ตำ�ร� “ก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยและสวัสดิก�รในสถ�นประกอบก�ร” เป็น
ตำ�ร�ที่ใช้สำ�หรับประกอบก�รค้นคว้� เพื่อประกอบก�รเรียนก�รสอนสำ�หรับนิสิตส�ข�สุขศ�สตร์
อุตส�หกรรมและคว�มปลอดภัย คณะส�ธ�รณสุขศ�สตร์ มห�วิทย�ลัยบูรพ� และเป็นแนวปฏิบัติ
ง�นท�งด้�นอ�ชีวอน�มัย สำ�หรับเจ้�หน้�ที่คว�มปลอดภัยในก�รทำ�ง�น พย�บ�ลอ�ชีวอน�มัย และ
ผู้ปฏิบัติง�นที่เกี่ยวข้องในสถ�นประกอบก�ร ตำ�ร�เล่มนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน จำ�นวน 14 บท คือ
1. แนวคิดและหลักในการจัดบริการทางอาชีวอนามัย : แนวคิดก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย
และสวัสดิก�ร ก�รจัดตั้งโครงก�รบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย บทบ�ทหน้�ที่ในก�รจัดบริก�รท�ง
อ�ชีวอน�มัย 2. การปองกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ : ก�รเฝ้�ระวัง
ท�งอ�ชีวอน�มัย ก�รเฝ้�ระวังท�งก�รแพทย์ ก�รป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง ก�รป้องกันโรค
ติดเชื้อในสถ�นประกอบก�ร ก�รป้องกันโรคเอดส์ในสถ�นประกอบก�ร ก�รสร้�งเสริมสุขภ�พใน
สถ�นประกอบก�ร โภชน�ก�รในสถ�นประกอบก�ร ก�รติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และส�รเสพติด
ก�รปฐมพย�บ�ล 3. การฟนฟูสมรรถภาพผู้ประกอบอาชีพในสถานประกอบการ : ก�รฟนฟู
สมรรถภ�พ ก�รตรวจประเมินคว�มพร้อมในก�รทำ�ง�น ต�มลำ�ดับ
ในแต่ละบท ผู้เขียนได้รวบรวมเนื้อห�โดยก�รผสมผส�นองค์คว�มรู้จ�กหนังสือ ตำ�ร�
บทคว�มวิจัยจ�กต่�งประเทศและในประเทศไทย กฎหม�ยท�งอ�ชีวอน�มัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง
ผลก�รศึกษ�วิจัยของผู้เขียนเอง ตำ�ร�เล่มนี้จะสำ�เร็จลุล่วงมิได้เลย ห�กข�ดคว�มร่วมมือในก�ร
อนุเคร�ะห์ภ�พถ่�ยสำ�หรับประกอบเนื้อห�ในเล่มเพื่อเพิ่มคว�มเข้�ใจของตำ�ร�เล่มนี้ ผู้เขียนจึงขอ
กร�บขอบพระคุณผู้อนุเคร�ะห์ภ�พถ่�ยในตำ�ร�เล่มนี้ ได้แก่ โรงพย�บ�ลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ
พระเทพรัตนร�ชสุด�ฯ สย�มบรมร�ชกุม�รี (ม�บต�พุด) จังหวัดระยอง โรงพย�บ�ลสมิติเวชศรีร�ช�
จังหวัดชลบุรี คณ�จ�รย์ คณะส�ธ�รณสุขศ�สตร์ มห�วิทย�ลัยบูรพ� ศิษย์เก่�คณะส�ธ�รณสุขศ�สตร์
เจ้�หน้�ที่คว�มปลอดภัยจ�กสถ�นประกอบก�รต่�ง ๆ ม� ณ ที่นี้ด้วย
เนื้อห�ในตำ�ร�เล่มนี้มีคว�มสอดคล้องกับหลักสูตรก�รเรียนก�รสอน จะเกิดประโยชน์
สูงสุดห�กผู้อ่�นส�ม�รถค้นคว้�เพิ่มเติมได้จ�กเอกส�รอ้�งอิงท้�ยเรื่องผู้เขียนหวังเป็นอย่�งยิ่งว่�ตำ�ร�
เล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษ� ผู้เขียนยินดีน้อมรับคำ�แนะนำ�เพื่อใช้ในก�รปรับปรุงแก้ไขตำ�ร�
ในครั้งต่อไป
รองศ�สตร�จ�รย์ ดร.อน�มัย ธีรวิโรจน์ เทศกะทึก
ธันว�คม 2560
คำานำา
หน้า
คำานำา
สารบัญ
สารบัญภาพ
สารบัญตาราง
แนวคิดและหลักในการจัดบริการทางอาชีวอนามัย
บทที่ 1 แนวคิดก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยและสวัสดิก�ร 3
บทที่ 2 ก�รจัดตั้งโครงก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย 27
บทที่ 3 บทบ�ทหน้�ที่ในก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย 59
การปองกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ
บทที่ 4 ก�รเฝ้�ระวังท�งอ�ชีวอน�มัย 91
บทที่ 5 ก�รเฝ้�ระวังท�งก�รแพทย์ 135
บทที่ 6 ก�รป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง 179
บทที่ 7 ก�รป้องกันโรคติดเชื้อในสถ�นประกอบก�ร 207
บทที่ 8 ก�รป้องกันโรคเอดส์ในสถ�นประกอบก�ร 223
บทที่ 9 ก�รสร้�งเสริมสุขภ�พในสถ�นประกอบก�ร 247
บทที่ 10 โภชน�ก�รในสถ�นประกอบก�ร 273
บทที่ 11 ก�รติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และส�รเสพติด 301
บทที่ 12 ก�รปฐมพย�บ�ล 325
การฟนฟูสมรรถภาพผู้ประกอบอาชีพในสถานประกอบการ
บทที่ 13 ก�รฟนฟูสมรรถภ�พ 357
บทที่ 14 ก�รตรวจประเมินคว�มพร้อมในก�รทำ�ง�น 387
ดัชนี 421
ประวัติผู้เขียน 429
สารบัญ
หน้า
ภ�พที่ 1-1 ท่�ท�งปฏิบัติง�นที่ไม่เหม�ะสม 3
ภ�พที่ 1-2 โรคผิวหนังจ�กก�รทำ�ง�น 4
ภ�พที่ 1-3 ก�รให้คำ�แนะนำ�ผู้ประกอบอ�ชีพในก�รดูแลสุขภ�พตนเอง 7
ภ�พที่ 1-4 ก�รติด Passive badge เพื่อเก็บตัวอย่�งส�รตัวทำ�ละล�ย 9
ภ�พที่ 1-5 ก�รประชุมของคณะกรรมก�รคว�มปลอดภัย อ�ชีวอน�มัย และสภ�พแวดล้อม
ในก�รทำ�ง�น 9
ภ�พที่ 1-6 แพทย์อ�ชีวเวชศ�สตร์ตรวจร่�งก�ยผู้ประกอบอ�ชีพ 10
ภ�พที่ 1-7 ก�รจัดสวัสดิก�รเกี่ยวกับห้องส้วม 16
ภ�พที่ 1-8 ก�รจัดสวัสดิก�รเกี่ยวกับห้องนำ้� 16
ภ�พที่ 2-1 ผู้ประกอบอ�ชีพคือกำ�ลังสำ�คัญของสถ�นประกอบก�ร 28
ภ�พที่ 2-2 แบบร�ยง�นผลก�รดำ�เนินง�นของเจ้�หน้�ที่คว�มปลอดภัยในก�รทำ�ง�น
ระดับวิช�ชีพ 29
ภ�พที่ 2-3 ก�รทำ�วิจัยเกี่ยวกับอ�ชีวอน�มัยและคว�มปลอดภัย 34
ภ�พที่ 2-4 ก�รประเมินก�รรับสัมผัสส�รโทลูอีน 37
ภ�พที่ 2-5 ก�รจัดบริก�รสุขภ�พแบบเดลิเวอรี 39
ภ�พที่ 2-6 ก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยภ�ยในโรงง�นร่วมกับก�รทำ�วิจัย 41
ภ�พที่ 2-7 ก�รให้บริก�รสุขภ�พของโรงพย�บ�ลเอกชน 43
ภ�พที่ 2-8 ก�รให้บริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยในแผนกผู้ป่วยนอกเวล� 43
ภ�พที่ 2-9 ตัวอย่�งแบบ รง. 506/2 47
ภ�พที่ 3-1 พีระมิดก�รบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย 3 ระดับ 60
ภ�พที่ 3-2 ก�รสำ�รวจกระบวนก�รผลิต 64
ภ�พที่ 3-3 วิเคร�ะห์สิ่งคุกค�มในกระบวนก�รผลิต 66
ภ�พที่ 3-4 ก�รเดินสำ�รวจกระบวนก�รผลิต 66
ภ�พที่ 3-5 ก�รประเมินคว�มเข้มแสงสว่�งในสถ�นประกอบก�ร 67
ภ�พที่ 3-6 ก�รประเมินสมรรถภ�พก�รมองเห็น 69
ภ�พที่ 3-7 ก�รตรวจสุขภ�พผู้ประกอบอ�ชีพก่อนเข้�ทำ�ง�น 70
สารบัญภาพ
หน้า
ภาพที่ 3-8	 การปฐมพยาบาล	 73
ภาพที่ 3-9	 การจัดอบรมแก่ผู้ประกอบอาชีพ	 77
ภาพที่ 3-10	 อุปกรณ์ล้างตาฉุกเฉิน	 80
ภาพที่ 3-11	 คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน	 81
ภาพที่ 4-1	 การปฏิบัติงานกับไม้เอ็มดีเอฟ 	 91
ภาพที่ 4-2	 ผิวหนังอักเสบ	 91
ภาพที่ 4-3	 สารเคมีในสถานประกอบการ	 92
ภาพที่ 4-4	 การเก็บตัวอย่างฝุ่นในสถานประกอบการ	 95
ภาพที่ 4-5	 การเดินส�ำรวจในสถานประกอบการ 	 96
ภาพที่ 4-6	 ความเสี่ยงจากการท�ำงาน	 96
ภาพที่ 4-7	 ท่าทางการท�ำงานที่ไม่เหมาะสม 	 97
ภาพที่ 4-8	 การอบรมท่าทางในการท�ำงานที่เหมาะสม 	 97
ภาพที่ 4-9	 เสียงดังจากการท�ำงาน 	 99
ภาพที่ 4-10	 การไม่ติดฉลากบนภาชนะบรรจุ	 99
ภาพที่ 4-11	 การส�ำรวจอุปกรณ์ในการดับเพลิง	 100
ภาพที่ 4-12	 การส�ำรวจสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้และเตือนภัย	 100
ภาพที่ 4-13	 การส�ำรวจเครื่องจักร 	 101
ภาพที่ 4-14	 การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล	 101
ภาพที่ 4-15	 การจัดการสารเคมีที่หกรั่วไหล	 102
ภาพที่ 4-16	 การเดินส�ำรวจกระบวนการผลิตอาหาร	 102
ภาพที่ 4-17	 Passive badge	 105
ภาพที่ 4-18	 การติด Passive badge ที่ปกเสื้อ	 105
ภาพที่ 4-19	 การเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ 	 110
ภาพที่ 4-20	 การตรวจสมรรถภาพการได้ยินก่อนเข้าท�ำงาน	 112
ภาพที่ 4-21	 การตรวจสมรรถภาพการได้ยินก่อนเข้าท�ำงาน	 114
ภาพที่ 4-22	 การตรวจร่างกายทั่วไป 	 115
ภาพที่ 4-23	 ตัวอย่างสมุดสุขภาพ	 119
ภาพที่ 4-24	 แบบแจ้งผลการตรวจสุขภาพที่พบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วย
	 การให้การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไข	120
หน้า
ภาพที่ 4-25	 เจาะเลือดเพื่อประเมินการรับสัมผัสสารเคมี	 121
ภาพที่ 4-26	 การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล	 123
ภาพที่ 4-27	 การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากความเย็น	 123
ภาพที่ 5-1	 การปฏิบัติงานของผู้ประกอบอาชีพ	 135
ภาพที่ 5-2	 สิ่งคุกคามจากการท�ำงานจากสารเคมี	 137
ภาพที่ 5-3	 การตรวจวัดระดับเสียง	 139
ภาพที่ 5-4	 ทบทวนความเป็นพิษของสารเคมีที่รับสัมผัส	 141
ภาพที่ 5-5	 การเลือกประชากรเป้าหมาย	 143
ภาพที่ 5-6	 การคัดกรองโรคทั่วไป	 145
ภาพที่ 5-7	 การตรวจร่างกายผู้ประกอบอาชีพโดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์	 150
ภาพที่ 5-8	 การตรวจติดตามทางชีวภาพ	 151
ภาพที่ 5-9	 การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน	 152
ภาพที่ 5-10	 การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น	 152
ภาพที่ 5-11	 การเฝ้าระวังสุขภาพโดยการสอบถาม	 153
ภาพที่ 5-12	 ผลการถ่ายภาพรังสีทรวงอก	 156
ภาพที่ 5-13	 การตรวจสมรรถภาพปอด	 156
ภาพที่ 5-14	 การเฝ้าระวังทางการยศาสตร์	 161
ภาพที่ 5-15	 การเจาะเลือดเพื่อประเมินการท�ำหน้าที่ของตับ	 164
ภาพที่ 6-1	 สารก่อมะเร็งจากฝุ่นไม้	 179
ภาพที่ 6-2	 สารเคมี	 181
ภาพที่ 6-3	 สารเคมีหกรั่วไหล	 182
ภาพที่ 6-4	 การแยกสถานที่เก็บสารเคมี	 191
ภาพที่ 6-5	 การปฏิบัติงานกับสารเคมี	 198
ภาพที่ 6-6	 การถ่ายภาพรังสีทรวงอก	 199
ภาพที่ 7-1	 การปฏิบัติงานร่วมกันอาจมีการแพร่เชื้อโรคได้ 	 208
ภาพที่ 7-2	 การให้ความรู้แก่ผู้ประกอบอาชีพในการส่งเสริมและป้องกันโรคติดเชื้อ	 211
ภาพที่ 8-1	 โครงการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในสถานประกอบการ 	 224
ภาพที่ 8-2	 การเผยแพร่ความรู้การป้องกันโรคเอดส์	 230
ภาพที่ 8-3	 โครงการโบว์แดงป้องกันโรคเอดส์	 231
หน้า
ภาพที่ 8-4	 โครงการอบรมการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์	 233
ภาพที่ 8-5	 โครงการอบรมเพื่อป้องกันโรคเอดส์	 235
ภาพที่ 8-6	 การให้ความรู้เกี่ยวกับการแพร่กระจายของเชื้อเอดส์	 235
ภาพที่ 8-7	 กิจกรรมการให้ความรู้ในการป้องกันโรคเอดส์จากแม่สู่ลูก	 239
ภาพที่ 9-1	 การให้ความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ	 248
ภาพที่ 9-2	 การวัดความสูง	 253
ภาพที่ 9-3	 การเจาะเลือดเพื่อประเมินระดับคอเลสเตอรอลผู้ประกอบอาชีพ	 254
ภาพที่ 9-4	 การให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ	 254
ภาพที่ 9-5	 แผนกส่งเสริมสุขภาพ 	 256
ภาพที่ 9-6	 การเจาะเลือดเพื่อประเมินระดับไขมันและน�้ำตาล	 258
ภาพที่ 9-7	 ป้ายห้ามสูบบุหรี่ 	 258
ภาพที่ 9-8	 การออกก�ำลังกาย	 259
ภาพที่ 9-9	 โครงการแข่งขันกีฬาในสถานประกอบการ	 259
ภาพที่ 9-10	 การจัดการน�้ำหนัก	 260
ภาพที่ 9-11	 การวัดความดันโลหิต	 261
ภาพที่ 9-12	 การให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากสารเคมี	 263
ภาพที่ 9-13	 การให้ความรู้เกี่ยวกับแม่และเด็กในหญิงตั้งครรภ์	 264
ภาพที่ 9-14	 การให้ความรู้เกี่ยวกับการออกก�ำลังกายในหญิงตั้งครรภ์	 264
ภาพที่ 9-15	 การประเมินผลลัพธ์ในการออกก�ำลังกาย 	 265
ภาพที่ 9-16	 โครงการออกก�ำลังกายเพื่อลดการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด	 266
ภาพที่ 9-17	 โครงการออกก�ำลังกายเพื่อลดความเครียด	 267
ภาพที่ 9-18	 โครงการนันทนาการเพื่อการผ่อนคลายจิตใจ	 268
ภาพที่ 10-1	 โรงอาหารภายในโรงงาน	 273
ภาพที่ 10-2	 การบริการอาหารที่ถูกหลักโภชนาการแก่ผู้ประกอบอาชีพ	 275
ภาพที่ 10-3	 การจัดสุขาภิบาลอาหารแก่ผู้ประกอบอาชีพ 	 293
ภาพที่ 10-4	 สุขาภิบาลอาหารส�ำหรับโรงอาหาร 	 294
ภาพที่ 10-5	 ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ	 295
ภาพที่ 11-1	 การประเมินสารเสพติดในปัสสาวะ	 308
ภาพที่ 11-2	 การประเมินสารเสพติดในปัสสาวะ	 309
หน้า
ภาพที่ 11-3	 การประเมินการติดสุราโดยแบบสอบถาม	 310
ภาพที่ 11-4	 การประเมินการติดสารเสพติดในปัสสาวะ	 313
ภาพที่ 12-1	 ห้องปฐมพยาบาลในโรงงาน	 325
ภาพที่ 12-2	 การบาดเจ็บจากการท�ำงาน	 326
ภาพที่ 12-3	 การปฐมพยาบาลการบาดเจ็บจากการท�ำงาน	 326
ภาพที่ 12-4	 การปฐมพยาบาลผู้ป่วยขาหัก	 327
ภาพที่ 12-5 	 การสัมผัสเครื่องที่มีความร้อน	 329
ภาพที่ 12-6	 การปฏิบัติงานกับสารเคมี	 331
ภาพที่ 12-7	 อุปกรณ์ในการปฐมพยาบาล	 335
ภาพที่ 12-8	 ตัวอย่างรายงานการปฐมพยาบาล	 337
ภาพที่ 12-9	 ผู้รับผิดชอบในการปฐมพยาบาล	 338
ภาพที่ 12-10	การประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บ	 340
ภาพที่ 12-11	การประเมินสัญญาณชีพ	 341
ภาพที่ 12-12	การจัดอบรม	 341
ภาพที่ 12-13	การจัดอบรมการปฐมพยาบาลขั้นสูง	 343
ภาพที่ 12-14	การเตรียมอุปกรณ์ในการปฐมพยาบาล	 344
ภาพที่ 12-15	การเตรียมอุปกรณ์ในการปฐมพยาบาล	 344
ภาพที่ 12-16	ห้องปฐมพยาบาล	 346
ภาพที่ 12-17	เวชภัณฑ์และยาเพื่อใช้ในการปฐมพยาบาล	 351
ภาพที่ 13-1	 การประเมินสมรรถภาพผู้ประกอบอาชีพก่อนเข้าท�ำงาน	 358
ภาพที่ 13-2	 การสวม Back support พยุงหลัง	 361
ภาพที่ 13-3	 การเตรียมห้องน�้ำส�ำหรับผู้พิการ	 367
ภาพที่ 13-4	 การเตรียมที่ยึดเกาะในห้องน�้ำ	 367
ภาพที่ 13-5	 ลิฟต์ส�ำหรับผู้พิการ	 369
ภาพที่ 13-6	 ทางลาดส�ำหรับผู้พิการ 	 369
ภาพที่ 13-7	 ที่จอดรถส�ำหรับผู้พิการ	 369
ภาพที่ 14-1	 สมรรถภาพร่างกาย	 387
ภาพที่ 14-2	 สมรรถภาพร่างกาย	 390
ภาพที่ 14-3	 ใบรับรองแพทย์ส�ำหรับการท�ำงานในที่อับอากาศ	 398
หน้า
ต�ร�งที่ 2-1 บุคล�กรที่เกี่ยวข้องกับก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย 31
ต�ร�งที่ 2-2 จำ�นวนก�รแต่งตั้งเจ้�หน้�ที่คว�มปลอดภัยในก�รทำ�ง�นระดับต่�ง ๆ 33
โดยจำ�แนกต�มประเภทกิจก�ร
ต�ร�งที่ 3-1 ก�รจำ�แนกก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยในก�รดูแลสุขภ�พระดับพื้นฐ�น 61
ต�ร�งที่ 4-1 ตัวอย่�งแบบก�รเดินสำ�รวจในบริเวณสถ�นที่ทำ�ง�น 103
ต�ร�งที่ 4-2 ก�รวิเคร�ะห์สิ่งคุกค�ม 106
ต�ร�งที่ 4-3 ค่� OSHA Permissible Exposure Limits ค่� ACGIH และค่� NIOSH
Recommended Exposure Levels (ค่�เฉลี่ย 8 ชั่วโมง) และค่�ขีดจำ�กัด
คว�มเข้มข้นส�รเคมีอันตร�ย กรมสวัสดิก�รและคุ้มครองแรงง�น 108
ต�ร�งที่ 4-4 ก�รตรวจสุขภ�พต�มคว�มเสี่ยง 111
ต�ร�งที่ 4-5 ต�ร�งบันทึกเกี่ยวกับก�รบ�ดเจ็บหรือเจ็บป่วยเนื่องจ�กก�รทำ�ง�น 117
ต�ร�งที่ 4-6 ประวัติในก�รทำ�ง�น 118
ต�ร�งที่ 4-7 แบบตรวจก�รเดินสำ�รวจสถ�นประกอบก�ร 124
ต�ร�งที่ 5-1 ขั้นตอนของก�รเฝ้�ระวังท�งก�รแพทย์ 138
ต�ร�งที่ 5-2 ก�รประเมินคว�มต้องก�ร 139
ต�ร�งที่ 5-3 ผลกระทบต่อสุขภ�พของฟอร์ม�ลดีไฮด์ในมนุษย์และสัตว์ทดลอง 142
ต�ร�งที่ 5-4 จุดประสงค์ของโครงก�รก�รเฝ้�ระวังท�งก�รแพทย์ 144
ต�ร�งที่ 5-5 ร�ยก�รของชนิดก�รตรวจคัดกรอง 150
ต�ร�งที่ 5-6 คำ�ถ�มก�รประเมินผลโครงก�ร 170
ต�ร�งที่ 6-1 ก�รจำ�แนกส�รก่อมะเร็งของ IARC 182
ต�ร�งที่ 6-2 ตัวอย่�งส�รก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่มที่ 1 (IARC group 1) 184
ต�ร�งที่ 6-3 ก�รตรวจคัดกรองสำ�หรับโรคมะเร็ง 195
ต�ร�งที่ 10-1 ก�รประเมินค่�ดัชนีมวลก�ย 288
ต�ร�งที่ 10-2 ก�รจัดสวัสดิก�รนำ้�ดื่มในสถ�นประกอบก�รต�มประก�ศกระทรวงแรงง�น
และประก�ศกระทรวงอุตส�หกรรม 291
ต�ร�งที่ 11-1 ส�รเสพติดและผลกระทบต่อสุขภ�พ 306
ต�ร�งที่ 11-2 ส�รเสพติดที่นิยมทดสอบในสถ�นประกอบก�ร 312
สารบัญตาราง
หน้า
ต�ร�งที่ 12-1 ประเภทสิ่งคุกค�มและชนิดของก�รบ�ดเจ็บและก�รเจ็บป่วย 330
ต�ร�งที่ 12-2 สวัสดิก�รเกี่ยวกับห้องรักษ�พย�บ�ล พย�บ�ล แพทย์ และรถส่งผู้ป่วย 352
ต�ร�งที่ 14-1 ร�ยก�รตรวจและเกณฑ์ก�รพิจ�รณ� 394
ต�ร�งที่ 14-2 ใบรับรองแพทย์สำ�หรับก�รทำ�ง�นในที่อับอ�ก�ศ 396
ต�ร�งที่ 14-3 โรคที่ทำ�ก�รตรวจและเกณฑ์ม�ตรฐ�น 403
ต�ร�งที่ 14-4 ร�ยก�รที่ 18 ก�รตรวจส�ยต� กำ�หนดให้ระดับส�ยต�ของก�รมองเห็น 404
ต�ร�งที่ 14-5 ร�ยก�รที่ 20 ก�รได้ยินของหูทั้ง 2 ข้�ง 405
ต�ร�งที่ 14-6 ก�รทดสอบคว�มพร้อมสำ�หรับผู้ขับขี่รถยนต์ 408
1
แนวคิดและหลักในการ
จัดบริการทางอาชีวอนามัย
3
1. แนวคิด
ประเทศไทยมีการพัฒนาประเทศจากเกษตรกรรมเขาสูภาคอุตสาหกรรมมานานกวา
3 ศตวรรษ สํานักงานสถิติแหงชาติระบุวา แนวโนมของการประกอบอาชีพดานเกษตรกรรมลดลง
อยางเห็นไดชัด แตการประกอบอาชีพดานการผลิตและการบริการสูงขึ้น (สํานักงานสถิติแหงชาติ,
2560) ผูประกอบอาชีพดังกลาวเปนกําลังสําคัญของผูใชแรงงานทุกภาคสวน ทั้งภาคการผลิตและ
ภาคบริการ สงผลใหวิถีชีวิตและการเจ็บปวยของผูประกอบอาชีพเปลี่ยนแปลงไป ในอดีต ปญหา
สุขภาพของประชาชนสวนใหญมักปวยดวยโรคติดเชื้อ แตในปจจุบันพบวา ปญหาการเจ็บปวยอาจมา
จากสิ่งแวดลอมในการทํางานไมเหมาะสม ตัวอยางเชน ความเย็นจากกระบวนการผลิตอาหารแชแข็ง
(Thetkathuek, et al., 2015) ฝุนไมยางธรรมชาติ ฝุนไมเอ็มดีเอฟจากกระบวนการผลิตเฟอรนิเจอร
(Thetkathuek, et al., 2010; Thetkathuek, et al., 2016) สารตัวทําละลายจากกระบวนการผลิตสี
แนวคิดการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ
1
ภาพที่ 1-1 ทาทางปฏิบัติงานที่ไมเหมาะสม
บทที่
4
(Thetkathuek, et al., 2015) ทาทางในการปฏิบัติงานไมเหมาะสมจากกระบวนการผลิตอาหาร
แชแข็งและเฟอรนิเจอร (Thetkathuek, et al., 2016; Thetkathuek and Meepradit, 2016)
การเจ็บปวยในผูประกอบอาชีพมาจากหลายสาเหตุ เชน พฤติกรรมการดูแลตนเอง สภาพ
แวดลอมในการทํางานไมเหมาะสม หากผูประกอบอาชีพมีพฤติกรรมการดูแลตนเองไมดีพอ อาจทํา
ใหเกิดโรคตาง ๆ ได เชน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด โรคจากการสูบบุหรี่
จากรายงานภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ. 2554 ระบุวา ประชากรไทยอายุ
15-59 ป เสียชีวิตจากโรคไมติดตอเรื้อรังสูงที่สุด 3 ลําดับแรก คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด
รองลงมาคือ โรคเบาหวานและตอมไรทอ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ตามลําดับ (สํานักงาน
พัฒนานโยบายสุขภาพระหวางประเทศ, 2557)
สภาพแวดลอมในการทํางานไมเหมาะสม อาจเปนปจจัยเสี่ยงทําใหผูประกอบอาชีพ
เจ็บปวยและบาดเจ็บภายหลังการรับสัมผัสสิ่งคุกคามเปนเวลานานได การเจ็บปวยของผูประกอบ
อาชีพกลุมตาง ๆ ในแตละปมีจํานวนไมนอย เห็นไดจากสถิติการประสบภัยอันตรายหรือเจ็บปวยจาก
การทํางานใน พ.ศ. 2558 พบผูที่เจ็บปวยจากการทํางานจํานวนสูงถึง 95,674 คน (สํานักงานกองทุน
เงินทดแทน สํานักงานประกันสังคม, กระทรวงแรงงาน, 2558)
ปญหาในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยในปจจุบันคือ ผูประกอบอาชีพจากประเทศตาง ๆ
ทั่วโลกยังไมไดรับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยอยางทั่วถึง พบผูประกอบอาชีพมากกวารอยละ
80 ที่ยังไมเคยไดรับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยมากอน (Rantanen, 2007) สอดคลองกับการศึกษา
ขององคการแรงงานระหวางประเทศ (International Labour Organization, ILO) ระบุวา ผูประกอบ
อาชีพทั่วโลกมีเพียงรอยละ 10-15 ที่ไดรับบริการทางอาชีวอนามัย (Shyam, 2009) ทั้ง ๆ ที่มี
องคการตาง ๆ เชน องคการแรงงานระหวางประเทศ องคการอนามัยโลก (World Health
ภาพที่ 1-2 โรคผิวหนังจากการทํางาน
5
Organization, WHO) ที่พยายามกระตุนและผลักดันใหมีการจัดบริการทางอาชีวอนามัยใน
สถานประกอบการอยางทั่วถึงมาหลายศตวรรษแลว (Rantanen, 2007)
อยางไรก็ตาม การจัดบริการทางอาชีวอนามัยในประเทศที่พัฒนาแลวและกําลังพัฒนายังมี
ปญหาเปนเงาตามสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น สงผลใหผูประกอบอาชีพเจ็บปวยและบาดเจ็บจากการ
ทํางานมากขึ้น ทั้งแรงงานภาคการเกษตร การกอสราง และอุตสาหกรรม (Lucchini and London,
2014) ดังนั้น ผูประกอบอาชีพดังกลาวควรไดรับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยอยางเหมาะสม
ในบทนี้จะอธิบายถึงความเปนมาของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยคําจํากัดความขอบเขต
ของการจัดบริการทางชีวอนามัยและการจัดสวัสดิการ วัตถุประสงคของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย
และการจัดสวัสดิการ องคการแรงงานระหวางประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทาง
อาชีวอนามัยและสวัสดิการ ตามลําดับ
2. ความเปนมาของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย
ความเปนมาของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย เริ่มพัฒนาโดยองคการอนามัยโลก ระบุวา
“การดูแลสุขภาพมีความจําเปนตองใชเทคโนโลยีที่เหมาะสม ถูกตองตามหลักทางวิทยาศาสตร และ
ไดรับการยอมรับทางสังคม เพื่อดูแลสุขภาพผูประกอบอาชีพระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
ตามระบบการดูแลสุขภาพของแตละประเทศ” (WHO, 1978) ควรสอดคลองกับกลยุทธเกี่ยวกับการ
จัดบริการทางอาชีวอนามัยตอกลุมผูประกอบอาชีพทั่วโลก (Rantanen, 2007) และควรสอดคลอง
กับอนุสัญญาฉบับที่ 161 ขององคการแรงงานระหวางประเทศเกี่ยวกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัย
(Occupational Health Service, OHS) อีกดวย ตอมาคณะกรรมาธิการงานอาชีวอนามัยระหวาง
ประเทศ (The International Commission on Occupational Health, ICOH) ไดพยายาม
พัฒนาการจัดบริการทางอาชีวอนามัยขั้นพื้นฐานขึ้น แตยังมีขอจํากัดเรื่องคุณภาพในการจัดบริการ
อาจจะไมดีเทาที่ควร และไมสามารถใหบริการไดอยางครอบคลุม เนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจ
ไมเอื้ออํานวย (Shyam, 2009)
การจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ เปนบทบาทหนึ่งที่สําคัญของเจาหนาที่
ความปลอดภัยในการทํางาน (จป.) และบุคลากรที่เกี่ยวของ เพื่อการดูแลสุขภาพผูประกอบอาชีพ
ใหมีความสมบูรณทั้งรางกายและจิตใจ เนื่องจากผูประกอบอาชีพเปนทรัพยากรที่สําคัญที่สุดตอ
ความสําเร็จของสถานประกอบการ ดังนั้น สุขภาพของผูประกอบอาชีพจะสงผลกระทบตอองคกร
ไดมาก ซึ่งการดําเนินงานมีพื้นฐานมาจากหลักการของงานสาธารณสุขมูลฐานเพื่อการดูแลสุขภาพ
ผูประกอบอาชีพ (Rantanen, 2007) สวนการจัดสวัสดิการแกผูประกอบอาชีพนั้นเปนสิ่งที่สําคัญมาก
มีทั้งที่เกี่ยวของกับการจัดสวัสดิการแรงงานตามที่กฎหมายกําหนดและนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด
(กระทรวงแรงงาน, 2548) ตามลําดับ
6
หากผูประกอบอาชีพเจ็บปวยและบาดเจ็บจากการทํางาน จะเกิดผลกระทบตอตัวผูประกอบ
อาชีพเอง เชน ขาดงาน ลางาน ออกจากงาน ผลกระทบตอครอบครัว เชน ขาดรายไดมาดูแลครอบครัว
และผลกระทบตอสถานประกอบการ เชน ทําใหขาดแรงงาน ผลผลิตลดลง (Benjamin, 2008) จึงมี
ความจําเปนอยางยิ่งที่นายจางจะตองจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการในสถานประกอบการ
อยางเหมาะสม เพื่อใหเกิดผลดีทั้งตอตัวผูประกอบอาชีพและตอโรงงานอุตสาหกรรม และเพิ่ม
ความมั่นคงตอประเทศชาติตอไป
3. คําจํากัดความ
การจัดบริการทางอาชีวอนามัย สวัสดิการแรงงาน และสุขภาพ มีความสําคัญตอผูประกอบ
อาชีพมาก มีผูอธิบายคําจํากัดความของคําที่สําคัญดังนี้
การจัดบริการทางอาชีวอนามัย (Occupational health service) หมายถึง การ
บริการดูแลสุขภาพผูประกอบอาชีพในสถานประกอบการ เพื่อใหผูประกอบอาชีพมีสุขภาพสมบูรณ
โดยปองกันอันตรายจากสิ่งคุกคามจากสิ่งแวดลอมในการทํางาน เชน แสงสวาง รังสี เสียงดัง ความ
สั่นสะเทือน สารเคมี ความเครียด การยศาสตร รวมทั้งจากการบาดเจ็บและอุบัติเหตุจากการ
ทํางาน กลาวโดยสรุป การจัดบริการทางอาชีวอนามัย นายจางควรใหการดูแลผูประกอบอาชีพ
และสิ่งแวดลอมในการทํางานใหมีความเหมาะสม รูปแบบการจัดบริการดังกลาวอาจแตกตางกัน
ไปในแตละประเทศโดยขึ้นอยูกับปจจัยหลาย ๆ ดาน เชน ความเครงครัดของกฎหมาย ฐานะทาง
สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ (Benjamin, 2008)
สวัสดิการแรงงาน (Welfare) หมายถึง การดําเนินการใด ๆ ไมวาโดยนายจาง
สหภาพแรงงาน ตัวแทนลูกจาง หรือรัฐบาล ที่มีความมุงหมายเพื่อใหลูกจางมีระดับความเปนอยู
ที่ดี มีความผาสุกทั้งกายและใจ มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความปลอดภัยในการทํางาน มีความเจริญ
กาวหนา มีความมั่นคงในการดําเนินชีวิต ไมเฉพาะแตตัวลูกจางเทานั้น แตรวมถึงครอบครัวของ
ลูกจางดวย (กระทรวงแรงงาน, 2548)
สุขภาพ (Health) องคการอนามัยโลก (World Health Organization, WHO)
กําหนดนิยามของคําวา “สุขภาพ” หมายถึง สภาวะความสมบูรณทางรางกาย จิตใจ และสังคม มี
ความเปนอยูในสังคมที่ดี ไมเจ็บปวยเปนโรค ในมุมมองขององคการอนามัยโลกระบุวา สุขภาพดี
ไมใชการไมเปนโรคเทานั้น แตมองวา สิ่งแวดลอม สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม มีความสัมพันธกับ
7
สุขภาพ สงผลใหมนุษยมีคุณภาพชีวิตที่ดี หากสามารถปรับตัวกับปจจัยตาง ๆ รอบตัวได (อนามัย
ธีรวิโรจน เทศกะทึก, 2553)
4. ขอบเขตของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ
ขอบเขตของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการในสถานประกอบการ มี
รายละเอียดดังนี้
4.1 ขอบเขตของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย
การจัดบริการทางอาชีวอนามัยในภาคเอกชนและภาครัฐบาลควรมีการกําหนดขอบเขต
ที่ชัดเจน ที่ผานมา องคการแรงงานระหวางประเทศและองคการอนามัยโลกเคยประชุมเพื่อกําหนด
ขอบเขตของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยรวมกัน ประกอบดวย 4 ประเด็น มีรายละเอียดดังนี้
1. การปกปองและปองกันสุขภาพตามการดําเนินอาชีวอนามัยพื้นฐาน ประกอบดวย
1) การบงชี้ การรับสัมผัสสิ่งคุกคามและปจจัยเสี่ยง เชน สภาพแวดลอมในการทํางานไมเหมาะสม
และการทํางานหนักเกินไป 2) การประเมินระดับการรับสัมผัส บงชี้กลุมรับสัมผัสทั้งรายบุคคลและ
รายกลุม รวมทั้งแหลงกําเนิดสิ่งคุกคาม 3) ประเมินความเสี่ยงตอสุขภาพและความปลอดภัยจากการ
รับสัมผัสสิ่งคุกคามหรือสภาวะไมพึงประสงค และ 4) ใหคําแนะนําในการปองกันและควบคุม
สิ่งคุกคาม เพื่อทําใหผูประกอบอาชีพมีสุขภาพที่ดี ตามลําดับ
ภาพที่ 1-3 การใหคําแนะนําผูประกอบอาชีพในการดูแลสุขภาพตนเอง
8
2. การปรับตัว ผูประกอบอาชีพทุกคนมีสภาวะสุขภาพและการปรับตัวเขากับสภาพ
แวดลอมในการทํางานไดไมเทากัน โดยเฉพาะกลุมเสี่ยง เชน ผูสูงวัย หญิงตั้งครรภ แรงงานขามชาติ
ผูพิการ ผูประกอบอาชีพที่เจ็บปวย ดังนั้น เจาหนาที่ความปลอดภัยในการทํางานควรมีการประเมิน
การปรับตัวของผูประกอบอาชีพตามระดับความสามารถและความชํานาญการในการทํางาน
3. การสงเสริมและพัฒนาสุขภาพกายและจิตใจผูประกอบอาชีพ กิจกรรมในการ
สงเสริมสุขภาพที่จัดใหผูประกอบอาชีพ จะชวยใหผูประกอบอาชีพมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได
4. การรักษาและการฟนฟูสภาพ ผูประกอบอาชีพอาจไดรับอุบัติเหตุหรือเปนโรค
เฉียบพลันและเรื้อรังจากการทํางาน โดยเฉพาะผูประกอบอาชีพสูงอายุมีโอกาสเปนโรคเรื้อรังไดมาก
ดังนั้น การรักษาและฟนฟูสมรรถภาพจะชวยลดอาการไมพึงประสงค ทําใหผูประกอบอาชีพมีสุขภาพ
ที่ดีขึ้น สามารถกลับไปทํางานเดิมหรืองานใหมไดมากที่สุดเทาที่จะเปนไปได
4.2 ขอบเขตของการจัดสวัสดิการ
การจัดสวัสดิการใหแกผูประกอบอาชีพ เปนสิ่งที่นายจางจําเปนตองจัดใหแกลูกจาง เพื่อ
ใหมีความเปนอยูที่ดี มีสุขภาพกายและจิตใจที่สมบูรณ มีความปลอดภัยในการทํางาน มีความ
เจริญกาวหนา มีความมั่นคงในการดําเนินชีวิต การจัดสวัสดิการเปนการจัดใหกับผูประกอบอาชีพ
รวมถึงครอบครัวดวย ขอบเขตของการจัดสวัสดิการดังกลาวจําแนกออกเปน 2 ประเภท
คือ 1) การจัดสวัสดิการแรงงานตามที่กฎหมายกําหนด เชน การจัดหองนํ้า หองสวม และ 2) การ
จัดสวัสดิการแรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด เชน การจัดตั้งโรงเรียนในโรงงาน การจัดใหมี
หองสมุด (กระทรวงแรงงาน, 2548) ดังรายละเอียดในหนา 10
5. วัตถุประสงคของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ
5.1 การจัดบริการทางอาชีวอนามัย
การจัดบริการทางอาชีวอนามัย มีวัตถุประสงคของการดําเนินงานหลายประการดวยกัน
ซึ่งองคการแรงงานระหวางประเทศและองคการอนามัยโลกไดระบุวัตถุประสงคไวดังนี้
องคการแรงงานระหวางประเทศ กําหนดวัตถุประสงคตาม “อนุสัญญาและขอแนะ
ขององคการแรงงานระหวางประเทศฉบับที่ 155 และ 161 (Occupational Safety and
Health Convention; No. 155, 161)” กลาวถึงวัตถุประสงคในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยของ
9
นายจางที่มีตอผูประกอบอาชีพ ประกอบดวย 1) เพื่อปองกันและสงเสริมสุขภาพของผูประกอบอาชีพ
2) เพื่อปรับปรุงสภาวะในการทํางานและสิ่งแวดลอมในการทํางาน และ 3) เพื่อบํารุงรักษาสุขภาพ
ตามลําดับ
องคการอนามัยโลก ระบุวัตถุประสงคไวจํานวน 10 ขอ สอดคลองตามกลยุทธในการดูแล
สุขภาพดีถวนหนา (Guidotti, 2011) คือ 1) เพิ่มความเขมแข็งในนโยบายของประเทศและนานาชาติ
เกี่ยวกับสุขภาพในการทํางาน รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือและนโยบายที่จําเปน 2) พัฒนาสิ่งแวดลอม
ในการทํางาน 3) พัฒนาการปฏิบัติงานที่เหมาะสมและสงเสริมสุขภาพในการทํางาน 4) เพิ่มความ
เขมแข็งของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย 5) จัดตั้งการบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการจัดบริการ
ทางอาชีวอนามัย 6) พัฒนามาตรฐานอาชีวอนามัยตามผลจากการประเมินความเสี่ยง 7) พัฒนา
ทรัพยากรมนุษยเพื่อการดําเนินงานอาชีวอนามัย 8) จัดตั้งระบบขอมูล พัฒนา การบริการขอมูล
การกระจายขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ 9) เพิ่มความเขมแข็งในการทําวิจัย และ 10) พัฒนาการ
ประสานงานระหวางงานอาชีวอนามัยและกิจกรรมอื่น ๆ ตามลําดับ
อยางไรก็ตาม การจัดบริการทางอาชีวอนามัยแนวใหม คณะกรรมาธิการงานอาชีวอนามัย
ระหวางประเทศไดประชุมและแสดงความคิดเห็นรวมกับองคการแรงงานระหวางประเทศและองคการ
อนามัยโลก โดยกําหนดแนวทางในการดําเนินงานทางอาชีวอนามัย เพื่อใหครอบคลุมการดูแลสุขภาพ
ผูประกอบอาชีพ 3 ประการ ไดแก 1) การสงเสริมและรักษาสุขภาพ 2) การสงเสริมความสามารถใน
การทํางานของผูประกอบอาชีพ การปรับปรุงสภาพแวดลอมและการทํางานใหดีขึ้น และ 3) การพัฒนา
องคกรและวัฒนธรรมขององคกร ตามลําดับ
ภาพที่ 1-4 การติด Passive badge เพื่อเก็บ
ตัวอยางสารตัวทําละลาย
ภาพที่ 1-5 การประชุมของคณะกรรมการความปลอดภัย
อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางาน
10
5.2 การจัดสวัสดิการ
การจัดสวัสดิการแกลูกจางในสถานประกอบการ มีการกําหนดขอบเขตเพื่อความคลองตัว
ในการดําเนินงาน ซึ่งกรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ไดกําหนดขอบเขตของ
การดําเนินภารกิจ 3 ประการ คือ 1) กําหนดและพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการ 2) สงเสริม สนับสนุน
และดําเนินการใหมีการจัดสวัสดิการ และ 3) ปฏิบัติงานรวมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของ
หนวยงานอื่นที่เกี่ยวของหรือที่ไดรับมอบหมายการกําหนดและพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการ
ตามลําดับ ซึ่งการกําหนดและพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการภายใตภารกิจและพัฒนารูปแบบการ
จัดสวัสดิการนี้ไดมีการจัดสวัสดิการแรงงานออกเปน 2 ประเภท คือ สวัสดิการแรงงานตามที่
กฎหมายกําหนด และสวัสดิการแรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด รายละเอียดดังตอไปนี้
ประการแรก สวัสดิการแรงงานตามที่กฎหมายกําหนด เปนสวัสดิการที่ไดมีการพิจารณา
แลววาเปนสิ่งจําเปนพื้นฐานสําหรับลูกจางในสถานประกอบกิจการ กฎหมายที่ใชบังคับเพื่อให
สถานประกอบกิจการที่มีลูกจางตั้งแต 1 คนขึ้นไปตองมีการจัดสวัสดิการประเภทนี้ คือ ประกาศ
กระทรวงมหาดไทย เรื่อง “กําหนดสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยสําหรับลูกจาง” ในประกาศ
ฉบับนี้ไดกําหนดรายละเอียดและรูปแบบของสวัสดิการแรงงานที่สถานประกอบกิจการตองจัดให
และนายจางตองจัดใหมีบริการเพื่อชวยเหลือลูกจางเมื่อประสบอันตรายหรือเจ็บปวยในการ
ปฐมพยาบาลหรือในการรักษาพยาบาล ดังรายละเอียดในบทที่ 12 การปฐมพยาบาล ใหนายจาง
ภาพที่ 1-6 แพทยอาชีวเวชศาสตรตรวจรางกายผูประกอบอาชีพ
11
จัดใหมีนํ้าสะอาดสําหรับดื่ม ใหมีปริมาณเพียงพอแกลูกจาง ดังรายละเอียดในบทที่ 10 โภชนาการ
ในสถานประกอบการ (กระทรวงแรงงาน, 2548)
ประการที่สอง สวัสดิการแรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด นายจางควรจัด
สวัสดิการใหลูกจาง รวมถึง 1) สวัสดิการที่มุงพัฒนาลูกจาง ประกอบดวย การสงเสริม เชน การ
ศึกษา การจัดตั้งโรงเรียนในโรงงาน การอบรมความรูเกี่ยวกับการทํางาน การจัดใหมีหองสมุดหรือ
มุมอานหนังสือ 2) สวัสดิการที่ชวยเหลือในเรื่องคาครองชีพ ประกอบดวย การจัดตั้งรานคา
สวัสดิการหรือสหกรณรานคา การใหเงินชวยเหลือตาง ๆ เชน งานแตงงาน งานอุปสมบท งานศพ
การจัดชุดทํางาน การจัดหอพัก การจัดใหมีรถรับ-สง เงินโบนัส 3) สวัสดิการที่ชวยเหลือการออม
ของลูกจาง ประกอบดวย สหกรณออมทรัพย กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ 4) สวัสดิการที่พัฒนาสถาบัน
ครอบครัวของลูกจาง การจัดสถานเลี้ยงดูบุตรของลูกจาง การชวยคารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว
การชวยเหลือคาเลาเรียนบุตรของลูกจาง 5) สวัสดิการที่สงเสริมความมั่นคงในอนาคต ประกอบดวย
เงินบําเหน็จ เงินรางวัลทํางานนาน ใหลูกจางซื้อหุนของบริษัท กองทุนฌาปนกิจ เงินกูเพื่อสวัสดิการ
ที่พักอาศัย และ 6) สวัสดิการนันทนาการและสุขภาพอนามัย ประกอบดวย การจัดทัศนศึกษา
การแขงขันกีฬา การจัดงานเลี้ยงสังสรรคพนักงาน การใหความรูเรื่องสุขภาพอนามัย ตามลําดับ
(กระทรวงแรงงาน, 2548)
6. องคการแรงงานระหวางประเทศ
องคการแรงงานระหวางประเทศ (International Labour Organization, ILO) เปนองคกร
ที่มีหนาที่ชวยเหลือแรงงานทั่วโลก โดยการสงเสริมและสนับสนุนกิจกรรมใด ๆ เพื่อกอใหเกิด
ความเปนธรรมในการใชแรงงาน และสงเสริมในแงของความเปนธรรมของคาจาง องคกรนี้ยังมีการ
สงเสริมและคุมครองสิทธิเพื่อใหแรงงานทุกคนมีความเทาเทียมกันในประเด็นอื่น ๆ เชน มีรายไดจาก
การทํางาน สวนหนาที่ในการคุมครองสิทธิ จะเปนการคุมครองและสนับสนุนใหเกิดความเปนธรรมมาก
ที่สุด นอกจากนั้นยังมุงเนนความสันติสุขในโลกใบนี้และความสงบสุขในสังคม
องคการแรงงานระหวางประเทศกอตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2462 ภายใตอนุสัญญาแวรซาย (Part
XIII of the Versailles Peace Treaty) ในชวงเริ่มแรกมีสมาชิกจํานวน 45 ประเทศ ปจจุบันมีสมาชิก
187 ประเทศ (ขอมูล ณ พ.ศ. 2558) แตละประเทศมีผูแทน 4 คน เปนตัวแทนจากรัฐบาล 2 คน
และตัวแทนนายจางและลูกจางฝายละ1คน มีสํานักงานในระดับภูมิภาคและสํานักงานประจําประเทศ
หลายแหงในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟก เพื่อใหความชวยเหลือในดานตาง ๆ เชน ดานวิชาการ
การฝกอบรม การศึกษาวิจัย สํานักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟกตั้งอยูในกรุงเทพมหานคร
12
6.1 หนาที่หลักขององคการแรงงานระหวางประเทศ
หนาที่หลักขององคการแรงงานระหวางประเทศมี3ประการดวยกันคือ1)กําหนดมาตรฐาน
แรงงาน หรืออนุสัญญา (Conventions) และขอแนะ (Recommendations) 2) ใหความชวยเหลือ
ดานเทคนิคแกประเทศกําลังพัฒนา (Technical cooperation to assist developing nations) และ
3) การกําหนดมาตรฐานอื่น ๆ (Standard-setting) ตามลําดับ
องคการแรงงานระหวางประเทศกําหนดหัวขอมาตรฐานแรงงานระหวางประเทศขึ้นมา เพื่อ
ใหประเทศสมาชิกสามารถนําไปปฏิบัติตาม โดยจําแนกมาตรฐานแรงงานระหวางประเทศเปน 22
หัวขอ ประกอบดวย 1) เสรีภาพในการสมาคม การรวมเจรจาตอรอง และแรงงานสัมพันธ 2) แรงงาน
บังคับ 3) การขจัดการใชแรงงานเด็ก และการคุมครองเด็กและผูเยาว 4) โอกาสและการปฏิบัติที่เทา
เทียมกัน 5) การรวมปรึกษาหารือไตรภาคี 6) การตรวจแรงงานและการบริหารแรงงาน 7) การสงเสริม
และนโยบายการจางงาน 8) การฝกอบรมและการแนะแนวอาชีพ 9) ความมั่นคงในการจางงาน
10) คาจาง 11) เวลาการทํางาน 12) ความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทํางาน 13) ความมั่นคงทาง
สังคม 14) การคุมครองความเปนมารดา 15) นโยบายทางสังคม 16) คนงานอพยพ 17) คนประจํา
เรือ 18) คนงานประมง 19) คนงานทาเรือ 20) ชนเผาและคนพื้นเมือง 21) ประเภทเฉพาะของคนงาน
และ 22) บทบัญญัติทายบทของอนุสัญญา (กระทรวงแรงงาน, 2560)
6.2 ประวัติการเขาเปนสมาชิกขององคการแรงงานระหวางประเทศ
การเปนสมาชิกขององคการแรงงานระหวางประเทศ ประเทศไทยเริ่มเขารวมเปนสมาชิก
ขององคการแรงงานระหวางประเทศตั้งแตเริ่มแรกใน พ.ศ. 2462 โดยไดใหสัตยาบันของอนุสัญญา
จํานวน17ฉบับจาก188ฉบับโดยรัฐบาลไทยลงนามใหสัตยาบันILOฉบับลาสุด(13มิถุนายน2560)
โดยจะมีผลบังคับใชใน พ.ศ. 2561 คือ “ฉบับที่ 111 วาดวยการเลือกปฏิบัติในการจางงานและอาชีพ”
6.3 อนุสัญญาและขอแนะที่เกี่ยวของ
อนุสัญญา (Convention) อนุสัญญาเปนตราสารที่มีสภาพบังคับ โดยไดบัญญัติขอกําหนด
มาตรฐานแรงงานในแตละประเด็นไว ภายหลังแตละประเทศใหสัตยาบันแลวจะตองออกกฎหมาย
ขอบังคับ หรือแนวปฏิบัติภายในประเทศใหสอดคลองกับบทบัญญัติของอนุสัญญา สวนที่ยังไมให
สัตยาบันในอนุสัญญาที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานบางฉบับ แตมีความสําคัญมาก เชน อิสรภาพ
13
ในการรวมกลุมและการเจรจาตอรอง ตามอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 (Freedom of Association
and Collective Bargaining) การเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการจางงานและอาชีพ ตามอนุสัญญาฉบับที่
111 (Elimination of Discrimination in Respect of Employment and Occupation) อนุสัญญา
ที่ใหสัตยาบันแลว ไดแก แรงงานบังคับ ตามอนุสัญญาฉบับที่ 29 และอนุสัญญาฉบับที่ 105 และ
แรงงานเด็ก ตามอนุสัญญาฉบับที่ 138 และอนุสัญญาฉบับที่ 182 (กระทรวงแรงงาน, 2560)
อนุสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัย เชน 1) อนุสัญญาโรค
มะเร็งจากการประกอบอาชีพฉบับที่ 139 (C139-Occupational Cancer Convention, 1974) 2)
อนุสัญญาสภาพแวดลอมในการทํางาน มลพิษทางอากาศ เสียง ความสั่นสะเทือน ฉบับที่ 148 (C148-
Working Environment (Air Pollution, Noise and Vibration) Convention) 3) อนุสัญญาอาชีว
อนามัยและความปลอดภัยฉบับที่ 155 (C155-Occupational Safety and Health Convention,
1981) 4) อนุสัญญาการจัดบริการทางอาชีวอนามัยฉบับที่ 161 (C161-Occupational Health
Services Convention, 1985) 5) อนุสัญญาสิทธิประโยชนการบาดเจ็บจากการจางงานฉบับที่ 121
(C121-Employment Injury Benefits Convention, 1964) และ 6) อนุสัญญาตัวแทนลูกจาง
ฉบับที่ 135 (C135-Workers’ Representatives Convention, 1971)
องคการแรงงานระหวางประเทศไดพยายามผลักดันการใหสัตยาบันตออนุสัญญาฉบับที่ 187
หลังจากที่ประเทศสิงคโปร มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ไดใหสัตยาบันแลว ประเทศไทย
ขณะนี้เขายื่นสัตยาบันสารอนุสัญญาตอองคการแรงงานระหวางประเทศ (ILO) ฉบับที่ 187 วาดวย
กรอบเชิงสงเสริมการดําเนินงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ค.ศ. 2006 และลาสุดใหสัตยาบัน
อนุสัญญาฉบับที่ 111 วาดวยการเลือกปฏิบัติในการจางงานและอาชีพ ดังที่กลาวมาแลว (สมาคม
สงเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทํางาน, 2559)
ขอแนะ (Recommendation) ขอแนะเปนตราสารที่ไมมีสภาพบังคับ และไมเปดให
สัตยาบัน หากแตระบุถึงวิธีการปฏิบัติดานแรงงานเพื่อใหประเทศสมาชิกไดพิจารณานําไปเปนแนวทาง
ปรับใชภายในประเทศ ขอแนะมี 2 ประเภทดวยกัน ไดแก 1) ขอแนะเสริมอนุสัญญา ขอแนะประเภทนี้
มีเนื้อหาที่เปนการอธิบายหรือเพิ่มเติมรายละเอียดในทางปฏิบัติใหแกอนุสัญญาฉบับนั้น เชน ขอแนะ
ฉบับที่ 199 วาดวยงานในภาคการประมง และ 2) ขอแนะที่ไมประกอบอนุสัญญาใด ๆ ขอแนะประเภท
นี้ เปนเพียงตราสารที่ใหแนวทางและวิธีปฏิบัติดานแรงงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เชน ขอแนะฉบับที่ 198
วาดวยความสัมพันธในการจางงาน (กระทรวงแรงงาน, 2560)
ขอแนะที่มีความสําคัญและเกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยคือการจัดบริการทาง
อาชีวอนามัยตามขอแนะฉบับที่ 112 ขององคการแรงงานระหวางประเทศ (R112-Occupational
Health Services Recommendation) ขอแนะนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ปกปองผูประกอบอาชีพ
14
จากสิ่งคุกคามจากการทํางานที่เกิดขึ้นเนื่องจากงานหรือสภาพการทํางาน 2) การปรับตัวทางรางกาย
และจิตใจของผูประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอยางยิ่งการปรับตัวของผูประกอบอาชีพและการมอบหมาย
งานใหเหมาะสม และ 3) การสรางและบํารุงรักษาไวซึ่งสุขภาวะทางกายและใจที่ดีของผูประกอบอาชีพ
ตามลําดับ
ขอกลาวถึงขอแนะอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัย ประกอบดวย 1)
ขอแนะโรคมะเร็งจากการประกอบอาชีพฉบับที่ 147 (Occupational Cancer Recommendation,
1974; No. 147) 2) ขอแนะอนุสัญญาสภาพแวดลอมในการทํางาน มลพิษทางอากาศ เสียง
ความสั่นสะเทือน ฉบับที่ 156 (R156-Working Environment (Air Pollution, Noise and
Vibration) Recommendation, 1977; No. 156) 3) ขอแนะอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ฉบับที่ 164 (R164-Occupational Safety and Health Recommendation, 1981; No. 164)
และ 4) ขอแนะการจัดบริการทางอาชีวอนามัยฉบับที่ 171 (R171-Occupational Health Services
Recommendation, 1985; No. 171)
6.4 บทบาทและหนาที่ของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยตามหลักอนุสัญญา ILO
ฉบับที่ 161 และขอแนะฉบับที่ 171
การจัดบริการทางอาชีวอนามัยในแตละประเทศมีความแตกตางกัน ขึ้นอยูกับปจจัย
หลายอยาง ซึ่งผูที่รับผิดชอบในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยควรดําเนินการเปนขอ ๆ โดยเริ่มจาก
1) กําหนดนโยบาย นายจางควรกําหนดนโยบายในการบริการดานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ไวเปนอันดับแรก 2) กําหนดวัตถุประสงคและเปาหมายของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยใหชัดเจน
3)จัดองคกรการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและกําหนดหนาที่ของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยรวมถึง
การเฝาระวังสิ่งแวดลอมในการทํางาน เฝาระวังสุขภาพผูประกอบอาชีพ การใหขอมูล ความรู อบรม
แกผูประกอบอาชีพและนายจาง และการจัดโครงการปฐมพยาบาล รักษา และดูแลสุขภาพ 4) กําหนด
ขั้นตอนทางอาชีวอนามัย ซึ่งนายจางควรกําหนดวิธีการใหบริการทางอาชีวอนามัยใหมีความเหมาะ
สมกับสถานประกอบการและสภาพแวดลอมในการทํางาน นายจางจะตองเปนผูรับผิดชอบคาใชจาย
ที่ใชในการตรวจสภาพแวดลอมในการทํางานและตรวจสุขภาพผูประกอบอาชีพ และ 5) การประเมิน
สิ่งแวดลอมในการทํางานและตรวจสุขภาพผูประกอบอาชีพ (Guidotti, 2011)
การจัดบริการทางอาชีวอนามัยในประเทศไทย มีบุคลากรที่เกี่ยวของหลายอาชีพที่จะ
ทําใหการดําเนินงานบรรลุตามเปาหมายได ดังนั้น จึงจําเปนอยางยิ่งที่จะตองอาศัยผูมีประสบการณ
มาทํางานรวมกัน ซึ่งผูที่มีหนาที่ที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยประกอบดวยบุคลากร
15
หลายฝาย แสดงรายละเอียดในบทที่ 2 การจัดตั้งโครงการจัดบริการทางอาชีวอนามัย ดังตารางที่ 2-1
บุคลากรที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัย
7. กฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ
กฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ มีทั้งพระราชบัญญัติ
และกฎกระทรวง ในบทนี้ผูเขียนขอยกตัวอยางถึงพระราชบัญญัติและกฎกระทรวง ประกอบดวย
1) พระราชบัญญัติคุมครองแรงงานพ.ศ.2541หมวด7สวัสดิการ2)กฎกระทรวงวาดวยการจัดสวัสดิการ
ในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2548 3) ประกาศคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เรื่อง มาตรฐาน
ดานสวัสดิการแรงงานที่พักอาศัยสําหรับลูกจางประเภทกิจการกอสราง 4) กฎกระทรวงกําหนด
หลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และสงผลการตรวจแกพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ.
2547 มีรายละเอียดดังนี้
7.1 พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 7 สวัสดิการ
พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 7 สวัสดิการ ตามมาตรา 96 ระบุวา
สถานประกอบกิจการที่มีลูกจางตั้งแต 50 คนขึ้นไป ใหนายจางจัดใหมีคณะกรรมการสวัสดิการใน
สถานประกอบกิจการ ประกอบดวยผูแทนฝายลูกจางอยางนอย 5 คน นายจางตองจัดใหมีการประชุม
หารือกับคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการอยางนอย 3 เดือนตอครั้ง ใหรัฐมนตรี
ออกกฎกระทรวงในการจัดสวัสดิการ
ตามมาตรา 97 หนาที่ของคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ
(1) รวมหารือกับนายจางเพื่อจัดสวัสดิการแกลูกจาง
(2) ใหคําปรึกษาหารือและเสนอแนะความเห็นแกนายจางในการจัดสวัสดิการสําหรับลูกจาง
(3) ตรวจตรา ควบคุม ดูแล การจัดสวัสดิการที่นายจางจัดใหแกลูกจาง
(4) เสนอขอคิดเห็นและแนวทางในการจัดสวัสดิการที่เปนประโยชนสําหรับลูกจางตอ
คณะกรรมการสวัสดิการ
ตามมาตราที่ 98 นายจางตองจัดใหมีการประชุมหารือกับคณะกรรมการในสถาน
ประกอบกิจการอยางนอย 3 เดือนตอครั้ง หรือเมื่อมีการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการเกิน
กึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด หรือสหภาพแรงงานรองขอโดยมีเหตุผลอันควร
16
7.2 กฎกระทรวงวาดวยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2548 นํ้าดื่ม/
หองนํ้า/หองสวม เวชภัณฑและยา เพื่อใชในการปฐมพยาบาล/พยาบาล/แพทย/รถสง
ผูปวย
กระทรวงแรงงานไดออกกฎกระทรวงวาดวย “การจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ
พ.ศ. 2548” โดยกรมสวัสดิการและคุมครองแรงงานดําเนินภารกิจคือ ในสถานที่ทํางานของลูกจาง
ใหนายจางจัดใหมี 1) นํ้าสะอาดสําหรับดื่มไมนอยกวา 1 ที่ สําหรับลูกจางไมเกิน 40 คน และเพิ่ม
ขึ้นในอัตราสวนหนึ่งสําหรับลูกจางทุก ๆ 40 คน เศษของ 40 คน ถาเกิน 20 คนใหถือเปน 40 คน
และ 2) หองนํ้าและหองสวมตามแบบและจํานวนที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการควบคุมอาคารและ
กฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ และมีการดูแลรักษาความสะอาดใหอยูในสภาพที่ถูกสุขลักษณะเปนประจํา
ทุกวัน ใหนายจางจัดใหมีหองนํ้าและหองสวมแยกสําหรับลูกจางชายและลูกจางหญิง และในกรณี
ภาพที่ 1-7 การจัดสวัสดิการเกี่ยวกับหองสวม
ภาพที่ 1-8 การจัดสวัสดิการเกี่ยวกับหองนํ้า
17
ที่มีลูกจางที่เปนคนพิการ ใหนายจางจัดใหมีหองนํ้าและหองสวมสําหรับคนพิการแยกไวโดยเฉพาะ
(กระทรวงแรงงาน, 2548) ตามตารางที่ 10-2 การจัดสวัสดิการนํ้าดื่มและอางลางมือในสถานประกอบ
การตามประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม
7.3 ประกาศคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เรื่อง มาตรฐานดานสวัสดิการแรงงาน
ที่พักอาศัยสําหรับลูกจางประเภทกิจการกอสราง
พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 93 (3) บัญญัติใหคณะกรรมการ
สวัสดิการแรงงานมีอํานาจหนาที่ใหคําแนะนําในการจัดสวัสดิการสําหรับสถานประกอบกิจการแตละ
ประเภท ดังนั้น เพื่อเปนการใหคําแนะนําใหนายจางดําเนินการจัดสวัสดิการแรงงานที่พักอาศัย
สําหรับลูกจางในงานกอสรางใหไดมาตรฐาน สงเสริมคุณภาพชีวิต ปองกันและแกไขปญหาการ
ขาดแคลนกําลังแรงงานในงานกอสรางของประเทศไทย (สมาคมสงเสริมความปลอดภัยและอนามัย
ในการทํางาน, 2559) คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจึงกําหนดมาตรฐานดานสวัสดิการแรงงาน
ที่พักอาศัยสําหรับลูกจางประเภทกิจการกอสราง โดยสรุปดังตอไปนี้
1. ลักษณะหองพักอาศัย ประกอบดวย 1) ขนาดหองพักมีความกวางดานแคบที่สุด
ไมนอยกวา 2.5 เมตร ขนาดพื้นที่โดยรวมไมนอยกวา 9 ตารางเมตร สูงไมนอยกวา 2.4 ตารางเมตร
2) มีฐานรากที่ปลอดภัย แข็งแรง 3) ที่พักอาศัยที่สรางติดกัน หรือมีความยาวรวมกันถึง 45 เมตร
ตองมีที่วางระหวางแถวดานขางที่พักอาศัยนั้นกวางไมนอยกวา 2.5 เมตร ในชองตลอดความลึก
ของที่พักอาศัย 4) การระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ ตองมีพื้นที่ไมนอยกวารอยละ 10 ของพื้นที่
ของหองนั้น โดยไมนับพื้นที่ของประตู หนาตาง และชองระบายที่ติดตอกับหองอื่นหรือชองทางเดิน
ภายในอาคาร 5) จัดใหมีหองพักใหแกลูกจางในจํานวนที่เพียงพอกับจํานวนลูกจางที่อาศัย
2. ใหนายจางดําเนินการจัดหองนํ้าและหองสวม มีลักษณะดังนี้ 1) แยกจากกัน หรือ
อยูในหองเดียวกันก็ได แตตองแยกชาย หญิง 2) รากฐานโครงสรางมีความปลอดภัย แข็งแรง
3. จัดใหมีการจัดการมูลฝอย ตามกฎหมายวาดวยการสาธารณสุขและการระบายนํ้า
ที่เหมาะสม
4. ในกรณีที่มีลูกจางผูพักอาศัยตั้งแต 10 คนขึ้นไป ใหนายจางจัดใหมีตูยาสามัญประจํา
บาน เพื่อบรรเทาอาการปวย การปฐมพยาบาลในเบื้องตน
5. ใหนายจางดําเนินการเพื่อใหเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของลูกจาง
อยางนอยดังนี้ 1) อุปกรณการใชไฟฟาไมชํารุด มีอุปกรณปองกันอันตรายจากกระแสไฟฟารั่ว 2)
จัดใหมีเครื่องดับเพลิงแบบเคลื่อนที่ไดชนิดที่เหมาะสมกับเชื้อเพลิง 3) ตองมีอุปกรณหรือระบบ
18
เตือนภัยที่สามารถสงสัญญาณแจงเหตุใหรับรูครอบคลุมทุกพื้นที่ และ 4) ติดปายแสดงเขตที่พักอาศัย
ใหชัดเจน
6. ใหนายจางดําเนินการดูแลที่พักอาศัย โดย 1) จัดทําปายหรือประกาศเตือนเกี่ยวกับ
พิษภัยหรืออัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ 2) จัดใหมีขอปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแล
ที่พักอาศัยใหสะอาด ถูกสุขลักษณะ ในกรณีที่มีลูกจางตั้งแต 10 คนขึ้นไป ใหนายจางแตงตั้งลูกจาง
อยางนอย 1 คน เปนผูดูแลที่พักอาศัย
7.4 กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และสงผล
การตรวจแกพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547
กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และสงผลการตรวจ
แกพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 (กระทรวงแรงงาน, 2547) มีสาระสําคัญคือ
1. ใหนายจางจัดใหมีการตรวจสุขภาพของลูกจางที่ทํางานเกี่ยวกับปจจัยเสี่ยงโดยแพทย
แผนปจจุบันชั้นหนึ่งที่ไดรับอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมดานอาชีวเวชศาสตรหรือที่ผานการอบรม
ดานอาชีวเวชศาสตร
2. ใหนายจางตรวจสุขภาพลูกจางครั้งแรกใหเสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับแตวันที่รับลูกจาง
เขาทํางาน และตรวจสุขภาพลูกจางครั้งตอไปอยางนอยปละ 1 ครั้ง
3. หากลูกจางมีการเปลี่ยนแปลงหนาที่การทํางานที่ทําใหสภาพอันตรายที่แตกตางไปจาก
เดิม ใหนายจางจัดใหมีการตรวจสุขภาพลูกจางทุกครั้งภายใน 30 วันนับแตวันที่เปลี่ยนงาน
4. ในกรณีที่ลูกจางหยุดงาน 3 วันทํางานติดตอกัน เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บปวย
ไมวากรณีใด ๆ นายจางอาจขอความเห็นจากแพทยผูทําการรักษา หรือแพทยประจําสถานประกอบ
กิจการ หรือจัดใหมีการตรวจสุขภาพของลูกจางกอนใหลูกจางกลับเขาทํางานอีกก็ได
5. ในการตรวจสุขภาพของลูกจาง ใหแพทยลงบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจ
สุขภาพ โดยใหระบุความเห็นของแพทยเกี่ยวกับภาวะสุขภาพลูกจางที่มีผลกระทบตออุปสรรค
ในการทํางาน พรอมทั้งลงลายมือชื่อแพทยผูทําการตรวจ
6. ใหนายจางจัดใหมีสมุดสุขภาพประจําตัวของลูกจางที่ทํางานเกี่ยวกับปจจัยเสี่ยง และ
ใหนายจางบันทึกผลการตรวจสุขภาพของลูกจางในสมุดสุขภาพประจําตัวของลูกจางตามผลการตรวจ
ของแพทยทุกครั้งที่มีการตรวจสุขภาพ
7. ใหนายจางเก็บบันทึกผลการตรวจสุขภาพของลูกจางไว ณ ที่ทําการของนายจาง
ไมนอยกวา 2 ปนับแตวันสิ้นสุดของการจางแตละราย เวนแตมีการฟองรองใหเก็บจนกวาจะมี
คําพิพากษาถึงที่สุด
19
8. หามไมใหนายจางนําขอมูลเกี่ยวกับลูกจางไปใชในทางที่เปนโทษแกลูกจางโดยไมมีเหตุ
สมควร
9. ในกรณีที่ผลการตรวจสุขภาพของลูกจางปกติ ใหแจงแกลูกจางภายใน 7 วันนับแต
วันที่ทราบผลการตรวจ
10. ในกรณีที่ผลการตรวจสุขภาพของลูกจางผิดปกติ ใหแจงแกลูกจางภายใน 3 วันนับแต
วันที่ทราบผลการตรวจ
11. ใหนายจางแจงผลการตรวจสุขภาพของลูกจางที่ผิดปกติ พรอมทั้งใหการรักษาพยาบาล
ปองกัน แกไขตอพนักงานตรวจแรงงานภายใน 30 วันนับแตวันที่ทราบความผิดปกติ
12. ถาลูกจางคนใดมีหลักฐานทางการแพทยจากสถานพยาบาลที่ทางราชการยอมรับวา
ไมสามารถทํางานในหนาที่เดิมได ใหนายจางเปลี่ยนงานใหลูกจาง โดยคํานึงถึงสุขภาพและความ
ปลอดภัยของลูกจางเปนสําคัญ
13. ใหนายจางมอบสมุดสุขภาพประจําตัวใหแกลูกจางเมื่อสิ้นสุดการจาง
8. สรุป
การจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการในสถานประกอบการเปนสิ่งที่สําคัญ
นายจางควรวางแผนในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการไวอยางดี เพื่อสุขภาพที่ดีตอตัว
ผูประกอบอาชีพและประโยชนขององคกร ซึ่งการจัดบริการทางอาชีวอนามัยเปนการดําเนินการ
บริการดูแลสุขภาพผูประกอบอาชีพในสถานประกอบการ เพื่อใหผูประกอบอาชีพมีสุขภาพที่สมบูรณ
ไมใหไดรับอันตรายจากสิ่งคุกคามจากสิ่งแวดลอมในการทํางาน ขอบเขตของการจัดบริการทาง
อาชีวอนามัยครอบคลุมถึงการปกปองและปองกัน การปรับตัวของผูประกอบอาชีพทุกคน การสงเสริม
และพัฒนาสุขภาพทางกายและจิตใจผูประกอบอาชีพ และการรักษาและการฟนฟูสภาพ สวนบทบาท
และหนาที่หลักในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยดําเนินงานตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 161 และ
ขอแนะฉบับที่ 171 เชน กําหนดนโยบาย กําหนดวัตถุประสงค จัดองคกร กําหนดขั้นตอนการจัด
บริการทางอาชีวอนามัย ประเมินสิ่งแวดลอมในการทํางานและตรวจสุขภาพผูประกอบอาชีพ สวนการ
จัดสวัสดิการในสถานประกอบการนั้น กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงานสรุปภารกิจไว 3 ประการ
คือ 1) กําหนดและพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการ 2) สงเสริม สนับสนุน และดําเนินการใหมีการ
จัดสวัสดิการ และ 3) ปฏิบัติงานรวมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของ
หรือที่ไดรับมอบ ตามลําดับ สวนกฎหมายที่เกี่ยวของกับสวัสดิการและบริการดานสุขภาพ มีทั้ง
พระราชบัญญัติและกฎกระทรวง เชน 1) พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 7
20
สวัสดิการ 2) กฎกระทรวงวาดวยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2548 3) ประกาศ
คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เรื่อง มาตรฐานดานสวัสดิการแรงงานที่พักอาศัยสําหรับลูกจาง
ประเภทกิจการกอสราง
21
คําถามทายบท
1. ยกตัวอยางขอบเขตในการจัดบริการทางอาชีวอนามัย มา 2 ขอ ….………….........…………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.การจัดบริการทางอาชีวอนามัย(Occupationalhealthservice)หมายถึง........................................
…………………………………………………………………………………………………………………………………………....
3. ยกตัวอยางวัตถุประสงคในการจัดบริการทางอาชีวอนามัย...................................................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
4. แตละประเทศมีผูแทนขององคการแรงงานระหวางประเทศ.........คน เปนตัวแทนจากรัฐบาล.......คน
และตัวแทนนายจางและลูกจางฝายละ.............คน มีสํานักงานในระดับภาคพื้นเอเชียและแปซิฟกตั้งอยู
ใน...............................................................................................................................................................
5. อนุสัญญาและขอแนะของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย คือ ฉบับที่..................................................
...............................................................................................................................................................
6. ยกตัวอยางสวัสดิการแรงงานตามกฎหมายและนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด มาอยางละ 2 ขอ
..................................................................................................................................................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
7. พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 7 สวัสดิการ ตามมาตรา 96 ระบุวา
สถานประกอบกิจการที่มีลูกจางตั้งแต................ คนขึ้นไป ใหนายจางจัดใหมีคณะกรรมการสวัสดิการ
ในสถานประกอบกิจการ
8. กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และสงผลการตรวจแกพนักงาน
ตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 กําหนดใหนายจางตรวจสุขภาพลูกจางครั้งแรกใหเสร็จสิ้นภายใน
.................วันนับแตวันที่รับลูกจางเขาทํางาน และตรวจสุขภาพลูกจางครั้งตอไปอยางนอยปละ
......................ครั้ง
9. ในกรณีที่ผลการตรวจสุขภาพของลูกจางผิดปกติ ใหแจงแกลูกจางภายใน.............วันนับแตวันที่
ทราบผลการตรวจ
10. กระทรวงแรงงานไดออกกฎกระทรวงวาดวย “การจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.
2548” คือ ในสถานที่ทํางานของลูกจาง ใหนายจางจัดใหมีนํ้าสะอาดสําหรับดื่มไมนอยกวา 1 ที่
สําหรับลูกจางไมเกิน....................คน
22
เอกสารอางอิง
กฎหมายดอทคอม. หมวด 8 ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางาน. สืบคน
เมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.kodmhai.com/m4/m4-2/H26/
m100-107.html
กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. (2541). พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ.
2541. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.labour.go.th/th/index.
php/labour-laws/6282-2556-01-28-03-01-57
กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. (2549). กฎกระทรวงกําหนดมาตรฐาน
ในการบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอม
ในการทํางาน พ.ศ. 2549. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.labour.
go.th/th/index.php/labour-laws/6282-2556-01-28-03-01-57
กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. (2554). พระราชบัญญัติความปลอดภัย
อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางาน พ.ศ. 2554. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม
พ.ศ. 2556. จาก http://www.labour.go.th/th/doc/law/safety-statute-2554.
pdf
กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. (2556). กฎกระทรวงกําหนดมาตรฐานใน
การบริหารจัดการ และดําเนินการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอม
ในการทํางานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556. สืบคนเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.
2556. จาก http://www.labour.go.th/th%20/attachments/article/18025/
18025-1.pdf
กระทรวงแรงงาน. (2547). กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และ
สงผลการตรวจแกพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547. สืบคนเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.
2556. จาก http://www.mol.go.th/employer/content/page/health_check
กระทรวงแรงงาน. (2548). สวัสดิการแรงงาน. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://
www.mol.go.th/employee/Welfare_workers
กระทรวงแรงงาน. (2560). ขอมูลเบื้องตนเกี่ยวกับองคการแรงงานระหวางประเทศ (International
Labour Organization: ILO). สืบคนเมื่อ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560. จาก http://www.
mol.go.th
23
กองสวัสดิการแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. สวัสดิการแรงงาน. สืบคนเมื่อ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556.
จาก http://welfare.labour.go.th
สมาคมสงเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทํางาน. (2559). ประกาศคณะกรรมการสวัสดิการ
แรงงาน เรื่อง มาตรฐานดานสวัสดิการแรงงานที่พักอาศัยสําหรับลูกจางประเภทกิจการ
กอสราง. สืบคนเมื่อ 28 มกราคม พ.ศ. 2559. จาก http://www.shawpat.or.th/
สมาคมสงเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทํางาน. (2559). อนุสัญญาองคการแรงงานระหวาง
ประเทศ ฉบับที่ 187 วาดวยกรอบการสงเสริมการดําเนินงานอาชีวอนามัย ความปลอดภัย
พ.ศ. 2559. สืบคนเมื่อ 28 มกราคม พ.ศ. 2559. จาก http://www.shawpat.or.th/
สํานักงานกองทุนเงินทดแทน สํานักงานประกันสังคม, กระทรวงแรงงาน. (2558). รายงานประจําป
2556. กองทุนเงินทดแทน. สืบคนเมื่อ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558. จาก http://www.sso.
go.th/wpr/uploads/uploadImages/file/AnnualReportBook2556.pdf
สํานักงานกองทุนเงินทดแทน สํานักงานประกันสังคม, กระทรวงแรงงาน. (2558). รายงานประจําป
พ.ศ. 2558. สืบคนเมื่อ 9 กุมภาพันธ พ.ศ. 2560. จาก http://www.sso.go.th/wpr/
uploads/uploadImages/file/AnnualReportBook2558.pdf
สํานักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหวางประเทศ. (2557). รายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของ
ประชากรไทยปสุขภาวะที่สูญเสีย. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพงานกิจการโรงพิมพสงเคราะห
องคการทหารผานศึก.
สํานักงานสถิติแหงชาติ. (2559). ทิศทางการทํางานของแรงงานไทย. สืบคนเมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ.
2560. จาก http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/citizen/news/news_lfsdirect.
jsp
สํานักงานสถิติแหงชาติ. (2559). สรุปผลการสํารวจภาวะการทํางานของประชากร (เดือนกันยายน
พ.ศ.2559).สืบคนเมื่อ18ตุลาคม2559.จากhttp://service.nso.go.th/nso/nsopublish/
themes/files/lfs59/reportSep.pdf
สํานักงานสถิติแหงชาติ. (2560). ตารางสถิติจากสํานักงานสถิติแหงชาติ. สืบคนเมื่อ 9 กุมภาพันธ
พ.ศ. 2560. จาก http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/search/result_
by_department-th.jsp
อนามัย ธีรวิโรจน เทศกะทึก. (2553). การประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพ. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ :
สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
อนามัย ธีรวิโรจน เทศกะทึก. (2560). อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ฉบับปรับปรุง. พิมพครั้งที่ 6.
กรุงเทพฯ : สํานักพิมพโอเดียนสโตร.
24
อนามัย เทศกะทึก, ทนงศักดิ์ ยิ่งรัตนสุข และวัลลภ ใจดี. (2558). แนวทางคัดกรองภาวะผื่นแพผิวหนัง
อักเสบในผูประกอบอาชีพโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเฟอรนิเจอรไมเอ็มดีเอฟแหงหนึ่งในเขต
ภาคตะวันออก : ปจจัยที่มีผลกระทบตอสุขภาพ. คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา.
Benjamin, O. A. (2008). Fundamental principle of occupational health and safety.
2nd
ed. Geneva: International Labour Office.
Gatchel, R. J., and Schultz, I. Z. (2012). Handbook of occupational health and wellness.
London: Sprinker Science Heidelberg Dordrecht.
Guidotti, T. L. (2011). Global occupational health. The United of America: Oxford
University Press.
Guidotti, T. L., Cowell, J. W. F., and Jamieson, G. G. Occupational health services: A
practical approach. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.ualberta.
ca/~gjhangri/ohp/contents.htm
Guidotti, T. L., et al. (2013). Occupational health services: A practical approach. The
third volume. London: Printed and bound in Great Britain by CPI group (UK) Ltd.
Levy, B. S., et al. (2011). Occupational and environmental health: Recognizing and
preventing disease and injury. 6th
ed. New York: Oxford University Press.
Lucchini, R. G., and London, L. (2014). Global occupational health: Current challenges
and the need for urgent action. Ann Glob Health 80(4) (July-August): 251-256.
Masterson, E. A., Themann, C. L., Luckhaupt, S. E., Li, J., and Calvert, G. M. (2016). Hearing
difficulty and tinnitus among U.S. workers and non-workers in 2007. Am J Ind
Med (January): 28. doi: 10.1002/ajim.22565. [Epub ahead of print]
Mccunney, R. J. (2003). Practical approach to occupational and environmental
medicine. 3rd
ed. USA.
Panuwet, P., Siriwong, W., Prapamontol, T., et al. (2012). Agricultural pesticide
management in Thailand: Situation and population health risk. Environ Sci
Policy 17: 72-81.
Rantanen, J. (2007). Basic occupational health services-strategy, structures,
activities, resources. สืบคนเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.ttl.fi/
en/publications/Electronic_publications/Documents/BOHS3Edition28Sept2007_
3_.pdf
25
Shyam, P. (2009). Basic occupational health services. Indian J Occup Environ Med
13(1) (April): 1-2. doi: 10.4103/0019-5278.50715.
Stellman, J. M. (1998). Encyclopedia of occupational health and safety, 4 Volume
Set. 4th
ed. Geneva: International Labour Office.
Thetkathuek, A., and Daniell, W. (2015). Migrant workers in agriculture: A view from
Thailand. J Agromedicine 21(1): 106-112. doi: 10.1080/1059924X.2015.1043169.
Review.
Thetkathuek, A., and Meepradit, P. (2016). Work-related musculoskeletal disorders
among workers in an MDF furniture factory in eastern Thailand. International
Journal of Occupational Safety and Ergonomics 2016: 1-11. http://dx.doi.org
/10.1080/10803548.2016.1257765
Thetkathuek,A.,Meepradit,P.,andJaidee,W.(2016).Factorsaffectingthemusculoskeletal
disorders of workers in the frozen food manufacturing factories in Thailand.
Int J Occup Saf Ergon 22(1): 49-56.
Thetkathuek, A., Yingratanasuk, T., and Ekburanawat, W. (2016). Respiratory symptoms
due to occupational exposure to formaldehyde and MDF dust in a MDF
furniture factory in Eastern Thailand. Advances in Preventive Medicine 2016:
3705824. doi: 10.1155/2016/3705824.
Thetkathuek, A., Jaidee, W., Saowakhontha, S., and Ekburanawat, W. (2015).
Neuropsychological symptoms among workers exposed to toluene and xylene
in two paint manufacturing factories in eastern thailand. Adv Prev Med 2015:
183728. doi: 10.1155/2015/183728.
Thetkathuek,A.,Yingratanasuk,T.,Jaidee,W.,andEkburanawat,W.(2015).Coldexposure
and health effects among frozen food processing workers in eastern Thailand.
Saf health Work 6(1) (March): 56-61. doi: 10.1016/j.shaw.2014.10.004.
Thetkathuek, A., Yingratanasuk, T., Demers, P. A., Thepaksorn, P., Saowakhontha, S.,
and Keifer, M. C. (2010). Rubber-tree dust and lung function among Thai
furniture-factory workers. Int J Occup Environ Health 16(1): 69-74.
WorldHealthOrganization.(1978). DeclarationofAlma-Ata.AdoptedattheInternational
Conference on Primary Health Care, Alma-Ata, USSR, 6-12 September.

9789740336907

  • 1.
    ตำ�ร� “ก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยและสวัสดิก�รในสถ�นประกอบก�ร” เป็น ตำ�ร�ที่ใช้สำ�หรับประกอบก�รค้นคว้�เพื่อประกอบก�รเรียนก�รสอนสำ�หรับนิสิตส�ข�สุขศ�สตร์ อุตส�หกรรมและคว�มปลอดภัย คณะส�ธ�รณสุขศ�สตร์ มห�วิทย�ลัยบูรพ� และเป็นแนวปฏิบัติ ง�นท�งด้�นอ�ชีวอน�มัย สำ�หรับเจ้�หน้�ที่คว�มปลอดภัยในก�รทำ�ง�น พย�บ�ลอ�ชีวอน�มัย และ ผู้ปฏิบัติง�นที่เกี่ยวข้องในสถ�นประกอบก�ร ตำ�ร�เล่มนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน จำ�นวน 14 บท คือ 1. แนวคิดและหลักในการจัดบริการทางอาชีวอนามัย : แนวคิดก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย และสวัสดิก�ร ก�รจัดตั้งโครงก�รบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย บทบ�ทหน้�ที่ในก�รจัดบริก�รท�ง อ�ชีวอน�มัย 2. การปองกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ : ก�รเฝ้�ระวัง ท�งอ�ชีวอน�มัย ก�รเฝ้�ระวังท�งก�รแพทย์ ก�รป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง ก�รป้องกันโรค ติดเชื้อในสถ�นประกอบก�ร ก�รป้องกันโรคเอดส์ในสถ�นประกอบก�ร ก�รสร้�งเสริมสุขภ�พใน สถ�นประกอบก�ร โภชน�ก�รในสถ�นประกอบก�ร ก�รติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และส�รเสพติด ก�รปฐมพย�บ�ล 3. การฟนฟูสมรรถภาพผู้ประกอบอาชีพในสถานประกอบการ : ก�รฟนฟู สมรรถภ�พ ก�รตรวจประเมินคว�มพร้อมในก�รทำ�ง�น ต�มลำ�ดับ ในแต่ละบท ผู้เขียนได้รวบรวมเนื้อห�โดยก�รผสมผส�นองค์คว�มรู้จ�กหนังสือ ตำ�ร� บทคว�มวิจัยจ�กต่�งประเทศและในประเทศไทย กฎหม�ยท�งอ�ชีวอน�มัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ผลก�รศึกษ�วิจัยของผู้เขียนเอง ตำ�ร�เล่มนี้จะสำ�เร็จลุล่วงมิได้เลย ห�กข�ดคว�มร่วมมือในก�ร อนุเคร�ะห์ภ�พถ่�ยสำ�หรับประกอบเนื้อห�ในเล่มเพื่อเพิ่มคว�มเข้�ใจของตำ�ร�เล่มนี้ ผู้เขียนจึงขอ กร�บขอบพระคุณผู้อนุเคร�ะห์ภ�พถ่�ยในตำ�ร�เล่มนี้ ได้แก่ โรงพย�บ�ลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระเทพรัตนร�ชสุด�ฯ สย�มบรมร�ชกุม�รี (ม�บต�พุด) จังหวัดระยอง โรงพย�บ�ลสมิติเวชศรีร�ช� จังหวัดชลบุรี คณ�จ�รย์ คณะส�ธ�รณสุขศ�สตร์ มห�วิทย�ลัยบูรพ� ศิษย์เก่�คณะส�ธ�รณสุขศ�สตร์ เจ้�หน้�ที่คว�มปลอดภัยจ�กสถ�นประกอบก�รต่�ง ๆ ม� ณ ที่นี้ด้วย เนื้อห�ในตำ�ร�เล่มนี้มีคว�มสอดคล้องกับหลักสูตรก�รเรียนก�รสอน จะเกิดประโยชน์ สูงสุดห�กผู้อ่�นส�ม�รถค้นคว้�เพิ่มเติมได้จ�กเอกส�รอ้�งอิงท้�ยเรื่องผู้เขียนหวังเป็นอย่�งยิ่งว่�ตำ�ร� เล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษ� ผู้เขียนยินดีน้อมรับคำ�แนะนำ�เพื่อใช้ในก�รปรับปรุงแก้ไขตำ�ร� ในครั้งต่อไป รองศ�สตร�จ�รย์ ดร.อน�มัย ธีรวิโรจน์ เทศกะทึก ธันว�คม 2560 คำานำา
  • 2.
    หน้า คำานำา สารบัญ สารบัญภาพ สารบัญตาราง แนวคิดและหลักในการจัดบริการทางอาชีวอนามัย บทที่ 1 แนวคิดก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยและสวัสดิก�ร3 บทที่ 2 ก�รจัดตั้งโครงก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย 27 บทที่ 3 บทบ�ทหน้�ที่ในก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย 59 การปองกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ บทที่ 4 ก�รเฝ้�ระวังท�งอ�ชีวอน�มัย 91 บทที่ 5 ก�รเฝ้�ระวังท�งก�รแพทย์ 135 บทที่ 6 ก�รป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง 179 บทที่ 7 ก�รป้องกันโรคติดเชื้อในสถ�นประกอบก�ร 207 บทที่ 8 ก�รป้องกันโรคเอดส์ในสถ�นประกอบก�ร 223 บทที่ 9 ก�รสร้�งเสริมสุขภ�พในสถ�นประกอบก�ร 247 บทที่ 10 โภชน�ก�รในสถ�นประกอบก�ร 273 บทที่ 11 ก�รติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และส�รเสพติด 301 บทที่ 12 ก�รปฐมพย�บ�ล 325 การฟนฟูสมรรถภาพผู้ประกอบอาชีพในสถานประกอบการ บทที่ 13 ก�รฟนฟูสมรรถภ�พ 357 บทที่ 14 ก�รตรวจประเมินคว�มพร้อมในก�รทำ�ง�น 387 ดัชนี 421 ประวัติผู้เขียน 429 สารบัญ
  • 3.
    หน้า ภ�พที่ 1-1 ท่�ท�งปฏิบัติง�นที่ไม่เหม�ะสม3 ภ�พที่ 1-2 โรคผิวหนังจ�กก�รทำ�ง�น 4 ภ�พที่ 1-3 ก�รให้คำ�แนะนำ�ผู้ประกอบอ�ชีพในก�รดูแลสุขภ�พตนเอง 7 ภ�พที่ 1-4 ก�รติด Passive badge เพื่อเก็บตัวอย่�งส�รตัวทำ�ละล�ย 9 ภ�พที่ 1-5 ก�รประชุมของคณะกรรมก�รคว�มปลอดภัย อ�ชีวอน�มัย และสภ�พแวดล้อม ในก�รทำ�ง�น 9 ภ�พที่ 1-6 แพทย์อ�ชีวเวชศ�สตร์ตรวจร่�งก�ยผู้ประกอบอ�ชีพ 10 ภ�พที่ 1-7 ก�รจัดสวัสดิก�รเกี่ยวกับห้องส้วม 16 ภ�พที่ 1-8 ก�รจัดสวัสดิก�รเกี่ยวกับห้องนำ้� 16 ภ�พที่ 2-1 ผู้ประกอบอ�ชีพคือกำ�ลังสำ�คัญของสถ�นประกอบก�ร 28 ภ�พที่ 2-2 แบบร�ยง�นผลก�รดำ�เนินง�นของเจ้�หน้�ที่คว�มปลอดภัยในก�รทำ�ง�น ระดับวิช�ชีพ 29 ภ�พที่ 2-3 ก�รทำ�วิจัยเกี่ยวกับอ�ชีวอน�มัยและคว�มปลอดภัย 34 ภ�พที่ 2-4 ก�รประเมินก�รรับสัมผัสส�รโทลูอีน 37 ภ�พที่ 2-5 ก�รจัดบริก�รสุขภ�พแบบเดลิเวอรี 39 ภ�พที่ 2-6 ก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยภ�ยในโรงง�นร่วมกับก�รทำ�วิจัย 41 ภ�พที่ 2-7 ก�รให้บริก�รสุขภ�พของโรงพย�บ�ลเอกชน 43 ภ�พที่ 2-8 ก�รให้บริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยในแผนกผู้ป่วยนอกเวล� 43 ภ�พที่ 2-9 ตัวอย่�งแบบ รง. 506/2 47 ภ�พที่ 3-1 พีระมิดก�รบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย 3 ระดับ 60 ภ�พที่ 3-2 ก�รสำ�รวจกระบวนก�รผลิต 64 ภ�พที่ 3-3 วิเคร�ะห์สิ่งคุกค�มในกระบวนก�รผลิต 66 ภ�พที่ 3-4 ก�รเดินสำ�รวจกระบวนก�รผลิต 66 ภ�พที่ 3-5 ก�รประเมินคว�มเข้มแสงสว่�งในสถ�นประกอบก�ร 67 ภ�พที่ 3-6 ก�รประเมินสมรรถภ�พก�รมองเห็น 69 ภ�พที่ 3-7 ก�รตรวจสุขภ�พผู้ประกอบอ�ชีพก่อนเข้�ทำ�ง�น 70 สารบัญภาพ
  • 4.
    หน้า ภาพที่ 3-8 การปฐมพยาบาล 73 ภาพที่ 3-9 การจัดอบรมแก่ผู้ประกอบอาชีพ 77 ภาพที่ 3-10 อุปกรณ์ล้างตาฉุกเฉิน 80 ภาพที่ 3-11 คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท�ำงาน 81 ภาพที่ 4-1 การปฏิบัติงานกับไม้เอ็มดีเอฟ 91 ภาพที่ 4-2 ผิวหนังอักเสบ 91 ภาพที่ 4-3 สารเคมีในสถานประกอบการ 92 ภาพที่ 4-4 การเก็บตัวอย่างฝุ่นในสถานประกอบการ 95 ภาพที่ 4-5 การเดินส�ำรวจในสถานประกอบการ 96 ภาพที่ 4-6 ความเสี่ยงจากการท�ำงาน 96 ภาพที่ 4-7 ท่าทางการท�ำงานที่ไม่เหมาะสม 97 ภาพที่ 4-8 การอบรมท่าทางในการท�ำงานที่เหมาะสม 97 ภาพที่ 4-9 เสียงดังจากการท�ำงาน 99 ภาพที่ 4-10 การไม่ติดฉลากบนภาชนะบรรจุ 99 ภาพที่ 4-11 การส�ำรวจอุปกรณ์ในการดับเพลิง 100 ภาพที่ 4-12 การส�ำรวจสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้และเตือนภัย 100 ภาพที่ 4-13 การส�ำรวจเครื่องจักร 101 ภาพที่ 4-14 การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล 101 ภาพที่ 4-15 การจัดการสารเคมีที่หกรั่วไหล 102 ภาพที่ 4-16 การเดินส�ำรวจกระบวนการผลิตอาหาร 102 ภาพที่ 4-17 Passive badge 105 ภาพที่ 4-18 การติด Passive badge ที่ปกเสื้อ 105 ภาพที่ 4-19 การเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ 110 ภาพที่ 4-20 การตรวจสมรรถภาพการได้ยินก่อนเข้าท�ำงาน 112 ภาพที่ 4-21 การตรวจสมรรถภาพการได้ยินก่อนเข้าท�ำงาน 114 ภาพที่ 4-22 การตรวจร่างกายทั่วไป 115 ภาพที่ 4-23 ตัวอย่างสมุดสุขภาพ 119 ภาพที่ 4-24 แบบแจ้งผลการตรวจสุขภาพที่พบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วย การให้การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไข 120
  • 5.
    หน้า ภาพที่ 4-25 เจาะเลือดเพื่อประเมินการรับสัมผัสสารเคมี 121 ภาพที่ 4-26 การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล 123 ภาพที่ 4-27 การสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากความเย็น 123 ภาพที่ 5-1 การปฏิบัติงานของผู้ประกอบอาชีพ 135 ภาพที่ 5-2 สิ่งคุกคามจากการท�ำงานจากสารเคมี 137 ภาพที่ 5-3 การตรวจวัดระดับเสียง 139 ภาพที่ 5-4 ทบทวนความเป็นพิษของสารเคมีที่รับสัมผัส 141 ภาพที่ 5-5 การเลือกประชากรเป้าหมาย 143 ภาพที่ 5-6 การคัดกรองโรคทั่วไป 145 ภาพที่ 5-7 การตรวจร่างกายผู้ประกอบอาชีพโดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ 150 ภาพที่ 5-8 การตรวจติดตามทางชีวภาพ 151 ภาพที่ 5-9 การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน 152 ภาพที่ 5-10 การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น 152 ภาพที่ 5-11 การเฝ้าระวังสุขภาพโดยการสอบถาม 153 ภาพที่ 5-12 ผลการถ่ายภาพรังสีทรวงอก 156 ภาพที่ 5-13 การตรวจสมรรถภาพปอด 156 ภาพที่ 5-14 การเฝ้าระวังทางการยศาสตร์ 161 ภาพที่ 5-15 การเจาะเลือดเพื่อประเมินการท�ำหน้าที่ของตับ 164 ภาพที่ 6-1 สารก่อมะเร็งจากฝุ่นไม้ 179 ภาพที่ 6-2 สารเคมี 181 ภาพที่ 6-3 สารเคมีหกรั่วไหล 182 ภาพที่ 6-4 การแยกสถานที่เก็บสารเคมี 191 ภาพที่ 6-5 การปฏิบัติงานกับสารเคมี 198 ภาพที่ 6-6 การถ่ายภาพรังสีทรวงอก 199 ภาพที่ 7-1 การปฏิบัติงานร่วมกันอาจมีการแพร่เชื้อโรคได้ 208 ภาพที่ 7-2 การให้ความรู้แก่ผู้ประกอบอาชีพในการส่งเสริมและป้องกันโรคติดเชื้อ 211 ภาพที่ 8-1 โครงการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ในสถานประกอบการ 224 ภาพที่ 8-2 การเผยแพร่ความรู้การป้องกันโรคเอดส์ 230 ภาพที่ 8-3 โครงการโบว์แดงป้องกันโรคเอดส์ 231
  • 6.
    หน้า ภาพที่ 8-4 โครงการอบรมการป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์ 233 ภาพที่ 8-5 โครงการอบรมเพื่อป้องกันโรคเอดส์ 235 ภาพที่ 8-6 การให้ความรู้เกี่ยวกับการแพร่กระจายของเชื้อเอดส์ 235 ภาพที่ 8-7 กิจกรรมการให้ความรู้ในการป้องกันโรคเอดส์จากแม่สู่ลูก 239 ภาพที่ 9-1 การให้ความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ 248 ภาพที่ 9-2 การวัดความสูง 253 ภาพที่ 9-3 การเจาะเลือดเพื่อประเมินระดับคอเลสเตอรอลผู้ประกอบอาชีพ 254 ภาพที่ 9-4 การให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ 254 ภาพที่ 9-5 แผนกส่งเสริมสุขภาพ 256 ภาพที่ 9-6 การเจาะเลือดเพื่อประเมินระดับไขมันและน�้ำตาล 258 ภาพที่ 9-7 ป้ายห้ามสูบบุหรี่ 258 ภาพที่ 9-8 การออกก�ำลังกาย 259 ภาพที่ 9-9 โครงการแข่งขันกีฬาในสถานประกอบการ 259 ภาพที่ 9-10 การจัดการน�้ำหนัก 260 ภาพที่ 9-11 การวัดความดันโลหิต 261 ภาพที่ 9-12 การให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอันตรายจากสารเคมี 263 ภาพที่ 9-13 การให้ความรู้เกี่ยวกับแม่และเด็กในหญิงตั้งครรภ์ 264 ภาพที่ 9-14 การให้ความรู้เกี่ยวกับการออกก�ำลังกายในหญิงตั้งครรภ์ 264 ภาพที่ 9-15 การประเมินผลลัพธ์ในการออกก�ำลังกาย 265 ภาพที่ 9-16 โครงการออกก�ำลังกายเพื่อลดการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด 266 ภาพที่ 9-17 โครงการออกก�ำลังกายเพื่อลดความเครียด 267 ภาพที่ 9-18 โครงการนันทนาการเพื่อการผ่อนคลายจิตใจ 268 ภาพที่ 10-1 โรงอาหารภายในโรงงาน 273 ภาพที่ 10-2 การบริการอาหารที่ถูกหลักโภชนาการแก่ผู้ประกอบอาชีพ 275 ภาพที่ 10-3 การจัดสุขาภิบาลอาหารแก่ผู้ประกอบอาชีพ 293 ภาพที่ 10-4 สุขาภิบาลอาหารส�ำหรับโรงอาหาร 294 ภาพที่ 10-5 ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ 295 ภาพที่ 11-1 การประเมินสารเสพติดในปัสสาวะ 308 ภาพที่ 11-2 การประเมินสารเสพติดในปัสสาวะ 309
  • 7.
    หน้า ภาพที่ 11-3 การประเมินการติดสุราโดยแบบสอบถาม 310 ภาพที่ 11-4 การประเมินการติดสารเสพติดในปัสสาวะ 313 ภาพที่ 12-1 ห้องปฐมพยาบาลในโรงงาน 325 ภาพที่ 12-2 การบาดเจ็บจากการท�ำงาน 326 ภาพที่ 12-3 การปฐมพยาบาลการบาดเจ็บจากการท�ำงาน 326 ภาพที่ 12-4 การปฐมพยาบาลผู้ป่วยขาหัก 327 ภาพที่ 12-5 การสัมผัสเครื่องที่มีความร้อน 329 ภาพที่ 12-6 การปฏิบัติงานกับสารเคมี 331 ภาพที่ 12-7 อุปกรณ์ในการปฐมพยาบาล 335 ภาพที่ 12-8 ตัวอย่างรายงานการปฐมพยาบาล 337 ภาพที่ 12-9 ผู้รับผิดชอบในการปฐมพยาบาล 338 ภาพที่ 12-10 การประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บ 340 ภาพที่ 12-11 การประเมินสัญญาณชีพ 341 ภาพที่ 12-12 การจัดอบรม 341 ภาพที่ 12-13 การจัดอบรมการปฐมพยาบาลขั้นสูง 343 ภาพที่ 12-14 การเตรียมอุปกรณ์ในการปฐมพยาบาล 344 ภาพที่ 12-15 การเตรียมอุปกรณ์ในการปฐมพยาบาล 344 ภาพที่ 12-16 ห้องปฐมพยาบาล 346 ภาพที่ 12-17 เวชภัณฑ์และยาเพื่อใช้ในการปฐมพยาบาล 351 ภาพที่ 13-1 การประเมินสมรรถภาพผู้ประกอบอาชีพก่อนเข้าท�ำงาน 358 ภาพที่ 13-2 การสวม Back support พยุงหลัง 361 ภาพที่ 13-3 การเตรียมห้องน�้ำส�ำหรับผู้พิการ 367 ภาพที่ 13-4 การเตรียมที่ยึดเกาะในห้องน�้ำ 367 ภาพที่ 13-5 ลิฟต์ส�ำหรับผู้พิการ 369 ภาพที่ 13-6 ทางลาดส�ำหรับผู้พิการ 369 ภาพที่ 13-7 ที่จอดรถส�ำหรับผู้พิการ 369 ภาพที่ 14-1 สมรรถภาพร่างกาย 387 ภาพที่ 14-2 สมรรถภาพร่างกาย 390 ภาพที่ 14-3 ใบรับรองแพทย์ส�ำหรับการท�ำงานในที่อับอากาศ 398
  • 8.
    หน้า ต�ร�งที่ 2-1 บุคล�กรที่เกี่ยวข้องกับก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัย31 ต�ร�งที่ 2-2 จำ�นวนก�รแต่งตั้งเจ้�หน้�ที่คว�มปลอดภัยในก�รทำ�ง�นระดับต่�ง ๆ 33 โดยจำ�แนกต�มประเภทกิจก�ร ต�ร�งที่ 3-1 ก�รจำ�แนกก�รจัดบริก�รท�งอ�ชีวอน�มัยในก�รดูแลสุขภ�พระดับพื้นฐ�น 61 ต�ร�งที่ 4-1 ตัวอย่�งแบบก�รเดินสำ�รวจในบริเวณสถ�นที่ทำ�ง�น 103 ต�ร�งที่ 4-2 ก�รวิเคร�ะห์สิ่งคุกค�ม 106 ต�ร�งที่ 4-3 ค่� OSHA Permissible Exposure Limits ค่� ACGIH และค่� NIOSH Recommended Exposure Levels (ค่�เฉลี่ย 8 ชั่วโมง) และค่�ขีดจำ�กัด คว�มเข้มข้นส�รเคมีอันตร�ย กรมสวัสดิก�รและคุ้มครองแรงง�น 108 ต�ร�งที่ 4-4 ก�รตรวจสุขภ�พต�มคว�มเสี่ยง 111 ต�ร�งที่ 4-5 ต�ร�งบันทึกเกี่ยวกับก�รบ�ดเจ็บหรือเจ็บป่วยเนื่องจ�กก�รทำ�ง�น 117 ต�ร�งที่ 4-6 ประวัติในก�รทำ�ง�น 118 ต�ร�งที่ 4-7 แบบตรวจก�รเดินสำ�รวจสถ�นประกอบก�ร 124 ต�ร�งที่ 5-1 ขั้นตอนของก�รเฝ้�ระวังท�งก�รแพทย์ 138 ต�ร�งที่ 5-2 ก�รประเมินคว�มต้องก�ร 139 ต�ร�งที่ 5-3 ผลกระทบต่อสุขภ�พของฟอร์ม�ลดีไฮด์ในมนุษย์และสัตว์ทดลอง 142 ต�ร�งที่ 5-4 จุดประสงค์ของโครงก�รก�รเฝ้�ระวังท�งก�รแพทย์ 144 ต�ร�งที่ 5-5 ร�ยก�รของชนิดก�รตรวจคัดกรอง 150 ต�ร�งที่ 5-6 คำ�ถ�มก�รประเมินผลโครงก�ร 170 ต�ร�งที่ 6-1 ก�รจำ�แนกส�รก่อมะเร็งของ IARC 182 ต�ร�งที่ 6-2 ตัวอย่�งส�รก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่มที่ 1 (IARC group 1) 184 ต�ร�งที่ 6-3 ก�รตรวจคัดกรองสำ�หรับโรคมะเร็ง 195 ต�ร�งที่ 10-1 ก�รประเมินค่�ดัชนีมวลก�ย 288 ต�ร�งที่ 10-2 ก�รจัดสวัสดิก�รนำ้�ดื่มในสถ�นประกอบก�รต�มประก�ศกระทรวงแรงง�น และประก�ศกระทรวงอุตส�หกรรม 291 ต�ร�งที่ 11-1 ส�รเสพติดและผลกระทบต่อสุขภ�พ 306 ต�ร�งที่ 11-2 ส�รเสพติดที่นิยมทดสอบในสถ�นประกอบก�ร 312 สารบัญตาราง
  • 9.
    หน้า ต�ร�งที่ 12-1 ประเภทสิ่งคุกค�มและชนิดของก�รบ�ดเจ็บและก�รเจ็บป่วย330 ต�ร�งที่ 12-2 สวัสดิก�รเกี่ยวกับห้องรักษ�พย�บ�ล พย�บ�ล แพทย์ และรถส่งผู้ป่วย 352 ต�ร�งที่ 14-1 ร�ยก�รตรวจและเกณฑ์ก�รพิจ�รณ� 394 ต�ร�งที่ 14-2 ใบรับรองแพทย์สำ�หรับก�รทำ�ง�นในที่อับอ�ก�ศ 396 ต�ร�งที่ 14-3 โรคที่ทำ�ก�รตรวจและเกณฑ์ม�ตรฐ�น 403 ต�ร�งที่ 14-4 ร�ยก�รที่ 18 ก�รตรวจส�ยต� กำ�หนดให้ระดับส�ยต�ของก�รมองเห็น 404 ต�ร�งที่ 14-5 ร�ยก�รที่ 20 ก�รได้ยินของหูทั้ง 2 ข้�ง 405 ต�ร�งที่ 14-6 ก�รทดสอบคว�มพร้อมสำ�หรับผู้ขับขี่รถยนต์ 408
  • 10.
  • 11.
    3 1. แนวคิด ประเทศไทยมีการพัฒนาประเทศจากเกษตรกรรมเขาสูภาคอุตสาหกรรมมานานกวา 3 ศตวรรษสํานักงานสถิติแหงชาติระบุวา แนวโนมของการประกอบอาชีพดานเกษตรกรรมลดลง อยางเห็นไดชัด แตการประกอบอาชีพดานการผลิตและการบริการสูงขึ้น (สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2560) ผูประกอบอาชีพดังกลาวเปนกําลังสําคัญของผูใชแรงงานทุกภาคสวน ทั้งภาคการผลิตและ ภาคบริการ สงผลใหวิถีชีวิตและการเจ็บปวยของผูประกอบอาชีพเปลี่ยนแปลงไป ในอดีต ปญหา สุขภาพของประชาชนสวนใหญมักปวยดวยโรคติดเชื้อ แตในปจจุบันพบวา ปญหาการเจ็บปวยอาจมา จากสิ่งแวดลอมในการทํางานไมเหมาะสม ตัวอยางเชน ความเย็นจากกระบวนการผลิตอาหารแชแข็ง (Thetkathuek, et al., 2015) ฝุนไมยางธรรมชาติ ฝุนไมเอ็มดีเอฟจากกระบวนการผลิตเฟอรนิเจอร (Thetkathuek, et al., 2010; Thetkathuek, et al., 2016) สารตัวทําละลายจากกระบวนการผลิตสี แนวคิดการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ 1 ภาพที่ 1-1 ทาทางปฏิบัติงานที่ไมเหมาะสม บทที่
  • 12.
    4 (Thetkathuek, et al.,2015) ทาทางในการปฏิบัติงานไมเหมาะสมจากกระบวนการผลิตอาหาร แชแข็งและเฟอรนิเจอร (Thetkathuek, et al., 2016; Thetkathuek and Meepradit, 2016) การเจ็บปวยในผูประกอบอาชีพมาจากหลายสาเหตุ เชน พฤติกรรมการดูแลตนเอง สภาพ แวดลอมในการทํางานไมเหมาะสม หากผูประกอบอาชีพมีพฤติกรรมการดูแลตนเองไมดีพอ อาจทํา ใหเกิดโรคตาง ๆ ได เชน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด โรคจากการสูบบุหรี่ จากรายงานภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย พ.ศ. 2554 ระบุวา ประชากรไทยอายุ 15-59 ป เสียชีวิตจากโรคไมติดตอเรื้อรังสูงที่สุด 3 ลําดับแรก คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด รองลงมาคือ โรคเบาหวานและตอมไรทอ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ตามลําดับ (สํานักงาน พัฒนานโยบายสุขภาพระหวางประเทศ, 2557) สภาพแวดลอมในการทํางานไมเหมาะสม อาจเปนปจจัยเสี่ยงทําใหผูประกอบอาชีพ เจ็บปวยและบาดเจ็บภายหลังการรับสัมผัสสิ่งคุกคามเปนเวลานานได การเจ็บปวยของผูประกอบ อาชีพกลุมตาง ๆ ในแตละปมีจํานวนไมนอย เห็นไดจากสถิติการประสบภัยอันตรายหรือเจ็บปวยจาก การทํางานใน พ.ศ. 2558 พบผูที่เจ็บปวยจากการทํางานจํานวนสูงถึง 95,674 คน (สํานักงานกองทุน เงินทดแทน สํานักงานประกันสังคม, กระทรวงแรงงาน, 2558) ปญหาในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยในปจจุบันคือ ผูประกอบอาชีพจากประเทศตาง ๆ ทั่วโลกยังไมไดรับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยอยางทั่วถึง พบผูประกอบอาชีพมากกวารอยละ 80 ที่ยังไมเคยไดรับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยมากอน (Rantanen, 2007) สอดคลองกับการศึกษา ขององคการแรงงานระหวางประเทศ (International Labour Organization, ILO) ระบุวา ผูประกอบ อาชีพทั่วโลกมีเพียงรอยละ 10-15 ที่ไดรับบริการทางอาชีวอนามัย (Shyam, 2009) ทั้ง ๆ ที่มี องคการตาง ๆ เชน องคการแรงงานระหวางประเทศ องคการอนามัยโลก (World Health ภาพที่ 1-2 โรคผิวหนังจากการทํางาน
  • 13.
    5 Organization, WHO) ที่พยายามกระตุนและผลักดันใหมีการจัดบริการทางอาชีวอนามัยใน สถานประกอบการอยางทั่วถึงมาหลายศตวรรษแลว(Rantanen, 2007) อยางไรก็ตาม การจัดบริการทางอาชีวอนามัยในประเทศที่พัฒนาแลวและกําลังพัฒนายังมี ปญหาเปนเงาตามสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น สงผลใหผูประกอบอาชีพเจ็บปวยและบาดเจ็บจากการ ทํางานมากขึ้น ทั้งแรงงานภาคการเกษตร การกอสราง และอุตสาหกรรม (Lucchini and London, 2014) ดังนั้น ผูประกอบอาชีพดังกลาวควรไดรับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยอยางเหมาะสม ในบทนี้จะอธิบายถึงความเปนมาของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยคําจํากัดความขอบเขต ของการจัดบริการทางชีวอนามัยและการจัดสวัสดิการ วัตถุประสงคของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย และการจัดสวัสดิการ องคการแรงงานระหวางประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทาง อาชีวอนามัยและสวัสดิการ ตามลําดับ 2. ความเปนมาของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย ความเปนมาของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย เริ่มพัฒนาโดยองคการอนามัยโลก ระบุวา “การดูแลสุขภาพมีความจําเปนตองใชเทคโนโลยีที่เหมาะสม ถูกตองตามหลักทางวิทยาศาสตร และ ไดรับการยอมรับทางสังคม เพื่อดูแลสุขภาพผูประกอบอาชีพระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ตามระบบการดูแลสุขภาพของแตละประเทศ” (WHO, 1978) ควรสอดคลองกับกลยุทธเกี่ยวกับการ จัดบริการทางอาชีวอนามัยตอกลุมผูประกอบอาชีพทั่วโลก (Rantanen, 2007) และควรสอดคลอง กับอนุสัญญาฉบับที่ 161 ขององคการแรงงานระหวางประเทศเกี่ยวกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัย (Occupational Health Service, OHS) อีกดวย ตอมาคณะกรรมาธิการงานอาชีวอนามัยระหวาง ประเทศ (The International Commission on Occupational Health, ICOH) ไดพยายาม พัฒนาการจัดบริการทางอาชีวอนามัยขั้นพื้นฐานขึ้น แตยังมีขอจํากัดเรื่องคุณภาพในการจัดบริการ อาจจะไมดีเทาที่ควร และไมสามารถใหบริการไดอยางครอบคลุม เนื่องจากสภาวะทางเศรษฐกิจ ไมเอื้ออํานวย (Shyam, 2009) การจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ เปนบทบาทหนึ่งที่สําคัญของเจาหนาที่ ความปลอดภัยในการทํางาน (จป.) และบุคลากรที่เกี่ยวของ เพื่อการดูแลสุขภาพผูประกอบอาชีพ ใหมีความสมบูรณทั้งรางกายและจิตใจ เนื่องจากผูประกอบอาชีพเปนทรัพยากรที่สําคัญที่สุดตอ ความสําเร็จของสถานประกอบการ ดังนั้น สุขภาพของผูประกอบอาชีพจะสงผลกระทบตอองคกร ไดมาก ซึ่งการดําเนินงานมีพื้นฐานมาจากหลักการของงานสาธารณสุขมูลฐานเพื่อการดูแลสุขภาพ ผูประกอบอาชีพ (Rantanen, 2007) สวนการจัดสวัสดิการแกผูประกอบอาชีพนั้นเปนสิ่งที่สําคัญมาก มีทั้งที่เกี่ยวของกับการจัดสวัสดิการแรงงานตามที่กฎหมายกําหนดและนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด (กระทรวงแรงงาน, 2548) ตามลําดับ
  • 14.
    6 หากผูประกอบอาชีพเจ็บปวยและบาดเจ็บจากการทํางาน จะเกิดผลกระทบตอตัวผูประกอบ อาชีพเอง เชนขาดงาน ลางาน ออกจากงาน ผลกระทบตอครอบครัว เชน ขาดรายไดมาดูแลครอบครัว และผลกระทบตอสถานประกอบการ เชน ทําใหขาดแรงงาน ผลผลิตลดลง (Benjamin, 2008) จึงมี ความจําเปนอยางยิ่งที่นายจางจะตองจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการในสถานประกอบการ อยางเหมาะสม เพื่อใหเกิดผลดีทั้งตอตัวผูประกอบอาชีพและตอโรงงานอุตสาหกรรม และเพิ่ม ความมั่นคงตอประเทศชาติตอไป 3. คําจํากัดความ การจัดบริการทางอาชีวอนามัย สวัสดิการแรงงาน และสุขภาพ มีความสําคัญตอผูประกอบ อาชีพมาก มีผูอธิบายคําจํากัดความของคําที่สําคัญดังนี้ การจัดบริการทางอาชีวอนามัย (Occupational health service) หมายถึง การ บริการดูแลสุขภาพผูประกอบอาชีพในสถานประกอบการ เพื่อใหผูประกอบอาชีพมีสุขภาพสมบูรณ โดยปองกันอันตรายจากสิ่งคุกคามจากสิ่งแวดลอมในการทํางาน เชน แสงสวาง รังสี เสียงดัง ความ สั่นสะเทือน สารเคมี ความเครียด การยศาสตร รวมทั้งจากการบาดเจ็บและอุบัติเหตุจากการ ทํางาน กลาวโดยสรุป การจัดบริการทางอาชีวอนามัย นายจางควรใหการดูแลผูประกอบอาชีพ และสิ่งแวดลอมในการทํางานใหมีความเหมาะสม รูปแบบการจัดบริการดังกลาวอาจแตกตางกัน ไปในแตละประเทศโดยขึ้นอยูกับปจจัยหลาย ๆ ดาน เชน ความเครงครัดของกฎหมาย ฐานะทาง สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ (Benjamin, 2008) สวัสดิการแรงงาน (Welfare) หมายถึง การดําเนินการใด ๆ ไมวาโดยนายจาง สหภาพแรงงาน ตัวแทนลูกจาง หรือรัฐบาล ที่มีความมุงหมายเพื่อใหลูกจางมีระดับความเปนอยู ที่ดี มีความผาสุกทั้งกายและใจ มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความปลอดภัยในการทํางาน มีความเจริญ กาวหนา มีความมั่นคงในการดําเนินชีวิต ไมเฉพาะแตตัวลูกจางเทานั้น แตรวมถึงครอบครัวของ ลูกจางดวย (กระทรวงแรงงาน, 2548) สุขภาพ (Health) องคการอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) กําหนดนิยามของคําวา “สุขภาพ” หมายถึง สภาวะความสมบูรณทางรางกาย จิตใจ และสังคม มี ความเปนอยูในสังคมที่ดี ไมเจ็บปวยเปนโรค ในมุมมองขององคการอนามัยโลกระบุวา สุขภาพดี ไมใชการไมเปนโรคเทานั้น แตมองวา สิ่งแวดลอม สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม มีความสัมพันธกับ
  • 15.
    7 สุขภาพ สงผลใหมนุษยมีคุณภาพชีวิตที่ดี หากสามารถปรับตัวกับปจจัยตางๆ รอบตัวได (อนามัย ธีรวิโรจน เทศกะทึก, 2553) 4. ขอบเขตของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ ขอบเขตของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการในสถานประกอบการ มี รายละเอียดดังนี้ 4.1 ขอบเขตของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย การจัดบริการทางอาชีวอนามัยในภาคเอกชนและภาครัฐบาลควรมีการกําหนดขอบเขต ที่ชัดเจน ที่ผานมา องคการแรงงานระหวางประเทศและองคการอนามัยโลกเคยประชุมเพื่อกําหนด ขอบเขตของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยรวมกัน ประกอบดวย 4 ประเด็น มีรายละเอียดดังนี้ 1. การปกปองและปองกันสุขภาพตามการดําเนินอาชีวอนามัยพื้นฐาน ประกอบดวย 1) การบงชี้ การรับสัมผัสสิ่งคุกคามและปจจัยเสี่ยง เชน สภาพแวดลอมในการทํางานไมเหมาะสม และการทํางานหนักเกินไป 2) การประเมินระดับการรับสัมผัส บงชี้กลุมรับสัมผัสทั้งรายบุคคลและ รายกลุม รวมทั้งแหลงกําเนิดสิ่งคุกคาม 3) ประเมินความเสี่ยงตอสุขภาพและความปลอดภัยจากการ รับสัมผัสสิ่งคุกคามหรือสภาวะไมพึงประสงค และ 4) ใหคําแนะนําในการปองกันและควบคุม สิ่งคุกคาม เพื่อทําใหผูประกอบอาชีพมีสุขภาพที่ดี ตามลําดับ ภาพที่ 1-3 การใหคําแนะนําผูประกอบอาชีพในการดูแลสุขภาพตนเอง
  • 16.
    8 2. การปรับตัว ผูประกอบอาชีพทุกคนมีสภาวะสุขภาพและการปรับตัวเขากับสภาพ แวดลอมในการทํางานไดไมเทากันโดยเฉพาะกลุมเสี่ยง เชน ผูสูงวัย หญิงตั้งครรภ แรงงานขามชาติ ผูพิการ ผูประกอบอาชีพที่เจ็บปวย ดังนั้น เจาหนาที่ความปลอดภัยในการทํางานควรมีการประเมิน การปรับตัวของผูประกอบอาชีพตามระดับความสามารถและความชํานาญการในการทํางาน 3. การสงเสริมและพัฒนาสุขภาพกายและจิตใจผูประกอบอาชีพ กิจกรรมในการ สงเสริมสุขภาพที่จัดใหผูประกอบอาชีพ จะชวยใหผูประกอบอาชีพมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได 4. การรักษาและการฟนฟูสภาพ ผูประกอบอาชีพอาจไดรับอุบัติเหตุหรือเปนโรค เฉียบพลันและเรื้อรังจากการทํางาน โดยเฉพาะผูประกอบอาชีพสูงอายุมีโอกาสเปนโรคเรื้อรังไดมาก ดังนั้น การรักษาและฟนฟูสมรรถภาพจะชวยลดอาการไมพึงประสงค ทําใหผูประกอบอาชีพมีสุขภาพ ที่ดีขึ้น สามารถกลับไปทํางานเดิมหรืองานใหมไดมากที่สุดเทาที่จะเปนไปได 4.2 ขอบเขตของการจัดสวัสดิการ การจัดสวัสดิการใหแกผูประกอบอาชีพ เปนสิ่งที่นายจางจําเปนตองจัดใหแกลูกจาง เพื่อ ใหมีความเปนอยูที่ดี มีสุขภาพกายและจิตใจที่สมบูรณ มีความปลอดภัยในการทํางาน มีความ เจริญกาวหนา มีความมั่นคงในการดําเนินชีวิต การจัดสวัสดิการเปนการจัดใหกับผูประกอบอาชีพ รวมถึงครอบครัวดวย ขอบเขตของการจัดสวัสดิการดังกลาวจําแนกออกเปน 2 ประเภท คือ 1) การจัดสวัสดิการแรงงานตามที่กฎหมายกําหนด เชน การจัดหองนํ้า หองสวม และ 2) การ จัดสวัสดิการแรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด เชน การจัดตั้งโรงเรียนในโรงงาน การจัดใหมี หองสมุด (กระทรวงแรงงาน, 2548) ดังรายละเอียดในหนา 10 5. วัตถุประสงคของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ 5.1 การจัดบริการทางอาชีวอนามัย การจัดบริการทางอาชีวอนามัย มีวัตถุประสงคของการดําเนินงานหลายประการดวยกัน ซึ่งองคการแรงงานระหวางประเทศและองคการอนามัยโลกไดระบุวัตถุประสงคไวดังนี้ องคการแรงงานระหวางประเทศ กําหนดวัตถุประสงคตาม “อนุสัญญาและขอแนะ ขององคการแรงงานระหวางประเทศฉบับที่ 155 และ 161 (Occupational Safety and Health Convention; No. 155, 161)” กลาวถึงวัตถุประสงคในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยของ
  • 17.
    9 นายจางที่มีตอผูประกอบอาชีพ ประกอบดวย 1)เพื่อปองกันและสงเสริมสุขภาพของผูประกอบอาชีพ 2) เพื่อปรับปรุงสภาวะในการทํางานและสิ่งแวดลอมในการทํางาน และ 3) เพื่อบํารุงรักษาสุขภาพ ตามลําดับ องคการอนามัยโลก ระบุวัตถุประสงคไวจํานวน 10 ขอ สอดคลองตามกลยุทธในการดูแล สุขภาพดีถวนหนา (Guidotti, 2011) คือ 1) เพิ่มความเขมแข็งในนโยบายของประเทศและนานาชาติ เกี่ยวกับสุขภาพในการทํางาน รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือและนโยบายที่จําเปน 2) พัฒนาสิ่งแวดลอม ในการทํางาน 3) พัฒนาการปฏิบัติงานที่เหมาะสมและสงเสริมสุขภาพในการทํางาน 4) เพิ่มความ เขมแข็งของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย 5) จัดตั้งการบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการจัดบริการ ทางอาชีวอนามัย 6) พัฒนามาตรฐานอาชีวอนามัยตามผลจากการประเมินความเสี่ยง 7) พัฒนา ทรัพยากรมนุษยเพื่อการดําเนินงานอาชีวอนามัย 8) จัดตั้งระบบขอมูล พัฒนา การบริการขอมูล การกระจายขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ 9) เพิ่มความเขมแข็งในการทําวิจัย และ 10) พัฒนาการ ประสานงานระหวางงานอาชีวอนามัยและกิจกรรมอื่น ๆ ตามลําดับ อยางไรก็ตาม การจัดบริการทางอาชีวอนามัยแนวใหม คณะกรรมาธิการงานอาชีวอนามัย ระหวางประเทศไดประชุมและแสดงความคิดเห็นรวมกับองคการแรงงานระหวางประเทศและองคการ อนามัยโลก โดยกําหนดแนวทางในการดําเนินงานทางอาชีวอนามัย เพื่อใหครอบคลุมการดูแลสุขภาพ ผูประกอบอาชีพ 3 ประการ ไดแก 1) การสงเสริมและรักษาสุขภาพ 2) การสงเสริมความสามารถใน การทํางานของผูประกอบอาชีพ การปรับปรุงสภาพแวดลอมและการทํางานใหดีขึ้น และ 3) การพัฒนา องคกรและวัฒนธรรมขององคกร ตามลําดับ ภาพที่ 1-4 การติด Passive badge เพื่อเก็บ ตัวอยางสารตัวทําละลาย ภาพที่ 1-5 การประชุมของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางาน
  • 18.
    10 5.2 การจัดสวัสดิการ การจัดสวัสดิการแกลูกจางในสถานประกอบการ มีการกําหนดขอบเขตเพื่อความคลองตัว ในการดําเนินงานซึ่งกรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ไดกําหนดขอบเขตของ การดําเนินภารกิจ 3 ประการ คือ 1) กําหนดและพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการ 2) สงเสริม สนับสนุน และดําเนินการใหมีการจัดสวัสดิการ และ 3) ปฏิบัติงานรวมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของ หนวยงานอื่นที่เกี่ยวของหรือที่ไดรับมอบหมายการกําหนดและพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการ ตามลําดับ ซึ่งการกําหนดและพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการภายใตภารกิจและพัฒนารูปแบบการ จัดสวัสดิการนี้ไดมีการจัดสวัสดิการแรงงานออกเปน 2 ประเภท คือ สวัสดิการแรงงานตามที่ กฎหมายกําหนด และสวัสดิการแรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด รายละเอียดดังตอไปนี้ ประการแรก สวัสดิการแรงงานตามที่กฎหมายกําหนด เปนสวัสดิการที่ไดมีการพิจารณา แลววาเปนสิ่งจําเปนพื้นฐานสําหรับลูกจางในสถานประกอบกิจการ กฎหมายที่ใชบังคับเพื่อให สถานประกอบกิจการที่มีลูกจางตั้งแต 1 คนขึ้นไปตองมีการจัดสวัสดิการประเภทนี้ คือ ประกาศ กระทรวงมหาดไทย เรื่อง “กําหนดสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยสําหรับลูกจาง” ในประกาศ ฉบับนี้ไดกําหนดรายละเอียดและรูปแบบของสวัสดิการแรงงานที่สถานประกอบกิจการตองจัดให และนายจางตองจัดใหมีบริการเพื่อชวยเหลือลูกจางเมื่อประสบอันตรายหรือเจ็บปวยในการ ปฐมพยาบาลหรือในการรักษาพยาบาล ดังรายละเอียดในบทที่ 12 การปฐมพยาบาล ใหนายจาง ภาพที่ 1-6 แพทยอาชีวเวชศาสตรตรวจรางกายผูประกอบอาชีพ
  • 19.
    11 จัดใหมีนํ้าสะอาดสําหรับดื่ม ใหมีปริมาณเพียงพอแกลูกจาง ดังรายละเอียดในบทที่10 โภชนาการ ในสถานประกอบการ (กระทรวงแรงงาน, 2548) ประการที่สอง สวัสดิการแรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด นายจางควรจัด สวัสดิการใหลูกจาง รวมถึง 1) สวัสดิการที่มุงพัฒนาลูกจาง ประกอบดวย การสงเสริม เชน การ ศึกษา การจัดตั้งโรงเรียนในโรงงาน การอบรมความรูเกี่ยวกับการทํางาน การจัดใหมีหองสมุดหรือ มุมอานหนังสือ 2) สวัสดิการที่ชวยเหลือในเรื่องคาครองชีพ ประกอบดวย การจัดตั้งรานคา สวัสดิการหรือสหกรณรานคา การใหเงินชวยเหลือตาง ๆ เชน งานแตงงาน งานอุปสมบท งานศพ การจัดชุดทํางาน การจัดหอพัก การจัดใหมีรถรับ-สง เงินโบนัส 3) สวัสดิการที่ชวยเหลือการออม ของลูกจาง ประกอบดวย สหกรณออมทรัพย กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ 4) สวัสดิการที่พัฒนาสถาบัน ครอบครัวของลูกจาง การจัดสถานเลี้ยงดูบุตรของลูกจาง การชวยคารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว การชวยเหลือคาเลาเรียนบุตรของลูกจาง 5) สวัสดิการที่สงเสริมความมั่นคงในอนาคต ประกอบดวย เงินบําเหน็จ เงินรางวัลทํางานนาน ใหลูกจางซื้อหุนของบริษัท กองทุนฌาปนกิจ เงินกูเพื่อสวัสดิการ ที่พักอาศัย และ 6) สวัสดิการนันทนาการและสุขภาพอนามัย ประกอบดวย การจัดทัศนศึกษา การแขงขันกีฬา การจัดงานเลี้ยงสังสรรคพนักงาน การใหความรูเรื่องสุขภาพอนามัย ตามลําดับ (กระทรวงแรงงาน, 2548) 6. องคการแรงงานระหวางประเทศ องคการแรงงานระหวางประเทศ (International Labour Organization, ILO) เปนองคกร ที่มีหนาที่ชวยเหลือแรงงานทั่วโลก โดยการสงเสริมและสนับสนุนกิจกรรมใด ๆ เพื่อกอใหเกิด ความเปนธรรมในการใชแรงงาน และสงเสริมในแงของความเปนธรรมของคาจาง องคกรนี้ยังมีการ สงเสริมและคุมครองสิทธิเพื่อใหแรงงานทุกคนมีความเทาเทียมกันในประเด็นอื่น ๆ เชน มีรายไดจาก การทํางาน สวนหนาที่ในการคุมครองสิทธิ จะเปนการคุมครองและสนับสนุนใหเกิดความเปนธรรมมาก ที่สุด นอกจากนั้นยังมุงเนนความสันติสุขในโลกใบนี้และความสงบสุขในสังคม องคการแรงงานระหวางประเทศกอตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2462 ภายใตอนุสัญญาแวรซาย (Part XIII of the Versailles Peace Treaty) ในชวงเริ่มแรกมีสมาชิกจํานวน 45 ประเทศ ปจจุบันมีสมาชิก 187 ประเทศ (ขอมูล ณ พ.ศ. 2558) แตละประเทศมีผูแทน 4 คน เปนตัวแทนจากรัฐบาล 2 คน และตัวแทนนายจางและลูกจางฝายละ1คน มีสํานักงานในระดับภูมิภาคและสํานักงานประจําประเทศ หลายแหงในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟก เพื่อใหความชวยเหลือในดานตาง ๆ เชน ดานวิชาการ การฝกอบรม การศึกษาวิจัย สํานักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟกตั้งอยูในกรุงเทพมหานคร
  • 20.
    12 6.1 หนาที่หลักขององคการแรงงานระหวางประเทศ หนาที่หลักขององคการแรงงานระหวางประเทศมี3ประการดวยกันคือ1)กําหนดมาตรฐาน แรงงาน หรืออนุสัญญา(Conventions) และขอแนะ (Recommendations) 2) ใหความชวยเหลือ ดานเทคนิคแกประเทศกําลังพัฒนา (Technical cooperation to assist developing nations) และ 3) การกําหนดมาตรฐานอื่น ๆ (Standard-setting) ตามลําดับ องคการแรงงานระหวางประเทศกําหนดหัวขอมาตรฐานแรงงานระหวางประเทศขึ้นมา เพื่อ ใหประเทศสมาชิกสามารถนําไปปฏิบัติตาม โดยจําแนกมาตรฐานแรงงานระหวางประเทศเปน 22 หัวขอ ประกอบดวย 1) เสรีภาพในการสมาคม การรวมเจรจาตอรอง และแรงงานสัมพันธ 2) แรงงาน บังคับ 3) การขจัดการใชแรงงานเด็ก และการคุมครองเด็กและผูเยาว 4) โอกาสและการปฏิบัติที่เทา เทียมกัน 5) การรวมปรึกษาหารือไตรภาคี 6) การตรวจแรงงานและการบริหารแรงงาน 7) การสงเสริม และนโยบายการจางงาน 8) การฝกอบรมและการแนะแนวอาชีพ 9) ความมั่นคงในการจางงาน 10) คาจาง 11) เวลาการทํางาน 12) ความปลอดภัยและสุขอนามัยในการทํางาน 13) ความมั่นคงทาง สังคม 14) การคุมครองความเปนมารดา 15) นโยบายทางสังคม 16) คนงานอพยพ 17) คนประจํา เรือ 18) คนงานประมง 19) คนงานทาเรือ 20) ชนเผาและคนพื้นเมือง 21) ประเภทเฉพาะของคนงาน และ 22) บทบัญญัติทายบทของอนุสัญญา (กระทรวงแรงงาน, 2560) 6.2 ประวัติการเขาเปนสมาชิกขององคการแรงงานระหวางประเทศ การเปนสมาชิกขององคการแรงงานระหวางประเทศ ประเทศไทยเริ่มเขารวมเปนสมาชิก ขององคการแรงงานระหวางประเทศตั้งแตเริ่มแรกใน พ.ศ. 2462 โดยไดใหสัตยาบันของอนุสัญญา จํานวน17ฉบับจาก188ฉบับโดยรัฐบาลไทยลงนามใหสัตยาบันILOฉบับลาสุด(13มิถุนายน2560) โดยจะมีผลบังคับใชใน พ.ศ. 2561 คือ “ฉบับที่ 111 วาดวยการเลือกปฏิบัติในการจางงานและอาชีพ” 6.3 อนุสัญญาและขอแนะที่เกี่ยวของ อนุสัญญา (Convention) อนุสัญญาเปนตราสารที่มีสภาพบังคับ โดยไดบัญญัติขอกําหนด มาตรฐานแรงงานในแตละประเด็นไว ภายหลังแตละประเทศใหสัตยาบันแลวจะตองออกกฎหมาย ขอบังคับ หรือแนวปฏิบัติภายในประเทศใหสอดคลองกับบทบัญญัติของอนุสัญญา สวนที่ยังไมให สัตยาบันในอนุสัญญาที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานบางฉบับ แตมีความสําคัญมาก เชน อิสรภาพ
  • 21.
    13 ในการรวมกลุมและการเจรจาตอรอง ตามอนุสัญญาฉบับที่ 87และ 98 (Freedom of Association and Collective Bargaining) การเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับการจางงานและอาชีพ ตามอนุสัญญาฉบับที่ 111 (Elimination of Discrimination in Respect of Employment and Occupation) อนุสัญญา ที่ใหสัตยาบันแลว ไดแก แรงงานบังคับ ตามอนุสัญญาฉบับที่ 29 และอนุสัญญาฉบับที่ 105 และ แรงงานเด็ก ตามอนุสัญญาฉบับที่ 138 และอนุสัญญาฉบับที่ 182 (กระทรวงแรงงาน, 2560) อนุสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัย เชน 1) อนุสัญญาโรค มะเร็งจากการประกอบอาชีพฉบับที่ 139 (C139-Occupational Cancer Convention, 1974) 2) อนุสัญญาสภาพแวดลอมในการทํางาน มลพิษทางอากาศ เสียง ความสั่นสะเทือน ฉบับที่ 148 (C148- Working Environment (Air Pollution, Noise and Vibration) Convention) 3) อนุสัญญาอาชีว อนามัยและความปลอดภัยฉบับที่ 155 (C155-Occupational Safety and Health Convention, 1981) 4) อนุสัญญาการจัดบริการทางอาชีวอนามัยฉบับที่ 161 (C161-Occupational Health Services Convention, 1985) 5) อนุสัญญาสิทธิประโยชนการบาดเจ็บจากการจางงานฉบับที่ 121 (C121-Employment Injury Benefits Convention, 1964) และ 6) อนุสัญญาตัวแทนลูกจาง ฉบับที่ 135 (C135-Workers’ Representatives Convention, 1971) องคการแรงงานระหวางประเทศไดพยายามผลักดันการใหสัตยาบันตออนุสัญญาฉบับที่ 187 หลังจากที่ประเทศสิงคโปร มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ไดใหสัตยาบันแลว ประเทศไทย ขณะนี้เขายื่นสัตยาบันสารอนุสัญญาตอองคการแรงงานระหวางประเทศ (ILO) ฉบับที่ 187 วาดวย กรอบเชิงสงเสริมการดําเนินงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ค.ศ. 2006 และลาสุดใหสัตยาบัน อนุสัญญาฉบับที่ 111 วาดวยการเลือกปฏิบัติในการจางงานและอาชีพ ดังที่กลาวมาแลว (สมาคม สงเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทํางาน, 2559) ขอแนะ (Recommendation) ขอแนะเปนตราสารที่ไมมีสภาพบังคับ และไมเปดให สัตยาบัน หากแตระบุถึงวิธีการปฏิบัติดานแรงงานเพื่อใหประเทศสมาชิกไดพิจารณานําไปเปนแนวทาง ปรับใชภายในประเทศ ขอแนะมี 2 ประเภทดวยกัน ไดแก 1) ขอแนะเสริมอนุสัญญา ขอแนะประเภทนี้ มีเนื้อหาที่เปนการอธิบายหรือเพิ่มเติมรายละเอียดในทางปฏิบัติใหแกอนุสัญญาฉบับนั้น เชน ขอแนะ ฉบับที่ 199 วาดวยงานในภาคการประมง และ 2) ขอแนะที่ไมประกอบอนุสัญญาใด ๆ ขอแนะประเภท นี้ เปนเพียงตราสารที่ใหแนวทางและวิธีปฏิบัติดานแรงงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เชน ขอแนะฉบับที่ 198 วาดวยความสัมพันธในการจางงาน (กระทรวงแรงงาน, 2560) ขอแนะที่มีความสําคัญและเกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยคือการจัดบริการทาง อาชีวอนามัยตามขอแนะฉบับที่ 112 ขององคการแรงงานระหวางประเทศ (R112-Occupational Health Services Recommendation) ขอแนะนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) ปกปองผูประกอบอาชีพ
  • 22.
    14 จากสิ่งคุกคามจากการทํางานที่เกิดขึ้นเนื่องจากงานหรือสภาพการทํางาน 2) การปรับตัวทางรางกาย และจิตใจของผูประกอบอาชีพโดยเฉพาะอยางยิ่งการปรับตัวของผูประกอบอาชีพและการมอบหมาย งานใหเหมาะสม และ 3) การสรางและบํารุงรักษาไวซึ่งสุขภาวะทางกายและใจที่ดีของผูประกอบอาชีพ ตามลําดับ ขอกลาวถึงขอแนะอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัย ประกอบดวย 1) ขอแนะโรคมะเร็งจากการประกอบอาชีพฉบับที่ 147 (Occupational Cancer Recommendation, 1974; No. 147) 2) ขอแนะอนุสัญญาสภาพแวดลอมในการทํางาน มลพิษทางอากาศ เสียง ความสั่นสะเทือน ฉบับที่ 156 (R156-Working Environment (Air Pollution, Noise and Vibration) Recommendation, 1977; No. 156) 3) ขอแนะอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ฉบับที่ 164 (R164-Occupational Safety and Health Recommendation, 1981; No. 164) และ 4) ขอแนะการจัดบริการทางอาชีวอนามัยฉบับที่ 171 (R171-Occupational Health Services Recommendation, 1985; No. 171) 6.4 บทบาทและหนาที่ของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยตามหลักอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 161 และขอแนะฉบับที่ 171 การจัดบริการทางอาชีวอนามัยในแตละประเทศมีความแตกตางกัน ขึ้นอยูกับปจจัย หลายอยาง ซึ่งผูที่รับผิดชอบในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยควรดําเนินการเปนขอ ๆ โดยเริ่มจาก 1) กําหนดนโยบาย นายจางควรกําหนดนโยบายในการบริการดานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ไวเปนอันดับแรก 2) กําหนดวัตถุประสงคและเปาหมายของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยใหชัดเจน 3)จัดองคกรการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและกําหนดหนาที่ของการจัดบริการทางอาชีวอนามัยรวมถึง การเฝาระวังสิ่งแวดลอมในการทํางาน เฝาระวังสุขภาพผูประกอบอาชีพ การใหขอมูล ความรู อบรม แกผูประกอบอาชีพและนายจาง และการจัดโครงการปฐมพยาบาล รักษา และดูแลสุขภาพ 4) กําหนด ขั้นตอนทางอาชีวอนามัย ซึ่งนายจางควรกําหนดวิธีการใหบริการทางอาชีวอนามัยใหมีความเหมาะ สมกับสถานประกอบการและสภาพแวดลอมในการทํางาน นายจางจะตองเปนผูรับผิดชอบคาใชจาย ที่ใชในการตรวจสภาพแวดลอมในการทํางานและตรวจสุขภาพผูประกอบอาชีพ และ 5) การประเมิน สิ่งแวดลอมในการทํางานและตรวจสุขภาพผูประกอบอาชีพ (Guidotti, 2011) การจัดบริการทางอาชีวอนามัยในประเทศไทย มีบุคลากรที่เกี่ยวของหลายอาชีพที่จะ ทําใหการดําเนินงานบรรลุตามเปาหมายได ดังนั้น จึงจําเปนอยางยิ่งที่จะตองอาศัยผูมีประสบการณ มาทํางานรวมกัน ซึ่งผูที่มีหนาที่ที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยประกอบดวยบุคลากร
  • 23.
    15 หลายฝาย แสดงรายละเอียดในบทที่ 2การจัดตั้งโครงการจัดบริการทางอาชีวอนามัย ดังตารางที่ 2-1 บุคลากรที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัย 7. กฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ กฎหมายที่เกี่ยวของกับการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการ มีทั้งพระราชบัญญัติ และกฎกระทรวง ในบทนี้ผูเขียนขอยกตัวอยางถึงพระราชบัญญัติและกฎกระทรวง ประกอบดวย 1) พระราชบัญญัติคุมครองแรงงานพ.ศ.2541หมวด7สวัสดิการ2)กฎกระทรวงวาดวยการจัดสวัสดิการ ในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2548 3) ประกาศคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เรื่อง มาตรฐาน ดานสวัสดิการแรงงานที่พักอาศัยสําหรับลูกจางประเภทกิจการกอสราง 4) กฎกระทรวงกําหนด หลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และสงผลการตรวจแกพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 มีรายละเอียดดังนี้ 7.1 พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 7 สวัสดิการ พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 7 สวัสดิการ ตามมาตรา 96 ระบุวา สถานประกอบกิจการที่มีลูกจางตั้งแต 50 คนขึ้นไป ใหนายจางจัดใหมีคณะกรรมการสวัสดิการใน สถานประกอบกิจการ ประกอบดวยผูแทนฝายลูกจางอยางนอย 5 คน นายจางตองจัดใหมีการประชุม หารือกับคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการอยางนอย 3 เดือนตอครั้ง ใหรัฐมนตรี ออกกฎกระทรวงในการจัดสวัสดิการ ตามมาตรา 97 หนาที่ของคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ (1) รวมหารือกับนายจางเพื่อจัดสวัสดิการแกลูกจาง (2) ใหคําปรึกษาหารือและเสนอแนะความเห็นแกนายจางในการจัดสวัสดิการสําหรับลูกจาง (3) ตรวจตรา ควบคุม ดูแล การจัดสวัสดิการที่นายจางจัดใหแกลูกจาง (4) เสนอขอคิดเห็นและแนวทางในการจัดสวัสดิการที่เปนประโยชนสําหรับลูกจางตอ คณะกรรมการสวัสดิการ ตามมาตราที่ 98 นายจางตองจัดใหมีการประชุมหารือกับคณะกรรมการในสถาน ประกอบกิจการอยางนอย 3 เดือนตอครั้ง หรือเมื่อมีการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการเกิน กึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด หรือสหภาพแรงงานรองขอโดยมีเหตุผลอันควร
  • 24.
    16 7.2 กฎกระทรวงวาดวยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ.2548 นํ้าดื่ม/ หองนํ้า/หองสวม เวชภัณฑและยา เพื่อใชในการปฐมพยาบาล/พยาบาล/แพทย/รถสง ผูปวย กระทรวงแรงงานไดออกกฎกระทรวงวาดวย “การจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2548” โดยกรมสวัสดิการและคุมครองแรงงานดําเนินภารกิจคือ ในสถานที่ทํางานของลูกจาง ใหนายจางจัดใหมี 1) นํ้าสะอาดสําหรับดื่มไมนอยกวา 1 ที่ สําหรับลูกจางไมเกิน 40 คน และเพิ่ม ขึ้นในอัตราสวนหนึ่งสําหรับลูกจางทุก ๆ 40 คน เศษของ 40 คน ถาเกิน 20 คนใหถือเปน 40 คน และ 2) หองนํ้าและหองสวมตามแบบและจํานวนที่กําหนดในกฎหมายวาดวยการควบคุมอาคารและ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ และมีการดูแลรักษาความสะอาดใหอยูในสภาพที่ถูกสุขลักษณะเปนประจํา ทุกวัน ใหนายจางจัดใหมีหองนํ้าและหองสวมแยกสําหรับลูกจางชายและลูกจางหญิง และในกรณี ภาพที่ 1-7 การจัดสวัสดิการเกี่ยวกับหองสวม ภาพที่ 1-8 การจัดสวัสดิการเกี่ยวกับหองนํ้า
  • 25.
    17 ที่มีลูกจางที่เปนคนพิการ ใหนายจางจัดใหมีหองนํ้าและหองสวมสําหรับคนพิการแยกไวโดยเฉพาะ (กระทรวงแรงงาน, 2548)ตามตารางที่ 10-2 การจัดสวัสดิการนํ้าดื่มและอางลางมือในสถานประกอบ การตามประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม 7.3 ประกาศคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เรื่อง มาตรฐานดานสวัสดิการแรงงาน ที่พักอาศัยสําหรับลูกจางประเภทกิจการกอสราง พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 93 (3) บัญญัติใหคณะกรรมการ สวัสดิการแรงงานมีอํานาจหนาที่ใหคําแนะนําในการจัดสวัสดิการสําหรับสถานประกอบกิจการแตละ ประเภท ดังนั้น เพื่อเปนการใหคําแนะนําใหนายจางดําเนินการจัดสวัสดิการแรงงานที่พักอาศัย สําหรับลูกจางในงานกอสรางใหไดมาตรฐาน สงเสริมคุณภาพชีวิต ปองกันและแกไขปญหาการ ขาดแคลนกําลังแรงงานในงานกอสรางของประเทศไทย (สมาคมสงเสริมความปลอดภัยและอนามัย ในการทํางาน, 2559) คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจึงกําหนดมาตรฐานดานสวัสดิการแรงงาน ที่พักอาศัยสําหรับลูกจางประเภทกิจการกอสราง โดยสรุปดังตอไปนี้ 1. ลักษณะหองพักอาศัย ประกอบดวย 1) ขนาดหองพักมีความกวางดานแคบที่สุด ไมนอยกวา 2.5 เมตร ขนาดพื้นที่โดยรวมไมนอยกวา 9 ตารางเมตร สูงไมนอยกวา 2.4 ตารางเมตร 2) มีฐานรากที่ปลอดภัย แข็งแรง 3) ที่พักอาศัยที่สรางติดกัน หรือมีความยาวรวมกันถึง 45 เมตร ตองมีที่วางระหวางแถวดานขางที่พักอาศัยนั้นกวางไมนอยกวา 2.5 เมตร ในชองตลอดความลึก ของที่พักอาศัย 4) การระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ ตองมีพื้นที่ไมนอยกวารอยละ 10 ของพื้นที่ ของหองนั้น โดยไมนับพื้นที่ของประตู หนาตาง และชองระบายที่ติดตอกับหองอื่นหรือชองทางเดิน ภายในอาคาร 5) จัดใหมีหองพักใหแกลูกจางในจํานวนที่เพียงพอกับจํานวนลูกจางที่อาศัย 2. ใหนายจางดําเนินการจัดหองนํ้าและหองสวม มีลักษณะดังนี้ 1) แยกจากกัน หรือ อยูในหองเดียวกันก็ได แตตองแยกชาย หญิง 2) รากฐานโครงสรางมีความปลอดภัย แข็งแรง 3. จัดใหมีการจัดการมูลฝอย ตามกฎหมายวาดวยการสาธารณสุขและการระบายนํ้า ที่เหมาะสม 4. ในกรณีที่มีลูกจางผูพักอาศัยตั้งแต 10 คนขึ้นไป ใหนายจางจัดใหมีตูยาสามัญประจํา บาน เพื่อบรรเทาอาการปวย การปฐมพยาบาลในเบื้องตน 5. ใหนายจางดําเนินการเพื่อใหเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของลูกจาง อยางนอยดังนี้ 1) อุปกรณการใชไฟฟาไมชํารุด มีอุปกรณปองกันอันตรายจากกระแสไฟฟารั่ว 2) จัดใหมีเครื่องดับเพลิงแบบเคลื่อนที่ไดชนิดที่เหมาะสมกับเชื้อเพลิง 3) ตองมีอุปกรณหรือระบบ
  • 26.
    18 เตือนภัยที่สามารถสงสัญญาณแจงเหตุใหรับรูครอบคลุมทุกพื้นที่ และ 4)ติดปายแสดงเขตที่พักอาศัย ใหชัดเจน 6. ใหนายจางดําเนินการดูแลที่พักอาศัย โดย 1) จัดทําปายหรือประกาศเตือนเกี่ยวกับ พิษภัยหรืออัตราโทษตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ 2) จัดใหมีขอปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแล ที่พักอาศัยใหสะอาด ถูกสุขลักษณะ ในกรณีที่มีลูกจางตั้งแต 10 คนขึ้นไป ใหนายจางแตงตั้งลูกจาง อยางนอย 1 คน เปนผูดูแลที่พักอาศัย 7.4 กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และสงผล การตรวจแกพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และสงผลการตรวจ แกพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 (กระทรวงแรงงาน, 2547) มีสาระสําคัญคือ 1. ใหนายจางจัดใหมีการตรวจสุขภาพของลูกจางที่ทํางานเกี่ยวกับปจจัยเสี่ยงโดยแพทย แผนปจจุบันชั้นหนึ่งที่ไดรับอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมดานอาชีวเวชศาสตรหรือที่ผานการอบรม ดานอาชีวเวชศาสตร 2. ใหนายจางตรวจสุขภาพลูกจางครั้งแรกใหเสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับแตวันที่รับลูกจาง เขาทํางาน และตรวจสุขภาพลูกจางครั้งตอไปอยางนอยปละ 1 ครั้ง 3. หากลูกจางมีการเปลี่ยนแปลงหนาที่การทํางานที่ทําใหสภาพอันตรายที่แตกตางไปจาก เดิม ใหนายจางจัดใหมีการตรวจสุขภาพลูกจางทุกครั้งภายใน 30 วันนับแตวันที่เปลี่ยนงาน 4. ในกรณีที่ลูกจางหยุดงาน 3 วันทํางานติดตอกัน เนื่องจากประสบอันตรายหรือเจ็บปวย ไมวากรณีใด ๆ นายจางอาจขอความเห็นจากแพทยผูทําการรักษา หรือแพทยประจําสถานประกอบ กิจการ หรือจัดใหมีการตรวจสุขภาพของลูกจางกอนใหลูกจางกลับเขาทํางานอีกก็ได 5. ในการตรวจสุขภาพของลูกจาง ใหแพทยลงบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับผลการตรวจ สุขภาพ โดยใหระบุความเห็นของแพทยเกี่ยวกับภาวะสุขภาพลูกจางที่มีผลกระทบตออุปสรรค ในการทํางาน พรอมทั้งลงลายมือชื่อแพทยผูทําการตรวจ 6. ใหนายจางจัดใหมีสมุดสุขภาพประจําตัวของลูกจางที่ทํางานเกี่ยวกับปจจัยเสี่ยง และ ใหนายจางบันทึกผลการตรวจสุขภาพของลูกจางในสมุดสุขภาพประจําตัวของลูกจางตามผลการตรวจ ของแพทยทุกครั้งที่มีการตรวจสุขภาพ 7. ใหนายจางเก็บบันทึกผลการตรวจสุขภาพของลูกจางไว ณ ที่ทําการของนายจาง ไมนอยกวา 2 ปนับแตวันสิ้นสุดของการจางแตละราย เวนแตมีการฟองรองใหเก็บจนกวาจะมี คําพิพากษาถึงที่สุด
  • 27.
    19 8. หามไมใหนายจางนําขอมูลเกี่ยวกับลูกจางไปใชในทางที่เปนโทษแกลูกจางโดยไมมีเหตุ สมควร 9. ในกรณีที่ผลการตรวจสุขภาพของลูกจางปกติใหแจงแกลูกจางภายใน 7 วันนับแต วันที่ทราบผลการตรวจ 10. ในกรณีที่ผลการตรวจสุขภาพของลูกจางผิดปกติ ใหแจงแกลูกจางภายใน 3 วันนับแต วันที่ทราบผลการตรวจ 11. ใหนายจางแจงผลการตรวจสุขภาพของลูกจางที่ผิดปกติ พรอมทั้งใหการรักษาพยาบาล ปองกัน แกไขตอพนักงานตรวจแรงงานภายใน 30 วันนับแตวันที่ทราบความผิดปกติ 12. ถาลูกจางคนใดมีหลักฐานทางการแพทยจากสถานพยาบาลที่ทางราชการยอมรับวา ไมสามารถทํางานในหนาที่เดิมได ใหนายจางเปลี่ยนงานใหลูกจาง โดยคํานึงถึงสุขภาพและความ ปลอดภัยของลูกจางเปนสําคัญ 13. ใหนายจางมอบสมุดสุขภาพประจําตัวใหแกลูกจางเมื่อสิ้นสุดการจาง 8. สรุป การจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการในสถานประกอบการเปนสิ่งที่สําคัญ นายจางควรวางแผนในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยและสวัสดิการไวอยางดี เพื่อสุขภาพที่ดีตอตัว ผูประกอบอาชีพและประโยชนขององคกร ซึ่งการจัดบริการทางอาชีวอนามัยเปนการดําเนินการ บริการดูแลสุขภาพผูประกอบอาชีพในสถานประกอบการ เพื่อใหผูประกอบอาชีพมีสุขภาพที่สมบูรณ ไมใหไดรับอันตรายจากสิ่งคุกคามจากสิ่งแวดลอมในการทํางาน ขอบเขตของการจัดบริการทาง อาชีวอนามัยครอบคลุมถึงการปกปองและปองกัน การปรับตัวของผูประกอบอาชีพทุกคน การสงเสริม และพัฒนาสุขภาพทางกายและจิตใจผูประกอบอาชีพ และการรักษาและการฟนฟูสภาพ สวนบทบาท และหนาที่หลักในการจัดบริการทางอาชีวอนามัยดําเนินงานตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 161 และ ขอแนะฉบับที่ 171 เชน กําหนดนโยบาย กําหนดวัตถุประสงค จัดองคกร กําหนดขั้นตอนการจัด บริการทางอาชีวอนามัย ประเมินสิ่งแวดลอมในการทํางานและตรวจสุขภาพผูประกอบอาชีพ สวนการ จัดสวัสดิการในสถานประกอบการนั้น กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงานสรุปภารกิจไว 3 ประการ คือ 1) กําหนดและพัฒนารูปแบบการจัดสวัสดิการ 2) สงเสริม สนับสนุน และดําเนินการใหมีการ จัดสวัสดิการ และ 3) ปฏิบัติงานรวมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหนวยงานอื่นที่เกี่ยวของ หรือที่ไดรับมอบ ตามลําดับ สวนกฎหมายที่เกี่ยวของกับสวัสดิการและบริการดานสุขภาพ มีทั้ง พระราชบัญญัติและกฎกระทรวง เชน 1) พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 7
  • 28.
    20 สวัสดิการ 2) กฎกระทรวงวาดวยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการพ.ศ. 2548 3) ประกาศ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เรื่อง มาตรฐานดานสวัสดิการแรงงานที่พักอาศัยสําหรับลูกจาง ประเภทกิจการกอสราง
  • 29.
    21 คําถามทายบท 1. ยกตัวอยางขอบเขตในการจัดบริการทางอาชีวอนามัย มา2 ขอ ….………….........………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.การจัดบริการทางอาชีวอนามัย(Occupationalhealthservice)หมายถึง........................................ ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... 3. ยกตัวอยางวัตถุประสงคในการจัดบริการทางอาชีวอนามัย................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4. แตละประเทศมีผูแทนขององคการแรงงานระหวางประเทศ.........คน เปนตัวแทนจากรัฐบาล.......คน และตัวแทนนายจางและลูกจางฝายละ.............คน มีสํานักงานในระดับภาคพื้นเอเชียและแปซิฟกตั้งอยู ใน............................................................................................................................................................... 5. อนุสัญญาและขอแนะของการจัดบริการทางอาชีวอนามัย คือ ฉบับที่.................................................. ............................................................................................................................................................... 6. ยกตัวอยางสวัสดิการแรงงานตามกฎหมายและนอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนด มาอยางละ 2 ขอ .................................................................................................................................................................. …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 7. พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 7 สวัสดิการ ตามมาตรา 96 ระบุวา สถานประกอบกิจการที่มีลูกจางตั้งแต................ คนขึ้นไป ใหนายจางจัดใหมีคณะกรรมการสวัสดิการ ในสถานประกอบกิจการ 8. กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และสงผลการตรวจแกพนักงาน ตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 กําหนดใหนายจางตรวจสุขภาพลูกจางครั้งแรกใหเสร็จสิ้นภายใน .................วันนับแตวันที่รับลูกจางเขาทํางาน และตรวจสุขภาพลูกจางครั้งตอไปอยางนอยปละ ......................ครั้ง 9. ในกรณีที่ผลการตรวจสุขภาพของลูกจางผิดปกติ ใหแจงแกลูกจางภายใน.............วันนับแตวันที่ ทราบผลการตรวจ 10. กระทรวงแรงงานไดออกกฎกระทรวงวาดวย “การจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2548” คือ ในสถานที่ทํางานของลูกจาง ใหนายจางจัดใหมีนํ้าสะอาดสําหรับดื่มไมนอยกวา 1 ที่ สําหรับลูกจางไมเกิน....................คน
  • 30.
    22 เอกสารอางอิง กฎหมายดอทคอม. หมวด 8ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางาน. สืบคน เมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.kodmhai.com/m4/m4-2/H26/ m100-107.html กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. (2541). พระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน พ.ศ. 2541. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.labour.go.th/th/index. php/labour-laws/6282-2556-01-28-03-01-57 กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. (2549). กฎกระทรวงกําหนดมาตรฐาน ในการบริหารและการจัดการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอม ในการทํางาน พ.ศ. 2549. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.labour. go.th/th/index.php/labour-laws/6282-2556-01-28-03-01-57 กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. (2554). พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอมในการทํางาน พ.ศ. 2554. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.labour.go.th/th/doc/law/safety-statute-2554. pdf กรมสวัสดิการและคุมครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. (2556). กฎกระทรวงกําหนดมาตรฐานใน การบริหารจัดการ และดําเนินการดานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดลอม ในการทํางานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556. สืบคนเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.labour.go.th/th%20/attachments/article/18025/ 18025-1.pdf กระทรวงแรงงาน. (2547). กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจาง และ สงผลการตรวจแกพนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547. สืบคนเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.mol.go.th/employer/content/page/health_check กระทรวงแรงงาน. (2548). สวัสดิการแรงงาน. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http:// www.mol.go.th/employee/Welfare_workers กระทรวงแรงงาน. (2560). ขอมูลเบื้องตนเกี่ยวกับองคการแรงงานระหวางประเทศ (International Labour Organization: ILO). สืบคนเมื่อ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560. จาก http://www. mol.go.th
  • 31.
    23 กองสวัสดิการแรงงาน, กระทรวงแรงงาน. สวัสดิการแรงงาน.สืบคนเมื่อ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556. จาก http://welfare.labour.go.th สมาคมสงเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทํางาน. (2559). ประกาศคณะกรรมการสวัสดิการ แรงงาน เรื่อง มาตรฐานดานสวัสดิการแรงงานที่พักอาศัยสําหรับลูกจางประเภทกิจการ กอสราง. สืบคนเมื่อ 28 มกราคม พ.ศ. 2559. จาก http://www.shawpat.or.th/ สมาคมสงเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทํางาน. (2559). อนุสัญญาองคการแรงงานระหวาง ประเทศ ฉบับที่ 187 วาดวยกรอบการสงเสริมการดําเนินงานอาชีวอนามัย ความปลอดภัย พ.ศ. 2559. สืบคนเมื่อ 28 มกราคม พ.ศ. 2559. จาก http://www.shawpat.or.th/ สํานักงานกองทุนเงินทดแทน สํานักงานประกันสังคม, กระทรวงแรงงาน. (2558). รายงานประจําป 2556. กองทุนเงินทดแทน. สืบคนเมื่อ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558. จาก http://www.sso. go.th/wpr/uploads/uploadImages/file/AnnualReportBook2556.pdf สํานักงานกองทุนเงินทดแทน สํานักงานประกันสังคม, กระทรวงแรงงาน. (2558). รายงานประจําป พ.ศ. 2558. สืบคนเมื่อ 9 กุมภาพันธ พ.ศ. 2560. จาก http://www.sso.go.th/wpr/ uploads/uploadImages/file/AnnualReportBook2558.pdf สํานักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหวางประเทศ. (2557). รายงานภาระโรคและการบาดเจ็บของ ประชากรไทยปสุขภาวะที่สูญเสีย. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพงานกิจการโรงพิมพสงเคราะห องคการทหารผานศึก. สํานักงานสถิติแหงชาติ. (2559). ทิศทางการทํางานของแรงงานไทย. สืบคนเมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560. จาก http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/citizen/news/news_lfsdirect. jsp สํานักงานสถิติแหงชาติ. (2559). สรุปผลการสํารวจภาวะการทํางานของประชากร (เดือนกันยายน พ.ศ.2559).สืบคนเมื่อ18ตุลาคม2559.จากhttp://service.nso.go.th/nso/nsopublish/ themes/files/lfs59/reportSep.pdf สํานักงานสถิติแหงชาติ. (2560). ตารางสถิติจากสํานักงานสถิติแหงชาติ. สืบคนเมื่อ 9 กุมภาพันธ พ.ศ. 2560. จาก http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/search/result_ by_department-th.jsp อนามัย ธีรวิโรจน เทศกะทึก. (2553). การประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพ. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. อนามัย ธีรวิโรจน เทศกะทึก. (2560). อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ฉบับปรับปรุง. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพโอเดียนสโตร.
  • 32.
    24 อนามัย เทศกะทึก, ทนงศักดิ์ยิ่งรัตนสุข และวัลลภ ใจดี. (2558). แนวทางคัดกรองภาวะผื่นแพผิวหนัง อักเสบในผูประกอบอาชีพโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเฟอรนิเจอรไมเอ็มดีเอฟแหงหนึ่งในเขต ภาคตะวันออก : ปจจัยที่มีผลกระทบตอสุขภาพ. คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา. Benjamin, O. A. (2008). Fundamental principle of occupational health and safety. 2nd ed. Geneva: International Labour Office. Gatchel, R. J., and Schultz, I. Z. (2012). Handbook of occupational health and wellness. London: Sprinker Science Heidelberg Dordrecht. Guidotti, T. L. (2011). Global occupational health. The United of America: Oxford University Press. Guidotti, T. L., Cowell, J. W. F., and Jamieson, G. G. Occupational health services: A practical approach. สืบคนเมื่อ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.ualberta. ca/~gjhangri/ohp/contents.htm Guidotti, T. L., et al. (2013). Occupational health services: A practical approach. The third volume. London: Printed and bound in Great Britain by CPI group (UK) Ltd. Levy, B. S., et al. (2011). Occupational and environmental health: Recognizing and preventing disease and injury. 6th ed. New York: Oxford University Press. Lucchini, R. G., and London, L. (2014). Global occupational health: Current challenges and the need for urgent action. Ann Glob Health 80(4) (July-August): 251-256. Masterson, E. A., Themann, C. L., Luckhaupt, S. E., Li, J., and Calvert, G. M. (2016). Hearing difficulty and tinnitus among U.S. workers and non-workers in 2007. Am J Ind Med (January): 28. doi: 10.1002/ajim.22565. [Epub ahead of print] Mccunney, R. J. (2003). Practical approach to occupational and environmental medicine. 3rd ed. USA. Panuwet, P., Siriwong, W., Prapamontol, T., et al. (2012). Agricultural pesticide management in Thailand: Situation and population health risk. Environ Sci Policy 17: 72-81. Rantanen, J. (2007). Basic occupational health services-strategy, structures, activities, resources. สืบคนเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556. จาก http://www.ttl.fi/ en/publications/Electronic_publications/Documents/BOHS3Edition28Sept2007_ 3_.pdf
  • 33.
    25 Shyam, P. (2009).Basic occupational health services. Indian J Occup Environ Med 13(1) (April): 1-2. doi: 10.4103/0019-5278.50715. Stellman, J. M. (1998). Encyclopedia of occupational health and safety, 4 Volume Set. 4th ed. Geneva: International Labour Office. Thetkathuek, A., and Daniell, W. (2015). Migrant workers in agriculture: A view from Thailand. J Agromedicine 21(1): 106-112. doi: 10.1080/1059924X.2015.1043169. Review. Thetkathuek, A., and Meepradit, P. (2016). Work-related musculoskeletal disorders among workers in an MDF furniture factory in eastern Thailand. International Journal of Occupational Safety and Ergonomics 2016: 1-11. http://dx.doi.org /10.1080/10803548.2016.1257765 Thetkathuek,A.,Meepradit,P.,andJaidee,W.(2016).Factorsaffectingthemusculoskeletal disorders of workers in the frozen food manufacturing factories in Thailand. Int J Occup Saf Ergon 22(1): 49-56. Thetkathuek, A., Yingratanasuk, T., and Ekburanawat, W. (2016). Respiratory symptoms due to occupational exposure to formaldehyde and MDF dust in a MDF furniture factory in Eastern Thailand. Advances in Preventive Medicine 2016: 3705824. doi: 10.1155/2016/3705824. Thetkathuek, A., Jaidee, W., Saowakhontha, S., and Ekburanawat, W. (2015). Neuropsychological symptoms among workers exposed to toluene and xylene in two paint manufacturing factories in eastern thailand. Adv Prev Med 2015: 183728. doi: 10.1155/2015/183728. Thetkathuek,A.,Yingratanasuk,T.,Jaidee,W.,andEkburanawat,W.(2015).Coldexposure and health effects among frozen food processing workers in eastern Thailand. Saf health Work 6(1) (March): 56-61. doi: 10.1016/j.shaw.2014.10.004. Thetkathuek, A., Yingratanasuk, T., Demers, P. A., Thepaksorn, P., Saowakhontha, S., and Keifer, M. C. (2010). Rubber-tree dust and lung function among Thai furniture-factory workers. Int J Occup Environ Health 16(1): 69-74. WorldHealthOrganization.(1978). DeclarationofAlma-Ata.AdoptedattheInternational Conference on Primary Health Care, Alma-Ata, USSR, 6-12 September.