมนี้จะอยูกลางทองฟา โดยสวนหัวจะชี้ไปทางทิศเหนือ และเมื่อเวลาใกลสวาง สวนหัวจะคอยๆ ลับ ขอบฟาไปทางทิศตะวันตก จึงใชกลุมดาวจระเขในการบอกเวลาได ตอนที่ 2 (25)
26.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ
2. การเคลื่อนที่ที่ไมมีความเรงหรือมีความเร็วคงตัว จะไมมีแรงภายนอกมากระทําขณะเคลื่อนที่ ซึ่งการไถล ของลูกกอลฟบนพื้นลื่นจะไมมีแรงมากระทําในแนวราบในขณะเคลื่อนที่ จึงทําใหลูกกอลฟมีความเร็วคงตัว 2. ตอบ ขอ 1. แรงปฏิกิริยาเปนผลเนื่องจากแรงที่วัตถุหนึ่งกระทําตออีกวัตถุหนึ่ง เมื่อแกสออกแรงดันจรวดใหเคลื่อนที่ จึงเกิดแรงที่จรวดกระทําตอแกสเปนแรงปฏิกิริยา 3. ตอบ ขอ 2. แรงลอยตัวหรือแรงพยุง จะมีคามากหรือนอยขึ้นอยูกับความหนาแนนของของเหลว ปริมาตรของ ของเหลวที่ถูกแทนที่ และความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก 4. ตอบ ขอ 2. f = 1.2 × 800 = 960 N ซึ่งตองใชแรงที่มากกวาหรือเทากับแรงเสียดทานสถิตเพื่อใหวัตถุเกิดการเคลื่อนที่ 5. ตอบ ขอ 1. คานที่จะชวยผอนแรงตองมีลักษณะ ดังนี้ - มีจุดหมุนอยูระหวางแรงตานทานและแรงพยายาม โดยจุดหมุนอยูใกลแรงตานทาน - มีแรงตานทานอยูระหวางจุดหมุนกับแรงพยายาม 6. ตอบ ขอ 4. อุปกรณที่ยกตัวอยางมาเปนการนําโมเมนตของแรงมาใชประโยชน โดยนําหลักของคานมาใชประโยชน ดังนี้ - คานอันดับ 1 ไดแก ใชคอนถอนตะปู และใชกรรไกรตัดกระดาษ - คานอันดับ 2 ไดแก ใชรถเข็นทราย และใชที่เปดขวดเปดขวดนํ้า - คานอันดับ 3 ไดแก ใชพลั่วขุดดิน ใชคีมคีบถาน ใชตะเกียบคีบลูกชิ้น และใชไมกวาดกวาดพื้น 7. ตอบ ขอ 3. วัตถุที่มีการเคลื่อนที่แบบโพรเจกไทล จะเคลื่อนที่ดวยความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก 8. ตอบ ขอ 2. เนื่องจากแรงโนมถวงของโลกจะดึงดูดวัตถุใหตกลงสูพื้นโลก ทําใหวัตถุที่ถูกขวางออกไปขางหนาคอยๆ เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่เขาสูวิถีโคง 9. ตอบ ขอ 4. นํ้าในเขื่อนจะมีพลังงานศักยโนมถวงสะสมอยู ซึ่งพรอมจะปลดปลอยเปนพลังงานเพื่อใชในการหมุน เครื่องปนกระแสไฟฟา 10. ตอบ ขอ 3. Ek = 1 2 × 1,000 kg × (10 m/s)2 = 50,000 J 11. ตอบ ขอ 1. แอมมิเตอรใชในการวัดคากระแสไฟฟา ซึ่งตองตอแทรกเขาไปในวงจรแบบอนุกรม ขณะที่การตอโวลตมิเตอร และโอหมมิเตอรจะตอแบบขนานครอมตัวตานทานที่ตองการวัด สวนการตอแกลวานอมิเตอรสามารถ ตอไดทั้งแบบอนุกรมและแบบขนาน เพื่อหาคาที่แตกตางกัน 12. ตอบ ขอ 4. ลวดตัวนําที่มีพื้นที่หนาตัดมากจะมีความตานทานไฟฟานอยกวาลวดตัวนําที่มีพื้นที่หนาตัดนอย ตอนที่ 1 ชุดที่ 3เฉลยแบบทดสอบ (26)
27.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 13. ตอบ ขอ
3. รวมตัวตานทาน R2 , R3 และ R4 แบบอนุกรม ได R2 - R4 = 2 Ω + 2 Ω + 2 Ω = 6 Ω รวมตัวตานทาน R5 และ R2 -R4 แบบขนาน ได 1 R2 -R5 = 1 3 Ω + 1 6 Ω ดังนั้น R2 - R5 = 2 Ω รวมตัวตานทาน R1 , R2-5 และ R6 แบบอนุกรม ได Rรวม = 2 Ω + 2 Ω + 2 Ω = 6 Ω 14. ตอบ ขอ 2. จาก I = V R ดังนั้น เมื่อความตางศักยในวงจรมีคาเพิ่มขึ้น และความตานทานในวงจรมีคาลดลง ทําใหกระแสไฟฟาใหม ที่ไหลในวงจรมีคาเพิ่มขึ้น 15. ตอบ ขอ 1. เตารีดเปนเครื่องใชไฟฟาที่ใหพลังงานความรอนซึ่งมีขดลวดที่มีความตานทานสูงทําใหสิ้นเปลืองพลังงานมาก 16. ตอบ ขอ 2. สะพานไฟทําหนาที่ปด-เปดใหกระแสไฟฟาไหลเขาสูวงจรคลายการทํางานของสวิตช 17. ตอบ ขอ 3. Wพัดลม = Pt = 100 W × (20 × 60 s) = 120,000 J Wเตารีด = Pt = 1,000 W × (45 × 60 s) = 2,700,000 J Wรวม = 120,000 J + 2,700,000 J = 2,820,000 J = 2,820 kJ 18. ตอบ ขอ 2. สายไฟที่ดีควรเปนลวดตัวนําที่มีความตานทานไฟฟาตํ่า เพื่อใหสามารถนําไฟฟาที่ดี 19. ตอบ ขอ 3. วงจรไฟฟาโดยทั่วไปประกอบดวย แหลงจายพลังงานไฟฟา สายไฟ และอุปกรณไฟฟา 20. ตอบ ขอ 1. การตอวงจรไฟฟาแบบขนานจะทําใหความตานทานรวมในวงจรมีคาลดลง โดย 1 Rรวม = 1 R1 + 1 R2 + 1 R3 + …. + 1 Rn 21. ตอบ ขอ 1. เมื่อตอวงจรไฟฟาแบบขนาน กระแสไฟฟาที่ไหลผานหลอดไฟแตละหลอดจะขึ้นอยูกับความตานทานของ หลอดไฟนั้นๆ ดังนั้นถากระแสไฟฟาที่ไหลผานหลอดไฟในวงจรมีคาเทากัน แสดงวาหลอดไฟในวงจรตอง มีความตานทานเทากัน 22. ตอบ ขอ 4. ทรานซิสเตอรทําหนาที่ขยายสัญญาณของกระแสไฟฟาที่ออนใหมีพลังงานไฟฟามากขึ้น และทําหนาที่ เปนสวิตชเปด-ปดในเครื่องใชไฟฟา 23. ตอบ ขอ 2. การตอวงจรไดโอดจะมีการตอตัวตานทานเพื่อควบคุมปริมาณของกระแสไฟฟาที่ไหลผานไดโอด ทั้งนี้เพื่อ ชวยปองกันอันตรายใหกับไดโอด (27)
28.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 24. ตอบ ขอ
2. ตัวตานทานทําหนาที่ควบคุมปริมาณกระแสไฟฟาใหไหลเขาไปในวงจรไดตามปริมาณที่ตองการ ดังนั้น ในเครื่องใชไฟฟาสวนใหญจึงตองมีตัวตานทานเปนสวนประกอบ เพื่อปองกันไมใหกระแสไฟฟาไหลเขาไป ในเครื่องใชไฟฟามากเกินไป 25. ตอบ ขอ 1. ตัวตานทานไฟฟาในวงจรตัวเก็บประจุจะชวยควบคุมการไหลของกระแสไฟฟาออกจากตัวเก็บประจุ ทําให ตัวเก็บประจุสามารถเก็บประจุไฟฟาไดนานขึ้น 26. ตอบ ขอ 3. ดวงอาทิตยเปนดาวฤกษ สวนโลก ดาวยูเรนัส และดาวพฤหัสบดีเปนดาวเคราะห 27. ตอบ ขอ 3. ปรากฏการณสุริยุปราคา นํ้าขึ้นนํ้าลง และขางขึ้นขางแรม เปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของโลก และดวงจันทร สวนฝนอุกกาบาตเปนปรากฏการณที่ไมไดเกิดขึ้นจากอิทธิพลของโลกและดวงจันทร 28. ตอบ ขอ 3. ดาวเสารและดาวยูเรนัสมีวงแหวนรอบลอมเหมือนกัน โดยดาวเสารจะมีวงแหวนลอมรอบประมาณ7 ชั้น สวนดาวยูเรนัสจะมีวงแหวนบางๆ ลอมรอบ 29. ตอบ ขอ 2. อุกกาบาตเมื่อเคลื่อนผานเขามาในบรรยากาศโลกจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงใหตกลงมาดวยความเร็วสูง และเสียดสีกับบรรยากาศเหนือพื้นโลกจนเกิดการลุกไหม ดังนั้นถาโลกไมมีชั้นบรรยากาศ อุกกาบาตจะ ไมสามารถเกิดการลุกไหมได 30. ตอบ ขอ 3. กาแล็กซีทางชางเผือกไมใชกาแล็กซีแรกที่เกิดขึ้นในเอกภพ และยังไมมีหลักฐานที่แนชัดวากาแล็กซีใด เกิดขึ้นเปนอันดับแรกในเอกภพ 31. ตอบ ขอ 1. เนบิวลาสวาง มีลักษณะเปนกลุมแกสและฝุนธุลีที่เกิดการยุบตัวกลายเปนดาวฤกษจํานวนมากที่สามารถ เปลงแสงออกมาจากตัวเองได 32. ตอบ ขอ 2. กระจุกดาว สสารระหวางดาว และเนบิวลาเปนองคประกอบของกาแล็กซี สวนอุกกาบาตเปนเทหวัตถุที่ โคจรรอบดวงอาทิตย 33. ตอบ ขอ 1. ดาวฤกษที่มีมวลนอยจะเกิดวิวัฒนาการ ดังนี้ เมื่อดาวฤกษที่มีมวลนอยเกิดขึ้น จะพัฒนาไปเปนดาวฤกษ สีเหลือง(ดวงอาทิตย) ตอมาเมื่อใกลหมดอายุจะมีขนาดใหญขึ้นและเปลี่ยนเปนสีแดง เรียกวา ดาวยักษแดง จากนั้นจะคอยๆ หดตัวจนมีขนาดเล็กลงและมีสีขาว เรียกวา ดาวแคระขาว สวนดาวฤกษที่มีมวลมากนั้น วิวัฒนาการขั้นสุดทายจะกลายเปนดาวนิวตรอนหรือหลุมดํา 34. ตอบ ขอ 4. กลุมดาวไมกางเขนจะมีดวงดาวชี้ไปทางขั้วโลกใต ทําใหเราสามารถใชกลุมดาวนี้ในการหาทิศใตได 35. ตอบ ขอ 2. - จุดยอดทองฟา คือ จุดสูงสุดบนทองฟาที่อยูเหนือศีรษะพอดี - เสนเมริเดียนทองฟา คือ เสนที่แบงครึ่งทองฟาออกเปน 2 สวน คือ ซีกตะวันออกและซีกตะวันตก - เสนศูนยสูตรทองฟา คือ เสนที่ผานขอบฟาทิศตะวันตก ขอบฟาทิศตะวันออก และจุดเหนือศีรษะ - เสนขอบฟา คือ เสนวงกลมบนพื้นโลกที่จรดกับขอบฟาลอมรอบตัวเรา 36. ตอบ ขอ 3. ดาวฤกษที่มีอุณหภูมิสูงจะมีอายุนอย สวนดาวฤกษที่มีอุณหภูมิตํ่าจะมีอายุมาก โดยอุณหภูมิของดาวฤกษ จะเรียงลําดับจากนอยไปมากได ดังนี้ ดาวฤกษสีแดง < ดาวฤกษสีสม < ดาวฤกษสีเหลือง < ดาวฤกษ สีเหลืองขาว < ดาวฤกษสีขาว < ดาวฤกษสีฟา < ดาวฤกษสีนํ้าเงิน (28)
29.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 37. ตอบ ขอ
4. ดาวเทียมธีออสเปนดาวเทียมสํารวจทรัพยากรธรรมชาติดวงแรกของประเทศไทย ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อนํามา ใชในการวางแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติใหยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากที่สุด 38. ตอบ ขอ 1. ดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทยมีชื่อวา ดาวเทียมไทยคม 1 มีประโยชนในดานการสื่อสาร 39. ตอบ ขอ 1. ถาโลกมีแรงโนมถวงมากกวาดวงจันทร 6 เทา คนที่มีนํ้าหนักตัวบนพื้นโลก 60 กิโลกรัม เมื่อชั่งนํ้าหนัก บนดวงจันทรจะมีนํ้าหนัก 60 6 = 10 กิโลกรัม 40. ตอบ ขอ 4. กลองโทรทรรศนอวกาศฮับเบิลเปนกลองชนิดสะทอนแสง ถือวาเปนกลองโทรทรรศนที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากมีเทคโนโลยีของกลองถายภาพที่ทันสมัยมาก คือ กลองถายภาพจะควบคุมดวยคอมพิวเตอร เปนกลองมุมกวาง มีเครื่องตรวจวัดสเปกตรัมและเครื่องปรับทิศทางของกลอง 1. แนวตอบ เห็นดวย เพราะถนนที่มีพื้นผิวเรียบจะทําใหเกิดแรงเสียดทานระหวางลอรถกับถนนนอยกวาถนนที่มีพื้นผิว ขรุขระ ดังนั้น รถที่แลนบนถนนที่มีพื้นผิวเรียบจะแลนดวยความเร็วที่มากกวารถที่แลนบนถนนที่มีพื้นผิว ขรุขระ จึงทําใหรถที่แลนบนถนนที่มีพื้นผิวเรียบมีความเรงมากกวารถที่แลนบนถนนที่มีพื้นผิวขรุขระ 2. แนวตอบ ไมจริง เพราะการใชหลอดไฟฟาทั้ง 2 แบบ จะทําใหสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟาเทากัน ดังนี้ - การใชหลอดไฟฟาขนาด 36 วัตต จํานวน 4 หลอด สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟาวันละ = 0.036 กิโลวัตต × 4 หลอด × 2 ชั่วโมง = 0.288 หนวย - การใชหลอดไฟฟาขนาด 24 วัตต จํานวน 6 หลอด สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟาวันละ = 0.024 กิโลวัตต × 6 หลอด × 2 ชั่วโมง = 0.288 หนวย 3. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ตัวอยางเชน 1. ควรเลือกซื้อตูเย็นที่มีฉลากประหยัดไฟ โดยดูจากสติกเกอรที่ติดอยูที่ตูเย็น ซึ่งสํานักมาตรฐานผลิตภัณฑ อุตสาหกรรม (สมอ.) เปนผูตรวจสอบและรับรองคุณภาพ 2. ควรพิจารณาขนาดของตูเย็นใหเหมาะสมกับขนาดของครอบครัว 3. ควรเลือกตูเย็นที่มีฉนวนกันความรอนหนาและเปนชนิดโฟมอัด เพื่อไมใหสูญเสียความเย็นมากเกินไป 4. ควรตั้งตูเย็นใหอยูหางจากผนังอยางนอย 15 เซนติเมตร 5. ควรละลายนํ้าแข็งในตูเย็นอยางสมํ่าเสมอ เพื่อใหการทําความเย็นมีประสิทธิภาพสูง 4. แนวตอบ ดาวศุกร โดยดาวศุกรจะหมุนรอบตัวเองในทิศตามเข็มนาฬกา ในขณะที่ดาวเคราะหดวงอื่นจะหมุนรอบตัวเอง ในทิศทวนเข็มนาฬกา 5. แนวตอบ ดวงดาวที่เรามองเห็นบนทองฟาเปนดาวฤกษที่มีขนาด ความสวาง และสีแตกตางกันไป เนื่องจากดาวฤกษ เปนดาวที่มีแสงสวางในตัวเอง เราจึงสามารถมองเห็นดาวฤกษไดดวยตาเปลา สวนดาวเคราะหเปนดาวที่ไมมี แสงสวางในตัวเอง ตอนที่ 2 (29)
Download