Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
teerachon
15,580 views
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
Read more
4
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 325 times
1
/ 38
2
/ 38
3
/ 38
Most read
4
/ 38
5
/ 38
6
/ 38
7
/ 38
8
/ 38
9
/ 38
10
/ 38
11
/ 38
12
/ 38
13
/ 38
14
/ 38
15
/ 38
16
/ 38
17
/ 38
18
/ 38
19
/ 38
20
/ 38
21
/ 38
22
/ 38
23
/ 38
24
/ 38
Most read
25
/ 38
26
/ 38
27
/ 38
28
/ 38
29
/ 38
30
/ 38
31
/ 38
32
/ 38
33
/ 38
34
/ 38
35
/ 38
Most read
36
/ 38
37
/ 38
38
/ 38
More Related Content
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.1
by
teerachon
PDF
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เรียนรู้ชั้นบรรยากาศ
by
Khwankamon Changwiriya
DOC
แบบทดสอบกลางภาคเรียน วิทย์ 5 (ออกตามตัวชี้วัด)
by
dnavaroj
DOCX
ลักษณะเฉพะของข้อสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
by
สมพงษ์ หาคำ
PDF
ข้อสอบพร้อมเฉลยอย่างละเอียด O net - วิทยาศาสตร์
by
Suriyawaranya Asatthasonthi
PDF
เกณฑ์การให้คะแนนข้อสอบวิทยาศาสตร์ ชุดที่ 2
by
Naughtily NaRee
PDF
3.แนวข้อสอบ o net วิทยาศาสตร์(ม.3)
by
teerachon
PDF
02 สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ
by
kruannchem
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.1
by
teerachon
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เรียนรู้ชั้นบรรยากาศ
by
Khwankamon Changwiriya
แบบทดสอบกลางภาคเรียน วิทย์ 5 (ออกตามตัวชี้วัด)
by
dnavaroj
ลักษณะเฉพะของข้อสอบวัดทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
by
สมพงษ์ หาคำ
ข้อสอบพร้อมเฉลยอย่างละเอียด O net - วิทยาศาสตร์
by
Suriyawaranya Asatthasonthi
เกณฑ์การให้คะแนนข้อสอบวิทยาศาสตร์ ชุดที่ 2
by
Naughtily NaRee
3.แนวข้อสอบ o net วิทยาศาสตร์(ม.3)
by
teerachon
02 สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ
by
kruannchem
What's hot
PDF
แบบทดสอบตามตัวชี้วัด ม.1.doc.pdf
by
ssuser2feafc1
PDF
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.1 เทอม 2 ชุดที่ 1
by
คุณครูพี่อั๋น
PDF
ข้อสอบอัจฉริยะ
by
Kodchaporn Siriket
PDF
ระบบร่างกาย
by
Aobinta In
PDF
10แบบทดสอบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ตอนที่ 1)
by
สำเร็จ นางสีคุณ
PDF
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
PDF
แรง มวล และกฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน
by
ชิตชัย โพธิ์ประภา
PDF
แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ
by
Jariya Jaiyot
PDF
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการจำแนกสาร ชุดที่ 1 การแยกสารด้วยวิธีการกรอง
by
ชลธิกาญจน์ จินาจันทร์
DOC
แบบทดสอบกลางภาคเรียน วิทย์ 6 (ออกตามตัวชี้วัด)
by
dnavaroj
PDF
11แบบทดสอบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ตอนที่ 2)
by
สำเร็จ นางสีคุณ
PDF
แบบทดสอบเรื่อง ดาราศาสตร์ ชุด 1(อัตนัย)
by
Jariya Jaiyot
DOCX
2
by
สุนันท์ มงคลศิลป์
PDF
แบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ 5 ภาคเรียน 1
by
dnavaroj
DOCX
ใบงานคลื่นกล ม.5 .docx
by
sathanpromda
PDF
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ๋ทางการเรียน หน่วย งานและพลังงาน
by
dnavaroj
PDF
แบบทดสอบ บทที่ 1
by
ฟลุ๊ค ลำพูน
PDF
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธฺื๋ทางการเรียน หน่วย พลังงานไฟฟ้า
by
dnavaroj
PDF
Slแบบฝึกหัดทบทวน เรื่อง อัตราเร็ว ความเร็ว ระยะทาง และการกระจัด
by
krupornpana55
DOCX
แบบทดสอบก่อนเรียนความหลากหลายทางชีวภาพ
by
Sirintip Arunmuang
แบบทดสอบตามตัวชี้วัด ม.1.doc.pdf
by
ssuser2feafc1
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.1 เทอม 2 ชุดที่ 1
by
คุณครูพี่อั๋น
ข้อสอบอัจฉริยะ
by
Kodchaporn Siriket
ระบบร่างกาย
by
Aobinta In
10แบบทดสอบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ตอนที่ 1)
by
สำเร็จ นางสีคุณ
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
แรง มวล และกฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน
by
ชิตชัย โพธิ์ประภา
แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ
by
Jariya Jaiyot
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการจำแนกสาร ชุดที่ 1 การแยกสารด้วยวิธีการกรอง
by
ชลธิกาญจน์ จินาจันทร์
แบบทดสอบกลางภาคเรียน วิทย์ 6 (ออกตามตัวชี้วัด)
by
dnavaroj
11แบบทดสอบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (ตอนที่ 2)
by
สำเร็จ นางสีคุณ
แบบทดสอบเรื่อง ดาราศาสตร์ ชุด 1(อัตนัย)
by
Jariya Jaiyot
2
by
สุนันท์ มงคลศิลป์
แบบทดสอบวิชาวิทยาศาสตร์ 5 ภาคเรียน 1
by
dnavaroj
ใบงานคลื่นกล ม.5 .docx
by
sathanpromda
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ๋ทางการเรียน หน่วย งานและพลังงาน
by
dnavaroj
แบบทดสอบ บทที่ 1
by
ฟลุ๊ค ลำพูน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธฺื๋ทางการเรียน หน่วย พลังงานไฟฟ้า
by
dnavaroj
Slแบบฝึกหัดทบทวน เรื่อง อัตราเร็ว ความเร็ว ระยะทาง และการกระจัด
by
krupornpana55
แบบทดสอบก่อนเรียนความหลากหลายทางชีวภาพ
by
Sirintip Arunmuang
Similar to แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
PDF
Pre onet วิทย์ม.3 ปีการศึกษา 2554
by
สายฝน ต๊ะวันนา
PDF
สอบกลางภาคชีวะ51 2
by
Wichai Likitponrak
PDF
ข้อสอบ Pat 2 (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ)
by
Lupin F'n
DOC
แบบทดสอบสารชีวโมเลกุล
by
maechai17
PDF
ข้อสอบ LAS ปี ๒๕๕๗ วิทยาศาสตร์ ม.2
by
Khunnawang Khunnawang
PDF
กสพท. เคมี 2560
by
9GATPAT1
PDF
Pat2 52-1
by
Biobiome
PDF
scis6-2556.pdf วิทญาศาตร์ ทดลองทำโจทย์เฉลย
by
MheeUtd
PDF
=U;t
by
Thanamon Bannarat
PDF
Conc chm กสพท54
by
noeiinoii
PDF
Conc chm กสพท54
by
ruth12874
DOCX
แนวข้อสอบสอบครูช่วย เอกวิทย์ 2
by
wan Jeerisuda
DOC
1298 sci m2
by
Nongfang Sirintamas
PDF
Pat2 2552
by
Fortyy Happii
PDF
Pat2 52 72
by
june41
PDF
Conc chm กสพท54
by
Best Angkabsuwan
PDF
วิทย
by
Worawalanyrc
PDF
005 q sci o-net
by
wikanet
PDF
005 q sci o-net
by
wikanet
PDF
Q sci o net
by
Supasiri Phinyathanabat
Pre onet วิทย์ม.3 ปีการศึกษา 2554
by
สายฝน ต๊ะวันนา
สอบกลางภาคชีวะ51 2
by
Wichai Likitponrak
ข้อสอบ Pat 2 (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ)
by
Lupin F'n
แบบทดสอบสารชีวโมเลกุล
by
maechai17
ข้อสอบ LAS ปี ๒๕๕๗ วิทยาศาสตร์ ม.2
by
Khunnawang Khunnawang
กสพท. เคมี 2560
by
9GATPAT1
Pat2 52-1
by
Biobiome
scis6-2556.pdf วิทญาศาตร์ ทดลองทำโจทย์เฉลย
by
MheeUtd
=U;t
by
Thanamon Bannarat
Conc chm กสพท54
by
noeiinoii
Conc chm กสพท54
by
ruth12874
แนวข้อสอบสอบครูช่วย เอกวิทย์ 2
by
wan Jeerisuda
1298 sci m2
by
Nongfang Sirintamas
Pat2 2552
by
Fortyy Happii
Pat2 52 72
by
june41
Conc chm กสพท54
by
Best Angkabsuwan
วิทย
by
Worawalanyrc
005 q sci o-net
by
wikanet
005 q sci o-net
by
wikanet
Q sci o net
by
Supasiri Phinyathanabat
More from teerachon
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ นาฏศิลป์ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เศรษฐศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภูมิศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ หน้าที่พลเมืองฯ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ แรงและการเเคลื่อนที่ฯ ม.4 6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เทคโนโลยี ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ นาฏศิลป์ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ เศรษฐศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภูมิศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ หน้าที่พลเมืองฯ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ แรงและการเเคลื่อนที่ฯ ม.4 6
by
teerachon
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ เทคโนโลยี ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
1.
~ 1 ~ ตารางวิเคราะห์แบบทดสอบมาตรฐานชั้นปี วิชา
วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชุดที่ 1 ข้อ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว 1.1 ว 3.1 ว 3.2 ว 4.1 ว 5.1 ว 6.1 1 2 3 4 5 6 1 2 3 1 2 3 4 1 2 1 2 3 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30
2.
~ 2 ~ ข้อ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว
1.1 ว 3.1 ว 3.2 ว 4.1 ว 5.1 ว 6.1 1 2 3 4 5 6 1 2 3 1 2 3 4 1 2 1 2 3 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60
3.
~ 3 ~ 1 1วิทยาศาสตร์
ชุดที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 90 ให้วง ⃝ ล้อมรอบตัวเลขหน้าคาตอบที่ถูกต้อง 1. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร 1. การเคี้ยว คือ การย่อยเชิงเคมี 2. เอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการย่อยอาหาร 3. กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะส่วนแรกที่สามารถย่อยอาหารได้ 4. การย่อยเชิงกล คือ การใช้เอนไซม์ทาให้โมเลกุลของอาหารเล็กลง 2. อาหารชนิดใดถูกย่อยได้ดีในกระเพาะอาหาร 1. ปลา 2. เนย 3. ข้าว 4. มันสาปะหลัง 3. สัตว์ชนิดใดที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิดทั้งหมด 1. กุ้ง ปู ปลา 2.คน หมึก นก 3. ปลา กบ จระเข้ 4. หอย กวาง กระต่าย 4. “ทรอมบิน” เกี่ยวข้องกับข้อใด 1. เกล็ดเลือด 2. เฮโมโกลบิน 3. เซลล์เม็ดเลือดขาว 4. เซลล์เม็ดเลือดแดง 5. ในขณะที่นักเรียนหายใจออก ข้อใดแสดงถึงความสัมพันธ์ของกระดูกซี่โครงและกะบังลมได้ถูกต้อง 1. ทั้งกะบังลมและกระดูกซี่โครงเลื่อนต่าลง 2. ทั้งกะบังลมและกระดูกซี่โครงเลื่อนสูงขึ้น 3.กระดูกซี่โครงเลื่อนสูงขึ้น กะบังลมเลื่อนต่าลง 4. กระดูกซี่โครงเลื่อนต่าลง กะบังลมเลื่อนสูงขึ้น 6. แมลงใช้อวัยวะใดในการขับถ่ายของเสีย 1.ไต 2. เฟลมเซลล์ 3. เนฟริเดียม 4. ท่อมัลพิเกียน
4.
~ 4 ~ 7.
หากเด็กหญิงคนหนึ่งมีรังไข่ผิดปกติจะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร 1. ร่างกายไม่เจริญเติบโต 2. มีลักษณะเหมือนผู้ชาย 3. พัฒนาการทางเพศผิดปกติ 4. อาจเป็นโรคมะเร็งในรังไข่ 8. ไขสันหลังมีความสาคัญต่อระบบประสาทอย่างไร 1. ทาหน้าที่ส่งผ่านกระแสประสาท 2. ทาหน้าที่เป็นหน่วยรับความรู้สึก 3. ทาหน้าที่สั่งการให้อวัยวะตอบสนอง 4. ทาหน้าที่ควบคุมการทางานของระบบประสาท 9. ความแตกต่างในการทางานของหัวใจกับปอดคืออะไร 1. หัวใจมีการเต้น ปอดมีการบีบตัว 2. หัวใจมีการบีบตัว ปอดมีการคลายตัว 3. หัวใจลาเลียงอาหาร ปอดลาเลียงแก๊ส 4. หัวใจสูบฉีดเลือด ปอดแลกเปลี่ยนแก๊ส 10. ระบบต่างๆ ในร่างกายระบบใดบ้างที่มีบทบาทในการรักษาสมดุลของน้าในร่างกาย 1. ระบบย่อยอาหาร และระบบหายใจ 2. ระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ และระบบขับถ่าย 3. ระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ และระบบประสาท 4. ระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ และระบบไหลเวียนเลือด 11. เพราะเหตุใดสิ่งมีชีวิตจึงมีการแสดงพฤติกรรม 1. เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม 2. เพื่อตอบสนองต่อสังคมที่อยู่อาศัย 3. เพื่อความอยู่รอดและดารงเผ่าพันธุ์ 4. เพื่อแสดงออกถึงความต้องการต่างๆ 12. การดูดนมของทารก มีปัจจัยใดเป็นสิ่งเร้า 1. น้านม 2. ความหิว 3. เสียงของแม่ 4. การสัมผัสจากแม่ 13. “เมื่อเกิดสุริยุปราคา นกบางชนิดจะบินกลับรัง” จากข้อความนี้ สิ่งใดที่เป็นสิ่งเร้าให้นกแสดงพฤติกรรม ดังกล่าว 1. แสง 2. อุณหภูมิ 3. ดวงอาทิตย์ 4. เสียงจากฝูงนก 14. เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชน์ต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์อย่างไร 1. ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตสัตว์ 2. ช่วยทาให้ได้สัตว์สายพันธุ์ตามต้องการ 3. ลดระยะเวลาในการเจริญเติบโตของสัตว์ 4. สามารถทาได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ
5.
~ 5 ~ 15.
ข้อใดตรงกับหลักการของการโคลน 1. การนาเซลล์อสุจิของม้าไปผสมกับเซลล์ไข่ของลา 2. การนาตัวอ่อนของวัวตัวหนึ่งไปฝากไว้ในครรภ์ของวัวอีกตัวหนึ่ง 3. การนาเซลล์ไข่มาแยกนิวเคลียสออกไป แล้วนานิวเคลียสจากเซลล์ต้นแบบมาใส่เข้าไป 4. การรีดน้าเชื้อจากสัตว์ตัวผู้ แล้วฉีดเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ตัวเมียในช่วงเวลาที่ไข่สุก 16. อาหารมีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของมนุษย์อย่างไร 1. ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค 2. ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ 3. ช่วยสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย 4. ช่วยให้ระบบร่างกายทางานได้อย่างปกติ 17. นาอาหารเหลวชนิดหนึ่งมาทดสอบหาสารอาหาร ไดผลดังตาราง ขอใดสรุปไดครอบคลุมที่สุด 1. อาหารนี้มีโปรตีน และแปงเปนองคประกอบ 2. อาหารนี้มีโปรตีน และน้าตาลทรายเปนองคประกอบ 3. อาหารนี้มีโปรตีน และคารโบไฮเดรตเปนองคประกอบ 4. อาหารนี้มีโปรตีน และน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวเปนองคประกอบ 18. การรับประทานผักดิบกับน้าพริก เมื่อเทียบกับการรับประทานผักชนิดเดียวกันที่ผ่านการต้มเป็นระยะ เวลานาน ผักทั้งสองแบบมีปริมาณวิตามินชนิดใดแตกต่างกันมากที่สุด 1. วิตามิน เอ 2. วิตามิน ซี 3. วิตามิน ดี 4. วิตามิน อี 19. เพื่อส่งเสริมให้ร่างกายเจริญเติบโตอย่างสมวัย วัยรุ่นควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใดมากที่สุด 1. ข้าว เนื้อสัตว์ 2. เนย ผักสีเขียว 3. ไข มะเขือเทศ 4. น้ามันพืช ถั่วเหลือง 20. สารเสพติดในข้อใดออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท 1. ยาบ้า 2. กัญชา 3. เฮโรอีน 4. ทินเนอร์ ผลการทดสอบกับสารละลายชนิดต่างๆ คอปเปอร์ซัลเฟต โซเดียมไฮดรอกไซด์ เบเนดิกต์ ไอโอดีน ตะกอนสีม่วง ตะกอนสีม่วง ตะกอนสีส้ม ไม่เปลี่ยนแปลง
6.
~ 6 ~ 21.
ข้อใดเป็นสาเหตุสาคัญที่ทาให้การบาบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดไม่ได้ผล 1. ผู้เสพไม่ยอมรับการบาบัดรักษา 2. ผู้เสพติดสารเสพติดชนิดรักษาไม่ได้ 3. สังคมไม่ยอมรับผู้ที่ผ่านการเสพสารเสพติด 4. ผู้เสพที่เข้ารับการบาบัดรักษามีจิตใจไม่เข้มแข็งพอ 22. สารเสพติดส่งผลต่อร่างกายอย่างไร 1. สร้างเสริมสุขภาพจิต 2. มีความตื่นตัวในการทากิจกรรมต่างๆ 3. ช่วยให้ทางานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 4. ภูมิต้านทานโรคต่า เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย 23. สารที่กาหนดให้ในข้อใดจัดเป็นธาตุทั้งหมด 1. จุนสี ดีบุก สารหนู 2. ปรอท ทองแดง เกลือแกง 3. ทองคา กามะถัน อะลูมิเนียม 4. ทองเหลือง ไอโอดีน แคดเมียม 24. แคลเซียมเป็นของแข็ง มีจุดหลอมเหลว 842 องศาเซลเซียส มีจุดเดือด 1,484 องศาเซลเซียส นาไฟฟ้า ได้ดี แคลเซียมจัดเป็นธาตุกลุ่มใด 1. โลหะ 2. อโลหะ 3. กึ่งโลหะ 4. สารประกอบ 25. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสารประกอบ 1. ประกอบด้วยอะตอมของธาตุชนิดเดียวกันทั้งหมด 2. ประกอบด้วยธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมารวมตัวกันด้วยอัตราส่วนเท่าใดก็ได้ 3. ประกอบด้วยธาตุอย่างน้อย 3 ชนิดขึ้นไปมารวมตัวกันด้วยอัตราส่วนโดยมวลคงที่ 4. ประกอบด้วยธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมารวมตัวกัน มีสมบัติแตกต่างจากธาตุเดิมที่เป็นองค์ประกอบ 26. เพราะเหตุใดสายไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือนจึงทามาจากทองแดง 1. นาไฟฟ้าได้ดี 2. นาความร้อนได้ดี 3. มีจุดหลอมเหลวสูง 4. ตีแผ่เป็นรูปทรงต่างๆ ได้ง่าย 27. ข้อใดบอกประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสีได้ถูกต้อง 1. I-135 –ใช้ทาลายเซลล์มะเร็ง 2. C-14 – ใช้คานวณหาอายุวัตถุโบราณ 3. U-235 – ใช้ตรวจความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ 4. Co-60 – ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์
7.
~ 7 ~ 28.
ของผสมประกอบด้วยผงตะไบเหล็กและน้าตาลจะแยกออกจากกันโดยวิธีใดบ้าง 1. ใช้การร่อน 2. ใช้การตกผลึก 3. ใช้แม่เหล็กดูด 4. ใช้การหยิบออก 29. การกลั่นด้วยไอน้าเหมาะสาหรับแยกสารที่มีสมบัติอย่างไร 1. สารที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกัน 2. สารที่มีจุดเดือดต่างกันมากๆ 3. สารที่ระเหยง่ายและไม่ละลายน้า 4. สารที่ระเหยง่ายและละลายน้าได้ดี 30. ถ้าตั้งบีกเกอร์สารละลายน้าเกลือไว้ในห้องนาน 1 อาทิตย์ แต่ก็ยังไม่ตกผลึก ข้อสรุปใดถูกต้อง 1. สารละลายนั้นมีฝุ่นละอองตกลงมาผสม 2. สารละลายนั้นไม่อิ่มตัว จึงไม่สามารถตกผลึกได้ 3. สารละลายนั้นมีตัวทาละลายเป็นของเหลว จึงไม่สามารถตกผลึกได้ 4. สารละลายนั้นอิ่มตัว แต่อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมไม่เย็นพอให้เกิดการตกผลึก 31. การเปลี่ยนแปลงในข้อใดเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ข้อ สารที่ใช้ผสม อุณหภูมิ (o C) ก่อนผสม หลังผสม 1. A + B 25 25 2. A + C 26 28 3. B + D 29 24 4. C + D 23 26 32. การกระทาในข้อใดทาให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดช้าลง 1. การใส่สารกันบูดในอาหาร 2. การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน 3. การเพิ่มความร้อนในการทอดอาหาร 4. การหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนาไปทอด 33. การเผาไหม้ถ่านหินแบบไม่สมบูรณ์จะได้แก๊สใดเป็นผลิตภัณฑ์ 1. แก๊สออกซิเจน 2. แก๊สไนโตรเจน 3. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 4. แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ 34. ปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบสจะได้สารใดเป็นผลิตภัณฑ์ 1. เกลือกับน้า 2. เกลือกับแก๊สออกซิเจน 3. เกลือกับสารประกอบซัลเฟต 4. เกลือกับสารประกอบคาร์บอเนต
8.
~ 8 ~ 35.
ผลของปฏิกิริยาเคมีในข้อใดที่ไม่ทาให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ก. การเกิดสม็อก ข. การเกิดฝนกรด ค. การทาฝนเทียม ง. การเกิดหินงอกหินย้อย จ. การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก 1. ก. ข. 2. ก. ค. 3. ข. ง. 4. ค. ง. 36. ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์จะทาให้มีผลข้างเคียงต่อร่างกายอย่างไร 1. ทาให้ท้องอืด 2. ทาให้ท้องผูก 3. ทาให้ท้องเสีย 4. ทาให้ระบายท้อง 37. ข้อใดไม่ใช่หลักการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย 1. ใช้สารเคมีในปริมาณที่เหมาะสม 2. ศึกษาสมบัติของสารเคมีที่จะนามาใช้ 3. ทิ้งสารเคมีในบริเวณที่ไกลจากสิ่งมีชีวิต 4. อ่านฉลากสารเคมีให้ละเอียดก่อนนามาใช้ 38. ในการแข่งขันกีฬาชักเย่อของนักกีฬาจาก 2 โรงเรียน นักกีฬาแต่ละคนออกแรงไม่เท่ากัน โดยนักกีฬา โรงเรียน A ออกแรง 10, 18 และ 22 นิวตัน ตามลาดับ นักกีฬาโรงเรียน B ออกแรง 8, 15 และ 25 นิวตัน ตามลาดับ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีค่าเท่าใด 1. 2 นิวตัน 2. 4 นิวตัน 3. 6 นิวตัน 4. 8 นิวตัน 39. ถ้าต้องการให้กล่องเคลื่อนที่ไปทางขวา จะต้องออกแรงตามข้อใด 1. 2. 3. 4. 40. จากภาพ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับกล่องมีขนาดเท่าใด และกล่องใบนี้จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด 1. 0 นิวตัน กล่องไม่เคลื่อนที่ 2. 6 นิวตัน กล่องไม่เคลื่อนที่ 3. 9 นิวตัน กล่องเคลื่อนที่ไปทางซ้าย 4. 15 นิวตัน กล่องเคลื่อนที่ไปทางขวา
9.
~ 9 ~ 41.
แรงลัพธ์ที่กระทาต่อวัตถุที่หยุดนิ่งหรือวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว สัมพันธ์กับข้อใด 1. กฎการอนุรักษ์ 2. กฎการสะท้อน 3. กฎแห่งความเฉื่อย 4. กฎแรงดึงดูดระหว่างมวล 42. เหตุการณ์ใดเป็นไปตามกฎแห่งความเฉื่อย 1. แดงเอาค้อนทุบกาแพง 2. ก้อยผลักวัตถุไปข้างหน้าให้แรงขึ้นเรื่อยๆ 3. นักกระโดดร่มได้กระโดดร่มลงจากเครื่องบิน 4. นักสเกตคนหนึ่งออกแรงผลักนักสเกตอีกคนหนึ่ง 43. “เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลาง A ไปยังตัวกลาง B พบว่ามุมแสงมีหักเหเพิ่มมากขึ้น” จากข้อความนี้ ข้อ ใดสรุปได้ถูกต้อง 1. ตัวกลาง A มีดัชนีหักเหมากกว่าตัวกลาง B 2. ตัวกลาง A มีความหนาแน่นมากกว่าตัวกลาง B 3. ตัวกลาง A อยู่ในสถานะของเหลว ส่วนตัวกลาง B อยู่ในสถานะแก๊ส 4. ยังไม่สามารถสรุปได้เนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอ 44. สมบัติของแสงในข้อใดทาให้เราสามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้ในเวลากลางคืน 1. การหักเห 2. การสะท้อน 3. การแยกสีของแสง 4. การกระเจิงของแสง 45. แว่นขยายที่ใช้ขยายวัตถุให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ทามาจากสิ่งใด 1. เลนส์เว้า 2. เลนส์นูน 3. กระจกเว้า 4. กระจกนูน 46. ภาพตกกระทบลงบนจอภาพหรือเรตินา เป็นภาพชนิดใด 1. ภาพจริงหัวตั้ง 2. ภาพจริงหัวกลับ 3. ภาพเสมือนหัวตั้ง 4. ภาพเสมือนหัวกลับ 47. นักเรียนคนหนึ่ง เมื่ออ่านหนังสือเขาจะต้องยกหนังสือเข้าใกล้ตามากกว่าปกติ ลักษณะเช่นนี้เกิดจาก สาเหตุใด และสามารถแก้ไขได้อย่างไร 1. อาการสายตาสั้น แก้ไขโดยการสวมแว่นตาที่ทาจากเลนส์เว้า 2. อาการสายตาสั้น แก้ไขโดยการสวมแว่นตาที่ทาจากเลนส์นูน 3. อาการสายตายาว แก้ไขโดยการสวมแว่นตาที่ทาจากเลนส์เว้า 4. อาการสายตายาว แก้ไขโดยการสวมแว่นตาที่ทาจากเลนส์นูน 48. ถ้าไม่มีแสงสว่าง จะส่งผลกระทบต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ในด้านใดมากที่สุด 1. การเดินทาง 2. การมองเห็น 3. การหาแหล่งอาหาร 4. การก่อสร้างที่อยู่อาศัย
10.
~ 10 ~ 49.
มนุษย์มองเห็นวัตถุมีสีแดงได้อย่างไร 1. วัตถุสีแดงดูดกลืนเฉพาะแสงสีแดงเอาไว้ 2. สีแดงเกิดจากแสงสีเหลืองผสมกับแสงสีเขียว 3. วัตถุสีแดงสะท้อนเฉพาะแสงสีแดงมาเข้าตามนุษย์ 4. เมื่อแสงสีขาวมากระทบวัตถุจะสะท้อนทุกสีมาเข้าตา ยกเว้นสีแดง 50. เพราะเหตุใดเมื่อแสงขาวผ่านปริซึมจึงแยกออกได้เป็นแสง 7 สี 1. พลังงานของแสงทั้ง 7 สีไม่เท่ากัน 2. แสงทั้ง 7 สีมีความยาวคลื่นไม่เท่ากัน 3. แสงทั้ง 7 สีมีความเข้มของแสงไม่เท่ากัน 4. ความเร็วของแสงสีต่างๆ ที่เคลื่อนที่ผ่านปริซึมไม่เท่ากัน 51. ชั้นดินชั้นใด ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช 1. ชั้น A หรือชั้นดินแร่ 2. ชั้น O หรือชั้นอินทรียวัตถุ 3. ชั้น B หรือชั้นสะสมของแร่ 4. ชั้น C หรือชั้นการผุของหิน 52. เมื่อทดสอบดินในที่แห่งหนึ่ง พบว่าดินมีค่า pH = 3 ซึ่งไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก นักเรียนจะมีวิธี แก้ปัญหานี้ได้อย่างไร 1. ใส่ยิปซัม 2. ใส่ปูนขาว 3. ปลูกพืชหมุนเวียน 4. ใส่ปุ๋ยสดลงไปคลุกเคล้ากับดิน 53. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง 1. ลักษณะที่สาคัญของหินแปร คือ มีการเรียงตัวของส่วนประกอบเป็นแนวหรือริ้ว 2. ความร้อนและความดันมีผลทาให้หินอัคนีและหินตะกอนกลายสภาพเป็นหินแปร 3. หินอัคนีพุ เป็นหินที่มีลักษณะเนื้อหินที่ละเอียด เกิดจากการเย็นตัวของลาวาบนผิวโลก 4. หินตะกอนเป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวลงของหินหนืด มีลักษณะเป็นหินหลอมเหลวที่ร้อนจัดอยู่ ภายในชั้นเนื้อโลก 54. “ เนื้อหยาบ ประกอบด้วยผลึกขนาดใหญ่ สีอ่อน มีความแข็งแรงมาก ” ข้อความดังกล่าวเป็นลักษณะ ของหินชนิดใด และสามารถนาหินชนิดดังกล่าวมาใช้ประโยชน์อย่างไร 1. หินไดออไรต์ - ใช้ทาครก 2. หินอ่อน - ใช้ประดับอาคาร 3. หินแกรนิต - ใช้ทาหินประดับ 4. หินควอไซด์ - ใช้ทาวัสดุทนไฟ
11.
~ 11 ~ 55.
จากตาราง เป็นแร่โลหะทั้งหมด จงตอบคาถามต่อไปนี้ ชนิดแร่ แหล่งที่พบ ประโยชน์ A พบมากทางภาคใต้ เคลือบแผ่นเหล็กป้องกันสนิม B มักพบอยู่ร่วมกับแร่ตะกั่วที่จังหวัดกาญจนบุรี ใช้ทาเหรียญกษาปณ์ C ภูหินเหล็กไฟ และภูทองแดงจังหวัดเลย ใช้ทาชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า A , B และ C คือแร่ชนิดใดตามลาดับ 1. ยิปซัม-เงิน-ทังสเตน 2. ดีบุก- เงิน-ทองแดง 3. พลวง-ฟลูออไรด์-แมงกานีส 4. ดีบุก- ทองคา- ทังสเตน 56. “เคอโรเจน” สัมพันธ์กับข้อใดมากที่สุด 1. ถ่านหิน 2. หินน้ามัน 3. ปิโตรเลียม 4. แก๊สธรรมชาติ 57. แหล่งน้าบาดาลเป็นน้าที่อยู่บริเวณใด 1. น้าบนดิน 2. ในช่องว่างของชั้นดิน 3. ในช่องว่างระหว่างหิน 4. น้าที่ระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ 58. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง 1. บึงมีขนาดใหญ่กว่าทะเลสาบ 2. น้าบาดาลสะอาดกว่าน้าในดิน 3. คู คลอง เป็นแหล่งน้าที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อกระจายน้าไปสู่แหล่งต่างๆ 4. แหล่งน้าจืดบนโลกมี 3 แหล่ง คือ น้าบนดิน น้าใต้ดิน และไอน้าในบรรยากาศ 59. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการเกิดหินงอกหินย้อย 1. ถ่านหิน 2. เคอโรเจน 3. กรดไฮโดรคลอริก 4. สารละลายหินปูน 60. . จากภาพตัดขวางของโลก สามารถพบหินหนืดจากส่วนใด 1. หมายเลข 1 2. หมายเลข 2 3. หมายเลข 3 4. หมายเลข 4
12.
~ 12 ~ ตารางวิเคราะห์แบบทดสอบมาตรฐานชั้นปี วิชา
วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชุดที่ 2 ข้อ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว 1.1 ว 3.1 ว 3.2 ว 4.1 ว 5.1 ว 6.1 1 2 3 4 5 6 1 2 3 1 2 3 4 1 2 1 2 3 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29
13.
~ 13 ~ ข้อ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว
1.1 ว 3.1 ว 3.2 ว 4.1 ว 5.1 ว 6.1 1 2 3 4 5 6 1 2 3 1 2 3 4 1 2 1 2 3 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 30 31 32 33 34 35 36 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43
14.
~ 14 ~ ข้อ มาตรฐาน/ตัวชี้วัด ว
1.1 ว 3.1 ว 3.2 ว 4.1 ว 5.1 ว 6.1 1 2 3 4 5 6 1 2 3 1 2 3 4 1 2 1 2 3 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60
15.
~ 15 ~ ให้วง
⃝ ล้อมรอบตัวเลขหน้าคาตอบที่ถูกต้อง 1. การย่อยอาหารในปากอาศัยเอนไซม์ชนิดใด 1. เอนไซม์เรนนิน 2. เอนไซม์ไลเปส 3. เอนไซม์เปปซิน 4. เอนไซม์อะไมเลส 2. ข้อใดคือหน้าที่ของลาไส้ใหญ่ 1. สร้างน้าดี 2. ย่อยโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน 3. ดูดน้าและแร่ธาตุกลับเข้าสู่ร่างกาย 4. ทาให้ไขมันแตกตัวออกเป็นเม็ดเล็กๆ 3. เพราะเหตุใดกล้ามเนื้อของผนังเส้นเลือดแดงจึงมีลักษณะหนาและยืดหยุ่นได้ดีกว่าเส้นเลือดดา 1. ป้องกันการไหลกลับของเลือด 2. ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น 3. ป้องกันแรงดันของเลือดจากหัวใจ 4. ป้องกันแรงดันจากแก๊สออกซิเจนที่มีปริมาณมาก 4. ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) เกี่ยวข้องกับข้อใด 1. เกล็ดเลือด 2. เฮโมโกลบิน 3. เซลล์เม็ดเลือดขาว 4. เซลล์เม็ดเลือดแดง 5. ในขณะที่หายใจเข้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในลักษณะใดบ้าง 1. ปริมาตรของช่องอกน้อยลง ความดันอากาศสูงขึ้น 2. ปริมาตรของช่องอกมากขึ้น ความดันอากาศสูงขึ้น 3. ปริมาตรของช่องอกมากขึ้น ความดันอากาศลดต่าลง 4. ปริมาตรของช่องอกน้อยลง ความดันอากาศลดต่าลง 1 1วิทยาศาสตร์ ชุดที่ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 90
16.
~ 16 ~ 6.
จากตาราง จงตอบคาถามต่อไปนี้ A, B, C และ D ควรจะเป็นสัตว์ใดตามลาดับ 1. คน พลานาเรีย ตั๊กแตน ไส้เดือนดิน 2. พลานาเรีย ตั๊กแตน ไส้เดือนดิน สุนัข 3. แมว คน ไส้เดือนดิน อะมีบา 4. ตั๊กแตน พารามีเซียม กระต่าย ไส้เดือนดิน 7. ข้อใดเรียงลาดับการทางานของระบบขับถ่ายปัสสาวะได้ถูกต้อง 1. เลือด หน่วยไต ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ 2. เลือด หน่วยไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ 3. เลือด หลอดไต หน่วยไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ 4. เลือด กรวยไต หลอดไต หน่วยไต ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ 8. เลือดที่ออกจากปอดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องใด 1. หัวใจห้องบนขวา 2. หัวใจห้องล่างขวา 3. หัวใจห้องบนซ้าย 4. หัวใจห้องล่างซ้าย 9. ข้อความใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ 1. การผสมของไข่กับอสุจิเกิดขึ้นที่ผนังมดลูก 2. ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะแบ่งเซลล์เพิ่มจานวนขึ้นภายในรังไข่ 3. ไข่ที่เคลื่อนตัวไปยังปีกมดลูกเป็นไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว 4. หลังจากตกไข่ ผนังมดลูกจะหนาตัวขึ้นเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน 10. ระบบประสาทมีการทางานตามขั้นตอนใด เมื่อนักเรียนถูกหนามกุหลาบตาที่มือแล้วรู้สึกเจ็บปวด 1. หน่วยรับความรู้สึก เซลล์ประสาทรับความรู้สึก ไขสันหลัง สมอง 2. หน่วยรับความรู้สึก เซลล์ประสาทรับความรู้สึก ไขสันหลัง สมอง เซลล์ประสาทสั่งการ ไขสันหลัง 3. หน่วยรับความรู้สึก เซลล์ประสาทรับความรู้สึก ไขสันหลัง สมอง ไขสันหลัง หน่วยปฏิบัติการ กล้ามเนื้อหดตัวเพื่อดึงมือออก 4. หน่วยรับความรู้สึก เซลล์ประสาทรับความรู้สึก ไขสันหลัง สมอง เซลล์ประสาทสั่งการ ไขสันหลัง หน่วยปฏิบัติการ กล้ามเนื้อหดตัวเพื่อดึงมือออก สัตว์ โครงสร้างในการขับถ่าย A ไต B เฟลมเซลล์ C ท่อมัลพิเกียน D เนฟริเดียม
17.
~ 17 ~ 11.
ระบบต่างๆ ในร่างกายระบบใดบ้างที่มีบทบาทในการรักษาสมดุลของอุณหภูมิของร่างกายในวันที่มี อากาศร้อน 1. ระบบประสาท และระบบไหลเวียนเลือด 2. ระบบประสาท ระบบไหลเวียนเลือด และระบบหายใจ 3. ระบบประสาท ระบบไหลเวียนเลือด และระบบขับถ่าย 4. ระบบประสาท ระบบไหลเวียนเลือด และระบบย่อยอาหาร 12. ข้อใดต่อไปนี้เป็นพฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์โดยมีอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้า 1. จาม 2. ขนลุก 3. เป็นไข้ 4. หลั่งน้าลาย 13. พฤติกรรมการตอบสนองของสัตว์ในข้อใดแตกต่างจากข้ออื่นๆ 1. งูนอนผึ่งแดด 2. กิ้งกือม้วนตัว 3. อึ่งอ่างพองตัว 4. หอยเม่นปิดฝา 14. “การนานิวเคลียสออกจากเซลล์ร่างกายของสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง แล้วนาไปใส่ในเซลล์ไข่ของสิ่งมีชีวิต อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเซลล์ไข่นั้นถูกแยกนิวเคลียสออกไปแล้ว” การกระทาดังกล่าวเป็นขั้นตอนของ เทคโนโลยีชีวภาพที่เรียกว่าอะไร 1. การโคลน 2. การผสมเทียม 3. การถ่ายฝากตัวอ่อน 4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 15. การเพิ่มผลผลิตของสัตว์โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพใด จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด 1. การโคลน 2. การผสมเทียม 3. การถ่ายฝากตัวอ่อน 4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 16. ข้อความใดกล่าวถึงการใช้พลังงานจากสารอาหารได้ถูกต้องที่สุด 1. ขณะนอนหลับ ร่างกายจะไม่ใช้พลังงานจากสารอาหาร 2. ในการทากิจกรรมชนิดเดียวกัน เพศหญิงและเพศชายจะใช้พลังงานต่างกัน 3. ในการทากิจกรรมชนิดเดียวกัน ผู้ที่มีน้าหนักน้อยจะใช้พลังงานมากกว่าผู้ที่มีน้าหนักมาก 4. ในขณะเล่นกีฬา เพศชายจะใช้พลังงานมากกว่าเพศหญิง แต่ในขณะทางานเบาๆ เพศหญิงจะใช้ พลังงานมากกว่าเพศชาย 17. ใส่อาหารชนิดหนึ่งในหลอดทดลอง หยดสารละลายเบเนดิกต์ลงไป 2-3 หยด แล้วนาหลอดทดลองไป แช่ ในน้าเดือด ซึ่งเกิดเป็นตะกอนสีอิฐ อาหารชนิดนี้มีสารอาหารประเภทใด 1. แป้ง 2. ไขมัน 3. กรดอะมิโน 4. น้าตาลกลูโคส
18.
~ 18 ~ 18.
หากไม่มีเนื้อสัตว์ นักเรียนควรจะรับประทานอาหารในข้อใดทดแทนเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร 1. จมูกข้าว 2. มะพร้าว 3. เนยเทียม 4. ถั่วเหลือง 19. ข้อใดเป็นสาเหตุที่สาคัญที่สุด ที่ทาให้เด็กในวัยเรียนรับประทานอาหารไมครบ 5 หมู่ 1. การรับประทานอาหารนอกบ้าน 2. การรับประทานอาหารไมเป็นเวลา 3. การรับประทานอาหารไมอิ่มเพราะเร่งรีบ 4. การเลือกรับประทานอาหารเฉพาะที่ตนเองชอบ 20. สารเสพติดประเภทสารระเหยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างไร 1. กดประสาท 2. หลอนประสาท 3. กระตุ้นประสาท 4. ออกฤทธิ์ผสมผสาน 21. สังเกตว่าบุคคลใดติดสารเสพติดนั้น วิธีใดที่ให้ผลแน่นอนที่สุด 1. สังเกตจากบุคคลใกล้ชิด 2. สังเกตจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป 3. สังเกตจากสุขภาพร่างกายของผู้เสพ 4. สังเกตจากผลการตรวจเลือดและปัสสาวะ 22. ข้อใดไม่ใช่สาเหตุที่ทาให้วัยรุ่นติดสารเสพติด 1. ถูกชักชวน 2. อยากทดลอง 3. การคบเพื่อน 4. ความคึกคะนอง 23. ข้อใดไม่ใช่แนวทางในการป้องกันตนเองจากยาเสพติด 1. ไม่มั่วสุมกับผู้เสพยาเสพติด 2. ไม่ทดลองเสพสารเสพติดทุกชนิด 3. ไม่คบหาสมาคมกับผู้อื่นเพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงได้ง่าย 4. ทาจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสและรักษาสุขภาพของตนเองอยู่เสมอ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ 24. สารที่กาหนดให้ในข้อใดจัดเป็นสารประกอบทั้งหมด 1. จุนสี ไอโอดีน พลวง 2. ผงฟู เหล็ก ไทเทเนียม 3. น้า เกลือแกง ด่างทับทิม 4. ตะกั่ว ปรอท แอมโมเนีย 25. โบรมีนมีสถานะเป็นของเหลว มีจุดหลอมเหลว -7.3 องศาเซลเซียส มีจุดเดือด 58.8 องศาเซลเซียส ไม่นาไฟฟ้าและความร้อน โบรมีนจัดเป็นธาตุกลุ่มใด 1. โลหะ 2. อโลหะ 3. กึ่งโลหะ 4. สารประกอบ 26. เพราะเหตุใดกระทะที่ใช้ประกอบอาหารจึงทามาจากอะลูมิเนียม 1. มีผิวมันวาว 2. นาไฟฟ้าได้ดี 3. นาความร้อนได้ดี 4. ตีแผ่เป็นรูปทรงต่างๆ ได้ง่าย
19.
~ 19 ~ 27.
ข้อใดกล่าวเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสีได้ถูกต้อง 1. รังสีบีตามีอานาจทะลุทะลวงต่าที่สุด 2. รังสีแอลฟาเป็นรังสีที่ไม่มีประจุไฟฟ้า 3. รังสีแกมมาเมื่อผ่านเข้าไปในสนามไฟฟ้าจะไม่เบี่ยงเบน 4. รังสีแอลฟา บีตา และแกมมา ไม่สามารถทะลุผ่านแผ่นอะลูมิเนียมได้ 28. ข้อใดไม่ใช่สมบัติของตัวทาละลายที่นามาใช้ในการแยกสารด้วยวิธีการสกัดด้วยตัวทาละลาย 1. ต้องแยกออกจากสารละลายได้ง่าย 2. ต้องละลายสารที่ต้องการจะแยกได้ดี 3. ต้องไม่ละลายสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการแยก 4. ต้องทาปฏิกิริยากับสารที่ต้องการจะแยกได้ดี 29. การกลั่นลาดับส่วนเหมาะสาหรับแยกสารที่มีสมบัติอย่างไร 1. สารที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกัน 2. สารที่มีจุดเดือดต่างกันมากๆ 3. สารที่ระเหยง่ายและไม่ละลายน้า 4. สารที่ระเหยง่ายและละลายน้าได้ดี 30. ในการวิเคราะห์องค์ประกอบของสีจากสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีโครมาโทกราฟี ข้อใดไม่เหมาะสมกับหลักการ วิเคราะห์โดยใช้วิธีนี้ 1. องค์ประกอบของสีในน้าอัดลม 2. องค์ประกอบของสีในน้าส้มสายชู 3. องค์ประกอบของสีในสีผสมอาหาร 4. องค์ประกอบของสีในปากกาหมึกซึม 31. ข้อใดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสาร 1. การบดน้าแข็ง 2. การเผากระดาษ 3. การสุกของผลไม้ 4. การเกิดสนิมของเหล็ก 32. การเปลี่ยนแปลงในข้อใดเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ข้อ สารที่ใช้ผสม อุณหภูมิ (o C) ก่อนผสม หลังผสม 1. A + B 25 25 2. A + C 26 28 3. B + D 29 24 4. C + D 28 27 33. การกระทาในข้อใดทาให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดเร็วขึ้น 1. การนาเหล็กมาเคลือบสี 2. การนาอาหารไปใส่ไว้ในตู้เย็น 3. การนามะม่วงมาทามะม่วงดอง 4. การหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนาไปทอด 34. หินงอกหินย้อยที่เห็นอยู่ตามถ้าเกิดจากปฏิกิริยาของสารในข้อใด 1. กรดกับเบส 2. น้ากับโลหะ 3. กรดกับสารประกอบคาร์บอเนต 4. โลหะกับสารประกอบคาร์บอเนต
20.
~ 20 ~ 35.
สนิมเหล็กเกิดจากปฏิกิริยาของสารในข้อใด 1.โลหะกับเบส 2. โลหะกับกรด 3. โลหะกับออกซิเจน 4. โลหะกับคาร์บอนไดออกไซด์ 36. ข้อใดเป็นผลกระทบของปฏิกิริยาเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ก. การเกิดสม็อก ข. การเกิดฝนกรด ค. การทาฝนเทียม ง. การเกิดหินงอกหินย้อย จ. การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก 1. ก. ค. ง. 2. ก. ข. จ. 3. ข. ง. จ. 4. ข. ค. จ. 37. ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์จะทาให้มีผลข้างเคียงต่อร่างกายอย่างไร 1. ทาให้ท้องอืด 2. ทาให้ท้องผูก 3. ทาให้ท้องเสีย 4. ทาให้ระบายท้อง 38. ข้อใดเป็นวิธีปฐมพยาบาลที่ไม่ถูกต้อง 1. สารเคมีถูกผิวหนัง – ใช้ผ้าสะอาดเช็ด แล้วรีบนาส่งแพทย์ 2. สารเคมีเข้าตา – ล้างด้วยน้าสะอาดปริมาณมากๆ แล้วรีบนาส่งแพทย์ 3. กลืนกินสารเคมี – นาส่งแพทย์ทันที พร้อมนาตัวอย่างสารเคมีหรือฉลากไปด้วย 4. สูดไอหรือแก๊ส – นาออกจากบริเวณนั้น แล้วพยายามสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มที่ 39. เมื่อแรง 2 แรงมีขนาด 15 นิวตัน และ 10 นิวตัน กระทาต่อรถในทิศทางตรงกันข้ามกัน รถจะมี การเปลี่ยนแปลงอย่างไร 1. รถจะไม่เคลื่อนที่ 2. รถจะเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของแรงทั้งสอง 3. รถจะเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของแรง 10 นิวตัน 4. รถจะเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของแรง 15 นิวตัน 40. พนักงานสองคนช่วยกันเข็นรถยนต์ที่จอดขวางทางอยู่หน้าร้าน โดยพนักงานคนแรกออกแรง 8 นิวตัน พนักงานอีกคนออกแรง 10 นิวตัน จงหาแรงลัพท์ที่กระทาต่อรถยนต์ 1. 2 นิวตัน 2. 10 นิวตัน 3. 18 นิวตัน 4. 20 นิวตัน 41. จากภาพ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับกล่องมีขนาดเท่าใด และกล่องใบนี้จะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด 1. 2 นิวตัน กล่องเคลื่อนที่ไปทางขวา 2. 13 นิวตัน กล่องเคลื่อนที่ไปทางซ้าย 3. 15 นิวตัน กล่องเคลื่อนที่ไปทางขวา 4. 27 นิวตัน กล่องเคลื่อนที่ไปทางซ้าย
21.
~ 21 ~ 42.
ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง 1. แรงลัพธ์มีค่าเป็นศูนย์กระทากับวัตถุหยุดนิ่ง วัตถุจะไม่เคลื่อนที่ 2. ในกรณีที่แรงลัพธ์กระทาต่อวัตถุเป็นศูนย์ วัตถุจะรักษาการเคลื่อนที่เดิมเอาไว้ 3. กฎแรงดึงการอนุรักษ์เป็นกฎที่สามารถอธิบายถึงแรงลัพธ์ที่กระทาต่อวัตถุที่หยุดนิ่งหรือวัตถุที่ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว 4. แรงลัพธ์มีค่าเป็นศูนย์กระทากับวัตถุที่กาลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วค่าหนึ่ง วัตถุจะเคลื่อนที่ด้วย ความเร็วคงตัว 43. เหตุการณ์ใดไม่เป็นไปตามกฎแห่งความเฉื่อย 1.โลกหมุนรอบตัวเอง 2. รถยนต์เกิดการเบรกกะทันหัน 3. ขับรถจักรยานยนต์บนท้องถนน 4. นักกระโดดร่มได้กระโดดร่มลงจากเครื่องบิน 44. เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปยังตัวกลางอีกชนิดหนึ่งที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน แสงจะมี ลักษณะอย่างไร 1. แสงจะเกิดการหักเห 2. แสงจะเกิดการเลี้ยวเบน 3. ความเข้มของแสงจะเปลี่ยนไป 4. แสงจะเกิดการสะท้อนกลับหมด 45. รุ้งกินน้า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุใด 1. การดูดกลืนแสงอาทิตย์ของหยดน้าในอากาศ 2. การกระจายของแสงอาทิตย์ของหยดน้าในอากาศ 3. การหักเหของแสงอาทิตย์เมื่อกระทบหยดน้าในอากาศ 4. การสะท้อนของแสงอาทิตย์เมื่อกระทบหยดน้าในอากาศ 46. การที่มองเห็นเหรียญซึ่งจมอยู่ก้นบ่อ หรือมองเห็นก้นบ่ออยู่ตื้นกว่าความเป็นจริง เป็นผลเนื่องจาก ปรากฏการณ์ใด 1. การหักเหของแสง 2. การสะท้อนของแสง 3. การเลี้ยวเบนของแสง 4. ความผิดปกติทางสายตา 47. ส่วนใดของนัยน์ตาที่สามารถหดหรือขยายได้เมื่อมีปริมาณแสงที่เข้าสู่นัยน์ตาแตกต่างกัน 1. ม่านตา 2. เลนส์ตา 3. กระจกตา 4. ประสาทตา
22.
~ 22 ~ 48.
เพราะเหตุใดตาของสัตว์ที่หากินในตอนกลางคืน เช่น แมว เสือ นกเค้าแมว เป็นต้น จึงสามารถมองเห็น เหยื่อได้ 1. นัยน์ตามีขนาดใหญ่กว่าปกติ 2. จอรับภาพมีเซลล์ประสาทรูปแท่งจานวนมาก 3. เป็นการใช้สัญชาตญาณในการหาเหยื่อแทนการมองด้วยตา 4. มีรูม่านตากว้างกว่าปกติ เพื่อทาให้สามารถมองเห็นในที่มีแสงน้อยได้ 49. การที่เรามองเห็นวัตถุมีสีแดง เนื่องมาจากสาเหตุใด 1. สีแดงเป็นสีปฐมภูมิ 2. แสงสีแดงเป็นสีที่ตารับรู้ได้ดี 3. วัตถุดูดกลืนแสงสีแดงไว้ทั้งหมด 4. วัตถุสีแดงจะสะท้อนเฉพาะแสงสีแดงเข้าสู่ตาเรา 50. วัตถุสีใดสามารถดูดกลืนแสงสีได้ดีที่สุด 1. สีดา 2. สีขาว 3. สีเขียว 4. สีเหลือง 51. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง 1. ดินชั้น A หรือชั้นดินแร่ ชั้นนี้ดินมีสีคล้า 2. ดินชั้น O หรือชั้นอินทรียวัตถุเป็นชั้นที่มีฮิวมัสสะสมอยู่ 3. ดินชั้น B หรือชั้นสะสมของแร่ เป็นชั้นดินที่มีเนื้อร่วนซุย มีความชื้นต่า 4. ดินชั้น C หรือชั้นการผุของหิน เป็นชั้นของหินผุและเศษหินดินดานที่แตกหัก 52. ข้อใดต่อไปนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากดิน 1. หญิงใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มแร่ธาตุให้กับดิน 2. แมนปลูกพืชตระกูลถั่วบนที่ดินของเขา 3. ก้อยโรยปูนขาวบนดินที่มีสภาพเป็นกรด 4. แก้วใช้ดินเหนียวมาทาเป็นเครื่องปั้นดินเผา 53. ข้อใดเป็นลักษณะของหินที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟและและเกิดการเย็นตัวลงของลาวา อย่างรวดเร็ว 1.ไม่มีผลึกเกิดขึ้น 2. มีผลึกขนาดเล็กและใหญ่ปนกัน 3. ผลึกมีขนาดเล็กและมีเนื้อหินละเอียด 4. ผลึกมีขนาดใหญ่และมีเนื้อหินหยาบ 54. หินชนิดใดที่นาไปใช้ประโยชน์ต่างจากข้ออื่น 1. หินอ่อน 2. หินบะซอลต์ 3. หินไรโอไลต์ 4. หินแอนดีไซด์
23.
~ 23 ~ 55.
ข้อใดกล่าวถูกต้อง 1. ทอง เป็นแร่ที่มีความแข็งแรงที่สุด 2. ดีบุก ยิปซัม และเงิน จัดเป็นแร่โลหะ 3. สีเปลวไฟ เป็นหนึ่งในสมบัติทางกายภาพของแร่ 4. การนาแร่โลหะไปใช้ จะต้องถลุงแร่เพื่อแยกโลหะออกเป็นสารบริสุทธิ์ก่อน 56. ข้อใดไม่ใช่เชื้อเพลิงปิโตรเลียม 1. น้ามันดิบ 2. ยางมะตอย 3. แก๊งหุงต้ม 4. ลิกไนต์ 57. จากการกระทาของบุคคลต่อไปนี้ ก. นายเด่นพายเรือด้วยเรือพายในคลอง ข. นายต่อเทน้าที่เหลือจากการล้างจานลงในแม่น้า ค. นายเอกสั่งปล่อยน้าทิ้งจากโรงงานลงสู่แหล่งน้า ง. นายวุฒิตักน้าริมคลองข้างบ้านมารดน้าต้นไม้ การกระทาของบุคคลใดก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางน้า 1. ก. และ ข. 2. ข. และ ค. 3. ค. และ ง. 4. ค. เท่านั้น 58. แม่น้ามีจุดเริ่มต้นมาจากแหล่งใด 1. ปากน้า 2. ต้นน้า 3. สายธาร 4. แม่น้าย่อย 59. ดินดอนสามเหลี่ยม เกิดจากการกระทาใดของน้า 1. การละลาย 2. การทับถม 3. การกัดกร่อน 4. การสึกกร่อนและการพัดพา 60. โครงสร้างของโลกส่วนใดที่มีอุณหภูมิสูงที่สุด 1. เปลือกโลก 2. เนื้อโลก 3. แก่นโลกชั้นใน 4. แก่นโลกชั้นนอก
24.
~ 24 ~ เฉลยข้อสอบมาตรฐานชั้นปี
มัธยมศึกษาปีที่ 2 ชุดที่ 2 1. 4 2. 3 3. 3 4. 3 5. 3 6. 1 7. 2 8. 3 9. 4 10. 1 11. 3 12. 2 13. 1 14. 1 15. 2 16. 2 17. 4 18. 4 19. 4 20. 1 21. 4 22. 3 23. 3 24. 3 25. 2 26. 3 27. 3 28. 4 29. 1 30. 2 31. 1 32. 2 33. 4 34. 3 35. 3 36. 2 37. 4 38. 1 39. 4 40. 3 41. 1 42. 3 43. 3 44. 1 45. 3 46. 1 47. 1 48. 2 49. 4 50. 1 51. 3 52. 4 53. 3 54. 1 55. 4 56. 4 57. 2 58. 2 59. 2 60. 3 เฉลยข้อสอบมาตรฐานชั้นปี มัธยมศึกษาปีที่ 2 ชุดที่ 1 1. 2 2. 1 3. 3 4. 1 5. 4 6. 4 7. 3 8. 1 9. 4 10. 2 11. 3 12. 2 13. 1 14. 2 15. 3 16. 3 17. 4 18. 2 19. 1 20. 1 21. 1 22. 4 23. 3 24. 1 25. 4 26. 1 27. 2 28. 3 29. 3 30. 2 31. 3 32. 1 33. 4 34. 1 35. 4 36. 2 37. 3 38. 1 39. 1 40. 1 41. 3 42. 3 43. 2 44. 2 45. 2 46. 2 47. 1 48. 2 49. 3 50. 2 51. 2 52. 2 53. 4 54. 3 55. 2 56. 2 57. 3 58. 1 59. 4 60. 2
25.
~ 25 ~ เฉลยแบบทดสอบมาตรฐานชั้นปี
ชุดที่ 1 เฉลยอย่างละเอียด 1. เฉลย ข้อ 2. เอนไซม์ เป็นสารประกอบประเภทโปรตีนที่สร้างขึ้นจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิตช่วยเร่ง ปฏิกิริยา ในกระบวนการย่อยอาหารให้เร็วขึ้นและเมื่อเร่งปฏิกิริยาแล้วยังคงมีสภาพเดิม ซึ่งสามารถกลับไปเร่งปฏิกิริยาโมเลกุลอื่นได้อีก สาหรับการเคี้ยวอาหาร เป็นการย่อย อาหารเชิงกล โดยอาหารจะมีการย่อยเชิงกลที่ปาก และย่อยเชิงเคมีโดยใช้เอนไซม์ ดังนั้น ปากจึงเป็นอวัยวะส่วนแรกที่สามารถย่อยอาหารได้ ในส่วนการย่อยเชิงเคมีจะใช้เอนไซม์ ทาให้โมเลกุลของอาหารเล็กลง 2. เฉลย ข้อ 1. กระเพาะอาหารเป็นทางเดินอาหารที่ใหญ่ที่สุด มีกล้ามเนื้อหนาและแข็งแรงมาก มีความ ยืดหยุ่นดี ในกระเพาะอาหารจะย่อยสลายโปรตีนให้ได้เป็นโปรตีนสายสั้นๆ ด้วยเอนไซม์ ส่วนคาร์โบไฮเดรตและไขมันจะไม่ถูกย่อยที่กระเพาะอาหาร 3.เฉลย ข้อ 3. ปลา กบ และจระเข้ เป็นสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทุกชนิดมีระบบ หมุนเวียนแบบปิด เป็นระบบที่เลือดไหลไปตามเส้นเลือดผ่านหัวใจครบวงจร ระบบนี้มี เส้นเลือดฝอยเชื่อมโยงระหว่างเส้นเลือดที่พาเลือดออกจากหัวใจกับเส้นเลือดที่พาเลือดเข้า สู่หัวใจ ส่วนหมึก กุ้ง ปู และหอย เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจะมีระบบการหมุนเวียน แบบเปิด ระบบนี้เลือดจะไม่ได้อยู่ในเส้นเลือดตลอดเวลา แต่จะออกจากเส้นเลือดเข้าสู่ ช่องว่างภายในลาตัว 4. เฉลย ข้อ 1. เมื่อร่างกายเกิดบาดแผล ผนังของหลอดเลือดฉีกขาด เกล็ดเลือดจะเคลื่อนที่มายังบริเวณที่ หลอดเลือดฉีกขาด และปล่อยสารทรอมโบพลาสทินซึ่งเป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งออกมา ทรอมโบพลาสทินที่ถูกปล่อยออกมาจะไปกระตุ้นโพรทรอมบิน ในพลาสมาเปลี่ยนเป็น ทรอมบิน โดยทางานร่วมกับแคลเซียมไอออน และวิตามินเคในเลือด ทรอมบินที่เกิดขึ้น จะกระตุ้นให้ไฟบริโนเจนเปลี่ยนเป็นไฟบรินและรวมตัวสานกันเป็นตาข่ายอุดตรง รอยแผลป้องกันการไหลของเลือดออกจากบาดแผล 5. เฉลย ข้อ 4. ในขณะที่หายใจออก กระดูกซี่โครงเลื่อนต่าลง กะบังลมเลื่อนสูงขึ้น ทาให้ปริมาตรช่องอก มีน้อยลง ความดันอากาศในช่องอกสูงขึ้น ทาให้อากาศออกจากปอดสู่ภายนอก 6. เฉลย ข้อ 4. แมลงมีอวัยวะขับถ่ายของเสียที่เรียกว่า “ท่อมัลพิเกียน” มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ ที่ยื่นมา จากบริเวณรอยต่อระหว่างกระเพาะอาหารกับลาไส้ ท่อมัลพิเกียนอยู่ในช่องว่างกลางลาตัว ของแมลง ทาหน้าที่ดูดซึมของเสียจากเลือดแล้วส่งต่อไปยังทางเดินอาหาร และขับออก นอกลาตัวทางทวารหนักร่วมกับกากอาหาร 7. เฉลย ข้อ 3. รังไข่มีหน้าที่ผลิตเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมพัฒนาการทางเพศ ซึ่งหากรังไข่ ผิดปกติก็จะทาให้มีพัฒนาการทางเพศที่ผิดปกติ
26.
~ 26 ~ 8.
เฉลย ข้อ 1. ไขสันหลังเป็นโครงสร้างที่ต่อจากสมอง โดยอยู่ภายในกระดูกสันหลังข้อแรกไปจนถึง กระดูกบั้นเอว มีหน้าที่ส่งผ่านกระแสประสาทจากหน่วยรับความรู้สึกไปยังสมอง และจาก สมองไปยังหน่วยปฏิบัติงาน อีกทั้งยังเป็นศูนย์คอยคุมปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ด้วย 9. เฉลย ข้อ 4. หัวใจและปอดเป็นอวัยวะในร่างกายที่ทาหน้าที่แตกต่างกัน แต่จะทางานสัมพันธ์กัน นั่นคือ ปอดจะทาหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือดในร่างกาย และ แลกเปลี่ยนเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม ในขณะที่ หัวใจทาหน้าที่สูบฉีดเลือดแดงออกไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเลือดแดงจะ ถ่ายเทออกซิเจนและสารอาหารให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วรับเอาของเสียกลับมากลาย สภาพเป็นเลือดดาย้อนกลับคืนเข้าสู่หัวใจอีกด้านหนึ่ง หัวใจก็จะสูบฉีดเลือดดานี้ไปที่ปอด เพื่อฟอกให้กลายสภาพเป็นเลือดแดงแล้วกลับคืนมาที่หัวใจอีกครั้งหนึ่งเข้ามาทาง หลอดเลือดแดง 10. เฉลย ข้อ 2. ร่างกายจะได้รับน้าจากอาหาร การดื่ม และกระบวนการหายใจ ระบบของร่างกายที่ เกี่ยวข้องก็คือ ระบบย่อยอาหาร และระบบหายใจ ส่วนน้าที่ร่างกายขับออกนั้นจะอยู่ในรูป ของการหายใจออก เหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ ระบบของร่างกายที่เกี่ยวข้อง ก็คือ ระบบหายใจ และระบบขับถ่าย 11. เฉลย ข้อ 3. พฤติกรรมเป็นการแสดงออกที่เกิดขึ้นจากการทางานร่วมกันของพันธุกรรมและ สภาพแวดล้อม ซึ่งการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตนั้นล้วนเพื่อการอยู่รอดและ ดารงเผ่าพันธุ์ของตนเอง 12. เฉลย ข้อ 2. การดูดนมของทารกเป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่กาเนิด โดยมีความหิวเป็นสิ่งเร้า ซึ่งความหิว เป็นสิ่งเร้าภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิต 13. เฉลย ข้อ 1. “เมื่อเกิดสุริยุปราคา นกบางชนิดจะบินกลับรัง” เพราะมีความเข้าใจว่าเป็นเวลาค่าแล้ว เนื่องจากสัตว์จาพวกนก ส่วนใหญ่จะออกหากินในเวลาเช้าหรือเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น และจะ บินกลับรังในเวลาเย็นหรือเมื่อพระอาทิตย์ตก ซึ่งพฤติกรรมนี้มีแสงเป็นสิ่งเร้า 14. เฉลย ข้อ 2. เทคโนโลยีชีวภาพช่วยทาให้ขยายพันธุ์สัตว์ได้อย่างรวดเร็ว ได้สัตว์ที่มีคุณสมบัติตรงตาม ต้องการ แต่ยังมีข้อเสีย คือ ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องทาโดยผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ 15. เฉลย ข้อ 3. การโคลนเป็นการขยายพันธุ์สัตว์โดยไม่ใช้เซลล์อสุจิ แต่เพียงแค่นาเซลล์ไข่มาแยก นิวเคลียสออกไป แล้วนานิวเคลียสจากเซลล์ต้นแบบมาใส่แทน จากนั้นเมื่อเซลล์แบ่งตัวก็ จะนาไปฝากในครรภ์ของสัตว์ที่ถูกนาเซลล์ไข่มา ซึ่งจะได้ลูกสัตว์ที่มีลักษณะเหมือนกับ สัตว์ตัวที่นาเซลล์มาเป็นต้นแบบ
27.
~ 27 ~ 16.
เฉลย ข้อ 3. อาหารเป็นสิ่งที่รับประทานเข้าไปแล้วไม่เป็นพิษและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นแหล่ง พลังงานที่ใช้ในการทากิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจาวัน หากขาดอาหารมนุษย์ก็จะ ไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ 17. เฉลย ข้อ 4. จากผลการทดสอบกับคอปเปอรซัลเฟต และโซเดียมไฮดรอกไซด ไดตะกอนสีม่วง แสดง ว่ามีโปรตีนอยู่ เมื่อทดสอบกับเบเนดิกต ไดตะกอนสีส้ม แสดงว่ามีน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวอยู่ 18. เฉลย ข้อ 2. ในผักมีวิตามินอยู่หลายชนิด ซึ่งเมื่อนาผักไปต้มอาจทาให้สูญเสียวิตามินบางชนิดที่ สามารถละลายน้าได้ ซึ่งไดแก วิตามินบีและซี ดังนั้น ผักดิบกับผักต้มจะมีปริมาณวิตามินบี และซีแตกต่างกัน 19. เฉลย ข้อ 1. วัยรุ่นเป็นวัยที่กาลังมีการเจริญเติบโตทางร่างกายอย่างรวดเร็ว และต้องใช้พลังงานมากใน การทากิจกรรมต่างๆ จึงควรบริโภคอาหารที่ให้พลังงาน และช่วยเสริมสร้างการ เจริญเติบโต ซึ่งไดแกอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน 20. เฉลย ข้อ 1. สารเสพติดที่ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทมีอยู่หลายชนิด เช่น ยาบ้า โคเคน ยาอี เป็นต้น ส่วนทินเนอร์และเฮโรอีนออกฤทธิ์กดประสาท ขณะที่กัญชาออกฤทธิ์ผสมผสาน 21. เฉลย ข้อ 1. สาเหตุหลักที่ทาให้การบาบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดไม่ได้ผล เนื่องจากผู้เสพไม่ยอมรับการ บาบัดรักษา 22. เฉลย ข้อ 4. สารเสพติดบ่อนทาลายสุขภาพ ด้านสุขภาพกายจะทาให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่า ซึ่งทาให้อาจเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่าย ส่วนด้านจิตใจจะทาให้มีอาการซึมเศร้า แต่หากไม่ได้เสพก็จะรู้สึกกระวนกระวาย และอาจคลุ้มคลั่งได้ 23. เฉลย ข้อ 3. สารที่กาหนดให้นั้น จุนสีและเกลือแกงเป็นสารประกอบ ทองเหลืองเป็นสารละลาย ส่วนดีบุก สารหนู ปรอท ทองแดง ทองคา กามะถัน อะลูมิเนียม ไอโอดีน และแคดเมียม เป็นธาตุ 24. เฉลย ข้อ 1. สมบัติของธาตุโลหะ คือ มีสถานะเป็นของแข็ง มีผิวเป็นมันวาว นาความร้อนและนาไฟฟ้า ได้ดี มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง มีความแข็งและเหนียว 25. เฉลย ข้อ 4. สารประกอบ คือ สารบริสุทธิ์ที่ประกอบด้วยธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมารวมตัวกันด้วย อัตราส่วนโดยมวลคงที่ และมีสมบัติแตกต่างจากสมบัติเดิมของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ 26. เฉลย ข้อ 1. เนื่องจากทองแดงเป็นโลหะซึ่งมีสมบัติในการนาไฟฟ้าได้ดี จึงนิยมนามาใช้ทาเป็น สายไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือน 27. เฉลย ข้อ 2. I-135 ใช้ตรวจความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ C-14 ใช้คานวณหาอายุวัตถุโบราณ U-235 ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ และ Co-60 ใช้ทาลายเซลล์มะเร็ง 28. เฉลย ข้อ 3. เนื่องจากผงตะไบเหล็กมีสมบัติเป็นสารแม่เหล็กที่แม่เหล็กดูดได้ดี จึงสามารถใช้แม่เหล็ก ดูดเอาผงตะไบเหล็กออกจากน้าตาลได้
28.
~ 28 ~ 29.
เฉลย ข้อ 3. การแยกสารด้วยการกลั่นด้วยไอน้า เป็นวิธีการกลั่นที่ใช้แยกของเหลวที่ระเหยง่ายและไม่ ละลายน้า โดยใช้ความดันจากไอน้าเป็นตัวทาให้สารที่ระเหยง่ายเดือดกลายเป็นไอ และถูก กลั่นออกมาพร้อมกับไอน้า 30. เฉลย ข้อ 2. การแยกสารโดยวิธีการตกผลึก เป็นวิธีแยกตัวละลายที่เป็นของแข็งออกจากสารละลาย ซึ่งต้องทาให้สารละลายนั้นอิ่มตัวที่อุณหภูมิสูง และเมื่อสารละลายเย็นตัวลง ตัวละลายจะ ตกผลึกแยกตัวออกมา ซึ่งหากสารละลายไม่อิ่มตัวก็จะไม่เกิดการตกผลึก 31. เฉลย ข้อ 3. ปฏิกิริยาคายความร้อน คือ การที่ระบบคายพลังงานความร้อนให้กับสิ่งแวดล้อม ทาให้ อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น เมื่อลองสัมผัสที่ภาชนะจะรู้สึกร้อน แต่หลังจากสิ้นสุด ปฏิกิริยา ระบบจะมีอุณหภูมิต่าลง นั่นคือ หลังทาปฏิกิริยาอุณหภูมิของระบบจะต่ากว่าก่อน ทาปฏิกิริยา 32. เฉลย ข้อ 1. การใส่สารกันบูดในอาหาร เป็นการยับยั้งการเกิดปฏิกิริยา ซึ่งทาให้อาหารเกิดการเน่าเสีย ช้าลง การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เป็นการทาให้อาหารมีขนาดเล็กลง และมีพื้นที่ ผิวเพิ่มมากขึ้น ทาให้น้าย่อยในกระเพาะอาหารย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น การเพิ่มความร้อนใน การทอดอาหาร เป็นการเพิ่มอุณหภูมิ ซึ่งจะทาให้อาหารสุกเร็วขึ้น ส่วนการหั่นเนื้อเป็นชิ้น เล็กๆ ก่อนนาไปทอด เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ทาให้เนื้อสัมผัสกับน้ามันได้มากขึ้น เนื้อจึงสุกเร็วขึ้น 33. เฉลย ข้อ 4. การเผาไหม้ถ่านหินแบบสมบูรณ์จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้า และพลังงาน ส่วน การเผาไหม้ถ่านหินแบบไม่สมบูรณ์จะได้ผลิตภัณฑ์เป็น แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ไอน้า และพลังงาน 34. เฉลย ข้อ 1. ปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบส จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือกับน้า ซึ่งเรียกว่า ปฏิกิริยาสะเทิน โดยหลังจากเกิดปฏิกิริยาแล้วจะทาให้สารละลายมีความเป็นกรดและเบสลดลง 35. เฉลย ข้อ 4. การเกิดหินงอกหินย้อย เป็นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ การทาฝนเทียมเป็นการ กระทาของมนุษย์ซึ่งทาให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ช่วยทาให้เกิดฝนขึ้นตามบริเวณที่ต้องการ ซึ่งทั้ง 2 ปฏิกิริยาจะไม่ส่งผลที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่การเกิดสม็อก การเกิดฝนกรด และการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก เป็นปรากฏการณ์ที่ทาให้เกิดสารพิษ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 36. เฉลย ข้อ 2. ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์เป็นส่วนผสมจะมีผลข้างเคียง คือ ทาให้ท้องผูก ส่วน ยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์เป็นส่วนผสมจะมีผลข้างเคียง คือ ทาให้ระบายท้อง
29.
~ 29 ~ 37.
เฉลย ข้อ 3. หลักการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย มีดังนี้ - ศึกษาสมบัติของสารที่จะนามาใช้ ทั้งวิธีใช้ การเก็บรักษา ก่อนจะนาสารมาใช้งาน - ก่อนนาสารมาใช้งานควรอ่านฉลากให้ละเอียด เพื่อให้มีความเข้าใจในวิธีการใช้สาร - ใช้สารในปริมาณที่เหมาะสม และต้องไม่ทิ้งสารเคมีในที่สาธารณะ ควรแยกทิ้ง โดย ใส่ถุงสีน้าเงิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เก็บไปทาลายได้อย่างถูกต้อง 38. เฉลย ข้อ 1. แรงที่กระทากับวัตถุมีทิศทางตรงข้ามกัน สามารถหาแรงลัพธ์ได้จากสมการ ต่อไปนี้ Fลัพธ์ = FA- FB = (10 + 18 + 22) – ( 8 + 15 + 25) = 50 – 48 = 2 N ดังนั้น แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีค่า เท่ากับ 2 นิวตัน 39. เฉลย ข้อ 1. เมื่อใช้ความยาวของลูกศรแทนขนาดของแรง กล่องใบที่ 1 จะเคลื่อนที่ไปทางขวาเนื่องจาก แรงทั้งสองกระทาต่อกล่องในทิศทางขวาเหมือนกัน กล่องใบที่ 2 และ 4 เคลื่อนที่ไป ทางซ้าย ส่วนกล่องใบที่ 3 หยุดนิ่งอยู่กับที่เนื่องจากแรงลัพธ์มีค่าเป็นศูนย์ กล่องจึงไม่มี การเคลื่อนที่ 40. เฉลย ข้อ 1. จากภาพ แรงกระทาต่อวัตถุในทิศตรงข้าม แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีขนาดเท่ากับผลต่างของ ขนาดของแรงย่อย ส่วนทิศทางของแรงลัพธ์จะขึ้นอยู่กับขนาดของแรงย่อย วัตถุจะเคลื่อนที่ ไปในทิศของแรงที่มีขนาดมากกว่า แต่ถ้าแรงย่อยที่กระทาต่อวัตถุมีขนาดเท่ากัน วัตถุจะ ไม่เคลื่อนที่ สามารถหาแรงลัพธ์ได้ ดังสมการ Fลัพธ์ = ( F1 + F2 ) - F3 = ( 6 + 9 ) - 15 = 15 -15 = 0 นิวตัน ดังนั้น แรงที่กระทาต่อกล่องใบนี้มีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจึงรักษาสภาพเดิม หรือ วัตถุไม่มี การเคลื่อนที่ 41. เฉลย ข้อ 3. แรงลัพธ์ที่กระทาต่อวัตถุที่หยุดนิ่งหรือวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว เป็นกฎการ เคลื่อนที่ข้อที่ 1 ของนิวตัน เรียกว่า “กฎแห่งความเฉื่อย” ที่กล่าวไว้ “ถ้าไม่มีแรงภายนอก มากระทาต่อวัตถุหรือแรงลัพธ์ที่มากระทามีค่าเป็นศูนย์วัตถุจะไม่เปลี่ยนสภาพ การเคลื่อนที่” 42. เฉลย ข้อ 3. นักกระโดดร่มที่โดดร่มลงจากเครื่องบิน จะมีช่วงที่แรงตกลงมาและมีแรงต้านอากาศมา กระทาต่อร่างกายของผู้โดดร่ม ทาให้เกิดการทรงตัวที่สมดุล ความเร็วที่ตกลงมาก็มีค่าคงที่
30.
~ 30 ~ 43.
เฉลย ข้อ 2. เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า แสงจะเบนออกจากเส้นปกติ ทาให้มุมหักเหมีค่ามากกว่ามุมตกกระทบ หากพิจารณาดัชนีหักเห ตัวกลางที่มีดัชนีหักเห มากจะมีมุมการหักเหที่น้อยกล่าวคือ จะเบนเข้าหาเส้นปกติมากกว่า 44. เฉลย ข้อ 2. แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังดวงจันทร์จะสะท้อนมายังโลก ทาให้เราสามารถมองเห็น ดวงจันทร์ได้ 45. เฉลย ข้อ 2. แว่นขยายทามาจากเลนส์นูน ซึ่งเลนส์นูนสามารถทาให้เกิดภาพเสมือนขนาดใหญ่กว่าวัตถุ ได้ โดยวัตถุต้องอยู่ในระยะระหว่างเลนส์และจุดโฟกัส 46. เฉลย ข้อ 2. ภาพที่ผ่านเลนส์ตาเป็นภาพจริงหัวกลับ เมื่อตกลงบนเรตินาจะส่งกระแสประสาทไปยัง สมองเพื่อประมวลภาพออกมาเป็นภาพเสมือนหัวตั้ง 47. เฉลย ข้อ 1. ลักษณะดังกล่าว เป็นอาการของคนสายตาสั้น ซึ่งต้องสวมแว่นตาที่ทาด้วยเลนส์เว้า เพื่อให้ โฟกัส ของภาพมาตกที่จอรับภาพหรือเรตินาพอดี 48. เฉลย ข้อ 2. แสงสว่างช่วยให้สิ่งมีชีวิตสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ หากไม่มีแสงสว่าง การดารงชีวิต ของสิ่งมีชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก 49. เฉลย ข้อ 3. การที่มนุษย์มองเห็นวัตถุเป็นสีอะไรนั้น ขึ้นอยู่กับแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุ โดยวัตถุที่ มีสีต่างกันจะดูดกลืนและสะท้อนแสงได้ต่างกัน โดยวัตถุสีแดงจะสามารถสะท้อนแสงสี แดงออกมาได้มากที่สุด และดูดกลืนแสงอื่นๆ ไว้ เราจึงมองเห็นวัตถุนั้นเป็นสีแดง 50. เฉลย ข้อ 2. เมื่อแสงขาวเดินทางผ่านปริซึม แสงจะเกิดการหักเห ทาให้แสงขาวแยกออกเป็นแสง 7 สี ต่อเนื่องกัน ได้แก่ ม่วง คราม น้าเงิน เขียว เหลือง ส้ม และแดง เนื่องจากแสงทั้ง 7 สีจะมี ความยาวคลื่นต่างกัน โดยแสงสีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด ซึ่งแสงแต่ละสีหรือแต่ละ ความยาวคลื่นจะหักเหด้วยมุมที่แตกต่างกัน 51. เฉลย ข้อ 2. ชั้น O หรือชั้นอินทรียวัตถุ คือ ชั้นที่มีการสะสมอินทรียวัตถุที่มาจากพืชและสัตว์ ซึ่ง เกิดจากการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ เกิดเป็นฮิวมัสปนอยู่ จึงเหมาะสมต่อ การเจริญเติบโตของพืช 52. เฉลย ข้อ 2. ดินบริเวณดังกล่าวมีค่า pH = 3 แสดงว่าดินบริเวณนั้นมีสภาพเป็นกรด ไม่เหมาะแก่การ เพาะปลูก วิธีแก้ปัญหาดินที่มีสภาพเป็นกรดทาได้โดยใส่ปูนขาวหรือปูนมาร์ล ลงไปใน ดิน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปูนขาวหรือปูนมาร์ลจะทาปฏิกิริยากับกรดกามะถันในดิน ทาให้ ปริมาณของกรดลดลง 53. เฉลย ข้อ 4. หินตะกอนหรือหินชั้น เป็นหินที่เกิดจากการสะสมและทับถมกันของซากพืช ซากสัตว์ เศษหิน ดิน เมื่อตะกอนมีการสะสมตัวมากขึ้นและมีการกดทับตัวกันแน่น จนเกิดการเชื่อม ประสานกันจนกลายเป็นหิน หรือบางกรณีหินตะกอนอาจเกิดจากการตกตะกอนโดย ปฏิกิริยาเคมี ส่วนหินที่เกิดจากการเย็นตัวลงของหินหนืด มีลักษณะเป็นหินหลอมเหลวที่ ร้อนจัดอยู่ภายในชั้นเนื้อโลก คือ หินอัคนี
31.
~ 31 ~ 54.เฉลย
ข้อ 3. หินแกรนิต เป็นหินอัคนี ที่มีเนื้อหยาบ ประกอบด้วยผลึกขนาดใหญ่ สีอ่อน มีความแข็งแรง มาก สามารถนามาใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ใช้ทาครก ทาหินประดับ ปูพื้นหรือผนัง อาคาร และใช้เป็นหินประดับ 55. เฉลย ข้อ 2. จากโจทย์ A, B และ C เป็นแร่โลหะทั้งหมด จากตัวเลือก ยิปซัมและฟลูออไรด์ เป็นแร่ อโลหะและจากข้อมูลที่กาหนดให้ในตารางสามารถสรุปได้ว่า A คือ ดีบุกซึ่งพบมากทาง ภาคใต้ นิยมใช้เคลือบแผ่นเหล็กป้องกันสนิมเพื่อใช้ทาภาชนะบรรจุต่างๆ โดยเฉพาะ อาหารกระป๋อง B คือ เงิน ซึ่งใช้ทาเหรียญกษาปณ์และ C คือ ทองแดง ใช้ทาชิ้นส่วน อุปกรณ์ไฟฟ้า จาพวกสายไฟ มอเตอร์ 56. เฉลย ข้อ 2. หินน้ามัน คือ หินตะกอนเนื้อละเอียดขนาดตั้งแต่หินทรายแป้งลงมา ส่วนใหญ่เป็น หินดินดาน มีสีน้าตาลอ่อนจนถึงน้าตาลแก่ มีอินทรียสารที่เรียกว่า “เคอโรเจน” เป็นสาร น้ามันปนอยู่ในเนื้อหิน มักมีการเรียงตัวเป็นชั้นบาง ๆ ถ้าจุดไฟจะติดไฟ ชาวบ้านเรียก หินติดไฟหรือหินดินดานน้ามัน ซึ่งจะใช้ประโยชน์ในการกลั่นเอาน้ามันใช้เป็นเชื้อเพลิง และประโยชน์อื่น ๆ 57. เฉลย ข้อ 3. น้าบาดาลเกิดจากน้าในดินซึ่งมีปริมาณที่มากกว่าการดูดซึมซับของดินได้ น้าจะซึมผ่าน รูพรุนระหว่างชั้นหินลงไปแล้วขังอยู่ในช่องว่างระหว่างหิน 58. เฉลย ข้อ 1. บึงเป็นแหล่งน้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ แต่มีขนาดเล็กกว่า ทะเลสาบ มีระดับความลึกปานกลาง 59. เฉลย ข้อ 4. ฝนที่ตกลงมามีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งละลายในน้าฝนกลายเป็นกรดคาร์บอนิก ซึ่งมี คุณสมบัติกัดกร่อนหินปูนไหลไปตามก้อนหินและทาปฏิกิริยากับแคลเซียมคาร์บอเนตที่มี อยู่ในหินปูนเกิดเป็นสารละลายหินปูน ซึ่งไหลไปตามพื้นผนังถ้า หากน้าระเหยหมดก่อน หยดลงสู่พื้นจะเหลือคราบหินปูนสะสม เกิดเป็นยอดแหลมยื่นลงมาเรียกว่า หินย้อย แต่หากน้าหยดลงสู่พื้นแล้วระเหยจะเกิดการสะสมเป็นยอดแหลมยื่นขึ้นมาจากพื้นเรียกว่า หินงอก 60. เฉลย ข้อ 2. ชั้นเนื้อโลก เป็นชั้นที่ถัดจากเปลือกโลกลงไป มีความหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร ชั้นนี้ ประกอบด้วย หินหลอมเหลวหรือเรียกว่าหินหนืด ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส หินหนืดมีการไหลเวียนอยู่ภายในโลกอย่างช้าๆ ตลอดเวลา การไหลเวียนของหินหนืดนี้จะ ทาให้เปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัวตามไปด้วย
32.
~ 32 ~ เฉลยแบบทดสอบมาตรฐานชั้นปี
ชุดที่ 2 เฉลยอย่างละเอียด 1. เฉลย ข้อ 4. เมื่ออาหารเข้าสู่ปากอาหารถูกย่อยเชิงกลโดยการบดเคี้ยวของฟัน และจะถูกย่อยเชิงเคมีโดย เอนไซม์อะไมเลส เอนไซม์ชนิดนี้จะย่อยคาร์โบไฮเดรตให้มีโมเลกุลเล็กลงแต่ร่างกายยังไม่ สามารถนาไปใช้ได้เนื่องจากยังเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ 2. เฉลย ข้อ 3. อาหารที่เหลือจากการย่อยและไม่ถูกย่อยเช่น เซลลูโลส จะเคลื่อนมายังลาไส้ใหญ่ โดย ลาไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดน้า แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคสจากกากอาหารเข้ากระแสเลือด กลับคืนสู่ร่างกาย ส่วนที่เป็นกากอาหารจะเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ปลายของลาไส้ใหญ่เพื่อรอ การขับถ่าย 3. เฉลย ข้อ 3. การที่กล้ามเนื้อของผนังเส้นเลือดแดงมีลักษณะหนาและยืดหยุ่น เพื่อเป็นการป้องกัน แรงดันของเลือดจากการสูบฉีดของหัวใจ เมื่อหัวใจบีบตัวส่งเลือดไปตามเส้นเลือดแดงทา ให้เส้นเลือดแดงขยายและพองออก เมื่อเลือดผ่านไปเส้นเลือดจะหดกลับสู่สภาพเดิม 4. เฉลย ข้อ 3. เมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เม็ดเลือดขาวจะเคลื่อนที่เข้าจับและทาลายเชื้อโรคนั้นโดยการยื่น โพรโทพลาซึมเข้าไปโอบล้อมเชื้อโรคและทาลายเชื้อโรคนั้น เรียกกระบวนการทาลาย เชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวนี้ว่า “ฟาโกไซโทซิส” 5. เฉลย ข้อ 3. ในขณะที่หายใจเข้า กระดูกซี่โครงจะเลื่อนสูงขึ้น กะบังลมจะเลื่อนต่าลง ทาให้ปริมาตร ช่องอกมีมากขึ้น ความดันอากาศในช่องอกลดต่าลง อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ปอด 6. เฉลย ข้อ 1. คน มีอวัยวะขับถ่าย คือ ไต พลานาเรีย มีอวัยวะขับถ่าย คือ เฟรมเซลล์ ตั๊กแตน มีอวัยวะขับถ่าย คือ ท่อมัลพิเกียน ไส้เดือนดิน มีอวัยวะขับถ่าย คือ เนฟริเดียม 7. เฉลย ข้อ 2. ไต เป็นอวัยวะหลัก ในการขับถ่ายของเสีย โดยจะขับถ่ายในรูปของระบบปัสสาวะ กระบวนการขับถ่าย เริ่มจากเลือดและสารที่มากับเลือดจะถูกส่งเข้าหน่วยไต หน่วยไตจะ กรองสารที่มีอยู่ในเลือด สารที่ยังมีประโยชน์จะถูกหน่วยไตดูดซึมกลับคืนมา ส่วนของเสีย อื่นๆ จะถูกส่งไปตามหลอดไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะ และขับปัสสาวะทางท่อปัสสาวะ 8. เฉลย ข้อ 3. หัวใจห้องบนซ้าย มีขนาดเล็กที่สุดในห้องหัวใจทั้งสี่ห้อง และวางตัวอยู่ทางด้านหลังสุด โดยหัวใจห้องนี้จะรับเลือดที่ได้รับออกซิเจนจากปอดผ่านทางหลอดเลือดดาพัลโมนารี แล้วส่งผ่านให้หัวใจห้องล่างซ้ายทางลิ้นไมทรัล
33.
~ 33 ~ 9.
เฉลย ข้อ 4. เมื่อไข่สุก จะเกิดการตกไข่ โดยไข่จะเคลื่อนที่เข้าสู่ปีกมดลูก ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดการผสม กันของไข่กับอสุจิ ที่เรียกว่า การปฏิสนธิ หลังจากนั้นไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะแบ่งเซลล์ เพิ่มจานวนขึ้น และเคลื่อนที่ไปฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งในขณะนั้นผนังมดลูกจะหนาตัวขึ้น เพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน 10. เฉลย ข้อ 1. เมื่อนักเรียนถูกหนามกุหลาบตาที่มือแล้วรู้สึกเจ็บปวด ระบบประสาทจะมีการทางาน ดังนี้ หน่วยรับความรู้สึก เซลล์ประสาทรับความรู้สึก ไขสันหลัง สมอง และเมื่อ รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้ว ระบบประสาทจะมีการทางานต่อเนื่องไปอีก โดยสมองจะส่ง กระแสประสาทไปยังเซลล์ประสาทสั่งการ ดังนี้ สมอง เซลล์ประสาทสั่งการ ไขสันหลัง หน่วยปฏิบัติการ กล้ามเนื้อหดตัว เพื่อดึงมือออก 11. เฉลย ข้อ 3. ในวันที่อากาศร้อนหรืออุณหภูมิภายนอกสูงกว่าอุณหภูมิภายในร่างกาย ความร้อนจะไม่ สามารถถ่ายโอนออกจากร่างกายได้ ดังนั้นร่างกายจึงต้องขับเหงื่อออกมา ซึ่งเหงื่อจะช่วย พาความร้อนออกจากร่างกาย ระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสมดุลของอุณหภูมิใน ร่างกาย ได้แก่ ระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบขับถ่าย 12. เฉลย ข้อ 2. ขนลุกเป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิ โดยเมื่อสิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิต่า ความร้อน ในร่างกายจะถ่ายเทสู่สิ่งแวดล้อม ร่างกายจะมีอุณหภูมิลดต่าลง สมองจึงสั่งการให้ กล้ามเนื้อหดตัว ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อบริเวณรูขุมขนหดตัว จะทาให้เกิดการขนลุก 13. เฉลย ข้อ 1. การที่กิ้งกือม้วนตัว อึ่งอ่างพองตัว และหอยเม่นปิดฝานั้นเป็นพฤติกรรมการตอบสนองต่อ การสัมผัส ส่วนการที่งูนอนผึ่งแดด เป็นพฤติกรรมการตอบสนองต่ออุณหภูมิ 14. เฉลย ข้อ 1. จากข้อความที่กาหนดให้นั้น เป็นขั้นตอนของการโคลน ซึ่งจะได้สิ่งมีชีวิตตัวใหม่ที่มี ลักษณะเหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่ถูกนานิวเคลียสมา 15. เฉลย ข้อ 2. การผสมเทียมจะนาเพียงน้าเชื้อจากสัตว์ตัวผู้มาฉีดเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ตัวเมีย ในระยะที่มีไข่สุก ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนย้ายพ่อพันธุ์ที่มีคุณสมบัติตามต้องการ ดังนั้นจึงเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ส่วนวิธีอื่นๆ นั้นจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีความเฉพาะ และต้องใช้ผู้ที่มีความรู้ความชานาญมาก 16. เฉลย ข้อ 2. พลังงานที่ร่างกายต้องการจะขึ้นอยู่กับเพศ วัย และกิจกรรมที่ทา ซึ่งในกิจกรรมเดียวกันนั้น เพศชายจะใช้พลังงานมากกว่าเพศหญิง ผู้ที่มีน้าหนักมากจะใช้พลังงานมากกว่าผู้ที่มี น้าหนักน้อย 17. เฉลย ข้อ 4. การทดสอบด้วยสารละลายเบเนดิกส์ เป็นการทดสอบสารอาหารพวกน้าตาลกลูโคส 18. เฉลย ข้อ 4. สารอาหารประเภทโปรตีน นอกจากจะพบมากในเนื้อสัตว์แล้ว ยังพบในไข่ ถั่ว และนมอีก ด้วย ดังนั้น ไม่มีเนื้อสัตว์ ก็สามารถรับประทานถั่วเหลืองทดแทนได้
34.
~ 34 ~ 19.
เฉลย ข้อ 4. เด็กในวัยเรียนอาจยังขาดความรูที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งส่วน ใหญ่มักจะเลือกรับประทานอาหารที่ตนเองชอบ ไมรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู ซึ่งทาให้ร่างกายขาดสารอาหารบางชนิด 20. เฉลย ข้อ 1. สารระเหยจะออกฤทธิ์กดประสาท ซึ่งทาให้รู้สึกมึนงง ขาดสติ ง่วงซึม ไม่มีความยับยั้ง ชั่งใจ 21. เฉลย ข้อ 4. การสังเกตว่าบุคคลใดติดสารเสพติดนั้น วิธีที่ให้ผลน่าเชื่อถือมากที่สุด คือ การตรวจเลือด และปัสสาวะ ซึ่งเป็นวิธีการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายผู้เสพ 22. เฉลย ข้อ 3. สาเหตุที่ทาให้วัยรุ่นติดสารเสพติด มีดังนี้ - ถูกชักชวน มักเกิดกับวัยรุ่นที่มีปัญหาทางครอบครัว เชื่อเพื่อนมากกว่าผู้ปกครอง - อยากทดลอง โดยมีความคิดว่าจะไม่ติดง่ายๆ แต่เมื่อเสพไปแล้วกลับเลิกไม่ได้ - ถูกหลอกลวงโดยไม่ทราบว่าเป็นสารเพสติด ซึ่งเมื่อเสพไปแล้วทาให้ติดจนเลิก ไม่ได้ - เหตุทางกาย โดยอาจใช้สารเพสติดเพื่อบรรเทาอาการป่วยจนติดในที่สุด - ความคึกคะนอง โดยต้องการเป็นที่ยอมรับของเพื่อน ต้องการความเด่น ขาดการยั้ง คิด - สภาพแวดล้อม หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเสพหรือค้าสารเสพติด ก็อาจติด สารเสพติดได้ 23. เฉลย ข้อ 3. นักเรียนสามารถพบปะเพื่อนฝูงหรือรู้จักกับผู้อื่นได้ แต่ควรเลือกคบเพื่อนที่ไม่นาไปในทาง ที่ไม่ถูกต้องและตักเตือนซึ่งกันและกัน 24. เฉลย ข้อ 3. สารที่กาหนดให้นั้น จุนสี ผงฟู น้า เกลือแกง ด่างทับทิม และแอมโมเนียเป็นสารประกอบ ส่วนไอโอดีน พลวง เหล็ก ไทเทเนียม ตะกั่ว และปรอทเป็นธาตุ 25. เฉลย ข้อ 2. สมบัติของธาตุอโลหะ คือ มีได้ทั้ง 3 สถานะ ผิวไม่เป็นมันวาว ไม่นาความร้อนและไม่นา ไฟฟ้า มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่า 26. เฉลย ข้อ 3. เนื่องจากอะลูมิเนียมเป็นโลหะซึ่งมีสมบัติในการนาความร้อนได้ดี จึงนิยมนามาใช้ทาเป็น กระทะที่ใช้ประกอบอาหาร เพราะจะช่วยทาให้อาหารสุกได้เร็ว 27. เฉลย ข้อ 3. - รังสีแอลฟา เป็นนิวเคลียสของอะตอมของธาตุฮีเลียม มีสัญลักษณ์นิวเคลียร์เป็น 2 4 He เมื่อ ผ่านเข้าไปในสนามไฟฟ้าจะเบี่ยงเบนเข้าหาขั้วลบ มีอานาจทะลุทะลวงต่า ไม่สามารถทะลุ ผ่านกระดาษแผ่นบางๆ ได้ - รังสีบีตา เป็นอิเล็กตรอน มีสัญลักษณ์นิวเคลียร์เป็น 1 0 e เมื่อผ่านเข้าไปในสนามไฟฟ้าจะ เบี่ยงเบนเข้าหาขั้วบวก มีอานาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟา 100 เท่า แต่ไม่สามารถทะลุ ผ่านแผ่นอะลูมิเนียมได้
35.
~ 35 ~ -
รังสีแกมมา เป็นรังสีที่ไม่มีประจุไฟฟ้า เมื่อผ่านเข้าไปในสนามไฟฟ้าจะไม่เบี่ยงเบน มีอานาจทะลุทะลวงสูงมาก แต่ไม่สามารถทะลุผ่านแผ่นตะกั่วได้ 28. เฉลย ข้อ 4. ตัวทาละลายที่เหมาะสมในการแยกสารด้วยวิธีการสกัดด้วยตัวทาละลาย ควรมีสมบัติ ดังนี้ - ต้องละลายสารที่ต้องการจะแยกได้ - ไม่ละลายสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการแยก หรือละลายได้น้อยมาก - ไม่ทาปฏิกิริยากับสารที่ต้องการจะแยก - ควรแยกออกจากสารละลายได้ง่าย และทาให้บริสุทธิ์ได้ง่าย - ควรมีราคาถูกและหาได้ง่าย 29. เฉลย ข้อ 1. การแยกสารด้วยการกลั่นลาดับส่วน เป็นวิธีการกลั่นที่ใช้แยกสารละลายที่มีส่วนประกอบ เป็นสารที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกัน หรือใช้แยกสารละลายที่มีตัวทาละลายและตัวละลายเป็น สารที่ระเหยง่ายทั้งคู่ 30. เฉลย ข้อ 2. โครมาโทกราฟีเป็นวิธีที่เหมาะสาหรับการแยกสารละลายที่มีองค์ประกอบเป็นสารที่มีสี ซึ่งน้าส้มสายชูไม่มีสี จึงไม่เหมาะที่จะนามาวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้ 31. เฉลย ข้อ 1. การเปลี่ยนแปลงทางเคมี เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี หลังการ เปลี่ยนแปลงจะมีสารใหม่เกิดขึ้น ซึ่งสารที่เกิดขึ้นใหม่นี้มีองค์ประกอบและสมบัติทางเคมี แตกต่างจากสารเดิม เช่น เกิดตะกอน เกิดฟองแก๊ส เป็นต้น และสารนั้นไม่สามารถทาให้ กลับไปสู่สภาพเดิมได้ หรือทาได้ยาก ดังนั้น การสุกของผลไม้ และการเกิดสนิมของเหล็ก จัดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี 32. เฉลย ข้อ 2. ปฏิกิริยาดูดความร้อน คือ การที่ระบบดูดพลังงานความร้อนจากสิ่งแวดล้อม ทาให้อุณหภูมิ ของสิ่งแวดล้อมลดลง เมื่อลองสัมผัสที่ภาชนะจะรู้สึกเย็น แต่หลังจากสิ้นสุดปฏิกิริยาระบบ จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น นั่นคือ หลังทาปฏิกิริยาอุณหภูมิของระบบจะสูงกว่าก่อนทาปฏิกิริยา 33. เฉลย ข้อ 4. การนาเหล็กมาเคลือบสี เป็นการทาให้เหล็กสัมผัสกับน้าและอากาศได้น้อยลง ซึ่งเป็นการ ลดปฏิกิริยาการเกิดสนิม การนาอาหารไปใส่ไว้ในตู้เย็น เป็นการลดอุณหภูมิ ซึ่งจะทาให้ ปฏิกิริยาการเน่าเสียของอาหารเกิดช้าลง การนามะม่วงมาทามะม่วงดอง เป็นการถนอม อาหาร ซึ่งจะทาให้มะม่วงสุกช้าลง ส่วนการหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนาไปทอด เป็นการ เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ทาให้เนื้อสัมผัสกับน้ามันได้มากขึ้น เนื้อจึงสุกเร็วขึ้น 34. เฉลย ข้อ 3. หินงอกหินย้อยเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างกรดคาร์บอนิกกับแคลเซียมคาร์บอเนต (หินปูน) เกิดเป็นสารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ไหลไปตามพื้นผนังถ้า เมื่อน้าระเหยไป หมดจะเหลือตะกอนสะสมกลายเป็นหินงอกหินย้อย 35. เฉลย ข้อ 3. การเกิดสนิม เกิดจากการที่วัสดุที่มีเหล็กเป็นส่วนผสมสัมผัสกับออกซิเจนและความชื้นใน อากาศ ทาให้เกิดสนิมเหล็กและผุกร่อน
36.
~ 36 ~ 36.
เฉลย ข้อ 2. การเกิดหินงอกหินย้อย เป็นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ การทาฝนเทียมเป็นการ กระทาของมนุษย์ซึ่งทาให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ช่วยทาให้เกิดฝนขึ้นตามบริเวณที่ต้องการ ซึ่งทั้ง 2 ปฏิกิริยาเคมีจะไม่ส่งผลที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่การ เกิดสม็อก การเกิดฝนกรด และการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก เป็นปรากฏการณ์ที่ทาให้ เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 37. เฉลย ข้อ 4. ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์เป็นส่วนผสมจะมีผลข้างเคียง คือ ทาให้ ท้องผูก ส่วนยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์เป็นส่วนผสมจะมีผลข้างเคียง คือ ทาให้ ระบายท้อง 38. เฉลย ข้อ 1. เมื่อมีสารเคมีถูกผิวหนังต้องล้างบริเวณนั้นด้วยน้าสะอาดปริมาณมากๆ ทันที เพื่อป้องกัน สารซึมเข้าผิวหนังหรือทาลายผิวหนัง หากบาดแผลมีขนาดใหญ่ต้องรีบนาส่งแพทย์ 39. เฉลย ข้อ 4. เมื่อแรงสองแรงกระทาต่อวัตถุในทิศตรงข้ามกัน แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีขนาดเท่ากับผลต่าง ของขนาดของแรงย่อย ส่วนทิศทางของแรงย่อยจะขึ้นอยู่กับขนาดของแรงย่อย โดยวัตถุจะ เคลื่อนที่ไปในทิศทางของแรงที่มีขนาดของแรงย่อยมากกว่า ดังนั้น รถคันนี้จะเคลื่อนที่ไป ตามทิศทางของแรง 15 นิวตัน 40. เฉลย ข้อ 3. การหาแรงลัพธ์ในกรณีที่มีแรงกระทาต่อวัตถุในทิศทางเดียวกัน ทาได้โดยรวมขนาดของ แรงย่อย ดังสมการ Fลัพธ์ = F1 + F2 = 8 + 10 = 18 N ดังนั้น แรงลัพธ์ที่กระทาต่อรถยนต์ มีค่าเท่ากับ 18 นิวตัน 41. เฉลย ข้อ 1. จากภาพ แรงกระทาต่อวัตถุในทิศตรงข้าม แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีขนาดเท่ากับผลต่างของ ขนาดของแรงย่อย ส่วนทิศทางของแรงลัพธ์จะขึ้นอยู่กับขนาดของแรงย่อย วัตถุจะเคลื่อนที่ ไปในทิศของแรงที่มีขนาดมากกว่า หาแรงลัพธ์ได้ ดังสมการ Fลัพธ์ = F1 – ( F2 + F3 ) = 15 - (5 + 8 ) = 15-13 = 2 N ดังนั้น แรงลัพธ์ มีขนาด 2 นิวตัน และกล่องใบนี้เคลื่อนที่ไปทางขวา 42. เฉลย ข้อ 3. แรงลัพธ์ที่กระทาต่อวัตถุที่หยุดนิ่งหรือวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว เป็นกฎ การเคลื่อนที่ข้อที่ 1 ของนิวตัน เรียกว่า “กฎแห่งความเฉื่อย” ที่กล่าวไว้ “ถ้าไม่มีแรง ภายนอกมากระทาต่อวัตถุหรือแรงลัพธ์ที่มากระทามีค่าเป็นศูนย์วัตถุจะไม่เปลี่ยนสภาพ การเคลื่อนที่”
37.
~ 37 ~ 43.
เฉลย ข้อ 3. ในขณะที่เราขับรถจักรยานยนต์บนท้องถนนแรงที่ล้อรถจักยานยนต์ผลักพื้นถนนจะเท่ากับ แรงที่พื้นถนนผลักล้อรถ แต่แรงกระทามีทิศตรงกันข้าม ซึ่งไม่ได้เป็นตามกฎแห่งความ เฉื่อย แต่เป็นตามกฎแรงกิริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา 44. เฉลย ข้อ 1. เมื่อแสงเดินทางเข้าไปในตัวกลาง 2 ชนิดที่มีความหนาแน่นต่างกัน แสงจะเกิดการหักเห 45. เฉลย ข้อ 3. รุ้งกินน้า เกิดจากการหักเหของแสงอาทิตย์เมื่อกระทบกับหยดน้าในอากาศ ทาให้แสงแต่ละ สีหักเหด้วยมุมที่ไม่เท่ากัน เราจึงมองเห็นว่าแสงแยกเป็นสี คือ ม่วง คราม น้าเงิน เขียว เหลือง ส้ม และแดง 46. เฉลย ข้อ 1. เมื่อมองลงไปในบ่อน้า จะเห็นวัตถุในบ่ออยู่ตื้นกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะแสงที่เดินทาง จากวัตถุมาเข้าตาเราเกิดการหักเห ปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า ลึกจริงลึกปรากฏ ซึ่งเป็นผล จากการหักเหของแสง 47. เฉลย ข้อ 1. ม่านตาเป็นเนื้อเยื่อที่สามารถยืดหดได้ตามปริมาณแสงที่เข้าสู่นัยน์ตา ซึ่งจะมีผลต่อ ขนาดของรูม่านตา โดยหากมีปริมาณแสงมาก ม่านตาจะคลายตัวทาให้รูม่านตาแคบลง ในทางกลับกันหากมีปริมาณแสงน้อย ม่านตาจะหดตัวทาให้รูม่านตาเปิดกว้าง 48. เฉลย ข้อ 2. เซลล์ที่ใช้รับแสงบริเวณเรติน่าในตาของสัตว์ มีสองแบบ คือ เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูป กรวย ซึ่งเซลล์รูปแท่งจะมีสมบัติในการรับแสงได้ดีกว่าเซลล์รูปกรวย ยิ่งเซลล์รูปแท่งมี จานวนมาก ก็จะสามารถรับแสงในบริเวณที่มีความสว่างน้อยได้ดี 49. เฉลย ข้อ 4. การที่เรามองเห็นสิ่งต่างๆ เนื่องจากแสงจากดวงอาทิตย์ (แสงขาว) ไปตกกระทบวัตถุ แล้ว สะท้อนมาเข้าสู่ตาของเรา วัตถุทุกชนิดมีสมบัติดูดกลืนแสงและสะท้อนแสงได้ต่างกัน โดยวัตถุที่มีสีใดก็จะสะท้อนแสงสีนั้นๆ และดูดกลืนแสงสีอื่นๆ เช่น วัตถุสีแดงจะดูดกลืน แสงสีทุกสียกเว้นสีแดง ซึ่งจะสะท้อนมาสู่ตาเรา ขณะที่สีดาดูดกลืนแสงสีทุกๆ สี ทาให้เรา ไม่เห็นสีใดๆ นอกจากสีดา เป็นต้น 50. เฉลย ข้อ 1. การที่เราเห็นวัตถุมีสีดา เนื่องจากวัตถุนั้นไม่สะท้อนแสงสีใดเลย แต่ดูดกลืนแสงสีไว้ ทั้งหมด 51. เฉลย ข้อ 3. ดินชั้น B หรือชั้นสะสมของแร่ มีการสะสมของตะกอนและแร่ที่มีองค์ประกอบของเหล็ก อะลูมิเนียม ซิลิกา เป็นต้น ดินชั้นนี้จะมีเนื้อแน่น มีความชื้นสูง ซึ่งส่วนมากจะเป็น ดินเหนียว 52. เฉลย ข้อ 4. การใช้ดินเหนียวมาทาเป็นเครื่องปั้นดินเผา เป็นการใช้ประโยชน์จากดิน ส่วนการใส่ปุ๋ยเพื่อ เพิ่มแร่ธาตุให้กับดิน การปลูกพืชตระกูลถั่วซึ่งเป็นการปลูกพืชแบบหมุนเวียน และ การโรยปูนขาวบนดินที่มีสภาพเป็นกรด ทั้งสามวิธีนี้เป็นการปรับปรุงคุณภาพของดิน 53. เฉลย ข้อ 3. หินอัคนีเป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืดภายใต้เปลือกโลก และการเย็นตัว ของลาวาบนผิวโลก การระเบิดของภูเขาไฟจะทาให้หินหนืดถูกดันขึ้นมาสู่ชั้นเปลือกโลก
38.
~ 38 ~ และขึ้นมาสู่ผิวโลก
เรียกว่า ลาวา ลาวาที่ร้อนจัดเมื่อเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจะจับตัวเป็น หินอัคนีที่มีผนึกขนาดเล็ก และมีเนื้อหินที่ละเอียดเป็นดวงเล็กน้อย 54. เฉลย ข้อ 1. หินบะซอลต์ หินไรโอไลต์ และหินแอนดีไซด์ จัดเป็นหินอัคนี ซึ่งเป็นหินเนื้อแน่น จึงนิยม ใช้ในงานก่อสร้าง ส่วนหินอ่อน จัดเป็นหินแปร ซึ่งแปรสภาพมาจากหินปูน มีทั้ง เนื้อละเอียดจนถึงหยาบ ผิวแวว สึกกร่อนได้ง่าย นิยมใช้ประดับอาคารและใช้แกะสลัก 55. เฉลย ข้อ 4. แร่โลหะมักจะอยู่ในรูปโลหะที่ทาปฏิกิริยากับธาตุอโลหะ ดังนั้นในการนาไปใช้จาเป็นต้อง มีการแยกโลหะออกเป็นสารบริสุทธิ์ก่อน เรียกว่า การถลุงแร่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน หลัก คือ การเตรียมแร่ การถลุงแร่ และการทาให้บริสุทธิ์ 56. เฉลย ข้อ 4. ปิโตรเลียม คือ เชื้อเพลิงจากซากดึกดาบรรพ์เกิดจากซากสิ่งมีชีวิตทับถมกันใต้หินตะกอน และได้รับความร้อนและความดันเป็นเวลาหลายล้านปี ทาให้เกิดเป็นสารประกอบระหว่าง ไฮโดรเจนที่มีน้าหนักโมเลกุลต่างกัน และเมื่อนามากลั่นจะได้ผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น น้ามันดิบ น้ามันก๊าด แก๊สหุงต้ม น้ามันเบนซิน ยางมะตอย เป็นต้น ส่วนลิกไนต์เป็น เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน 57. เฉลย ข้อ 2. การเทน้าที่เหลือจากการล้างจาน และการปล่อยน้าทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม คือ การปล่อยสารเคมีลงในแหล่งน้า เกิดน้าเสียเป็นแหล่งเพาะและแพร่เชื้อโรคทาลายสุขภาพ น้าเน่าเสีย สัตว์น้าเสียชีวิต เป็นต้น 58. เฉลย ข้อ 2. แม่น้า มีลักษณะเป็นธารน้าที่มีน้าไหลตลอดปี มีจุดเริ่มต้นจากต้นน้า และไหลจากที่สูงลงสู่ ที่ต่าไปยังแหล่งน้าขังต่างๆ หรือออกสู่ทะเล 59. เฉลย ข้อ 2. ดินดอนสามเหลี่ยม เกิดจากกระแสน้าที่มีความแรง และไหลเร็วออกจากปากแม่น้าสู่แหล่ง น้าที่ใหญ่กว่า กระแสน้าจะถูกต้านความแรงของน้าไว้ ทาให้ความเร็วลดลง และตะกอนที่ พัดมาจะค่อยๆสะสมและเกิดการทับถม ตะกอนนี้จะก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมบริเวณ ปากน้า 60. เฉลย ข้อ 3. โครงสร้างของโลกส่วนแก่นโลกชั้นใน ที่ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลที่อยู่ในสภาพที่เป็น ของแข็ง มีอุณหภูมิสูงที่สุด ประมาณ 6,000 องศาเซลเซียส ในส่วนนี้เป็นชั้นที่อยู่ในระดับ ความลึกจากผิวโลก 5,000 กิโลเมตรถึงจุดศูนย์กลางโลก
Download