ในการเขียนลำดับ จะเขียนเฉพาะ สมาชิกของเรนจ์เรียงกันไป กล่าวคือ ถ้า a เป็นลำดับจำกัดจะเขียนแทนด้วย a 1 ,a 2 ,a 3 ,...,a n ในกรณีที่ a เป็นลำดับอนันต์จะเขียนแทนด้วย a 1 ,a 2 ,a 3 ,...,a n ,... เรียก a 1 ว่า พจน์ที่ 1 ของลำดับ a 2 ว่า พจน์ที่ 2 ของลำดับ a 3 ว่า พจน์ที่ 3 ของลำดับ a n ว่า พจน์ที่ n หรือพจน์ทั่วไป ( general term ) ของลำดับจากตัวอย่างที่กล่าวมา
ตัวอย่างที่ 1 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด 3, 4, 5, 6, 7 จะได้ a 1 = 3 = 1 + 2 a 2 = 4 = 2 + 2 a 3 = 5 = 3 + 2 a 4 = 6 = 4 + 2 a 5 = 7 = 5 + 2 วิธีทำ จากลำดับจำกัด 3, 4, 5, 6, 7 ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้ คือ a n = n +2 เมื่อ n = 1, 2, 3, 4, 5
13.
ตัวอย่างที่ 2 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด 2, 4, 8, 16, 32 วิธีทำ จากลำดับจำกัด 2, 4, 8, 16, 32 จะได้ a 1 = 2 = 2 1 a 2 = 4 = 2 2 a 3 = 8 = 2 3 a 4 = 16 = 2 4 a 5 = 32 = 2 5 ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้ คือ a n = 2 n เมื่อ n = 1, 2, 3, 4, 5
14.
ตัวอย่างที่ 4จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด 1, -2, 3, -4, 5 จะได้ a 1 = 1 = (-1) 1 +1 ( 1 ) a 2 = -2 = (-1) 2 +1 ( 2 ) a 3 = 3 = (-1) 3 +1 ( 3 ) a 4 = -4 = (-1) 4 +1 ( 4 ) a 5 = 5 = (-1) 5 +1 ( 5 ) วิธีทำ จากลำดับจำกัด 1, -2, 3, -4, 5 ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้ a n = (-1) n +1 ( n ) เมื่อ n = 1, 2, 3, 4, 5
15.
ตัวอย่างที่ 5เศษ 5, 6, 7, 8, 9 ส่วน 6, 7, 8, 9, 10 a n = n + 4 a n = n + 5 พจน์ทั่วไปของลำดับนี้คือ เมื่อ n = 1,2,3,4,5 เศษ ส่วน a n =
16.
ตัวอย่างที่ 6 6, 10, 18, 30, 46, . . . 6, 10, 18, 30, 46, . . . 4 8 16 12 4 a n = an 2 + bn + c a 1 = a(1) 2 + b(1) + c 6 = a + b + c 4 = 3a + b, b = 4 - 3a a 2 = a(2) 2 + b(2) + c 10 = 4a + 2b + c …… …… - a 3 = a(3) 2 + b(3) + c 30 = 9a + 3b + c …… - 24 = 8a + 2b, b = 12 - 4a a = 8 , b = -20 , c = 18 a n = 8n 2 - 20n + 18 เมื่อ n = 1, 2, 3, 4,
17.
ลำดับ 1 1,4,7,10,…,3n-5,3n-2,…2 1,3,5,7,…,2n-3,2n-1,… 3 3,10,17,24,…,7n-11,7n-4,… 4 5,1,-3,-7,…,13-4n,9-4n,… 5 6 a 2 - a 1 a 3 – a 2 a 4 – a 3 a n – a n-1 4 - 1 = 3 7- 4 = 3 10–7= 3 3 2 2 2 2 7 7 7 7 -4 -4 -4 -4
18.
ลำดับเลขคณิต ผลต่าง ของพจน์หลังลบด้วยพจน์หน้าที่อยู่ติดกันมีค่าคงที่ ให้ , , , . . . เป็นลำดับที่มีผลต่างที่ได้จากการนำ พจน์ที่ n + 1 ลบด้วยพจน์ที่ n แล้วมี ค่าคงที่เสมอ ลำดับดังกล่าวนี้จะเรียกว่า ลำดับเลขคณิต และ เรียก ผลต่างที่มีค่าคงที่ว่า ผลต่างร่วม (d) d = a n - a n-1 พจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต a n = a 1 + (n-1)d
ตัวอย่างที่ 2 กำหนดให้พจน์ที่ 10 และพจน์ที่ 18 ของลำดับเลขคณิต เท่ากับ 32 และ 48 ตามลำดับจงหาพจน์ที่ 28 วิธีทำ จาก a n = a 1 +(n-1)d จะได้ a 10 = a 1 +9d และ a 18 = a 1 +17d นั่นคือ a 1 +9d = 32 -------(1) a 1 +17d = 48 -------(2) (2)-(1), 8d = 16 , d = 2 แทนค่า d=2 ใน (1) จะได้ a 1 +9(2) = 32 , a 1 = 14 a 28 = a 1 + 27d = 14+27(2) = 68 ดังนั้น พจน์ที่ 28 คือ 68
23.
ตัวอย่างที่ 3 -36 เป็นพจน์ที่เท่าไรของลำดับเลขคณิต 21, 18, 15, … วิธีทำ ให้ – 36 คือ พจน์ที่ n ของลำดับเลขคณิต a n = -36, a 1 = 21, d = 18 – 21 = -3 จาก a n = a 1 + (n-1)d -36 = 21+(n-1)(-3) -36 = 21-3n+3 3n = 24+36 n = 20 – 36 คือ พจน์ที่ 20 ของลำดับเลขคณิต 21, 18, 15, …
24.
ตัวอย่างที่ 3 ถ้า 5, a, b, c, 21 เป็นพจน์ 5 พจน์ ที่เรียงกันในลำดับเลขคณิต จงหาค่าของ a, b และ c วิธีทำ a 1 = 5, a 5 = 21 = a 1 + 4d, 5 + 4d = 21, d = 4 จะได้ a = a 2 = a 1 + d = 5 + 4 = 9 b = a 3 = a 1 + 2d = 5 + 2(4) = 13 c = a 4 = a 1 + 3d = 5 + 3(4) = 17 a = 9, b = 13, c = 17
25.
วิธีวิเคราะห์ จำนวนนับที่หารด้วย 9 ลงตัว แต่ละพจน์จะต่างกันอยู่ 9 จึงเป็นลำดับเลขคณิต วิธีหา a 1 ให้นำ 9 ไปหาร 200 เหลือเศษ 2 ต้องนำ 7 ไป บวก กับเศษ 2 เพื่อรวมกันให้เศษเป็น 9 พจน์แรก คือ a 1 = 207 และ d = 9 ดังนั้น 200+7 = 207 เป็นพจน์แรกที่ 9 หารลงตัว พจน์สุดท้าย คือ a n วิธีหา a n นำ 9 ไปหาร 800 เหลือเศษ 8 นำเศษ 8 ไปลบออกจาก 800 จะได้ 800 - 8 = 792 เป็นพจน์สุดท้ายที่ 9 หารลงตัว ดังนั้น จำนวนนับที่ 9 หารลงตัว คือ 207, 216, 225, …, 792 เป็นลำดับเลขคณิต มี a n = 792 และ d = 9 แทนค่าในสูตร a n = a 1 +(n-1)d แก้สมการ จะได้ค่า n