การสร้างแบบทดสอบ
   วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
                 รศ. ไพทูรย์ เวทการ
               ดร.วิยดา เหล่มตระกูล
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง
จุดประสงค์
• บอกขันตอนการวัดและประเมินผลการเรียนรูได้
          ้                              ้
  อย่างถูกต้อง
• เมื่อกําหนดข้อสอบให้สามารถบอกข้อบกพร่องและให้
  ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงข้อสอบได้อย่างถูกต้อง
• เขียนแบบทดสอบปรนัยและอัตนัยได้ถูกต้องตาม
  หลักวิชา
ขอบเขตเนื้อหา
   ขันตอนการวัดและประเมินผล
      ้
   หลักการสร้างแบบทดสอบ
   การสรางแบบทดสอบปรนย
            ้              ั
   การสรางแบบทดสอบอตนย
          ้            ั ั
1. ขันตอนการวัดและประเมินผล
     ้
   กําหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของการเรียนรูที่มุ่งวัด
                                               ้
   กาหนดวิธีการวดผล
     ํ           ั
                      ่
   การเลือก/สร้างเครืองมือวัดผล
                        ่
   การตรวจสอบคุณภาพเครืองมือ
   การบรหารการวดผล
         ิ      ั
   การตดสนค่าจากผลการวด
        ั ิ            ั
     การใหผลยอนกลบจากการวดและประเมินผล
           ้ ้ ั          ั
2.หลักการสร้างแบบทดสอบ
   ข้อสอบใช้สาหรับวัดความสามารถ
                ํ
ของผูเ้ รียน โดยเฉพาะความสามารถ
ทางสมอง
2.1 ขอตกลงเบ้ องตนในการสรางขอสอบ
     ้        ื ้        ้ ้
– เนื้อหาที่จะวัด ต้องอยู่ในรูปของพฤติกรรมที่มีความ
                          ่
 เฉพาะเจาะจง สามารถสือสารไปยังบุคคลอืนได้     ่
– ผลตผลท่วด ตองวดผลตผลท่ีเกดข้ นจากการเรยน
      ิ      ีั ้ ั ิ               ิ ึ            ี
 การสอนตามวัตถุประสงค์ท่ีตองการเท่านัน
                                ้           ้
– ผลสัมฤทธิ์หรือความรูที่จะวัด ผูเ้ ข้าสอบทุกคนจะต้องมี
                            ้
 โอกาสได้เรียนรูใ้ นเรืองที่จะวัดอย่างเท่าเทียมกัน
                       ่
2.2 ลักษณะของผูเ้ ขียนข้อสอบที่ดี
     – มีความรูใ้ นเนื้อหาวิชาและจุดมุ่งหมายรายวิชา
     – มีความรูเ้ กียวกับหลักการเขียนข้อสอบ
                    ่
       รูปแบบข้อสอบ และวิธีการสร้างข้อสอบ
     – มีความสามารถในการใช้ภาษา
     – รูวิธีการถามในลักษณะแปลกใหม่
         ้
     – มีทกษะในการวิจารณ์ขอสอบ
            ั                  ้
2.3 ลักษณะของแบบทดสอบที่ดี
  – มีความตรง (Validity) วัดได้ตรง
   คุณลักษณะที่ตองการวัดตามจุดมุ่งหมายที่
                ้
   ต้องการ
    •   ตรงตามเนื้อหา (Content Validity)
    • ตรงตามโครงสราง (Construct Validity)
                  ้
    • ตรงตามพยากรณ์ (Predictive Validity)
    • ตรงตามสภาพ (Concurrent Validity)
– มีความเท่ียง (Reliability)
 ความคงเส้นคงวาของผลการวัด
  • แบบสอบซา (Test-Retest)
           ้ํ
              ่
  • แบบแบ่งครึงข้อสอบ (Split half)
  • แบบคู่ขนาน (Parallel Form)
  • แบบวัดความสอดคล้องภายใน
   (Internal Consistency)
– มีความเป็ นปรนัย
 (Objectivity) อ่านแลว เขา้ ใจ
                     ้
 ได้ตรงกัน ให้คะแนนและแปลความหมายของ
 คะแนนได้ตรงกัน
– มีค่าอํานาจจําแนกเหมาะสม
 (Discrimination)                แยก
 นักเรียนเก่งและอ่อนได้ถูกต้อง
– มีความยากง่ายพอเหมาะ (Difficalty)
                                 ่
 ความยากง่ายเหมาะสมกับเนื้อหา นันคือ มีผูตอบถูก
                                         ้
           ่ ่
 ประมาณครึงหนึงของผูเ้ ข้าสอบทังหมด
                               ้
– มีความยุติธรรม (Fairness) เดาไม่ได้
 ครอบคลุมเนื้อหาในหลักสูตร
– ถามลก(Searching)ไม่ถามเฉพาะความรู ้
      ึ
 ความจํา
– มีความเฉพาะเจาะจง (Definite)
  ข้อคําถามมีความเฉพาะเจาะจงมีความหมายเดียว
– มีลกษณะท้าทาย (Challenge) และ
      ั
 เป็ นตัวอย่างที่ด(Examplary)
                  ี
 เรียงข้อสอบจากง่ายไปยาก ถามเรืองที่น่าสนใจ และ
                               ่
 เป็ นแบบอย่างที่ดี
– มีประสิทธิภาพ (Efficiency)
 นําไปไช้ง่าย ไม่ส้นเปลืองเวลา เงินและแรงงานมาก
                   ิ
 และนําผลการสอบไปใช้ได้คุมค่า้
2.4 หลักทัวไปในการเขียนข้อสอบ
          ่
     – ถามให้ครอบคลุม ครบตามหลักสูตร
     – ถามเฉพาะสิงที่สาคัญ
                   ่ ํ
     – ถามให้ลก ครบทุกพฤติกรรม
              ึ
     – ถามในสิงที่เป็ นแบบอย่างที่ดี
                ่
     – ถามให้เฉพาะเจาะจง ไม่คลุมเครือ
2.5 ขันตอนการสร้างแบบทดสอบ
      ้
•   วางแผนสร้างแบบทดสอบ
•   ลงมือเขยนขอสอบ
           ี ้
•   ทดลองใช้แบบทดสอบ
•   ประเมินผลแบบทดสอบ
2.6 การวางแผนสร้างแบบทดสอบ
  • กําหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบทดสอบ
       • เพือประเมินผล
            ่
       • เพือปรับปรุงการเรียนการสอน
              ่
       • เพือตัดสินผลการเรียน
                ่
  • วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา และพฤติกรรม
  • เขียนข้อสอบตามหลักการเขียนข้อสอบ
  • ทดลองใช้แบบทดสอบ(try out) เพือนําข้อมูล
                                          ่
    ไปใช้ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ
  • ตรวจสอบคุณภาพรายข้อและทังฉบับ ้
3. แบบทดสอบปรนัย
    (Objective test)
      เป็ นข้อสอบที่มีคาถามเฉพาะเจาะจง
                       ํ
                           ํ ่
ตรวจให้คะแนนตรงกัน มีคาสัง วิธีการ
ปฏิบติ และวิธีการตรวจให้คะแนนชัดเจน
    ั
ประเภท
 แบบถูกผิด (true-false)
 แบบเตมคา (completion)
        ิ ํ
 แบบจับคู่ (matching)
 แบบเลือกตอบ (multiple
    choices)
1) ข้อสอบแบบถูก-ผิด
         จงใส่เครืองหมาย / หน้าข้อความที่เห็นว่าถูก
                  ่
   และใส่ หนาขอความที่เห็นว่าผด
               ้ ้             ิ

    ….1. ข้อสอบถูก-ผิด ทาใหเ้ กดโอกาสการเดาสงสด
                          ํ ิ               ู ุ
    ….2. ข้อสอบอัตนัยมีส่วนอย่างมากในการพัฒนา
         การออกความเห็นของนกเรยน
                               ั ี
หลักการเขียนข้อสอบแบบถูกผิด
 ข้อความมีความหมายชัดเจนไม่กากวมํ
  และไม่ควรใช้คาที่แสดงคุณภาพ
                ํ
 ข้อความที่กาหนดให้ตองตัดสินได้ว่า
             ํ        ้
   ถกหรอผดจรงและเป็นสากล
       ู ื ิ ิ
 แต่ละข้อควรถามจุดสําคัญเพียง
     ่
  เรืองเดียว
 ไม่ควรสร้างข้อคําถามเชิงปฏิเสธ
        ่
  หลีกเลียงการคัดลอกข้อความจากหนังสือ
           ่
 หลีกเลียงการใช้คาชี้แนะคําตอบ เช่น
                  ํ
       ้            ้       ่
 เท่านัน เสมอ บางครัง โดยทัวไป อาจจะ
 ความยาวของข้อความควรใกล้เคียงกัน
 ไม่ควรวางข้อถูกและข้อผิดอย่างเป็ น
  ระบบ
 ควรให้มีจานวนข้อถูกและข้อผิดพอๆกัน
             ํ
ข้อดีของข้อสอบแบบถูกผิด
 เหมาะกับการวัดพฤติกรรม
  ความรู ้ ความจา
                ํ
 สร้างง่าย ตรวจง่ายและมีความ
  เป็ นปรนัย
 ใช้ทดสอบได้ทุกวิชา
 ผูตอบใช้เวลาทําน้อย
      ้
ข้อจํากัดของข้อสอบแบบถูกผิด
 โอกาสที่เดาถูกมีมาก
 วัดพฤติกรรมระดับสูงไม่ได้
 ไม่สามารถวินจฉัยสภาพการเรียนได้
               ิ
 มีค่าอานาจจาแนกตา
        ํ    ํ      ํ่
2) ข้อสอบแบบเติมคํา(Completion)


          (0) การวดผล คือ…………………..
                  ั
         (00) ข้ อสอบทีเ่ ขียนยากทีสุดคือข้ อสอบ……
                                   ่
        (000) อุณหภูมปกตของร่างกายมนุษย์ คือ……
                     ิ ิ
หลักการเขียนข้อสอบแบบเติมคํา
   เขียนคําถามให้เฉพาะเจาะจง
   เขยนคาถามใหตอบไดสนที่สด
       ี ํ          ้        ้ ้ั ุ
   ควรให้เติมส่วนที่เป็ นสาระสําคัญ
   ควรเว้นช่องว่ างให้เติมท้ายประโยค
   ควรเว้นช่องว่ างที่จะให้เติมเท่ากัน
    ทุกช่อง
 คําตอบที่เป็ นตัวเลข ถ้ามีหน่วยควรระบุ
  หน่วยที่ตองการให้ตอบ
           ้
 ไม่ควรลอกข้อความจากตําราแล้วตัด
  ข้อความบางตอนออก
 ไม่ควรเว้นช่องว่ างให้เติมหลายแห่ง
 ไม่ควรให้มีคาหรือข้อความแนะคําตอบ
                ํ
 หลีกเลียงการใช้คาที่จะให้คาตอบไม่
         ่          ํ        ํ
  แน่นอน เช่น ประมาณ ราวๆ ได้แก่ ฯลฯ
ข้อดีของข้อสอบแบบเติมคํา
 เหมาะกับพฤติกรรมด้านความรูความจํา
                            ้
 เหมาะกบวิชาคณตศาสตรและทกษะ
         ั      ิ      ์ ั
  คานวณ
    ํ
 เดาคาตอบไดยาก
      ํ       ้
 ข้อจํากัดของข้อสอบแบบเติมคํา
 ไม่เหมาะกับวัดพฤติกรรมระดับสูง
 ยากในการเขียนให้ได้คาตอบเดียว
                            ํ
 ถ้าใช้บ่อยๆ ผูเ้ รียนจะมุ่งแต่ท่องจํา
3) ข้อสอบแบบจับคู่
รายการที่ควรนํามาออกข้อสอบแบบจับคู่
      ศัพท์กบความหมาย
                 ั
      เหตุการณ์กบเวลา
                   ั
      เหตุกบผลั
         ่
      ชือบุคคลกับผลงาน
           ่
      ชือกระบวนการกับผลผลิต
      กฎกบการใช ้
             ั
คาช้ แจง จงพจารณาว่าเหตการณต่างๆ (ขวามือ)
   ํ ี         ิ           ุ    ์
 เกิดขึ้นในรัชสมัยใด (ซายมือ) โดยนําอักษรหน้า
                       ้
รัชสมัยไปเติมหน้าเหตุการณ์ต่างๆ
  ….1. สงคราม 9 ทัพ               ก. รชกาลท่ี 1
                                         ั
  ….2. เลิกทาส                    ข. รชกาลท่ี 2
                                       ั
  ….3. มีกฎหมายตรา 3 ดวง
                                  ค. รชกาลท่ี 3
                                           ั
                                  ง. รัชกาลที่ 4
                                  จ. รัชกาลที่ 5
หลักการสร้างข้อสอบแบบจับคู่
    เขียนคําชี้แจงให้ชดเจน
                       ั
                            ่
    เนื้อหาวิชาควรถามในเรืองเดียวกัน
    ควรกําหนดให้คาตอบมีมากกว่ าคําถาม
                     ํ
    จํานวนข้อคําถามไม่ควรมากเกินไป
     (สําหรับชันประถมศึกษาไม่ควรเกิน 5-6 ขอ)
                 ้                        ้
    ควรให้คาชี้แจง คําถาม คําตอบ อยูหน้า
              ํ                       ่
     เดียวกัน
    หลีกเลียงคําถามที่แนะคําตอบ
            ่
ข้อดีของข้อสอบแบบจับคู่
   เหมาะสําหรับความรูความจําที่มีเนื้อหา
                        ้
      ั ั ี่ ้ ั
    สมพนธ์เกยวของกน
   สามารถวัดพฤติกรรมระดับความเข้าใจ
    และการนําไปใช้ได้ดี เช่น การอ่าน
    สัญลักษณ์ การจับคู่ระหว่างกฎเกณฑ์กบ   ั
    ปรากฏการณ์
   ประหยัดเวลาในการอ่านข้อสอบ ทําให้
     สามารถออกข้อสอบได้หลายข้อ
ขอจากดของขอสอบแบบจบคู่
 ้ ํ ั    ้       ั
 ใช้วดพฤติกรรมระดับการสังเคราะห์
      ั
   และประเมินค่าไม่ได้
 ยากที่จะหาเนื้อหาที่เป็ นเรืองเดียวกัน
                              ่
                          ่
 โอกาสการเดาถูกจะเพิมขึ้นเรือยๆ ่
4) ขอสอบแบบเลอกตอบ
     ้        ื
            ส่วนประกอบ

ตวคาถาม (Stem)
 ั ํ                ตวเลอก (Choices)
                     ั ื

                    ตัวเลือกที่เป็ นตัวถูก (Key)
                    ตวลวง (Distrater)
                     ั
ประเภทของข้อสอบเลือกตอบ
 4.1) แบบคําถามโดด (Single question)
                      ่             ่         ่
   คําถามจะถามเพียงเรืองเดียว ไม่เกียวกับข้ออืน
         ให้หาคําตอบถูก
           คําตอบถูกต้องแน่นอน
           คาตอบที่ดที่สด
               ํ         ี ุ
         ชนิดให้เรียงลําดับ
         ชนิดคําตอบรวม
(0) ต้นอ่อนเจริญมาจากส่วนใดของพืช
    ก. ใบ
    ข. ผล
    ค. ตา
    ง. ราก
4.2)แบบตัวเลือกคงที่(Constant
   choice) เป็ นการรวมเนื้อหาที่เป็ นพวก
   เดียวกันเข้าด้วยกัน แล้วตังคําถามเป็ นชุด
                             ้
ตัวอย่าง ให้พจารณาข้อความแต่ละข้อว่าผิดศีล
             ิ
           ข้อใด โดยใช้ตวเลือกต่อไปนี้
                          ั
           ก. ขอที่ 1 ข. ขอที่ 2 ค. ขอที่ 3
                  ้           ้        ้
           ง. ขอที่ 4 จ. ขอที่ 5
                ้           ้
      1.    มาโรงเรียนสาย
      2.    รับซื้อของโจร
      3.            ่
            หลบเลียงภาษี
4.3) แบบถามตามเนื้อเรืองที่
                      ่
   กําหนดให้ (Situation test)
  เป็ นการยกข้อความหรือสถานการณ์ท่ี
       ่
  เกียวกับจุดประสงค์การเรียนการสอนให้
  ผูตอบอ่านและตอบคําถาม
     ้
คาช้ แจง จงอานขอความขางล่างน้ แลวตอบคาถามขอ 1 -2
 ํ ี        ่ ้      ้        ี ้    ํ    ้
               “สงคมใดกตาม ถ้ามีแต่คนที่คานึงถึงสิทธิของตน
                  ั        ็                    ํ
        ไม่ใฝ่ ใจในหน้าที่ท่ีตองปฏิบติหรือปฏิบตผดหน้าที่และเกิน
                               ้      ั           ัิ ิ
         ิ              ่
        สทธิของตน เพือประโยชน์ส่วนตัว สงคมนนจะดารงอยู่
                                               ั ้ั ํ
        ไม่ได้”
                     1. ขอความน้ ีเป็นคากล่าวลกษณะใด
                             ้              ํ       ั
                               ก. การขอรอง้
                               ข. การวิงวอน
                               ค. การประชด
                               ง. การตกเตอน
                                        ั ื
                               จ. การเปรียบเทียบ
หลักในการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ
     1. เขียนคําถามให้เป็ นประโยคคําถามสมบูรณ์
                (0) กรุงเทพฯ เป็ น


                                    ่
               (00) กรุงเทพฯ เป็ นชือของอะไร
2. ตัดคําฟุ่ มเฟื อยในตัวคําถามและตัวเลือก
                 (0) จังหวัดใดมีพลเมืองน้อยที่สด  ุ
                        ก. จังหวัดเชียงใหม่
                        ข. จังหวัดขอนแก่น
                        ค. จังหวัดระนอง
                        ง. จังหวัดชุมพร
                        จ. จังหวัดชัยนาท
                                  ่
           (00) มนุษย์มีวิธีเพิมพูนสมรรถภาพให้แก่ตนเอง
           เพือต่อต้านโรคภัยที่รายแรงได้หลายวิธี จงบอก
               ่                    ้
           วิธีท่ีสาคญที่สด ท่ีเราควรปฏบตเพอตานทานการ
                   ํ ั ุ                    ิ ั ิ ื่ ้
           ตดต่อของโรค
             ิ
่
3. หลีกเลียงการใช้คาถามรูปปฏิเสธ ถ้าจําเป็ น
                    ํ
ต้องใช้ควรขีดเส้นใต้ให้ชดเจน
                        ั
             (00) เมื่อนกเรยนพบขอความบางตอน
                         ั ี            ้
                 ที่ไม่สามารถจดจําได้ง่ายๆ
                 เราไม่ควรปฏิบติอย่างไร
                                   ั
                      ก. ท่องใหข้ นใจ
                                ้ึ
                      ข. ย่นย่อให้สน ั้
                      ค. ตความใหชด
                            ี        ้ั
                      ง. อานทบทวนชาๆ
                          ่               ้
                      จ. ขยายความให้กว้าง
่
4. ข้อเดียวถามเรืองเดียว/ถามชัดเจนตรงจุด
             (0) ภาคกลางของประเทศไทย
                  ก. เป็นท่ีราบ
                  ข. มีฝนตกชุก
                  ค.ปลูกข้าวมาก
                  ง. อากาศอบอน  ุ่
                  จ.อาณาเขตกวาง    ้
             (00) คนภาคกลางมีอาชพอะไรมาก
                                     ี
            (000) ภูมิอากาศของภาคกลางเป็ นอย่างไร
5. ใช้ภาษาไทยไม่ซบซ้อน เหมาะกับชันและวัย
                 ั               ้
         (0) เท่าที่นกวิทยาศาสตร์ไค้คนพบ ในสุรยจักรวาล
                     ั                ้       ิ
         มีดาวเคราะห์อยู่ดวยกันทังหมดกีดวง
                          ้         ้     ่
                ก. 6 ดวง
                ข. 7 ดวง
                ค. 8 ดวง
                ง. 9 ดวง
                จ. 10 ดวง
                              ี่
          (00) มีดาวเคราะห์กดวงในสุรยจักรวาล (มัธยม)
                                        ิ
                                 ี่
          (000) ดาวเคราะห์มีกดวง (ประถม)
6. เรียงตัวเลือกที่เป็ นข้อความจากสันไปยาว หรือยาวไปสัน
                                    ้                 ้
และข้อสอบทังฉบับควรเรียงระบบเดียวกัน
              ้

                   (0) “รถส่วนตัว” ราชาศัพท์สาหรับ
                                             ํ
                      พระมหากษตรยคอขอใด
                                ั ิ์ื ้
                        ก. รถทรง
                        ข. รถพระที่นง
                                    ่ั
                        ค. รถพระที่นงทรง
                                       ่ั
                        ง. รถทรงพระที่นง  ่ั
7. เรียงตัวเลือกที่เป็ นตัวเลขจากน้อยไปมากหรือ
มากไปน้อย
                  (0) พยัญชนะไทยมีกเ่ี สียง
                        ก. 20
                        ข. 21
                        ค. 32
                        ง. 44
8. ถ้าไม่จาเป็ นไม่ควรใช้ตวเลือกปลายเปิ ด-ปิด
          ํ               ั

   (0) “ดมานด” ท่ีคนมีต่อสนคาถกกาหนดโดยอะไร
          ี ์             ิ ้ ู ํ
         ก. รายได้
         ข. รสนิยม
         ค. ราคาสนคา
                   ิ ้
         ง. ถูกทุกข้อ
9. ตัวเลือกที่ถูกต้องมีเพียงตัวเดียว

       (0) ข้อใดไม่เข้าพวก
              ก. นก
              ข. ควาย
              ค. จระเข ้
              ง. ปลาวาฬ
10. ตัวเลือกแต่ละตัวต้องเป็ นอิสระต่อกัน

     (0) โลกอยูห่างจากดวงอาทิตย์
               ่
         ประมาณเท่าใด
           ก. 50-60 ล้านไมล์
           ข. 60-70 ล้านไมล์
           ค. 70-80 ล้านไมล์
           ง 80-90 ล้านไมล์
           จ. 90-100 ล้านไมล์
11. จํานวนตัวเลือกเหมาะสมกับระดับชันของผูเ้ รียน
                                   ้

           ป.1-2 ควรมี 3 ตัวเลือก
           ป.3-4 ควรมี 4 ตัวเลือก
           ป.5-6 และชนมธยมข้ นไป
                      ้ั ั ึ
           ควรมี 5 ตวเลอก
                    ั ื
12. ตัวเลือกถูกไม่ควรใช้ศพท์/ภาษาที่สะดดตา
                         ั             ุ

                (0) เมืองใดไม่อยู่ในประเทศไทย
                      ก. ลําพูน
                      ข. ขอนแก่น
                      ค. สงขลา
                      ง. โตเกยว
                              ี
13. ทังตัวเลือกที่ถูกและผิด ไม่ควรถูกผิด
      ้
    เด่นชัดจนเกินไป
              (0) ขอใดเป็นพช
                    ้       ื
                  ก. มา ้
                  ข. วว
                      ั
                  ค. ควาย
                  ง. มะเขือ
14. ตัวเลือกที่ถูกไม่ควรใช้คาซํากับคําถาม
                            ํ ้

            (0) สุจริตตรงข้ามกับอะไร
                 ก. ความสุข
                 ข. ความทุกข์
                 ค. อารมณ์
                 ง. ทุจรต
                        ิ
15. หลีกเลียงคําถามที่เด็กคล่องปากอยู่แล้ว
           ่
        (0) ขาวตรงข้ามกับคําใด
            ก. ดา ํ
            ข. แดง
            ค. เขยว ี
            ง. เหลอง  ื
            จ. น้าเงน
                 ํ ิ
16.    ไม่ควรให้มีคาถามข้อแรกๆ แนะคําตอบ
                   ํ
       ข้อหลังๆ

                              ่
      (0) ปี 2544 มีอตราการเพิมของพลเมืองไทยเท่าใด
                     ั

      (00) จากปี 2543 ถง 2544 พลเมืองไทย
                       ึ
         ่
      เพิมขึ้นหรือลดลง
17. ควรใช้รปภาพประกอบคําถามในกรณีที่ใช้ภาพจะ
              ู
อธิบายได้ชดเจนกว่าตัวหนังสือ หรือใช้ขอสอบรูปภาพ
           ั                            ้
สําหรับเด็กเล็ก หรือคนที่อ่านหนังสือไม่ออก

    18. กระจายตัวเลือกที่ถูกให้อยู่ในตําแหน่งต่างๆ กัน

        19. คําถามควรมีประเภทวัดพฤติกรรมสูงๆ อยู่ดวย
                                                  ้
                 20. ต้องเขียนตัวถูกหรือตัวผิดตามหลักวิชา
ตัวอย่างข้อสอบ
1. ถ้านักเรียนไม่อยากสอบตก นักเรียนไม่ควรทําเช่นใด
2. พืชที่เป็ นสินค้าออกของไทยได้แก่อะไร
         ่
3. ปั กกิงเป็ นเมืองหลวงของประเทศใด อยู่ในทวีปอะไร
4. ถาเราแปรงฟันไม่สะอาด มีเศษอาหารตดตามซอกฟัน
    ้                              ิ
เสมอๆ จะทาใหเ้ กดอะไร
         ํ ิ
5. ภพานเป็น
    ู
6. การปกครองส่วนภูมิภาคของไทยแบ่งเป็ นจังหวัดและ
                                      ่
   อําเภอ ปั จจุบนประเทศไทยแบ่งเป็ นกีจงั หวัด
                 ั
       ก. 73 จังหวัด    ข. 74 จังหวัด
       ค. 75 จังหวัด    ง. 76 จังหวัด
7. อาชีพใดเป็ นอาชีพที่สาคัญที่สดของคนไทย
                        ํ       ุ
       ก. ทานา
            ํ                 ข. ทาเหมืองแร่
                                  ํ
       ค. อุตสาหกรรม          ง. กสิกรรม
4. แบบทดสอบอตนย
            ั ั
   (Essay type /Subjective test)
        แบบทดสอบอัตนัยหรือแบบทดสอบความเรียง
  เป็ นแบบทดสอบประเภทเขียนคําตอบ ผูสอบต้องแสดง
                                        ้
  ความสามารถในการประยุกต์ใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และ
  ประเมินผลแนวความคิดและความรูที่ได้เรียนมา เรียบ
                                   ้
  เรียงภาษาและผูกเป็ นรูปประโยคให้เป็ นข้อความที่เป็ น
  คาตอบของคาถาม
    ํ        ํ
ลักษณะของแบบทดสอบอัตนัย
• ให้อสระแก่ผูสอบ
      ิ       ้
  – กาหนดคาตอบเอง
      ํ      ํ
  – เรียบเรียงคําตอบด้วยตนเอง
• คําถามหรือโจทย์จะกําหนดสถานการณ์ข้ นเพือให้
                                     ึ ่
ผูตอบแสดงความคิด ความรู ้ และความเข้าใจ
  ้
• ใช้ทดสอบในลักษณะกระบวนการ
  –   ให้เปรียบเทียบ
  –   ใหคาจากดความ
         ้ํ ํ ั
  –   ตีความ
  –   แปลความ
      ฯลฯ
• ผูตรวจให้คะแนนต้องเป็ นผูที่มีความรูความสามารถ
    ้                          ้      ้
  ในเนื้อหาวิชาที่ถาม จะให้ผูอนตรวจแทนไม่ได้
                             ้ ื่
ประเภทของแบบทดสอบอัตนัย
    1. แบบจํากัดคําตอบ             2. แบบไม่จากัดคําตอบ
                                             ํ
(Restricted Response Questions) (Extended Response Questions)

เวลา+ ความยาวของคําตอบ            เปิ ดโอกาสให้ตอบได้อย่าง
           จํากัด                 กว้าง ๆ ไม่มีขอจํากัด
                                                ้
    เนื้อหา + รูปแบบ
ส่วนประกอบ
  ก. ตวคาถาม จะเขยนโดยกาหนดเป็นสถานการณข้ นมา
      ั ํ        ี     ํ               ์ึ
    ่
เพือให้ ผูตอบแสดงความรูความเข้าใจ ความคิดเห็นออกมา
          ้             ้
อย่างเต็มที่
    ข. คาตอบ ผูตอบจะต้องเขียนตอบโดยใช้ภาษาของตนเอง
        ํ        ้
โดยอาศัยความรู ้ ความเข้าใจ ความคิดเห็น เขียนเรียบเรียง
              ่
เป็ นประโยคเรืองราว
หลักการสร้างข้อสอบแบบอัตนัย
   – กําหนดพฤติกรรมที่ตองการวัดให้ชดเจน
                          ้            ั
   – เขียนคําถามให้ชดเจนว่าต้องการให้ผูตอบ
                     ั                   ้
     ทําอย่างไร เช่น อธิบาย วิเคราะห์ ฯลฯ
   – ควรวัดพฤติกรรมตังแต่ระดับความเข้าใจ
                        ้
     ข้ นไป
        ึ
   – เขียนคําถามโดยใช้สถานการณ์ใหม่ให้ต่าง
     จากที่เคยเรียนหรือที่อยู่ในตํารา
– ถามเฉพาะสิงที่เป็ นประเด็นสําคัญของเรือง
             ่                          ่
– กําหนดความซับซ้อนและความยากให้
  เหมาะกับวัยของผูตอบ้
– ควรเฉลยคําตอบไปพร้อมๆกับการเขียนข้อสอบ
– ไม่ควรให้มีการเลือกตอบบางข้อ
ลักษณะโจทย์คาถามของแบบทดสอบแบบอัตนัย
            ํ
         Gronlund (1981) ได้เสนอลักษณะโจทย์คาถาม
                                            ํ
    ไว้ 12 หลก ดงน้ ี
              ั ั
1. ให้เปรียบเทียบ (Comparing)
  จงบรรยายความเหมือนกันและความแตกต่างกันระหว่าง…..
  จงเปรียบเทียบระเบียบวิธีทงสองต่อไปนี้………….
                            ้ั
2. ให้หาความสัมพันธ์ของสาเหตุกบผล
                               ั
       (Relating cause and effect)
  อะไรเป็ นสาเหตุสาคัญของ……………..
                   ํ
  อะไรควรจะได้รบกระทบของ………….มากที่สด
                 ั                   ุ
3. ให้บอกการกระทําที่ถูกต้อง (Justifying)
  ทางเลือกต่อไปนี้ท่านชอบทางเลือกไหนและทําไมจึงไม่ชอบ
  จงอธิบายว่าทําไมท่านจึงเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับ
   ข้อความต่อไปนี้
4. ให้สรุปความ (Summaring)
  จงสรุปใจความสําคัญของ……………..
                   ่
  จงสรุปเนื้อหาเรือง………….เพียงสัน ๆ
                                 ้

5. ให้สรุปอ้างอิง (Generalizing)
  จงสรุปอ้างอิงให้เชือถือได้ทวไปจากข้อมูลที่กาหนดให้
                      ่       ั่              ํ
  จงเสนอหลักการที่สามารถอธิบายเหตุการณ์ต่อไปนี้ได้
6. ให้อนุมานเอา (Infering)
  จากขอมูลที่เสนอ อะไรจะเกิดขึ้นได้มากที่สด และ
        ้                                  ุ
   จะเกดข้ นเมื่อใด……………..
       ิ ึ

7. จําแนกประเภท (Classifying)
   จงจัดกลุ่มข้อสอบต่อไปนี้ตาม…………..
   อะไรเป็ นลักษณะร่วม (Common) ของข้อสอบต่อไปนี้
8. ให้สร้างขึ้น (Creating)
  จงบอกวิธีการให้มากที่สดเท่าที่มากได้ ท่ีท่านคดว่า……..
                         ุ                       ิ
  จงสรางเรองราวที่บรรยายใหเ้ ห็นว่าอะไรจะเกดข้ น ถา…….
       ้ ื่                                    ิ ึ ้
9. ให้ประยุกต์ใช้ (Applying)
  จงใช้หลักการของ……เป็ นแนวทางบรรยายว่าท่าน
   จะแก้ปัญหาสถานการณ์นนได้อย่างไร
                         ั้
                       ่
  จงบรรยายสถานการณ์ ซึงแสดงถึงหลักการของ……...
10. ให้วิเคราะห์ (Analying)
  จงให้รายการและบรรยายลักษณะสําคัญของ………..

11. ให้สงเคราะห์ (Synthesizing)
        ั
  จงบรรยายแผนการที่ใช้ปรับปรุง………..
  จงเขียนรายงานที่เรียบเรียงอย่างดี เพือแสดงว่า…….
                                        ่
12. ให้ประเมิน (Evaluating)
   จงบรรยายข้อดีและข้อบกพร่องของ……………..
   จงใช้กฎเกณฑ์ที่กาหนดให้ประเมิน……………..
                    ํ
ลักษณะคําถามตามพฤติกรรม
• ความรู ้ – ความจํา (ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร)
  - จงบอกประโยชน์ของต้นไม้ มา ๕ ขอ
                                 ้
  - จงบอกขนตอนการตอนตนไมมาตามลาดบ
          ั้            ้ ้        ํ ั
                     • ความเข้าใจ
                        - ถามให้เปรียบเทียบ
                        - ถามให้บรรยาย
                        - ถามให้สรุปความ
• การนําไปใช้
 - ถามคาดคะเนผลที่เกิด
 - ถามความสัมพันธ์
 - ถามยกตวอยาง
          ั ่
 - ถามประยุกต์ใช้หลักการทฤษฎีในสถานการณ์ใหม่
                 • การวิเคราะห์
                        - ถามให้บอกความสําคัญ
                        - ถามให้บอกเหตุผล
                        - ถามหาหลักการ
• สังเคราะห์
          ่
  - ถามเกียวกับแผนงานและโครงการ
  - ถามให้จดราบรวมข้อเท็จจริงขึ้นใหม่
            ั
  - ถามให้แสดงความคิดสร้างสรรค์
          • การประเมินค่า
                 - ถามให้ตดสินใจ
                          ั
                 - ถามให้อภิปราย หรือวิพากษ์วิจารณ์
(0)      (0)ยนข้อยนข้ อดีของข้ อสอบแบบอัยนัยมา 5 ข้อ
       จงเขี จงเขี ดีของข้อสอบแบบอัตนัตมา 5 ข้อ

       (00) ด่ านคดว่าความรงรเทคนิคการวัดดผลจะช่ววยทาน
(00) ท่านคิ ทว่าความรูเ้ รือ ู้ เ ่ือง เทคนิคการวั ผลจะช่ ยท่ ่ าน
                  ิ        ่
            ในการแต่งข้อสอบอย่างไรบ้าง
        ในการแต่งข้อสอบอย่างไรบ้าง
่
(0) ท่านคิดว่าความรูเ้ กียวกับการวัดผลการศึกษามี
ประโยชน์ต่อท่านอย่างไร จงอธิบาย
(00) ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการปฏิรปการศึกษา
                                       ู
ในเมืองไทย
โอกาสที่ควรใช้ขอสอบอัตนัย
               ้
     มีจานวนผูสอบนอย
         ํ     ้   ้
      ผูสอนมีเวลาในการตรวจ
         ้
      ผูสอนสามารถอ่านและวินจฉยในการใหคะแนนได ้
         ้                  ิ ั       ้
      ต้องการวัดการคิด/การเขียน
      มีเวลาในการออกข้อสอบน้อย
      จะไม่นาขอสอบนนมาใชอก
             ํ ้    ั้   ้ี
ขอเสนอแนะในการใชแบบทดสอบอตนย
 ้              ้        ั ั
   1. ต้องการวัดผลการเรียนรูระดับสูงหรือซําซ้อน
                              ้           ้
   2. ควรมีเวลาสร้างข้อสอบอย่างเพียงพอ
   3. ควรถามให้ชดเจน เฉพาะเจาะจง
                   ั
   4. ไม่ควรมีขอสอบไว้ให้เลือกตอบ โดยเฉพาะ
               ้
       การสอบวัดผลสัมฤทธิ์
   5. ควรบอกผูสอบให้ทราบล่างหน้าว่าจะใช้
                 ้
                           ่
       แบบทดสอบอัตนัย เพือการเตรียมตัว
่ ั
 6. ควรเขียนคําสังให้ชดเจน
 7. ควรใช้คาถามหลาย ๆ ลักษณะในแบบทดสอบ
           ํ
    ชดเดยวกน
     ุ ี ั
 8. ควรให้มีขอสอบจํานวนมากข้อ
             ้
 9. ควรเรียงข้อสอบตามลําดับจากง่ายไปยาก
10. ควรให้เวลาในการตอบอย่างเพียงพอ
11. ควรกําหนดจํานวนข้อ ความยาวในการตอบ
     ความซับซ้อนให้เหมาะผูสอบ
                          ้
12. ควรเขียนคําตอบเฉลยไว้
ข้อแนะนําในการตรวจข้อสอบแบบอัตนัย
     – พิจารณาคําตอบแต่ละข้อ และแบ่งคุณภาพ
                                          ่
       การตอบเป็ นกลุ่ม เช่น ดี ปานกลาง ตํา
     – ตรวจให้คะแนนแต่ละข้อของแต่ละกลุ่ม
     – นาคะแนนมาเรยงลาดบคณภาพ
        ํ           ี ํ ั ุ
     – ตรวจให้คะแนนทีละข้อของทุกคน
                                    ู่ ้
     – ควรสุ่มคําตอบมาตรวจโดยไม่ดชือผูตอบ
     – ควรใช้ผูตรวจอย่างน้อย 2 คน
               ้
ขอดของขอสอบแบบอตนย
 ้ ี ้         ั ั
  วัดพฤติกรรมด้านการคิดสังเคราะห์และ
  ประเมินค่าได้ดี
                  ่
  วัดความคิดริเริมและความคิดเห็นได้ดี
  สร้างได้งาย รวดเร็ว ประหยัด
            ่
  เดายาก
  ส่งเสริมพัฒนาทักษะการเขียนและนิสยั
  การเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอจากดของขอสอบแบบอตนย
 ้ ํ ั    ้       ั ั
  วัดเนื้อหาได้ไม่ครอบคลุมเพราะข้อสอบ
  ถามได้นอยข้อ
            ้
  ตรวจให้คะแนนยาก เสียเวลามาก
  คะแนนไม่แน่นอน มีความเท่ียงนอย   ้
  วินจฉัยข้อบกพร่องของผูเ้ รียนไม่ได้
      ิ
  ทักษะด้านภาษามีอทธิพลต่อการตรวจ
                      ิ
ตัวอย่างคําถามของข้อสอบแบบอัตนัย
    จงบอกขันตอนของการตอนต้นไม้
               ้
    จงสรุปเหตุการณ์ท่ีเป็ นสาเหตุทาให้เกิดสงครามโลก
                                    ํ
     ครังที่ 2
        ้
    ถ้าต้องการขึงลวดให้ตึงอยู่ตลอดเวลาควรทําอย่างไร
    จงอธิบายสาเหตุสาคัญที่ทาให้อากาศของไทยร้อนจัด
                     ํ         ํ
    จงเขียนแผนงานในการปรับปรุงโรงเรียนให้สะอาด
    การที่รจนาเลือกเจ้าเงาะถือเป็ นความผิดหรือไม่
     เพราะเหตุใด
1principletest

1principletest

  • 1.
    การสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รศ. ไพทูรย์ เวทการ ดร.วิยดา เหล่มตระกูล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง
  • 2.
    จุดประสงค์ • บอกขันตอนการวัดและประเมินผลการเรียนรูได้ ้ ้ อย่างถูกต้อง • เมื่อกําหนดข้อสอบให้สามารถบอกข้อบกพร่องและให้ ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงข้อสอบได้อย่างถูกต้อง • เขียนแบบทดสอบปรนัยและอัตนัยได้ถูกต้องตาม หลักวิชา
  • 3.
    ขอบเขตเนื้อหา  ขันตอนการวัดและประเมินผล ้  หลักการสร้างแบบทดสอบ  การสรางแบบทดสอบปรนย ้ ั  การสรางแบบทดสอบอตนย ้ ั ั
  • 4.
    1. ขันตอนการวัดและประเมินผล ้  กําหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของการเรียนรูที่มุ่งวัด ้  กาหนดวิธีการวดผล ํ ั ่  การเลือก/สร้างเครืองมือวัดผล ่  การตรวจสอบคุณภาพเครืองมือ  การบรหารการวดผล ิ ั  การตดสนค่าจากผลการวด ั ิ ั  การใหผลยอนกลบจากการวดและประเมินผล ้ ้ ั ั
  • 5.
    2.หลักการสร้างแบบทดสอบ ข้อสอบใช้สาหรับวัดความสามารถ ํ ของผูเ้ รียน โดยเฉพาะความสามารถ ทางสมอง
  • 6.
    2.1 ขอตกลงเบ้ องตนในการสรางขอสอบ ้ ื ้ ้ ้ – เนื้อหาที่จะวัด ต้องอยู่ในรูปของพฤติกรรมที่มีความ ่ เฉพาะเจาะจง สามารถสือสารไปยังบุคคลอืนได้ ่ – ผลตผลท่วด ตองวดผลตผลท่ีเกดข้ นจากการเรยน ิ ีั ้ ั ิ ิ ึ ี การสอนตามวัตถุประสงค์ท่ีตองการเท่านัน ้ ้ – ผลสัมฤทธิ์หรือความรูที่จะวัด ผูเ้ ข้าสอบทุกคนจะต้องมี ้ โอกาสได้เรียนรูใ้ นเรืองที่จะวัดอย่างเท่าเทียมกัน ่
  • 7.
    2.2 ลักษณะของผูเ้ ขียนข้อสอบที่ดี – มีความรูใ้ นเนื้อหาวิชาและจุดมุ่งหมายรายวิชา – มีความรูเ้ กียวกับหลักการเขียนข้อสอบ ่ รูปแบบข้อสอบ และวิธีการสร้างข้อสอบ – มีความสามารถในการใช้ภาษา – รูวิธีการถามในลักษณะแปลกใหม่ ้ – มีทกษะในการวิจารณ์ขอสอบ ั ้
  • 8.
    2.3 ลักษณะของแบบทดสอบที่ดี – มีความตรง (Validity) วัดได้ตรง คุณลักษณะที่ตองการวัดตามจุดมุ่งหมายที่ ้ ต้องการ • ตรงตามเนื้อหา (Content Validity) • ตรงตามโครงสราง (Construct Validity) ้ • ตรงตามพยากรณ์ (Predictive Validity) • ตรงตามสภาพ (Concurrent Validity)
  • 9.
    – มีความเท่ียง (Reliability) ความคงเส้นคงวาของผลการวัด • แบบสอบซา (Test-Retest) ้ํ ่ • แบบแบ่งครึงข้อสอบ (Split half) • แบบคู่ขนาน (Parallel Form) • แบบวัดความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency)
  • 10.
    – มีความเป็ นปรนัย (Objectivity) อ่านแลว เขา้ ใจ ้ ได้ตรงกัน ให้คะแนนและแปลความหมายของ คะแนนได้ตรงกัน – มีค่าอํานาจจําแนกเหมาะสม (Discrimination) แยก นักเรียนเก่งและอ่อนได้ถูกต้อง
  • 11.
    – มีความยากง่ายพอเหมาะ (Difficalty) ่ ความยากง่ายเหมาะสมกับเนื้อหา นันคือ มีผูตอบถูก ้ ่ ่ ประมาณครึงหนึงของผูเ้ ข้าสอบทังหมด ้ – มีความยุติธรรม (Fairness) เดาไม่ได้ ครอบคลุมเนื้อหาในหลักสูตร – ถามลก(Searching)ไม่ถามเฉพาะความรู ้ ึ ความจํา
  • 12.
    – มีความเฉพาะเจาะจง (Definite) ข้อคําถามมีความเฉพาะเจาะจงมีความหมายเดียว – มีลกษณะท้าทาย (Challenge) และ ั เป็ นตัวอย่างที่ด(Examplary) ี เรียงข้อสอบจากง่ายไปยาก ถามเรืองที่น่าสนใจ และ ่ เป็ นแบบอย่างที่ดี – มีประสิทธิภาพ (Efficiency) นําไปไช้ง่าย ไม่ส้นเปลืองเวลา เงินและแรงงานมาก ิ และนําผลการสอบไปใช้ได้คุมค่า้
  • 13.
    2.4 หลักทัวไปในการเขียนข้อสอบ ่ – ถามให้ครอบคลุม ครบตามหลักสูตร – ถามเฉพาะสิงที่สาคัญ ่ ํ – ถามให้ลก ครบทุกพฤติกรรม ึ – ถามในสิงที่เป็ นแบบอย่างที่ดี ่ – ถามให้เฉพาะเจาะจง ไม่คลุมเครือ
  • 14.
    2.5 ขันตอนการสร้างแบบทดสอบ ้ • วางแผนสร้างแบบทดสอบ • ลงมือเขยนขอสอบ ี ้ • ทดลองใช้แบบทดสอบ • ประเมินผลแบบทดสอบ
  • 15.
    2.6 การวางแผนสร้างแบบทดสอบ • กําหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบทดสอบ • เพือประเมินผล ่ • เพือปรับปรุงการเรียนการสอน ่ • เพือตัดสินผลการเรียน ่ • วิเคราะห์หลักสูตร เนื้อหา และพฤติกรรม • เขียนข้อสอบตามหลักการเขียนข้อสอบ • ทดลองใช้แบบทดสอบ(try out) เพือนําข้อมูล ่ ไปใช้ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ • ตรวจสอบคุณภาพรายข้อและทังฉบับ ้
  • 16.
    3. แบบทดสอบปรนัย (Objective test) เป็ นข้อสอบที่มีคาถามเฉพาะเจาะจง ํ ํ ่ ตรวจให้คะแนนตรงกัน มีคาสัง วิธีการ ปฏิบติ และวิธีการตรวจให้คะแนนชัดเจน ั
  • 17.
    ประเภท  แบบถูกผิด (true-false) แบบเตมคา (completion) ิ ํ  แบบจับคู่ (matching)  แบบเลือกตอบ (multiple choices)
  • 18.
    1) ข้อสอบแบบถูก-ผิด จงใส่เครืองหมาย / หน้าข้อความที่เห็นว่าถูก ่ และใส่ หนาขอความที่เห็นว่าผด ้ ้ ิ ….1. ข้อสอบถูก-ผิด ทาใหเ้ กดโอกาสการเดาสงสด ํ ิ ู ุ ….2. ข้อสอบอัตนัยมีส่วนอย่างมากในการพัฒนา การออกความเห็นของนกเรยน ั ี
  • 19.
    หลักการเขียนข้อสอบแบบถูกผิด  ข้อความมีความหมายชัดเจนไม่กากวมํ และไม่ควรใช้คาที่แสดงคุณภาพ ํ  ข้อความที่กาหนดให้ตองตัดสินได้ว่า ํ ้ ถกหรอผดจรงและเป็นสากล ู ื ิ ิ  แต่ละข้อควรถามจุดสําคัญเพียง ่ เรืองเดียว  ไม่ควรสร้างข้อคําถามเชิงปฏิเสธ
  • 20.
    ่ หลีกเลียงการคัดลอกข้อความจากหนังสือ ่  หลีกเลียงการใช้คาชี้แนะคําตอบ เช่น ํ ้ ้ ่ เท่านัน เสมอ บางครัง โดยทัวไป อาจจะ  ความยาวของข้อความควรใกล้เคียงกัน  ไม่ควรวางข้อถูกและข้อผิดอย่างเป็ น ระบบ  ควรให้มีจานวนข้อถูกและข้อผิดพอๆกัน ํ
  • 21.
    ข้อดีของข้อสอบแบบถูกผิด  เหมาะกับการวัดพฤติกรรม ความรู ้ ความจา ํ  สร้างง่าย ตรวจง่ายและมีความ เป็ นปรนัย  ใช้ทดสอบได้ทุกวิชา  ผูตอบใช้เวลาทําน้อย ้
  • 22.
    ข้อจํากัดของข้อสอบแบบถูกผิด  โอกาสที่เดาถูกมีมาก  วัดพฤติกรรมระดับสูงไม่ได้ ไม่สามารถวินจฉัยสภาพการเรียนได้ ิ  มีค่าอานาจจาแนกตา ํ ํ ํ่
  • 23.
    2) ข้อสอบแบบเติมคํา(Completion) (0) การวดผล คือ………………….. ั (00) ข้ อสอบทีเ่ ขียนยากทีสุดคือข้ อสอบ…… ่ (000) อุณหภูมปกตของร่างกายมนุษย์ คือ…… ิ ิ
  • 24.
    หลักการเขียนข้อสอบแบบเติมคํา เขียนคําถามให้เฉพาะเจาะจง  เขยนคาถามใหตอบไดสนที่สด ี ํ ้ ้ ้ั ุ  ควรให้เติมส่วนที่เป็ นสาระสําคัญ  ควรเว้นช่องว่ างให้เติมท้ายประโยค  ควรเว้นช่องว่ างที่จะให้เติมเท่ากัน ทุกช่อง
  • 25.
     คําตอบที่เป็ นตัวเลขถ้ามีหน่วยควรระบุ หน่วยที่ตองการให้ตอบ ้  ไม่ควรลอกข้อความจากตําราแล้วตัด ข้อความบางตอนออก  ไม่ควรเว้นช่องว่ างให้เติมหลายแห่ง  ไม่ควรให้มีคาหรือข้อความแนะคําตอบ ํ  หลีกเลียงการใช้คาที่จะให้คาตอบไม่ ่ ํ ํ แน่นอน เช่น ประมาณ ราวๆ ได้แก่ ฯลฯ
  • 26.
    ข้อดีของข้อสอบแบบเติมคํา  เหมาะกับพฤติกรรมด้านความรูความจํา ้  เหมาะกบวิชาคณตศาสตรและทกษะ ั ิ ์ ั คานวณ ํ  เดาคาตอบไดยาก ํ ้ ข้อจํากัดของข้อสอบแบบเติมคํา  ไม่เหมาะกับวัดพฤติกรรมระดับสูง  ยากในการเขียนให้ได้คาตอบเดียว ํ  ถ้าใช้บ่อยๆ ผูเ้ รียนจะมุ่งแต่ท่องจํา
  • 27.
    3) ข้อสอบแบบจับคู่ รายการที่ควรนํามาออกข้อสอบแบบจับคู่  ศัพท์กบความหมาย ั  เหตุการณ์กบเวลา ั  เหตุกบผลั ่  ชือบุคคลกับผลงาน ่  ชือกระบวนการกับผลผลิต  กฎกบการใช ้ ั
  • 28.
    คาช้ แจง จงพจารณาว่าเหตการณต่างๆ(ขวามือ) ํ ี ิ ุ ์ เกิดขึ้นในรัชสมัยใด (ซายมือ) โดยนําอักษรหน้า ้ รัชสมัยไปเติมหน้าเหตุการณ์ต่างๆ ….1. สงคราม 9 ทัพ ก. รชกาลท่ี 1 ั ….2. เลิกทาส ข. รชกาลท่ี 2 ั ….3. มีกฎหมายตรา 3 ดวง ค. รชกาลท่ี 3 ั ง. รัชกาลที่ 4 จ. รัชกาลที่ 5
  • 29.
    หลักการสร้างข้อสอบแบบจับคู่  เขียนคําชี้แจงให้ชดเจน ั ่  เนื้อหาวิชาควรถามในเรืองเดียวกัน  ควรกําหนดให้คาตอบมีมากกว่ าคําถาม ํ  จํานวนข้อคําถามไม่ควรมากเกินไป (สําหรับชันประถมศึกษาไม่ควรเกิน 5-6 ขอ) ้ ้  ควรให้คาชี้แจง คําถาม คําตอบ อยูหน้า ํ ่ เดียวกัน  หลีกเลียงคําถามที่แนะคําตอบ ่
  • 30.
    ข้อดีของข้อสอบแบบจับคู่ เหมาะสําหรับความรูความจําที่มีเนื้อหา ้ ั ั ี่ ้ ั สมพนธ์เกยวของกน  สามารถวัดพฤติกรรมระดับความเข้าใจ และการนําไปใช้ได้ดี เช่น การอ่าน สัญลักษณ์ การจับคู่ระหว่างกฎเกณฑ์กบ ั ปรากฏการณ์  ประหยัดเวลาในการอ่านข้อสอบ ทําให้ สามารถออกข้อสอบได้หลายข้อ
  • 31.
    ขอจากดของขอสอบแบบจบคู่ ้ ํั ้ ั  ใช้วดพฤติกรรมระดับการสังเคราะห์ ั และประเมินค่าไม่ได้  ยากที่จะหาเนื้อหาที่เป็ นเรืองเดียวกัน ่ ่  โอกาสการเดาถูกจะเพิมขึ้นเรือยๆ ่
  • 32.
    4) ขอสอบแบบเลอกตอบ ้ ื ส่วนประกอบ ตวคาถาม (Stem) ั ํ ตวเลอก (Choices) ั ื ตัวเลือกที่เป็ นตัวถูก (Key) ตวลวง (Distrater) ั
  • 33.
    ประเภทของข้อสอบเลือกตอบ 4.1) แบบคําถามโดด(Single question) ่ ่ ่ คําถามจะถามเพียงเรืองเดียว ไม่เกียวกับข้ออืน  ให้หาคําตอบถูก  คําตอบถูกต้องแน่นอน  คาตอบที่ดที่สด ํ ี ุ  ชนิดให้เรียงลําดับ  ชนิดคําตอบรวม
  • 34.
  • 35.
    4.2)แบบตัวเลือกคงที่(Constant choice) เป็ นการรวมเนื้อหาที่เป็ นพวก เดียวกันเข้าด้วยกัน แล้วตังคําถามเป็ นชุด ้ ตัวอย่าง ให้พจารณาข้อความแต่ละข้อว่าผิดศีล ิ ข้อใด โดยใช้ตวเลือกต่อไปนี้ ั ก. ขอที่ 1 ข. ขอที่ 2 ค. ขอที่ 3 ้ ้ ้ ง. ขอที่ 4 จ. ขอที่ 5 ้ ้ 1. มาโรงเรียนสาย 2. รับซื้อของโจร 3. ่ หลบเลียงภาษี
  • 36.
    4.3) แบบถามตามเนื้อเรืองที่ ่ กําหนดให้ (Situation test) เป็ นการยกข้อความหรือสถานการณ์ท่ี ่ เกียวกับจุดประสงค์การเรียนการสอนให้ ผูตอบอ่านและตอบคําถาม ้
  • 37.
    คาช้ แจง จงอานขอความขางล่างน้แลวตอบคาถามขอ 1 -2 ํ ี ่ ้ ้ ี ้ ํ ้ “สงคมใดกตาม ถ้ามีแต่คนที่คานึงถึงสิทธิของตน ั ็ ํ ไม่ใฝ่ ใจในหน้าที่ท่ีตองปฏิบติหรือปฏิบตผดหน้าที่และเกิน ้ ั ัิ ิ ิ ่ สทธิของตน เพือประโยชน์ส่วนตัว สงคมนนจะดารงอยู่ ั ้ั ํ ไม่ได้” 1. ขอความน้ ีเป็นคากล่าวลกษณะใด ้ ํ ั ก. การขอรอง้ ข. การวิงวอน ค. การประชด ง. การตกเตอน ั ื จ. การเปรียบเทียบ
  • 38.
    หลักในการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ 1. เขียนคําถามให้เป็ นประโยคคําถามสมบูรณ์ (0) กรุงเทพฯ เป็ น ่ (00) กรุงเทพฯ เป็ นชือของอะไร
  • 39.
    2. ตัดคําฟุ่ มเฟือยในตัวคําถามและตัวเลือก (0) จังหวัดใดมีพลเมืองน้อยที่สด ุ ก. จังหวัดเชียงใหม่ ข. จังหวัดขอนแก่น ค. จังหวัดระนอง ง. จังหวัดชุมพร จ. จังหวัดชัยนาท ่ (00) มนุษย์มีวิธีเพิมพูนสมรรถภาพให้แก่ตนเอง เพือต่อต้านโรคภัยที่รายแรงได้หลายวิธี จงบอก ่ ้ วิธีท่ีสาคญที่สด ท่ีเราควรปฏบตเพอตานทานการ ํ ั ุ ิ ั ิ ื่ ้ ตดต่อของโรค ิ
  • 40.
    ่ 3. หลีกเลียงการใช้คาถามรูปปฏิเสธ ถ้าจําเป็น ํ ต้องใช้ควรขีดเส้นใต้ให้ชดเจน ั (00) เมื่อนกเรยนพบขอความบางตอน ั ี ้ ที่ไม่สามารถจดจําได้ง่ายๆ เราไม่ควรปฏิบติอย่างไร ั ก. ท่องใหข้ นใจ ้ึ ข. ย่นย่อให้สน ั้ ค. ตความใหชด ี ้ั ง. อานทบทวนชาๆ ่ ้ จ. ขยายความให้กว้าง
  • 41.
    ่ 4. ข้อเดียวถามเรืองเดียว/ถามชัดเจนตรงจุด (0) ภาคกลางของประเทศไทย ก. เป็นท่ีราบ ข. มีฝนตกชุก ค.ปลูกข้าวมาก ง. อากาศอบอน ุ่ จ.อาณาเขตกวาง ้ (00) คนภาคกลางมีอาชพอะไรมาก ี (000) ภูมิอากาศของภาคกลางเป็ นอย่างไร
  • 42.
    5. ใช้ภาษาไทยไม่ซบซ้อน เหมาะกับชันและวัย ั ้ (0) เท่าที่นกวิทยาศาสตร์ไค้คนพบ ในสุรยจักรวาล ั ้ ิ มีดาวเคราะห์อยู่ดวยกันทังหมดกีดวง ้ ้ ่ ก. 6 ดวง ข. 7 ดวง ค. 8 ดวง ง. 9 ดวง จ. 10 ดวง ี่ (00) มีดาวเคราะห์กดวงในสุรยจักรวาล (มัธยม) ิ ี่ (000) ดาวเคราะห์มีกดวง (ประถม)
  • 43.
    6. เรียงตัวเลือกที่เป็ นข้อความจากสันไปยาวหรือยาวไปสัน ้ ้ และข้อสอบทังฉบับควรเรียงระบบเดียวกัน ้ (0) “รถส่วนตัว” ราชาศัพท์สาหรับ ํ พระมหากษตรยคอขอใด ั ิ์ื ้ ก. รถทรง ข. รถพระที่นง ่ั ค. รถพระที่นงทรง ่ั ง. รถทรงพระที่นง ่ั
  • 44.
  • 45.
    8. ถ้าไม่จาเป็ นไม่ควรใช้ตวเลือกปลายเปิด-ปิด ํ ั (0) “ดมานด” ท่ีคนมีต่อสนคาถกกาหนดโดยอะไร ี ์ ิ ้ ู ํ ก. รายได้ ข. รสนิยม ค. ราคาสนคา ิ ้ ง. ถูกทุกข้อ
  • 46.
    9. ตัวเลือกที่ถูกต้องมีเพียงตัวเดียว (0) ข้อใดไม่เข้าพวก ก. นก ข. ควาย ค. จระเข ้ ง. ปลาวาฬ
  • 47.
    10. ตัวเลือกแต่ละตัวต้องเป็ นอิสระต่อกัน (0) โลกอยูห่างจากดวงอาทิตย์ ่ ประมาณเท่าใด ก. 50-60 ล้านไมล์ ข. 60-70 ล้านไมล์ ค. 70-80 ล้านไมล์ ง 80-90 ล้านไมล์ จ. 90-100 ล้านไมล์
  • 48.
    11. จํานวนตัวเลือกเหมาะสมกับระดับชันของผูเ้ รียน ้ ป.1-2 ควรมี 3 ตัวเลือก ป.3-4 ควรมี 4 ตัวเลือก ป.5-6 และชนมธยมข้ นไป ้ั ั ึ ควรมี 5 ตวเลอก ั ื
  • 49.
    12. ตัวเลือกถูกไม่ควรใช้ศพท์/ภาษาที่สะดดตา ั ุ (0) เมืองใดไม่อยู่ในประเทศไทย ก. ลําพูน ข. ขอนแก่น ค. สงขลา ง. โตเกยว ี
  • 50.
    13. ทังตัวเลือกที่ถูกและผิด ไม่ควรถูกผิด ้ เด่นชัดจนเกินไป (0) ขอใดเป็นพช ้ ื ก. มา ้ ข. วว ั ค. ควาย ง. มะเขือ
  • 51.
    14. ตัวเลือกที่ถูกไม่ควรใช้คาซํากับคําถาม ํ ้ (0) สุจริตตรงข้ามกับอะไร ก. ความสุข ข. ความทุกข์ ค. อารมณ์ ง. ทุจรต ิ
  • 52.
    15. หลีกเลียงคําถามที่เด็กคล่องปากอยู่แล้ว ่ (0) ขาวตรงข้ามกับคําใด ก. ดา ํ ข. แดง ค. เขยว ี ง. เหลอง ื จ. น้าเงน ํ ิ
  • 53.
    16. ไม่ควรให้มีคาถามข้อแรกๆ แนะคําตอบ ํ ข้อหลังๆ ่ (0) ปี 2544 มีอตราการเพิมของพลเมืองไทยเท่าใด ั (00) จากปี 2543 ถง 2544 พลเมืองไทย ึ ่ เพิมขึ้นหรือลดลง
  • 54.
    17. ควรใช้รปภาพประกอบคําถามในกรณีที่ใช้ภาพจะ ู อธิบายได้ชดเจนกว่าตัวหนังสือ หรือใช้ขอสอบรูปภาพ ั ้ สําหรับเด็กเล็ก หรือคนที่อ่านหนังสือไม่ออก 18. กระจายตัวเลือกที่ถูกให้อยู่ในตําแหน่งต่างๆ กัน 19. คําถามควรมีประเภทวัดพฤติกรรมสูงๆ อยู่ดวย ้ 20. ต้องเขียนตัวถูกหรือตัวผิดตามหลักวิชา
  • 55.
    ตัวอย่างข้อสอบ 1. ถ้านักเรียนไม่อยากสอบตก นักเรียนไม่ควรทําเช่นใด 2.พืชที่เป็ นสินค้าออกของไทยได้แก่อะไร ่ 3. ปั กกิงเป็ นเมืองหลวงของประเทศใด อยู่ในทวีปอะไร 4. ถาเราแปรงฟันไม่สะอาด มีเศษอาหารตดตามซอกฟัน ้ ิ เสมอๆ จะทาใหเ้ กดอะไร ํ ิ 5. ภพานเป็น ู
  • 56.
    6. การปกครองส่วนภูมิภาคของไทยแบ่งเป็ นจังหวัดและ ่ อําเภอ ปั จจุบนประเทศไทยแบ่งเป็ นกีจงั หวัด ั ก. 73 จังหวัด ข. 74 จังหวัด ค. 75 จังหวัด ง. 76 จังหวัด 7. อาชีพใดเป็ นอาชีพที่สาคัญที่สดของคนไทย ํ ุ ก. ทานา ํ ข. ทาเหมืองแร่ ํ ค. อุตสาหกรรม ง. กสิกรรม
  • 57.
    4. แบบทดสอบอตนย ั ั (Essay type /Subjective test) แบบทดสอบอัตนัยหรือแบบทดสอบความเรียง เป็ นแบบทดสอบประเภทเขียนคําตอบ ผูสอบต้องแสดง ้ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และ ประเมินผลแนวความคิดและความรูที่ได้เรียนมา เรียบ ้ เรียงภาษาและผูกเป็ นรูปประโยคให้เป็ นข้อความที่เป็ น คาตอบของคาถาม ํ ํ
  • 58.
    ลักษณะของแบบทดสอบอัตนัย • ให้อสระแก่ผูสอบ ิ ้ – กาหนดคาตอบเอง ํ ํ – เรียบเรียงคําตอบด้วยตนเอง • คําถามหรือโจทย์จะกําหนดสถานการณ์ข้ นเพือให้ ึ ่ ผูตอบแสดงความคิด ความรู ้ และความเข้าใจ ้
  • 59.
    • ใช้ทดสอบในลักษณะกระบวนการ – ให้เปรียบเทียบ – ใหคาจากดความ ้ํ ํ ั – ตีความ – แปลความ ฯลฯ • ผูตรวจให้คะแนนต้องเป็ นผูที่มีความรูความสามารถ ้ ้ ้ ในเนื้อหาวิชาที่ถาม จะให้ผูอนตรวจแทนไม่ได้ ้ ื่
  • 60.
    ประเภทของแบบทดสอบอัตนัย 1. แบบจํากัดคําตอบ 2. แบบไม่จากัดคําตอบ ํ (Restricted Response Questions) (Extended Response Questions) เวลา+ ความยาวของคําตอบ เปิ ดโอกาสให้ตอบได้อย่าง จํากัด กว้าง ๆ ไม่มีขอจํากัด ้ เนื้อหา + รูปแบบ
  • 61.
    ส่วนประกอบ ก.ตวคาถาม จะเขยนโดยกาหนดเป็นสถานการณข้ นมา ั ํ ี ํ ์ึ ่ เพือให้ ผูตอบแสดงความรูความเข้าใจ ความคิดเห็นออกมา ้ ้ อย่างเต็มที่ ข. คาตอบ ผูตอบจะต้องเขียนตอบโดยใช้ภาษาของตนเอง ํ ้ โดยอาศัยความรู ้ ความเข้าใจ ความคิดเห็น เขียนเรียบเรียง ่ เป็ นประโยคเรืองราว
  • 62.
    หลักการสร้างข้อสอบแบบอัตนัย – กําหนดพฤติกรรมที่ตองการวัดให้ชดเจน ้ ั – เขียนคําถามให้ชดเจนว่าต้องการให้ผูตอบ ั ้ ทําอย่างไร เช่น อธิบาย วิเคราะห์ ฯลฯ – ควรวัดพฤติกรรมตังแต่ระดับความเข้าใจ ้ ข้ นไป ึ – เขียนคําถามโดยใช้สถานการณ์ใหม่ให้ต่าง จากที่เคยเรียนหรือที่อยู่ในตํารา
  • 63.
    – ถามเฉพาะสิงที่เป็ นประเด็นสําคัญของเรือง ่ ่ – กําหนดความซับซ้อนและความยากให้ เหมาะกับวัยของผูตอบ้ – ควรเฉลยคําตอบไปพร้อมๆกับการเขียนข้อสอบ – ไม่ควรให้มีการเลือกตอบบางข้อ
  • 64.
    ลักษณะโจทย์คาถามของแบบทดสอบแบบอัตนัย ํ Gronlund (1981) ได้เสนอลักษณะโจทย์คาถาม ํ ไว้ 12 หลก ดงน้ ี ั ั 1. ให้เปรียบเทียบ (Comparing) จงบรรยายความเหมือนกันและความแตกต่างกันระหว่าง….. จงเปรียบเทียบระเบียบวิธีทงสองต่อไปนี้…………. ้ั
  • 65.
    2. ให้หาความสัมพันธ์ของสาเหตุกบผล ั (Relating cause and effect) อะไรเป็ นสาเหตุสาคัญของ…………….. ํ อะไรควรจะได้รบกระทบของ………….มากที่สด ั ุ 3. ให้บอกการกระทําที่ถูกต้อง (Justifying) ทางเลือกต่อไปนี้ท่านชอบทางเลือกไหนและทําไมจึงไม่ชอบ จงอธิบายว่าทําไมท่านจึงเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับ ข้อความต่อไปนี้
  • 66.
    4. ให้สรุปความ (Summaring) จงสรุปใจความสําคัญของ…………….. ่ จงสรุปเนื้อหาเรือง………….เพียงสัน ๆ ้ 5. ให้สรุปอ้างอิง (Generalizing) จงสรุปอ้างอิงให้เชือถือได้ทวไปจากข้อมูลที่กาหนดให้ ่ ั่ ํ จงเสนอหลักการที่สามารถอธิบายเหตุการณ์ต่อไปนี้ได้
  • 67.
    6. ให้อนุมานเอา (Infering) จากขอมูลที่เสนอ อะไรจะเกิดขึ้นได้มากที่สด และ ้ ุ จะเกดข้ นเมื่อใด…………….. ิ ึ 7. จําแนกประเภท (Classifying) จงจัดกลุ่มข้อสอบต่อไปนี้ตาม………….. อะไรเป็ นลักษณะร่วม (Common) ของข้อสอบต่อไปนี้
  • 68.
    8. ให้สร้างขึ้น (Creating) จงบอกวิธีการให้มากที่สดเท่าที่มากได้ ท่ีท่านคดว่า…….. ุ ิ จงสรางเรองราวที่บรรยายใหเ้ ห็นว่าอะไรจะเกดข้ น ถา……. ้ ื่ ิ ึ ้ 9. ให้ประยุกต์ใช้ (Applying) จงใช้หลักการของ……เป็ นแนวทางบรรยายว่าท่าน จะแก้ปัญหาสถานการณ์นนได้อย่างไร ั้ ่ จงบรรยายสถานการณ์ ซึงแสดงถึงหลักการของ……...
  • 69.
    10. ให้วิเคราะห์ (Analying) จงให้รายการและบรรยายลักษณะสําคัญของ……….. 11. ให้สงเคราะห์ (Synthesizing) ั จงบรรยายแผนการที่ใช้ปรับปรุง……….. จงเขียนรายงานที่เรียบเรียงอย่างดี เพือแสดงว่า……. ่
  • 70.
    12. ให้ประเมิน (Evaluating)  จงบรรยายข้อดีและข้อบกพร่องของ……………..  จงใช้กฎเกณฑ์ที่กาหนดให้ประเมิน…………….. ํ
  • 71.
    ลักษณะคําถามตามพฤติกรรม • ความรู ้– ความจํา (ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร) - จงบอกประโยชน์ของต้นไม้ มา ๕ ขอ ้ - จงบอกขนตอนการตอนตนไมมาตามลาดบ ั้ ้ ้ ํ ั • ความเข้าใจ - ถามให้เปรียบเทียบ - ถามให้บรรยาย - ถามให้สรุปความ
  • 72.
    • การนําไปใช้ -ถามคาดคะเนผลที่เกิด - ถามความสัมพันธ์ - ถามยกตวอยาง ั ่ - ถามประยุกต์ใช้หลักการทฤษฎีในสถานการณ์ใหม่ • การวิเคราะห์ - ถามให้บอกความสําคัญ - ถามให้บอกเหตุผล - ถามหาหลักการ
  • 73.
    • สังเคราะห์ ่ - ถามเกียวกับแผนงานและโครงการ - ถามให้จดราบรวมข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ ั - ถามให้แสดงความคิดสร้างสรรค์ • การประเมินค่า - ถามให้ตดสินใจ ั - ถามให้อภิปราย หรือวิพากษ์วิจารณ์
  • 74.
    (0) (0)ยนข้อยนข้ อดีของข้ อสอบแบบอัยนัยมา 5 ข้อ จงเขี จงเขี ดีของข้อสอบแบบอัตนัตมา 5 ข้อ (00) ด่ านคดว่าความรงรเทคนิคการวัดดผลจะช่ววยทาน (00) ท่านคิ ทว่าความรูเ้ รือ ู้ เ ่ือง เทคนิคการวั ผลจะช่ ยท่ ่ าน ิ ่ ในการแต่งข้อสอบอย่างไรบ้าง ในการแต่งข้อสอบอย่างไรบ้าง
  • 75.
    ่ (0) ท่านคิดว่าความรูเ้ กียวกับการวัดผลการศึกษามี ประโยชน์ต่อท่านอย่างไรจงอธิบาย (00) ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการปฏิรปการศึกษา ู ในเมืองไทย
  • 76.
    โอกาสที่ควรใช้ขอสอบอัตนัย ้  มีจานวนผูสอบนอย ํ ้ ้  ผูสอนมีเวลาในการตรวจ ้  ผูสอนสามารถอ่านและวินจฉยในการใหคะแนนได ้ ้ ิ ั ้  ต้องการวัดการคิด/การเขียน  มีเวลาในการออกข้อสอบน้อย  จะไม่นาขอสอบนนมาใชอก ํ ้ ั้ ้ี
  • 77.
    ขอเสนอแนะในการใชแบบทดสอบอตนย ้ ้ ั ั 1. ต้องการวัดผลการเรียนรูระดับสูงหรือซําซ้อน ้ ้ 2. ควรมีเวลาสร้างข้อสอบอย่างเพียงพอ 3. ควรถามให้ชดเจน เฉพาะเจาะจง ั 4. ไม่ควรมีขอสอบไว้ให้เลือกตอบ โดยเฉพาะ ้ การสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 5. ควรบอกผูสอบให้ทราบล่างหน้าว่าจะใช้ ้ ่ แบบทดสอบอัตนัย เพือการเตรียมตัว
  • 78.
    ่ ั 6.ควรเขียนคําสังให้ชดเจน 7. ควรใช้คาถามหลาย ๆ ลักษณะในแบบทดสอบ ํ ชดเดยวกน ุ ี ั 8. ควรให้มีขอสอบจํานวนมากข้อ ้ 9. ควรเรียงข้อสอบตามลําดับจากง่ายไปยาก 10. ควรให้เวลาในการตอบอย่างเพียงพอ 11. ควรกําหนดจํานวนข้อ ความยาวในการตอบ ความซับซ้อนให้เหมาะผูสอบ ้ 12. ควรเขียนคําตอบเฉลยไว้
  • 79.
    ข้อแนะนําในการตรวจข้อสอบแบบอัตนัย – พิจารณาคําตอบแต่ละข้อ และแบ่งคุณภาพ ่ การตอบเป็ นกลุ่ม เช่น ดี ปานกลาง ตํา – ตรวจให้คะแนนแต่ละข้อของแต่ละกลุ่ม – นาคะแนนมาเรยงลาดบคณภาพ ํ ี ํ ั ุ – ตรวจให้คะแนนทีละข้อของทุกคน ู่ ้ – ควรสุ่มคําตอบมาตรวจโดยไม่ดชือผูตอบ – ควรใช้ผูตรวจอย่างน้อย 2 คน ้
  • 80.
    ขอดของขอสอบแบบอตนย ้ ี้ ั ั  วัดพฤติกรรมด้านการคิดสังเคราะห์และ ประเมินค่าได้ดี ่  วัดความคิดริเริมและความคิดเห็นได้ดี  สร้างได้งาย รวดเร็ว ประหยัด ่  เดายาก  ส่งเสริมพัฒนาทักษะการเขียนและนิสยั การเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • 81.
    ขอจากดของขอสอบแบบอตนย ้ ํั ้ ั ั  วัดเนื้อหาได้ไม่ครอบคลุมเพราะข้อสอบ ถามได้นอยข้อ ้  ตรวจให้คะแนนยาก เสียเวลามาก  คะแนนไม่แน่นอน มีความเท่ียงนอย ้  วินจฉัยข้อบกพร่องของผูเ้ รียนไม่ได้ ิ  ทักษะด้านภาษามีอทธิพลต่อการตรวจ ิ
  • 82.
    ตัวอย่างคําถามของข้อสอบแบบอัตนัย  จงบอกขันตอนของการตอนต้นไม้ ้  จงสรุปเหตุการณ์ท่ีเป็ นสาเหตุทาให้เกิดสงครามโลก ํ ครังที่ 2 ้  ถ้าต้องการขึงลวดให้ตึงอยู่ตลอดเวลาควรทําอย่างไร  จงอธิบายสาเหตุสาคัญที่ทาให้อากาศของไทยร้อนจัด ํ ํ  จงเขียนแผนงานในการปรับปรุงโรงเรียนให้สะอาด  การที่รจนาเลือกเจ้าเงาะถือเป็ นความผิดหรือไม่ เพราะเหตุใด