ความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ด้านจิตวิทยาซึ่งจะเกี่ยวกับความเข้าใจในพฤติกรรมของมนุษย์
มีความสำ�คัญอย่างมากต่อผู้ที่จะประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
วิชาชีพครูที่จำ�เป็นต้องเกี่ยวข้องกับผู้เรียนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื้อหาหลักบทนี้จะเป็นการปูพื้นความรู้
ความเข้าใจขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการเรียนการสอน การเป็นครูที่ดีและบทบาท
ของการวิจัยในการแสวงหาความรู้ด้านจิตวิทยาการเรียนการสอน
จิตวิทยาการศึกษา
	 คำ�ว่า จิตวิทยาการศึกษา (educational psychology) ได้ถูกบัญญัติขึ้นเมื่อประมาณ
ค.ศ. 1903 จากการเขียนหนังสือชื่อ educational psychology ของ Edward E. Thorndike
บุคคลผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาหรือผู้ก่อตั้งศาสตร์ด้านนี้ นอกจากนี้ยังมีบุคคลท่านอื่นที่ถือว่าเป็น
บทนำ�และบทบาทการวิจัยทางจิตวิทยา
การเรียนการสอน
1
2 จิตวิทยาการเรียนการสอน
ผู้บุกเบิกศาสตร์ด้านนี้ เช่น William James, G. Stanley Hall และ Charles H. Judd โดย
ขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษานั้นค่อนข้างกว้างขวางซึ่งเป็นความพยายามในการค้นคว้าเกี่ยวกับ
1) สาระและองค์ประกอบด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมต่อการเรียนรู้ 2) ธรรมชาติของกระบวนการ
เรียนรู้ 3) สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ และ 4) ระดับของศาสตร์ด้านนี้ในการรองรับด้านการศึกษา
(Crow and Crow, 1954 อ้างถึงใน Manuel Martinez-Pons, 2001: 4) นอกจากนี้ Davis (1983
อ้างถึงใน Manuel Martinez-Pons, 2001: 4) ได้เสนอว่า ขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษานั้น
มี 7 ด้าน ประกอบด้วย 1) พลวัตทางสังคมในห้องเรียน 2) พัฒนาการด้านพุทธิปัญญา สังคมและ
ร่างกาย 3) จิตวิทยาการเรียนรู้ 4) การจูงใจ 5) ทฤษฎีการสอน 6) ความแตกต่างระหว่างบุคคล
ในบางด้าน เช่น บุคลิกภาพ ความคิดสร้างสรรค์และเชาวน์ปัญญา และ 7) การวัดผล สถิติและ
การออกแบบการวิจัย
	 อย่างไรก็ตาม Slavin (2006: 3) ได้เสนอทัศนะในหนังสือชื่อ educational psychology:
theory and practice ในการพิมพ์ครั้งที่ 8 ว่า แม้ตามนิยามทางวิชาการโดยทั่วไปของคำ�ว่า “จิตวิทยา
การศึกษา” จะเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับตัวผู้เรียน การเรียนรู้และการสอนก็ตาม แต่คำ�ว่าจิตวิทยา
การศึกษายังมีความหมายมากกว่าคำ�นิยามที่ให้ไว้มากมายนัก ซึ่งจิตวิทยาการศึกษาเป็นความรู้ที่
ถูกเก็บสะสมไว้ เป็นภูมิปัญญาที่ครูทุกคนจำ�เป็นต้องใช้ในการแก้ปัญหาการสอนในชั้นเรียนทุกวัน
จิตวิทยาการศึกษาไม่ได้บอกครูว่าจะต้องทำ�อะไร แต่ให้หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจที่ดีในการสอน
นักจิตวิทยาการศึกษาได้ทำ�การวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติของผู้เรียน หลักการเรียนรู้ และวิธีการสอน
ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำ�เป็นสำ�หรับนักการศึกษาในการใช้ตัดสินใจต่อการเรียนการสอนว่าสิ่งใดจะเหมาะสม
กับการเรียนรู้ของผู้เรียนมากที่สุด
จิตวิทยาการเรียนการสอน
	 จะเห็นได้จากขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษาว่ามีประเด็นความสนใจด้านหนึ่งคือจิตวิทยา
การเรียนรู้และทฤษฎีด้านการสอนซึ่งครอบคลุมสาระที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการเรียนการสอนด้วย
ผู้เขียนเห็นว่า จิตวิทยาการเรียนการสอนเป็นอีกคำ�หนึ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกับจิตวิทยาการศึกษา
เนื่องจากจิตวิทยาการเรียนการสอนจะมุ่งศึกษาเกี่ยวกับตัวผู้เรียน การเรียนรู้และการสอนเช่นเดียวกัน
กับจิตวิทยาการศึกษา แต่จุดเน้นของจิตวิทยาการเรียนการสอนที่สำ�คัญในด้านการเรียนรู้จะมุ่งศึกษา
ว่าบุคคลเรียนรู้อย่างไรในบริบทต่าง ๆ เช่น การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์
ภาษาที่สอง พลศึกษา และการเรียนรู้ที่จะคิดอย่างมีวิจารณญาณ การเรียนรู้ที่จะกำ�กับตนเอง การ
เรียนรู้การจูงใจ ส่วนในด้านการสอนจะสนใจศึกษาว่าวิธีการสอนแบบใดมีประสิทธิภาพ เช่น การ
จิตวิทยาการเรียนการสอน 3
ให้ข้อมูลย้อนกลับ การยกตัวอย่าง การอธิบายตนเอง ปฏิสัมพันธ์จากเพื่อน การเรียนรู้แบบร่วมมือ
การสืบเสาะ การอภิปราย การติว การเรียนรู้โดยสื่อต่าง ๆ ฯลฯ (Mayer and Alexander, 2011)
และนอกจากนี้ยังมุ่งที่จะใช้การวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักการสำ�คัญเพื่อนำ�ไปสู่การตัดสินใจทางด้านการ
เรียนการสอนที่เหมาะสมที่สุดสำ�หรับผู้เรียนในบริบทต่าง ๆ นั่นเอง
สิ่งใดทำ�ให้เป็นครูที่ดีได้
	 คุณลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่อบอุ่น อารมณ์ขัน ความสามารถในการดูแลใส่ใจ
ผู้อื่น การวางแผน การทำ�งานหนัก การมีวินัยในตนเอง การเป็นผู้นำ� ความกระตือรือร้น ความรัก
ในการเรียนรู้ ความสามารถในการพูด เหล่านี้ล้วนเป็นคุณลักษณะด้านบวกที่ทำ�ให้กลายเป็นครูที่ดี
ได้ซึ่งทุกคนคงเห็นด้วยและไม่อาจปฏิเสธ แต่คำ�ถามสำ�คัญคือลักษณะเหล่านี้เพียงพอแล้วหรือยัง
	 มีคำ�ถามที่น่าสนใจและติดตลกนิด ๆ ว่า “สิ่งที่คุณจำ�เป็นต้องรู้เพื่อให้สามารถสอนม้าได้
คืออะไร ? แน่นอนคำ�ตอบคือ เราจำ�เป็นต้องรู้มากกว่าม้าแน่นอน
	 จากคำ�ถามดังกล่าวนำ�ไปสู่ประเด็นสำ�คัญที่ครูจะต้องทราบคือ ครูจะต้องทราบว่าผู้เรียน
ไม่มีความรู้หรือทักษะใด และครูจะต้องทราบเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่จะสอนผู้เรียน แต่ในที่สุดก็ทราบ
ว่าความรู้เพียงเท่านั้นไม่เพียงพอ สำ�หรับผู้ฝึกสอนม้าอาจจะมีความรู้ว่าม้าอาจสามารถจะทำ�สิ่งใด
และสามารถทำ�อะไรได้บ้าง แต่หากเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีการที่จะทำ�ให้สัตว์เช่นม้าซึ่งขี้กลัวและ
ไม่เป็นมิตรกลายเป็นม้าที่เชื่องได้ แน่นอนการสอนอาจจบลงไม่ดีนัก แต่การสอนเด็กแตกต่างจาก
ม้าเนื่องจากเด็กนักเรียนฉลาดกว่าม้าหลายเท่า ความรู้เกี่ยวกับวิธีการถ่ายทอดข้อมูลและทักษะ
ย่อมเป็นสิ่งสำ�คัญพอ ๆ กับความรู้และทักษะที่จะสอนซึ่งอาจจะเป็นความจริงที่ว่า “เรามีครูที่ฉลาด
และเก่งในด้านเนื้อหาวิชาในสาขาต่าง ๆ มากมายแต่ไม่มีความสามารถในการสอนได้”
	 การเป็นครูที่ดีและมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่รู้ในเนื้อหาวิชาของตนแต่จำ�เป็นต้อง
สามารถสื่อสารความรู้นั้นต่อผู้เรียน และความสามารถในการเชื่อมโยงมโนทัศน์เชิงนามธรรม เช่น
การเชื่อมโยงมโนทัศน์ของจำ�นวนบวกและจำ�นวนลบไปสู่ประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นตัวอย่างหนึ่ง
ในความสามารถในการสื่อสารของครู	
การรอบรู้ในทักษะการสอน
	 การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ครูต้องการให้ผู้เรียนเรียนกับสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนจริง เรียกว่า
การสอน (instruction or pedagogy) การสอนที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครสักคนที่มี
ความรู้มากกว่าไปถ่ายทอดความรู้ต่อให้แก่คนอื่น หากการบอกเป็นการสอนคงไม่จำ�เป็นในการเรียน
จิตวิทยาการศึกษาเนื่องจากการสอนที่มีประสิทธิภาพต้องใช้กลวิธีที่หลากหลาย
4 จิตวิทยาการเรียนการสอน
	 สมมุติว่าเราต้องการสอนบทเรียนสถิติแก่ผู้เรียน เพื่อทำ�สิ่งนี้ให้สำ�เร็จเราต้องรู้หลายอย่าง
เช่น ต้องแน่ใจแล้วว่าห้องเรียนเป็นระเบียบและผู้เรียนรู้พฤติกรรมที่คาดหวังแล้ว และรู้ว่าผู้เรียนมี
ทักษะที่จำ�เป็น (prerequisite skills) ในการเรียนหรือยัง หากยังไม่มีทักษะในการบวกหรือลบเลข
จำ�เป็นต้องจัดกิกรรมเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะเหล่านั้นก่อน และครูจะต้องมั่นใจว่าผู้เรียนมีแรงจูงใจ
มีความสนใจในการเรียนวิชานี้ ครูอาจจะใช้เทคนิคทำ�ให้นักเรียนสามารถจดจำ�บทเรียนที่เรียนไป
แล้วได้ และเพื่อที่จะทราบว่าผู้เรียนกำ�ลังเรียนรู้ในสิ่งที่สอนไป อาจจะมีการถามคำ�ถามหรือใช้การ
สอบย่อย หรือให้ผู้เรียนแสดงความเข้าใจโดยการให้สร้างและทำ�การทดลอง และต้องตอบสนองอย่าง
เหมาะสมเมื่อพบว่ามีปัญหา และหลังจากที่จบบทเรียนต้องทบทวนบทเรียนหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจ
ว่าผู้เรียนสามารถจดจำ�ได้
	 การจูงใจผู้เรียน การควบคุมกำ�กับชั้นเรียน การประเมินความรู้ก่อนเรียน การสื่อสาร
ความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ บทเรียนมีความเหมาะสมกับลักษณะผู้เรียน การประเมินผลการเรียนรู้
การทบทวนข้อมูล เหล่านี้เป็นสิ่งที่ครูต้องใส่ใจในทุกระดับของการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียน
	 สิ่งที่ทำ�ให้บางคนกลายเป็นครูที่มีประสิทธิภาพคือความสามารถในการส่งผ่านงานทั้งหมด
ที่กล่าวภายในงานการสอน (Burden and Byrd, 2003 อ้างถึงใน Slavin, 2006: 5) และความอบอุ่น
ความกระตือรือร้น และการดูแลเอาใจใส่เป็นสิ่งที่จำ�เป็นพอ ๆ กับความรู้ในเนื้อหาวิชา
การสอนที่ดีสามารถสอนได้หรือไม่ ?
	 บางคนอาจคิดว่าการเป็นครูที่ดีเป็นพรสวรรค์ที่หลายคนไม่อาจเอื้อมถึงหรือเป็นมาตั้งแต่
เกิด ครูที่มีความโดดเด่นบางครั้งดูราวกับว่ามีเวทมนตร์ นักวิจัยเริ่มต้นศึกษาลักษณะของครูเหล่านี้
และได้ข้อสรุปที่ว่า “ครูเหล่านี้ไม่ได้ทำ�สิ่งใดเลยที่ครูคนอื่น ๆ ไม่สามารถทำ�ได้” แต่เป็นการรู้กฎของการ
สอนที่มีประสิทธิภาพและประยุกต์ใช้กฎเหล่านั้น เช่น กฎการควบคุมจัดการชั้นเรียน กฎการควบคุม
รักษาสภาพหรือบรรยากาศในการเรียน กฎการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาด้วยวิธีการที่นุ่มนวล
ที่สุด และกฎการแก้ปัญหากับพฤติกรรมเล็ก ๆ ก่อนที่จะเป็นปัญหาพฤติกรรมใหญ่ การอธิบายแนวคิด
ที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ด้วยการให้ตัวอย่างที่หลากหลาย เชื่อมโยงเนื้อหาการสอนสู่พื้นฐานของ
ผู้เรียน บอกกฎเกณฑ์ ให้ตัวอย่าง และบอกกฎเกณฑ์อีกครั้ง
	 การสอนที่ดีสามารถสอนได้หรือไม่ คำ�ตอบคือ สอนได้อย่างแน่นอนที่สุด การสอนที่ดีจะต้อง
รู้จักสังเกตและฝึกฝน และมีกฎเกณฑ์สำ�คัญในการสอน โดยมีองค์ประกอบดังนี้
จิตวิทยาการเรียนการสอน 5
ภาพที่ 1 องค์ประกอบการสอนที่ดี
ที่มา : ดัดแปลงจาก Slavin (2006: 6)
ครูผู้คำ�นึงถึงเป้าหมายในการสอน (the intentional teacher)	
	 ไม่มีกฎสำ�หรับการสอน การสอนประกอบด้วยการวางแผน การตระเตรียม และการ
ตัดสินใจจำ�นวนมากในแต่ละชั่วโมง และหนึ่งในคุณลักษณะของครูที่มีความโดดเด่นคือ ความตั้งใจ
หรือการจงใจ ซึ่งหมายถึง การกระทำ�สิ่งต่าง ๆ ด้วยเหตุผล อย่างมีเป้าหมาย ครูที่มีความตั้งใจคือ
ครูที่คิดเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน และคิดเกี่ยวกับการตัดสินใจในแต่ละครั้งว่ามี
ผลต่อเป้าหมายที่ต้องการอย่างไร ครูที่ตั้งใจย่อมรู้ว่าการเรียนรู้สูงสุดไม่ได้เกิดด้วยความบังเอิญ และ
แน่นอนว่าเด็กเรียนรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้วางแผนไว้ แต่สิ่งที่ท้าทายสำ�หรับครูคือการช่วยเหลือให้
ผู้เรียนแต่ละคนได้สร้างมโนทัศน์ จัดระบบและรักษาความรู้ใหม่ ซึ่งครูจะต้องกระทำ�ทุกอย่างอย่างมี
เป้าหมาย มีเหตุผล และยืดหยุ่นโดยปราศจากการละเลยต่อเป้าหมายสำ�หรับเด็กทุกคน ครูผู้ตั้งใจจะ
ใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย ประสบการณ์ การมอบหมายงาน และสื่อการเรียนเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียน
ความรู้ในเนื้อหาวิชา และ
ทรัพยากรในการสอน
การตัดสินใจ
(decision making)
ทักษะการแก้ปัญหาและการคิด
อย่างมีวิจารณญาณ
ความรู้เกี่ยวกับตนเอง และ
การกำ�กับตนเอง
(self-knowledge and
self-regulation)
การสอนที่ดี (good
teaching)
การสะท้อน
(reflection)
ความรู้เกี่ยวกับผู้เรียนและการ
เรียนรู้ของผู้เรียน
การประยุกต์ใช้งานวิจัย
ทางด้านการศึกษา
(application of education
research)
ทักษะการสื่อสารและ
การสอน
6 จิตวิทยาการเรียนการสอน
ได้ประสบความสำ�เร็จในจุดประสงค์ด้านพุทธิปัญญา จากความรู้สู่การนำ�ไปใช้ไปและสู่การสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ในขณะเดียวกันผู้เรียนก็กำ�ลังเรียนเป้าหมายทางด้านจิตพิสัย เช่น ความรักในการเรียนรู้
การให้ความเคารพผู้อื่น ความรับผิดชอบส่วนบุคคล ซึ่งครูผู้มีความตั้งใจจำ�เป็นต้องสะท้อนการปฏิบัติ
และผลลัพธ์เหล่านี้เสมอ
	 งานวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ตัวทำ�นายที่สำ�คัญที่สุดตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้เรียนคือ ความ
เชื่อว่าเขาหรือเธอสามารถสร้างความแตกต่างได้ ความเชื่อดังกล่าวเรียกว่าความเชื่อในประสิทธิภาพ
ของครู (teacher efficacy) เป็นระดับความรู้สึกของครูที่ว่าความพยายามของพวกเขาเป็นตัวกำ�หนด
ความสำ�เร็จของผู้เรียน (Hensen, 2002; Tschnnen-Moran and Woolfolk Hoy, 2001 อ้าง
ถึงใน Slavin, 2006: 7) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของครูที่ตั้งใจ ครูที่เชื่อว่าความสำ�เร็จในการเรียนของ
ผู้เรียนเกือบทั้งหมดเป็นผลมาจากเชาวน์ปัญญาของผู้เรียน สภาพแวดล้อมทางบ้านหรือปัจจัยอื่น ๆ
ที่ครูไม่มีอิทธิพลมักจะทำ�การสอนไม่เหมือนกับครูที่เชื่อว่าความพยายามของเขาเป็นกุญแจสำ�คัญ
ของการเรียนรู้ของเด็ก ครูที่ตั้งใจมีความเชื่อมันในอำ�นาจแห่งตนเองเนื่องจากเขาประสบความ
สำ�เร็จในการสอนที่ผ่านมา หากพบอุปสรรคในการสอนครูเหล่านี้จะแสวงหาความรู้ในการแก้ปัญหา
เกี่ยวกับการสอนนั้น เมื่อกลุ่มของครูที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนมาร่วมกันและ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจะกลายเป็นความเชื่อในประสิทธิภาพของครูสะสม (collective efficacy)
ซึ่งมีผลต่อความสำ�เร็จของผู้เรียนอย่างมาก นอกจากนี้ ครูจำ�เป็นต้องรู้สิ่งอื่น ๆ อีกมากนอกเหนือ
จากเนื้อหาสาระของตนเองซึ่งจะต้องรู้ระดับพัฒนาการและความต้องการของผู้เรียน และจำ�เป็นต้อง
เข้าใจว่าการเรียนรู้ ความจำ� ทักษะการแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากอะไร และจะส่งเสริม
อย่างไร และจะต้องรู้ว่าจะกำ�หนดจุดมุ่งหมายอย่างไร ออกแบบกิจกรรมอย่างไร ประเมินความก้าวหน้า
อย่างไร จูงใจผู้เรียนอย่างไร ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างผู้เรียนอย่างไร เป็นต้น
	 มีการเปรียบเทียบระหว่างครูผู้ชำ�นาญหรือมีประการณ์ในการสอนเป็นเวลายาวนานถึง
20 ปีกับครูผู้มีประสบการณ์สอนเป็นเวลา 1-20 ครั้งว่ามีคุณสมบัติใดที่แตกต่างกันบ้าง
และเมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถี่จะพบว่าการพัฒนาตนเองเป็นคุณสมบัติที่สำ�คัญ ครูผู้ชำ�นาญจะเป็น
นักคิดเชิงวิพากษ์ จะพัฒนาตนเองเสมอ ตรวจสอบการสอนของตนเอง อ่านและเข้าร่วมการประชุม
เพื่อให้ได้รับสิ่งใหม่ ๆ เปิดรับแนวคิดใหม่ และมองการสอนของตนอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้การตอบ
สนองของผู้เรียนเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการสอนของตนเสมอ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครูผู้มี
ประสบการณ์ในการสอนอย่างแท้จริง
จิตวิทยาการเรียนการสอน 7
บทบาทของการวิจัยในการแสวงหาความรู้ด้านจิตวิทยาการเรียนการสอน
	 ครูที่ตั้งใจมักจะเข้าชั้นเรียนพร้อมด้วยเครื่องมือเกี่ยวกับความรู้ในการวิจัยทางจิตวิทยา
การศึกษา นักจิตวิทยาการศึกษาค้นพบและพัฒนาหลักการในการสอนและการเรียนรู้ซึ่งเป็น
ประโยชน์ในการปฏิบัติของครู และจะทำ�การวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติผู้เรียน หลักการเรียนรู้และ
วิธีการสอนที่ให้ข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการเพื่อเป็นเครื่องมือในการสอน และขณะนี้
ปัญหาสำ�คัญที่นักจิตวิทยาการศึกษาเผชิญอยู่คือเกือบทุกคนเชื่อว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขา
วิชาจิตวิทยาการศึกษา ความจริงคือทุกคนเป็นนักจิตวิทยาการศึกษาสมัครเล่นกันทุกคน
	 เป้าหมายของการวิจัยในทางจิตวิทยาการเรียนการสอน
	 เป้าหมายของการวิจัยในจิตวิทยาการเรียนการสอนคือ การตรวจสอบอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับ
ประเด็นข้อสงสัยหรือคำ�ถามต่าง ๆ ในด้านการเรียนการสอนทั้งที่ชัดเจนและไม่ชัดเจน ผลผลิตของ
การวิจัย คือ หลักการ (principle) กฎ (law) และทฤษฎี (theory) หลักการอธิบายความสัมพันธ์
ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ผลของการให้เกรดระบบ alternative gladding system ต่อ
การจูงใจผู้เรียน กฎเป็นหลักการที่ง่าย ๆ ที่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วและพบว่าสามารถ
ใช้อธิบายการเรียนรู้ พฤติกรรม และสิ่งที่สนใจได้อย่างกว้างขวาง ทฤษฎีเป็นการจัดรวมกฎเกณฑ์
ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อทำ�ให้ได้ภาพที่กว้างขวางขึ้นในการมอง อย่างไรก็ตาม ความจริง
และหลักการเดียวกันอาจถูกตีความหมายแตกต่างกันได้ในมุมมองของทฤษฎีที่แตกต่างกันได้ ดังนั้น
ความก้าวหน้าในศาสตร์ด้านจิตวิทยาการศึกษาเป็นไปค่อนข้างช้าเช่นเดียวกับศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์
ทั่วไป
	 คุณค่าของการวิจัยทางจิตวิทยาการศึกษาต่อตัวครู
	 โดยปกติครูทำ�การตัดสินใจมากมายและหลากหลายในแต่ละวัน และแต่ละการตัดสินใจล้วน
มีทฤษฎีเบื้องหลัง แม้ว่าครูจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทฤษฎีที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ และมีคุณภาพล้วนเป็น
คุณค่าที่สำ�คัญของการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการศึกษาทั้งสิ้น
รูปแบบการวิจัยทางจิตวิทยาการเรียนการสอน
	 1.	การวิจัยเชิงทดลอง (experiments) ในการวิจัยเชิงทดลอง นักวิจัยสามารถสร้างหรือ
จัดให้กลุ่มทดลองรับสิ่งทดลอง (treatment) หรือสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาผลซึ่งก็คือตัวแปรอิสระ
(independent variable) นั่นเอง ผู้วิจัยสามารถนำ�ผลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อดูผลของสิ่งทดลองต่อ
8 จิตวิทยาการเรียนการสอน
ตัวแปรตาม (dependent variable) ในการทดลองของ Lepper, Greene, Nisbett (1973 อ้าง
ถึงใน Slavin, 2006) เป็นตัวอย่างงานวิจัยเชิงทดลองที่คลาสสิก เป็นการทดลองเพื่อศึกษาผล
ของรางวัลที่มีต่อการจูงใจของเด็ก โดยจัดให้ผู้รับการทดลองใช้ปากกามาร์คเกอร์วาดรูป กลุ่มทดลอง
ได้รับรางวัลเมื่อวาดภาพเสร็จสิ้น (a good player award) ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับรางวัลหลังจาก
วาดภาพ ในช่วงท้ายของการทดลองให้ผู้รับการทดลองทั้งหมดมีโอกาสเลือกทำ�กิจกรรมวาดภาพ
ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้รางวัลในกลุ่มทดลองวาดภาพด้วยปากกาเช่นเดิมลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อ
เทียบกับกลุ่มควบคุม จากการทดลองดังกล่าวสรุปได้ว่า การให้รางวัลในกิจกรรมที่ชอบเป็นการ
ลดความสนใจในกิจกรรมนั้นเมื่อไม่มีรางวัล
	 องค์ประกอบของการวิจัยเชิงทดลองที่สำ�คัญคือ 1) มีการสุ่มเพื่อรับการทดลอง (random
assignment) ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมให้เกิดความเท่าเทียมกันในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
และ 2) การควบคุมสถานการณ์อื่น ๆ ให้เหมือนกันทั้ง 2 กลุ่ม เช่น เล่นในห้องเดียวกันแต่แตกต่าง
เพียงรางวัลเท่านั้น ประเภทของการวิจัยเชิงทดลองมี 3 ประเภท ได้แก่
		 1.1	การทดลองในห้องปฏิบัติการ(laboratory experiments) เป็นการทดลองใน
สภาพการณ์ที่สร้างขึ้นและควบคุมอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างการวิจัยเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการ เช่น
การศึกษาของ Lepper, Greene, Nisbett ข้อดีของงานวิจัยแบบนี้คือ มีความตรงภายในของการ
วิจัย (internal validity) สูงแต่มีข้อจำ�กัดคือขาดความสามารถในการอ้างอิงไปสู่สถานการณ์ใน
ชิวิตจริงได้
		 1.2	การทดลองในสภาพการณ์จริง (randomized field experiments) เป็นการ
ทดลองในสภาพการณ์จริง เป็นการทดลองโปรแกรมหรือรูปแบบการสอนต่าง ๆ เป็นระยะเวลา
นาน ในห้องเรียนจริงภายใต้สภาพการณ์จริง เช่น การทดลองของ Pinnell, Lyons, DeFord, Bryk
และ Seltzer (1994 อ้างถึงใน Slavin, 2006) ได้ทดลองวิธีสอนการอ่าน 4 วิธี ต่อผลการอ่านของ
ผู้เรียนเกรด 1 ที่มีปัญหาด้านการอ่าน หนึ่งในรูปแบบนั้นคือรูปแบบการสอนตัวต่อตัว โดยท�ำการ
ทดลองในโรงเรียน 10 โรงเรียนที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่ามีผลการอ่านต�่ำสุด การเลือกกลุ่มทดลอง
และกลุ่มควบคุมใช้การสุ่ม 4 โรงเรียนเป็นกลุ่มทดลองได้รับการสอนเพื่อพัฒนาการอ่าน และ
อีก 6 โรงเรียนเป็นกลุ่มควบคุมได้รับการสอนในโปรแกรมการอ่านทั่วไป หลังจากนั้นอีก 4 เดือน
ได้ตรวจสอบพบว่ากลุ่มทดลองมีผลการอ่านดีกว่ากลุ่มควบคุม และทดสอบหลังจากนั้นอีก 8 เดือน
พบว่ากลุ่มทดลองยังคงมีผลการอ่านดีกว่ากลุ่มควบคุม
	 การทดลองทั้ง 2 แบบมีลักษณะเหมือนและแตกต่างกัน กล่าวคือ การทดลองทั้งสองมี
การสุ่มซึ่งทำ�ให้เกิดความเท่าเทียมกันก่อนการทดลอง แต่การทดลองในห้องปฏิบัติการจะใช้เวลา
จิตวิทยาการเรียนการสอน 9
ในการทดลองสั้นกว่า ดังนั้น เป้าหมายของการวิจัยทั้งสองจึงแตกต่างกัน การทดลองในห้องปฏิบัติ
การมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบทฤษฎีทางจิตวิทยาการศึกษา ขณะที่การทดลองในสนามแบบสุ่มมี
เป้าหมายเพื่อตรวจสอบหรือประเมินการนำ�โปรแกรมต่าง ๆ ไปใช้ในสภาพการณ์จริง ดังนั้นอาจกล่าว
ได้ว่าการทดลองในสนามแบบสุ่มมีความตรงภายนอกสูงกว่า (external validity)
		 1.3	การทดลองเชิงเดี่ยว (single-case experiments) เป็นการสังเกตพฤติกรรมของ
ผู้รับการทดลองเป็นเวลานาน จากนั้นให้สิ่งทดลอง (treatment) ที่เป็นโปรแกรมพิเศษและสังเกต
พฤติกรรมภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่จัดให้ จากนั้นจะมีการถอดถอนเงื่อนไขการทดลองใหม่นั้น
ออกไปเพื่อดูพฤติกรรม หากพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตพัฒนาขึ้นระหว่างให้เงื่อนไขการทดลอง
และลดลงระหว่างการถอดถอนเงื่อนไขการทดลองแสดงว่าเงื่อนไขการทดลองนั้นมีผลต่อพฤติกรรม
บางครั้งการทดลองเชิงเดี่ยวอาจเป็นนักเรียนหลายคน ห้องเรียนทั้งหมด หรืออาจเป็นทั้งโรงเรียนก็ได้
ซึ่งจะรับเงื่อนไขการทดลองเดียวกัน ตัวอย่างการทดลองเชิงเดี่ยวที่เป็นตัวอย่างที่ดีได้ตัวอย่างหนึ่ง
คือการทดลองของ Barrish, Saundeas, Wolf (1969 อ้างถึงใน Slavin, 2006) ได้ทดลองโปรแกรม
good behavior game ต่อพฤติกรรมการพูดคุยโดยไม่ขออนุญาต กรณีที่ศึกษาเป็นชั้นเรียนเกรด 4
ในช่วงแรกได้บันทึกพฤติกรรมการพูดคุยโดยไม่ขออนุญาตระหว่างการเรียนการอ่านและคณิตศาสตร์
หลังจากนั้นอีก 10 วัน ได้เริ่มให้เงื่อนไขการทดลอง โดยได้แบ่งห้องเรียนเป็น 2 กลุ่มใหญ่ หาก
มีนักเรียนคนใดในกลุ่มแสดงพฤติกรรมพูดคุยขณะเรียนจะถูกเช็กตลอด ในแต่ละวันหากกลุ่มใด
ถูกเช็คน้อยกว่า 5 ครั้ง จะได้รับเวลาว่าง 30 นาที
ข้อจำ�กัด	ที่สำ�คัญของการทดลองเชิงเดี่ยวคือสามารถศึกษาได้เฉพาะพฤติกรรมที่สามารถ
สังเกตได้ และเป็นพฤติกรรมที่วัดเป็นความถี่ได้ เช่น การพูดคุยเสียงดังในชั้นเรียน การลุกออกจากที่
โดยไม่ขออนุญาตขณะเรียนหนังสือ ต่อไปเป็นรูปภาพแสดงการทดลองเชิงเดี่ยว
10 จิตวิทยาการเรียนการสอน
ภาพที่ 2 รูปแบบการวิจัยแบบการทดลองเชิงเดี่ยว (single-case experiments)
ที่มา : Barrish, Saundeas, Wolf (1969 อ้างถึงใน Slavin, 2006: 19)
2. การวิจัยเชิงสหสัมพันธ (corelational research) การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์เป็น
การปรับเปลี่ยนตัวแปรหนึ่งเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลต่อตัวแปรอื่นอย่างไร ในการ
วิจัยเชิงสหสัมพันธ์ผู้วิจัยดูว่าตัวแปรมีความสัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์เชิง
บวก (เช่น ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์) ความสัมพันธ์
เชิงลบ (เช่น วันที่ขาดเรียนกับเกรดในการเรียนวิชานั้น) หรือไม่มีความสัมพันธ์เลย (ผลการเรียน
จิตวิทยาการเรียนการสอน 11
นิสิตคณะครุศาสตร์ กับผลการเรียนนิสิตคณะวิทยาศาสตร์) ตัวอย่างการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ที่
คลาสสิก คือการศึกษาของ Lahaderne (1968 อ้างถึงใน Slavin, 2006) โดยได้ศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างความใส่ใจการเรียน ในชั้น (การฟังครูสอน และการทำ�งานตามที่มอบหมาย) กับผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและคะแนนเชาวน์ปัญญาของผู้เรียน ได้ศึกษาผู้เรียนจำ�นวน 125 คน เกรด 6 จำ�นวน
4 ชั้นเรียน เขาศึกษาว่าผู้เรียนใส่ใจในการเรียนมากเท่าใด และศึกษาว่ามีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ด้าน
การอ่าน ด้านภาษา และด้านเรขาคณิตอย่างไร และศึกษาความสัมพันธ์ว่ามีความสัมพันธ์กับคะแนน
เชาวน์ปัญญาและเจตคติต่อโรงเรียนอย่างไร
	 ประโยชน์ของการศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ที่สำ�คัญคือ การเปิดโอกาสให้นักวิจัยศึกษาตัวแปร
ต่าง ๆ ตามสภาพจริง บางคำ�ถามการวิจัยสามารถหาคำ�ตอบได้จากการใช้งานวิจัยเชิงสหสัมพันธ์
เท่านั้น เช่น เพศกับผลการเรียนคณิตศาสตร์ และประโยชน์อีกประการคือสามารถศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างกันของตัวแปรหลาย ๆ ตัวได้
	 ข้อด้อยของการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์คือ ความสัมพันธ์ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวแปรใดเป็น
สาเหตุ การอธิบายผลการวิจัยของ Lahaderne สามารถอธิบายได้ 2 แบบ คือ
	 แบบที่ 1 ความใส่ใจในการเรียนเป็นสาเหตุคะแนนผลการเรียนที่สูงขึ้น
	 แบบที่ 2 เชาวน์ปัญญาเป็นตัวกำ�หนดความใส่ใจในการเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
	 3.	การวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) เป็นงานวิจัยที่มุ่งบรรยายสิ่งที่สนใจ
ศึกษา ใช้การสอบถามหรือการสัมภาษณ์ การสังเกตในบริบททางด้านสังคมต่าง ๆ เช่น ในชั้นเรียน
หรือในโรงเรียน การศึกษาของ Jonathan Kozol (1991 อ้างถึงใน Slavin, 2006) ได้บรรยายสภาพ
โรงเรียนที่มีทุนสนับสนุนดีกับที่มีทุนสนับสนุนไม่ดี ทำ�ให้ทราบสภาพความไม่เท่าเทียมกันด้านระบบ
การศึกษาในสหรัฐอเมริกา อาจกล่าวได้ว่างานวิจัยเชิงบรรยายเป็นรูปแบบงานวิจัยที่พัฒนาขึ้นเพื่อ
การตอบคำ�ถามในรายละเอียดและการตีความ
	 การศึกษาของ Piaget (1952 อ้างถึงใน Slavin, 2006) นักจิตวิทยาพัฒนาการที่โด่งดัง
และสามารถสร้างทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาเป็นหนึ่งในรูปแบบการวิจัยเชิงบรรยาย เขา
พยายามบรรยายลักษณะของเด็กที่มีอายุแตกต่างกัน ผลการวิจัยดังกล่าวให้กำ�เนิด ทฤษฎีพัฒนาการ
ทางเชาวน์ปัญญาตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยรุ่น
	
4. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) เป็นรูปแบบเฉพาะของการวิจัยเชิง
บรรยายรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำ�โดยนักการศึกษาในชั้นเรียนหรือโรงเรียนของตน ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ครู นักวิจัย หรือครูใหญ่ อาจทดลองวิธีการสอนใหม่ ๆ หรือกลยุทธ์การจัดการโรงเรียนแบบใหม่ ๆ
12 จิตวิทยาการเรียนการสอน
โดยเก็บข้อมูลว่าผลการทดลองเป็นอย่างไร และเผยแพร่ต่อบุคคลอื่น เนื่องจากบุคคลที่เข้าร่วมหรือ
อยู่ในการทดลองเป็นตัวของครู นักวิจัย หรือครูใหญ่เอง ดังนั้น การวิจัยเชิงปฏิบัติการจึงขาดความ
เป็นปรนัยในด้านการวิจัยเนื่องจากไม่แน่ใจในด้านการตรวจสอบผลการวิจัยว่าจะคงที่หรือไม่นั่นเอง
จิตวิทยาการเรียนการสอน 13
คำ�ถามท้ายบท
1. 	 จิตวิทยาการศึกษาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับอะไร ?
2. 	 จิตวิทยาการเรียนการสอนเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับอะไร มีความเกี่ยวข้องกับจิตวิทยา
	 การศึกษาอย่างไร ?
3. 	 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมภายนอก
4. 	 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมภายใน
5. 	 จงอธิบายความสำ�คัญของศาสตร์ด้านจิตวิทยาการศึกษา
6. 	 การสอนเป็นเพียงการบอกความรู้ใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด ?
7. 	 Intentional teacher หมายถึงอะไร และมีองค์ประกอบใดที่ส่งผลดังกล่าว ?
8. 	 ตามแนวคิดของท่านองค์ประกอบของครูที่มีประสิทธิภาพควรเป็นอย่างไร ?
9. 	 การวิจัยทางจิตวิทยาการศึกษาควรมีเป้าหมายอย่างไร ?
10. 	จงอธิบายจุดเด่น จุดด้อยของการศึกษาของ Lepper, Greene, Nisbett (1973)
11. 	จงอธิบายจุดเด่น จุดด้อยการศึกษาของ Pinnell, Lyons, Deford, Bryk, Seltzer (1994)
12. 	จงอธิบายจุดเด่น จุดด้อยการศึกษาของ Barrish, Saunders, Wolf (1969)
13. 	จงอธิบายจุดเด่น จุดด้อยการศึกษาของ Lahadern (1994)
9789740337560

9789740337560

  • 1.
    ความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ด้านจิตวิทยาซึ่งจะเกี่ยวกับความเข้าใจในพฤติกรรมของมนุษย์ มีความสำ�คัญอย่างมากต่อผู้ที่จะประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน วิชาชีพครูที่จำ�เป็นต้องเกี่ยวข้องกับผู้เรียนอย่างเลี่ยงไม่ได้เนื้อหาหลักบทนี้จะเป็นการปูพื้นความรู้ ความเข้าใจขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการเรียนการสอน การเป็นครูที่ดีและบทบาท ของการวิจัยในการแสวงหาความรู้ด้านจิตวิทยาการเรียนการสอน จิตวิทยาการศึกษา คำ�ว่า จิตวิทยาการศึกษา (educational psychology) ได้ถูกบัญญัติขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ. 1903 จากการเขียนหนังสือชื่อ educational psychology ของ Edward E. Thorndike บุคคลผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาหรือผู้ก่อตั้งศาสตร์ด้านนี้ นอกจากนี้ยังมีบุคคลท่านอื่นที่ถือว่าเป็น บทนำ�และบทบาทการวิจัยทางจิตวิทยา การเรียนการสอน 1
  • 2.
    2 จิตวิทยาการเรียนการสอน ผู้บุกเบิกศาสตร์ด้านนี้ เช่นWilliam James, G. Stanley Hall และ Charles H. Judd โดย ขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษานั้นค่อนข้างกว้างขวางซึ่งเป็นความพยายามในการค้นคว้าเกี่ยวกับ 1) สาระและองค์ประกอบด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมต่อการเรียนรู้ 2) ธรรมชาติของกระบวนการ เรียนรู้ 3) สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ และ 4) ระดับของศาสตร์ด้านนี้ในการรองรับด้านการศึกษา (Crow and Crow, 1954 อ้างถึงใน Manuel Martinez-Pons, 2001: 4) นอกจากนี้ Davis (1983 อ้างถึงใน Manuel Martinez-Pons, 2001: 4) ได้เสนอว่า ขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษานั้น มี 7 ด้าน ประกอบด้วย 1) พลวัตทางสังคมในห้องเรียน 2) พัฒนาการด้านพุทธิปัญญา สังคมและ ร่างกาย 3) จิตวิทยาการเรียนรู้ 4) การจูงใจ 5) ทฤษฎีการสอน 6) ความแตกต่างระหว่างบุคคล ในบางด้าน เช่น บุคลิกภาพ ความคิดสร้างสรรค์และเชาวน์ปัญญา และ 7) การวัดผล สถิติและ การออกแบบการวิจัย อย่างไรก็ตาม Slavin (2006: 3) ได้เสนอทัศนะในหนังสือชื่อ educational psychology: theory and practice ในการพิมพ์ครั้งที่ 8 ว่า แม้ตามนิยามทางวิชาการโดยทั่วไปของคำ�ว่า “จิตวิทยา การศึกษา” จะเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับตัวผู้เรียน การเรียนรู้และการสอนก็ตาม แต่คำ�ว่าจิตวิทยา การศึกษายังมีความหมายมากกว่าคำ�นิยามที่ให้ไว้มากมายนัก ซึ่งจิตวิทยาการศึกษาเป็นความรู้ที่ ถูกเก็บสะสมไว้ เป็นภูมิปัญญาที่ครูทุกคนจำ�เป็นต้องใช้ในการแก้ปัญหาการสอนในชั้นเรียนทุกวัน จิตวิทยาการศึกษาไม่ได้บอกครูว่าจะต้องทำ�อะไร แต่ให้หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจที่ดีในการสอน นักจิตวิทยาการศึกษาได้ทำ�การวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติของผู้เรียน หลักการเรียนรู้ และวิธีการสอน ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำ�เป็นสำ�หรับนักการศึกษาในการใช้ตัดสินใจต่อการเรียนการสอนว่าสิ่งใดจะเหมาะสม กับการเรียนรู้ของผู้เรียนมากที่สุด จิตวิทยาการเรียนการสอน จะเห็นได้จากขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษาว่ามีประเด็นความสนใจด้านหนึ่งคือจิตวิทยา การเรียนรู้และทฤษฎีด้านการสอนซึ่งครอบคลุมสาระที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการเรียนการสอนด้วย ผู้เขียนเห็นว่า จิตวิทยาการเรียนการสอนเป็นอีกคำ�หนึ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกับจิตวิทยาการศึกษา เนื่องจากจิตวิทยาการเรียนการสอนจะมุ่งศึกษาเกี่ยวกับตัวผู้เรียน การเรียนรู้และการสอนเช่นเดียวกัน กับจิตวิทยาการศึกษา แต่จุดเน้นของจิตวิทยาการเรียนการสอนที่สำ�คัญในด้านการเรียนรู้จะมุ่งศึกษา ว่าบุคคลเรียนรู้อย่างไรในบริบทต่าง ๆ เช่น การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษาที่สอง พลศึกษา และการเรียนรู้ที่จะคิดอย่างมีวิจารณญาณ การเรียนรู้ที่จะกำ�กับตนเอง การ เรียนรู้การจูงใจ ส่วนในด้านการสอนจะสนใจศึกษาว่าวิธีการสอนแบบใดมีประสิทธิภาพ เช่น การ
  • 3.
    จิตวิทยาการเรียนการสอน 3 ให้ข้อมูลย้อนกลับ การยกตัวอย่างการอธิบายตนเอง ปฏิสัมพันธ์จากเพื่อน การเรียนรู้แบบร่วมมือ การสืบเสาะ การอภิปราย การติว การเรียนรู้โดยสื่อต่าง ๆ ฯลฯ (Mayer and Alexander, 2011) และนอกจากนี้ยังมุ่งที่จะใช้การวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักการสำ�คัญเพื่อนำ�ไปสู่การตัดสินใจทางด้านการ เรียนการสอนที่เหมาะสมที่สุดสำ�หรับผู้เรียนในบริบทต่าง ๆ นั่นเอง สิ่งใดทำ�ให้เป็นครูที่ดีได้ คุณลักษณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่อบอุ่น อารมณ์ขัน ความสามารถในการดูแลใส่ใจ ผู้อื่น การวางแผน การทำ�งานหนัก การมีวินัยในตนเอง การเป็นผู้นำ� ความกระตือรือร้น ความรัก ในการเรียนรู้ ความสามารถในการพูด เหล่านี้ล้วนเป็นคุณลักษณะด้านบวกที่ทำ�ให้กลายเป็นครูที่ดี ได้ซึ่งทุกคนคงเห็นด้วยและไม่อาจปฏิเสธ แต่คำ�ถามสำ�คัญคือลักษณะเหล่านี้เพียงพอแล้วหรือยัง มีคำ�ถามที่น่าสนใจและติดตลกนิด ๆ ว่า “สิ่งที่คุณจำ�เป็นต้องรู้เพื่อให้สามารถสอนม้าได้ คืออะไร ? แน่นอนคำ�ตอบคือ เราจำ�เป็นต้องรู้มากกว่าม้าแน่นอน จากคำ�ถามดังกล่าวนำ�ไปสู่ประเด็นสำ�คัญที่ครูจะต้องทราบคือ ครูจะต้องทราบว่าผู้เรียน ไม่มีความรู้หรือทักษะใด และครูจะต้องทราบเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่จะสอนผู้เรียน แต่ในที่สุดก็ทราบ ว่าความรู้เพียงเท่านั้นไม่เพียงพอ สำ�หรับผู้ฝึกสอนม้าอาจจะมีความรู้ว่าม้าอาจสามารถจะทำ�สิ่งใด และสามารถทำ�อะไรได้บ้าง แต่หากเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีการที่จะทำ�ให้สัตว์เช่นม้าซึ่งขี้กลัวและ ไม่เป็นมิตรกลายเป็นม้าที่เชื่องได้ แน่นอนการสอนอาจจบลงไม่ดีนัก แต่การสอนเด็กแตกต่างจาก ม้าเนื่องจากเด็กนักเรียนฉลาดกว่าม้าหลายเท่า ความรู้เกี่ยวกับวิธีการถ่ายทอดข้อมูลและทักษะ ย่อมเป็นสิ่งสำ�คัญพอ ๆ กับความรู้และทักษะที่จะสอนซึ่งอาจจะเป็นความจริงที่ว่า “เรามีครูที่ฉลาด และเก่งในด้านเนื้อหาวิชาในสาขาต่าง ๆ มากมายแต่ไม่มีความสามารถในการสอนได้” การเป็นครูที่ดีและมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่รู้ในเนื้อหาวิชาของตนแต่จำ�เป็นต้อง สามารถสื่อสารความรู้นั้นต่อผู้เรียน และความสามารถในการเชื่อมโยงมโนทัศน์เชิงนามธรรม เช่น การเชื่อมโยงมโนทัศน์ของจำ�นวนบวกและจำ�นวนลบไปสู่ประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นตัวอย่างหนึ่ง ในความสามารถในการสื่อสารของครู การรอบรู้ในทักษะการสอน การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ครูต้องการให้ผู้เรียนเรียนกับสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนจริง เรียกว่า การสอน (instruction or pedagogy) การสอนที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครสักคนที่มี ความรู้มากกว่าไปถ่ายทอดความรู้ต่อให้แก่คนอื่น หากการบอกเป็นการสอนคงไม่จำ�เป็นในการเรียน จิตวิทยาการศึกษาเนื่องจากการสอนที่มีประสิทธิภาพต้องใช้กลวิธีที่หลากหลาย
  • 4.
    4 จิตวิทยาการเรียนการสอน สมมุติว่าเราต้องการสอนบทเรียนสถิติแก่ผู้เรียนเพื่อทำ�สิ่งนี้ให้สำ�เร็จเราต้องรู้หลายอย่าง เช่น ต้องแน่ใจแล้วว่าห้องเรียนเป็นระเบียบและผู้เรียนรู้พฤติกรรมที่คาดหวังแล้ว และรู้ว่าผู้เรียนมี ทักษะที่จำ�เป็น (prerequisite skills) ในการเรียนหรือยัง หากยังไม่มีทักษะในการบวกหรือลบเลข จำ�เป็นต้องจัดกิกรรมเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะเหล่านั้นก่อน และครูจะต้องมั่นใจว่าผู้เรียนมีแรงจูงใจ มีความสนใจในการเรียนวิชานี้ ครูอาจจะใช้เทคนิคทำ�ให้นักเรียนสามารถจดจำ�บทเรียนที่เรียนไป แล้วได้ และเพื่อที่จะทราบว่าผู้เรียนกำ�ลังเรียนรู้ในสิ่งที่สอนไป อาจจะมีการถามคำ�ถามหรือใช้การ สอบย่อย หรือให้ผู้เรียนแสดงความเข้าใจโดยการให้สร้างและทำ�การทดลอง และต้องตอบสนองอย่าง เหมาะสมเมื่อพบว่ามีปัญหา และหลังจากที่จบบทเรียนต้องทบทวนบทเรียนหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจ ว่าผู้เรียนสามารถจดจำ�ได้ การจูงใจผู้เรียน การควบคุมกำ�กับชั้นเรียน การประเมินความรู้ก่อนเรียน การสื่อสาร ความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ บทเรียนมีความเหมาะสมกับลักษณะผู้เรียน การประเมินผลการเรียนรู้ การทบทวนข้อมูล เหล่านี้เป็นสิ่งที่ครูต้องใส่ใจในทุกระดับของการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียน สิ่งที่ทำ�ให้บางคนกลายเป็นครูที่มีประสิทธิภาพคือความสามารถในการส่งผ่านงานทั้งหมด ที่กล่าวภายในงานการสอน (Burden and Byrd, 2003 อ้างถึงใน Slavin, 2006: 5) และความอบอุ่น ความกระตือรือร้น และการดูแลเอาใจใส่เป็นสิ่งที่จำ�เป็นพอ ๆ กับความรู้ในเนื้อหาวิชา การสอนที่ดีสามารถสอนได้หรือไม่ ? บางคนอาจคิดว่าการเป็นครูที่ดีเป็นพรสวรรค์ที่หลายคนไม่อาจเอื้อมถึงหรือเป็นมาตั้งแต่ เกิด ครูที่มีความโดดเด่นบางครั้งดูราวกับว่ามีเวทมนตร์ นักวิจัยเริ่มต้นศึกษาลักษณะของครูเหล่านี้ และได้ข้อสรุปที่ว่า “ครูเหล่านี้ไม่ได้ทำ�สิ่งใดเลยที่ครูคนอื่น ๆ ไม่สามารถทำ�ได้” แต่เป็นการรู้กฎของการ สอนที่มีประสิทธิภาพและประยุกต์ใช้กฎเหล่านั้น เช่น กฎการควบคุมจัดการชั้นเรียน กฎการควบคุม รักษาสภาพหรือบรรยากาศในการเรียน กฎการจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาด้วยวิธีการที่นุ่มนวล ที่สุด และกฎการแก้ปัญหากับพฤติกรรมเล็ก ๆ ก่อนที่จะเป็นปัญหาพฤติกรรมใหญ่ การอธิบายแนวคิด ที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ด้วยการให้ตัวอย่างที่หลากหลาย เชื่อมโยงเนื้อหาการสอนสู่พื้นฐานของ ผู้เรียน บอกกฎเกณฑ์ ให้ตัวอย่าง และบอกกฎเกณฑ์อีกครั้ง การสอนที่ดีสามารถสอนได้หรือไม่ คำ�ตอบคือ สอนได้อย่างแน่นอนที่สุด การสอนที่ดีจะต้อง รู้จักสังเกตและฝึกฝน และมีกฎเกณฑ์สำ�คัญในการสอน โดยมีองค์ประกอบดังนี้
  • 5.
    จิตวิทยาการเรียนการสอน 5 ภาพที่ 1องค์ประกอบการสอนที่ดี ที่มา : ดัดแปลงจาก Slavin (2006: 6) ครูผู้คำ�นึงถึงเป้าหมายในการสอน (the intentional teacher) ไม่มีกฎสำ�หรับการสอน การสอนประกอบด้วยการวางแผน การตระเตรียม และการ ตัดสินใจจำ�นวนมากในแต่ละชั่วโมง และหนึ่งในคุณลักษณะของครูที่มีความโดดเด่นคือ ความตั้งใจ หรือการจงใจ ซึ่งหมายถึง การกระทำ�สิ่งต่าง ๆ ด้วยเหตุผล อย่างมีเป้าหมาย ครูที่มีความตั้งใจคือ ครูที่คิดเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน และคิดเกี่ยวกับการตัดสินใจในแต่ละครั้งว่ามี ผลต่อเป้าหมายที่ต้องการอย่างไร ครูที่ตั้งใจย่อมรู้ว่าการเรียนรู้สูงสุดไม่ได้เกิดด้วยความบังเอิญ และ แน่นอนว่าเด็กเรียนรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้วางแผนไว้ แต่สิ่งที่ท้าทายสำ�หรับครูคือการช่วยเหลือให้ ผู้เรียนแต่ละคนได้สร้างมโนทัศน์ จัดระบบและรักษาความรู้ใหม่ ซึ่งครูจะต้องกระทำ�ทุกอย่างอย่างมี เป้าหมาย มีเหตุผล และยืดหยุ่นโดยปราศจากการละเลยต่อเป้าหมายสำ�หรับเด็กทุกคน ครูผู้ตั้งใจจะ ใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย ประสบการณ์ การมอบหมายงาน และสื่อการเรียนเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียน ความรู้ในเนื้อหาวิชา และ ทรัพยากรในการสอน การตัดสินใจ (decision making) ทักษะการแก้ปัญหาและการคิด อย่างมีวิจารณญาณ ความรู้เกี่ยวกับตนเอง และ การกำ�กับตนเอง (self-knowledge and self-regulation) การสอนที่ดี (good teaching) การสะท้อน (reflection) ความรู้เกี่ยวกับผู้เรียนและการ เรียนรู้ของผู้เรียน การประยุกต์ใช้งานวิจัย ทางด้านการศึกษา (application of education research) ทักษะการสื่อสารและ การสอน
  • 6.
    6 จิตวิทยาการเรียนการสอน ได้ประสบความสำ�เร็จในจุดประสงค์ด้านพุทธิปัญญา จากความรู้สู่การนำ�ไปใช้ไปและสู่การสร้างสรรค์ นอกจากนี้ในขณะเดียวกันผู้เรียนก็กำ�ลังเรียนเป้าหมายทางด้านจิตพิสัย เช่น ความรักในการเรียนรู้ การให้ความเคารพผู้อื่น ความรับผิดชอบส่วนบุคคล ซึ่งครูผู้มีความตั้งใจจำ�เป็นต้องสะท้อนการปฏิบัติ และผลลัพธ์เหล่านี้เสมอ งานวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ตัวทำ�นายที่สำ�คัญที่สุดตัวหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้เรียนคือ ความ เชื่อว่าเขาหรือเธอสามารถสร้างความแตกต่างได้ ความเชื่อดังกล่าวเรียกว่าความเชื่อในประสิทธิภาพ ของครู (teacher efficacy) เป็นระดับความรู้สึกของครูที่ว่าความพยายามของพวกเขาเป็นตัวกำ�หนด ความสำ�เร็จของผู้เรียน (Hensen, 2002; Tschnnen-Moran and Woolfolk Hoy, 2001 อ้าง ถึงใน Slavin, 2006: 7) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของครูที่ตั้งใจ ครูที่เชื่อว่าความสำ�เร็จในการเรียนของ ผู้เรียนเกือบทั้งหมดเป็นผลมาจากเชาวน์ปัญญาของผู้เรียน สภาพแวดล้อมทางบ้านหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ครูไม่มีอิทธิพลมักจะทำ�การสอนไม่เหมือนกับครูที่เชื่อว่าความพยายามของเขาเป็นกุญแจสำ�คัญ ของการเรียนรู้ของเด็ก ครูที่ตั้งใจมีความเชื่อมันในอำ�นาจแห่งตนเองเนื่องจากเขาประสบความ สำ�เร็จในการสอนที่ผ่านมา หากพบอุปสรรคในการสอนครูเหล่านี้จะแสวงหาความรู้ในการแก้ปัญหา เกี่ยวกับการสอนนั้น เมื่อกลุ่มของครูที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนมาร่วมกันและ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจะกลายเป็นความเชื่อในประสิทธิภาพของครูสะสม (collective efficacy) ซึ่งมีผลต่อความสำ�เร็จของผู้เรียนอย่างมาก นอกจากนี้ ครูจำ�เป็นต้องรู้สิ่งอื่น ๆ อีกมากนอกเหนือ จากเนื้อหาสาระของตนเองซึ่งจะต้องรู้ระดับพัฒนาการและความต้องการของผู้เรียน และจำ�เป็นต้อง เข้าใจว่าการเรียนรู้ ความจำ� ทักษะการแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากอะไร และจะส่งเสริม อย่างไร และจะต้องรู้ว่าจะกำ�หนดจุดมุ่งหมายอย่างไร ออกแบบกิจกรรมอย่างไร ประเมินความก้าวหน้า อย่างไร จูงใจผู้เรียนอย่างไร ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างผู้เรียนอย่างไร เป็นต้น มีการเปรียบเทียบระหว่างครูผู้ชำ�นาญหรือมีประการณ์ในการสอนเป็นเวลายาวนานถึง 20 ปีกับครูผู้มีประสบการณ์สอนเป็นเวลา 1-20 ครั้งว่ามีคุณสมบัติใดที่แตกต่างกันบ้าง และเมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถี่จะพบว่าการพัฒนาตนเองเป็นคุณสมบัติที่สำ�คัญ ครูผู้ชำ�นาญจะเป็น นักคิดเชิงวิพากษ์ จะพัฒนาตนเองเสมอ ตรวจสอบการสอนของตนเอง อ่านและเข้าร่วมการประชุม เพื่อให้ได้รับสิ่งใหม่ ๆ เปิดรับแนวคิดใหม่ และมองการสอนของตนอย่างพินิจพิเคราะห์ ใช้การตอบ สนองของผู้เรียนเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการสอนของตนเสมอ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครูผู้มี ประสบการณ์ในการสอนอย่างแท้จริง
  • 7.
    จิตวิทยาการเรียนการสอน 7 บทบาทของการวิจัยในการแสวงหาความรู้ด้านจิตวิทยาการเรียนการสอน ครูที่ตั้งใจมักจะเข้าชั้นเรียนพร้อมด้วยเครื่องมือเกี่ยวกับความรู้ในการวิจัยทางจิตวิทยา การศึกษานักจิตวิทยาการศึกษาค้นพบและพัฒนาหลักการในการสอนและการเรียนรู้ซึ่งเป็น ประโยชน์ในการปฏิบัติของครู และจะทำ�การวิจัยเกี่ยวกับธรรมชาติผู้เรียน หลักการเรียนรู้และ วิธีการสอนที่ให้ข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการเพื่อเป็นเครื่องมือในการสอน และขณะนี้ ปัญหาสำ�คัญที่นักจิตวิทยาการศึกษาเผชิญอยู่คือเกือบทุกคนเชื่อว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขา วิชาจิตวิทยาการศึกษา ความจริงคือทุกคนเป็นนักจิตวิทยาการศึกษาสมัครเล่นกันทุกคน เป้าหมายของการวิจัยในทางจิตวิทยาการเรียนการสอน เป้าหมายของการวิจัยในจิตวิทยาการเรียนการสอนคือ การตรวจสอบอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับ ประเด็นข้อสงสัยหรือคำ�ถามต่าง ๆ ในด้านการเรียนการสอนทั้งที่ชัดเจนและไม่ชัดเจน ผลผลิตของ การวิจัย คือ หลักการ (principle) กฎ (law) และทฤษฎี (theory) หลักการอธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ผลของการให้เกรดระบบ alternative gladding system ต่อ การจูงใจผู้เรียน กฎเป็นหลักการที่ง่าย ๆ ที่ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วและพบว่าสามารถ ใช้อธิบายการเรียนรู้ พฤติกรรม และสิ่งที่สนใจได้อย่างกว้างขวาง ทฤษฎีเป็นการจัดรวมกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อทำ�ให้ได้ภาพที่กว้างขวางขึ้นในการมอง อย่างไรก็ตาม ความจริง และหลักการเดียวกันอาจถูกตีความหมายแตกต่างกันได้ในมุมมองของทฤษฎีที่แตกต่างกันได้ ดังนั้น ความก้าวหน้าในศาสตร์ด้านจิตวิทยาการศึกษาเป็นไปค่อนข้างช้าเช่นเดียวกับศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ ทั่วไป คุณค่าของการวิจัยทางจิตวิทยาการศึกษาต่อตัวครู โดยปกติครูทำ�การตัดสินใจมากมายและหลากหลายในแต่ละวัน และแต่ละการตัดสินใจล้วน มีทฤษฎีเบื้องหลัง แม้ว่าครูจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทฤษฎีที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ และมีคุณภาพล้วนเป็น คุณค่าที่สำ�คัญของการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการศึกษาทั้งสิ้น รูปแบบการวิจัยทางจิตวิทยาการเรียนการสอน 1. การวิจัยเชิงทดลอง (experiments) ในการวิจัยเชิงทดลอง นักวิจัยสามารถสร้างหรือ จัดให้กลุ่มทดลองรับสิ่งทดลอง (treatment) หรือสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาผลซึ่งก็คือตัวแปรอิสระ (independent variable) นั่นเอง ผู้วิจัยสามารถนำ�ผลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อดูผลของสิ่งทดลองต่อ
  • 8.
    8 จิตวิทยาการเรียนการสอน ตัวแปรตาม (dependentvariable) ในการทดลองของ Lepper, Greene, Nisbett (1973 อ้าง ถึงใน Slavin, 2006) เป็นตัวอย่างงานวิจัยเชิงทดลองที่คลาสสิก เป็นการทดลองเพื่อศึกษาผล ของรางวัลที่มีต่อการจูงใจของเด็ก โดยจัดให้ผู้รับการทดลองใช้ปากกามาร์คเกอร์วาดรูป กลุ่มทดลอง ได้รับรางวัลเมื่อวาดภาพเสร็จสิ้น (a good player award) ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับรางวัลหลังจาก วาดภาพ ในช่วงท้ายของการทดลองให้ผู้รับการทดลองทั้งหมดมีโอกาสเลือกทำ�กิจกรรมวาดภาพ ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้รางวัลในกลุ่มทดลองวาดภาพด้วยปากกาเช่นเดิมลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อ เทียบกับกลุ่มควบคุม จากการทดลองดังกล่าวสรุปได้ว่า การให้รางวัลในกิจกรรมที่ชอบเป็นการ ลดความสนใจในกิจกรรมนั้นเมื่อไม่มีรางวัล องค์ประกอบของการวิจัยเชิงทดลองที่สำ�คัญคือ 1) มีการสุ่มเพื่อรับการทดลอง (random assignment) ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมให้เกิดความเท่าเทียมกันในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2) การควบคุมสถานการณ์อื่น ๆ ให้เหมือนกันทั้ง 2 กลุ่ม เช่น เล่นในห้องเดียวกันแต่แตกต่าง เพียงรางวัลเท่านั้น ประเภทของการวิจัยเชิงทดลองมี 3 ประเภท ได้แก่ 1.1 การทดลองในห้องปฏิบัติการ(laboratory experiments) เป็นการทดลองใน สภาพการณ์ที่สร้างขึ้นและควบคุมอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างการวิจัยเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการ เช่น การศึกษาของ Lepper, Greene, Nisbett ข้อดีของงานวิจัยแบบนี้คือ มีความตรงภายในของการ วิจัย (internal validity) สูงแต่มีข้อจำ�กัดคือขาดความสามารถในการอ้างอิงไปสู่สถานการณ์ใน ชิวิตจริงได้ 1.2 การทดลองในสภาพการณ์จริง (randomized field experiments) เป็นการ ทดลองในสภาพการณ์จริง เป็นการทดลองโปรแกรมหรือรูปแบบการสอนต่าง ๆ เป็นระยะเวลา นาน ในห้องเรียนจริงภายใต้สภาพการณ์จริง เช่น การทดลองของ Pinnell, Lyons, DeFord, Bryk และ Seltzer (1994 อ้างถึงใน Slavin, 2006) ได้ทดลองวิธีสอนการอ่าน 4 วิธี ต่อผลการอ่านของ ผู้เรียนเกรด 1 ที่มีปัญหาด้านการอ่าน หนึ่งในรูปแบบนั้นคือรูปแบบการสอนตัวต่อตัว โดยท�ำการ ทดลองในโรงเรียน 10 โรงเรียนที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่ามีผลการอ่านต�่ำสุด การเลือกกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมใช้การสุ่ม 4 โรงเรียนเป็นกลุ่มทดลองได้รับการสอนเพื่อพัฒนาการอ่าน และ อีก 6 โรงเรียนเป็นกลุ่มควบคุมได้รับการสอนในโปรแกรมการอ่านทั่วไป หลังจากนั้นอีก 4 เดือน ได้ตรวจสอบพบว่ากลุ่มทดลองมีผลการอ่านดีกว่ากลุ่มควบคุม และทดสอบหลังจากนั้นอีก 8 เดือน พบว่ากลุ่มทดลองยังคงมีผลการอ่านดีกว่ากลุ่มควบคุม การทดลองทั้ง 2 แบบมีลักษณะเหมือนและแตกต่างกัน กล่าวคือ การทดลองทั้งสองมี การสุ่มซึ่งทำ�ให้เกิดความเท่าเทียมกันก่อนการทดลอง แต่การทดลองในห้องปฏิบัติการจะใช้เวลา
  • 9.
    จิตวิทยาการเรียนการสอน 9 ในการทดลองสั้นกว่า ดังนั้นเป้าหมายของการวิจัยทั้งสองจึงแตกต่างกัน การทดลองในห้องปฏิบัติ การมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบทฤษฎีทางจิตวิทยาการศึกษา ขณะที่การทดลองในสนามแบบสุ่มมี เป้าหมายเพื่อตรวจสอบหรือประเมินการนำ�โปรแกรมต่าง ๆ ไปใช้ในสภาพการณ์จริง ดังนั้นอาจกล่าว ได้ว่าการทดลองในสนามแบบสุ่มมีความตรงภายนอกสูงกว่า (external validity) 1.3 การทดลองเชิงเดี่ยว (single-case experiments) เป็นการสังเกตพฤติกรรมของ ผู้รับการทดลองเป็นเวลานาน จากนั้นให้สิ่งทดลอง (treatment) ที่เป็นโปรแกรมพิเศษและสังเกต พฤติกรรมภายใต้เงื่อนไขการทดลองที่จัดให้ จากนั้นจะมีการถอดถอนเงื่อนไขการทดลองใหม่นั้น ออกไปเพื่อดูพฤติกรรม หากพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตพัฒนาขึ้นระหว่างให้เงื่อนไขการทดลอง และลดลงระหว่างการถอดถอนเงื่อนไขการทดลองแสดงว่าเงื่อนไขการทดลองนั้นมีผลต่อพฤติกรรม บางครั้งการทดลองเชิงเดี่ยวอาจเป็นนักเรียนหลายคน ห้องเรียนทั้งหมด หรืออาจเป็นทั้งโรงเรียนก็ได้ ซึ่งจะรับเงื่อนไขการทดลองเดียวกัน ตัวอย่างการทดลองเชิงเดี่ยวที่เป็นตัวอย่างที่ดีได้ตัวอย่างหนึ่ง คือการทดลองของ Barrish, Saundeas, Wolf (1969 อ้างถึงใน Slavin, 2006) ได้ทดลองโปรแกรม good behavior game ต่อพฤติกรรมการพูดคุยโดยไม่ขออนุญาต กรณีที่ศึกษาเป็นชั้นเรียนเกรด 4 ในช่วงแรกได้บันทึกพฤติกรรมการพูดคุยโดยไม่ขออนุญาตระหว่างการเรียนการอ่านและคณิตศาสตร์ หลังจากนั้นอีก 10 วัน ได้เริ่มให้เงื่อนไขการทดลอง โดยได้แบ่งห้องเรียนเป็น 2 กลุ่มใหญ่ หาก มีนักเรียนคนใดในกลุ่มแสดงพฤติกรรมพูดคุยขณะเรียนจะถูกเช็กตลอด ในแต่ละวันหากกลุ่มใด ถูกเช็คน้อยกว่า 5 ครั้ง จะได้รับเวลาว่าง 30 นาที ข้อจำ�กัด ที่สำ�คัญของการทดลองเชิงเดี่ยวคือสามารถศึกษาได้เฉพาะพฤติกรรมที่สามารถ สังเกตได้ และเป็นพฤติกรรมที่วัดเป็นความถี่ได้ เช่น การพูดคุยเสียงดังในชั้นเรียน การลุกออกจากที่ โดยไม่ขออนุญาตขณะเรียนหนังสือ ต่อไปเป็นรูปภาพแสดงการทดลองเชิงเดี่ยว
  • 10.
    10 จิตวิทยาการเรียนการสอน ภาพที่ 2รูปแบบการวิจัยแบบการทดลองเชิงเดี่ยว (single-case experiments) ที่มา : Barrish, Saundeas, Wolf (1969 อ้างถึงใน Slavin, 2006: 19) 2. การวิจัยเชิงสหสัมพันธ (corelational research) การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์เป็น การปรับเปลี่ยนตัวแปรหนึ่งเพื่อดูว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลต่อตัวแปรอื่นอย่างไร ในการ วิจัยเชิงสหสัมพันธ์ผู้วิจัยดูว่าตัวแปรมีความสัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร ซึ่งอาจเป็นความสัมพันธ์เชิง บวก (เช่น ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์) ความสัมพันธ์ เชิงลบ (เช่น วันที่ขาดเรียนกับเกรดในการเรียนวิชานั้น) หรือไม่มีความสัมพันธ์เลย (ผลการเรียน
  • 11.
    จิตวิทยาการเรียนการสอน 11 นิสิตคณะครุศาสตร์ กับผลการเรียนนิสิตคณะวิทยาศาสตร์)ตัวอย่างการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ที่ คลาสสิก คือการศึกษาของ Lahaderne (1968 อ้างถึงใน Slavin, 2006) โดยได้ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างความใส่ใจการเรียน ในชั้น (การฟังครูสอน และการทำ�งานตามที่มอบหมาย) กับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและคะแนนเชาวน์ปัญญาของผู้เรียน ได้ศึกษาผู้เรียนจำ�นวน 125 คน เกรด 6 จำ�นวน 4 ชั้นเรียน เขาศึกษาว่าผู้เรียนใส่ใจในการเรียนมากเท่าใด และศึกษาว่ามีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ด้าน การอ่าน ด้านภาษา และด้านเรขาคณิตอย่างไร และศึกษาความสัมพันธ์ว่ามีความสัมพันธ์กับคะแนน เชาวน์ปัญญาและเจตคติต่อโรงเรียนอย่างไร ประโยชน์ของการศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ที่สำ�คัญคือ การเปิดโอกาสให้นักวิจัยศึกษาตัวแปร ต่าง ๆ ตามสภาพจริง บางคำ�ถามการวิจัยสามารถหาคำ�ตอบได้จากการใช้งานวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ เท่านั้น เช่น เพศกับผลการเรียนคณิตศาสตร์ และประโยชน์อีกประการคือสามารถศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างกันของตัวแปรหลาย ๆ ตัวได้ ข้อด้อยของการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์คือ ความสัมพันธ์ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวแปรใดเป็น สาเหตุ การอธิบายผลการวิจัยของ Lahaderne สามารถอธิบายได้ 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ความใส่ใจในการเรียนเป็นสาเหตุคะแนนผลการเรียนที่สูงขึ้น แบบที่ 2 เชาวน์ปัญญาเป็นตัวกำ�หนดความใส่ใจในการเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. การวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) เป็นงานวิจัยที่มุ่งบรรยายสิ่งที่สนใจ ศึกษา ใช้การสอบถามหรือการสัมภาษณ์ การสังเกตในบริบททางด้านสังคมต่าง ๆ เช่น ในชั้นเรียน หรือในโรงเรียน การศึกษาของ Jonathan Kozol (1991 อ้างถึงใน Slavin, 2006) ได้บรรยายสภาพ โรงเรียนที่มีทุนสนับสนุนดีกับที่มีทุนสนับสนุนไม่ดี ทำ�ให้ทราบสภาพความไม่เท่าเทียมกันด้านระบบ การศึกษาในสหรัฐอเมริกา อาจกล่าวได้ว่างานวิจัยเชิงบรรยายเป็นรูปแบบงานวิจัยที่พัฒนาขึ้นเพื่อ การตอบคำ�ถามในรายละเอียดและการตีความ การศึกษาของ Piaget (1952 อ้างถึงใน Slavin, 2006) นักจิตวิทยาพัฒนาการที่โด่งดัง และสามารถสร้างทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาเป็นหนึ่งในรูปแบบการวิจัยเชิงบรรยาย เขา พยายามบรรยายลักษณะของเด็กที่มีอายุแตกต่างกัน ผลการวิจัยดังกล่าวให้กำ�เนิด ทฤษฎีพัฒนาการ ทางเชาวน์ปัญญาตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยรุ่น 4. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) เป็นรูปแบบเฉพาะของการวิจัยเชิง บรรยายรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำ�โดยนักการศึกษาในชั้นเรียนหรือโรงเรียนของตน ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ครู นักวิจัย หรือครูใหญ่ อาจทดลองวิธีการสอนใหม่ ๆ หรือกลยุทธ์การจัดการโรงเรียนแบบใหม่ ๆ
  • 12.
    12 จิตวิทยาการเรียนการสอน โดยเก็บข้อมูลว่าผลการทดลองเป็นอย่างไร และเผยแพร่ต่อบุคคลอื่นเนื่องจากบุคคลที่เข้าร่วมหรือ อยู่ในการทดลองเป็นตัวของครู นักวิจัย หรือครูใหญ่เอง ดังนั้น การวิจัยเชิงปฏิบัติการจึงขาดความ เป็นปรนัยในด้านการวิจัยเนื่องจากไม่แน่ใจในด้านการตรวจสอบผลการวิจัยว่าจะคงที่หรือไม่นั่นเอง
  • 13.
    จิตวิทยาการเรียนการสอน 13 คำ�ถามท้ายบท 1. จิตวิทยาการศึกษาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับอะไร ? 2. จิตวิทยาการเรียนการสอนเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับอะไร มีความเกี่ยวข้องกับจิตวิทยา การศึกษาอย่างไร ? 3. จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมภายนอก 4. จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมภายใน 5. จงอธิบายความสำ�คัญของศาสตร์ด้านจิตวิทยาการศึกษา 6. การสอนเป็นเพียงการบอกความรู้ใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด ? 7. Intentional teacher หมายถึงอะไร และมีองค์ประกอบใดที่ส่งผลดังกล่าว ? 8. ตามแนวคิดของท่านองค์ประกอบของครูที่มีประสิทธิภาพควรเป็นอย่างไร ? 9. การวิจัยทางจิตวิทยาการศึกษาควรมีเป้าหมายอย่างไร ? 10. จงอธิบายจุดเด่น จุดด้อยของการศึกษาของ Lepper, Greene, Nisbett (1973) 11. จงอธิบายจุดเด่น จุดด้อยการศึกษาของ Pinnell, Lyons, Deford, Bryk, Seltzer (1994) 12. จงอธิบายจุดเด่น จุดด้อยการศึกษาของ Barrish, Saunders, Wolf (1969) 13. จงอธิบายจุดเด่น จุดด้อยการศึกษาของ Lahadern (1994)