โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก
15
โครงสร้างและหน้าที่ของราก
1. เนื้อเยื่อบริเวณปลายราก
เนื้อเยื่อบริเวณปลายรากแบ่งออกเป็น 3 บริเวณ(zone/region) คือ
1. zone of cell division (บริเวณเซลล์แบ่งตัว) บริเวณนี้มีเนื้อเยื่อเจริญ(meristermatic tissue) ที่มีการ
แบ่งเซลล์แบบไมโทซีสตลอดเวลา ส่วนปลายของบริเวณนี้บางส่วนจะเปลี่ยนเป็นหมวกราก(root
cap)ซึ่งทาหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่ปลายราก
2. zone of cell elongation (บริเวณเวณเซลล์ยืดตัว) บริเวณนี้เป็นกลุ่มเซลล์ที่ได้จาก zone of cell
division มีการยืดยาวของเซลล์ขึ้น
3. zone of cell maturation (บริเวณเซลล์เจริญเต็มที่) เป็นบริเวณที่เซลล์มีการเจริญเติบโตเต็มที่ มี
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเช่น เปลี่ยนแปลงไปเป็นขนราก (root hair) เป็นต้น
รูปที่ 18 เนื้อเยื่อบริเวณปลายราก
(ที่มา: http://www.cropsci.uiuc.edu/classes/cpsc121/images/PlantSystems/longlrootareas.jpg
http://www.lsa.umich.edu/mcdb1/faculty/schiefel/lab/research/)
2. โครงสร้างภายในของราก
เมื่อนารากมาตัดตามขวางในส่วนที่เป็นบริเวณเจริญเต็มที่(zone of cell maturation) จะพบว่า
รากประกอบด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่างๆคือ
1. epidermis (เอพิเดอร์มิส)
เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่เนื้อเยื่อภายในราก บางชนิดมีการ
เปลี่ยนแปลงไปเป็นขนราก(root hair) เพื่อทาหน้าที่ดูดน้าและแร่ธาตุ ส่วนใหญ่เอพิเดอร์มิสใน
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก
16
รากจะเรียงตัวชั้นเดียวแต่รากพืชบางชนิดเช่น รากของกล้วยไม้เอพิเดอร์มิสจะมีหลายชั้น (multiple
epidermis) เรียกชื่อเฉพาะว่า velamen
รูปที่ 19 velamen ของรากกล้วยไม้
(ที่มา http://www.botany.hawaii.edu/faculty/webb/BOT410/410Labs/LabsHTML-
99/Epidermis/LABEpiderm99.html)
2. cortex(คอร์เทกซ์)
คอร์เทกซ์เป็นชั้นของเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอพิเดอร์มิสเข้ามาจนถึงเนื้อเยื่อเอนโดเดอมิส
(endodermis) ดังนั้นชั้นคอร์เทกซ์ในรากจึงประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่างๆหลายชนิดซึ่งได้แก่
2.1 parenchyma ส่วนใหญ่มีหน้าที่สะสมอาหาร
2.2 endodermis เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดของชั้นคอร์เทกซ์ เซลล์เรียงตัวเพียงชั้นเดียว และไม่มี
ช่องว่างระหว่างเซลล์
“ชั้นคอร์เทกซ์ในรากจะกว้างกว่าในลาต้น”
3. stele(สตีล)
สตีลเป็นชั้นของเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอนโดเดอร์มิสเข้ามาจนถึงใจกลางของราก(pith) ดังนั้นชั้น
สตีลของรากจึงประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อต่างๆหลายชนิดด้วยกันซึ่งได้แก่
3.1 pericycle เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอนโดเดอร์มิสเข้ามา เซลล์มีขนาดเล็กผนังบาง เรียงชิด
ติดกันประมาณ 1-2 แถว มีหน้าที่สาคัญคือเป็นจุดกาเนิดของรากแขนง(secondary root / lateral
root)
3.2 vascular bundle เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อที่เรียกรวมระหว่างส่วนของ xylem และ phloem วาสคู
ลาร์บันเดิลในรากจะเรียงตัวมีลักษณะเป็นแฉก(arch) โดยที่รากพืชใบเลี้ยงคู่จะพบ 4-6 แฉก และมี
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก
17
ชื่อเรียกเฉพาะต่างกันตามจานวนแฉกเช่น ถ้ามี 4 แฉกก็เรียกว่า tetra arch เป็นต้น ส่วนพืชใบ
เลี้ยงเดี่ยวนั้นจะมีจานวนแฉกมากมายเรียกว่า polyarch
3.3 pith (พิธ)
พิธคือเนื้อเยื่อส่วนที่อยู่ตรงกลางของราก ถ้าเป็นรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตรงกลางจะเป็นเนื้อเยื่อ
พาเรนไคมา(parenchyma) แต่ถ้าเป็นรากพืชใบเลี้ยงคู่ส่วนของพิธจะเป็นไซเลม(xylem)
รูปที่ 20 โครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงคู่
(ที่มา: http://www.umanitoba.ca/faculties/science/biological_sciences/lab9/biolab9_3.html#Growth )
รูปที่ 21 โครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
(ที่มา: http://www.umanitoba.ca/faculties/science/biological_sciences/lab9/biolab9_3.html#Growth )
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก
18
รูปที่ 22 การเกิดรากแขนงจาก pericycle
(ที่มา : http://www.eou.edu/~kantell/img0020.jpg )
3. ชนิดของราก
3.1 จาแนกตามแหล่งกาเนิด
1. primary root
คือรากที่เกิดจาก radicle อาจเรียกอีกอย่างว่า รากแก้ว(tap root) ลักษณะรูปร่างจะใหญ่และ
เรียวลง
2. secondary root
เป็นรากที่เจริญมาจากเนื้อเยื่อเพอริไซเคิล(pericycle)ของ primary root อาจเรียกอีกอย่างหนึ่ง
ว่า รากแขนง(lateral root)
รูปที่ 23 รากแก้วที่เจริญมาจาก radicle ของเมล็ด
(ที่มา http://www.puc.edu/Faculty/Gilbert_Muth/art0001.jpg )
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก
19
3. adventitious root
เป็นรากที่มาจากส่วนอื่นๆที่ไม่ได้เกิดจาก radicle และ pericycle ของ primary root
ตัวอย่างเช่น รากค้าจุน(prop root)ในข้าวโพด เป็นต้น
รูปที่ 24 รากค้าจุน(prop root) ของต้นข้าวโพด
(ที่มา http://www.cropsci.uiuc.edu/classes/cpsc121/images/PlantSystems/Cornproproots.jpg)
3.2 จาแนกตามรูปร่างลักษณะการแผ่กระจายไปในดิน
1. ระบบรากแก้ว (Tap root system)
ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยรากแก้วและรากแขนงล้อมรอบ ขนาดของรากจะใหญ่และเรียวลง พบ
ในพืชใบเลี้ยงคู่เป็นส่วนใหญ่
2. ระบบรากฝอย(Fibrous root system)
เป็นรากเส้นเล็กๆมากมาย ขนาดโตสม่าเสมอกัน แผ่ไปทุกทิศทุกทางรอบอาณาเขต พบในพืชใบ
เลี้ยงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่
รูปที่ 25 ระบบรากแก้วและระบบรากฝอย
(ที่มา http://scidiv.bcc.ctc.edu/rkr/Biology203/lectures/roots/roots.html )
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก
20
3.3 จาแนกตามรูปร่างและหน้าที่
1. Prop root (รากค้าจุน)
เป็นรากที่แตกออกมาจากข้อของล้าต้น แล้วพุ่งทแยงลงไปในดินเพื่อช่วยพยุงลาต้นเอาไว้
ไม่ให้ล้มง่าย เช่น รากข้าวโพด รากโกงกาง เป็นต้น
รูปที่ 26 รากค้าจุน(prop root)
(ที่มา http://www.sinica.edu.tw/~hastwww/glossary/image/propr.jpg
http://www.botgard.ucla.edu/html/botanytextbooks/generalbotany/typesofroots/a1384tx.html)
2. climbing root (รากเกาะ)
เป็นรากที่มักแตกออกตามข้อของลาต้น ใช้เกาะตามหลักหรือเสาเพื่อพยุงลาต้นให้ติดแน่น
แล้วขึ้นที่สูง เช่น รากของต้นพลูด่าง เป็นต้น
รูปที่ 27 พลูด่าง
(ที่มา http://www.maipradab.com/maipradabin/poodang.htm )
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก
21
3. Photosynthetic root (รากสังเคราะห์ด้วยแสง)
เป็นรากที่มีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ ทาหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น รากกล้วยไม้
รูปที่ 28 รากกล้วยไม้
(ที่มา http://www.life.uiuc.edu/plantbio/digitalflowers/Orchidaceae/7.htm )
4. Respiratory root or Aerating root (รากหายใจ)
เป็นรากที่ช่วยในการหายใจเป็นพิเศษ รากชนิดนี้แทนที่จะงอกลงไปในดินกลับชูปลายขึ้นมา
เหนือพื้นดินหรือผิวน้า บางทีก็ลอยตามผิวน้า เช่น รากแสม ลาพู ผักกระเฉด เป็นต้น
5. Parasitic root / Haustorium root (รากกาฝาก)
เป็นรากของพืชบางชนิดที่ปลายรากจะแทงลงไปถึงท่อ xylem , phloem ของลาต้นพืชที่ไปอิง
อาศัย(host) เพื่อแย่งดูดน้าและอาหาร เช่น รากของต้นกาฝาก เป็นต้น
6. Storage root (รากสะสมอาหาร)
เป็นรากที่ทาหน้าที่สะสมอาหารไว้
รูปที่ 29 แครอท
(ที่มา http://www.thai.net/kaset_online/image/VEGET17.JPG)
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา 4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก
22
รูปที่ 30 หัวไชเท้า
(ที่มา http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/plant/herb_sub11.htm)
เอกสารอ้างอิง
เกษม ศรีพงษ์. คู่มือเตรียมสอบ ชีววิทยา ม.5 เล่ม 3 ว 049. สานักพิมพ์ภูมิบัณฑิต.
กรุงเทพมหานคร.
เชาวน์ ชิโนรักษ์และพรรณี ชิโนรักษ์. 2541. ชีววิทยา 3. สานักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร.
กรุงเทพมหานคร.
ปรีชา สุวรรณพินิจและนงลักษณ์ สุวรรณพินิจ. คู่มือเตรียมสอบ ชีววิทยา 3 ว 049 . บริษัทไฮ
เอ็ดพลับลิชชิ่ง จากัด. กรุงเทพมหานคร.
ประสงค์หลาสะอาด และจิตเกษม หลาสะอาด. ชีววิทยา ม. 5 ว 049. สานักพิมพ์พ.ศ.
พัฒนา จากัด. กรุงเทพมหานคร.
พัชรี พิพัฒวรรณกุล. 2542. หนังสือเสริมประสบการณ์ ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 (ว 049).
สานักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์. กรุงเทพมหานคร.
ภูวดล บุตรรัตน์. 2543. โครงสร้างภายในของพืช. พิมพ์ครั้งที่ 6. สานักพิมพ์ไทยวัฒนา
พานิช จากัด. กรุงเทพมหานคร.
เทียมใจ คมกฤส. 2542. กายวิภาคของพฤกษ์. พิมพ์ครั้งที่ 4. สานักพิมพ์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพมหานคร.

Root structure and function

  • 1.
    โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 15 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 1. เนื้อเยื่อบริเวณปลายราก เนื้อเยื่อบริเวณปลายรากแบ่งออกเป็น 3 บริเวณ(zone/region) คือ 1. zone of cell division (บริเวณเซลล์แบ่งตัว) บริเวณนี้มีเนื้อเยื่อเจริญ(meristermatic tissue) ที่มีการ แบ่งเซลล์แบบไมโทซีสตลอดเวลา ส่วนปลายของบริเวณนี้บางส่วนจะเปลี่ยนเป็นหมวกราก(root cap)ซึ่งทาหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่ปลายราก 2. zone of cell elongation (บริเวณเวณเซลล์ยืดตัว) บริเวณนี้เป็นกลุ่มเซลล์ที่ได้จาก zone of cell division มีการยืดยาวของเซลล์ขึ้น 3. zone of cell maturation (บริเวณเซลล์เจริญเต็มที่) เป็นบริเวณที่เซลล์มีการเจริญเติบโตเต็มที่ มี การเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเช่น เปลี่ยนแปลงไปเป็นขนราก (root hair) เป็นต้น รูปที่ 18 เนื้อเยื่อบริเวณปลายราก (ที่มา: http://www.cropsci.uiuc.edu/classes/cpsc121/images/PlantSystems/longlrootareas.jpg http://www.lsa.umich.edu/mcdb1/faculty/schiefel/lab/research/) 2. โครงสร้างภายในของราก เมื่อนารากมาตัดตามขวางในส่วนที่เป็นบริเวณเจริญเต็มที่(zone of cell maturation) จะพบว่า รากประกอบด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่างๆคือ 1. epidermis (เอพิเดอร์มิส) เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่เนื้อเยื่อภายในราก บางชนิดมีการ เปลี่ยนแปลงไปเป็นขนราก(root hair) เพื่อทาหน้าที่ดูดน้าและแร่ธาตุ ส่วนใหญ่เอพิเดอร์มิสใน
  • 2.
    โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 16 รากจะเรียงตัวชั้นเดียวแต่รากพืชบางชนิดเช่น รากของกล้วยไม้เอพิเดอร์มิสจะมีหลายชั้น (multiple epidermis) เรียกชื่อเฉพาะว่า velamen รูปที่ 19 velamen ของรากกล้วยไม้ (ที่มา http://www.botany.hawaii.edu/faculty/webb/BOT410/410Labs/LabsHTML- 99/Epidermis/LABEpiderm99.html) 2. cortex(คอร์เทกซ์) คอร์เทกซ์เป็นชั้นของเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอพิเดอร์มิสเข้ามาจนถึงเนื้อเยื่อเอนโดเดอมิส (endodermis) ดังนั้นชั้นคอร์เทกซ์ในรากจึงประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่างๆหลายชนิดซึ่งได้แก่ 2.1 parenchyma ส่วนใหญ่มีหน้าที่สะสมอาหาร 2.2 endodermis เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดของชั้นคอร์เทกซ์ เซลล์เรียงตัวเพียงชั้นเดียว และไม่มี ช่องว่างระหว่างเซลล์ “ชั้นคอร์เทกซ์ในรากจะกว้างกว่าในลาต้น” 3. stele(สตีล) สตีลเป็นชั้นของเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอนโดเดอร์มิสเข้ามาจนถึงใจกลางของราก(pith) ดังนั้นชั้น สตีลของรากจึงประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อต่างๆหลายชนิดด้วยกันซึ่งได้แก่ 3.1 pericycle เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ถัดจากเอนโดเดอร์มิสเข้ามา เซลล์มีขนาดเล็กผนังบาง เรียงชิด ติดกันประมาณ 1-2 แถว มีหน้าที่สาคัญคือเป็นจุดกาเนิดของรากแขนง(secondary root / lateral root) 3.2 vascular bundle เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อที่เรียกรวมระหว่างส่วนของ xylem และ phloem วาสคู ลาร์บันเดิลในรากจะเรียงตัวมีลักษณะเป็นแฉก(arch) โดยที่รากพืชใบเลี้ยงคู่จะพบ 4-6 แฉก และมี
  • 3.
    โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 17 ชื่อเรียกเฉพาะต่างกันตามจานวนแฉกเช่น ถ้ามี 4 แฉกก็เรียกว่า tetra arch เป็นต้น ส่วนพืชใบ เลี้ยงเดี่ยวนั้นจะมีจานวนแฉกมากมายเรียกว่า polyarch 3.3 pith (พิธ) พิธคือเนื้อเยื่อส่วนที่อยู่ตรงกลางของราก ถ้าเป็นรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตรงกลางจะเป็นเนื้อเยื่อ พาเรนไคมา(parenchyma) แต่ถ้าเป็นรากพืชใบเลี้ยงคู่ส่วนของพิธจะเป็นไซเลม(xylem) รูปที่ 20 โครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงคู่ (ที่มา: http://www.umanitoba.ca/faculties/science/biological_sciences/lab9/biolab9_3.html#Growth ) รูปที่ 21 โครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (ที่มา: http://www.umanitoba.ca/faculties/science/biological_sciences/lab9/biolab9_3.html#Growth )
  • 4.
    โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 18 รูปที่ 22 การเกิดรากแขนงจาก pericycle (ที่มา : http://www.eou.edu/~kantell/img0020.jpg ) 3. ชนิดของราก 3.1 จาแนกตามแหล่งกาเนิด 1. primary root คือรากที่เกิดจาก radicle อาจเรียกอีกอย่างว่า รากแก้ว(tap root) ลักษณะรูปร่างจะใหญ่และ เรียวลง 2. secondary root เป็นรากที่เจริญมาจากเนื้อเยื่อเพอริไซเคิล(pericycle)ของ primary root อาจเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า รากแขนง(lateral root) รูปที่ 23 รากแก้วที่เจริญมาจาก radicle ของเมล็ด (ที่มา http://www.puc.edu/Faculty/Gilbert_Muth/art0001.jpg )
  • 5.
    โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 19 3. adventitious root เป็นรากที่มาจากส่วนอื่นๆที่ไม่ได้เกิดจาก radicle และ pericycle ของ primary root ตัวอย่างเช่น รากค้าจุน(prop root)ในข้าวโพด เป็นต้น รูปที่ 24 รากค้าจุน(prop root) ของต้นข้าวโพด (ที่มา http://www.cropsci.uiuc.edu/classes/cpsc121/images/PlantSystems/Cornproproots.jpg) 3.2 จาแนกตามรูปร่างลักษณะการแผ่กระจายไปในดิน 1. ระบบรากแก้ว (Tap root system) ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยรากแก้วและรากแขนงล้อมรอบ ขนาดของรากจะใหญ่และเรียวลง พบ ในพืชใบเลี้ยงคู่เป็นส่วนใหญ่ 2. ระบบรากฝอย(Fibrous root system) เป็นรากเส้นเล็กๆมากมาย ขนาดโตสม่าเสมอกัน แผ่ไปทุกทิศทุกทางรอบอาณาเขต พบในพืชใบ เลี้ยงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ รูปที่ 25 ระบบรากแก้วและระบบรากฝอย (ที่มา http://scidiv.bcc.ctc.edu/rkr/Biology203/lectures/roots/roots.html )
  • 6.
    โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 20 3.3 จาแนกตามรูปร่างและหน้าที่ 1. Prop root (รากค้าจุน) เป็นรากที่แตกออกมาจากข้อของล้าต้น แล้วพุ่งทแยงลงไปในดินเพื่อช่วยพยุงลาต้นเอาไว้ ไม่ให้ล้มง่าย เช่น รากข้าวโพด รากโกงกาง เป็นต้น รูปที่ 26 รากค้าจุน(prop root) (ที่มา http://www.sinica.edu.tw/~hastwww/glossary/image/propr.jpg http://www.botgard.ucla.edu/html/botanytextbooks/generalbotany/typesofroots/a1384tx.html) 2. climbing root (รากเกาะ) เป็นรากที่มักแตกออกตามข้อของลาต้น ใช้เกาะตามหลักหรือเสาเพื่อพยุงลาต้นให้ติดแน่น แล้วขึ้นที่สูง เช่น รากของต้นพลูด่าง เป็นต้น รูปที่ 27 พลูด่าง (ที่มา http://www.maipradab.com/maipradabin/poodang.htm )
  • 7.
    โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 21 3. Photosynthetic root (รากสังเคราะห์ด้วยแสง) เป็นรากที่มีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ ทาหน้าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่น รากกล้วยไม้ รูปที่ 28 รากกล้วยไม้ (ที่มา http://www.life.uiuc.edu/plantbio/digitalflowers/Orchidaceae/7.htm ) 4. Respiratory root or Aerating root (รากหายใจ) เป็นรากที่ช่วยในการหายใจเป็นพิเศษ รากชนิดนี้แทนที่จะงอกลงไปในดินกลับชูปลายขึ้นมา เหนือพื้นดินหรือผิวน้า บางทีก็ลอยตามผิวน้า เช่น รากแสม ลาพู ผักกระเฉด เป็นต้น 5. Parasitic root / Haustorium root (รากกาฝาก) เป็นรากของพืชบางชนิดที่ปลายรากจะแทงลงไปถึงท่อ xylem , phloem ของลาต้นพืชที่ไปอิง อาศัย(host) เพื่อแย่งดูดน้าและอาหาร เช่น รากของต้นกาฝาก เป็นต้น 6. Storage root (รากสะสมอาหาร) เป็นรากที่ทาหน้าที่สะสมอาหารไว้ รูปที่ 29 แครอท (ที่มา http://www.thai.net/kaset_online/image/VEGET17.JPG)
  • 8.
    โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) สาขาวิชาชีววิทยา เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา4 (ว 40144) ปีการศึกษา 2549 โครงสร้างและหน้าที่ของราก 22 รูปที่ 30 หัวไชเท้า (ที่มา http://www.dmsc.moph.go.th/webroot/plant/herb_sub11.htm) เอกสารอ้างอิง เกษม ศรีพงษ์. คู่มือเตรียมสอบ ชีววิทยา ม.5 เล่ม 3 ว 049. สานักพิมพ์ภูมิบัณฑิต. กรุงเทพมหานคร. เชาวน์ ชิโนรักษ์และพรรณี ชิโนรักษ์. 2541. ชีววิทยา 3. สานักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร. กรุงเทพมหานคร. ปรีชา สุวรรณพินิจและนงลักษณ์ สุวรรณพินิจ. คู่มือเตรียมสอบ ชีววิทยา 3 ว 049 . บริษัทไฮ เอ็ดพลับลิชชิ่ง จากัด. กรุงเทพมหานคร. ประสงค์หลาสะอาด และจิตเกษม หลาสะอาด. ชีววิทยา ม. 5 ว 049. สานักพิมพ์พ.ศ. พัฒนา จากัด. กรุงเทพมหานคร. พัชรี พิพัฒวรรณกุล. 2542. หนังสือเสริมประสบการณ์ ชีววิทยา 3 ชั้น ม. 5 (ว 049). สานักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์. กรุงเทพมหานคร. ภูวดล บุตรรัตน์. 2543. โครงสร้างภายในของพืช. พิมพ์ครั้งที่ 6. สานักพิมพ์ไทยวัฒนา พานิช จากัด. กรุงเทพมหานคร. เทียมใจ คมกฤส. 2542. กายวิภาคของพฤกษ์. พิมพ์ครั้งที่ 4. สานักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพมหานคร.