Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เนื้อเยื่อพืช

19,701 views

Published on

plant tissue

Published in: Education
  • Follow the link, new dating source: ♥♥♥ http://bit.ly/2F4cEJi ♥♥♥
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • Dating for everyone is here: ♥♥♥ http://bit.ly/2F4cEJi ♥♥♥
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here

เนื้อเยื่อพืช

  1. 1. โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
  2. 2. โครงสร้างของพืช พืชประกอบด้วยโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อทาหน้าที่แตกตางกัน ออกไป เช่น ราก ใบ ดอก ผล รวมทั้งโครงสร้างที่เจริญ เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่พิเศษต่าง ๆ
  3. 3. แสดงลักษณะ โครงสร้างของพืช
  4. 4. เนื้อเยื่อของพืช (plant tissue) พืชเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยเซลล์ (cell) หลายๆเซลล์รวมกลุ่มทางานร่วมกัน กลุ่มของเซลล์ที่มาทางานร่วมกัน นี้เราเรียกเนื้อเยื่อ(tissue) เนื้อเยื่อพืชแบ่งเป็น 2 ประเภท (ตามความสามารถในการ แบ่งตัว) ได้แก่ 1.เนื้อเยื่อเจริญ (meristematic tissues) 2.เนื้อเยื่อถาวร (permanent tissues)
  5. 5. • เนื่อเยื่อพืช (plant tissue) ประกอบด้วย เซลล์พืชหลาย ชนิดโดยมีลักษณะร่วมกัน คือ มีผนังเซลล์ (cell wall) • ผนังเซลล์ปฐมภูมิ (primary cell wall)  cellulose ผนังเซลล์ทุติยภูมิ (secondary cell wall)  lignin • 1 cell wall ที่อยู่ติดกันถูกยึดด้วย middle lamella ซึ่งมี pectin เป็นองค์ประกอบ
  6. 6. เนื้อเยื่อเจริญ (meristematic tissues) คือ กลุ่มของเซลล์ที่มีการเจริญและแบ่งตัวแบบไมโทซิส (mitosis) ได้ตลอดชีวิตของเซลล์ ลักษณะของเนื้อเยื่อเจริญ ขนาดเล็ก ผนังบาง เซลล์แต่ละชนิดอยู่ชิดติดกันมาก ไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space)
  7. 7. คือ เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอด (apical shoot meristem) และ เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายราก (apical root meristem) เมื่อมีการ แบ่งตัวเพิ่มจานวนเซลล์จะทาให้ รากและลาต้นยืดยาวออก เพิ่มความสูง ให้กับต้นพืช เป็นการเจริญขั้นแรก (Primary growth) 1. เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (apical meristem)
  8. 8. เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (apical meristem) ที่มา http://www.sripatum.ac.th/online/preeya/tissue.htm
  9. 9. 2. เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ (intercalary meristem) คือเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณ เหนือข้อ หรือโคนของปล้อง ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น อ้อย ไผ่ ข้าวโพด หรือ หญ้า เป็นต้น เมื่อมีการ แบ่งตัวจะช่วยให้ปล้องยาวขึ้น
  10. 10. 3. เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (lateral meristem หรือ axillary meristem) คือ เนื้อเยื่อเจริญที่แบ่งตัวออกด้านข้างของลาต้นหรือ ราก เมื่อแบ่งตัวแล้วจะทาให้ลาต้น ราก ขยายขนาดออก ทางด้านข้างหรือมีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นการเจริญขั้นที่ 2 (Secondary growth) บางคนอาจเรียกเนื้อเยื่อเจริญ ด้านข้างนี้ว่า แคมเบียม (cambium) แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ Vascular cambium และ cork cambium
  11. 11. Vascular cambium พบในรากและลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่ และพืชใบ เลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น หมากผู้หมากเมีย ศรนารายณ์ จันทร์ผา เข็มกุดั่น Vascular cambium ที่มาhttp://www.cfr.washington.edu/Classes.ESC.200/lectures/concepts/specialbiology1.htm
  12. 12. cork cambium หรือ Phellogen Cork cambium ให้กาเนิดคอร์ก หรือเฟลเลมหุ้มรอบราก และลาต้นพืชใบเลี้ยงคู่ที่มีอายุมาก ที่มา http://www.sbs.utexas.edu/mauseth/weblab/webchap17bark/17.1-5.htm
  13. 13. เนื้อเยื่อถาวร (permanent tissues) หมายถึงกลุ่มของเซลล์ที่ในสภาพปกติไม่มีการแบ่งตัว โดยเซลล์ เหล่านี้เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญอีกทีหนึ่ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (Simple permanent tissue) 2. เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue)
  14. 14. เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ชนิดเดียวกัน มารวมกัน เพื่อทาหน้าที่อย่างเดียวกัน แบ่งออกได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1. เนื้อเยื่อป้องกัน (Protective tissue) 2. เนื้อเยื่อพื้น (Ground tissue)
  15. 15. เนื้อเยื่อป้องกัน ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายรวมทั้งการสูญเสียน้ามักอยู่นอกสุด ของราก ลาต้น และใบ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ - เอพิเดอร์มิส (Epidermis) - คอร์ก (Cork) หรือ เฟลเลม (Phellem)
  16. 16. เอพิเดอร์มิส (Epidermis) • ปกป้องคุ้มครองเนื้อเยื่อต่าง ๆ • รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า • ผิวด้านนอก มีสารขี้ผึ้งพวก คิวติน (cutin) ฉาบอยู่ เพื่อช่วยป้องกันการระเหยของน้า • ชั้นของคิวตินนี้เรียกว่า คิวติเคิล (cuticle) ที่มา http://www.nana-bio.com/e-learning/plant%20organ/root.html
  17. 17. หน้าที่ของเอพิเดอร์มิส 1. ให้ความแข็งแรงและช่วยป้องกันอันตรายให้กับเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดไป 2. ช่วยป้องกันไม่ให้น้าซึมผ่านเข้าไปในรากมากเกินไป เพราะจะทาให้ รากเน่า 3. เจริญเปลี่ยนแปลงไปเป็น ขนราก เซลล์คุม ขน และต่อม
  18. 18. คอร์กหรือเฟลเลม (cork / phellem) เกิดจากการแบ่งตัวของคอร์กแคมเบียม หรือเฟลโลเจน เมื่อคอร์กเติบโต เต็มที่แล้ว โพรโทพลาสซึมและเยื่อหุ้มเซลล์จะสลายไป เหลือเฉพาะ ผนังเซลล์ที่มีซูเบอริน และคิวติเคิล สะสม ซึ่งน้าจะไม่สามารถผ่านได้ เนื้อเยื่อชั้นคอร์ก รวมกับเฟลโลเจน และเฟลโลเดริ์ม เรียกรวมว่า เพอริเดิร์ม (Peridrem)
  19. 19. Cork
  20. 20. เนื้อเยื่อพื้น (Ground tissue) เป็นองค์ประกอบในราก ลาต้น ใบ ดอก และเป็นตัวกลางให้เนื้อเยื่ออื่น ๆ แทรกตัวอยู่ มีหลาย ประเภท ได้แก่
  21. 21. พาเรงคิมา (parenchyma) พบได้แทบทุกส่วนของอวัยวะพืช รูปร่างหลายแบบ บางเซลล์ ค่อนข้างกลม รี ทรงกระบอกหรือ เป็นเหลี่ยม มีช่องว่างระหว่างเซลล์ (intercellular space) ช่องว่างระหว่างเซลล์ ที่มา http://botit.botany.wisc.edu/images/130/Cells_&_Tissues/Celery_Petiole/Parenchyma.ht
  22. 22. ตัดตามยาว (long section) ตัดตามขวาง (cross section) พาเรงคิมา (parenchyma) ที่มา http://botit.botany.wisc.edu/images/130/Cells_&_Tissues/Celery_Petiole/Parenchyma.ht
  23. 23. พาเรงคิมา (parenchyma) ช่องอากาศ (air space) สะสมแป้ง ที่มา http://botit.botany.wisc.edu/images/130/Cells_&_Tissues/Celery_Petiole/Parenchyma.html
  24. 24. พาเรงคิมา (parenchyma)
  25. 25. หน้าที่ของพาเรงคิมา 1. สะสมน้าและอาหารพวกแป้ง โปรตีน และไขมัน 2. ในลาต้นพืชอ่อน ๆ ทาหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง 3. ในพืชตระกูลถั่วจะอยู่รวมเป็นกลุ่มที่โคนก้านใบทาหน้าที่เกี่ยวกับ การหุบ-กางใบ 4. ในพืช C3 C4 บางชนิดพาเรงคิมาจะเจริญล้อมรอบมัดท่อลาเลียง ถ้าภายในมี คลอโรพลาสต์ก็จะสังเคราะห์ด้วยแสงด้วย 5. ใบพืชบางชนิดจะเจริญเปลี่ยนไปเป็นต่อมสร้างสาร เช่น สร้างน้ามัน 6. พาเรงคิมาในมัดท่อลาเลียงจะทาหน้าที่ลาเลียงอาหาร 7. ในก้านใบและเส้นกลางใบของพืชบางชนิด เช่น พุทธรักษา เปลี่ยนไปเป็น แอเรงคิมา (Aerenchyma)
  26. 26. คอลเลงคิมา (collenchyma) ผนังเซลล์หนามากตามมุมของเซลล์ ไม่ สม่าเสมอเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่น สารที่มาฉาบที่ผนังเป็นสารประกอบพวก เซลลูโลสและเพคติน ผนังเซลล์ที่มา http://www.science.smith.edu/~mmarcotr/Hortwebpage-
  27. 27. คอลเลงคิมา (collenchyma) ที่มา http://www.science.smith.edu/~mmarcotr/Hortwebpage- fall/handouts/figures- overheads/anatomyfigures.htm
  28. 28. สเกลอเรงคิมา (sclerenchyma) ผนังเซลล์หนามากสารที่มาฉาบ เป็นสารพวกลิกนิน (lignin) เป็นโครงกระดูกหรือโครงร่างของ พืช จาแนกออกเป็น 2 ชนิด
  29. 29. เซลล์เส้นใย (fiber) • รูปร่างของเซลล์ยาวมาก • หัวแหลมท้ายแหลม • ผนังเซลล์หนามากเป็น สารประกอบลิกนิน • ช่องว่างภายในเซลล์แคบ มากเรียกว่า ลูเมน • มีความเหนียวและยืดหยุ่น
  30. 30. สเกลอรีด (scleried) รูปร่างสั้นและป้อม อาจกลมหรือ เป็นเหลี่ยม ผนังเซลล์หนา มักพบ ตามที่แข็งมาก ๆ เช่น กะลามะพร้าว เมล็ดพุทรา เนื้อสาลี่
  31. 31. เอนโดเดอร์มิส (Endodermis) Endodermis ส่วนใหญ่พบในรากพืช เซลล์เรียงตัวเป็นแนวเดียว ผนังเซลล์บาง มีสารพวก ซูเบอริน คิวติน หรือลิกนิน มาสะสมเป็นแถบทาให้ผนัง เซลล์หนา เป็นแถบ ซึ่งจะ กีดขวางน้าและอาหารไม่ให้ ผ่านได้สะดวก
  32. 32. เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue) ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์หลายชนิดมาทางานร่วมกัน ซึ่งเนื้อเยื่อถาวร เชิงซ้อนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. เนื้อเยื่อที่ทาหน้าที่ลาเลียงน้าและแร่ธาตุ เรียกว่าไซเลม (xylem) 2. เนื้อเยื่อลาเลียงอาหาร เรียกว่า โฟลเอม (phloem)
  33. 33. ไซเลม (xylem) 1. vessel 2. tracheid 3. xylem fiber 4. xylem parenchyma ที่มา https://webspace.utexas.edu/harms/VEVI3/transport.html เป็นเนื้อเยื่อที่ทาหน้าที่ลาเลียงน้าและแร่ธาตุต่าง ๆ ทั้งสารอินทรีย์และ สารอนินทรีย์ โดยท่อลาเลียงน้าและแร่ธาตุประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิด ประกอบด้วย
  34. 34. เวสเซล (Vessel) • คล้ายท่อยาวๆ ที่ประกอบด้วยท่อสั้น ๆ หลาย ๆ ท่อมาต่อกัน • ท่อสั้นแต่ละท่อเรียกว่า vessel member หรือ vessel element • ผนังหนาเป็นสารพวกลิกนินมาสะสม มีช่องทะลุถึง กัน ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยปรุหรือรูพรุนที่เรียกว่า perforation plate ที่มา http://www.dbdmart.com/lifesigngatc/product.php?cat=88432&lang=en
  35. 35. รูปร่างยาว หัวท้ายค่อนข้างแหลม ผนังเซลล์หนามี สารพวกลิกนิน สะสม ผนังมีรูพรุนที่เรียกว่า pit เทรคีด (Tracheid) ที่มา http://facweb.furman.edu/~lthompson/bgy34/plantanatomy/plant_cells.htm
  36. 36. ผนังหนา รูปร่างยาว เรียว หัวท้ายแหลม มีลักษณะคล้ายเส้นใย เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว แต่ยังคงทาหน้าที่ให้ ความแข็งแรงแก่พืช เท่านั้น ไซเลมไฟเบอร์ (xylem fiber)
  37. 37. ไซเลมพาเรงคิมา (xylem parenchyma) เป็นเซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงเซลล์เดียว ในเนื้อเยื่อไซเลมมีผนังบาง แต่เมื่อ แก่แล้วจะมีสารลิกนินมาสะสมทาให้ผนังหนาขึ้น ปกติจะเรียงตัวในแนวตั้ง แต่บางกลุ่มจะเรียงตัวตามขวาง หรือตามแนวรัศมี ทาหน้าที่ลาเลียงน้า และเกลือแร่ไปตามด้านข้าง เรียกว่า ไซเลมเรย์ (xylem ray)
  38. 38. 1.Tracheid 2.Vessel 3.Xylem parenchyma 4.Xylem fiber เซลล์ที่ยังมีชีวิต คือ xylem parenchyma เซลล์ที่ตายแล้ว คือ tracheid vessel และ xylem fiber
  39. 39. โฟลเอม (phloem) ที่มา http://www.uic.edu/classes/bios/bios100/lectf03am/lect18.htm เป็นเนื้อเยื่อที่ทาหน้าที่ลาเลียงอาหารและสร้างความแข็งแรงให้ลาต้น พืช ประกอบด้วย เซลล์ที่ยังมีชีวิต คือ sieve tube, companion cell, phloem parenchyma เซลล์ที่ตายแล้ว คือ phloem fiber
  40. 40. โฟลเอม (phloem) ที่มา http://www.uic.edu/classes/bios/bios100/lectf03am/lect18.htm
  41. 41. ซีพทิวบ์ (sieve tube) มีรูปร่างยาว ปลายทั้ง 2 ด้าน ค่อนข้างแหลม มีรูเล็กคล้ายตะแกรง เรียกว่า ซีพเพลท (Sieve plate) ซีพทิวบ์เมมเบอร์หลาย ๆ เซลล์มา เรียงต่อกันเป็นท่อยาวๆ เรียกว่า ซีพทิวบ์ (Sieve tube)
  42. 42. เซลล์คอมพาเนียน (Companion cell) เซลล์มีขนาดเล็ก รูปร่างเรียวยาว ปลายแหลม มีนิวเคลียสขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดเจน มีกาเนิดจากเซลล์ ต้นกาเนิดเดียวกับซีพทิวบ์เมมเบอร์ ที่มา http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000- 5830.html
  43. 43. โฟลเอมพาเรงคิมา (Phloem parenchyma) เหมือนกับพาเรงคิมาทั่วไป เป็น เซลล์ที่มีชีวิต ปกติลาเลียงอาหาร ในแนวดิ่ง บางกลุ่มลาเลียงในแนวรัศมี ขวางลาต้นและราก เรียกว่า โฟลเอมเรย์ (phloem ray) ที่มา http://www.answers.com/topic/pericycle
  44. 44. โฟลเอมไฟเบอร์ (Phloem fiber) เป็นเซลล์ไม่มีชีวิตชนิดเดียวในเนื้อเยื่อโฟลเอม ให้ความแข็งแรงแก่พืชเท่านั้น
  45. 45. THE END

×