โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ
ชุดที่
ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด
มาตรฐาน ตัวชี้วัด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด
ระดับ
พฤติกรรม
การคิด
ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ
ระดับพฤติกรรมการคิด รวม
1
ว 1.2
1 1-4 A ความรู ความจํา 3, 9, 11, 20-21, 33-34 7
2 5-8 B ความเขาใจ 4-7, 22, 26, 32, 35, 40 9
3 9-10 C การนําไปใช 8, 10 2
4 31-36 D การวิเคราะห 1-2, 12-13, 15-18, 23-25, 27-31,
36-39
20
5 37-39 E การสังเคราะห 14 1
6 40 F การประเมินคา 19 1
ว 2.1
1 11-14
2 15-18
3 19
4 20
ว 2.2
1 21-24
2 25
3 26-27
4 28
5 29
6 30
แบบทดสอบอิงมาตรฐาน
เนนการคิด
การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจุดมุงหมายเพื่อใหผูเรียนอานออก เขียนได คิดคํานวณเปน มุงใหเกิดทักษะการเรียนรูตลอดชีวิต
เตรียมตัวเปนพลเมืองที่มีคุณภาพ และมีความสามารถในการแขงขันไดในอนาคต การจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับจุดมุงหมายดังกลาว
จึงควรใหผูเรียนฝกฝนการนําความรูไปประยุกตใชในชีวิตจริง สามารถคิดวิเคราะหและแกปญหาได ดังนั้นเพื่อเปนการเตรียมความพรอม
ของผูเรียน ทางโครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด จึงไดจัดทําแบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด
โดยดําเนินการวิเคราะหสาระการเรียนรูที่สําคัญตามที่ระบุไวในมาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นป แลวนํามากําหนดเปนระดับพฤติกรรมการคิด
เพื่อสรางแบบทดสอบที่มีคุณสมบัติ ดังน�้
แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด ที่จัดทําโดย โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ประกอบดวย
แบบทดสอบ 3 ชุด แตละชุดมีทั้งแบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอัตนัย โดยวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด และระดับพฤติกรรมการคิด
ที่สัมพันธกับแบบทดสอบไวอยางชัดเจน เพื่อใหผูสอนนําไปใชเปนเครื่องมือวัดและประเมินผลผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ
สอดคลองกับมาตรฐาน
ตัวชี้วัดชั้นปทุกขอ
ตามระดับพฤติกรรมการคิด
ที่ระบุไวในตัวชี้วัด
วัดผลการเรียนรู เนนใหผูเรียนเกิดการคิด1 2 ผูสอนสามารถนําแบบทดสอบน�้ไปใชเปนเครื่องมือวัด
และประเมินผล รวมทั้งเปนเครื่องบงชี้ความสําเร็จและรายงาน
คุณภาพของผูเรียนแตละคน เพื่อเปนการเตรียมความพรอม
ของนักเรียนใหมีความสามารถในดานการใชภาษา ดานการ
คิดคํานวณ และดานเหตุผล สําหรับรองรับการประเมินผลผูเรียน
ในระดับประเทศ (O-NET) และระดับนานาชาติ (PISA) ตอไป
หมายเหตุ : มีเฉลยและคําอธิบายเชิงวิเคราะห อยูทายแบบทดสอบชุดที่ 3
(1)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ
ชุดที่
ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด
มาตรฐาน ตัวชี้วัด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด
ระดับ
พฤติกรรม
การคิด
ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ
ระดับพฤติกรรมการคิด รวม
2
ว 1.2
1 1-2 A ความรู ความจํา 1-2, 10, 21, 31, 33-34 7
2 3-9 B ความเขาใจ 3, 7, 28, 32, 37-39 7
3 10 C การนําไปใช 30 1
4 31-36 D การวิเคราะห 4-6, 8-9, 11-13, 15-17, 19-20,
22-27, 29, 35,-36, 40
23
5 37-38 E การสังเคราะห 14 1
6 39-40 F การประเมินคา 18 1
ว 2.1
1 11-13
2 14-17
3 18
4 19-20
ว 2.2
1 21-24
2 25
3 26-27
4 28
5 29
6 30
3
ว 1.2
1 1-2 A ความรู ความจํา 1-3, 21, 33-35, 39 8
2 3-7 B ความเขาใจ 4, 8-10, 13, 17, 19-20, 29, 32, 37- 38 12
3 8-10 C การนําไปใช 30 1
4 31-37 D การวิเคราะห 5-6, 11-12, 15-16, 18, 22-28, 31,
36, 40
17
5 38 E การสังเคราะห 14 1
6 39-40 F การประเมินคา 7 1
ว 2.1
1 11-13
2 14-16, 18
3 17
4 19-20
ว 2.2
1 21-24
2 25
3 26-27
4 28
5 29
6 30
(2)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล ……………………………………………………………………………………………..
เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน …………………………………………………………………………………………….
สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ………………………………………..
โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด
2. เพราะเหตุใดจึงตองใชกลองจุลทรรศนในการศึกษาเกี่ยวกับ
โครโมโซม
1. โครโมโซมมีสีขาวใส จึงทําใหสามารถมองเห็นไดยาก
2. เพื่อจะชวยใหสามารถนําโครโมโซมมาจัดเรียงกัน
เปนคูไดงาย
3. เพื่อใชศึกษารายละเอียด จํานวน และรูปรางของ
โครโมโซม
4. โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนไมสามารถมองเห็นได
ดวยตาเปลา
3. มนุษยเพศหญิงและเพศชายมีโครโมโซมแตกตางกัน
อยางไร
1. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XY สวนเพศชาย
มีโครโมโซมเพศเปน XX
2. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XX สวนเพศชาย
มีโครโมโซมเพศเปน XY
3. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XO สวนเพศชาย
มีโครโมโซมเพศเปน YO
4. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XXX สวนเพศชาย
มีโครโมโซมเพศเปน XXY
2.2. เพราะเห
โครโมโซมD
3.3. มนุษยเพศหญิงและเพศชายมีโครโมโซมแตกตางกัน
อยางไรA
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1.
“ภายในนิวเคลียสจะมีเสนใยขนาดเล็กมากจน
สังเกตเห็นไดไมชัดเจน เรียกเสนใยนี้วา โครมาทิน
ซึ่งเมื่อมีการแบงเซลล โครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะ
เปนแทง เรียกวา โครโมโซม”
1. เหตุใดนักวิทยาศาสตรจึงมักศึกษาลักษณะของโครโมโซม
ในขณะที่มีการแบงเซลล
1. ทําใหเห็นโครโมโซมจํานวนมาก
2. ทําใหเห็นโครโมโซมไดอยางชัดเจน
3. ทําใหเห็นโครโมโซมมีสีสันสวยงาม
4. ทําใหเห็นโครโมโซมมีขนาดใหญกวาปกติ
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 2.
“สิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะมีจํานวนโครโมโซมตางกัน
โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีน
โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนทําใหไมสามารถมองเห็น
ไดดวยตาเปลา การศึกษารายละเอียด จํานวน และ
รูปรางของโครโมโซมนั้น นักวิทยาศาสตรมักจะนํา
โครโมโซมมาจัดเปนคูๆ เรียงกัน เรียกวา แคริโอไทป
ซึ่งในการศึกษาจะตองอาศัยกลองจุลทรรศน”
1.1. เหตุใดนักวิทยาศาสตรจึงมักศึกษาลักษณะของโครโมโซม
ในขณะที่มีการแบงเซลลD
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹àµçÁ
40
ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน
ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา
A B C D E F
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹ÃÇÁ
50
แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3
ชุดที่ 1
(3)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 4.
“โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมที่ทํา
หนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันจะมีจํานวน
โครโมโซมแตกตางกัน โดยโครโมโซมมีลักษณะ
เปนแทง ประกอบดวยแขน 2 ขาง ที่มีจุดเชื่อมตอกัน
เรียกวา เซนโทรเมียร ซึ่งตําแหนงจุดเชื่อมที่ตางกัน
ทําใหโครโมโซมมีรูปรางหลายแบบ”
4. ขอความใดสรุปไมถูกตองเกี่ยวกับโครโมโซม
1. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีน
2. สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีจํานวนโครโมโซมแตกตางกัน
3. โครโมโซมทําหนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรม
4. โครโมโซมมีรูปรางหลายแบบขึ้นอยูกับตําแหนงที่เชื่อม
ติดกันของแขนทั้งสองขาง
5. ขอใดเปนลักษณะทางพันธุกรรม
1. เอมีลักยิ้มเหมือนพอ
2. บีมีผมยาวเหมือนแม
3. ซีมีแผลเปนเหมือนพี่ชาย
4. ดีชอบอาหารรสจัดเหมือนพอ
6. ลักษณะใดเปนความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง
1. สีตา
2. ความสูง
3. ลักษณะเสนผม
4. จํานวนชั้นของตา
7. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบน
โครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลียแตงงาน
กับหญิงปกติและไมเปนพาหะของโรค ชายและหญิงคูนี้
จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร
เมื่อกําหนดให แทนยีนดอย แทนยีนเดน
1. X Y X X
2. X Y X X
3. X Y X X
4. X Y X X
4.4. ขอความใดสรุปไมถูกตองเกี่ยวกับโครโมโซม
1. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีนB
5.5. ขอใดเปนลักษณะทางพันธุกรรม
1. เอมีลักยิ้มเหมือนพอB
6.6. ลักษณะใดเปนความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง
1. สีตาB
7.7. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบน
โครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลียแตงงานB
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 8.
“ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid : DNA) เปน
สารพันธุกรรมในนิวเคลียส ที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ
ของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น DNA จึงเปรียบเสมือนวาเปน
ประวัติสวนตัวของแตละบุคคลที่ถูกกําหนดขึ้นนับตั้งแต
วินาทีแรกที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ เพราะ DNA ใน
แตละบุคคลจะไมเหมือนกัน เนื่องจากจะไดรับลักษณะ
ทางพันธุกรรมมาจากพอและแมอยางละครึ่ง แลวมา
รวมกันเปน DNA ของลูกนั่นเอง”
8. เพราะเหตุใดการตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธ
ของแมลูกได
1. เนื่องจากแตละคนมีดีเอ็นเอตางกัน
2. เนื่องจากทุกคนมีดีเอ็นเอเหมือนกัน
3. เนื่องจากลูกจะไดรับดีเอ็นเอมาจากพอและแม
4. เนื่องจากลูกจะมีดีเอ็นเอเหมือนแมทุกประการ
9. โรคทางพันธุกรรมใดเกิดจากความผิดปกติของออโตโซม
1. กลุมอาการคริดูชาต
2. กลุมอาการเทอรเนอร
3. กลุมอาการดับเบิลวาย
4. กลุมอาการไคลนเฟลเตอร
10. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมนําไปใชประโยชนดานใด
ไดมากที่สุด
1. การวางแผนครอบครัว
2. การปองกันและรักษาโรค
3. การพิสูจนความสัมพันธระหวางบุคคล
4. การตรวจพิสูจนหลักฐานทางนิติเวชศาสตร
11. ระบบนิเวศประกอบดวยโครงสรางใดบาง
1. กลุมสิ่งมีชีวิตเพียงอยางเดียว
2. กลุมสิ่งมีชีวิต และแหลงที่อยู
3. กลุมสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดลอม
4. กลุมสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยู และสิ่งแวดลอม
12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น
1. มอส
2. ชวนชม
3. เห็ดนางฟา
4. สาหรายหางกระรอก
8.8. เพราะเหตุใดการตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธ
ของแมลูกไดC
9.9. โรคทางพันธุกรรมใดเกิดจากความผิดปกติของออโตโซม
1. กลุมอาการคริดูชาตA
10.10. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมนําไปใชประโยชนดานใด
ไดมากที่สุดC
11.11. ระบบนิเวศประกอบดวยโครงสรางใดบาง
1. กลุมสิ่งมีชีวิตเพียงอยางเดียวA
12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น
1. มอสD
(4)
จํานวนสิ่งมีชีวิต
A B C D E F
งู
ไก
หนอน
หญา
ชวงเวลา
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
13. สิ่งมีชีวิตในขอใดมีรูปแบบความสัมพันธแบบเดียวกัน
1. ดอกไมกับแมลง ไลเคน
2. นกเอี้ยงกับควาย พลูดางกับตนไมใหญ
3. ฉลามกับเหาฉลาม กลวยไมกับตนมะมวง
4. เสือกับกวาง เสือกับสิงโตที่ลาเหยื่อตัวเดียวกัน
14. สํารวจสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหงหนึ่ง พบวาประกอบดวย
หญา นก หนอน และงู สามารถเขียนความสัมพันธของ
สิ่งมีชีวิตดังกลาวในรูปของโซอาหารไดอยางไร
1. หญา นก หนอน งู
2. หญา หนอน นก งู
3. งู นก หนอน หญา
4. งู หญา นก หนอน
15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง
ผูบริโภคลําดับตอๆ ไปไดเพียง 10% ถาไกตัวหนึ่งกิน
ขาวเปลือกจํานวน 2,500 เมล็ดตอวัน ปริมาณพลังงานที่
ไกตัวนี้สามารถใชสรางเปนเนื้อเยื่อ เทียบไดกับขาวเปลือก
จํานวนเทาใด
1. 25 เมล็ด 2. 250 เมล็ด
3. 2,500 เมล็ด 4. 25,000 เมล็ด
กราฟ จํานวนสิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ในโซอาหาร จาก
ชวงเวลา A ถึง F
เขียนความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 ชนิด
ในรูปของโซอาหารได ดังนี้
หญา หนอน ไก งู
16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของไกอยูนอยที่สุด
1. A ถึง B 2. B ถึง C
3. C ถึง D 4. E ถึง F
13.13. สิ่งมีชีวิตในขอใดมีรูปแบบความสัมพันธแบบเดียวกัน
1. ดอกไมกับแมลง ไลเคนD
14.14. สํารวจสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหงหนึ่ง พบวาประกอบดวย
หญา นก หนอน และงู สามารถเขียนความสัมพันธของE
15.15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง
ผูบริโภคลําดับตอๆ ไปไดเพียง 10% ถาไกตัวหนึ่งกินD
16.16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของไกอยูนอยที่สุด
1. A ถึง B 2. B ถึง CD
17. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนผูผลิต
1. A
2. B
3. C
4. D
18. จากพีระมิดพลังงานที่กําหนดให A B และ C ควรเปน
สิ่งมีชีวิตใดตามลําดับ
1. ผูผลิต ผูบริโภคพืช ผูยอยสลาย
2. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูยอยสลาย
3. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภคลําดับสุดทาย
4. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 2 ผูบริโภคลําดับสุดทาย
19. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร
1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิต
2. สิ่งมีชีวิตจะขาดแคลนแหลงที่อยู
3. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถสืบพันธุได
4. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตอยูได
20. ปจจัยใดบางที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร
1. อัตราการเกิดเทานั้น
2. อัตราการตายเทานั้น
3. อัตราการเกิด อัตราการตาย และอัตราการอพยพเขา
4. อัตราการเกิด อัตราการตาย อัตราการอพยพเขา และ
อัตราการอพยพออก
17.17. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนผูผลิต
D
18.18. จากพีระมิดพลังงานที่กําหนดให A B และ C ควรเปน
สิ่งมีชีวิตใดตามลําดับD
19.19. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร
1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิตF
20.20. ปจจัยใดบางที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร
1. อัตราการเกิดเทานั้นA
E
A D
C
B
F
C
B
A
(5)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “สิ่งแวดลอม”
ไดถูกตองที่สุด
1. สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา
2. สิ่งตางๆ ที่มีความเหมาะสมตอมนุษย
3. ทุกสิ่งที่ประกอบกันเปนโลกและสภาพแวดลอม
ที่เกี่ยวกับปาไม ดิน นํ้า และอากาศ
4. ทุกสิ่งที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มองเห็นและมองไมเห็น
ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษยสรางขึ้น
22. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธกัน
อยางไร
1. สิ่งแวดลอมเปนสวนหนึ่งของทรัพยากรธรรมชาติ
2. ทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม
3. ทั้งสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความหมาย
เหมือนกัน
4. สิ่งแวดลอมกับทรัพยากรธรรมชาติไมมีสวนเกี่ยวของ
สัมพันธกัน
23. ปรากฏการณใดที่มีผลทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและ
ทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด
1. พายุ 2. ไฟปา
3. นํ้าทวม 4. แผนดินไหว
24. ปจจัยสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม
และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใด
1. มนุษย
2. นักการเมือง
3. ภัยธรรมชาติ
4. ความกาวหนาของเทคโนโลยี
25. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมมีผลตอระบบนิเวศอยางไร
1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญ
2. ชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
3. ชวยใหระบบนิเวศมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
4. ชวยใหระบบนิเวศมีสภาพเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
26. ขอใดกลาวถึงการอนุรักษไดถูกตองที่สุด
1. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหนอยที่สุด
2. การเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติใหไดมากที่สุด
3. การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไวใหคงอยูตลอดไป
4. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหเกิดประโยชนมากที่สุด
21.21. ขอใดอ
ไดถูกตองที่สุดA
22.22. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธกัน
อยางไรB
23.23. ปรากฏการณใดที่มีผลทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและ
ทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดD
24.24. ปจจัยสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม
และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใดD
25.25. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมมีผลตอระบบนิเวศอยางไร
1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญD
26.26. ขอใดกลาวถึงการอนุรักษไดถูกตองที่สุด
1. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหนอยที่สุดB
27. การกระทําใดที่ชวยเพิ่มรายไดใหตนเองโดยยึดหลัก
การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
1. จับมานํ้ามาตากแหงขาย
2. เก็บกลวยไมและเฟนจากปามาขาย
3. เก็บขวดพลาสติกที่มีคนทิ้งไวขางทางมาขาย
4. เก็บเปลือกหอยตามชายหาดมาประดิษฐเปน
ของที่ระลึกขาย
28. “บอยมีอาชีพจับปูทะเลขาย เมื่อเขาจับปูที่มีไขมาได เขา
จะอนุบาลไวและนําไขที่ไดไปปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ”
จากขอความขางตน แสดงใหเห็นวาบอยปฏิบัติตนตามหลัก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยคํานึงถึงขอใด
1. ความมีเหตุผล
2. ความไมประมาท
3. ความพอประมาณ
4. การเตรียมความพรอมกับการเปลี่ยนแปลง
อานขอความตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 29.
“บานหลังหนึ่งอยูใกลกับแหลงกําจัดขยะที่มีขยะ
กองอยูจํานวนมาก ซึ่งทําใหดินบริเวณนั้นเสื่อมสภาพ
และขยะสงกลิ่นเหม็น สวนบานอีกหลังหนึ่งอยูใกลกับ
โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะปลอยนํ้าเสียลงสูแหลงนํ้า
ธรรมชาติ และปลอยควันพิษสูอากาศ”
29. บริเวณบานทั้ง 2 หลัง ประสบปญหามลพิษใดเหมือนกัน
1. มลพิษทางดิน
2. มลพิษทางนํ้า
3. มลพิษทางเสียง
4. มลพิษทางอากาศ
30. การดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่นเปนหนาที่ของ
บุคคลใด
1. นักเรียน 2. ผูปกครอง
3. ครู อาจารย 4. ทุกคนในทองถิ่น
31. สาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
คือขอใด
1. การปรับตัว 2. การสืบพันธุ
3. การดํารงเผาพันธุ 4. การอยูรวมกันเปนสังคม
27.27. กา
การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติD
28.28. “บอยมีอาชีพจับปูทะเลขาย เมื่อเขาจับปูที่มีไขมาได เขา
จะอนุบาลไวและนําไขที่ไดไปปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ”D
29.29. บริเวณบานทั้ง 2 หลัง ประสบปญหามลพิษใดเหมือนกัน
1. มลพิษทางดินD
30.30. การดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่นเปนหนาที่ของ
บุคคลใดD
31.31. สาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
คือขอใดD
(6)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
32. การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุ จัดเปน
ความหลากหลายทางใด
1. ความหลากหลายทางกายภาพ
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ
3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม
4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ
33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวาง
ไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ไดถูกตอง
1. อาณาจักร ไฟลัม ออรเดอร คลาส
2. อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร
3. ออรเดอร คลาส ไฟลัม อาณาจักร
4. ออรเดอร คลาส อาณาจักร ไฟลัม
34. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร
แบงสิ่งมีชีวิตออกเปนกี่อาณาจักร
1. 3 อาณาจักร 2. 4 อาณาจักร
3. 5 อาณาจักร 4. 6 อาณาจักร
35. แพรวาจัดสิ่งมีชีวิตออกเปน 2 กลุม ไดแก
1) ฟองนํ้า แมงกะพรุน หอย และหมึก
2) ปลาหางนกยูง โลมา ไก และสุนัข
แพรวาใชสิ่งใดเปนเกณฑในการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิต
1. แหลงที่อยู 2. แหลงกําเนิด
3. ลักษณะลําตัว 4. กระดูกสันหลัง
36. ขอใดเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมด
1. ออย มะลิ 2. ขาว กุหลาบ
3. เข็ม มะมวง 4. กลวย มะพราว
32.32. การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุ จัดเปน
ความหลากหลายทางใดB
33.33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวาง
ไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ไดถูกตองA
34.34. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร
แบงสิ่งมีชีวิตออกเปนกี่อาณาจักรA
35.35. แพรวาจัดสิ่งมีชีวิตออกเปน 2 กลุม ไดแก
1) ฟองนํ้า แมงกะพรุน หอย และหมึกB
36.36. ขอใดเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมด
1. ออย มะลิ 2. ขาว กุหลาบD
37. การกระทําใดของมนุษยที่สงผลใหเกิดการสูญเสีย
ความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด
1. การตัดไมทําลายปา
2. การใชไฟฟาอยางฟุมเฟอย
3. การใชนํ้าบาดาลแทนนํ้าประปา
4. การใชแกสธรรมชาติแทนนํ้ามัน
38. การกระทําในขอใดทําใหเกิดผลกระทบตอความหลากหลาย
ทางชีวภาพ
1. ใชแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช
2. ใชยาฆาแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช
3. ใชสารชีวภาพกําจัดแมลงศัตรูพืช
4. ใชสารสกัดจากพืชกําจัดแมลงศัตรูพืช
39. มนุษยไดรับประโยชนทางตรงจากความหลากหลายทาง
ชีวภาพในลักษณะใด
1. เปนแหลงอาหาร
2. เปนแหลงทองเที่ยว
3. เปนแหลงตนนํ้าลําธาร
4. เปนแหลงพักผอนหยอนใจ
40. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหได
สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ ใชหลักการใด
1. การทํากิฟต
2. พันธุวิศวกรรม
3. การถายฝากตัวออน
4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
37.37. การกระทําใด
ความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดD
38.38. การกระทําในขอใดทําใหเกิดผลกระทบตอความหลากหลาย
ทางชีวภาพD
39.39. มนุษยไดรับประโยชนทางตรงจากความหลากหลายทาง
ชีวภาพในลักษณะใดD
40.40. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหได
สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ ใชหลักการใดB
(7)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. จงอธิบายความสัมพันธระหวางโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน และอธิบายวาโครโมโซมมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
2. ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศหรือไม อยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
3. จงเขียนโซอาหารและสายใยอาหารของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหนึ่งๆ ที่นักเรียนสนใจ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
4. ใหนักเรียนเขียนรายงานวาในชีวิตประจําวันของนักเรียนไดนําสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมาใชประโยชนอยางไรบาง
(แยกประเภทของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก ดิน นํ้า อากาศ ปาไม สัตวปา)
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
5. ใหนักเรียนสํารวจปญหามลพิษทางสิ่งแวดลอมในทองถิ่นของตนเอง โดยถายภาพมลพิษนั้นๆ วิเคราะหวาเกิดจากสาเหตุใด
มีผลตอประชาชนอยางไร และเสนอแนะวิธีการแกไขปญหา
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
1.1. จงอธิบายความสัมพันธระหวางโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน และอธิบายวาโครโมโซมมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยางไรF
2.2. ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศหรือไม อยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D
3. จงเขียนโซอาหารและสายใยอาหารของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหนึ่งๆ ที่นักเรียนสนใจ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................E
4. ใหนักเรียนเขียนรายงานวาในชีวิตประจําวันของนักเรียนไดนําสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมาใชประโยชนอยางไรบาง
(แยกประเภทของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก ดิน นํ้า อากาศ ปาไม สัตวปา)C
5.5. ใหนักเรียนสํารวจปญหามลพิษทางสิ่งแวดลอมในทองถิ่นของตนเอง โดยถายภาพมลพิษนั้นๆ วิเคราะหวาเกิดจากสาเหตุใด
มีผลตอประชาชนอยางไร และเสนอแนะวิธีการแกไขปญหาD
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹àµçÁ
10
ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน
(8)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล ……………………………………………………………………………………………..
เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน …………………………………………………………………………………………….
สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ………………………………………..
โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด
3. กําหนดให
ก. ตาบอดสี ข. ตาเปนตอ
ค. สีของตา ง. ชั้นของหนังตา
ขอใดเปนลักษณะที่ถายทอดทางพันธุกรรม
1. ก. และ ข. 2. ก. และ ค.
3. ก. ค. และ ง. 4. ก. ข. ค. และ ง.
4. ขอใดเรียงลําดับจากหนวยที่เล็กไปยังหนวยใหญไดถูกตอง
1. ดีเอ็นเอ ยีน โครโมโซม โครมาทิน
2. ดีเอ็นเอ ยีน โครมาทิน โครโมโซม
3. ยีน ดีเอ็นเอ โครมาทิน โครโมโซม
4. ยีน โครมาทิน โครโมโซม ดีเอ็นเอ
5. ญาญาทดลองผสมพันธุถั่วลันเตาที่มีประวัติเมล็ดสีเหลือง
ทุกรุนกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว ปรากฏวาไดถั่วลันเตา
รุนลูกมีเมล็ดสีเหลืองทั้งหมด ขอใดสรุปไมถูกตอง
1. ถั่วลันเตาเมล็ดสีเหลืองเปนลักษณะเดน
2. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเขียว
3. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเขียว
มากกวาสีเหลือง
4. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเหลือง
มากกวาสีเขียว
3.3. กําห
ก. ตาบอดสี ข. ตาเปนตอB
4.4. ขอใดเรียงลําดับจากหนวยที่เล็กไปยังหนวยใหญไดถูกตอง
1. ดีเอ็นเอ ยีน โครโมโซม โครมาทินD
5.5. ญาญาทดลองผสมพันธุถั่วลันเตาที่มีประวัติเมล็ดสีเหลือง
ทุกรุนกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว ปรากฏวาไดถั่วลันเตาD
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1.
“เซลลเปนหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก
ที่สุดภายในเซลลมีนิวเคลียส ในนิวเคลียสมีเสนใยเล็กๆ
พันกันอยู เรียกเสนใยเหลานี้วา โครมาทิน ซึ่งเมื่อมีการ
แบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นจนมีลักษณะเปน
แทง เรียกวา โครโมโซม”
1. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่มีการแบงเซลล
จะพบโครงสรางใด
1. โครมาทิด 2. โครมาทิน
3. โครโมโซม 4. เซนโทรเมียร
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 2.
“โครโมโซมจะประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน
โดยแตละชวงของดีเอ็นเอ จะมียีนที่ทําหนาที่ควบคุม
ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต”
2. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ
ทางพันธุกรรมและถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง คือ
ขอใด
1. ยีน 2. ดีเอ็นเอ
3. โปรตีน 4. นิวเคลียส
1.1. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่มีการแบงเซลล
จะพบโครงสรางใดA
2.2. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ
ทางพันธุกรรมและถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง คือA
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹àµçÁ
40
ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน
ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา
A B C D E F
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹ÃÇÁ
50
แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3
ชุดที่ 2
(9)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
6. หากนําพืชที่มีจีโนไทปAA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทปAa
โอกาสที่จะไดลูกที่มีจีโนไทป Aa มีรอยละเทาใด
1. 25
2. 50
3. 75
4. 100
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 7.-8.
“ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสี เปนยีนดอยที่พบ
อยูบนโครโมโซม X ซึ่งชายคนหนึ่งไมเปนตาบอดสี
แตงงานกับหญิงที่เปนพาหะของโรค”
7. ชายและหญิงคูนี้จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร
เมื่อกําหนดให แทนยีนดอย แทนยีนเดน
1. X Y X X
2. X Y X X
3. X Y X X
4. X Y X X
8. ลูกของชายและหญิงคูดังกลาว จะมีลักษณะอยางไร
1. ไมเปนตาบอดสีเลย
2. เปนตาบอดสีทั้งหมด
3. เปนตาบอดสีรอยละ50 และไมเปนตาบอดสีรอยละ50
4. เปนตาบอดสีรอยละ25 และไมเปนตาบอดสีรอยละ75
9. ถาลักษณะทางพันธุกรรมลักษณะหนึ่งถูกควบคุมดวย
ยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X การถายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรมลักษณะนี้จะเปนอยางไร
1. พบลักษณะนี้ในเพศหญิงเทานั้น
2. ไมสามารถพบลักษณะนี้ในเพศหญิง
3. พบลักษณะนี้ในเพศหญิงมากกวาเพศชาย
4. พบลักษณะนี้ในเพศชายมากกวาเพศหญิง
10. บุคคลหนึ่งเปนโรคทางพันธุกรรม โดยเปนผูชายที่มีลักษณะ
บางอยางคลายผูหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย เปนตน
และเปนหมัน บุคคลนี้จะมีโครโมโซมเพศในลักษณะใด
1. XO
2. XXX
3. XXY
4. XYY
6.6. หากนําพืชที่มีจีโนไทปAA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทปAa
โอกาสที่จะไดลูกที่มีจีโนไทป Aa มีรอยละเทาใดD
7.7. ชายและหญิงคูนี้จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร
เมื่อกําหนดใหB
8.8. ลูกของชายและหญิงคูดังกลาว จะมีลักษณะอยางไร
1. ไมเปนตาบอดสีเลยD
9.9. ถาลักษณะทางพันธุกรรมลักษณะหนึ่งถูกควบคุมดวย
ยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X การถายทอดลักษณะทางD
10.10. บุคคลหนึ่งเปนโรคทางพันธุกรรม โดยเปนผูชายที่มีลักษณะ
บางอยางคลายผูหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย เปนตนA
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 11.
“ระบบนิเวศประกอบไปดวยองคประกอบ 2 กลุม
ไดแก องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนองคประกอบ
ที่ไมมีชีวิต แตจะมีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต
ของสิ่งมีชีวิต และองคประกอบทางชีวภาพ ซึ่งเปน
องคประกอบที่มีชีวิต ซึ่งจะมีความเกี่ยวของสัมพันธ
กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ และสัมพันธกับสิ่งไมมีชีวิตดวย”
11. ขอใดเปนองคประกอบทางกายภาพของระบบนิเวศ
1. ดิน นํ้า จุลินทรีย
2. ดิน นํ้า แสงแดด
3. พืช สัตว แสงแดด
4. พืช สัตว ความชื้น
12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น
1. เห็ด รา 2. ชาง กวาง
3. หนอน แรง 4. สิงโต ฉลาม
13. กาฝากบนตนไม ฉลามกับเหาฉลาม โพรโทซัวในลําไส
ปลวก ขอใดกลาวถึงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตขางตน
ตามลําดับไดถูกตอง
1. ภาวะอิงอาศัย ภาวะปรสิต ภาวะปรสิต
2. ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย ภาวะปรสิต
3. ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย ภาวะพึ่งพา
4. ภาวะพึ่งพา ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย
14. “หนอน นก หญา งู” พบในระบบนิเวศแหงหนึ่ง จะเขียน
ความสัมพันธในรูปโซอาหารไดอยางไร
1. หญา หนอน งู นก
2. หญา หนอน นก งู
3. หญา นก หนอน งู
4. หญา งู นก หนอน
15. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของโซอาหารทุกชนิด
2. ระบบนิเวศใดที่มีสายใยอาหารซับซอนมาก แสดงวา
ระบบนิเวศนั้นมีความสมดุล
3. จุลินทรียมีบทบาทในการยอยสลายสารอินทรีย
แตไมไดมีสวนในการถายทอดพลังงาน
4. โซอาหารที่มีจํานวนสิ่งมีชีวิตมาก สิ่งมีชีวิตทายๆ
โซอาหารยิ่งไดรับพลังงานนอยลง
11.11. ขอใดเปนองคประกอบทางกายภาพของระบบนิเวศ
1. ดิน นํ้า จุลินทรียA
12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น
1. เห็ด รา 2. ชาง กวางD
13.13. กาฝากบนตนไม ฉลามกับเหาฉลาม โพรโทซัวในลําไส
ปลวก ขอใดกลาวถึงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตขางตนD
14.14. “หนอน นก หญา งู” พบในระบบนิเวศแหงหนึ่ง จะเขียน
ความสัมพันธในรูปโซอาหารไดอยางไรE
15.15. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ
1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของโซอาหารทุกชนิดD
(10)
จํานวนสิ่งมีชีวิต
A B C D E F
งู
นก
หนอน
หญา
ชวงเวลา
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
กราฟ จํานวนสิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ในโซอาหาร จาก
ชวงเวลา A ถึง F
เขียนความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 ชนิด
ในรูปของโซอาหารได ดังนี้
หญา หนอน นก งู
16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของนกอยูนอยที่สุด
1. A ถึง B 2. B ถึง C
3. C ถึง D 4. E ถึง F
17. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให A ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด
1. หญา 2. หนอน
3. ตั๊กแตน 4. นกกระจอก
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 18.
“คารบอนเปนองคประกอบสําคัญของสารอินทรีย
ที่พบในรางกายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด สิ่งมีชีวิตจะได
รับคารบอนจากอาหารที่กินเขาไป ซึ่งคารบอนจะ
หมุนเวียนกลับคืนสูสิ่งแวดลอม โดยการหายใจออก
ของสิ่งมีชีวิต และเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง คารบอนที่เปน
องคประกอบในรางกายก็จะกลับสูสิ่งแวดลอม”
18. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร
1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิต
2. สิ่งมีชีวิตจะขาดแคลนแหลงที่อยู
3. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถสืบพันธุได
4. สิ่งมีชีวิตไมสามารถดํารงชีวิตอยูได
16.16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของนกอยูนอยที่สุด
1. A ถึง B 2. B ถึง CD
17.17. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให A ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด
D
C
B
A
18.18. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร
1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิตF
19. การศึกษาประชากรในระบบนิเวศแหงหนึ่งพบวา อัตราการ
เกิดและอัตราการตายในระบบนิเวศแหงนี้ไมแตกตางกัน
ขอใดสรุปไดถูกตอง
1. ประชากรมีขนาดคงที่
2. ประชากรมีขนาดลดลง
3. ประชากรมีขนาดเพิ่มขึ้น
4. ยังสรุปไมได
20. ตาราง สายพันธุของหอยที่พบในปาชายเลนที่มี
ความหนาแนนของตนไมแตกตางกัน
ความหนาแนนของตนไม
(จํานวนตนตอไร) สายพันธุของหอยที่พบ
970 A B C D
390 A C
120 A D
ถาปามีความหนาแนนของตนไมลดลง จะสงผลตอหอย
สายพันธุใดเปนอันดับแรก
1. A 2. B
3. C 4. D
21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “ทรัพยากรธรรมชาติ”
ไดถูกตองที่สุด
1. สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา
2. สิ่งตางๆ ที่มีความเหมาะสมตอมนุษย
3. ทุกสิ่งที่ประกอบกันเปนโลกและสภาพแวดลอม
4. สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใช
ประโยชนได
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 22.
“สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา
ทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งที่สามารถมองเห็นไดและ
มองเห็นไมได ซึ่งอาจเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
หรือสิ่งที่เกิดจากฝมือมนุษย”
22. จริงหรือไมที่มนุษยไมสามารถสรางสิ่งแวดลอมได
1. จริง เพราะสิ่งแวดลอมมีวัฏจักรหมุนเวียน
2. จริง เพราะสิ่งแวดลอมเปนสิ่งที่เกิดเองตามธรรมชาติ
3. ไมจริง เพราะสิ่งแวดลอมเปนสิ่งที่นํากลับมาใชใหมได
4. ไมจริง เพราะสิ่งแวดลอมคือทุกสิ่งทุกอยางที่อยูรอบตัว
19.19. การศึกษาประชากรในระบบนิเวศแหงหนึ่งพบวา อัตราการ
เกิดและอัตราการตายในระบบนิเวศแหงนี้ไมแตกตางกันD
20.20. ตาราง สายพันธุของหอยที่พบในปาชายเลนที่มี
ความหนาแนนของตนไมแตกตางกันD
21.21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “ทรัพยากรธรรมชาติ”
ไดถูกตองที่สุดA
22.22. จริงหรือไมที่มนุษยไมสามารถสรางสิ่งแวดลอมได
1. จริง เพราะสิ่งแวดลอมมีวัฏจักรหมุนเวียนD
(11)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
23. สาเหตุสําคัญที่สุดของปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม
และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใด
1. การเพิ่มขึ้นของประชากร
2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจ
3. ภัยธรรมชาติและอุบัติเหตุ
4. ความเจริญทางดานเทคโนโลยี
24. เพราะเหตุใดปจจุบันสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ
จึงมีลักษณะเสื่อมโทรมลงอยางรวดเร็ว
1. สิ่งมีชีวิตมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น
2. ขาดการจัดการที่ดีในดานการใชทรัพยากร
3. วิถีชีวิตของมนุษยมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น
4. เกิดความเสื่อมโทรมของดินและแหลงนํ้าที่ใชในการ
เพาะปลูก
25. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนมีผลตอระบบนิเวศ
อยางไร
1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญ
2. ชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
3. ชวยใหระบบนิเวศมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
4. ชวยใหระบบนิเวศมีสภาพเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา
26. ทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด เมื่อนํามาใชแลวจะหมดไป
ขอใดคือแนวทางที่ดีที่สุดในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
เหลานั้นใหคงอยูไดนานที่สุด
1. การใชซํ้า 2. ลดการใช
3. การหาสิ่งอื่นทดแทน 4. การปรับปรุงคุณภาพ
27. การกระทําในลักษณะใดที่จัดไดวาเปนการนําทรัพยากร-
ธรรมชาติกลับมาใชใหม
1. การใชกระดาษทั้งสองหนา
2. การเลือกซื้อนํ้ายาลางจานชนิดถุงเติม
3. การนํากลองนมมาทําเปนกระเปาใสของ
4. การนําถุงพลาสติกใบเกาไปใสของจากรานคา
28. ขอใดไมใชหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามา
ใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติ
1. ความไมประมาท
2. การใชอยางคุมคา
3. ความพอประมาณ
4. การยึดทางสายกลาง
23.23. สาเห
และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใดD
24.24. เพราะเหตุใดปจจุบันสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ
จึงมีลักษณะเสื่อมโทรมลงอยางรวดเร็วD
25.25. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนมีผลตอระบบนิเวศ
อยางไรD
26.26. ทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด เมื่อนํามาใชแลวจะหมดไป
ขอใดคือแนวทางที่ดีที่สุดในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติD
27.27. การกระทําในลักษณะใดที่จัดไดวาเปนการนําทรัพยากร-
ธรรมชาติกลับมาใชใหมD
28.28. ขอใดไมใชหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามา
ใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติB
29. แหลงชุมชนที่มีการปลอยนํ้าทิ้งซึ่งมีสารอินทรียปนเปอน
อยูมากลงไปในแหลงนํ้า นักเรียนคิดวาจะสงผลกระทบ
โดยตรงตอสิ่งใด
1. ออกซิเจนที่ละลายในนํ้าจะเพิ่มขึ้น
2. พืชนํ้าจะเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว
3. สัตวนํ้าจะเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว
4. สิ่งมีชีวิตไมสามารถอาศัยในแหลงนํ้าได
30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด
1. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
2. ลดปริมาณการใชนํ้ามันเชื้อเพลิง
3. ใหการศึกษาดานสิ่งแวดลอมแกประชาชน
4. กําหนดบทลงโทษอยางจริงจังเกี่ยวกับการทําลาย
สิ่งแวดลอม
31. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ
1. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน
2. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและไมสิ่งมีชีวิต
3. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในแหลงที่อยูตางๆ
4. เปนความหลากหลายของสิ่งไมมีชีวิตในแหลงที่อยู
เดียวกัน
32. การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน จัดเปน
ความหลากหลายทางใด
1. ความหลากหลายทางกายภาพ
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ
3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม
4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ
33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่แคบ
ไปยังขอบเขตที่กวางขึ้นเรื่อยๆ ไดถูกตอง
1. จีนัส สปชีส แฟมิลี ออรเดอร
2. จีนัส สปชีส ออรเดอร แฟมิลี
3. สปชีส จีนัส แฟมิลี ออรเดอร
4. สปชีส จีนัส ออรเดอร แฟมิลี
34. มนุษยยุคปจจุบันมีชื่อวิทยาศาสตรวาอะไร
1. Homo sapiens
2. Homo erectus
3. Homo sapiens idaltu
4. Homo neanderthalensis
29.29. แหลงชุมชนที่มีการปลอยนํ้าทิ้งซึ่งมีสารอินทรียปนเปอน
อยูมากลงไปในแหลงนํ้า นักเรียนคิดวาจะสงผลกระทบD
30.30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด
1. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติC
31.31. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ
1. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันA
32.32. การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน จัดเปน
ความหลากหลายทางใดB
33.33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่แคบ
ไปยังขอบเขตที่กวางขึ้นเรื่อยๆ ไดถูกตองA
34.34. มนุษยยุคปจจุบันมีชื่อวิทยาศาสตรวาอะไร
1.A
(12)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
35. หากพิจารณาถึงกระดูกสันหลังเปนเกณฑ สิ่งมีชีวิต
ในขอใดแตกตางจากขออื่น
1. กิ้งกือ 2. ฟองนํ้า
3. ลิ่นทะเล 4. ซาลาแมนเดอร
36. กําหนดให
A ดอกมี 3 กลีบ
B ดอกมี 5 กลีบ
C เสนใบขนาน
D เสนใบเปนรางแห
E ทอลําเลียงกระจายทั่วลําตน
F ทอลําเลียงเรียงเปนวงรอบลําตน
ตนมะมวงจะมีลักษณะตามขอใด
1. A C E 2. A D E
3. B D F 4. B C F
37. ขอใดสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
นอยที่สุด
1. ภูเขาไฟปะทุ
2. การตัดไมทําลายปา
3. การสรางพื้นที่เกษตรกรรม
4. การขยายพื้นที่เพื่อที่อยูอาศัย
35.35. หากพิจารณาถึงกระดูกสันหลังเปนเกณฑ สิ่งมีชีวิต
ในขอใดแตกตางจากขออื่นD
36.36. กําหนดให
A ดอกมี 3 กลีบD
37.37. ขอใดสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
นอยที่สุดB
38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยอยางไร
1. เปนอาหาร
2. เปนยารักษาโรค
3. เปนแหลงที่อยูอาศัย
4. เปนแหลงของปจจัยสี่
39. ขอใดจัดวาเปนเทคโนโลยีชีวภาพ
1. การผลิตถานดูดกลิ่น
2. การผลิตตะไครหอมไลยุง
3. การผลิตแอลกอฮอลจากออย
4. การผลิตนํ้ายาลางจานจากมะกรูด
40. ขอใดจัดเปนสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม
1. แตงโมที่มีผลขนาดใหญ
2. ดอกไมที่ไดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
3. แบคทีเรียที่สามารถผลิตฮอรโมนอินซูลิน
4. กลวยไมพันธุใหมที่ไดจากการฉายรังสีแกมมา
38.38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยอยางไร
1. เปนอาหารB
39.39. ขอใดจัดวาเปนเทคโนโลยีชีวภาพ
1. การผลิตถานดูดกลิ่นB
40.40. ขอใดจัดเปนสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม
1. แตงโมที่มีผลขนาดใหญD
(13)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. การศึกษาจํานวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตมีความสําคัญอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
2. การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชจนทําใหเกิดสารตกคางจํานวนมาก สงผลตอระบบนิเวศอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
3. การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษยสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนและโทษตอมนุษยอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
5. เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
1.1. การศึกษาจํานวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตมีความสําคัญอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F
2.2. การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชจนทําใหเกิดสารตกคางจํานวนมาก สงผลตอระบบนิเวศอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D
3.3. การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษยสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D
4.4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนและโทษตอมนุษยอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................A
5.5. เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹àµçÁ
10
ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน
(14)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล ……………………………………………………………………………………………..
เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน …………………………………………………………………………………………….
สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ………………………………………..
โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด
4. ขอใดไมใชลักษณะทางพันธุกรรม
1. สีผิว
2. ลักยิ้ม
3. ชั้นตา
4. แผลเปน
5. กําหนดให A แทน ยีนเดนที่ควบคุมลักษณะผิวปกติ
a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก
สามี-ภรรยาที่มีลักษณะยีนในคูใดที่ลูกของพวกเขา
มีโอกาสแสดงลักษณะผิวเผือกรอยละ 50
1. AA × aa
2. Aa × Aa
3. Aa × aa
4. AA × Aa
6. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม
หากชายคนหนึ่งมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ Aa แตงงานกับ
หญิงคนหนึ่งที่ไมมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ aa ลูกแตละคนจะ
มีโอกาสมีลักยิ้มรอยละเทาใด
1. 25
2. 50
3. 75
4. 100
4.4. ขอใดไมใชลักษณะทางพันธุกรรม
1. สีผิวB
5.
a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก
5. กําหนดให A แทน ยีนเดนที่ควบคุมลักษณะผิวปกติ
a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือกa แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือกD a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก
6.6. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม
หากชายคนหนึ่งมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ Aa แตงงานกับD
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1.
“เซลลเปนหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก
ที่สุด ภายในเซลลมีนิวเคลียส ในนิวเคลียสมีเสนใยเล็กๆ
พันกันอยู เรียกเสนใยเหลานี้วา โครมาทิน ซึ่งเมื่อมีการ
แบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นจนมีลักษณะเปน
แทง เรียกวา โครโมโซม”
1. ขณะที่มีการแบงเซลล โครโมโซมจะมีลักษณะอยางไร
1. มีลักษณะเปนแทง
2. ขดไปมาอยูในนิวเคลียส
3. จับกันเปนคูๆ ชัดเจน 23 คู
4. ไมปรากฏโครโมโซมใหเห็น
2. โครโมโซมของมนุษยเปนไปตามขอใด
1. เปนออโตโซม 46 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู
2. เปนออโตโซม 45 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู
3. เปนออโตโซม 23 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู
4. เปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู
3. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีก
รุนหนึ่ง เปนความหมายของคําในขอใด
1. พันธุกรรม 2. พันธุศาสตร
3. พันธุวิศวกรรม 4. โรคทางพันธุกรรม
1.1. ขณะที่มีการแบงเซลล โครโมโซมจะมีลักษณะอยางไร
1. มีลักษณะเปนแทงA
2.2. โครโมโซมของมนุษยเปนไปตามขอใด
1. เปนออโตโซม 46 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คูA
3.3. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีก
รุนหนึ่ง เปนความหมายของคําในขอใดA
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹àµçÁ
40
ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว
จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน
ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา
A B C D E F
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹ÃÇÁ
50
แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3
ชุดที่ 3
(15)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 7.
“โครโมโซมพบอยูในนิวเคลียส ซึ่งโครโมโซมจะ
ประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน โดยแตละชวงของ
ดีเอ็นเอมีหนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่ควบคุม
ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต”
7. เหตุใดโครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
1. ภายในโครโมโซมมียีนอยู
2. โครโมโซมอยูภายในเซลล
3. ภายในโครโมโซมมีนิวเคลียส
4. โครโมโซมอยูภายในนิวเคลียส
8. บุคคลที่เปนโรคทางพันธุกรรมในขอใดสามารถมีบุตรได
1. ตนมีอาการดับเบิลวาย
2. เมยมีอาการเทอรเนอร
3. เกามีอาการไคลนเฟลเตอร
4. ทั้ง 3 คนไมสามารถมีบุตรได
9. ลักษณะทางพันธุกรรมใดที่มียีนควบคุมอยูบน
โครโมโซมเพศ
1. ผิวเผือก 2. ตาบอดสี
3. ธาลัสซีเมีย 4. ลักษณะนิ้วเกิน
10. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย
1. เกิดจากความผิดปกติของยีน
2. ไมสามารถรักษาใหหายขาดได
3. เซลลเม็ดเลือดแดงผิดปกติ แตกสลายงาย
4. บุคคลปกติทั่วไปอาจมียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู
อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 11.
“ระบบนิเวศประกอบไปดวยองคประกอบ 2 กลุม
ไดแก องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนองคประกอบ
ที่ไมมีชีวิต แตจะมีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต
ของสิ่งมีชีวิต และองคประกอบทางชีวภาพ ซึ่งเปน
องคประกอบที่มีชีวิต ซึ่งจะมีความเกี่ยวของสัมพันธ
กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ และสัมพันธกับสิ่งไมมีชีวิตดวย”
11. ขอใดเปนองคประกอบทางชีวภาพของระบบนิเวศ
1. ดิน นํ้า จุลินทรีย 2. ดิน นํ้า แสงแดด
3. พืช สัตว แสงแดด 4. พืช สัตว จุลินทรีย
7.7. เหตุใดโครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ
ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตF
8.8. บุคคลที่เปนโรคทางพันธุกรรมในขอใดสามารถมีบุตรได
1. ตนมีอาการดับเบิลวายB
9.9. ลักษณะทางพันธุกรรมใดที่มียีนควบคุมอยูบน
โครโมโซมเพศB
10.10. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย
1. เกิดจากความผิดปกติของยีนB
11.11. ขอใดเปนองคประกอบทางชีวภาพของระบบนิเวศ
1. ดิน นํ้า จุลินทรีย 2. ดิน นํ้า แสงแดดD
12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น
1. เห็ด 2. เฟน
3. หญา 4. สาหราย
13. “ไลเคน” เปนการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ
กันแบบใด
1. ภาวะแขงขัน
2. ภาวะลาเหยื่อ
3. ภาวะอิงอาศัย
4. ภาวะพึ่งพากัน
14. สิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ที่สํารวจพบในระบบนิเวศทุงหญา ไดแก
หญา หนู ตั๊กแตน และเหยี่ยว เขียนความสัมพันธของ
สิ่งมีชีวิตในรูปของโซอาหารไดอยางไร
1. หญา หนู ตั๊กแตน เหยี่ยว
2. หญา ตั๊กแตน หนู เหยี่ยว
3. หญา เหยี่ยว ตั๊กแตน หนู
4. หญา เหยี่ยว หนู ตั๊กแตน
15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง
ผูบริโภคลําดับตอไปไดเพียง 10% ถาหนอนตัวหนึ่งกิน
ใบพืชจํานวน 10 กรัมตอวัน ปริมาณพลังงานที่หนอน
สามารถใชสรางเปนเนื้อเยื่อเทียบไดกับใบพืชจํานวนเทาใด
1. 0.1 กรัม 2. 1 กรัม
3. 10 กรัม 4. 100 กรัม
16. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนมนุษย
1. C 2. D
3. E 4. F
17. วัฏจักรสารใดที่จะเกิดขึ้นไดสมบูรณตองอาศัยจุลินทรีย
1. นํ้า 2. คารบอน
3. ไนโตรเจน 4. ฟอสฟอรัส
12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใ
1. เห็ด 2. เฟนD
13.13. “ไลเคน” เปนการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ
กันแบบใดB
14.14. สิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ที่สํารวจพบในระบบนิเวศทุงหญา ไดแก
หญา หนู ตั๊กแตน และเหยี่ยว เขียนความสัมพันธของE
15.15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง
ผูบริโภคลําดับตอไปไดเพียง 10% ถาหนอนตัวหนึ่งกินD
16.16. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนมนุษย
D
17.17. วัฏจักรสารใดที่จะเกิดขึ้นไดสมบูรณตองอาศัยจุลินทรีย
1. นํ้า 2. คารบอนB
E
A D
C
B
F
(16)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
18. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให C ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด
1. หญา 2. หนอน
3. ตั๊กแตน 4. นกกระจอก
19. ขอใดตรงกับความหมายของคําวา “ประชากร”
1. มีชางปา 80 ตัว ในอุทยานแหงชาติ
2. สํารวจพบโลมา 20 ตัว ในทะเลอาวไทย
3. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 สํารวจพบกระทิง 50 ตัว
4. มีกวาง100 ตัว ในปาเขาใหญ เมื่อเดือนสิงหาคม2556
20. ขอใดเปนความหมายของ “ความหนาแนนของประชากร”
1. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต
ทุกชนิดตอหนวยพื้นที่
2. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต
ชนิดหนึ่งตอหนวยพื้นที่
3. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
ตอหนวยเวลา
4. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต
ชนิดหนึ่งตอหนวยเวลา
21. ขอใดเปนทรัพยากรธรรมชาติที่จัดอยูในกลุมเดียวกัน
1. นํ้า ปาไม
2. ดิน อากาศ
3. นํ้ามัน แรธาตุ
4. ทราย ถานหิน
22. ปจจัยใดมีอิทธิพลมากที่สุดในการทําใหเกิดความแตกตาง
ของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชน
1. มนุษย 2. เศรษฐกิจ
3. เทคโนโลยี 4. การประกอบอาชีพ
23. ขอใดไมไดเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม
1. การทําไรเลื่อนลอย
2. การเพิ่มขึ้นของวัชพืช
3. การเพิ่มขึ้นของประชากร
4. การขาดจิตสํานึกตอสวนรวม
18.18. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให C ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด
D
19.19. ขอใดตรงกับความหมายของคําวา “ประชากร”
1. มีชางปา 80 ตัว ในอุทยานแหงชาติB
20.20. ขอใดเปนความหมายของ “ความหนาแนนของประชากร”
1. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตB
21.21. ขอใดเปนทรัพยากรธรรมชาติที่จัดอยูในกลุมเดียวกัน
1. นํ้า ปาไมA
22.22. ปจจัยใดมีอิทธิพลมากที่สุดในการทําใหเกิดความแตกตาง
ของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชนD
23.23. ขอใดไมไดเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม
1. การทําไรเลื่อนลอยD
24. ปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิดวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและ
ทรัพยากรธรรมชาติของโลก คือขอใด
1. ความเจริญของชุมชนเมือง
2. ความเจริญของอุตสาหกรรม
3. ความกาวหนาของเทคโนโลยี
4. การเพิ่มจํานวนประชากรมนุษย
25. ขอใดเปนแนวทางในการชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
1. การดูแลรักษาสภาพแวดลอม
2. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางฟุมเฟอย
3. การใชทรัพยากรธรรมชาติเพียงอยางเดียว
4. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางหลากหลาย
26. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการจัดการใช
ทรัพยากรใหเกิดประโยชนสูงสุดโดยยึดหลักใด
1. การใชซํ้า
2. การนํากลับมาใชใหม
3. การใชใหเกิดประโยชนสูงสุด
4. การฟนฟูและปรับปรุงคุณภาพ
27. ขอใดไมถือวาเปนการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
1. นอยหนาใชนํ้าซักผามารดตนไม
2. สมศักดิ์กําจัดวัชพืชโดยการไถกลบแทนการเผา
3. ดุสิตรับซื้อกระปองอะลูมิเนียมมาหลอมเพื่อใชใหม
4. สมศรีใชปุยเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในสวน
28. ขอใดไมใชหลักการใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียง
1. ควบคุมการใชทรัพยากรอยางเหมาะสม
2. ใชทรัพยากรอยางหลากหลายในปริมาณมากๆ
3. ใชทรัพยากรในปริมาณไมมากหรือนอยเกินไป
4. ใชทรัพยากรอยางพอดี โดยไมใชเกินความจําเปน
29. ปญหามลพิษใดที่สงผลใหมนุษยมีความเสี่ยงตอการเปนโรค
เกี่ยวกับทางเดินหายใจ
1. มลพิษทางดิน 2. มลพิษทางนํ้า
3. มลพิษทางเสียง 4. มลพิษทางอากาศ
30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด
1. รณรงคลดการใชเชื้อเพลิง
2. รถยนตเปลี่ยนมาใชแกสแทนนํ้ามัน
3. ปลูกจิตสํานึกใหประชาชนรักสิ่งแวดลอม
4. ออกกฎหมายลงโทษเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมอยางรุนแรง
24.24. ปจ
ทรัพยากรธรรมชาติของโลก คือขอใดD
25.25. ขอใดเปนแนวทางในการชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
1. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมD
26.26. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการจัดการใช
ทรัพยากรใหเกิดประโยชนสูงสุดโดยยึดหลักใดD
27.27. ขอใดไมถือวาเปนการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
1. นอยหนาใชนํ้าซักผามารดตนไมD
28.28. ขอใดไมใชหลักการใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงD
29.29. ปญหามลพิษใดที่สงผลใหมนุษยมีความเสี่ยงตอการเปนโรค
เกี่ยวกับทางเดินหายใจB
30.30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด
1. รณรงคลดการใชเชื้อเพลิงC
C
B
A
(17)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
31. ขอใดตอไปนี้ไมมีผลตอความหลากหลายทางชีวภาพ
1. วิวัฒนาการ
2. สิ่งแวดลอม
3. การกลายพันธุ
4. การกินอาหาร
32. การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปน
ลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลายทางใด
1. ความหลากหลายทางกายภาพ
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ
3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม
4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ
33. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของนักวิทยาศาสตร
ทานใด ที่เปนที่นิยมในปจจุบัน
1. อาริสโตเติล
2. เอิรนสต แฮคเกล
3. รอเบิรต วิตเทเกอร
4. เฮอรเบิรต โคปแลนด
34. ขอใดเขียนชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยไดถูกตองที่สุด
1. Homo sapiens
2. Homo sapiens
3. Homo Sapiens
4. homo sapiens
35. สัตวในกลุมใดมีความหลากหลายมากที่สุด
1. หอย
2. แมลง
3. สัตวเลื้อยคลาน
4. สัตวเลี้ยงลูกดวยนํ้านม
31.31. ขอ
1. วิวัฒนาการD
32.32. การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปน
ลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลายทางใดB
33.33. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของนักวิทยาศาสตร
ทานใด ที่เปนที่นิยมในปจจุบันA
34.34. ขอใดเขียนชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยไดถูกตองที่สุด
1.A
35.35. สัตวในกลุมใดมีความหลากหลายมากที่สุด
1. หอยA
36. กําหนดให
A ดอกมี 3 กลีบ
B ดอกมี 5 กลีบ
C เสนใบขนาน
D เสนใบเปนรางแห
E ทอลําเลียงกระจายทั่วลําตน
F ทอลําเลียงเรียงเปนวงรอบลําตน
ตนกลวยจะมีลักษณะตามขอใด
1. A C E 2. A D E
3. B D F 4. B C F
37. ปรากฏการณทางธรรมชาติในขอใดที่ไมเปนสาเหตุใหเกิด
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
1. แผนดินไหว 2. ภูเขาไฟปะทุ
3. ตนไมใหญโคนลม 4. นํ้าแข็งขั้วโลกละลาย
38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษยอยางไร
1. ทําใหเกิดโรค
2. ทําใหเกิดมลพิษ
3. ทําใหประชากรมนุษยลดลง
4. ทําใหประชากรมนุษยเพิ่มขึ้น
39. ขอใดเปนประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม
1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
2. การใชจุลินทรียบําบัดนํ้าเสีย
3. การผลิตสารเคมีจากจุลินทรียบางชนิด
4. การตรวจเอกลักษณบุคคลจากลายพิมพดีเอ็นเอ
40. หลักฐานในขอใดที่ไมสามารถใชตรวจหาฆาตกรโดยวิธี
ตรวจลายพิมพดีเอ็นเอ
1. เสนผม 2. ลายนิ้วมือ
3. คราบอสุจิ 4. คราบเลือด
36.36. กําหนดให
A ดอกมี 3 กลีบD
37.37. ปรากฏการณทางธรรมชาติในขอใดที่ไมเปนสาเหตุใหเกิด
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพB
38.38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษยอยางไร
1. ทําใหเกิดโรคB
39.39. ขอใดเปนประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม
1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อA
40.40. หลักฐานในขอใดที่ไมสามารถใชตรวจหาฆาตกรโดยวิธี
ตรวจลายพิมพดีเอ็นเอD
(18)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. หากนักเรียนมีลักยิ้มเหมือนพอ ผมตรงเหมือนแม มีติ่งหูเหมือนยาย หอลิ้นไดเหมือนปู นักเรียนคิดวาเพราะเหตุใดจึงเปน
เชนนั้น
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
2. วัฏจักรของสารตางๆ มีความสําคัญตอระบบนิเวศอยางไร
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
3. ใหนักเรียนอธิบายความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ พรอมทั้งยกตัวอยางประกอบ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด ตาราง หรือรูปแบบอื่นที่เขาใจงายและ
นาสนใจ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
5. เพราะเหตุใดจึงควรมีการอนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................
1.1. หากนักเรียนมีลักยิ้มเหมือนพอ
เชนนั้นD
2. วัฏจักรของสารตางๆ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F
3.3. ใหนักเรียนอธิบายความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................B
4.4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด4.
นาสนใจE
5. เพราะเหตุใดจึงควรมีการอนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D
¤Ðá¹¹·Õèä´Œ
¤Ðá¹¹àµçÁ
10
ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน
(19)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. ตอบ ขอ 2. ในขณะที่เซลลยังไมมีการแบงเซลล จะเห็นเสนใยเล็กๆ เรียกวา โครมาทิน(chromatin) แตเมื่อมีการแบงเซลล
เกิดขึ้น เสนโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม(chromosome) ซึ่งนักวิทยาศาสตร
มักจะศึกษาลักษณะของโครโมโซมในขณะที่มีการแบงเซลล เนื่องจากจะเห็นโครโมโซมไดชัดเจน
2. ตอบ ขอ 4. โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนไมสามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับโครโมโซมจึงตอง
อาศัยกลองจุลทรรศน
3. ตอบ ขอ 2. มนุษยมีโครโมโซม 46 แทง หรือ 23 คู ซึ่งเปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู โดยเพศหญิง
มีโครโมโซมเพศเปน XX สวนเพศชายมีโครโมโซมเพศเปน XY
4. ตอบ ขอ 2. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรม ที่ทําหนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมตางๆ ของ
สิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะมีจํานวนโครโมโซมเทากัน โครโมโซมมีลักษณะเปนแทงประกอบดวย
แขน 2 ขาง ที่มีจุดเชื่อมตอกัน เรียกวา เซนโทรเมียร ซึ่งตําแหนงจุดเชื่อมตอที่ตางกัน ทําใหโครโมโซม
มีรูปรางหลายแบบ
5. ตอบ ขอ 1. ลักษณะทางพันธุกรรมเปนลักษณะที่สามารถถายทอดจากรุนสูรุนผานทางเซลลสืบพันธุของพอและแม เชน
การมีลักยิ้ม ติ่งหู หรือแมแตการหอลิ้น อยางไรก็ตาม ใชวาทุกลักษณะของสิ่งมีชีวิตจะเปนลักษณะทาง
พันธุกรรม เพราะบางลักษณะอาจเกิดจากสภาพแวดลอม เชน รอยแผลเปน เปนตน
6. ตอบ ขอ 2. ความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง เปนลักษณะที่ไดรับอิทธิพลจากสิ่งแวดลอม ลักษณะทางพันธุกรรม
จะไมสามารถแยกความแตกตางไดชัดเจน เชน ความสูงของคน ถาไดรับสารอาหารถูกตองตามหลัก
โภชนาการ และมีการออกกําลังกายสมํ่าเสมอ ก็จะทําใหมีรางกายสูงไดแมพอแมจะไมสูงก็ตาม
7. ตอบ ขอ 4. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบนโครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลีย จะมียีน
แบบ X Y สวนหญิงที่ปกติและไมเปนพาหะของโรค จะมียีนแบบ X X
8. ตอบ ขอ 3. ลูกจะมีดีเอ็นบางสวนเหมือนพอ และบางสวนเหมือนแม ซึ่งไดรับมาจากการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ดังนั้น การตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธของแมลูกได และยังสามารถใชตรวจพิสูจนหลักฐาน
ทางนิติเวชศาสตรไดอีกดวย
9. ตอบ ขอ 1. ความผิดปกติของออโตโซม คือ ความผิดปกติของโครโมโซมรางกายนั่นเอง โดยแบงออกเปน 2 ลักษณะ
คือ การเพิ่มของโครโมโซมและการขาดหายไปของโครโมโซม ซึ่งตัวเลือกที่1. กลุมอาการคริดูชาต เกิดจาก
สวนของแขนขางสั้นของโคโมโซมคูที่ 5 หายไป 1 โครโมโซม สวนตัวเลือกที่ 2.-4. เปนกลุมอาการที่เกิด
จากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ
10. ตอบ ขอ 1. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมมีประโยชนอยางมากในการวางแผนครอบครัว ซึ่งหากคูสามีภรรยาคิดจะ
มีบุตร ก็ควรตรวจรางกายวาตนเองเปนโรคทางพันธุกรรมหรือเปนพาหะของโรคหรือไม เพราะยีนที่ควบคุม
ลักษณะของโรคจะสามารถถายทอดไปยังลูกได ซึ่งหากตรวจพบวามีความเสี่ยงก็ควรหาวิธีการปองกันแกไข
เนื่องจากโรคทางพันธุกรรมบางโรคจะสงผลตอการดํารงชีวิตของบุคคลเปนอยางมาก
ตอนที่ 1
ชุดที่ 1เฉลยแบบทดสอบ
(20)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
11. ตอบ ขอ 4. โครงสรางของระบบนิเวศประกอบดวยกลุมสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยู และสิ่งแวดลอม
12. ตอบ ขอ 3. ทั้งมอส ชวนชม และสาหรายหางกระรอกเปนผูผลิตในระบบนิเวศ สวนเห็ดนางฟาเปนผูยอยสลาย
13. ตอบ ขอ 3. เนื่องจากสิ่งมีชีวิตตางๆ ที่กําหนดให มีความสัมพันธกัน ดังนี้
สิ่งมีชีวิต ลักษณะความสัมพันธ
ดอกไมกับแมลง ไดประโยชนรวมกัน
ไลเคน พึ่งพา
นกเอี้ยงกับควาย ไดประโยชนรวมกัน
พลูดางกับตนไมใหญ อิงอาศัย
ฉลามกับเหาฉลาม อิงอาศัย
กลวยไมกับตนมะมวง อิงอาศัย
เสือกับกวาง การลาเหยื่อ
เสือกับสิงโตที่ลาเหยื่อตัวเดียวกัน แกงแยง
14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวย
ผูผลิตเสมอ ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือ และผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ
โดยมีลูกศรอยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหาร
ไดดังนี้ หญา หนอน นก งู
15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในโซอาหารแตละลําดับขั้น จะมีพลังงานเพียง 10% เทานั้น ที่สิ่งมีชีวิตจะนําไปสราง
เปนเนื้อเยื่อได สวนอีก 90% จะสลายไปในรูปของพลังงานอื่นๆ หากกําหนดใหขาวเปลือก 2,500 เมล็ด
เปรียบไดกับพลังงาน 100% ดังนั้น พลังงานที่ไกตัวนี้สามารถนําไปสรางเปนเนื้อเยื่อได จะมีคาเทากับ
2,500 × (10/100) = 250 เมล็ด
16. ตอบ ขอ 3. จากโซอาหารที่กําหนดให ทําใหทราบวาหนอนเปนอาหารของไก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกราฟ พบวาชวงเวลา
ที่หนอนมีปริมาณนอยที่สุด คือ ชวง C ถึง D
17. ตอบ ขอ 1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของพลังงานในระบบนิเวศ การเขียนโซอาหารและสายใยอาหาร มักเริ่มตนที่ผูผลิต
ซึ่งจะถูกผูบริโภคลําดับที่หนึ่งกิน เมื่อพิจารณาจากแผนภาพ สามารถสรุปไดวา สิ่งมีชีวิต A เปนผูผลิต
18. ตอบ ขอ 3. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค
ลําดับที่ 2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย
19. ตอบ ขอ 4. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะไมมีฝน ไมมีความชื้นในอากาศ ซึ่งหากไมมีนํ้า สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิต
อยูได เนื่องจากนํ้าเปนปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เชน เปนอาหาร ที่อยูอาศัย เปนตน
20. ตอบ ขอ 4. ปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดประชากร ไดแก อัตราการเกิด อัตราการตาย อัตราการอพยพเขา
และอัตราการอพยพออก
21. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ประกอบดวยสิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิต อาจมองเห็นไดหรือ
มองไมเห็น และอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการที่มนุษยสรางขึ้น
(21)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
22. ตอบ ขอ 2. สิ่งแวดลอม คือ สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ซึ่งอาจเปนสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไมมีชีวิต สามารถมองเห็นไดหรือ
มองเห็นไมได แตลวนมีความสัมพันธเกี่ยวของกับเราทั้งสิ้น เชน คน สัตว แสงแดด อากาศ บาน รถยนต
เปนตน สวนทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน
นํ้า ตนไม อากาศ เปนตน ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม
23. ตอบ ขอ 2. ปรากฏการณทางธรรมชาติทั้ง 4 อยางนั้น ลวนมีผลตอสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น แตเมื่อ
พิจารณาถึงความรุนแรงแลว ไฟปานับเปนตัวการทําลายสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอยางมหาศาล
ทั้งทรัพยากรปาไม สัตวปา ดิน อินทรียวัตถุตางๆ นอกจากนี้ยังกอใหเกิดมลพิษทางอากาศจากเถาถาน
ฝุนละอองและแกสพิษ ซึ่งเปนอันตรายตอระบบหายใจของสิ่งมีชีวิตอีกดวย
24. ตอบ ขอ 1. มนุษยเปนตัวการสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจาก
มนุษยนําทรัพยากรมาใชอยางฟุมเฟอยและไมรูคุณคา
25. ตอบ ขอ 2. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมเปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจากเมื่อสภาพแวดลอม
ไมเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงนอยมาก ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ ก็จะสามารถรักษาสมดุลไวได
26. ตอบ ขอ 4. การอนุรักษ (conservation) คือ การรักษาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติใหคงสภาพเดิมไดมากที่สุด
หรือเกิดการสูญเปลานอยที่สุด หรือกลาวไดวาเปนการใชใหเกิดประโยชนมากที่สุดนั่นเอง
27. ตอบ ขอ 3. การกระทําที่ชวยเพิ่มรายไดใหตนเองโดยยึดหลักการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ คือ เก็บขวดพลาสติกที่
มีคนทิ้งไวขางทางมาขาย เนื่องจากพลาสติกนั้นอาจนําไปผานกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนํากลับมาใชใหมได
ซึ่งการกระทํานี้นอกจากจะชวยเพิ่มรายไดแลว ยังเปนการชวยอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ และชวยลด
ปริมาณขยะอีกดวย
28. ตอบ ขอ 2. การอนุบาลปูไขและปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ ถือไดวาเปนการสรางทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใหมเพื่อทดแทน
สิ่งที่ใชไป เชนเดียวกับการปลูกปาทดแทน ซึ่งเปนการใชทรัพยากรธรรมชาติโดยอยูในความไมประมาท
29. ตอบ ขอ 4. บานหลังแรกที่อยูใกลกับแหลงกําจัดขยะ ซึ่งทําใหดินบริเวณนั้นเสื่อมสภาพ นับวาทําใหเกิดมลพิษทางดิน
และการที่ขยะสงกลิ่นเหม็นนั้น จะเปนการทําใหเกิดมลพิษทางอากาศ สวนบานอีกหลังหนึ่งที่อยูใกลกับ
โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปลอยนํ้าเสียลงสูแหลงนํ้าธรรมชาตินั้น จะทําใหเกิดมลพิษทางนํ้า และการปลอย
ควันพิษสูอากาศ จะทําใหเกิดมลพิษทางอากาศ
30. ตอบ ขอ 4. การอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ควรไดรับความรวมมือจากทุกฝาย และเปนหนาที่ของทุกคนในทองถิ่น
31. ตอบ ขอ 1. สิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะเลือกแหลงที่อยูที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิต แตหากแหลงที่อยูมีสภาพเปลี่ยนแปลงไป
สิ่งมีชีวิตจะตองมีการปรับตัวเพื่อใหสามารถดํารงชีวิตอยูในแหลงที่อยูนั้นๆ ได การปรับตัวดังกลาวจะนํา
ไปสูความแตกตางของสิ่งมีชีวิต เชน ขนาด รูปราง โครงสรางรางกาย จนเกิดเปนวิวัฒนาการและถายทอด
ไปสูลูกหลาน ดังนั้น การปรับตัวจึงเปนสาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
32. ตอบ ขอ 2. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้
1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต
3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม
ดังนั้น การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุจัดเปนความหลากหลายทางชนิดพันธุ
(22)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
33. ตอบ ขอ 2. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยการคัดเลือกประเภทที่มีความใกลเคียงกันไวดวยกัน ตามแนวคิดของคาโรลัส
ลินเนียส ไดจัดลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวางไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ดังนี้
อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร แฟมิลี จีนัส สปชีส
34. ตอบ ขอ 3. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตที่เปนที่นิยมในปจจุบันเปนแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร ซึ่งจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเปน
5 อาณาจักร คือ อาณาจักรมอเนอรา อาณาจักรโพรทิสตา อาณาจักรฟงไจ อาณาจักรพืช และอาณาจักร
สัตว
35. ตอบ ขอ 4. จากการแบงสิ่งมีชีวิตออกเปน2 กลุมตามโจทยนั้น แสดงวาใชการมีกระดูกสันหลังเปนเกณฑในการจําแนก
36. ตอบ ขอ 4. พืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีลักษณะสําคัญ ไดแก กลีบดอกจะมีจํานวน 3 หรือทวีคูณของ 3 ลักษณะของเสนใบจะมี
การจัดเรียงแบบขนาน ลําตนไมมีแคมเบียม ทอลําเลียงกระจัดกระจายทั่วลําตน มีระบบรากฝอย และเมล็ด
มีซีกเดียว ตัวอยางพืชกลุมนี้ เชน ขาว ออย มะพราว ปาลม ขาวโพด กลวย กก ตาล ไผ เปนตน
37. ตอบ ขอ 1. การตัดไมทําลายปาจะเปนการทําลายแหลงที่อยูอาศัยและแหลงอาหารของสิ่งมีชีวิตในปา ทําใหสิ่งมีชีวิต
มีการอพยพยายถิ่น ซึ่งสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอยางมาก
38. ตอบ ขอ 2. การใชยาฆาแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช สารเคมีจะตกคางและถายทอดจากพืชไปสูสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโซอาหาร
หากสิ่งมีชีวิตไดรับสารเหลานี้ปริมาณมาก อาจสงผลตอประสิทธิภาพการสืบพันธุ หรืออาจทําใหสิ่งมีชีวิต
ตายลงได ซึ่งจะสงผลกระทบตอความหลากหลายทางชีวภาพ
39. ตอบ ขอ 1. มนุษยสามารถใชประโยชนจากความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางตรงและทางออม โดยประโยชนทางตรง
คือ การนําสิ่งมีชีวิตตางๆ มาใชประโยชนในดานปจจัยสี่ ไมวาจะเปนอาหาร ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม และ
ยารักษาโรค สวนประโยชนทางออม คือ ความหลากหลายทางชีวภาพกอใหเกิดสถานที่ตางๆ ที่สวยงาม
ซึ่งใชเปนสถานที่ทองเที่ยวพักผอนหยอนใจ หรืออาจเปนแหลงตนนํ้าลําธาร
40. ตอบ ขอ 2. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหไดสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ เปนวิธีการดาน
พันธุวิศวกรรม(geneticengineering) ซึ่งเปนการสรางลักษณะทางพันธุกรรมที่ตองการใหสามารถถายทอด
เขาสูสิ่งมีชีวิตได โดยใชเทคนิคตางๆ เพื่อนําสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปถายฝากใหกับสิ่งมีชีวิต
อีกชนิดหนึ่ง
(23)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. แนวตอบ หนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต คือ เซลล ภายในเซลลประกอบดวยไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ภายในนิวเคลียส
มีโครโมโซมอยู ซึ่งแตละโครโมโซมจะประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน โดยแตละชวงของดีเอ็นเอจะมี
หนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น โครโมโซมจึงมีความ
สําคัญตอการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากภายในโครโมโซมมียีนอยู
2. แนวตอบ ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศที่มนุษยสรางขึ้น เนื่องจากภายในตูมี
กลุมสิ่งมีชีวิตที่ตางก็มีความสัมพันธกัน เชน พืชนํ้า ปลาหลากหลายชนิด หอย เปนตน อีกทั้งสิ่งมีชีวิต
ตางๆ นั้นก็มีความสัมพันธตอสิ่งแวดลอมภายในตูดวย
3. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน
4. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน
5. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ซึ่งแตละชุมชน หรือแตละโรงเรียน
อาจมีปญหาสิ่งแวดลอมที่แตกตางกัน เชน ปญหานํ้าเนาเสีย ปญหาขยะมูลฝอย ปญหาดินเสื่อมโทรม
ปญหามลพิษในอากาศ เปนตน โดยแตละปญหาลวนสงผลตอทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอมบริเวณรอบๆ
แตกตางกันไป สวนแนวทางในการแกไขปญหานั้นจะตองไดรับความรวมมือจากทุกคนในทองถิ่น
ตอนที่ 2
(24)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. ตอบ ขอ 3. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่เซลลยังไมมีการแบงเซลล จะเห็นเสนใยเล็กๆ เรียกวา โครมาทิน
แตเมื่อมีการแบงเซลลเกิดขึ้น เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม ซึ่งแตละ
โครโมโซมประกอบดวยแขนสองขาง เรียกวา โครมาทิด ที่มีจุดเชื่อมติดกัน เรียกวา เซนโทรเมียร
2. ตอบ ขอ 1. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง
คือ ยีน (gene) ซึ่งอยูบนโครโมโซม
3. ตอบ ขอ 3. ลักษณะทางพันธุกรรมจะสามารถถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง เชน ตาบอดสี สีของตา ชั้นของหนังตา
เปนตน สวนตาเปนตอเปนโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใชสายตาอยางไมถูกตอง
4. ตอบ ขอ 3. ลักษณะทางพันธุกรรมถูกควบคุมโดยยีนที่จัดเรียงอยูบนดีเอ็นเอ โดยดีเอ็นเอเปนสายนิวคลีโอไทด 2 สาย
บิดรวมเปนเกลียวคู พันรวมกันกับหนวยของโปรตีนไดเปนเสนใยที่เรียกวา โครมาทิน ซึ่งอยูในนิวเคลียส
โดยเมื่อเริ่มมีการแบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม
5. ตอบ ขอ 3. ลักษณะที่ปรากฏในทุกรุน เรียกวา ลักษณะเดน สวนลักษณะที่ปรากฏในบางรุน เรียกวา ลักษณะดอย จาก
กฎของเมนเดล เมื่อนําถั่วลันเตาที่มีเมล็ดสีเหลืองทุกรุนผสมกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว จะไดถั่วลันเตารุนลูก
มีเมล็ดสีเหลืองทั้งหมด และเมื่อนําถั่วลันเตารุนลูกผสมกันเอง จะไดรุนหลานมีเมล็ดสีเหลืองมากกวาสีเขียว
ในอัตราสวน 3:1
6. ตอบ ขอ 2. หากนําพืชที่มีจีโนไทป AA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทป Aa รุนลูกจะมีลักษณะ ดังนี้
AA Aa
รุนลูก (F1
) AA Aa AA Aa
จะเห็นวารุน F1
มีจีโนไทปเปน Aa จํานวน 2 ใน 4 หรือคิดเปนรอยละ 50
7. ตอบ ขอ 2. ตาบอดสีเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบนโครโมโซมX หากชายคนหนึ่งไมเปนตาบอดสี จะมียีนแบบ
X Y สวนหญิงที่เปนพาหะของโรค จะมียีนแบบ X X
8. ตอบ ขอ 4. เมื่อชายมียีนแบบ X Y และหญิงมียีนแบบ X X ลูกจะมีลักษณะ ดังนี้
X Y X X
รุนลูก X X X X X Y X Y
จะเห็นวาลูกมีโอกาสเปนพาหะของโรค 25% มีโอกาสเปนโรค 25% และมีโอกาสไมเปนโรค 50%
ตอนที่ 1
ชุดที่ 2เฉลยแบบทดสอบ
(25)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
9. ตอบ ขอ 4. ลักษณะทางพันธุกรรมนี้ถูกควบคุมดวยยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X ดังนั้น จะพบลักษณะนี้ในเพศชาย
มากกวาเพศหญิง เพราะเพศชายมีโครโมโซม X เพียงหนึ่งโครโมโซม ซึ่งหากเปนโครโมโซมที่มียีนดอยอยู
ลักษณะนั้นก็จะปรากฏออกมาทันที สวนในเพศหญิงมีโครโมโซมX สองโครโมโซม ซึ่งหากไดรับโครโมโซม
X ที่มียีนดอยอยูเพียงโครโมโซมเดียว ก็จะไมแสดงลักษณะนั้นออกมา แตจะเปนเพียงพาหะเทานั้น
10. ตอบ ขอ 3. โรคทางพันธุกรรมที่พบในเพศชาย ซึ่งจะมีลักษณะบางอยางคลายเพศหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย
เปนตน และเปนหมัน คือ โรคที่เรียกวา กลุมอาการไคลนเฟลเตอร ซึ่งเกิดจากมีโครโมโซมX เกินจากปกติ
11. ตอบ ขอ 2. องคประกอบของระบบนิเวศแบงออกเปน 2 กลุม คือ องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนสิ่งไมมีชีวิต เชน
ดิน นํ้า แสงแดด แรธาตุ ความชื้น เปนตน และองคประกอบทางชีวภาพ ไดแก สิ่งมีชีวิตตางๆ
12. ตอบ ขอ 1. เห็ดและราเปนผูยอยสลายในระบบนิเวศ สวนในตัวเลือกที่2.-4. เปนผูบริโภค โดยชางและกวางเปนผูบริโภค
พืช หนอนและแรงเปนผูบริโภคซากสัตว สวนสิงโตและฉลามเปนผูบริโภคสัตว
13. ตอบ ขอ 3. - กาฝากบนตนไม กาฝากไดประโยชนขณะที่ตนไมเสียประโยชน จึงเปนความสัมพันธแบบภาวะปรสิต
- ฉลามกับเหาฉลาม เหาฉลามไดประโยชนโดยไดกินเศษอาหารจากฉลาม ขณะที่ฉลามเองไมไดและ
ไมเสียประโยชน จึงเปนความสัมพันธแบบภาวะอิงอาศัย
- โพรโทซัวในลําไสปลวก ทั้งโพรโทซัวและปลวกตางไดประโยชนรวมกัน โดยสิ่งมีชีวิตทั้งสอง จะตองอยู
รวมกัน ซึ่งเปนความสัมพันธแบบภาวะพึ่งพา
14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวยผูผลิต
ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือ และผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ โดยมีลูกศร
อยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหารได ดังนี้
หญา หนอน นก งู
15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศจะผานสิ่งมีชีวิตโดยการกินตอกันเปนทอดๆ ในรูปของโซอาหารและ
สายใยอาหาร เริ่มตนจากผูผลิตไปยังผูบริโภคลําดับตางๆ ซึ่งยิ่งผูบริโภคลําดับสูงขึ้นจะยิ่งไดรับพลังงาน
นอยลงตามกฎสิบเปอรเซ็นต และในโซอาหารนั้นผูยอยสลายจะไมมีสวนในการถายทอดพลังงาน โดย
โซอาหารและสายใยอาหารไมสามารถบอกถึงความสมดุลของระบบนิเวศได
16. ตอบ ขอ 3. จากโซอาหารที่กําหนดให ทําใหทราบวาหนอนเปนอาหารของนก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกราฟ พบวาชวงเวลา
ที่หนอนมีปริมาณนอยที่สุด คือ ชวง C ถึง D
17. ตอบ ขอ 1. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค
ลําดับที่2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย ดังนั้นA คือ สิ่งมีชีวิตที่เปนผูผลิต
18. ตอบ ขอ 4. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตอยูได เนื่องจากคารบอนเปนองคประกอบ
สําคัญของสารอินทรียซึ่งพบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
19. ตอบ ขอ 4. การศึกษาขนาดของประชากรในระบบนิเวศ สามารถศึกษาไดจากอัตราการอพยพเขา อัตราการอพยพออก
อัตราการเกิด และอัตราการตายของประชากรในระบบนิเวศนั้นๆ จากโจทยมีขอมูลเพียงอัตราการเกิดและ
อัตราการตาย ซึ่งยังไมสามารถสรุปขนาดของประชากรได เนื่องจากไมทราบอัตราการอพยพเขาและอัตรา
การอพยพออกวามีมากนอยเพียงใด
(26)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
20. ตอบ ขอ 2. จากตารางที่กําหนดให สังเกตไดวา หอยสายพันธุ A สามารถอยูไดในทุกสภาพปาที่มีความหนาแนนของ
ตนไมตางกัน หอยสายพันธุB อยูไดเฉพาะในปาที่มีตนไมหนาแนนมาก หอยสายพันธุC อยูไดทั้งในปาที่มี
ตนไมหนาแนนปานกลางและหนาแนนมาก สวนหอยสายพันธุD อยูไดทั้งในปาที่มีตนไมหนาแนนมากและ
หนาแนนนอย ดังนั้น หากปามีความหนาแนนของตนไมลดลง จะสงผลตอหอยสายพันธุ B เปนอันดับแรก
21. ตอบ ขอ 4. ทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน นํ้า ตนไม
อากาศ เปนตน
22. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ซึ่งอาจเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตาม
ธรรมชาติ หรือสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น
23. ตอบ ขอ 1. สาเหตุสําคัญที่สุดของปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ คือ การเพิ่มขึ้นของ
ประชากร เนื่องจากเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ความตองการทรัพยากรก็ยอมเพิ่มขึ้น จึงสงผลใหทรัพยากรมี
ไมเพียงพอตอความตองการ
24. ตอบ ขอ 2. ปจจุบันประชากรมนุษยเพิ่มมากขึ้น ความตองการใชทรัพยากรธรรมชาติจึงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ยังขาด
การจัดการที่ดีในการใชทรัพยากร สงผลใหสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีลักษณะเสื่อมโทรมลง
อยางมาก
25. ตอบ ขอ 2. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน คือ การใชทรัพยากรอยางคุมคาเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด มีการนํา
ทรัพยากรธรรมชาติมาใชเทาที่จําเปน ซึ่งนับเปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจาก
จะทําใหสภาพแวดลอมของระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงนอยมาก ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ จึงสามารถรักษาสมดุล
ไวได
26. ตอบ ขอ 3. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชแลวหมดไป เปนทรัพยากรที่มีอยูจํากัด ธรรมชาติไมสามารถสรางขึ้นมาทดแทนได
หรือตองใชระยะเวลานานมากกวาจะสรางขึ้นมาได เชน นํ้ามัน แรธาตุ ถานหิน เปนตน ดังนั้น แนวทางที่
จะอนุรักษทรัพยากรเหลานี้ไดดีที่สุด คือ การหาสิ่งอื่นมาทดแทน เชน การผลิตไฟฟาพลังงานแสงอาทิตย
พลังงานลม พลังงานนํ้าแทนการผลิตจากถานหิน เปนตน
27. ตอบ ขอ 3. การกระทําที่กําหนดใหเปนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยวิธีการตางๆ ดังนี้
การกระทํา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
การใชกระดาษทั้งสองหนา การใชใหเกิดประโยชนสูงสุด
การเลือกซื้อนํ้ายาลางจานชนิดถุงเติม การใชผลิตภัณฑชนิดเติม
การนํากลองนมมาทําเปนกระเปาใสของ การนํากลับมาใชใหม
การนําถุงพลาสติกใบเกาไปใสของจากรานคา การใชซํ้า
28. ตอบ ขอ 2. หลักการจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามาปรับใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก การยึด
ทางสายกลาง ความไมประมาท ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการเตรียมความพรอมกับความ
เปลี่ยนแปลง
(27)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
29. ตอบ ขอ 4. หากในแหลงนํ้ามีสารอินทรียปนเปอนอยูมาก ออกซิเจนที่ละลายในนํ้าจะลดลง สงผลใหสิ่งมีชีวิตไมสามารถ
ดํารงชีวิตอยูได
30. ตอบ ขอ 3. การใหการศึกษาดานสิ่งแวดลอมแกประชาชน เปนวิธีที่ทําใหประชาชนมีความรูความเขาใจถึงปญหาที่อาจ
เกิดขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติอยางไมเหมาะสม ซึ่งจะสงผลใหเกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ
ดังนั้น หากตองการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติใหคงอยูอยางยั่งยืน จะตองมีการ
ใหความรูอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถดําเนินการอนุรักษไดอยางถูกวิธี
31. ตอบ ขอ 3. ความหลากหลายทางชีวภาพ(biodiversity) หมายถึง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆที่ดํารงชีวิต
อยูในแหลงที่อยูอาศัยเดียวกันหรือแตกตางกัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันจะมีความตางกันทั้งในดานชนิดและ
จํานวน และอาจมีความแตกตางกันทางสายพันธุกรรมดวย
32. ตอบ ขอ 4. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้
1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต
3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม
ดังนั้น การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะเลือกแหลงที่อยู
ที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิต ซึ่งลักษณะดังกลาวจัดเปนความหลากหลายทางระบบนิเวศ
33. ตอบ ขอ 3. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยการคัดเลือกประเภทที่มีความใกลเคียงกันไวดวยกัน ตามแนวคิดของคาโรลัส
ลินเนียส ไดจัดลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวางไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ดังนี้
อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร แฟมิลี จีนัส สปชีส
34. ตอบ ขอ 1. ชื่อวิทยาศาสตรของสิ่งมีชีวิตนั้น ชื่อแรกเปนชื่อจีนัส (genus) และชื่อที่สองเปนสปชีส (species) โดยมี
หลักเกณฑในการเขียน ดังนี้
• ตัวอักษรตัวแรกของชื่อจีนัสตองเปนตัวอักษรพิมพใหญเสมอ สวนตัวอักษรตัวแรกของชื่อสปชีสจะเปน
ตัวพิมพเล็ก
• การเขียนชื่อวิทยาศาสตรจะตองแตกตางจากอักษรตัวอื่นๆ เชน เขียนดวยตัวเอียง ตัวหนา หรือขีดเสนใต
โดยเสนใตของทั้งสองชื่อจะไมติดกัน
• ถาทราบชื่อของผูตั้งชื่อจะตองเขียนชื่อยอหลังชื่อวิทยาศาสตรนั้น
ซึ่งชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยยุคปจจุบัน คือ Homo sapiens
35. ตอบ ขอ 4. ตัวเลือกที่กําหนดใหเปนสัตวทั้งหมด ซึ่งสามารถแบงไดเปน 2 กลุม คือ สัตวที่ไมมีกระดูกสันหลัง และสัตว
มีกระดูกสันหลัง โดยฟองนํ้า ลิ่นทะเล และกิ้งกือ เปนสัตวไมมีกระดูกสันหลัง สวนซาลาแมนเดอร เปนสัตว
ที่มีกระดูกสันหลัง
36. ตอบ ขอ 3. ตนมะมวงเปนพืชใบเลี้ยงคู ซึ่งดอกจะมี 5 กลีบ เสนใบเปนรางแห และทอลําเลียงจะเรียงเปนวงรอบลําตน
37. ตอบ ขอ 3. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจเกิดมาจากปรากฏการณทางธรรมชาติ หรือจากการกระทํา
ของมนุษย ซึ่งจากตัวเลือกที่กําหนดให การสรางพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้น จะเปนผลดีตอความหลากหลาย
ทางชีวภาพ เนื่องจากการปลูกพืชหลากหลายชนิดจะมีสวนชวยใหสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เขามาอาศัย เชน แมลง
จุลินทรียตางๆ เปนตน
(28)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
38. ตอบ ขอ 4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยในดานปจจัยสี่ ทั้งในดานอาหาร เชน นําสัตวมาบริโภค
ดานที่อยูอาศัย เชน นําไมมาสรางบานเรือน ดานเครื่องนุงหม เชน นําเสนใยพืชมาทําเสื้อผา และดาน
ยารักษาโรค เชน นําสมุนไพรมารักษาโรคตางๆ
39. ตอบ ขอ 3. เทคโนโลยีชีวภาพ เปนเทคนิคทางวิทยาศาสตรที่เกี่ยวของกับสิ่งมีชีวิตในหลายๆ ดาน ไมวาจะเปนเทคโนโลยี
การหมัก เทคโนโลยีสิ่งแวดลอม เทคโนโลยีการสรางแหลงวัตถุดิบใหม โดยการผลิตแอลกอฮอลจากออย
จะอาศัยยีสตซึ่งเปนจุลินทรียขนาดเล็กในการเปลี่ยนนํ้าตาลใหเปนแอลกอฮอลดวยวิธีการหมัก
40. ตอบ ขอ 3. สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม คือ สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการตัดตอยีนดวยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม โดยการนํา
ยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ไปใสใหกับสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อใหไดสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตรงตามตองการ
เชน พืชทนตอแมลงศัตรูพืช แบคทีเรียที่สามารถสรางสารบางอยางที่มีประโยชนทางการแพทย เปนตน
(29)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. แนวตอบ สิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีจํานวนโครโมโซมไมเทากัน ดวยเหตุผลดังกลาวจึงใชจํานวนโครโมโซมมาจําแนก
ความแตกตางระหวางสิ่งมีชีวิตแตละชนิด นอกจากนี้การศึกษาจํานวนโครโมโซมยังมีความสําคัญในการ
อธิบายสาเหตุของโรคบกพรองทางพันธุกรรม เชน พบวาคนปกติมีโครโมโซมจํานวน 23 คู แตคนในกลุม
อาการดาวนจะมีโครโมโซมคูที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม เปนตน
2. แนวตอบ การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชในปริมาณมากๆ จะทําใหเกิดสารพิษตกคางอยูในระบบนิเวศนั้น โดยอาจแบง
การตกคางออกเปนในดินและในนํ้า กลาวคือเมื่อสารเคมีกําจัดศัตรูพืชซึมลงสูดิน ไสเดือนหรือสัตวในดิน
ที่มีประโยชน จะไดรับพิษโดยตรง ซึ่งความสูญเสียของประชากรสัตวเหลานี้ทําใหดินเสื่อมสภาพลง นํ้าซึม
ผานลงดินไดยาก สารอินทรียในดินลดลง และสงผลกระทบตอการเจริญเติบโตของพืช เมื่อพืชซึ่งเปนผูผลิต
ในสายใยอาหารลดจํานวนลง ก็จะสงผลตอผูบริโภคตอไป ขณะเดียวกันสารเคมีกําจัดศัตรูพืชที่ปนเปอน
ในแหลงนํ้าอาจทําใหสัตวหลายชนิดตายลง ซึ่งสงผลตอสายใยอาหารเชนกัน
3. แนวตอบ เมื่อประชากรมนุษยเพิ่มขึ้น ความตองการใชสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติยอมเพิ่มขึ้นเชนกัน ซึ่งหาก
ไมมีวิธีการจัดการที่ดี อาจทําใหเกิดปญหาขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และเมื่อมีการใชสิ่งแวดลอมและ
ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ยอมจะเกิดของเสียตางๆ มากขึ้น และสงผลใหเกิดปญหาสภาพแวดลอม
เสื่อมโทรมตามมา
4. แนวตอบ ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยในดานปจจัยสี่ ไดแก อาหาร ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม
และยารักษาโรค แตความหลากหลายทางชีวภาพก็มีโทษตอมนุษย เชน จุลินทรียบางชนิดกอใหเกิดโรค
ในพืชและสัตว บางชนิดเปนพิษตอรางกายมนุษย บางชนิดทําใหอาหารเนาเสีย เปนตน
5. แนวตอบ เทคโนโลยีชีวภาพเกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของมนุษย ซึ่งปจจุบันไดนํามาใชประโยชนหลายดาน เชน
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพื่อการเกษตร การทํากิฟตในผูที่มีบุตรยาก การสรางสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม
ที่มีลักษณะตามตองการ การใชจุลินทรียบําบัดนํ้าเสีย เปนตน
ตอนที่ 2
(30)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. ตอบ ขอ 1. เมื่อมีการแบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม (chromosome)
ซึ่งแตละโครโมโซมประกอบดวยแขนสองขาง เรียกวา โครมาทิด (chromatid) ที่มีจุดเชื่อมติดกัน เรียกวา
เซนโทรเมียร (centromere)
2. ตอบ ขอ 4. มนุษยมีโครโมโซม 46 แทง หรือ 23 คู ซึ่งเปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู
3. ตอบ ขอ 1. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง เปนความหมายของคําวา พันธุกรรม(heredity)
4. ตอบ ขอ 4. ลักษณะทางพันธุกรรม เปนลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สามารถถายทอดจากรุนสูรุน โดยผานทางเซลลสืบพันธุ
ซึ่งแผลเปนนั้นอาจเกิดจากอุบัติเหตุ จึงไมจัดเปนลักษณะทางพันธุกรรม
5. ตอบ ขอ 3. สามี-ภรรยาที่มียีนแบบ Aa x aa จะมีลูกที่มีโอกาสเปนผิวเผือกรอยละ 50 ดังนี้
Aa aa
รุนลูก Aa Aa aa aa
6. ตอบ ขอ 2. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม เมื่อชายมียีนแบบ Aa และหญิงมียีนแบบ aa
ลูกจะมีลักษณะ ดังนี้
Aa aa
รุนลูก Aa Aa aa aa
จะเห็นวา ลูกจะมีโอกาสมีลักยิ้มรอยละ 50
7. ตอบ ขอ 1. โครโมโซมประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน แตละชวงของดีเอ็นเอจะมีหนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่
ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น โครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากภายในโครโมโซมมียีนอยู
8. ตอบ ขอ 1. จากตัวเลือก1.-3. เปนโรคทางพันธุกรรมจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ โดยกลุมอาการดับเบิลวาย
เกิดจากการมีโครโมโซมเพศเปน XYY พบในเพศชาย ซึ่งผูปวยจะมีอวัยวะเพศเจริญไดดีและไมเปนหมัน
กลุมอาการไคลนเฟลเตอร พบในเพศชาย ซึ่งมีโครโมโซมX เกินมา โดยผูปวยจะมีอัณฑะเล็กและเปนหมัน
สวนกลุมอาการเทอรเนอรพบในเพศหญิง ผูปวยจะมีโครโมโซมเพศ X หายไป 1 ตัว ซึ่งทําใหมีพัฒนาการ
ทางเพศตํ่าและเปนหมัน
ตอนที่ 1
ชุดที่ 3เฉลยแบบทดสอบ
(31)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
9. ตอบ ขอ 2. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนควบคุมอยูบนโครโมโซมเพศ คือ ตาบอดสี โดยมียีนอยูบนโครโมโซม X
ซึ่งสามารถพบลักษณะตาบอดสีไดในเพศชายมากกวาเพศหญิง
10. ตอบ ขอ 2. โรคธาลัสซีเมีย เปนโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนบนออโตโซม ที่ทําหนาที่ควบคุมการสรางเฮโมโกลบิน
ในเม็ดเลือดแดง ทําใหเม็ดเลือดแดงผิดปกติและแตกสลายงาย โดยคนปกติทั่วไปอาจมียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู
แตไมแสดงอาการใดๆ เรียกบุคคลเหลานี้วา เปนพาหะ อยางไรก็ตามโรคนี้สามารถรักษาใหหายขาดได
โดยการปลูกถายไขกระดูกและปลูกถายเซลลเม็ดเลือดจากสายสะดือ
11. ตอบ ขอ 4. องคประกอบของระบบนิเวศแบงออกเปน 2 กลุม ดังนี้
• องคประกอบทางกายภาพ (physical component) หมายถึง องคประกอบที่เปนสิ่งไมมีชีวิต ซึ่งมี
สวนสําคัญที่ทําใหเกิดความสมดุลของระบบนิเวศ โดยมีความสัมพันธและเกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของ
สิ่งมีชีวิต หากขาดองคประกอบเหลานี้ สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตได เชน แสง อุณหภูมิ ความชื้น
แกสตางๆ เปนตน
• องคประกอบทางชีวภาพ (biological component) หมายถึง องคประกอบที่เปนสิ่งมีชีวิต โดยสิ่งมีชีวิต
แตละชนิดจะมีบทบาทแตกตางกัน มีความเกี่ยวของสัมพันธกับสิ่งมีชีวิตอื่น และสัมพันธกับองคประกอบ
ทางกายภาพดวย
12. ตอบ ขอ 1. เห็ดเปนผูยอยสลายในระบบนิเวศ สวนหญา เฟน และสาหรายเปนผูผลิต
13. ตอบ ขอ 4. ไลเคนเปนการอยูรวมกันของรากับสาหราย โดยราไดอาหารจากที่สาหรายสรางขึ้น สวนสาหรายไดความชื้น
จากราเพื่อนําไปใชในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง ซึ่งเปนความสัมพันธแบบภาวะพึ่งพากัน
14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวยผูผลิต
ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือและผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ โดยมีลูกศร
อยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหารได ดังนี้
หญา ตั๊กแตน หนู เหยี่ยว
15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในโซอาหารในแตละลําดับขั้น จะมีพลังงานเพียง 10% เทานั้น ที่สิ่งมีชีวิตจะนําไป
สรางเปนเนื้อเยื่อได สวนอีก90% จะสลายไปในรูปของพลังงานอื่นๆ หากกําหนดใหใบพืช10 กรัม เปรียบ
ไดกับพลังงาน100% ดังนั้น พลังงานที่หนอนตัวนี้สามารถสรางเปนเนื้อเยื่อได มีคาเทากับ10x(10/100)
= 1 กรัม
16. ตอบ ขอ 4. มนุษยเปนผูบริโภคลําดับสูงสุดหรือผูบริโภคลําดับสุดทาย ซึ่งจะไมมีสิ่งมีชีวิตอื่นมากินมนุษย เมื่อพิจารณา
จากสายใยอาหารที่กําหนดให สังเกตไดวาสิ่งมีชีวิตชนิด F ไมถูกสิ่งมีชีวิตอื่นกิน ดังนั้น สิ่งมีชีวิตนี้จึงนาจะ
เปนมนุษย
17. ตอบ ขอ 3. วัฏจักรไนโตรเจน จะเริ่มจากพืชใชไนโตรเจนที่ไดจากจุลินทรียนําไปสรางเปนโปรตีน ซึ่งจุลินทรียนั้นสามารถ
ตรึงไนโตรเจนจากอากาศและในดินที่อยูในรูปของเกลือไนเตรต (NO3
-
) หรือเกลือแอมโมเนียม (NH4
+
) เมื่อ
สัตวกินพืชก็จะไดรับไนโตรเจนที่อยูในรูปของโปรตีน เมื่อพืชและสัตวตายลงจะถูกยอยสลายกลายเปน
เกลือแอมโมเนียมกลับคืนสูดิน เกลือแอมโมเนียมบางสวนจะถูกพืชนําไปใช และบางสวนจะถูกแบคทีเรีย
ในดินเปลี่ยนใหเปนไนเตรต ซึ่งไนเตรตบางสวนจะถูกพืชนําไปใช และบางสวนจะถูกแบคทีเรียเปลี่ยนให
เปนแกสไนโตรเจน ปลอยกลับสูอากาศ และถูกนํามาใชหมุนเวียนไปเรื่อยๆ
(32)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
18. ตอบ ขอ 4. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค
ลําดับที่ 2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย ดังนั้น C คือ สิ่งมีชีวิตที่เปน
ผูบริโภคลําดับสุดทาย
19. ตอบ ขอ 4. ประชากร คือ กลุมของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยูบริเวณเดียวกัน ณ ชวงเวลาหนึ่งๆ ดังนั้น การบอก
ขนาดของประชากรจึงตองบอกทั้งชนิดของสิ่งมีชีวิต จํานวนของสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยูอาศัย และชวงเวลา
20. ตอบ ขอ 2. ความหนาแนนของประชากร คือ อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งตอหนวยพื้นที่
21. ตอบ ขอ 3. ทรัพยากรธรรมชาติแบงออกเปน 3 ชนิด ไดแก
1. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชไมหมด เปนทรัพยากรที่มีอยูมากเกินความตองการ เนื่องจากธรรมชาติจะผลิต
ขึ้นมาไดอยางรวดเร็วและในปริมาณมาก เชน อากาศ ทราย เปนตน
2. ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถสรางขึ้นมาทดแทนได เปนทรัพยากรที่ธรรมชาติสามารถสรางทดแทนได
แตตองใชระยะเวลานานพอสมควร เชน ดิน นํ้า ปาไม สัตวปา เปนตน
3. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชแลวหมดไป เปนทรัพยากรที่มีอยูจํากัด ธรรมชาติไมสามารถสรางทดแทนได
หรือสรางไดแตตองใชระยะเวลานานมาก เชน แรธาตุ ถานหิน นํ้ามัน เปนตน
22. ตอบ ขอ 1. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชนยอมแตกตางกัน เนื่องจากองคประกอบพื้นฐาน คือ มนุษย
ซึ่งเปนผูประกอบอาชีพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพัฒนาคิดคนเทคโนโลยีตางๆ ทําใหชุมชนที่มีประชากร
มนุษยอยูเปนจํานวนมาก จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอยางเห็นไดชัด
ยกตัวอยางเชน ในชนบทมีประชากรมนุษยไมมาก ดํารงชีพโดยการทําเกษตรกรรม จึงมีทรัพยากรสมบูรณ
กวาในเมืองที่มีประชากรมนุษยอยูอยางหนาแนน ซึ่งตองแยงชิงทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัดและไมเพียงพอ
กับความตองการ
23. ตอบ ขอ 2. เมื่อพิจารณาตัวเลือก 1.-4. ตัวเลือกที่ 2. การเพิ่มขึ้นของวัชพืช คําวาวัชพืช หมายถึง พืชที่ไมตองการ
ในบริเวณหนึ่งๆ แตอยางไรก็ตามวัชพืชก็ยังมีบทบาทในฐานะผูผลิตในสายใยอาหาร ดังนั้น การเพิ่มขึ้น
ของวัชพืช จึงไมทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม
24. ตอบ ขอ 4. สาเหตุหลักที่กอใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในปจจุบัน คือ มนุษย ยิ่งปจจุบันประชากร
มนุษยเพิ่มจํานวนขึ้นอยางตอเนื่อง ความตองการใชทรัพยากรยอมมากขึ้นตาม อีกทั้งมนุษยยังมีความรู
ความสามารถมากขึ้น ทําใหเกิดความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โดยที่ไมมี
การวางแผนการใชทรัพยากร จึงสงผลใหเกิดปญหาดังกลาว และในอนาคตทรัพยากรบางชนิดอาจหมดไป
25. ตอบ ขอ 1. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนและการดูแลรักษาสภาพแวดลอม เปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุล
ของระบบนิเวศ เนื่องจากจะทําใหสภาพแวดลอมของระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงนอย ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ
จึงสามารถรักษาสมดุลไวได
26. ตอบ ขอ 2. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการใชประโยชนจากทรัพยากรที่เหลือทิ้ง ซึ่งนํามาแปรสภาพใหสามารถ
นํากลับมาใชใหม โดยผานกระบวนการแปรสภาพ เพื่อลดปญหาขาดแคลนทรัพยากร และลดปริมาณขยะ
ซึ่งการจัดการดังกลาวเปนวิธีการนํากลับมาใชใหม
(33)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
27. ตอบ ขอ 4. การเพิ่มผลผลิตเปนการเพิ่มทรัพยากรใหเพียงพอกับความตองการ ซึ่งการใชปุยเคมีจํานวนมากจะทําใหดิน
บริเวณนั้นเสื่อมสภาพอยางรวดเร็ว จึงไมจัดเปนการอนุรักษ ดังนั้น ควรใชปุยชีวภาพในการเพิ่มผลผลิตและ
เปนการอนุรักษทรัพยากรดินอีกดวย
28. ตอบ ขอ 2. การใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทําได ดังนี้
• การยึดทางสายกลาง ทําไดโดยการใชทรัพยากรในปริมาณไมมากหรือนอยเกินไป
• ความไมประมาท ทําไดโดยการควบคุมการใชทรัพยากรอยางเหมาะสม
• ความพอประมาณ ทําไดโดยการใชทรัพยากรอยางพอดี โดยไมใชเกินความจําเปน
• ความมีเหตุผล ทําไดโดยการพิจารณาในการใชทรัพยากรอยางมีเหตุผล วาควรใชอะไร ปริมาณมากนอย
เพียงใด
• การเตรียมความพรอมกับความเปลี่ยนแปลง ทําไดโดยการใชทรัพยากรในทองถิ่นของตนเอง โดยพึ่งพา
ทรัพยากรจากภายนอกนอยที่สุด
29. ตอบ ขอ 4. อากาศเปนปจจัยสําคัญในการหายใจของสิ่งมีชีวิต ซึ่งหากอากาศมีมลพิษจะสงผลกระทบตอระบบหายใจ
ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยเฉพาะมนุษยจะมีความเสี่ยงตอการเปนโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได
30. ตอบ ขอ 3. แนวทางการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน คือ การใหความรูแกประชาชนเกี่ยวกับการใช การดูแล
รักษาทรัพยากร และการปลูกจิตสํานึกในการรักษาสิ่งแวดลอม ซึ่งจะเปนแนวทางการอนุรักษในระยะยาว
31. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอมมีผลตอการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจเปนสาเหตุใหสิ่งมีชีวิตเกิดการกลายพันธุ สงผลใหเกิด
ความแตกตางของสิ่งมีชีวิต เชน ขนาด รูปราง โครงสรางรางกาย จนเกิดเปนวิวัฒนาการและถายทอด
ลักษณะดังกลาวสูลูกหลาน สวนการกินอาหารไมมีผลตอความหลากหลายทางชีวภาพ
32. ตอบ ขอ 3. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้
1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต
3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม
ดังนั้น การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปนลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลาย
ทางพันธุกรรม
33. ตอบ ขอ 3. แนวคิดการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตที่เปนที่นิยมในปจจุบัน คือ แนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร(Robert Whittaker)
ซึ่งจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตเปน 5 อาณาจักร ไดแก อาณาจักรมอเนอรา อาณาจักรโพรทิสตา อาณาจักรฟงไจ
อาณาจักรพืช และอาณาจักรสัตว
34. ตอบ ขอ 1. ชื่อวิทยาศาสตรของสิ่งมีชีวิตนั้น ชื่อแรกเปนชื่อจีนัส (genus) และชื่อที่สองเปนสปชีส (species) โดยมี
หลักเกณฑในการเขียน ดังนี้
• ตัวอักษรตัวแรกของชื่อจีนัสตองเปนตัวอักษรพิมพใหญเสมอ สวนตัวอักษรตัวแรกของชื่อสปชีสจะเปน
ตัวพิมพเล็ก
• การเขียนชื่อวิทยาศาสตรตองแตกตางจากอักษรตัวอื่น เชน เขียนตัวเอียง ตัวหนา หรือขีดเสนใต
โดยเสนใตของทั้งสองชื่อจะไมติดกัน
• ถาทราบชื่อของผูตั้งชื่อจะตองเขียนชื่อยอหลังชื่อวิทยาศาสตรนั้น
(34)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
35. ตอบ ขอ 2. แมลงอยูในไฟลัมอารโทรโพดา เปนสัตวที่มีจํานวนมากและมีความหลากหลายที่สุดในอาณาจักรสัตว โดยมี
ประมาณ 1,200,000 ชนิด ซึ่งสามารถพบไดทั่วไปทั้งบนบก ในนํ้า และในอากาศ
36. ตอบ ขอ 1. กลวยเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งดอกจะมี 3 กลีบ เสนใบขนานและทอลําเลียงจะกระจายทั่วลําตน
37. ตอบ ขอ 3. ปรากฏการณทางธรรมชาติที่ทําใหเกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เชน แผนดินไหว นํ้าแข็งขั้วโลกละลาย
ภูเขาไฟปะทุ เปนตน ซึ่งสงผลใหสิ่งมีชีวิตอพยพยายถิ่น และเกิดการแบงแยกกลุมสิ่งมีชีวิต
38. ตอบ ขอ 1. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษย ดังนี้
• เปนพิษตอรางกาย เชน พิษจากปลาปกเปาอาจทําใหเสียชีวิตได
• ทําใหอาหารเนาเสีย เชน จุลินทรียบางชนิดทําใหอาหารเนาเสีย
• กอใหเกิดโรค เชน ไวรัสกอใหเกิดโรคหวัด ไรฝุนกอใหเกิดโรคภูมิแพ
39. ตอบ ขอ 1. ประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การสรางสิ่งมีชีวิตดัดแปร-
พันธุกรรม การถายฝากตัวออน เปนตน
40. ตอบ ขอ 2. การตรวจหาลายพิมพดีเอ็นเอ สามารถตรวจไดจากเศษเนื้อเยื่อ เสนผม คราบเลือด คราบอสุจิ หรือไขกระดูก
สวนลายนิ้วมือไมมีสวนของเซลลอยูจึงไมสามารถนํามาตรวจได
(35)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. แนวตอบ ลักษณะตางๆ ที่เหมือนกับบรรพบุรุษ เปนลักษณะทางพันธุกรรมซึ่งถูกควบคุมดวยสารพันธุกรรมหรือยีน
ที่อยูบนโครโมโซม ลักษณะทางพันธุกรรมเหลานี้สามารถถายทอดจากบรรพบุรุษไปสูลูกหลานไดโดยผาน
ทางเซลลสืบพันธุและการปฏิสนธิ ดวยเหตุผลดังกลาวจึงทําใหเรามีลักษณะเหมือนกับบรรพบุรุษ
2. แนวตอบ วัฏจักรของสารตางๆ ลวนเปนสวนหนึ่งในการหมุนเวียนสารเพื่อรักษาสมดุลของสารในระบบนิเวศ ซึ่งมีสวน
ในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศอีกดวย เนื่องจากสารตางๆ มีความจําเปนตอการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
ทุกชนิดในระบบนิเวศ หากสารชนิดใดชนิดหนึ่งมีปริมาณลดลงมาก ก็จะสงผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตตางๆ ได
และสงผลใหระบบนิเวศเสียสมดุลจนอาจถึงขั้นที่ไมสามารถกลับมาสูสภาพเดิมไดอีก
3. แนวตอบ สิ่งแวดลอม คือ สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ซึ่งอาจเปนสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไมมีชีวิต สามารถมองเห็นไดหรือ
มองเห็นไมได แตลวนมีความสัมพันธเกี่ยวของกับเราทั้งสิ้น เชน คน สัตว แสงแดด อากาศ บาน รถยนต
เปนตน สวนทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน
นํ้า ตนไม อากาศ เปนตน ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม
4. แนวตอบ พิจารณาจากผลงานของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน
5. แนวตอบ ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยทั้งในดานการเกษตร อุตสาหกรรม
การแพทย ซึ่งปจจุบันเนื่องจากประชากรมนุษยเพิ่มมากขึ้น ความตองการใชประโยชนจากความหลากหลาย
ทางชีวภาพก็มีมากขึ้นไปดวย หากไมมีการดูแลรักษาและอนุรักษไว อาจทําใหสูญเสียความหลากหลาย
ทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตบางชนิดไป
ตอนที่ 2
(36)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
โครงการบูรณาการแบบทดสอบ
1. ชื่อโครงการ เยาวชนอนุรักษสิ่งแวดลอม
2. หลักการและเหตุผล
สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติเปนปจจัยพื้นฐานที่สําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เมื่อประชากรมนุษยมีจํานวนเพิ่มขึ้น
อยางรวดเร็ว ยอมมีความตองการใชประโยชนจากสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้น ซึ่งสถานการณปจจุบันทรัพยากรตางๆ
ถูกใชและถูกทําลายจนเกินความสามารถที่จะฟนตัวไดทัน จึงเปนเหตุใหสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติเกิดความเสื่อมโทรมลง
อยางรวดเร็ว ในขณะเดียวกันผลจากการบริโภคของมนุษยก็ยังกอใหเกิดปญหามลพิษตางๆ ตามมามากมาย ไมวาจะเปนปญหา
นํ้าเนาเสีย อากาศเปนพิษ ปญหาขยะมูลฝอย เปนตน ซึ่งปญหาเหลานี้สงผลกระทบตอสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
แตละทองถิ่นอาจประสบปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีลักษณะแตกตางกันออกไป แตทุกปญหานั้นลวน
สงผลตอสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในบริเวณนั้นๆ และสงผลตอการดํารงชีวิตของประชาชน ดังนั้นการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและ
ทรัพยากรธรรมชาติจึงควรไดรับความรวมมือจากหลายฝาย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกคนในชุมชน
การใหความรูเปนวิธีที่ทําใหประชาชนมีความรูความเขาใจถึงปญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติอยางไมเหมาะสม
ซึ่งจะสงผลใหเกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น หากตองการรักษาทรัพยากรธรรมชาติใหคงอยูอยางยั่งยืน จะตองมีการ
ใหความรูอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถดําเนินการอนุรักษไดอยางถูกวิธี
3. วัตถุประสงคของโครงการ
1. เพื่อใหนักเรียนสามารถวิเคราะหสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นได
2. เพื่อใหนักเรียนสามารถเสนอแนวทางการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นได
3. เพื่อใหนักเรียนมีสวนรวมในการดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นไดอยางยั่งยืน
4. เปาหมาย
นักเรียนตระหนักถึงความสําคัญของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีสวนรวมในการดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอม
และทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นไดอยางยั่งยืน
5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม
คําชี้แจง ใหนักเรียนแบงกลุมเทาๆ กัน โดยใหแตละกลุมไปศึกษาถึงสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ
ในทองถิ่นของตนเอง รวมทั้งเสนอแนะวิธีการในการแกไขปญหานั้นๆ
ขั้นที่ 1 ตั้งประเด็นคําถาม
เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนรูจักคิด สังเกต ตั้งคําถามอยางมีเหตุผล มีความคิดสรางสรรค และมีความเปนไปไดใน
การแสวงหาคําตอบ ดังนั้น ครูควรมีบทบาทในการกระตุนใหนักเรียนเกิดความอยากรู อยากเห็น กลาแสดงความ
คิดเห็นดวยวิธีการตางๆ เชน ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงเหตุการณ สถานการณ ปรากฏการณตางๆ เกี่ยวกับ
สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยครูตั้งคําถามเปนตัวอยาง เชน
1. ชื่อโครงการ เยาวชนอนุรักษสิ่งแวดลอม
2. หลักการและเหตุผล
3. วัตถุประสงคของโครงการ
4. เปาหมาย
5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม
1
โครงการบูรณาการ
การเร�ยนรูสูบันได 5 ขั้น
(37)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
แบบทดสอบโครงการบูรณาการ
• ในทองถิ่นของนักเรียนประสบปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติดานใดบาง
• ปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติดังกลาวนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร
• นักเรียนมีแนวทางในการแกไขปญหานั้นๆ อยางไร
จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันตั้งประเด็นคําถามในการสํารวจสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ
ในทองถิ่นของตนเอง
ขั้นที่ 2 สืบคนความรู
เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนมีการแสวงหาความรู ขอมูลหรือสารสนเทศที่เกี่ยวกับประเด็นคําถามที่ตั้งขึ้น โดยการสืบคน
จากแหลงเรียนรูที่หลากหลาย เชน หองสมุดของโรงเรียน อินเทอรเน็ต การสอบถามจากบุคคลในทองถิ่น การ
สํารวจสภาพสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในสถานที่จริง เปนตน โดยใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันไปสืบคน
ขอมูลเกี่ยวกับสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น แลวบันทึกขอมูลนั้นๆ
ขั้นที่ 3 สรุปองคความรู
เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนนําความรูหรือสารสนเทศที่ไดจากการแสวงหาความรูมาอภิปรายรวมกัน เพื่อนําไปสูการ
สรุปองคความรู บทบาทของครูในขั้นนี้จึงควรเสนอแนะแนวทางในการสรุปองคความรู วาควรนําขอมูลที่ไดจาก
การสืบคนมาวิเคราะหและหาความสัมพันธของขอมูล จากนั้นจึงใหนักเรียนแตละกลุมนําขอมูลที่ไดจากการสืบคน
มาวิเคราะห ตีความ และเสนอแนวทางการแกปญหา
ขั้นที่ 4 การสื่อสารและนําเสนอ
เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนนําความรูที่ไดมาสื่อสารหรือนําเสนอใหผูอื่นรับรูไดอยางมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ครูจึงควร
เสนอแนะวิธีการนําเสนอขอมูลที่นาสนใจ โดยอาจใชวิธีการแสดงบทบาทสมมุติ หรือใชสื่อตางๆ เขามาชวยใน
การนําเสนอ จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันตรวจสอบความถูกตองของขอมูลที่จะนําเสนอ แลวนําเสนอ
ผลงานหนาชั้นเรียน
ขั้นที่ 5 บริการสังคมและสาธารณะ
เปนขั้นที่สงเสริมใหนักเรียนนําความรูไปใช ไปปฏิบัติ โดยนักเรียนจะตองเชื่อมโยงองคความรูไปสูการปฏิบัติ
หรือการทําประโยชนเพื่อชุมชนและสังคมตามความเหมาะสมกับวุฒิภาวะของนักเรียน อันจะสงผลใหนักเรียน
เปนผูมีจิตสาธารณะ ดังนั้น บทบาทของครูจึงควรเสนอแนะถึงการนําความรูที่นักเรียนทําโครงการไปเผยแพร
แกสังคม โดยอาจจัดทําเปนแผนพับ จัดนิทรรศการ หรือสื่อตางๆ จากนั้นจึงใหนักเรียนแตละกลุมนําผลงานไป
เผยแพรแกนักเรียนในโรงเรียนหรือคนในชุมชน ทั้งนี้เพื่อใหบุคคลเหลานั้นตระหนักถึงความสําคัญของสิ่งแวดลอม
และทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีสวนรวมในการอนุรักษสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นอยางยั่งยืน
2
3
4
5
(38)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
แบบทดสอบโครงการบูรณาการ
แบบประเมินคุณภาพการจัดทําโครงการ
ประเด็น
การประเมิน
ระดับคุณภาพ
ดีเยี่ยม (4) ดี(3) พอใช (2) ปรับปรุง(1)
1.
การตั้งประเด็น
คําถาม
ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง
ที่สนใจไดดวยตนเอง
ขอบขายประเด็นคําถาม
ชัดเจน ครอบคลุมขอมูล
ที่เกี่ยวของกับตนเอง
เชื่อมโยงกับชุมชน
มีความแปลกใหมและ
สรางสรรค มีความเปน
ไปไดในการแสวงหาคําตอบ
ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง
ที่สนใจ โดยมีครูคอยชี้แนะ
ขอบขายประเด็นคําถาม
ชัดเจน ครอบคลุมขอมูล
ที่เกี่ยวของกับตนเอง
เชื่อมโยงกับชุมชน
มีความเปนไปไดในการ
แสวงหาคําตอบ
ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง
ที่สนใจ โดยมีีครูคอยชี้แนะ
ขอบขายประเด็นคําถาม
ชัดเจน แตยังไมครอบคลุม
ขอมูลที่เกี่ยวของกับตนเอง
เชื่อมโยงกับชุมชน
ใชคําถามที่ครูชี้แนะ
มากําหนดประเด็นคําถาม
2.
การสืบคนความรู
วางแผนสืบคนขอมูล
ชัดเจน และปฏิบัติได
ศึกษาคนควาหาความรูจาก
แหลงเรียนรูหลากหลาย
มีการบันทึกขอมูลที่
เหมาะสม
วางแผนสืบคนขอมูล
ชัดเจน และปฏิบัติได
ศึกษาคนควาหาความรู
จากแหลงเรียนรู
หลากหลาย
วางแผนสืบคนขอมูล
ชัดเจน และปฏิบัติได
ศึกษาคนควาหาความรู
จากแหลงเรียนรู
ไมหลากหลาย
ไมมีการวางแผนหรือมีการ
วางแผน แตไมสามารถ
นําไปปฏิบัติจริงได
ศึกษาคนควาหาความรู
จากแหลงเรียนรู
ไมหลากหลาย
3.
การสรุป
องคความรู
วิเคราะหขอมูลโดยใช
วิธีการที่เหมาะสม
สังเคราะหและสรุป
องคความรูไดอยางชัดเจน
มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง
ความรูอยางสมเหตุสมผล
และนําองคความรูที่ไดไป
เสนอแนวคิดวิธีการ
แกปญหาอยางเปนระบบ
วิเคราะหขอมูลโดยใช
วิธีการที่เหมาะสม
สังเคราะหและสรุป
องคความรูไดอยางชัดเจน
มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง
ความรู นําองคความรูที่ได
ไปเสนอแนวคิดวิธีการ
แกปญหาได แตยังไมเปน
ระบบ
วิเคราะหขอมูลโดยใช
วิธีการที่เหมาะสม
สังเคราะหและสรุป
องคความรูไดอยางชัดเจน
มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง
ความรูยังไมชัดเจน
นําองคความรูที่ไดไปเสนอ
แนวคิดวิธีการแกปญหาได
แตยังไมเปนระบบ
ไมมีการวิเคราะหขอมูล
หรือวิเคราะหขอมูล
ไมถูกตอง สังเคราะหและ
สรุปองคความรูไดไมชัดเจน
ไมมีการนําองคความรู
ไปเสนอแนวคิดวิธีการ
แกปญหา
4.
การสื่อสาร
และการนําเสนอ
เรียบเรียงและถายทอด
ความคิดจากการศึกษา
คนควาไดอยางชัดเจน
เปนระบบ นําเสนอผลงาน
โดยใชสื่อที่หลากหลาย
อยางเหมาะสม
เรียบเรียงและถายทอด
ความคิดจากการศึกษา
คนควาไดอยางชัดเจน
เปนระบบ นําเสนอผลงาน
โดยใชสื่อที่ไมหลากหลาย
เรียบเรียงและถายทอด
ความคิดจากการศึกษาได
ไมคอยเปนระบบ
นําเสนอผลงานโดยใชสื่อ
ที่ไมหลากหลาย
เรียบเรียงและถายทอด
ความคิดจากการศึกษาได
ไมเปนระบบ นําเสนอ
ผลงานโดยไมใชสื่อประกอบ
5.
การนําความรูไปใช
และบริการ
สาธารณะ
นําความรูจากการศึกษา
คนควาไปประยุกตใช
ในกิจกรรมที่สรางสรรค
เปนประโยชนตอโรงเรียน
และชุมชน เผยแพรความรู
และประสบการณจากการ
ปฏิบัติผานสื่อหลากหลาย
รูปแบบ
นําความรูจากการศึกษา
คนควาไปประยุกตใชใน
กิจกรรมที่สรางสรรคเปน
ประโยชนตอโรงเรียน
และชุมชน เผยแพรความรู
และประสบการณจากการ
ปฏิบัติผานสื่อรูปแบบใด
รูปแบบหนึ�ง
นําความรูจากการศึกษา
คนควาไปประยุกตใชใน
กิจกรรมที่สรางสรรค
ที่เปนประโยชนตอโรงเรียน
และเผยแพรความรู
และประสบการณจากการ
ปฏิบัติผานสื่อรูปแบบใด
รูปแบบหนึ�ง
ไมไดนําความรูจากการ
ศึกษาคนควาไปประยุกต
ใชในกิจกรรมที่สรางสรรค
ที่เปนประโยชน
(39)
โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล
แบบทดสอบโครงการบูรณาการ
เกณฑการพิจารณาใหคะแนน
พฤติกรรม คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสมํ่าเสมอ 3 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบอยครั้ง 2 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง 1 คะแนน
ลงชื่อ……………………………………….ผูประเมิน
……………/……………/……………
คําชี้แจง : ใหผูสอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวางการปฏิบัติกิจกรรม แลวขีด ✓ลงในชองวางที่ตรงกับระดับคะแนน
ทักษะแหง
ศตวรรษที่ 21
รายการประเมิน ระดับคะแนน
3 2 1
1.
ทักษะการเรียนรู
และพัฒนา
ตนเอง
1.1 ความสามารถในการอาน
• สรุปจับใจความสําคัญของขอมูลที่อานไดครบถวน ตรงประเด็น
1.2 ความสามารถในการคิดวิเคราะห
• คิดอยางมีระบบ โดยใชแหลงขอมูลและสรุปประเด็นสําคัญได
• วิเคราะหขอมูล จําแนกขอมูล และแสดงการคิดเพื่อคนหาคําตอบ
1.3 ความสามารถในการเขียน
• เขียนสื่อความหมายไดชัดเจน ถูกตอง
• เขียนถูกตองตามรูปแบบการเขียน และสรุปองคความรูอยางมีขั้นตอน
2.
ทักษะชีวิต
และการทํางาน
2.1 ความยืดหยุน และการปรับตัว
• ปรับตัวเขากับบทบาทที่แตกตาง งานที่ไดรับมอบหมาย กําหนดการที่เปลี่ยนไป
• นําผลลัพธที่เกิดขึ้นมาใชประโยชนไดอยางไดผล
2.2 การริเริม และเปนตัวของตัวเอง
• กําหนดเปาหมายโดยมีเกณฑความสําเร็จที่จับตองได และที่จับตองไมได
• ใชเวลา และจัดการภาระงานอยางมีประสิทธิภาพ
• ทํางานสําเร็จไดดวยตนเอง โดยกําหนดงาน ติดตามผลงาน และลําดับความสําคัญของงาน
2.3 ทักษะทางสังคม และความเขาใจความตางทางวัฒนธรรม
• เคารพความแตกตางทางวัฒนธรรม และการทํางานรวมกับคนที่มีพื้นฐานแตกตางกันได
2.4 เปนผูผลิตและผูรับผิดชอบตอผลงาน
• กําหนดเปาหมาย ลําดับความสําคัญ และทําใหบรรลุเปาหมายนั้น แมจะมีอุปสรรค
• ทํางานอยางมีจริยธรรมและดวยทาทีเชิงบวก รวมถึงเคารพและเห็นคุณคาของความแตกตาง
2.5 ภาวะผูนําและความรับผิดชอบ
• ใชทักษะมนุษยสัมพันธและทักษะแกปญหาในการชักนําผูอื่นไปสูเปาหมาย
• ดําเนินการอยางมีความรับผิดชอบโดยถือประโยชนสวนรวมเปนที่ตั้ง
3.
ทักษะการเรียนรู
และนวัตกรรม
3.1 ความคิดสรางสรรคและนวัตกรรม
• คิดอยางเปนเหตุเปนผลหลายแบบ รวมถึงวิเคราะหเปรียบเทียบและประเมินความเห็นหลักๆ
• สังเคราะหและเชื่อมโยงระหวางสารสนเทศกับขอโตแยง
3.2 การคิดอยางมีวิจารณญาณและการแกปญหา
• เรียบเรียงความคิดและมุมมองไดเปนอยางดี สื่อสารออกมาใหเขาใจงายและหลายแบบ
• แสดงความรับผิดชอบในงานที่ตองทํางานเปนทีม และเห็นคุณคาของบทบาทของผูรวมทีม
3.3 การสือสารและความรวมมือ
• สรางมุมมองแปลกใหม ทั้งที่เปนการปรับปรุงเล็กนอยจากของเดิม หรือที่แหวกแนวโดยสิ้นเชิง
• เปดใจรับและตอบสนองตอมุมมองใหมๆ รวมทั้งการประเมินผลงานจากกลุม เพื่อนําไปปรับปรุง
• ลงมือปฏิบัติตามความคิดสรางสรรคเพื่อนําไปสูผลสําเร็จที่เปนรูปธรรม
4.
ทักษะดาน
สารสนเทศ สื่อ
และเทคโนโลยี
4.1 ดานสารสนเทศ
• เขาถึง ใช และประเมินสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ครบถวน และรูเทาทัน
4.2 ดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
• ใชเทคโนโลยีเพื่อวิจัย จัดระบบ ประเมิน และสื่อสารสนเทศ
• ใชเครื่องมือสื่อสารอยางถูกตองเหมาะสม เพื่อทําหนาที่ในฐานความรู
่
่
แบบประเมินทักษะแหงศตวรรษที่ 21
(40)

แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ ม.3 เล่ม 1

  • 1.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ ชุดที่ ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด มาตรฐาน ตัวชี้วัดขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด ระดับ พฤติกรรม การคิด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ ระดับพฤติกรรมการคิด รวม 1 ว 1.2 1 1-4 A ความรู ความจํา 3, 9, 11, 20-21, 33-34 7 2 5-8 B ความเขาใจ 4-7, 22, 26, 32, 35, 40 9 3 9-10 C การนําไปใช 8, 10 2 4 31-36 D การวิเคราะห 1-2, 12-13, 15-18, 23-25, 27-31, 36-39 20 5 37-39 E การสังเคราะห 14 1 6 40 F การประเมินคา 19 1 ว 2.1 1 11-14 2 15-18 3 19 4 20 ว 2.2 1 21-24 2 25 3 26-27 4 28 5 29 6 30 แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจุดมุงหมายเพื่อใหผูเรียนอานออก เขียนได คิดคํานวณเปน มุงใหเกิดทักษะการเรียนรูตลอดชีวิต เตรียมตัวเปนพลเมืองที่มีคุณภาพ และมีความสามารถในการแขงขันไดในอนาคต การจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับจุดมุงหมายดังกลาว จึงควรใหผูเรียนฝกฝนการนําความรูไปประยุกตใชในชีวิตจริง สามารถคิดวิเคราะหและแกปญหาได ดังนั้นเพื่อเปนการเตรียมความพรอม ของผูเรียน ทางโครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด จึงไดจัดทําแบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด โดยดําเนินการวิเคราะหสาระการเรียนรูที่สําคัญตามที่ระบุไวในมาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นป แลวนํามากําหนดเปนระดับพฤติกรรมการคิด เพื่อสรางแบบทดสอบที่มีคุณสมบัติ ดังน�้ แบบทดสอบอิงมาตรฐาน เนนการคิด ที่จัดทําโดย โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด ประกอบดวย แบบทดสอบ 3 ชุด แตละชุดมีทั้งแบบทดสอบปรนัย และแบบทดสอบอัตนัย โดยวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด และระดับพฤติกรรมการคิด ที่สัมพันธกับแบบทดสอบไวอยางชัดเจน เพื่อใหผูสอนนําไปใชเปนเครื่องมือวัดและประเมินผลผูเรียนไดอยางมีประสิทธิภาพ สอดคลองกับมาตรฐาน ตัวชี้วัดชั้นปทุกขอ ตามระดับพฤติกรรมการคิด ที่ระบุไวในตัวชี้วัด วัดผลการเรียนรู เนนใหผูเรียนเกิดการคิด1 2 ผูสอนสามารถนําแบบทดสอบน�้ไปใชเปนเครื่องมือวัด และประเมินผล รวมทั้งเปนเครื่องบงชี้ความสําเร็จและรายงาน คุณภาพของผูเรียนแตละคน เพื่อเปนการเตรียมความพรอม ของนักเรียนใหมีความสามารถในดานการใชภาษา ดานการ คิดคํานวณ และดานเหตุผล สําหรับรองรับการประเมินผลผูเรียน ในระดับประเทศ (O-NET) และระดับนานาชาติ (PISA) ตอไป หมายเหตุ : มีเฉลยและคําอธิบายเชิงวิเคราะห อยูทายแบบทดสอบชุดที่ 3 (1)
  • 2.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ตารางวิเคราะหแบบทดสอบ ชุดที่ ตารางวิเคราะหมาตรฐานตัวชี้วัด ตารางวิเคราะหระดับพฤติกรรมการคิด มาตรฐาน ตัวชี้วัดขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับตัวชี้วัด ระดับ พฤติกรรม การคิด ขอของแบบทดสอบที่สัมพันธกับ ระดับพฤติกรรมการคิด รวม 2 ว 1.2 1 1-2 A ความรู ความจํา 1-2, 10, 21, 31, 33-34 7 2 3-9 B ความเขาใจ 3, 7, 28, 32, 37-39 7 3 10 C การนําไปใช 30 1 4 31-36 D การวิเคราะห 4-6, 8-9, 11-13, 15-17, 19-20, 22-27, 29, 35,-36, 40 23 5 37-38 E การสังเคราะห 14 1 6 39-40 F การประเมินคา 18 1 ว 2.1 1 11-13 2 14-17 3 18 4 19-20 ว 2.2 1 21-24 2 25 3 26-27 4 28 5 29 6 30 3 ว 1.2 1 1-2 A ความรู ความจํา 1-3, 21, 33-35, 39 8 2 3-7 B ความเขาใจ 4, 8-10, 13, 17, 19-20, 29, 32, 37- 38 12 3 8-10 C การนําไปใช 30 1 4 31-37 D การวิเคราะห 5-6, 11-12, 15-16, 18, 22-28, 31, 36, 40 17 5 38 E การสังเคราะห 14 1 6 39-40 F การประเมินคา 7 1 ว 2.1 1 11-13 2 14-16, 18 3 17 4 19-20 ว 2.2 1 21-24 2 25 3 26-27 4 28 5 29 6 30 (2)
  • 3.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล…………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด 2. เพราะเหตุใดจึงตองใชกลองจุลทรรศนในการศึกษาเกี่ยวกับ โครโมโซม 1. โครโมโซมมีสีขาวใส จึงทําใหสามารถมองเห็นไดยาก 2. เพื่อจะชวยใหสามารถนําโครโมโซมมาจัดเรียงกัน เปนคูไดงาย 3. เพื่อใชศึกษารายละเอียด จํานวน และรูปรางของ โครโมโซม 4. โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนไมสามารถมองเห็นได ดวยตาเปลา 3. มนุษยเพศหญิงและเพศชายมีโครโมโซมแตกตางกัน อยางไร 1. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XY สวนเพศชาย มีโครโมโซมเพศเปน XX 2. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XX สวนเพศชาย มีโครโมโซมเพศเปน XY 3. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XO สวนเพศชาย มีโครโมโซมเพศเปน YO 4. เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเปน XXX สวนเพศชาย มีโครโมโซมเพศเปน XXY 2.2. เพราะเห โครโมโซมD 3.3. มนุษยเพศหญิงและเพศชายมีโครโมโซมแตกตางกัน อยางไรA อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1. “ภายในนิวเคลียสจะมีเสนใยขนาดเล็กมากจน สังเกตเห็นไดไมชัดเจน เรียกเสนใยนี้วา โครมาทิน ซึ่งเมื่อมีการแบงเซลล โครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะ เปนแทง เรียกวา โครโมโซม” 1. เหตุใดนักวิทยาศาสตรจึงมักศึกษาลักษณะของโครโมโซม ในขณะที่มีการแบงเซลล 1. ทําใหเห็นโครโมโซมจํานวนมาก 2. ทําใหเห็นโครโมโซมไดอยางชัดเจน 3. ทําใหเห็นโครโมโซมมีสีสันสวยงาม 4. ทําใหเห็นโครโมโซมมีขนาดใหญกวาปกติ อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 2. “สิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะมีจํานวนโครโมโซมตางกัน โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีน โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนทําใหไมสามารถมองเห็น ไดดวยตาเปลา การศึกษารายละเอียด จํานวน และ รูปรางของโครโมโซมนั้น นักวิทยาศาสตรมักจะนํา โครโมโซมมาจัดเปนคูๆ เรียงกัน เรียกวา แคริโอไทป ซึ่งในการศึกษาจะตองอาศัยกลองจุลทรรศน” 1.1. เหตุใดนักวิทยาศาสตรจึงมักศึกษาลักษณะของโครโมโซม ในขณะที่มีการแบงเซลลD ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 1 (3)
  • 4.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 4. “โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมที่ทํา หนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ของสิ่งมีชีวิตซึ่งสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันจะมีจํานวน โครโมโซมแตกตางกัน โดยโครโมโซมมีลักษณะ เปนแทง ประกอบดวยแขน 2 ขาง ที่มีจุดเชื่อมตอกัน เรียกวา เซนโทรเมียร ซึ่งตําแหนงจุดเชื่อมที่ตางกัน ทําใหโครโมโซมมีรูปรางหลายแบบ” 4. ขอความใดสรุปไมถูกตองเกี่ยวกับโครโมโซม 1. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีน 2. สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีจํานวนโครโมโซมแตกตางกัน 3. โครโมโซมทําหนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม 4. โครโมโซมมีรูปรางหลายแบบขึ้นอยูกับตําแหนงที่เชื่อม ติดกันของแขนทั้งสองขาง 5. ขอใดเปนลักษณะทางพันธุกรรม 1. เอมีลักยิ้มเหมือนพอ 2. บีมีผมยาวเหมือนแม 3. ซีมีแผลเปนเหมือนพี่ชาย 4. ดีชอบอาหารรสจัดเหมือนพอ 6. ลักษณะใดเปนความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง 1. สีตา 2. ความสูง 3. ลักษณะเสนผม 4. จํานวนชั้นของตา 7. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบน โครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลียแตงงาน กับหญิงปกติและไมเปนพาหะของโรค ชายและหญิงคูนี้ จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร เมื่อกําหนดให แทนยีนดอย แทนยีนเดน 1. X Y X X 2. X Y X X 3. X Y X X 4. X Y X X 4.4. ขอความใดสรุปไมถูกตองเกี่ยวกับโครโมโซม 1. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรมหรือยีนB 5.5. ขอใดเปนลักษณะทางพันธุกรรม 1. เอมีลักยิ้มเหมือนพอB 6.6. ลักษณะใดเปนความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง 1. สีตาB 7.7. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบน โครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลียแตงงานB อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 8. “ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid : DNA) เปน สารพันธุกรรมในนิวเคลียส ที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ ของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น DNA จึงเปรียบเสมือนวาเปน ประวัติสวนตัวของแตละบุคคลที่ถูกกําหนดขึ้นนับตั้งแต วินาทีแรกที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ เพราะ DNA ใน แตละบุคคลจะไมเหมือนกัน เนื่องจากจะไดรับลักษณะ ทางพันธุกรรมมาจากพอและแมอยางละครึ่ง แลวมา รวมกันเปน DNA ของลูกนั่นเอง” 8. เพราะเหตุใดการตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธ ของแมลูกได 1. เนื่องจากแตละคนมีดีเอ็นเอตางกัน 2. เนื่องจากทุกคนมีดีเอ็นเอเหมือนกัน 3. เนื่องจากลูกจะไดรับดีเอ็นเอมาจากพอและแม 4. เนื่องจากลูกจะมีดีเอ็นเอเหมือนแมทุกประการ 9. โรคทางพันธุกรรมใดเกิดจากความผิดปกติของออโตโซม 1. กลุมอาการคริดูชาต 2. กลุมอาการเทอรเนอร 3. กลุมอาการดับเบิลวาย 4. กลุมอาการไคลนเฟลเตอร 10. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมนําไปใชประโยชนดานใด ไดมากที่สุด 1. การวางแผนครอบครัว 2. การปองกันและรักษาโรค 3. การพิสูจนความสัมพันธระหวางบุคคล 4. การตรวจพิสูจนหลักฐานทางนิติเวชศาสตร 11. ระบบนิเวศประกอบดวยโครงสรางใดบาง 1. กลุมสิ่งมีชีวิตเพียงอยางเดียว 2. กลุมสิ่งมีชีวิต และแหลงที่อยู 3. กลุมสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดลอม 4. กลุมสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยู และสิ่งแวดลอม 12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. มอส 2. ชวนชม 3. เห็ดนางฟา 4. สาหรายหางกระรอก 8.8. เพราะเหตุใดการตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธ ของแมลูกไดC 9.9. โรคทางพันธุกรรมใดเกิดจากความผิดปกติของออโตโซม 1. กลุมอาการคริดูชาตA 10.10. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมนําไปใชประโยชนดานใด ไดมากที่สุดC 11.11. ระบบนิเวศประกอบดวยโครงสรางใดบาง 1. กลุมสิ่งมีชีวิตเพียงอยางเดียวA 12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. มอสD (4)
  • 5.
    จํานวนสิ่งมีชีวิต A B CD E F งู ไก หนอน หญา ชวงเวลา โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 13. สิ่งมีชีวิตในขอใดมีรูปแบบความสัมพันธแบบเดียวกัน 1. ดอกไมกับแมลง ไลเคน 2. นกเอี้ยงกับควาย พลูดางกับตนไมใหญ 3. ฉลามกับเหาฉลาม กลวยไมกับตนมะมวง 4. เสือกับกวาง เสือกับสิงโตที่ลาเหยื่อตัวเดียวกัน 14. สํารวจสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหงหนึ่ง พบวาประกอบดวย หญา นก หนอน และงู สามารถเขียนความสัมพันธของ สิ่งมีชีวิตดังกลาวในรูปของโซอาหารไดอยางไร 1. หญา นก หนอน งู 2. หญา หนอน นก งู 3. งู นก หนอน หญา 4. งู หญา นก หนอน 15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง ผูบริโภคลําดับตอๆ ไปไดเพียง 10% ถาไกตัวหนึ่งกิน ขาวเปลือกจํานวน 2,500 เมล็ดตอวัน ปริมาณพลังงานที่ ไกตัวนี้สามารถใชสรางเปนเนื้อเยื่อ เทียบไดกับขาวเปลือก จํานวนเทาใด 1. 25 เมล็ด 2. 250 เมล็ด 3. 2,500 เมล็ด 4. 25,000 เมล็ด กราฟ จํานวนสิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ในโซอาหาร จาก ชวงเวลา A ถึง F เขียนความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 ชนิด ในรูปของโซอาหารได ดังนี้ หญา หนอน ไก งู 16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของไกอยูนอยที่สุด 1. A ถึง B 2. B ถึง C 3. C ถึง D 4. E ถึง F 13.13. สิ่งมีชีวิตในขอใดมีรูปแบบความสัมพันธแบบเดียวกัน 1. ดอกไมกับแมลง ไลเคนD 14.14. สํารวจสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแหงหนึ่ง พบวาประกอบดวย หญา นก หนอน และงู สามารถเขียนความสัมพันธของE 15.15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง ผูบริโภคลําดับตอๆ ไปไดเพียง 10% ถาไกตัวหนึ่งกินD 16.16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของไกอยูนอยที่สุด 1. A ถึง B 2. B ถึง CD 17. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนผูผลิต 1. A 2. B 3. C 4. D 18. จากพีระมิดพลังงานที่กําหนดให A B และ C ควรเปน สิ่งมีชีวิตใดตามลําดับ 1. ผูผลิต ผูบริโภคพืช ผูยอยสลาย 2. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูยอยสลาย 3. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภคลําดับสุดทาย 4. ผูผลิต ผูบริโภคลําดับที่ 2 ผูบริโภคลําดับสุดทาย 19. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร 1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิต 2. สิ่งมีชีวิตจะขาดแคลนแหลงที่อยู 3. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถสืบพันธุได 4. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตอยูได 20. ปจจัยใดบางที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร 1. อัตราการเกิดเทานั้น 2. อัตราการตายเทานั้น 3. อัตราการเกิด อัตราการตาย และอัตราการอพยพเขา 4. อัตราการเกิด อัตราการตาย อัตราการอพยพเขา และ อัตราการอพยพออก 17.17. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนผูผลิต D 18.18. จากพีระมิดพลังงานที่กําหนดให A B และ C ควรเปน สิ่งมีชีวิตใดตามลําดับD 19.19. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร 1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิตF 20.20. ปจจัยใดบางที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร 1. อัตราการเกิดเทานั้นA E A D C B F C B A (5)
  • 6.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “สิ่งแวดลอม” ไดถูกตองที่สุด 1.สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา 2. สิ่งตางๆ ที่มีความเหมาะสมตอมนุษย 3. ทุกสิ่งที่ประกอบกันเปนโลกและสภาพแวดลอม ที่เกี่ยวกับปาไม ดิน นํ้า และอากาศ 4. ทุกสิ่งที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มองเห็นและมองไมเห็น ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษยสรางขึ้น 22. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธกัน อยางไร 1. สิ่งแวดลอมเปนสวนหนึ่งของทรัพยากรธรรมชาติ 2. ทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม 3. ทั้งสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความหมาย เหมือนกัน 4. สิ่งแวดลอมกับทรัพยากรธรรมชาติไมมีสวนเกี่ยวของ สัมพันธกัน 23. ปรากฏการณใดที่มีผลทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด 1. พายุ 2. ไฟปา 3. นํ้าทวม 4. แผนดินไหว 24. ปจจัยสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใด 1. มนุษย 2. นักการเมือง 3. ภัยธรรมชาติ 4. ความกาวหนาของเทคโนโลยี 25. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมมีผลตอระบบนิเวศอยางไร 1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญ 2. ชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ 3. ชวยใหระบบนิเวศมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 4. ชวยใหระบบนิเวศมีสภาพเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา 26. ขอใดกลาวถึงการอนุรักษไดถูกตองที่สุด 1. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหนอยที่สุด 2. การเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติใหไดมากที่สุด 3. การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไวใหคงอยูตลอดไป 4. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหเกิดประโยชนมากที่สุด 21.21. ขอใดอ ไดถูกตองที่สุดA 22.22. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีความสัมพันธกัน อยางไรB 23.23. ปรากฏการณใดที่มีผลทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดD 24.24. ปจจัยสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใดD 25.25. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมมีผลตอระบบนิเวศอยางไร 1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญD 26.26. ขอใดกลาวถึงการอนุรักษไดถูกตองที่สุด 1. การใชทรัพยากรธรรมชาติใหนอยที่สุดB 27. การกระทําใดที่ชวยเพิ่มรายไดใหตนเองโดยยึดหลัก การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 1. จับมานํ้ามาตากแหงขาย 2. เก็บกลวยไมและเฟนจากปามาขาย 3. เก็บขวดพลาสติกที่มีคนทิ้งไวขางทางมาขาย 4. เก็บเปลือกหอยตามชายหาดมาประดิษฐเปน ของที่ระลึกขาย 28. “บอยมีอาชีพจับปูทะเลขาย เมื่อเขาจับปูที่มีไขมาได เขา จะอนุบาลไวและนําไขที่ไดไปปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ” จากขอความขางตน แสดงใหเห็นวาบอยปฏิบัติตนตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยคํานึงถึงขอใด 1. ความมีเหตุผล 2. ความไมประมาท 3. ความพอประมาณ 4. การเตรียมความพรอมกับการเปลี่ยนแปลง อานขอความตอไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 29. “บานหลังหนึ่งอยูใกลกับแหลงกําจัดขยะที่มีขยะ กองอยูจํานวนมาก ซึ่งทําใหดินบริเวณนั้นเสื่อมสภาพ และขยะสงกลิ่นเหม็น สวนบานอีกหลังหนึ่งอยูใกลกับ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะปลอยนํ้าเสียลงสูแหลงนํ้า ธรรมชาติ และปลอยควันพิษสูอากาศ” 29. บริเวณบานทั้ง 2 หลัง ประสบปญหามลพิษใดเหมือนกัน 1. มลพิษทางดิน 2. มลพิษทางนํ้า 3. มลพิษทางเสียง 4. มลพิษทางอากาศ 30. การดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่นเปนหนาที่ของ บุคคลใด 1. นักเรียน 2. ผูปกครอง 3. ครู อาจารย 4. ทุกคนในทองถิ่น 31. สาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต คือขอใด 1. การปรับตัว 2. การสืบพันธุ 3. การดํารงเผาพันธุ 4. การอยูรวมกันเปนสังคม 27.27. กา การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติD 28.28. “บอยมีอาชีพจับปูทะเลขาย เมื่อเขาจับปูที่มีไขมาได เขา จะอนุบาลไวและนําไขที่ไดไปปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ”D 29.29. บริเวณบานทั้ง 2 หลัง ประสบปญหามลพิษใดเหมือนกัน 1. มลพิษทางดินD 30.30. การดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่นเปนหนาที่ของ บุคคลใดD 31.31. สาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต คือขอใดD (6)
  • 7.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 32. การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุ จัดเปน ความหลากหลายทางใด 1.ความหลากหลายทางกายภาพ 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม 4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ 33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวาง ไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ไดถูกตอง 1. อาณาจักร ไฟลัม ออรเดอร คลาส 2. อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร 3. ออรเดอร คลาส ไฟลัม อาณาจักร 4. ออรเดอร คลาส อาณาจักร ไฟลัม 34. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร แบงสิ่งมีชีวิตออกเปนกี่อาณาจักร 1. 3 อาณาจักร 2. 4 อาณาจักร 3. 5 อาณาจักร 4. 6 อาณาจักร 35. แพรวาจัดสิ่งมีชีวิตออกเปน 2 กลุม ไดแก 1) ฟองนํ้า แมงกะพรุน หอย และหมึก 2) ปลาหางนกยูง โลมา ไก และสุนัข แพรวาใชสิ่งใดเปนเกณฑในการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิต 1. แหลงที่อยู 2. แหลงกําเนิด 3. ลักษณะลําตัว 4. กระดูกสันหลัง 36. ขอใดเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมด 1. ออย มะลิ 2. ขาว กุหลาบ 3. เข็ม มะมวง 4. กลวย มะพราว 32.32. การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุ จัดเปน ความหลากหลายทางใดB 33.33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวาง ไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ไดถูกตองA 34.34. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร แบงสิ่งมีชีวิตออกเปนกี่อาณาจักรA 35.35. แพรวาจัดสิ่งมีชีวิตออกเปน 2 กลุม ไดแก 1) ฟองนํ้า แมงกะพรุน หอย และหมึกB 36.36. ขอใดเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมด 1. ออย มะลิ 2. ขาว กุหลาบD 37. การกระทําใดของมนุษยที่สงผลใหเกิดการสูญเสีย ความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด 1. การตัดไมทําลายปา 2. การใชไฟฟาอยางฟุมเฟอย 3. การใชนํ้าบาดาลแทนนํ้าประปา 4. การใชแกสธรรมชาติแทนนํ้ามัน 38. การกระทําในขอใดทําใหเกิดผลกระทบตอความหลากหลาย ทางชีวภาพ 1. ใชแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช 2. ใชยาฆาแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช 3. ใชสารชีวภาพกําจัดแมลงศัตรูพืช 4. ใชสารสกัดจากพืชกําจัดแมลงศัตรูพืช 39. มนุษยไดรับประโยชนทางตรงจากความหลากหลายทาง ชีวภาพในลักษณะใด 1. เปนแหลงอาหาร 2. เปนแหลงทองเที่ยว 3. เปนแหลงตนนํ้าลําธาร 4. เปนแหลงพักผอนหยอนใจ 40. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหได สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ ใชหลักการใด 1. การทํากิฟต 2. พันธุวิศวกรรม 3. การถายฝากตัวออน 4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 37.37. การกระทําใด ความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดD 38.38. การกระทําในขอใดทําใหเกิดผลกระทบตอความหลากหลาย ทางชีวภาพD 39.39. มนุษยไดรับประโยชนทางตรงจากความหลากหลายทาง ชีวภาพในลักษณะใดD 40.40. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหได สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ ใชหลักการใดB (7)
  • 8.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. จงอธิบายความสัมพันธระหวางโครโมโซม ดีเอ็นเอและยีน และอธิบายวาโครโมโซมมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศหรือไม อยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. จงเขียนโซอาหารและสายใยอาหารของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหนึ่งๆ ที่นักเรียนสนใจ .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. ใหนักเรียนเขียนรายงานวาในชีวิตประจําวันของนักเรียนไดนําสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมาใชประโยชนอยางไรบาง (แยกประเภทของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก ดิน นํ้า อากาศ ปาไม สัตวปา) .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. ใหนักเรียนสํารวจปญหามลพิษทางสิ่งแวดลอมในทองถิ่นของตนเอง โดยถายภาพมลพิษนั้นๆ วิเคราะหวาเกิดจากสาเหตุใด มีผลตอประชาชนอยางไร และเสนอแนะวิธีการแกไขปญหา .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. จงอธิบายความสัมพันธระหวางโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน และอธิบายวาโครโมโซมมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตอยางไรF 2.2. ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศหรือไม อยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D 3. จงเขียนโซอาหารและสายใยอาหารของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหนึ่งๆ ที่นักเรียนสนใจ ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................E 4. ใหนักเรียนเขียนรายงานวาในชีวิตประจําวันของนักเรียนไดนําสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมาใชประโยชนอยางไรบาง (แยกประเภทของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก ดิน นํ้า อากาศ ปาไม สัตวปา)C 5.5. ใหนักเรียนสํารวจปญหามลพิษทางสิ่งแวดลอมในทองถิ่นของตนเอง โดยถายภาพมลพิษนั้นๆ วิเคราะหวาเกิดจากสาเหตุใด มีผลตอประชาชนอยางไร และเสนอแนะวิธีการแกไขปญหาD ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (8)
  • 9.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล…………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด 3. กําหนดให ก. ตาบอดสี ข. ตาเปนตอ ค. สีของตา ง. ชั้นของหนังตา ขอใดเปนลักษณะที่ถายทอดทางพันธุกรรม 1. ก. และ ข. 2. ก. และ ค. 3. ก. ค. และ ง. 4. ก. ข. ค. และ ง. 4. ขอใดเรียงลําดับจากหนวยที่เล็กไปยังหนวยใหญไดถูกตอง 1. ดีเอ็นเอ ยีน โครโมโซม โครมาทิน 2. ดีเอ็นเอ ยีน โครมาทิน โครโมโซม 3. ยีน ดีเอ็นเอ โครมาทิน โครโมโซม 4. ยีน โครมาทิน โครโมโซม ดีเอ็นเอ 5. ญาญาทดลองผสมพันธุถั่วลันเตาที่มีประวัติเมล็ดสีเหลือง ทุกรุนกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว ปรากฏวาไดถั่วลันเตา รุนลูกมีเมล็ดสีเหลืองทั้งหมด ขอใดสรุปไมถูกตอง 1. ถั่วลันเตาเมล็ดสีเหลืองเปนลักษณะเดน 2. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเขียว 3. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเขียว มากกวาสีเหลือง 4. หากนํารุนลูกผสมกัน รุนหลานจะมีเมล็ดสีเหลือง มากกวาสีเขียว 3.3. กําห ก. ตาบอดสี ข. ตาเปนตอB 4.4. ขอใดเรียงลําดับจากหนวยที่เล็กไปยังหนวยใหญไดถูกตอง 1. ดีเอ็นเอ ยีน โครโมโซม โครมาทินD 5.5. ญาญาทดลองผสมพันธุถั่วลันเตาที่มีประวัติเมล็ดสีเหลือง ทุกรุนกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว ปรากฏวาไดถั่วลันเตาD อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1. “เซลลเปนหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก ที่สุดภายในเซลลมีนิวเคลียส ในนิวเคลียสมีเสนใยเล็กๆ พันกันอยู เรียกเสนใยเหลานี้วา โครมาทิน ซึ่งเมื่อมีการ แบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นจนมีลักษณะเปน แทง เรียกวา โครโมโซม” 1. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่มีการแบงเซลล จะพบโครงสรางใด 1. โครมาทิด 2. โครมาทิน 3. โครโมโซม 4. เซนโทรเมียร อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 2. “โครโมโซมจะประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน โดยแตละชวงของดีเอ็นเอ จะมียีนที่ทําหนาที่ควบคุม ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต” 2. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ ทางพันธุกรรมและถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง คือ ขอใด 1. ยีน 2. ดีเอ็นเอ 3. โปรตีน 4. นิวเคลียส 1.1. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่มีการแบงเซลล จะพบโครงสรางใดA 2.2. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะ ทางพันธุกรรมและถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง คือA ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 2 (9)
  • 10.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 6. หากนําพืชที่มีจีโนไทปAA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทปAa โอกาสที่จะไดลูกที่มีจีโนไทปAa มีรอยละเทาใด 1. 25 2. 50 3. 75 4. 100 อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 7.-8. “ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสี เปนยีนดอยที่พบ อยูบนโครโมโซม X ซึ่งชายคนหนึ่งไมเปนตาบอดสี แตงงานกับหญิงที่เปนพาหะของโรค” 7. ชายและหญิงคูนี้จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร เมื่อกําหนดให แทนยีนดอย แทนยีนเดน 1. X Y X X 2. X Y X X 3. X Y X X 4. X Y X X 8. ลูกของชายและหญิงคูดังกลาว จะมีลักษณะอยางไร 1. ไมเปนตาบอดสีเลย 2. เปนตาบอดสีทั้งหมด 3. เปนตาบอดสีรอยละ50 และไมเปนตาบอดสีรอยละ50 4. เปนตาบอดสีรอยละ25 และไมเปนตาบอดสีรอยละ75 9. ถาลักษณะทางพันธุกรรมลักษณะหนึ่งถูกควบคุมดวย ยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X การถายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมลักษณะนี้จะเปนอยางไร 1. พบลักษณะนี้ในเพศหญิงเทานั้น 2. ไมสามารถพบลักษณะนี้ในเพศหญิง 3. พบลักษณะนี้ในเพศหญิงมากกวาเพศชาย 4. พบลักษณะนี้ในเพศชายมากกวาเพศหญิง 10. บุคคลหนึ่งเปนโรคทางพันธุกรรม โดยเปนผูชายที่มีลักษณะ บางอยางคลายผูหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย เปนตน และเปนหมัน บุคคลนี้จะมีโครโมโซมเพศในลักษณะใด 1. XO 2. XXX 3. XXY 4. XYY 6.6. หากนําพืชที่มีจีโนไทปAA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทปAa โอกาสที่จะไดลูกที่มีจีโนไทป Aa มีรอยละเทาใดD 7.7. ชายและหญิงคูนี้จะมีลักษณะของยีนเปนอยางไร เมื่อกําหนดใหB 8.8. ลูกของชายและหญิงคูดังกลาว จะมีลักษณะอยางไร 1. ไมเปนตาบอดสีเลยD 9.9. ถาลักษณะทางพันธุกรรมลักษณะหนึ่งถูกควบคุมดวย ยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X การถายทอดลักษณะทางD 10.10. บุคคลหนึ่งเปนโรคทางพันธุกรรม โดยเปนผูชายที่มีลักษณะ บางอยางคลายผูหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย เปนตนA อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 11. “ระบบนิเวศประกอบไปดวยองคประกอบ 2 กลุม ไดแก องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนองคประกอบ ที่ไมมีชีวิต แตจะมีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต ของสิ่งมีชีวิต และองคประกอบทางชีวภาพ ซึ่งเปน องคประกอบที่มีชีวิต ซึ่งจะมีความเกี่ยวของสัมพันธ กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ และสัมพันธกับสิ่งไมมีชีวิตดวย” 11. ขอใดเปนองคประกอบทางกายภาพของระบบนิเวศ 1. ดิน นํ้า จุลินทรีย 2. ดิน นํ้า แสงแดด 3. พืช สัตว แสงแดด 4. พืช สัตว ความชื้น 12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. เห็ด รา 2. ชาง กวาง 3. หนอน แรง 4. สิงโต ฉลาม 13. กาฝากบนตนไม ฉลามกับเหาฉลาม โพรโทซัวในลําไส ปลวก ขอใดกลาวถึงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตขางตน ตามลําดับไดถูกตอง 1. ภาวะอิงอาศัย ภาวะปรสิต ภาวะปรสิต 2. ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย ภาวะปรสิต 3. ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย ภาวะพึ่งพา 4. ภาวะพึ่งพา ภาวะปรสิต ภาวะอิงอาศัย 14. “หนอน นก หญา งู” พบในระบบนิเวศแหงหนึ่ง จะเขียน ความสัมพันธในรูปโซอาหารไดอยางไร 1. หญา หนอน งู นก 2. หญา หนอน นก งู 3. หญา นก หนอน งู 4. หญา งู นก หนอน 15. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ 1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของโซอาหารทุกชนิด 2. ระบบนิเวศใดที่มีสายใยอาหารซับซอนมาก แสดงวา ระบบนิเวศนั้นมีความสมดุล 3. จุลินทรียมีบทบาทในการยอยสลายสารอินทรีย แตไมไดมีสวนในการถายทอดพลังงาน 4. โซอาหารที่มีจํานวนสิ่งมีชีวิตมาก สิ่งมีชีวิตทายๆ โซอาหารยิ่งไดรับพลังงานนอยลง 11.11. ขอใดเปนองคประกอบทางกายภาพของระบบนิเวศ 1. ดิน นํ้า จุลินทรียA 12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. เห็ด รา 2. ชาง กวางD 13.13. กาฝากบนตนไม ฉลามกับเหาฉลาม โพรโทซัวในลําไส ปลวก ขอใดกลาวถึงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตขางตนD 14.14. “หนอน นก หญา งู” พบในระบบนิเวศแหงหนึ่ง จะเขียน ความสัมพันธในรูปโซอาหารไดอยางไรE 15.15. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ 1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของโซอาหารทุกชนิดD (10)
  • 11.
    จํานวนสิ่งมีชีวิต A B CD E F งู นก หนอน หญา ชวงเวลา โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ กราฟ จํานวนสิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ในโซอาหาร จาก ชวงเวลา A ถึง F เขียนความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตทั้ง 4 ชนิด ในรูปของโซอาหารได ดังนี้ หญา หนอน นก งู 16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของนกอยูนอยที่สุด 1. A ถึง B 2. B ถึง C 3. C ถึง D 4. E ถึง F 17. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให A ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด 1. หญา 2. หนอน 3. ตั๊กแตน 4. นกกระจอก อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 18. “คารบอนเปนองคประกอบสําคัญของสารอินทรีย ที่พบในรางกายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด สิ่งมีชีวิตจะได รับคารบอนจากอาหารที่กินเขาไป ซึ่งคารบอนจะ หมุนเวียนกลับคืนสูสิ่งแวดลอม โดยการหายใจออก ของสิ่งมีชีวิต และเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลง คารบอนที่เปน องคประกอบในรางกายก็จะกลับสูสิ่งแวดลอม” 18. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร 1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิต 2. สิ่งมีชีวิตจะขาดแคลนแหลงที่อยู 3. สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถสืบพันธุได 4. สิ่งมีชีวิตไมสามารถดํารงชีวิตอยูได 16.16. จากกราฟ ชวงเวลาใดที่มีอาหารของนกอยูนอยที่สุด 1. A ถึง B 2. B ถึง CD 17.17. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให A ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด D C B A 18.18. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน จะสงผลตอสิ่งมีชีวิตอยางไร 1. ไมมีผลใดๆ ตอสิ่งมีชีวิตF 19. การศึกษาประชากรในระบบนิเวศแหงหนึ่งพบวา อัตราการ เกิดและอัตราการตายในระบบนิเวศแหงนี้ไมแตกตางกัน ขอใดสรุปไดถูกตอง 1. ประชากรมีขนาดคงที่ 2. ประชากรมีขนาดลดลง 3. ประชากรมีขนาดเพิ่มขึ้น 4. ยังสรุปไมได 20. ตาราง สายพันธุของหอยที่พบในปาชายเลนที่มี ความหนาแนนของตนไมแตกตางกัน ความหนาแนนของตนไม (จํานวนตนตอไร) สายพันธุของหอยที่พบ 970 A B C D 390 A C 120 A D ถาปามีความหนาแนนของตนไมลดลง จะสงผลตอหอย สายพันธุใดเปนอันดับแรก 1. A 2. B 3. C 4. D 21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “ทรัพยากรธรรมชาติ” ไดถูกตองที่สุด 1. สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา 2. สิ่งตางๆ ที่มีความเหมาะสมตอมนุษย 3. ทุกสิ่งที่ประกอบกันเปนโลกและสภาพแวดลอม 4. สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใช ประโยชนได อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 22. “สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งที่สามารถมองเห็นไดและ มองเห็นไมได ซึ่งอาจเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่เกิดจากฝมือมนุษย” 22. จริงหรือไมที่มนุษยไมสามารถสรางสิ่งแวดลอมได 1. จริง เพราะสิ่งแวดลอมมีวัฏจักรหมุนเวียน 2. จริง เพราะสิ่งแวดลอมเปนสิ่งที่เกิดเองตามธรรมชาติ 3. ไมจริง เพราะสิ่งแวดลอมเปนสิ่งที่นํากลับมาใชใหมได 4. ไมจริง เพราะสิ่งแวดลอมคือทุกสิ่งทุกอยางที่อยูรอบตัว 19.19. การศึกษาประชากรในระบบนิเวศแหงหนึ่งพบวา อัตราการ เกิดและอัตราการตายในระบบนิเวศแหงนี้ไมแตกตางกันD 20.20. ตาราง สายพันธุของหอยที่พบในปาชายเลนที่มี ความหนาแนนของตนไมแตกตางกันD 21.21. ขอใดอธิบายความหมายของคําวา “ทรัพยากรธรรมชาติ” ไดถูกตองที่สุดA 22.22. จริงหรือไมที่มนุษยไมสามารถสรางสิ่งแวดลอมได 1. จริง เพราะสิ่งแวดลอมมีวัฏจักรหมุนเวียนD (11)
  • 12.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 23. สาเหตุสําคัญที่สุดของปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใด 1.การเพิ่มขึ้นของประชากร 2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจ 3. ภัยธรรมชาติและอุบัติเหตุ 4. ความเจริญทางดานเทคโนโลยี 24. เพราะเหตุใดปจจุบันสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีลักษณะเสื่อมโทรมลงอยางรวดเร็ว 1. สิ่งมีชีวิตมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น 2. ขาดการจัดการที่ดีในดานการใชทรัพยากร 3. วิถีชีวิตของมนุษยมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น 4. เกิดความเสื่อมโทรมของดินและแหลงนํ้าที่ใชในการ เพาะปลูก 25. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนมีผลตอระบบนิเวศ อยางไร 1. ชวยใหระบบนิเวศมีขนาดใหญ 2. ชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ 3. ชวยใหระบบนิเวศมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 4. ชวยใหระบบนิเวศมีสภาพเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา 26. ทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด เมื่อนํามาใชแลวจะหมดไป ขอใดคือแนวทางที่ดีที่สุดในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ เหลานั้นใหคงอยูไดนานที่สุด 1. การใชซํ้า 2. ลดการใช 3. การหาสิ่งอื่นทดแทน 4. การปรับปรุงคุณภาพ 27. การกระทําในลักษณะใดที่จัดไดวาเปนการนําทรัพยากร- ธรรมชาติกลับมาใชใหม 1. การใชกระดาษทั้งสองหนา 2. การเลือกซื้อนํ้ายาลางจานชนิดถุงเติม 3. การนํากลองนมมาทําเปนกระเปาใสของ 4. การนําถุงพลาสติกใบเกาไปใสของจากรานคา 28. ขอใดไมใชหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามา ใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติ 1. ความไมประมาท 2. การใชอยางคุมคา 3. ความพอประมาณ 4. การยึดทางสายกลาง 23.23. สาเห และทรัพยากรธรรมชาติ คือขอใดD 24.24. เพราะเหตุใดปจจุบันสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีลักษณะเสื่อมโทรมลงอยางรวดเร็วD 25.25. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนมีผลตอระบบนิเวศ อยางไรD 26.26. ทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิด เมื่อนํามาใชแลวจะหมดไป ขอใดคือแนวทางที่ดีที่สุดในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติD 27.27. การกระทําในลักษณะใดที่จัดไดวาเปนการนําทรัพยากร- ธรรมชาติกลับมาใชใหมD 28.28. ขอใดไมใชหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามา ใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติB 29. แหลงชุมชนที่มีการปลอยนํ้าทิ้งซึ่งมีสารอินทรียปนเปอน อยูมากลงไปในแหลงนํ้า นักเรียนคิดวาจะสงผลกระทบ โดยตรงตอสิ่งใด 1. ออกซิเจนที่ละลายในนํ้าจะเพิ่มขึ้น 2. พืชนํ้าจะเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว 3. สัตวนํ้าจะเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว 4. สิ่งมีชีวิตไมสามารถอาศัยในแหลงนํ้าได 30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด 1. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 2. ลดปริมาณการใชนํ้ามันเชื้อเพลิง 3. ใหการศึกษาดานสิ่งแวดลอมแกประชาชน 4. กําหนดบทลงโทษอยางจริงจังเกี่ยวกับการทําลาย สิ่งแวดลอม 31. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ 1. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน 2. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและไมสิ่งมีชีวิต 3. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในแหลงที่อยูตางๆ 4. เปนความหลากหลายของสิ่งไมมีชีวิตในแหลงที่อยู เดียวกัน 32. การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน จัดเปน ความหลากหลายทางใด 1. ความหลากหลายทางกายภาพ 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม 4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ 33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่แคบ ไปยังขอบเขตที่กวางขึ้นเรื่อยๆ ไดถูกตอง 1. จีนัส สปชีส แฟมิลี ออรเดอร 2. จีนัส สปชีส ออรเดอร แฟมิลี 3. สปชีส จีนัส แฟมิลี ออรเดอร 4. สปชีส จีนัส ออรเดอร แฟมิลี 34. มนุษยยุคปจจุบันมีชื่อวิทยาศาสตรวาอะไร 1. Homo sapiens 2. Homo erectus 3. Homo sapiens idaltu 4. Homo neanderthalensis 29.29. แหลงชุมชนที่มีการปลอยนํ้าทิ้งซึ่งมีสารอินทรียปนเปอน อยูมากลงไปในแหลงนํ้า นักเรียนคิดวาจะสงผลกระทบD 30.30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด 1. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติC 31.31. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ 1. เปนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันA 32.32. การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน จัดเปน ความหลากหลายทางใดB 33.33. ขอใดเรียงลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่แคบ ไปยังขอบเขตที่กวางขึ้นเรื่อยๆ ไดถูกตองA 34.34. มนุษยยุคปจจุบันมีชื่อวิทยาศาสตรวาอะไร 1.A (12)
  • 13.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 35. หากพิจารณาถึงกระดูกสันหลังเปนเกณฑ สิ่งมีชีวิต ในขอใดแตกตางจากขออื่น 1.กิ้งกือ 2. ฟองนํ้า 3. ลิ่นทะเล 4. ซาลาแมนเดอร 36. กําหนดให A ดอกมี 3 กลีบ B ดอกมี 5 กลีบ C เสนใบขนาน D เสนใบเปนรางแห E ทอลําเลียงกระจายทั่วลําตน F ทอลําเลียงเรียงเปนวงรอบลําตน ตนมะมวงจะมีลักษณะตามขอใด 1. A C E 2. A D E 3. B D F 4. B C F 37. ขอใดสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ นอยที่สุด 1. ภูเขาไฟปะทุ 2. การตัดไมทําลายปา 3. การสรางพื้นที่เกษตรกรรม 4. การขยายพื้นที่เพื่อที่อยูอาศัย 35.35. หากพิจารณาถึงกระดูกสันหลังเปนเกณฑ สิ่งมีชีวิต ในขอใดแตกตางจากขออื่นD 36.36. กําหนดให A ดอกมี 3 กลีบD 37.37. ขอใดสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ นอยที่สุดB 38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยอยางไร 1. เปนอาหาร 2. เปนยารักษาโรค 3. เปนแหลงที่อยูอาศัย 4. เปนแหลงของปจจัยสี่ 39. ขอใดจัดวาเปนเทคโนโลยีชีวภาพ 1. การผลิตถานดูดกลิ่น 2. การผลิตตะไครหอมไลยุง 3. การผลิตแอลกอฮอลจากออย 4. การผลิตนํ้ายาลางจานจากมะกรูด 40. ขอใดจัดเปนสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม 1. แตงโมที่มีผลขนาดใหญ 2. ดอกไมที่ไดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3. แบคทีเรียที่สามารถผลิตฮอรโมนอินซูลิน 4. กลวยไมพันธุใหมที่ไดจากการฉายรังสีแกมมา 38.38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยอยางไร 1. เปนอาหารB 39.39. ขอใดจัดวาเปนเทคโนโลยีชีวภาพ 1. การผลิตถานดูดกลิ่นB 40.40. ขอใดจัดเปนสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม 1. แตงโมที่มีผลขนาดใหญD (13)
  • 14.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. การศึกษาจํานวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตมีความสําคัญอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชจนทําใหเกิดสารตกคางจํานวนมากสงผลตอระบบนิเวศอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษยสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนและโทษตอมนุษยอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. การศึกษาจํานวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตมีความสําคัญอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F 2.2. การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชจนทําใหเกิดสารตกคางจํานวนมาก สงผลตอระบบนิเวศอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D 3.3. การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษยสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอมอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D 4.4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนและโทษตอมนุษยอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................A 5.5. เทคโนโลยีชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยอยางไร ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (14)
  • 15.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ ชื่อ …………………………………………………………………………………………………….. นามสกุล…………………………………………………………………………………………….. เลขประจําตัวสอบ ……………………………………………………………………. โรงเรียน ……………………………………………………………………………………………. สอบวันที่ …………………….. เดือน ………………………………………………… พ.ศ. ……………………………………….. โครงการวัดและประเมินผล บริษัท อักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด 4. ขอใดไมใชลักษณะทางพันธุกรรม 1. สีผิว 2. ลักยิ้ม 3. ชั้นตา 4. แผลเปน 5. กําหนดให A แทน ยีนเดนที่ควบคุมลักษณะผิวปกติ a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก สามี-ภรรยาที่มีลักษณะยีนในคูใดที่ลูกของพวกเขา มีโอกาสแสดงลักษณะผิวเผือกรอยละ 50 1. AA × aa 2. Aa × Aa 3. Aa × aa 4. AA × Aa 6. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม หากชายคนหนึ่งมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ Aa แตงงานกับ หญิงคนหนึ่งที่ไมมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ aa ลูกแตละคนจะ มีโอกาสมีลักยิ้มรอยละเทาใด 1. 25 2. 50 3. 75 4. 100 4.4. ขอใดไมใชลักษณะทางพันธุกรรม 1. สีผิวB 5. a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก 5. กําหนดให A แทน ยีนเดนที่ควบคุมลักษณะผิวปกติ a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือกa แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือกD a แทน ยีนดอยที่ควบคุมลักษณะผิวเผือก 6.6. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม หากชายคนหนึ่งมีลักยิ้ม ซึ่งมียีนแบบ Aa แตงงานกับD อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 1. “เซลลเปนหนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็ก ที่สุด ภายในเซลลมีนิวเคลียส ในนิวเคลียสมีเสนใยเล็กๆ พันกันอยู เรียกเสนใยเหลานี้วา โครมาทิน ซึ่งเมื่อมีการ แบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นจนมีลักษณะเปน แทง เรียกวา โครโมโซม” 1. ขณะที่มีการแบงเซลล โครโมโซมจะมีลักษณะอยางไร 1. มีลักษณะเปนแทง 2. ขดไปมาอยูในนิวเคลียส 3. จับกันเปนคูๆ ชัดเจน 23 คู 4. ไมปรากฏโครโมโซมใหเห็น 2. โครโมโซมของมนุษยเปนไปตามขอใด 1. เปนออโตโซม 46 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 2. เปนออโตโซม 45 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 3. เปนออโตโซม 23 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 4. เปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 3. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีก รุนหนึ่ง เปนความหมายของคําในขอใด 1. พันธุกรรม 2. พันธุศาสตร 3. พันธุวิศวกรรม 4. โรคทางพันธุกรรม 1.1. ขณะที่มีการแบงเซลล โครโมโซมจะมีลักษณะอยางไร 1. มีลักษณะเปนแทงA 2.2. โครโมโซมของมนุษยเปนไปตามขอใด 1. เปนออโตโซม 46 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คูA 3.3. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีก รุนหนึ่ง เปนความหมายของคําในขอใดA ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 40 ตอนที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก แตละขอมีคําตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคําตอบเดียว จํานวน 40 ขอ ขอละ 1 คะแนน ความรู ความจํา ความเขาใจ การนําไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห การประเมินคา A B C D E F ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹ÃÇÁ 50 แบบทดสอบว�ชา ว�ทยาศาสตร เลม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ชุดที่ 3 (15)
  • 16.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 7. “โครโมโซมพบอยูในนิวเคลียสซึ่งโครโมโซมจะ ประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน โดยแตละชวงของ ดีเอ็นเอมีหนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่ควบคุม ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต” 7. เหตุใดโครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต 1. ภายในโครโมโซมมียีนอยู 2. โครโมโซมอยูภายในเซลล 3. ภายในโครโมโซมมีนิวเคลียส 4. โครโมโซมอยูภายในนิวเคลียส 8. บุคคลที่เปนโรคทางพันธุกรรมในขอใดสามารถมีบุตรได 1. ตนมีอาการดับเบิลวาย 2. เมยมีอาการเทอรเนอร 3. เกามีอาการไคลนเฟลเตอร 4. ทั้ง 3 คนไมสามารถมีบุตรได 9. ลักษณะทางพันธุกรรมใดที่มียีนควบคุมอยูบน โครโมโซมเพศ 1. ผิวเผือก 2. ตาบอดสี 3. ธาลัสซีเมีย 4. ลักษณะนิ้วเกิน 10. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย 1. เกิดจากความผิดปกติของยีน 2. ไมสามารถรักษาใหหายขาดได 3. เซลลเม็ดเลือดแดงผิดปกติ แตกสลายงาย 4. บุคคลปกติทั่วไปอาจมียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู อานขอความที่กําหนดให แลวตอบคําถามขอ 11. “ระบบนิเวศประกอบไปดวยองคประกอบ 2 กลุม ไดแก องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนองคประกอบ ที่ไมมีชีวิต แตจะมีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต ของสิ่งมีชีวิต และองคประกอบทางชีวภาพ ซึ่งเปน องคประกอบที่มีชีวิต ซึ่งจะมีความเกี่ยวของสัมพันธ กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ และสัมพันธกับสิ่งไมมีชีวิตดวย” 11. ขอใดเปนองคประกอบทางชีวภาพของระบบนิเวศ 1. ดิน นํ้า จุลินทรีย 2. ดิน นํ้า แสงแดด 3. พืช สัตว แสงแดด 4. พืช สัตว จุลินทรีย 7.7. เหตุใดโครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตF 8.8. บุคคลที่เปนโรคทางพันธุกรรมในขอใดสามารถมีบุตรได 1. ตนมีอาการดับเบิลวายB 9.9. ลักษณะทางพันธุกรรมใดที่มียีนควบคุมอยูบน โครโมโซมเพศB 10.10. ขอใดกลาวไมถูกตองเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย 1. เกิดจากความผิดปกติของยีนB 11.11. ขอใดเปนองคประกอบทางชีวภาพของระบบนิเวศ 1. ดิน นํ้า จุลินทรีย 2. ดิน นํ้า แสงแดดD 12. สิ่งมีชีวิตในขอใดแสดงบทบาทตางจากสิ่งมีชีวิตในขออื่น 1. เห็ด 2. เฟน 3. หญา 4. สาหราย 13. “ไลเคน” เปนการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ กันแบบใด 1. ภาวะแขงขัน 2. ภาวะลาเหยื่อ 3. ภาวะอิงอาศัย 4. ภาวะพึ่งพากัน 14. สิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ที่สํารวจพบในระบบนิเวศทุงหญา ไดแก หญา หนู ตั๊กแตน และเหยี่ยว เขียนความสัมพันธของ สิ่งมีชีวิตในรูปของโซอาหารไดอยางไร 1. หญา หนู ตั๊กแตน เหยี่ยว 2. หญา ตั๊กแตน หนู เหยี่ยว 3. หญา เหยี่ยว ตั๊กแตน หนู 4. หญา เหยี่ยว หนู ตั๊กแตน 15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง ผูบริโภคลําดับตอไปไดเพียง 10% ถาหนอนตัวหนึ่งกิน ใบพืชจํานวน 10 กรัมตอวัน ปริมาณพลังงานที่หนอน สามารถใชสรางเปนเนื้อเยื่อเทียบไดกับใบพืชจํานวนเทาใด 1. 0.1 กรัม 2. 1 กรัม 3. 10 กรัม 4. 100 กรัม 16. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนมนุษย 1. C 2. D 3. E 4. F 17. วัฏจักรสารใดที่จะเกิดขึ้นไดสมบูรณตองอาศัยจุลินทรีย 1. นํ้า 2. คารบอน 3. ไนโตรเจน 4. ฟอสฟอรัส 12.12. สิ่งมีชีวิตในขอใ 1. เห็ด 2. เฟนD 13.13. “ไลเคน” เปนการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ กันแบบใดB 14.14. สิ่งมีชีวิต 4 ชนิด ที่สํารวจพบในระบบนิเวศทุงหญา ไดแก หญา หนู ตั๊กแตน และเหยี่ยว เขียนความสัมพันธของE 15.15. เมื่อพลังงานในสารอาหารถูกถายทอดจากผูผลิตไปยัง ผูบริโภคลําดับตอไปไดเพียง 10% ถาหนอนตัวหนึ่งกินD 16.16. จากสายใยอาหารที่กําหนดให สิ่งมีชีวิตใดนาจะเปนมนุษย D 17.17. วัฏจักรสารใดที่จะเกิดขึ้นไดสมบูรณตองอาศัยจุลินทรีย 1. นํ้า 2. คารบอนB E A D C B F (16)
  • 17.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 18. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให Cควรเปนสิ่งมีชีวิตใด 1. หญา 2. หนอน 3. ตั๊กแตน 4. นกกระจอก 19. ขอใดตรงกับความหมายของคําวา “ประชากร” 1. มีชางปา 80 ตัว ในอุทยานแหงชาติ 2. สํารวจพบโลมา 20 ตัว ในทะเลอาวไทย 3. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 สํารวจพบกระทิง 50 ตัว 4. มีกวาง100 ตัว ในปาเขาใหญ เมื่อเดือนสิงหาคม2556 20. ขอใดเปนความหมายของ “ความหนาแนนของประชากร” 1. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดตอหนวยพื้นที่ 2. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต ชนิดหนึ่งตอหนวยพื้นที่ 3. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ตอหนวยเวลา 4. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิต ชนิดหนึ่งตอหนวยเวลา 21. ขอใดเปนทรัพยากรธรรมชาติที่จัดอยูในกลุมเดียวกัน 1. นํ้า ปาไม 2. ดิน อากาศ 3. นํ้ามัน แรธาตุ 4. ทราย ถานหิน 22. ปจจัยใดมีอิทธิพลมากที่สุดในการทําใหเกิดความแตกตาง ของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชน 1. มนุษย 2. เศรษฐกิจ 3. เทคโนโลยี 4. การประกอบอาชีพ 23. ขอใดไมไดเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม 1. การทําไรเลื่อนลอย 2. การเพิ่มขึ้นของวัชพืช 3. การเพิ่มขึ้นของประชากร 4. การขาดจิตสํานึกตอสวนรวม 18.18. จากพีระมิดจํานวนที่กําหนดให C ควรเปนสิ่งมีชีวิตใด D 19.19. ขอใดตรงกับความหมายของคําวา “ประชากร” 1. มีชางปา 80 ตัว ในอุทยานแหงชาติB 20.20. ขอใดเปนความหมายของ “ความหนาแนนของประชากร” 1. อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตB 21.21. ขอใดเปนทรัพยากรธรรมชาติที่จัดอยูในกลุมเดียวกัน 1. นํ้า ปาไมA 22.22. ปจจัยใดมีอิทธิพลมากที่สุดในการทําใหเกิดความแตกตาง ของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชนD 23.23. ขอใดไมไดเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม 1. การทําไรเลื่อนลอยD 24. ปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิดวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติของโลก คือขอใด 1. ความเจริญของชุมชนเมือง 2. ความเจริญของอุตสาหกรรม 3. ความกาวหนาของเทคโนโลยี 4. การเพิ่มจํานวนประชากรมนุษย 25. ขอใดเปนแนวทางในการชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ 1. การดูแลรักษาสภาพแวดลอม 2. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางฟุมเฟอย 3. การใชทรัพยากรธรรมชาติเพียงอยางเดียว 4. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางหลากหลาย 26. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการจัดการใช ทรัพยากรใหเกิดประโยชนสูงสุดโดยยึดหลักใด 1. การใชซํ้า 2. การนํากลับมาใชใหม 3. การใชใหเกิดประโยชนสูงสุด 4. การฟนฟูและปรับปรุงคุณภาพ 27. ขอใดไมถือวาเปนการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 1. นอยหนาใชนํ้าซักผามารดตนไม 2. สมศักดิ์กําจัดวัชพืชโดยการไถกลบแทนการเผา 3. ดุสิตรับซื้อกระปองอะลูมิเนียมมาหลอมเพื่อใชใหม 4. สมศรีใชปุยเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในสวน 28. ขอใดไมใชหลักการใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง 1. ควบคุมการใชทรัพยากรอยางเหมาะสม 2. ใชทรัพยากรอยางหลากหลายในปริมาณมากๆ 3. ใชทรัพยากรในปริมาณไมมากหรือนอยเกินไป 4. ใชทรัพยากรอยางพอดี โดยไมใชเกินความจําเปน 29. ปญหามลพิษใดที่สงผลใหมนุษยมีความเสี่ยงตอการเปนโรค เกี่ยวกับทางเดินหายใจ 1. มลพิษทางดิน 2. มลพิษทางนํ้า 3. มลพิษทางเสียง 4. มลพิษทางอากาศ 30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด 1. รณรงคลดการใชเชื้อเพลิง 2. รถยนตเปลี่ยนมาใชแกสแทนนํ้ามัน 3. ปลูกจิตสํานึกใหประชาชนรักสิ่งแวดลอม 4. ออกกฎหมายลงโทษเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมอยางรุนแรง 24.24. ปจ ทรัพยากรธรรมชาติของโลก คือขอใดD 25.25. ขอใดเปนแนวทางในการชวยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ 1. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมD 26.26. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการจัดการใช ทรัพยากรใหเกิดประโยชนสูงสุดโดยยึดหลักใดD 27.27. ขอใดไมถือวาเปนการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ 1. นอยหนาใชนํ้าซักผามารดตนไมD 28.28. ขอใดไมใชหลักการใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงD 29.29. ปญหามลพิษใดที่สงผลใหมนุษยมีความเสี่ยงตอการเปนโรค เกี่ยวกับทางเดินหายใจB 30.30. ขอใดเปนแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมที่ดีที่สุด 1. รณรงคลดการใชเชื้อเพลิงC C B A (17)
  • 18.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 31. ขอใดตอไปนี้ไมมีผลตอความหลากหลายทางชีวภาพ 1. วิวัฒนาการ 2.สิ่งแวดลอม 3. การกลายพันธุ 4. การกินอาหาร 32. การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปน ลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลายทางใด 1. ความหลากหลายทางกายภาพ 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม 4. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ 33. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของนักวิทยาศาสตร ทานใด ที่เปนที่นิยมในปจจุบัน 1. อาริสโตเติล 2. เอิรนสต แฮคเกล 3. รอเบิรต วิตเทเกอร 4. เฮอรเบิรต โคปแลนด 34. ขอใดเขียนชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยไดถูกตองที่สุด 1. Homo sapiens 2. Homo sapiens 3. Homo Sapiens 4. homo sapiens 35. สัตวในกลุมใดมีความหลากหลายมากที่สุด 1. หอย 2. แมลง 3. สัตวเลื้อยคลาน 4. สัตวเลี้ยงลูกดวยนํ้านม 31.31. ขอ 1. วิวัฒนาการD 32.32. การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปน ลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลายทางใดB 33.33. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตตามแนวคิดของนักวิทยาศาสตร ทานใด ที่เปนที่นิยมในปจจุบันA 34.34. ขอใดเขียนชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยไดถูกตองที่สุด 1.A 35.35. สัตวในกลุมใดมีความหลากหลายมากที่สุด 1. หอยA 36. กําหนดให A ดอกมี 3 กลีบ B ดอกมี 5 กลีบ C เสนใบขนาน D เสนใบเปนรางแห E ทอลําเลียงกระจายทั่วลําตน F ทอลําเลียงเรียงเปนวงรอบลําตน ตนกลวยจะมีลักษณะตามขอใด 1. A C E 2. A D E 3. B D F 4. B C F 37. ปรากฏการณทางธรรมชาติในขอใดที่ไมเปนสาเหตุใหเกิด การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 1. แผนดินไหว 2. ภูเขาไฟปะทุ 3. ตนไมใหญโคนลม 4. นํ้าแข็งขั้วโลกละลาย 38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษยอยางไร 1. ทําใหเกิดโรค 2. ทําใหเกิดมลพิษ 3. ทําใหประชากรมนุษยลดลง 4. ทําใหประชากรมนุษยเพิ่มขึ้น 39. ขอใดเปนประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม 1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 2. การใชจุลินทรียบําบัดนํ้าเสีย 3. การผลิตสารเคมีจากจุลินทรียบางชนิด 4. การตรวจเอกลักษณบุคคลจากลายพิมพดีเอ็นเอ 40. หลักฐานในขอใดที่ไมสามารถใชตรวจหาฆาตกรโดยวิธี ตรวจลายพิมพดีเอ็นเอ 1. เสนผม 2. ลายนิ้วมือ 3. คราบอสุจิ 4. คราบเลือด 36.36. กําหนดให A ดอกมี 3 กลีบD 37.37. ปรากฏการณทางธรรมชาติในขอใดที่ไมเปนสาเหตุใหเกิด การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพB 38.38. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษยอยางไร 1. ทําใหเกิดโรคB 39.39. ขอใดเปนประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม 1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อA 40.40. หลักฐานในขอใดที่ไมสามารถใชตรวจหาฆาตกรโดยวิธี ตรวจลายพิมพดีเอ็นเอD (18)
  • 19.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. หากนักเรียนมีลักยิ้มเหมือนพอ ผมตรงเหมือนแมมีติ่งหูเหมือนยาย หอลิ้นไดเหมือนปู นักเรียนคิดวาเพราะเหตุใดจึงเปน เชนนั้น .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 2. วัฏจักรของสารตางๆ มีความสําคัญตอระบบนิเวศอยางไร .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 3. ใหนักเรียนอธิบายความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ พรอมทั้งยกตัวอยางประกอบ .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด ตาราง หรือรูปแบบอื่นที่เขาใจงายและ นาสนใจ .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 5. เพราะเหตุใดจึงควรมีการอนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพ .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................................................................................................................................. 1.1. หากนักเรียนมีลักยิ้มเหมือนพอ เชนนั้นD 2. วัฏจักรของสารตางๆ ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................F 3.3. ใหนักเรียนอธิบายความสัมพันธระหวางสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................B 4.4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด4. ใหนักเรียนสรุปประโยชนของความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของแผนผังความคิด4. นาสนใจE 5. เพราะเหตุใดจึงควรมีการอนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพ ..................................................................................................................................................................................................................................................................................................D ¤Ðá¹¹·Õèä´Œ ¤Ðá¹¹àµçÁ 10 ตอนที่ 2 แบบอัตนัย จํานวน 5 ขอ ขอละ 2 คะแนน (19)
  • 20.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ2. ในขณะที่เซลลยังไมมีการแบงเซลล จะเห็นเสนใยเล็กๆ เรียกวา โครมาทิน(chromatin) แตเมื่อมีการแบงเซลล เกิดขึ้น เสนโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม(chromosome) ซึ่งนักวิทยาศาสตร มักจะศึกษาลักษณะของโครโมโซมในขณะที่มีการแบงเซลล เนื่องจากจะเห็นโครโมโซมไดชัดเจน 2. ตอบ ขอ 4. โครโมโซมมีขนาดเล็กมากจนไมสามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับโครโมโซมจึงตอง อาศัยกลองจุลทรรศน 3. ตอบ ขอ 2. มนุษยมีโครโมโซม 46 แทง หรือ 23 คู ซึ่งเปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู โดยเพศหญิง มีโครโมโซมเพศเปน XX สวนเพศชายมีโครโมโซมเพศเปน XY 4. ตอบ ขอ 2. โครโมโซมเปนที่อยูของหนวยพันธุกรรม ที่ทําหนาที่ควบคุมและถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมตางๆ ของ สิ่งมีชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะมีจํานวนโครโมโซมเทากัน โครโมโซมมีลักษณะเปนแทงประกอบดวย แขน 2 ขาง ที่มีจุดเชื่อมตอกัน เรียกวา เซนโทรเมียร ซึ่งตําแหนงจุดเชื่อมตอที่ตางกัน ทําใหโครโมโซม มีรูปรางหลายแบบ 5. ตอบ ขอ 1. ลักษณะทางพันธุกรรมเปนลักษณะที่สามารถถายทอดจากรุนสูรุนผานทางเซลลสืบพันธุของพอและแม เชน การมีลักยิ้ม ติ่งหู หรือแมแตการหอลิ้น อยางไรก็ตาม ใชวาทุกลักษณะของสิ่งมีชีวิตจะเปนลักษณะทาง พันธุกรรม เพราะบางลักษณะอาจเกิดจากสภาพแวดลอม เชน รอยแผลเปน เปนตน 6. ตอบ ขอ 2. ความแปรผันทางพันธุกรรมแบบตอเนื่อง เปนลักษณะที่ไดรับอิทธิพลจากสิ่งแวดลอม ลักษณะทางพันธุกรรม จะไมสามารถแยกความแตกตางไดชัดเจน เชน ความสูงของคน ถาไดรับสารอาหารถูกตองตามหลัก โภชนาการ และมีการออกกําลังกายสมํ่าเสมอ ก็จะทําใหมีรางกายสูงไดแมพอแมจะไมสูงก็ตาม 7. ตอบ ขอ 4. ฮีโมฟเลียเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบนโครโมโซม X ถาชายคนหนึ่งเปนโรคฮีโมฟเลีย จะมียีน แบบ X Y สวนหญิงที่ปกติและไมเปนพาหะของโรค จะมียีนแบบ X X 8. ตอบ ขอ 3. ลูกจะมีดีเอ็นบางสวนเหมือนพอ และบางสวนเหมือนแม ซึ่งไดรับมาจากการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ดังนั้น การตรวจดีเอ็นเอจึงสามารถระบุความสัมพันธของแมลูกได และยังสามารถใชตรวจพิสูจนหลักฐาน ทางนิติเวชศาสตรไดอีกดวย 9. ตอบ ขอ 1. ความผิดปกติของออโตโซม คือ ความผิดปกติของโครโมโซมรางกายนั่นเอง โดยแบงออกเปน 2 ลักษณะ คือ การเพิ่มของโครโมโซมและการขาดหายไปของโครโมโซม ซึ่งตัวเลือกที่1. กลุมอาการคริดูชาต เกิดจาก สวนของแขนขางสั้นของโคโมโซมคูที่ 5 หายไป 1 โครโมโซม สวนตัวเลือกที่ 2.-4. เปนกลุมอาการที่เกิด จากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ 10. ตอบ ขอ 1. ความรูเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมมีประโยชนอยางมากในการวางแผนครอบครัว ซึ่งหากคูสามีภรรยาคิดจะ มีบุตร ก็ควรตรวจรางกายวาตนเองเปนโรคทางพันธุกรรมหรือเปนพาหะของโรคหรือไม เพราะยีนที่ควบคุม ลักษณะของโรคจะสามารถถายทอดไปยังลูกได ซึ่งหากตรวจพบวามีความเสี่ยงก็ควรหาวิธีการปองกันแกไข เนื่องจากโรคทางพันธุกรรมบางโรคจะสงผลตอการดํารงชีวิตของบุคคลเปนอยางมาก ตอนที่ 1 ชุดที่ 1เฉลยแบบทดสอบ (20)
  • 21.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 11. ตอบ ขอ4. โครงสรางของระบบนิเวศประกอบดวยกลุมสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยู และสิ่งแวดลอม 12. ตอบ ขอ 3. ทั้งมอส ชวนชม และสาหรายหางกระรอกเปนผูผลิตในระบบนิเวศ สวนเห็ดนางฟาเปนผูยอยสลาย 13. ตอบ ขอ 3. เนื่องจากสิ่งมีชีวิตตางๆ ที่กําหนดให มีความสัมพันธกัน ดังนี้ สิ่งมีชีวิต ลักษณะความสัมพันธ ดอกไมกับแมลง ไดประโยชนรวมกัน ไลเคน พึ่งพา นกเอี้ยงกับควาย ไดประโยชนรวมกัน พลูดางกับตนไมใหญ อิงอาศัย ฉลามกับเหาฉลาม อิงอาศัย กลวยไมกับตนมะมวง อิงอาศัย เสือกับกวาง การลาเหยื่อ เสือกับสิงโตที่ลาเหยื่อตัวเดียวกัน แกงแยง 14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวย ผูผลิตเสมอ ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือ และผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ โดยมีลูกศรอยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหาร ไดดังนี้ หญา หนอน นก งู 15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในโซอาหารแตละลําดับขั้น จะมีพลังงานเพียง 10% เทานั้น ที่สิ่งมีชีวิตจะนําไปสราง เปนเนื้อเยื่อได สวนอีก 90% จะสลายไปในรูปของพลังงานอื่นๆ หากกําหนดใหขาวเปลือก 2,500 เมล็ด เปรียบไดกับพลังงาน 100% ดังนั้น พลังงานที่ไกตัวนี้สามารถนําไปสรางเปนเนื้อเยื่อได จะมีคาเทากับ 2,500 × (10/100) = 250 เมล็ด 16. ตอบ ขอ 3. จากโซอาหารที่กําหนดให ทําใหทราบวาหนอนเปนอาหารของไก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกราฟ พบวาชวงเวลา ที่หนอนมีปริมาณนอยที่สุด คือ ชวง C ถึง D 17. ตอบ ขอ 1. ผูผลิตเปนจุดเริ่มตนของพลังงานในระบบนิเวศ การเขียนโซอาหารและสายใยอาหาร มักเริ่มตนที่ผูผลิต ซึ่งจะถูกผูบริโภคลําดับที่หนึ่งกิน เมื่อพิจารณาจากแผนภาพ สามารถสรุปไดวา สิ่งมีชีวิต A เปนผูผลิต 18. ตอบ ขอ 3. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค ลําดับที่ 2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย 19. ตอบ ขอ 4. หากปราศจากวัฏจักรนํ้า จะไมมีฝน ไมมีความชื้นในอากาศ ซึ่งหากไมมีนํ้า สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิต อยูได เนื่องจากนํ้าเปนปจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เชน เปนอาหาร ที่อยูอาศัย เปนตน 20. ตอบ ขอ 4. ปจจัยที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงขนาดประชากร ไดแก อัตราการเกิด อัตราการตาย อัตราการอพยพเขา และอัตราการอพยพออก 21. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ประกอบดวยสิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิต อาจมองเห็นไดหรือ มองไมเห็น และอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการที่มนุษยสรางขึ้น (21)
  • 22.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 22. ตอบ ขอ2. สิ่งแวดลอม คือ สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ซึ่งอาจเปนสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไมมีชีวิต สามารถมองเห็นไดหรือ มองเห็นไมได แตลวนมีความสัมพันธเกี่ยวของกับเราทั้งสิ้น เชน คน สัตว แสงแดด อากาศ บาน รถยนต เปนตน สวนทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน นํ้า ตนไม อากาศ เปนตน ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม 23. ตอบ ขอ 2. ปรากฏการณทางธรรมชาติทั้ง 4 อยางนั้น ลวนมีผลตอสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น แตเมื่อ พิจารณาถึงความรุนแรงแลว ไฟปานับเปนตัวการทําลายสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอยางมหาศาล ทั้งทรัพยากรปาไม สัตวปา ดิน อินทรียวัตถุตางๆ นอกจากนี้ยังกอใหเกิดมลพิษทางอากาศจากเถาถาน ฝุนละอองและแกสพิษ ซึ่งเปนอันตรายตอระบบหายใจของสิ่งมีชีวิตอีกดวย 24. ตอบ ขอ 1. มนุษยเปนตัวการสําคัญที่กอใหเกิดปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจาก มนุษยนําทรัพยากรมาใชอยางฟุมเฟอยและไมรูคุณคา 25. ตอบ ขอ 2. การดูแลรักษาสภาพแวดลอมเปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจากเมื่อสภาพแวดลอม ไมเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงนอยมาก ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ ก็จะสามารถรักษาสมดุลไวได 26. ตอบ ขอ 4. การอนุรักษ (conservation) คือ การรักษาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติใหคงสภาพเดิมไดมากที่สุด หรือเกิดการสูญเปลานอยที่สุด หรือกลาวไดวาเปนการใชใหเกิดประโยชนมากที่สุดนั่นเอง 27. ตอบ ขอ 3. การกระทําที่ชวยเพิ่มรายไดใหตนเองโดยยึดหลักการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ คือ เก็บขวดพลาสติกที่ มีคนทิ้งไวขางทางมาขาย เนื่องจากพลาสติกนั้นอาจนําไปผานกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนํากลับมาใชใหมได ซึ่งการกระทํานี้นอกจากจะชวยเพิ่มรายไดแลว ยังเปนการชวยอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ และชวยลด ปริมาณขยะอีกดวย 28. ตอบ ขอ 2. การอนุบาลปูไขและปลอยกลับคืนสูธรรมชาติ ถือไดวาเปนการสรางทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใหมเพื่อทดแทน สิ่งที่ใชไป เชนเดียวกับการปลูกปาทดแทน ซึ่งเปนการใชทรัพยากรธรรมชาติโดยอยูในความไมประมาท 29. ตอบ ขอ 4. บานหลังแรกที่อยูใกลกับแหลงกําจัดขยะ ซึ่งทําใหดินบริเวณนั้นเสื่อมสภาพ นับวาทําใหเกิดมลพิษทางดิน และการที่ขยะสงกลิ่นเหม็นนั้น จะเปนการทําใหเกิดมลพิษทางอากาศ สวนบานอีกหลังหนึ่งที่อยูใกลกับ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปลอยนํ้าเสียลงสูแหลงนํ้าธรรมชาตินั้น จะทําใหเกิดมลพิษทางนํ้า และการปลอย ควันพิษสูอากาศ จะทําใหเกิดมลพิษทางอากาศ 30. ตอบ ขอ 4. การอนุรักษสิ่งแวดลอมในทองถิ่น ควรไดรับความรวมมือจากทุกฝาย และเปนหนาที่ของทุกคนในทองถิ่น 31. ตอบ ขอ 1. สิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะเลือกแหลงที่อยูที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิต แตหากแหลงที่อยูมีสภาพเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตจะตองมีการปรับตัวเพื่อใหสามารถดํารงชีวิตอยูในแหลงที่อยูนั้นๆ ได การปรับตัวดังกลาวจะนํา ไปสูความแตกตางของสิ่งมีชีวิต เชน ขนาด รูปราง โครงสรางรางกาย จนเกิดเปนวิวัฒนาการและถายทอด ไปสูลูกหลาน ดังนั้น การปรับตัวจึงเปนสาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 32. ตอบ ขอ 2. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม ดังนั้น การที่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีหลายสายพันธุจัดเปนความหลากหลายทางชนิดพันธุ (22)
  • 23.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 33. ตอบ ขอ2. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยการคัดเลือกประเภทที่มีความใกลเคียงกันไวดวยกัน ตามแนวคิดของคาโรลัส ลินเนียส ไดจัดลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวางไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ดังนี้ อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร แฟมิลี จีนัส สปชีส 34. ตอบ ขอ 3. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตที่เปนที่นิยมในปจจุบันเปนแนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร ซึ่งจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเปน 5 อาณาจักร คือ อาณาจักรมอเนอรา อาณาจักรโพรทิสตา อาณาจักรฟงไจ อาณาจักรพืช และอาณาจักร สัตว 35. ตอบ ขอ 4. จากการแบงสิ่งมีชีวิตออกเปน2 กลุมตามโจทยนั้น แสดงวาใชการมีกระดูกสันหลังเปนเกณฑในการจําแนก 36. ตอบ ขอ 4. พืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีลักษณะสําคัญ ไดแก กลีบดอกจะมีจํานวน 3 หรือทวีคูณของ 3 ลักษณะของเสนใบจะมี การจัดเรียงแบบขนาน ลําตนไมมีแคมเบียม ทอลําเลียงกระจัดกระจายทั่วลําตน มีระบบรากฝอย และเมล็ด มีซีกเดียว ตัวอยางพืชกลุมนี้ เชน ขาว ออย มะพราว ปาลม ขาวโพด กลวย กก ตาล ไผ เปนตน 37. ตอบ ขอ 1. การตัดไมทําลายปาจะเปนการทําลายแหลงที่อยูอาศัยและแหลงอาหารของสิ่งมีชีวิตในปา ทําใหสิ่งมีชีวิต มีการอพยพยายถิ่น ซึ่งสงผลใหเกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอยางมาก 38. ตอบ ขอ 2. การใชยาฆาแมลงกําจัดแมลงศัตรูพืช สารเคมีจะตกคางและถายทอดจากพืชไปสูสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในโซอาหาร หากสิ่งมีชีวิตไดรับสารเหลานี้ปริมาณมาก อาจสงผลตอประสิทธิภาพการสืบพันธุ หรืออาจทําใหสิ่งมีชีวิต ตายลงได ซึ่งจะสงผลกระทบตอความหลากหลายทางชีวภาพ 39. ตอบ ขอ 1. มนุษยสามารถใชประโยชนจากความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางตรงและทางออม โดยประโยชนทางตรง คือ การนําสิ่งมีชีวิตตางๆ มาใชประโยชนในดานปจจัยสี่ ไมวาจะเปนอาหาร ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม และ ยารักษาโรค สวนประโยชนทางออม คือ ความหลากหลายทางชีวภาพกอใหเกิดสถานที่ตางๆ ที่สวยงาม ซึ่งใชเปนสถานที่ทองเที่ยวพักผอนหยอนใจ หรืออาจเปนแหลงตนนํ้าลําธาร 40. ตอบ ขอ 2. การสรางลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใหไดสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตามตองการ เปนวิธีการดาน พันธุวิศวกรรม(geneticengineering) ซึ่งเปนการสรางลักษณะทางพันธุกรรมที่ตองการใหสามารถถายทอด เขาสูสิ่งมีชีวิตได โดยใชเทคนิคตางๆ เพื่อนําสารพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปถายฝากใหกับสิ่งมีชีวิต อีกชนิดหนึ่ง (23)
  • 24.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. แนวตอบ หนวยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตคือ เซลล ภายในเซลลประกอบดวยไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ภายในนิวเคลียส มีโครโมโซมอยู ซึ่งแตละโครโมโซมจะประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน โดยแตละชวงของดีเอ็นเอจะมี หนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น โครโมโซมจึงมีความ สําคัญตอการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากภายในโครโมโซมมียีนอยู 2. แนวตอบ ตูเลี้ยงปลาที่ประกอบไปดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด จัดเปนระบบนิเวศที่มนุษยสรางขึ้น เนื่องจากภายในตูมี กลุมสิ่งมีชีวิตที่ตางก็มีความสัมพันธกัน เชน พืชนํ้า ปลาหลากหลายชนิด หอย เปนตน อีกทั้งสิ่งมีชีวิต ตางๆ นั้นก็มีความสัมพันธตอสิ่งแวดลอมภายในตูดวย 3. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน 4. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน 5. แนวตอบ พิจารณาจากคําตอบของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน ซึ่งแตละชุมชน หรือแตละโรงเรียน อาจมีปญหาสิ่งแวดลอมที่แตกตางกัน เชน ปญหานํ้าเนาเสีย ปญหาขยะมูลฝอย ปญหาดินเสื่อมโทรม ปญหามลพิษในอากาศ เปนตน โดยแตละปญหาลวนสงผลตอทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดลอมบริเวณรอบๆ แตกตางกันไป สวนแนวทางในการแกไขปญหานั้นจะตองไดรับความรวมมือจากทุกคนในทองถิ่น ตอนที่ 2 (24)
  • 25.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ3. เมื่อมองเซลลผานกลองจุลทรรศนในขณะที่เซลลยังไมมีการแบงเซลล จะเห็นเสนใยเล็กๆ เรียกวา โครมาทิน แตเมื่อมีการแบงเซลลเกิดขึ้น เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม ซึ่งแตละ โครโมโซมประกอบดวยแขนสองขาง เรียกวา โครมาทิด ที่มีจุดเชื่อมติดกัน เรียกวา เซนโทรเมียร 2. ตอบ ขอ 1. หนวยพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูรุนหนึ่ง คือ ยีน (gene) ซึ่งอยูบนโครโมโซม 3. ตอบ ขอ 3. ลักษณะทางพันธุกรรมจะสามารถถายทอดจากรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง เชน ตาบอดสี สีของตา ชั้นของหนังตา เปนตน สวนตาเปนตอเปนโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใชสายตาอยางไมถูกตอง 4. ตอบ ขอ 3. ลักษณะทางพันธุกรรมถูกควบคุมโดยยีนที่จัดเรียงอยูบนดีเอ็นเอ โดยดีเอ็นเอเปนสายนิวคลีโอไทด 2 สาย บิดรวมเปนเกลียวคู พันรวมกันกับหนวยของโปรตีนไดเปนเสนใยที่เรียกวา โครมาทิน ซึ่งอยูในนิวเคลียส โดยเมื่อเริ่มมีการแบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม 5. ตอบ ขอ 3. ลักษณะที่ปรากฏในทุกรุน เรียกวา ลักษณะเดน สวนลักษณะที่ปรากฏในบางรุน เรียกวา ลักษณะดอย จาก กฎของเมนเดล เมื่อนําถั่วลันเตาที่มีเมล็ดสีเหลืองทุกรุนผสมกับถั่วลันเตาเมล็ดสีเขียว จะไดถั่วลันเตารุนลูก มีเมล็ดสีเหลืองทั้งหมด และเมื่อนําถั่วลันเตารุนลูกผสมกันเอง จะไดรุนหลานมีเมล็ดสีเหลืองมากกวาสีเขียว ในอัตราสวน 3:1 6. ตอบ ขอ 2. หากนําพืชที่มีจีโนไทป AA ผสมพันธุกับพืชที่มีจีโนไทป Aa รุนลูกจะมีลักษณะ ดังนี้ AA Aa รุนลูก (F1 ) AA Aa AA Aa จะเห็นวารุน F1 มีจีโนไทปเปน Aa จํานวน 2 ใน 4 หรือคิดเปนรอยละ 50 7. ตอบ ขอ 2. ตาบอดสีเปนโรคทางพันธุกรรมที่มียีนดอยอยูบนโครโมโซมX หากชายคนหนึ่งไมเปนตาบอดสี จะมียีนแบบ X Y สวนหญิงที่เปนพาหะของโรค จะมียีนแบบ X X 8. ตอบ ขอ 4. เมื่อชายมียีนแบบ X Y และหญิงมียีนแบบ X X ลูกจะมีลักษณะ ดังนี้ X Y X X รุนลูก X X X X X Y X Y จะเห็นวาลูกมีโอกาสเปนพาหะของโรค 25% มีโอกาสเปนโรค 25% และมีโอกาสไมเปนโรค 50% ตอนที่ 1 ชุดที่ 2เฉลยแบบทดสอบ (25)
  • 26.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 9. ตอบ ขอ4. ลักษณะทางพันธุกรรมนี้ถูกควบคุมดวยยีนดอยที่อยูบนโครโมโซม X ดังนั้น จะพบลักษณะนี้ในเพศชาย มากกวาเพศหญิง เพราะเพศชายมีโครโมโซม X เพียงหนึ่งโครโมโซม ซึ่งหากเปนโครโมโซมที่มียีนดอยอยู ลักษณะนั้นก็จะปรากฏออกมาทันที สวนในเพศหญิงมีโครโมโซมX สองโครโมโซม ซึ่งหากไดรับโครโมโซม X ที่มียีนดอยอยูเพียงโครโมโซมเดียว ก็จะไมแสดงลักษณะนั้นออกมา แตจะเปนเพียงพาหะเทานั้น 10. ตอบ ขอ 3. โรคทางพันธุกรรมที่พบในเพศชาย ซึ่งจะมีลักษณะบางอยางคลายเพศหญิง เชน มีเตานมโต สะโพกผาย เปนตน และเปนหมัน คือ โรคที่เรียกวา กลุมอาการไคลนเฟลเตอร ซึ่งเกิดจากมีโครโมโซมX เกินจากปกติ 11. ตอบ ขอ 2. องคประกอบของระบบนิเวศแบงออกเปน 2 กลุม คือ องคประกอบทางกายภาพ ซึ่งเปนสิ่งไมมีชีวิต เชน ดิน นํ้า แสงแดด แรธาตุ ความชื้น เปนตน และองคประกอบทางชีวภาพ ไดแก สิ่งมีชีวิตตางๆ 12. ตอบ ขอ 1. เห็ดและราเปนผูยอยสลายในระบบนิเวศ สวนในตัวเลือกที่2.-4. เปนผูบริโภค โดยชางและกวางเปนผูบริโภค พืช หนอนและแรงเปนผูบริโภคซากสัตว สวนสิงโตและฉลามเปนผูบริโภคสัตว 13. ตอบ ขอ 3. - กาฝากบนตนไม กาฝากไดประโยชนขณะที่ตนไมเสียประโยชน จึงเปนความสัมพันธแบบภาวะปรสิต - ฉลามกับเหาฉลาม เหาฉลามไดประโยชนโดยไดกินเศษอาหารจากฉลาม ขณะที่ฉลามเองไมไดและ ไมเสียประโยชน จึงเปนความสัมพันธแบบภาวะอิงอาศัย - โพรโทซัวในลําไสปลวก ทั้งโพรโทซัวและปลวกตางไดประโยชนรวมกัน โดยสิ่งมีชีวิตทั้งสอง จะตองอยู รวมกัน ซึ่งเปนความสัมพันธแบบภาวะพึ่งพา 14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวยผูผลิต ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือ และผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ โดยมีลูกศร อยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหารได ดังนี้ หญา หนอน นก งู 15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศจะผานสิ่งมีชีวิตโดยการกินตอกันเปนทอดๆ ในรูปของโซอาหารและ สายใยอาหาร เริ่มตนจากผูผลิตไปยังผูบริโภคลําดับตางๆ ซึ่งยิ่งผูบริโภคลําดับสูงขึ้นจะยิ่งไดรับพลังงาน นอยลงตามกฎสิบเปอรเซ็นต และในโซอาหารนั้นผูยอยสลายจะไมมีสวนในการถายทอดพลังงาน โดย โซอาหารและสายใยอาหารไมสามารถบอกถึงความสมดุลของระบบนิเวศได 16. ตอบ ขอ 3. จากโซอาหารที่กําหนดให ทําใหทราบวาหนอนเปนอาหารของนก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกราฟ พบวาชวงเวลา ที่หนอนมีปริมาณนอยที่สุด คือ ชวง C ถึง D 17. ตอบ ขอ 1. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค ลําดับที่2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย ดังนั้นA คือ สิ่งมีชีวิตที่เปนผูผลิต 18. ตอบ ขอ 4. หากปราศจากวัฏจักรคารบอน สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตอยูได เนื่องจากคารบอนเปนองคประกอบ สําคัญของสารอินทรียซึ่งพบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด 19. ตอบ ขอ 4. การศึกษาขนาดของประชากรในระบบนิเวศ สามารถศึกษาไดจากอัตราการอพยพเขา อัตราการอพยพออก อัตราการเกิด และอัตราการตายของประชากรในระบบนิเวศนั้นๆ จากโจทยมีขอมูลเพียงอัตราการเกิดและ อัตราการตาย ซึ่งยังไมสามารถสรุปขนาดของประชากรได เนื่องจากไมทราบอัตราการอพยพเขาและอัตรา การอพยพออกวามีมากนอยเพียงใด (26)
  • 27.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 20. ตอบ ขอ2. จากตารางที่กําหนดให สังเกตไดวา หอยสายพันธุ A สามารถอยูไดในทุกสภาพปาที่มีความหนาแนนของ ตนไมตางกัน หอยสายพันธุB อยูไดเฉพาะในปาที่มีตนไมหนาแนนมาก หอยสายพันธุC อยูไดทั้งในปาที่มี ตนไมหนาแนนปานกลางและหนาแนนมาก สวนหอยสายพันธุD อยูไดทั้งในปาที่มีตนไมหนาแนนมากและ หนาแนนนอย ดังนั้น หากปามีความหนาแนนของตนไมลดลง จะสงผลตอหอยสายพันธุ B เปนอันดับแรก 21. ตอบ ขอ 4. ทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน นํ้า ตนไม อากาศ เปนตน 22. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอม หมายถึง สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ซึ่งอาจเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ หรือสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น 23. ตอบ ขอ 1. สาเหตุสําคัญที่สุดของปญหาวิกฤตการณดานสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ คือ การเพิ่มขึ้นของ ประชากร เนื่องจากเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ความตองการทรัพยากรก็ยอมเพิ่มขึ้น จึงสงผลใหทรัพยากรมี ไมเพียงพอตอความตองการ 24. ตอบ ขอ 2. ปจจุบันประชากรมนุษยเพิ่มมากขึ้น ความตองการใชทรัพยากรธรรมชาติจึงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ยังขาด การจัดการที่ดีในการใชทรัพยากร สงผลใหสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติมีลักษณะเสื่อมโทรมลง อยางมาก 25. ตอบ ขอ 2. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน คือ การใชทรัพยากรอยางคุมคาเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุด มีการนํา ทรัพยากรธรรมชาติมาใชเทาที่จําเปน ซึ่งนับเปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจาก จะทําใหสภาพแวดลอมของระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงนอยมาก ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ จึงสามารถรักษาสมดุล ไวได 26. ตอบ ขอ 3. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชแลวหมดไป เปนทรัพยากรที่มีอยูจํากัด ธรรมชาติไมสามารถสรางขึ้นมาทดแทนได หรือตองใชระยะเวลานานมากกวาจะสรางขึ้นมาได เชน นํ้ามัน แรธาตุ ถานหิน เปนตน ดังนั้น แนวทางที่ จะอนุรักษทรัพยากรเหลานี้ไดดีที่สุด คือ การหาสิ่งอื่นมาทดแทน เชน การผลิตไฟฟาพลังงานแสงอาทิตย พลังงานลม พลังงานนํ้าแทนการผลิตจากถานหิน เปนตน 27. ตอบ ขอ 3. การกระทําที่กําหนดใหเปนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยวิธีการตางๆ ดังนี้ การกระทํา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การใชกระดาษทั้งสองหนา การใชใหเกิดประโยชนสูงสุด การเลือกซื้อนํ้ายาลางจานชนิดถุงเติม การใชผลิตภัณฑชนิดเติม การนํากลองนมมาทําเปนกระเปาใสของ การนํากลับมาใชใหม การนําถุงพลาสติกใบเกาไปใสของจากรานคา การใชซํ้า 28. ตอบ ขอ 2. หลักการจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สามารถนํามาปรับใชกับการใชทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก การยึด ทางสายกลาง ความไมประมาท ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการเตรียมความพรอมกับความ เปลี่ยนแปลง (27)
  • 28.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 29. ตอบ ขอ4. หากในแหลงนํ้ามีสารอินทรียปนเปอนอยูมาก ออกซิเจนที่ละลายในนํ้าจะลดลง สงผลใหสิ่งมีชีวิตไมสามารถ ดํารงชีวิตอยูได 30. ตอบ ขอ 3. การใหการศึกษาดานสิ่งแวดลอมแกประชาชน เปนวิธีที่ทําใหประชาชนมีความรูความเขาใจถึงปญหาที่อาจ เกิดขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติอยางไมเหมาะสม ซึ่งจะสงผลใหเกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น หากตองการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติใหคงอยูอยางยั่งยืน จะตองมีการ ใหความรูอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถดําเนินการอนุรักษไดอยางถูกวิธี 31. ตอบ ขอ 3. ความหลากหลายทางชีวภาพ(biodiversity) หมายถึง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆที่ดํารงชีวิต อยูในแหลงที่อยูอาศัยเดียวกันหรือแตกตางกัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันจะมีความตางกันทั้งในดานชนิดและ จํานวน และอาจมีความแตกตางกันทางสายพันธุกรรมดวย 32. ตอบ ขอ 4. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม ดังนั้น การที่ในแตละบริเวณจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูตางกัน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะเลือกแหลงที่อยู ที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิต ซึ่งลักษณะดังกลาวจัดเปนความหลากหลายทางระบบนิเวศ 33. ตอบ ขอ 3. การจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตโดยการคัดเลือกประเภทที่มีความใกลเคียงกันไวดวยกัน ตามแนวคิดของคาโรลัส ลินเนียส ไดจัดลําดับการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตจากขอบเขตที่กวางไปยังขอบเขตที่แคบลงเรื่อยๆ ดังนี้ อาณาจักร ไฟลัม คลาส ออรเดอร แฟมิลี จีนัส สปชีส 34. ตอบ ขอ 1. ชื่อวิทยาศาสตรของสิ่งมีชีวิตนั้น ชื่อแรกเปนชื่อจีนัส (genus) และชื่อที่สองเปนสปชีส (species) โดยมี หลักเกณฑในการเขียน ดังนี้ • ตัวอักษรตัวแรกของชื่อจีนัสตองเปนตัวอักษรพิมพใหญเสมอ สวนตัวอักษรตัวแรกของชื่อสปชีสจะเปน ตัวพิมพเล็ก • การเขียนชื่อวิทยาศาสตรจะตองแตกตางจากอักษรตัวอื่นๆ เชน เขียนดวยตัวเอียง ตัวหนา หรือขีดเสนใต โดยเสนใตของทั้งสองชื่อจะไมติดกัน • ถาทราบชื่อของผูตั้งชื่อจะตองเขียนชื่อยอหลังชื่อวิทยาศาสตรนั้น ซึ่งชื่อวิทยาศาสตรของมนุษยยุคปจจุบัน คือ Homo sapiens 35. ตอบ ขอ 4. ตัวเลือกที่กําหนดใหเปนสัตวทั้งหมด ซึ่งสามารถแบงไดเปน 2 กลุม คือ สัตวที่ไมมีกระดูกสันหลัง และสัตว มีกระดูกสันหลัง โดยฟองนํ้า ลิ่นทะเล และกิ้งกือ เปนสัตวไมมีกระดูกสันหลัง สวนซาลาแมนเดอร เปนสัตว ที่มีกระดูกสันหลัง 36. ตอบ ขอ 3. ตนมะมวงเปนพืชใบเลี้ยงคู ซึ่งดอกจะมี 5 กลีบ เสนใบเปนรางแห และทอลําเลียงจะเรียงเปนวงรอบลําตน 37. ตอบ ขอ 3. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจเกิดมาจากปรากฏการณทางธรรมชาติ หรือจากการกระทํา ของมนุษย ซึ่งจากตัวเลือกที่กําหนดให การสรางพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้น จะเปนผลดีตอความหลากหลาย ทางชีวภาพ เนื่องจากการปลูกพืชหลากหลายชนิดจะมีสวนชวยใหสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เขามาอาศัย เชน แมลง จุลินทรียตางๆ เปนตน (28)
  • 29.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 38. ตอบ ขอ4. ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยในดานปจจัยสี่ ทั้งในดานอาหาร เชน นําสัตวมาบริโภค ดานที่อยูอาศัย เชน นําไมมาสรางบานเรือน ดานเครื่องนุงหม เชน นําเสนใยพืชมาทําเสื้อผา และดาน ยารักษาโรค เชน นําสมุนไพรมารักษาโรคตางๆ 39. ตอบ ขอ 3. เทคโนโลยีชีวภาพ เปนเทคนิคทางวิทยาศาสตรที่เกี่ยวของกับสิ่งมีชีวิตในหลายๆ ดาน ไมวาจะเปนเทคโนโลยี การหมัก เทคโนโลยีสิ่งแวดลอม เทคโนโลยีการสรางแหลงวัตถุดิบใหม โดยการผลิตแอลกอฮอลจากออย จะอาศัยยีสตซึ่งเปนจุลินทรียขนาดเล็กในการเปลี่ยนนํ้าตาลใหเปนแอลกอฮอลดวยวิธีการหมัก 40. ตอบ ขอ 3. สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม คือ สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการตัดตอยีนดวยเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม โดยการนํา ยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ไปใสใหกับสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เพื่อใหไดสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติตรงตามตองการ เชน พืชทนตอแมลงศัตรูพืช แบคทีเรียที่สามารถสรางสารบางอยางที่มีประโยชนทางการแพทย เปนตน (29)
  • 30.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. แนวตอบ สิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีจํานวนโครโมโซมไมเทากันดวยเหตุผลดังกลาวจึงใชจํานวนโครโมโซมมาจําแนก ความแตกตางระหวางสิ่งมีชีวิตแตละชนิด นอกจากนี้การศึกษาจํานวนโครโมโซมยังมีความสําคัญในการ อธิบายสาเหตุของโรคบกพรองทางพันธุกรรม เชน พบวาคนปกติมีโครโมโซมจํานวน 23 คู แตคนในกลุม อาการดาวนจะมีโครโมโซมคูที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม เปนตน 2. แนวตอบ การใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืชในปริมาณมากๆ จะทําใหเกิดสารพิษตกคางอยูในระบบนิเวศนั้น โดยอาจแบง การตกคางออกเปนในดินและในนํ้า กลาวคือเมื่อสารเคมีกําจัดศัตรูพืชซึมลงสูดิน ไสเดือนหรือสัตวในดิน ที่มีประโยชน จะไดรับพิษโดยตรง ซึ่งความสูญเสียของประชากรสัตวเหลานี้ทําใหดินเสื่อมสภาพลง นํ้าซึม ผานลงดินไดยาก สารอินทรียในดินลดลง และสงผลกระทบตอการเจริญเติบโตของพืช เมื่อพืชซึ่งเปนผูผลิต ในสายใยอาหารลดจํานวนลง ก็จะสงผลตอผูบริโภคตอไป ขณะเดียวกันสารเคมีกําจัดศัตรูพืชที่ปนเปอน ในแหลงนํ้าอาจทําใหสัตวหลายชนิดตายลง ซึ่งสงผลตอสายใยอาหารเชนกัน 3. แนวตอบ เมื่อประชากรมนุษยเพิ่มขึ้น ความตองการใชสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติยอมเพิ่มขึ้นเชนกัน ซึ่งหาก ไมมีวิธีการจัดการที่ดี อาจทําใหเกิดปญหาขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และเมื่อมีการใชสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ยอมจะเกิดของเสียตางๆ มากขึ้น และสงผลใหเกิดปญหาสภาพแวดลอม เสื่อมโทรมตามมา 4. แนวตอบ ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอมนุษยในดานปจจัยสี่ ไดแก อาหาร ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม และยารักษาโรค แตความหลากหลายทางชีวภาพก็มีโทษตอมนุษย เชน จุลินทรียบางชนิดกอใหเกิดโรค ในพืชและสัตว บางชนิดเปนพิษตอรางกายมนุษย บางชนิดทําใหอาหารเนาเสีย เปนตน 5. แนวตอบ เทคโนโลยีชีวภาพเกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของมนุษย ซึ่งปจจุบันไดนํามาใชประโยชนหลายดาน เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพื่อการเกษตร การทํากิฟตในผูที่มีบุตรยาก การสรางสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ที่มีลักษณะตามตองการ การใชจุลินทรียบําบัดนํ้าเสีย เปนตน ตอนที่ 2 (30)
  • 31.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ตอบ ขอ1. เมื่อมีการแบงเซลล เสนใยโครมาทินจะหดตัวสั้นมีลักษณะเปนแทง เรียกวา โครโมโซม (chromosome) ซึ่งแตละโครโมโซมประกอบดวยแขนสองขาง เรียกวา โครมาทิด (chromatid) ที่มีจุดเชื่อมติดกัน เรียกวา เซนโทรเมียร (centromere) 2. ตอบ ขอ 4. มนุษยมีโครโมโซม 46 แทง หรือ 23 คู ซึ่งเปนออโตโซม 22 คู และเปนโครโมโซมเพศ 1 คู 3. ตอบ ขอ 1. การถายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุนหนึ่งไปสูอีกรุนหนึ่ง เปนความหมายของคําวา พันธุกรรม(heredity) 4. ตอบ ขอ 4. ลักษณะทางพันธุกรรม เปนลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สามารถถายทอดจากรุนสูรุน โดยผานทางเซลลสืบพันธุ ซึ่งแผลเปนนั้นอาจเกิดจากอุบัติเหตุ จึงไมจัดเปนลักษณะทางพันธุกรรม 5. ตอบ ขอ 3. สามี-ภรรยาที่มียีนแบบ Aa x aa จะมีลูกที่มีโอกาสเปนผิวเผือกรอยละ 50 ดังนี้ Aa aa รุนลูก Aa Aa aa aa 6. ตอบ ขอ 2. ลักยิ้มเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนอยูบนออโตโซม เมื่อชายมียีนแบบ Aa และหญิงมียีนแบบ aa ลูกจะมีลักษณะ ดังนี้ Aa aa รุนลูก Aa Aa aa aa จะเห็นวา ลูกจะมีโอกาสมีลักยิ้มรอยละ 50 7. ตอบ ขอ 1. โครโมโซมประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน แตละชวงของดีเอ็นเอจะมีหนวยพันธุกรรมหรือยีนที่ทําหนาที่ ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ดังนั้น โครโมโซมจึงมีความสําคัญตอการถายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากภายในโครโมโซมมียีนอยู 8. ตอบ ขอ 1. จากตัวเลือก1.-3. เปนโรคทางพันธุกรรมจากความผิดปกติของโครโมโซมเพศ โดยกลุมอาการดับเบิลวาย เกิดจากการมีโครโมโซมเพศเปน XYY พบในเพศชาย ซึ่งผูปวยจะมีอวัยวะเพศเจริญไดดีและไมเปนหมัน กลุมอาการไคลนเฟลเตอร พบในเพศชาย ซึ่งมีโครโมโซมX เกินมา โดยผูปวยจะมีอัณฑะเล็กและเปนหมัน สวนกลุมอาการเทอรเนอรพบในเพศหญิง ผูปวยจะมีโครโมโซมเพศ X หายไป 1 ตัว ซึ่งทําใหมีพัฒนาการ ทางเพศตํ่าและเปนหมัน ตอนที่ 1 ชุดที่ 3เฉลยแบบทดสอบ (31)
  • 32.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 9. ตอบ ขอ2. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มียีนควบคุมอยูบนโครโมโซมเพศ คือ ตาบอดสี โดยมียีนอยูบนโครโมโซม X ซึ่งสามารถพบลักษณะตาบอดสีไดในเพศชายมากกวาเพศหญิง 10. ตอบ ขอ 2. โรคธาลัสซีเมีย เปนโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนบนออโตโซม ที่ทําหนาที่ควบคุมการสรางเฮโมโกลบิน ในเม็ดเลือดแดง ทําใหเม็ดเลือดแดงผิดปกติและแตกสลายงาย โดยคนปกติทั่วไปอาจมียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู แตไมแสดงอาการใดๆ เรียกบุคคลเหลานี้วา เปนพาหะ อยางไรก็ตามโรคนี้สามารถรักษาใหหายขาดได โดยการปลูกถายไขกระดูกและปลูกถายเซลลเม็ดเลือดจากสายสะดือ 11. ตอบ ขอ 4. องคประกอบของระบบนิเวศแบงออกเปน 2 กลุม ดังนี้ • องคประกอบทางกายภาพ (physical component) หมายถึง องคประกอบที่เปนสิ่งไมมีชีวิต ซึ่งมี สวนสําคัญที่ทําใหเกิดความสมดุลของระบบนิเวศ โดยมีความสัมพันธและเกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของ สิ่งมีชีวิต หากขาดองคประกอบเหลานี้ สิ่งมีชีวิตจะไมสามารถดํารงชีวิตได เชน แสง อุณหภูมิ ความชื้น แกสตางๆ เปนตน • องคประกอบทางชีวภาพ (biological component) หมายถึง องคประกอบที่เปนสิ่งมีชีวิต โดยสิ่งมีชีวิต แตละชนิดจะมีบทบาทแตกตางกัน มีความเกี่ยวของสัมพันธกับสิ่งมีชีวิตอื่น และสัมพันธกับองคประกอบ ทางกายภาพดวย 12. ตอบ ขอ 1. เห็ดเปนผูยอยสลายในระบบนิเวศ สวนหญา เฟน และสาหรายเปนผูผลิต 13. ตอบ ขอ 4. ไลเคนเปนการอยูรวมกันของรากับสาหราย โดยราไดอาหารจากที่สาหรายสรางขึ้น สวนสาหรายไดความชื้น จากราเพื่อนําไปใชในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง ซึ่งเปนความสัมพันธแบบภาวะพึ่งพากัน 14. ตอบ ขอ 2. โซอาหารเปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีการกินตอกันเปนทอดๆ และมักเริ่มตนดวยผูผลิต ซึ่งการเขียนโซอาหารนิยมใหผูถูกกินหรือเหยื่ออยูทางซายมือและผูกินหรือผูลาอยูทางขวามือ โดยมีลูกศร อยูระหวางผูลาและเหยื่อ สวนหัวลูกศรจะชี้ไปทางผูกินหรือผูลาเสมอ ดังนั้น จึงเขียนโซอาหารได ดังนี้ หญา ตั๊กแตน หนู เหยี่ยว 15. ตอบ ขอ 2. การถายทอดพลังงานในโซอาหารในแตละลําดับขั้น จะมีพลังงานเพียง 10% เทานั้น ที่สิ่งมีชีวิตจะนําไป สรางเปนเนื้อเยื่อได สวนอีก90% จะสลายไปในรูปของพลังงานอื่นๆ หากกําหนดใหใบพืช10 กรัม เปรียบ ไดกับพลังงาน100% ดังนั้น พลังงานที่หนอนตัวนี้สามารถสรางเปนเนื้อเยื่อได มีคาเทากับ10x(10/100) = 1 กรัม 16. ตอบ ขอ 4. มนุษยเปนผูบริโภคลําดับสูงสุดหรือผูบริโภคลําดับสุดทาย ซึ่งจะไมมีสิ่งมีชีวิตอื่นมากินมนุษย เมื่อพิจารณา จากสายใยอาหารที่กําหนดให สังเกตไดวาสิ่งมีชีวิตชนิด F ไมถูกสิ่งมีชีวิตอื่นกิน ดังนั้น สิ่งมีชีวิตนี้จึงนาจะ เปนมนุษย 17. ตอบ ขอ 3. วัฏจักรไนโตรเจน จะเริ่มจากพืชใชไนโตรเจนที่ไดจากจุลินทรียนําไปสรางเปนโปรตีน ซึ่งจุลินทรียนั้นสามารถ ตรึงไนโตรเจนจากอากาศและในดินที่อยูในรูปของเกลือไนเตรต (NO3 - ) หรือเกลือแอมโมเนียม (NH4 + ) เมื่อ สัตวกินพืชก็จะไดรับไนโตรเจนที่อยูในรูปของโปรตีน เมื่อพืชและสัตวตายลงจะถูกยอยสลายกลายเปน เกลือแอมโมเนียมกลับคืนสูดิน เกลือแอมโมเนียมบางสวนจะถูกพืชนําไปใช และบางสวนจะถูกแบคทีเรีย ในดินเปลี่ยนใหเปนไนเตรต ซึ่งไนเตรตบางสวนจะถูกพืชนําไปใช และบางสวนจะถูกแบคทีเรียเปลี่ยนให เปนแกสไนโตรเจน ปลอยกลับสูอากาศ และถูกนํามาใชหมุนเวียนไปเรื่อยๆ (32)
  • 33.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 18. ตอบ ขอ4. การเขียนพีระมิดถายทอดพลังงาน จะเขียนโดยใหผูผลิตอยูที่ฐาน แลวตอดวยผูบริโภคลําดับที่ 1 ผูบริโภค ลําดับที่ 2 ตามลําดับ และที่ยอดของพีระมิดจะเปนผูบริโภคลําดับสุดทาย ดังนั้น C คือ สิ่งมีชีวิตที่เปน ผูบริโภคลําดับสุดทาย 19. ตอบ ขอ 4. ประชากร คือ กลุมของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยูบริเวณเดียวกัน ณ ชวงเวลาหนึ่งๆ ดังนั้น การบอก ขนาดของประชากรจึงตองบอกทั้งชนิดของสิ่งมีชีวิต จํานวนของสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยูอาศัย และชวงเวลา 20. ตอบ ขอ 2. ความหนาแนนของประชากร คือ อัตราสวนระหวางจํานวนประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งตอหนวยพื้นที่ 21. ตอบ ขอ 3. ทรัพยากรธรรมชาติแบงออกเปน 3 ชนิด ไดแก 1. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชไมหมด เปนทรัพยากรที่มีอยูมากเกินความตองการ เนื่องจากธรรมชาติจะผลิต ขึ้นมาไดอยางรวดเร็วและในปริมาณมาก เชน อากาศ ทราย เปนตน 2. ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถสรางขึ้นมาทดแทนได เปนทรัพยากรที่ธรรมชาติสามารถสรางทดแทนได แตตองใชระยะเวลานานพอสมควร เชน ดิน นํ้า ปาไม สัตวปา เปนตน 3. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชแลวหมดไป เปนทรัพยากรที่มีอยูจํากัด ธรรมชาติไมสามารถสรางทดแทนได หรือสรางไดแตตองใชระยะเวลานานมาก เชน แรธาตุ ถานหิน นํ้ามัน เปนตน 22. ตอบ ขอ 1. สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในแตละชุมชนยอมแตกตางกัน เนื่องจากองคประกอบพื้นฐาน คือ มนุษย ซึ่งเปนผูประกอบอาชีพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพัฒนาคิดคนเทคโนโลยีตางๆ ทําใหชุมชนที่มีประชากร มนุษยอยูเปนจํานวนมาก จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอยางเห็นไดชัด ยกตัวอยางเชน ในชนบทมีประชากรมนุษยไมมาก ดํารงชีพโดยการทําเกษตรกรรม จึงมีทรัพยากรสมบูรณ กวาในเมืองที่มีประชากรมนุษยอยูอยางหนาแนน ซึ่งตองแยงชิงทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัดและไมเพียงพอ กับความตองการ 23. ตอบ ขอ 2. เมื่อพิจารณาตัวเลือก 1.-4. ตัวเลือกที่ 2. การเพิ่มขึ้นของวัชพืช คําวาวัชพืช หมายถึง พืชที่ไมตองการ ในบริเวณหนึ่งๆ แตอยางไรก็ตามวัชพืชก็ยังมีบทบาทในฐานะผูผลิตในสายใยอาหาร ดังนั้น การเพิ่มขึ้น ของวัชพืช จึงไมทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม 24. ตอบ ขอ 4. สาเหตุหลักที่กอใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในปจจุบัน คือ มนุษย ยิ่งปจจุบันประชากร มนุษยเพิ่มจํานวนขึ้นอยางตอเนื่อง ความตองการใชทรัพยากรยอมมากขึ้นตาม อีกทั้งมนุษยยังมีความรู ความสามารถมากขึ้น ทําใหเกิดความเจริญกาวหนาทางอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โดยที่ไมมี การวางแผนการใชทรัพยากร จึงสงผลใหเกิดปญหาดังกลาว และในอนาคตทรัพยากรบางชนิดอาจหมดไป 25. ตอบ ขอ 1. การใชทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืนและการดูแลรักษาสภาพแวดลอม เปนแนวทางหนึ่งในการรักษาสมดุล ของระบบนิเวศ เนื่องจากจะทําใหสภาพแวดลอมของระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงนอย ระบบนิเวศบริเวณนั้นๆ จึงสามารถรักษาสมดุลไวได 26. ตอบ ขอ 2. การทําโตะเรียนจากกลองนม เปนการใชประโยชนจากทรัพยากรที่เหลือทิ้ง ซึ่งนํามาแปรสภาพใหสามารถ นํากลับมาใชใหม โดยผานกระบวนการแปรสภาพ เพื่อลดปญหาขาดแคลนทรัพยากร และลดปริมาณขยะ ซึ่งการจัดการดังกลาวเปนวิธีการนํากลับมาใชใหม (33)
  • 34.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 27. ตอบ ขอ4. การเพิ่มผลผลิตเปนการเพิ่มทรัพยากรใหเพียงพอกับความตองการ ซึ่งการใชปุยเคมีจํานวนมากจะทําใหดิน บริเวณนั้นเสื่อมสภาพอยางรวดเร็ว จึงไมจัดเปนการอนุรักษ ดังนั้น ควรใชปุยชีวภาพในการเพิ่มผลผลิตและ เปนการอนุรักษทรัพยากรดินอีกดวย 28. ตอบ ขอ 2. การใชทรัพยากรธรรมชาติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทําได ดังนี้ • การยึดทางสายกลาง ทําไดโดยการใชทรัพยากรในปริมาณไมมากหรือนอยเกินไป • ความไมประมาท ทําไดโดยการควบคุมการใชทรัพยากรอยางเหมาะสม • ความพอประมาณ ทําไดโดยการใชทรัพยากรอยางพอดี โดยไมใชเกินความจําเปน • ความมีเหตุผล ทําไดโดยการพิจารณาในการใชทรัพยากรอยางมีเหตุผล วาควรใชอะไร ปริมาณมากนอย เพียงใด • การเตรียมความพรอมกับความเปลี่ยนแปลง ทําไดโดยการใชทรัพยากรในทองถิ่นของตนเอง โดยพึ่งพา ทรัพยากรจากภายนอกนอยที่สุด 29. ตอบ ขอ 4. อากาศเปนปจจัยสําคัญในการหายใจของสิ่งมีชีวิต ซึ่งหากอากาศมีมลพิษจะสงผลกระทบตอระบบหายใจ ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยเฉพาะมนุษยจะมีความเสี่ยงตอการเปนโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได 30. ตอบ ขอ 3. แนวทางการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน คือ การใหความรูแกประชาชนเกี่ยวกับการใช การดูแล รักษาทรัพยากร และการปลูกจิตสํานึกในการรักษาสิ่งแวดลอม ซึ่งจะเปนแนวทางการอนุรักษในระยะยาว 31. ตอบ ขอ 4. สิ่งแวดลอมมีผลตอการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจเปนสาเหตุใหสิ่งมีชีวิตเกิดการกลายพันธุ สงผลใหเกิด ความแตกตางของสิ่งมีชีวิต เชน ขนาด รูปราง โครงสรางรางกาย จนเกิดเปนวิวัฒนาการและถายทอด ลักษณะดังกลาวสูลูกหลาน สวนการกินอาหารไมมีผลตอความหลากหลายทางชีวภาพ 32. ตอบ ขอ 3. ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ความหลากหลายทางระบบนิเวศ เปนความหลากหลายของแหลงที่อยูที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู 2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ เปนความหลากหลายที่เกี่ยวของกับจํานวนชนิดของสิ่งมีชีวิต 3. ความหลากหลายทางพันธุกรรม เปนความแตกตางกันของสิ่งมีชีวิตในระดับพันธุกรรม ดังนั้น การที่ลิงแสมกับลิงกังมีลักษณะคลายกัน แตที่จริงแลวเปนลิงตางชนิดกัน จัดเปนความหลากหลาย ทางพันธุกรรม 33. ตอบ ขอ 3. แนวคิดการจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตที่เปนที่นิยมในปจจุบัน คือ แนวคิดของรอเบิรต วิตเทเกอร(Robert Whittaker) ซึ่งจัดจําแนกสิ่งมีชีวิตเปน 5 อาณาจักร ไดแก อาณาจักรมอเนอรา อาณาจักรโพรทิสตา อาณาจักรฟงไจ อาณาจักรพืช และอาณาจักรสัตว 34. ตอบ ขอ 1. ชื่อวิทยาศาสตรของสิ่งมีชีวิตนั้น ชื่อแรกเปนชื่อจีนัส (genus) และชื่อที่สองเปนสปชีส (species) โดยมี หลักเกณฑในการเขียน ดังนี้ • ตัวอักษรตัวแรกของชื่อจีนัสตองเปนตัวอักษรพิมพใหญเสมอ สวนตัวอักษรตัวแรกของชื่อสปชีสจะเปน ตัวพิมพเล็ก • การเขียนชื่อวิทยาศาสตรตองแตกตางจากอักษรตัวอื่น เชน เขียนตัวเอียง ตัวหนา หรือขีดเสนใต โดยเสนใตของทั้งสองชื่อจะไมติดกัน • ถาทราบชื่อของผูตั้งชื่อจะตองเขียนชื่อยอหลังชื่อวิทยาศาสตรนั้น (34)
  • 35.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 35. ตอบ ขอ2. แมลงอยูในไฟลัมอารโทรโพดา เปนสัตวที่มีจํานวนมากและมีความหลากหลายที่สุดในอาณาจักรสัตว โดยมี ประมาณ 1,200,000 ชนิด ซึ่งสามารถพบไดทั่วไปทั้งบนบก ในนํ้า และในอากาศ 36. ตอบ ขอ 1. กลวยเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งดอกจะมี 3 กลีบ เสนใบขนานและทอลําเลียงจะกระจายทั่วลําตน 37. ตอบ ขอ 3. ปรากฏการณทางธรรมชาติที่ทําใหเกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เชน แผนดินไหว นํ้าแข็งขั้วโลกละลาย ภูเขาไฟปะทุ เปนตน ซึ่งสงผลใหสิ่งมีชีวิตอพยพยายถิ่น และเกิดการแบงแยกกลุมสิ่งมีชีวิต 38. ตอบ ขอ 1. ความหลากหลายทางชีวภาพมีโทษตอมนุษย ดังนี้ • เปนพิษตอรางกาย เชน พิษจากปลาปกเปาอาจทําใหเสียชีวิตได • ทําใหอาหารเนาเสีย เชน จุลินทรียบางชนิดทําใหอาหารเนาเสีย • กอใหเกิดโรค เชน ไวรัสกอใหเกิดโรคหวัด ไรฝุนกอใหเกิดโรคภูมิแพ 39. ตอบ ขอ 1. ประโยชนของเทคโนโลยีชีวภาพดานเกษตรกรรม เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การสรางสิ่งมีชีวิตดัดแปร- พันธุกรรม การถายฝากตัวออน เปนตน 40. ตอบ ขอ 2. การตรวจหาลายพิมพดีเอ็นเอ สามารถตรวจไดจากเศษเนื้อเยื่อ เสนผม คราบเลือด คราบอสุจิ หรือไขกระดูก สวนลายนิ้วมือไมมีสวนของเซลลอยูจึงไมสามารถนํามาตรวจได (35)
  • 36.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. แนวตอบ ลักษณะตางๆที่เหมือนกับบรรพบุรุษ เปนลักษณะทางพันธุกรรมซึ่งถูกควบคุมดวยสารพันธุกรรมหรือยีน ที่อยูบนโครโมโซม ลักษณะทางพันธุกรรมเหลานี้สามารถถายทอดจากบรรพบุรุษไปสูลูกหลานไดโดยผาน ทางเซลลสืบพันธุและการปฏิสนธิ ดวยเหตุผลดังกลาวจึงทําใหเรามีลักษณะเหมือนกับบรรพบุรุษ 2. แนวตอบ วัฏจักรของสารตางๆ ลวนเปนสวนหนึ่งในการหมุนเวียนสารเพื่อรักษาสมดุลของสารในระบบนิเวศ ซึ่งมีสวน ในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศอีกดวย เนื่องจากสารตางๆ มีความจําเปนตอการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดในระบบนิเวศ หากสารชนิดใดชนิดหนึ่งมีปริมาณลดลงมาก ก็จะสงผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตตางๆ ได และสงผลใหระบบนิเวศเสียสมดุลจนอาจถึงขั้นที่ไมสามารถกลับมาสูสภาพเดิมไดอีก 3. แนวตอบ สิ่งแวดลอม คือ สิ่งตางๆ ที่อยูรอบตัวเรา ซึ่งอาจเปนสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไมมีชีวิต สามารถมองเห็นไดหรือ มองเห็นไมได แตลวนมีความสัมพันธเกี่ยวของกับเราทั้งสิ้น เชน คน สัตว แสงแดด อากาศ บาน รถยนต เปนตน สวนทรัพยากรธรรมชาติ คือ สิ่งที่มีอยูในธรรมชาติที่มนุษยสามารถนํามาใชประโยชนได เชน ดิน นํ้า ตนไม อากาศ เปนตน ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของสิ่งแวดลอม 4. แนวตอบ พิจารณาจากผลงานของนักเรียน โดยอยูในดุลยพินิจของครูผูสอน 5. แนวตอบ ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนตอการดํารงชีวิตของมนุษยทั้งในดานการเกษตร อุตสาหกรรม การแพทย ซึ่งปจจุบันเนื่องจากประชากรมนุษยเพิ่มมากขึ้น ความตองการใชประโยชนจากความหลากหลาย ทางชีวภาพก็มีมากขึ้นไปดวย หากไมมีการดูแลรักษาและอนุรักษไว อาจทําใหสูญเสียความหลากหลาย ทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตบางชนิดไป ตอนที่ 2 (36)
  • 37.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล โครงการบูรณาการแบบทดสอบ 1. ชื่อโครงการ เยาวชนอนุรักษสิ่งแวดลอม 2.หลักการและเหตุผล สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติเปนปจจัยพื้นฐานที่สําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เมื่อประชากรมนุษยมีจํานวนเพิ่มขึ้น อยางรวดเร็ว ยอมมีความตองการใชประโยชนจากสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้น ซึ่งสถานการณปจจุบันทรัพยากรตางๆ ถูกใชและถูกทําลายจนเกินความสามารถที่จะฟนตัวไดทัน จึงเปนเหตุใหสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติเกิดความเสื่อมโทรมลง อยางรวดเร็ว ในขณะเดียวกันผลจากการบริโภคของมนุษยก็ยังกอใหเกิดปญหามลพิษตางๆ ตามมามากมาย ไมวาจะเปนปญหา นํ้าเนาเสีย อากาศเปนพิษ ปญหาขยะมูลฝอย เปนตน ซึ่งปญหาเหลานี้สงผลกระทบตอสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน แตละทองถิ่นอาจประสบปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีลักษณะแตกตางกันออกไป แตทุกปญหานั้นลวน สงผลตอสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในบริเวณนั้นๆ และสงผลตอการดํารงชีวิตของประชาชน ดังนั้นการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและ ทรัพยากรธรรมชาติจึงควรไดรับความรวมมือจากหลายฝาย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกคนในชุมชน การใหความรูเปนวิธีที่ทําใหประชาชนมีความรูความเขาใจถึงปญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใชทรัพยากรธรรมชาติอยางไมเหมาะสม ซึ่งจะสงผลใหเกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น หากตองการรักษาทรัพยากรธรรมชาติใหคงอยูอยางยั่งยืน จะตองมีการ ใหความรูอยางถูกตอง เพื่อใหสามารถดําเนินการอนุรักษไดอยางถูกวิธี 3. วัตถุประสงคของโครงการ 1. เพื่อใหนักเรียนสามารถวิเคราะหสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นได 2. เพื่อใหนักเรียนสามารถเสนอแนวทางการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นได 3. เพื่อใหนักเรียนมีสวนรวมในการดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นไดอยางยั่งยืน 4. เปาหมาย นักเรียนตระหนักถึงความสําคัญของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีสวนรวมในการดูแลและอนุรักษสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นไดอยางยั่งยืน 5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม คําชี้แจง ใหนักเรียนแบงกลุมเทาๆ กัน โดยใหแตละกลุมไปศึกษาถึงสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ในทองถิ่นของตนเอง รวมทั้งเสนอแนะวิธีการในการแกไขปญหานั้นๆ ขั้นที่ 1 ตั้งประเด็นคําถาม เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนรูจักคิด สังเกต ตั้งคําถามอยางมีเหตุผล มีความคิดสรางสรรค และมีความเปนไปไดใน การแสวงหาคําตอบ ดังนั้น ครูควรมีบทบาทในการกระตุนใหนักเรียนเกิดความอยากรู อยากเห็น กลาแสดงความ คิดเห็นดวยวิธีการตางๆ เชน ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายถึงเหตุการณ สถานการณ ปรากฏการณตางๆ เกี่ยวกับ สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยครูตั้งคําถามเปนตัวอยาง เชน 1. ชื่อโครงการ เยาวชนอนุรักษสิ่งแวดลอม 2. หลักการและเหตุผล 3. วัตถุประสงคของโครงการ 4. เปาหมาย 5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม 1 โครงการบูรณาการ การเร�ยนรูสูบันได 5 ขั้น (37)
  • 38.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล แบบทดสอบโครงการบูรณาการ • ในทองถิ่นของนักเรียนประสบปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติดานใดบาง • ปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติดังกลาวนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร •นักเรียนมีแนวทางในการแกไขปญหานั้นๆ อยางไร จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันตั้งประเด็นคําถามในการสํารวจสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ในทองถิ่นของตนเอง ขั้นที่ 2 สืบคนความรู เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนมีการแสวงหาความรู ขอมูลหรือสารสนเทศที่เกี่ยวกับประเด็นคําถามที่ตั้งขึ้น โดยการสืบคน จากแหลงเรียนรูที่หลากหลาย เชน หองสมุดของโรงเรียน อินเทอรเน็ต การสอบถามจากบุคคลในทองถิ่น การ สํารวจสภาพสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในสถานที่จริง เปนตน โดยใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันไปสืบคน ขอมูลเกี่ยวกับสภาพปญหาสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น แลวบันทึกขอมูลนั้นๆ ขั้นที่ 3 สรุปองคความรู เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนนําความรูหรือสารสนเทศที่ไดจากการแสวงหาความรูมาอภิปรายรวมกัน เพื่อนําไปสูการ สรุปองคความรู บทบาทของครูในขั้นนี้จึงควรเสนอแนะแนวทางในการสรุปองคความรู วาควรนําขอมูลที่ไดจาก การสืบคนมาวิเคราะหและหาความสัมพันธของขอมูล จากนั้นจึงใหนักเรียนแตละกลุมนําขอมูลที่ไดจากการสืบคน มาวิเคราะห ตีความ และเสนอแนวทางการแกปญหา ขั้นที่ 4 การสื่อสารและนําเสนอ เปนขั้นที่ฝกใหนักเรียนนําความรูที่ไดมาสื่อสารหรือนําเสนอใหผูอื่นรับรูไดอยางมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ครูจึงควร เสนอแนะวิธีการนําเสนอขอมูลที่นาสนใจ โดยอาจใชวิธีการแสดงบทบาทสมมุติ หรือใชสื่อตางๆ เขามาชวยใน การนําเสนอ จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันตรวจสอบความถูกตองของขอมูลที่จะนําเสนอ แลวนําเสนอ ผลงานหนาชั้นเรียน ขั้นที่ 5 บริการสังคมและสาธารณะ เปนขั้นที่สงเสริมใหนักเรียนนําความรูไปใช ไปปฏิบัติ โดยนักเรียนจะตองเชื่อมโยงองคความรูไปสูการปฏิบัติ หรือการทําประโยชนเพื่อชุมชนและสังคมตามความเหมาะสมกับวุฒิภาวะของนักเรียน อันจะสงผลใหนักเรียน เปนผูมีจิตสาธารณะ ดังนั้น บทบาทของครูจึงควรเสนอแนะถึงการนําความรูที่นักเรียนทําโครงการไปเผยแพร แกสังคม โดยอาจจัดทําเปนแผนพับ จัดนิทรรศการ หรือสื่อตางๆ จากนั้นจึงใหนักเรียนแตละกลุมนําผลงานไป เผยแพรแกนักเรียนในโรงเรียนหรือคนในชุมชน ทั้งนี้เพื่อใหบุคคลเหลานั้นตระหนักถึงความสําคัญของสิ่งแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีสวนรวมในการอนุรักษสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่นอยางยั่งยืน 2 3 4 5 (38)
  • 39.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล แบบทดสอบโครงการบูรณาการ แบบประเมินคุณภาพการจัดทําโครงการ ประเด็น การประเมิน ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม (4) ดี(3)พอใช (2) ปรับปรุง(1) 1. การตั้งประเด็น คําถาม ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง ที่สนใจไดดวยตนเอง ขอบขายประเด็นคําถาม ชัดเจน ครอบคลุมขอมูล ที่เกี่ยวของกับตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน มีความแปลกใหมและ สรางสรรค มีความเปน ไปไดในการแสวงหาคําตอบ ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง ที่สนใจ โดยมีครูคอยชี้แนะ ขอบขายประเด็นคําถาม ชัดเจน ครอบคลุมขอมูล ที่เกี่ยวของกับตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน มีความเปนไปไดในการ แสวงหาคําตอบ ตั้งประเด็นคําถามในเรื่อง ที่สนใจ โดยมีีครูคอยชี้แนะ ขอบขายประเด็นคําถาม ชัดเจน แตยังไมครอบคลุม ขอมูลที่เกี่ยวของกับตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน ใชคําถามที่ครูชี้แนะ มากําหนดประเด็นคําถาม 2. การสืบคนความรู วางแผนสืบคนขอมูล ชัดเจน และปฏิบัติได ศึกษาคนควาหาความรูจาก แหลงเรียนรูหลากหลาย มีการบันทึกขอมูลที่ เหมาะสม วางแผนสืบคนขอมูล ชัดเจน และปฏิบัติได ศึกษาคนควาหาความรู จากแหลงเรียนรู หลากหลาย วางแผนสืบคนขอมูล ชัดเจน และปฏิบัติได ศึกษาคนควาหาความรู จากแหลงเรียนรู ไมหลากหลาย ไมมีการวางแผนหรือมีการ วางแผน แตไมสามารถ นําไปปฏิบัติจริงได ศึกษาคนควาหาความรู จากแหลงเรียนรู ไมหลากหลาย 3. การสรุป องคความรู วิเคราะหขอมูลโดยใช วิธีการที่เหมาะสม สังเคราะหและสรุป องคความรูไดอยางชัดเจน มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง ความรูอยางสมเหตุสมผล และนําองคความรูที่ไดไป เสนอแนวคิดวิธีการ แกปญหาอยางเปนระบบ วิเคราะหขอมูลโดยใช วิธีการที่เหมาะสม สังเคราะหและสรุป องคความรูไดอยางชัดเจน มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง ความรู นําองคความรูที่ได ไปเสนอแนวคิดวิธีการ แกปญหาได แตยังไมเปน ระบบ วิเคราะหขอมูลโดยใช วิธีการที่เหมาะสม สังเคราะหและสรุป องคความรูไดอยางชัดเจน มีการอภิปรายผลเชื่อมโยง ความรูยังไมชัดเจน นําองคความรูที่ไดไปเสนอ แนวคิดวิธีการแกปญหาได แตยังไมเปนระบบ ไมมีการวิเคราะหขอมูล หรือวิเคราะหขอมูล ไมถูกตอง สังเคราะหและ สรุปองคความรูไดไมชัดเจน ไมมีการนําองคความรู ไปเสนอแนวคิดวิธีการ แกปญหา 4. การสื่อสาร และการนําเสนอ เรียบเรียงและถายทอด ความคิดจากการศึกษา คนควาไดอยางชัดเจน เปนระบบ นําเสนอผลงาน โดยใชสื่อที่หลากหลาย อยางเหมาะสม เรียบเรียงและถายทอด ความคิดจากการศึกษา คนควาไดอยางชัดเจน เปนระบบ นําเสนอผลงาน โดยใชสื่อที่ไมหลากหลาย เรียบเรียงและถายทอด ความคิดจากการศึกษาได ไมคอยเปนระบบ นําเสนอผลงานโดยใชสื่อ ที่ไมหลากหลาย เรียบเรียงและถายทอด ความคิดจากการศึกษาได ไมเปนระบบ นําเสนอ ผลงานโดยไมใชสื่อประกอบ 5. การนําความรูไปใช และบริการ สาธารณะ นําความรูจากการศึกษา คนควาไปประยุกตใช ในกิจกรรมที่สรางสรรค เปนประโยชนตอโรงเรียน และชุมชน เผยแพรความรู และประสบการณจากการ ปฏิบัติผานสื่อหลากหลาย รูปแบบ นําความรูจากการศึกษา คนควาไปประยุกตใชใน กิจกรรมที่สรางสรรคเปน ประโยชนตอโรงเรียน และชุมชน เผยแพรความรู และประสบการณจากการ ปฏิบัติผานสื่อรูปแบบใด รูปแบบหนึ�ง นําความรูจากการศึกษา คนควาไปประยุกตใชใน กิจกรรมที่สรางสรรค ที่เปนประโยชนตอโรงเรียน และเผยแพรความรู และประสบการณจากการ ปฏิบัติผานสื่อรูปแบบใด รูปแบบหนึ�ง ไมไดนําความรูจากการ ศึกษาคนควาไปประยุกต ใชในกิจกรรมที่สรางสรรค ที่เปนประโยชน (39)
  • 40.
    โครงการวัดและประเมินผลโครงการวัดและประเมินผล แบบทดสอบโครงการบูรณาการ เกณฑการพิจารณาใหคะแนน พฤติกรรม คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสมํ่าเสมอ 3คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบอยครั้ง 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง 1 คะแนน ลงชื่อ……………………………………….ผูประเมิน ……………/……………/…………… คําชี้แจง : ใหผูสอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวางการปฏิบัติกิจกรรม แลวขีด ✓ลงในชองวางที่ตรงกับระดับคะแนน ทักษะแหง ศตวรรษที่ 21 รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1. ทักษะการเรียนรู และพัฒนา ตนเอง 1.1 ความสามารถในการอาน • สรุปจับใจความสําคัญของขอมูลที่อานไดครบถวน ตรงประเด็น 1.2 ความสามารถในการคิดวิเคราะห • คิดอยางมีระบบ โดยใชแหลงขอมูลและสรุปประเด็นสําคัญได • วิเคราะหขอมูล จําแนกขอมูล และแสดงการคิดเพื่อคนหาคําตอบ 1.3 ความสามารถในการเขียน • เขียนสื่อความหมายไดชัดเจน ถูกตอง • เขียนถูกตองตามรูปแบบการเขียน และสรุปองคความรูอยางมีขั้นตอน 2. ทักษะชีวิต และการทํางาน 2.1 ความยืดหยุน และการปรับตัว • ปรับตัวเขากับบทบาทที่แตกตาง งานที่ไดรับมอบหมาย กําหนดการที่เปลี่ยนไป • นําผลลัพธที่เกิดขึ้นมาใชประโยชนไดอยางไดผล 2.2 การริเริม และเปนตัวของตัวเอง • กําหนดเปาหมายโดยมีเกณฑความสําเร็จที่จับตองได และที่จับตองไมได • ใชเวลา และจัดการภาระงานอยางมีประสิทธิภาพ • ทํางานสําเร็จไดดวยตนเอง โดยกําหนดงาน ติดตามผลงาน และลําดับความสําคัญของงาน 2.3 ทักษะทางสังคม และความเขาใจความตางทางวัฒนธรรม • เคารพความแตกตางทางวัฒนธรรม และการทํางานรวมกับคนที่มีพื้นฐานแตกตางกันได 2.4 เปนผูผลิตและผูรับผิดชอบตอผลงาน • กําหนดเปาหมาย ลําดับความสําคัญ และทําใหบรรลุเปาหมายนั้น แมจะมีอุปสรรค • ทํางานอยางมีจริยธรรมและดวยทาทีเชิงบวก รวมถึงเคารพและเห็นคุณคาของความแตกตาง 2.5 ภาวะผูนําและความรับผิดชอบ • ใชทักษะมนุษยสัมพันธและทักษะแกปญหาในการชักนําผูอื่นไปสูเปาหมาย • ดําเนินการอยางมีความรับผิดชอบโดยถือประโยชนสวนรวมเปนที่ตั้ง 3. ทักษะการเรียนรู และนวัตกรรม 3.1 ความคิดสรางสรรคและนวัตกรรม • คิดอยางเปนเหตุเปนผลหลายแบบ รวมถึงวิเคราะหเปรียบเทียบและประเมินความเห็นหลักๆ • สังเคราะหและเชื่อมโยงระหวางสารสนเทศกับขอโตแยง 3.2 การคิดอยางมีวิจารณญาณและการแกปญหา • เรียบเรียงความคิดและมุมมองไดเปนอยางดี สื่อสารออกมาใหเขาใจงายและหลายแบบ • แสดงความรับผิดชอบในงานที่ตองทํางานเปนทีม และเห็นคุณคาของบทบาทของผูรวมทีม 3.3 การสือสารและความรวมมือ • สรางมุมมองแปลกใหม ทั้งที่เปนการปรับปรุงเล็กนอยจากของเดิม หรือที่แหวกแนวโดยสิ้นเชิง • เปดใจรับและตอบสนองตอมุมมองใหมๆ รวมทั้งการประเมินผลงานจากกลุม เพื่อนําไปปรับปรุง • ลงมือปฏิบัติตามความคิดสรางสรรคเพื่อนําไปสูผลสําเร็จที่เปนรูปธรรม 4. ทักษะดาน สารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี 4.1 ดานสารสนเทศ • เขาถึง ใช และประเมินสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ครบถวน และรูเทาทัน 4.2 ดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร • ใชเทคโนโลยีเพื่อวิจัย จัดระบบ ประเมิน และสื่อสารสนเทศ • ใชเครื่องมือสื่อสารอยางถูกตองเหมาะสม เพื่อทําหนาที่ในฐานความรู ่ ่ แบบประเมินทักษะแหงศตวรรษที่ 21 (40)