มองอนาคตดวยเดลฟาย
                                                                                  วณิชชา แมนยํา*

          หากจะพูดถึงการทํานายอนาคต คนสวนใหญจะนึกถึง หมอดู หรือ การเดา แตหากเราจะ
วิเคราะหอนาคตอยางมีหลักการ หรือ อางอิงได คงจะไมพนการใชเทคนิคอยางหนึ่ง คือการแสวงหา
คําตอบ ที่สามารถใชอางอิงในการนําไปใชได โดยการระดมความคิดหรือขอคิดเห็นจากผูเชี่ยวชาญ นั่นก็
คือ การใชเทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย
เทคนิคเดลฟายคืออะไร
          เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เปน กระบวนการแสดงความคิดเห็นหรือการตัดสินใจใน
เรื่องตางๆ ความเปนไปได ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากกลุมผูเ ชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ แลวทําสรุปขอ
คนพบหรือขอคิดเห็นนั้น ใหเปนอันหนึงอันเดียวกัน โดยไมมการนัดหมายใหผูเชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ
                                        ่                    ี                              
มาพบปะหรือพูดคุยกัน โดยจะกระทําการใหแตละผูเ ชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิตอบคําถามดวยตนเอง
                                                                   
โดยปราศจากอิทธิพลของการชี้นําจากบุคคลอื่น
ประวัติความเปนมาของเทคนิคเดลฟาย
          เทคนิคเดลฟาย ถูกพัฒนาขึ้น และถูกเปดเผยครั้งแรกโดย โอลาฟ เฮลเมอร (Olaf Helmer)
นอรแมน ดาลกี้ (Norman Dalkey) และ นิโคลัส เรซเชอร (Nicholas Resche) ซึ่งเปนนักวิจัยของบริษัท
แรนด (RAND Corporations) โดยพัฒนาใชและเขียนบทความเรื่อง “An Experimental Application
of the Delphi Method to the Use of Experts” ซึ่งถูกตีพิมพในวารสาร Management Science ป
ที่ 9 ฉบับที่ 3 เดือน เมษายน พ.ศ. 2506 (ประยูร ศรีประสาธน, 2523 : 50 อางถึงใน สะการิยา แวโซะ,
2549 : 43) โดยชื่อ เดลฟาย (Delphi) ถูกนํามาจากชื่อเมืองในประเทศกรีซที่มีวิหารอพอลโลซึงเปน      ่
สถานที่ที่ใหผูคนมาขอคําทํานายเกี่ยวกับเหตุการณตางๆในอนาคต (สุโขทัยธรรมาธิราช, 2537 : 172 อาง
ถึงใน สการิยา แวโซะ, 2549 : 43) โดยมีการนํามาใชในประเทศไทย สําหรับการคาดการณ
สภาพแวดลอมภายนอก เพือนําขอมูลมาประกอบการกําหนดนโยบาย (สุโขทัยธรรมาธิราช, 2537 : 172
                              ่
อางถึงใน สะการิยา แวโซะ, 2549 : 43)
ลักษณะของเทคนิคเดลฟาย
          1. เปนการรวบรวมขอคิดเห็นของกลุมผูเชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ ดวยแบบสอบถาม
                                                                 
          2. เปนการพยากรณหรือแนวโนมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อใชเตรียมในการวางแผนการ
บริหารงานหรือการตัดสินใจ
          3. เปนการวิจัยที่ไมมีคําตอบที่ถูกตองแนนอน แตเปนการรวบรวมขอมูลจากผูเ ชี่ยวชาญหรือ
ผูทรงคุณวุฒิ ทั้งดานความความรู ทักษะ และประสบการณ เพื่อหาแนวโนมและขอสรุปที่เปนไปได
          4. เปนอิสระในการแสดงความคิดเห็น ไมตองการความคิดเห็นเชิงกลุม ทีเ่ ปนทําใหมีอทธิพลตอ
                                                                                              ิ
การตัดสินใจ

วณิชชา แมนยํา นิสิตปริญญาเอก สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
2


องคประกอบของการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย
         1. เวลา
                     การวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย ตองใชเวลาในการรวบรวมคําตอบ จากกลุมผูเชี่ยวชาญ ใน
การสงแบบสอบถามไปใหผเู ชี่ยวชาญ และการติดตามการตอบกลับ ซึ่งตองใชเวลาในการตอบหลายรอบ
รวมถึงเวลาที่ใชในการวิเคราะหขอมูลของผูวิจัยเอง
         2. การคัดเลือกผูเ ชี่ยวชาญ
                     ในการเลือกผูเชี่ยวชาญ ตองเปนผูรูและมีความสามารถในสาขานั้นๆ อยางแทจริง ไม
                                                      
ควรใชความสนิทสนมสวนตัว หรือความงายในการติดตอสือสาร เปนเกณฑ ซึงจะตองคัดเลือกจากผูที่
                                                             ่             ่
สนใจในเรื่องที่ผูวจัยทําวิจัย และเต็มใจใหความรวมมือ รวมทั้งยินดีทจะเสียสละเวลาในการตอบ
                   ิ                                                 ี่
แบบสอบถาม โดยที่ ไมมการกําหนดจํานวนผูเ ชี่ยวชาญวาเทาใด แต โทมัส แมคมิลแลน (Thomas
                             ี
T.Macmillan) ไดเสนอวา ถาใชผูเชี่ยวชาญจํานวน 17 คน ขึ้นไป จะลดความคลาดเคลื่อนลงยิ่งขึ้น
(เกษม บุญออน. 2522 : 28 อางถึงใน สะการิยา แวโซะ, 2549 : 43)
         3. แบบสอบถาม
                     การสรางแบบสอบถามควรตองมีคุณภาพและเที่ยงตรง วัดผลไดตรงตามความตองการ
เขาใจงาย และชัดเจน ในการพิจารณาสรุปผล ผูวิจัยตองละเอียดรอบคอบ ใหความสําคัญกับคําตอบที่ได
อยางเทาเทียม โดยไมมีความลําเอียง โดยทําการวิเคราะหและสรุปผลไดอยางถูกตอง
กระบวนการของการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย
         กระบวนการของการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย เริ่มตนจากการกําหนดปญหาของงานวิจัย จากนั้น
ทําการคัดเลือกผูเชี่ยวชาญและผูทรงคุณวุฒิ เพือรวมตอบแบบสอบถาม และเพื่อใหไดความคิดเห็นที่ตรง
                                                 ่
กับความเปนจริง และนาเชื่อถือมากขึ้น จึงตองสงถามย้ําและสงแบบสอบถามไปถึงกลุมผูเชี่ยวชาญและ
ผูทรงคุณวุฒิหลายรอบ โดยทั่วไป มักจะสงแบบสอบถามไป 3-4 รอบ โดยสามารถสรุปกระบวนการวิจัย
ดวยเทคนิคเดลฟายเปนแผนภาพ (มนตชัย เทียนทอง, 2548 : 172) ไดดังนี้

                          Start

                                                                     - การพยากรณภาพในอนาคต
           กําหนดประเด็นของปญหางานวิจัย                             - อนาคตศาสตร (Futurism)


                   คัดเลือกผูเชี่ยวชาญ                              - ผูเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จํานวน 17 คนขึ้นไป



              สรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย
                                                                     - แบบสอบถาม
                   และรวบรวมขอมูล

                            ก
3



                                 ก

                    รอบที่ 1 : แบบ Open End                             - ถามประเด็น หรือ กรอบกวางๆ ของปญหา

                                                                        - ถามความคิดเห็นจาก กรอบของปญหา
                   รอบที่ 2 : แบบ Rating Scale
                                                                          ที่ไดจากรอบที่ 1

                   รอบที่ 3 : แบบ Rating Scale                          - ถามคําถามเดียวกันกับรอบที่ 2
                                                                          เพื่อยืนยัน/เปลี่ยนแปลงคําตอบ


ใช                                                                     - ถา คา IR ต่ํา แสดงวาสอดคลอง
                         พิจารณาคา IR วา
                                                                          ถา คา IR สูง แสดงวายังไมสอดคลอง
                         สอดคลองหรือไม                                      ตองเก็บขอมูลอีกรอบ
                                      ไม
                                                                        - ถามคําถามเดียวกันกับรอบที่ 3
                   รอบที่ 4 : แบบ Rating Scale
                                                                          เพื่อยืนยัน/เปลี่ยนแปลงคําตอบ

                                                                        - สถิติที่ใช ไดแก คาพิสัยระหวางควอไทล (IR)
                     สรุปผลการวิเคราะหขอมูล
                                                                        และ คามัธยฐาน (Mediun)

                               Stop

                                 ภาพที่ 1 กระบวนการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย
                                 (อางถึงจาก มนตชัย เทียนทอง, 2548 : 172)


      ขอดีและขอเสียของการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย
              การใชเทคนิคเดลฟายในการวิจัยมีทงขอดีและขอเสีย ซึ่งนักวิจัยควรจะตองพิจารณาเลือกใชให
                                             ั้
      เหมาะสมกับปญหาที่ตองการศึกษา โดยสรุปไดดังนี้
4


                        ขอดี                                           ขอเสีย
1. ความนาเชื่อถือของคําตอบ เนื่องจากเปนความ     1. ถากระบวนการคัดเลือกผูเ ชี่ยวชาญหรือ
คิดเห็นของผูเชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิที่ชํานาญ
                                                 ผูทรงคุณวุฒิไมดีพอ อาจจะไดผที่ไมมีความรูอยาง
                                                                                  ู          
ในสาขานั้นๆ อยางแทจริง ผานการสอบถามหลาย        แทจริง ทําใหคําตอบที่ไดคลาดเคลื่อนไปได
รอบ จะชวยใหไดคําตอบที่กลั่นกรองอยางรอบคอบ
ทําใหเกิดความเชื่อมั่นสูง และยังสามารถแสดง
ความคิดเห็นอยางอิสระ ไมขึ้นอยูกับอิทธิพลของ
กลุม
2. ประหยัดเวลาและคาใชจาย โดยไมตองนัด        2. หากผูเชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ ไมใหความ
ประชุมกลุมหรือการเดินทางมาพบปะกัน อาจจะใช      รวมมือในการตอบแบบสอบถาม อันเนื่องมาจาก
ชองทางอื่นในการตอบแบบสอบถามได เชน ผาน        สาเหตุตางๆ เชน ภารกิจมาก หรือเกิดความเบื่อ
ระบบเครือขายอินเทอรเน็ต                        หนายที่ตองตอบแบบสอบถามหลายรอบ อาจจะทํา
                                                 ใหผลการวิจัยคลาดเคลื่อนได
3. มีขั้นตอนในการดําเนินการไมซบซอน โดยผูวิจัย 3. หากผูวิจัยมีอคติ หรือ ขาดความรอบคอบ ใน
                                 ั
สามารถทราบลําดับความสําคัญของขอมูลและ           การวิเคราะหคําตอบในแตละรอบ อาจจะสงผลให
เหตุผลในการตอบ รวมทั้งความสอดคลองของ            เกิดความผิดพลาด หรือ คลาดเคลือนได
                                                                                  ่
ความคิดเห็นในประเด็นตางๆ
4. สามารถทําการวิเคราะหขอมูลไดงาย เนื่องจาก 4. หากผูวิจัยไมมีการศึกษาขอมูลในเรื่องที่ทําการ
ใช สถิติพื้นฐาน เพียง 2 คา คือ                 วิจัยอยางเพียงพอ และเกิดการสูญหายของ
คามัธยธาน (Mediun) และคาพิสัยระหวางควอไทล แบบสอบถาม หรือ การตอบกลับของขอมูลไมครบ
(IR) เทานั้น (เกษม บุญออน. 2522 : 28 อางถึงใน ถวย สงผลใหการวิเคราะหแนวโนม อาจจะไม
สะการิยา แวโซะ, 2549 : 51)                       ครอบคลุมประเด็นที่ตองการได

        การวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย เปนวิจัยเชิงคาดการณแนวโนมในอนาคต จะชวยเปนองคประกอบ
ในการตัดสินใจ หรือ กรอบการทํางานที่ตองมีการตัดสินใจเพื่อการวางแผนสําหรับอนาคต แมวาจะเปน
แคเพียงความเปนไปได หรือความนาจะเปน มากกวาความถูกตอง แตก็เปนการเสนอทางเลือก หรือ
ประเมินความเปนไปไดที่จะมีตอในอนาคตได
5


ตัวอยาง บทคัดยองานวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย
         ชื่อวิทยานิพนธ การพัฒนารูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
         ผูวิจัย                 เนติ เฉลยวาเรศ
         สถานศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
         ปการศึกษา 2550
         บทคัดยอ
                      การวิจัยครังนี้มีวัตถุประสงคหลักเพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินเพือออกใบอนุญาต
                                    ้                                               ่
ประกอบวิชาชีพครู โดยมีวัตถุประสงคยอย คือ 1) เพื่อวิเคราะห สังเคราะห คุณลักษณะครูดีในบริบท
สังคมไทยที่ควรไดรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู 2) เพื่อสรางรูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาต
ประกอบวิชาชีพครู 3) เพื่อทดลองใชรูปแบบการประเมินเพือออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และ 4)
                                                                ่
เพื่อประเมินรูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แหลงผูประเมินในระยะที่ 1 คือ
ผูบริหารสถานศึกษา ครู ผูปกครอง และนักเรียน จํานวน 40 คน ระยะที่ 2 ประกอบดวย ผูเ ชี่ยวชาญ
ทางดานการศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวน 25 คน ระยะที่ 3 และ 4 ประกอบดวยบุคลากรที่เกี่ยวของกับ
การศึกษาของโรงเรียนบานหนองหูชาง จํานวน 18 คน เก็บรวบรวมขอมูลโดยการวิเคราะหเอกสาร การ
สัมภาษณ การสอบถาม การทดสอบ และ การสังเกต แหลงขอมูล คือ เอกสาร ผูบริหารสถานศึกษา ครู
                                                                                
ผูปกครอง และนักเรียน การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณใชสถิติบรรยาย ไดแก การแจกแจงความถี่ คารอย
ละ คาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คามัธยฐาน คาสวนเบี่ยงเบนควอไทล สวนขอมูลเชิงคุณภาพ ใช
การวิเคราะหเนือหา  ้
                      ผลการวิจัยพบวา
                      1. คุณลักษณะครูดีในบริบทสังคมไทยที่ควรไดรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ประกอบดวย 3 มาตรฐาน ไดแก มาตรฐานดานความรูและประสบการณวิชาชีพครู มี 23 ตัว มาตรฐาน
ดานการปฏิบัตงาน มี 13 ตัวบงชี้ และมาตรฐาน ดานการปฏิบัติตนมี 22 ตัวบงชี้
                  ิ
                      2. รูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ประกอบดวย 4
มาตรฐาน ไดแก มาตรฐานดานความรู มี 11 ตัวบงชี้ มาตรฐานดานประสบการณวิชาชีพครู มี 12 ตัวบงชี้
มาตรฐานดานการปฏิบัติงาน มี 12 ตัวบงชี้ และมาตรฐานดานการปฏิบัติตน มี 21 ตัวบงชี้ ประเมินโดย
วิธีการทดสอบ การสังเกต การสอบถาม และการตรวจแฟมผลงาน เกณฑการประเมินขั้นต่ําอยูระหวาง
รอยละ 60 – 75 แหลงผูประเมินคือ กรรมการกลาง ผูบริหารสถานศึกษา เพื่อน ครู และตนเอง โดยมี
                                
วิธีการประเมิน เกณฑการประเมิน และแหลงผูประเมินแตกตางกันไปในแตละมาตรฐาน
                      3. ผูเชี่ยวชาญประเมินรูปแบบการประเมินเพือออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูกอน
                                                                   ่
ทดลองใชวามีความเหมาะสม ความเปนไปได ความเปนประโยชน และความชัดเจนอยูในระดับมากถึง
มากที่สุด
6


                    4. การนํารูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไปทดลองใชพบวา
มีความเปนไปได ความเหมาะสม ความถูกตองครอบคลุม และมีความเปนประโยชนในการประเมินอยูใน
ระดับมาก
        โดยได กําหนดวิธีดําเนินการวิจัยเปน 4 ขั้นตอน ดังนี้
        ตอนที่ 1 วิเคราะห สังเคราะห คุณลักษณะครูดีในบริบทสังคมไทยที่ควรไดรับใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพครู
        ตอนที่ 2 สรางรูปแบบการประเมินเพือออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
                                                ่
        ตอนที่ 3 ทดลองใชรปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
                               ู
        ตอนที่ 4 ประเมินรูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
        ซึ่งผูวจัย ไดนําเทคนิคเดลฟาย มาใชในการดําเนินการวิจัย ในขั้นตอนที่ 2 การสรางรูปแบบการ
                ิ
ประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยใชในขั้นตอนการเก็บรวบรวมขอมูล มีขั้นตอนดังนี้
        1. ผูวิจัยทําหนังสือขอความรวมมือจากบัณฑิตวิทยาลัยถึงผูเชี่ยวชาญจํานวน 3 คน ประกอบดวย
1) ศาสตราจารยกิตติคุณ ดร.สมหวัง พิริยานุวัฒน 2) ดร.จักรวรรดิ วะทา (เลขาธิการคุรสภา) 3) ดร.สิริ
                                                                                       ุ
พร บุญญานันท (รองเลขาธิการสภาการศึกษาไทย) เพือขอความอนุเคราะหใหเสนอชื่อผูเชี่ยวชาญใน
                                                       ่
กระบวนการประยุกตใชเดลฟาย
        2. เรียงลําดับรายชื่อผูเชี่ยวชาญตามความถี่ที่ไดรบการเสนอชื่อจากผูเ ชี่ยวชาญจากมากไปนอย
                                                          ั
แลวคัดเลือกมา 15 คนแรก และอีก 10 คน คือ ครูตนแบบของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พื้นฐาน ที่สมัครใจใหความรวมมือ
        3. นํารายชื่อผูเชี่ยวชาญที่คัดเลือกไว เสนออาจารยที่ปรึกษา เพื่อพิจารณาความเหมาะสม และ
ความเปนไปได ในการขอความอนุเคราะห และวางแผนการติดตอขอความรวมมือในงานวิจัย
        4. ผูวิจัยทําหนังสือขอความรวมมือจากบัณฑิตวิทยาลัยถึงผูเชี่ยวชาญทั้ง 25 คน
        5. ติดตอทางโทรศัพท เพื่อขอความอนุเคราะหเปนผูเ ชี่ยวชาญในการวิจัย
        6. สงหนังสือขอความรวมมือ, สรุปโครงรางวิทยานิพนธ, แบบสอบถามปลายปด(รอบที่ 1) ทาง
ไปรษณีย
        7. นําแบบสอบถามปลายปด มาวิเคราะห
        8. ดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลในรอบที่ 2-3 ทางไปรษณีย
        9. กรณีผูเชี่ยวชาญ ไมสงแบบสอบสอบถามคืนตามกําหนดเวลา ก็จะดําเนินการติดตามโดยใช
โทรศัพท หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส (E-Mail) เพื่อใหไดขอมูลอยางครบถวน
สรุปผลการวิจัย ที่ไดมาขั้นตอนขอที่ 2
        รูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ประกอบดวย 4 มาตรฐาน ไดแก
มาตรฐานดานความรู มี 11 ตัวบงชี้ มาตรฐานดานประสบการณวิชาชีพครู มี 12 ตัวบงชี้ มาตรฐานดาน
การปฏิบัตงาน มี 12 ตัวบงชี้ และมาตรฐานดานการปฏิบัตตน มี 21 ตัวบงชี้ ประเมินโดยวิธีการทดสอบ
           ิ                                                ิ
การสังเกต การสอบถาม และการตรวจแฟมผลงาน เกณฑการประเมินขั้นต่ําอยูระหวางรอยละ 60 – 75
                                                                               
7


แหลงผูประเมินคือ กรรมการกลาง ผูบริหารสถานศึกษา เพือน ครู และตนเอง โดยมีวิธีการประเมิน
                                                     ่
เกณฑการประเมิน และแหลงผูประเมินแตกตางกันไปในแตละมาตรฐาน

รายชื่อผูเชี่ยวชาญเดลฟาย
        1. นักวิชาการดานการศึกษา
               1.1     ดร.จักรพรรดิ์ วะทา          เลขาธิการคุรุสภา
               1.2     นายประเสริฐ งามพันธ        เลขาธิการสํานักงานขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
               1.3     ดร.ศิริพร บุญญานันต        รองเลขาธิการสภาการศึกษา
               1.4     ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์     รองเลขาธิการคุรุสภา
               1.5     ดร.ปฐมพงษ ศุภเลิศ          ผูแทนผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
               1.6     นายธวัชชัย ภวสถาพร          ผูแทนผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
               1.7     นายธนารัชต สมคเณ           ผูแทนผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
               1.8     รศ.ดร.บุญมี เณรยอด          อาจารยคณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
               1.9     ดร.ฟามุย เรืองเลิศบุญ     นักวิชาการศึกษา สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
               1.10    ผศ.ดร.ไพโรจน กลิ่นกุหลาบ   อาจารยคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
               1.11    ดร.อธิปตย คลี่สุนทร       อาจารยคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยอัญสัมชัญ
               1.12    ดร.ดิเรก วรรณเศียร          อาจารยคณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต
               1.13    ดร.วิสุทธิ์ วิจิตรราภรณ    อาจารยคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
               1.14    ดร.บูรพาทิศ พลอยสุวรรณ     คณบดีคณะครุศาสตร มหาวิทยาลัย พระนครศรีอยุทธยา
               1.15    นางพรรณี กลิ่นศรีสุ         ผูอํานวยการโรงเรียนบานใหม จังหวัดพิจิตร
       2. ครูตนแบบ
               2.1     นางกัลยา เดชทวิสุทธิ์     โรงเรียนเนินสาธารณ ต.บานเกา อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี
               2.2     นางกาญจนา เรืองฤทธิ์กูล โรงเรียนเมืองกาฬสินธุ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ
               2.3     นางจรูญศรี มนัสวานิช      โรงเรียนวันควนวิเศษ อ.เมือง จ.ตรัง
               2.4     นางชอทิพย ตระกูลสวางภพ โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ
                                                 อ.สามพราน จ.นครปฐม
               2.5     นางณฐภัสสร เหลาเนตร โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ต.มะขามสูง อ.เมือง
                                                 จ.พิษณุโลก
               2.6     นางตันหยง อิ่มมาก         โรงเรียนจอมสุรางคอุปถัมภ อ.พระนครศรีอยุทธยา
                                                 จ.พระนครศรีอยุทธยา
               2.7     นางทัศนีย แสวงเจริญ      โรงเรียนเทศบาลวัดสระทอง อ.เมือง จ.รอยเอ็ด
               2.8     นายนิยม ไชยวงศ           โรงเรียนบานหวยสมปอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม
               2.9     นางประนอม อรุณานันท โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 98 (บานงอบ) อ.ทุงชาง จ.นาน
               2.10    นายปยรัตน เกิดศิริ      โรงเรียนดงตาลวิทยา อ.เมือง จ.ลพบุรี
               2.11    นางผกาวลี คุณสัตย        โรงเรียนอนุบาลลืออํานาจ ต.อํานาจ อ.ลืออํานาจ
                                                 จ.อํานาจเจริญ
8


การวิเคราะหขอมูล
         1. การวิเคราะหขอมูลสําหรับการพิจารณาคัดเลือกมาตรฐาน และตัวบงชี้ โดยประยุกตใชเทคนิค
เดลฟาย ซึงการวิเคราะหคําตอบของผูเชี่ยวชาญจากแบบสอบถามปลายเปด (รอบที่ 1) โดยวิเคราะห
           ่
ระดับความเหมาะสมในการนํามาใชประเมิน เพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และความเปนไปได
ในการเก็บขอมูลของมาตรฐาน ตัวบงชี้ แหลงขอมูล และวิธีการประเมิน ผูวิจัยวิเคราะหขอมูลโดยการ
คํานวณคามัธยฐาน (Median) และคาพิสัยระหวางควอไทล (Interquartile Range) กรณีขอคําถาม
ปลายเปด ทําการวิเคราะหเนื้อหา (Content Analysis)
         2. ผูวิจัยคัดเลือกมาตรฐาน ตัวบงชี้ เกณฑการประเมิน วิธีการประเมิน และแหลงผูประเมิน ตาม
ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญทั้งความเหมาะสมและความเปนไปไดที่มีคา มัธยฐาน เทากับ 3.5 ขึ้นไป และ
คาพิสัยระหวางควอไทล ไมเกิน 1.5 (ซึ่งแสดงใหเห็นวา ผูเชียวชาญมีความคิดเห็นสอดคลองกัน)
                                                             ่
         3. การวิเคราะหขอมูล เพื่อกําหนดเกณฑขั้นต่ํา ในการประเมินฯแตละมาตรฐาน และตัวบงชี้ โดย
การคํานวณหาฐานนิยม (Mode)

บทสรุป
        เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เปนวิธีวิจัยประเภทหนึ่งที่ใชในการทํานายอนาคต โดยใช
แบบสอบถามเพียงอยางเดียว โดยใชการเก็บรวบรวมขอมูลจากผูเ ชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ จํานวนตั้งแต
17 คนขึ้นไป โดยทําการเก็บขอมูล จํานวน 3-4 รอบ เพื่อใหไดขอสรุปใหเปนไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อ
นําผลไปใชในการวางแผนการตัดสินใจเกี่ยวกับการคาดการณในอนาคตที่จะเกิดขึ้น


เอกสารอางอิง
เกษม บุญออน. 2522. “เดลฟายเทคนิคในการวิจัย”, คุรุปริทัศน. 10 (ตุลาคม 2522) , 26-28.
เนติ เฉลยวาเรศ. 2550. การพัฒนารูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู.
        วิทยานิพนธการศึกษาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ประยูร ศรีประสาธน. 2523. “เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย”. วารสารการศึกษาแหงชาติ.
        14 (เมษายน – พฤษภาคม 2523), 50-59.
มนตชัย เทียนทอง. 2548. สถิติและวิธีการวิจัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทพมหานคร :
        รวยบุญการพิมพ, 171-172.
สุโขทัยธรรมาธิราช , มหาวิทยาลัย. 2537. นโยบายและการวางแผนการศึกษา. หนวยที่ 13-15.
        กรุงเทพฯ.
9




    การนําเสนอบทความ
    มองอนาคตดวยเดลฟาย



                เสนอ
 ผูชวยศาสตราจารย ดร.สุภาณี เส็งศรี




              โดย
      นางสาว วณิชชา แมนยํา
           55030286




 หลักสูตรปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต
สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
         มหาวิทยาลัยนเรศวร

01 มองอนาคตด้วยเดลฟาย

  • 1.
    มองอนาคตดวยเดลฟาย วณิชชา แมนยํา* หากจะพูดถึงการทํานายอนาคต คนสวนใหญจะนึกถึง หมอดู หรือ การเดา แตหากเราจะ วิเคราะหอนาคตอยางมีหลักการ หรือ อางอิงได คงจะไมพนการใชเทคนิคอยางหนึ่ง คือการแสวงหา คําตอบ ที่สามารถใชอางอิงในการนําไปใชได โดยการระดมความคิดหรือขอคิดเห็นจากผูเชี่ยวชาญ นั่นก็ คือ การใชเทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย เทคนิคเดลฟายคืออะไร เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เปน กระบวนการแสดงความคิดเห็นหรือการตัดสินใจใน เรื่องตางๆ ความเปนไปได ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากกลุมผูเ ชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ แลวทําสรุปขอ คนพบหรือขอคิดเห็นนั้น ใหเปนอันหนึงอันเดียวกัน โดยไมมการนัดหมายใหผูเชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ ่ ี  มาพบปะหรือพูดคุยกัน โดยจะกระทําการใหแตละผูเ ชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิตอบคําถามดวยตนเอง  โดยปราศจากอิทธิพลของการชี้นําจากบุคคลอื่น ประวัติความเปนมาของเทคนิคเดลฟาย เทคนิคเดลฟาย ถูกพัฒนาขึ้น และถูกเปดเผยครั้งแรกโดย โอลาฟ เฮลเมอร (Olaf Helmer) นอรแมน ดาลกี้ (Norman Dalkey) และ นิโคลัส เรซเชอร (Nicholas Resche) ซึ่งเปนนักวิจัยของบริษัท แรนด (RAND Corporations) โดยพัฒนาใชและเขียนบทความเรื่อง “An Experimental Application of the Delphi Method to the Use of Experts” ซึ่งถูกตีพิมพในวารสาร Management Science ป ที่ 9 ฉบับที่ 3 เดือน เมษายน พ.ศ. 2506 (ประยูร ศรีประสาธน, 2523 : 50 อางถึงใน สะการิยา แวโซะ, 2549 : 43) โดยชื่อ เดลฟาย (Delphi) ถูกนํามาจากชื่อเมืองในประเทศกรีซที่มีวิหารอพอลโลซึงเปน ่ สถานที่ที่ใหผูคนมาขอคําทํานายเกี่ยวกับเหตุการณตางๆในอนาคต (สุโขทัยธรรมาธิราช, 2537 : 172 อาง ถึงใน สการิยา แวโซะ, 2549 : 43) โดยมีการนํามาใชในประเทศไทย สําหรับการคาดการณ สภาพแวดลอมภายนอก เพือนําขอมูลมาประกอบการกําหนดนโยบาย (สุโขทัยธรรมาธิราช, 2537 : 172 ่ อางถึงใน สะการิยา แวโซะ, 2549 : 43) ลักษณะของเทคนิคเดลฟาย 1. เปนการรวบรวมขอคิดเห็นของกลุมผูเชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ ดวยแบบสอบถาม  2. เปนการพยากรณหรือแนวโนมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อใชเตรียมในการวางแผนการ บริหารงานหรือการตัดสินใจ 3. เปนการวิจัยที่ไมมีคําตอบที่ถูกตองแนนอน แตเปนการรวบรวมขอมูลจากผูเ ชี่ยวชาญหรือ ผูทรงคุณวุฒิ ทั้งดานความความรู ทักษะ และประสบการณ เพื่อหาแนวโนมและขอสรุปที่เปนไปได 4. เปนอิสระในการแสดงความคิดเห็น ไมตองการความคิดเห็นเชิงกลุม ทีเ่ ปนทําใหมีอทธิพลตอ ิ การตัดสินใจ วณิชชา แมนยํา นิสิตปริญญาเอก สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • 2.
    2 องคประกอบของการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย 1. เวลา การวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย ตองใชเวลาในการรวบรวมคําตอบ จากกลุมผูเชี่ยวชาญ ใน การสงแบบสอบถามไปใหผเู ชี่ยวชาญ และการติดตามการตอบกลับ ซึ่งตองใชเวลาในการตอบหลายรอบ รวมถึงเวลาที่ใชในการวิเคราะหขอมูลของผูวิจัยเอง 2. การคัดเลือกผูเ ชี่ยวชาญ ในการเลือกผูเชี่ยวชาญ ตองเปนผูรูและมีความสามารถในสาขานั้นๆ อยางแทจริง ไม  ควรใชความสนิทสนมสวนตัว หรือความงายในการติดตอสือสาร เปนเกณฑ ซึงจะตองคัดเลือกจากผูที่ ่ ่ สนใจในเรื่องที่ผูวจัยทําวิจัย และเต็มใจใหความรวมมือ รวมทั้งยินดีทจะเสียสละเวลาในการตอบ ิ ี่ แบบสอบถาม โดยที่ ไมมการกําหนดจํานวนผูเ ชี่ยวชาญวาเทาใด แต โทมัส แมคมิลแลน (Thomas ี T.Macmillan) ไดเสนอวา ถาใชผูเชี่ยวชาญจํานวน 17 คน ขึ้นไป จะลดความคลาดเคลื่อนลงยิ่งขึ้น (เกษม บุญออน. 2522 : 28 อางถึงใน สะการิยา แวโซะ, 2549 : 43) 3. แบบสอบถาม การสรางแบบสอบถามควรตองมีคุณภาพและเที่ยงตรง วัดผลไดตรงตามความตองการ เขาใจงาย และชัดเจน ในการพิจารณาสรุปผล ผูวิจัยตองละเอียดรอบคอบ ใหความสําคัญกับคําตอบที่ได อยางเทาเทียม โดยไมมีความลําเอียง โดยทําการวิเคราะหและสรุปผลไดอยางถูกตอง กระบวนการของการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย กระบวนการของการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย เริ่มตนจากการกําหนดปญหาของงานวิจัย จากนั้น ทําการคัดเลือกผูเชี่ยวชาญและผูทรงคุณวุฒิ เพือรวมตอบแบบสอบถาม และเพื่อใหไดความคิดเห็นที่ตรง ่ กับความเปนจริง และนาเชื่อถือมากขึ้น จึงตองสงถามย้ําและสงแบบสอบถามไปถึงกลุมผูเชี่ยวชาญและ ผูทรงคุณวุฒิหลายรอบ โดยทั่วไป มักจะสงแบบสอบถามไป 3-4 รอบ โดยสามารถสรุปกระบวนการวิจัย ดวยเทคนิคเดลฟายเปนแผนภาพ (มนตชัย เทียนทอง, 2548 : 172) ไดดังนี้ Start - การพยากรณภาพในอนาคต กําหนดประเด็นของปญหางานวิจัย - อนาคตศาสตร (Futurism) คัดเลือกผูเชี่ยวชาญ - ผูเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จํานวน 17 คนขึ้นไป สรางเครื่องมือที่ใชในการวิจัย - แบบสอบถาม และรวบรวมขอมูล ก
  • 3.
    3 ก รอบที่ 1 : แบบ Open End - ถามประเด็น หรือ กรอบกวางๆ ของปญหา - ถามความคิดเห็นจาก กรอบของปญหา รอบที่ 2 : แบบ Rating Scale ที่ไดจากรอบที่ 1 รอบที่ 3 : แบบ Rating Scale - ถามคําถามเดียวกันกับรอบที่ 2 เพื่อยืนยัน/เปลี่ยนแปลงคําตอบ ใช - ถา คา IR ต่ํา แสดงวาสอดคลอง พิจารณาคา IR วา ถา คา IR สูง แสดงวายังไมสอดคลอง สอดคลองหรือไม ตองเก็บขอมูลอีกรอบ ไม - ถามคําถามเดียวกันกับรอบที่ 3 รอบที่ 4 : แบบ Rating Scale เพื่อยืนยัน/เปลี่ยนแปลงคําตอบ - สถิติที่ใช ไดแก คาพิสัยระหวางควอไทล (IR) สรุปผลการวิเคราะหขอมูล และ คามัธยฐาน (Mediun) Stop ภาพที่ 1 กระบวนการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย (อางถึงจาก มนตชัย เทียนทอง, 2548 : 172) ขอดีและขอเสียของการวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย การใชเทคนิคเดลฟายในการวิจัยมีทงขอดีและขอเสีย ซึ่งนักวิจัยควรจะตองพิจารณาเลือกใชให ั้ เหมาะสมกับปญหาที่ตองการศึกษา โดยสรุปไดดังนี้
  • 4.
    4 ขอดี ขอเสีย 1. ความนาเชื่อถือของคําตอบ เนื่องจากเปนความ 1. ถากระบวนการคัดเลือกผูเ ชี่ยวชาญหรือ คิดเห็นของผูเชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิที่ชํานาญ  ผูทรงคุณวุฒิไมดีพอ อาจจะไดผที่ไมมีความรูอยาง ู  ในสาขานั้นๆ อยางแทจริง ผานการสอบถามหลาย แทจริง ทําใหคําตอบที่ไดคลาดเคลื่อนไปได รอบ จะชวยใหไดคําตอบที่กลั่นกรองอยางรอบคอบ ทําใหเกิดความเชื่อมั่นสูง และยังสามารถแสดง ความคิดเห็นอยางอิสระ ไมขึ้นอยูกับอิทธิพลของ กลุม 2. ประหยัดเวลาและคาใชจาย โดยไมตองนัด 2. หากผูเชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ ไมใหความ ประชุมกลุมหรือการเดินทางมาพบปะกัน อาจจะใช รวมมือในการตอบแบบสอบถาม อันเนื่องมาจาก ชองทางอื่นในการตอบแบบสอบถามได เชน ผาน สาเหตุตางๆ เชน ภารกิจมาก หรือเกิดความเบื่อ ระบบเครือขายอินเทอรเน็ต หนายที่ตองตอบแบบสอบถามหลายรอบ อาจจะทํา ใหผลการวิจัยคลาดเคลื่อนได 3. มีขั้นตอนในการดําเนินการไมซบซอน โดยผูวิจัย 3. หากผูวิจัยมีอคติ หรือ ขาดความรอบคอบ ใน ั สามารถทราบลําดับความสําคัญของขอมูลและ การวิเคราะหคําตอบในแตละรอบ อาจจะสงผลให เหตุผลในการตอบ รวมทั้งความสอดคลองของ เกิดความผิดพลาด หรือ คลาดเคลือนได ่ ความคิดเห็นในประเด็นตางๆ 4. สามารถทําการวิเคราะหขอมูลไดงาย เนื่องจาก 4. หากผูวิจัยไมมีการศึกษาขอมูลในเรื่องที่ทําการ ใช สถิติพื้นฐาน เพียง 2 คา คือ วิจัยอยางเพียงพอ และเกิดการสูญหายของ คามัธยธาน (Mediun) และคาพิสัยระหวางควอไทล แบบสอบถาม หรือ การตอบกลับของขอมูลไมครบ (IR) เทานั้น (เกษม บุญออน. 2522 : 28 อางถึงใน ถวย สงผลใหการวิเคราะหแนวโนม อาจจะไม สะการิยา แวโซะ, 2549 : 51) ครอบคลุมประเด็นที่ตองการได การวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย เปนวิจัยเชิงคาดการณแนวโนมในอนาคต จะชวยเปนองคประกอบ ในการตัดสินใจ หรือ กรอบการทํางานที่ตองมีการตัดสินใจเพื่อการวางแผนสําหรับอนาคต แมวาจะเปน แคเพียงความเปนไปได หรือความนาจะเปน มากกวาความถูกตอง แตก็เปนการเสนอทางเลือก หรือ ประเมินความเปนไปไดที่จะมีตอในอนาคตได
  • 5.
    5 ตัวอยาง บทคัดยองานวิจัยดวยเทคนิคเดลฟาย ชื่อวิทยานิพนธ การพัฒนารูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ผูวิจัย เนติ เฉลยวาเรศ สถานศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร ปการศึกษา 2550 บทคัดยอ การวิจัยครังนี้มีวัตถุประสงคหลักเพื่อพัฒนารูปแบบการประเมินเพือออกใบอนุญาต ้ ่ ประกอบวิชาชีพครู โดยมีวัตถุประสงคยอย คือ 1) เพื่อวิเคราะห สังเคราะห คุณลักษณะครูดีในบริบท สังคมไทยที่ควรไดรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู 2) เพื่อสรางรูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพครู 3) เพื่อทดลองใชรูปแบบการประเมินเพือออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และ 4) ่ เพื่อประเมินรูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แหลงผูประเมินในระยะที่ 1 คือ ผูบริหารสถานศึกษา ครู ผูปกครอง และนักเรียน จํานวน 40 คน ระยะที่ 2 ประกอบดวย ผูเ ชี่ยวชาญ ทางดานการศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวน 25 คน ระยะที่ 3 และ 4 ประกอบดวยบุคลากรที่เกี่ยวของกับ การศึกษาของโรงเรียนบานหนองหูชาง จํานวน 18 คน เก็บรวบรวมขอมูลโดยการวิเคราะหเอกสาร การ สัมภาษณ การสอบถาม การทดสอบ และ การสังเกต แหลงขอมูล คือ เอกสาร ผูบริหารสถานศึกษา ครู  ผูปกครอง และนักเรียน การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณใชสถิติบรรยาย ไดแก การแจกแจงความถี่ คารอย ละ คาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คามัธยฐาน คาสวนเบี่ยงเบนควอไทล สวนขอมูลเชิงคุณภาพ ใช การวิเคราะหเนือหา ้ ผลการวิจัยพบวา 1. คุณลักษณะครูดีในบริบทสังคมไทยที่ควรไดรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ประกอบดวย 3 มาตรฐาน ไดแก มาตรฐานดานความรูและประสบการณวิชาชีพครู มี 23 ตัว มาตรฐาน ดานการปฏิบัตงาน มี 13 ตัวบงชี้ และมาตรฐาน ดานการปฏิบัติตนมี 22 ตัวบงชี้ ิ 2. รูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ประกอบดวย 4 มาตรฐาน ไดแก มาตรฐานดานความรู มี 11 ตัวบงชี้ มาตรฐานดานประสบการณวิชาชีพครู มี 12 ตัวบงชี้ มาตรฐานดานการปฏิบัติงาน มี 12 ตัวบงชี้ และมาตรฐานดานการปฏิบัติตน มี 21 ตัวบงชี้ ประเมินโดย วิธีการทดสอบ การสังเกต การสอบถาม และการตรวจแฟมผลงาน เกณฑการประเมินขั้นต่ําอยูระหวาง รอยละ 60 – 75 แหลงผูประเมินคือ กรรมการกลาง ผูบริหารสถานศึกษา เพื่อน ครู และตนเอง โดยมี  วิธีการประเมิน เกณฑการประเมิน และแหลงผูประเมินแตกตางกันไปในแตละมาตรฐาน 3. ผูเชี่ยวชาญประเมินรูปแบบการประเมินเพือออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูกอน ่ ทดลองใชวามีความเหมาะสม ความเปนไปได ความเปนประโยชน และความชัดเจนอยูในระดับมากถึง มากที่สุด
  • 6.
    6 4. การนํารูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไปทดลองใชพบวา มีความเปนไปได ความเหมาะสม ความถูกตองครอบคลุม และมีความเปนประโยชนในการประเมินอยูใน ระดับมาก โดยได กําหนดวิธีดําเนินการวิจัยเปน 4 ขั้นตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห สังเคราะห คุณลักษณะครูดีในบริบทสังคมไทยที่ควรไดรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพครู ตอนที่ 2 สรางรูปแบบการประเมินเพือออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ่ ตอนที่ 3 ทดลองใชรปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ู ตอนที่ 4 ประเมินรูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งผูวจัย ไดนําเทคนิคเดลฟาย มาใชในการดําเนินการวิจัย ในขั้นตอนที่ 2 การสรางรูปแบบการ ิ ประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยใชในขั้นตอนการเก็บรวบรวมขอมูล มีขั้นตอนดังนี้ 1. ผูวิจัยทําหนังสือขอความรวมมือจากบัณฑิตวิทยาลัยถึงผูเชี่ยวชาญจํานวน 3 คน ประกอบดวย 1) ศาสตราจารยกิตติคุณ ดร.สมหวัง พิริยานุวัฒน 2) ดร.จักรวรรดิ วะทา (เลขาธิการคุรสภา) 3) ดร.สิริ ุ พร บุญญานันท (รองเลขาธิการสภาการศึกษาไทย) เพือขอความอนุเคราะหใหเสนอชื่อผูเชี่ยวชาญใน ่ กระบวนการประยุกตใชเดลฟาย 2. เรียงลําดับรายชื่อผูเชี่ยวชาญตามความถี่ที่ไดรบการเสนอชื่อจากผูเ ชี่ยวชาญจากมากไปนอย ั แลวคัดเลือกมา 15 คนแรก และอีก 10 คน คือ ครูตนแบบของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน ที่สมัครใจใหความรวมมือ 3. นํารายชื่อผูเชี่ยวชาญที่คัดเลือกไว เสนออาจารยที่ปรึกษา เพื่อพิจารณาความเหมาะสม และ ความเปนไปได ในการขอความอนุเคราะห และวางแผนการติดตอขอความรวมมือในงานวิจัย 4. ผูวิจัยทําหนังสือขอความรวมมือจากบัณฑิตวิทยาลัยถึงผูเชี่ยวชาญทั้ง 25 คน 5. ติดตอทางโทรศัพท เพื่อขอความอนุเคราะหเปนผูเ ชี่ยวชาญในการวิจัย 6. สงหนังสือขอความรวมมือ, สรุปโครงรางวิทยานิพนธ, แบบสอบถามปลายปด(รอบที่ 1) ทาง ไปรษณีย 7. นําแบบสอบถามปลายปด มาวิเคราะห 8. ดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลในรอบที่ 2-3 ทางไปรษณีย 9. กรณีผูเชี่ยวชาญ ไมสงแบบสอบสอบถามคืนตามกําหนดเวลา ก็จะดําเนินการติดตามโดยใช โทรศัพท หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส (E-Mail) เพื่อใหไดขอมูลอยางครบถวน สรุปผลการวิจัย ที่ไดมาขั้นตอนขอที่ 2 รูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ประกอบดวย 4 มาตรฐาน ไดแก มาตรฐานดานความรู มี 11 ตัวบงชี้ มาตรฐานดานประสบการณวิชาชีพครู มี 12 ตัวบงชี้ มาตรฐานดาน การปฏิบัตงาน มี 12 ตัวบงชี้ และมาตรฐานดานการปฏิบัตตน มี 21 ตัวบงชี้ ประเมินโดยวิธีการทดสอบ ิ ิ การสังเกต การสอบถาม และการตรวจแฟมผลงาน เกณฑการประเมินขั้นต่ําอยูระหวางรอยละ 60 – 75 
  • 7.
    7 แหลงผูประเมินคือ กรรมการกลาง ผูบริหารสถานศึกษาเพือน ครู และตนเอง โดยมีวิธีการประเมิน ่ เกณฑการประเมิน และแหลงผูประเมินแตกตางกันไปในแตละมาตรฐาน รายชื่อผูเชี่ยวชาญเดลฟาย 1. นักวิชาการดานการศึกษา 1.1 ดร.จักรพรรดิ์ วะทา เลขาธิการคุรุสภา 1.2 นายประเสริฐ งามพันธ เลขาธิการสํานักงานขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 1.3 ดร.ศิริพร บุญญานันต รองเลขาธิการสภาการศึกษา 1.4 ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการคุรุสภา 1.5 ดร.ปฐมพงษ ศุภเลิศ ผูแทนผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 1.6 นายธวัชชัย ภวสถาพร ผูแทนผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 1.7 นายธนารัชต สมคเณ ผูแทนผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 1.8 รศ.ดร.บุญมี เณรยอด อาจารยคณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 1.9 ดร.ฟามุย เรืองเลิศบุญ นักวิชาการศึกษา สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 1.10 ผศ.ดร.ไพโรจน กลิ่นกุหลาบ อาจารยคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 1.11 ดร.อธิปตย คลี่สุนทร อาจารยคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยอัญสัมชัญ 1.12 ดร.ดิเรก วรรณเศียร อาจารยคณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต 1.13 ดร.วิสุทธิ์ วิจิตรราภรณ อาจารยคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร 1.14 ดร.บูรพาทิศ พลอยสุวรรณ คณบดีคณะครุศาสตร มหาวิทยาลัย พระนครศรีอยุทธยา 1.15 นางพรรณี กลิ่นศรีสุ ผูอํานวยการโรงเรียนบานใหม จังหวัดพิจิตร 2. ครูตนแบบ 2.1 นางกัลยา เดชทวิสุทธิ์ โรงเรียนเนินสาธารณ ต.บานเกา อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี 2.2 นางกาญจนา เรืองฤทธิ์กูล โรงเรียนเมืองกาฬสินธุ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ 2.3 นางจรูญศรี มนัสวานิช โรงเรียนวันควนวิเศษ อ.เมือง จ.ตรัง 2.4 นางชอทิพย ตระกูลสวางภพ โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ อ.สามพราน จ.นครปฐม 2.5 นางณฐภัสสร เหลาเนตร โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ต.มะขามสูง อ.เมือง จ.พิษณุโลก 2.6 นางตันหยง อิ่มมาก โรงเรียนจอมสุรางคอุปถัมภ อ.พระนครศรีอยุทธยา จ.พระนครศรีอยุทธยา 2.7 นางทัศนีย แสวงเจริญ โรงเรียนเทศบาลวัดสระทอง อ.เมือง จ.รอยเอ็ด 2.8 นายนิยม ไชยวงศ โรงเรียนบานหวยสมปอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม 2.9 นางประนอม อรุณานันท โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 98 (บานงอบ) อ.ทุงชาง จ.นาน 2.10 นายปยรัตน เกิดศิริ โรงเรียนดงตาลวิทยา อ.เมือง จ.ลพบุรี 2.11 นางผกาวลี คุณสัตย โรงเรียนอนุบาลลืออํานาจ ต.อํานาจ อ.ลืออํานาจ จ.อํานาจเจริญ
  • 8.
    8 การวิเคราะหขอมูล 1. การวิเคราะหขอมูลสําหรับการพิจารณาคัดเลือกมาตรฐาน และตัวบงชี้ โดยประยุกตใชเทคนิค เดลฟาย ซึงการวิเคราะหคําตอบของผูเชี่ยวชาญจากแบบสอบถามปลายเปด (รอบที่ 1) โดยวิเคราะห ่ ระดับความเหมาะสมในการนํามาใชประเมิน เพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และความเปนไปได ในการเก็บขอมูลของมาตรฐาน ตัวบงชี้ แหลงขอมูล และวิธีการประเมิน ผูวิจัยวิเคราะหขอมูลโดยการ คํานวณคามัธยฐาน (Median) และคาพิสัยระหวางควอไทล (Interquartile Range) กรณีขอคําถาม ปลายเปด ทําการวิเคราะหเนื้อหา (Content Analysis) 2. ผูวิจัยคัดเลือกมาตรฐาน ตัวบงชี้ เกณฑการประเมิน วิธีการประเมิน และแหลงผูประเมิน ตาม ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญทั้งความเหมาะสมและความเปนไปไดที่มีคา มัธยฐาน เทากับ 3.5 ขึ้นไป และ คาพิสัยระหวางควอไทล ไมเกิน 1.5 (ซึ่งแสดงใหเห็นวา ผูเชียวชาญมีความคิดเห็นสอดคลองกัน) ่ 3. การวิเคราะหขอมูล เพื่อกําหนดเกณฑขั้นต่ํา ในการประเมินฯแตละมาตรฐาน และตัวบงชี้ โดย การคํานวณหาฐานนิยม (Mode) บทสรุป เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เปนวิธีวิจัยประเภทหนึ่งที่ใชในการทํานายอนาคต โดยใช แบบสอบถามเพียงอยางเดียว โดยใชการเก็บรวบรวมขอมูลจากผูเ ชี่ยวชาญหรือผูทรงคุณวุฒิ จํานวนตั้งแต 17 คนขึ้นไป โดยทําการเก็บขอมูล จํานวน 3-4 รอบ เพื่อใหไดขอสรุปใหเปนไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อ นําผลไปใชในการวางแผนการตัดสินใจเกี่ยวกับการคาดการณในอนาคตที่จะเกิดขึ้น เอกสารอางอิง เกษม บุญออน. 2522. “เดลฟายเทคนิคในการวิจัย”, คุรุปริทัศน. 10 (ตุลาคม 2522) , 26-28. เนติ เฉลยวาเรศ. 2550. การพัฒนารูปแบบการประเมินเพื่อออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู. วิทยานิพนธการศึกษาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร. ประยูร ศรีประสาธน. 2523. “เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย”. วารสารการศึกษาแหงชาติ. 14 (เมษายน – พฤษภาคม 2523), 50-59. มนตชัย เทียนทอง. 2548. สถิติและวิธีการวิจัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ. กรุงเทพมหานคร : รวยบุญการพิมพ, 171-172. สุโขทัยธรรมาธิราช , มหาวิทยาลัย. 2537. นโยบายและการวางแผนการศึกษา. หนวยที่ 13-15. กรุงเทพฯ.
  • 9.
    9 การนําเสนอบทความ มองอนาคตดวยเดลฟาย เสนอ ผูชวยศาสตราจารย ดร.สุภาณี เส็งศรี โดย นางสาว วณิชชา แมนยํา 55030286 หลักสูตรปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร