บทที่ 1
ลําดับและอนุกรมของจํานวน
ในการศึกษาเกี่ยวกับลําดับและอนุกรมของจํานวนจริงหรือจํานวนเชิงซอน การหาผล
บวกของอนุกรมเราจําเปนตองทําการพิสูจนขอความหรือสูตรในพจนของจํานวนนับ ดังนั้น
ในหัวขอแรกของบทที่ 1 นี้ เราจะกลาวถึงอุปนัยเชิงคณิตศาสตร ซึ่งเปนวิธีการพิสูจนขอความที่
เกี่ยวของกับจํานวนนับวาเปนจริง เพื่อนําไปใชในการศึกษาเรื่องลําดับและอนุกรมตอไป
หมายเหตุ ในหนังสือเลมนี้เราจะใชสัญลักษณตอไปนี้
N แทน เซตของจํานวนนับทั้งหมด
R แทน เซตของจํานวนจริงทั้งหมด
C แทน เซตของจํานวนเชิงซอนทั้งหมด
1.1 อุปนัยเชิงคณิตศาสตร
การพิสูจนขอความที่เกี่ยวของกับจํานวนนับ n วาเปนจริง เราใชวิธีการตอไปนี้
สําหรับจํานวนนับ n ให P(n) แทนขอความที่เกี่ยวของกับ n ซึ่งมีสมบัติตอไปนี้
(1) P(1) เปนจริง
(2) สําหรับจํานวนนับ k ใด ๆ ถา P(k) เปนจริง แลว P(k + 1) เปนจริง
ดังนั้น P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n
เราเรียกวิธีการนี้วา อุปนัยเชิงคณิตศาสตร
แคลคูลัส 22
ตัวอยาง 1.1.1
จงพิสูจนวา 21
1
⋅
+ 32
1
⋅
+ 43
1
⋅
+ ... + )1n(n
1
+
= 1n
n
+
ทุกจํานวนนับ n
วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใด ๆ
ให P(n) แทนขอความ 21
1
⋅
+ 32
1
⋅
+ 43
1
⋅
+ ... + )1n(n
1
+
= 1n
n
+
เนื่องจาก )11(1
1
+
= 2
1 = 11
1
+
ดังนั้น P(1) เปนจริง
ให k เปนจํานวนนับใด ๆ
สมมติวา P(k) เปนจริง
นั่นคือ สมมติวา 21
1
⋅
+ 32
1
⋅
+ 43
1
⋅
+ ... + )1k(k
1
+
= 1k
k
+
ดังนั้น 21
1
⋅
+ 32
1
⋅
+ 43
1
⋅
+ ... + )1k(k
1
+
+ )2k)(1k(
1
++
= 1k
k
+
+ )2k)(1k(
1
++
= )2k)(1k(
1)2k(k
++
++
= )2k)(1k(
)1k( 2
++
+
= 2k
1k
+
+
แสดงวา P(k + 1) เปนจริง
โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n
นั่นคือ 21
1
⋅
+ 32
1
⋅
+ 43
1
⋅
+ ... + )1n(n
1
+
= 1n
n
+
ทุกจํานวนนับ n
ตัวอยาง 1.1.2 จงพิสูจนวา n
5 – n
2 หารดวย 3 ลงตัว ทุกจํานวนนับ n
วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใด ๆ
ให P(n) แทนขอความ n
5 – n
2 หารดวย 3 ลงตัว
เนื่องจาก 1
5 – 1
2 = 3 ซึ่งหารดวย 3 ลงตัว
ดังนั้น P(1) เปนจริง
ให k เปนจํานวนนับใด ๆ
สมมติวา P(k) เปนจริง
นั่นคือ สมมติวา k
5 – k
2 หารดวย 3 ลงตัว
จะไดวา มีจํานวนเต็ม m ซึ่ง k
5 – k
2 = 3m ... (1)
พิจารณา 1k
5 +
– 1k
2 +
= 5( k
5 ) – 2( k
2 )
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 3
= (3 + 2)( k
5 ) – 2( k
2 )
= 3( k
5 ) + 2( k
5 ) – 2( k
2 )
= 3( k
5 ) + 2( k
5 – k
2 )
= 3( k
5 ) + 2(3m) (จาก (1))
= 3( k
5 + 2m)
เนื่องจาก k
5 + 2m เปนจํานวนเต็ม ดังนั้น 1k
5 +
– 1k
2 +
หารดวย 3 ลงตัว
แสดงวา P(k + 1) เปนจริง
โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n
นั่นคือ n
5 – n
2 หารดวย 3 ลงตัว ทุกจํานวนนับ n
ตัวอยาง 1.1.3
จงพิสูจนวา 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + n(n + 1) = 3
)2n)(1n(n ++
ทุกจํานวนนับ n
วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใดๆ
ให P(n) แทนขอความ 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + n(n + 1) = 3
)2n)(1n(n ++
เนื่องจาก 1(1 + 1) = 2 = 3
)21)(11)(1( ++
ดังนั้น P(1) เปนจริง
ให k เปนจํานวนนับใดๆ
สมมติวา P(k) เปนจริง
นั่นคือ สมมติวา 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + k(k + 1) = 3
)2k)(1k(k ++
ดังนั้น 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + k(k + 1) + (k + 1)(k + 2)
= 3
)2k)(1k(k ++
+ (k + 1)(k + 2)
= (k + 1)(k + 2)( 3
k + 1)
= 3
)3k)(2k)(1k( +++
แสดงวา P(k + 1) เปนจริง
โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n
นั่นคือ 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + n(n + 1) = 3
)2n)(1n(n ++
ทุกจํานวนนับ n
แคลคูลัส 24
นอกจากอุปนัยเชิงคณิตศาสตรจะใชพิสูจนขอความ P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n
แลว เราอาจประยุกตใชอุปนัยเชิงคณิตศาสตรเพื่อพิสูจนขอความ P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ
n ≥ m เมื่อ m เปนจํานวนนับใด ๆ โดยมีวิธีการตอไปนี้
สําหรับจํานวนนับ n ใด ๆ ซึ่ง n ≥ m ให P(n) แทนขอความที่เกี่ยวของกับ n
ซึ่งมีสมบัติตอไปนี้
(1) P(m) เปนจริง
(2) สําหรับจํานวนนับ k ใด ๆ ซึ่ง k ≥ m ถา P(k) เปนจริง แลว P(k + 1) เปนจริง
ดังนั้น P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n ≥ m
ตัวอยาง 1.1.4 จงพิสูจนวา n
2 > 2
n ทุกจํานวนนับ n ≥ 5
วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใด ๆ ซึ่ง n ≥ 5
ให P(n) แทนขอความ n
2 > 2
n
เนื่องจาก 5
2 = 32 > 25 = 2
5
ดังนั้น P(5) เปนจริง
ให k เปนจํานวนนับใด ๆ ซึ่ง k ≥ 5
สมมติวา P(k) เปนจริง
นั่นคือ สมมติวา k
2 > 2
k
ดังนั้น 2( k
2 ) > 2 2
k
1k
2 +
> 2
k + 2
k
≥ 2
k + 5k (เพราะวา k ≥ 5 เพราะฉะนั้น 2
k ≥ 5k)
= 2
k + 2k + 3k
> 2
k + 2k + 1 (เพราะวา k ≥ 5 เพราะฉะนั้น 3k > 1)
= (k + 1)2
เพราะฉะนั้น 1k
2 +
> (k + 1)2
แสดงวา P(k + 1) เปนจริง
โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n ≥ 5
นั่นคือ n
2 > 2
n ทุกจํานวนนับ n ≥ 5
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 5
ตัวอยาง 1.1.5 จงพิสูจนวา 3
n ≤ n
2 ทุกจํานวนนับ n ≥ 10
วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใดๆ ซึ่ง n ≥ 10
ให P(n) แทนขอความ 3
n ≤ n
2
เนื่องจาก 3
10 = 1000 ≤ 1024 = 10
2
ดังนั้น P(10) เปนจริง
ให k เปนจํานวนนับใดๆ ซึ่ง k ≥ 10
สมมติวา P(k) เปนจริง
นั่นคือ สมมติวา 3
k ≤ k
2 ... (1)
ดังนั้น (k + 1)3
= 3
k + 3 2
k + 3k + 1
≤ k
2 + 3 2
k + 3k + 1 (จาก (1))
≤ k
2 + 3 2
k + 3 2
k + 3 2
k (เพราะวา k ≥ 10 เพราะฉะนั้น 3k ≤ 3 2
k , 1 ≤ 3 2
k )
= k
2 + 9 2
k
≤ k
2 + 3
k (เพราะวา k ≥ 10 เพราะฉะนั้น 9 2
k ≤ 3
k )
≤ k
2 + k
2 (จาก (1))
= k
2 (1 + 1)
= k
2 2
= 1k
2 +
เพราะฉะนั้น (k + 1)3
≤ 1k
2 +
แสดงวา P(k + 1) เปนจริง
โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n ≥ 10
นั่นคือ 3
n ≤ n
2 ทุกจํานวนนับ n ≥ 10
แคลคูลัส 26
แบบฝกหัด 1.1
จงพิสูจนขอความตอไปนี้โดยใชอุปนัยเชิงคณิตศาสตร
1. 1 + 2 + 3 + ... + n = 2
)1n(n +
ทุกจํานวนนับ n
2. 3
1 + 3
3 + 3
5 + ... + (2n – 1)3
= 2
n (2 2
n – 1) ทุกจํานวนนับ n
3. 31
1
⋅
+ 42
1
⋅
+ 53
1
⋅
+ ... + )2n(n
1
+
= 2
1 ( 2
3 – 1n
1
+
– 2n
1
+
) ทุกจํานวนนับ n
4. (1 – 2
1 )(1 – 3
1 )(1 – 4
1 ) ... (1 – 1n
1
+
) = 1n
1
+
ทุกจํานวนนับ n
5. 1⋅3⋅5⋅...⋅(2n – 1) =
!n2
)!n2(
n
ทุกจํานวนนับ n
6. )x(f )n(
= 1n
nn
)1x2(
!n2)1(
+
+
−
ทุกจํานวนนับ n เมื่อ f(x) = 1x2
1
+
7. 3
n – n หารดวย 3 ลงตัว ทุกจํานวนนับ n
8. n
5 + 3 หารดวย 4 ลงตัว ทุกจํานวนนับ n
9. n
2 > 2n ทุกจํานวนนับ n ≥ 3
10. n
4 > 4
n ทุกจํานวนนับ n ≥ 5
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 7
1.2 ลําดับของจํานวนจริง
บทนิยาม 1.2.1 ลําดับของจํานวนจริง คือฟงกชันที่มีโดเมนเปน N และมีคาเปนจํานวนจริง
ตัวอยางเชน ถาให a เปนฟงกชันซึ่งมีคา a(n) = 2n
n
+
, n ∈ N
เราจะไดวา a เปนลําดับของจํานวนจริงลําดับหนึ่ง
ในกรณีของฟงกชัน a ใดๆ ที่เปนลําดับ เรานิยมเขียนบอกคา a(n) ดวยสัญลักษณ na
ดังนั้นลําดับ a ใดๆ จะเขียนไดเปน
a = {(1, 1a ), (2, 2a ), (3, 3a ), ... , (n, na ), ...}
เนื่องจากเปนที่เขาใจอยูแลววา na ตองคูกับ n ในคูอันดับ (n, na )
ดังนั้น เราจะเขียนบอกถึงลําดับ a ดวยสัญลักษณ { 1a , 2a , 3a , ... , na , ...}
หรือ 1a , 2a , 3a , ... , na , ...
หรือ { na }
เชน ถาเราเขียน { 2n
n
+
} จะหมายถึง
ลําดับ {(1, 3
1 ), (2, 2
1 ), (3, 5
3 ), ... , (n, 2n
n
+
), ...}
สําหรับลําดับ { na } ใดๆ เราเรียก na วา พจนที่ n ของลําดับ ในเรื่องของลําดับนี้
ปญหาที่เราสนใจคือ เมื่อ n มีคามากๆ พจนที่ n ของลําดับมีคาเขาใกล หรือเทากับจํานวนจริง
คาใดคาหนึ่งหรือไม ถามีจํานวนจริงดังกลาว เราจะเรียกจํานวนจริงนี้วา ลิมิตของลําดับ ซึ่งเรา
จะใหบทนิยามของลิมิตของลําดับดังตอไปนี้
บทนิยาม 1.2.2 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง และ L ∈ R เราจะกลาววา L เปน ลิมิต
ของลําดับ { na } ก็ตอเมื่อ สําหรับจํานวนจริงบวก ε ใดๆ เราสามารถหา 0n ∈ R ที่ทําให
| na – L | < ε ทุกจํานวนนับ n > 0n
และจะเขียนแทนดวยสัญลักษณ
∞→n
lim na = L
หมายเหตุ บทนิยามของ
∞→n
lim na = L มีลักษณะเชนเดียวกับบทนิยามของ
∞→x
lim f(x) = L
ทฤษฎีบท 1.2.1 ให t, r ∈ R เปนคาคงตัวใดๆ จะไดวา
1.
∞→n
lim
t
n
1 = 0 เมื่อ t > 0
2.
∞→n
lim n
r = 0 เมื่อ | r | < 1
แคลคูลัส 28
บทพิสูจน 1. ให ε > 0
เลือก 0n = ( ε
1 ) t
1
ให n เปนจํานวนนับใดๆ สมมติวา n > 0n ดังนั้น n > ( ε
1 ) t
1
t
n >
ε
1
ε > t
n
1
แสดงวา | t
n
1 – 0 | = t
n
1 < ε
ดังนั้น
∞→n
lim
t
n
1 = 0
ตัวอยาง 1.2.1 1.
∞→n
lim
n
1 = 0 2.
∞→n
lim 1
n n
=
∞→n
lim
3
2
1
n
= 0
3.
∞→n
lim ( 3
2 )n
= 0 4.
∞→n
lim (– 4
3 )n
= 0
นอกจากจะกลาวถึง
∞→n
lim na = L เมื่อ L ∈ R เราอาจจะกลาวถึง
∞→n
lim na = ∞
และ
∞→n
lim na = –∞ ในลักษณะเชนเดียวกับ
∞→x
lim f(x) = ∞ และ
∞→x
lim f(x) = –∞
ตามลําดับ ดังตัวอยางตอไปนี้
ตัวอยาง 1.2.2 จงแสดงวา
∞→n
lim 2
n = ∞
วิธีทํา ให na = 2
n จะเห็นวา
∞→n
lim
na
1 =
∞→n
lim
2
n
1 = 0
และ na = 2
n > 0 ทุก n ∈ N
ดังนั้น
∞→n
lim na = ∞
นั่นคือ
∞→n
lim 2
n = ∞
ขอสังเกต จากทฤษฎีบท 1.2.1 จะไดวา
1.
∞→n
lim t
n = ∞ เมื่อ t > 0
2.
∞→n
lim n
r = ∞ เมื่อ r > 1
หมายเหตุ ในกรณีที่
∞→n
lim na = ∞ หรือ –∞ เราถือวา { na } ไมมีลิมิต
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 9
ทฤษฎีบท 1.2.2 ให { na }, { nb }, { nc } เปนลําดับของจํานวนจริง และ L, M, k ∈ R
โดยที่
∞→n
lim na = L และ
∞→n
lim nb = M จะไดวา
1.
∞→n
lim k = k เมื่อ k เปนคาคงตัว
2.
∞→n
lim k na = k
∞→n
lim na = kL เมื่อ k เปนคาคงตัว
3.
∞→n
lim ( na + nb ) =
∞→n
lim na +
∞→n
lim nb = L + M
4.
∞→n
lim ( na – nb ) =
∞→n
lim na –
∞→n
lim nb = L – M
5.
∞→n
lim ( na nb ) = (
∞→n
lim na )(
∞→n
lim nb ) = LM
6.
∞→n
lim (
n
n
b
a
) =
n
n
n
n
blim
alim
∞→
∞→ = M
L เมื่อ M ≠ 0
7.
∞→n
lim m
na = m n
n
lim a
→∞
= m L เมื่อ m L ∈ R, m ∈ N – {1}
8. ถามี 0n ∈ N ซึ่ง na ≤ nc ≤ nb ทุก n ≥ 0n และ L = M
แลวจะไดวา
∞→n
lim nc = L
บทพิสูจน 3. ให ε > 0
เนื่องจาก
∞→n
lim na = L และ
∞→n
lim nb = M ดังนั้น จะมี 1n , 2n ∈ R ซึ่ง
| na – L | <
2
ε ทุกจํานวนนับ n > 1n และ | nb – M | <
2
ε ทุกจํานวนนับ n > 2n
เลือก 0n = | 1n | + | 2n |
ให n เปนจํานวนนับใดๆ ซึ่ง n > 0n
ดังนั้น n > 1n และ n > 2n ซึ่งจะไดวา | na – L | <
2
ε และ | nb – M | <
2
ε
แสดงวา | ( na + nb ) – (L + M) | = | ( na – L) + ( nb – M) |
≤ | na – L | + | nb – M |
<
2
ε + 2
ε = ε
ดังนั้น
∞→n
lim ( na + nb ) = L + M
ทฤษฎีบท 1.2.3 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง
จะไดวา
∞→n
lim na = 0 ก็ตอเมื่อ
∞→n
lim | na | = 0
แคลคูลัส 210
ตัวอยาง 1.2.3 จงหาคาลิมิตตอไปนี้
1.
∞→n
lim
3 3
2
1nn
1n9
++
+ 2.
∞→n
lim (n – n )
3.
∞→n
lim
nn
ncos 4.
∞→n
lim
n
( 1)
n
−
วิธีทํา 1.
∞→n
lim
3 3
2
1nn
1n9
++
+ =
∞→n
lim
2
3
3
1n( 9 )
n
1n(1 1 )
n
+
+ +
=
∞→n
lim
2
3
3
19
n
11 1
n
+
+ +
= 3 011
09
++
+
= 2
3
2. เพราะวา
∞→n
lim
nn
1
−
=
∞→n
lim
n
11
n
1
−
= 01
0
−
= 0
และ n – n = n ( n – 1) > 0 ทุกจํานวนนับ n > 1
เพราะฉะนั้น
∞→n
lim (n – n ) = ∞
3. เนื่องจาก –1 ≤ cosn ≤ 1 ทุก n ∈ N
ดังนั้น
nn
1− ≤
nn
ncos ≤
nn
1 ทุก n ∈ N
และ
∞→n
lim (
nn
1− ) = 0 =
∞→n
lim
nn
1
เราจึงสรุปไดวา
∞→n
lim
nn
ncos = 0
4. เพราะวา
∞→n
lim |
n
( 1)
n
−
| =
∞→n
lim 1
n
= 0 เพราะฉะนั้น
∞→n
lim
n
( 1)
n
−
= 0
บทนิยาม 1.2.3 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง เราจะกลาววา { na } เปน ลําดับลูเขา
ก็ตอเมื่อ มีจํานวนจริง L ซึ่ง
∞→n
lim na = L
และจะกลาววา { na } เปน ลําดับลูออก ก็ตอเมื่อ { na } ไมเปนลําดับลูเขา
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 11
ตัวอยาง 1.2.4 จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก
1. { 1nn2
−+ – n} 2. { nn
nn
3
2
π−
π+ }
3. {
1n
)1n(
8
5
+
+
}
วิธีทํา 1.
∞→n
lim ( 1nn2
−+ – n) =
∞→n
lim
n1nn
)n1nn)(n1nn(
2
22
+−+
+−+−−+
=
∞→n
lim
n1nn
n1nn
2
22
+−+
−−+
=
∞→n
lim
1
n
1
n
11
n
11
2
+−+
−
= 1 0
1 0 0 1
−
+ + +
= 2
1
ดังนั้น { 1nn2
−+ – n} เปนลําดับลูเขา
2.
∞→n
lim
nn
nn
3
2
π−
π+ =
∞→n
lim
1)3(
1)2(
n
n
−
π
+
π = 10
10
−
+ = –1
ดังนั้น { nn
nn
3
2
π−
π+ } เปนลําดับลูเขา
3. ให na =
1n
)1n(
8
5
+
+
จะเห็นวา
∞→n
lim
na
1 =
∞→n
lim
5
8
)1n(
1n
+
+
=
∞→n
lim
55
8
4
)
n
11(n
n
11n
+
+
=
∞→n
lim ( n
1 )( 5
8
)
n
11(
n
11
+
+
)
= (0)( 5
1 0
(1 0)
+
+
)
= (0)(1) = 0
แคลคูลัส 212
และ na =
1n
)1n(
8
5
+
+
> 0 ทุก n ∈ N
แสดงวา
∞→n
lim na = ∞
นั่นคือ
∞→n
lim
1n
)1n(
8
5
+
+
= ∞
ดังนั้น {
1n
)1n(
8
5
+
+
} เปนลําดับลูออก
เนื่องจาก
∞→n
lim na = L, ∞ หรือ –∞ และ
∞→x
lim f(x) = L, ∞ หรือ –∞ มีลักษณะ
คลายกันตามลําดับ ดังนั้น ในบางกรณีเราอาจจะหา
∞→n
lim na ไดจากการหา
∞→x
lim f(x) เมื่อ
f เปนฟงกชันคาจริงที่กําหนดบนชวง [1, ∞) และ f(n) = na ทุก n ∈ N
กลาวคือ ถา
∞→x
lim f(x) = L, ∞ หรือ –∞ แลว
∞→n
lim na =
∞→x
lim f(x)
ตัวอยาง 1.2.5 จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก
1. {
n
2
2
n
} 2. { n
1
n }
วิธีทํา 1. ให f(x) =
x
2
2
x
เมื่อ x ≥ 1
จะไดวา
∞→x
lim f(x) =
∞→x
lim
x
2
2
x
(I.F. ∞
∞
)
=
∞→x
lim
x
2 n 2
2x
(I.F. ∞
∞ )
=
∞→x
lim
x 2
2 ( n 2)
2
= ∞
ดังนั้น
∞→n
lim
n
2
2
n
= ∞
แสดงวา {
n
2
2
n
} เปนลําดับลูออก
2. ให f(x) = x
1
x เมื่อ x ≥ 1
nf(x) = x
xn
จะไดวา
∞→x
lim nf(x) =
∞→x
lim
x
xn (I.F. ∞
∞ )
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 13
=
∞→x
lim
1
x
1
= 0
ดังนั้น
∞→x
lim f(x) = 0
e = 1
เราจะไดวา
∞→n
lim n
1
n = 1
แสดงวา { n
1
n } เปนลําดับลูเขา
ขอสังเกต ในตัวอยาง 1.2.5 เราไมสามารถใชกฎของโลปตาลโดยตรงกับลําดับได เพราะลําดับ
เปนฟงกชันที่ไมตอเนื่องและไมมีอนุพันธ
บทนิยาม 1.2.4 ให { kn } เปนลําดับของจํานวนนับ ซึ่ง 1n < 2n < 3n < ...
สําหรับลําดับ { na } ใดๆ ถาเราให kb = kna
จะไดวา { kb } เปนลําดับที่มีพจนที่ k เปนพจนที่ kn ของลําดับ { na }
เราจะเรียกลําดับ { kb } ที่ไดเชนนี้วา ลําดับยอย ของ { na }
ทฤษฎีบท 1.2.4 ถาลําดับ { na } มีลิมิตเปนจํานวนจริง L แลวจะไดวา ทุกลําดับยอยของ
{ na } ยอมมีลิมิตเปน L ดวย
หมายเหตุ
1. ถาลําดับ { na } มีลําดับยอยที่ลูออก แลวจะไดวา { na } เปนลําดับลูออกดวย
2. ถาลําดับ { na } มีลําดับยอยสองลําดับซึ่งมีลิมิตตางกัน แลวจะไดวา { na } ไมมีลิมิต
จึงไดวา { na } เปนลําดับลูออก
ตัวอยาง 1.2.6 จงแสดงวา { 1n
n)1( n
+
−
} เปนลําดับลูออก
วิธีทํา ให na = 1n
n)1( n
+
−
เมื่อ n ∈ N
ให kb = k2a
= 1k2
k2)1( k2
+
−
= 1k2
k2
+
เมื่อ k ∈ N
และ
∞→k
lim kb =
∞→k
lim
1k2
k2
+
=
∞→k
lim
k2
11
1
+
= 1
แคลคูลัส 214
ให kc = 1k2a − = 1)1k2(
)1k2()1( 1k2
+−
−− −
= k2
)1k2( −−
= –1 + k2
1 เมื่อ k ∈ N
และ
∞→k
lim kc =
∞→k
lim (–1 + k2
1 ) = –1
จะเห็นวา { kb } และ { kc } เปนลําดับยอยของ { na } ซึ่งมีลิมิตเปน 1 และ –1 ตามลําดับ
ดังนั้น { na } = { 1n
n)1( n
+
−
} เปนลําดับลูออก
บทนิยาม 1.2.5 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง
เราจะกลาววา { na } มีขอบเขต ก็ตอเมื่อ มีจํานวนจริงบวก M ซึ่ง | na | ≤ M ทุก n ∈ N
บทนิยาม 1.2.6 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง เราจะกลาววา { na } เปน
1. ลําดับเพิ่ม ก็ตอเมื่อ na < 1na + ทุก n ∈ N
2. ลําดับลด ก็ตอเมื่อ na > 1na + ทุก n ∈ N
3. ลําดับไมเพิ่ม ก็ตอเมื่อ na ≥ 1na + ทุก n ∈ N
4. ลําดับไมลด ก็ตอเมื่อ na ≤ 1na + ทุก n ∈ N
หมายเหตุ จะเห็นวา ลําดับเพิ่มยอมเปนลําดับไมลดดวย และลําดับลดยอมเปนลําดับไมเพิ่ม
ดวย
บทนิยาม 1.2.7 { na } เปน ลําดับทางเดียว ก็ตอเมื่อ { na } เปนลําดับไมเพิ่มหรือเปน
ลําดับไมลด
ทฤษฎีบท 1.2.5 ถา { na } เปนลําดับลูเขาแลว { na } มีขอบเขต
จากทฤษฎีบท 1.2.5 จะไดวา ถา { na } เปนลําดับที่ไมมีขอบเขตแลว { na } จะเปน
ลําดับลูออก เชน {n} เปนลําดับที่ไมมีขอบเขต ดังนั้น {n} เปนลําดับลูออก
หมายเหตุ บทกลับของทฤษฎีบท 1.2.5 ไมเปนจริง กลาวคือ ลําดับที่มีขอบเขตอาจจะเปน
ลําดับลูออกก็ได เชน ลําดับ { 1n
n)1( n
+
−
}
เพราะวา | 1n
n)1( n
+
−
| = 1n
n
+
≤ 1 ทุก n ∈ N เพราะฉะนั้น { 1n
n)1( n
+
−
} เปนลําดับมีขอบเขต
แต { 1n
n)1( n
+
−
} เปนลําดับลูออก (ตัวอยาง 1.2.6)
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 15
ทฤษฎีบท 1.2.6
ถา { na } มีขอบเขตและเปนลําดับทางเดียว แลวจะไดวา { na } เปนลําดับลูเขา
ตัวอยาง 1.2.7 จงแสดงวา { !n
2n
} เปนลําดับลูเขา
วิธีทํา ให na = !n
2n
เมื่อ n ∈ N
ดังนั้น 1na + = )!1n(
2 1n
+
+
พิจารณา 1na + – na = )!1n(
2 1n
+
+
– !n
2n
= !n
2n
( 1n
2
+
– 1)
= !n
2n
( 1n
1n2
+
−− )
= )!1n(
)n1(2n
+
−
≤ 0 ทุก n ∈ N
ดังนั้น 1na + ≤ na ทุก n ∈ N
นั่นคือ { na } = { !n
2n
} เปนลําดับไมเพิ่ม ... (1)
เนื่องจาก na > 0 ทุก n ∈ N
และ 1a ≥ 2a ≥ 3a ≥ ...
ดังนั้น | na | = na ≤ 1a = 2 ทุก n ∈ N
แสดงวา | !n
2n
| ≤ 2 ทุก n ∈ N
นั่นคือ { !n
2n
} มีขอบเขต ... (2)
จาก (1) และ (2) สรุปไดวา { !n
2n
} เปนลําดับลูเขา
ขอสังเกต จากตัวอยาง 1.2.7 เราอาจจะแสดงวา 1na + ≤ na ทุก n ∈ N ไดอีกวิธีหนึ่งดังนี้
เพราะวา
n
1n
a
a + = )!1n(
2 1n
+
+
n
2
!n = 1n
2
+
≤ 1 ทุก n ∈ N
และ na > 0 ทุก n ∈ N
เพราะฉะนั้น 1na + ≤ na ทุก n ∈ N
แคลคูลัส 216
แบบฝกหัด 1.2
1. จงหาคาลิมิตตอไปนี้
1.1
∞→n
lim
3 3
2
2n
n1n4
+
++ 1.2
∞→n
lim ( 1n2
+ – n)
1.3
∞→n
lim
63
27
)1n2()2n3(
)1n3()1n2(
−+
−+
1.4
∞→n
lim
n
)1( n
−
1.5
∞→n
lim (1 – n
1 )
n
1.6
∞→n
lim
1n
n32
+
−
1.7
∞→n
lim nsin( n
2 ) 1.8
∞→n
lim
ne
ne
n
2n
+
+
1.9
∞→n
lim
1n
n2)nsin(
2
2
+
−
1.10
∞→n
lim
3 3
42
4nn3
1nn
++
++
1.11
∞→n
lim
)1n(n
)1n3(n
2
+
+
1.12
∞→n
lim
ncos
n
2
2. จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก
2.1 { n
nn } 2.2 {
1n
)1n2(
4
2
+
+
}
2.3 {cos(nπ)} 2.4 { 2
n – 1n3n 24
++ }
2.5 { 2n
)
2
nsin(n
+
π
} 2.6 { nn
n
32
19
+
+ }
2.7 {
)1e(n
n
n
+
} 2.8 {
12
23
n
n
+
+ }
2.9 {
)2e(n
)1nn2(e
nn4
34n
+
++
} 2.10 {
2)1(n
n
n
+−
}
2.11 { 1n2
)1(n n
+
−+
} 2.12 { )!n2(
2!n n
}
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 17
1.3 ลําดับของจํานวนเชิงซอน
บทนิยาม 1.3.1 ลําดับของจํานวนเชิงซอน คือ ฟงกชันที่มีโดเมนเปน N และมีคาเปน
จํานวนเชิงซอน
บทนิยาม 1.3.2 ให { nz } เปนลําดับของจํานวนเชิงซอน และ z ∈ C
เราจะกลาววา z เปน ลิมิต ของลําดับ { nz } ก็ตอเมื่อ สําหรับจํานวนจริงบวก ε ใด ๆ
เราสามารถหา 0n ∈ R ที่ทําให | nz – z | < ε ทุกจํานวนนับ n > 0n
และจะเขียนแทนดวยสัญลักษณ
∞→n
lim nz = z
บทนิยาม 1.3.3 ให { nz } เปนลําดับของจํานวนเชิงซอน
เราจะกลาววา { nz } เปน ลําดับลูเขา ก็ตอเมื่อ { nz } มีลิมิตเปนจํานวนเชิงซอน
และจะกลาววา { nz } เปน ลําดับลูออก ก็ตอเมื่อ { nz } ไมเปนลําดับลูเขา
ทฤษฎีบท 1.3.1 ให nz = nx + i ny และ z = x + iy โดยที่ nz , z ∈ C
และ nx , ny , x, y ∈ R
จะไดวา
∞→n
lim nz = z ก็ตอเมื่อ
∞→n
lim nx = x และ
∞→n
lim ny = y
หมายเหตุ จากทฤษฎีบท 1.3.1 เราอาจกลาวไดวา
1. { nz } เปนลําดับลูเขา ก็ตอเมื่อ { nx } และ { ny } เปนลําดับลูเขา
2. ในกรณีที่ { nz } เปนลําดับลูเขา จะไดวา
∞→n
lim nz =
∞→n
lim nx + i
∞→n
lim ny
ตัวอยาง 1.3.1 จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก
1. { 2n
n2
+
+ i n
1
n } 2. {n + n
i }
3. { in1
n
−
} 4. { n
i }
วิธีทํา
1. เนื่องจาก
∞→n
lim
2n
n2
+
=
∞→n
lim
n
21
2
+
= 2 และ
∞→n
lim n
1
n = 1 (ตัวอยาง 1.2.5 ขอ 2.)
ดังนั้น
∞→n
lim ( 2n
n2
+
+ i n
1
n ) = 2 + i
แสดงวา { 2n
n2
+
+ i n
1
n } เปนลําดับลูเขา
แคลคูลัส 218
2. เนื่องจาก
∞→n
lim n = ∞
ดังนั้น
∞→n
lim n ไมมีคา
เราจึงสรุปไดวา {n + n
i } ไมมีลิมิต
แสดงวา {n + n
i } เปนลําดับลูออก
3. เพราะวา in1
n
−
= ( in1
n
−
)( in1
in1
+
+ )
= 2
2
n1
inn
+
+
= 2
n1
n
+
+ 2
2
n1
in
+
และ
∞→n
lim
2
n1
n
+
=
∞→n
lim
1
n
1
n
1
2
+
= 0
และ
∞→n
lim
2
2
n1
n
+
=
∞→n
lim
1
n
1
1
2
+
= 1
เพราะฉะนั้น
∞→n
lim
in1
n
−
= 0 + i = i
แสดงวา { in1
n
−
} เปนลําดับลูเขา
4. ให n
i = nx + i ny โดยที่ nx , ny ∈ R
พิจารณาลําดับ { nx }
ให kb = k4x
เพราะวา k4
i = ( 4
i )k
= (1)k
= 1 เพราะฉะนั้น kb = 1
ดังนั้น
∞→k
lim kb = 1
ให kc = 2k4x +
เพราะวา 2k4
i +
= k4
i 2
i = (1)(–1) = –1 เพราะฉะนั้น kc = –1
ดังนั้น
∞→k
lim kc = –1
แสดงวา { kb } และ { kc } เปนลําดับยอยของ { nx } ที่มีลิมิตตางกัน
นั่นคือ { nx } เปนลําดับลูออก
แสดงวา { n
i } เปนลําดับลูออก
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 19
ทฤษฎีบท 1.3.2 ให { nz } เปนลําดับของจํานวนเชิงซอน และ z ∈ C จะไดวา
1. ถา
∞→n
lim nz = z แลว
∞→n
lim | nz | = | z |
2.
∞→n
lim nz = 0 ก็ตอเมื่อ
∞→n
lim | nz | = 0
บทพิสูจน 1. สมมติวา
∞→n
lim nz = z
ให nz = nx + i ny และ z = x + iy โดยที่ nx , ny , x, y ∈ R
จากทฤษฎีบท 1.3.1 จะได
∞→n
lim nx = x และ
∞→n
lim ny = y
ดังนั้น
∞→n
lim | nz | =
∞→n
lim 2
n
2
n yx +
= 22
yx +
= | z |
หมายเหตุ
1. บทกลับของทฤษฎีบท 1.3.2 ขอ 1. ไมเปนจริง เชน ให nz = n
i จะเห็นวา
∞→n
lim | nz | = 1 แต { nz } ไมมีลิมิต (ตัวอยาง 1.3.1 ขอ 4.)
2. จากทฤษฎีบท 1.3.2 ขอ 1. จะไดวา ถา
∞→n
lim | nz | ไมมีคา แลว
∞→n
lim nz ไมมีคา
ตัวอยาง 1.3.2 จงหาลิมิตตอไปนี้
1.
∞→n
lim (3 + 4i)n
2.
∞→n
lim
n
in
วิธีทํา 1. พิจารณา
∞→n
lim | (3 + 4i)n
| =
∞→n
lim | 3 + 4i |n
=
∞→n
lim n
5
= ∞
ดังนั้น
∞→n
lim | (3 + 4i)n
| ไมมีคา แสดงวา
∞→n
lim (3 + 4i)n
ไมมีคา
2. พิจารณา
∞→n
lim | n
in
| =
∞→n
lim
n
i || n
=
∞→n
lim
n
| i |
n
=
∞→n
lim
n
1
= 0
เพราะฉะนั้น
∞→n
lim
n
in
= 0
แคลคูลัส 220
ขอสังเกต ในกรณีที่
∞→n
lim | nz | = L เมื่อ L ∈ R – {0}
เราไมสามารถสรุปไดวา
∞→n
lim nz มีคาหรือไม
ทฤษฎีบท 1.3.3 ให { nz }, { nw } เปนลําดับของจํานวนเชิงซอน
และ z, w, k ∈ C ซึ่ง
∞→n
lim nz = z และ
∞→n
lim nw = w จะไดวา
1.
∞→n
lim k = k เมื่อ k เปนคาคงตัว
2.
∞→n
lim k nz = kz เมื่อ k เปนคาคงตัว
3.
∞→n
lim ( nz + nw ) = z + w
4.
∞→n
lim ( nz – nw ) = z – w
5.
∞→n
lim ( nz nw ) = zw
6.
∞→n
lim (
n
n
w
z
) = w
z เมื่อ w ≠ 0
ตัวอยาง 1.3.3 จงหาลิมิตตอไปนี้
1.
∞→n
lim
i24
i23
nn
n2n
−
+ 2.
∞→n
lim
3
4
)in)(ni21(
)ni21(
++
−
วิธีทํา 1.
∞→n
lim
i24
i23
nn
n2n
−
− =
∞→n
lim
n
n
3( ) i
4
21 ( ) i
4
−
−
= 0 i
1 0i
−
−
= –i
2.
∞→n
lim
3
4
)in)(ni21(
)ni21(
++
−
=
∞→n
lim
3
4
4
4
)in)(ni21(
n
1
)ni21(
n
1
++
−
=
∞→n
lim
3
3
4
4
)in(
n
1)ni21(
n
1
)ni21(
n
1
++
−
=
∞→n
lim
4
3
1( 2i)
n
1 1( 2i)(1 i)
n n
−
+ +
=
4
3
(0 2i)
(0 2i)(1 0i)
−
+ +
= 16
2i
= –8i
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 21
แบบฝกหัด 1.3
1. จงหาลิมิตตอไปนี้
1.1
∞→n
lim
in2
)ni1(n
2
+
−
1.2
∞→n
lim
1)n(ni1
inn
+−
+
1.3
∞→n
lim (2 – i) n−
1.4
∞→n
lim
i2
ie
n
n
−
1.5
∞→n
lim
n
)ncosin(sin 5
−
1.6
∞→n
lim
n
i
n
1.7
∞→n
lim
in3
nni2
n
n
−
+ 1.8
∞→n
lim
32
42
)in2(
)in3()in2(
+
−−
1.9
∞→n
lim
3
5
)in(
)i2(
−
+
1.10
∞→n
lim
n
nn
eincos
ie
+
+
2. จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก
2.1 { in
ni
+
} 2.2 {n n
i }
2.3 { n
n
2
)ncosi(
} 2.4 {
in1
)in(
3
6
+
+
}
2.5 { n
)i1(
in
+
+ } 2.6 { n
)i3(
i
−
}
2.7 {
)1n(ni)1n(n
nni1
2
+++
+ } 2.8 { 5
4
)ni3(
)ni2(n
+
−
}
แคลคูลัส 222
1.4 อนุกรมของจํานวนจริง
บทนิยาม 1.4.1 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง และ
1S = 1a
2S = 1a + 2a
3S = 1a + 2a + 3a
:
nS = 1a + 2a + 3a + ... + na = ∑
=
n
1k
ka
เราจะเรียก nS วา ผลบวกยอย ของ n พจนแรกของ { na } และเรียก { nS } วา อนุกรมอนันต
ของจํานวนจริง (ตอไปเราจะเรียกสั้น ๆ วาอนุกรม)
ซึ่งจะเขียนแทนดวยสัญลักษณ ∑
∞
=1n
na หรือ 1a + 2a + 3a + ... + na + ...
บทนิยาม 1.4.2 ถา { nS } เปนลําดับลูเขา ซึ่ง
∞→n
lim nS = S เมื่อ S ∈ R เราจะกลาววา
อนุกรม ∑
∞
=1n
na เปน อนุกรมลูเขา
และเรียก S วา ผลบวกของอนุกรม ซึ่งจะเขียนแทนดวยสัญลักษณ ∑
∞
=1n
na = S
ถา { nS } เปนลําดับลูออก เราจะกลาววาอนุกรม ∑
∞
=1n
na เปน อนุกรมลูออก
หมายเหตุ
1. การเขียนสัญลักษณแทนอนุกรมนั้น เราอาจจะเริ่มดวยคา n ที่ไมใช 1 ก็ได
เชน ∑
∞
= 3n
na ซึ่งหมายถึง 3a + 4a + 5a + ...
2. ในกรณีที่ ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา
เราจะใชสัญลักษณ ∑
∞
=1n
na แทนคาผลบวกของอนุกรม
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 23
ทฤษฎีบท 1.4.1 ให ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมของจํานวนจริง และ m ∈ N จะไดวา
1. ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา ก็ตอเมื่อ ∑
∞
= mn
na เปนอนุกรมลูเขา
2. ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูออก ก็ตอเมื่อ ∑
∞
= mn
na เปนอนุกรมลูออก
และในกรณีที่ ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา จะไดวา ∑
∞
= mn
na = ∑
∞
=1n
na – ∑
−
=
1m
1n
na
ตัวอยาง 1.4.1 จงพิจารณาวา อนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
)2n(n
1
+
2. ∑
∞
=1n
n( 1n
n
+
)
3. ∑
∞
=1n
)2n)(1n(n
1
++
วิธีทํา 1. ให na = )2n(n
1
+
= 2
1 ( n
1 – 2n
1
+
)
เพราะวา 1a = 2
1 (1 – 3
1 ) ได 1S = 2
1 (1 + 2
1 – 2
1 – 3
1 )
2a = 2
1 ( 2
1 – 4
1 ) ได 2S = 2
1 (1 + 2
1 – 3
1 – 4
1 )
3a = 2
1 ( 3
1 – 5
1 ) ได 3S = 2
1 (1 + 2
1 – 4
1 – 5
1 )
4a = 2
1 ( 4
1 – 6
1 ) ได 4S = 2
1 (1 + 2
1 – 5
1 – 6
1 )
5a = 2
1 ( 5
1 – 7
1 ) ได 5S = 2
1 (1 + 2
1 – 6
1 – 7
1 )
โดยการพิสูจนดวยอุปนัยเชิงคณิตศาสตรจะไดวา nS = 2
1 (1 + 2
1 – 1n
1
+
– 2n
1
+
)
จะเห็นวา
∞→n
lim nS = 2
1 ( 2
3 ) = 4
3
แสดงวา ∑
∞
=1n
)2n(n
1
+
เปนอนุกรมลูเขา และ ∑
∞
=1n
)2n(n
1
+
= 4
3
2. ให na = n( 1n
n
+
)
จะไดวา nS = 1a + 2a + 3a + ... + na
= n( 2
1 ) + n( 3
2 ) + n( 4
3 ) + ... + n( 1n
n
+
)
= n[( 2
1 )( 3
2 )( 4
3 ) ... ( 1n
n
+
)]
แคลคูลัส 224
= n( 1n
1
+
) (สามารถพิสูจนดวยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร)
= – n(n + 1)
เพราะวา
∞→n
lim nS =
∞→n
lim – n(n + 1) = –∞
เพราะฉะนั้น ∑
∞
=1n
n( 1n
n
+
) เปนอนุกรมลูออก
3. ให na = )2n)(1n(n
1
++
= 2
1 ( )1n(n
1
+
– )2n)(1n(
1
++
)
เพราะวา 1a = 2
1 ( 21
1
⋅
– 32
1
⋅
) ได 1S = 2
1 ( 21
1
⋅
– 32
1
⋅
)
2a = 2
1 ( 32
1
⋅
– 43
1
⋅
) ได 2S = 2
1 ( 21
1
⋅
– 43
1
⋅
)
3a = 2
1 ( 43
1
⋅
– 54
1
⋅
) ได 3S = 2
1 ( 21
1
⋅
– 54
1
⋅
)
4a = 2
1 ( 54
1
⋅
– 65
1
⋅
) ได 4S = 2
1 ( 21
1
⋅
– 65
1
⋅
)
โดยการพิสูจนดวยอุปนัยเชิงคณิตศาสตรจะไดวา nS = 2
1 ( 21
1
⋅
– )2n)(1n(
1
++
)
เพราะวา
∞→n
lim nS = 2
1 ( 2
1 ) = 4
1
แสดงวา ∑
∞
=1n
)2n)(1n(n
1
++
เปนอนุกรมลูเขา และ ∑
∞
=1n
)2n)(1n(n
1
++
= 4
1
ทฤษฎีบท 1.4.2 ถา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา
∞→n
lim na = 0
บทพิสูจน เนื่องจาก ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา
ดังนั้น จะมี S ∈ R ซึ่ง
∞→n
lim nS = S
ให ε > 0
เพราะฉะนั้นจะมี 1n ∈ R ซึ่ง | nS – S | <
2
ε ทุกจํานวนนับ n > 1n
เลือก 0n = | 1n | + 1
ให n เปนจํานวนนับใด ๆ ซึ่ง n > 0n
เพราะฉะนั้น n > 1n และ n – 1 > 1n จึงไดวา | nS – S | <
2
ε และ | 1nS − – S | <
2
ε
แสดงวา | na – 0 | = | na |
= | ( 1a + 2a + ... + 1na − + na ) – ( 1a + 2a + ... + 1na − ) |
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 25
= | nS – 1nS − |
= | ( nS – S) + (S – 1nS − ) |
≤ | nS – S | + | 1nS − – S |
<
2
ε + 2
ε
= ε
ดังนั้น สรุปไดวา
∞→n
lim na = 0
หมายเหตุ บทกลับของทฤษฎีบท 1.4.2 ไมเปนจริง กลาวคือ ถา
∞→n
lim na = 0 แลว ∑
∞
=1n
na
อาจจะเปนอนุกรมลูออกก็ได เชน
∞→n
lim n( 1n
n
+
) = 0 แต ∑
∞
=1n
n( 1n
n
+
) เปนอนุกรม
ลูออก (ตัวอยาง 1.4.1 ขอ 2.) ดังนั้น ในกรณีที่
∞→n
lim na = 0 เราจึงไมสามารถสรุปไดวา
∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
ทฤษฎีบท 1.4.3 (การทดสอบอนุกรมลูออก โดยพจนที่ n)
ถา
∞→n
lim na ≠ 0 แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูออก
ตัวอยาง 1.4.2 จงแสดงวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูออก
1. ∑
∞
=1n
1n
n
+
2. ∑
∞
=1n
n
วิธีทํา 1. เนื่องจาก
∞→n
lim
1n
n
+
=
∞→n
lim
n
11
1
+
= 1 ≠ 0
ดังนั้น ∑
∞
=1n
1n
n
+
เปนอนุกรมลูออก
2. เนื่องจาก
∞→n
lim n = ∞ แสดงวา
∞→n
lim n ≠ 0
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n เปนอนุกรมลูออก
แคลคูลัส 226
บทนิยาม 1.4.3 อนุกรมเรขาคณิต คือ อนุกรมที่เขียนไดในรูป
∑
∞
=1n
a 1n
r −
= a + ar + a 2
r + ... + a 1n
r −
+ ...
ทฤษฎีบท 1.4.4 อนุกรมเรขาคณิต ∑
∞
=1n
a 1n
r −
เมื่อ a ≠ 0 จะเปนอนุกรมลูเขา เมื่อ | r | < 1
โดยมีผลบวกของอนุกรมเปน r1
a
−
และเปนอนุกรมลูออก เมื่อ | r | ≥ 1
ทฤษฎีบท 1.4.5 ให ∑
∞
=1n
na และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูเขา และ α, β ∈ R เปนคาคงตัว
ใด ๆ จะไดวา ∑
∞
=1n
(α na + β nb ) เปนอนุกรมลูเขา
และ ∑
∞
=1n
(α na + β nb ) = α ∑
∞
=1n
na + β ∑
∞
=1n
nb
บทพิสูจน ให nS = ∑
=
n
1k
ka
nT = ∑
=
n
1k
kb
nQ = ∑
=
n
1k
(α ka + β kb ) = α ∑
=
n
1k
ka + β ∑
=
n
1k
kb = α nS + β nT
เนื่องจาก ∑
∞
=1n
na และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูเขา
ดังนั้น จะมี S, T ∈ R ซึ่ง
∞→n
lim nS = S และ
∞→n
lim nT = T
เพราะฉะนั้น
∞→n
lim nQ =
∞→n
lim (α nS + β nT )
= α
∞→n
lim nS + β
∞→n
lim nT
= αS + βT
แสดงวา ∑
∞
=1n
(α na + β nb ) เปนอนุกรมลูเขา
และ ∑
∞
=1n
(α na + β nb ) = α ∑
∞
=1n
na + β ∑
∞
=1n
nb
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 27
ขอสังเกต
1. ถา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา และ c เปนคาคงตัวใด ๆ
แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
c na เปนอนุกรมลูเขาดวย และ ∑
∞
=1n
c na = c ∑
∞
=1n
na
2. ถา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูออก และ c ≠ 0 เปนคาคงตัวใด ๆ
แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
c na เปนอนุกรมลูออก
ทฤษฎีบท 1.4.6 ถา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูออก
แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
( na + nb ) เปนอนุกรมลูออก
บทพิสูจน สมมติวา ∑
∞
=1n
( na + nb ) เปนอนุกรมลูเขา
เนื่องจาก ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา (กําหนดให)
ดังนั้น ∑
∞
=1n
[( na + nb ) + (–1) na ] = ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูเขา
ซึ่งขัดแยงกับสิ่งที่กําหนดใหวา ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูออก
แสดงวา ที่สมมติวา ∑
∞
=1n
( na + nb ) เปนอนุกรมลูเขา จึงเปนไปไมได
นั่นคือ ∑
∞
=1n
( na + nb ) เปนอนุกรมลูออก
แคลคูลัส 228
ขอสังเกต ถา ∑
∞
=1n
na และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูออก
แลว ∑
∞
=1n
( na + nb ) อาจจะเปนอนุกรมลูเขาหรือลูออกก็ได เชน
1. na = n, nb = –n, na + nb = 0 จะไดวา ∑
∞
=1n
na และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูออก
แต ∑
∞
=1n
( na + nb ) = ∑
∞
=1n
0 เปนอนุกรมลูเขา
2. na = n, nb = n, na + nb = 2n จะไดวา ∑
∞
=1n
na และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูออก
และ ∑
∞
=1n
( na + nb ) = ∑
∞
=1n
2n เปนอนุกรมลูออก
ตัวอยาง 1.4.3 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้ลูเขาหรือลูออก
ถาลูเขาจงหาผลบวกของอนุกรมนั้นดวย
1. ∑
∞
=1n
( n
2
3 + )2n(n
4
+
) 2. ∑
∞
=1n
((– 5
4 )n
+ n )
3. ∑
∞
=1n
( n
1
3
+ n( n
n 1+
))
วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∑
∞
=1n
n
2
1 เปนอนุกรมเรขาคณิต โดยมี a = 2
1 , r = 2
1 ซึ่ง | r | < 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
2
1 เปนอนุกรมลูเขา และ ∑
∞
=1n
n
2
1 =
2
11
2
1
−
= 1
จากตัวอยาง 1.4.1 ขอ 1. จะไดวา ∑
∞
=1n
)2n(n
1
+
เปนอนุกรมลูเขา
และ ∑
∞
=1n
)2n(n
1
+
= 4
3
เราจึงสรุปไดวา ∑
∞
=1n
( n
2
3 + )2n(n
4
+
) เปนอนุกรมลูเขา
และ ∑
∞
=1n
( n
2
3 + )2n(n
4
+
) = 3(1) + 4( 4
3 ) = 6
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 29
2. เนื่องจาก ∑
∞
=1n
(– 5
4 )
n
เปนอนุกรมเรขาคณิต โดยมี a = – 5
4 และ r = – 5
4 ซึ่ง | r | < 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
(– 5
4 )
n
เปนอนุกรมลูเขา และ ∑
∞
=1n
(– 5
4 )
n
=
)
5
4(1
5
4
−−
−
= – 9
4
เนื่องจาก
∞→n
lim n = ∞ แสดงวา
∞→n
lim n ≠ 0 ดังนั้น ∑
∞
=1n
n เปนอนุกรมลูออก
เราจึงสรุปไดวา ∑
∞
=1n
((– 5
4 )
n
+ n ) เปนอนุกรมลูออก
3. เนื่องจาก ∑
∞
=1n
n
1
3
เปนอนุกรมเรขาคณิต โดยมี a = 1
3
และ r = 1
3
ซึ่ง | r | < 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
1
3
เปนอนุกรมลูเขา และ ∑
∞
=1n
n
1
3
=
1
3
11
3
−
= 1
2
จากตัวอยาง 1.4.1 ขอ 2. จะไดวา ∑
∞
=1n
n( n
n 1+
) เปนอนุกรมลูออก
เราจึงสรุปไดวา ∑
∞
=1n
( n
1
3
+ n( n
n 1+
)) เปนอนุกรมลูออก
หมายเหตุ จากตัวอยาง 1.4.3 ขอ 2. เราอาจแสดงวา ∑
∞
=1n
((– 5
4 )
n
+ n ) เปนอนุกรม
ลูออก โดยใชเหตุผลวา
∞→n
lim ((– 5
4 )
n
+ n ) = ∞ แสดงวา
∞→n
lim ((– 5
4 )
n
+ n ) ≠ 0
เพราะฉะนั้น ∑
∞
=1n
((– 5
4 )
n
+ n ) เปนอนุกรมลูออก แตสําหรับตัวอยาง 1.4.3 ขอ 3.
เราไมสามารถใชเหตุผลดังกลาวได เพราะ
∞→n
lim ( n
1
3
+ n( n
n 1+
)) = 0
แคลคูลัส 230
แบบฝกหัด 1.4.1
จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก ถาลูเขา จงหาผลบวกของ
อนุกรมนั้นดวย
1. ∑
∞
=1n
)2n)(1n(
1
++
2. ∑
∞
=1n 1n3
1n
2
4
+
+
3. ∑
∞
=1n
( n
5
4 + (– 3
2 )
n
) 4. ∑
∞
=1n n3n
1
2
+
5. ∑
∞
=1n
nn
n2
32
2
+
6. ∑
∞
=1n
n(1 + n
1 )
7. ∑
∞
=1n
(
3n4n
1
2
++
+ n
4−
) 8. ∑
∞
=1n 1n4
1
2
−
9. ∑
∞
=1n
( 1n
n
+
)
n
10. ∑
∞
=1n n1n
1
++
11. ∑
∞
=1n
(n – 1n
n2
+
) 12. ∑
∞
=1n
)3n)(2n)(1n(
n
+++
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 31
ทฤษฎีบท 1.4.7 (การทดสอบแบบอินทิกรัล)
ให ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมของจํานวนจริง ซึ่ง na ≥ 0 และ f เปนฟงกชันคาจริง ซึ่งมีสมบัติดังนี้
1. f(n) = na ทุก n ∈ N
2. มี 0n ∈ N ซึ่ง f เปนฟงกชันไมเพิ่ม และมีความตอเนื่องบนชวง [ 0n , ∞)
3. nt = ∫
n
0n
f(x)dx , n ≥ 0n
จะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา ถา { nt } เปนลําดับลูเขา
และ ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูออก ถา { nt } เปนลําดับลูออก
ตัวอยาง 1.4.4 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n 5n
n
2
+
2. ∑
∞
=1n
(
n
en
1 + n2( )
π
)
วิธีทํา 1. ให f(x) =
5x
x
2
+
เมื่อ x ≥ 1
จะได f′(x) = 22
2
)5x(
)x2(x)5x(
+
−+
= 22
2
)5x(
x5
+
− < 0 ทุก x ≥ 3
ดังนั้น f เปนฟงกชันลด และมีความตอเนื่องบนชวง [3, ∞)
ให nt = ∫
n
3
f(x)dx , n ≥ 3
= ∫
n
3
5x
x
2
+
dx
= [ 2
1 n( 2
x + 5) ] 3x
nx
=
=
= 2
1 n( 2
n + 5) – 2
1 n14
จะเห็นวา
∞→n
lim nt = ∞
เพราะฉะนั้น { nt } เปนลําดับลูออก
ดังนั้น ∑
∞
=1n 5n
n
2
+
เปนอนุกรมลูออก
แคลคูลัส 232
2. ให f(x) =
x
ex
1 เมื่อ x ≥ 1
จะได f′(x) =
2x
)ex(
1− [ x x
e
x2
1 + x
e
x2
1 ] < 0 ทุก x ≥ 1
ดังนั้น f เปนฟงกชันลด และมีความตอเนื่องบนชวง [1, ∞)
ให nt = ∫
n
1
f(x)dx, n > 1
= ∫
n
1
x
ex
1 dx
= [
x
e
2− ] 1x
nx
=
=
=
n
e
2− + e
2
จะเห็นวา
∞→n
lim nt = e
2
เพราะฉะนั้น { nt } เปนลําดับลูเขา
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
en
1 เปนอนุกรมลูเขา
เนื่องจาก ∑
∞
=1n
n2( )
π
เปนอนุกรมเรขาคณิต โดยมี r = 2
π
ซึ่ง | r | < 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n2( )
π
เปนอนุกรมลูเขา
เราจึงสรุปไดวา ∑
∞
=1n
(
n
en
1 + n2( )
π
) เปนอนุกรมลูเขา
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 33
แบบฝกหัด 1.4.2
จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก โดยใชการทดสอบแบบอินทิกรัล
1. ∑
∞
=1n 1n
1
2
+
2. ∑
∞
=1n 1n2
1
−
3. ∑
∞
=1n
2n
)2n(n
+
+
4. ∑
∞
=1n nn
1
2
+
5. ∑
∞
=1n 1n
)narctan(
2
+
6. ∑
∞
=1n 6n
n
4
3
+
7. ∑
∞
=1n
2
n
)
n
1sin(
8. ∑
∞
=1n
)1n(n
1n2
+
+
9. ∑
∞
=1n
2
n
3n
e−
10. ∑
∞
=1n )12(n
2
nn
nn
+
−
−
แคลคูลัส 234
บทนิยาม 1.4.4 อนุกรมพี คือ อนุกรมที่เขียนไดในรูป ∑
∞
=1n
p
n
1 เมื่อ p ∈ R เปนคาคงตัว
ทฤษฎีบท 1.4.8 อนุกรมพีจะเปนอนุกรมลูเขา เมื่อ p > 1
และจะเปนอนุกรมลูออก เมื่อ p ≤ 1
บทพิสูจน ถา p < 0 แลวจะไดวา
∞→n
lim
p
n
1 = ∞
ถา p = 0 แลวจะไดวา
∞→n
lim
p
n
1 = 1
ดังนั้น ในกรณีที่ p ≤ 0 จะไดวา ∑
∞
=1n
p
n
1 เปนอนุกรมลูออก
พิจารณากรณีที่ p > 0
ให f(x) = p
x
1 ทุก x ≥ 1
จะได f′(x) = 1p
x
p
+
−
< 0 ทุก x ≥ 1
ดังนั้น f เปนฟงกชันลด และมีความตอเนื่องบนชวง [1, ∞)
ให nt = ∫
n
1
f(x)dx = ∫
n
1
p
x
1 dx, n ≥ 1
=
p 1 x nx
[ ] p 1x 1p 1
x n[ n x] p 1
x 1
− +⎧ =
≠⎪ =⎪ − +⎨
=⎪ =
=⎪⎩
เมื่อ
เมื่อ
= p 1
1 1
( 1) p 1
1 p n
n n p 1
−
⎧ − ≠⎪
−⎨
⎪ =⎩
เมื่อ
เมื่อ
จะไดวา
∞→n
lim nt =
⎪
⎩
⎪
⎨
⎧
>
−
−
≤∞
1p
p1
1
1p
เมื่อ
เมื่อ
ดังนั้น ในกรณีที่ 0 < p ≤ 1 จะไดวา ∑
∞
=1n
p
n
1 เปนอนุกรมลูออก
และ ในกรณีที่ p > 1 จะไดวา ∑
∞
=1n
p
n
1 เปนอนุกรมลูเขา
เราจึงสรุปไดวา ∑
∞
=1n
p
n
1 เปนอนุกรมลูเขา เมื่อ p > 1
และ ∑
∞
=1n
p
n
1 เปนอนุกรมลูออก เมื่อ p ≤ 1
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 35
ตัวอยาง 1.4.5 1. ∑
∞
=1n
3 n
1 เปนอนุกรมลูออก เพราะเปนอนุกรมพี ซึ่ง p = 3
1 < 1
2. ∑
∞
=1n
2
n
1 เปนอนุกรมลูเขา เพราะเปนอนุกรมพี ซึ่ง p = 2 > 1
ทฤษฎีบท 1.4.9 (การทดสอบโดยใชการเปรียบเทียบ)
ให ∑
∞
=1n
na , ∑
∞
=1n
nb และ ∑
∞
=1n
nc เปนอนุกรมของจํานวนจริง
1. ถามี 0n ∈ N ซึ่ง 0 ≤ na ≤ nb ทุก n ≥ 0n และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูเขา
แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na จะเปนอนุกรมลูเขาดวย
2. ถามี 0n ∈ N ซึ่ง 0 ≤ nc ≤ na ทุก n ≥ 0n และ ∑
∞
=1n
nc เปนอนุกรมลูออก
แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na จะเปนอนุกรมลูออกดวย
ตัวอยาง 1.4.6 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
n
2n
1 2. ∑
∞
=1n n
nn
วิธีทํา 1. เนื่องจาก 0 ≤ n
2n
1 ≤ n
2
1 ทุก n ∈ N
และ ∑
∞
=1n
n
2
1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 2
1 )
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
2n
1 เปนอนุกรมลูเขา
2. เนื่องจาก 1 ≤ nn ทุก n ≥ 3
ดังนั้น 0 ≤
n
1 ≤
n
nn ทุก n ≥ 3
เพราะวา ∑
∞
=1n n
1 เปนอนุกรมลูออก (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2
1 )
เพราะฉะนั้น ∑
∞
=1n n
nn เปนอนุกรมลูออก
แคลคูลัส 236
ทฤษฎีบท 1.4.10 (การทดสอบโดยใชการเปรียบเทียบดวยลิมิต)
ให ∑
∞
=1n
na และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมของจํานวนจริง ซึ่ง na ≥ 0 และ nb > 0 ทุก n ∈ N
1. ถา
∞→n
lim
n
n
b
a
= c > 0
แลวจะไดวา อนุกรมทั้งสองจะลูเขาดวยกันหรือไมก็ลูออกดวยกัน
2. ถา
∞→n
lim
n
n
b
a
= 0 และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูเขา
แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขาดวย
3. ถา
∞→n
lim
n
n
b
a
= ∞ และ ∑
∞
=1n
nb เปนอนุกรมลูออก
แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูออกดวย
ตัวอยาง 1.4.7 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n 1nn3
1n
2
2
++
+ 2. ∑
∞
=1n
nn
n
35
2
−
3. ∑
∞
=1n
n
2
n 4. ∑
∞
=1n
)1n(n
1
+
วิธีทํา 1. ให na =
1nn3
1n
2
2
++
+ และ nb = n
1
จะเห็นวา ∑
∞
=1n
nb = ∑
∞
=1n
n
1 เปนอนุกรมลูออก (อนุกรมพี ซึ่ง p = 1)
และ
∞→n
lim
n
n
b
a
=
∞→n
lim
1nn3
1nn
2
2
++
+
=
∞→n
lim
2
2
n
1
n
13
n
11
++
+
= 3
1 > 0
ดังนั้น ∑
∞
=1n
na = ∑
∞
=1n 1nn3
1n
2
2
++
+ เปนอนุกรมลูออก
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 37
2. ให na = nn
n
35
2
−
และ nb = ( 5
2 )
n
จะเห็นวา ∑
∞
=1n
nb = ∑
∞
=1n
( 5
2 )
n
เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 5
2 )
และ
∞→n
lim
n
n
b
a
=
∞→n
lim ( nn
n
35
2
−
)( 2
5 )
n
=
∞→n
lim
nn
n
35
5
−
=
∞→n
lim
n
)
5
3(1
1
−
= 1 > 0
ดังนั้น ∑
∞
=1n
na = ∑
∞
=1n
nn
n
35
2
−
เปนอนุกรมลูเขา
3. ให na = n
2
n และ nb =
2
3
n
1
จะเห็นวา ∑
∞
=1n
nb = ∑
∞
=1n 2
3
n
1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2
3 )
และ
∞→n
lim
n
n
b
a
=
∞→n
lim
n
2
2
n
= 0 (ตัวอยาง 1.2.5 ขอ 1.)
ดังนั้น ∑
∞
=1n
na = ∑
∞
=1n
n
2
n เปนอนุกรมลูเขา
4. ให na = )1n(n
1
+
และ nb = n
1
จะเห็นวา ∑
∞
=1n
nb = ∑
∞
=1n
n
1 เปนอนุกรมลูออก (อนุกรมพี ซึ่ง p = 1)
และ
∞→n
lim
n
n
b
a
=
∞→n
lim
)1n(n
n
+
ให f(x) = )1x(n
x
+
, x ≥ 1
จะไดวา
∞→x
lim f(x) =
∞→x
lim
)1x(n
x
+
(I.F. ∞
∞ )
=
∞→x
lim
1x
1
1
+
=
∞→x
lim (x + 1) = ∞
เพราะฉะนั้น
∞→n
lim
n
n
b
a
= ∞
ดังนั้น ∑
∞
=1n
na = ∑
∞
=1n
)1n(n
1
+
เปนอนุกรมลูออก
แคลคูลัส 238
แบบฝกหัด 1.4.3
จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
4
2
)1n2(
1n
−
+ 2. ∑
∞
=1n
( n
ncos )2
3. ∑
∞
=1n )1n(nn
1
+
4. ∑
∞
=1n 43n
3
n
n
+
5. ∑
∞
=1n 1n
1n
3
3 2
+
+ 6. ∑
∞
=1n nn
nn
7. ∑
∞
=1n
n
)1(n
n
−+
8. ∑
∞
=1n )2n(ne
nn
n
+
9. ∑
∞
=1n 23n
n
n
−
10. ∑
∞
=1n
(n + 2)
nn2−
11. ∑
∞
=1n
n
2
nn 12. ∑
∞
=1n
2
n
4
−
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 39
บทนิยาม 1.4.5 ถา na > 0 ทุก n ∈ N เราเรียกอนุกรมที่เขียนไดในรูป
∑
∞
=1n
(–1) 1n+
na = 1a – 2a + 3a – 4a + ... + (–1) 1n+
na + ...
หรือ ∑
∞
=1n
(–1)n
na = – 1a + 2a – 3a + ... + (–1)n
na + ...
วา อนุกรมสลับ
ทฤษฎีบท 1.4.11 อนุกรมสลับ ∑
∞
=1n
(–1)n
na เปนอนุกรมลูเขา ถา
1.
∞→n
lim na = 0
และ 2. มี 0n ∈ N ซึ่ง 1na + < na ทุก n ≥ 0n
ขอสังเกต ในกรณีที่
∞→n
lim na ≠ 0
เราจะไดวา
∞→n
lim | (–1)n
na | =
∞→n
lim na ≠ 0
ดังนั้น
∞→n
lim (–1)n
na ≠ 0
เพราะฉะนั้น ถา
∞→n
lim na ≠ 0 แลว ∑
∞
=1n
(–1)n
na เปนอนุกรมลูออก
ตัวอยาง 1.4.8 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
n
)1( n
−
2. ∑
∞
=1n nn3
)1(
n
n
+
−
3. ∑
∞
=1n
1n
n)1( n
+
−
วิธีทํา 1. ในที่นี้ na = n
1
จะไดวา
∞→n
lim na =
∞→n
lim
n
1 = 0
เพราะวา 1na + = 1n
1
+
และ 1n
1
+
<
n
1 ทุก n ∈ N
เพราะฉะนั้น 1na + < na ทุก n ∈ N
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
)1( n
−
เปนอนุกรมลูเขา
แคลคูลัส 240
2. ในที่นี้ na =
nn3
1
n
+
จะไดวา
∞→n
lim na =
∞→n
lim
nn3
1
n
+
= 0
ให f(x) =
xn3
1
x
+
เมื่อ x ≥ 1
ดังนั้น f′(x) = 2x
)xn3(
1
+
− ( x
3 n3 + x
1 ) < 0 ทุก x ≥ 1
แสดงวา f เปนฟงกชันลด
เพราะฉะนั้น f(n + 1) < f(n) ทุก n ∈ N
นั่นคือ 1na + < na ทุก n ∈ N
ดังนั้น ∑
∞
=1n nn3
)1(
n
n
+
−
เปนอนุกรมลูเขา
3. ในที่นี้ na = 1n
n
+
จะไดวา
∞→n
lim na =
∞→n
lim
1n
n
+
=
∞→n
lim
n
11
1
+
= 1 ≠ 0
ดังนั้น ∑
∞
=1n
1n
n)1( n
+
−
เปนอนุกรมลูออก
ทฤษฎีบท 1.4.12 ถา ∑
∞
=1n
| na | เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา
บทพิสูจน ให nb = 2
a|a| nn +
และ nc = 2
a|a| nn −
เนื่องจาก –| na | ≤ na ≤ | na |
ดังนั้น 0 ≤ nb ≤ | na | และ 0 ≤ nc ≤ | na | ทุก n ∈ N
เพราะวา ∑
∞
=1n
| na | เปนอนุกรมลูเขา
เพราะฉะนั้น ∑
∞
=1n
nb และ ∑
∞
=1n
nc เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.9 ขอ 1.)
ดังนั้น ∑
∞
=1n
( nb – nc ) = ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.5)
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 41
หมายเหตุ
1. บทกลับของทฤษฎีบท 1.4.12 ไมจริง
กลาวคือ ถา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา แลว ∑
∞
=1n
| na | อาจจะเปนอนุกรมลูออกก็ได
ตัวอยางเชน ∑
∞
=1n
n
)1(
n
−
เปนอนุกรมลูเขา แต ∑
∞
=1n
n
1 เปนอนุกรมลูออก
∑
∞
=1n
n
n
2
)1(−
เปนอนุกรมลูเขา และ ∑
∞
=1n
n
2
1 เปนอนุกรมลูเขา
2. ในกรณีที่ ∑
∞
=1n
| na | เปนอนุกรมลูออก
เราไมสามารถสรุปไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก ตัวอยางเชน
∑
∞
=1n
| n
)1(
n
−
| = ∑
∞
=1n
n
1 เปนอนุกรมลูออก แต ∑
∞
=1n
n
)1(
n
−
เปนอนุกรมลูเขา
∑
∞
=1n
| n
( 1)− 2
n | = ∑
∞
=1n
2
n เปนอนุกรมลูออก และ ∑
∞
=1n
n
( 1)− 2
n เปนอนุกรมลูออก
ตัวอยาง 1.4.9 จงแสดงวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขา
1. ∑
∞
=1n
n4
)3ncos(
2. ∑
∞
=1n
2
n
n
)1(−
วิธีทํา 1. พิจารณา ∑
∞
=1n
|
3
cos(n )
n4
| = ∑
∞
=1n
n4
)3ncos( || ... (1)
เพราะวา 0 ≤ | cos 3
(n ) | ≤ 1 ทุก n ∈ N
0 ≤
3
cos(n )
n4
| | ≤
n4
1 ทุก n ∈ N
และ ∑
∞
=1n
n4
1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 4
1 )
โดยทฤษฎีบท 1.4.9 ขอ 1. จะไดวา
∑
∞
=1n
|
3cos(n )
n4
| = ∑
∞
=1n
n4
)3ncos( || เปนอนุกรมลูเขา
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n4
)3ncos(
เปนอนุกรมลูเขา
แคลคูลัส 242
2. เนื่องจาก ∑
∞
=1n
| 2
n
n
)1(−
| = ∑
∞
=1n
2
n
1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2)
ดังนั้น ∑
∞
=1n
2
n
n
)1(−
เปนอนุกรมลูเขา
บทนิยาม 1.4.6 ∑
∞
=1n
na เปน อนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ ถา ∑
∞
=1n
| na | เปนอนุกรมลูเขา
∑
∞
=1n
na เปน อนุกรมลูเขาแบบมีเงื่อนไข ถา ∑
∞
=1n
| na | เปนอนุกรมลูออก
แต ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขา
ตัวอยาง 1.4.10 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณหรือลูเขาแบบมี
เงื่อนไข
1. ∑
∞
=1n
n
3
( 1) n
n 4
−
+
2. ∑
∞
=1n
)1n(n
)1(
n
+
−
3. ∑
∞
=1n
( 1n
1
+
− )
n
วิธีทํา 1. พิจารณา ∑
∞
=1n
|
n
3
( 1) n
n 4
−
+
| ≤ ∑
∞
=1n
3
n
n 4+
เนื่องจาก 3
n ≤ 3
n + 4 ทุก n ∈ N
ดังนั้น 3
1
n 4+
≤ 3
1
n
ทุก n ∈ N
0 ≤ 3
n
n 4+
≤ 3
n
n
≤ 2
1
n
ทุก n ∈ N
เพราะวา ∑
∞
=1n
2
1
n
เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2)
เพราะฉะนั้น ∑
∞
=1n
3
n
n 4+
เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.9 ขอ 1.)
นั่นคือ ∑
∞
=1n
|
n
3
( 1) n
n 4
−
+
| เปนอนุกรมลูเขา
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
3
( 1) n
n 4
−
+
เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 43
2. พิจารณา ∑
∞
=1n
| )1n(n
)1(
n
+
−
| = ∑
∞
=1n
)1n(n
1
+
จากตัวอยาง 1.4.7 ขอ 4. จะไดวา ∑
∞
=1n
)1n(n
1
+
เปนอนุกรมลูออก
ดังนั้น ∑
∞
=1n
| )1n(n
)1(
n
+
−
| เปนอนุกรมลูออก
ให na = )1n(n
1
+
จะไดวา
∞→n
lim na =
∞→n
lim
)1n(n
1
+
= 0
และ 1na + = )2n(n
1
+
เนื่องจาก n เปนฟงกชันเพิ่ม ดังนั้น 0 < n(n + 1) < n(n + 2) ทุก n ∈ N
)2n(n
1
+
<
)1n(n
1
+
ทุก n ∈ N
นั่นคือ 1na + < na ทุก n ∈ N
ดังนั้น ∑
∞
=1n
)1n(n
)1(
n
+
−
เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.11)
แสดงวา ∑
∞
=1n
)1n(n
)1(
n
+
−
เปนอนุกรมลูเขาแบบมีเงื่อนไข
3. พิจารณา ∑
∞
=1n
| ( 1n
1
+
− )
n
| = ∑
∞
=1n
n
)1n(
1
+
เนื่องจาก 0 ≤
1n
1
+
≤
2
1 ทุก n ∈ N
ดังนั้น 0 ≤ n
)1n(
1
+
≤ n
2
1 ทุก n ∈ N
เพราะวา ∑
∞
=1n
n
2
1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 2
1 )
เพราะฉะนั้น ∑
∞
=1n
n
)1n(
1
+
เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.9 ขอ 1.)
นั่นคือ ∑
∞
=1n
| ( 1n
1
+
− )
n
| เปนอนุกรมลูเขา
ดังนั้น ∑
∞
=1n
( 1n
1
+
− )
n
เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ
แคลคูลัส 244
แบบฝกหัด 1.4.4
จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก ถาลูเขาเปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ
หรือลูเขาแบบมีเงื่อนไข
1. ∑
∞
=1n n
)1( n
−
2. ∑
∞
=1n
)2n(n
n
+
3. ∑
∞
=1n
nn
n
2
)1(−
4. ∑
∞
=1n 1nn
n)1(
4
2n
+−
−
5. ∑
∞
=1n 1n
)1(
2
n
+
−
6. ∑
∞
=1n
nn
n2n
34
2)1(
+
−
7. ∑
∞
=1n 1n4
narctan
3
−
8. ∑
∞
=1n )1e(n
)1(
n
n
+
−
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 45
ทฤษฎีบท 1.4.13 (การทดสอบโดยใชอัตราสวน)
ให ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมของจํานวนจริง ซึ่ง na ≠ 0 และ
∞→n
lim |
n
1n
a
a + | = ∞
หรือ
∞→n
lim |
n
1n
a
a + | = L เมื่อ L ∈ R
จะไดวา
1. ถา L < 1 แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ
2. ถา L > 1 หรือ
∞→n
lim |
n
1n
a
a + | = ∞ แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูออก
3. ถา L = 1 แลวจะสรุปผลไมได
ตัวอยาง 1.4.11 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
!n
2n
2. ∑
∞
=1n
n
3n
2
n)1(−
3. ∑
∞
=1n
nn
n
3
e
วิธีทํา 1. ให na = !n
2n
เพราะฉะนั้น 1na + = )!1n(
2 1n
+
+
จะเห็นวา
∞→n
lim |
n
1n
a
a + | =
∞→n
lim | )!1n(
2 1n
+
+
n
2
!n |
=
∞→n
lim
1n
2
+
= 0
< 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
!n
2n
เปนอนุกรมลูเขา
2. ให na = n
3n
2
n)1(−
เพราะฉะนั้น 1na + = 1n
31n
2
)1n()1(
+
+
+−
จะเห็นวา
∞→n
lim |
n
1n
a
a + | =
∞→n
lim | 1n
31n
2
)1n()1(
+
+
+−
3n
n
n)1(
2
−
|
แคลคูลัส 246
=
∞→n
lim | 3
3
n2
)1n( +−
|
=
∞→n
lim
3
3
n2
)1n( +
=
∞→n
lim
2
)
n
11( 3
+
= 2
1
< 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
3n
2
n)1(−
เปนอนุกรมลูเขา
3. ให na = nn
n
3
e
เพราะฉะนั้น 1na + = )1n(n
1n
3
e
+
+
จะเห็นวา
∞→n
lim |
n
1n
a
a + | =
∞→n
lim | )1n(n
1n
3
e
+
+
n
nn
e
3 |
=
∞→n
lim | nn)1n(n
3
e
−+
|
=
∞→n
lim
)
n
11(n
3
e
+
= e
> 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
nn
n
3
e เปนอนุกรมลูออก
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 47
ทฤษฎีบท 1.4.14 (การทดสอบโดยใชการถอดกรณฑ)
ให ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมของจํานวนจริง และ
∞→n
lim n
n| a | = ∞
หรือ
∞→n
lim n
n| a | = L เมื่อ L ∈ R จะไดวา
1. ถา L < 1 แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ
2. ถา L > 1 หรือ
∞→n
lim n
n| a | = ∞ แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
na เปนอนุกรมลูออก
3. ถา L = 1 แลวจะสรุปผลไมได
ตัวอยาง 1.4.12 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
( 3
2 )
2n
2. ∑
∞
=1n
(
)12(n
n
n
+
)
n
3. ∑
∞
=1n
(
n 1 n
n
e 2
3e 5
+
+
+
)
n
วิธีทํา 1. ให na = ( 3
2 )
2n
จะเห็นวา
∞→n
lim n
n| a | =
∞→n
lim
n 2
n
)
3
2(
=
∞→n
lim ( 3
2 )n
= 0
< 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
( 3
2 )
2n
เปนอนุกรมลูเขา
2. ให na = (
)12(n
n
n
+
)
n
จะเห็นวา
∞→n
lim n
n| a | =
∞→n
lim n n
n
)
)12(n
n(
+
=
∞→n
lim
)12(n
n
n
+
ให f(x) =
)12(n
x
x
+
เมื่อ x ≥ 1
แคลคูลัส 248
จะไดวา
∞→x
lim f(x) =
∞→x
lim
)12(n
x
x
+
(I.F. ∞
∞ )
=
∞→x
lim
)2n2(
12
1
1
x
x
+
=
∞→x
lim
2n2
12
x
x
+
=
∞→x
lim
2n
2
11
x
+
= 2n
1
แสดงวา
∞→n
lim n
n| a | = 2n
1
เพราะวา 1 = ne > n2 > 0 เพราะฉะนั้น 2n
1 > 1
เพราะฉะนั้น
∞→n
lim n
n| a | > 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
(
)12(n
n
n
+
)
n
เปนอนุกรมลูออก
3. ให na = (
n 1 n
n
e 2
3e 5
+
+
+
)
n
จะเห็นวา
∞→n
lim n
n| a | =
∞→n
lim
n 1 n nn
n
e 2( )
3e 5
+
+
+
=
∞→n
lim
n 1 n
n
e 2
3e 5
+
+
+
=
∞→n
lim
n
n
2e ( )
e
53
e
+
+
= e 0
3 0
+
+
= e
3
< 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
(
n 1 n
n
e 2
3e 5
+
+
+
)
n
เปนอนุกรมลูเขา
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 49
แบบฝกหัด 1.4.5
จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
n
e
)1n(n +
2. ∑
∞
=1n
(1 – n
1 )
2
n
3. ∑
∞
=1n
!n
)1( n
−
4. ∑
∞
=1n 1nn
2
4
n
++
5. ∑
∞
=1n
n
n
ncos 6. ∑
∞
=1n
n
5n
1
7. ∑
∞
=1n
2
)!n(
)!n2(
8. ∑
∞
=1n
( )1n(n
n
+
)
n
9. ∑
∞
=1n
n
3
)1n(nn +
10. ∑
∞
=1n
)1n(n
n
2
+
11. ∑
∞
=1n
( 1n
n
+
)
3
n
12. ∑
∞
=1n
n
n
!n
แคลคูลัส 250
แบบฝกหัดระคน
จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
2
2
)1n2(
1n
−
+ 2. ∑
∞
=1n
(
1n
n
2
+
+ n
n−
)
3. ∑
∞
=1n
3
4
n
nsec 4. ∑
∞
=1n
3
n n
3−
5. ∑
∞
=1n
( 1n
n
+
)
n
6. ∑
∞
=1n 1n
1n
7
2
+
+
7. ∑
∞
=1n
( 1nn2
++ – n) 8. ∑
∞
=1n
1n3
)1( n
−
−
9. ∑
∞
=1n !n3
n
n
n
10. ∑
∞
=1n
)3n(n)3n(
1
++
11. ∑
∞
=1n
2n
n 4−
⋅ 12. ∑
∞
=1n n5
2
n
n
−
13. ∑
∞
=1n
( n
1 – 1n2
2
+
) 14. ∑
∞
=1n
(n + 3)
nn(e n)− +
15. ∑
∞
=1n
)3n(nn
1
+
16. ∑
∞
=1n
(π – 2arctann)
17. ∑
∞
=1n
)1n(n
n
+
18. ∑
∞
=1n
n
2n
n2
−
19. ∑
∞
=1n
4
n n
n n
20. ∑
∞
=1n )13(n
1
n
+
21. ∑
∞
=1n
(3 + cosn)
n−
22. ∑
∞
=1n
)!n3(
)!n( 3
23. ∑
∞
=1n
n( 3n
20n
+
+ ) 24. ∑
∞
=1n
( 1n4
+ – 2
n )
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 51
25. ∑
∞
=1n 1n
)1(
2
n
+
−
26. ∑
∞
=1n
!n
)1n(n +
27. ∑
∞
=1n
2
n)n2(n
1
+
28. ∑
∞
=1n
nn
9−
29. ∑
∞
=1n n3
nn
n
−
30. ∑
∞
=1n 12n
2
n
n
+
31. ∑
∞
=1n
( n
1 +
14
3
n
n
−
) 32. ∑
∞
=1n
n( 5
4 )n
33. ∑
∞
=1n
(n n 1+ + 1)
n2−
34. ∑
∞
=1n
nn1
)1( n
+
−
35. ∑
∞
=1n
( n
3
!n + n
2
4
ncos ) 36. ∑
∞
=1n
103
9
)2n(n
)1n(
+
+
37. ∑
∞
=1n
sin( n
1 ) 38. ∑
∞
=1n
)3n2(...)9)(7)(5(
!n
+
39. ∑
∞
=1n n
1...
3
1
2
11
1
++++
40. ∑
∞
=1n
(
n
1 –
1n
1
+
)
41. ∑
∞
=1n
nnn
1
+
42. ∑
∞
=1n
n
3
nsin
43. ∑
∞
=1n
nsin( 3
n
1 ) 44. ∑
∞
=1n
)1
n
e(n
3
+−
45. ∑
∞
=1n
cos(n!)
n!
46. ∑
∞
=1n
2
6
1 n 3n
n 2
+ −
+
47. ∑
∞
=1n
n
( 1) n(n 2)
n
− +
48. ∑
∞
=1n
(
2
sin n
n
+ 1
n
)
49. ∑
∞
=1n
[( 2
n 1+ - n)cosn]n
50. ∑
∞
=1n
n
sin n
แคลคูลัส 252
1.5 อนุกรมของจํานวนเชิงซอน
เราจะใหความหมายของอนุกรมของจํานวนเชิงซอน ในทํานองเดียวกันกับความหมาย
ของอนุกรมของจํานวนจริง ในบางครั้งเราอาจจะศึกษาอนุกรมของจํานวนเชิงซอนได โดย
อาศัยความรูจากอนุกรมของจํานวนจริง
ทฤษฎีบท 1.5.1 ให nz = nx + i ny โดยที่ nz ∈ C และ nx , ny ∈ R จะไดวา
∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูเขา ก็ตอเมื่อ ∑
∞
=1n
nx และ ∑
∞
=1n
ny เปนอนุกรมลูเขา
และในกรณีที่ ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูเขา จะไดวา ∑
∞
=1n
nz = ∑
∞
=1n
nx + i ∑
∞
=1n
ny
ตัวอยาง 1.5.1 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
( 2
n
1 + i( 3
2 )
n
) 2. ∑
∞
=1n
in
i
+
วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∑
∞
=1n
2
n
1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2)
และ ∑
∞
=1n
( 3
2 )
n
เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 3
2 )
ดังนั้น ∑
∞
=1n
( 2
n
1 + i( 3
2 )
n
) เปนอนุกรมลูเขา
2. เนื่องจาก in
i
+
= ( in
i
+
)( in
in
−
− )
=
1n
in1
2
+
+
=
1n
1
2
+
+ i
1n
n
2
+
ดังนั้น ∑
∞
=1n
1n
i
+
= ∑
∞
=1n
(
1n
1
2
+
+ i
1n
n
2
+
)
พิจารณาอนุกรม ∑
∞
=1n 1n
n
2
+
ให na =
1n
n
2
+
และ nb = n
1
จะเห็นวา ∑
∞
=1n
nb = ∑
∞
=1n
n
1 เปนอนุกรมลูออก (อนุกรมพี ซึ่ง p = 1)
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 53
และ
∞→n
lim
n
n
b
a
=
∞→n
lim
1n
n
2
2
+
=
∞→n
lim
2
n
11
1
+
= 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n 1n
n
2
+
เปนอนุกรมลูออก (ทฤษฎีบท 1.4.10 ขอ 1.)
แสดงวา ∑
∞
=1n
in
i
+
เปนอนุกรมลูออก
ทฤษฎีบท 1.5.2 ถา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา
∞→n
lim nz = 0
หมายเหตุ บทกลับของทฤษฎีบท 1.5.2 ไมเปนจริง
ดังนั้น ในกรณีที่
∞→n
lim nz = 0
เราจึงไมสามารถสรุปไดวา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
ทฤษฎีบท 1.5.3 ถา
∞→n
lim nz ≠ 0 แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูออก
ตัวอยาง 1.5.2 จงแสดงวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูออก
1. ∑
∞
=1n
in
ni2
+
2. ∑
∞
=1n
(sinn + icosn)n
วิธีทํา 1. เนื่องจาก
∞→n
lim
in
ni2
+
=
∞→n
lim 2i
11 i
n
+
= 2i ≠ 0
ดังนั้น ∑
∞
=1n
in
ni2
+
เปนอนุกรมลูออก
2. เนื่องจาก
∞→n
lim | (sinn + icosn)n
| =
∞→n
lim | sinn + icosn |
n
=
∞→n
lim ( ncosnsin 22
+ )
n
=
∞→n
lim n
1
= 1 ≠ 0
ดังนั้น
∞→n
lim (sinn + icosn)n
≠ 0 (ทฤษฎีบท 1.3.2 ขอ 2.)
แสดงวา ∑
∞
=1n
(sinn + icosn)n
เปนอนุกรมลูออก
แคลคูลัส 254
ทฤษฎีบท 1.5.4 ถา ∑
∞
=1n
| nz | เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูเขา
หมายเหตุ
1. บทกลับของทฤษฎีบท 1.5.4 ไมเปนจริง
2. ในกรณีที่ ∑
∞
=1n
| nz | เปนอนุกรมลูออก เราไมสามารถสรุปไดวา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรม
ลูเขาหรือลูออก
ตัวอยาง 1.5.3 จงแสดงวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขา
1. ∑
∞
=1n
2
n
n
i 2. ∑
∞
=1n
(4 – 3i)
n−
วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∑
∞
=1n
| 2
n
n
i | = ∑
∞
=1n
2
n
1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2)
ดังนั้น ∑
∞
=1n
2
n
n
i เปนอนุกรมลูเขา
2. เนื่องจาก ∑
∞
=1n
| (4 – 3i)
n−
| = ∑
∞
=1n
| 4 – 3i |
n−
= ∑
∞
=1n
n
5
−
เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 5
1 )
ดังนั้น ∑
∞
=1n
(4 – 3i)
n−
เปนอนุกรมลูเขา
ทฤษฎีบท 1.5.5 ให ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมของจํานวนเชิงซอน ซึ่ง nz ≠ 0
และ
∞→n
lim |
n
1n
z
z + | = ∞ หรือ
∞→n
lim |
n
1n
z
z + | = L เมื่อ L ∈ R จะไดวา
1. ถา L < 1 แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูเขา
2. ถา L > 1 หรือ
∞→n
lim |
n
1n
z
z + | = ∞ แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูออก
3. ถา L = 1 แลวจะสรุปผลไมได
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 55
ตัวอยาง 1.5.4 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
n
)i3(
ni
+
2. ∑
∞
=1n
n
)i43(
i!n
−
วิธีทํา
1. ให nz = n
)i3(
ni
+
เพราะฉะนั้น 1nz + = 1n
)i3(
i)1n(
+
+
+
จะเห็นวา
∞→n
lim |
n
1n
z
z + | =
∞→n
lim | 1n
)i3(
i)1n(
+
+
+
ni
)i3( n
+
|
=
∞→n
lim |
n)i3(
1n
+
+ |
=
∞→n
lim
n2
1n +
=
∞→n
lim
2
n
11+
= 2
1 < 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
)i3(
ni
+
เปนอนุกรมลูเขา
2. ให nz = n
)i43(
i!n
−
เพราะฉะนั้น 1nz + = 1n
)i43(
i)!1n(
+
−
+
จะเห็นวา
∞→n
lim |
n
1n
z
z + | =
∞→n
lim | 1n
)i43(
i)!1n(
+
−
+
i!n
)i43( n
−
|
=
∞→n
lim | i43
1n
−
+ |
=
∞→n
lim
5
1n +
= ∞
ดังนั้น ∑
∞
=1n
n
)i43(
i!n
−
เปนอนุกรมลูออก
แคลคูลัส 256
ทฤษฎีบท 1.5.6 ให ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมของจํานวนเชิงซอน และ
∞→n
lim n
n| z | = ∞ หรือ
∞→n
lim n
n| z | = L เมื่อ L ∈ R จะไดวา
1. ถา L < 1 แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูเขา
2. ถา L > 1 หรือ
∞→n
lim n
n| z | = ∞ แลวจะไดวา ∑
∞
=1n
nz เปนอนุกรมลูออก
3. ถา L = 1 แลวจะสรุปผลไมได
ตัวอยาง 1.5.5 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n
( in
ni2
+
)
n
2. ∑
∞
=1n
( n
i )
n
วิธีทํา 1. ให nz = ( 1n
ni2
+
)
n
จะเห็นวา
∞→n
lim n
n| z | =
∞→n
lim nn 2ni( )
n i
| |+
=
∞→n
lim
||
||
in
ni2
+
=
∞→n
lim
1n
n2
2
+
=
∞→n
lim
2
2
11
n
+
= 2 > 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
( 1n
ni2
+
)
n
เปนอนุกรมลูออก
2. ให nz = ( n
i )
n
จะเห็นวา
∞→n
lim n
n| z | =
∞→n
lim nn i( )
n
| |
=
∞→n
lim | n
i |
=
∞→n
lim
n
1
= 0 < 1
ดังนั้น ∑
∞
=1n
( n
i )
n
เปนอนุกรมลูเขา
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 57
แบบฝกหัด 1.5
จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก
1. ∑
∞
=1n in2
in
−
+ 2. ∑
∞
=1n
!n
in
3. ∑
∞
=1n in
ni
3
n
+
4. ∑
∞
=1n nn
)ncosin(sin
n
−
5. ∑
∞
=1n i5
)i34(
n
n
+
+
6. ∑
∞
=1n
2
ni1
in
+
+
7. ∑
∞
=1n
( 1n
ni
+
)
2n
8. ∑
∞
=1n i3
)i2(
n
n
+
9. ∑
∞
=1n
nni1
1
+
10. ∑
∞
=1n
4
)ni2(
in
−
+
11. ∑
∞
=1n
(2 + i)
2n−
12. ∑
∞
=1n
( 4
n
nsin + !n
)1(i n
−
)
13. ∑
∞
=1n
n
2n
4i1
)i2(
+
+
14. ∑
∞
=1n
!n
)i3( n
−
15. ∑
∞
=1n
6
)ni1(
ncosi
+
16. ∑
∞
=1n
in
ni
−
แคลคูลัส 258
คําตอบแบบฝกหัดบทที่ 1
คําตอบแบบฝกหัด 1.2
1. 1.1 3 1.2 0
1.3 3
2 1.4 0
1.5 e
1 1.6 -∞
1.7 2 1.8 1
1.9 -2 1.10 4
2
1.11 2 1.12 ∞
2. 2.1 ลูเขา (0) 2.2 ลูเขา (4)
2.3 ลูออก 2.4 ลูเขา (- 2
3 )
2.5 ลูออก 2.6 ลูเขา (1)
2.7 ลูเขา (1) 2.8 ลูออก
2.9 ลูเขา (2) 2.10 ลูออก
2.11 ลูเขา ( 2
1 ) 2.12 ลูเขา
คําตอบแบบฝกหัด 1.3
1. 1.1 - 2
i 1.2 i
1.3 0 1.4 ไมมีคา
1.5 0 1.6 ไมมีคา
1.7 0 1.8 2
1
1.9 0 1.10 -i
2. 2.1 ลูเขา (i) 2.2 ลูออก
2.3 ลูเขา (0) 2.4 ลูเขา (-i)
2.5 ลูเขา (0) 2.6 ลูเขา (0)
2.7 ลูเขา ( 5
2 + 5
i ) 2.8 ลูเขา (-i)
บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน 59
คําตอบแบบฝกหัด 1.4.1
1. ลูเขา ( 2
1 ) 2. ลูออก
3. ลูเขา ( 5
3 ) 4. ลูเขา (18
11 )
5. ลูออก 6. ลูออก
7. ลูเขา ( 4
3 ) 8. ลูเขา ( 2
1 )
9. ลูออก 10. ลูออก
11. ลูออก 12. ลูเขา ( 4
1 )
คําตอบแบบฝกหัด 1.4.2
1. ลูเขา 2. ลูออก
3. ลูออก 4. ลูเขา
5. ลูเขา 6. ลูออก
7. ลูเขา 8. ลูออก
9. ลูเขา 10. ลูเขา
คําตอบแบบฝกหัด 1.4.3
1. ลูเขา 2. ลูเขา
3. ลูออก 4. ลูออก
5. ลูออก 6. ลูเขา
7. ลูออก 8. ลูเขา
9. ลูเขา 10. ลูเขา
11. ลูเขา 12. ลูเขา
คําตอบแบบฝกหัด 1.4.4
1. ลูเขาแบบมีเงื่อนไข 2. ลูออก
3. ลูเขาแบบมีเงื่อนไข 4. ลูเขาแบบสัมบูรณ
5. ลูเขาแบบมีเงื่อนไข 6. ลูออก
7. ลูเขาแบบสัมบูรณ 8. ลูเขาแบบมีเงื่อนไข
แคลคูลัส 260
คําตอบแบบฝกหัด 1.4.5
1. ลูเขา 2. ลูเขา 3. ลูเขา 4. ลูออก
5. ลูเขา 6. ลูเขา 7. ลูออก 8. ลูออก
9. ลูเขา 10. ลูออก 11. ลูเขา 12. ลูเขา
คําตอบแบบฝกหัดระคน
1. ลูออก 2. ลูเขา 3. ลูออก 4. ลูเขา
5. ลูออก 6. ลูเขา 7. ลูออก 8. ลูเขา
9. ลูเขา 10. ลูออก 11. ลูเขา 12. ลูเขา
13. ลูเขา 14. ลูเขา 15. ลูออก 16. ลูออก
17. ลูออก 18. ลูเขา 19. ลูเขา 20. ลูออก
21. ลูเขา 22. ลูเขา 23. ลูออก 24. ลูเขา
25. ลูเขา 26. ลูเขา 27. ลูเขา 28. ลูเขา
29. ลูเขา 30. ลูออก 31. ลูออก 32. ลูเขา
33. ลูเขา 34. ลูเขา 35. ลูออก 36. ลูเขา
37. ลูออก 38. ลูเขา 39. ลูออก 40. ลูเขา
41. ลูออก 42. ลูเขา 43. ลูเขา 44. ลูเขา
45. ลูเขา 46. ลูออก 47. ลูเขา 48. ลูออก
49. ลูเขา 50. ลูออก
คําตอบแบบฝกหัด 1.5
1. ลูออก 2. ลูเขา 3. ลูเขา 4. ลูเขา
5. ลูออก 6. ลูออก 7. ลูเขา 8. ลูเขา
9. ลูออก 10. ลูเขา 11. ลูเขา 12. ลูเขา
13. ลูออก 14. ลูเขา 15. ลูเขา 16. ลูออก

9789740333005

  • 1.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน ในการศึกษาเกี่ยวกับลําดับและอนุกรมของจํานวนจริงหรือจํานวนเชิงซอน การหาผล บวกของอนุกรมเราจําเปนตองทําการพิสูจนขอความหรือสูตรในพจนของจํานวนนับดังนั้น ในหัวขอแรกของบทที่ 1 นี้ เราจะกลาวถึงอุปนัยเชิงคณิตศาสตร ซึ่งเปนวิธีการพิสูจนขอความที่ เกี่ยวของกับจํานวนนับวาเปนจริง เพื่อนําไปใชในการศึกษาเรื่องลําดับและอนุกรมตอไป หมายเหตุ ในหนังสือเลมนี้เราจะใชสัญลักษณตอไปนี้ N แทน เซตของจํานวนนับทั้งหมด R แทน เซตของจํานวนจริงทั้งหมด C แทน เซตของจํานวนเชิงซอนทั้งหมด 1.1 อุปนัยเชิงคณิตศาสตร การพิสูจนขอความที่เกี่ยวของกับจํานวนนับ n วาเปนจริง เราใชวิธีการตอไปนี้ สําหรับจํานวนนับ n ให P(n) แทนขอความที่เกี่ยวของกับ n ซึ่งมีสมบัติตอไปนี้ (1) P(1) เปนจริง (2) สําหรับจํานวนนับ k ใด ๆ ถา P(k) เปนจริง แลว P(k + 1) เปนจริง ดังนั้น P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n เราเรียกวิธีการนี้วา อุปนัยเชิงคณิตศาสตร
  • 2.
    แคลคูลัส 22 ตัวอยาง 1.1.1 จงพิสูจนวา21 1 ⋅ + 32 1 ⋅ + 43 1 ⋅ + ... + )1n(n 1 + = 1n n + ทุกจํานวนนับ n วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใด ๆ ให P(n) แทนขอความ 21 1 ⋅ + 32 1 ⋅ + 43 1 ⋅ + ... + )1n(n 1 + = 1n n + เนื่องจาก )11(1 1 + = 2 1 = 11 1 + ดังนั้น P(1) เปนจริง ให k เปนจํานวนนับใด ๆ สมมติวา P(k) เปนจริง นั่นคือ สมมติวา 21 1 ⋅ + 32 1 ⋅ + 43 1 ⋅ + ... + )1k(k 1 + = 1k k + ดังนั้น 21 1 ⋅ + 32 1 ⋅ + 43 1 ⋅ + ... + )1k(k 1 + + )2k)(1k( 1 ++ = 1k k + + )2k)(1k( 1 ++ = )2k)(1k( 1)2k(k ++ ++ = )2k)(1k( )1k( 2 ++ + = 2k 1k + + แสดงวา P(k + 1) เปนจริง โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n นั่นคือ 21 1 ⋅ + 32 1 ⋅ + 43 1 ⋅ + ... + )1n(n 1 + = 1n n + ทุกจํานวนนับ n ตัวอยาง 1.1.2 จงพิสูจนวา n 5 – n 2 หารดวย 3 ลงตัว ทุกจํานวนนับ n วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใด ๆ ให P(n) แทนขอความ n 5 – n 2 หารดวย 3 ลงตัว เนื่องจาก 1 5 – 1 2 = 3 ซึ่งหารดวย 3 ลงตัว ดังนั้น P(1) เปนจริง ให k เปนจํานวนนับใด ๆ สมมติวา P(k) เปนจริง นั่นคือ สมมติวา k 5 – k 2 หารดวย 3 ลงตัว จะไดวา มีจํานวนเต็ม m ซึ่ง k 5 – k 2 = 3m ... (1) พิจารณา 1k 5 + – 1k 2 + = 5( k 5 ) – 2( k 2 )
  • 3.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน3 = (3 + 2)( k 5 ) – 2( k 2 ) = 3( k 5 ) + 2( k 5 ) – 2( k 2 ) = 3( k 5 ) + 2( k 5 – k 2 ) = 3( k 5 ) + 2(3m) (จาก (1)) = 3( k 5 + 2m) เนื่องจาก k 5 + 2m เปนจํานวนเต็ม ดังนั้น 1k 5 + – 1k 2 + หารดวย 3 ลงตัว แสดงวา P(k + 1) เปนจริง โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n นั่นคือ n 5 – n 2 หารดวย 3 ลงตัว ทุกจํานวนนับ n ตัวอยาง 1.1.3 จงพิสูจนวา 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + n(n + 1) = 3 )2n)(1n(n ++ ทุกจํานวนนับ n วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใดๆ ให P(n) แทนขอความ 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + n(n + 1) = 3 )2n)(1n(n ++ เนื่องจาก 1(1 + 1) = 2 = 3 )21)(11)(1( ++ ดังนั้น P(1) เปนจริง ให k เปนจํานวนนับใดๆ สมมติวา P(k) เปนจริง นั่นคือ สมมติวา 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + k(k + 1) = 3 )2k)(1k(k ++ ดังนั้น 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + k(k + 1) + (k + 1)(k + 2) = 3 )2k)(1k(k ++ + (k + 1)(k + 2) = (k + 1)(k + 2)( 3 k + 1) = 3 )3k)(2k)(1k( +++ แสดงวา P(k + 1) เปนจริง โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n นั่นคือ 1⋅2 + 2⋅3 + 3⋅4 + ... + n(n + 1) = 3 )2n)(1n(n ++ ทุกจํานวนนับ n
  • 4.
    แคลคูลัส 24 นอกจากอุปนัยเชิงคณิตศาสตรจะใชพิสูจนขอความ P(n)เปนจริง ทุกจํานวนนับ n แลว เราอาจประยุกตใชอุปนัยเชิงคณิตศาสตรเพื่อพิสูจนขอความ P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n ≥ m เมื่อ m เปนจํานวนนับใด ๆ โดยมีวิธีการตอไปนี้ สําหรับจํานวนนับ n ใด ๆ ซึ่ง n ≥ m ให P(n) แทนขอความที่เกี่ยวของกับ n ซึ่งมีสมบัติตอไปนี้ (1) P(m) เปนจริง (2) สําหรับจํานวนนับ k ใด ๆ ซึ่ง k ≥ m ถา P(k) เปนจริง แลว P(k + 1) เปนจริง ดังนั้น P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n ≥ m ตัวอยาง 1.1.4 จงพิสูจนวา n 2 > 2 n ทุกจํานวนนับ n ≥ 5 วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใด ๆ ซึ่ง n ≥ 5 ให P(n) แทนขอความ n 2 > 2 n เนื่องจาก 5 2 = 32 > 25 = 2 5 ดังนั้น P(5) เปนจริง ให k เปนจํานวนนับใด ๆ ซึ่ง k ≥ 5 สมมติวา P(k) เปนจริง นั่นคือ สมมติวา k 2 > 2 k ดังนั้น 2( k 2 ) > 2 2 k 1k 2 + > 2 k + 2 k ≥ 2 k + 5k (เพราะวา k ≥ 5 เพราะฉะนั้น 2 k ≥ 5k) = 2 k + 2k + 3k > 2 k + 2k + 1 (เพราะวา k ≥ 5 เพราะฉะนั้น 3k > 1) = (k + 1)2 เพราะฉะนั้น 1k 2 + > (k + 1)2 แสดงวา P(k + 1) เปนจริง โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n ≥ 5 นั่นคือ n 2 > 2 n ทุกจํานวนนับ n ≥ 5
  • 5.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน5 ตัวอยาง 1.1.5 จงพิสูจนวา 3 n ≤ n 2 ทุกจํานวนนับ n ≥ 10 วิธีทํา สําหรับจํานวนนับ n ใดๆ ซึ่ง n ≥ 10 ให P(n) แทนขอความ 3 n ≤ n 2 เนื่องจาก 3 10 = 1000 ≤ 1024 = 10 2 ดังนั้น P(10) เปนจริง ให k เปนจํานวนนับใดๆ ซึ่ง k ≥ 10 สมมติวา P(k) เปนจริง นั่นคือ สมมติวา 3 k ≤ k 2 ... (1) ดังนั้น (k + 1)3 = 3 k + 3 2 k + 3k + 1 ≤ k 2 + 3 2 k + 3k + 1 (จาก (1)) ≤ k 2 + 3 2 k + 3 2 k + 3 2 k (เพราะวา k ≥ 10 เพราะฉะนั้น 3k ≤ 3 2 k , 1 ≤ 3 2 k ) = k 2 + 9 2 k ≤ k 2 + 3 k (เพราะวา k ≥ 10 เพราะฉะนั้น 9 2 k ≤ 3 k ) ≤ k 2 + k 2 (จาก (1)) = k 2 (1 + 1) = k 2 2 = 1k 2 + เพราะฉะนั้น (k + 1)3 ≤ 1k 2 + แสดงวา P(k + 1) เปนจริง โดยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร สรุปไดวา P(n) เปนจริง ทุกจํานวนนับ n ≥ 10 นั่นคือ 3 n ≤ n 2 ทุกจํานวนนับ n ≥ 10
  • 6.
    แคลคูลัส 26 แบบฝกหัด 1.1 จงพิสูจนขอความตอไปนี้โดยใชอุปนัยเชิงคณิตศาสตร 1.1 + 2 + 3 + ... + n = 2 )1n(n + ทุกจํานวนนับ n 2. 3 1 + 3 3 + 3 5 + ... + (2n – 1)3 = 2 n (2 2 n – 1) ทุกจํานวนนับ n 3. 31 1 ⋅ + 42 1 ⋅ + 53 1 ⋅ + ... + )2n(n 1 + = 2 1 ( 2 3 – 1n 1 + – 2n 1 + ) ทุกจํานวนนับ n 4. (1 – 2 1 )(1 – 3 1 )(1 – 4 1 ) ... (1 – 1n 1 + ) = 1n 1 + ทุกจํานวนนับ n 5. 1⋅3⋅5⋅...⋅(2n – 1) = !n2 )!n2( n ทุกจํานวนนับ n 6. )x(f )n( = 1n nn )1x2( !n2)1( + + − ทุกจํานวนนับ n เมื่อ f(x) = 1x2 1 + 7. 3 n – n หารดวย 3 ลงตัว ทุกจํานวนนับ n 8. n 5 + 3 หารดวย 4 ลงตัว ทุกจํานวนนับ n 9. n 2 > 2n ทุกจํานวนนับ n ≥ 3 10. n 4 > 4 n ทุกจํานวนนับ n ≥ 5
  • 7.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน7 1.2 ลําดับของจํานวนจริง บทนิยาม 1.2.1 ลําดับของจํานวนจริง คือฟงกชันที่มีโดเมนเปน N และมีคาเปนจํานวนจริง ตัวอยางเชน ถาให a เปนฟงกชันซึ่งมีคา a(n) = 2n n + , n ∈ N เราจะไดวา a เปนลําดับของจํานวนจริงลําดับหนึ่ง ในกรณีของฟงกชัน a ใดๆ ที่เปนลําดับ เรานิยมเขียนบอกคา a(n) ดวยสัญลักษณ na ดังนั้นลําดับ a ใดๆ จะเขียนไดเปน a = {(1, 1a ), (2, 2a ), (3, 3a ), ... , (n, na ), ...} เนื่องจากเปนที่เขาใจอยูแลววา na ตองคูกับ n ในคูอันดับ (n, na ) ดังนั้น เราจะเขียนบอกถึงลําดับ a ดวยสัญลักษณ { 1a , 2a , 3a , ... , na , ...} หรือ 1a , 2a , 3a , ... , na , ... หรือ { na } เชน ถาเราเขียน { 2n n + } จะหมายถึง ลําดับ {(1, 3 1 ), (2, 2 1 ), (3, 5 3 ), ... , (n, 2n n + ), ...} สําหรับลําดับ { na } ใดๆ เราเรียก na วา พจนที่ n ของลําดับ ในเรื่องของลําดับนี้ ปญหาที่เราสนใจคือ เมื่อ n มีคามากๆ พจนที่ n ของลําดับมีคาเขาใกล หรือเทากับจํานวนจริง คาใดคาหนึ่งหรือไม ถามีจํานวนจริงดังกลาว เราจะเรียกจํานวนจริงนี้วา ลิมิตของลําดับ ซึ่งเรา จะใหบทนิยามของลิมิตของลําดับดังตอไปนี้ บทนิยาม 1.2.2 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง และ L ∈ R เราจะกลาววา L เปน ลิมิต ของลําดับ { na } ก็ตอเมื่อ สําหรับจํานวนจริงบวก ε ใดๆ เราสามารถหา 0n ∈ R ที่ทําให | na – L | < ε ทุกจํานวนนับ n > 0n และจะเขียนแทนดวยสัญลักษณ ∞→n lim na = L หมายเหตุ บทนิยามของ ∞→n lim na = L มีลักษณะเชนเดียวกับบทนิยามของ ∞→x lim f(x) = L ทฤษฎีบท 1.2.1 ให t, r ∈ R เปนคาคงตัวใดๆ จะไดวา 1. ∞→n lim t n 1 = 0 เมื่อ t > 0 2. ∞→n lim n r = 0 เมื่อ | r | < 1
  • 8.
    แคลคูลัส 28 บทพิสูจน 1.ให ε > 0 เลือก 0n = ( ε 1 ) t 1 ให n เปนจํานวนนับใดๆ สมมติวา n > 0n ดังนั้น n > ( ε 1 ) t 1 t n > ε 1 ε > t n 1 แสดงวา | t n 1 – 0 | = t n 1 < ε ดังนั้น ∞→n lim t n 1 = 0 ตัวอยาง 1.2.1 1. ∞→n lim n 1 = 0 2. ∞→n lim 1 n n = ∞→n lim 3 2 1 n = 0 3. ∞→n lim ( 3 2 )n = 0 4. ∞→n lim (– 4 3 )n = 0 นอกจากจะกลาวถึง ∞→n lim na = L เมื่อ L ∈ R เราอาจจะกลาวถึง ∞→n lim na = ∞ และ ∞→n lim na = –∞ ในลักษณะเชนเดียวกับ ∞→x lim f(x) = ∞ และ ∞→x lim f(x) = –∞ ตามลําดับ ดังตัวอยางตอไปนี้ ตัวอยาง 1.2.2 จงแสดงวา ∞→n lim 2 n = ∞ วิธีทํา ให na = 2 n จะเห็นวา ∞→n lim na 1 = ∞→n lim 2 n 1 = 0 และ na = 2 n > 0 ทุก n ∈ N ดังนั้น ∞→n lim na = ∞ นั่นคือ ∞→n lim 2 n = ∞ ขอสังเกต จากทฤษฎีบท 1.2.1 จะไดวา 1. ∞→n lim t n = ∞ เมื่อ t > 0 2. ∞→n lim n r = ∞ เมื่อ r > 1 หมายเหตุ ในกรณีที่ ∞→n lim na = ∞ หรือ –∞ เราถือวา { na } ไมมีลิมิต
  • 9.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน9 ทฤษฎีบท 1.2.2 ให { na }, { nb }, { nc } เปนลําดับของจํานวนจริง และ L, M, k ∈ R โดยที่ ∞→n lim na = L และ ∞→n lim nb = M จะไดวา 1. ∞→n lim k = k เมื่อ k เปนคาคงตัว 2. ∞→n lim k na = k ∞→n lim na = kL เมื่อ k เปนคาคงตัว 3. ∞→n lim ( na + nb ) = ∞→n lim na + ∞→n lim nb = L + M 4. ∞→n lim ( na – nb ) = ∞→n lim na – ∞→n lim nb = L – M 5. ∞→n lim ( na nb ) = ( ∞→n lim na )( ∞→n lim nb ) = LM 6. ∞→n lim ( n n b a ) = n n n n blim alim ∞→ ∞→ = M L เมื่อ M ≠ 0 7. ∞→n lim m na = m n n lim a →∞ = m L เมื่อ m L ∈ R, m ∈ N – {1} 8. ถามี 0n ∈ N ซึ่ง na ≤ nc ≤ nb ทุก n ≥ 0n และ L = M แลวจะไดวา ∞→n lim nc = L บทพิสูจน 3. ให ε > 0 เนื่องจาก ∞→n lim na = L และ ∞→n lim nb = M ดังนั้น จะมี 1n , 2n ∈ R ซึ่ง | na – L | < 2 ε ทุกจํานวนนับ n > 1n และ | nb – M | < 2 ε ทุกจํานวนนับ n > 2n เลือก 0n = | 1n | + | 2n | ให n เปนจํานวนนับใดๆ ซึ่ง n > 0n ดังนั้น n > 1n และ n > 2n ซึ่งจะไดวา | na – L | < 2 ε และ | nb – M | < 2 ε แสดงวา | ( na + nb ) – (L + M) | = | ( na – L) + ( nb – M) | ≤ | na – L | + | nb – M | < 2 ε + 2 ε = ε ดังนั้น ∞→n lim ( na + nb ) = L + M ทฤษฎีบท 1.2.3 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง จะไดวา ∞→n lim na = 0 ก็ตอเมื่อ ∞→n lim | na | = 0
  • 10.
    แคลคูลัส 210 ตัวอยาง 1.2.3จงหาคาลิมิตตอไปนี้ 1. ∞→n lim 3 3 2 1nn 1n9 ++ + 2. ∞→n lim (n – n ) 3. ∞→n lim nn ncos 4. ∞→n lim n ( 1) n − วิธีทํา 1. ∞→n lim 3 3 2 1nn 1n9 ++ + = ∞→n lim 2 3 3 1n( 9 ) n 1n(1 1 ) n + + + = ∞→n lim 2 3 3 19 n 11 1 n + + + = 3 011 09 ++ + = 2 3 2. เพราะวา ∞→n lim nn 1 − = ∞→n lim n 11 n 1 − = 01 0 − = 0 และ n – n = n ( n – 1) > 0 ทุกจํานวนนับ n > 1 เพราะฉะนั้น ∞→n lim (n – n ) = ∞ 3. เนื่องจาก –1 ≤ cosn ≤ 1 ทุก n ∈ N ดังนั้น nn 1− ≤ nn ncos ≤ nn 1 ทุก n ∈ N และ ∞→n lim ( nn 1− ) = 0 = ∞→n lim nn 1 เราจึงสรุปไดวา ∞→n lim nn ncos = 0 4. เพราะวา ∞→n lim | n ( 1) n − | = ∞→n lim 1 n = 0 เพราะฉะนั้น ∞→n lim n ( 1) n − = 0 บทนิยาม 1.2.3 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง เราจะกลาววา { na } เปน ลําดับลูเขา ก็ตอเมื่อ มีจํานวนจริง L ซึ่ง ∞→n lim na = L และจะกลาววา { na } เปน ลําดับลูออก ก็ตอเมื่อ { na } ไมเปนลําดับลูเขา
  • 11.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน11 ตัวอยาง 1.2.4 จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก 1. { 1nn2 −+ – n} 2. { nn nn 3 2 π− π+ } 3. { 1n )1n( 8 5 + + } วิธีทํา 1. ∞→n lim ( 1nn2 −+ – n) = ∞→n lim n1nn )n1nn)(n1nn( 2 22 +−+ +−+−−+ = ∞→n lim n1nn n1nn 2 22 +−+ −−+ = ∞→n lim 1 n 1 n 11 n 11 2 +−+ − = 1 0 1 0 0 1 − + + + = 2 1 ดังนั้น { 1nn2 −+ – n} เปนลําดับลูเขา 2. ∞→n lim nn nn 3 2 π− π+ = ∞→n lim 1)3( 1)2( n n − π + π = 10 10 − + = –1 ดังนั้น { nn nn 3 2 π− π+ } เปนลําดับลูเขา 3. ให na = 1n )1n( 8 5 + + จะเห็นวา ∞→n lim na 1 = ∞→n lim 5 8 )1n( 1n + + = ∞→n lim 55 8 4 ) n 11(n n 11n + + = ∞→n lim ( n 1 )( 5 8 ) n 11( n 11 + + ) = (0)( 5 1 0 (1 0) + + ) = (0)(1) = 0
  • 12.
    แคลคูลัส 212 และ na= 1n )1n( 8 5 + + > 0 ทุก n ∈ N แสดงวา ∞→n lim na = ∞ นั่นคือ ∞→n lim 1n )1n( 8 5 + + = ∞ ดังนั้น { 1n )1n( 8 5 + + } เปนลําดับลูออก เนื่องจาก ∞→n lim na = L, ∞ หรือ –∞ และ ∞→x lim f(x) = L, ∞ หรือ –∞ มีลักษณะ คลายกันตามลําดับ ดังนั้น ในบางกรณีเราอาจจะหา ∞→n lim na ไดจากการหา ∞→x lim f(x) เมื่อ f เปนฟงกชันคาจริงที่กําหนดบนชวง [1, ∞) และ f(n) = na ทุก n ∈ N กลาวคือ ถา ∞→x lim f(x) = L, ∞ หรือ –∞ แลว ∞→n lim na = ∞→x lim f(x) ตัวอยาง 1.2.5 จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก 1. { n 2 2 n } 2. { n 1 n } วิธีทํา 1. ให f(x) = x 2 2 x เมื่อ x ≥ 1 จะไดวา ∞→x lim f(x) = ∞→x lim x 2 2 x (I.F. ∞ ∞ ) = ∞→x lim x 2 n 2 2x (I.F. ∞ ∞ ) = ∞→x lim x 2 2 ( n 2) 2 = ∞ ดังนั้น ∞→n lim n 2 2 n = ∞ แสดงวา { n 2 2 n } เปนลําดับลูออก 2. ให f(x) = x 1 x เมื่อ x ≥ 1 nf(x) = x xn จะไดวา ∞→x lim nf(x) = ∞→x lim x xn (I.F. ∞ ∞ )
  • 13.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน13 = ∞→x lim 1 x 1 = 0 ดังนั้น ∞→x lim f(x) = 0 e = 1 เราจะไดวา ∞→n lim n 1 n = 1 แสดงวา { n 1 n } เปนลําดับลูเขา ขอสังเกต ในตัวอยาง 1.2.5 เราไมสามารถใชกฎของโลปตาลโดยตรงกับลําดับได เพราะลําดับ เปนฟงกชันที่ไมตอเนื่องและไมมีอนุพันธ บทนิยาม 1.2.4 ให { kn } เปนลําดับของจํานวนนับ ซึ่ง 1n < 2n < 3n < ... สําหรับลําดับ { na } ใดๆ ถาเราให kb = kna จะไดวา { kb } เปนลําดับที่มีพจนที่ k เปนพจนที่ kn ของลําดับ { na } เราจะเรียกลําดับ { kb } ที่ไดเชนนี้วา ลําดับยอย ของ { na } ทฤษฎีบท 1.2.4 ถาลําดับ { na } มีลิมิตเปนจํานวนจริง L แลวจะไดวา ทุกลําดับยอยของ { na } ยอมมีลิมิตเปน L ดวย หมายเหตุ 1. ถาลําดับ { na } มีลําดับยอยที่ลูออก แลวจะไดวา { na } เปนลําดับลูออกดวย 2. ถาลําดับ { na } มีลําดับยอยสองลําดับซึ่งมีลิมิตตางกัน แลวจะไดวา { na } ไมมีลิมิต จึงไดวา { na } เปนลําดับลูออก ตัวอยาง 1.2.6 จงแสดงวา { 1n n)1( n + − } เปนลําดับลูออก วิธีทํา ให na = 1n n)1( n + − เมื่อ n ∈ N ให kb = k2a = 1k2 k2)1( k2 + − = 1k2 k2 + เมื่อ k ∈ N และ ∞→k lim kb = ∞→k lim 1k2 k2 + = ∞→k lim k2 11 1 + = 1
  • 14.
    แคลคูลัส 214 ให kc= 1k2a − = 1)1k2( )1k2()1( 1k2 +− −− − = k2 )1k2( −− = –1 + k2 1 เมื่อ k ∈ N และ ∞→k lim kc = ∞→k lim (–1 + k2 1 ) = –1 จะเห็นวา { kb } และ { kc } เปนลําดับยอยของ { na } ซึ่งมีลิมิตเปน 1 และ –1 ตามลําดับ ดังนั้น { na } = { 1n n)1( n + − } เปนลําดับลูออก บทนิยาม 1.2.5 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง เราจะกลาววา { na } มีขอบเขต ก็ตอเมื่อ มีจํานวนจริงบวก M ซึ่ง | na | ≤ M ทุก n ∈ N บทนิยาม 1.2.6 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง เราจะกลาววา { na } เปน 1. ลําดับเพิ่ม ก็ตอเมื่อ na < 1na + ทุก n ∈ N 2. ลําดับลด ก็ตอเมื่อ na > 1na + ทุก n ∈ N 3. ลําดับไมเพิ่ม ก็ตอเมื่อ na ≥ 1na + ทุก n ∈ N 4. ลําดับไมลด ก็ตอเมื่อ na ≤ 1na + ทุก n ∈ N หมายเหตุ จะเห็นวา ลําดับเพิ่มยอมเปนลําดับไมลดดวย และลําดับลดยอมเปนลําดับไมเพิ่ม ดวย บทนิยาม 1.2.7 { na } เปน ลําดับทางเดียว ก็ตอเมื่อ { na } เปนลําดับไมเพิ่มหรือเปน ลําดับไมลด ทฤษฎีบท 1.2.5 ถา { na } เปนลําดับลูเขาแลว { na } มีขอบเขต จากทฤษฎีบท 1.2.5 จะไดวา ถา { na } เปนลําดับที่ไมมีขอบเขตแลว { na } จะเปน ลําดับลูออก เชน {n} เปนลําดับที่ไมมีขอบเขต ดังนั้น {n} เปนลําดับลูออก หมายเหตุ บทกลับของทฤษฎีบท 1.2.5 ไมเปนจริง กลาวคือ ลําดับที่มีขอบเขตอาจจะเปน ลําดับลูออกก็ได เชน ลําดับ { 1n n)1( n + − } เพราะวา | 1n n)1( n + − | = 1n n + ≤ 1 ทุก n ∈ N เพราะฉะนั้น { 1n n)1( n + − } เปนลําดับมีขอบเขต แต { 1n n)1( n + − } เปนลําดับลูออก (ตัวอยาง 1.2.6)
  • 15.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน15 ทฤษฎีบท 1.2.6 ถา { na } มีขอบเขตและเปนลําดับทางเดียว แลวจะไดวา { na } เปนลําดับลูเขา ตัวอยาง 1.2.7 จงแสดงวา { !n 2n } เปนลําดับลูเขา วิธีทํา ให na = !n 2n เมื่อ n ∈ N ดังนั้น 1na + = )!1n( 2 1n + + พิจารณา 1na + – na = )!1n( 2 1n + + – !n 2n = !n 2n ( 1n 2 + – 1) = !n 2n ( 1n 1n2 + −− ) = )!1n( )n1(2n + − ≤ 0 ทุก n ∈ N ดังนั้น 1na + ≤ na ทุก n ∈ N นั่นคือ { na } = { !n 2n } เปนลําดับไมเพิ่ม ... (1) เนื่องจาก na > 0 ทุก n ∈ N และ 1a ≥ 2a ≥ 3a ≥ ... ดังนั้น | na | = na ≤ 1a = 2 ทุก n ∈ N แสดงวา | !n 2n | ≤ 2 ทุก n ∈ N นั่นคือ { !n 2n } มีขอบเขต ... (2) จาก (1) และ (2) สรุปไดวา { !n 2n } เปนลําดับลูเขา ขอสังเกต จากตัวอยาง 1.2.7 เราอาจจะแสดงวา 1na + ≤ na ทุก n ∈ N ไดอีกวิธีหนึ่งดังนี้ เพราะวา n 1n a a + = )!1n( 2 1n + + n 2 !n = 1n 2 + ≤ 1 ทุก n ∈ N และ na > 0 ทุก n ∈ N เพราะฉะนั้น 1na + ≤ na ทุก n ∈ N
  • 16.
    แคลคูลัส 216 แบบฝกหัด 1.2 1.จงหาคาลิมิตตอไปนี้ 1.1 ∞→n lim 3 3 2 2n n1n4 + ++ 1.2 ∞→n lim ( 1n2 + – n) 1.3 ∞→n lim 63 27 )1n2()2n3( )1n3()1n2( −+ −+ 1.4 ∞→n lim n )1( n − 1.5 ∞→n lim (1 – n 1 ) n 1.6 ∞→n lim 1n n32 + − 1.7 ∞→n lim nsin( n 2 ) 1.8 ∞→n lim ne ne n 2n + + 1.9 ∞→n lim 1n n2)nsin( 2 2 + − 1.10 ∞→n lim 3 3 42 4nn3 1nn ++ ++ 1.11 ∞→n lim )1n(n )1n3(n 2 + + 1.12 ∞→n lim ncos n 2 2. จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก 2.1 { n nn } 2.2 { 1n )1n2( 4 2 + + } 2.3 {cos(nπ)} 2.4 { 2 n – 1n3n 24 ++ } 2.5 { 2n ) 2 nsin(n + π } 2.6 { nn n 32 19 + + } 2.7 { )1e(n n n + } 2.8 { 12 23 n n + + } 2.9 { )2e(n )1nn2(e nn4 34n + ++ } 2.10 { 2)1(n n n +− } 2.11 { 1n2 )1(n n + −+ } 2.12 { )!n2( 2!n n }
  • 17.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน17 1.3 ลําดับของจํานวนเชิงซอน บทนิยาม 1.3.1 ลําดับของจํานวนเชิงซอน คือ ฟงกชันที่มีโดเมนเปน N และมีคาเปน จํานวนเชิงซอน บทนิยาม 1.3.2 ให { nz } เปนลําดับของจํานวนเชิงซอน และ z ∈ C เราจะกลาววา z เปน ลิมิต ของลําดับ { nz } ก็ตอเมื่อ สําหรับจํานวนจริงบวก ε ใด ๆ เราสามารถหา 0n ∈ R ที่ทําให | nz – z | < ε ทุกจํานวนนับ n > 0n และจะเขียนแทนดวยสัญลักษณ ∞→n lim nz = z บทนิยาม 1.3.3 ให { nz } เปนลําดับของจํานวนเชิงซอน เราจะกลาววา { nz } เปน ลําดับลูเขา ก็ตอเมื่อ { nz } มีลิมิตเปนจํานวนเชิงซอน และจะกลาววา { nz } เปน ลําดับลูออก ก็ตอเมื่อ { nz } ไมเปนลําดับลูเขา ทฤษฎีบท 1.3.1 ให nz = nx + i ny และ z = x + iy โดยที่ nz , z ∈ C และ nx , ny , x, y ∈ R จะไดวา ∞→n lim nz = z ก็ตอเมื่อ ∞→n lim nx = x และ ∞→n lim ny = y หมายเหตุ จากทฤษฎีบท 1.3.1 เราอาจกลาวไดวา 1. { nz } เปนลําดับลูเขา ก็ตอเมื่อ { nx } และ { ny } เปนลําดับลูเขา 2. ในกรณีที่ { nz } เปนลําดับลูเขา จะไดวา ∞→n lim nz = ∞→n lim nx + i ∞→n lim ny ตัวอยาง 1.3.1 จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก 1. { 2n n2 + + i n 1 n } 2. {n + n i } 3. { in1 n − } 4. { n i } วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∞→n lim 2n n2 + = ∞→n lim n 21 2 + = 2 และ ∞→n lim n 1 n = 1 (ตัวอยาง 1.2.5 ขอ 2.) ดังนั้น ∞→n lim ( 2n n2 + + i n 1 n ) = 2 + i แสดงวา { 2n n2 + + i n 1 n } เปนลําดับลูเขา
  • 18.
    แคลคูลัส 218 2. เนื่องจาก ∞→n limn = ∞ ดังนั้น ∞→n lim n ไมมีคา เราจึงสรุปไดวา {n + n i } ไมมีลิมิต แสดงวา {n + n i } เปนลําดับลูออก 3. เพราะวา in1 n − = ( in1 n − )( in1 in1 + + ) = 2 2 n1 inn + + = 2 n1 n + + 2 2 n1 in + และ ∞→n lim 2 n1 n + = ∞→n lim 1 n 1 n 1 2 + = 0 และ ∞→n lim 2 2 n1 n + = ∞→n lim 1 n 1 1 2 + = 1 เพราะฉะนั้น ∞→n lim in1 n − = 0 + i = i แสดงวา { in1 n − } เปนลําดับลูเขา 4. ให n i = nx + i ny โดยที่ nx , ny ∈ R พิจารณาลําดับ { nx } ให kb = k4x เพราะวา k4 i = ( 4 i )k = (1)k = 1 เพราะฉะนั้น kb = 1 ดังนั้น ∞→k lim kb = 1 ให kc = 2k4x + เพราะวา 2k4 i + = k4 i 2 i = (1)(–1) = –1 เพราะฉะนั้น kc = –1 ดังนั้น ∞→k lim kc = –1 แสดงวา { kb } และ { kc } เปนลําดับยอยของ { nx } ที่มีลิมิตตางกัน นั่นคือ { nx } เปนลําดับลูออก แสดงวา { n i } เปนลําดับลูออก
  • 19.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน19 ทฤษฎีบท 1.3.2 ให { nz } เปนลําดับของจํานวนเชิงซอน และ z ∈ C จะไดวา 1. ถา ∞→n lim nz = z แลว ∞→n lim | nz | = | z | 2. ∞→n lim nz = 0 ก็ตอเมื่อ ∞→n lim | nz | = 0 บทพิสูจน 1. สมมติวา ∞→n lim nz = z ให nz = nx + i ny และ z = x + iy โดยที่ nx , ny , x, y ∈ R จากทฤษฎีบท 1.3.1 จะได ∞→n lim nx = x และ ∞→n lim ny = y ดังนั้น ∞→n lim | nz | = ∞→n lim 2 n 2 n yx + = 22 yx + = | z | หมายเหตุ 1. บทกลับของทฤษฎีบท 1.3.2 ขอ 1. ไมเปนจริง เชน ให nz = n i จะเห็นวา ∞→n lim | nz | = 1 แต { nz } ไมมีลิมิต (ตัวอยาง 1.3.1 ขอ 4.) 2. จากทฤษฎีบท 1.3.2 ขอ 1. จะไดวา ถา ∞→n lim | nz | ไมมีคา แลว ∞→n lim nz ไมมีคา ตัวอยาง 1.3.2 จงหาลิมิตตอไปนี้ 1. ∞→n lim (3 + 4i)n 2. ∞→n lim n in วิธีทํา 1. พิจารณา ∞→n lim | (3 + 4i)n | = ∞→n lim | 3 + 4i |n = ∞→n lim n 5 = ∞ ดังนั้น ∞→n lim | (3 + 4i)n | ไมมีคา แสดงวา ∞→n lim (3 + 4i)n ไมมีคา 2. พิจารณา ∞→n lim | n in | = ∞→n lim n i || n = ∞→n lim n | i | n = ∞→n lim n 1 = 0 เพราะฉะนั้น ∞→n lim n in = 0
  • 20.
    แคลคูลัส 220 ขอสังเกต ในกรณีที่ ∞→n lim| nz | = L เมื่อ L ∈ R – {0} เราไมสามารถสรุปไดวา ∞→n lim nz มีคาหรือไม ทฤษฎีบท 1.3.3 ให { nz }, { nw } เปนลําดับของจํานวนเชิงซอน และ z, w, k ∈ C ซึ่ง ∞→n lim nz = z และ ∞→n lim nw = w จะไดวา 1. ∞→n lim k = k เมื่อ k เปนคาคงตัว 2. ∞→n lim k nz = kz เมื่อ k เปนคาคงตัว 3. ∞→n lim ( nz + nw ) = z + w 4. ∞→n lim ( nz – nw ) = z – w 5. ∞→n lim ( nz nw ) = zw 6. ∞→n lim ( n n w z ) = w z เมื่อ w ≠ 0 ตัวอยาง 1.3.3 จงหาลิมิตตอไปนี้ 1. ∞→n lim i24 i23 nn n2n − + 2. ∞→n lim 3 4 )in)(ni21( )ni21( ++ − วิธีทํา 1. ∞→n lim i24 i23 nn n2n − − = ∞→n lim n n 3( ) i 4 21 ( ) i 4 − − = 0 i 1 0i − − = –i 2. ∞→n lim 3 4 )in)(ni21( )ni21( ++ − = ∞→n lim 3 4 4 4 )in)(ni21( n 1 )ni21( n 1 ++ − = ∞→n lim 3 3 4 4 )in( n 1)ni21( n 1 )ni21( n 1 ++ − = ∞→n lim 4 3 1( 2i) n 1 1( 2i)(1 i) n n − + + = 4 3 (0 2i) (0 2i)(1 0i) − + + = 16 2i = –8i
  • 21.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน21 แบบฝกหัด 1.3 1. จงหาลิมิตตอไปนี้ 1.1 ∞→n lim in2 )ni1(n 2 + − 1.2 ∞→n lim 1)n(ni1 inn +− + 1.3 ∞→n lim (2 – i) n− 1.4 ∞→n lim i2 ie n n − 1.5 ∞→n lim n )ncosin(sin 5 − 1.6 ∞→n lim n i n 1.7 ∞→n lim in3 nni2 n n − + 1.8 ∞→n lim 32 42 )in2( )in3()in2( + −− 1.9 ∞→n lim 3 5 )in( )i2( − + 1.10 ∞→n lim n nn eincos ie + + 2. จงพิจารณาวาลําดับตอไปนี้เปนลําดับลูเขาหรือลูออก 2.1 { in ni + } 2.2 {n n i } 2.3 { n n 2 )ncosi( } 2.4 { in1 )in( 3 6 + + } 2.5 { n )i1( in + + } 2.6 { n )i3( i − } 2.7 { )1n(ni)1n(n nni1 2 +++ + } 2.8 { 5 4 )ni3( )ni2(n + − }
  • 22.
    แคลคูลัส 222 1.4 อนุกรมของจํานวนจริง บทนิยาม1.4.1 ให { na } เปนลําดับของจํานวนจริง และ 1S = 1a 2S = 1a + 2a 3S = 1a + 2a + 3a : nS = 1a + 2a + 3a + ... + na = ∑ = n 1k ka เราจะเรียก nS วา ผลบวกยอย ของ n พจนแรกของ { na } และเรียก { nS } วา อนุกรมอนันต ของจํานวนจริง (ตอไปเราจะเรียกสั้น ๆ วาอนุกรม) ซึ่งจะเขียนแทนดวยสัญลักษณ ∑ ∞ =1n na หรือ 1a + 2a + 3a + ... + na + ... บทนิยาม 1.4.2 ถา { nS } เปนลําดับลูเขา ซึ่ง ∞→n lim nS = S เมื่อ S ∈ R เราจะกลาววา อนุกรม ∑ ∞ =1n na เปน อนุกรมลูเขา และเรียก S วา ผลบวกของอนุกรม ซึ่งจะเขียนแทนดวยสัญลักษณ ∑ ∞ =1n na = S ถา { nS } เปนลําดับลูออก เราจะกลาววาอนุกรม ∑ ∞ =1n na เปน อนุกรมลูออก หมายเหตุ 1. การเขียนสัญลักษณแทนอนุกรมนั้น เราอาจจะเริ่มดวยคา n ที่ไมใช 1 ก็ได เชน ∑ ∞ = 3n na ซึ่งหมายถึง 3a + 4a + 5a + ... 2. ในกรณีที่ ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา เราจะใชสัญลักษณ ∑ ∞ =1n na แทนคาผลบวกของอนุกรม
  • 23.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน23 ทฤษฎีบท 1.4.1 ให ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมของจํานวนจริง และ m ∈ N จะไดวา 1. ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา ก็ตอเมื่อ ∑ ∞ = mn na เปนอนุกรมลูเขา 2. ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูออก ก็ตอเมื่อ ∑ ∞ = mn na เปนอนุกรมลูออก และในกรณีที่ ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา จะไดวา ∑ ∞ = mn na = ∑ ∞ =1n na – ∑ − = 1m 1n na ตัวอยาง 1.4.1 จงพิจารณาวา อนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n )2n(n 1 + 2. ∑ ∞ =1n n( 1n n + ) 3. ∑ ∞ =1n )2n)(1n(n 1 ++ วิธีทํา 1. ให na = )2n(n 1 + = 2 1 ( n 1 – 2n 1 + ) เพราะวา 1a = 2 1 (1 – 3 1 ) ได 1S = 2 1 (1 + 2 1 – 2 1 – 3 1 ) 2a = 2 1 ( 2 1 – 4 1 ) ได 2S = 2 1 (1 + 2 1 – 3 1 – 4 1 ) 3a = 2 1 ( 3 1 – 5 1 ) ได 3S = 2 1 (1 + 2 1 – 4 1 – 5 1 ) 4a = 2 1 ( 4 1 – 6 1 ) ได 4S = 2 1 (1 + 2 1 – 5 1 – 6 1 ) 5a = 2 1 ( 5 1 – 7 1 ) ได 5S = 2 1 (1 + 2 1 – 6 1 – 7 1 ) โดยการพิสูจนดวยอุปนัยเชิงคณิตศาสตรจะไดวา nS = 2 1 (1 + 2 1 – 1n 1 + – 2n 1 + ) จะเห็นวา ∞→n lim nS = 2 1 ( 2 3 ) = 4 3 แสดงวา ∑ ∞ =1n )2n(n 1 + เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n )2n(n 1 + = 4 3 2. ให na = n( 1n n + ) จะไดวา nS = 1a + 2a + 3a + ... + na = n( 2 1 ) + n( 3 2 ) + n( 4 3 ) + ... + n( 1n n + ) = n[( 2 1 )( 3 2 )( 4 3 ) ... ( 1n n + )]
  • 24.
    แคลคูลัส 224 = n(1n 1 + ) (สามารถพิสูจนดวยอุปนัยเชิงคณิตศาสตร) = – n(n + 1) เพราะวา ∞→n lim nS = ∞→n lim – n(n + 1) = –∞ เพราะฉะนั้น ∑ ∞ =1n n( 1n n + ) เปนอนุกรมลูออก 3. ให na = )2n)(1n(n 1 ++ = 2 1 ( )1n(n 1 + – )2n)(1n( 1 ++ ) เพราะวา 1a = 2 1 ( 21 1 ⋅ – 32 1 ⋅ ) ได 1S = 2 1 ( 21 1 ⋅ – 32 1 ⋅ ) 2a = 2 1 ( 32 1 ⋅ – 43 1 ⋅ ) ได 2S = 2 1 ( 21 1 ⋅ – 43 1 ⋅ ) 3a = 2 1 ( 43 1 ⋅ – 54 1 ⋅ ) ได 3S = 2 1 ( 21 1 ⋅ – 54 1 ⋅ ) 4a = 2 1 ( 54 1 ⋅ – 65 1 ⋅ ) ได 4S = 2 1 ( 21 1 ⋅ – 65 1 ⋅ ) โดยการพิสูจนดวยอุปนัยเชิงคณิตศาสตรจะไดวา nS = 2 1 ( 21 1 ⋅ – )2n)(1n( 1 ++ ) เพราะวา ∞→n lim nS = 2 1 ( 2 1 ) = 4 1 แสดงวา ∑ ∞ =1n )2n)(1n(n 1 ++ เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n )2n)(1n(n 1 ++ = 4 1 ทฤษฎีบท 1.4.2 ถา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา ∞→n lim na = 0 บทพิสูจน เนื่องจาก ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา ดังนั้น จะมี S ∈ R ซึ่ง ∞→n lim nS = S ให ε > 0 เพราะฉะนั้นจะมี 1n ∈ R ซึ่ง | nS – S | < 2 ε ทุกจํานวนนับ n > 1n เลือก 0n = | 1n | + 1 ให n เปนจํานวนนับใด ๆ ซึ่ง n > 0n เพราะฉะนั้น n > 1n และ n – 1 > 1n จึงไดวา | nS – S | < 2 ε และ | 1nS − – S | < 2 ε แสดงวา | na – 0 | = | na | = | ( 1a + 2a + ... + 1na − + na ) – ( 1a + 2a + ... + 1na − ) |
  • 25.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน25 = | nS – 1nS − | = | ( nS – S) + (S – 1nS − ) | ≤ | nS – S | + | 1nS − – S | < 2 ε + 2 ε = ε ดังนั้น สรุปไดวา ∞→n lim na = 0 หมายเหตุ บทกลับของทฤษฎีบท 1.4.2 ไมเปนจริง กลาวคือ ถา ∞→n lim na = 0 แลว ∑ ∞ =1n na อาจจะเปนอนุกรมลูออกก็ได เชน ∞→n lim n( 1n n + ) = 0 แต ∑ ∞ =1n n( 1n n + ) เปนอนุกรม ลูออก (ตัวอยาง 1.4.1 ขอ 2.) ดังนั้น ในกรณีที่ ∞→n lim na = 0 เราจึงไมสามารถสรุปไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก ทฤษฎีบท 1.4.3 (การทดสอบอนุกรมลูออก โดยพจนที่ n) ถา ∞→n lim na ≠ 0 แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูออก ตัวอยาง 1.4.2 จงแสดงวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูออก 1. ∑ ∞ =1n 1n n + 2. ∑ ∞ =1n n วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∞→n lim 1n n + = ∞→n lim n 11 1 + = 1 ≠ 0 ดังนั้น ∑ ∞ =1n 1n n + เปนอนุกรมลูออก 2. เนื่องจาก ∞→n lim n = ∞ แสดงวา ∞→n lim n ≠ 0 ดังนั้น ∑ ∞ =1n n เปนอนุกรมลูออก
  • 26.
    แคลคูลัส 226 บทนิยาม 1.4.3อนุกรมเรขาคณิต คือ อนุกรมที่เขียนไดในรูป ∑ ∞ =1n a 1n r − = a + ar + a 2 r + ... + a 1n r − + ... ทฤษฎีบท 1.4.4 อนุกรมเรขาคณิต ∑ ∞ =1n a 1n r − เมื่อ a ≠ 0 จะเปนอนุกรมลูเขา เมื่อ | r | < 1 โดยมีผลบวกของอนุกรมเปน r1 a − และเปนอนุกรมลูออก เมื่อ | r | ≥ 1 ทฤษฎีบท 1.4.5 ให ∑ ∞ =1n na และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูเขา และ α, β ∈ R เปนคาคงตัว ใด ๆ จะไดวา ∑ ∞ =1n (α na + β nb ) เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n (α na + β nb ) = α ∑ ∞ =1n na + β ∑ ∞ =1n nb บทพิสูจน ให nS = ∑ = n 1k ka nT = ∑ = n 1k kb nQ = ∑ = n 1k (α ka + β kb ) = α ∑ = n 1k ka + β ∑ = n 1k kb = α nS + β nT เนื่องจาก ∑ ∞ =1n na และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูเขา ดังนั้น จะมี S, T ∈ R ซึ่ง ∞→n lim nS = S และ ∞→n lim nT = T เพราะฉะนั้น ∞→n lim nQ = ∞→n lim (α nS + β nT ) = α ∞→n lim nS + β ∞→n lim nT = αS + βT แสดงวา ∑ ∞ =1n (α na + β nb ) เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n (α na + β nb ) = α ∑ ∞ =1n na + β ∑ ∞ =1n nb
  • 27.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน27 ขอสังเกต 1. ถา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา และ c เปนคาคงตัวใด ๆ แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n c na เปนอนุกรมลูเขาดวย และ ∑ ∞ =1n c na = c ∑ ∞ =1n na 2. ถา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูออก และ c ≠ 0 เปนคาคงตัวใด ๆ แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n c na เปนอนุกรมลูออก ทฤษฎีบท 1.4.6 ถา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูออก แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n ( na + nb ) เปนอนุกรมลูออก บทพิสูจน สมมติวา ∑ ∞ =1n ( na + nb ) เปนอนุกรมลูเขา เนื่องจาก ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา (กําหนดให) ดังนั้น ∑ ∞ =1n [( na + nb ) + (–1) na ] = ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูเขา ซึ่งขัดแยงกับสิ่งที่กําหนดใหวา ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูออก แสดงวา ที่สมมติวา ∑ ∞ =1n ( na + nb ) เปนอนุกรมลูเขา จึงเปนไปไมได นั่นคือ ∑ ∞ =1n ( na + nb ) เปนอนุกรมลูออก
  • 28.
    แคลคูลัส 228 ขอสังเกต ถา∑ ∞ =1n na และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูออก แลว ∑ ∞ =1n ( na + nb ) อาจจะเปนอนุกรมลูเขาหรือลูออกก็ได เชน 1. na = n, nb = –n, na + nb = 0 จะไดวา ∑ ∞ =1n na และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูออก แต ∑ ∞ =1n ( na + nb ) = ∑ ∞ =1n 0 เปนอนุกรมลูเขา 2. na = n, nb = n, na + nb = 2n จะไดวา ∑ ∞ =1n na และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูออก และ ∑ ∞ =1n ( na + nb ) = ∑ ∞ =1n 2n เปนอนุกรมลูออก ตัวอยาง 1.4.3 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้ลูเขาหรือลูออก ถาลูเขาจงหาผลบวกของอนุกรมนั้นดวย 1. ∑ ∞ =1n ( n 2 3 + )2n(n 4 + ) 2. ∑ ∞ =1n ((– 5 4 )n + n ) 3. ∑ ∞ =1n ( n 1 3 + n( n n 1+ )) วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∑ ∞ =1n n 2 1 เปนอนุกรมเรขาคณิต โดยมี a = 2 1 , r = 2 1 ซึ่ง | r | < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n n 2 1 เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n n 2 1 = 2 11 2 1 − = 1 จากตัวอยาง 1.4.1 ขอ 1. จะไดวา ∑ ∞ =1n )2n(n 1 + เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n )2n(n 1 + = 4 3 เราจึงสรุปไดวา ∑ ∞ =1n ( n 2 3 + )2n(n 4 + ) เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n ( n 2 3 + )2n(n 4 + ) = 3(1) + 4( 4 3 ) = 6
  • 29.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน29 2. เนื่องจาก ∑ ∞ =1n (– 5 4 ) n เปนอนุกรมเรขาคณิต โดยมี a = – 5 4 และ r = – 5 4 ซึ่ง | r | < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n (– 5 4 ) n เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n (– 5 4 ) n = ) 5 4(1 5 4 −− − = – 9 4 เนื่องจาก ∞→n lim n = ∞ แสดงวา ∞→n lim n ≠ 0 ดังนั้น ∑ ∞ =1n n เปนอนุกรมลูออก เราจึงสรุปไดวา ∑ ∞ =1n ((– 5 4 ) n + n ) เปนอนุกรมลูออก 3. เนื่องจาก ∑ ∞ =1n n 1 3 เปนอนุกรมเรขาคณิต โดยมี a = 1 3 และ r = 1 3 ซึ่ง | r | < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n n 1 3 เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n n 1 3 = 1 3 11 3 − = 1 2 จากตัวอยาง 1.4.1 ขอ 2. จะไดวา ∑ ∞ =1n n( n n 1+ ) เปนอนุกรมลูออก เราจึงสรุปไดวา ∑ ∞ =1n ( n 1 3 + n( n n 1+ )) เปนอนุกรมลูออก หมายเหตุ จากตัวอยาง 1.4.3 ขอ 2. เราอาจแสดงวา ∑ ∞ =1n ((– 5 4 ) n + n ) เปนอนุกรม ลูออก โดยใชเหตุผลวา ∞→n lim ((– 5 4 ) n + n ) = ∞ แสดงวา ∞→n lim ((– 5 4 ) n + n ) ≠ 0 เพราะฉะนั้น ∑ ∞ =1n ((– 5 4 ) n + n ) เปนอนุกรมลูออก แตสําหรับตัวอยาง 1.4.3 ขอ 3. เราไมสามารถใชเหตุผลดังกลาวได เพราะ ∞→n lim ( n 1 3 + n( n n 1+ )) = 0
  • 30.
    แคลคูลัส 230 แบบฝกหัด 1.4.1 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออกถาลูเขา จงหาผลบวกของ อนุกรมนั้นดวย 1. ∑ ∞ =1n )2n)(1n( 1 ++ 2. ∑ ∞ =1n 1n3 1n 2 4 + + 3. ∑ ∞ =1n ( n 5 4 + (– 3 2 ) n ) 4. ∑ ∞ =1n n3n 1 2 + 5. ∑ ∞ =1n nn n2 32 2 + 6. ∑ ∞ =1n n(1 + n 1 ) 7. ∑ ∞ =1n ( 3n4n 1 2 ++ + n 4− ) 8. ∑ ∞ =1n 1n4 1 2 − 9. ∑ ∞ =1n ( 1n n + ) n 10. ∑ ∞ =1n n1n 1 ++ 11. ∑ ∞ =1n (n – 1n n2 + ) 12. ∑ ∞ =1n )3n)(2n)(1n( n +++
  • 31.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน31 ทฤษฎีบท 1.4.7 (การทดสอบแบบอินทิกรัล) ให ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมของจํานวนจริง ซึ่ง na ≥ 0 และ f เปนฟงกชันคาจริง ซึ่งมีสมบัติดังนี้ 1. f(n) = na ทุก n ∈ N 2. มี 0n ∈ N ซึ่ง f เปนฟงกชันไมเพิ่ม และมีความตอเนื่องบนชวง [ 0n , ∞) 3. nt = ∫ n 0n f(x)dx , n ≥ 0n จะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา ถา { nt } เปนลําดับลูเขา และ ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูออก ถา { nt } เปนลําดับลูออก ตัวอยาง 1.4.4 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n 5n n 2 + 2. ∑ ∞ =1n ( n en 1 + n2( ) π ) วิธีทํา 1. ให f(x) = 5x x 2 + เมื่อ x ≥ 1 จะได f′(x) = 22 2 )5x( )x2(x)5x( + −+ = 22 2 )5x( x5 + − < 0 ทุก x ≥ 3 ดังนั้น f เปนฟงกชันลด และมีความตอเนื่องบนชวง [3, ∞) ให nt = ∫ n 3 f(x)dx , n ≥ 3 = ∫ n 3 5x x 2 + dx = [ 2 1 n( 2 x + 5) ] 3x nx = = = 2 1 n( 2 n + 5) – 2 1 n14 จะเห็นวา ∞→n lim nt = ∞ เพราะฉะนั้น { nt } เปนลําดับลูออก ดังนั้น ∑ ∞ =1n 5n n 2 + เปนอนุกรมลูออก
  • 32.
    แคลคูลัส 232 2. ใหf(x) = x ex 1 เมื่อ x ≥ 1 จะได f′(x) = 2x )ex( 1− [ x x e x2 1 + x e x2 1 ] < 0 ทุก x ≥ 1 ดังนั้น f เปนฟงกชันลด และมีความตอเนื่องบนชวง [1, ∞) ให nt = ∫ n 1 f(x)dx, n > 1 = ∫ n 1 x ex 1 dx = [ x e 2− ] 1x nx = = = n e 2− + e 2 จะเห็นวา ∞→n lim nt = e 2 เพราะฉะนั้น { nt } เปนลําดับลูเขา ดังนั้น ∑ ∞ =1n n en 1 เปนอนุกรมลูเขา เนื่องจาก ∑ ∞ =1n n2( ) π เปนอนุกรมเรขาคณิต โดยมี r = 2 π ซึ่ง | r | < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n n2( ) π เปนอนุกรมลูเขา เราจึงสรุปไดวา ∑ ∞ =1n ( n en 1 + n2( ) π ) เปนอนุกรมลูเขา
  • 33.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน33 แบบฝกหัด 1.4.2 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก โดยใชการทดสอบแบบอินทิกรัล 1. ∑ ∞ =1n 1n 1 2 + 2. ∑ ∞ =1n 1n2 1 − 3. ∑ ∞ =1n 2n )2n(n + + 4. ∑ ∞ =1n nn 1 2 + 5. ∑ ∞ =1n 1n )narctan( 2 + 6. ∑ ∞ =1n 6n n 4 3 + 7. ∑ ∞ =1n 2 n ) n 1sin( 8. ∑ ∞ =1n )1n(n 1n2 + + 9. ∑ ∞ =1n 2 n 3n e− 10. ∑ ∞ =1n )12(n 2 nn nn + − −
  • 34.
    แคลคูลัส 234 บทนิยาม 1.4.4อนุกรมพี คือ อนุกรมที่เขียนไดในรูป ∑ ∞ =1n p n 1 เมื่อ p ∈ R เปนคาคงตัว ทฤษฎีบท 1.4.8 อนุกรมพีจะเปนอนุกรมลูเขา เมื่อ p > 1 และจะเปนอนุกรมลูออก เมื่อ p ≤ 1 บทพิสูจน ถา p < 0 แลวจะไดวา ∞→n lim p n 1 = ∞ ถา p = 0 แลวจะไดวา ∞→n lim p n 1 = 1 ดังนั้น ในกรณีที่ p ≤ 0 จะไดวา ∑ ∞ =1n p n 1 เปนอนุกรมลูออก พิจารณากรณีที่ p > 0 ให f(x) = p x 1 ทุก x ≥ 1 จะได f′(x) = 1p x p + − < 0 ทุก x ≥ 1 ดังนั้น f เปนฟงกชันลด และมีความตอเนื่องบนชวง [1, ∞) ให nt = ∫ n 1 f(x)dx = ∫ n 1 p x 1 dx, n ≥ 1 = p 1 x nx [ ] p 1x 1p 1 x n[ n x] p 1 x 1 − +⎧ = ≠⎪ =⎪ − +⎨ =⎪ = =⎪⎩ เมื่อ เมื่อ = p 1 1 1 ( 1) p 1 1 p n n n p 1 − ⎧ − ≠⎪ −⎨ ⎪ =⎩ เมื่อ เมื่อ จะไดวา ∞→n lim nt = ⎪ ⎩ ⎪ ⎨ ⎧ > − − ≤∞ 1p p1 1 1p เมื่อ เมื่อ ดังนั้น ในกรณีที่ 0 < p ≤ 1 จะไดวา ∑ ∞ =1n p n 1 เปนอนุกรมลูออก และ ในกรณีที่ p > 1 จะไดวา ∑ ∞ =1n p n 1 เปนอนุกรมลูเขา เราจึงสรุปไดวา ∑ ∞ =1n p n 1 เปนอนุกรมลูเขา เมื่อ p > 1 และ ∑ ∞ =1n p n 1 เปนอนุกรมลูออก เมื่อ p ≤ 1
  • 35.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน35 ตัวอยาง 1.4.5 1. ∑ ∞ =1n 3 n 1 เปนอนุกรมลูออก เพราะเปนอนุกรมพี ซึ่ง p = 3 1 < 1 2. ∑ ∞ =1n 2 n 1 เปนอนุกรมลูเขา เพราะเปนอนุกรมพี ซึ่ง p = 2 > 1 ทฤษฎีบท 1.4.9 (การทดสอบโดยใชการเปรียบเทียบ) ให ∑ ∞ =1n na , ∑ ∞ =1n nb และ ∑ ∞ =1n nc เปนอนุกรมของจํานวนจริง 1. ถามี 0n ∈ N ซึ่ง 0 ≤ na ≤ nb ทุก n ≥ 0n และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na จะเปนอนุกรมลูเขาดวย 2. ถามี 0n ∈ N ซึ่ง 0 ≤ nc ≤ na ทุก n ≥ 0n และ ∑ ∞ =1n nc เปนอนุกรมลูออก แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na จะเปนอนุกรมลูออกดวย ตัวอยาง 1.4.6 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n n 2n 1 2. ∑ ∞ =1n n nn วิธีทํา 1. เนื่องจาก 0 ≤ n 2n 1 ≤ n 2 1 ทุก n ∈ N และ ∑ ∞ =1n n 2 1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 2 1 ) ดังนั้น ∑ ∞ =1n n 2n 1 เปนอนุกรมลูเขา 2. เนื่องจาก 1 ≤ nn ทุก n ≥ 3 ดังนั้น 0 ≤ n 1 ≤ n nn ทุก n ≥ 3 เพราะวา ∑ ∞ =1n n 1 เปนอนุกรมลูออก (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2 1 ) เพราะฉะนั้น ∑ ∞ =1n n nn เปนอนุกรมลูออก
  • 36.
    แคลคูลัส 236 ทฤษฎีบท 1.4.10(การทดสอบโดยใชการเปรียบเทียบดวยลิมิต) ให ∑ ∞ =1n na และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมของจํานวนจริง ซึ่ง na ≥ 0 และ nb > 0 ทุก n ∈ N 1. ถา ∞→n lim n n b a = c > 0 แลวจะไดวา อนุกรมทั้งสองจะลูเขาดวยกันหรือไมก็ลูออกดวยกัน 2. ถา ∞→n lim n n b a = 0 และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขาดวย 3. ถา ∞→n lim n n b a = ∞ และ ∑ ∞ =1n nb เปนอนุกรมลูออก แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูออกดวย ตัวอยาง 1.4.7 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n 1nn3 1n 2 2 ++ + 2. ∑ ∞ =1n nn n 35 2 − 3. ∑ ∞ =1n n 2 n 4. ∑ ∞ =1n )1n(n 1 + วิธีทํา 1. ให na = 1nn3 1n 2 2 ++ + และ nb = n 1 จะเห็นวา ∑ ∞ =1n nb = ∑ ∞ =1n n 1 เปนอนุกรมลูออก (อนุกรมพี ซึ่ง p = 1) และ ∞→n lim n n b a = ∞→n lim 1nn3 1nn 2 2 ++ + = ∞→n lim 2 2 n 1 n 13 n 11 ++ + = 3 1 > 0 ดังนั้น ∑ ∞ =1n na = ∑ ∞ =1n 1nn3 1n 2 2 ++ + เปนอนุกรมลูออก
  • 37.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน37 2. ให na = nn n 35 2 − และ nb = ( 5 2 ) n จะเห็นวา ∑ ∞ =1n nb = ∑ ∞ =1n ( 5 2 ) n เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 5 2 ) และ ∞→n lim n n b a = ∞→n lim ( nn n 35 2 − )( 2 5 ) n = ∞→n lim nn n 35 5 − = ∞→n lim n ) 5 3(1 1 − = 1 > 0 ดังนั้น ∑ ∞ =1n na = ∑ ∞ =1n nn n 35 2 − เปนอนุกรมลูเขา 3. ให na = n 2 n และ nb = 2 3 n 1 จะเห็นวา ∑ ∞ =1n nb = ∑ ∞ =1n 2 3 n 1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2 3 ) และ ∞→n lim n n b a = ∞→n lim n 2 2 n = 0 (ตัวอยาง 1.2.5 ขอ 1.) ดังนั้น ∑ ∞ =1n na = ∑ ∞ =1n n 2 n เปนอนุกรมลูเขา 4. ให na = )1n(n 1 + และ nb = n 1 จะเห็นวา ∑ ∞ =1n nb = ∑ ∞ =1n n 1 เปนอนุกรมลูออก (อนุกรมพี ซึ่ง p = 1) และ ∞→n lim n n b a = ∞→n lim )1n(n n + ให f(x) = )1x(n x + , x ≥ 1 จะไดวา ∞→x lim f(x) = ∞→x lim )1x(n x + (I.F. ∞ ∞ ) = ∞→x lim 1x 1 1 + = ∞→x lim (x + 1) = ∞ เพราะฉะนั้น ∞→n lim n n b a = ∞ ดังนั้น ∑ ∞ =1n na = ∑ ∞ =1n )1n(n 1 + เปนอนุกรมลูออก
  • 38.
    แคลคูลัส 238 แบบฝกหัด 1.4.3 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1.∑ ∞ =1n 4 2 )1n2( 1n − + 2. ∑ ∞ =1n ( n ncos )2 3. ∑ ∞ =1n )1n(nn 1 + 4. ∑ ∞ =1n 43n 3 n n + 5. ∑ ∞ =1n 1n 1n 3 3 2 + + 6. ∑ ∞ =1n nn nn 7. ∑ ∞ =1n n )1(n n −+ 8. ∑ ∞ =1n )2n(ne nn n + 9. ∑ ∞ =1n 23n n n − 10. ∑ ∞ =1n (n + 2) nn2− 11. ∑ ∞ =1n n 2 nn 12. ∑ ∞ =1n 2 n 4 −
  • 39.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน39 บทนิยาม 1.4.5 ถา na > 0 ทุก n ∈ N เราเรียกอนุกรมที่เขียนไดในรูป ∑ ∞ =1n (–1) 1n+ na = 1a – 2a + 3a – 4a + ... + (–1) 1n+ na + ... หรือ ∑ ∞ =1n (–1)n na = – 1a + 2a – 3a + ... + (–1)n na + ... วา อนุกรมสลับ ทฤษฎีบท 1.4.11 อนุกรมสลับ ∑ ∞ =1n (–1)n na เปนอนุกรมลูเขา ถา 1. ∞→n lim na = 0 และ 2. มี 0n ∈ N ซึ่ง 1na + < na ทุก n ≥ 0n ขอสังเกต ในกรณีที่ ∞→n lim na ≠ 0 เราจะไดวา ∞→n lim | (–1)n na | = ∞→n lim na ≠ 0 ดังนั้น ∞→n lim (–1)n na ≠ 0 เพราะฉะนั้น ถา ∞→n lim na ≠ 0 แลว ∑ ∞ =1n (–1)n na เปนอนุกรมลูออก ตัวอยาง 1.4.8 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n n )1( n − 2. ∑ ∞ =1n nn3 )1( n n + − 3. ∑ ∞ =1n 1n n)1( n + − วิธีทํา 1. ในที่นี้ na = n 1 จะไดวา ∞→n lim na = ∞→n lim n 1 = 0 เพราะวา 1na + = 1n 1 + และ 1n 1 + < n 1 ทุก n ∈ N เพราะฉะนั้น 1na + < na ทุก n ∈ N ดังนั้น ∑ ∞ =1n n )1( n − เปนอนุกรมลูเขา
  • 40.
    แคลคูลัส 240 2. ในที่นี้na = nn3 1 n + จะไดวา ∞→n lim na = ∞→n lim nn3 1 n + = 0 ให f(x) = xn3 1 x + เมื่อ x ≥ 1 ดังนั้น f′(x) = 2x )xn3( 1 + − ( x 3 n3 + x 1 ) < 0 ทุก x ≥ 1 แสดงวา f เปนฟงกชันลด เพราะฉะนั้น f(n + 1) < f(n) ทุก n ∈ N นั่นคือ 1na + < na ทุก n ∈ N ดังนั้น ∑ ∞ =1n nn3 )1( n n + − เปนอนุกรมลูเขา 3. ในที่นี้ na = 1n n + จะไดวา ∞→n lim na = ∞→n lim 1n n + = ∞→n lim n 11 1 + = 1 ≠ 0 ดังนั้น ∑ ∞ =1n 1n n)1( n + − เปนอนุกรมลูออก ทฤษฎีบท 1.4.12 ถา ∑ ∞ =1n | na | เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา บทพิสูจน ให nb = 2 a|a| nn + และ nc = 2 a|a| nn − เนื่องจาก –| na | ≤ na ≤ | na | ดังนั้น 0 ≤ nb ≤ | na | และ 0 ≤ nc ≤ | na | ทุก n ∈ N เพราะวา ∑ ∞ =1n | na | เปนอนุกรมลูเขา เพราะฉะนั้น ∑ ∞ =1n nb และ ∑ ∞ =1n nc เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.9 ขอ 1.) ดังนั้น ∑ ∞ =1n ( nb – nc ) = ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.5)
  • 41.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน41 หมายเหตุ 1. บทกลับของทฤษฎีบท 1.4.12 ไมจริง กลาวคือ ถา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา แลว ∑ ∞ =1n | na | อาจจะเปนอนุกรมลูออกก็ได ตัวอยางเชน ∑ ∞ =1n n )1( n − เปนอนุกรมลูเขา แต ∑ ∞ =1n n 1 เปนอนุกรมลูออก ∑ ∞ =1n n n 2 )1(− เปนอนุกรมลูเขา และ ∑ ∞ =1n n 2 1 เปนอนุกรมลูเขา 2. ในกรณีที่ ∑ ∞ =1n | na | เปนอนุกรมลูออก เราไมสามารถสรุปไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก ตัวอยางเชน ∑ ∞ =1n | n )1( n − | = ∑ ∞ =1n n 1 เปนอนุกรมลูออก แต ∑ ∞ =1n n )1( n − เปนอนุกรมลูเขา ∑ ∞ =1n | n ( 1)− 2 n | = ∑ ∞ =1n 2 n เปนอนุกรมลูออก และ ∑ ∞ =1n n ( 1)− 2 n เปนอนุกรมลูออก ตัวอยาง 1.4.9 จงแสดงวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขา 1. ∑ ∞ =1n n4 )3ncos( 2. ∑ ∞ =1n 2 n n )1(− วิธีทํา 1. พิจารณา ∑ ∞ =1n | 3 cos(n ) n4 | = ∑ ∞ =1n n4 )3ncos( || ... (1) เพราะวา 0 ≤ | cos 3 (n ) | ≤ 1 ทุก n ∈ N 0 ≤ 3 cos(n ) n4 | | ≤ n4 1 ทุก n ∈ N และ ∑ ∞ =1n n4 1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 4 1 ) โดยทฤษฎีบท 1.4.9 ขอ 1. จะไดวา ∑ ∞ =1n | 3cos(n ) n4 | = ∑ ∞ =1n n4 )3ncos( || เปนอนุกรมลูเขา ดังนั้น ∑ ∞ =1n n4 )3ncos( เปนอนุกรมลูเขา
  • 42.
    แคลคูลัส 242 2. เนื่องจาก∑ ∞ =1n | 2 n n )1(− | = ∑ ∞ =1n 2 n 1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2) ดังนั้น ∑ ∞ =1n 2 n n )1(− เปนอนุกรมลูเขา บทนิยาม 1.4.6 ∑ ∞ =1n na เปน อนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ ถา ∑ ∞ =1n | na | เปนอนุกรมลูเขา ∑ ∞ =1n na เปน อนุกรมลูเขาแบบมีเงื่อนไข ถา ∑ ∞ =1n | na | เปนอนุกรมลูออก แต ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขา ตัวอยาง 1.4.10 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณหรือลูเขาแบบมี เงื่อนไข 1. ∑ ∞ =1n n 3 ( 1) n n 4 − + 2. ∑ ∞ =1n )1n(n )1( n + − 3. ∑ ∞ =1n ( 1n 1 + − ) n วิธีทํา 1. พิจารณา ∑ ∞ =1n | n 3 ( 1) n n 4 − + | ≤ ∑ ∞ =1n 3 n n 4+ เนื่องจาก 3 n ≤ 3 n + 4 ทุก n ∈ N ดังนั้น 3 1 n 4+ ≤ 3 1 n ทุก n ∈ N 0 ≤ 3 n n 4+ ≤ 3 n n ≤ 2 1 n ทุก n ∈ N เพราะวา ∑ ∞ =1n 2 1 n เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2) เพราะฉะนั้น ∑ ∞ =1n 3 n n 4+ เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.9 ขอ 1.) นั่นคือ ∑ ∞ =1n | n 3 ( 1) n n 4 − + | เปนอนุกรมลูเขา ดังนั้น ∑ ∞ =1n n 3 ( 1) n n 4 − + เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ
  • 43.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน43 2. พิจารณา ∑ ∞ =1n | )1n(n )1( n + − | = ∑ ∞ =1n )1n(n 1 + จากตัวอยาง 1.4.7 ขอ 4. จะไดวา ∑ ∞ =1n )1n(n 1 + เปนอนุกรมลูออก ดังนั้น ∑ ∞ =1n | )1n(n )1( n + − | เปนอนุกรมลูออก ให na = )1n(n 1 + จะไดวา ∞→n lim na = ∞→n lim )1n(n 1 + = 0 และ 1na + = )2n(n 1 + เนื่องจาก n เปนฟงกชันเพิ่ม ดังนั้น 0 < n(n + 1) < n(n + 2) ทุก n ∈ N )2n(n 1 + < )1n(n 1 + ทุก n ∈ N นั่นคือ 1na + < na ทุก n ∈ N ดังนั้น ∑ ∞ =1n )1n(n )1( n + − เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.11) แสดงวา ∑ ∞ =1n )1n(n )1( n + − เปนอนุกรมลูเขาแบบมีเงื่อนไข 3. พิจารณา ∑ ∞ =1n | ( 1n 1 + − ) n | = ∑ ∞ =1n n )1n( 1 + เนื่องจาก 0 ≤ 1n 1 + ≤ 2 1 ทุก n ∈ N ดังนั้น 0 ≤ n )1n( 1 + ≤ n 2 1 ทุก n ∈ N เพราะวา ∑ ∞ =1n n 2 1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 2 1 ) เพราะฉะนั้น ∑ ∞ =1n n )1n( 1 + เปนอนุกรมลูเขา (ทฤษฎีบท 1.4.9 ขอ 1.) นั่นคือ ∑ ∞ =1n | ( 1n 1 + − ) n | เปนอนุกรมลูเขา ดังนั้น ∑ ∞ =1n ( 1n 1 + − ) n เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ
  • 44.
    แคลคูลัส 244 แบบฝกหัด 1.4.4 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออกถาลูเขาเปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ หรือลูเขาแบบมีเงื่อนไข 1. ∑ ∞ =1n n )1( n − 2. ∑ ∞ =1n )2n(n n + 3. ∑ ∞ =1n nn n 2 )1(− 4. ∑ ∞ =1n 1nn n)1( 4 2n +− − 5. ∑ ∞ =1n 1n )1( 2 n + − 6. ∑ ∞ =1n nn n2n 34 2)1( + − 7. ∑ ∞ =1n 1n4 narctan 3 − 8. ∑ ∞ =1n )1e(n )1( n n + −
  • 45.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน45 ทฤษฎีบท 1.4.13 (การทดสอบโดยใชอัตราสวน) ให ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมของจํานวนจริง ซึ่ง na ≠ 0 และ ∞→n lim | n 1n a a + | = ∞ หรือ ∞→n lim | n 1n a a + | = L เมื่อ L ∈ R จะไดวา 1. ถา L < 1 แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ 2. ถา L > 1 หรือ ∞→n lim | n 1n a a + | = ∞ แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูออก 3. ถา L = 1 แลวจะสรุปผลไมได ตัวอยาง 1.4.11 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n !n 2n 2. ∑ ∞ =1n n 3n 2 n)1(− 3. ∑ ∞ =1n nn n 3 e วิธีทํา 1. ให na = !n 2n เพราะฉะนั้น 1na + = )!1n( 2 1n + + จะเห็นวา ∞→n lim | n 1n a a + | = ∞→n lim | )!1n( 2 1n + + n 2 !n | = ∞→n lim 1n 2 + = 0 < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n !n 2n เปนอนุกรมลูเขา 2. ให na = n 3n 2 n)1(− เพราะฉะนั้น 1na + = 1n 31n 2 )1n()1( + + +− จะเห็นวา ∞→n lim | n 1n a a + | = ∞→n lim | 1n 31n 2 )1n()1( + + +− 3n n n)1( 2 − |
  • 46.
    แคลคูลัส 246 = ∞→n lim |3 3 n2 )1n( +− | = ∞→n lim 3 3 n2 )1n( + = ∞→n lim 2 ) n 11( 3 + = 2 1 < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n n 3n 2 n)1(− เปนอนุกรมลูเขา 3. ให na = nn n 3 e เพราะฉะนั้น 1na + = )1n(n 1n 3 e + + จะเห็นวา ∞→n lim | n 1n a a + | = ∞→n lim | )1n(n 1n 3 e + + n nn e 3 | = ∞→n lim | nn)1n(n 3 e −+ | = ∞→n lim ) n 11(n 3 e + = e > 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n nn n 3 e เปนอนุกรมลูออก
  • 47.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน47 ทฤษฎีบท 1.4.14 (การทดสอบโดยใชการถอดกรณฑ) ให ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมของจํานวนจริง และ ∞→n lim n n| a | = ∞ หรือ ∞→n lim n n| a | = L เมื่อ L ∈ R จะไดวา 1. ถา L < 1 แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูเขาแบบสัมบูรณ 2. ถา L > 1 หรือ ∞→n lim n n| a | = ∞ แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n na เปนอนุกรมลูออก 3. ถา L = 1 แลวจะสรุปผลไมได ตัวอยาง 1.4.12 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n ( 3 2 ) 2n 2. ∑ ∞ =1n ( )12(n n n + ) n 3. ∑ ∞ =1n ( n 1 n n e 2 3e 5 + + + ) n วิธีทํา 1. ให na = ( 3 2 ) 2n จะเห็นวา ∞→n lim n n| a | = ∞→n lim n 2 n ) 3 2( = ∞→n lim ( 3 2 )n = 0 < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n ( 3 2 ) 2n เปนอนุกรมลูเขา 2. ให na = ( )12(n n n + ) n จะเห็นวา ∞→n lim n n| a | = ∞→n lim n n n ) )12(n n( + = ∞→n lim )12(n n n + ให f(x) = )12(n x x + เมื่อ x ≥ 1
  • 48.
    แคลคูลัส 248 จะไดวา ∞→x lim f(x)= ∞→x lim )12(n x x + (I.F. ∞ ∞ ) = ∞→x lim )2n2( 12 1 1 x x + = ∞→x lim 2n2 12 x x + = ∞→x lim 2n 2 11 x + = 2n 1 แสดงวา ∞→n lim n n| a | = 2n 1 เพราะวา 1 = ne > n2 > 0 เพราะฉะนั้น 2n 1 > 1 เพราะฉะนั้น ∞→n lim n n| a | > 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n ( )12(n n n + ) n เปนอนุกรมลูออก 3. ให na = ( n 1 n n e 2 3e 5 + + + ) n จะเห็นวา ∞→n lim n n| a | = ∞→n lim n 1 n nn n e 2( ) 3e 5 + + + = ∞→n lim n 1 n n e 2 3e 5 + + + = ∞→n lim n n 2e ( ) e 53 e + + = e 0 3 0 + + = e 3 < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n ( n 1 n n e 2 3e 5 + + + ) n เปนอนุกรมลูเขา
  • 49.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน49 แบบฝกหัด 1.4.5 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n n e )1n(n + 2. ∑ ∞ =1n (1 – n 1 ) 2 n 3. ∑ ∞ =1n !n )1( n − 4. ∑ ∞ =1n 1nn 2 4 n ++ 5. ∑ ∞ =1n n n ncos 6. ∑ ∞ =1n n 5n 1 7. ∑ ∞ =1n 2 )!n( )!n2( 8. ∑ ∞ =1n ( )1n(n n + ) n 9. ∑ ∞ =1n n 3 )1n(nn + 10. ∑ ∞ =1n )1n(n n 2 + 11. ∑ ∞ =1n ( 1n n + ) 3 n 12. ∑ ∞ =1n n n !n
  • 50.
    แคลคูลัส 250 แบบฝกหัดระคน จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n 2 2 )1n2( 1n − +2. ∑ ∞ =1n ( 1n n 2 + + n n− ) 3. ∑ ∞ =1n 3 4 n nsec 4. ∑ ∞ =1n 3 n n 3− 5. ∑ ∞ =1n ( 1n n + ) n 6. ∑ ∞ =1n 1n 1n 7 2 + + 7. ∑ ∞ =1n ( 1nn2 ++ – n) 8. ∑ ∞ =1n 1n3 )1( n − − 9. ∑ ∞ =1n !n3 n n n 10. ∑ ∞ =1n )3n(n)3n( 1 ++ 11. ∑ ∞ =1n 2n n 4− ⋅ 12. ∑ ∞ =1n n5 2 n n − 13. ∑ ∞ =1n ( n 1 – 1n2 2 + ) 14. ∑ ∞ =1n (n + 3) nn(e n)− + 15. ∑ ∞ =1n )3n(nn 1 + 16. ∑ ∞ =1n (π – 2arctann) 17. ∑ ∞ =1n )1n(n n + 18. ∑ ∞ =1n n 2n n2 − 19. ∑ ∞ =1n 4 n n n n 20. ∑ ∞ =1n )13(n 1 n + 21. ∑ ∞ =1n (3 + cosn) n− 22. ∑ ∞ =1n )!n3( )!n( 3 23. ∑ ∞ =1n n( 3n 20n + + ) 24. ∑ ∞ =1n ( 1n4 + – 2 n )
  • 51.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน51 25. ∑ ∞ =1n 1n )1( 2 n + − 26. ∑ ∞ =1n !n )1n(n + 27. ∑ ∞ =1n 2 n)n2(n 1 + 28. ∑ ∞ =1n nn 9− 29. ∑ ∞ =1n n3 nn n − 30. ∑ ∞ =1n 12n 2 n n + 31. ∑ ∞ =1n ( n 1 + 14 3 n n − ) 32. ∑ ∞ =1n n( 5 4 )n 33. ∑ ∞ =1n (n n 1+ + 1) n2− 34. ∑ ∞ =1n nn1 )1( n + − 35. ∑ ∞ =1n ( n 3 !n + n 2 4 ncos ) 36. ∑ ∞ =1n 103 9 )2n(n )1n( + + 37. ∑ ∞ =1n sin( n 1 ) 38. ∑ ∞ =1n )3n2(...)9)(7)(5( !n + 39. ∑ ∞ =1n n 1... 3 1 2 11 1 ++++ 40. ∑ ∞ =1n ( n 1 – 1n 1 + ) 41. ∑ ∞ =1n nnn 1 + 42. ∑ ∞ =1n n 3 nsin 43. ∑ ∞ =1n nsin( 3 n 1 ) 44. ∑ ∞ =1n )1 n e(n 3 +− 45. ∑ ∞ =1n cos(n!) n! 46. ∑ ∞ =1n 2 6 1 n 3n n 2 + − + 47. ∑ ∞ =1n n ( 1) n(n 2) n − + 48. ∑ ∞ =1n ( 2 sin n n + 1 n ) 49. ∑ ∞ =1n [( 2 n 1+ - n)cosn]n 50. ∑ ∞ =1n n sin n
  • 52.
    แคลคูลัส 252 1.5 อนุกรมของจํานวนเชิงซอน เราจะใหความหมายของอนุกรมของจํานวนเชิงซอนในทํานองเดียวกันกับความหมาย ของอนุกรมของจํานวนจริง ในบางครั้งเราอาจจะศึกษาอนุกรมของจํานวนเชิงซอนได โดย อาศัยความรูจากอนุกรมของจํานวนจริง ทฤษฎีบท 1.5.1 ให nz = nx + i ny โดยที่ nz ∈ C และ nx , ny ∈ R จะไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูเขา ก็ตอเมื่อ ∑ ∞ =1n nx และ ∑ ∞ =1n ny เปนอนุกรมลูเขา และในกรณีที่ ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูเขา จะไดวา ∑ ∞ =1n nz = ∑ ∞ =1n nx + i ∑ ∞ =1n ny ตัวอยาง 1.5.1 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n ( 2 n 1 + i( 3 2 ) n ) 2. ∑ ∞ =1n in i + วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∑ ∞ =1n 2 n 1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2) และ ∑ ∞ =1n ( 3 2 ) n เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 3 2 ) ดังนั้น ∑ ∞ =1n ( 2 n 1 + i( 3 2 ) n ) เปนอนุกรมลูเขา 2. เนื่องจาก in i + = ( in i + )( in in − − ) = 1n in1 2 + + = 1n 1 2 + + i 1n n 2 + ดังนั้น ∑ ∞ =1n 1n i + = ∑ ∞ =1n ( 1n 1 2 + + i 1n n 2 + ) พิจารณาอนุกรม ∑ ∞ =1n 1n n 2 + ให na = 1n n 2 + และ nb = n 1 จะเห็นวา ∑ ∞ =1n nb = ∑ ∞ =1n n 1 เปนอนุกรมลูออก (อนุกรมพี ซึ่ง p = 1)
  • 53.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน53 และ ∞→n lim n n b a = ∞→n lim 1n n 2 2 + = ∞→n lim 2 n 11 1 + = 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n 1n n 2 + เปนอนุกรมลูออก (ทฤษฎีบท 1.4.10 ขอ 1.) แสดงวา ∑ ∞ =1n in i + เปนอนุกรมลูออก ทฤษฎีบท 1.5.2 ถา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา ∞→n lim nz = 0 หมายเหตุ บทกลับของทฤษฎีบท 1.5.2 ไมเปนจริง ดังนั้น ในกรณีที่ ∞→n lim nz = 0 เราจึงไมสามารถสรุปไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก ทฤษฎีบท 1.5.3 ถา ∞→n lim nz ≠ 0 แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูออก ตัวอยาง 1.5.2 จงแสดงวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูออก 1. ∑ ∞ =1n in ni2 + 2. ∑ ∞ =1n (sinn + icosn)n วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∞→n lim in ni2 + = ∞→n lim 2i 11 i n + = 2i ≠ 0 ดังนั้น ∑ ∞ =1n in ni2 + เปนอนุกรมลูออก 2. เนื่องจาก ∞→n lim | (sinn + icosn)n | = ∞→n lim | sinn + icosn | n = ∞→n lim ( ncosnsin 22 + ) n = ∞→n lim n 1 = 1 ≠ 0 ดังนั้น ∞→n lim (sinn + icosn)n ≠ 0 (ทฤษฎีบท 1.3.2 ขอ 2.) แสดงวา ∑ ∞ =1n (sinn + icosn)n เปนอนุกรมลูออก
  • 54.
    แคลคูลัส 254 ทฤษฎีบท 1.5.4ถา ∑ ∞ =1n | nz | เปนอนุกรมลูเขา แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูเขา หมายเหตุ 1. บทกลับของทฤษฎีบท 1.5.4 ไมเปนจริง 2. ในกรณีที่ ∑ ∞ =1n | nz | เปนอนุกรมลูออก เราไมสามารถสรุปไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรม ลูเขาหรือลูออก ตัวอยาง 1.5.3 จงแสดงวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขา 1. ∑ ∞ =1n 2 n n i 2. ∑ ∞ =1n (4 – 3i) n− วิธีทํา 1. เนื่องจาก ∑ ∞ =1n | 2 n n i | = ∑ ∞ =1n 2 n 1 เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมพี ซึ่ง p = 2) ดังนั้น ∑ ∞ =1n 2 n n i เปนอนุกรมลูเขา 2. เนื่องจาก ∑ ∞ =1n | (4 – 3i) n− | = ∑ ∞ =1n | 4 – 3i | n− = ∑ ∞ =1n n 5 − เปนอนุกรมลูเขา (อนุกรมเรขาคณิต ซึ่ง r = 5 1 ) ดังนั้น ∑ ∞ =1n (4 – 3i) n− เปนอนุกรมลูเขา ทฤษฎีบท 1.5.5 ให ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมของจํานวนเชิงซอน ซึ่ง nz ≠ 0 และ ∞→n lim | n 1n z z + | = ∞ หรือ ∞→n lim | n 1n z z + | = L เมื่อ L ∈ R จะไดวา 1. ถา L < 1 แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูเขา 2. ถา L > 1 หรือ ∞→n lim | n 1n z z + | = ∞ แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูออก 3. ถา L = 1 แลวจะสรุปผลไมได
  • 55.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน55 ตัวอยาง 1.5.4 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n n )i3( ni + 2. ∑ ∞ =1n n )i43( i!n − วิธีทํา 1. ให nz = n )i3( ni + เพราะฉะนั้น 1nz + = 1n )i3( i)1n( + + + จะเห็นวา ∞→n lim | n 1n z z + | = ∞→n lim | 1n )i3( i)1n( + + + ni )i3( n + | = ∞→n lim | n)i3( 1n + + | = ∞→n lim n2 1n + = ∞→n lim 2 n 11+ = 2 1 < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n n )i3( ni + เปนอนุกรมลูเขา 2. ให nz = n )i43( i!n − เพราะฉะนั้น 1nz + = 1n )i43( i)!1n( + − + จะเห็นวา ∞→n lim | n 1n z z + | = ∞→n lim | 1n )i43( i)!1n( + − + i!n )i43( n − | = ∞→n lim | i43 1n − + | = ∞→n lim 5 1n + = ∞ ดังนั้น ∑ ∞ =1n n )i43( i!n − เปนอนุกรมลูออก
  • 56.
    แคลคูลัส 256 ทฤษฎีบท 1.5.6ให ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมของจํานวนเชิงซอน และ ∞→n lim n n| z | = ∞ หรือ ∞→n lim n n| z | = L เมื่อ L ∈ R จะไดวา 1. ถา L < 1 แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูเขา 2. ถา L > 1 หรือ ∞→n lim n n| z | = ∞ แลวจะไดวา ∑ ∞ =1n nz เปนอนุกรมลูออก 3. ถา L = 1 แลวจะสรุปผลไมได ตัวอยาง 1.5.5 จงพิจารณาวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n ( in ni2 + ) n 2. ∑ ∞ =1n ( n i ) n วิธีทํา 1. ให nz = ( 1n ni2 + ) n จะเห็นวา ∞→n lim n n| z | = ∞→n lim nn 2ni( ) n i | |+ = ∞→n lim || || in ni2 + = ∞→n lim 1n n2 2 + = ∞→n lim 2 2 11 n + = 2 > 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n ( 1n ni2 + ) n เปนอนุกรมลูออก 2. ให nz = ( n i ) n จะเห็นวา ∞→n lim n n| z | = ∞→n lim nn i( ) n | | = ∞→n lim | n i | = ∞→n lim n 1 = 0 < 1 ดังนั้น ∑ ∞ =1n ( n i ) n เปนอนุกรมลูเขา
  • 57.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน57 แบบฝกหัด 1.5 จงทดสอบวาอนุกรมตอไปนี้เปนอนุกรมลูเขาหรือลูออก 1. ∑ ∞ =1n in2 in − + 2. ∑ ∞ =1n !n in 3. ∑ ∞ =1n in ni 3 n + 4. ∑ ∞ =1n nn )ncosin(sin n − 5. ∑ ∞ =1n i5 )i34( n n + + 6. ∑ ∞ =1n 2 ni1 in + + 7. ∑ ∞ =1n ( 1n ni + ) 2n 8. ∑ ∞ =1n i3 )i2( n n + 9. ∑ ∞ =1n nni1 1 + 10. ∑ ∞ =1n 4 )ni2( in − + 11. ∑ ∞ =1n (2 + i) 2n− 12. ∑ ∞ =1n ( 4 n nsin + !n )1(i n − ) 13. ∑ ∞ =1n n 2n 4i1 )i2( + + 14. ∑ ∞ =1n !n )i3( n − 15. ∑ ∞ =1n 6 )ni1( ncosi + 16. ∑ ∞ =1n in ni −
  • 58.
    แคลคูลัส 258 คําตอบแบบฝกหัดบทที่ 1 คําตอบแบบฝกหัด1.2 1. 1.1 3 1.2 0 1.3 3 2 1.4 0 1.5 e 1 1.6 -∞ 1.7 2 1.8 1 1.9 -2 1.10 4 2 1.11 2 1.12 ∞ 2. 2.1 ลูเขา (0) 2.2 ลูเขา (4) 2.3 ลูออก 2.4 ลูเขา (- 2 3 ) 2.5 ลูออก 2.6 ลูเขา (1) 2.7 ลูเขา (1) 2.8 ลูออก 2.9 ลูเขา (2) 2.10 ลูออก 2.11 ลูเขา ( 2 1 ) 2.12 ลูเขา คําตอบแบบฝกหัด 1.3 1. 1.1 - 2 i 1.2 i 1.3 0 1.4 ไมมีคา 1.5 0 1.6 ไมมีคา 1.7 0 1.8 2 1 1.9 0 1.10 -i 2. 2.1 ลูเขา (i) 2.2 ลูออก 2.3 ลูเขา (0) 2.4 ลูเขา (-i) 2.5 ลูเขา (0) 2.6 ลูเขา (0) 2.7 ลูเขา ( 5 2 + 5 i ) 2.8 ลูเขา (-i)
  • 59.
    บทที่ 1 ลําดับและอนุกรมของจํานวน59 คําตอบแบบฝกหัด 1.4.1 1. ลูเขา ( 2 1 ) 2. ลูออก 3. ลูเขา ( 5 3 ) 4. ลูเขา (18 11 ) 5. ลูออก 6. ลูออก 7. ลูเขา ( 4 3 ) 8. ลูเขา ( 2 1 ) 9. ลูออก 10. ลูออก 11. ลูออก 12. ลูเขา ( 4 1 ) คําตอบแบบฝกหัด 1.4.2 1. ลูเขา 2. ลูออก 3. ลูออก 4. ลูเขา 5. ลูเขา 6. ลูออก 7. ลูเขา 8. ลูออก 9. ลูเขา 10. ลูเขา คําตอบแบบฝกหัด 1.4.3 1. ลูเขา 2. ลูเขา 3. ลูออก 4. ลูออก 5. ลูออก 6. ลูเขา 7. ลูออก 8. ลูเขา 9. ลูเขา 10. ลูเขา 11. ลูเขา 12. ลูเขา คําตอบแบบฝกหัด 1.4.4 1. ลูเขาแบบมีเงื่อนไข 2. ลูออก 3. ลูเขาแบบมีเงื่อนไข 4. ลูเขาแบบสัมบูรณ 5. ลูเขาแบบมีเงื่อนไข 6. ลูออก 7. ลูเขาแบบสัมบูรณ 8. ลูเขาแบบมีเงื่อนไข
  • 60.
    แคลคูลัส 260 คําตอบแบบฝกหัด 1.4.5 1.ลูเขา 2. ลูเขา 3. ลูเขา 4. ลูออก 5. ลูเขา 6. ลูเขา 7. ลูออก 8. ลูออก 9. ลูเขา 10. ลูออก 11. ลูเขา 12. ลูเขา คําตอบแบบฝกหัดระคน 1. ลูออก 2. ลูเขา 3. ลูออก 4. ลูเขา 5. ลูออก 6. ลูเขา 7. ลูออก 8. ลูเขา 9. ลูเขา 10. ลูออก 11. ลูเขา 12. ลูเขา 13. ลูเขา 14. ลูเขา 15. ลูออก 16. ลูออก 17. ลูออก 18. ลูเขา 19. ลูเขา 20. ลูออก 21. ลูเขา 22. ลูเขา 23. ลูออก 24. ลูเขา 25. ลูเขา 26. ลูเขา 27. ลูเขา 28. ลูเขา 29. ลูเขา 30. ลูออก 31. ลูออก 32. ลูเขา 33. ลูเขา 34. ลูเขา 35. ลูออก 36. ลูเขา 37. ลูออก 38. ลูเขา 39. ลูออก 40. ลูเขา 41. ลูออก 42. ลูเขา 43. ลูเขา 44. ลูเขา 45. ลูเขา 46. ลูออก 47. ลูเขา 48. ลูออก 49. ลูเขา 50. ลูออก คําตอบแบบฝกหัด 1.5 1. ลูออก 2. ลูเขา 3. ลูเขา 4. ลูเขา 5. ลูออก 6. ลูออก 7. ลูเขา 8. ลูเขา 9. ลูออก 10. ลูเขา 11. ลูเขา 12. ลูเขา 13. ลูออก 14. ลูเขา 15. ลูเขา 16. ลูออก