แผนการจัดการเรียนรู้
รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560
ครูผู้สอน
นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ตาแหน่ง ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
กรุงเทพมหานคร
แผนการจัดการเรียนรู้
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560
รหัสวิชา ว 30245 รายวิชา ชีววิทยา 5
เวลาเรียน 3 คาบ/สัปดาห์/คาบ จานวน 1.5 หน่วยการเรียน รวมเวลาเรียน 60 คาบ/ภาคเรียน
...............................................................................................................................................................
ชื่อครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ตาแหน่ง ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
รายชื่อแบบเรียนที่ใช้ :
แบบเรียนหลัก 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
3. คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
4. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
5. คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
หน่วยการเรียนรู้ :
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การรับรู้และการตอบสนอง
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง พฤติกรรม
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การรับรู้และการตอบสนอง
จานวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ ระยะเวลารวม 15 ชั่วโมง ประกอบด้วย
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1
เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว/สัตว์บางชนิด ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2
เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3
เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4
เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต (1) ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5
เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต (2) ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว/สัตว์บางชนิด
เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล
และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์
เดียวและสัตว์บางชนิด และเขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์
เดียวและสัตว์บางชนิด
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
และสัตว์บางชนิดได้อย่างถูกต้อง
2.2 เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์
บางชนิดได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของการรับรู้-ตอบสนองกับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
และสัตว์บางชนิดได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ
- สิ่งมีชีวิตมีการเคลื่อนที่เพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตที่
แตกต่างกันเกิดจากการมีโครงสร้างของร่างกายและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
- สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น paramecium สามารถเคลื่อนที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้โดยอาศัยเส้น
ใยประสานงาน (coordinating fiber)
- สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจะมีการรับรู้และการตอบสนองแตกต่างกัน ได้แก่
ฟองน้า ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Porifera
ไฮดรา ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Cnidaria หรือ Coelenterata
พลานาเรีย ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Platyhelminthes
ไส้เดือนดิน ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Annalida
กุ้งและแมลง ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Arthropoda
หอย ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Mollusca
ดาวทะเล ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Echinodermata
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
เซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
เซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของการรับรู้-ตอบสนองกับกระบวนการ
ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด
5. สมรรถนะ
การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจาบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจาบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจาบทเรียน
4. แบบบันทึกการทา
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจา
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจาบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจา
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ทากิจกรรมประจา
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา
การเรียนการสอนประจา
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจาบทเรียน
3. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยแบบทดสอบประจา
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า
> สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์ไม่มีระบบประสาทสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้หรือไม่
> สัตว์ที่มีระบบประสาทมีวิธีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร
> จงยกตัวอย่างการรับรู้และตอบสนองของสิ่งมีชีวิต มาอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการรับรู้และการตอบสนองของ
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวกับสัตว์มีอะไรที่เหมือนกัน
นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว
เช่น เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการรับรู้และตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวกับสัตว์
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด” ว่า
 ระบบประสาท (Nervous system) หมายถึง ระบบที่เกี่ยวกับการสั่งงาน การติดต่อเชื่อมโยง การ
ประสานงาน การรับคาสั่ง และปรับระบบต่างๆของร่างกายให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและ
ภายใน โดยใช้เวลารวดเร็วและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว ส่วนระบบต่อมไร้ท่อนั้นจะตอบสนองเป็นไปอย่าง
ช้าๆ และกระทาต่อเนื่องเป็นเวลานาน
 สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น พารามีเซียม สามารถเคลื่อนที่เข้าหาหรือหนีจากแสงสว่าง อุณหภูมิ หรือ
สารเคมีได้ โดยอาศัยเส้นใยเชื่อโยงระหว่างโคนซิเลีย เรียกว่า เส้นใยประสานงาน (coordinating
fiber) และยูกลีนา มี Eyespot เป็นบริเวณรับแสง ทาให้สามารถทราบความเข้มแสงและทิศทางของ
แสงได้
 สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมีการรับรู้และตอบสนองแตกต่างกัน ดังนี้
 ฟองน้า – มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเเต่ฟองน้าไม่มีการประสานงานระหว่างเซลล์ โดยจะ
ตอบสนองต่อแรงกด และแรงสัมผัสได้
 ไฮดรายังไม่มีระบบประสาท แต่มีเส้นใยประสาท เรียกว่า ร่างแหประสาท (nerve net) เมื่อ
กระตุ้นทุกส่วนร่างกายจะหดตัว การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทจะช้ากว่าสัตว์ชั้นสูงมาก และ
มีทิศทางที่ไม่แน่นอน ปากและเทนตาเคิล (tentacle) มีเส้นใยประสาทมาก พบที่ผนังลาไส้ใน
สัตว์ชั้นสูง ทาให้เกิด peristalsis
 พลานาเรีย มีปมประสาท 2 ปมอยู่ที่ส่วนหัว เรียกว่า ปมประสาทสมอง (cerebral ganglion)
ทาหน้าที่เป็นสมอง ทางด้านล่างสมองมีเส้นประสาทแยกออกข้างลาตัวข้างละเส้น เรียกว่า
เส้นประสาททางด้านข้าง (lateral nerve cord) มีเส้นประสาทพาดขวางเป็นระยะเรียกว่า
เส้นประสาทตามขวาง (transverse nerve)
 ไส้เดือนมีระบบประสาทประกอบด้วย สมอง (brain) ปมประสาท 2 ปมเป็นพู เรียกว่าปม
ประสาทซีรีบรัล (cerebral ganglion) ปมประสาทใต้คอหอย(subpharyngeal ganglion) เกิด
จากแขนงประสาทที่แยกออกจากสมองแล้วอ้อมรอบคอหอย(circumpharyngeal
commissure) มาบรรจบกัน เส้นประสาททางด้านท้อง(ventral nerve cord) มีเส้นประสาท
2 เส้นแต่มักรวมกันเป็นเส้นเดียว และมีปมประสาทแต่ละปล้องและแขนงประสาท 3-5 คู่แยก
ออกไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ
 หนอนตัวกลม (nematode) มีปมประสาทรูปวงแหวน (nerve ring) อยู่รอบคอหอย
(circumpharyngeal brain) มีเส้นประสาททางด้านหลัง เรียกว่า dorsal nerve cord และ
เส้นประสาททางด้านล่าง เรียกว่า ventral nerve cord
 หอยกาบคู่ มีปมประสาท 3 คู่ คือ ปมประสาทสมอง (cerebral ganglion) อยู่ทางด้านข้างของ
ปาก ควบคุมอวัยวะตอนบน ปมประสาทที่อวัยวะภายใน (visceral ganglion)อยู่ทางด้านท้าย
ควบคุมอวัยวะภายใน เช่นระบบย่อยอาหาร ตับ หัวใจ และปมประสาทที่เท้า(pedal ganglion)
อยู่ที่เท้าทาหน้าควบคุมการยืดตัวและหดตัวที่กล้ามเนื้อเท้า
 แมลงมีระบบประสาทที่พัฒนามาก ประกอบด้วย สมอง (brain) เกิดจากปมประสาท 2 ปมมา
รวมกัน ไปยัง optic nerve 1 คู่ และ antennary nerve 1 คู่ ปมประสาทใต้หลอดอาหาร
(sub-esophageal ganglion) และเส้นประสาททางด้านท้อง (ventral nerve cord)
 ระบบประสาทของกุ้งประกอบด้วย สมองซึ่งเป็นปมประสาทขนาดใหญ่อยู่ส่วนหัว มีแขนงแยก
ไปเลี้ยงตา (optic nerve) และไปเลี้ยงหนวด จากปมประสาทสมองมีเส้นประสาทล้อมรอบ
หลอดอาหาร ลงมายังปมประสาทด้านล่าง รวมกันเป็นปมประสาททรวงอก (thoracic
ganglion) ซึ่งมีปมประสาท 7 ปม จากนั้นจะทอดยาวเป็นปมประสาทส่วนท้อง (ventral
nerve cord) และมีปมประสาทแยกออกไปยังกล้ามเนื้อ และรยางค์ต่าง ๆ
 ดาวทะเลมีระบบประสาทวงแหวนประสาท (nerve ring) อยู่รอบปาก มีแขนงประสาทแยก
ออกไปยัง arm เรียกว่า radial nerve มีอวัยวะสัมผัสแสงเรียกว่า จุดตา (eyespot) อยู่ที่
บริเวณปลายสุดของทุกแฉก และเทนทาเคิล (tentacle) ยังสามารถรับสัมผัสเคมีได้
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบ
ของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด โครงสร้างและหน้าที่สาคัญของการ
ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องการตอบสนอง
ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิดในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม
กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของ
การรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางโครงสร้างและหน้าที่สาคัญของการตอบสนองของ
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
เซลล์เดียวและสัตว์บางชนิดในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน
ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม
การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด:
www.google.com
9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด:
www.youtube.com
9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
และสัตว์บางชนิด
10. บันทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาและอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บันทึกเพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ..................................................
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครูผู้สอน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท
เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล
และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์
ประสาท เขียนสรุปขั้นตอนและโครงสร้างสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์
ประสาทได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์
ประสาทได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของประสาทและการทางานของเซลล์ประสาทกับกระบวนการดารงชีวิต
ของสิ่งมีชีวิตได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ
- เซลล์ประสาท (neuron) ทาหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้และการตอบสนอง แต่ละเซลล์อาจมีการ
เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับเซลล์ประสาทอื่นเป็นพันๆ เซลล์
- เซลล์ประสาทจานวนมากสามารถทางานเกี่ยวกับการรับส่งสัญญาณจากสิ่งเร้าภายนอกกับ
ภายในร่างกายได้อย่างเป็นระบบ
- ส่วนประกอบสาคัญของเซลล์ประสาท ได้แก่
 ตัวเซลล์ประสาท (Cell body or soma)
 ใยประสาทหรือแขนงประสาท (nerve fiber) แบ่งเป็น แขนงประสาทสั้น
(dendrite) และแขนงประสาทยาว (axon)
- เซลล์ประสาทจาแนกตามหน้าที่ได้ 3 ชนิด ได้แก่
 เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory neuron)
 เซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron)
 เซลล์ประสาทประสานงาน (associated neuron)
- การเกิดกระแสประสาท จะเริ่มจากการที่มีสิ่งเร้าต่างๆมากระตุ้นอย่างจาเพาะและเหมาะสม
กับหน่วยรับความรู้สึกแล้วจะถูกเปลี่ยนในเป็นกระแสประสาทต่อมา
- การเกิดกระแสประสาท แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน
 ระยะพัก หรือ resting stage เกิดจากการทางานของ Na-K pump ในอัตราส่วน 3Na+
: 2K+ ต่อ 1 ATP
 depolarization เกิดจากช่องโซเดียมจะเปิดออกทาให้โซเดียมจากภายนอกเข้ามา
ภายในเซลล์มากขึ้น
 repolarization มีการเปิดของช่องโพแทสเซียม ทาให้โพแทสเซียมเคลื่อนที่จากภายใน
ออกสู่ภายนอก
 hyperpolarization and return to resting stage เกิดจากการทางานของ Na-K
pump ในอัตราส่วน 3Na+ : 2K+ ต่อ 1 ATP
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของเซลล์ประสาทและการทางานของ
เซลล์ประสาท
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของเซลล์ประสาทและการทางาน
ของเซลล์ประสาท
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท
กับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
5. สมรรถนะ
การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจาบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจาบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจาบทเรียน
4. แบบบันทึกการทา
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจา
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจาบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจา
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ทากิจกรรมประจา
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา
การเรียนการสอนประจา
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจาบทเรียน
3. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยแบบทดสอบประจา
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า
> เซลล์ประสาทของคนมีโครงสร้างของเซลล์เหมาะสมต่อการทาหน้าที่อย่างไร
> รูปร่างของเซลล์ประสาทมีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างจากเซลล์อื่นๆของร่างกายอย่างไร
> รูปร่างของเซลล์ประสาทเหมาะสมต่อการทาหน้าที่อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าเซลล์ประสาทถ้าจาแนกตามหน้าที่จะ
ได้กี่ประเภท อะไรบ้าง
นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น เซลล์
ประสาทที่มีและที่ไม่มีเยื่อไมอีลินหุ้มจะมีประสิทธิภาพในการทางานแตกต่างกันอย่างไร
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท” ว่า
 เซลล์ประสาท (neuron or nerve cell) เป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงพลังงานจาก
รูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง (transducer) เช่นเปลี่ยนจากสารเคมี ความร้อน และความดัน
ที่มากระตุ้น (stimulus) ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า (electrical signal) ที่เรียกว่า nerve impulse หรือ
action potential
 โครงสร้างของเซลล์ประสาท (neuron หรือ nerve cell) ประกอบด้วย
o ตัวเซลล์ประสาท (Cell body or soma) รับข้อมูลจาก dendrite และส่งคาสั่งต่อไปยัง axon
ประกอบด้วย nucleus & organelle ต่างๆ เหมือนเซลล์ทั่วไป ganglion (ganglia): การเข้ามา
รวมกลุ่มกันของ nerve cell body ในบริเวณ PNS
o ใยประสาทหรือแขนงประสาท (nerve fiber) แบ่งเป็น
 แขนงประสาทสั้น (dendrite) นาคาสั่ง/ข้อมูลจากเซลล์อื่นในรูปของสัญญาณไฟฟ้ามายัง
cell body (ทาหน้าที่คล้ายเสาอากาศ) มักมีแขนงสั้นๆ จานวนมากเพื่อให้มีพื้นที่ผิวมาก
และสามารถรับข้อมูลได้มากๆ ก่อนจะส่งข้อมูลไปยัง cell body
 แขนงประสาทยาว (axon) นาคาสั่งในรูปของ action potential จาก cell bodyไปยัง
เซลล์/neuron อื่น (ทาหน้าที่คล้ายสายเคเบิล) นอกจากนี้ยังทาหน้าที่ขนส่งสารที่ cell
body สร้างไปยัง axon ending หรือจาก axon ending cell body axon เชื่อมต่อกับ
cell body ตรงบริเวณที่เรียกว่า axon hillox
 เซลล์ประสาทจาแนกตามหน้าที่ได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่
o เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory neuron) มีเดนไดรต์ต่อยู่กับอวัยวะรับสัมผัส เช่นหู ตา จมูก
ผิวหนัง มีแอกซอนต่ออยู่กับเซลล์ประสาทอื่น และนาความรู้สึกเข้าสู่สมองและไขสันหลัง
o เซลล์ประสาทประสานงาน (association neuron หรือ interneuron) มีเดนไดรต์ต่อยู่กับแอกซอน
ของเซลล์ประสาทรับความรู้สึกและมีแอกซอนต่อกับเดนไดรต์ของเซลล์ประสาทสั่งการ ทาหน้าที่
เชื่อมโยงวงจรประสาท พบที่ไขสันหลัง
o เซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron) มีเดนไดรต์ต่อยู่กับเซลล์ประสาทอื่นและมีแอกซอนต่อกับ
กล้ามเนื้อมัดต่างๆต่อมมีท่อหรือต่อมไร้ท่อ เซลล์ประสาทสั่งการเป็นเซลล์ประสาทหลายขั้วพบที่
สมอง และไขสันหลัง
 เซลล์ประสาทจาแนกตามลักษณะโครงสร้างได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่
o เซลล์ประสาทขั้วเดียว (unipolar neuron) เดนไดรท์ยาวกว่าแอกซอนมาก พบที่ปมประสาทราก
บนของไขสันหลัง(dorsal root ganglion) มีแขนงแยกออกจากเซลล์บอดีแขนงเดียว
o เซลล์ประสาทสองขั้ว (bipolar neuron) มีแขนงแยกออกจากเซลล์บอดี 2 แขนง ความยาวของเดน
ไดรต์และแอกซอนใกล้เคียงกัน พบที่เรตินาของลูกตา คอเคลียของหู และเยื่อดมกลิ่นที่จมูก
o เซลล์ประสาทหลายขั้ว (multipolar neuron) มีแขนงแยกออกจากเซลล์บอดี หลายแขนงเป็นแอก
ซอน 1 และเดนไดรต์หลายแขนง เซลล์ประสาทส่วนใหญ่ในร่างกายเป็นแบบหลายขั้ว ซึ่งมีแอกซอน
ยาวเดนไดรต์สั้นทาหน้าที่นาคาสั่งไปอวัยวะตอบสนอง พบที่สมองและไขสันหลัง
 การศึกษาการเกิดกระแสประสาท
o membrane potential: ความต่างศักย์ที่เยื่อเซลล์ เนื่องจากความแตกต่างของอิออน ภายใน-นอก
เซลล์ (Na+ K+ Cl- และโปรตีน) ปกติมีค่า= -50 ถึง -100 mV (ค่าติดลบหมายถึงภายในเซลล์มีขั้ว
เป็นลบเมื่อเทียบกับนอกเซลล์)
o สามารถวัดได้โดยใช้ microelectrode ต่อกับvoltmeter หรือoscilloscope หรือใช้
micromanipulator วัด membrane potential ของเซลล์ประสาทขณะที่ยังไม่ถูกกระตุ้นเรียก
resting potential จะมีค่าเป็นลบ -65 มิลลิโวลต์ ถ้าถูกกระตุ้นเรียกว่า action potential จะมีค่า
เป็นบวก +65 มิลลิโวลต์
o action potential: การเปลี่ยนแปลง membrane potential อย่างรวดเร็วของเซลล์ประสาทเมื่อ
ได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้า ที่ทาให้เกิด depolarization จนถึงระดับ threshold potential ซึ่ง
เกิดที่ axon เท่านั้น และเป็นแบบ all-or-none
 การเกิดกระแสประสาท แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน
 ระยะพัก หรือ resting stage เกิดจากการทางานของ Na-K pump ในอัตราส่วน 3Na+
: 2K+ ต่อ 1 ATP ทาให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างภายในและภายนอกเซลล์
ประสาท พบว่ามีค่าประมาณ -70 mV
 depolarization เกิดจากช่องโซเดียมจะเปิดออกทาให้โซเดียมจากภายนอกเข้ามา
ภายในเซลล์มากขึ้น (+50 mV)
 repolarization มีการเปิดของช่องโพแทสเซียม ทาให้โพแทสเซียมเคลื่อนที่จากภายใน
ออกสู่ภายนอก (-80 mV)
 hyperpolarization and return to resting stage เกิดจากการทางานของ Na-K
pump ในอัตราส่วน 3Na+ : 2K+ ต่อ 1 ATP (-70 mV)
> การเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์นี้ เรียกว่า แอกชันโพเทนเชียล หรือ กระแสประสาท ซึ่งต้อง
อาศัยช่วงเวลาหนึ่งในการตอบสนอง
> เยื่อไมอีลิน จะทาหน้าที่เป็นฉนวนกั้นประจุไฟฟ้าที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ดังนั้น จึงไม่มีแอกชันโพ
เทนเชียลเกิดขึ้น แต่จะเคลื่อนที่ระหว่างบริเวณโนดออฟแรนเวียร์ตลอดความยาวของใยประสาท เสมือน
กระโดด ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่ามาก
> การถ่ายทอดกระแสประสาทระหว่างเซลล์ประสาท โดยอาศัยสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อ
ประสาทที่สร้างจากปลายแอกซอนของเซลล์ประสาทหนึ่ง ไปกระตุ้นที่เดนไดร์ตของเซลล์ประสาทอื่นให้เกิด
กระแสประสาทต่อไป เช่น acetylcholine norepinephrine และ endorphine เป็นต้น
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบ
ของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของเซลล์ประสาทและการ
ทางานของเซลล์ประสาท อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์
ประสาทในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม
กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของ
เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของเซลล์ประสาทและการ
ทางานของเซลล์ประสาท อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์
ประสาทในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน
ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม
การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท:
www.google.com
9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท:
www.youtube.com
9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์
ประสาท
10. บันทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาและอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บันทึกเพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ..................................................
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครูผู้สอน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท
เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล
และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึก เขียนสรุปหน้าที่
และโครงสร้างสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึก
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของโครงสร้างและการทางานของระบบ
ประสาทได้อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปองค์ประกอบและหลักการที่สาคัญของโครงสร้างและการทางานของระบบ
ประสาทได้อย่างถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของโครงสร้างและการทางานของระบบประสาทกับกระบวนการ
ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ
- ศูนย์กลางของระบบประสาทอยู่ที่สมองและไขสันหลัง ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากนิวรัลทิวบ์
(neural tube) ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก (ectoderm) ในระยะเอ็มบริโอ ซึ่งมี
ลักษณะเป็นหลอดยาว
- neural tube จะเจริญพัฒนาการพองออก เจริญเป็นสมอง ส่วนท้ายเจริญเป็นไขสันหลัง ทั้ง
สมองและไขสันหลังมีเยื่อหุ้มเดียวกัน เรียกว่า เยื่อหุ้มสมอง (meninges) ทาหน้าที่ป้องกัน
อันตรายและเป็นทางให้อาหารแก่สมองและไขสันหลัง
- ระบบประสาทในสัตว์มีกระดูกสันหลังรวมถึงมนุษย์ แบ่งออกเป็น
1. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system; CNS): สมองและไขสันหลังซึ่งทา
หน้าที่รวบรวมและแปลผลข้อมูล
2. ระบบประสาทรอบนอก (Peripheral nervous system; PNS): เส้นประสาทสมอง
(cranial nerve) เส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) และปมประสาท (ganglia) ทา
หน้าที่นาสัญญาณประสาทเข้า-ออก CNS และควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
ภายในร่างกาย
- รีแฟลกซ์ แอกชัน (reflex action)
 somatic reflex เป็นรีแฟลกซ์ของระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ แต่ตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้าโดยอยู่นอกเหนืออานาจจิตใจชั่วขณะ และมีหน่วยปฏิบัติงานเป็น
กล้ามเนื้อลาย
 autonomic reflex ป็นรีแฟลกซ์ของระบบประสาทอัตโนวัติ ตอบสนองต่อสิ่ง
เร้าอยู่นอกเหนืออานาจจิตใจและมีหน่วยปฏิบัติงานเป็นกล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อ
หัวใจ อวัยวะภายใน และต่อมต่างๆ
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของโครงสร้างและการทางานของระบบ
ประสาท
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปองค์ประกอบและหลักการที่สาคัญของโครงสร้างและการทางาน
ของระบบประสาท
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของโครงสร้างและการทางานของระบบ
ประสาทกับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
5. สมรรถนะ
การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจาบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจาบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจาบทเรียน
4. แบบบันทึกการทา
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจา
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจาบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจา
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ทากิจกรรมประจา
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา
การเรียนการสอนประจา
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจาบทเรียน
3. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยแบบทดสอบประจา
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า
> โครงสร้างระบบประสาทของสัตว์มีกระดูกสันหลังสามารถจาแนกได้เป็นกี่ลักษณะ อะไรบ้าง
> นักเรียนคิดว่าการทางานของระบบประสาทในสัตว์มีกระดูกสันหลังรวมถึงมนุษย์ด้วยนั้นมี
หลักการพื้นฐานที่คล้ายกันอย่างไรบ้าง
> ลักษณะโครงสร้างระบบประสาทมีความสัมพันธ์กับการทางานของระบบประสาทในสัตว์มี
กระดูกสันหลังหรือไม่ อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าทาไมนักเรียนจึงสามารถสั่งการควบคุม
การทางานของแขนขาได้แต่ไม่สามารถสั่งการควบคุมการทางานของกระเพาะหรือหัวใจได้
นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
นักเรียนคิดว่าระบบประสาทแบบภายใต้จิตใจกับระบบประสาทแบบภายนอกจิตใจมีความเหมือนและความ
แตกต่างกันอย่างไรบ้าง
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท” ว่า
 ศูนย์กลางของระบบประสาทอยู่ที่สมองและไขสันหลัง ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากนิวรัลทิวบ์ (neural
tube) ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก (ectoderm) ในระยะเอ็มบริโอ ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอด
ยาวมีการเจริญพัฒนาการพองออก เจริญเป็นสมอง ส่วนท้ายเจริญเป็นไขสันหลัง ทั้งสมองและไขสัน
หลังมีเยื่อหุ้มเดียวกัน เรียกว่า เยื่อหุ้มสมอง (meninges) ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายและเป็นทางให้
อาหารแก่สมองและไขสันหลัง
 โครงสร้างและหน้าที่ในสมองส่วนต่างๆของคน
1. สมองส่วนหน้า (forebrain หรือ prosencephalon)
1) ซีรีบัล (cerebrum) * frontal lobe * temporal lobe * parietal lope* occipital lobe
2) ทาลามัส (thalamus)
3) ไฮโพทาลามัส (hypothalamus)
4) ออแฟกตอรบัลบ์ (olfactory bulb)
สมองส่วนกลาง (midbrain หรือ mesencephalon) : ออฟติก โลป (optic lope)
สมองส่วนท้าย (hindbrain หรือ rhombencephalon)
1) ซีรีเบลลัม (cerebellum) 2) medulla ablongata 3) pons
 เส้นประสาทสมอง (cranial nerve) ทาหน้าที่รับความรู้สึก มี 3 คู่ ได้แก่ 1 , 2 , 8 เส้นประสาทสมอง
ที่ทาหน้าที่นาคาสั่ง มี 5 คู่ ได้แก่ 3 , 4 , 6 , 11 , 12 เส้นประสาทสมองที่ทาหน้าที่ผสม มี 4 คู่ ได้แก่
5 , 7 , 9 , 10
 โครงสร้างไขสันหลัง ประกอบด้วย เนื้อไขสันหลังประกอบด้วย 2 ส่วน White matter มีสีขาวอยู่รอบ
นอก Gray matter มีสีเทา อยู่บริเวณกลางๆ มีรูปร่างคล้ายตัวอักษรตัว H หรือปีกผีเสื้อ
ประกอบด้วย ปีกบน(dorsal horn) เป็นบริเวณรับความรู้สึก ปีกล่าง(ventral horn) เป็นบริเวณนา
คาสั่ง และปีกข้าง(lateral horn) เป็นระบบประสาทอัตโนวัติเพราะมีเซลล์ประสาทนาคาสั่งตัวที่ 1
ปรากฏอยู่
 เส้นประสาทไขสันหลังในคนมีทั้งหมด 31 คู่ ทั้งหมดเป็นเส้นประสาทผสม(mixed nerve)
เส้นประสาทไขสันหลังจึงเหมือนเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5,7,9,10
 แฟลกซ์ แอกชัน (reflex action)
 somatic reflex เป็นรีแฟลกซ์ของระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ แต่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดย
อยู่นอกเหนืออานาจจิตใจชั่วขณะ และมีหน่วยปฏิบัติงานเป็นกล้ามเนื้อลาย
 autonomic reflex ป็นรีแฟลกซ์ของระบบประสาทอัตโนวัติ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าอยู่
นอกเหนืออานาจจิตใจและมีหน่วยปฏิบัติงานเป็นกล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อหัวใจ อวัยวะ
ภายใน และต่อมต่างๆ
 ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system)
o ระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic nervous system) เป็นระบบประสาทอัตโนวัติที่
มีเซลล์ประสาทนาคาสั่งตัวที่ 1 (preganglionic neuron) อยู่ในไขสันหลังส่วนอก และเอว
(thoracolumbar outflow)
o ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic nervous system) เป็นระบบ
ประสาทอัตโนวัติที่เซลล์ประสาทตัวที่ 1 อยู่ในสมองและไขสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบ
ของโครงสร้างและการทางานของระบบประสาท องค์ประกอบและหลักการที่สาคัญของโครงสร้างและการ
ทางานของระบบประสาท อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องโครงสร้างและการทางานของระบบ
ประสาทในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม
กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของ
โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท องค์ประกอบและหลักการที่สาคัญของโครงสร้างและการทางาน
ของระบบประสาท อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องโครงสร้างและการทางานของระบบประสาทใน
การศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน
ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม
การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท:
www.google.com
9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท: www.youtube.com
9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบ
ประสาท
10. บันทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาและอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บันทึกเพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ..................................................
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครูผู้สอน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึก (1)
เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล
และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์
ประสาท เขียนสรุปขั้นตอนและโครงสร้างสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตได้
อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตได้อย่าง
ถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ กับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้
อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ
- สมองสามารถแปลความรู้สึกต่างๆโดยอาศัยกระแสประสาทที่มาจากอวัยวะรับความรู้สึก ซึ่ง
เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าเคมีทั้งสิ้น นอกจากนี้ สมองมีบริเวณจาเพาะที่ทาหน้าที่รับกระแส
ประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกต่างของร่างกายเพื่อการตอบสนองในลักษณะที่เหมาะสม
- Sensory Mechanism ประกอบด้วย
1. Sensory transduction การที่สิ่งเร้ามากระตุ้น receptor cell แล้วทาให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงต่อ membrane potential
2. Amplification การขยายสัญญาณจากการกระตุ้นของสิ่งเร้า เช่น การขยายสัญญาณ
ภายในหูจากการสั่นของเยื่อแก้วหู และกระดูกหู 3 ชิ้น
3. Transmission การนาสัญญาณประสาท (nerve impulse) ไปยัง CNS
4. Integration การรวบรวม nerve impulse ที่ได้รับ โดยการ summation of graded
potential
5. Sensory adaptation การลดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่กระตุ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การ
ลดการตอบสนองต่อการสัมผัสของเสื้อผ้าที่สวมใส่
- อวัยวะรับความรู้สึก ได้แก่
นัยน์ตากับการมองเห็น (Photoreceptor)
หูกับการได้ยิน (mechanoreceptor)
จมูกกับการดมกลิ่น (chemoreceptor)
ลิ้นกับการรับรส (chemoreceptor)
ผิวหนังกับการรับความรู้สึก (mechanoreceptor and thermoreceptor)
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใน
สิ่งมีชีวิต
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใน
สิ่งมีชีวิต
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ กับกระบวนการ
ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
5. สมรรถนะ
การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจาบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจาบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจาบทเรียน
4. แบบบันทึกการทา
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจา
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจาบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจา
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ทากิจกรรมประจา
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา
การเรียนการสอนประจา
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจาบทเรียน
3. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยแบบทดสอบประจา
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า
> อวัยวะรับความรู้สึกมีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการรับความรู้สึกอย่างไร
> นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์
> ลักษณะของใบหูที่แผ่กว้างติดต่อกับรูหูที่เป็นท่อยาวจรดเยื่อแก้วหูนั้น มีส่วนช่วยในการได้ยิน
หรือไม่อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าเพราะเหตุใดช่วงที่เป็นหวัด นักเรียนจึง
รับประทานอาหารได้ไม่อร่อย
นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
นักเรียนคิดว่าบนผิวหนังสามารถรับสัมผัสได้เท่ากันทุกจุดหรือไม่
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “อวัยวะรับความรู้สึก (1)” ว่า
 อวัยวะรับสัมผัส (sensory organ) มีกลไกการทางานที่ประกอบด้วย
o Sensation: การเคลื่อนของ action potential ผ่าน sensory neuron ไปยังสมอง
o Perception: การรวบรวมและแปลผล sensation ที่สมองได้รับ
 Sensory Mechanism ประกอบด้วย
1. Sensory transduction การที่สิ่งเร้ามากระตุ้น receptor cell แล้วทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อ
membrane potential
2. Amplification การขยายสัญญาณจากการกระตุ้นของสิ่งเร้า เช่น การขยายสัญญาณภายในหูจาก
การสั่นของเยื่อแก้วหู และกระดูกหู 3 ชิ้น
3. Transmission การนาสัญญาณประสาท (nerve impulse) ไปยัง CNS
4. Integration การรวบรวม nerve impulse ที่ได้รับ โดยการ summation of graded potential
5. Sensory adaptation การลดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่กระตุ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดการ
ตอบสนองต่อการสัมผัสของเสื้อผ้าที่สวมใส่
 การแบ่ง sensory receptor ตามชนิดของสิ่งเร้าได้เป็น 5 ชนิด คือ
1. Mechanoreceptor: สิ่งเร้าเป็นแรงกล เช่น แรงดัน (ผิวหนัง), การสัมผัส (ผิวหนัง), การ
เคลื่อนไหว (หู), เสียง (หู)
2. Chemoreceptor: สิ่งเร้าเป็นสารเคมี เช่น กลูโคส, O2, CO2, กรดอะมิโน เช่น Gustatory (taste)
receptor (ลิ้น) และ Olfactory (smell) receptor (จมูก)
3. Electromagnetic receptor (Photoreceptor): สิ่งเร้าเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น แสง
(visible light), กระแสไฟฟ้า, สนามแม่เหล็ก (ตา)
4. Thermoreceptor: สิ่งเร้าเป็นอุณหภูมิ เช่น ความร้อน, ความเย็น (ผิวหนัง)
 ตา (Eye): การมองเห็น ประกอบด้วยโครงสร้างสาคัญต่างๆ ดังนี้
o Sclera หรือ sclerotic coat ได้แก่ส่วนขาวของตา ส่วนหน้าสุดจะโป่งออก เรียกว่า กระจก
ตา(cornea) หรือตาดา เป็นส่วนที่ให้แสงเข้าผ่าน
o Choroid เป็นเยื่อบางๆสาหรับอาศัยของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงลูกตาผนังจะมีรงควัตถุดูดแสงมิ
ให้ผ่านทะลุไปยังด้านหลังของนัยน์ตา ด้านหน้าจะมีเยื่อยื่นออกมาเรียกว่า ม่านตา(Iris)ช่อง
ตรงกลางเรียกว่า รูม่านตา(pupil) ซึ่งจะเกี่ยวกับปริมาณแสง
o Retina เป็นผนังชั้นในสุด เป็นที่อยู่ของเซลล์รับแสง 2 ชนิด
1. เซลล์รูปแท่ง(rod cell) ทางานได้ดีขณะแสงสลัว จึงพบมากในสัตว์ออกหากินในเวลา
กลางคืน ภาพที่เห็นเรียกว่า scotopic vision เป็นภาพที่ไม่มีรายละเอียด ไม่มีสีสันเป็นขาวดา ไวต่อแสงสี
เขียวมากที่สุด เซลล์รูปแท่งหนาแนนที่สุด ทางด้านข้างของเรตินาและลดน้อยลงเมื่อเข้าใกล้ใจกลางเรตินา
ดังนั้นเวลากลางคืนจะเห็นภาพชัดเจนเมื่อแสงตกที่ด้านข้างเรตินา
2. เซลล์รูปกรวย(cone cell) ทางานได้ดีขณะแสงมาก จึงพบมากที่หากินในเวลากลางวัน
ภาพที่เห็นเรียกว่า photopic vision ภาพมีสีสันรายละเอียด ไวต่อแสงน้าเงิน เขียว แดง มาก เซลล์รูปกรวย
หนาแน่นบริเวณใจกลางเรตินาเรียกตาแหน่งนี้ว่าโพเวีย(fovea) ซึ่งเห็นภาพชัดเจนที่สุด เมื่อออกด้านข้างเซลล์
รูปกลวยจะลดลง
*จุดบอด(bilnd spot) บริเวณนี้จะมีเส้นประสาทคู่ที่ 2 อยู่จึงไม่พบเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย
 ความผิดปกติของนัยน์ตา ได้แก่
 สายตาสั้น (myopia) คือสภาวะที่กระบอกตายาวกว่าเดิม ทาให้แสงจากวัตถุโฟกัสที่วุ้นในลูกตา
แล้วกระจายออกเป็นวงพร่าไปตกบนเรตินา
* การแก้ไข กระทาโดยการใส่แว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์เว้าช่วยกระจายแสง เพื่อยืดความยาวของ
โฟกัสออกให้มาตกที่บริเวณเรตินาพอดี
 สายตายาว (hypermetropia) คือ ภาวะที่กระบอกตาสั้นกว่าปรกติ ทาให้แสงตกบนเรตินา
ก่อนที่มีการโฟกัส
* การแก้ไข กระทาโดยการใส่แว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์นูนช่วยรวมแสง เพื่อให้แสงมาตกที่บริเวณเร
ตินาพอดี
 สายตาเอียง (astigmatism) คือสภาวะเกิดจากการที่ผิวกระจกตาหรือ เลนส์ ไม่สม่าเสมอทาให้
โค้งไม่เท่ากัน แสงจากวัตถุผ่านกระจกตาทาให้เกิดการหักเหและให้ภาพไม่เป็นจุดชัด
* การแก้ไข กระทาโดยการใช้เลนส์ทรงกระบอกหรือทั้งเลนส์ทรงกระบอกและทรงกลม เพื่อให้แสงใน
แต่ละระนาบมาโฟกัสที่จุดเดียวกัน
 หูกับการได้ยิน
 โครงสร้างของหูส่วนนอก
- ใบหู (pinna)
- ช่องหูหรือรูหู (external auditory canal)
- แก้วหูหรือเยื่อแก้วหู (tympanic membrane หรือ ear drum)
 โครงสร้างของหูส่วนกลาง
- ท่อยูสเตเชียน (eustachian tube) ทาหน้าที่ปรับความดันระหว่างหูตอนกลางและอากาศ
ภายนอกและระบายคลื่นเสียงส่วนเกิน
จากหูตอนใน
- กระดูกหู มีข้างละ 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน(malleus) กระดูกทั่ง(incus) กระดูกโกลน (stapes) ทา
หน้าที่ขยายความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงให้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 20 เท่า เมื่อเข้าในหูตอนใน
 โครงสร้างของหูส่วนใน เป็นที่อยู่ของอวัยวะรับเสียงและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว
1. Utricular region เป็นที่อยู่ของอวัยวะการทรงตัวประกอบด้วยถุง utriculus และมี เซมิเซอร์คิวลา
แคแนล (semicitcular canal) เป็นหลอดครึ่งวงกลม 3 อัน มีของเหลวบรรจุอยู่
2. saccular region เป็นที่อยู่ของอวัยวะรับเสียงเรียกว่า คอเคลีย (cochiea) มีลักษณะคล้ายก้นหอย
ภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ เมื่อคลื่นเสียงผ่านเข้ามาภายในทาให้เกิดการสั่นสะเทือนกระตุ้นส่ง
สัญญานไปตามเส้นประสาท
 หูกับการทรงตัว
o utricle, saccule และ semicircular canals ในหูชั้นใน รับรู้เกี่ยวกับการทรงตัวและ
ตาแหน่งของร่างกาย โดยมี hair cell อยู่ข้างใน
o utricle&saccule ส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่าทิศใดเป็นด้านบนและร่างกายอยู่ในท่าใดได้
o semicircular canals รับรู้เกี่ยวกับทิศทางทั้ง 3 ระนาบ โดยบริเวณโคนท่อมีการบวมเป็น
กระเปาะเรียก ampulla
o ในampullaมี gelatinous cap เรียก cupula ที่มี hair cell อยู่
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ และ
องค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึก
ต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตในการศึกษา
ชีววิทยาในระดับสูงต่อไป
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม
กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของ
อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต
อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตในการศึกษาชีววิทยาใน
ระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน
ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม
การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต: www.google.com
9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต: www.youtube.com
9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต
10. บันทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาและอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บันทึกเพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ..................................................
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครูผู้สอน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา ว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึก (2)
เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
*******************************************************************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล
และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ
เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้
อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์
ประสาท เขียนสรุปขั้นตอนและโครงสร้างสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตได้
อย่างถูกต้อง
2.2 สามารถเขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตได้อย่าง
ถูกต้อง
2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ กับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้
อย่างถูกต้อง
3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ
- สมองสามารถแปลความรู้สึกต่างๆโดยอาศัยกระแสประสาทที่มาจากอวัยวะรับความรู้สึก ซึ่ง
เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าเคมีทั้งสิ้น นอกจากนี้ สมองมีบริเวณจาเพาะที่ทาหน้าที่รับกระแส
ประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกต่างของร่างกายเพื่อการตอบสนองในลักษณะที่เหมาะสม
- Sensory Mechanism ประกอบด้วย
1. Sensory transduction การที่สิ่งเร้ามากระตุ้น receptor cell แล้วทาให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงต่อ membrane potential
2. Amplification การขยายสัญญาณจากการกระตุ้นของสิ่งเร้า เช่น การขยายสัญญาณ
ภายในหูจากการสั่นของเยื่อแก้วหู และกระดูกหู 3 ชิ้น
3. Transmission การนาสัญญาณประสาท (nerve impulse) ไปยัง CNS
4. Integration การรวบรวม nerve impulse ที่ได้รับ โดยการ summation of graded
potential
5. Sensory adaptation การลดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่กระตุ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การ
ลดการตอบสนองต่อการสัมผัสของเสื้อผ้าที่สวมใส่
- อวัยวะรับความรู้สึก ได้แก่
นัยน์ตากับการมองเห็น (Photoreceptor)
หูกับการได้ยิน (mechanoreceptor)
จมูกกับการดมกลิ่น (chemoreceptor)
ลิ้นกับการรับรส (chemoreceptor)
ผิวหนังกับการรับความรู้สึก (mechanoreceptor and thermoreceptor)
4. สาระการเรียนรู้
ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใน
สิ่งมีชีวิต
ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใน
สิ่งมีชีวิต
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ กับกระบวนการ
ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
5. สมรรถนะ
การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี
6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้
สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map
7. การวัดและประเมินผล
รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล
1. สมุดบันทึกการเรียน
การสอนประจาบทเรียน
2. ใบงานแบบฝึกหัด
ทบทวนประจาบทเรียน
3. ทดสอบเก็บคะแนน
ประจาบทเรียน
4. แบบบันทึกการทา
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ตรวจสมุดบันทึกการ
เรียนการสอนประจา
บทเรียน
2. ตรวจใบงาน
แบบฝึกหัดทบทวน
ประจาบทเรียน
3. ตรวจแบบทดสอบ
เก็บคะแนนประจา
บทเรียน
4. ตรวจแบบบันทึกการ
ทากิจกรรมประจา
บทเรียน
1. การสังเกต ตรวจสอบ
เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา
การเรียนการสอนประจา
บทเรียนจริง
2. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด
ประจาบทเรียน
3. การตรวจสอบคาตอบกับ
คาเฉลยแบบทดสอบประจา
บทเรียน
4. การตรวจแบบบันทึกการ
กิจกรรมประจาบทเรียน
1. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหา ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
ของการจดบันทึก
2. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 80%
3. ความถูกต้องของ
คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า
กว่า 50%
4. ความถูกต้อง ครบถ้วน
ในเนื้อหาการบันทึก ความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย
สวยงามของการจดบันทึก
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย
อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า
> อวัยวะรับความรู้สึกมีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการรับความรู้สึกอย่างไร
> นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์
> ลักษณะของใบหูที่แผ่กว้างติดต่อกับรูหูที่เป็นท่อยาวจรดเยื่อแก้วหูนั้น มีส่วนช่วยในการได้ยิน
หรือไม่อย่างไร
ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าเพราะเหตุใดช่วงที่เป็นหวัด นักเรียนจึง
รับประทานอาหารได้ไม่อร่อย
นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น
นักเรียนคิดว่าบนผิวหนังสามารถรับสัมผัสได้เท่ากันทุกจุดหรือไม่
ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “อวัยวะรับความรู้สึก (2)” ว่า
 จมูกเป็นอวัยวะรับสัมผัสที่สาคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย โดยทาหน้าที่รับกลิ่นของสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา
เช่นกลิ่นอาหาร กลิ่นดอกไม้ ฯลฯ นอกจากนี้ยีงเป็นทางผ่านของอากาศที่เราหายใจอยู่ตลอดเวลา โดย
ทาหน้าที่กรองอากาศ ปรับอุณหภูมิ และความชื้นของ อากาศก่อนที่จะเข้าสู่ปอด คือ ถ้าอากาศเย็น
จมูกจะปรับให้อุ่นขึ้น ถ้าอากาศแห้งมาก จมูกจะให้อากาศ ซุ่มชื้น นอกจากนี้จมูกยังช่วยในการปรับ
เสียงที่เราพูด ให้กังวานน่าฟังอีกด้วย
 การได้รับกลิ่น : กระเปาะรับกลิ่นคือบริเวณที่เยื่อบุภายในโพรงจมูกมีประสาทสาหรับรับกลิ่นอยู่ทั่วไป
ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่สมอง เมื่อกลิ่นผ่านเข้าไปในโพรงจมูก กลิ่นมากกระทบปลาย ประสาทสัมผัสรับกลิ่น
ปลายประสาทรับกลิ่นส่งกระแสประสาทไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายของสิ่งที่ได้รับ
 ลิ้น (Tongue): การรับรส โดยบนลิ้นของคนมีตุ่มลิ้น(taste bud)ประมาณ 10,000 อัน ฝังตัวอยู่ใน
ปุ่มลิ้น (papilla) แต่ละ taste bud จะมี taste (gustatory) receptor cell ซึ่งเป็น modified
epithelial cell อยู่
การรับรส มีขั้นตอนดังนี้
1. โมเลกุลของสารเช่นน้าตาล จับกับtaste receptor
2. มีการส่งสัญญาณผ่าน signal-transduction pathway
3. K+ channel ปิด Na+channel เปิด
4. Na+ แพร่เข้าสู่เซลล์ เกิด depolarization
5. กระตุ้นการนา Ca+ เข้าสู่เซลล์
6. receptor cell หลั่ง neurotransmitter ที่ไปกระตุ้น sensory neuron ต่อไป
 ลิ้นเป็นอวัยวะในช่องปาก ทาหน้าที่ช่วยคลุกเคล้าอาหารและรับความรู้สึกเกี่ยวกับรสชาติของอาหาร
การที่ลิ้นสามารถรับรู้รสชาติของอาหารได้นั้น เพราะมีอวัยวะในการรับรู้รส เรียกว่า ตุ่มรับรส (taste
buds) อยู่บนลิ้น มีลักษณะกลมรี ประกอบด้วยเซลล์รูปทรงกระสวย และปลายเส้นประสาทที่รับรู้รสที่
สามเส้ว ตุ่มรับรสส่วนใหญ่พบที่ด้านหน้า และด้านข้างของลิ้น ส่วนบนของต่อมทอนซิล เพดานปาก
และหลอดคอพบเป็นส่วนน้อย จากการทดลองแล้วปรากฎว่า ตุ่มรับรสมีอย่างน้อยที่สุด ประมาณ 4
ชนิดด้วยกัน ซึ่งจะคอยรับรสแต่ละอย่าง คือ
1. รสหวาน 2. รสเค็ม 3. รสขม 4. รสเปรี้ยว
 ผิวหนัง (Skin): การับสัมผัส โดยสิ่งเร้าที่เป็นแรงกลจะทาให้เกิดการโค้งงอหรือบิดเบี้ยวของเยื่อเซลล์
ของ mechanoreceptor จะทาให้ permeability ต่อ Na+ และ K+ เปลี่ยนไป และทาให้เกิด
depolarization นอกจากนี้ mechanoreceptor เป็น modified dendrite ของ sensory neuron
— รีเซปเตอร์รับการสัมผัส อยู่มากตามฝ่ามือฝ่าเท้ามากกว่าที่อื่น บริวเวณที่มีขนน้อยกว่าไม่มีขน โดย
ปลายนิ้วจะมีมากกว่าที่อื่น
— รีเซปเตอร์รับร้อน-หนาว ไม่พบที่อวัยวะภายใน พบที่หลังมือมากกว่าฝ่ามือ(ไม่แน่นอน)
— รีเซปเตอร์รับความเจ็บปวด จะมีการส่งกระแสประสาทไปยัง ทาลามัส และถ่ายทอดไปยังซีรับรัม
คอเทกซ์ บริเวณที่มีรีเซปเตอร์นี้น้อยได้แก่บริเวณ ต้นแขนและตะโพก
— ปลายประสาทรับรู้เกี่ยวกับเจ็บปวด จะอยู่ชั้นบนสุดของผิวหนังปรากฏบริเวณชั้นหนังกาพร้า
— ปลายประสาทรับรู้แรงกดดัน จะอยู่ระดับล่างสุด โดยปรากฏภายใต้ชั้นหนังแท้
นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ และ
องค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึก
ต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตในการศึกษา
ชีววิทยาในระดับสูงต่อไป
ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม
กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของ
อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต
อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตในการศึกษาชีววิทยาใน
ระดับสูง
9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้
9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน
ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม
การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต: www.google.com
9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต: www.youtube.com
9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต
10. บันทึกหลังการสอน
ผลการสอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ปัญหาและอุปสรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บันทึกเพิ่มเติม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ..................................................
(นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์)
ครูผู้สอน
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5 (ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชั้น............ห้อง............เลขที่............
ใบกิจกรรม เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
คาชี้แจง ให้นักเรียนสรุปบทเรียนในรูปแบบ concept map หรือ mind map ตามความเข้าใจอย่างถูกต้อง
พร้อมตกแต่งระบายสีอย่างสวยงาม
แบบสังเกตการตอบคาถามและการร่วมกิจกรรมหน้าชั้น
ระดับชั้น ............. เรื่อง ...............................................วันที่ .......... เดือน .......................พ.ศ.............
คาชี้แจง ครูผู้สอนประเมินนักเรียนโดยใช้วิธีสังเกตในขณะดาเนินการสอน แล้วให้ระดับคะแนนดังนี้
3 เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ 2 เมื่อปฏิบัติบางครั้ง 1 เมื่อไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติน้อยมาก
ที่ ชื่อ-สกุล
การตอบคาถาม
การร่วมกิจกรรม
การแสดงความคิดเห็น
การซักถาม
รวมคะแนน
ระดับคะแนน
10-12 7-9 4-6
3 3 3 3 12 ดี พอใช้ ปรับปรุง
แบบประเมินการทางานกลุ่ม
รายวิชา.................... เรื่อง .............................................วันที่ .......... เดือน ........................... พ.ศ............
ที่ ชื่อ-สกุล
ประเด็นการประเมิน/คะเนน ระดับคะแนน
ความรับผิดชอบของ
แต่ละคน
การมีส่วนร่วมในการ
ทางาน
ความคิดสร้างสรรค์
ผลงาน
รวม 20-25 12-19 5-11
5 5 5 10 25 ดี พอใช้ ปรับปรุง
เกณฑ์การให้คะแนน
5 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นชัดเจนดีมากเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่น
4 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นดี
3 เมื่อพฤติกรรมเทียบเท่ากันทั่วไปเป็นไปตามที่กาหนด
2 เมื่อพฤติกรรมไม่ค่อยโดดเด่นและต่ากว่ามาตรฐานทั่วไป
1 เมื่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ค่อยแสดงออกหรือให้ความร่วมมือ
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5 (ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชั้น............ห้อง............เลขที่............
ใบความรู้ เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
ภาพแสดงการจาแนกประเภทของระบบประสาทในสิ่งมีชีวิต
ภาพแสดงเส้นใยประสานงานในพารามีเซียม
ภาพแสดงกระบวนการรับรู้
และตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
ภาพแสดงระบบประสาทของสัตว์ชนิดต่างๆ
ภาพแสดงโครงสร้างระบบประสาทของมนุษย์
ภาพแสดงพัฒนาการระบบประสาทของมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างและองค์ประกอบของเซลล์ประสาท
ภาพแสดงโครงสร้างของเยื่อไมอีลินบริเวณแอกซอนของเซลล์ประสาท
ภาพแสดงชนิดของเซลล์ประสาท
ที่จาแนกตามลักษณะโครงสร้าง
ภาพแสดงชนิดของเซลล์ประสาท
ที่จาแนกตามหน้าที่การทางาน
ภาพแสดงสภาพของแอกซอนเซลล์ประสาทในระยะพัก
ภาพแสดงปัจจัยที่มีผลต่อความเร็ว
ในการส่งกระแสประสาท
ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลง
ของไอออนต่างๆ ขณะเกิด
การส่งกระแสประสาท
ภาพแสดงขั้นตอนของการ
เกิดไซแนปส์เคมีผ่านสาร
สื่อประสาท
ภาพแสดงการทางาน
ระหว่างไซแนปส์ไฟฟ้าและ
ไซแนบส์เคมี
ภาพแสดงชนิดและบทบาท
ของสารสื่อประสาทใน
ร่างกายมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างและ
ส่วนประกอบต่างๆ ของ
สมองมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างบริเวณต่างๆ
ของสมองส่วนซีรีบรัมภายนอก
ภาพแสดงรูปแบบการตอบสนองแบบโซมาติกรีเฟล็กซ์
ภาพแสดงลักษณะ
โครงสร้างของไขสัน
หลังและเส้นประสาท
ไขสันหลัง
ภาพแสดงชนิดและหน้าที่ของเส้นประสาทสมองของมนุษย์
ภาพแสดงความแตกต่างระหว่างระบบประสาทโซมาติกและออโตโนมิก
ภาพแสดงความแตกต่างระหว่าง
ระบบประสาทซิมพาเทติกและพารา
ซิมพาเทติก
ภาพแสดงตาแหน่งและโครงสร้างของ
อวัยวะรับสัมผัสในมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างและ
องค์ประกอบของนัยน์ตามนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างและตาแหน่งของ
เซลล์รับแสงของนัยน์ตามนุษย์
ภาพแสดงความผิดปกติของการมองเห็น
ภาพแสดงการปรับขนาดของเลนส์ให้
เหมาะสมการการมองวัตถุระยะต่างๆ
ภาพแสดงโครงสร้างและ
องค์ประกอบของหูมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างและองค์ประกอบภายนอกของจมูกมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวภายในหู
ของมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างและองค์ประกอบ
ภายในของจมูกมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างและ
องค์ประกอบของลิ้นมนุษย์
ภาพแสดงโครงสร้างและ
องค์ประกอบของผิวหนัง
มนุษย์
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5 (ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชั้น............ห้อง............เลขที่............
แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
1. เหตุการณ์ใดไม่เกิดการรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้า
ก. น้าทิพย์นอนฝันแล้วเกิดอาการกระตุกและลุกจากเตียงนอน
ข. วีระยุทธนาเข็มจิ้มที่ลาตัวของไฮดรา ไฮดราเกิดการกระตุกและหนีทันที
ค. หาญชัยเดินเหยียบเศษแก้ว ปรากฏว่าเกิดการสะดุ้งและกระตุกขาออกทันที
ง. สโรชินีนาแสงไฟไปส่องในน้าที่มีพารามีเซียม ปรากฏว่าพารามีเซียมว่ายน้าหนีแสงไฟ
2. ข้อใดคือลักษณะระบบประสาทของดาวทะเล
ก. ระบบประสาทเชื่อมกันเป็นร่างแหที่ไม่มีศูนย์กลางควบคุมการทางาน
ข. ระบบประสาทส่วนกลาง มีเส้นประสาทเป็นท่อกลวงอยู่ทางด้านหลัง
ค. ศูนย์กลางการทางานอยู่ที่วงแหวนประสาท แตกแขนงออกไปตามแนวรัศมี
ง. การรวมกลุ่มกันของเซลล์ประสาทเป็นปมประสาท และมีเส้นประสาททอดยาวไปตามลาตัว
3. ข้อใดคือลักษณะทิศทางการส่งกระแสประสาทของปมประสาท (ganglion) และร่างแหประสาท (nerve
net) ตามลาดับ
1. ทิศทางการขนส่งกระแสประสาทมีเพียงสองทิศทาง
2. ทิศทางการขนส่งกระแสประสาทไปทางเดียว
3. ทิศทางการขนส่งกระแสประสาทเป็นแบบย้อนกลับ
4. ทิศทางการขนส่งกระแสประสาทหลายทิศทางไม่แน่นอน
ก. 1, 2 ข. 2, 3
ค. 3, 4 ง. 2, 4
4. การทางานเกี่ยวกับการรับรู้และตอนสนองของอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายมนุษย์และสัตว์จะดาเนินไปเป็น
ปกติ
ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างระบบในข้อใดบ้าง
1. ระบบต่อมไร้ท่อ 2. ระบบย่อยอาหาร
3. ระบบหมุนเวียนเลือด 4. ระบบสืบพันธุ์
5. ระบบประสาท 6. ระบบหายใจ
ก. 1, 3 ข. 2, 4
ค. 1, 5 ง. 3, 6
5. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะทั่วไปของแอกซอน (Axon) ได้ถูกต้อง
ก. เป็นแขนงสั้นออกจากตัวเซลล์ ประกอบด้วยส่วนที่มีเยื่อหุ้มไมอีลินเพียงเท่านั้น
ข. เป็นแขนงยาวออกจากตัวเซลล์แขนงเดียว ประกอบด้วยส่วนที่มีเยื่อหุ้มไมอีลินเพียงเท่านั้น
ค. เป็นแขนงสั้นออกจากตัวเซลล์ ประกอบด้วยส่วนที่มีเยื่อหุ้มไมอีลินและส่วนที่ไม่มีเยื่อหุ้มไมอีลิน
ง. เป็นแขนงยาวออกจากตัวเซลล์แขนงเดียวประกอบด้วยส่วนที่มีเยื่อหุ้มไมอีลินและที่ไม่มีเยื่อหุ้มไมอีลิน
6. ข้อใดจับคู่ระหว่างชนิดของเซลล์ประสาทและหน้าที่ได้ไม่ถูกต้อง
ก. เซลล์ประสาทสั่งการ-นากระแสประสาทออกจากระบบประสาทส่วนกลางไปยังหน่วยปฏิบัติงาน
ข. เซลล์ประสาทประสานงาน-รับกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งส่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง
ค. เซลล์ประสาทรับความรู้สึก-รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆ แล้วส่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง
ง. เซลล์ประสาทสั่งการ-นากระแสประสาทจากหน่วยปฏิบัติงานเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง
7. สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ปลดปล่อยจากปลาย axon ของเซลล์ประสาทเข้าสู่บริเวณใด และมี
ลาเลียงสารด้วยกลไกการลาเลียงแบบใด
ก. presynaptic membrane, endocytosis
ข. Postsynaptic membrane, exocytosis
ค. synaptic cleft, endocytosis
ง. synaptic cleft, exocytosis
8. acetylcholine และ norepinephrine มีผลต่อการทางานของหัวใจเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ก. เหมือนกัน acetylcholine และ norepinephrine จะช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ
ข. เหมือนกัน acetylcholine และ norepinephrine จะช่วยยั้งยั้งอัตราการเต้นของหัวใจ
ค. แตกต่างกัน acetylcholine จะช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ แต่ norepinephrine จะช่วยยั้งยั้งการ
เต้นของหัวใจ
ง. แตกต่างกัน acetylcholine จะช่วยยับยั้งการเต้นของหัวใจ แต่ norepinephrine จะช่วยกระตุ้นการ
เต้นของหัวใจ
9. การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทของเซลล์ประสาทลักษณะใดต่อไปนี้จะเคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด หากถูกกระตุ้น
ด้วยแรงที่เท่ากัน
ก. เป็นเซลล์ประสาทที่แอกซอนมีขนาดใหญ่ มีเยื่อไมอิลีนหุ้มและปลายแอกซอนแตกแขนงมาก
ข. เป็นเซลล์ประสาทที่แอกซอนมีขนาดเล็ก มีเยื่อไมอิลีนหุ้ม และปลายแอกซอนแตกแขนงน้อย
ค. เป็นเซลล์ประสาทที่แอกซอนมีขนาดใหญ่ ไม่มีเยื่อไมอิลีนหุ้ม และปลายแอกซอนแตกแขนงมาก
ง. เป็นเซลล์ประสาทที่แอกซอนมีขนาดเล็ก ไม่มีเยื่อไมอิลีนหุ้มและปลายแอกซอนแตกแขนงน้อย
10. ถ้ากระตุ้นเซลล์ประสาทถี่ ๆ ซ้ากันหลาย ๆ ครั้ง ในขณะที่ผิวด้านนอกมีประจุลบจะมีผลอย่างไร
ก. เกิดกระแสประสาทขนาดเท่าเดิม เคลื่อนที่ในอัตราเร็วเท่าเดิม
ข. เกิดกระแสประสาทขนาดเพิ่มขึ้น เคลื่อนที่ช้ากว่าเดิม
ค. ไม่เกิดกระแสประสาท เพราะไม่มี Na+- K+ pump
ง. ไม่เกิดกระแสประสาท เพราะ Na+และ K+ ยังไม่กลับที่เดิม
11. ข้อความใดเกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทไปตามเซลล์ประสาทที่ไม่ถูกต้อง
ก. อัตราการนากระแสประสาทขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของ axon
ข. ความแรงของกระแสประสาทเกี่ยวข้องกับขนาดของการเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์โดยตรง
ค. resting potential คงที่อยู่ได้ด้วยความสามารถในการผ่านเข้าออกของอิออนที่ต่างผ่านเยื่อหุ้มและการ
ทางานอย่างมีประสิทธิภาพของ Na+ - K+ pump
ง. แรงกระตุ้นที่มีผลต่อการผ่านเข้าออกของอิออนที่เยื่อหุ้มเซลล์ สามารถลดความมีขั้ว (depolarize) หรือ
เพิ่มความมีขั้ว (hyperpolarize) ของเยื่อหุ้มเซลล์ได้
12. ข้อใดถูกต้องมากที่สุดเกี่ยวกับสภาวะที่เรียกว่า resting membrane potential ที่บริเวณเซลล์ประสาท
ก. ภายในเซลล์ประสาทมีผลรวมของประจุไฟฟ้าเป็นลบ เพราะมีคลอไรด์อิออนมาก
ข. ค่าความต่างศักย์ข้างนอกเซลล์ประสาทมีค่าใกล้เคียงกันกับภายในเซลล์ประสาท
ค. มีการเคลื่อนที่กระแสประสาทเพราะการเคลื่อนที่ของโซเดียมและโพแทสเซียมไอออน
ง. เกิดการเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ โดยเกิดจากโซเดียม โพแทสเซียมและคลอไรด์อิออน
13. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสารสื่อประสาท(neurotransmitter)
ก. มีปริมาณสูงมากในบริเวณปลายเดนไดรต์ และจะเคลื่อนที่เข้าสู่ synaptic cleft
ข. ทาหน้าที่เป็นตัวกลางการถ่ายทอดกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง
ค. แอซิติลโคลีน เอพิเนฟริน และเอนดอร์ฟิน อะดรีนาลีน เป็นสารสื่อประสาททุกชนิด
ง. จะถูกบรรจุอยู่ในถุงแวสิเคิลก่อนจะถูกปล่อยออกจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง
14. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับ spinal nerve
ก. ventral root เป็นส่วนที่นากระแสประสาทเข้าสู่ไขสันหลัง
ข. ventral root เป็นส่วนที่นากระประสาทออกจากไขสันหลัง
ค. dorsal root เป็นส่วนที่นากระแสประสาทเข้าสู่ไขสันหลัง
ง. spinal nerve proper (ส่วนที่รวมกัน) ทาหน้าที่ทั้งนากระแสประสาทออกและเข้า
15. ข้อใดกล่าวถึงหน้าที่ของไขสันหลังได้ไม่ถูกต้อง
ก. เป็นศูนย์กลางการควบคุมแบบรีเฟลกซ์ (reflex)
ข. เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับอวัยวะเป้าหมาย
ค.เป็นศูนย์เชื่อมต่อระหว่างหน่วยรับความรู้สึก หน่วยสั่งการ และหน่วยปฏิบัติการ
ง. ส่งกระแสประสาทสั่งการเข้าสู่สมองและนากระแสประสาทรับความรู้สึกออกจากสมอง
16. สุนัขพันธุ์ รอตต์ ไว เลอร์ เป็นสุนัขที่ถูกนามาเพื่อใช้ในการดมกลิ่นตามร่องรอยผู้ร้าย นักเรียนคิดว่าสุนัข
พันธุ์นี้มีการพัฒนาของสมองส่วนใดเป็นพิเศษ
ก. เซรีเบลลัม ข. ไฮโพทาลามัส
ค. ออฟติกโลพ ง. ออกเฟกทอรีโลพ
17. สมองส่วนใดที่ทาหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมการทางานของระบบประสาทอัตโนวัติ
ก. ไฮโพทาลามัส ข. เซรีบรัม
ค. พอนส์ ง. เมดัลลา ออบลองกาตา
18. ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการคิดไว้ล่วงหน้า เช่น การกระตุกขาเมื่อถูกเคาะที่เอ็นใต้หัวเข่า เกิดจากการ
ทางานของระบบประสาทแบบใด
ก. ระบบซิมพาเทติก ข. ระบบพาราซิมพาเทติก
ค. ระบบประสาทโซมาติก ง. ระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ
19. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบประสาทรอบนอก
ก. ส่วนที่ทาหน้าที่ในการตอบสนองประกอบไปด้วยระบบประสาทโซมาติกและระบบประสาทอัตโนวัติ
ข. เป็นระบบประสาทที่ทาหน้าที่ 2 ส่วน คือ ทาหน้าที่รับความรู้สึกและสั่งการ
ค. ส่วนที่ทาหน้าที่รับความรู้สึกจะอยู่ที่อวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น ผิวหนัง
ง. ประกอบไปด้วยเส้นประสาทสมอง และเส้นประสาทไขสันหลัง
20. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการทางานของประสาทแบบพาราซิมพาเทติก
ก. ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และการขยายตัวของรูม่านตา
ข. ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และการลดแรงดันของเลือด
ค. กระตุ้นการสร้างเมือกทาน้าลายเหนียว และการคลายตัวของกระเพาะปัสสาวะ
ง. กระตุ้นการสร้างเมือกทาน้าลายเหนียว และการหดตัวของลาไส้เล็ก
21. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการทางานของประสาทแบบซิมพาเทติก
ก. เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการคลายตัวของกระเพาะปัสสวะ
ข. ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และการเพิ่มแรงดันของเลือด
ค. กระตุ้นการหลั่งเหงื่อ และการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะ
ง. กระตุ้นการสร้างเมือกทาน้าลายเหนียว และการหดตัวของรูม่านตา
22. ทุกครั้งที่ฉัชชาเป็นหวัดจะทาให้เกิดอาการหูอื้อขึ้นด้วย นักเรียนคิดว่ามีสาเหตุมาจาก
ก. เยื่อแก้วหูเกิดการอักเสบ
ข. หูส่วนในอักเสบจึงรับความสู้สึกจากหูส่วนกลางไม่ได้
ค. eustachian tube เกิดการอักเสบและตันทาให้ปรับอากาศไม่ได้
ง. กระดูกค้อน ทั่ง โกลน อักเสบ ทาให้สั่นสะเทือนไม่ได้
23. ดวงใจมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาจึงเข้าพบจักษุแพทย์ ผลการตรวจพบว่าที่เซลล์รูปกรวย (Cone cell) ของ
ตาดวงใจถูกทาลายนักเรียนคิดว่าผลที่จะเกิดขึ้นกับดวงใจคือ
ก. ดวงตาไม่สามารถรับภาพได้ ข. ดวงตารับภาพได้แต่ภาพไม่โฟกัส
ค. ดวงตาไม่สามารถรับภาพในแสงมากๆ ง. ดวงตาจะไม่สามารถบอกความแตกต่างของสีได้
24. ในตอนแรกที่นักเรียนเข้าไปในห้องที่มีแสงสลัวจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ดีนักแต่พอสักครู่ท่านจะมองเห็น
ดีขึ้นข้อใดอธิบายได้ถูกต้องที่สุด
ก. กล้ามเนื้อม่านตาปรับตัวให้รูม่านตากว้างขึ้น
ข. กล้ามเนื้อยึดเลนส์ปรับตัว เลนส์โค้งออก ทาให้แสงจากวัตถุตกบนเรตินาพอดี
ค. เรตินาปรับตัวทาให้ Rod cell ซึ่งทางานได้ดีในที่มีแสงสว่างน้อยทางานมากขึ้น
ง. ร่างกายขาดเรดอปซินที่สามารถเปลี่ยนเรตินินและ
ออปซิน เพื่อช่วยในการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น
25. สุกัญญา ไชยภักดี เข้าพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะชนิดหนึ่งในร่างกาย ผล
การวินิจฉัยพบว่า บางส่วนของเซลล์รูปกรวยมีความผิดปกติไป สุกัญญามีอาการผิดปกติอะไร
ก. สายตาสั้น ข. สายตาเอียง
ค. ต้อกระจก ง. ตาบอดสี
26. การที่ฉัทมารู้สึกได้ถึงรดชาดที่อร่อยและมีกลิ่นหอมยั่วยวนเป็นผลมาจากการทางานของอวัยวะส่วนใดบ้าง
ก. taste buds ที่ลิ้นเท่านั้น
ข. taste buds ที่ลิ้นและประสาทรับรู้ที่ริมฝีปาก
ค. taste buds เฉพาะส่วนที่อยู่ปลายลิ้น
ง. taste buds ที่ลิ้นและอวัยวะรับกลิ่นในโพรงจมูก
27. สารที่เราสามารถรับกลิ่นได้ควรมีคุณสมบัติตรงกับข้อใดมากที่สุด
ก. ไม่ระเหย, ละลายน้าได้, ละลายได้ดีในไขมัน
ข. ไม่ระเหย, ละลายน้าได้, ไม่ละลายในไขมัน
ค. ระเหยได้ดี, ละลายน้าได้, ไม่ละลายในไขมัน
ง. ระเหยได้ดี, ละลายน้าได้, ละลายได้ดีในไขมัน
28. ลักษณะโดยทั่วไปสุนัขเป็นสัตว์ที่ชอบไล่ล่า เฉลียวฉลาด แต่มีความสามารถในการดมกลิ่นที่โดดเด่น
มากกว่ามนุษย์หลายเท่า นักเรียนคิดว่าสิ่งใดที่ทาให้สุนัขมีความสามารถในการดมกลิ่นได้ดีกว่ามนุษย์มากที่สุด
ก. สุนัขมีส่วนของ olfactory cell พัฒนาดีกว่ามนุษย์
ข. สุนัขมีส่วนของโพรงจมูกใหญ่และยาวกว่ามนุษย์
ค. สุนัขมีพฤติกรรมการดมกลิ่นมาแต่กาเนิดแต่มนุษย์ไม่มี
ง. สุนัขมีส่วนของรูจมูกใหญ่และกว้างกว่ามนุษย์
29. ผิวหนังมีหน่วยรับความรู้สึกหลายประเภทยกเว้น
ข้อใด
ก. รับรู้ความเจ็บปวด ข. รับรู้ความร้อน-เย็น
ค. รับรู้สัมผัสและแรงกด ง. รับรู้ความคันและระคายเคือง
30. จุฬามณีรู้สึกเจ็บและปวด กลังจากถูกเพื่อนหยิกที่แขนนั่นเกิดจากการทางานของเซลล์รับความรู้สึกที่
บริเวณใดของผิวหนัง
ก. ผิวหนังชั้นที่มีไขมัน ข. ผิวหนังแท้
ค. หนังกาพร้า ง. ทั้งชั้นกาพร้าและชั้นหนังแท้
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชั้น............ห้อง............เลขที่............
กระดาษคาตอบแบบทดสอบ เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
 ก่อนเรียน วันที่...........................  หลังเรียน วันที่...........................
ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
ก
ข
ค
ง
ข้อ 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30
ก
ข
ค
ง
ได้ .......................คะแนน คะแนนเต็ม 30 คะแนน ลงชื่อ..................................................ผู้ตรวจ

1 nervesys plan

  • 1.
    แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว30245 ชีววิทยา5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ตาแหน่ง ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร
  • 2.
    แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2560 รหัสวิชา ว 30245 รายวิชา ชีววิทยา 5 เวลาเรียน 3 คาบ/สัปดาห์/คาบ จานวน 1.5 หน่วยการเรียน รวมเวลาเรียน 60 คาบ/ภาคเรียน ............................................................................................................................................................... ชื่อครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ตาแหน่ง ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายชื่อแบบเรียนที่ใช้ : แบบเรียนหลัก 1. เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 3. คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 4. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 5. คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยการเรียนรู้ : หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การรับรู้และการตอบสนอง หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ฮอร์โมนพืชและการเคลื่อนไหวของพืช หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง พฤติกรรม
  • 3.
    หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องการรับรู้และการตอบสนอง จานวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ ระยะเวลารวม 15 ชั่วโมง ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว/สัตว์บางชนิด ระยะเวลา 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท ระยะเวลา 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท ระยะเวลา 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต (1) ระยะเวลา 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต (2) ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
  • 4.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว/สัตว์บางชนิด เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์ เดียวและสัตว์บางชนิด และเขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์ เดียวและสัตว์บางชนิด 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และสัตว์บางชนิดได้อย่างถูกต้อง 2.2 เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์ บางชนิดได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของการรับรู้-ตอบสนองกับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และสัตว์บางชนิดได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ - สิ่งมีชีวิตมีการเคลื่อนที่เพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตที่ แตกต่างกันเกิดจากการมีโครงสร้างของร่างกายและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน - สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น paramecium สามารถเคลื่อนที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้โดยอาศัยเส้น ใยประสานงาน (coordinating fiber) - สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจะมีการรับรู้และการตอบสนองแตกต่างกัน ได้แก่ ฟองน้า ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Porifera ไฮดรา ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Cnidaria หรือ Coelenterata พลานาเรีย ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Platyhelminthes ไส้เดือนดิน ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Annalida กุ้งและแมลง ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Arthropoda หอย ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Mollusca ดาวทะเล ซึ่งเป็นสัตว์ในไฟลัม Echinodermata
  • 5.
    4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K)อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิต เซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิต เซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของการรับรู้-ตอบสนองกับกระบวนการ ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด 5. สมรรถนะ การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจาบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจาบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจาบทเรียน 4. แบบบันทึกการทา กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจา บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจาบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจา บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ทากิจกรรมประจา บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา การเรียนการสอนประจา บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจาบทเรียน 3. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยแบบทดสอบประจา บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า > สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์ไม่มีระบบประสาทสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้หรือไม่ > สัตว์ที่มีระบบประสาทมีวิธีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร > จงยกตัวอย่างการรับรู้และตอบสนองของสิ่งมีชีวิต มาอย่างน้อย 3 ตัวอย่าง ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าการรับรู้และการตอบสนองของ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวกับสัตว์มีอะไรที่เหมือนกัน นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการรับรู้และตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวกับสัตว์ ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด” ว่า
  • 6.
     ระบบประสาท (Nervoussystem) หมายถึง ระบบที่เกี่ยวกับการสั่งงาน การติดต่อเชื่อมโยง การ ประสานงาน การรับคาสั่ง และปรับระบบต่างๆของร่างกายให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและ ภายใน โดยใช้เวลารวดเร็วและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว ส่วนระบบต่อมไร้ท่อนั้นจะตอบสนองเป็นไปอย่าง ช้าๆ และกระทาต่อเนื่องเป็นเวลานาน  สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น พารามีเซียม สามารถเคลื่อนที่เข้าหาหรือหนีจากแสงสว่าง อุณหภูมิ หรือ สารเคมีได้ โดยอาศัยเส้นใยเชื่อโยงระหว่างโคนซิเลีย เรียกว่า เส้นใยประสานงาน (coordinating fiber) และยูกลีนา มี Eyespot เป็นบริเวณรับแสง ทาให้สามารถทราบความเข้มแสงและทิศทางของ แสงได้  สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมีการรับรู้และตอบสนองแตกต่างกัน ดังนี้  ฟองน้า – มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเเต่ฟองน้าไม่มีการประสานงานระหว่างเซลล์ โดยจะ ตอบสนองต่อแรงกด และแรงสัมผัสได้  ไฮดรายังไม่มีระบบประสาท แต่มีเส้นใยประสาท เรียกว่า ร่างแหประสาท (nerve net) เมื่อ กระตุ้นทุกส่วนร่างกายจะหดตัว การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทจะช้ากว่าสัตว์ชั้นสูงมาก และ มีทิศทางที่ไม่แน่นอน ปากและเทนตาเคิล (tentacle) มีเส้นใยประสาทมาก พบที่ผนังลาไส้ใน สัตว์ชั้นสูง ทาให้เกิด peristalsis
  • 7.
     พลานาเรีย มีปมประสาท2 ปมอยู่ที่ส่วนหัว เรียกว่า ปมประสาทสมอง (cerebral ganglion) ทาหน้าที่เป็นสมอง ทางด้านล่างสมองมีเส้นประสาทแยกออกข้างลาตัวข้างละเส้น เรียกว่า เส้นประสาททางด้านข้าง (lateral nerve cord) มีเส้นประสาทพาดขวางเป็นระยะเรียกว่า เส้นประสาทตามขวาง (transverse nerve)  ไส้เดือนมีระบบประสาทประกอบด้วย สมอง (brain) ปมประสาท 2 ปมเป็นพู เรียกว่าปม ประสาทซีรีบรัล (cerebral ganglion) ปมประสาทใต้คอหอย(subpharyngeal ganglion) เกิด จากแขนงประสาทที่แยกออกจากสมองแล้วอ้อมรอบคอหอย(circumpharyngeal commissure) มาบรรจบกัน เส้นประสาททางด้านท้อง(ventral nerve cord) มีเส้นประสาท 2 เส้นแต่มักรวมกันเป็นเส้นเดียว และมีปมประสาทแต่ละปล้องและแขนงประสาท 3-5 คู่แยก ออกไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  หนอนตัวกลม (nematode) มีปมประสาทรูปวงแหวน (nerve ring) อยู่รอบคอหอย (circumpharyngeal brain) มีเส้นประสาททางด้านหลัง เรียกว่า dorsal nerve cord และ เส้นประสาททางด้านล่าง เรียกว่า ventral nerve cord  หอยกาบคู่ มีปมประสาท 3 คู่ คือ ปมประสาทสมอง (cerebral ganglion) อยู่ทางด้านข้างของ ปาก ควบคุมอวัยวะตอนบน ปมประสาทที่อวัยวะภายใน (visceral ganglion)อยู่ทางด้านท้าย ควบคุมอวัยวะภายใน เช่นระบบย่อยอาหาร ตับ หัวใจ และปมประสาทที่เท้า(pedal ganglion) อยู่ที่เท้าทาหน้าควบคุมการยืดตัวและหดตัวที่กล้ามเนื้อเท้า  แมลงมีระบบประสาทที่พัฒนามาก ประกอบด้วย สมอง (brain) เกิดจากปมประสาท 2 ปมมา รวมกัน ไปยัง optic nerve 1 คู่ และ antennary nerve 1 คู่ ปมประสาทใต้หลอดอาหาร (sub-esophageal ganglion) และเส้นประสาททางด้านท้อง (ventral nerve cord)
  • 8.
     ระบบประสาทของกุ้งประกอบด้วย สมองซึ่งเป็นปมประสาทขนาดใหญ่อยู่ส่วนหัวมีแขนงแยก ไปเลี้ยงตา (optic nerve) และไปเลี้ยงหนวด จากปมประสาทสมองมีเส้นประสาทล้อมรอบ หลอดอาหาร ลงมายังปมประสาทด้านล่าง รวมกันเป็นปมประสาททรวงอก (thoracic ganglion) ซึ่งมีปมประสาท 7 ปม จากนั้นจะทอดยาวเป็นปมประสาทส่วนท้อง (ventral nerve cord) และมีปมประสาทแยกออกไปยังกล้ามเนื้อ และรยางค์ต่าง ๆ  ดาวทะเลมีระบบประสาทวงแหวนประสาท (nerve ring) อยู่รอบปาก มีแขนงประสาทแยก ออกไปยัง arm เรียกว่า radial nerve มีอวัยวะสัมผัสแสงเรียกว่า จุดตา (eyespot) อยู่ที่ บริเวณปลายสุดของทุกแฉก และเทนทาเคิล (tentacle) ยังสามารถรับสัมผัสเคมีได้ นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบ ของการรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด โครงสร้างและหน้าที่สาคัญของการ ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องการตอบสนอง ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิดในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของ การรับรู้-ตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางโครงสร้างและหน้าที่สาคัญของการตอบสนองของ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต เซลล์เดียวและสัตว์บางชนิดในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด: www.google.com 9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสัตว์บางชนิด: www.youtube.com 9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง การตอบสนองของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และสัตว์บางชนิด
  • 9.
    10. บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาและอุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… บันทึกเพิ่มเติม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................. (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครูผู้สอน
  • 10.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ ประสาท เขียนสรุปขั้นตอนและโครงสร้างสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ ประสาทได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ ประสาทได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของประสาทและการทางานของเซลล์ประสาทกับกระบวนการดารงชีวิต ของสิ่งมีชีวิตได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ - เซลล์ประสาท (neuron) ทาหน้าที่เกี่ยวกับการรับรู้และการตอบสนอง แต่ละเซลล์อาจมีการ เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับเซลล์ประสาทอื่นเป็นพันๆ เซลล์ - เซลล์ประสาทจานวนมากสามารถทางานเกี่ยวกับการรับส่งสัญญาณจากสิ่งเร้าภายนอกกับ ภายในร่างกายได้อย่างเป็นระบบ - ส่วนประกอบสาคัญของเซลล์ประสาท ได้แก่  ตัวเซลล์ประสาท (Cell body or soma)  ใยประสาทหรือแขนงประสาท (nerve fiber) แบ่งเป็น แขนงประสาทสั้น (dendrite) และแขนงประสาทยาว (axon) - เซลล์ประสาทจาแนกตามหน้าที่ได้ 3 ชนิด ได้แก่  เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory neuron)  เซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron)  เซลล์ประสาทประสานงาน (associated neuron) - การเกิดกระแสประสาท จะเริ่มจากการที่มีสิ่งเร้าต่างๆมากระตุ้นอย่างจาเพาะและเหมาะสม กับหน่วยรับความรู้สึกแล้วจะถูกเปลี่ยนในเป็นกระแสประสาทต่อมา
  • 11.
    - การเกิดกระแสประสาท แบ่งเป็น4 ขั้นตอน  ระยะพัก หรือ resting stage เกิดจากการทางานของ Na-K pump ในอัตราส่วน 3Na+ : 2K+ ต่อ 1 ATP  depolarization เกิดจากช่องโซเดียมจะเปิดออกทาให้โซเดียมจากภายนอกเข้ามา ภายในเซลล์มากขึ้น  repolarization มีการเปิดของช่องโพแทสเซียม ทาให้โพแทสเซียมเคลื่อนที่จากภายใน ออกสู่ภายนอก  hyperpolarization and return to resting stage เกิดจากการทางานของ Na-K pump ในอัตราส่วน 3Na+ : 2K+ ต่อ 1 ATP 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของเซลล์ประสาทและการทางานของ เซลล์ประสาท ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของเซลล์ประสาทและการทางาน ของเซลล์ประสาท คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท กับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต 5. สมรรถนะ การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจาบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจาบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจาบทเรียน 4. แบบบันทึกการทา กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจา บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจาบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจา บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ทากิจกรรมประจา บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา การเรียนการสอนประจา บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจาบทเรียน 3. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยแบบทดสอบประจา บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย
  • 12.
    อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า > เซลล์ประสาทของคนมีโครงสร้างของเซลล์เหมาะสมต่อการทาหน้าที่อย่างไร >รูปร่างของเซลล์ประสาทมีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างจากเซลล์อื่นๆของร่างกายอย่างไร > รูปร่างของเซลล์ประสาทเหมาะสมต่อการทาหน้าที่อย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าเซลล์ประสาทถ้าจาแนกตามหน้าที่จะ ได้กี่ประเภท อะไรบ้าง นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น เซลล์ ประสาทที่มีและที่ไม่มีเยื่อไมอีลินหุ้มจะมีประสิทธิภาพในการทางานแตกต่างกันอย่างไร ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท” ว่า  เซลล์ประสาท (neuron or nerve cell) เป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงพลังงานจาก รูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง (transducer) เช่นเปลี่ยนจากสารเคมี ความร้อน และความดัน ที่มากระตุ้น (stimulus) ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า (electrical signal) ที่เรียกว่า nerve impulse หรือ action potential  โครงสร้างของเซลล์ประสาท (neuron หรือ nerve cell) ประกอบด้วย o ตัวเซลล์ประสาท (Cell body or soma) รับข้อมูลจาก dendrite และส่งคาสั่งต่อไปยัง axon ประกอบด้วย nucleus & organelle ต่างๆ เหมือนเซลล์ทั่วไป ganglion (ganglia): การเข้ามา รวมกลุ่มกันของ nerve cell body ในบริเวณ PNS o ใยประสาทหรือแขนงประสาท (nerve fiber) แบ่งเป็น  แขนงประสาทสั้น (dendrite) นาคาสั่ง/ข้อมูลจากเซลล์อื่นในรูปของสัญญาณไฟฟ้ามายัง cell body (ทาหน้าที่คล้ายเสาอากาศ) มักมีแขนงสั้นๆ จานวนมากเพื่อให้มีพื้นที่ผิวมาก และสามารถรับข้อมูลได้มากๆ ก่อนจะส่งข้อมูลไปยัง cell body  แขนงประสาทยาว (axon) นาคาสั่งในรูปของ action potential จาก cell bodyไปยัง เซลล์/neuron อื่น (ทาหน้าที่คล้ายสายเคเบิล) นอกจากนี้ยังทาหน้าที่ขนส่งสารที่ cell body สร้างไปยัง axon ending หรือจาก axon ending cell body axon เชื่อมต่อกับ cell body ตรงบริเวณที่เรียกว่า axon hillox  เซลล์ประสาทจาแนกตามหน้าที่ได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ o เซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory neuron) มีเดนไดรต์ต่อยู่กับอวัยวะรับสัมผัส เช่นหู ตา จมูก ผิวหนัง มีแอกซอนต่ออยู่กับเซลล์ประสาทอื่น และนาความรู้สึกเข้าสู่สมองและไขสันหลัง
  • 13.
    o เซลล์ประสาทประสานงาน (associationneuron หรือ interneuron) มีเดนไดรต์ต่อยู่กับแอกซอน ของเซลล์ประสาทรับความรู้สึกและมีแอกซอนต่อกับเดนไดรต์ของเซลล์ประสาทสั่งการ ทาหน้าที่ เชื่อมโยงวงจรประสาท พบที่ไขสันหลัง o เซลล์ประสาทสั่งการ (motor neuron) มีเดนไดรต์ต่อยู่กับเซลล์ประสาทอื่นและมีแอกซอนต่อกับ กล้ามเนื้อมัดต่างๆต่อมมีท่อหรือต่อมไร้ท่อ เซลล์ประสาทสั่งการเป็นเซลล์ประสาทหลายขั้วพบที่ สมอง และไขสันหลัง  เซลล์ประสาทจาแนกตามลักษณะโครงสร้างได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ o เซลล์ประสาทขั้วเดียว (unipolar neuron) เดนไดรท์ยาวกว่าแอกซอนมาก พบที่ปมประสาทราก บนของไขสันหลัง(dorsal root ganglion) มีแขนงแยกออกจากเซลล์บอดีแขนงเดียว o เซลล์ประสาทสองขั้ว (bipolar neuron) มีแขนงแยกออกจากเซลล์บอดี 2 แขนง ความยาวของเดน ไดรต์และแอกซอนใกล้เคียงกัน พบที่เรตินาของลูกตา คอเคลียของหู และเยื่อดมกลิ่นที่จมูก o เซลล์ประสาทหลายขั้ว (multipolar neuron) มีแขนงแยกออกจากเซลล์บอดี หลายแขนงเป็นแอก ซอน 1 และเดนไดรต์หลายแขนง เซลล์ประสาทส่วนใหญ่ในร่างกายเป็นแบบหลายขั้ว ซึ่งมีแอกซอน ยาวเดนไดรต์สั้นทาหน้าที่นาคาสั่งไปอวัยวะตอบสนอง พบที่สมองและไขสันหลัง  การศึกษาการเกิดกระแสประสาท o membrane potential: ความต่างศักย์ที่เยื่อเซลล์ เนื่องจากความแตกต่างของอิออน ภายใน-นอก เซลล์ (Na+ K+ Cl- และโปรตีน) ปกติมีค่า= -50 ถึง -100 mV (ค่าติดลบหมายถึงภายในเซลล์มีขั้ว เป็นลบเมื่อเทียบกับนอกเซลล์)
  • 14.
    o สามารถวัดได้โดยใช้ microelectrodeต่อกับvoltmeter หรือoscilloscope หรือใช้ micromanipulator วัด membrane potential ของเซลล์ประสาทขณะที่ยังไม่ถูกกระตุ้นเรียก resting potential จะมีค่าเป็นลบ -65 มิลลิโวลต์ ถ้าถูกกระตุ้นเรียกว่า action potential จะมีค่า เป็นบวก +65 มิลลิโวลต์ o action potential: การเปลี่ยนแปลง membrane potential อย่างรวดเร็วของเซลล์ประสาทเมื่อ ได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้า ที่ทาให้เกิด depolarization จนถึงระดับ threshold potential ซึ่ง เกิดที่ axon เท่านั้น และเป็นแบบ all-or-none  การเกิดกระแสประสาท แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน  ระยะพัก หรือ resting stage เกิดจากการทางานของ Na-K pump ในอัตราส่วน 3Na+ : 2K+ ต่อ 1 ATP ทาให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ ประสาท พบว่ามีค่าประมาณ -70 mV  depolarization เกิดจากช่องโซเดียมจะเปิดออกทาให้โซเดียมจากภายนอกเข้ามา ภายในเซลล์มากขึ้น (+50 mV)  repolarization มีการเปิดของช่องโพแทสเซียม ทาให้โพแทสเซียมเคลื่อนที่จากภายใน ออกสู่ภายนอก (-80 mV)  hyperpolarization and return to resting stage เกิดจากการทางานของ Na-K pump ในอัตราส่วน 3Na+ : 2K+ ต่อ 1 ATP (-70 mV)
  • 15.
    > การเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์นี้ เรียกว่าแอกชันโพเทนเชียล หรือ กระแสประสาท ซึ่งต้อง อาศัยช่วงเวลาหนึ่งในการตอบสนอง > เยื่อไมอีลิน จะทาหน้าที่เป็นฉนวนกั้นประจุไฟฟ้าที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ดังนั้น จึงไม่มีแอกชันโพ เทนเชียลเกิดขึ้น แต่จะเคลื่อนที่ระหว่างบริเวณโนดออฟแรนเวียร์ตลอดความยาวของใยประสาท เสมือน กระโดด ซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่ามาก > การถ่ายทอดกระแสประสาทระหว่างเซลล์ประสาท โดยอาศัยสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อ ประสาทที่สร้างจากปลายแอกซอนของเซลล์ประสาทหนึ่ง ไปกระตุ้นที่เดนไดร์ตของเซลล์ประสาทอื่นให้เกิด กระแสประสาทต่อไป เช่น acetylcholine norepinephrine และ endorphine เป็นต้น นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบ ของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของเซลล์ประสาทและการ ทางานของเซลล์ประสาท อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ ประสาทในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของ เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของเซลล์ประสาทและการ ทางานของเซลล์ประสาท อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ ประสาทในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
  • 16.
    9. สื่อ /อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท: www.google.com 9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท: www.youtube.com 9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง เซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ ประสาท 10. บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาและอุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… บันทึกเพิ่มเติม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................. (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครูผู้สอน
  • 17.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมและสิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด / ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึก เขียนสรุปหน้าที่ และโครงสร้างสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึก 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของโครงสร้างและการทางานของระบบ ประสาทได้อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปองค์ประกอบและหลักการที่สาคัญของโครงสร้างและการทางานของระบบ ประสาทได้อย่างถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของโครงสร้างและการทางานของระบบประสาทกับกระบวนการ ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ - ศูนย์กลางของระบบประสาทอยู่ที่สมองและไขสันหลัง ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากนิวรัลทิวบ์ (neural tube) ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก (ectoderm) ในระยะเอ็มบริโอ ซึ่งมี ลักษณะเป็นหลอดยาว - neural tube จะเจริญพัฒนาการพองออก เจริญเป็นสมอง ส่วนท้ายเจริญเป็นไขสันหลัง ทั้ง สมองและไขสันหลังมีเยื่อหุ้มเดียวกัน เรียกว่า เยื่อหุ้มสมอง (meninges) ทาหน้าที่ป้องกัน อันตรายและเป็นทางให้อาหารแก่สมองและไขสันหลัง - ระบบประสาทในสัตว์มีกระดูกสันหลังรวมถึงมนุษย์ แบ่งออกเป็น 1. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system; CNS): สมองและไขสันหลังซึ่งทา หน้าที่รวบรวมและแปลผลข้อมูล 2. ระบบประสาทรอบนอก (Peripheral nervous system; PNS): เส้นประสาทสมอง (cranial nerve) เส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) และปมประสาท (ganglia) ทา หน้าที่นาสัญญาณประสาทเข้า-ออก CNS และควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ภายในร่างกาย - รีแฟลกซ์ แอกชัน (reflex action)
  • 18.
     somatic reflexเป็นรีแฟลกซ์ของระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ แต่ตอบสนอง ต่อสิ่งเร้าโดยอยู่นอกเหนืออานาจจิตใจชั่วขณะ และมีหน่วยปฏิบัติงานเป็น กล้ามเนื้อลาย  autonomic reflex ป็นรีแฟลกซ์ของระบบประสาทอัตโนวัติ ตอบสนองต่อสิ่ง เร้าอยู่นอกเหนืออานาจจิตใจและมีหน่วยปฏิบัติงานเป็นกล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อ หัวใจ อวัยวะภายใน และต่อมต่างๆ 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของโครงสร้างและการทางานของระบบ ประสาท ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปองค์ประกอบและหลักการที่สาคัญของโครงสร้างและการทางาน ของระบบประสาท คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของโครงสร้างและการทางานของระบบ ประสาทกับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต 5. สมรรถนะ การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจาบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจาบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจาบทเรียน 4. แบบบันทึกการทา กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจา บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจาบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจา บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ทากิจกรรมประจา บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา การเรียนการสอนประจา บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจาบทเรียน 3. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยแบบทดสอบประจา บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า > โครงสร้างระบบประสาทของสัตว์มีกระดูกสันหลังสามารถจาแนกได้เป็นกี่ลักษณะ อะไรบ้าง
  • 19.
    > นักเรียนคิดว่าการทางานของระบบประสาทในสัตว์มีกระดูกสันหลังรวมถึงมนุษย์ด้วยนั้นมี หลักการพื้นฐานที่คล้ายกันอย่างไรบ้าง > ลักษณะโครงสร้างระบบประสาทมีความสัมพันธ์กับการทางานของระบบประสาทในสัตว์มี กระดูกสันหลังหรือไม่อย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าทาไมนักเรียนจึงสามารถสั่งการควบคุม การทางานของแขนขาได้แต่ไม่สามารถสั่งการควบคุมการทางานของกระเพาะหรือหัวใจได้ นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น นักเรียนคิดว่าระบบประสาทแบบภายใต้จิตใจกับระบบประสาทแบบภายนอกจิตใจมีความเหมือนและความ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท” ว่า  ศูนย์กลางของระบบประสาทอยู่ที่สมองและไขสันหลัง ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากนิวรัลทิวบ์ (neural tube) ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก (ectoderm) ในระยะเอ็มบริโอ ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอด ยาวมีการเจริญพัฒนาการพองออก เจริญเป็นสมอง ส่วนท้ายเจริญเป็นไขสันหลัง ทั้งสมองและไขสัน หลังมีเยื่อหุ้มเดียวกัน เรียกว่า เยื่อหุ้มสมอง (meninges) ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายและเป็นทางให้ อาหารแก่สมองและไขสันหลัง  โครงสร้างและหน้าที่ในสมองส่วนต่างๆของคน 1. สมองส่วนหน้า (forebrain หรือ prosencephalon) 1) ซีรีบัล (cerebrum) * frontal lobe * temporal lobe * parietal lope* occipital lobe 2) ทาลามัส (thalamus) 3) ไฮโพทาลามัส (hypothalamus) 4) ออแฟกตอรบัลบ์ (olfactory bulb) สมองส่วนกลาง (midbrain หรือ mesencephalon) : ออฟติก โลป (optic lope) สมองส่วนท้าย (hindbrain หรือ rhombencephalon) 1) ซีรีเบลลัม (cerebellum) 2) medulla ablongata 3) pons
  • 20.
     เส้นประสาทสมอง (cranialnerve) ทาหน้าที่รับความรู้สึก มี 3 คู่ ได้แก่ 1 , 2 , 8 เส้นประสาทสมอง ที่ทาหน้าที่นาคาสั่ง มี 5 คู่ ได้แก่ 3 , 4 , 6 , 11 , 12 เส้นประสาทสมองที่ทาหน้าที่ผสม มี 4 คู่ ได้แก่ 5 , 7 , 9 , 10  โครงสร้างไขสันหลัง ประกอบด้วย เนื้อไขสันหลังประกอบด้วย 2 ส่วน White matter มีสีขาวอยู่รอบ นอก Gray matter มีสีเทา อยู่บริเวณกลางๆ มีรูปร่างคล้ายตัวอักษรตัว H หรือปีกผีเสื้อ ประกอบด้วย ปีกบน(dorsal horn) เป็นบริเวณรับความรู้สึก ปีกล่าง(ventral horn) เป็นบริเวณนา คาสั่ง และปีกข้าง(lateral horn) เป็นระบบประสาทอัตโนวัติเพราะมีเซลล์ประสาทนาคาสั่งตัวที่ 1 ปรากฏอยู่  เส้นประสาทไขสันหลังในคนมีทั้งหมด 31 คู่ ทั้งหมดเป็นเส้นประสาทผสม(mixed nerve) เส้นประสาทไขสันหลังจึงเหมือนเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5,7,9,10
  • 21.
     แฟลกซ์ แอกชัน(reflex action)  somatic reflex เป็นรีแฟลกซ์ของระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ แต่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดย อยู่นอกเหนืออานาจจิตใจชั่วขณะ และมีหน่วยปฏิบัติงานเป็นกล้ามเนื้อลาย  autonomic reflex ป็นรีแฟลกซ์ของระบบประสาทอัตโนวัติ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าอยู่ นอกเหนืออานาจจิตใจและมีหน่วยปฏิบัติงานเป็นกล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อหัวใจ อวัยวะ ภายใน และต่อมต่างๆ  ระบบประสาทอัตโนวัติ (autonomic nervous system) o ระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic nervous system) เป็นระบบประสาทอัตโนวัติที่ มีเซลล์ประสาทนาคาสั่งตัวที่ 1 (preganglionic neuron) อยู่ในไขสันหลังส่วนอก และเอว (thoracolumbar outflow) o ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic nervous system) เป็นระบบ ประสาทอัตโนวัติที่เซลล์ประสาทตัวที่ 1 อยู่ในสมองและไขสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบ ของโครงสร้างและการทางานของระบบประสาท องค์ประกอบและหลักการที่สาคัญของโครงสร้างและการ ทางานของระบบประสาท อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องโครงสร้างและการทางานของระบบ ประสาทในการศึกษาชีววิทยาในระดับสูงต่อไป ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญและองค์ประกอบของ โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท องค์ประกอบและหลักการที่สาคัญของโครงสร้างและการทางาน ของระบบประสาท อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องโครงสร้างและการทางานของระบบประสาทใน การศึกษาชีววิทยาในระดับสูง
  • 22.
    9. สื่อ /อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท: www.google.com 9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบประสาท: www.youtube.com 9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง โครงสร้างและการทางานของระบบ ประสาท 10. บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาและอุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… บันทึกเพิ่มเติม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................. (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครูผู้สอน
  • 23.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึก (1) เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ ประสาท เขียนสรุปขั้นตอนและโครงสร้างสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตได้ อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตได้อย่าง ถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ กับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้ อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ - สมองสามารถแปลความรู้สึกต่างๆโดยอาศัยกระแสประสาทที่มาจากอวัยวะรับความรู้สึก ซึ่ง เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าเคมีทั้งสิ้น นอกจากนี้ สมองมีบริเวณจาเพาะที่ทาหน้าที่รับกระแส ประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกต่างของร่างกายเพื่อการตอบสนองในลักษณะที่เหมาะสม - Sensory Mechanism ประกอบด้วย 1. Sensory transduction การที่สิ่งเร้ามากระตุ้น receptor cell แล้วทาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงต่อ membrane potential 2. Amplification การขยายสัญญาณจากการกระตุ้นของสิ่งเร้า เช่น การขยายสัญญาณ ภายในหูจากการสั่นของเยื่อแก้วหู และกระดูกหู 3 ชิ้น 3. Transmission การนาสัญญาณประสาท (nerve impulse) ไปยัง CNS 4. Integration การรวบรวม nerve impulse ที่ได้รับ โดยการ summation of graded potential 5. Sensory adaptation การลดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่กระตุ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การ ลดการตอบสนองต่อการสัมผัสของเสื้อผ้าที่สวมใส่ - อวัยวะรับความรู้สึก ได้แก่
  • 24.
    นัยน์ตากับการมองเห็น (Photoreceptor) หูกับการได้ยิน (mechanoreceptor) จมูกกับการดมกลิ่น(chemoreceptor) ลิ้นกับการรับรส (chemoreceptor) ผิวหนังกับการรับความรู้สึก (mechanoreceptor and thermoreceptor) 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใน สิ่งมีชีวิต ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใน สิ่งมีชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ กับกระบวนการ ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต 5. สมรรถนะ การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจาบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจาบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจาบทเรียน 4. แบบบันทึกการทา กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจา บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจาบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจา บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ทากิจกรรมประจา บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา การเรียนการสอนประจา บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจาบทเรียน 3. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยแบบทดสอบประจา บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า > อวัยวะรับความรู้สึกมีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการรับความรู้สึกอย่างไร > นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์
  • 25.
    > ลักษณะของใบหูที่แผ่กว้างติดต่อกับรูหูที่เป็นท่อยาวจรดเยื่อแก้วหูนั้น มีส่วนช่วยในการได้ยิน หรือไม่อย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าเพราะเหตุใดช่วงที่เป็นหวัดนักเรียนจึง รับประทานอาหารได้ไม่อร่อย นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น นักเรียนคิดว่าบนผิวหนังสามารถรับสัมผัสได้เท่ากันทุกจุดหรือไม่ ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “อวัยวะรับความรู้สึก (1)” ว่า  อวัยวะรับสัมผัส (sensory organ) มีกลไกการทางานที่ประกอบด้วย o Sensation: การเคลื่อนของ action potential ผ่าน sensory neuron ไปยังสมอง o Perception: การรวบรวมและแปลผล sensation ที่สมองได้รับ  Sensory Mechanism ประกอบด้วย 1. Sensory transduction การที่สิ่งเร้ามากระตุ้น receptor cell แล้วทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อ membrane potential 2. Amplification การขยายสัญญาณจากการกระตุ้นของสิ่งเร้า เช่น การขยายสัญญาณภายในหูจาก การสั่นของเยื่อแก้วหู และกระดูกหู 3 ชิ้น 3. Transmission การนาสัญญาณประสาท (nerve impulse) ไปยัง CNS 4. Integration การรวบรวม nerve impulse ที่ได้รับ โดยการ summation of graded potential 5. Sensory adaptation การลดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่กระตุ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การลดการ ตอบสนองต่อการสัมผัสของเสื้อผ้าที่สวมใส่  การแบ่ง sensory receptor ตามชนิดของสิ่งเร้าได้เป็น 5 ชนิด คือ 1. Mechanoreceptor: สิ่งเร้าเป็นแรงกล เช่น แรงดัน (ผิวหนัง), การสัมผัส (ผิวหนัง), การ เคลื่อนไหว (หู), เสียง (หู) 2. Chemoreceptor: สิ่งเร้าเป็นสารเคมี เช่น กลูโคส, O2, CO2, กรดอะมิโน เช่น Gustatory (taste) receptor (ลิ้น) และ Olfactory (smell) receptor (จมูก) 3. Electromagnetic receptor (Photoreceptor): สิ่งเร้าเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น แสง (visible light), กระแสไฟฟ้า, สนามแม่เหล็ก (ตา) 4. Thermoreceptor: สิ่งเร้าเป็นอุณหภูมิ เช่น ความร้อน, ความเย็น (ผิวหนัง)
  • 26.
     ตา (Eye):การมองเห็น ประกอบด้วยโครงสร้างสาคัญต่างๆ ดังนี้ o Sclera หรือ sclerotic coat ได้แก่ส่วนขาวของตา ส่วนหน้าสุดจะโป่งออก เรียกว่า กระจก ตา(cornea) หรือตาดา เป็นส่วนที่ให้แสงเข้าผ่าน o Choroid เป็นเยื่อบางๆสาหรับอาศัยของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงลูกตาผนังจะมีรงควัตถุดูดแสงมิ ให้ผ่านทะลุไปยังด้านหลังของนัยน์ตา ด้านหน้าจะมีเยื่อยื่นออกมาเรียกว่า ม่านตา(Iris)ช่อง ตรงกลางเรียกว่า รูม่านตา(pupil) ซึ่งจะเกี่ยวกับปริมาณแสง o Retina เป็นผนังชั้นในสุด เป็นที่อยู่ของเซลล์รับแสง 2 ชนิด 1. เซลล์รูปแท่ง(rod cell) ทางานได้ดีขณะแสงสลัว จึงพบมากในสัตว์ออกหากินในเวลา กลางคืน ภาพที่เห็นเรียกว่า scotopic vision เป็นภาพที่ไม่มีรายละเอียด ไม่มีสีสันเป็นขาวดา ไวต่อแสงสี เขียวมากที่สุด เซลล์รูปแท่งหนาแนนที่สุด ทางด้านข้างของเรตินาและลดน้อยลงเมื่อเข้าใกล้ใจกลางเรตินา ดังนั้นเวลากลางคืนจะเห็นภาพชัดเจนเมื่อแสงตกที่ด้านข้างเรตินา 2. เซลล์รูปกรวย(cone cell) ทางานได้ดีขณะแสงมาก จึงพบมากที่หากินในเวลากลางวัน ภาพที่เห็นเรียกว่า photopic vision ภาพมีสีสันรายละเอียด ไวต่อแสงน้าเงิน เขียว แดง มาก เซลล์รูปกรวย หนาแน่นบริเวณใจกลางเรตินาเรียกตาแหน่งนี้ว่าโพเวีย(fovea) ซึ่งเห็นภาพชัดเจนที่สุด เมื่อออกด้านข้างเซลล์ รูปกลวยจะลดลง *จุดบอด(bilnd spot) บริเวณนี้จะมีเส้นประสาทคู่ที่ 2 อยู่จึงไม่พบเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย  ความผิดปกติของนัยน์ตา ได้แก่  สายตาสั้น (myopia) คือสภาวะที่กระบอกตายาวกว่าเดิม ทาให้แสงจากวัตถุโฟกัสที่วุ้นในลูกตา แล้วกระจายออกเป็นวงพร่าไปตกบนเรตินา * การแก้ไข กระทาโดยการใส่แว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์เว้าช่วยกระจายแสง เพื่อยืดความยาวของ โฟกัสออกให้มาตกที่บริเวณเรตินาพอดี  สายตายาว (hypermetropia) คือ ภาวะที่กระบอกตาสั้นกว่าปรกติ ทาให้แสงตกบนเรตินา ก่อนที่มีการโฟกัส * การแก้ไข กระทาโดยการใส่แว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์นูนช่วยรวมแสง เพื่อให้แสงมาตกที่บริเวณเร ตินาพอดี  สายตาเอียง (astigmatism) คือสภาวะเกิดจากการที่ผิวกระจกตาหรือ เลนส์ ไม่สม่าเสมอทาให้ โค้งไม่เท่ากัน แสงจากวัตถุผ่านกระจกตาทาให้เกิดการหักเหและให้ภาพไม่เป็นจุดชัด
  • 27.
    * การแก้ไข กระทาโดยการใช้เลนส์ทรงกระบอกหรือทั้งเลนส์ทรงกระบอกและทรงกลมเพื่อให้แสงใน แต่ละระนาบมาโฟกัสที่จุดเดียวกัน  หูกับการได้ยิน  โครงสร้างของหูส่วนนอก - ใบหู (pinna) - ช่องหูหรือรูหู (external auditory canal) - แก้วหูหรือเยื่อแก้วหู (tympanic membrane หรือ ear drum)  โครงสร้างของหูส่วนกลาง - ท่อยูสเตเชียน (eustachian tube) ทาหน้าที่ปรับความดันระหว่างหูตอนกลางและอากาศ ภายนอกและระบายคลื่นเสียงส่วนเกิน จากหูตอนใน - กระดูกหู มีข้างละ 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน(malleus) กระดูกทั่ง(incus) กระดูกโกลน (stapes) ทา หน้าที่ขยายความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงให้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 20 เท่า เมื่อเข้าในหูตอนใน  โครงสร้างของหูส่วนใน เป็นที่อยู่ของอวัยวะรับเสียงและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว 1. Utricular region เป็นที่อยู่ของอวัยวะการทรงตัวประกอบด้วยถุง utriculus และมี เซมิเซอร์คิวลา แคแนล (semicitcular canal) เป็นหลอดครึ่งวงกลม 3 อัน มีของเหลวบรรจุอยู่ 2. saccular region เป็นที่อยู่ของอวัยวะรับเสียงเรียกว่า คอเคลีย (cochiea) มีลักษณะคล้ายก้นหอย ภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ เมื่อคลื่นเสียงผ่านเข้ามาภายในทาให้เกิดการสั่นสะเทือนกระตุ้นส่ง สัญญานไปตามเส้นประสาท
  • 28.
     หูกับการทรงตัว o utricle,saccule และ semicircular canals ในหูชั้นใน รับรู้เกี่ยวกับการทรงตัวและ ตาแหน่งของร่างกาย โดยมี hair cell อยู่ข้างใน o utricle&saccule ส่งสัญญาณให้สมองรับรู้ว่าทิศใดเป็นด้านบนและร่างกายอยู่ในท่าใดได้ o semicircular canals รับรู้เกี่ยวกับทิศทางทั้ง 3 ระนาบ โดยบริเวณโคนท่อมีการบวมเป็น กระเปาะเรียก ampulla o ในampullaมี gelatinous cap เรียก cupula ที่มี hair cell อยู่ นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ และ องค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึก ต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตในการศึกษา ชีววิทยาในระดับสูงต่อไป ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของ อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตในการศึกษาชีววิทยาใน ระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต: www.google.com 9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต: www.youtube.com 9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต
  • 29.
    10. บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาและอุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… บันทึกเพิ่มเติม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................. (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครูผู้สอน
  • 30.
    แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาว302445 ชีววิทยา 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การรับรู้และการตอบสนอง เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึก (2) เวลา 3 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ******************************************************************************************* 1. มาตรฐานการเรียนรู้ ว 1.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายการรักษาดุลยภาพของเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูล และเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ อธิบายความหมาย องค์ประกอบและความสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ ประสาท เขียนสรุปขั้นตอนและโครงสร้างสาคัญของเซลล์ประสาทและการทางานของเซลล์ประสาท 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตได้ อย่างถูกต้อง 2.2 สามารถเขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตได้อย่าง ถูกต้อง 2.3 ตระหนักถึงความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ กับกระบวนการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้ อย่างถูกต้อง 3. สาระแกนกลาง / สาระสาคัญ - สมองสามารถแปลความรู้สึกต่างๆโดยอาศัยกระแสประสาทที่มาจากอวัยวะรับความรู้สึก ซึ่ง เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าเคมีทั้งสิ้น นอกจากนี้ สมองมีบริเวณจาเพาะที่ทาหน้าที่รับกระแส ประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกต่างของร่างกายเพื่อการตอบสนองในลักษณะที่เหมาะสม - Sensory Mechanism ประกอบด้วย 1. Sensory transduction การที่สิ่งเร้ามากระตุ้น receptor cell แล้วทาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงต่อ membrane potential 2. Amplification การขยายสัญญาณจากการกระตุ้นของสิ่งเร้า เช่น การขยายสัญญาณ ภายในหูจากการสั่นของเยื่อแก้วหู และกระดูกหู 3 ชิ้น 3. Transmission การนาสัญญาณประสาท (nerve impulse) ไปยัง CNS 4. Integration การรวบรวม nerve impulse ที่ได้รับ โดยการ summation of graded potential 5. Sensory adaptation การลดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่กระตุ้นมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การ ลดการตอบสนองต่อการสัมผัสของเสื้อผ้าที่สวมใส่ - อวัยวะรับความรู้สึก ได้แก่
  • 31.
    นัยน์ตากับการมองเห็น (Photoreceptor) หูกับการได้ยิน (mechanoreceptor) จมูกกับการดมกลิ่น(chemoreceptor) ลิ้นกับการรับรส (chemoreceptor) ผิวหนังกับการรับความรู้สึก (mechanoreceptor and thermoreceptor) 4. สาระการเรียนรู้ ความรู้ (K) อธิบายความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใน สิ่งมีชีวิต ทักษะ / กระบวนการ (P) เขียนสรุปโครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ใน สิ่งมีชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตระหนักถึงความสาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ กับกระบวนการ ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต 5. สมรรถนะ การคิด , การแก้ปัญหา, ทักษะชีวิต, การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี 6. ชิ้นงาน / ภาระงานที่แสดงผลการเรียนรู้ สมุดบันทึก ,ใบงาน ,ใบกิจกรรม และ Concept map หรือ Mind map 7. การวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีวัดผล เครื่องมือวัดผล เกณฑ์การประเมินผล 1. สมุดบันทึกการเรียน การสอนประจาบทเรียน 2. ใบงานแบบฝึกหัด ทบทวนประจาบทเรียน 3. ทดสอบเก็บคะแนน ประจาบทเรียน 4. แบบบันทึกการทา กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ตรวจสมุดบันทึกการ เรียนการสอนประจา บทเรียน 2. ตรวจใบงาน แบบฝึกหัดทบทวน ประจาบทเรียน 3. ตรวจแบบทดสอบ เก็บคะแนนประจา บทเรียน 4. ตรวจแบบบันทึกการ ทากิจกรรมประจา บทเรียน 1. การสังเกต ตรวจสอบ เปรียบเทียบกับเนื้อหาที่ทา การเรียนการสอนประจา บทเรียนจริง 2. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยใบงานแบบฝึกหัด ประจาบทเรียน 3. การตรวจสอบคาตอบกับ คาเฉลยแบบทดสอบประจา บทเรียน 4. การตรวจแบบบันทึกการ กิจกรรมประจาบทเรียน 1. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหา ความเป็น ระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของการจดบันทึก 2. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 80% 3. ความถูกต้องของ คาตอบอย่างน้อยไม่ต่า กว่า 50% 4. ความถูกต้อง ครบถ้วน ในเนื้อหาการบันทึก ความ เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงามของการจดบันทึก 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนา : ครูตั้งคาถามก่อนนาไปสู่การเรียนการสอนให้นักเรียนจะตอบคาถามเหล่านี้โดย อาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมหรือจากประสบการณ์ที่นักเรียนเคยพบเห็นในชีวิตประจาวัน ว่า > อวัยวะรับความรู้สึกมีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการรับความรู้สึกอย่างไร > นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์
  • 32.
    > ลักษณะของใบหูที่แผ่กว้างติดต่อกับรูหูที่เป็นท่อยาวจรดเยื่อแก้วหูนั้น มีส่วนช่วยในการได้ยิน หรือไม่อย่างไร ครูเริ่มเปิดอภิปรายโดยให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าเพราะเหตุใดช่วงที่เป็นหวัดนักเรียนจึง รับประทานอาหารได้ไม่อร่อย นักเรียนสามารถตั้งคาถามที่อยากรู้เพิ่มเติม หลังจากได้ร่วมกันอภิปรายในห้องเรียนแล้ว เช่น นักเรียนคิดว่าบนผิวหนังสามารถรับสัมผัสได้เท่ากันทุกจุดหรือไม่ ขั้นสอน : ครูอธิบายเนื้อหา “อวัยวะรับความรู้สึก (2)” ว่า  จมูกเป็นอวัยวะรับสัมผัสที่สาคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย โดยทาหน้าที่รับกลิ่นของสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา เช่นกลิ่นอาหาร กลิ่นดอกไม้ ฯลฯ นอกจากนี้ยีงเป็นทางผ่านของอากาศที่เราหายใจอยู่ตลอดเวลา โดย ทาหน้าที่กรองอากาศ ปรับอุณหภูมิ และความชื้นของ อากาศก่อนที่จะเข้าสู่ปอด คือ ถ้าอากาศเย็น จมูกจะปรับให้อุ่นขึ้น ถ้าอากาศแห้งมาก จมูกจะให้อากาศ ซุ่มชื้น นอกจากนี้จมูกยังช่วยในการปรับ เสียงที่เราพูด ให้กังวานน่าฟังอีกด้วย  การได้รับกลิ่น : กระเปาะรับกลิ่นคือบริเวณที่เยื่อบุภายในโพรงจมูกมีประสาทสาหรับรับกลิ่นอยู่ทั่วไป ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่สมอง เมื่อกลิ่นผ่านเข้าไปในโพรงจมูก กลิ่นมากกระทบปลาย ประสาทสัมผัสรับกลิ่น ปลายประสาทรับกลิ่นส่งกระแสประสาทไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายของสิ่งที่ได้รับ  ลิ้น (Tongue): การรับรส โดยบนลิ้นของคนมีตุ่มลิ้น(taste bud)ประมาณ 10,000 อัน ฝังตัวอยู่ใน ปุ่มลิ้น (papilla) แต่ละ taste bud จะมี taste (gustatory) receptor cell ซึ่งเป็น modified epithelial cell อยู่
  • 33.
    การรับรส มีขั้นตอนดังนี้ 1. โมเลกุลของสารเช่นน้าตาลจับกับtaste receptor 2. มีการส่งสัญญาณผ่าน signal-transduction pathway 3. K+ channel ปิด Na+channel เปิด 4. Na+ แพร่เข้าสู่เซลล์ เกิด depolarization 5. กระตุ้นการนา Ca+ เข้าสู่เซลล์ 6. receptor cell หลั่ง neurotransmitter ที่ไปกระตุ้น sensory neuron ต่อไป  ลิ้นเป็นอวัยวะในช่องปาก ทาหน้าที่ช่วยคลุกเคล้าอาหารและรับความรู้สึกเกี่ยวกับรสชาติของอาหาร การที่ลิ้นสามารถรับรู้รสชาติของอาหารได้นั้น เพราะมีอวัยวะในการรับรู้รส เรียกว่า ตุ่มรับรส (taste buds) อยู่บนลิ้น มีลักษณะกลมรี ประกอบด้วยเซลล์รูปทรงกระสวย และปลายเส้นประสาทที่รับรู้รสที่ สามเส้ว ตุ่มรับรสส่วนใหญ่พบที่ด้านหน้า และด้านข้างของลิ้น ส่วนบนของต่อมทอนซิล เพดานปาก และหลอดคอพบเป็นส่วนน้อย จากการทดลองแล้วปรากฎว่า ตุ่มรับรสมีอย่างน้อยที่สุด ประมาณ 4 ชนิดด้วยกัน ซึ่งจะคอยรับรสแต่ละอย่าง คือ 1. รสหวาน 2. รสเค็ม 3. รสขม 4. รสเปรี้ยว
  • 34.
     ผิวหนัง (Skin):การับสัมผัส โดยสิ่งเร้าที่เป็นแรงกลจะทาให้เกิดการโค้งงอหรือบิดเบี้ยวของเยื่อเซลล์ ของ mechanoreceptor จะทาให้ permeability ต่อ Na+ และ K+ เปลี่ยนไป และทาให้เกิด depolarization นอกจากนี้ mechanoreceptor เป็น modified dendrite ของ sensory neuron — รีเซปเตอร์รับการสัมผัส อยู่มากตามฝ่ามือฝ่าเท้ามากกว่าที่อื่น บริวเวณที่มีขนน้อยกว่าไม่มีขน โดย ปลายนิ้วจะมีมากกว่าที่อื่น — รีเซปเตอร์รับร้อน-หนาว ไม่พบที่อวัยวะภายใน พบที่หลังมือมากกว่าฝ่ามือ(ไม่แน่นอน) — รีเซปเตอร์รับความเจ็บปวด จะมีการส่งกระแสประสาทไปยัง ทาลามัส และถ่ายทอดไปยังซีรับรัม คอเทกซ์ บริเวณที่มีรีเซปเตอร์นี้น้อยได้แก่บริเวณ ต้นแขนและตะโพก — ปลายประสาทรับรู้เกี่ยวกับเจ็บปวด จะอยู่ชั้นบนสุดของผิวหนังปรากฏบริเวณชั้นหนังกาพร้า — ปลายประสาทรับรู้แรงกดดัน จะอยู่ระดับล่างสุด โดยปรากฏภายใต้ชั้นหนังแท้ นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ และ องค์ประกอบของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึก ต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตในการศึกษา ชีววิทยาในระดับสูงต่อไป ขั้นสรุป : ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เป็น concept map หรือ mind map พร้อม กับทาใบงานหรือใบกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ และองค์ประกอบของ
  • 35.
    อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต โครงสร้างและหน้าที่ที่สาคัญของอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆในสิ่งมีชีวิต อีกทั้งการประยุกต์ใช้เนื้อหาบทเรียนเรื่องอวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิตในการศึกษาชีววิทยาใน ระดับสูง 9. สื่อ / อุปกรณ์ / แหล่งเรียนรู้ 9.1 เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ว30245 ชีววิทยา 5 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คณะผู้รวบรวม ครูผู้สอนรายวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 9.2 หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบัน ส่งเสริมการส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.3 คู่มือครูรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้แต่ง สถาบันส่งเสริม การส่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ 9.4 ห้องสมุดหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 9.5 เว็ปไซต์อ้างอิงแหล่งข้อมูล เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต: www.google.com 9.6 เว็ปไซต์สื่อมัลติมีเดีย เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต: www.youtube.com 9.7 สื่อเทคโนโลยี power point ประกอบการเรียนรู้ เรื่อง อวัยวะรับความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต 10. บันทึกหลังการสอน ผลการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปัญหาและอุปสรรค ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวทางแก้ไข ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… บันทึกเพิ่มเติม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ.................................................. (นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์) ครูผู้สอน
  • 36.
    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5(ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชั้น............ห้อง............เลขที่............ ใบกิจกรรม เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต คาชี้แจง ให้นักเรียนสรุปบทเรียนในรูปแบบ concept map หรือ mind map ตามความเข้าใจอย่างถูกต้อง พร้อมตกแต่งระบายสีอย่างสวยงาม
  • 37.
    แบบสังเกตการตอบคาถามและการร่วมกิจกรรมหน้าชั้น ระดับชั้น ............. เรื่อง...............................................วันที่ .......... เดือน .......................พ.ศ............. คาชี้แจง ครูผู้สอนประเมินนักเรียนโดยใช้วิธีสังเกตในขณะดาเนินการสอน แล้วให้ระดับคะแนนดังนี้ 3 เมื่อปฏิบัติบ่อยๆ 2 เมื่อปฏิบัติบางครั้ง 1 เมื่อไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติน้อยมาก ที่ ชื่อ-สกุล การตอบคาถาม การร่วมกิจกรรม การแสดงความคิดเห็น การซักถาม รวมคะแนน ระดับคะแนน 10-12 7-9 4-6 3 3 3 3 12 ดี พอใช้ ปรับปรุง
  • 38.
    แบบประเมินการทางานกลุ่ม รายวิชา.................... เรื่อง .............................................วันที่.......... เดือน ........................... พ.ศ............ ที่ ชื่อ-สกุล ประเด็นการประเมิน/คะเนน ระดับคะแนน ความรับผิดชอบของ แต่ละคน การมีส่วนร่วมในการ ทางาน ความคิดสร้างสรรค์ ผลงาน รวม 20-25 12-19 5-11 5 5 5 10 25 ดี พอใช้ ปรับปรุง เกณฑ์การให้คะแนน 5 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นชัดเจนดีมากเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่น 4 เมื่อพฤติกรรมโดดเด่นดี 3 เมื่อพฤติกรรมเทียบเท่ากันทั่วไปเป็นไปตามที่กาหนด 2 เมื่อพฤติกรรมไม่ค่อยโดดเด่นและต่ากว่ามาตรฐานทั่วไป 1 เมื่อพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ค่อยแสดงออกหรือให้ความร่วมมือ
  • 39.
    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5(ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชั้น............ห้อง............เลขที่............ ใบความรู้ เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต ภาพแสดงการจาแนกประเภทของระบบประสาทในสิ่งมีชีวิต ภาพแสดงเส้นใยประสานงานในพารามีเซียม ภาพแสดงกระบวนการรับรู้ และตอบสนองของสิ่งมีชีวิต
  • 40.
  • 41.
  • 42.
  • 43.
  • 44.
  • 45.
  • 46.
  • 47.
  • 49.
  • 50.
  • 51.
  • 52.
  • 53.
  • 54.
  • 55.
  • 56.
  • 57.
  • 58.
  • 59.
    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รายวิชาชีววิทยา 5(ว30245) ครูวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชั้น............ห้อง............เลขที่............ แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต 1. เหตุการณ์ใดไม่เกิดการรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้า ก. น้าทิพย์นอนฝันแล้วเกิดอาการกระตุกและลุกจากเตียงนอน ข. วีระยุทธนาเข็มจิ้มที่ลาตัวของไฮดรา ไฮดราเกิดการกระตุกและหนีทันที ค. หาญชัยเดินเหยียบเศษแก้ว ปรากฏว่าเกิดการสะดุ้งและกระตุกขาออกทันที ง. สโรชินีนาแสงไฟไปส่องในน้าที่มีพารามีเซียม ปรากฏว่าพารามีเซียมว่ายน้าหนีแสงไฟ 2. ข้อใดคือลักษณะระบบประสาทของดาวทะเล ก. ระบบประสาทเชื่อมกันเป็นร่างแหที่ไม่มีศูนย์กลางควบคุมการทางาน ข. ระบบประสาทส่วนกลาง มีเส้นประสาทเป็นท่อกลวงอยู่ทางด้านหลัง ค. ศูนย์กลางการทางานอยู่ที่วงแหวนประสาท แตกแขนงออกไปตามแนวรัศมี ง. การรวมกลุ่มกันของเซลล์ประสาทเป็นปมประสาท และมีเส้นประสาททอดยาวไปตามลาตัว 3. ข้อใดคือลักษณะทิศทางการส่งกระแสประสาทของปมประสาท (ganglion) และร่างแหประสาท (nerve net) ตามลาดับ 1. ทิศทางการขนส่งกระแสประสาทมีเพียงสองทิศทาง 2. ทิศทางการขนส่งกระแสประสาทไปทางเดียว 3. ทิศทางการขนส่งกระแสประสาทเป็นแบบย้อนกลับ 4. ทิศทางการขนส่งกระแสประสาทหลายทิศทางไม่แน่นอน ก. 1, 2 ข. 2, 3 ค. 3, 4 ง. 2, 4 4. การทางานเกี่ยวกับการรับรู้และตอนสนองของอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายมนุษย์และสัตว์จะดาเนินไปเป็น ปกติ ต้องอาศัยการประสานงานระหว่างระบบในข้อใดบ้าง 1. ระบบต่อมไร้ท่อ 2. ระบบย่อยอาหาร 3. ระบบหมุนเวียนเลือด 4. ระบบสืบพันธุ์ 5. ระบบประสาท 6. ระบบหายใจ ก. 1, 3 ข. 2, 4 ค. 1, 5 ง. 3, 6 5. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะทั่วไปของแอกซอน (Axon) ได้ถูกต้อง ก. เป็นแขนงสั้นออกจากตัวเซลล์ ประกอบด้วยส่วนที่มีเยื่อหุ้มไมอีลินเพียงเท่านั้น ข. เป็นแขนงยาวออกจากตัวเซลล์แขนงเดียว ประกอบด้วยส่วนที่มีเยื่อหุ้มไมอีลินเพียงเท่านั้น ค. เป็นแขนงสั้นออกจากตัวเซลล์ ประกอบด้วยส่วนที่มีเยื่อหุ้มไมอีลินและส่วนที่ไม่มีเยื่อหุ้มไมอีลิน ง. เป็นแขนงยาวออกจากตัวเซลล์แขนงเดียวประกอบด้วยส่วนที่มีเยื่อหุ้มไมอีลินและที่ไม่มีเยื่อหุ้มไมอีลิน
  • 60.
    6. ข้อใดจับคู่ระหว่างชนิดของเซลล์ประสาทและหน้าที่ได้ไม่ถูกต้อง ก. เซลล์ประสาทสั่งการ-นากระแสประสาทออกจากระบบประสาทส่วนกลางไปยังหน่วยปฏิบัติงาน ข.เซลล์ประสาทประสานงาน-รับกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งส่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ค. เซลล์ประสาทรับความรู้สึก-รับความรู้สึกจากส่วนต่างๆ แล้วส่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ง. เซลล์ประสาทสั่งการ-นากระแสประสาทจากหน่วยปฏิบัติงานเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง 7. สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ปลดปล่อยจากปลาย axon ของเซลล์ประสาทเข้าสู่บริเวณใด และมี ลาเลียงสารด้วยกลไกการลาเลียงแบบใด ก. presynaptic membrane, endocytosis ข. Postsynaptic membrane, exocytosis ค. synaptic cleft, endocytosis ง. synaptic cleft, exocytosis 8. acetylcholine และ norepinephrine มีผลต่อการทางานของหัวใจเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ก. เหมือนกัน acetylcholine และ norepinephrine จะช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ ข. เหมือนกัน acetylcholine และ norepinephrine จะช่วยยั้งยั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ค. แตกต่างกัน acetylcholine จะช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ แต่ norepinephrine จะช่วยยั้งยั้งการ เต้นของหัวใจ ง. แตกต่างกัน acetylcholine จะช่วยยับยั้งการเต้นของหัวใจ แต่ norepinephrine จะช่วยกระตุ้นการ เต้นของหัวใจ 9. การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทของเซลล์ประสาทลักษณะใดต่อไปนี้จะเคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด หากถูกกระตุ้น ด้วยแรงที่เท่ากัน ก. เป็นเซลล์ประสาทที่แอกซอนมีขนาดใหญ่ มีเยื่อไมอิลีนหุ้มและปลายแอกซอนแตกแขนงมาก ข. เป็นเซลล์ประสาทที่แอกซอนมีขนาดเล็ก มีเยื่อไมอิลีนหุ้ม และปลายแอกซอนแตกแขนงน้อย ค. เป็นเซลล์ประสาทที่แอกซอนมีขนาดใหญ่ ไม่มีเยื่อไมอิลีนหุ้ม และปลายแอกซอนแตกแขนงมาก ง. เป็นเซลล์ประสาทที่แอกซอนมีขนาดเล็ก ไม่มีเยื่อไมอิลีนหุ้มและปลายแอกซอนแตกแขนงน้อย 10. ถ้ากระตุ้นเซลล์ประสาทถี่ ๆ ซ้ากันหลาย ๆ ครั้ง ในขณะที่ผิวด้านนอกมีประจุลบจะมีผลอย่างไร ก. เกิดกระแสประสาทขนาดเท่าเดิม เคลื่อนที่ในอัตราเร็วเท่าเดิม ข. เกิดกระแสประสาทขนาดเพิ่มขึ้น เคลื่อนที่ช้ากว่าเดิม ค. ไม่เกิดกระแสประสาท เพราะไม่มี Na+- K+ pump ง. ไม่เกิดกระแสประสาท เพราะ Na+และ K+ ยังไม่กลับที่เดิม 11. ข้อความใดเกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทไปตามเซลล์ประสาทที่ไม่ถูกต้อง ก. อัตราการนากระแสประสาทขึ้นอยู่กับขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของ axon ข. ความแรงของกระแสประสาทเกี่ยวข้องกับขนาดของการเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์โดยตรง ค. resting potential คงที่อยู่ได้ด้วยความสามารถในการผ่านเข้าออกของอิออนที่ต่างผ่านเยื่อหุ้มและการ ทางานอย่างมีประสิทธิภาพของ Na+ - K+ pump ง. แรงกระตุ้นที่มีผลต่อการผ่านเข้าออกของอิออนที่เยื่อหุ้มเซลล์ สามารถลดความมีขั้ว (depolarize) หรือ เพิ่มความมีขั้ว (hyperpolarize) ของเยื่อหุ้มเซลล์ได้
  • 61.
    12. ข้อใดถูกต้องมากที่สุดเกี่ยวกับสภาวะที่เรียกว่า restingmembrane potential ที่บริเวณเซลล์ประสาท ก. ภายในเซลล์ประสาทมีผลรวมของประจุไฟฟ้าเป็นลบ เพราะมีคลอไรด์อิออนมาก ข. ค่าความต่างศักย์ข้างนอกเซลล์ประสาทมีค่าใกล้เคียงกันกับภายในเซลล์ประสาท ค. มีการเคลื่อนที่กระแสประสาทเพราะการเคลื่อนที่ของโซเดียมและโพแทสเซียมไอออน ง. เกิดการเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ โดยเกิดจากโซเดียม โพแทสเซียมและคลอไรด์อิออน 13. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสารสื่อประสาท(neurotransmitter) ก. มีปริมาณสูงมากในบริเวณปลายเดนไดรต์ และจะเคลื่อนที่เข้าสู่ synaptic cleft ข. ทาหน้าที่เป็นตัวกลางการถ่ายทอดกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง ค. แอซิติลโคลีน เอพิเนฟริน และเอนดอร์ฟิน อะดรีนาลีน เป็นสารสื่อประสาททุกชนิด ง. จะถูกบรรจุอยู่ในถุงแวสิเคิลก่อนจะถูกปล่อยออกจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง 14. ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับ spinal nerve ก. ventral root เป็นส่วนที่นากระแสประสาทเข้าสู่ไขสันหลัง ข. ventral root เป็นส่วนที่นากระประสาทออกจากไขสันหลัง ค. dorsal root เป็นส่วนที่นากระแสประสาทเข้าสู่ไขสันหลัง ง. spinal nerve proper (ส่วนที่รวมกัน) ทาหน้าที่ทั้งนากระแสประสาทออกและเข้า 15. ข้อใดกล่าวถึงหน้าที่ของไขสันหลังได้ไม่ถูกต้อง ก. เป็นศูนย์กลางการควบคุมแบบรีเฟลกซ์ (reflex) ข. เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับอวัยวะเป้าหมาย ค.เป็นศูนย์เชื่อมต่อระหว่างหน่วยรับความรู้สึก หน่วยสั่งการ และหน่วยปฏิบัติการ ง. ส่งกระแสประสาทสั่งการเข้าสู่สมองและนากระแสประสาทรับความรู้สึกออกจากสมอง 16. สุนัขพันธุ์ รอตต์ ไว เลอร์ เป็นสุนัขที่ถูกนามาเพื่อใช้ในการดมกลิ่นตามร่องรอยผู้ร้าย นักเรียนคิดว่าสุนัข พันธุ์นี้มีการพัฒนาของสมองส่วนใดเป็นพิเศษ ก. เซรีเบลลัม ข. ไฮโพทาลามัส ค. ออฟติกโลพ ง. ออกเฟกทอรีโลพ 17. สมองส่วนใดที่ทาหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมการทางานของระบบประสาทอัตโนวัติ ก. ไฮโพทาลามัส ข. เซรีบรัม ค. พอนส์ ง. เมดัลลา ออบลองกาตา 18. ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการคิดไว้ล่วงหน้า เช่น การกระตุกขาเมื่อถูกเคาะที่เอ็นใต้หัวเข่า เกิดจากการ ทางานของระบบประสาทแบบใด ก. ระบบซิมพาเทติก ข. ระบบพาราซิมพาเทติก ค. ระบบประสาทโซมาติก ง. ระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ 19. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบประสาทรอบนอก ก. ส่วนที่ทาหน้าที่ในการตอบสนองประกอบไปด้วยระบบประสาทโซมาติกและระบบประสาทอัตโนวัติ ข. เป็นระบบประสาทที่ทาหน้าที่ 2 ส่วน คือ ทาหน้าที่รับความรู้สึกและสั่งการ ค. ส่วนที่ทาหน้าที่รับความรู้สึกจะอยู่ที่อวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ง. ประกอบไปด้วยเส้นประสาทสมอง และเส้นประสาทไขสันหลัง
  • 62.
    20. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการทางานของประสาทแบบพาราซิมพาเทติก ก. ลดอัตราการเต้นของหัวใจและการขยายตัวของรูม่านตา ข. ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และการลดแรงดันของเลือด ค. กระตุ้นการสร้างเมือกทาน้าลายเหนียว และการคลายตัวของกระเพาะปัสสาวะ ง. กระตุ้นการสร้างเมือกทาน้าลายเหนียว และการหดตัวของลาไส้เล็ก 21. ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการทางานของประสาทแบบซิมพาเทติก ก. เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการคลายตัวของกระเพาะปัสสวะ ข. ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และการเพิ่มแรงดันของเลือด ค. กระตุ้นการหลั่งเหงื่อ และการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะ ง. กระตุ้นการสร้างเมือกทาน้าลายเหนียว และการหดตัวของรูม่านตา 22. ทุกครั้งที่ฉัชชาเป็นหวัดจะทาให้เกิดอาการหูอื้อขึ้นด้วย นักเรียนคิดว่ามีสาเหตุมาจาก ก. เยื่อแก้วหูเกิดการอักเสบ ข. หูส่วนในอักเสบจึงรับความสู้สึกจากหูส่วนกลางไม่ได้ ค. eustachian tube เกิดการอักเสบและตันทาให้ปรับอากาศไม่ได้ ง. กระดูกค้อน ทั่ง โกลน อักเสบ ทาให้สั่นสะเทือนไม่ได้ 23. ดวงใจมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาจึงเข้าพบจักษุแพทย์ ผลการตรวจพบว่าที่เซลล์รูปกรวย (Cone cell) ของ ตาดวงใจถูกทาลายนักเรียนคิดว่าผลที่จะเกิดขึ้นกับดวงใจคือ ก. ดวงตาไม่สามารถรับภาพได้ ข. ดวงตารับภาพได้แต่ภาพไม่โฟกัส ค. ดวงตาไม่สามารถรับภาพในแสงมากๆ ง. ดวงตาจะไม่สามารถบอกความแตกต่างของสีได้ 24. ในตอนแรกที่นักเรียนเข้าไปในห้องที่มีแสงสลัวจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ดีนักแต่พอสักครู่ท่านจะมองเห็น ดีขึ้นข้อใดอธิบายได้ถูกต้องที่สุด ก. กล้ามเนื้อม่านตาปรับตัวให้รูม่านตากว้างขึ้น ข. กล้ามเนื้อยึดเลนส์ปรับตัว เลนส์โค้งออก ทาให้แสงจากวัตถุตกบนเรตินาพอดี ค. เรตินาปรับตัวทาให้ Rod cell ซึ่งทางานได้ดีในที่มีแสงสว่างน้อยทางานมากขึ้น ง. ร่างกายขาดเรดอปซินที่สามารถเปลี่ยนเรตินินและ ออปซิน เพื่อช่วยในการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้น 25. สุกัญญา ไชยภักดี เข้าพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะชนิดหนึ่งในร่างกาย ผล การวินิจฉัยพบว่า บางส่วนของเซลล์รูปกรวยมีความผิดปกติไป สุกัญญามีอาการผิดปกติอะไร ก. สายตาสั้น ข. สายตาเอียง ค. ต้อกระจก ง. ตาบอดสี 26. การที่ฉัทมารู้สึกได้ถึงรดชาดที่อร่อยและมีกลิ่นหอมยั่วยวนเป็นผลมาจากการทางานของอวัยวะส่วนใดบ้าง ก. taste buds ที่ลิ้นเท่านั้น ข. taste buds ที่ลิ้นและประสาทรับรู้ที่ริมฝีปาก ค. taste buds เฉพาะส่วนที่อยู่ปลายลิ้น ง. taste buds ที่ลิ้นและอวัยวะรับกลิ่นในโพรงจมูก
  • 63.
    27. สารที่เราสามารถรับกลิ่นได้ควรมีคุณสมบัติตรงกับข้อใดมากที่สุด ก. ไม่ระเหย,ละลายน้าได้, ละลายได้ดีในไขมัน ข. ไม่ระเหย, ละลายน้าได้, ไม่ละลายในไขมัน ค. ระเหยได้ดี, ละลายน้าได้, ไม่ละลายในไขมัน ง. ระเหยได้ดี, ละลายน้าได้, ละลายได้ดีในไขมัน 28. ลักษณะโดยทั่วไปสุนัขเป็นสัตว์ที่ชอบไล่ล่า เฉลียวฉลาด แต่มีความสามารถในการดมกลิ่นที่โดดเด่น มากกว่ามนุษย์หลายเท่า นักเรียนคิดว่าสิ่งใดที่ทาให้สุนัขมีความสามารถในการดมกลิ่นได้ดีกว่ามนุษย์มากที่สุด ก. สุนัขมีส่วนของ olfactory cell พัฒนาดีกว่ามนุษย์ ข. สุนัขมีส่วนของโพรงจมูกใหญ่และยาวกว่ามนุษย์ ค. สุนัขมีพฤติกรรมการดมกลิ่นมาแต่กาเนิดแต่มนุษย์ไม่มี ง. สุนัขมีส่วนของรูจมูกใหญ่และกว้างกว่ามนุษย์ 29. ผิวหนังมีหน่วยรับความรู้สึกหลายประเภทยกเว้น ข้อใด ก. รับรู้ความเจ็บปวด ข. รับรู้ความร้อน-เย็น ค. รับรู้สัมผัสและแรงกด ง. รับรู้ความคันและระคายเคือง 30. จุฬามณีรู้สึกเจ็บและปวด กลังจากถูกเพื่อนหยิกที่แขนนั่นเกิดจากการทางานของเซลล์รับความรู้สึกที่ บริเวณใดของผิวหนัง ก. ผิวหนังชั้นที่มีไขมัน ข. ผิวหนังแท้ ค. หนังกาพร้า ง. ทั้งชั้นกาพร้าและชั้นหนังแท้ @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@ ชื่อ-นามสกุล.................................................................................................ชั้น............ห้อง............เลขที่............ กระดาษคาตอบแบบทดสอบ เรื่อง การรับรู้และการตอบสนองของสิ่งมีชีวิต  ก่อนเรียน วันที่...........................  หลังเรียน วันที่........................... ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 ก ข ค ง ข้อ 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ก ข ค ง ได้ .......................คะแนน คะแนนเต็ม 30 คะแนน ลงชื่อ..................................................ผู้ตรวจ