ลำดับ
พิจารณาแบบรูปของจำนวน  1, 3, 5, 7, 9, . . . , 2 n  – 1 เขียนความสัมพันธ์ระหว่างลำดับที่กับจำนวนแต่ละจำนวนในรูปได้ดังนี้ จากตารางจะเห็นว่า ความสัมพันธ์ข้างต้นเป็นฟังก์ชันที่มีโดเมนเป็น  {1, 2, 3, 4, 5, …}   จะมีเรนจ์เป็น  {1, 3, 5, 7, 9, …}  (1,1), (2,3) , (3,5) ,(4,7), (5,9), . . .   ลำดับที่ 1 2 3 4 5 ... จำนวน 1 3 5 7 9 ...
1 5 2 3 4 6 2 12 10 4 6 8 n 2n  (1,2), (2,4) , (3,6) ,(4,8), (5,10), . . .,  (n,2n)   
1.   (1,1), (2,3) , (3,5) ,(4,7), (5,9), . . .   2.   (1,2), (2,4) , (3,6) ,(4,8), (5,10), . . ., (n,2n)   ________________________________  ×  ×  ×  ×   เป็นฟังก์ชัน    เป็นลำดับ ×  ไม่เป็นลำดับ
ลำดับ ฟังก์ชัน ที่มี โดเมนเป็นเซตของจำนวนเต็มบวก ที่เรียง จากน้อยไปมาก โดยเริ่มตั้งแต่  1   เรียกว่า
1.   (1,1), (2,3) , (3,5) ,(4,7), (5,9), . . .   2.   (1,2), (2,4) , (3,6) ,(4,8), (5,10), . . ., (n,2n)   ________________________________  ×   ×     เป็นลำดับจำกัด ×  เป็นลำดับอนันต์
ในกรณีที่ฟังก์ชันเป็นลำดับที่มีโดเมนเป็น  {1, 2, 3, …, n}  จะเรียกลำดับดังกล่าวว่า  ลำดับจำกัด  ในกรณีที่ฟังก์ชันเป็นลำดับที่มีโดเมนเป็น  {1, 2, 3, …}  จะเรียกลำดับ  ดังกล่าวว่า  ลำดับอนันต์ วิธีการเขียนลำดับ #   การแจงพจน์   #  พจน์ทั่วไป   ลำดับ  1, 3, 6, 10, 15 , . . . เมื่อ ลำดับ  1, 3, 5, 7, 9, ...  เมื่อ  n  เป็นจำนวนเต็ม
ในการเขียนลำดับ จะเขียนเฉพาะ สมาชิก ของเรนจ์เรียงกันไป กล่าวคือ ถ้า  a  เป็นลำดับจำกัดจะเขียนแทนด้วย  a 1 ,a 2 ,a 3 ,...,a n   ในกรณีที่  a   เป็นลำดับอนันต์จะเขียนแทนด้วย   a 1 ,a 2 ,a 3 ,...,a n ,... เรียก  a 1   ว่า พจน์ที่  1  ของลำดับ a 2   ว่า พจน์ที่  2  ของลำดับ a 3   ว่า   พจน์ที่  3  ของลำดับ a n   ว่า พจน์ที่  n   หรือพจน์ทั่วไป (  general term  )   ของลำดับจากตัวอย่างที่กล่าวมา
ตัวอย่างที่  1  จงหาสี่พจน์แรกของลำดับ  วิธีทำ ดังนั้นสี่พจน์แรกของลำดับนี้คือ  1, 4, 7, 10 = 3(1) – 2 = 1 = 3(2) – 2 = 4 = 3(3) – 2 = 7 = 3(4) – 2 = 10
การหาพจน์ทั่วไปของลำดับ การหาพจน์ทั่วไปของลำดับ คือ การเขียนแสดงพจน์ทั่วไป  ในรูปที่มี  n  เป็นตัวแปร และเมื่อแทน  n  ด้วยสมาชิกในเซต  {1, 2, …, m}  แล้วได้พจน์ที่  1, 2, 3, ...,  m   ของลำดับตรงตามที่กำหนดวิธีการหาพจน์ทั่วไปเช่นนี้ โดยทั่วไปใช้การสังเกตความสัมพันธ์ของพจน์ต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างพจน์กับลำดับที่ของพจน์ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ตัวอย่างที่  1  จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดต่อไปนี้ วิธีทำ = 1 = 4 = 1 + 3   = 1 + 3(1)   = 7 = 1 + 3  + 3  = 1 + 3(2) = 16 = 1 + 3  + 3 + 3 + 3 + 3  = 1 + 3(5) = 13 = 1 + 3  + 3 + 3 + 3  = 1 + 3(4) = 10 = 1 + 3  + 3 + 3  = 1 + 3(3) จะได้  = 1 + 3(n - 1)   = 3n – 2  เมื่อ  n  {1,2,3,4,5,6}
ตัวอย่างที่  1   จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด  3, 4, 5, 6, 7 จะได้  a 1  =  3  =  1  + 2  a 2  =  4  =  2  + 2  a 3  =  5  =  3  + 2 a 4  =  6  =  4  + 2 a 5  =  7  =  5  + 2 วิธีทำ จากลำดับจำกัด  3, 4, 5, 6, 7 ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้  คือ  a n  =  n +2  เมื่อ  n = 1, 2, 3, 4, 5
ตัวอย่างที่  2   จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด  2, 4, 8, 16, 32 วิธีทำ จากลำดับจำกัด  2, 4, 8, 16, 32   จะได้  a 1  =  2  =  2 1 a 2  =  4  =  2 2 a 3  =  8  =  2 3 a 4  = 16  =  2 4 a 5  = 32  =  2 5 ดังนั้น   พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้ คือ  a n  = 2 n   เมื่อ  n = 1, 2, 3, 4, 5
ตัวอย่างที่  4 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด  1, -2, 3, -4, 5   จะได้  a 1  =  1  =  (-1) 1 +1   ( 1 ) a 2  = -2  =  (-1) 2 +1   ( 2 ) a 3  =  3  =  (-1) 3 +1   ( 3 ) a 4  = -4  =  (-1) 4 +1   ( 4 ) a 5  =  5  =  (-1) 5 +1   ( 5 ) วิธีทำ  จากลำดับจำกัด  1, -2, 3, -4, 5 ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้  a n  =  (-1) n +1  ( n )  เมื่อ  n = 1, 2, 3, 4, 5
ตัวอย่างที่  5 เศษ  5, 6, 7, 8, 9  ส่วน  6, 7, 8, 9, 10 a n  = n + 4 a n  = n + 5 พจน์ทั่วไปของลำดับนี้คือ  เมื่อ  n = 1,2,3,4,5 เศษ ส่วน a n  =
ตัวอย่างที่  6  6, 10, 18, 30, 46, . . . 6, 10, 18,  30,  46,  . . . 4 8 16 12 4 a n   =  an 2  + bn + c a 1   =  a(1) 2  + b(1) + c 6   =  a  + b  + c 4   =  3a + b,  b  =  4 - 3a a 2   =  a(2) 2  + b(2) + c 10 =  4a + 2b  + c ……  ……     -   a 3   =  a(3) 2  + b(3) + c 30 =  9a  + 3b + c ……     -   24   =  8a + 2b, b  = 12 - 4a a  =  8 ,  b  =  -20   , c  =  18  a n   =  8n 2   - 20n + 18 เมื่อ  n  =  1, 2, 3, 4,   
ลำดับ 1 1,4,7,10,…,3n-5,3n-2,… 2 1,3,5,7,…,2n-3,2n-1,… 3 3,10,17,24,…,7n-11,7n-4,… 4 5,1,-3,-7,…,13-4n,9-4n,… 5 6 a 2  - a 1 a 3  – a 2 a 4  – a 3 a n  – a n-1 4 - 1 = 3 7- 4 = 3 10–7= 3 3 2 2 2 2 7 7 7 7 -4 -4 -4 -4
ลำดับเลขคณิต ผลต่าง ของพจน์หลังลบด้วยพจน์หน้าที่อยู่ติดกันมีค่าคงที่  ให้  ,  ,  ,  . . .  เป็นลำดับที่มีผลต่างที่ได้จากการนำ พจน์ที่  n + 1  ลบด้วยพจน์ที่  n  แล้วมี ค่าคงที่เสมอ  ลำดับดังกล่าวนี้จะเรียกว่า  ลำดับเลขคณิต  และ เรียก ผลต่างที่มีค่าคงที่ว่า  ผลต่างร่วม  (d)   d  =  a n   - a n-1 พจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต   a n  =  a 1 + (n-1)d
หลักการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สิ่งที่ต้องการหา สิ่งที่กำหนดให้ ความรู้ที่ใช้ แก้ปัญหา ตรวจสอบ ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ตอบ
ตัวอย่าง ที่  1  จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต  6, 2, -2, -6,... a n a 1 ,a 2 สูตร หา  d,a n แก้สมการ  a n  = a 1 +(n-1)d ตรวจสอบ ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ตอบ
ตัวอย่างที่  1  จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต  6, 2, -2, -6,... วิธีทำ จากลำดับเลขคณิต  6, 2, -2, -6, ... จะได้  d = 2 – 6 = -4 และ  = 6 จาก  =  + (n - 1)d  จะได้  =  6  + (n - 1)(-4)  =  6 – 4n + 4 =  10 – 4n นั่นคือ พจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิตนี้ หรือ  = 10 – 4n
ตัวอย่างที่  2   กำหนดให้พจน์ที่  10  และพจน์ที่  18  ของลำดับเลขคณิต    เท่ากับ  32  และ  48  ตามลำดับจงหาพจน์ที่  28 วิธีทำ จาก  a n   =  a 1 +(n-1)d จะได้   a 10   =  a 1 +9d และ a 18   =  a 1 +17d นั่นคือ   a 1 +9d  =  32  -------(1) a 1 +17d  =  48  -------(2) (2)-(1),    8d  =  16  ,  d  =  2 แทนค่า  d=2  ใน  (1)  จะได้   a 1 +9(2)  =  32 ,  a 1   =  14     a 28 =  a 1  + 27d =  14+27(2)  =  68 ดังนั้น พจน์ที่  28  คือ  68
ตัวอย่างที่  3  -36  เป็นพจน์ที่เท่าไรของลำดับเลขคณิต  21,  18,  15, … วิธีทำ ให้  – 36  คือ พจน์ที่  n  ของลำดับเลขคณิต   a n  = -36,  a 1  = 21, d  =  18 – 21  =  -3 จาก   a n   =  a 1  + (n-1)d   -36  =  21+(n-1)(-3)   -36  =  21-3n+3   3n  =  24+36   n  =  20 – 36  คือ พจน์ที่  20  ของลำดับเลขคณิต  21,  18,  15, …
ตัวอย่างที่  3  ถ้า  5, a, b, c, 21  เป็นพจน์  5  พจน์  ที่เรียงกันในลำดับเลขคณิต จงหาค่าของ  a, b  และ  c วิธีทำ a 1  = 5, a 5  = 21 = a 1  + 4d,  5 + 4d = 21,  d = 4 จะได้  a  =  a 2   =  a 1  + d  =  5 + 4  =  9 b  =  a 3   =  a 1  + 2d  =  5 + 2(4) =  13 c  =  a 4   =  a 1  + 3d  =  5 + 3(4) =  17 a  =  9,  b  =  13,  c  =  17
วิธีวิเคราะห์    จำนวนนับที่หารด้วย  9  ลงตัว  แต่ละพจน์จะต่างกันอยู่  9  จึงเป็นลำดับเลขคณิต     วิธีหา  a 1   ให้นำ  9  ไปหาร  200  เหลือเศษ  2  ต้องนำ  7  ไป   บวก กับเศษ  2  เพื่อรวมกันให้เศษเป็น  9  พจน์แรก คือ  a 1  = 207  และ  d = 9 ดังนั้น  200+7 = 207  เป็นพจน์แรกที่  9  หารลงตัว พจน์สุดท้าย คือ  a n วิธีหา  a n นำ  9  ไปหาร  800  เหลือเศษ  8  นำเศษ  8  ไปลบออกจาก  800    จะได้  800 - 8 = 792  เป็นพจน์สุดท้ายที่  9  หารลงตัว ดังนั้น  จำนวนนับที่  9  หารลงตัว คือ  207, 216, 225, …, 792    เป็นลำดับเลขคณิต มี  a n  = 792  และ  d = 9  แทนค่าในสูตร  a n  = a 1  +(n-1)d  แก้สมการ จะได้ค่า  n
1.  จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่  200  ถึง  800  ที่หารด้วย  9  ลงตัว 2.  จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่  200  ถึง  800  ที่หารด้วย  9  ไม่ลงตัว
1.  จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่  200  ถึง  800  ที่หารด้วย  9  ลงตัว 2.  จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่  200  ถึง  800  ที่หารด้วย  9  ไม่ลงตัว   a 1  = 207  d  =  9  a n   =  792 ลำดับเลขคณิต คือ 207,  216,  223,  …,  792 จาก    a n  = a 1  +(n-1)d 792  = 207+(n-1)(9)     =  n-1   n  =  66 ดังนั้น  จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่  200  ถึง 800  ที่หารด้วย  9  ลงตัวมี  66  พจน์   จำนวนพจน์ที่หารด้วย  9  ไม่ลงตัว  =  จำนวนพจน์ทั้งหมด  –  จำนวนพจน์ที่หารด้วย  9  ลงตัว =  (800-200+1)-6 =  601 – 66  =  535  พจน์
แบบฝึกหัด 1.   ถ้าพจน์ที่  4  และ พจน์ที่  7  ของลำดับเลขคณิต เท่ากับ  18  และ  16  ตามลำดับ จงหาพจน์ที่  1  ผลต่างร่วม และพจน์ที่  20 2. ถ้าลำดับเลข คณิต มี  a 10  = 19  และ  a 16  = 31  จงหา  a 8  3. ถ้า  a 5  = 7x-8y,  a 21  =  23x-40y  จงหา  a 1   และ  d 4. ถ้า  1, p, q, r, -19  เป็นพจน์ห้าพจน์ที่เรียงกันในลำดับเลขคณิตจงหาค่าของ  p, q, r 5. ถ้า  4, x,  y,  z,  10  เป็นพจน์ห้าพจน์ ที่เรียงกันในลำดับเลขคณิต จงหา  x,  y,  z 6. จงหาจำนวนอีกหกจำนวนของลำดับเลขคณิตที่อยู่ระหว่าง  11  และ  32 7. -176  เป็นพจน์ที่เท่าไรของลำดับเลขคณิต  – 1,  -6,  -11, …
แบบฝึกหัด 8. พจน์แรกที่เป็นจำนวนเต็มลบของลำดับเลขคณิต  200, 182, 164, 146,…  มีค่าต่างจากพจน์ที่  10  เท่ากับเท่าใด 9. บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ซื้อรถยนต์คืนจากผู้ซื้อรถของบริษัทในอัตราดังนี้  คือ รถที่ใช้แล้ว  1  ปี จะซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อจากบริษัท  10,000  บาท และหลังจากนั้นราคาของการซื้อคืนจะลดลงปีละ  4,000  บาท  จงหาราคาลดลงของรถยนต์ที่ใช้แล้ว  8  ปี 10.   ถ้าจัดแผ่นไม้กองหนึ่งซ้อน ๆ กัน ให้ชั้นล่างมีไม้เรียงตามแนวยาวชิดกันตลอด  52  แผ่น  วางชั้นที่สองให้แนวกึ่งกลางของไม้แต่ละแผ่นในชั้นนี้อยู่ตรงกับรอยต่อของไม้แต่ละคู่ในชั้นแรก ทำเช่นนี้ในชั้นต่อๆ ไปจนชั้นบนสุดมีไม้  7  แผ่น  จงหาความสูงของไม้กองนี้  ถ้าไม้ทุกแผ่นเรียบและมีขนาดเท่ากัน คือ กว้าง  15  เซนติเมตร ยาว  90  เซนติเมตร และหนา  3  เซนติเมตร
เฉลยแบบฝึกหัด 1. 2. 15 3. 4. -4, -9, -14 5. 6. 14, 17, 20, 23, 26, 29 7. 36 8. 54 9. 38,000  บาท 10.  138  เซนติเมตร

ลำดับ11

  • 1.
  • 2.
    พิจารณาแบบรูปของจำนวน 1,3, 5, 7, 9, . . . , 2 n – 1 เขียนความสัมพันธ์ระหว่างลำดับที่กับจำนวนแต่ละจำนวนในรูปได้ดังนี้ จากตารางจะเห็นว่า ความสัมพันธ์ข้างต้นเป็นฟังก์ชันที่มีโดเมนเป็น {1, 2, 3, 4, 5, …} จะมีเรนจ์เป็น {1, 3, 5, 7, 9, …}  (1,1), (2,3) , (3,5) ,(4,7), (5,9), . . .  ลำดับที่ 1 2 3 4 5 ... จำนวน 1 3 5 7 9 ...
  • 3.
    1 5 23 4 6 2 12 10 4 6 8 n 2n  (1,2), (2,4) , (3,6) ,(4,8), (5,10), . . ., (n,2n) 
  • 4.
    1. (1,1), (2,3) , (3,5) ,(4,7), (5,9), . . .  2.  (1,2), (2,4) , (3,6) ,(4,8), (5,10), . . ., (n,2n)  ________________________________  ×  ×  ×  ×   เป็นฟังก์ชัน  เป็นลำดับ × ไม่เป็นลำดับ
  • 5.
    ลำดับ ฟังก์ชัน ที่มีโดเมนเป็นเซตของจำนวนเต็มบวก ที่เรียง จากน้อยไปมาก โดยเริ่มตั้งแต่ 1 เรียกว่า
  • 6.
    1. (1,1), (2,3) , (3,5) ,(4,7), (5,9), . . .  2.  (1,2), (2,4) , (3,6) ,(4,8), (5,10), . . ., (n,2n)  ________________________________  ×   ×   เป็นลำดับจำกัด × เป็นลำดับอนันต์
  • 7.
    ในกรณีที่ฟังก์ชันเป็นลำดับที่มีโดเมนเป็น {1,2, 3, …, n} จะเรียกลำดับดังกล่าวว่า ลำดับจำกัด ในกรณีที่ฟังก์ชันเป็นลำดับที่มีโดเมนเป็น {1, 2, 3, …} จะเรียกลำดับ ดังกล่าวว่า ลำดับอนันต์ วิธีการเขียนลำดับ # การแจงพจน์ # พจน์ทั่วไป ลำดับ 1, 3, 6, 10, 15 , . . . เมื่อ ลำดับ 1, 3, 5, 7, 9, ... เมื่อ n เป็นจำนวนเต็ม
  • 8.
    ในการเขียนลำดับ จะเขียนเฉพาะ สมาชิกของเรนจ์เรียงกันไป กล่าวคือ ถ้า a เป็นลำดับจำกัดจะเขียนแทนด้วย a 1 ,a 2 ,a 3 ,...,a n ในกรณีที่ a เป็นลำดับอนันต์จะเขียนแทนด้วย a 1 ,a 2 ,a 3 ,...,a n ,... เรียก a 1 ว่า พจน์ที่ 1 ของลำดับ a 2 ว่า พจน์ที่ 2 ของลำดับ a 3 ว่า พจน์ที่ 3 ของลำดับ a n ว่า พจน์ที่ n หรือพจน์ทั่วไป ( general term ) ของลำดับจากตัวอย่างที่กล่าวมา
  • 9.
    ตัวอย่างที่ 1 จงหาสี่พจน์แรกของลำดับ วิธีทำ ดังนั้นสี่พจน์แรกของลำดับนี้คือ 1, 4, 7, 10 = 3(1) – 2 = 1 = 3(2) – 2 = 4 = 3(3) – 2 = 7 = 3(4) – 2 = 10
  • 10.
    การหาพจน์ทั่วไปของลำดับ การหาพจน์ทั่วไปของลำดับ คือการเขียนแสดงพจน์ทั่วไป ในรูปที่มี n เป็นตัวแปร และเมื่อแทน n ด้วยสมาชิกในเซต {1, 2, …, m} แล้วได้พจน์ที่ 1, 2, 3, ..., m ของลำดับตรงตามที่กำหนดวิธีการหาพจน์ทั่วไปเช่นนี้ โดยทั่วไปใช้การสังเกตความสัมพันธ์ของพจน์ต่างๆ และความสัมพันธ์ระหว่างพจน์กับลำดับที่ของพจน์ดังตัวอย่างต่อไปนี้
  • 11.
    ตัวอย่างที่ 1 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดต่อไปนี้ วิธีทำ = 1 = 4 = 1 + 3 = 1 + 3(1) = 7 = 1 + 3 + 3 = 1 + 3(2) = 16 = 1 + 3 + 3 + 3 + 3 + 3 = 1 + 3(5) = 13 = 1 + 3 + 3 + 3 + 3 = 1 + 3(4) = 10 = 1 + 3 + 3 + 3 = 1 + 3(3) จะได้ = 1 + 3(n - 1) = 3n – 2 เมื่อ n {1,2,3,4,5,6}
  • 12.
    ตัวอย่างที่ 1 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด 3, 4, 5, 6, 7 จะได้ a 1 = 3 = 1 + 2 a 2 = 4 = 2 + 2 a 3 = 5 = 3 + 2 a 4 = 6 = 4 + 2 a 5 = 7 = 5 + 2 วิธีทำ จากลำดับจำกัด 3, 4, 5, 6, 7 ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้ คือ a n = n +2 เมื่อ n = 1, 2, 3, 4, 5
  • 13.
    ตัวอย่างที่ 2 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด 2, 4, 8, 16, 32 วิธีทำ จากลำดับจำกัด 2, 4, 8, 16, 32 จะได้ a 1 = 2 = 2 1 a 2 = 4 = 2 2 a 3 = 8 = 2 3 a 4 = 16 = 2 4 a 5 = 32 = 2 5 ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้ คือ a n = 2 n เมื่อ n = 1, 2, 3, 4, 5
  • 14.
    ตัวอย่างที่ 4จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับจำกัด 1, -2, 3, -4, 5 จะได้ a 1 = 1 = (-1) 1 +1 ( 1 ) a 2 = -2 = (-1) 2 +1 ( 2 ) a 3 = 3 = (-1) 3 +1 ( 3 ) a 4 = -4 = (-1) 4 +1 ( 4 ) a 5 = 5 = (-1) 5 +1 ( 5 ) วิธีทำ จากลำดับจำกัด 1, -2, 3, -4, 5 ดังนั้น พจน์ทั่วไปของลำดับจำกัดนี้ a n = (-1) n +1 ( n ) เมื่อ n = 1, 2, 3, 4, 5
  • 15.
    ตัวอย่างที่ 5เศษ 5, 6, 7, 8, 9 ส่วน 6, 7, 8, 9, 10 a n = n + 4 a n = n + 5 พจน์ทั่วไปของลำดับนี้คือ เมื่อ n = 1,2,3,4,5 เศษ ส่วน a n =
  • 16.
    ตัวอย่างที่ 6 6, 10, 18, 30, 46, . . . 6, 10, 18, 30, 46, . . . 4 8 16 12 4 a n = an 2 + bn + c a 1 = a(1) 2 + b(1) + c 6 = a + b + c 4 = 3a + b, b = 4 - 3a a 2 = a(2) 2 + b(2) + c 10 = 4a + 2b + c ……  ……   -  a 3 = a(3) 2 + b(3) + c 30 = 9a + 3b + c ……   -  24 = 8a + 2b, b = 12 - 4a a = 8 , b = -20 , c = 18 a n = 8n 2 - 20n + 18 เมื่อ n = 1, 2, 3, 4, 
  • 17.
    ลำดับ 1 1,4,7,10,…,3n-5,3n-2,…2 1,3,5,7,…,2n-3,2n-1,… 3 3,10,17,24,…,7n-11,7n-4,… 4 5,1,-3,-7,…,13-4n,9-4n,… 5 6 a 2 - a 1 a 3 – a 2 a 4 – a 3 a n – a n-1 4 - 1 = 3 7- 4 = 3 10–7= 3 3 2 2 2 2 7 7 7 7 -4 -4 -4 -4
  • 18.
    ลำดับเลขคณิต ผลต่าง ของพจน์หลังลบด้วยพจน์หน้าที่อยู่ติดกันมีค่าคงที่ ให้ , , , . . . เป็นลำดับที่มีผลต่างที่ได้จากการนำ พจน์ที่ n + 1 ลบด้วยพจน์ที่ n แล้วมี ค่าคงที่เสมอ ลำดับดังกล่าวนี้จะเรียกว่า ลำดับเลขคณิต และ เรียก ผลต่างที่มีค่าคงที่ว่า ผลต่างร่วม (d) d = a n - a n-1 พจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต a n = a 1 + (n-1)d
  • 19.
    หลักการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สิ่งที่ต้องการหา สิ่งที่กำหนดให้ความรู้ที่ใช้ แก้ปัญหา ตรวจสอบ ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ตอบ
  • 20.
    ตัวอย่าง ที่ 1 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต 6, 2, -2, -6,... a n a 1 ,a 2 สูตร หา d,a n แก้สมการ a n = a 1 +(n-1)d ตรวจสอบ ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ตอบ
  • 21.
    ตัวอย่างที่ 1 จงหาพจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิต 6, 2, -2, -6,... วิธีทำ จากลำดับเลขคณิต 6, 2, -2, -6, ... จะได้ d = 2 – 6 = -4 และ = 6 จาก = + (n - 1)d จะได้ = 6 + (n - 1)(-4) = 6 – 4n + 4 = 10 – 4n นั่นคือ พจน์ทั่วไปของลำดับเลขคณิตนี้ หรือ = 10 – 4n
  • 22.
    ตัวอย่างที่ 2 กำหนดให้พจน์ที่ 10 และพจน์ที่ 18 ของลำดับเลขคณิต เท่ากับ 32 และ 48 ตามลำดับจงหาพจน์ที่ 28 วิธีทำ จาก a n = a 1 +(n-1)d จะได้ a 10 = a 1 +9d และ a 18 = a 1 +17d นั่นคือ a 1 +9d = 32 -------(1) a 1 +17d = 48 -------(2) (2)-(1), 8d = 16 , d = 2 แทนค่า d=2 ใน (1) จะได้ a 1 +9(2) = 32 , a 1 = 14 a 28 = a 1 + 27d = 14+27(2) = 68 ดังนั้น พจน์ที่ 28 คือ 68
  • 23.
    ตัวอย่างที่ 3 -36 เป็นพจน์ที่เท่าไรของลำดับเลขคณิต 21, 18, 15, … วิธีทำ ให้ – 36 คือ พจน์ที่ n ของลำดับเลขคณิต a n = -36, a 1 = 21, d = 18 – 21 = -3 จาก a n = a 1 + (n-1)d -36 = 21+(n-1)(-3) -36 = 21-3n+3 3n = 24+36 n = 20 – 36 คือ พจน์ที่ 20 ของลำดับเลขคณิต 21, 18, 15, …
  • 24.
    ตัวอย่างที่ 3 ถ้า 5, a, b, c, 21 เป็นพจน์ 5 พจน์ ที่เรียงกันในลำดับเลขคณิต จงหาค่าของ a, b และ c วิธีทำ a 1 = 5, a 5 = 21 = a 1 + 4d, 5 + 4d = 21, d = 4 จะได้ a = a 2 = a 1 + d = 5 + 4 = 9 b = a 3 = a 1 + 2d = 5 + 2(4) = 13 c = a 4 = a 1 + 3d = 5 + 3(4) = 17 a = 9, b = 13, c = 17
  • 25.
    วิธีวิเคราะห์ จำนวนนับที่หารด้วย 9 ลงตัว แต่ละพจน์จะต่างกันอยู่ 9 จึงเป็นลำดับเลขคณิต วิธีหา a 1 ให้นำ 9 ไปหาร 200 เหลือเศษ 2 ต้องนำ 7 ไป บวก กับเศษ 2 เพื่อรวมกันให้เศษเป็น 9 พจน์แรก คือ a 1 = 207 และ d = 9 ดังนั้น 200+7 = 207 เป็นพจน์แรกที่ 9 หารลงตัว พจน์สุดท้าย คือ a n วิธีหา a n นำ 9 ไปหาร 800 เหลือเศษ 8 นำเศษ 8 ไปลบออกจาก 800 จะได้ 800 - 8 = 792 เป็นพจน์สุดท้ายที่ 9 หารลงตัว ดังนั้น จำนวนนับที่ 9 หารลงตัว คือ 207, 216, 225, …, 792 เป็นลำดับเลขคณิต มี a n = 792 และ d = 9 แทนค่าในสูตร a n = a 1 +(n-1)d แก้สมการ จะได้ค่า n
  • 26.
    1. จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่ 200 ถึง 800 ที่หารด้วย 9 ลงตัว 2. จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่ 200 ถึง 800 ที่หารด้วย 9 ไม่ลงตัว
  • 27.
    1. จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่ 200 ถึง 800 ที่หารด้วย 9 ลงตัว 2. จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่ 200 ถึง 800 ที่หารด้วย 9 ไม่ลงตัว a 1 = 207 d = 9 a n = 792 ลำดับเลขคณิต คือ 207, 216, 223, …, 792 จาก a n = a 1 +(n-1)d 792 = 207+(n-1)(9) = n-1 n = 66 ดังนั้น จำนวนนับที่มีค่าตั้งแต่ 200 ถึง 800 ที่หารด้วย 9 ลงตัวมี 66 พจน์ จำนวนพจน์ที่หารด้วย 9 ไม่ลงตัว = จำนวนพจน์ทั้งหมด – จำนวนพจน์ที่หารด้วย 9 ลงตัว = (800-200+1)-6 = 601 – 66 = 535 พจน์
  • 28.
    แบบฝึกหัด 1. ถ้าพจน์ที่ 4 และ พจน์ที่ 7 ของลำดับเลขคณิต เท่ากับ 18 และ 16 ตามลำดับ จงหาพจน์ที่ 1 ผลต่างร่วม และพจน์ที่ 20 2. ถ้าลำดับเลข คณิต มี a 10 = 19 และ a 16 = 31 จงหา a 8 3. ถ้า a 5 = 7x-8y, a 21 = 23x-40y จงหา a 1 และ d 4. ถ้า 1, p, q, r, -19 เป็นพจน์ห้าพจน์ที่เรียงกันในลำดับเลขคณิตจงหาค่าของ p, q, r 5. ถ้า 4, x, y, z, 10 เป็นพจน์ห้าพจน์ ที่เรียงกันในลำดับเลขคณิต จงหา x, y, z 6. จงหาจำนวนอีกหกจำนวนของลำดับเลขคณิตที่อยู่ระหว่าง 11 และ 32 7. -176 เป็นพจน์ที่เท่าไรของลำดับเลขคณิต – 1, -6, -11, …
  • 29.
    แบบฝึกหัด 8. พจน์แรกที่เป็นจำนวนเต็มลบของลำดับเลขคณิต 200, 182, 164, 146,… มีค่าต่างจากพจน์ที่ 10 เท่ากับเท่าใด 9. บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ซื้อรถยนต์คืนจากผู้ซื้อรถของบริษัทในอัตราดังนี้ คือ รถที่ใช้แล้ว 1 ปี จะซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อจากบริษัท 10,000 บาท และหลังจากนั้นราคาของการซื้อคืนจะลดลงปีละ 4,000 บาท จงหาราคาลดลงของรถยนต์ที่ใช้แล้ว 8 ปี 10. ถ้าจัดแผ่นไม้กองหนึ่งซ้อน ๆ กัน ให้ชั้นล่างมีไม้เรียงตามแนวยาวชิดกันตลอด 52 แผ่น วางชั้นที่สองให้แนวกึ่งกลางของไม้แต่ละแผ่นในชั้นนี้อยู่ตรงกับรอยต่อของไม้แต่ละคู่ในชั้นแรก ทำเช่นนี้ในชั้นต่อๆ ไปจนชั้นบนสุดมีไม้ 7 แผ่น จงหาความสูงของไม้กองนี้ ถ้าไม้ทุกแผ่นเรียบและมีขนาดเท่ากัน คือ กว้าง 15 เซนติเมตร ยาว 90 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร
  • 30.
    เฉลยแบบฝึกหัด 1. 2.15 3. 4. -4, -9, -14 5. 6. 14, 17, 20, 23, 26, 29 7. 36 8. 54 9. 38,000 บาท 10. 138 เซนติเมตร