Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
teerachon
30,925 views
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
Read more
16
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 596 times
1
/ 40
2
/ 40
3
/ 40
4
/ 40
5
/ 40
Most read
6
/ 40
7
/ 40
8
/ 40
9
/ 40
10
/ 40
Most read
11
/ 40
12
/ 40
13
/ 40
14
/ 40
15
/ 40
16
/ 40
17
/ 40
18
/ 40
19
/ 40
20
/ 40
21
/ 40
Most read
22
/ 40
23
/ 40
24
/ 40
25
/ 40
26
/ 40
27
/ 40
28
/ 40
29
/ 40
30
/ 40
31
/ 40
32
/ 40
33
/ 40
34
/ 40
35
/ 40
36
/ 40
37
/ 40
38
/ 40
39
/ 40
40
/ 40
More Related Content
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.1
by
teerachon
PDF
ข้อสอบวิทย์เรื่องเซลล์ 2
by
สายฝน ต๊ะวันนา
PDF
เนื้อหาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
by
krupornpana55
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
by
teerachon
PDF
3.แนวข้อสอบ o net วิทยาศาสตร์(ม.3)
by
teerachon
PDF
ข้อสอบ LAS ปี ๒๕๕๗ วิทยาศาสตร์ ป.5
by
Khunnawang Khunnawang
PDF
แบบทดสอบ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
by
Jariya Jaiyot
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.1
by
teerachon
ข้อสอบวิทย์เรื่องเซลล์ 2
by
สายฝน ต๊ะวันนา
เนื้อหาแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
by
krupornpana55
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.2
by
teerachon
3.แนวข้อสอบ o net วิทยาศาสตร์(ม.3)
by
teerachon
ข้อสอบ LAS ปี ๒๕๕๗ วิทยาศาสตร์ ป.5
by
Khunnawang Khunnawang
แบบทดสอบ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
by
Jariya Jaiyot
What's hot
PDF
เอกสารประกอบการสอน พันธุศาสตร์
by
Biobiome
PDF
แบบทดสอบตามตัวชี้วัด ม.1.doc.pdf
by
ssuser2feafc1
PDF
แบบประเมินทักษะกระบวนการ
by
somdetpittayakom school
PDF
Microsoft power point ปฏิกิริยาเคมี
by
Thanyamon Chat.
PDF
ข้อสอบอัจฉริยะ
by
Kodchaporn Siriket
PDF
2ชุดฝึกทักษะกระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
by
krupornpana55
PDF
วิทย์ฯเพิ่มเติมเทอม1ม1
by
Niwat Yod
PDF
ใบงานที่ 2 การจัดเรียงอิเล็กตรอน
by
Sukanya Nak-on
PDF
12แบบทดสอบการแบ่งเซลล์
by
สำเร็จ นางสีคุณ
PDF
โครมาโทกราฟี
by
ศศิกัญญา ดอนดีไพร
DOCX
แบบทดสอบ บทที่ 4 ระบบนิเวศ
by
dnavaroj
PDF
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
by
Aomiko Wipaporn
PDF
การต่อแอมมิเตอร์ โวลต์มิเตอร์1
by
yasotornrit
PPTX
ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร
by
dalarat
PDF
ใบกิจกรรมที่ 5การรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆ ของร่างกาย
by
Aomiko Wipaporn
PDF
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.1 เทอม 2 ชุดที่ 1
by
คุณครูพี่อั๋น
PDF
ข้อสอบวิทย์
by
weerawato
PDF
แรงพยุงหรือแรงลอยตัว
by
เรียนฟิสิกส์กับครูเอ็ม Miphukham
PDF
มิวเทชัน (Mutation)
by
Wan Ngamwongwan
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ 2 ชั้น ม.1 ชุดที่ 1
by
dnavaroj
เอกสารประกอบการสอน พันธุศาสตร์
by
Biobiome
แบบทดสอบตามตัวชี้วัด ม.1.doc.pdf
by
ssuser2feafc1
แบบประเมินทักษะกระบวนการ
by
somdetpittayakom school
Microsoft power point ปฏิกิริยาเคมี
by
Thanyamon Chat.
ข้อสอบอัจฉริยะ
by
Kodchaporn Siriket
2ชุดฝึกทักษะกระบวนการคิดตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
by
krupornpana55
วิทย์ฯเพิ่มเติมเทอม1ม1
by
Niwat Yod
ใบงานที่ 2 การจัดเรียงอิเล็กตรอน
by
Sukanya Nak-on
12แบบทดสอบการแบ่งเซลล์
by
สำเร็จ นางสีคุณ
โครมาโทกราฟี
by
ศศิกัญญา ดอนดีไพร
แบบทดสอบ บทที่ 4 ระบบนิเวศ
by
dnavaroj
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
by
Aomiko Wipaporn
การต่อแอมมิเตอร์ โวลต์มิเตอร์1
by
yasotornrit
ความร้อนกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของสสาร
by
dalarat
ใบกิจกรรมที่ 5การรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆ ของร่างกาย
by
Aomiko Wipaporn
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.1 เทอม 2 ชุดที่ 1
by
คุณครูพี่อั๋น
ข้อสอบวิทย์
by
weerawato
แรงพยุงหรือแรงลอยตัว
by
เรียนฟิสิกส์กับครูเอ็ม Miphukham
มิวเทชัน (Mutation)
by
Wan Ngamwongwan
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ 2 ชั้น ม.1 ชุดที่ 1
by
dnavaroj
Viewers also liked
PDF
แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ
by
Jariya Jaiyot
PPT
บทที่ 1 หน่วยปริมาณ
by
guest6eaa7e
DOCX
ข้อสอบกลางภาควิทยาศาสตร์ ม.3 เทอม 1 (ชุด 30 ข้อ)
by
Panupong Sinthawee
PDF
ข้อสอบวิทยาศาสตร์ (PISA)
by
Napadon Yingyongsakul
DOC
แบบทดสอบกลางภาคเรียน วิทย์ 6 (ออกตามตัวชี้วัด)
by
dnavaroj
PDF
[สรุปสูตร] สรุปสูตรคณิตศาสตร์พื้นฐาน ม456 1
by
kanjana2536
PDF
คู่มือครูวิทยาศาสตร์สสวท ม.3เล่ม1
by
KruPa Jggdd
PDF
คู่มือครูวิทยาศาสตร์สสวท ม.3เล่ม2
by
KruPa Jggdd
PDF
สรุปเข้มฯ#7 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน
by
Pasit Suwanichkul
PDF
สรุป วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
by
สิปป์แสง สุขผล
PDF
ข้อสอบวิทยาศาสตร์ O net (โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ)
by
สำเร็จ นางสีคุณ
PDF
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
DOCX
แบบทดสอบ สาระที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ
by
dnavaroj
PDF
สรุปวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
by
นายเกรียงไกร วุฒิศักดิ์
PDF
ข้อสอบพร้อมเฉลยอย่างละเอียด O net - วิทยาศาสตร์
by
Suriyawaranya Asatthasonthi
แบบทดสอบ บทที่ 1 ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะ
by
Jariya Jaiyot
บทที่ 1 หน่วยปริมาณ
by
guest6eaa7e
ข้อสอบกลางภาควิทยาศาสตร์ ม.3 เทอม 1 (ชุด 30 ข้อ)
by
Panupong Sinthawee
ข้อสอบวิทยาศาสตร์ (PISA)
by
Napadon Yingyongsakul
แบบทดสอบกลางภาคเรียน วิทย์ 6 (ออกตามตัวชี้วัด)
by
dnavaroj
[สรุปสูตร] สรุปสูตรคณิตศาสตร์พื้นฐาน ม456 1
by
kanjana2536
คู่มือครูวิทยาศาสตร์สสวท ม.3เล่ม1
by
KruPa Jggdd
คู่มือครูวิทยาศาสตร์สสวท ม.3เล่ม2
by
KruPa Jggdd
สรุปเข้มฯ#7 วิทยาศาสตร์พื้นฐาน
by
Pasit Suwanichkul
สรุป วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
by
สิปป์แสง สุขผล
ข้อสอบวิทยาศาสตร์ O net (โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ)
by
สำเร็จ นางสีคุณ
แบบทดสอบดาราศาสตร์ ม.3
by
Jariya Jaiyot
แบบทดสอบ สาระที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ
by
dnavaroj
สรุปวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
by
นายเกรียงไกร วุฒิศักดิ์
ข้อสอบพร้อมเฉลยอย่างละเอียด O net - วิทยาศาสตร์
by
Suriyawaranya Asatthasonthi
Similar to แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
PDF
แบบทดสอบชีวะพื้นพันธุ์
by
Wichai Likitponrak
PDF
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ดนตรี นาฏศิลป์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
PPT
การวิเคราะห์ข้อสอบItem analysis
by
TupPee Zhouyongfang
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
by
teerachon
DOC
วิทย์ม31
by
weerabong
PPT
Item analysis
by
TupPee Zhouyongfang
PDF
ข้อสอบ คณิตศาสตร์ ป.3
by
Tangkwa Dong
PDF
ข้อสอบกลางภาค ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ชั้น ม.6
by
Nattapong Boonpong
PDF
แบบทดสอบยีน
by
Wichai Likitponrak
PDF
แบบทดสอบ แรงและการเเคลื่อนที่ฯ ม.4 6
by
teerachon
PPT
การเขียนข้อสอบ 2
by
Nona Khet
PDF
1principletest
by
Parishat Tanteng
PDF
1principletest
by
fon_parichat
PDF
แบบทดสอบ ภูมิศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
pantugam
by
krudararad
แบบทดสอบชีวะพื้นพันธุ์
by
Wichai Likitponrak
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ดนตรี นาฏศิลป์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 2
by
teerachon
การวิเคราะห์ข้อสอบItem analysis
by
TupPee Zhouyongfang
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
by
teerachon
วิทย์ม31
by
weerabong
Item analysis
by
TupPee Zhouyongfang
ข้อสอบ คณิตศาสตร์ ป.3
by
Tangkwa Dong
ข้อสอบกลางภาค ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ชั้น ม.6
by
Nattapong Boonpong
แบบทดสอบยีน
by
Wichai Likitponrak
แบบทดสอบ แรงและการเเคลื่อนที่ฯ ม.4 6
by
teerachon
การเขียนข้อสอบ 2
by
Nona Khet
1principletest
by
Parishat Tanteng
1principletest
by
fon_parichat
แบบทดสอบ ภูมิศาสตร์ ม.3
by
teerachon
pantugam
by
krudararad
More from teerachon
PDF
แบบทดสอบ นาฏศิลป์ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เทคโนโลยี ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ หน้าที่พลเมืองฯ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เศรษฐศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ เทคโน ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ การงานอาชีฯ ม.3
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ สังคมศึกษา ม.2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ศิลปะ ม.2
by
teerachon
PDF
แบบทดสอบ ภาษาไทย ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ นาฏศิลป์ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ เทคโนโลยี ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ การงานอาชีพฯ ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(หลักภาษา) ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.6
by
teerachon
แบบทดสอบ หน้าที่พลเมืองฯ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ เศรษฐศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย(วรรณคดี) ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ พระพุทธ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ประวัติศาสตร์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ เทคโน ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ ทัศนศิลป์ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ คณิตศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
by
teerachon
แบบทดสอบ การงานอาชีฯ ม.3
by
teerachon
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ สังคมศึกษา ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ ศิลปะ ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ ภาษาไทย ม.2
by
teerachon
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1
1.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ ชุดที่ ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด มาตรฐาน ตัวชี้วัด
ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด ระดับ พฤติกรรม การคิด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ ระดับพฤติกรรมการคิด รวม 1 ว 1.2 1 1-4 A ความรู ความจํา 3, 9, 11, 20-21, 33-34 7 2 5-8 B ความเขาใจ 4-7, 22, 26, 32, 35, 40 9 3 9-10 C การนําไปใช 8, 10 2 4 31-36 D การวิเคราะห 1-2, 12-13, 15-18, 23-25, 27-31, 36-39 20 5 37-39 E การสังเคราะห 14 1 6 40 F การประเมินคา 19 1 ว 2.1 1 11-14 2 15-18 3 19 4 20 ว 2.2 1 21-24 2 25 3 26-27 4 28 5 29 6 30 แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจุดมุงหมายเพื่อใหผูเรียนอานออก เขียนได คิดคํานวณเปน มุงใหเกิดทักษะการเรียนรูตลอดชีวิต เตรียมตัวเปนพลเมืองที่มีคุณภาพ และมีความสามารถในการแขงขันไดในอนาคต การจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับจุดมุงหมายดังกลาว จึงควรใหผูเรียนฝกฝนการนําความรูไปประยุกตใชในชีวิตจริง สามารถคิดวิเคราะหและแกปญหาได ดังนั้นเพื่อเปนการเตรียมความพรอม ของผูเรียน ทางโครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด จึงไดจัดทําแบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด โดยดําเนินการวิเคราะหสาระการเรียนรูที่สําคัญตามที่ระบุไวในมาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นป แลวนํามากําหนดเปนระดับพฤติกรรมการคิด เพื่อสรางแบบทดสอบที่มีคุณสมบัติ ดังน�้ แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด ที่จัดทําโดย โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ประกอบดวย แบบทดสอบ 3 ชุด แตละชุดมีทั้งแบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอัตนัย โดยวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด และระดับพฤติกรรมการคิด ที่สัมพันธกับแบบทดสอบไวอยางชัดเจน เพื่อใหผูสอนนําไปใชเปนเครื่องมือวัดและประเมินผลผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ สอดคลองกับมาตรฐาน ตัวชี้วัดชั้นปทุกขอ ตามระดับพฤติกรรมการคิด ที่ระบุไวในตัวชี้วัด วัดผลการเรียนรู เนนใหผูเรียนเกิดการคิด1 2 ผูสอนสามารถนําแบบทดสอบน�้ไปใชเปนเครื่องมือวัด และประเมินผล รวมทั้งเปนเครื่องบงชี้ความสําเร็จและรายงาน คุณภาพของผูเรียนแตละคน เพื่อเปนการเตรียมความพรอม ของนักเรียนใหมีความสามารถในดานการใชภาษา ดานการ คิดคํานวณ และดานเหตุผล สําหรับรองรับการประเมินผลผูเรียน ในระดับประเทศ (O-NET) และระดับนานาชาติ (PISA) ตอไป หมายเหตุ : มีเฉลยและคําอธิบายเชิงวิเคราะห อยูทายแบบทดสอบชุดที่ 3 (1)
2.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ ชุดที่ ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด มาตรฐาน ตัวชี้วัด
ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด ระดับ พฤติกรรม การคิด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ ระดับพฤติกรรมการคิด รวม 2 ว 1.2 1 1-2 A ความรู ความจํา 1-2, 10, 21, 31, 33-34 7 2 3-9 B ความเขาใจ 3, 7, 28, 32, 37-39 7 3 10 C การนําไปใช 30 1 4 31-36 D การวิเคราะห 4-6, 8-9, 11-13, 15-17, 19-20, 22-27, 29, 35,-36, 40 23 5 37-38 E การสังเคราะห 14 1 6 39-40 F การประเมินคา 18 1 ว 2.1 1 11-13 2 14-17 3 18 4 19-20 ว 2.2 1 21-24 2 25 3 26-27 4 28 5 29 6 30 3 ว 1.2 1 1-2 A ความรู ความจํา 1-3, 21, 33-35, 39 8 2 3-7 B ความเขาใจ 4, 8-10, 13, 17, 19-20, 29, 32, 37- 38 12 3 8-10 C การนําไปใช 30 1 4 31-37 D การวิเคราะห 5-6, 11-12, 15-16, 18, 22-28, 31, 36, 40 17 5 38 E การสังเคราะห 14 1 6 39-40 F การประเมินคา 7 1 ว 2.1 1 11-13 2 14-16, 18 3 17 4 19-20 ว 2.2 1 21-24 2 25 3 26-27 4 28 5 29 6 30 (2)
3.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล
…………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด 2. เพราะเหตุใดจึงตองใชกลองจุลทรรศนในการศึกษาเกี่ยวกับ โครโมโซม 1. โครโมโซมมีสีขาวใส จึงทําใหสามารถมองเห็นไดยาก 2. เพื่อจะชวยใหสามารถนําโครโมโซมมาจัดเรียงกัน เปนคูไดงาย 3. เพื่อใชศึกษารายละเอียด จํานวน และรูปรางของ โครโมโซม 4. โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนไมสามารถมองเห็นได ดวยตาเปลา 3. มนุษยเพศหญิงและเพศชายมีโครโมโซมแตกตางกัน อยางไร 1. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XY สวนเพศชาย มีโครโมโซมเพศเปน XX 2. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XX สวนเพศชาย มีโครโมโซมเพศเปน XY 3. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XO สวนเพศชาย มีโครโมโซมเพศเปน YO 4. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XXX สวนเพศชาย มีโครโมโซมเพศเปน XXY 2.2. เพราะเห โครโมโซมD 3.3. มนุษยเพศหญิงและเพศชายมีโครโมโซมแตกตางกัน อยางไรA อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1. “ภายในนิวเคลียสจะมีเสนใยขนาดเล็กมากจน สังเกตเห็นไดไมชัดเจน เรียกเสนใยนี้วา โครมาทิน ซึ่งเมื่อมีการแบงเซลล โครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะ เปนแทง เรียกวา โครโมโซม” 1. เหตุใดนักวิทยาศาสตรจึงมักศึกษาลักษณะของโครโมโซม ในขณะที่มีการแบงเซลล 1. ทําใหเห็นโครโมโซมจํานวนมาก 2. ทําใหเห็นโครโมโซมไดอยางชัดเจน 3. ทําใหเห็นโครโมโซมมีสีสันสวยงาม 4. ทําใหเห็นโครโมโซมมีขนาดใหญกวาปกติ อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 2. “สิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะมีจํานวนโครโมโซมตางกัน โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีน โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนทําใหไมสามารถมองเห็น ไดดวยตาเปลา การศึกษารายละเอียด จํานวน และ รูปรางของโครโมโซมนั้น นักวิทยาศาสตรมักจะนํา โครโมโซมมาจัดเปนคูๆ เรียงกัน เรียกวา แคริโอไทป ซึ่งในการศึกษาจะตองอาศัยกลองจุลทรรศน” 1.1. เหตุใดนักวิทยาศาสตรจึงมักศึกษาลักษณะของโครโมโซม ในขณะที่มีการแบงเซลลD ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 1 (3)
4.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 4. “โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมที่ทํา หนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ของสิ่งมีชีวิต
ซึ่งสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันจะมีจํานวน โครโมโซมแตกตางกัน โดยโครโมโซมมีลักษณะ เปนแทง ประกอบดวยแขน 2 ขาง ที่มีจุดเชื่อมตอกัน เรียกวา เซนโทรเมียร ซึ่งตําแหนงจุดเชื่อมที่ตางกัน ทําใหโครโมโซมมีรูปรางหลายแบบ” 4. ขอความใดสรุปไมถูกตองเกี่ยวกับโครโมโซม 1. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีน 2. สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีจํานวนโครโมโซมแตกตางกัน 3. โครโมโซมทําหนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม 4. โครโมโซมมีรูปรางหลายแบบขึ้นอยูกับตําแหนงที่เชื่อม ติดกันของแขนทั้งสองขาง 5. ขอใดเปนลักษณะทางพันธุกรรม 1. เอมีลักยิ้มเหมือนพอ 2. บีมีผมยาวเหมือนแม 3. ซีมีแผลเปนเหมือนพี่ชาย 4. ดีชอบอาหารรสจัดเหมือนพอ 6. ลักษณะใดเปนความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง 1. สีตา 2. ความสูง 3. ลักษณะเสนผม 4. จํานวนชั้นของตา 7. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบน โครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลียแตงงาน กับหญิงปกติและไมเปนพาหะของโรค ชายและหญิงคูนี้ จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร เมื่อกําหนดให แทนยีนดอย แทนยีนเดน 1. X Y X X 2. X Y X X 3. X Y X X 4. X Y X X 4.4. ขอความใดสรุปไมถูกตองเกี่ยวกับโครโมโซม 1. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีนB 5.5. ขอใดเปนลักษณะทางพันธุกรรม 1. เอมีลักยิ้มเหมือนพอB 6.6. ลักษณะใดเปนความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง 1. สีตาB 7.7. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบน โครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลียแตงงานB อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 8. “ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid : DNA) เปน สารพันธุกรรมในนิวเคลียส ที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ ของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น DNA จึงเปรียบเสมือนวาเปน ประวัติสวนตัวของแตละบุคคลที่ถูกกําหนดขึ้นนับตั้งแต วินาทีแรกที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ เพราะ DNA ใน แตละบุคคลจะไมเหมือนกัน เนื่องจากจะไดรับลักษณะ ทางพันธุกรรมมาจากพอและแมอยางละครึ่ง แลวมา รวมกันเปน DNA ของลูกนั่นเอง” 8. เพราะเหตุใดการตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธ ของแมลูกได 1. เนื่องจากแตละคนมีดีเอ็นเอตางกัน 2. เนื่องจากทุกคนมีดีเอ็นเอเหมือนกัน 3. เนื่องจากลูกจะไดรับดีเอ็นเอมาจากพอและแม 4. เนื่องจากลูกจะมีดีเอ็นเอเหมือนแมทุกประการ 9. โรคทางพันธุกรรมใดเกิดจากความผิดปกติของออโตโซม 1. กลุมอาการคริดูชาต 2. กลุมอาการเทอรเนอร 3. กลุมอาการดับเบิลวาย 4. กลุมอาการไคลนเฟลเตอร 10. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมนําไปใชประโยชนดานใด ไดมากที่สุด 1. การวางแผนครอบครัว 2. การปองกันและรักษาโรค 3. การพิสูจนความสัมพันธระหวางบุคคล 4. การตรวจพิสูจนหลักฐานทางนิติเวชศาสตร 11. ระบบนิเวศประกอบดวยโครงสรางใดบาง 1. กลุมสิ่งมีชีวิตเพียงอยางเดียว 2. กลุมสิ่งมีชีวิต และแหลงที่อยู 3. กลุมสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดลอม 4. กลุมสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยู และสิ่งแวดลอม 12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. มอส 2. ชวนชม 3. เห็ดนางฟา 4. สาหรายหางกระรอก 8.8. เพราะเหตุใดการตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธ ของแมลูกไดC 9.9. โรคทางพันธุกรรมใดเกิดจากความผิดปกติของออโตโซม 1. กลุมอาการคริดูชาตA 10.10. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมนําไปใชประโยชนดานใด ไดมากที่สุดC 11.11. ระบบนิเวศประกอบดวยโครงสรางใดบาง 1. กลุมสิ่งมีชีวิตเพียงอยางเดียวA 12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. มอสD (4)
5.
จํานวนสิ่งมีชีวิต A B C
D E F งู ไก หนอน หญา ชวงเวลา โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 13. สิ่งมีชีวิตในขอใดมีรูปแบบความสัมพันธแบบเดียวกัน 1. ดอกไมกับแมลง ไลเคน 2. นกเอี้ยงกับควาย พลูดางกับตนไมใหญ 3. ฉลามกับเหาฉลาม กลวยไมกับตนมะมวง 4. เสือกับกวาง เสือกับสิงโตที่ลาเหยื่อตัวเดียวกัน 14. สํารวจสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหงหนึ่ง พบวาประกอบดวย หญา นก หนอน และงู สามารถเขียนความสัมพันธของ สิ่งมีชีวิตดังกลาวในรูปของโซอาหารไดอยางไร 1. หญา นก หนอน งู 2. หญา หนอน นก งู 3. งู นก หนอน หญา 4. งู หญา นก หนอน 15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง ผูบริโภคลําดับตอๆ ไปไดเพียง 10% ถาไกตัวหนึ่งกิน ขาวเปลือกจํานวน 2,500 เมล็ดตอวัน ปริมาณพลังงานที่ ไกตัวนี้สามารถใชสรางเปนเนื้อเยื่อ เทียบไดกับขาวเปลือก จํานวนเทาใด 1. 25 เมล็ด 2. 250 เมล็ด 3. 2,500 เมล็ด 4. 25,000 เมล็ด กราฟ จํานวนสิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ในโซอาหาร จาก ชวงเวลา A ถึง F เขียนความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 ชนิด ในรูปของโซอาหารได ดังนี้ หญา หนอน ไก งู 16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของไกอยูนอยที่สุด 1. A ถึง B 2. B ถึง C 3. C ถึง D 4. E ถึง F 13.13. สิ่งมีชีวิตในขอใดมีรูปแบบความสัมพันธแบบเดียวกัน 1. ดอกไมกับแมลง ไลเคนD 14.14. สํารวจสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหงหนึ่ง พบวาประกอบดวย หญา นก หนอน และงู สามารถเขียนความสัมพันธของE 15.15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง ผูบริโภคลําดับตอๆ ไปไดเพียง 10% ถาไกตัวหนึ่งกินD 16.16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของไกอยูนอยที่สุด 1. A ถึง B 2. B ถึง CD 17. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนผูผลิต 1. A 2. B 3. C 4. D 18. จากพีระมิดพลังงานที่กําหนดให A B และ C ควรเปน สิ่งมีชีวิตใดตามลําดับ 1. ผูผลิต ผูบริโภคพืช ผูยอยสลาย 2. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูยอยสลาย 3. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภคลําดับสุดทาย 4. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 2 ผูบริโภคลําดับสุดทาย 19. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร 1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิต 2. สิ่งมีชีวิตจะขาดแคลนแหลงที่อยู 3. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถสืบพันธุได 4. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตอยูได 20. ปจจัยใดบางที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร 1. อัตราการเกิดเทานั้น 2. อัตราการตายเทานั้น 3. อัตราการเกิด อัตราการตาย และอัตราการอพยพเขา 4. อัตราการเกิด อัตราการตาย อัตราการอพยพเขา และ อัตราการอพยพออก 17.17. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนผูผลิต D 18.18. จากพีระมิดพลังงานที่กําหนดให A B และ C ควรเปน สิ่งมีชีวิตใดตามลําดับD 19.19. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร 1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิตF 20.20. ปจจัยใดบางที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร 1. อัตราการเกิดเทานั้นA E A D C B F C B A (5)
6.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “สิ่งแวดลอม” ไดถูกตองที่สุด 1.
สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา 2. สิ่งตางๆ ที่มีความเหมาะสมตอมนุษย 3. ทุกสิ่งที่ประกอบกันเปนโลกและสภาพแวดลอม ที่เกี่ยวกับปาไม ดิน นํ้า และอากาศ 4. ทุกสิ่งที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มองเห็นและมองไมเห็น ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษยสรางขึ้น 22. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธกัน อยางไร 1. สิ่งแวดลอมเปนสวนหนึ่งของทรัพยากรธรรมชาติ 2. ทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม 3. ทั้งสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความหมาย เหมือนกัน 4. สิ่งแวดลอมกับทรัพยากรธรรมชาติไมมีสวนเกี่ยวของ สัมพันธกัน 23. ปรากฏการณใดที่มีผลทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด 1. พายุ 2. ไฟปา 3. นํ้าทวม 4. แผนดินไหว 24. ปจจัยสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใด 1. มนุษย 2. นักการเมือง 3. ภัยธรรมชาติ 4. ความกาวหนาของเทคโนโลยี 25. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมมีผลตอระบบนิเวศอยางไร 1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญ 2. ชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ 3. ชวยใหระบบนิเวศมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 4. ชวยใหระบบนิเวศมีสภาพเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา 26. ขอใดกลาวถึงการอนุรักษไดถูกตองที่สุด 1. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหนอยที่สุด 2. การเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติใหไดมากที่สุด 3. การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไวใหคงอยูตลอดไป 4. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหเกิดประโยชนมากที่สุด 21.21. ขอใดอ ไดถูกตองที่สุดA 22.22. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธกัน อยางไรB 23.23. ปรากฏการณใดที่มีผลทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดD 24.24. ปจจัยสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใดD 25.25. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมมีผลตอระบบนิเวศอยางไร 1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญD 26.26. ขอใดกลาวถึงการอนุรักษไดถูกตองที่สุด 1. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหนอยที่สุดB 27. การกระทําใดที่ชวยเพิ่มรายไดใหตนเองโดยยึดหลัก การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 1. จับมานํ้ามาตากแหงขาย 2. เก็บกลวยไมและเฟนจากปามาขาย 3. เก็บขวดพลาสติกที่มีคนทิ้งไวขางทางมาขาย 4. เก็บเปลือกหอยตามชายหาดมาประดิษฐเปน ของที่ระลึกขาย 28. “บอยมีอาชีพจับปูทะเลขาย เมื่อเขาจับปูที่มีไขมาได เขา จะอนุบาลไวและนําไขที่ไดไปปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ” จากขอความขางตน แสดงใหเห็นวาบอยปฏิบัติตนตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยคํานึงถึงขอใด 1. ความมีเหตุผล 2. ความไมประมาท 3. ความพอประมาณ 4. การเตรียมความพรอมกับการเปลี่ยนแปลง อานขอความตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 29. “บานหลังหนึ่งอยูใกลกับแหลงกําจัดขยะที่มีขยะ กองอยูจํานวนมาก ซึ่งทําใหดินบริเวณนั้นเสื่อมสภาพ และขยะสงกลิ่นเหม็น สวนบานอีกหลังหนึ่งอยูใกลกับ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะปลอยนํ้าเสียลงสูแหลงนํ้า ธรรมชาติ และปลอยควันพิษสูอากาศ” 29. บริเวณบานทั้ง 2 หลัง ประสบปญหามลพิษใดเหมือนกัน 1. มลพิษทางดิน 2. มลพิษทางนํ้า 3. มลพิษทางเสียง 4. มลพิษทางอากาศ 30. การดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่นเปนหนาที่ของ บุคคลใด 1. นักเรียน 2. ผูปกครอง 3. ครู อาจารย 4. ทุกคนในทองถิ่น 31. สาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต คือขอใด 1. การปรับตัว 2. การสืบพันธุ 3. การดํารงเผาพันธุ 4. การอยูรวมกันเปนสังคม 27.27. กา การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติD 28.28. “บอยมีอาชีพจับปูทะเลขาย เมื่อเขาจับปูที่มีไขมาได เขา จะอนุบาลไวและนําไขที่ไดไปปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ”D 29.29. บริเวณบานทั้ง 2 หลัง ประสบปญหามลพิษใดเหมือนกัน 1. มลพิษทางดินD 30.30. การดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่นเปนหนาที่ของ บุคคลใดD 31.31. สาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต คือขอใดD (6)
7.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 32. การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุ จัดเปน ความหลากหลายทางใด 1.
ความหลากหลายทางกายภาพ 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม 4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ 33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวาง ไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ไดถูกตอง 1. อาณาจักร ไฟลัม ออรเดอร คลาส 2. อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร 3. ออรเดอร คลาส ไฟลัม อาณาจักร 4. ออรเดอร คลาส อาณาจักร ไฟลัม 34. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร แบงสิ่งมีชีวิตออกเปนกี่อาณาจักร 1. 3 อาณาจักร 2. 4 อาณาจักร 3. 5 อาณาจักร 4. 6 อาณาจักร 35. แพรวาจัดสิ่งมีชีวิตออกเปน 2 กลุม ไดแก 1) ฟองนํ้า แมงกะพรุน หอย และหมึก 2) ปลาหางนกยูง โลมา ไก และสุนัข แพรวาใชสิ่งใดเปนเกณฑในการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิต 1. แหลงที่อยู 2. แหลงกําเนิด 3. ลักษณะลําตัว 4. กระดูกสันหลัง 36. ขอใดเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมด 1. ออย มะลิ 2. ขาว กุหลาบ 3. เข็ม มะมวง 4. กลวย มะพราว 32.32. การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุ จัดเปน ความหลากหลายทางใดB 33.33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวาง ไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ไดถูกตองA 34.34. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร แบงสิ่งมีชีวิตออกเปนกี่อาณาจักรA 35.35. แพรวาจัดสิ่งมีชีวิตออกเปน 2 กลุม ไดแก 1) ฟองนํ้า แมงกะพรุน หอย และหมึกB 36.36. ขอใดเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมด 1. ออย มะลิ 2. ขาว กุหลาบD 37. การกระทําใดของมนุษยที่สงผลใหเกิดการสูญเสีย ความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด 1. การตัดไมทําลายปา 2. การใชไฟฟาอยางฟุมเฟอย 3. การใชนํ้าบาดาลแทนนํ้าประปา 4. การใชแกสธรรมชาติแทนนํ้ามัน 38. การกระทําในขอใดทําใหเกิดผลกระทบตอความหลากหลาย ทางชีวภาพ 1. ใชแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช 2. ใชยาฆาแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช 3. ใชสารชีวภาพกําจัดแมลงศัตรูพืช 4. ใชสารสกัดจากพืชกําจัดแมลงศัตรูพืช 39. มนุษยไดรับประโยชนทางตรงจากความหลากหลายทาง ชีวภาพในลักษณะใด 1. เปนแหลงอาหาร 2. เปนแหลงทองเที่ยว 3. เปนแหลงตนนํ้าลําธาร 4. เปนแหลงพักผอนหยอนใจ 40. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหได สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ ใชหลักการใด 1. การทํากิฟต 2. พันธุวิศวกรรม 3. การถายฝากตัวออน 4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 37.37. การกระทําใด ความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดD 38.38. การกระทําในขอใดทําใหเกิดผลกระทบตอความหลากหลาย ทางชีวภาพD 39.39. มนุษยไดรับประโยชนทางตรงจากความหลากหลายทาง ชีวภาพในลักษณะใดD 40.40. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหได สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ ใชหลักการใดB (7)
8.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. จงอธิบายความสัมพันธระหวางโครโมโซม ดีเอ็นเอ
และยีน และอธิบายวาโครโมโซมมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศหรือไม อยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. จงเขียนโซอาหารและสายใยอาหารของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหนึ่งๆ ที่นักเรียนสนใจ .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. ใหนักเรียนเขียนรายงานวาในชีวิตประจําวันของนักเรียนไดนําสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมาใชประโยชนอยางไรบาง (แยกประเภทของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก ดิน นํ้า อากาศ ปาไม สัตวปา) .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. ใหนักเรียนสํารวจปญหามลพิษทางสิ่งแวดลอมในทองถิ่นของตนเอง โดยถายภาพมลพิษนั้นๆ วิเคราะหวาเกิดจากสาเหตุใด มีผลตอประชาชนอยางไร และเสนอแนะวิธีการแกไขปญหา .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. จงอธิบายความสัมพันธระหวางโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน และอธิบายวาโครโมโซมมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยางไรF 2.2. ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศหรือไม อยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D 3. จงเขียนโซอาหารและสายใยอาหารของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหนึ่งๆ ที่นักเรียนสนใจ ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................E 4. ใหนักเรียนเขียนรายงานวาในชีวิตประจําวันของนักเรียนไดนําสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมาใชประโยชนอยางไรบาง (แยกประเภทของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก ดิน นํ้า อากาศ ปาไม สัตวปา)C 5.5. ใหนักเรียนสํารวจปญหามลพิษทางสิ่งแวดลอมในทองถิ่นของตนเอง โดยถายภาพมลพิษนั้นๆ วิเคราะหวาเกิดจากสาเหตุใด มีผลตอประชาชนอยางไร และเสนอแนะวิธีการแกไขปญหาD ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (8)
9.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล
…………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด 3. กําหนดให ก. ตาบอดสี ข. ตาเปนตอ ค. สีของตา ง. ชั้นของหนังตา ขอใดเปนลักษณะที่ถายทอดทางพันธุกรรม 1. ก. และ ข. 2. ก. และ ค. 3. ก. ค. และ ง. 4. ก. ข. ค. และ ง. 4. ขอใดเรียงลําดับจากหนวยที่เล็กไปยังหนวยใหญไดถูกตอง 1. ดีเอ็นเอ ยีน โครโมโซม โครมาทิน 2. ดีเอ็นเอ ยีน โครมาทิน โครโมโซม 3. ยีน ดีเอ็นเอ โครมาทิน โครโมโซม 4. ยีน โครมาทิน โครโมโซม ดีเอ็นเอ 5. ญาญาทดลองผสมพันธุถั่วลันเตาที่มีประวัติเมล็ดสีเหลือง ทุกรุนกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว ปรากฏวาไดถั่วลันเตา รุนลูกมีเมล็ดสีเหลืองทั้งหมด ขอใดสรุปไมถูกตอง 1. ถั่วลันเตาเมล็ดสีเหลืองเปนลักษณะเดน 2. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเขียว 3. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเขียว มากกวาสีเหลือง 4. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเหลือง มากกวาสีเขียว 3.3. กําห ก. ตาบอดสี ข. ตาเปนตอB 4.4. ขอใดเรียงลําดับจากหนวยที่เล็กไปยังหนวยใหญไดถูกตอง 1. ดีเอ็นเอ ยีน โครโมโซม โครมาทินD 5.5. ญาญาทดลองผสมพันธุถั่วลันเตาที่มีประวัติเมล็ดสีเหลือง ทุกรุนกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว ปรากฏวาไดถั่วลันเตาD อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1. “เซลลเปนหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก ที่สุดภายในเซลลมีนิวเคลียส ในนิวเคลียสมีเสนใยเล็กๆ พันกันอยู เรียกเสนใยเหลานี้วา โครมาทิน ซึ่งเมื่อมีการ แบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นจนมีลักษณะเปน แทง เรียกวา โครโมโซม” 1. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่มีการแบงเซลล จะพบโครงสรางใด 1. โครมาทิด 2. โครมาทิน 3. โครโมโซม 4. เซนโทรเมียร อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 2. “โครโมโซมจะประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน โดยแตละชวงของดีเอ็นเอ จะมียีนที่ทําหนาที่ควบคุม ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต” 2. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ ทางพันธุกรรมและถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง คือ ขอใด 1. ยีน 2. ดีเอ็นเอ 3. โปรตีน 4. นิวเคลียส 1.1. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่มีการแบงเซลล จะพบโครงสรางใดA 2.2. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ ทางพันธุกรรมและถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง คือA ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 2 (9)
10.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 6. หากนําพืชที่มีจีโนไทปAA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทปAa โอกาสที่จะไดลูกที่มีจีโนไทป
Aa มีรอยละเทาใด 1. 25 2. 50 3. 75 4. 100 อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 7.-8. “ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสี เปนยีนดอยที่พบ อยูบนโครโมโซม X ซึ่งชายคนหนึ่งไมเปนตาบอดสี แตงงานกับหญิงที่เปนพาหะของโรค” 7. ชายและหญิงคูนี้จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร เมื่อกําหนดให แทนยีนดอย แทนยีนเดน 1. X Y X X 2. X Y X X 3. X Y X X 4. X Y X X 8. ลูกของชายและหญิงคูดังกลาว จะมีลักษณะอยางไร 1. ไมเปนตาบอดสีเลย 2. เปนตาบอดสีทั้งหมด 3. เปนตาบอดสีรอยละ50 และไมเปนตาบอดสีรอยละ50 4. เปนตาบอดสีรอยละ25 และไมเปนตาบอดสีรอยละ75 9. ถาลักษณะทางพันธุกรรมลักษณะหนึ่งถูกควบคุมดวย ยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X การถายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมลักษณะนี้จะเปนอยางไร 1. พบลักษณะนี้ในเพศหญิงเทานั้น 2. ไมสามารถพบลักษณะนี้ในเพศหญิง 3. พบลักษณะนี้ในเพศหญิงมากกวาเพศชาย 4. พบลักษณะนี้ในเพศชายมากกวาเพศหญิง 10. บุคคลหนึ่งเปนโรคทางพันธุกรรม โดยเปนผูชายที่มีลักษณะ บางอยางคลายผูหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย เปนตน และเปนหมัน บุคคลนี้จะมีโครโมโซมเพศในลักษณะใด 1. XO 2. XXX 3. XXY 4. XYY 6.6. หากนําพืชที่มีจีโนไทปAA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทปAa โอกาสที่จะไดลูกที่มีจีโนไทป Aa มีรอยละเทาใดD 7.7. ชายและหญิงคูนี้จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร เมื่อกําหนดใหB 8.8. ลูกของชายและหญิงคูดังกลาว จะมีลักษณะอยางไร 1. ไมเปนตาบอดสีเลยD 9.9. ถาลักษณะทางพันธุกรรมลักษณะหนึ่งถูกควบคุมดวย ยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X การถายทอดลักษณะทางD 10.10. บุคคลหนึ่งเปนโรคทางพันธุกรรม โดยเปนผูชายที่มีลักษณะ บางอยางคลายผูหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย เปนตนA อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 11. “ระบบนิเวศประกอบไปดวยองคประกอบ 2 กลุม ไดแก องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนองคประกอบ ที่ไมมีชีวิต แตจะมีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต ของสิ่งมีชีวิต และองคประกอบทางชีวภาพ ซึ่งเปน องคประกอบที่มีชีวิต ซึ่งจะมีความเกี่ยวของสัมพันธ กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ และสัมพันธกับสิ่งไมมีชีวิตดวย” 11. ขอใดเปนองคประกอบทางกายภาพของระบบนิเวศ 1. ดิน นํ้า จุลินทรีย 2. ดิน นํ้า แสงแดด 3. พืช สัตว แสงแดด 4. พืช สัตว ความชื้น 12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. เห็ด รา 2. ชาง กวาง 3. หนอน แรง 4. สิงโต ฉลาม 13. กาฝากบนตนไม ฉลามกับเหาฉลาม โพรโทซัวในลําไส ปลวก ขอใดกลาวถึงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตขางตน ตามลําดับไดถูกตอง 1. ภาวะอิงอาศัย ภาวะปรสิต ภาวะปรสิต 2. ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย ภาวะปรสิต 3. ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย ภาวะพึ่งพา 4. ภาวะพึ่งพา ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย 14. “หนอน นก หญา งู” พบในระบบนิเวศแหงหนึ่ง จะเขียน ความสัมพันธในรูปโซอาหารไดอยางไร 1. หญา หนอน งู นก 2. หญา หนอน นก งู 3. หญา นก หนอน งู 4. หญา งู นก หนอน 15. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ 1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของโซอาหารทุกชนิด 2. ระบบนิเวศใดที่มีสายใยอาหารซับซอนมาก แสดงวา ระบบนิเวศนั้นมีความสมดุล 3. จุลินทรียมีบทบาทในการยอยสลายสารอินทรีย แตไมไดมีสวนในการถายทอดพลังงาน 4. โซอาหารที่มีจํานวนสิ่งมีชีวิตมาก สิ่งมีชีวิตทายๆ โซอาหารยิ่งไดรับพลังงานนอยลง 11.11. ขอใดเปนองคประกอบทางกายภาพของระบบนิเวศ 1. ดิน นํ้า จุลินทรียA 12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. เห็ด รา 2. ชาง กวางD 13.13. กาฝากบนตนไม ฉลามกับเหาฉลาม โพรโทซัวในลําไส ปลวก ขอใดกลาวถึงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตขางตนD 14.14. “หนอน นก หญา งู” พบในระบบนิเวศแหงหนึ่ง จะเขียน ความสัมพันธในรูปโซอาหารไดอยางไรE 15.15. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ 1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของโซอาหารทุกชนิดD (10)
11.
จํานวนสิ่งมีชีวิต A B C
D E F งู นก หนอน หญา ชวงเวลา โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ กราฟ จํานวนสิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ในโซอาหาร จาก ชวงเวลา A ถึง F เขียนความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 ชนิด ในรูปของโซอาหารได ดังนี้ หญา หนอน นก งู 16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของนกอยูนอยที่สุด 1. A ถึง B 2. B ถึง C 3. C ถึง D 4. E ถึง F 17. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให A ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด 1. หญา 2. หนอน 3. ตั๊กแตน 4. นกกระจอก อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 18. “คารบอนเปนองคประกอบสําคัญของสารอินทรีย ที่พบในรางกายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด สิ่งมีชีวิตจะได รับคารบอนจากอาหารที่กินเขาไป ซึ่งคารบอนจะ หมุนเวียนกลับคืนสูสิ่งแวดลอม โดยการหายใจออก ของสิ่งมีชีวิต และเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง คารบอนที่เปน องคประกอบในรางกายก็จะกลับสูสิ่งแวดลอม” 18. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร 1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิต 2. สิ่งมีชีวิตจะขาดแคลนแหลงที่อยู 3. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถสืบพันธุได 4. สิ่งมีชีวิตไมสามารถดํารงชีวิตอยูได 16.16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของนกอยูนอยที่สุด 1. A ถึง B 2. B ถึง CD 17.17. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให A ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด D C B A 18.18. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร 1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิตF 19. การศึกษาประชากรในระบบนิเวศแหงหนึ่งพบวา อัตราการ เกิดและอัตราการตายในระบบนิเวศแหงนี้ไมแตกตางกัน ขอใดสรุปไดถูกตอง 1. ประชากรมีขนาดคงที่ 2. ประชากรมีขนาดลดลง 3. ประชากรมีขนาดเพิ่มขึ้น 4. ยังสรุปไมได 20. ตาราง สายพันธุของหอยที่พบในปาชายเลนที่มี ความหนาแนนของตนไมแตกตางกัน ความหนาแนนของตนไม (จํานวนตนตอไร) สายพันธุของหอยที่พบ 970 A B C D 390 A C 120 A D ถาปามีความหนาแนนของตนไมลดลง จะสงผลตอหอย สายพันธุใดเปนอันดับแรก 1. A 2. B 3. C 4. D 21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “ทรัพยากรธรรมชาติ” ไดถูกตองที่สุด 1. สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา 2. สิ่งตางๆ ที่มีความเหมาะสมตอมนุษย 3. ทุกสิ่งที่ประกอบกันเปนโลกและสภาพแวดลอม 4. สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใช ประโยชนได อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 22. “สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งที่สามารถมองเห็นไดและ มองเห็นไมได ซึ่งอาจเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่เกิดจากฝมือมนุษย” 22. จริงหรือไมที่มนุษยไมสามารถสรางสิ่งแวดลอมได 1. จริง เพราะสิ่งแวดลอมมีวัฏจักรหมุนเวียน 2. จริง เพราะสิ่งแวดลอมเปนสิ่งที่เกิดเองตามธรรมชาติ 3. ไมจริง เพราะสิ่งแวดลอมเปนสิ่งที่นํากลับมาใชใหมได 4. ไมจริง เพราะสิ่งแวดลอมคือทุกสิ่งทุกอยางที่อยูรอบตัว 19.19. การศึกษาประชากรในระบบนิเวศแหงหนึ่งพบวา อัตราการ เกิดและอัตราการตายในระบบนิเวศแหงนี้ไมแตกตางกันD 20.20. ตาราง สายพันธุของหอยที่พบในปาชายเลนที่มี ความหนาแนนของตนไมแตกตางกันD 21.21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “ทรัพยากรธรรมชาติ” ไดถูกตองที่สุดA 22.22. จริงหรือไมที่มนุษยไมสามารถสรางสิ่งแวดลอมได 1. จริง เพราะสิ่งแวดลอมมีวัฏจักรหมุนเวียนD (11)
12.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 23. สาเหตุสําคัญที่สุดของปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใด 1.
การเพิ่มขึ้นของประชากร 2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจ 3. ภัยธรรมชาติและอุบัติเหตุ 4. ความเจริญทางดานเทคโนโลยี 24. เพราะเหตุใดปจจุบันสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีลักษณะเสื่อมโทรมลงอยางรวดเร็ว 1. สิ่งมีชีวิตมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น 2. ขาดการจัดการที่ดีในดานการใชทรัพยากร 3. วิถีชีวิตของมนุษยมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น 4. เกิดความเสื่อมโทรมของดินและแหลงนํ้าที่ใชในการ เพาะปลูก 25. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนมีผลตอระบบนิเวศ อยางไร 1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญ 2. ชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ 3. ชวยใหระบบนิเวศมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 4. ชวยใหระบบนิเวศมีสภาพเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา 26. ทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด เมื่อนํามาใชแลวจะหมดไป ขอใดคือแนวทางที่ดีที่สุดในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ เหลานั้นใหคงอยูไดนานที่สุด 1. การใชซํ้า 2. ลดการใช 3. การหาสิ่งอื่นทดแทน 4. การปรับปรุงคุณภาพ 27. การกระทําในลักษณะใดที่จัดไดวาเปนการนําทรัพยากร- ธรรมชาติกลับมาใชใหม 1. การใชกระดาษทั้งสองหนา 2. การเลือกซื้อนํ้ายาลางจานชนิดถุงเติม 3. การนํากลองนมมาทําเปนกระเปาใสของ 4. การนําถุงพลาสติกใบเกาไปใสของจากรานคา 28. ขอใดไมใชหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามา ใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติ 1. ความไมประมาท 2. การใชอยางคุมคา 3. ความพอประมาณ 4. การยึดทางสายกลาง 23.23. สาเห และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใดD 24.24. เพราะเหตุใดปจจุบันสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีลักษณะเสื่อมโทรมลงอยางรวดเร็วD 25.25. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนมีผลตอระบบนิเวศ อยางไรD 26.26. ทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด เมื่อนํามาใชแลวจะหมดไป ขอใดคือแนวทางที่ดีที่สุดในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติD 27.27. การกระทําในลักษณะใดที่จัดไดวาเปนการนําทรัพยากร- ธรรมชาติกลับมาใชใหมD 28.28. ขอใดไมใชหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามา ใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติB 29. แหลงชุมชนที่มีการปลอยนํ้าทิ้งซึ่งมีสารอินทรียปนเปอน อยูมากลงไปในแหลงนํ้า นักเรียนคิดวาจะสงผลกระทบ โดยตรงตอสิ่งใด 1. ออกซิเจนที่ละลายในนํ้าจะเพิ่มขึ้น 2. พืชนํ้าจะเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว 3. สัตวนํ้าจะเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว 4. สิ่งมีชีวิตไมสามารถอาศัยในแหลงนํ้าได 30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด 1. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 2. ลดปริมาณการใชนํ้ามันเชื้อเพลิง 3. ใหการศึกษาดานสิ่งแวดลอมแกประชาชน 4. กําหนดบทลงโทษอยางจริงจังเกี่ยวกับการทําลาย สิ่งแวดลอม 31. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ 1. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน 2. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและไมสิ่งมีชีวิต 3. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในแหลงที่อยูตางๆ 4. เปนความหลากหลายของสิ่งไมมีชีวิตในแหลงที่อยู เดียวกัน 32. การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน จัดเปน ความหลากหลายทางใด 1. ความหลากหลายทางกายภาพ 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม 4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ 33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่แคบ ไปยังขอบเขตที่กวางขึ้นเรื่อยๆ ไดถูกตอง 1. จีนัส สปชีส แฟมิลี ออรเดอร 2. จีนัส สปชีส ออรเดอร แฟมิลี 3. สปชีส จีนัส แฟมิลี ออรเดอร 4. สปชีส จีนัส ออรเดอร แฟมิลี 34. มนุษยยุคปจจุบันมีชื่อวิทยาศาสตรวาอะไร 1. Homo sapiens 2. Homo erectus 3. Homo sapiens idaltu 4. Homo neanderthalensis 29.29. แหลงชุมชนที่มีการปลอยนํ้าทิ้งซึ่งมีสารอินทรียปนเปอน อยูมากลงไปในแหลงนํ้า นักเรียนคิดวาจะสงผลกระทบD 30.30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด 1. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติC 31.31. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ 1. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันA 32.32. การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน จัดเปน ความหลากหลายทางใดB 33.33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่แคบ ไปยังขอบเขตที่กวางขึ้นเรื่อยๆ ไดถูกตองA 34.34. มนุษยยุคปจจุบันมีชื่อวิทยาศาสตรวาอะไร 1.A (12)
13.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 35. หากพิจารณาถึงกระดูกสันหลังเปนเกณฑ สิ่งมีชีวิต ในขอใดแตกตางจากขออื่น 1.
กิ้งกือ 2. ฟองนํ้า 3. ลิ่นทะเล 4. ซาลาแมนเดอร 36. กําหนดให A ดอกมี 3 กลีบ B ดอกมี 5 กลีบ C เสนใบขนาน D เสนใบเปนรางแห E ทอลําเลียงกระจายทั่วลําตน F ทอลําเลียงเรียงเปนวงรอบลําตน ตนมะมวงจะมีลักษณะตามขอใด 1. A C E 2. A D E 3. B D F 4. B C F 37. ขอใดสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ นอยที่สุด 1. ภูเขาไฟปะทุ 2. การตัดไมทําลายปา 3. การสรางพื้นที่เกษตรกรรม 4. การขยายพื้นที่เพื่อที่อยูอาศัย 35.35. หากพิจารณาถึงกระดูกสันหลังเปนเกณฑ สิ่งมีชีวิต ในขอใดแตกตางจากขออื่นD 36.36. กําหนดให A ดอกมี 3 กลีบD 37.37. ขอใดสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ นอยที่สุดB 38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยอยางไร 1. เปนอาหาร 2. เปนยารักษาโรค 3. เปนแหลงที่อยูอาศัย 4. เปนแหลงของปจจัยสี่ 39. ขอใดจัดวาเปนเทคโนโลยีชีวภาพ 1. การผลิตถานดูดกลิ่น 2. การผลิตตะไครหอมไลยุง 3. การผลิตแอลกอฮอลจากออย 4. การผลิตนํ้ายาลางจานจากมะกรูด 40. ขอใดจัดเปนสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม 1. แตงโมที่มีผลขนาดใหญ 2. ดอกไมที่ไดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3. แบคทีเรียที่สามารถผลิตฮอรโมนอินซูลิน 4. กลวยไมพันธุใหมที่ไดจากการฉายรังสีแกมมา 38.38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยอยางไร 1. เปนอาหารB 39.39. ขอใดจัดวาเปนเทคโนโลยีชีวภาพ 1. การผลิตถานดูดกลิ่นB 40.40. ขอใดจัดเปนสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม 1. แตงโมที่มีผลขนาดใหญD (13)
14.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. การศึกษาจํานวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตมีความสําคัญอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชจนทําใหเกิดสารตกคางจํานวนมาก
สงผลตอระบบนิเวศอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษยสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนและโทษตอมนุษยอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. การศึกษาจํานวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตมีความสําคัญอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F 2.2. การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชจนทําใหเกิดสารตกคางจํานวนมาก สงผลตอระบบนิเวศอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D 3.3. การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษยสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D 4.4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนและโทษตอมนุษยอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................A 5.5. เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (14)
15.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล
…………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด 4. ขอใดไมใชลักษณะทางพันธุกรรม 1. สีผิว 2. ลักยิ้ม 3. ชั้นตา 4. แผลเปน 5. กําหนดให A แทน ยีนเดนที่ควบคุมลักษณะผิวปกติ a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก สามี-ภรรยาที่มีลักษณะยีนในคูใดที่ลูกของพวกเขา มีโอกาสแสดงลักษณะผิวเผือกรอยละ 50 1. AA × aa 2. Aa × Aa 3. Aa × aa 4. AA × Aa 6. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม หากชายคนหนึ่งมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ Aa แตงงานกับ หญิงคนหนึ่งที่ไมมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ aa ลูกแตละคนจะ มีโอกาสมีลักยิ้มรอยละเทาใด 1. 25 2. 50 3. 75 4. 100 4.4. ขอใดไมใชลักษณะทางพันธุกรรม 1. สีผิวB 5. a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก 5. กําหนดให A แทน ยีนเดนที่ควบคุมลักษณะผิวปกติ a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือกa แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือกD a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก 6.6. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม หากชายคนหนึ่งมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ Aa แตงงานกับD อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1. “เซลลเปนหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก ที่สุด ภายในเซลลมีนิวเคลียส ในนิวเคลียสมีเสนใยเล็กๆ พันกันอยู เรียกเสนใยเหลานี้วา โครมาทิน ซึ่งเมื่อมีการ แบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นจนมีลักษณะเปน แทง เรียกวา โครโมโซม” 1. ขณะที่มีการแบงเซลล โครโมโซมจะมีลักษณะอยางไร 1. มีลักษณะเปนแทง 2. ขดไปมาอยูในนิวเคลียส 3. จับกันเปนคูๆ ชัดเจน 23 คู 4. ไมปรากฏโครโมโซมใหเห็น 2. โครโมโซมของมนุษยเปนไปตามขอใด 1. เปนออโตโซม 46 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 2. เปนออโตโซม 45 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 3. เปนออโตโซม 23 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 4. เปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 3. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีก รุนหนึ่ง เปนความหมายของคําในขอใด 1. พันธุกรรม 2. พันธุศาสตร 3. พันธุวิศวกรรม 4. โรคทางพันธุกรรม 1.1. ขณะที่มีการแบงเซลล โครโมโซมจะมีลักษณะอยางไร 1. มีลักษณะเปนแทงA 2.2. โครโมโซมของมนุษยเปนไปตามขอใด 1. เปนออโตโซม 46 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คูA 3.3. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีก รุนหนึ่ง เปนความหมายของคําในขอใดA ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 3 (15)
16.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 7. “โครโมโซมพบอยูในนิวเคลียส
ซึ่งโครโมโซมจะ ประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน โดยแตละชวงของ ดีเอ็นเอมีหนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่ควบคุม ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต” 7. เหตุใดโครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต 1. ภายในโครโมโซมมียีนอยู 2. โครโมโซมอยูภายในเซลล 3. ภายในโครโมโซมมีนิวเคลียส 4. โครโมโซมอยูภายในนิวเคลียส 8. บุคคลที่เปนโรคทางพันธุกรรมในขอใดสามารถมีบุตรได 1. ตนมีอาการดับเบิลวาย 2. เมยมีอาการเทอรเนอร 3. เกามีอาการไคลนเฟลเตอร 4. ทั้ง 3 คนไมสามารถมีบุตรได 9. ลักษณะทางพันธุกรรมใดที่มียีนควบคุมอยูบน โครโมโซมเพศ 1. ผิวเผือก 2. ตาบอดสี 3. ธาลัสซีเมีย 4. ลักษณะนิ้วเกิน 10. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย 1. เกิดจากความผิดปกติของยีน 2. ไมสามารถรักษาใหหายขาดได 3. เซลลเม็ดเลือดแดงผิดปกติ แตกสลายงาย 4. บุคคลปกติทั่วไปอาจมียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 11. “ระบบนิเวศประกอบไปดวยองคประกอบ 2 กลุม ไดแก องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนองคประกอบ ที่ไมมีชีวิต แตจะมีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต ของสิ่งมีชีวิต และองคประกอบทางชีวภาพ ซึ่งเปน องคประกอบที่มีชีวิต ซึ่งจะมีความเกี่ยวของสัมพันธ กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ และสัมพันธกับสิ่งไมมีชีวิตดวย” 11. ขอใดเปนองคประกอบทางชีวภาพของระบบนิเวศ 1. ดิน นํ้า จุลินทรีย 2. ดิน นํ้า แสงแดด 3. พืช สัตว แสงแดด 4. พืช สัตว จุลินทรีย 7.7. เหตุใดโครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตF 8.8. บุคคลที่เปนโรคทางพันธุกรรมในขอใดสามารถมีบุตรได 1. ตนมีอาการดับเบิลวายB 9.9. ลักษณะทางพันธุกรรมใดที่มียีนควบคุมอยูบน โครโมโซมเพศB 10.10. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย 1. เกิดจากความผิดปกติของยีนB 11.11. ขอใดเปนองคประกอบทางชีวภาพของระบบนิเวศ 1. ดิน นํ้า จุลินทรีย 2. ดิน นํ้า แสงแดดD 12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. เห็ด 2. เฟน 3. หญา 4. สาหราย 13. “ไลเคน” เปนการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ กันแบบใด 1. ภาวะแขงขัน 2. ภาวะลาเหยื่อ 3. ภาวะอิงอาศัย 4. ภาวะพึ่งพากัน 14. สิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ที่สํารวจพบในระบบนิเวศทุงหญา ไดแก หญา หนู ตั๊กแตน และเหยี่ยว เขียนความสัมพันธของ สิ่งมีชีวิตในรูปของโซอาหารไดอยางไร 1. หญา หนู ตั๊กแตน เหยี่ยว 2. หญา ตั๊กแตน หนู เหยี่ยว 3. หญา เหยี่ยว ตั๊กแตน หนู 4. หญา เหยี่ยว หนู ตั๊กแตน 15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง ผูบริโภคลําดับตอไปไดเพียง 10% ถาหนอนตัวหนึ่งกิน ใบพืชจํานวน 10 กรัมตอวัน ปริมาณพลังงานที่หนอน สามารถใชสรางเปนเนื้อเยื่อเทียบไดกับใบพืชจํานวนเทาใด 1. 0.1 กรัม 2. 1 กรัม 3. 10 กรัม 4. 100 กรัม 16. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนมนุษย 1. C 2. D 3. E 4. F 17. วัฏจักรสารใดที่จะเกิดขึ้นไดสมบูรณตองอาศัยจุลินทรีย 1. นํ้า 2. คารบอน 3. ไนโตรเจน 4. ฟอสฟอรัส 12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใ 1. เห็ด 2. เฟนD 13.13. “ไลเคน” เปนการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ กันแบบใดB 14.14. สิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ที่สํารวจพบในระบบนิเวศทุงหญา ไดแก หญา หนู ตั๊กแตน และเหยี่ยว เขียนความสัมพันธของE 15.15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง ผูบริโภคลําดับตอไปไดเพียง 10% ถาหนอนตัวหนึ่งกินD 16.16. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนมนุษย D 17.17. วัฏจักรสารใดที่จะเกิดขึ้นไดสมบูรณตองอาศัยจุลินทรีย 1. นํ้า 2. คารบอนB E A D C B F (16)
17.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 18. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให C
ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด 1. หญา 2. หนอน 3. ตั๊กแตน 4. นกกระจอก 19. ขอใดตรงกับความหมายของคําวา “ประชากร” 1. มีชางปา 80 ตัว ในอุทยานแหงชาติ 2. สํารวจพบโลมา 20 ตัว ในทะเลอาวไทย 3. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 สํารวจพบกระทิง 50 ตัว 4. มีกวาง100 ตัว ในปาเขาใหญ เมื่อเดือนสิงหาคม2556 20. ขอใดเปนความหมายของ “ความหนาแนนของประชากร” 1. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดตอหนวยพื้นที่ 2. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต ชนิดหนึ่งตอหนวยพื้นที่ 3. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ตอหนวยเวลา 4. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต ชนิดหนึ่งตอหนวยเวลา 21. ขอใดเปนทรัพยากรธรรมชาติที่จัดอยูในกลุมเดียวกัน 1. นํ้า ปาไม 2. ดิน อากาศ 3. นํ้ามัน แรธาตุ 4. ทราย ถานหิน 22. ปจจัยใดมีอิทธิพลมากที่สุดในการทําใหเกิดความแตกตาง ของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชน 1. มนุษย 2. เศรษฐกิจ 3. เทคโนโลยี 4. การประกอบอาชีพ 23. ขอใดไมไดเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม 1. การทําไรเลื่อนลอย 2. การเพิ่มขึ้นของวัชพืช 3. การเพิ่มขึ้นของประชากร 4. การขาดจิตสํานึกตอสวนรวม 18.18. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให C ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด D 19.19. ขอใดตรงกับความหมายของคําวา “ประชากร” 1. มีชางปา 80 ตัว ในอุทยานแหงชาติB 20.20. ขอใดเปนความหมายของ “ความหนาแนนของประชากร” 1. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตB 21.21. ขอใดเปนทรัพยากรธรรมชาติที่จัดอยูในกลุมเดียวกัน 1. นํ้า ปาไมA 22.22. ปจจัยใดมีอิทธิพลมากที่สุดในการทําใหเกิดความแตกตาง ของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชนD 23.23. ขอใดไมไดเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม 1. การทําไรเลื่อนลอยD 24. ปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิดวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติของโลก คือขอใด 1. ความเจริญของชุมชนเมือง 2. ความเจริญของอุตสาหกรรม 3. ความกาวหนาของเทคโนโลยี 4. การเพิ่มจํานวนประชากรมนุษย 25. ขอใดเปนแนวทางในการชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ 1. การดูแลรักษาสภาพแวดลอม 2. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางฟุมเฟอย 3. การใชทรัพยากรธรรมชาติเพียงอยางเดียว 4. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางหลากหลาย 26. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการจัดการใช ทรัพยากรใหเกิดประโยชนสูงสุดโดยยึดหลักใด 1. การใชซํ้า 2. การนํากลับมาใชใหม 3. การใชใหเกิดประโยชนสูงสุด 4. การฟนฟูและปรับปรุงคุณภาพ 27. ขอใดไมถือวาเปนการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 1. นอยหนาใชนํ้าซักผามารดตนไม 2. สมศักดิ์กําจัดวัชพืชโดยการไถกลบแทนการเผา 3. ดุสิตรับซื้อกระปองอะลูมิเนียมมาหลอมเพื่อใชใหม 4. สมศรีใชปุยเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในสวน 28. ขอใดไมใชหลักการใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง 1. ควบคุมการใชทรัพยากรอยางเหมาะสม 2. ใชทรัพยากรอยางหลากหลายในปริมาณมากๆ 3. ใชทรัพยากรในปริมาณไมมากหรือนอยเกินไป 4. ใชทรัพยากรอยางพอดี โดยไมใชเกินความจําเปน 29. ปญหามลพิษใดที่สงผลใหมนุษยมีความเสี่ยงตอการเปนโรค เกี่ยวกับทางเดินหายใจ 1. มลพิษทางดิน 2. มลพิษทางนํ้า 3. มลพิษทางเสียง 4. มลพิษทางอากาศ 30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด 1. รณรงคลดการใชเชื้อเพลิง 2. รถยนตเปลี่ยนมาใชแกสแทนนํ้ามัน 3. ปลูกจิตสํานึกใหประชาชนรักสิ่งแวดลอม 4. ออกกฎหมายลงโทษเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมอยางรุนแรง 24.24. ปจ ทรัพยากรธรรมชาติของโลก คือขอใดD 25.25. ขอใดเปนแนวทางในการชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ 1. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมD 26.26. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการจัดการใช ทรัพยากรใหเกิดประโยชนสูงสุดโดยยึดหลักใดD 27.27. ขอใดไมถือวาเปนการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 1. นอยหนาใชนํ้าซักผามารดตนไมD 28.28. ขอใดไมใชหลักการใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงD 29.29. ปญหามลพิษใดที่สงผลใหมนุษยมีความเสี่ยงตอการเปนโรค เกี่ยวกับทางเดินหายใจB 30.30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด 1. รณรงคลดการใชเชื้อเพลิงC C B A (17)
18.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 31. ขอใดตอไปนี้ไมมีผลตอความหลากหลายทางชีวภาพ 1. วิวัฒนาการ 2.
สิ่งแวดลอม 3. การกลายพันธุ 4. การกินอาหาร 32. การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปน ลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลายทางใด 1. ความหลากหลายทางกายภาพ 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม 4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ 33. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของนักวิทยาศาสตร ทานใด ที่เปนที่นิยมในปจจุบัน 1. อาริสโตเติล 2. เอิรนสต แฮคเกล 3. รอเบิรต วิตเทเกอร 4. เฮอรเบิรต โคปแลนด 34. ขอใดเขียนชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยไดถูกตองที่สุด 1. Homo sapiens 2. Homo sapiens 3. Homo Sapiens 4. homo sapiens 35. สัตวในกลุมใดมีความหลากหลายมากที่สุด 1. หอย 2. แมลง 3. สัตวเลื้อยคลาน 4. สัตวเลี้ยงลูกดวยนํ้านม 31.31. ขอ 1. วิวัฒนาการD 32.32. การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปน ลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลายทางใดB 33.33. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของนักวิทยาศาสตร ทานใด ที่เปนที่นิยมในปจจุบันA 34.34. ขอใดเขียนชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยไดถูกตองที่สุด 1.A 35.35. สัตวในกลุมใดมีความหลากหลายมากที่สุด 1. หอยA 36. กําหนดให A ดอกมี 3 กลีบ B ดอกมี 5 กลีบ C เสนใบขนาน D เสนใบเปนรางแห E ทอลําเลียงกระจายทั่วลําตน F ทอลําเลียงเรียงเปนวงรอบลําตน ตนกลวยจะมีลักษณะตามขอใด 1. A C E 2. A D E 3. B D F 4. B C F 37. ปรากฏการณทางธรรมชาติในขอใดที่ไมเปนสาเหตุใหเกิด การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 1. แผนดินไหว 2. ภูเขาไฟปะทุ 3. ตนไมใหญโคนลม 4. นํ้าแข็งขั้วโลกละลาย 38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษยอยางไร 1. ทําใหเกิดโรค 2. ทําใหเกิดมลพิษ 3. ทําใหประชากรมนุษยลดลง 4. ทําใหประชากรมนุษยเพิ่มขึ้น 39. ขอใดเปนประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม 1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 2. การใชจุลินทรียบําบัดนํ้าเสีย 3. การผลิตสารเคมีจากจุลินทรียบางชนิด 4. การตรวจเอกลักษณบุคคลจากลายพิมพดีเอ็นเอ 40. หลักฐานในขอใดที่ไมสามารถใชตรวจหาฆาตกรโดยวิธี ตรวจลายพิมพดีเอ็นเอ 1. เสนผม 2. ลายนิ้วมือ 3. คราบอสุจิ 4. คราบเลือด 36.36. กําหนดให A ดอกมี 3 กลีบD 37.37. ปรากฏการณทางธรรมชาติในขอใดที่ไมเปนสาเหตุใหเกิด การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพB 38.38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษยอยางไร 1. ทําใหเกิดโรคB 39.39. ขอใดเปนประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม 1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อA 40.40. หลักฐานในขอใดที่ไมสามารถใชตรวจหาฆาตกรโดยวิธี ตรวจลายพิมพดีเอ็นเอD (18)
19.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. หากนักเรียนมีลักยิ้มเหมือนพอ ผมตรงเหมือนแม
มีติ่งหูเหมือนยาย หอลิ้นไดเหมือนปู นักเรียนคิดวาเพราะเหตุใดจึงเปน เชนนั้น .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. วัฏจักรของสารตางๆ มีความสําคัญตอระบบนิเวศอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. ใหนักเรียนอธิบายความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ พรอมทั้งยกตัวอยางประกอบ .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด ตาราง หรือรูปแบบอื่นที่เขาใจงายและ นาสนใจ .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. เพราะเหตุใดจึงควรมีการอนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพ .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. หากนักเรียนมีลักยิ้มเหมือนพอ เชนนั้นD 2. วัฏจักรของสารตางๆ ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F 3.3. ใหนักเรียนอธิบายความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................B 4.4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด4. นาสนใจE 5. เพราะเหตุใดจึงควรมีการอนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพ ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (19)
20.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ
2. ในขณะที่เซลลยังไมมีการแบงเซลล จะเห็นเสนใยเล็กๆ เรียกวา โครมาทิน(chromatin) แตเมื่อมีการแบงเซลล เกิดขึ้น เสนโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม(chromosome) ซึ่งนักวิทยาศาสตร มักจะศึกษาลักษณะของโครโมโซมในขณะที่มีการแบงเซลล เนื่องจากจะเห็นโครโมโซมไดชัดเจน 2. ตอบ ขอ 4. โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนไมสามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับโครโมโซมจึงตอง อาศัยกลองจุลทรรศน 3. ตอบ ขอ 2. มนุษยมีโครโมโซม 46 แทง หรือ 23 คู ซึ่งเปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู โดยเพศหญิง มีโครโมโซมเพศเปน XX สวนเพศชายมีโครโมโซมเพศเปน XY 4. ตอบ ขอ 2. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรม ที่ทําหนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมตางๆ ของ สิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะมีจํานวนโครโมโซมเทากัน โครโมโซมมีลักษณะเปนแทงประกอบดวย แขน 2 ขาง ที่มีจุดเชื่อมตอกัน เรียกวา เซนโทรเมียร ซึ่งตําแหนงจุดเชื่อมตอที่ตางกัน ทําใหโครโมโซม มีรูปรางหลายแบบ 5. ตอบ ขอ 1. ลักษณะทางพันธุกรรมเปนลักษณะที่สามารถถายทอดจากรุนสูรุนผานทางเซลลสืบพันธุของพอและแม เชน การมีลักยิ้ม ติ่งหู หรือแมแตการหอลิ้น อยางไรก็ตาม ใชวาทุกลักษณะของสิ่งมีชีวิตจะเปนลักษณะทาง พันธุกรรม เพราะบางลักษณะอาจเกิดจากสภาพแวดลอม เชน รอยแผลเปน เปนตน 6. ตอบ ขอ 2. ความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง เปนลักษณะที่ไดรับอิทธิพลจากสิ่งแวดลอม ลักษณะทางพันธุกรรม จะไมสามารถแยกความแตกตางไดชัดเจน เชน ความสูงของคน ถาไดรับสารอาหารถูกตองตามหลัก โภชนาการ และมีการออกกําลังกายสมํ่าเสมอ ก็จะทําใหมีรางกายสูงไดแมพอแมจะไมสูงก็ตาม 7. ตอบ ขอ 4. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบนโครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลีย จะมียีน แบบ X Y สวนหญิงที่ปกติและไมเปนพาหะของโรค จะมียีนแบบ X X 8. ตอบ ขอ 3. ลูกจะมีดีเอ็นบางสวนเหมือนพอ และบางสวนเหมือนแม ซึ่งไดรับมาจากการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ดังนั้น การตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธของแมลูกได และยังสามารถใชตรวจพิสูจนหลักฐาน ทางนิติเวชศาสตรไดอีกดวย 9. ตอบ ขอ 1. ความผิดปกติของออโตโซม คือ ความผิดปกติของโครโมโซมรางกายนั่นเอง โดยแบงออกเปน 2 ลักษณะ คือ การเพิ่มของโครโมโซมและการขาดหายไปของโครโมโซม ซึ่งตัวเลือกที่1. กลุมอาการคริดูชาต เกิดจาก สวนของแขนขางสั้นของโคโมโซมคูที่ 5 หายไป 1 โครโมโซม สวนตัวเลือกที่ 2.-4. เปนกลุมอาการที่เกิด จากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ 10. ตอบ ขอ 1. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมมีประโยชนอยางมากในการวางแผนครอบครัว ซึ่งหากคูสามีภรรยาคิดจะ มีบุตร ก็ควรตรวจรางกายวาตนเองเปนโรคทางพันธุกรรมหรือเปนพาหะของโรคหรือไม เพราะยีนที่ควบคุม ลักษณะของโรคจะสามารถถายทอดไปยังลูกได ซึ่งหากตรวจพบวามีความเสี่ยงก็ควรหาวิธีการปองกันแกไข เนื่องจากโรคทางพันธุกรรมบางโรคจะสงผลตอการดํารงชีวิตของบุคคลเปนอยางมาก ตอนที่ 1 ชุดที่ 1เฉลยแบบทดสอบ (20)
21.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 11. ตอบ ขอ
4. โครงสรางของระบบนิเวศประกอบดวยกลุมสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยู และสิ่งแวดลอม 12. ตอบ ขอ 3. ทั้งมอส ชวนชม และสาหรายหางกระรอกเปนผูผลิตในระบบนิเวศ สวนเห็ดนางฟาเปนผูยอยสลาย 13. ตอบ ขอ 3. เนื่องจากสิ่งมีชีวิตตางๆ ที่กําหนดให มีความสัมพันธกัน ดังนี้ สิ่งมีชีวิต ลักษณะความสัมพันธ ดอกไมกับแมลง ไดประโยชนรวมกัน ไลเคน พึ่งพา นกเอี้ยงกับควาย ไดประโยชนรวมกัน พลูดางกับตนไมใหญ อิงอาศัย ฉลามกับเหาฉลาม อิงอาศัย กลวยไมกับตนมะมวง อิงอาศัย เสือกับกวาง การลาเหยื่อ เสือกับสิงโตที่ลาเหยื่อตัวเดียวกัน แกงแยง 14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวย ผูผลิตเสมอ ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือ และผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ โดยมีลูกศรอยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหาร ไดดังนี้ หญา หนอน นก งู 15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในโซอาหารแตละลําดับขั้น จะมีพลังงานเพียง 10% เทานั้น ที่สิ่งมีชีวิตจะนําไปสราง เปนเนื้อเยื่อได สวนอีก 90% จะสลายไปในรูปของพลังงานอื่นๆ หากกําหนดใหขาวเปลือก 2,500 เมล็ด เปรียบไดกับพลังงาน 100% ดังนั้น พลังงานที่ไกตัวนี้สามารถนําไปสรางเปนเนื้อเยื่อได จะมีคาเทากับ 2,500 × (10/100) = 250 เมล็ด 16. ตอบ ขอ 3. จากโซอาหารที่กําหนดให ทําใหทราบวาหนอนเปนอาหารของไก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกราฟ พบวาชวงเวลา ที่หนอนมีปริมาณนอยที่สุด คือ ชวง C ถึง D 17. ตอบ ขอ 1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของพลังงานในระบบนิเวศ การเขียนโซอาหารและสายใยอาหาร มักเริ่มตนที่ผูผลิต ซึ่งจะถูกผูบริโภคลําดับที่หนึ่งกิน เมื่อพิจารณาจากแผนภาพ สามารถสรุปไดวา สิ่งมีชีวิต A เปนผูผลิต 18. ตอบ ขอ 3. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค ลําดับที่ 2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย 19. ตอบ ขอ 4. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะไมมีฝน ไมมีความชื้นในอากาศ ซึ่งหากไมมีนํ้า สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิต อยูได เนื่องจากนํ้าเปนปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เชน เปนอาหาร ที่อยูอาศัย เปนตน 20. ตอบ ขอ 4. ปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดประชากร ไดแก อัตราการเกิด อัตราการตาย อัตราการอพยพเขา และอัตราการอพยพออก 21. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ประกอบดวยสิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิต อาจมองเห็นไดหรือ มองไมเห็น และอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการที่มนุษยสรางขึ้น (21)
22.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 22. ตอบ ขอ
2. สิ่งแวดลอม คือ สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ซึ่งอาจเปนสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไมมีชีวิต สามารถมองเห็นไดหรือ มองเห็นไมได แตลวนมีความสัมพันธเกี่ยวของกับเราทั้งสิ้น เชน คน สัตว แสงแดด อากาศ บาน รถยนต เปนตน สวนทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน นํ้า ตนไม อากาศ เปนตน ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม 23. ตอบ ขอ 2. ปรากฏการณทางธรรมชาติทั้ง 4 อยางนั้น ลวนมีผลตอสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น แตเมื่อ พิจารณาถึงความรุนแรงแลว ไฟปานับเปนตัวการทําลายสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอยางมหาศาล ทั้งทรัพยากรปาไม สัตวปา ดิน อินทรียวัตถุตางๆ นอกจากนี้ยังกอใหเกิดมลพิษทางอากาศจากเถาถาน ฝุนละอองและแกสพิษ ซึ่งเปนอันตรายตอระบบหายใจของสิ่งมีชีวิตอีกดวย 24. ตอบ ขอ 1. มนุษยเปนตัวการสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจาก มนุษยนําทรัพยากรมาใชอยางฟุมเฟอยและไมรูคุณคา 25. ตอบ ขอ 2. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมเปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจากเมื่อสภาพแวดลอม ไมเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงนอยมาก ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ ก็จะสามารถรักษาสมดุลไวได 26. ตอบ ขอ 4. การอนุรักษ (conservation) คือ การรักษาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติใหคงสภาพเดิมไดมากที่สุด หรือเกิดการสูญเปลานอยที่สุด หรือกลาวไดวาเปนการใชใหเกิดประโยชนมากที่สุดนั่นเอง 27. ตอบ ขอ 3. การกระทําที่ชวยเพิ่มรายไดใหตนเองโดยยึดหลักการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ คือ เก็บขวดพลาสติกที่ มีคนทิ้งไวขางทางมาขาย เนื่องจากพลาสติกนั้นอาจนําไปผานกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนํากลับมาใชใหมได ซึ่งการกระทํานี้นอกจากจะชวยเพิ่มรายไดแลว ยังเปนการชวยอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ และชวยลด ปริมาณขยะอีกดวย 28. ตอบ ขอ 2. การอนุบาลปูไขและปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ ถือไดวาเปนการสรางทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใหมเพื่อทดแทน สิ่งที่ใชไป เชนเดียวกับการปลูกปาทดแทน ซึ่งเปนการใชทรัพยากรธรรมชาติโดยอยูในความไมประมาท 29. ตอบ ขอ 4. บานหลังแรกที่อยูใกลกับแหลงกําจัดขยะ ซึ่งทําใหดินบริเวณนั้นเสื่อมสภาพ นับวาทําใหเกิดมลพิษทางดิน และการที่ขยะสงกลิ่นเหม็นนั้น จะเปนการทําใหเกิดมลพิษทางอากาศ สวนบานอีกหลังหนึ่งที่อยูใกลกับ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปลอยนํ้าเสียลงสูแหลงนํ้าธรรมชาตินั้น จะทําใหเกิดมลพิษทางนํ้า และการปลอย ควันพิษสูอากาศ จะทําใหเกิดมลพิษทางอากาศ 30. ตอบ ขอ 4. การอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ควรไดรับความรวมมือจากทุกฝาย และเปนหนาที่ของทุกคนในทองถิ่น 31. ตอบ ขอ 1. สิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะเลือกแหลงที่อยูที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิต แตหากแหลงที่อยูมีสภาพเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตจะตองมีการปรับตัวเพื่อใหสามารถดํารงชีวิตอยูในแหลงที่อยูนั้นๆ ได การปรับตัวดังกลาวจะนํา ไปสูความแตกตางของสิ่งมีชีวิต เชน ขนาด รูปราง โครงสรางรางกาย จนเกิดเปนวิวัฒนาการและถายทอด ไปสูลูกหลาน ดังนั้น การปรับตัวจึงเปนสาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 32. ตอบ ขอ 2. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม ดังนั้น การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุจัดเปนความหลากหลายทางชนิดพันธุ (22)
23.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 33. ตอบ ขอ
2. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยการคัดเลือกประเภทที่มีความใกลเคียงกันไวดวยกัน ตามแนวคิดของคาโรลัส ลินเนียส ไดจัดลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวางไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ดังนี้ อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร แฟมิลี จีนัส สปชีส 34. ตอบ ขอ 3. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตที่เปนที่นิยมในปจจุบันเปนแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร ซึ่งจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเปน 5 อาณาจักร คือ อาณาจักรมอเนอรา อาณาจักรโพรทิสตา อาณาจักรฟงไจ อาณาจักรพืช และอาณาจักร สัตว 35. ตอบ ขอ 4. จากการแบงสิ่งมีชีวิตออกเปน2 กลุมตามโจทยนั้น แสดงวาใชการมีกระดูกสันหลังเปนเกณฑในการจําแนก 36. ตอบ ขอ 4. พืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีลักษณะสําคัญ ไดแก กลีบดอกจะมีจํานวน 3 หรือทวีคูณของ 3 ลักษณะของเสนใบจะมี การจัดเรียงแบบขนาน ลําตนไมมีแคมเบียม ทอลําเลียงกระจัดกระจายทั่วลําตน มีระบบรากฝอย และเมล็ด มีซีกเดียว ตัวอยางพืชกลุมนี้ เชน ขาว ออย มะพราว ปาลม ขาวโพด กลวย กก ตาล ไผ เปนตน 37. ตอบ ขอ 1. การตัดไมทําลายปาจะเปนการทําลายแหลงที่อยูอาศัยและแหลงอาหารของสิ่งมีชีวิตในปา ทําใหสิ่งมีชีวิต มีการอพยพยายถิ่น ซึ่งสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอยางมาก 38. ตอบ ขอ 2. การใชยาฆาแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช สารเคมีจะตกคางและถายทอดจากพืชไปสูสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโซอาหาร หากสิ่งมีชีวิตไดรับสารเหลานี้ปริมาณมาก อาจสงผลตอประสิทธิภาพการสืบพันธุ หรืออาจทําใหสิ่งมีชีวิต ตายลงได ซึ่งจะสงผลกระทบตอความหลากหลายทางชีวภาพ 39. ตอบ ขอ 1. มนุษยสามารถใชประโยชนจากความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางตรงและทางออม โดยประโยชนทางตรง คือ การนําสิ่งมีชีวิตตางๆ มาใชประโยชนในดานปจจัยสี่ ไมวาจะเปนอาหาร ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม และ ยารักษาโรค สวนประโยชนทางออม คือ ความหลากหลายทางชีวภาพกอใหเกิดสถานที่ตางๆ ที่สวยงาม ซึ่งใชเปนสถานที่ทองเที่ยวพักผอนหยอนใจ หรืออาจเปนแหลงตนนํ้าลําธาร 40. ตอบ ขอ 2. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหไดสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ เปนวิธีการดาน พันธุวิศวกรรม(geneticengineering) ซึ่งเปนการสรางลักษณะทางพันธุกรรมที่ตองการใหสามารถถายทอด เขาสูสิ่งมีชีวิตได โดยใชเทคนิคตางๆ เพื่อนําสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปถายฝากใหกับสิ่งมีชีวิต อีกชนิดหนึ่ง (23)
24.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. แนวตอบ หนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
คือ เซลล ภายในเซลลประกอบดวยไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ภายในนิวเคลียส มีโครโมโซมอยู ซึ่งแตละโครโมโซมจะประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน โดยแตละชวงของดีเอ็นเอจะมี หนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น โครโมโซมจึงมีความ สําคัญตอการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากภายในโครโมโซมมียีนอยู 2. แนวตอบ ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศที่มนุษยสรางขึ้น เนื่องจากภายในตูมี กลุมสิ่งมีชีวิตที่ตางก็มีความสัมพันธกัน เชน พืชนํ้า ปลาหลากหลายชนิด หอย เปนตน อีกทั้งสิ่งมีชีวิต ตางๆ นั้นก็มีความสัมพันธตอสิ่งแวดลอมภายในตูดวย 3. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน 4. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน 5. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ซึ่งแตละชุมชน หรือแตละโรงเรียน อาจมีปญหาสิ่งแวดลอมที่แตกตางกัน เชน ปญหานํ้าเนาเสีย ปญหาขยะมูลฝอย ปญหาดินเสื่อมโทรม ปญหามลพิษในอากาศ เปนตน โดยแตละปญหาลวนสงผลตอทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอมบริเวณรอบๆ แตกตางกันไป สวนแนวทางในการแกไขปญหานั้นจะตองไดรับความรวมมือจากทุกคนในทองถิ่น ตอนที่ 2 (24)
25.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ
3. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่เซลลยังไมมีการแบงเซลล จะเห็นเสนใยเล็กๆ เรียกวา โครมาทิน แตเมื่อมีการแบงเซลลเกิดขึ้น เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม ซึ่งแตละ โครโมโซมประกอบดวยแขนสองขาง เรียกวา โครมาทิด ที่มีจุดเชื่อมติดกัน เรียกวา เซนโทรเมียร 2. ตอบ ขอ 1. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง คือ ยีน (gene) ซึ่งอยูบนโครโมโซม 3. ตอบ ขอ 3. ลักษณะทางพันธุกรรมจะสามารถถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง เชน ตาบอดสี สีของตา ชั้นของหนังตา เปนตน สวนตาเปนตอเปนโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใชสายตาอยางไมถูกตอง 4. ตอบ ขอ 3. ลักษณะทางพันธุกรรมถูกควบคุมโดยยีนที่จัดเรียงอยูบนดีเอ็นเอ โดยดีเอ็นเอเปนสายนิวคลีโอไทด 2 สาย บิดรวมเปนเกลียวคู พันรวมกันกับหนวยของโปรตีนไดเปนเสนใยที่เรียกวา โครมาทิน ซึ่งอยูในนิวเคลียส โดยเมื่อเริ่มมีการแบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม 5. ตอบ ขอ 3. ลักษณะที่ปรากฏในทุกรุน เรียกวา ลักษณะเดน สวนลักษณะที่ปรากฏในบางรุน เรียกวา ลักษณะดอย จาก กฎของเมนเดล เมื่อนําถั่วลันเตาที่มีเมล็ดสีเหลืองทุกรุนผสมกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว จะไดถั่วลันเตารุนลูก มีเมล็ดสีเหลืองทั้งหมด และเมื่อนําถั่วลันเตารุนลูกผสมกันเอง จะไดรุนหลานมีเมล็ดสีเหลืองมากกวาสีเขียว ในอัตราสวน 3:1 6. ตอบ ขอ 2. หากนําพืชที่มีจีโนไทป AA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทป Aa รุนลูกจะมีลักษณะ ดังนี้ AA Aa รุนลูก (F1 ) AA Aa AA Aa จะเห็นวารุน F1 มีจีโนไทปเปน Aa จํานวน 2 ใน 4 หรือคิดเปนรอยละ 50 7. ตอบ ขอ 2. ตาบอดสีเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบนโครโมโซมX หากชายคนหนึ่งไมเปนตาบอดสี จะมียีนแบบ X Y สวนหญิงที่เปนพาหะของโรค จะมียีนแบบ X X 8. ตอบ ขอ 4. เมื่อชายมียีนแบบ X Y และหญิงมียีนแบบ X X ลูกจะมีลักษณะ ดังนี้ X Y X X รุนลูก X X X X X Y X Y จะเห็นวาลูกมีโอกาสเปนพาหะของโรค 25% มีโอกาสเปนโรค 25% และมีโอกาสไมเปนโรค 50% ตอนที่ 1 ชุดที่ 2เฉลยแบบทดสอบ (25)
26.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 9. ตอบ ขอ
4. ลักษณะทางพันธุกรรมนี้ถูกควบคุมดวยยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X ดังนั้น จะพบลักษณะนี้ในเพศชาย มากกวาเพศหญิง เพราะเพศชายมีโครโมโซม X เพียงหนึ่งโครโมโซม ซึ่งหากเปนโครโมโซมที่มียีนดอยอยู ลักษณะนั้นก็จะปรากฏออกมาทันที สวนในเพศหญิงมีโครโมโซมX สองโครโมโซม ซึ่งหากไดรับโครโมโซม X ที่มียีนดอยอยูเพียงโครโมโซมเดียว ก็จะไมแสดงลักษณะนั้นออกมา แตจะเปนเพียงพาหะเทานั้น 10. ตอบ ขอ 3. โรคทางพันธุกรรมที่พบในเพศชาย ซึ่งจะมีลักษณะบางอยางคลายเพศหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย เปนตน และเปนหมัน คือ โรคที่เรียกวา กลุมอาการไคลนเฟลเตอร ซึ่งเกิดจากมีโครโมโซมX เกินจากปกติ 11. ตอบ ขอ 2. องคประกอบของระบบนิเวศแบงออกเปน 2 กลุม คือ องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนสิ่งไมมีชีวิต เชน ดิน นํ้า แสงแดด แรธาตุ ความชื้น เปนตน และองคประกอบทางชีวภาพ ไดแก สิ่งมีชีวิตตางๆ 12. ตอบ ขอ 1. เห็ดและราเปนผูยอยสลายในระบบนิเวศ สวนในตัวเลือกที่2.-4. เปนผูบริโภค โดยชางและกวางเปนผูบริโภค พืช หนอนและแรงเปนผูบริโภคซากสัตว สวนสิงโตและฉลามเปนผูบริโภคสัตว 13. ตอบ ขอ 3. - กาฝากบนตนไม กาฝากไดประโยชนขณะที่ตนไมเสียประโยชน จึงเปนความสัมพันธแบบภาวะปรสิต - ฉลามกับเหาฉลาม เหาฉลามไดประโยชนโดยไดกินเศษอาหารจากฉลาม ขณะที่ฉลามเองไมไดและ ไมเสียประโยชน จึงเปนความสัมพันธแบบภาวะอิงอาศัย - โพรโทซัวในลําไสปลวก ทั้งโพรโทซัวและปลวกตางไดประโยชนรวมกัน โดยสิ่งมีชีวิตทั้งสอง จะตองอยู รวมกัน ซึ่งเปนความสัมพันธแบบภาวะพึ่งพา 14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวยผูผลิต ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือ และผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ โดยมีลูกศร อยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหารได ดังนี้ หญา หนอน นก งู 15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศจะผานสิ่งมีชีวิตโดยการกินตอกันเปนทอดๆ ในรูปของโซอาหารและ สายใยอาหาร เริ่มตนจากผูผลิตไปยังผูบริโภคลําดับตางๆ ซึ่งยิ่งผูบริโภคลําดับสูงขึ้นจะยิ่งไดรับพลังงาน นอยลงตามกฎสิบเปอรเซ็นต และในโซอาหารนั้นผูยอยสลายจะไมมีสวนในการถายทอดพลังงาน โดย โซอาหารและสายใยอาหารไมสามารถบอกถึงความสมดุลของระบบนิเวศได 16. ตอบ ขอ 3. จากโซอาหารที่กําหนดให ทําใหทราบวาหนอนเปนอาหารของนก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกราฟ พบวาชวงเวลา ที่หนอนมีปริมาณนอยที่สุด คือ ชวง C ถึง D 17. ตอบ ขอ 1. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค ลําดับที่2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย ดังนั้นA คือ สิ่งมีชีวิตที่เปนผูผลิต 18. ตอบ ขอ 4. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตอยูได เนื่องจากคารบอนเปนองคประกอบ สําคัญของสารอินทรียซึ่งพบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด 19. ตอบ ขอ 4. การศึกษาขนาดของประชากรในระบบนิเวศ สามารถศึกษาไดจากอัตราการอพยพเขา อัตราการอพยพออก อัตราการเกิด และอัตราการตายของประชากรในระบบนิเวศนั้นๆ จากโจทยมีขอมูลเพียงอัตราการเกิดและ อัตราการตาย ซึ่งยังไมสามารถสรุปขนาดของประชากรได เนื่องจากไมทราบอัตราการอพยพเขาและอัตรา การอพยพออกวามีมากนอยเพียงใด (26)
27.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 20. ตอบ ขอ
2. จากตารางที่กําหนดให สังเกตไดวา หอยสายพันธุ A สามารถอยูไดในทุกสภาพปาที่มีความหนาแนนของ ตนไมตางกัน หอยสายพันธุB อยูไดเฉพาะในปาที่มีตนไมหนาแนนมาก หอยสายพันธุC อยูไดทั้งในปาที่มี ตนไมหนาแนนปานกลางและหนาแนนมาก สวนหอยสายพันธุD อยูไดทั้งในปาที่มีตนไมหนาแนนมากและ หนาแนนนอย ดังนั้น หากปามีความหนาแนนของตนไมลดลง จะสงผลตอหอยสายพันธุ B เปนอันดับแรก 21. ตอบ ขอ 4. ทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน นํ้า ตนไม อากาศ เปนตน 22. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ซึ่งอาจเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ หรือสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น 23. ตอบ ขอ 1. สาเหตุสําคัญที่สุดของปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ คือ การเพิ่มขึ้นของ ประชากร เนื่องจากเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ความตองการทรัพยากรก็ยอมเพิ่มขึ้น จึงสงผลใหทรัพยากรมี ไมเพียงพอตอความตองการ 24. ตอบ ขอ 2. ปจจุบันประชากรมนุษยเพิ่มมากขึ้น ความตองการใชทรัพยากรธรรมชาติจึงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ยังขาด การจัดการที่ดีในการใชทรัพยากร สงผลใหสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีลักษณะเสื่อมโทรมลง อยางมาก 25. ตอบ ขอ 2. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน คือ การใชทรัพยากรอยางคุมคาเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด มีการนํา ทรัพยากรธรรมชาติมาใชเทาที่จําเปน ซึ่งนับเปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจาก จะทําใหสภาพแวดลอมของระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงนอยมาก ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ จึงสามารถรักษาสมดุล ไวได 26. ตอบ ขอ 3. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชแลวหมดไป เปนทรัพยากรที่มีอยูจํากัด ธรรมชาติไมสามารถสรางขึ้นมาทดแทนได หรือตองใชระยะเวลานานมากกวาจะสรางขึ้นมาได เชน นํ้ามัน แรธาตุ ถานหิน เปนตน ดังนั้น แนวทางที่ จะอนุรักษทรัพยากรเหลานี้ไดดีที่สุด คือ การหาสิ่งอื่นมาทดแทน เชน การผลิตไฟฟาพลังงานแสงอาทิตย พลังงานลม พลังงานนํ้าแทนการผลิตจากถานหิน เปนตน 27. ตอบ ขอ 3. การกระทําที่กําหนดใหเปนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยวิธีการตางๆ ดังนี้ การกระทํา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การใชกระดาษทั้งสองหนา การใชใหเกิดประโยชนสูงสุด การเลือกซื้อนํ้ายาลางจานชนิดถุงเติม การใชผลิตภัณฑชนิดเติม การนํากลองนมมาทําเปนกระเปาใสของ การนํากลับมาใชใหม การนําถุงพลาสติกใบเกาไปใสของจากรานคา การใชซํ้า 28. ตอบ ขอ 2. หลักการจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามาปรับใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก การยึด ทางสายกลาง ความไมประมาท ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการเตรียมความพรอมกับความ เปลี่ยนแปลง (27)
28.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 29. ตอบ ขอ
4. หากในแหลงนํ้ามีสารอินทรียปนเปอนอยูมาก ออกซิเจนที่ละลายในนํ้าจะลดลง สงผลใหสิ่งมีชีวิตไมสามารถ ดํารงชีวิตอยูได 30. ตอบ ขอ 3. การใหการศึกษาดานสิ่งแวดลอมแกประชาชน เปนวิธีที่ทําใหประชาชนมีความรูความเขาใจถึงปญหาที่อาจ เกิดขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติอยางไมเหมาะสม ซึ่งจะสงผลใหเกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น หากตองการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติใหคงอยูอยางยั่งยืน จะตองมีการ ใหความรูอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถดําเนินการอนุรักษไดอยางถูกวิธี 31. ตอบ ขอ 3. ความหลากหลายทางชีวภาพ(biodiversity) หมายถึง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆที่ดํารงชีวิต อยูในแหลงที่อยูอาศัยเดียวกันหรือแตกตางกัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันจะมีความตางกันทั้งในดานชนิดและ จํานวน และอาจมีความแตกตางกันทางสายพันธุกรรมดวย 32. ตอบ ขอ 4. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม ดังนั้น การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะเลือกแหลงที่อยู ที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิต ซึ่งลักษณะดังกลาวจัดเปนความหลากหลายทางระบบนิเวศ 33. ตอบ ขอ 3. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยการคัดเลือกประเภทที่มีความใกลเคียงกันไวดวยกัน ตามแนวคิดของคาโรลัส ลินเนียส ไดจัดลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวางไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ดังนี้ อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร แฟมิลี จีนัส สปชีส 34. ตอบ ขอ 1. ชื่อวิทยาศาสตรของสิ่งมีชีวิตนั้น ชื่อแรกเปนชื่อจีนัส (genus) และชื่อที่สองเปนสปชีส (species) โดยมี หลักเกณฑในการเขียน ดังนี้ • ตัวอักษรตัวแรกของชื่อจีนัสตองเปนตัวอักษรพิมพใหญเสมอ สวนตัวอักษรตัวแรกของชื่อสปชีสจะเปน ตัวพิมพเล็ก • การเขียนชื่อวิทยาศาสตรจะตองแตกตางจากอักษรตัวอื่นๆ เชน เขียนดวยตัวเอียง ตัวหนา หรือขีดเสนใต โดยเสนใตของทั้งสองชื่อจะไมติดกัน • ถาทราบชื่อของผูตั้งชื่อจะตองเขียนชื่อยอหลังชื่อวิทยาศาสตรนั้น ซึ่งชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยยุคปจจุบัน คือ Homo sapiens 35. ตอบ ขอ 4. ตัวเลือกที่กําหนดใหเปนสัตวทั้งหมด ซึ่งสามารถแบงไดเปน 2 กลุม คือ สัตวที่ไมมีกระดูกสันหลัง และสัตว มีกระดูกสันหลัง โดยฟองนํ้า ลิ่นทะเล และกิ้งกือ เปนสัตวไมมีกระดูกสันหลัง สวนซาลาแมนเดอร เปนสัตว ที่มีกระดูกสันหลัง 36. ตอบ ขอ 3. ตนมะมวงเปนพืชใบเลี้ยงคู ซึ่งดอกจะมี 5 กลีบ เสนใบเปนรางแห และทอลําเลียงจะเรียงเปนวงรอบลําตน 37. ตอบ ขอ 3. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจเกิดมาจากปรากฏการณทางธรรมชาติ หรือจากการกระทํา ของมนุษย ซึ่งจากตัวเลือกที่กําหนดให การสรางพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้น จะเปนผลดีตอความหลากหลาย ทางชีวภาพ เนื่องจากการปลูกพืชหลากหลายชนิดจะมีสวนชวยใหสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เขามาอาศัย เชน แมลง จุลินทรียตางๆ เปนตน (28)
29.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 38. ตอบ ขอ
4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยในดานปจจัยสี่ ทั้งในดานอาหาร เชน นําสัตวมาบริโภค ดานที่อยูอาศัย เชน นําไมมาสรางบานเรือน ดานเครื่องนุงหม เชน นําเสนใยพืชมาทําเสื้อผา และดาน ยารักษาโรค เชน นําสมุนไพรมารักษาโรคตางๆ 39. ตอบ ขอ 3. เทคโนโลยีชีวภาพ เปนเทคนิคทางวิทยาศาสตรที่เกี่ยวของกับสิ่งมีชีวิตในหลายๆ ดาน ไมวาจะเปนเทคโนโลยี การหมัก เทคโนโลยีสิ่งแวดลอม เทคโนโลยีการสรางแหลงวัตถุดิบใหม โดยการผลิตแอลกอฮอลจากออย จะอาศัยยีสตซึ่งเปนจุลินทรียขนาดเล็กในการเปลี่ยนนํ้าตาลใหเปนแอลกอฮอลดวยวิธีการหมัก 40. ตอบ ขอ 3. สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม คือ สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการตัดตอยีนดวยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม โดยการนํา ยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ไปใสใหกับสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อใหไดสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตรงตามตองการ เชน พืชทนตอแมลงศัตรูพืช แบคทีเรียที่สามารถสรางสารบางอยางที่มีประโยชนทางการแพทย เปนตน (29)
30.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. แนวตอบ สิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีจํานวนโครโมโซมไมเทากัน
ดวยเหตุผลดังกลาวจึงใชจํานวนโครโมโซมมาจําแนก ความแตกตางระหวางสิ่งมีชีวิตแตละชนิด นอกจากนี้การศึกษาจํานวนโครโมโซมยังมีความสําคัญในการ อธิบายสาเหตุของโรคบกพรองทางพันธุกรรม เชน พบวาคนปกติมีโครโมโซมจํานวน 23 คู แตคนในกลุม อาการดาวนจะมีโครโมโซมคูที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม เปนตน 2. แนวตอบ การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชในปริมาณมากๆ จะทําใหเกิดสารพิษตกคางอยูในระบบนิเวศนั้น โดยอาจแบง การตกคางออกเปนในดินและในนํ้า กลาวคือเมื่อสารเคมีกําจัดศัตรูพืชซึมลงสูดิน ไสเดือนหรือสัตวในดิน ที่มีประโยชน จะไดรับพิษโดยตรง ซึ่งความสูญเสียของประชากรสัตวเหลานี้ทําใหดินเสื่อมสภาพลง นํ้าซึม ผานลงดินไดยาก สารอินทรียในดินลดลง และสงผลกระทบตอการเจริญเติบโตของพืช เมื่อพืชซึ่งเปนผูผลิต ในสายใยอาหารลดจํานวนลง ก็จะสงผลตอผูบริโภคตอไป ขณะเดียวกันสารเคมีกําจัดศัตรูพืชที่ปนเปอน ในแหลงนํ้าอาจทําใหสัตวหลายชนิดตายลง ซึ่งสงผลตอสายใยอาหารเชนกัน 3. แนวตอบ เมื่อประชากรมนุษยเพิ่มขึ้น ความตองการใชสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติยอมเพิ่มขึ้นเชนกัน ซึ่งหาก ไมมีวิธีการจัดการที่ดี อาจทําใหเกิดปญหาขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และเมื่อมีการใชสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ยอมจะเกิดของเสียตางๆ มากขึ้น และสงผลใหเกิดปญหาสภาพแวดลอม เสื่อมโทรมตามมา 4. แนวตอบ ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยในดานปจจัยสี่ ไดแก อาหาร ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม และยารักษาโรค แตความหลากหลายทางชีวภาพก็มีโทษตอมนุษย เชน จุลินทรียบางชนิดกอใหเกิดโรค ในพืชและสัตว บางชนิดเปนพิษตอรางกายมนุษย บางชนิดทําใหอาหารเนาเสีย เปนตน 5. แนวตอบ เทคโนโลยีชีวภาพเกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของมนุษย ซึ่งปจจุบันไดนํามาใชประโยชนหลายดาน เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพื่อการเกษตร การทํากิฟตในผูที่มีบุตรยาก การสรางสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ที่มีลักษณะตามตองการ การใชจุลินทรียบําบัดนํ้าเสีย เปนตน ตอนที่ 2 (30)
31.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ
1. เมื่อมีการแบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม (chromosome) ซึ่งแตละโครโมโซมประกอบดวยแขนสองขาง เรียกวา โครมาทิด (chromatid) ที่มีจุดเชื่อมติดกัน เรียกวา เซนโทรเมียร (centromere) 2. ตอบ ขอ 4. มนุษยมีโครโมโซม 46 แทง หรือ 23 คู ซึ่งเปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 3. ตอบ ขอ 1. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง เปนความหมายของคําวา พันธุกรรม(heredity) 4. ตอบ ขอ 4. ลักษณะทางพันธุกรรม เปนลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สามารถถายทอดจากรุนสูรุน โดยผานทางเซลลสืบพันธุ ซึ่งแผลเปนนั้นอาจเกิดจากอุบัติเหตุ จึงไมจัดเปนลักษณะทางพันธุกรรม 5. ตอบ ขอ 3. สามี-ภรรยาที่มียีนแบบ Aa x aa จะมีลูกที่มีโอกาสเปนผิวเผือกรอยละ 50 ดังนี้ Aa aa รุนลูก Aa Aa aa aa 6. ตอบ ขอ 2. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม เมื่อชายมียีนแบบ Aa และหญิงมียีนแบบ aa ลูกจะมีลักษณะ ดังนี้ Aa aa รุนลูก Aa Aa aa aa จะเห็นวา ลูกจะมีโอกาสมีลักยิ้มรอยละ 50 7. ตอบ ขอ 1. โครโมโซมประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน แตละชวงของดีเอ็นเอจะมีหนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่ ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น โครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากภายในโครโมโซมมียีนอยู 8. ตอบ ขอ 1. จากตัวเลือก1.-3. เปนโรคทางพันธุกรรมจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ โดยกลุมอาการดับเบิลวาย เกิดจากการมีโครโมโซมเพศเปน XYY พบในเพศชาย ซึ่งผูปวยจะมีอวัยวะเพศเจริญไดดีและไมเปนหมัน กลุมอาการไคลนเฟลเตอร พบในเพศชาย ซึ่งมีโครโมโซมX เกินมา โดยผูปวยจะมีอัณฑะเล็กและเปนหมัน สวนกลุมอาการเทอรเนอรพบในเพศหญิง ผูปวยจะมีโครโมโซมเพศ X หายไป 1 ตัว ซึ่งทําใหมีพัฒนาการ ทางเพศตํ่าและเปนหมัน ตอนที่ 1 ชุดที่ 3เฉลยแบบทดสอบ (31)
32.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 9. ตอบ ขอ
2. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนควบคุมอยูบนโครโมโซมเพศ คือ ตาบอดสี โดยมียีนอยูบนโครโมโซม X ซึ่งสามารถพบลักษณะตาบอดสีไดในเพศชายมากกวาเพศหญิง 10. ตอบ ขอ 2. โรคธาลัสซีเมีย เปนโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนบนออโตโซม ที่ทําหนาที่ควบคุมการสรางเฮโมโกลบิน ในเม็ดเลือดแดง ทําใหเม็ดเลือดแดงผิดปกติและแตกสลายงาย โดยคนปกติทั่วไปอาจมียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู แตไมแสดงอาการใดๆ เรียกบุคคลเหลานี้วา เปนพาหะ อยางไรก็ตามโรคนี้สามารถรักษาใหหายขาดได โดยการปลูกถายไขกระดูกและปลูกถายเซลลเม็ดเลือดจากสายสะดือ 11. ตอบ ขอ 4. องคประกอบของระบบนิเวศแบงออกเปน 2 กลุม ดังนี้ • องคประกอบทางกายภาพ (physical component) หมายถึง องคประกอบที่เปนสิ่งไมมีชีวิต ซึ่งมี สวนสําคัญที่ทําใหเกิดความสมดุลของระบบนิเวศ โดยมีความสัมพันธและเกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของ สิ่งมีชีวิต หากขาดองคประกอบเหลานี้ สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตได เชน แสง อุณหภูมิ ความชื้น แกสตางๆ เปนตน • องคประกอบทางชีวภาพ (biological component) หมายถึง องคประกอบที่เปนสิ่งมีชีวิต โดยสิ่งมีชีวิต แตละชนิดจะมีบทบาทแตกตางกัน มีความเกี่ยวของสัมพันธกับสิ่งมีชีวิตอื่น และสัมพันธกับองคประกอบ ทางกายภาพดวย 12. ตอบ ขอ 1. เห็ดเปนผูยอยสลายในระบบนิเวศ สวนหญา เฟน และสาหรายเปนผูผลิต 13. ตอบ ขอ 4. ไลเคนเปนการอยูรวมกันของรากับสาหราย โดยราไดอาหารจากที่สาหรายสรางขึ้น สวนสาหรายไดความชื้น จากราเพื่อนําไปใชในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง ซึ่งเปนความสัมพันธแบบภาวะพึ่งพากัน 14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวยผูผลิต ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือและผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ โดยมีลูกศร อยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหารได ดังนี้ หญา ตั๊กแตน หนู เหยี่ยว 15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในโซอาหารในแตละลําดับขั้น จะมีพลังงานเพียง 10% เทานั้น ที่สิ่งมีชีวิตจะนําไป สรางเปนเนื้อเยื่อได สวนอีก90% จะสลายไปในรูปของพลังงานอื่นๆ หากกําหนดใหใบพืช10 กรัม เปรียบ ไดกับพลังงาน100% ดังนั้น พลังงานที่หนอนตัวนี้สามารถสรางเปนเนื้อเยื่อได มีคาเทากับ10x(10/100) = 1 กรัม 16. ตอบ ขอ 4. มนุษยเปนผูบริโภคลําดับสูงสุดหรือผูบริโภคลําดับสุดทาย ซึ่งจะไมมีสิ่งมีชีวิตอื่นมากินมนุษย เมื่อพิจารณา จากสายใยอาหารที่กําหนดให สังเกตไดวาสิ่งมีชีวิตชนิด F ไมถูกสิ่งมีชีวิตอื่นกิน ดังนั้น สิ่งมีชีวิตนี้จึงนาจะ เปนมนุษย 17. ตอบ ขอ 3. วัฏจักรไนโตรเจน จะเริ่มจากพืชใชไนโตรเจนที่ไดจากจุลินทรียนําไปสรางเปนโปรตีน ซึ่งจุลินทรียนั้นสามารถ ตรึงไนโตรเจนจากอากาศและในดินที่อยูในรูปของเกลือไนเตรต (NO3 - ) หรือเกลือแอมโมเนียม (NH4 + ) เมื่อ สัตวกินพืชก็จะไดรับไนโตรเจนที่อยูในรูปของโปรตีน เมื่อพืชและสัตวตายลงจะถูกยอยสลายกลายเปน เกลือแอมโมเนียมกลับคืนสูดิน เกลือแอมโมเนียมบางสวนจะถูกพืชนําไปใช และบางสวนจะถูกแบคทีเรีย ในดินเปลี่ยนใหเปนไนเตรต ซึ่งไนเตรตบางสวนจะถูกพืชนําไปใช และบางสวนจะถูกแบคทีเรียเปลี่ยนให เปนแกสไนโตรเจน ปลอยกลับสูอากาศ และถูกนํามาใชหมุนเวียนไปเรื่อยๆ (32)
33.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 18. ตอบ ขอ
4. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค ลําดับที่ 2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย ดังนั้น C คือ สิ่งมีชีวิตที่เปน ผูบริโภคลําดับสุดทาย 19. ตอบ ขอ 4. ประชากร คือ กลุมของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยูบริเวณเดียวกัน ณ ชวงเวลาหนึ่งๆ ดังนั้น การบอก ขนาดของประชากรจึงตองบอกทั้งชนิดของสิ่งมีชีวิต จํานวนของสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยูอาศัย และชวงเวลา 20. ตอบ ขอ 2. ความหนาแนนของประชากร คือ อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งตอหนวยพื้นที่ 21. ตอบ ขอ 3. ทรัพยากรธรรมชาติแบงออกเปน 3 ชนิด ไดแก 1. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชไมหมด เปนทรัพยากรที่มีอยูมากเกินความตองการ เนื่องจากธรรมชาติจะผลิต ขึ้นมาไดอยางรวดเร็วและในปริมาณมาก เชน อากาศ ทราย เปนตน 2. ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถสรางขึ้นมาทดแทนได เปนทรัพยากรที่ธรรมชาติสามารถสรางทดแทนได แตตองใชระยะเวลานานพอสมควร เชน ดิน นํ้า ปาไม สัตวปา เปนตน 3. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชแลวหมดไป เปนทรัพยากรที่มีอยูจํากัด ธรรมชาติไมสามารถสรางทดแทนได หรือสรางไดแตตองใชระยะเวลานานมาก เชน แรธาตุ ถานหิน นํ้ามัน เปนตน 22. ตอบ ขอ 1. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชนยอมแตกตางกัน เนื่องจากองคประกอบพื้นฐาน คือ มนุษย ซึ่งเปนผูประกอบอาชีพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพัฒนาคิดคนเทคโนโลยีตางๆ ทําใหชุมชนที่มีประชากร มนุษยอยูเปนจํานวนมาก จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอยางเห็นไดชัด ยกตัวอยางเชน ในชนบทมีประชากรมนุษยไมมาก ดํารงชีพโดยการทําเกษตรกรรม จึงมีทรัพยากรสมบูรณ กวาในเมืองที่มีประชากรมนุษยอยูอยางหนาแนน ซึ่งตองแยงชิงทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัดและไมเพียงพอ กับความตองการ 23. ตอบ ขอ 2. เมื่อพิจารณาตัวเลือก 1.-4. ตัวเลือกที่ 2. การเพิ่มขึ้นของวัชพืช คําวาวัชพืช หมายถึง พืชที่ไมตองการ ในบริเวณหนึ่งๆ แตอยางไรก็ตามวัชพืชก็ยังมีบทบาทในฐานะผูผลิตในสายใยอาหาร ดังนั้น การเพิ่มขึ้น ของวัชพืช จึงไมทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม 24. ตอบ ขอ 4. สาเหตุหลักที่กอใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในปจจุบัน คือ มนุษย ยิ่งปจจุบันประชากร มนุษยเพิ่มจํานวนขึ้นอยางตอเนื่อง ความตองการใชทรัพยากรยอมมากขึ้นตาม อีกทั้งมนุษยยังมีความรู ความสามารถมากขึ้น ทําใหเกิดความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โดยที่ไมมี การวางแผนการใชทรัพยากร จึงสงผลใหเกิดปญหาดังกลาว และในอนาคตทรัพยากรบางชนิดอาจหมดไป 25. ตอบ ขอ 1. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนและการดูแลรักษาสภาพแวดลอม เปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุล ของระบบนิเวศ เนื่องจากจะทําใหสภาพแวดลอมของระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงนอย ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ จึงสามารถรักษาสมดุลไวได 26. ตอบ ขอ 2. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการใชประโยชนจากทรัพยากรที่เหลือทิ้ง ซึ่งนํามาแปรสภาพใหสามารถ นํากลับมาใชใหม โดยผานกระบวนการแปรสภาพ เพื่อลดปญหาขาดแคลนทรัพยากร และลดปริมาณขยะ ซึ่งการจัดการดังกลาวเปนวิธีการนํากลับมาใชใหม (33)
34.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 27. ตอบ ขอ
4. การเพิ่มผลผลิตเปนการเพิ่มทรัพยากรใหเพียงพอกับความตองการ ซึ่งการใชปุยเคมีจํานวนมากจะทําใหดิน บริเวณนั้นเสื่อมสภาพอยางรวดเร็ว จึงไมจัดเปนการอนุรักษ ดังนั้น ควรใชปุยชีวภาพในการเพิ่มผลผลิตและ เปนการอนุรักษทรัพยากรดินอีกดวย 28. ตอบ ขอ 2. การใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทําได ดังนี้ • การยึดทางสายกลาง ทําไดโดยการใชทรัพยากรในปริมาณไมมากหรือนอยเกินไป • ความไมประมาท ทําไดโดยการควบคุมการใชทรัพยากรอยางเหมาะสม • ความพอประมาณ ทําไดโดยการใชทรัพยากรอยางพอดี โดยไมใชเกินความจําเปน • ความมีเหตุผล ทําไดโดยการพิจารณาในการใชทรัพยากรอยางมีเหตุผล วาควรใชอะไร ปริมาณมากนอย เพียงใด • การเตรียมความพรอมกับความเปลี่ยนแปลง ทําไดโดยการใชทรัพยากรในทองถิ่นของตนเอง โดยพึ่งพา ทรัพยากรจากภายนอกนอยที่สุด 29. ตอบ ขอ 4. อากาศเปนปจจัยสําคัญในการหายใจของสิ่งมีชีวิต ซึ่งหากอากาศมีมลพิษจะสงผลกระทบตอระบบหายใจ ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยเฉพาะมนุษยจะมีความเสี่ยงตอการเปนโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได 30. ตอบ ขอ 3. แนวทางการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน คือ การใหความรูแกประชาชนเกี่ยวกับการใช การดูแล รักษาทรัพยากร และการปลูกจิตสํานึกในการรักษาสิ่งแวดลอม ซึ่งจะเปนแนวทางการอนุรักษในระยะยาว 31. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอมมีผลตอการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจเปนสาเหตุใหสิ่งมีชีวิตเกิดการกลายพันธุ สงผลใหเกิด ความแตกตางของสิ่งมีชีวิต เชน ขนาด รูปราง โครงสรางรางกาย จนเกิดเปนวิวัฒนาการและถายทอด ลักษณะดังกลาวสูลูกหลาน สวนการกินอาหารไมมีผลตอความหลากหลายทางชีวภาพ 32. ตอบ ขอ 3. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม ดังนั้น การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปนลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลาย ทางพันธุกรรม 33. ตอบ ขอ 3. แนวคิดการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตที่เปนที่นิยมในปจจุบัน คือ แนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร(Robert Whittaker) ซึ่งจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตเปน 5 อาณาจักร ไดแก อาณาจักรมอเนอรา อาณาจักรโพรทิสตา อาณาจักรฟงไจ อาณาจักรพืช และอาณาจักรสัตว 34. ตอบ ขอ 1. ชื่อวิทยาศาสตรของสิ่งมีชีวิตนั้น ชื่อแรกเปนชื่อจีนัส (genus) และชื่อที่สองเปนสปชีส (species) โดยมี หลักเกณฑในการเขียน ดังนี้ • ตัวอักษรตัวแรกของชื่อจีนัสตองเปนตัวอักษรพิมพใหญเสมอ สวนตัวอักษรตัวแรกของชื่อสปชีสจะเปน ตัวพิมพเล็ก • การเขียนชื่อวิทยาศาสตรตองแตกตางจากอักษรตัวอื่น เชน เขียนตัวเอียง ตัวหนา หรือขีดเสนใต โดยเสนใตของทั้งสองชื่อจะไมติดกัน • ถาทราบชื่อของผูตั้งชื่อจะตองเขียนชื่อยอหลังชื่อวิทยาศาสตรนั้น (34)
35.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 35. ตอบ ขอ
2. แมลงอยูในไฟลัมอารโทรโพดา เปนสัตวที่มีจํานวนมากและมีความหลากหลายที่สุดในอาณาจักรสัตว โดยมี ประมาณ 1,200,000 ชนิด ซึ่งสามารถพบไดทั่วไปทั้งบนบก ในนํ้า และในอากาศ 36. ตอบ ขอ 1. กลวยเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งดอกจะมี 3 กลีบ เสนใบขนานและทอลําเลียงจะกระจายทั่วลําตน 37. ตอบ ขอ 3. ปรากฏการณทางธรรมชาติที่ทําใหเกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เชน แผนดินไหว นํ้าแข็งขั้วโลกละลาย ภูเขาไฟปะทุ เปนตน ซึ่งสงผลใหสิ่งมีชีวิตอพยพยายถิ่น และเกิดการแบงแยกกลุมสิ่งมีชีวิต 38. ตอบ ขอ 1. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษย ดังนี้ • เปนพิษตอรางกาย เชน พิษจากปลาปกเปาอาจทําใหเสียชีวิตได • ทําใหอาหารเนาเสีย เชน จุลินทรียบางชนิดทําใหอาหารเนาเสีย • กอใหเกิดโรค เชน ไวรัสกอใหเกิดโรคหวัด ไรฝุนกอใหเกิดโรคภูมิแพ 39. ตอบ ขอ 1. ประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การสรางสิ่งมีชีวิตดัดแปร- พันธุกรรม การถายฝากตัวออน เปนตน 40. ตอบ ขอ 2. การตรวจหาลายพิมพดีเอ็นเอ สามารถตรวจไดจากเศษเนื้อเยื่อ เสนผม คราบเลือด คราบอสุจิ หรือไขกระดูก สวนลายนิ้วมือไมมีสวนของเซลลอยูจึงไมสามารถนํามาตรวจได (35)
36.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. แนวตอบ ลักษณะตางๆ
ที่เหมือนกับบรรพบุรุษ เปนลักษณะทางพันธุกรรมซึ่งถูกควบคุมดวยสารพันธุกรรมหรือยีน ที่อยูบนโครโมโซม ลักษณะทางพันธุกรรมเหลานี้สามารถถายทอดจากบรรพบุรุษไปสูลูกหลานไดโดยผาน ทางเซลลสืบพันธุและการปฏิสนธิ ดวยเหตุผลดังกลาวจึงทําใหเรามีลักษณะเหมือนกับบรรพบุรุษ 2. แนวตอบ วัฏจักรของสารตางๆ ลวนเปนสวนหนึ่งในการหมุนเวียนสารเพื่อรักษาสมดุลของสารในระบบนิเวศ ซึ่งมีสวน ในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศอีกดวย เนื่องจากสารตางๆ มีความจําเปนตอการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดในระบบนิเวศ หากสารชนิดใดชนิดหนึ่งมีปริมาณลดลงมาก ก็จะสงผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตตางๆ ได และสงผลใหระบบนิเวศเสียสมดุลจนอาจถึงขั้นที่ไมสามารถกลับมาสูสภาพเดิมไดอีก 3. แนวตอบ สิ่งแวดลอม คือ สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ซึ่งอาจเปนสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไมมีชีวิต สามารถมองเห็นไดหรือ มองเห็นไมได แตลวนมีความสัมพันธเกี่ยวของกับเราทั้งสิ้น เชน คน สัตว แสงแดด อากาศ บาน รถยนต เปนตน สวนทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน นํ้า ตนไม อากาศ เปนตน ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม 4. แนวตอบ พิจารณาจากผลงานของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน 5. แนวตอบ ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยทั้งในดานการเกษตร อุตสาหกรรม การแพทย ซึ่งปจจุบันเนื่องจากประชากรมนุษยเพิ่มมากขึ้น ความตองการใชประโยชนจากความหลากหลาย ทางชีวภาพก็มีมากขึ้นไปดวย หากไมมีการดูแลรักษาและอนุรักษไว อาจทําใหสูญเสียความหลากหลาย ทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตบางชนิดไป ตอนที่ 2 (36)
37.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ชื่อโครงการ เยาวชนอนุรักษสิ่งแวดลอม 2.
หลักการและเหตุผล สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติเปนปจจัยพื้นฐานที่สําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เมื่อประชากรมนุษยมีจํานวนเพิ่มขึ้น อยางรวดเร็ว ยอมมีความตองการใชประโยชนจากสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้น ซึ่งสถานการณปจจุบันทรัพยากรตางๆ ถูกใชและถูกทําลายจนเกินความสามารถที่จะฟนตัวไดทัน จึงเปนเหตุใหสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติเกิดความเสื่อมโทรมลง อยางรวดเร็ว ในขณะเดียวกันผลจากการบริโภคของมนุษยก็ยังกอใหเกิดปญหามลพิษตางๆ ตามมามากมาย ไมวาจะเปนปญหา นํ้าเนาเสีย อากาศเปนพิษ ปญหาขยะมูลฝอย เปนตน ซึ่งปญหาเหลานี้สงผลกระทบตอสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน แตละทองถิ่นอาจประสบปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีลักษณะแตกตางกันออกไป แตทุกปญหานั้นลวน สงผลตอสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในบริเวณนั้นๆ และสงผลตอการดํารงชีวิตของประชาชน ดังนั้นการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติจึงควรไดรับความรวมมือจากหลายฝาย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกคนในชุมชน การใหความรูเปนวิธีที่ทําใหประชาชนมีความรูความเขาใจถึงปญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติอยางไมเหมาะสม ซึ่งจะสงผลใหเกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น หากตองการรักษาทรัพยากรธรรมชาติใหคงอยูอยางยั่งยืน จะตองมีการ ใหความรูอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถดําเนินการอนุรักษไดอยางถูกวิธี 3. วัตถุประสงคของโครงการ 1. เพื่อใหนักเรียนสามารถวิเคราะหสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นได 2. เพื่อใหนักเรียนสามารถเสนอแนวทางการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นได 3. เพื่อใหนักเรียนมีสวนรวมในการดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นไดอยางยั่งยืน 4. เปาหมาย นักเรียนตระหนักถึงความสําคัญของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีสวนรวมในการดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นไดอยางยั่งยืน 5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม คําชี้แจง ใหนักเรียนแบงกลุมเทาๆ กัน โดยใหแตละกลุมไปศึกษาถึงสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ในทองถิ่นของตนเอง รวมทั้งเสนอแนะวิธีการในการแกไขปญหานั้นๆ ขั้นที่ 1 ตั้งประเด็นคําถาม เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนรูจักคิด สังเกต ตั้งคําถามอยางมีเหตุผล มีความคิดสรางสรรค และมีความเปนไปไดใน การแสวงหาคําตอบ ดังนั้น ครูควรมีบทบาทในการกระตุนใหนักเรียนเกิดความอยากรู อยากเห็น กลาแสดงความ คิดเห็นดวยวิธีการตางๆ เชน ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงเหตุการณ สถานการณ ปรากฏการณตางๆ เกี่ยวกับ สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยครูตั้งคําถามเปนตัวอยาง เชน 1. ชื่อโครงการ เยาวชนอนุรักษสิ่งแวดลอม 2. หลักการและเหตุผล 3. วัตถุประสงคของโครงการ 4. เปาหมาย 5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม 1 โครงการบูรณาการ การเร�ยนรูสูบันได 5 ขั้น (37)
38.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล แบบทดสอบโครงการบูรณาการ • ในทองถิ่นของนักเรียนประสบปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติดานใดบาง • ปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติดังกลาวนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร •
นักเรียนมีแนวทางในการแกไขปญหานั้นๆ อยางไร จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันตั้งประเด็นคําถามในการสํารวจสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ในทองถิ่นของตนเอง ขั้นที่ 2 สืบคนความรู เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนมีการแสวงหาความรู ขอมูลหรือสารสนเทศที่เกี่ยวกับประเด็นคําถามที่ตั้งขึ้น โดยการสืบคน จากแหลงเรียนรูที่หลากหลาย เชน หองสมุดของโรงเรียน อินเทอรเน็ต การสอบถามจากบุคคลในทองถิ่น การ สํารวจสภาพสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในสถานที่จริง เปนตน โดยใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันไปสืบคน ขอมูลเกี่ยวกับสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น แลวบันทึกขอมูลนั้นๆ ขั้นที่ 3 สรุปองคความรู เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนนําความรูหรือสารสนเทศที่ไดจากการแสวงหาความรูมาอภิปรายรวมกัน เพื่อนําไปสูการ สรุปองคความรู บทบาทของครูในขั้นนี้จึงควรเสนอแนะแนวทางในการสรุปองคความรู วาควรนําขอมูลที่ไดจาก การสืบคนมาวิเคราะหและหาความสัมพันธของขอมูล จากนั้นจึงใหนักเรียนแตละกลุมนําขอมูลที่ไดจากการสืบคน มาวิเคราะห ตีความ และเสนอแนวทางการแกปญหา ขั้นที่ 4 การสื่อสารและนําเสนอ เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนนําความรูที่ไดมาสื่อสารหรือนําเสนอใหผูอื่นรับรูไดอยางมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ครูจึงควร เสนอแนะวิธีการนําเสนอขอมูลที่นาสนใจ โดยอาจใชวิธีการแสดงบทบาทสมมุติ หรือใชสื่อตางๆ เขามาชวยใน การนําเสนอ จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันตรวจสอบความถูกตองของขอมูลที่จะนําเสนอ แลวนําเสนอ ผลงานหนาชั้นเรียน ขั้นที่ 5 บริการสังคมและสาธารณะ เปนขั้นที่สงเสริมใหนักเรียนนําความรูไปใช ไปปฏิบัติ โดยนักเรียนจะตองเชื่อมโยงองคความรูไปสูการปฏิบัติ หรือการทําประโยชนเพื่อชุมชนและสังคมตามความเหมาะสมกับวุฒิภาวะของนักเรียน อันจะสงผลใหนักเรียน เปนผูมีจิตสาธารณะ ดังนั้น บทบาทของครูจึงควรเสนอแนะถึงการนําความรูที่นักเรียนทําโครงการไปเผยแพร แกสังคม โดยอาจจัดทําเปนแผนพับ จัดนิทรรศการ หรือสื่อตางๆ จากนั้นจึงใหนักเรียนแตละกลุมนําผลงานไป เผยแพรแกนักเรียนในโรงเรียนหรือคนในชุมชน ทั้งนี้เพื่อใหบุคคลเหลานั้นตระหนักถึงความสําคัญของสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีสวนรวมในการอนุรักษสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นอยางยั่งยืน 2 3 4 5 (38)
39.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล แบบทดสอบโครงการบูรณาการ แบบประเมินคุณภาพการจัดทําโครงการ ประเด็น การประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี(3)
พอใช (2) ปรับปรุง(1) 1. การตั้งประเด็น คําถาม ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง ที่สนใจไดดวยตนเอง ขอบขายประเด็นคําถาม ชัดเจน ครอบคลุมขอมูล ที่เกี่ยวของกับตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน มีความแปลกใหมและ สรางสรรค มีความเปน ไปไดในการแสวงหาคําตอบ ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง ที่สนใจ โดยมีครูคอยชี้แนะ ขอบขายประเด็นคําถาม ชัดเจน ครอบคลุมขอมูล ที่เกี่ยวของกับตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน มีความเปนไปไดในการ แสวงหาคําตอบ ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง ที่สนใจ โดยมีีครูคอยชี้แนะ ขอบขายประเด็นคําถาม ชัดเจน แตยังไมครอบคลุม ขอมูลที่เกี่ยวของกับตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน ใชคําถามที่ครูชี้แนะ มากําหนดประเด็นคําถาม 2. การสืบคนความรู วางแผนสืบคนขอมูล ชัดเจน และปฏิบัติได ศึกษาคนควาหาความรูจาก แหลงเรียนรูหลากหลาย มีการบันทึกขอมูลที่ เหมาะสม วางแผนสืบคนขอมูล ชัดเจน และปฏิบัติได ศึกษาคนควาหาความรู จากแหลงเรียนรู หลากหลาย วางแผนสืบคนขอมูล ชัดเจน และปฏิบัติได ศึกษาคนควาหาความรู จากแหลงเรียนรู ไมหลากหลาย ไมมีการวางแผนหรือมีการ วางแผน แตไมสามารถ นําไปปฏิบัติจริงได ศึกษาคนควาหาความรู จากแหลงเรียนรู ไมหลากหลาย 3. การสรุป องคความรู วิเคราะหขอมูลโดยใช วิธีการที่เหมาะสม สังเคราะหและสรุป องคความรูไดอยางชัดเจน มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง ความรูอยางสมเหตุสมผล และนําองคความรูที่ไดไป เสนอแนวคิดวิธีการ แกปญหาอยางเปนระบบ วิเคราะหขอมูลโดยใช วิธีการที่เหมาะสม สังเคราะหและสรุป องคความรูไดอยางชัดเจน มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง ความรู นําองคความรูที่ได ไปเสนอแนวคิดวิธีการ แกปญหาได แตยังไมเปน ระบบ วิเคราะหขอมูลโดยใช วิธีการที่เหมาะสม สังเคราะหและสรุป องคความรูไดอยางชัดเจน มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง ความรูยังไมชัดเจน นําองคความรูที่ไดไปเสนอ แนวคิดวิธีการแกปญหาได แตยังไมเปนระบบ ไมมีการวิเคราะหขอมูล หรือวิเคราะหขอมูล ไมถูกตอง สังเคราะหและ สรุปองคความรูไดไมชัดเจน ไมมีการนําองคความรู ไปเสนอแนวคิดวิธีการ แกปญหา 4. การสื่อสาร และการนําเสนอ เรียบเรียงและถายทอด ความคิดจากการศึกษา คนควาไดอยางชัดเจน เปนระบบ นําเสนอผลงาน โดยใชสื่อที่หลากหลาย อยางเหมาะสม เรียบเรียงและถายทอด ความคิดจากการศึกษา คนควาไดอยางชัดเจน เปนระบบ นําเสนอผลงาน โดยใชสื่อที่ไมหลากหลาย เรียบเรียงและถายทอด ความคิดจากการศึกษาได ไมคอยเปนระบบ นําเสนอผลงานโดยใชสื่อ ที่ไมหลากหลาย เรียบเรียงและถายทอด ความคิดจากการศึกษาได ไมเปนระบบ นําเสนอ ผลงานโดยไมใชสื่อประกอบ 5. การนําความรูไปใช และบริการ สาธารณะ นําความรูจากการศึกษา คนควาไปประยุกตใช ในกิจกรรมที่สรางสรรค เปนประโยชนตอโรงเรียน และชุมชน เผยแพรความรู และประสบการณจากการ ปฏิบัติผานสื่อหลากหลาย รูปแบบ นําความรูจากการศึกษา คนควาไปประยุกตใชใน กิจกรรมที่สรางสรรคเปน ประโยชนตอโรงเรียน และชุมชน เผยแพรความรู และประสบการณจากการ ปฏิบัติผานสื่อรูปแบบใด รูปแบบหนึ�ง นําความรูจากการศึกษา คนควาไปประยุกตใชใน กิจกรรมที่สรางสรรค ที่เปนประโยชนตอโรงเรียน และเผยแพรความรู และประสบการณจากการ ปฏิบัติผานสื่อรูปแบบใด รูปแบบหนึ�ง ไมไดนําความรูจากการ ศึกษาคนควาไปประยุกต ใชในกิจกรรมที่สรางสรรค ที่เปนประโยชน (39)
40.
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล แบบทดสอบโครงการบูรณาการ เกณฑการพิจารณาใหคะแนน พฤติกรรม คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสมํ่าเสมอ 3
คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบอยครั้ง 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง 1 คะแนน ลงชื่อ……………………………………….ผูประเมิน ……………/……………/…………… คําชี้แจง : ใหผูสอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวางการปฏิบัติกิจกรรม แลวขีด ✓ลงในชองวางที่ตรงกับระดับคะแนน ทักษะแหง ศตวรรษที่ 21 รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1. ทักษะการเรียนรู และพัฒนา ตนเอง 1.1 ความสามารถในการอาน • สรุปจับใจความสําคัญของขอมูลที่อานไดครบถวน ตรงประเด็น 1.2 ความสามารถในการคิดวิเคราะห • คิดอยางมีระบบ โดยใชแหลงขอมูลและสรุปประเด็นสําคัญได • วิเคราะหขอมูล จําแนกขอมูล และแสดงการคิดเพื่อคนหาคําตอบ 1.3 ความสามารถในการเขียน • เขียนสื่อความหมายไดชัดเจน ถูกตอง • เขียนถูกตองตามรูปแบบการเขียน และสรุปองคความรูอยางมีขั้นตอน 2. ทักษะชีวิต และการทํางาน 2.1 ความยืดหยุน และการปรับตัว • ปรับตัวเขากับบทบาทที่แตกตาง งานที่ไดรับมอบหมาย กําหนดการที่เปลี่ยนไป • นําผลลัพธที่เกิดขึ้นมาใชประโยชนไดอยางไดผล 2.2 การริเริม และเปนตัวของตัวเอง • กําหนดเปาหมายโดยมีเกณฑความสําเร็จที่จับตองได และที่จับตองไมได • ใชเวลา และจัดการภาระงานอยางมีประสิทธิภาพ • ทํางานสําเร็จไดดวยตนเอง โดยกําหนดงาน ติดตามผลงาน และลําดับความสําคัญของงาน 2.3 ทักษะทางสังคม และความเขาใจความตางทางวัฒนธรรม • เคารพความแตกตางทางวัฒนธรรม และการทํางานรวมกับคนที่มีพื้นฐานแตกตางกันได 2.4 เปนผูผลิตและผูรับผิดชอบตอผลงาน • กําหนดเปาหมาย ลําดับความสําคัญ และทําใหบรรลุเปาหมายนั้น แมจะมีอุปสรรค • ทํางานอยางมีจริยธรรมและดวยทาทีเชิงบวก รวมถึงเคารพและเห็นคุณคาของความแตกตาง 2.5 ภาวะผูนําและความรับผิดชอบ • ใชทักษะมนุษยสัมพันธและทักษะแกปญหาในการชักนําผูอื่นไปสูเปาหมาย • ดําเนินการอยางมีความรับผิดชอบโดยถือประโยชนสวนรวมเปนที่ตั้ง 3. ทักษะการเรียนรู และนวัตกรรม 3.1 ความคิดสรางสรรคและนวัตกรรม • คิดอยางเปนเหตุเปนผลหลายแบบ รวมถึงวิเคราะหเปรียบเทียบและประเมินความเห็นหลักๆ • สังเคราะหและเชื่อมโยงระหวางสารสนเทศกับขอโตแยง 3.2 การคิดอยางมีวิจารณญาณและการแกปญหา • เรียบเรียงความคิดและมุมมองไดเปนอยางดี สื่อสารออกมาใหเขาใจงายและหลายแบบ • แสดงความรับผิดชอบในงานที่ตองทํางานเปนทีม และเห็นคุณคาของบทบาทของผูรวมทีม 3.3 การสือสารและความรวมมือ • สรางมุมมองแปลกใหม ทั้งที่เปนการปรับปรุงเล็กนอยจากของเดิม หรือที่แหวกแนวโดยสิ้นเชิง • เปดใจรับและตอบสนองตอมุมมองใหมๆ รวมทั้งการประเมินผลงานจากกลุม เพื่อนําไปปรับปรุง • ลงมือปฏิบัติตามความคิดสรางสรรคเพื่อนําไปสูผลสําเร็จที่เปนรูปธรรม 4. ทักษะดาน สารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี 4.1 ดานสารสนเทศ • เขาถึง ใช และประเมินสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ครบถวน และรูเทาทัน 4.2 ดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร • ใชเทคโนโลยีเพื่อวิจัย จัดระบบ ประเมิน และสื่อสารสนเทศ • ใชเครื่องมือสื่อสารอยางถูกตองเหมาะสม เพื่อทําหนาที่ในฐานความรู ่ ่ แบบประเมินทักษะแหงศตวรรษที่ 21 (40)
Download