1

                                         เสียงกับการไดยิน

                                     เสียงเกิดขึ้นไดอยางไร
พลังงานเสียง (sound energy) เปนพลังงานรูปหนึ่งที่มองไมเห็น ไมมีตวตน เกิดจากการสั่นสะเทือน
                                                                          ั
ของวัตถุ เสียงจะเคลื่อนที่ออกจากแหลงกําเนิดเสียงทุกทิศทุกทาง ผานตัวกลาง 3 ชนิด คือ ของแข็ง
ของเหลว และกาซ ไปยังอวัยวะรับเสียงก็คอ หู (ear) ื
สวนประกอบของหู แบงได 3 ชั้น ไดแก
     1. หูชั้นนอก (ใบหู รูหูและเยื่อแกวหู)
     2. หูชั้นกลาง (กระดูกคอน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน)
     3. หูชั้นใน (คลอเคลียมีลักษณะเปนทอเหมือนเปลือกหอยโขง)
เสียงที่เราไดยนนั้นมาจากวัตถุตาง ๆ ที่อยูรอบตัวเรา วัตถุที่ทําใหเกิดเสียงเราเรียกวา แหลงกําเนิด
                 ิ
เสียง เสียงที่เราไดยนมีทั้งเสียงดังและเสียงคอย เสียงบางเสียงเราเคยไดยิน และเสียงบางเสียงเราก็
                      ิ
ไมเคยไดยิน แสดงวามีวัตถุมากมายที่เปนแหลงกําเนิดเสียงอยูรอบ ๆ ตัวเรา
      เสียงกําเนิดขึ้นเมื่อวัตถุมีการสั่น ถาวัตถุสั่นดวยพลังงานมากๆ เราจะไดยินเสียงจากวัตถุนั้นได
เชน ลําโพงสั่นเราจะไดยนเสียงจากลําโพง เสนเสียงในลําคอสั่น ทําใหเราออกเสียงได
                             ิ
การเดินทางของเสียง เสียงมาถึงหูของเราไดอยางไร เสียงเดินทางมาถึงหูเราไดกตองมีตัวกลาง (ถา
                                                                                     ็
ไมมีตัวกลางเสียงเดินทางไมได เชน ในทีสุญญากาศ ไมสามารถไดยินเสียงได) ซึ่งสามารถสรุปได
                                              ่
งาย ๆ ดังนี้
     1. ตัวกลางที่นําเสียงไดดีที่สุดคือของแข็ง รองลงมาคือของเหลว และกาซตามลําดับ
     2. เสียงเดินทางในอุณหภูมิสูงไดดีกวาอุณหภูมต่ํา     ิ
     3. เสียงเดินทางในตัวกลางที่มความหนาแนนสูงไดดีกวาตัวกลางที่มีความหนาแนนต่ํา
                                        ี
องคประกอบของเสียงนั้นมี 3 สวน
     1. แหลงกําเนิดเสียง
     2. ตัวกลางของเสียง
     3. อวัยวะรับเสียง หรือหูนั่นเอง
เสียงสูงกับเสียงต่ําเสียงดังเสียงคอยขึ้นอยูกบอะไร
                                                ั
เสียงสูงกับเสียงต่ําขึ้นอยูกับความถี่เสียง ถาความถี่สูงเสียงจะสูงและแหลม ความถี่ต่ําเสียงจะต่าและ
                                                                                                  ํ
ทุม วัตถุที่สั่นสะเทือนมากเสียงจะดัง วัตถุที่สั่นสะเทือนนอยเสียงจะคอย
2

                                           การไดยนิ
        เสียงเปนคลื่นตามยาวเกิดจากการสั่นของแหลงกําเนิดเสียง ดังนั้นถาวัตถุสั่นดวยพลังงาน
มากแอมปลิจดของการสั่นก็จะมาก ถาพลังงานที่ใชในการสั่นมีคานอย แอมปลิจูดของการสั่นก็จะ
             ู
นอย การสั่นของแหลงกําเนิดจะถายโอนพลังงานของการสั่นผานตัวกลางมายังผูฟง
        ในการไดยนเสียงครั้งหนึ่งๆ จะมีองคประกอบ 3 อยาง คือ ตนกําเนิดเสียง ตัวกลาง และ
                   ิ
ประสาทรับเสียงของผูฟง ในการไดยินเสียงครั้งหนึ่งๆ ความรูสึกในการไดยินเสียงของมนุษย
โดยทั่วไปแยกออกเปนลักษณะตางๆ ดังนี้
        1. ความรูสึกดัง-คอยของเสียง ขึ้นอยูกับ แอมปลิจูดและความเขมเสียง
                                             
        2. ความรูสึกทุม-แหลมของเสียง ขึ้นอยูกบความถี่ของเสียง
                                                ั
        3. ความไพเราะของเสียง ขึนอยูกับคุณภาพเสียง
                                  ้

       เมื่อเสียงจากแหลงกําเนิดเคลื่อนที่ผานอากาศมาถึงหูเราคลื่นเสียงทําใหลําอากาศในหูสั่นก็จะ
                                           
ทําใหเยื่อแกวหู (ซึ่งมีความไวมาก) สั่น การสั่นเพียงเล็กนอยของเยื่อแกวหูก็สงผลตอไปยังประสาท
รับรูในการไดยินของคนเรา ซึ่งแสดงสวนประกอบตางๆ ของหู และการไดยินของคนเรา ดังรูป




                                   รูป แสดงสวนประกอบของหู

  ขอบเขตความสามารถการไดยินเสียงของหูมนุษยขึ้นอยูกับระดับความเขมเสียง (0 - 120 เดซิเบล)
และความถี่ของเสียง (20 - 20000 Hz)

ธรรมชาติของเสียง
- เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือน เสียงสําหรับ หูมนุษยที่รบฟงได มี ความถี่ 20 - 20,000 เฮิรตซ เกิด
                                                      ั
3

จาก การสั่น ของวัตถุทําใหตวกลางเกิดเปนสวนอัดและสวนขยาย
                           ั
- เสียงเคลื่อนที่ไปในตัวกลางที่ยืดหยุน
- เสียงเปนคลืนกล และ เปนคลื่นตามยาว มีคุณสมบัติการ สะทอน การหักเห แทรกสอด และ
              ่
เลี้ยวเบน
อัตราเร็วของเสียงในอากาศ vt = 331 + 0.6t
vt = ความเร็วของเสียงที่อุณหภูมิ t (c? )




         รูป แสดงชวงความถี่และระดับความเขมเสียงที่หูคนปกติสามารถรับรูได

                                      เวลาเสียงกอง (Tr)

    Tr เปนเวลาที่นับจากขณะที่เสียงออกจากแหลงกําเนิดจนมีพลังงานลดลง 60 dB และระยะเวลา
ที่เสียงจากแหลงกําเนิดและเสียงสะทอนมาถึงหูผูฟง (ไมใช Tr) มีคานอยกวา 0.1 วินาที่ หูของ
มนุษยจะแยกไมออก แตถาเวลาตางกันมากขึ้น หูของคนเราก็จะแยกออกเปนเสียงคนละเสียง

ขอบคุณที่มาและศึกษาเพิ่มเติมไดท่ี http://www.sa.ac.th/winyoo/Sound/sound_ear.htm

https://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=70443
4

                                 แบบทดสอบเรื่อง เสียงกับการไดยน
                                                               ิ

ขอที่ 1) ลักษณะของคลื่นเสียงคลายกับคลื่นชนิดใด
ก. คลื่นน้ํา                 ข.คลื่นวิทยุ               ค.คลื่นแสง       ง. คลื่นไฟฟา
ขอที่ 2) ตัวกลางชนิดใด ทําใหเราสามารถไดยินเสียงชัดเจนที่สุด
ก. ของเหลว                   ข. ของแข็ง                 ค. กาซ          ง. สุญญากาศ
ขอที่ 3) เยื่อแกวหู เปนอวัยวะอยูในบริเวณใด
ก. หูช้นนอก
        ั                    ข. หูช้นกลาง
                                    ั                    ค. หูชั้นใน     ง. ประสาทหู
ขอที่ 4) เยื่อแกวหูมี หนาทีอยางไร
                              ่
ก. ชวยในการทรงตัว                                      ข. แปลงคลื่นเสียงใหเปนเสียง
ค. รับการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง                       ง. ขยายคลื่นเสียงใหมีความเขมขึ้น
ขอที่ 5) อวัยวะในขอใด ที่ชวยควบคุมการทรงตัว
                                
ก. เยื่อแกวหู               ข. กระดูกคอน              ค. กระดูกโกลน ง. คอเคลีย
ขอที่ 6) ถาเราใชไมเคาะขวดแกวเปลา แลวคอย ๆ เติมน้ําลงในขวด แลวเคาะไปเรื่อย ๆ เสียงที่ได
ยินจะเปลี่ยนแปลงอยางไร
ก. เสียงจะคอย ๆ ต่ําลง                                  ข. เสียงจะคอย ๆ สูงขึ้น
ค. เสียงจะคอย ๆ ดังขึ้น                                ง. เสียงจะคอย ๆ เบาลง
ขอที่ 7) สิ่งใดที่ทําใหมนุษยเราเปลงเสียงได
ก. ลิ้นไก                   ข. ริมฝปาก                ค. เสนเสียง ง. เพดานปาก
ขอที่ 8) ระดับความดังของเสียงเทาไร จึงจัดเปนเสียงดัง
ก. 50 เดซิเบล                ข. 60 เดซิเบล              ค. 70 เดซิเบล        ง. 80 เดซิเบล
ขอที่ 9) ระดับความดังของเสียงในขอใดทีคนเราสามารถทนฟงได
                                             ่
ก. ไมเกิน 60 เดซิเบล                          ข. ไมเกิน 80 เดซิเบล
ค. ไมเกิน 100 เดซิเบล                         ง. ไมเกิน 120 เดซิเบล
ขอที่ 10) ขอใด ไมใช องคประกอบที่ชวยในการไดยินเสียง
ก. ตัวกลาง                   ข. ระยะทาง                 ค. อวัยวะรับเสียง        ง. แหลงกําเนิดเสียง

เสียงกับการได้ยิน

  • 1.
    1 เสียงกับการไดยิน เสียงเกิดขึ้นไดอยางไร พลังงานเสียง (sound energy) เปนพลังงานรูปหนึ่งที่มองไมเห็น ไมมีตวตน เกิดจากการสั่นสะเทือน ั ของวัตถุ เสียงจะเคลื่อนที่ออกจากแหลงกําเนิดเสียงทุกทิศทุกทาง ผานตัวกลาง 3 ชนิด คือ ของแข็ง ของเหลว และกาซ ไปยังอวัยวะรับเสียงก็คอ หู (ear) ื สวนประกอบของหู แบงได 3 ชั้น ไดแก 1. หูชั้นนอก (ใบหู รูหูและเยื่อแกวหู) 2. หูชั้นกลาง (กระดูกคอน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน) 3. หูชั้นใน (คลอเคลียมีลักษณะเปนทอเหมือนเปลือกหอยโขง) เสียงที่เราไดยนนั้นมาจากวัตถุตาง ๆ ที่อยูรอบตัวเรา วัตถุที่ทําใหเกิดเสียงเราเรียกวา แหลงกําเนิด ิ เสียง เสียงที่เราไดยนมีทั้งเสียงดังและเสียงคอย เสียงบางเสียงเราเคยไดยิน และเสียงบางเสียงเราก็ ิ ไมเคยไดยิน แสดงวามีวัตถุมากมายที่เปนแหลงกําเนิดเสียงอยูรอบ ๆ ตัวเรา เสียงกําเนิดขึ้นเมื่อวัตถุมีการสั่น ถาวัตถุสั่นดวยพลังงานมากๆ เราจะไดยินเสียงจากวัตถุนั้นได เชน ลําโพงสั่นเราจะไดยนเสียงจากลําโพง เสนเสียงในลําคอสั่น ทําใหเราออกเสียงได ิ การเดินทางของเสียง เสียงมาถึงหูของเราไดอยางไร เสียงเดินทางมาถึงหูเราไดกตองมีตัวกลาง (ถา ็ ไมมีตัวกลางเสียงเดินทางไมได เชน ในทีสุญญากาศ ไมสามารถไดยินเสียงได) ซึ่งสามารถสรุปได ่ งาย ๆ ดังนี้ 1. ตัวกลางที่นําเสียงไดดีที่สุดคือของแข็ง รองลงมาคือของเหลว และกาซตามลําดับ 2. เสียงเดินทางในอุณหภูมิสูงไดดีกวาอุณหภูมต่ํา ิ 3. เสียงเดินทางในตัวกลางที่มความหนาแนนสูงไดดีกวาตัวกลางที่มีความหนาแนนต่ํา ี องคประกอบของเสียงนั้นมี 3 สวน 1. แหลงกําเนิดเสียง 2. ตัวกลางของเสียง 3. อวัยวะรับเสียง หรือหูนั่นเอง เสียงสูงกับเสียงต่ําเสียงดังเสียงคอยขึ้นอยูกบอะไร ั เสียงสูงกับเสียงต่ําขึ้นอยูกับความถี่เสียง ถาความถี่สูงเสียงจะสูงและแหลม ความถี่ต่ําเสียงจะต่าและ ํ ทุม วัตถุที่สั่นสะเทือนมากเสียงจะดัง วัตถุที่สั่นสะเทือนนอยเสียงจะคอย
  • 2.
    2 การไดยนิ เสียงเปนคลื่นตามยาวเกิดจากการสั่นของแหลงกําเนิดเสียง ดังนั้นถาวัตถุสั่นดวยพลังงาน มากแอมปลิจดของการสั่นก็จะมาก ถาพลังงานที่ใชในการสั่นมีคานอย แอมปลิจูดของการสั่นก็จะ ู นอย การสั่นของแหลงกําเนิดจะถายโอนพลังงานของการสั่นผานตัวกลางมายังผูฟง ในการไดยนเสียงครั้งหนึ่งๆ จะมีองคประกอบ 3 อยาง คือ ตนกําเนิดเสียง ตัวกลาง และ ิ ประสาทรับเสียงของผูฟง ในการไดยินเสียงครั้งหนึ่งๆ ความรูสึกในการไดยินเสียงของมนุษย โดยทั่วไปแยกออกเปนลักษณะตางๆ ดังนี้ 1. ความรูสึกดัง-คอยของเสียง ขึ้นอยูกับ แอมปลิจูดและความเขมเสียง  2. ความรูสึกทุม-แหลมของเสียง ขึ้นอยูกบความถี่ของเสียง ั 3. ความไพเราะของเสียง ขึนอยูกับคุณภาพเสียง ้ เมื่อเสียงจากแหลงกําเนิดเคลื่อนที่ผานอากาศมาถึงหูเราคลื่นเสียงทําใหลําอากาศในหูสั่นก็จะ  ทําใหเยื่อแกวหู (ซึ่งมีความไวมาก) สั่น การสั่นเพียงเล็กนอยของเยื่อแกวหูก็สงผลตอไปยังประสาท รับรูในการไดยินของคนเรา ซึ่งแสดงสวนประกอบตางๆ ของหู และการไดยินของคนเรา ดังรูป รูป แสดงสวนประกอบของหู ขอบเขตความสามารถการไดยินเสียงของหูมนุษยขึ้นอยูกับระดับความเขมเสียง (0 - 120 เดซิเบล) และความถี่ของเสียง (20 - 20000 Hz) ธรรมชาติของเสียง - เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือน เสียงสําหรับ หูมนุษยที่รบฟงได มี ความถี่ 20 - 20,000 เฮิรตซ เกิด ั
  • 3.
    3 จาก การสั่น ของวัตถุทําใหตวกลางเกิดเปนสวนอัดและสวนขยาย ั - เสียงเคลื่อนที่ไปในตัวกลางที่ยืดหยุน - เสียงเปนคลืนกล และ เปนคลื่นตามยาว มีคุณสมบัติการ สะทอน การหักเห แทรกสอด และ ่ เลี้ยวเบน อัตราเร็วของเสียงในอากาศ vt = 331 + 0.6t vt = ความเร็วของเสียงที่อุณหภูมิ t (c? ) รูป แสดงชวงความถี่และระดับความเขมเสียงที่หูคนปกติสามารถรับรูได เวลาเสียงกอง (Tr) Tr เปนเวลาที่นับจากขณะที่เสียงออกจากแหลงกําเนิดจนมีพลังงานลดลง 60 dB และระยะเวลา ที่เสียงจากแหลงกําเนิดและเสียงสะทอนมาถึงหูผูฟง (ไมใช Tr) มีคานอยกวา 0.1 วินาที่ หูของ มนุษยจะแยกไมออก แตถาเวลาตางกันมากขึ้น หูของคนเราก็จะแยกออกเปนเสียงคนละเสียง ขอบคุณที่มาและศึกษาเพิ่มเติมไดท่ี http://www.sa.ac.th/winyoo/Sound/sound_ear.htm https://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=70443
  • 4.
    4 แบบทดสอบเรื่อง เสียงกับการไดยน ิ ขอที่ 1) ลักษณะของคลื่นเสียงคลายกับคลื่นชนิดใด ก. คลื่นน้ํา ข.คลื่นวิทยุ ค.คลื่นแสง ง. คลื่นไฟฟา ขอที่ 2) ตัวกลางชนิดใด ทําใหเราสามารถไดยินเสียงชัดเจนที่สุด ก. ของเหลว ข. ของแข็ง ค. กาซ ง. สุญญากาศ ขอที่ 3) เยื่อแกวหู เปนอวัยวะอยูในบริเวณใด ก. หูช้นนอก ั ข. หูช้นกลาง ั ค. หูชั้นใน ง. ประสาทหู ขอที่ 4) เยื่อแกวหูมี หนาทีอยางไร ่ ก. ชวยในการทรงตัว ข. แปลงคลื่นเสียงใหเปนเสียง ค. รับการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง ง. ขยายคลื่นเสียงใหมีความเขมขึ้น ขอที่ 5) อวัยวะในขอใด ที่ชวยควบคุมการทรงตัว  ก. เยื่อแกวหู ข. กระดูกคอน ค. กระดูกโกลน ง. คอเคลีย ขอที่ 6) ถาเราใชไมเคาะขวดแกวเปลา แลวคอย ๆ เติมน้ําลงในขวด แลวเคาะไปเรื่อย ๆ เสียงที่ได ยินจะเปลี่ยนแปลงอยางไร ก. เสียงจะคอย ๆ ต่ําลง ข. เสียงจะคอย ๆ สูงขึ้น ค. เสียงจะคอย ๆ ดังขึ้น ง. เสียงจะคอย ๆ เบาลง ขอที่ 7) สิ่งใดที่ทําใหมนุษยเราเปลงเสียงได ก. ลิ้นไก ข. ริมฝปาก ค. เสนเสียง ง. เพดานปาก ขอที่ 8) ระดับความดังของเสียงเทาไร จึงจัดเปนเสียงดัง ก. 50 เดซิเบล ข. 60 เดซิเบล ค. 70 เดซิเบล ง. 80 เดซิเบล ขอที่ 9) ระดับความดังของเสียงในขอใดทีคนเราสามารถทนฟงได ่ ก. ไมเกิน 60 เดซิเบล ข. ไมเกิน 80 เดซิเบล ค. ไมเกิน 100 เดซิเบล ง. ไมเกิน 120 เดซิเบล ขอที่ 10) ขอใด ไมใช องคประกอบที่ชวยในการไดยินเสียง ก. ตัวกลาง ข. ระยะทาง ค. อวัยวะรับเสียง ง. แหลงกําเนิดเสียง