เครื่องมือในการวิจัย   |1



                                        เครื่องมือในการวิจัย

ความหมายของเครื่องมือในการวิจัย
       เครื่องมือวิจัย (ชมรมชีวอนามัยเพื่อความปลอดภัย มสธ., ม.ป.ป.) หมายถึง เปนอุปกรณ
หรือเทคนิคที่นักวิจัยใชในการเก็บรวบรวมขอมูลหรือวัดตัวแปรที่ตองการศึกษา เชนแบบสอบถาม
แบบสัมภาษณ (นายศรัณยู หมื่นเดชและนายชานันท ประภา)
      เครื่องมือที่ใชในการวิจัย (มาเรียม นิลพันธุ, 2553 หนา 157) คือสิ่ง/อุปกรณ ที่ผูวิจัยสราง
ขึ้นมา เพื่ อรวบรวมขอ มูล หรื อ ใชเ ปนสิ่ง วัดตัวแปร เพื่ อใหไดมาซึ่ง ขึ้นมู ล โดยผูวิจัยควรเลื อกใช
เครื่องมือใหเหมาะสมกับตัวแปรที่ตองการวัด หรือ ตรงกับวัตถุประสงคของการวิจัย และตองเปน
เครื่องมือที่มีคุณภาพ (นางสาววณิชชา แมนยํา)
          เครื่องมือการวิจัย (อดุลเดช ไศลบาท. 2555 : ออนไลน) หมายถึง เครื่องมือ อุปกรณ หรือสิ่ง
ที่ใชเปนสื่อสําหรับนักวิจัย ใชในการรวบรวมขอมูลตามตัวแปรในการวิจัยที่กําหนดไว ขอมูลดังกลาว
อาจเปนไดทั้งขอมูลเชิงปริมาณ และขอมูลเชิงคุณภาพเครื่องมือการวิจัย นับเปนสวนหนึ่งของการวิจัย
ทุกชนิด ไมวาจะเปนการศึกษาเฉพาะกรณี การวิจัยเชิงสํารวจ การวิจัยเชิงทดลอง (นางสาววิลาวัลย
สมยาโรน)
      เครื่องมือที่ใชในการวิจัย (Research Instruments) (มาลัยทิพย อมตฉายา, ม.ป.ป.) เปน
สิ่งที่ผูวิจัยนํามาใชใหไดมา ซึ่งขอมูล (Data) เพื่อนําไปวิเคราะหแลวสรุปออกมาเปนผลของการวิจัย
(นางสาววิลาวัลย สมยาโรน)
              เครื่องมือวิจัย (มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ม.ป.ป.) หมายถึง สิ่งที่ใชสําหรับวัดคาของตัวแปร
การวิจัย หรือใชสําหรับเก็บรวบรวมขอมูลของตัวแปรการวิจัยทุกตัวแปรของปญหาการวิจัยที่ผูวิจัย
กําลังทําการวิจัยเพื่อหาคําตอบ เครื่องมือวิจัยมีหลายประเภท เชน แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบ
สัมภาษณ และแบบสังเกต เปนตน (นายศรัณยู หมื่นเดช)
       กลาวโดยสรุป เครื่องมือในการวิจัย หมายถึง สิ่งที่นํามาใชในการรวมรวบขอมูล หรือวัดตัว
แปรในการวิจัย เพื่อนําไปวิเคราะหแลวสรุปผลการวิจัยตอไป
เครื่องมือในการวิจัย   |2



ประเภทของเครื่องมือในการวิจัย
      วิกร ตันทวุฑโดม (ม.ป.ป.) เครื่องมือในการวิจัย อาจจําแนกไดเปนสองประเภทไดแก
        1. เครื่องมือในการดําเนินการวิจัย คือ ชิ้นงานหรือสิ่งประดิษฐที่พัฒนาขึ้นและยังครอบคลุม
ถึงรูปแบบหรือแบบจําลองที่พัฒนาขึ้น
         2. เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เปนเครื่องมือที่ใชในการวัดตัวแปรตาง ๆ
         (นางสาวชไมพร ศรีสุราช)
        พวงรัตน ทวีรัตน (2540) กลาววา ในการเก็บรวบรวมขอมูลเพือการวิจัยนั้น จะใชเครื่องมือ
                                                                             ่
ชนิดใด ยอมขึ้นอยูกับลักษณะของเรื่องที่จะวิจัยวาเปนแบบใด ตองการขอมูลชนิดใด เพราะขอมูลที่ใช
ในการวิจั ย มี อ ยูห ลายลั ก ษณะดัง กล าวแล ว และเครื่ อ งมื อ ที่ ใชในการเก็ บ รวบรวมขอ มู ล ก็ แบ ง
ออกเปนหลายชนิด แตละชนิดของเครื่องมือก็เหมาะกับขอมูลแตลักษณะ                    ซึ่ ง เครื่ อ งมื อ วิ จั ยทาง
สังคมศาสตร นั้นมีอยูหลายชนิด แตที่นิยมใชมีอยู 5 ชนิด คือ
            1. แบบทดสอบ
            2. แบบสอบถาม
            3. แบบสัมภาษณ
            4. มาตราวัดทัศนคติ
           5. แบบสังเกต (นางสาววณิชชา แมนยํา)
       ประเภทของเครื่องมือในงานวิจัย (มาเรียม นิลพันธุ, 2553 หนา 157) ในการวิจัยทาง
การศึกษาดานหลักสูตรการเรียนการสอนและการนิเทศ มีเครื่องมือ สําคัญ ที่นิยมใชในงานวิจัย คือ
            1. แบบสอบถาม
            2. แบบทดสอบ
            3. แบบสัมภาษณ
            4. แบบสังเกต
             5. ประเด็นสนทนากลุม
         อดุลเดช ไศลบาท (2555) ไดแบงประเภทเครื่องมือของการวิจัยไว ดังนี้
         1. เครื่องมือในการทดลอง มักเปนอุปกรณทางวิทยาศาสตรที่มีคุณภาพไดมาตรฐาน
         2. เครื่องมือในการรวบรวมขอมูล ไดแก
             - แบบสอบถาม
เครื่องมือในการวิจัย   |3



            - แบบสัมภาษณ
            - แบบทดสอบ/แบบวัดความรู
            - แบบบันทึกขอมูล/แบบบันทึกการสังเกต
            - แบบตรวจสอบ/บันทึกรายการ
        ชมรมอาชีวอนามั ยเพื่ อ ความปลอดภัย มสธ. (ม.ป.ป.) กล าววา เครื่ อ งมื อ วิจั ยทางดาน
สรีรวิทยา และเครื่องมือทางวิทยาศาสตรอื่น ๆ แบงไดเปน 3 ลักษณะ
          1. เครื่อ งมือ วัดทางดานกายภาพ เชน เครื่อ งมือ วัดแสง เสียง ฝุนในอากาศ อุณหภูมิ
ความดันโลหิต น้ําหนัก สวนสูง
          2. เครื่องมือวัดทางเคมี เชน เครื่องมือในการตรวจเลือดหาระดับน้ําตาล แอลกอฮอล
หรือสวนประกอบอื่นๆ
          3. เครื่องมือวัดทางจุลชีวะ เชน เครื่องมือตรวจวัดแบคทีเรียในเลือด ปสสาวะ การเพราะ
เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส
        มาลัยทิพ ย อมตฉายา (ม.ป.ป.) กล าววา การวิจัยในทางสัง คมศาสตร แบง ลัก ษณะของ
เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปน 4 แบบ ดังนี้
              1.แบบทดสอบ Test
            2.แบบสัมภาษณ Interview Form
            3.แบบสังเกต Observation Form
            4.แบบสอบถาม Questionnaire (นางสาววิลาวัลย สมยาโรน)
      สรุป ประเภทของเครื่องมือในการวิจัยทางสังคมศาสตร ที่เนนวิจัยทางการศึกษา แบงเปน 2
ประเภทหลัก ไดแก
         1. เครื่องมือที่ใชในการดําเนินงานวิจัย เชน E-book, CAI, WBI, WBT, ฯลฯ
         2. เครื่อ งมื อที่ใชในการรวบรวมขอ มูล เชน แบบสอบถาม แบบสัม ภาษณ แบบสัง เกต
แบบทดสอบ
เครื่องมือในการวิจัย   |4



       ในที่นี้ ผูจัดทําขอนําเสนอเครื่องมือที่ใชในการรวบรวมขอมูล แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ
แบบสังเกต และแบบทดสอบ ดังรายละเอียดตอไปนี้


1. แบบสอบถาม (นางสาววิลาวัลย สมยาโรน)
          1.1 ความหมาย
             อวยพร เรื อ งตระกู ล ม.ป.ป ได นิ ย ามคํ า ว า แบบสอบถามไว ดั ง นี้ แบบสอบถาม
(questionnaire) คือ ขอเท็จจริง ความรูสึกความคิดเห็น เชนเดียวกันกับ (อุทุมพร จามรมาน. 2544)
ทีกลาววา แบบสอบถาม หมายถึง รูปแบบของคําถามเปนชุดๆ ที่ไดถูกรวบรวมไวอยางมีหลักเกณฑ
และเปนระบบ เพื่อใชวัดสิ่งที่ผูวิจัยตองการจะวัดจากกลุมตัวอยางหรือประชากรเปาหมายใหไดมาซึ่ง
ขอเท็จจริงทั้ งในอดีต ปจ จุบันและการคาดคะเนเหตุก ารณในอนาคต แบบสอบถามประกอบดวย
รายการคําถามที่สรางอยางประณีต เพื่อรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือขอเท็จจริง โดยสงให
กลุมตัวอยางตามความสมัครใจ การใชแบบสอบถามเปนเครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูลนั้น การ
สร า งคํ า ถามเป น งานที่ สํ า คั ญ สํ าหรั บ ผู วิ จั ย เพราะวา ผู วิ จั ย อาจไม มี โ อกาสได พ บปะกั บ ผู ต อบ
แบบสอบถามเพื่ออธิบายความหมายตาง ๆ ของขอคําถามที่ตองการเก็บรวบรวม แบบสอบถาม เปน
เครื่องมื อวิจัยชนิดหนึ่งที่ นิยมใชกั นมาก เพราะการเก็บรวบรวมขอมูลสะดวกและสามารถใชวัดได
อยางกวางขวาง การเก็บขอมูลดวยแบบสอบถามสามารถทําไดดวยการสัมภาษณหรือใหผูตอบดวย
ตนเอง
           ดังนั้นจึงสรุปไดวา แบบสอบถาม คือเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เพื่อใหได
ขอคิดเห็นหรือขอเท็จจริง โดยใชคําถามที่รวบรวมไวอยางมีหลักเกณฑและเปนระบบ


          1.2 ประเภทของแบบสอบถาม
             มารยาท โยทองยศ (ม.ป.ป) กลาววา แบบสอบถามอาจแบงไดเปน 2 ประเภท คือ
               1. คําถามปลายเปด (Open Ended Question) เปนคําถามที่เปดโอกาสใหผูตอบ
สามารถตอบไดอยางเต็มที่ คําถามปลายเปดจะนิยมใชกันมากในกรณีที่ผูวิจัยไมสามารถคาดเดาได
ลวงหนาวาคําตอบจะเปนอยางไร หรือใชคําถามปลายเปดในกรณีที่ตองการไดคําตอบเพื่อนํามาเปน
แนวทางในการสรางคําถามปลายปด ตัวอยางคําถามปลายเป ด เชน ทานตัดสิ นใจประกอบอาชีพ
คาขาย เพราะ......
เครื่องมือในการวิจัย   |5



             2. คําถามปลายปด (Close Ended Question) เปนคําถามที่ผูวิจัยมีแนวคําตอบไวให
ผูตอบเลือกตอบจากคําตอบที่กําหนดไวเทานั้น คําตอบที่ผูวิจัยกําหนดไวลวงหนามักไดมาจากการ
ทดลองใชคําถามในลัก ษณะที่เ ปนคําถามปลายเป ด แล วนํามาจั ดกลุม ของคําตอบ หรื อไดม าจาก
การศึกษาผลการวิจัยที่เกี่ยวของ หรือจากแนวความคิดของผูวิจัยเอง และจากขอมูลอื่นๆ
           อดุลยเดช ไศลบาท. (ม.ป.ป.) กลาววา แบบสอบถาม มี 2 ประเภท คือ
              1. แบบปลายเปด Open-ended Form ประกอบดวยขอความ หรือขอคําถามที่เปด
โอกาสใหผูตอบ ขยายความคิดเห็นหรือใหรายละเอียดของคําตอบที่จะแสดงถึงความรูสึก อารมณ
พฤติกรรมของตนเองไดอยางกวางขวาง ซึ่งมีขอดีและขอเสีย ดังนี้
               ขอดี คือไดรายละเอียดมาก ไมจํากัดขอบเขตของคําตอบ
               ขอเสีย คือยากตอการวิเคราะหแปลผล
              2. แบบปลายป ดแบบมี โ ครงสร าง Close ended/Closed Form/Structured
Question เปนขอคําถามที่กําหนดตัวเลือกคําตอบไวชัดเจน เพื่อใหผูตอบเลือกไดตรงกับความเปน
จริงหรือความรูสึก
                ขอดี คือ ครอบคลุมเนื้อหาที่ตองการถาม สามารถวิเคราะหไดไมยุงยาก
                ขอเสีย คือ จํากัดขอบเขตของคําตอบ
          จากนั ก วิ ช าทั้ ง สองท า นที่ ก ล า วมา สรุ ป ได ว า แบบสอบถามมี 2 ประเภท คื อ
แบบสอบถามปลายเป ด ที่ มี ขอ ดี คือ คือ ไดร ายละเอี ยดมาก ไม จํ ากั ดขอบเขตของคําตอบ และ
แบบสอบถามปลายปด ที่มีขอดี คือครอบคลุมเนื้อหาที่ตองการถาม สามารถวิเคราะหไดไมยุงยาก
        การสรางแบบสอบถาม
           อุทุมพร จามรมาน. (2544) ไดกลาววา การสรางแบบสอบถามที่ดี ควรเปนดังนี้
              1. สอดคลองกับวัตถุประสงคการวิจัย
              2. ใชภาษาที่เขาใจงาย เหมาะสมกับผูตอบ
              3. ใชขอความที่สั้น กะทัดรัด ไดใจความ
              4. แตละคําถามควรมีนัย เพียงประเด็นเดียว
              5. หลีกเลี่ยงการใชประโยคปฏิเสธซอน
              6. ไมควรใชคํายอ
              7. หลีกเลี่ยงการใชคําที่เปนนามธรรมมาก
เครื่องมือในการวิจัย   |6



                8. ไมชี้นําการตอบใหเปนไปแนวทางใดแนวทางหนึ่ง
                9. หลีกเลี่ยงคําถามที่ทําใหผูตอบเกิดความลําบากใจในการตอบ
                10. คําตอบที่มีใหเลือกตองชัดเจนและครอบคลุมคําตอบที่เปนไปได
                11. หลีกเลี่ยงคําที่สื่อความหมายหลายอยาง
          12. ไมควรเป นแบบสอบถามที่มี จํานวนมากเกินไป ไมควรใหผูตอบใชเวลาในการ
ตอบแบบสอบถามนานเกินไป
               13. ขอคําถามควรถามประเด็นที่เฉพาะเจาะจงตามเปาหมายของการวิจัย
               14. คําถามตองนาสนใจสามารถกระตุนใหเกิดความอยากตอบ
            มารยาท โยทองยศ (ม.ป.ป) กลาวถึง ขั้นตอนการสรางแบบสอบถามไววา
                ขั้นที่ 1 ศึกษาคุณลักษณะที่จะวัด
                   ผูวิจัยจะตองทราบวาคุณลักษณะหรือประเด็นทีจะวัดใหมอะไรบาง โดยอาจดูไดจาก
                                                              ่        ี
วัตถุประสงคของการวิจัย กรอบแนวความคิดหรือสมมติฐานการวิจัย จากนั้นจึงศึกษาคุณลักษณะหรือ
ประเด็นที่จะวัดดังกลาวใหเขาใจอยางละเอียดทั้งเชิงทฤษฎีและนิยามเชิงปฏิบัติการ ซึ่งอาจไดจาก
เอกสาร ตําราหรือผลการวิจัยตางๆ ที่มีลักษณะเดียวกันหรือใกลเคียงกัน
             ขั้นที่ 2 กําหนดประเภทของขอคําถาม
                   ผูวิจัยจะตองพิจารณาประเภทของขอคําถามที่จะวัดคุณลักษณะที่ตองการ
                ขั้นที่ 3 การรางแบบสอบถาม
                   เมื่ อผู วิจั ยทราบถึง คุณลั กษณะหรื อ ประเด็นที่จ ะวัด และกํ าหนดประเภทของขอ
คําถามที่ จ ะมี อ ยูในแบบสอบถามเรี ยบร อ ยแล ว ผู วิจั ยจึ ง ลงมื อ เขียนข อ คําถามให ครอบคลุ ม ทุ ก
คุณลัก ษณะหรือประเด็นที่ จะวัด โดยเขียนตามโครงสรางของแบบสอบถามที่ไดกล าวไวแลว และ
หลักการในการสรางแบบสอบถาม ดังนี้
              1. ตองมีจุดมุงหมายที่แนนอนวาตองการจะถามอะไรบาง โดยจุดมุงหมายนั้นจะตอง
สอดคลองกับวัตถุประสงคของงานวิจัยที่จะทํา
               2. ตองสรางคําถามใหตรงตามจุดมุงหมายที่ตั้งไว เพื่อปองกันการมีขอคําถามนอก
ประเด็นและมีขอคําถามจํานวนมาก
เครื่องมือในการวิจัย   |7



                3. ตองถามใหครอบคลุม เรื่องที่ จะวัด โดยมีจํานวนขอคําถามที่พ อเหมาะ ไมมาก
หรือนอยเกินไป แตจะมากหรือนอยเทาใดนั้นขึ้นอยูกับพฤติกรรมที่จะวัด ซึ่งตามปกติพฤติกรรมหรือ
เรื่องที่จะวัดเรื่องหนึ่งๆ นั้นควรมีขอคําถาม 25-60 ขอ
                    4. การเรียงลําดับ ขอ คําถาม ควรเรียงลํ าดับให ตอ เนื่องสั มพั นธกัน และแบง ตาม
พฤติกรรมยอยๆ ไวเพื่อใหผูตอบเห็นชัดเจนและงายตอการตอบ นอกจากนั้นตองเรียงคําถามงายๆ ไว
เปนขอแรกๆ เพื่อชักจูงใหผูตอบอยากตอบคําถามตอ สวนคําถามสําคัญๆ ไมควรเรียงไวตอนทายของ
แบบสอบถาม เพราะความสนใจในการตอบของผูตอบอาจจะนอยลง ทําใหตอบอยางไมตั้งใจ ซึ่งจะ
สงผลเสียตอการวิจัยมาก
                5. ลักษณะของขอความที่ดี ขอคําถามที่ดีของแบบสอบถามนั้น ควรมีลักษณะดังนี้
                5.1 ข อ คํ า ถามไม ค วรยาวจนเกิ น ไป ควรใช ข อ ความสั้ น กะทั ด รั ด ตรงกั บ
วัตถุประสงคและสองคลองกับเรื่อง
                   5.2 ขอความ หรือภาษาที่ใชในขอความตองชัดเจน เขาใจงาย
                   5.3 ไมใชคําถามนําหรือแนะใหตอบ
                   5.4 ไมถามเรื่องที่เปนความลับเพราะจะทําใหไดคําตอบที่ไมตรงกับขอเท็จจริง
                   5.5 ไมควรใชขอความที่มีความหมายกํากวมหรือขอความที่ทําใหผูตอบแตละคน
เขาใจความหมายของขอความไมเหมือนกัน
               5.6 ไมถามในเรื่องที่รูแลว หรือถามในสิ่งที่วัดไดดวยวิธีอื่น
               5.7 ขอคําถามตอ งเหมาะสมกับ กลุ มตัวอยาง คือ ตองคํานึง ถึง ระดับ การศึกษา
ความสนใจ สภาพเศรษฐกิจ ฯลฯ
              5.8 ขอคําถามหนึ่งๆ ควรถามเพียงประเด็นเดียว เพื่อใหไดคําตอบที่ชัดเจนและ
ตรงจุดซึ่งจะงายตอการนํามาวิเคราะหขอมูล
                   5.9 คําตอบหรือตัวเลือกในขอคําถามควรมีมากพอ หรือใหเหมาะสมกับขอคําถาม
นั้น แตถาไมสามารถระบุไดหมดก็ใหใชวา อื่นๆ โปรดระบุ ……………….
                   5.10 ควรหลีกเลี่ยงคําถามที่เกี่ยวกับคานิยมที่จะทําใหผูตอบไมตอบตามความเปน
จริงเชน ทานมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศหรือไม
                 5.11 คําตอบที่ไดจากแบบสอบถาม ตอ งสามารถนํามาแปลงออกมาในรู ปของ
ปริมาณและใชสถิติอธิบายขอเท็จจริงได เพราะปจจุบันนี้นิยมใชคอมพิวเตอรในการวิเคราะหขอมูล
เครื่องมือในการวิจัย   |8



ดังนั้นแบบสอบถามควรคํานึงถึงวิธีการประมวลขอมูลและวิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร
ดวย
                      ขั้นที่ 4 การปรับปรุงแบบสอบถาม
                          หลังจากที่สรางแบบสอบถามเสร็จแลว ผูวิจัยควรนําแบบสอบถามนั้นมาพิจารณา
ทบทวนอีกครั้งเพื่อหาขอบกพรองที่ควรปรับปรุงแกไข และควรใหผูเชี่ยวชาญไดตรวจแบบสอบถาม
นั้นดวยเพื่อที่จะไดนําขอเสนอแนะและขอวิพากษวิจารณของผูเชี่ยวชาญมาปรับปรุงแกไขใหดียิ่งขึ้น
              ขั้นที่ 5 นําแบบสอบถามไปทดลองใชเพื่อวิเคราะหคุณภาพ
                  เปนการนําเอาแบบสอบถามที่ไดปรับปรุงแลวไปทดลองใชกับกลุมตัวอยางเล็กๆ
เพื่อนําผลมาตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม
                      ขั้นที่ 6 ปรับปรุงแบบสอบถามใหสมบูรณ
                          ผู วิ จั ย จะต อ งทํ า การแก ไ ขข อ บกพร อ งที่ ไ ด จ ากผลการวิ เ คราะห คุ ณ ภาพของ
แบบสอบถาม และตรวจสอบความถูก ตอ งของถอ ยคําหรื อ สํ านวน เพื่ อให แบบสอบถามมี ความ
สมบูรณและมีคุณภาพผูตอบอานเขาใจไดตรงประเด็นที่ผูวิจัยตองการ ซึ่งจะทําใหผลงานวิจัยเปนที่
นาเชื่อถือยิ่งขึ้น
                      ขั้นที่ 7 จัดพิมพแบบสอบถาม
                จั ดพิ ม พ แ บบสอบถามที่ ไดป รั บ ปรุ ง เรี ยบร อ ยแล วเพื่ อ นําไปใชจ ริ ง ในการเก็ บ
รวบรวมขอมูลกับกลุมเปาหมาย โดยจํานวนที่จัดพิมพควรไมนอยกวาจํานวนเปาหมายที่ตองการเก็บ
รวบรวมขอมูล และควรมีการพิมพสํารองไวในกรณีที่แบบสอบถามเสียหรือสูญหายหรือผูตอบไมตอบ
กลับนอกจากนี้ โครงการฮักชุมชนอําเภอสันกําแพง. (2554) ยังไดกลาวถึง การสรางแบบสอบถาวา
ควรมีขั้นตอน ดังนี้
                 1. กําหนดวัตถุประสงคของการเก็บขอมูล วัตถุประสงคที่ ชัดเจน และสะทอนให
เห็นปริมาณขอมูลที่จะไดรับจากการสอบถาม จะชวยในการวางขอบเขตของคาถามและการวัด
                         2. ตัดสินใจวาตองการวัดอะไร เชน ทัศนคติ ความรู พฤติกรรม/การปฏิบัติ ทักษะ
ลักษณะประชากร
                         3. ระบุกลุมเปาหมาย จะถามใครจึงจะไดขอมูลที่ตองการ อาจมีการทดลองนาไป
ถามกลุมคนที่มีลักษณะเหมือนกับผูที่จะเปนกลุมเปาหมายกอนเพื่อดูวาแบบสอบถามใชไดกับคนกลุม
นั้นหรือไม
เครื่องมือในการวิจัย   |9



                 4. เลือกระดับการวัด
                 5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือ เปนการวัดความสอดคลองของผลลัพธที่ไดจากการ
ใชแบบสอบถาม ความสอดคลอง หมายความวาผูตอบเขาใจความหมายที่แทจริงของคาถามตามที่
เขียน และ อดุลยเดช ไศลบาท. (ม.ป.ป.) กลาวถึง แนวทางในการสรางแบบสอบถามไวดังนี้
                   1. กํ าหนดขอบขายแนวคิดเรื่องราวที่จ ะตอบใหชัดเจน โดยการจัดลําดับ หัวขอ
ใหญ หัวขอยอย เชน ตองการถามเกี่ยวกับการอบรม อสม
                        ปจจัยนําเขา                   กระบวนการ
                        ผลลัพธ                         เนื้อหา
                        บรรยากาศ                        ผลสัมฤทธิ์ของการอบรม
                        สถานที่                         ปฏิสัมพันธ
                        เจตคติ
               2. เขียนขอความหรือขอคําถามจากหัวขอยอยๆ ทุกหัวขอ เชน เนื้อหาความรูที่ใช
อบรม อสม. เปนความรูที่ อสม. จะสามารถนําไปใชปฏิบัติงานไดที่ระดับใด
                        [ ] มาก
                        [ ] ปานกลาง
                        [ ] นอย
                        [ ] ใชไมได โปรดระบุ................................
                 3. จัดเรียงลําดับขอคําถาม มีรายละเอียดการชี้แจงการใชแบบสอบถาม
                 4. กอนนําแบบสอบถามไปใชจริง ควรประเมินความถูกตองและทดลองหาคําตอบ
จากทุกขอคําถามกอน
             สรุปไดวา ขั้นตอนการสรางแบบสอบถาม จะตองกําหนดขอบขายแนวคิดเรื่องราวที่
จะตอบใหชัดเจน เขียนขอคําถามและจัดเรียง หาคุณภาพ และนําไปใช
เครื่องมือในการวิจัย   | 10



        1.3 การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม
           มารยาท โยทองยศ (ม.ป.ป) กล า วว า การวิ เ คราะห ห รื อ ตรวจสอบคุ ณ ภาพของ
แบบสอบถามทําไดหลายวิธี แตที่สําคัญมี 2 วิธี ไดแก
           1. ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง เครื่องมือที่สามารถวัดไดในสิ่งที่ตองการวัด
โดยแบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ
                 1) ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) คือ การที่แบบสอบถามมีความ
ครอบคลุมวัตถุประสงคหรือพฤติกรรมที่ตองการวัดหรือไม คาสถิติที่ใชในการหาคุณภาพ คือ คาความ
สอดคล อ งระหวางขอ คําถามกั บ วัตถุประสงค หรื อ เนื้อ หา(IOC: Index of item Objective
Congruence) หรือดัชนีความเหมาะสม โดยใหผูเชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไป ประเมินเนื้อหาของขอถาม
เปนรายขอ
                   2) ความเที่ ย งตรงตามเกณฑ (Criterion-related               Validity)       หมายถึ ง
ความสามารถของแบบวัดที่สามารถวัดไดตรงตามสภาพความเปนจริง แบงออกไดเปนความเที่ยงตรง
เชิงพยากรณและความเที่ยงตรงตามสภาพ สถิติที่ใชวัดความเที่ยงตรงตามเกณฑ เชน คาสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ (Correlation Coefficient) ทั้งของ Pearson และ Spearman และ คา t-test เปนตน
                 3) ความเที่ยงตรงตามโครงสราง (Construct Validity) หมายถึงความสามารถ
ของแบบสอบถามที่สามารถวัดไดตรงตามโครงสรางหรือทฤษฎี ซึ่งมักจะมีในแบบวัดทางจิตวิทยาและ
แบบวัดสติปญญา สถิติที่ใชวัดความเที่ยงตรงตามโครงสรางมีหลายวิธี เชน การวิเคราะหองคประกอบ
(Factor Analysis) การตรวจสอบในเชิงเหตุผล เปนตน
                  2. ความเชื่ อมั่ น (Reliability) หมายถึง เครื่ องมื อ ที่ มี ความคงเส นคงวา นั่นคือ
เครื่องมือที่สรางขึ้นใหผลการวัดที่แนนอนคงที่จะวัดกี่ครั้งผลจะไดเหมือนเดิม สถิติที่ใชในการหาคา
ความเชื่อมั่นมีหลายวิธีแตนิยมใชกันคือ คาสัมประสิทธิ์แอลฟาของ คอนบารช (Conbach’s Alpha
Coefficient : α coefficient) ซึ่งจะใชสําหรับขอมูลที่มีการแบงระดับ การวัดแบบประมาณคา
(Likert Scale)
               วชิ ร พั น ธ เชื้ อ หมอ. (ม.ป.ป.) กล า วว า การตรวจสอบความเชื่ อ มั่ น ของ
แบบสอบถาม เป นการหาความสอดคลอ งภายในโดยพยายามอธิบ ายวาขอ คําถามแตล ะขอในขอ
คําถามชุดหนึ่ง นั้นเป นเรื่ อ งเดียวกั นหรื อ ทิ ศทางเดียวกั นในกรณีที่ ข อ คําถามเป น แบบมาตรส ว น
ประมาณคา นิยมใชสัมประสิทธิแอลฟา ( ∝ - Coefficient) เพื่อหาคาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม
เครื่องมือในการวิจัย   | 11



(พิตร, 2544 : 225 อางถึงใน วชิรพันธ เชื้อหมอ. ม.ป.ป.) นอกจากนี้แลวอาจหาความเชื่อมั่นดวยการ
สอบซ้ําก็ได (สมคิด , 2538 : 34 อางถึงใน วชิรพันธ เชื้อหมอ. ม.ป.ป.) ถาตองการแสดงวาใชวัดกี่ครั้ง
ก็ใหผลคงที่
               วิกร ตันทวุฑโดม. (ม.ป.ป.) กลาววา แบบสอบถามเปนเครื่องมือวิจัยที่ใชมากในการ
เก็บรวบรวมขอมูลจากบุคคลโดยเฉพาะความรูสึกหรือความคิดเห็น (Blaxter, Hughes and Tight,
1996 : 159) ลักษณะสําคัญของแบบสอบถามคือไมมีคําตอบที่ถือวาผิด มักสรางขึ้นเพื่อใชเ ฉพาะ
                                                                                 
กรณีหรือเฉพาะเรื่อง การตรวจสอบคุณภาพพิจารณาตามความจําเปน ที่นิยมกันเปนการตรวจสอบ
ความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น
              การตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม โดยทั่วไปดําเนินการโดยผูเชี่ยวชาญ
ตรวจสอบความถูกตองเหมาะสมของเนื้อหา ขอคําถามครอบคลุมครบถวนตามทฤษฎีหรือแนวคิดและ
ครบถวนตามวัตถุประสงคหรือปญหาของการวิจัย( สมคิด, 2538, 34) บางกรณีอาจมีผูเชี่ยวชาญ
ทางดานเทคนิคการสรางแบบสอบถามเพื่อตรวจสอบความถูกตองของรูปแบบคําถามและการจัดขอ
คําถาม ถาเปนไปไดควรทําการวิเคราะหแบบสอบถามเปนรายขอ (ปญญา, 2548 : 42 -44) ควรมี
การทดลองนําไปใชกับกลุมตัวอยางกอนนําไปใชจริงก็จะดียิ่งขึ้น เพราะเปนการตรวจสอบอีกวาภาษา
ที่ใชในขอคําถามนั้นสื่อความหมายไดตรงกัน
            การตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เปน การหาความสอดคลองภายในโดย
พยายามอธิบายวาขอคําถามแตละขอในขอคําถามชุดหนึ่งนั้นเปนเรื่องเดียวกันหรือทิศทางเดียวกันใน
กรณีที่ขอคําถามเปนแบบมาตรสวนประมาณคา นิยมใช สัมประสิทธิแอลฟา ( ∝ - Coefficient)
เพื่อหาคาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (พิตร, 2544 : 225) นอกจากนี้แลวอาจหาความเชื่อมั่นดวย
การสอบซ้ําก็ได (สมคิด , 2538 : 34) ถาตองการแสดงวาใชวัดกี่ครั้งก็ใหผลคงที่
          สรุปไดวา การหาคุณภาพของแบบสอบถามทําได 2 วิธี คือ การหาคาความเที่ยง และ
การหาคาความเชื่อมั่น
เครื่องมือในการวิจัย   | 12



        1.4 การนําไปใช
           อุทุมพร จามรมาน. (2544) กลาววา วิธีใชแบบสอบถามมี 2 วิธี คือการสงทางไปรษณีย
กับ การเก็ บขอ มู ลดวยตนเอง ซึ่ งไม วากรณีใดตองมี จดหมายระบุวัตถุป ระสงคของการเก็ บขอ มู ล
ตลอดจนความสําคัญของขอมูลและผลที่คาดวาจะไดรบ เพื่อใหผูตอบตระหนักถึงความสําคัญและสละ
                                                       ั
เวลาในการตอบแบบสอบถาม การทําใหอัตราตอบแบบสอบถามสูงเปนเปาหมายสําคัญของผูวิจัย
ขอมูลจากแบบสอบถามจะเปนตัวแทนของประชากรไดเมื่อมีจานวนแบบสอบถามคืนมามากวารอยละ
                                                   ํ
90 ของจํานวนแบบสอบถามที่สงไป แนวทางที่จะทําใหไดรับแบบสอบถามกลับคืนในอัตราที่สูง มี
วิธีการดังนี้
              1. มีการติดตามแบบสอบถามเมื่อใหเวลาผูตอบไประยะหนึ่ง ระยะเวลาที่เหมาะสมใน
การติดตามคือ 2 สัปดาห หลังครบกําหนดสง อาจจะติดตามมากกวาหนึ่งครั้ง
          2. วิธีการติดตามแบบสอบถาม อาจใชจดหมาย ไปรษณีย โทรศัพท เปนตน
           3. ในกรณีที่ขอคําถามอาจจะถามในเรื่องของสวนตัว ผูวิจัยตองใหความมั่นใจวาขอมูลที่
ไดจะเปนความลับ
                และวิกร ตันทวุฑโดม. (ม.ป.ป.) กลาววา แบบสอบนําไปใชเมื่อตองการเก็บรวบรวม
ขอมูลที่เปนความคิดเห็น ความตองการสภาพปญหา เปนตน โดยใหผูตอบเขียนหรือเลือกคําตอบ ซึ่ง
คําตอบนี้ไมมีถูกหรื อผิด อาจจะถามนักเรียนผูปกครอง หรือเพื่อนครู ขอมู ลที่ไดเป นทั้ง ขอมู ลเชิง
ปริมาณและขอมูลเชิงคุณภาพ
            สรุ ปไดวาเราสามารถนําแบบสอบถามไปใชกั บกลุ มเป าหมายได 2 วิธีคือ การส งทาง
ไปรษณีย กับการเก็บขอมูลดวยตนเอง
           ตัวอยางแบบสอบถาม
               1. แบบสอบถามแบบปลายเปด
                  ตามความคิดเห็นของทานระบบบริการสาธารณสุขแบบผสมผสานที่ดําเนินการอยู
ในพื้นที่นี้เปนอยางไรบาง
          …………………………………………………………………………………………………………………………………
          …………………………………………………………………………………………………………………………………
        …………………………………………………………………………………………………………………………………
เครื่องมือในการวิจัย   | 13



              2. แบบสอบถามแบบปลายปด/มีโครงสราง เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น ทานไดปฏิบัติ
อยางไร เลือกตอบไดมากกวา 1 ขอ
                           (1) บํารุงสุขภาพใหแข็งแรง
                           (2) หลีกเลี่ยงโรคติดตอนั้น
                           (3) ไปรับวัคซีนเพื่อปองกันโรค
                           (4) ติดตามขาวสารเกี่ยวกับโรคนั้น
                           (5) แนะนําผูอื่นใหระมัดระวังการติดเชื้อ
                           (6) อื่นๆ ระบุ..............................................


2. แบบสัมภาษณ (นายศรัณยู หมื่นเดช)
      2.1 ความหมาย
           มหาวิท ยาลั ย รามคํา แหง (ม.ป.ป.) ได ให ความหมายของการสั ม ภาษณ ไว ดัง นี้ การ
สัมภาษณ (Interview) หมายถึง การสนทนาที่มีจุดมุงหมายใหไดขอมูลตามที่ไดกําหนดไวลวงหนา
โดยจะมีผูสัมภาษณเปนผูตั้งคําถาม และผูถูกสัมภาษณจะเปนผูตอบคําถาม ผูสัมภาษณจะเปนผูจด
บันทึก ใชเทปบันทึกเสียงหรือใชวีดิโอเทปบันทึกคําตอบของคําถามตางๆ การสัมภาษณนี้เหมาะกับ
การเก็บขอมูลจากเด็กๆ หรือผูที่อานหนังสือไมคอยได
               สุมิตร สุวรรณ (ม.ป.ป.) กลาววา การสัมภาษณ (interview) เปนการเจาะลึกประเด็นตาง
ๆ ที่ผูวิจัยสนใจ อาจใชสัมภาษณเปนรายบุคคลหรือเปนกลุมก็ได
            กิติพัฒน นนทปทมะดุล (ม.ป.ป.) ไดใหความหมายของการสัมภาษณดังนี้ กลาวอยางให
เขาใจงายๆ การสัมภาษณคือการสนทนากันอยางมีทิศทาง จุดมุงหมายของการสัมภาษณโดยทั่วไปก็
คือการทําความเขาใจบุคคลที่นักวิจัยสัมภาษณในดานมุมตางๆของเขาหรือเธอ การสัมภาษณที่ทํา
ไดผ ลดัง ที่นัก วิจั ยประสงคถือไดวาเปนเครื่ องมื อในการเก็ บรวบรวมขอมู ลที่มี ประสิท ธิผลอยางสู ง
โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในการวิจั ยเชิง คุณภาพในงานสวัสดิก ารสั ง คม การสั ม ภาษณทํ าใหนัก วิจัยเชิง
คุณภาพมีโอกาสในการเรียนรูและเขาใจในเรื่องราว ประสบการณ พฤติกรรม ความรูสึก และความ
คิดเห็นดานตางๆของบุคคลที่นักวิจัยจะไมมีทางลวงรูไดจากการเพียงสังเกตอยูหางๆ ยิ่งไปกวานั้น
การสั มภาษณยังชวยใหนักวิจั ยสามารถประเมินลึกซึ้ง ไปถึงการรับรู ของบุคคลวามี ความสําคัญตอ
บุคคลผูนั้นอยางไร
เครื่องมือในการวิจัย   | 14



           สรุปไดวา การสัมภาษณคือ การสนทนาอยางมีจุดมุงหมายระหวางผูสัมภาษณและผูถูก
สัม ภาษณ อาจเปนรายบุ คคลหรื อเปนกลุ ม ก็ได เพื่ อทราบความคิด เรื่ องราว ประสบการณ และ
ความรูสึก ในแงมุมตาง ๆ
            แบบสัมภาษณ (หนวยที่ 6 เครื่องมือในการวิจัย. ม.ป.ป.)เปนการรวบรวมขอมูลโดยมีการ
สื่อสารกันระหวางผูถามกับผูใหขอมูล ทั้งนี้การสื่อสารจะตองมีจุดมุงหมาย
            แบบสัมภาษณ (เครื่องมือในการวิจัย. ม.ป.ป.) (Interview Form) ลักษณะของเครื่องมือ
ชนิดนี้จะไดขอมูลมาจากการสนทนา เปนการถามตอบกันโดยตรง ทั้งผูถามจะมีฐานะเปนผูสัมภาษณ
(Interviewer) สวนผูตอบจะมีฐานะเปนผูถูกสัมภาษณ (Interviewee)
            ดังนั้นอาจสรุปไดวา แบบสัมภาษณ คือ เครื่องมือที่ใชเก็บรวบรวมขอมูลโดยการสนทนา
อยางมีจุดมุงหมายระหวางผูสัมภาษณและผูถูกสัมภาษณ


         2.2 ประเภทของการสัมภาษณ
            การสัมภาษณแบงออกไดเปน 2 (การสรางเครื่องมือวิจัย. ม.ป.ป.) ลักษณะดังนี้
              1) การสัมภาษณแบบที่มีโครงราง (Structured interview) เปนแบบที่มีคําถาม
กําหนดไวแนนอน บางคําถามก็เปนแบบปลายเปด บางคําถามก็เปนแบบปลายปด การสัมภาษณแบบ
นี้เหมือนกับแบบสอบถามที่กลาวมาแลว ตางกันตรงที่การสัมภาษณ ผูสัมภาษณเปนผูเขียนคําตอบ
ของผูตอบเอง
              2) การสั ม ภาษณ แ บบไม มี โ ครงร า ง (Unstructured interview) เป นการ
สั ม ภาษณที่ ไม มี คํา ถามกํ า หนดไว ล วงหน า แน น อน ผู สั ม ภาษณ ส ามารถเปลี่ ย นแปลงคํา ถามได
ตลอดเวลา ตามสถานการณแตตองมุงใหไดขอมูลตามจุดมุงหมายที่กําหนดไว การสัมภาษณแบบนี้ผู
สัมภาษณจะตองมีความชํานาญการและตองจําคําถามตางๆ ได
          แบงตามวิธีการสัมภาษณได 2 ประเภท คือ
             1) แบบสัมภาษณช นิดมีโครงสรางแนนอน มีลักษณะคลายคลึงกับ แบบสอบถาม
แบบเลือกตอบ ประกอบดวยขอคําถาม และคําตอบเอาไวใหผูตอบเลือกหลายคําตอบ ผูเก็บรวบรวม
ขอมูลจะสัมภาษณตามเนื้อหาในแบบสัมภาษณ เทานั้นโดยอานคําถามทีละขอ แลวใหผูตอบเลือ ก
คําตอบที่ไดเตรียมไว
เครื่องมือในการวิจัย   | 15



             2) แบบสัมภาษณชนิดไมมีโครงสรางแนนอน มักประกอบดวยแนวคําถามกวาง ๆ
และมีลักษณะยืดหยุน เพื่อใหผูใหขอมูลสามารถใหขอคิดในแนวลึกคลายแบบสอบถามชนิดปลายเปด
          การสัมภาษณแบงออกไดเปน 2 ประเภท (เครื่องมือที่ใชในการวิจัย. 2555) ไดแก การ
สัมภาษณแบบมีโครงสราง และการสัมภาษณแบบไมมีใครสราง
              1) การสัมภาษณแบบมีโครงสราง (Structured Interview) การสัมภาษณแบบนี้
จะตองมีการกําหนดโครงสรางของขอคําถามตางๆ ไวกอนลวงหนาแลวจัดพิมพเปนแบบสัมภาษณ ผู
สัมภาษณจะซักถามผูถูกสัมภาษณทุกๆ คนดวยขอคําถามเดียวกันตามแบบสัมภาษณ โดยผูสัมภาษณ
จะจดบันทึกคําตอบทั้งหมดลงในแบบสัมภาษณ
             2) การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง (Unstructured Interview) การสัมภาษณ
แบบนี้ผู สั มภาษณไมตอ งสร างขอคําถามตางๆ ไวก อ นล วงหนา เพียงแตกํ าหนดเป นแนวทางการ
สั ม ภาษณ (Interview Guide) ไวคร าวๆ เท านั้น การสั ม ภาษณแบบนี้จึ ง มี ความยืดหยุนสู ง ผู
สัมภาษณและผูถูกสัมภาษณจึงมีอิสระในการถามตอบอยางเต็มที่ ผูถูกสัมภาษณจึงตองมีความรูและ
ความเชี่ยวชาญเปนพิเศษ
            กิติพัฒน นนทปทมะดุล (2554) ไดแบงประเภทการสัมภาษณไดดังนี้
                1) การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ (informal interview) มักจะใชควบคูไปกับ
การสังเกตแบบมีสวนรวม เพื่อใหเห็นภาพและเขาใจปรากฏการณทางสังคมวัฒนธรรม โดยการเตรียม
คําถามแบบกวาง ๆมาลวงหนาแบบไมจํากัดคําตอบ การสัมภาษณแบบไมเปนทางการนี้อาจใชวิธีการ
ตาง ๆ เชน การตะลอ ม กล อ มเกลา (probe) ซึ่ ง เป นการพู ดคุยซั ก ถามเพื่ อ ล วงเอาส วนลึก ของ
ความคิดออกมา หรือการเงี่ยหูฟง (eavesdropping) ซึ่งเปนการฟงคําสนทนาของผูอื่นโดยผูวิจัยไม
ตองตั้งคําถามเอง
               2) การสัมภาษณแบบเปนทางการ (formal interview) หรือการสัมภาษณแบบมี
โครงสราง เปนการสัมภาษณที่ผูวิจัยไดเตรียมคําถามและขอกําหนดไวแนนอนตายตัว โดยปกตินักวิจัย
เชิง คุณภาพมัก จะไม ใชวิธีก ารนี้เป นหลัก เพราะไมไดชวยใหผู วิจัยไดขอ มูลที่ ลึก ซึ้ง และครอบคลุ ม
เพียงพอ โดยเฉพาะในแงของวัฒนธรรม ความหมายและความรูสึกนึกคิด แตอาจเหมาะสมกับการ
สัมภาษณผูนําชุมชนหรือผูบริหารองคกรมากกวา
เครื่องมือในการวิจัย   | 16



               3) การสัมภาษณแบบเจาะลึก (in-depth interview) เปนการสัมภาษณผูใหขอมูล
สําคัญ (key informant interview) ซึ่งเปนผูที่มีความรูหรือมีขอมูลในเรื่องที่ผูวิจัยกําลังศึกษาดีที่สุด
หรือมีความเกี่ยวของมากที่สุด โดยกําหนดตัวผูตอบบางคนแบบเจาะจงเอาไวลวงหนา
               4) การสนทนากลุม (focus group discussion) เปนการระดมสมองและการ
อภิปรายในเรื่องที่ผูวิจัยกําลังศึกษา ซึ่งผูเขารวมสนทนาควรมีพื้นฐานประสบการณที่ใกลเคียงหรือ
คลายคลึงกัน ในการจัดกลุมสนทนา จะใชคนประมาณ 8 - 12 คน โดยผูวิจัยเปนผูดําเนินการสนทนา
และมีผูชวยอีก 1 - 2 คน อยางไรก็ตาม ในการสัมภาษณมีขั้นตอนที่สําคัญซึ่งผูวิจัยควรระลึกเอาไว
ดวย คือ การแนะนําตัว การสรางความสัมพันธ การจดบันทึกคําตอบ การใชภาษา ตลอดจนเวลาและ
สถานที่ที่ใชในการสัมภาษณ
      โดยทั่วไป การสัมภาษณในฐานะเครื่ องมือ หรือ วิธีการในการเก็ บรวบรวมขอ มูลการวิจั ย
สามารถจําแนกไดเปน 3 (สุมิตร สุวรรณ. 2555) ประเภท คือ
           1. การสัมภาษณแบบมีโครงสรางหรือแบบมาตรฐาน (Structured or standardized
interviews)
          2. การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือ แบบปลายเปด (Unstructured or open-
ended interviews)
          3. การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง (Semi-structured or guided interviews)
             การสัมภาษณแบบมีโครงสราง การสัมภาษณแบบมีโครงสราง บางครั้งนิยมเรียกวา
การสัม ภาษณแบบมาตรฐาน กลาวคือเปนการสั มภาษณที่มีการกําหนดคําถามเฉพาะเจาะจงและ
ชัดเจน หลักการและเหตุผลของการสัมภาษณแบบมีโครงสราง คือ การพยายามทําใหผูถูกสัมภาษณ
แตละคนไดรับชุดคําถามชุดเดียวกัน เพื่อวาจะสามารถเปรียบเทียบคําตอบของแตละคนไดสะดวกขึ้น
การสัมภาษณประเภทนี้ตั้งอยูบนขอสันนิษฐานวา
            (1) การสัมภาษณแบบมีโครงสรางนั้นสามารถที่จะเก็บรวบรวมขอมูลไดครบถวนตรง
ตามเรื่องที่นักวิจัยศึกษา
                 (2) ชุดคาถามในการสัมภาษณแบบมีโครงสรางนั้นสามารถทําใหผูถูกสัมภาษณเขาใจ
คาถามไดอยางชัดเจน และ
                (3) ความหมายของคําถามแตละขอนั้นเปนความหมายที่ผถูกสัมภาษณทุกคนจะเขาใจ
                                                                 ู
ตรงกัน
เครื่องมือในการวิจัย   | 17



                   ในการตัดสินใจเลื อกใชการสัม ภาษณแบบมีโครงสรางหรือ แบบมาตรฐานนั้น หาก
นัก วิจั ยจํ าเป นตอ งเก็ บ ขอ มู ล ดวยการสั ม ภาษณ ผู มี ส วนร วมในการวิจั ย จํ านวนมากและตอ งใช ผู
สัมภาษณหลายคน ตลอดจนตองการนาขอมูลจากการสัมภาษณของผูมีสวนรวมในการวิจัยแตละราย
มาเปรี ย บเที ยบกั น การตั ดสิ น ใจเลื อ กการสั ม ภาษณ แบบมี โ ครงสร า งน า จะมี ค วามเหมาะสม
นอกจากนั้ น นั ก วิ จั ย ที่ ไ ม ใ คร มี ป ระสบการณ ในการสั ม ภาษณม าก อ นหรื อ เป น นั ก วิ จั ย มื อ ใหม
โดยเฉพาะเมื่อนักวิจัยมือใหมพิจารณาวาการเดินทางไปพบผูมีสวนรวมในการวิจัยหรือการมีโอกาส
สัมภาษณผูมีสวนรวมในการวิจัยบอยครั้งเปนไปไดยากลําบาก นักวิจัยมือใหมจึงนิยมเลือกสัมภาษณ
แบบมี โ ครงสร า ง จนเมื่ อ นัก วิ จั ย มี ป ระสบการณ ม ากขึ้ น มี ค วามชํา นาญ และมี ค วามมั่ น ใจใน
กระบวนการเก็บขอมูลดวยการสัมภาษณมากขึ้น อาจจะพิจารณาเลือกการสัมภาษณแบบอื่นๆที่ดูเปน
ธรรมชาติมากกวาและเปดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธกับผูมีสวนรวมในการวิจัยไดมากยิ่งขึ้น
            การสัมภาษณแบบมีโครงสรางหรือแบบมาตรฐานมีทั้งจุดที่เปนประโยชนและเปนขอ
จากัด ในดานที่เปนประโยชน การสัมภาษณแบบมีโครงสรางทําใหนักวิจัยเก็บขอมูลไดครบถวนอยาง
ที่ตองการ เนื่องจากตองจัดเตรียมชุดของขอคําถามมาอยางละเอียด โดยในคําถามบางขอ ผูมีสวนรวม
ในการวิจัยอาจจะไม ส ามารถตอบไดทันที นัก วิจัยก็ อ าจจะให เ วลา หรื อ ถามในขอ อื่ นๆก อ นแล ว
ยอนกลับมาถามใหมในขอที่ยังตอบไมได ซึ่งถาไมไดเตรียมขอคําถามไปแบบโครงสราง เมื่อถามไปขอ
อื่นๆ พลวัตของการสนทนาและการสัมภาษณอาจจะทําใหนักวิจัยลืมกลับมาถามและไมไดเก็บขอมูล
ไปอยางครบถวน
              ในสวนที่เปนขอจํากัด ซึ่งนับเปนเหตุผลสําคัญที่นักวิจัยเชิงคุณภาพที่มีประสบการณ
ในการสัมภาษณไมนิยมใชก็คือ การสัมภาษณแบบมีโครงสรางมักทําใหนักวิจัยขาดความละเอียดออน
ในการสังเกตอารมณความรูสกของผูมสวนรวมในการวิจัย เนื่องเพราะนักวิจัยจะเกร็งกับการไลถามไป
                           ึ       ี
ตามชุดคําถามที่เตรียมมามากเกินไป ทําใหการถามมา-ตอบไปมีลักษณะเปนกลไกที่หยาบและแข็ง
กระดางอยางมาก และในหลายกรณี ผูมีสวนรวมในการวิจัยจะรูสึกวามีกําแพงขวางกั้นการสนทนา
ระหวางเขาหรือเธอกับนักวิจัยไดงายมาก
                 นักวิจัยเชิงคุณภาพบางทานถึงกับมองวา การสัมภาษณแบบมีโครงสรางนั้นไมเหมาะ
กับผูมีสวนรวมในการวิจัยหลายคน หรือบางทานก็วาไมเหมาะสมกับการวิจัยเชิงคุณภาพโดยสิ้นเชิง
เราจึ ง มัก พบวา การวิจั ยเชิง คุณภาพส วนใหญ ไม นิยมใชก ารสั ม ภาษณแบบมี โ ครงสร างหรื อ แบบ
มาตรฐาน
เครื่องมือในการวิจัย   | 18



               การสั ม ภาษณ แ บบไม มี โ ครงสร า ง หรือ แบบปลายเปด การสั ม ภาษณ แ บบไม มี
โครงสร างหรือ บางครั้ งก็เ รียกกันวาการสัม ภาษณแบบปลายเป ดนั้น ถือวาเปนวิธีการเก็ บขอ มูล ที่
เหมาะสมที่สุดในการเก็บรวบรวมสาระดานการรับรูโลกและประสบการณของผูมีสวนรวมในการวิจัย
ทั้งนี้ การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือแบบปลายเปดมีลักษณะตรงกันขามกับการสัมภาษณแบบ
มีโครงสรางหรือแบบมาตรฐานโดยสิ้นเชิง ในขณะที่การสัมภาษณแบบมีโครงสรางดูหยาบและแข็ง
กระดาง การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางดูยืดหยุนและลื่นไหลไปตามสถานการณไดดีกวา ทั้งนี้เพราะ
การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางไมไดใชขอคาถามที่กําหนดไวอยางตายตัว แตจะมีลักษณะรวบรวม
ชุดของคาถามที่สําคัญๆ ที่มีที่มาจากขอสันนิษฐานอันหลากหลายกวาการสัมภาษณแบบมีโครงสราง
            นักวิจั ยที่ใชการสัม ภาษณแบบไมมี โครงสรางมัก ไมตองการกําหนดขอสั นนิษฐานที่
ตายตัวไวลวงหนา หรือนักวิจัยอาจจะไมทราบเลยวาขอสันนิษฐานของสิ่งที่จะเก็บรวบรวมนั้นเปน
ประการใดบาง นักวิจัยอาจไมทราบลวงหนาวา คําถามที่นักวิจัยจําเปนตองถามนั้นคือคําถามอะไรบาง
ดัง นั้น การสั ม ภาษณของนัก วิจั ยจึ ง มี ลัก ษณะเป นการสื บ คนหาขอ มู ล อยางแทจ ริ ง ยิ่ง ไปกวานั้น
นักวิจัยที่นิยมการสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางยังเชื่อวาผูที่มีสวนรวมในการวิจัยหรือผูถูกสัมภาษณแต
                                                                
ละคนจะมีการรับรูและเขาใจความหมายของขอคําถามที่มีโครงสรางหรือมีมาตรฐานอยางแตกตางกัน
ไมมีทางที่คนหลายคนจะเขาใจคําถาม แมวาจะมีมาตรฐานเพียงใด ไดอยางเหมือนกันโดยสิ้นเชิง
               ในการสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือแบบปลายเปด นักวิจัยจะพิจารณาสรางคา
ถาม ปรั บ คําถาม และพั ฒ นาคําถามให ส อดคล องกั บ สถานการณจ ริ ง ในการสั มภาษณแตล ะครั้ ง
ขณะเดียวกันก็พยายามปรับใหคําถามนั้นเปดรับกับการทําใหไดขอมูลที่ตอบสนองตอวัตถุประสงคของ
การวิจั ยดวย ตัวอยางเชน ในการสั ม ภาษณเ ด็ ก เร ร อนที่ ให บ ริ ก ารทางเพศในพื้ นที่ แห ง หนึ่ง ของ
กรุงเทพมหานคร นักวิจัยพบวาเด็กเรรอนบางคนกลาเปดเผยเรื่องราวของตนไดไมยากนัก ในขณะที่
เด็กเรรอนกลุมเดียวกันอีกหลายคนเริ่มดวยการปฏิเสธวา ตนไมไดคาประเวณี จนนักวิจัยตองสราง
ความไววางใจอีกระยะเวลาหนึ่ง เด็กจึงเริ่มกลาที่จะบอกความจริงทีละเล็กละนอย หากนักวิจัยใชการ
สัมภาษณแบบมีโครงสรางหรือแบบมาตรฐาน นาจะประสบความยุงยากหรือไมไดขอมูลที่มากพอ ใน
การสัมภาษณครั้งนั้น นักวิจัยตองใชเวลาปรับเปลี่ยนคําถามและทาทีอยูนานพอสมควรจึงจะไดรับ
คําตอบที่เพียงพอและมีคุณคาตอการวิจัยอยางมาก
             สําหรับนักวิจัยเชิงคุณภาพที่มีประสบการณนอยมาก มักจะวิตกกังวลในการสัมภาษณ
แบบไมมีโครงสราง และเลือกที่จะใชแบบสัมภาษณมาตรฐานที่เตรียมมาแลวอยางละเอียดมากกวา
เครื่องมือในการวิจัย   | 19



อยางไรก็ตาม นักวิจัยเชิงคุณภาพมือใหมอาจจะตองเริ่มตนดวยความตั้งใจจริง ความรูสึกอยากรูอยาก
เห็ นในขอ มู ล ที่ ไมเ คยล วงรู ม าก อน คํานึง ถึง ความแตกตางของบุคคล และการให ความเคารพใน
ประสบการณที่ ห ลากหลายของแตล ะบุ ค คล เหล า นี้จ ะทํ าให เ ราเริ่ ม ตนการสั ม ภาษณแบบไม มี
โครงสรางไดราบรื่นขึ้นและมีความมั่นใจยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
             การสั ม ภาษณแบบไม มี โ ครงสร างหรื อ แบบปลายเป ด แม วา จะคล ายคลึ ง กั บ การ
สัมภาษณในการใหการปรึกษา (Counseling) และการสัมภาษณในการทางานสังคมสงเคราะหเฉพาะ
ราย (Social casework) ซึ่ ง ผู ให ก ารปรึ ก ษาหรื อ นัก สั งคมสงเคราะห อ าจจะตอ งรวมศูนยก าร
สัมภาษณไปที่สถานการณปญหาที่ผใชบริการประสบ การที่นักสังคมสงเคราะหตอบสนองตอเรื่องราว
                                       ู
ที่ผูใชบริการเลามาจะชวยใหผูใชบริการขยายความในรายละเอียดมากยิ่งขึ้นและในที่สุดก็จะเกิดการ
ฉุกคิดหรือเริ่มพอจะมองเห็นโอกาสและแนวทางที่จะแกไขปญหาของตนเอง ในการสัมภาษณแบบไมมี
โครงสรางของนักวิจัย มีวัตถุประสงคเพื่อตองการขอมูลที่สามารถนาไปวิเคราะหเพื่อตอบคําถามใน
การวิจัยเปนหลัก
               กระนั้นก็ตาม ในการวิจั ยดานสวัสดิการสัง คมซึ่ง มีเ นื้อ หาเกี่ ยวกับ สภาพชีวิตความ
เปนอยูของประชาชนอยางกวางขวาง เราพบวาสถานการณปญหาของผูมีสวนรวมในการวิจัยหลาย
กรณีเปนสิ่งที่เมื่อพูดคุยสัมภาษณแลว มีผลในเชิงการใหความชวยเหลือในเชิงการสังคมสงเคราะห
เฉพาะรายหรือการใหการปรึกษาไปพรอมกัน นอกจากนั้น ในบางสถานการณนักวิจัยอาจพิจารณาให
ความชวยเหลือ โดยพื้นฐานของจริยธรรมทางวิชาชีพหรือโดยมนุษยธรรมของนักวิจยแตละบุคคล เชน
                                                                           ั
นักวิจัยผูหนึ่งไปเก็บขอมูลจากกลุมสนทนาประเด็นเฉพาะ (Focus group) ในกลุมประชาชนที่อาศัย
อยู ในเขตอําเภอแหงหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม การวิจัยนั้นเปนเรื่องราวของ
               ประชาชนที่มีความเดือดรอนจากที่ดินทากินซึ่งถูกทางราชการประกาศวาเปนเขตปา
สงวนแหงชาติ ทั้งๆที่ประชาชนอาศัยทามาหากินมานานกวา 70 ป นักวิจัยไปเก็บขอมูล ทวาไปพบ
กรณีเด็กหญิงคนหนึ่งในหมูบานนี้กําลังเดือดรอนเพราะพอแมเพิ่งเสียชีวิตดวยโรคเอดส ทําใหเด็กตอง
ออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะไมมีผูใดสงเสียใหเลาเรียน นักวิจัยประเมินวาเด็กหญิงขาดโอกาส
ทางการศึกษาอยางแนนอนและอาจเสี่ยงตอการถูกชักจูงไปดาเนินชีวิตอยางไมเหมาะสม นักวิจัยจึงได
ติดตอองคกรที่เกี่ยวของใหความชวยเหลือดานทุนการศึกษาแกเด็กหญิงผูนี้
เครื่องมือในการวิจัย   | 20



               โดยสรุป นักวิจัยเชิงคุณภาพควรจะเลือกใชการสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือแบบ
ปลายเปด เมื่อพิจารณาวาตนตองการขอมูลที่มีความลึกซึ้ง มีรายละเอียดมาก และตองการทาความ
เขาใจกับโลกและประสบการณของผูมีสวนรวมในการวิจัยอยางจริงจัง
              การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางหรือบางครั้งนิยม
เรี ยกวาการสั ม ภาษณแบบชี้นํา (Guided interview) เปนประเภทที่อ ยูตรงกลางระหวางการ
สัมภาษณสองประเภทขางตน คืออยูระหวางการสัมภาษณแบบมีโครงสรางและการสัมภาษณแบบไม
มีโครงสราง โดยการสัมภาษณสองประเภทแรกดูเหมือนจะเปนการสุดขั้วสุดโตงไปสองทาง และแตละ
ประเภทก็ มี จุ ดแข็ ง และจุ ด อ อ นทั้ ง สิ้ น การสั ม ภาษณแ บบมี โ ครงสร างดู ห ยาบและแข็ ง กระดา ง
ขณะเดียวกันการสัมภาษณแบบไม มีโครงสรางยืดหยุนและเปดกวางมาก ตองอาศัยนักวิจัยหรือ ผู
สัมภาษณที่มีประสบการณความชํานาญพอสมควร
               การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางหรือแบบชี้นํานี้โดยปกตินักวิจัยจะกําหนดคาถามที่
พอจะตัดสินใจไดวาจะถามอะไรบาง หรือ ใชคําสํ าคัญ (Keywords) เปนเครื่องชี้นาการสั มภาษณ
ตัวอยางเชน ในการวิจั ยเพื่ อศึก ษาคุณภาพชีวิตของผูพิ ก ารสายตาที่เ ป นวณิพกยานทาพระจันทร
นักวิจัยกําหนดคําถามที่ไมแนนอนตายตัว แตเปนคาถามที่มีคําสําคัญเกี่ยวกับสภาพของความพิการ
ของผูมีสวนรวมในการวิจัย ประวัติและสาเหตุที่พิการ ประวัติครอบครัว การประกอบอาชีพ การไดรับ
สวัสดิการจากรัฐ องคกรของคนพิการ องคกรเอกชน ฯลฯ นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้คอนขางเปนนักวิจัย
มื อ ใหม ท วา ไม ไ ดส ร างแบบสั ม ภาษณที่ มี โ ครงสร า ง ขณะเดี ยวกั นก็ ไ ม ไ ดใช ก ารสั ม ภาษณที่ ไม มี
โครงสราง นักวิจัยไมไดรางคาถามที่ชัดเจนแนนอนในแตละประเด็น ทวาสิ่งที่นักวิจัยดําเนินการกอน
การสัมภาษณคือ การเตรี ยมหัวขอคาถามอยางหลวมๆในลัก ษณะกึ่ง โครงสราง คือ การรางคําถาม
ปลายเปดที่มีคําสําคัญที่ตองการ พรอมกับมีความยืดหยุน พรอมจะปรับเปลี่ยนถอยคําใหสอดคลอง
กับผูมีสวนรวมในการวิจัยแตละคนและสถานการณการสัมภาษณที่เปลี่ยนแปลงไป
                 ดังนั้น จึงกลาวไดวา การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางหรือแบบชี้นําจึงเปนประโยชน
อยางมาก สําหรับนักวิจัยที่ตองการเปรียบเทียบขอมูลจากผูมีสวนรวมในการวิจัยหลายๆคน พรอมๆ
กับตองการความเขาใจลึกซึ้งในโลกและประสบการณของแตละคน การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง
เปนการอุดจุดออนของทั้งการสัมภาษณแบบมีโครงสรางและแบบไมมีโครงสราง การสัมภาษณแบบกึ่ง
โครงสรางหรือแบบชี้นําจึงเปนที่นิยมในหมูนักวิจัยเชิงคุณภาพไมนอยไปกวาการสัมภาษณแบบไมมี
เครื่องมือในการวิจัย   | 21



โครงสราง สวนการสัมภาษณแบบมีโครงสรางนาจะเหมาะสมกับการเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัยเชิง
ปริมาณมากกวาในการวิจัยเชิงคุณภาพ (กิติพัฒน นนทปทมะดุลย. 2554)
            ดังนั้นอาจสรุป ไดวา การสัม ภาษณสามารถแบง ไดเ ปน 3 ประเภทหลั ก ๆ คือ การ
สัมภาษณแบบมีโครงสราง การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง และการสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง


       2.3 การสรางแบบสัมภาษณ
           อดุลยเดช ไศลบาล (ม.ป.ป.) กลาววา การสรางเครื่องมือการวิจัยในการรวบรวมขอมูล
ทุก ประเภท ไม วาจะเป น แบบสัง เกต แบบสอบถาม หรื อแบบสั มภาษณ จะมี กระบวนการสร าง
เหมือนกัน จะแตกตางเฉพาะเนื้อหาที่จะทําการวิเคราะหซึ่งความแตกตางที่เห็นไดชัดเจน คือ การ
เขียนคําถามและการวางรูปแบบของเครื่องมือ (ในขั้นตอนที่ 5) เนื่องจาก เครื่องมือแตละประเภทมี
เทคนิคและวิธีการรวบรวมขอมูลแตกตางกัน
          กระบวนการสรางเครื่องมือวิจัย
             1. วิเคราะหปญหา วัตถุประสงคของการวิจัย สมมุติฐาน และกรอบแนวคิดในการวิจัย
                 - เพื่อใหทราบวามีตัวแปรใดบางที่ตองรวบรวมขอมูล
                 - เพื่อใชอธิบาย/อภิปรายผลการวิจัย
              2. ศึกษาคนความแนวคิด ทฤษฎี และรายงานการวิจัย
                 - จะทําใหไดขอมูลพื้นฐานในการกําหนดประเด็นยอยของตัวแปรการวิจัย
              3. วิเคราะหนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรการวิจัย
                 - เพื่อกําหนดประเด็นยอยของตัวแปรที่จะตองรวบรวมขอมูล
                 - เพื่อปรับปรุงนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรการวิจัยใหสมบูรณชัดเจนยิ่งขึ้น
              4. กําหนดกรอบตัวแปรของเครื่องมือการวิจัย
                 - เพื่อจัดระเบียบหมวดหมูตัวแปรแตละตัว
                 - สามารถใชเทคนิคการวิเคราะหปญหา
              5. การเขียนคําถามและวางรูปแบบเครื่องมือการวิจัย
                 - เปนการเขียนคําถาม คําตอบ หรือสิ่งที่ตองการรวบรวมขอมูลจากกรอบตัวแปร
                 - จัดพิมพเปนเครื่องมือการวิจัยฉบับราง
เครื่องมือในการวิจัย   | 22



               6. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย โดยนักวิจัยและผูเชี่ยวชาญ
                  - ดานความเขาใจในภาษาที่ใช
                  - ดานความตรง
               7. ปรับปรุงเครื่องมือการวิจัย
                  - ปรับปรุงเครื่องมือที่ผานการตรวจสอบจากผูเชี่ยวชาญแลว
               8. ทดสอบเครื่องมือวิจัย
                  - ทดสอบกับกลุมตัวอยางที่มีความใกลเคียงกับกลุมศึกษามากที่สุด
                  - พิจารณาการกระจายของกลุมตัวอยาง เพราะอาจสงผลใหเกิดความแปรปรวน
               9. ตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพของเครื่องมือวิจัย
                  - ตรวจสอบเครื่องมือในดานความเที่ยง และอํานาจจําแนก
               10. พิจารณากลุมคําถามและความตอเนื่องของคําถาม
                  - เพื่อใหขอมูลที่ไดมาสะดวกในการวิเคราะห
                  - ควรกําหนดรหัสและคูมือลงรหัสไปพรอมกัน
           แบบสัม ภาษณ (การสร างเครื่ องมื อ ทางการศึกษา. 2552) การสร างแบบสั ม ภาษณมี
ขั้นตอนนอยกวาประเภทอื่นๆ เพราะ มักเปนคําถามกวางๆใหผูตอบ ตอบโดยเสรี มี 3 ขั้นตอนสําคัญ
คือ
               1. ศึกษาทฤษฎี หลักการ ตัวแปร หรือประเด็นสําคัญที่จะถาม
               2 สรางขอคําถามใหสัมพันธกับประเด็นหรือคําสําคัญ โดยยึดหลัก ดังนี้
                  1) ไมใชคําถามนํา
                  2) ไมใชคําถามที่ทําใหผูตอบรูสึกตอตาน
                     3) ไมใชคําถามที่เ ปนความขัดแยง คานิยมของสัง คม เพราะผู ตอบจะตอบตาม
คานิยมทําใหไมไดรับความจริง
               4. ทดลองใชกับผูที่มีลักษณะใกลเคียง
           สรุ ป ไดว า การสร างแบบสั ม ภาษณ มี ขั้นตอนหลั ก ๆ 4 ขั้นตอนคือ 1) ศึก ษาทฤษฎี
หลักการ ตัวแปร หรือประเด็นที่จะถาม 2) สรางขอคําถามใหสัมพันธกับประเด็นหรือคําสําคัญ 3) ไม
ใชคําถามที่เป นความขัดแยง คานิยมของสัง คม 4) ทดลองใชกับผูที่มีลั กษณะใกลเคียงกับผูที่เราจะ
สัมภาษณ
เครื่องมือในการวิจัย   | 23



        2.4 การตรวจสอบคุณภาพของแบบสัมภาษณ
           ในกรณีเปนแบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง จะมีการตรวจสอบคุณภาพเชนเดียวกับการ
ตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ดังนี้
         ความเที่ย งตรง (Validity) หมายถึง ความถูกตองของสิ่ง ที่เครื่อ งมื อนั้นวัดได ความ
เที่ยงตรงมีหลายประเภท ซึ่งแตละประเภทจะมีความหมายเฉพาะและมีวิธีการคํานวณ ดังนี้
              1. ความเที่ย งตรงเชิ งเนื้อหา (Content validity) หมายถึง ความสอดคล อ ง
ระหวางขอคําถามในเครื่องมือวิจัยกับพฤติกรรมที่ระบุไวในคํานิยามตัวแปร โดยอาศัยดุลยพินิจของ
ผู เ ชี่ยวชาญในการตัดสิ นใจวาแตล ะขอ คําถามมี ความสอดคล อ งกั บ นิย ามตัวแปรหรื อ ไม โดยใช
ผูเชี่ยวชาญประมาณ 7 – 9 คน และใชสูตรดัชนีความสอดคลอง (IOC) ดังนี้IOC = N∑R
                   เมื่อ ICO      คือ ดัชนีความสอดคลอง
                         ∑R       คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ
                        N       คือ จํานวนผูเชี่ยวชาญ
                   เกณฑการพิจารณาใหคะแนนของผูเชี่ยวชาญ มีดังนี้
                          +1      หมายถึง มั่นใจวาวัดตรงนิยามตัวแปร
                          0       หมายถึง ไมมั่นใจวาวัดตรงนิยามตัวแปร
                       - 1 หมายถึง มั่นใจวาวัดไมตรงนิยามตัวแปร
                คา IOC ของแตละขอไมควรนอยกวา 0.5 ยิ่งมีคามากยิ่งดีเพราะแสดงวาวัดไดตรง
กับนิยามของตัวแปร คา ICO ที่แสดงถึง คาเที่ ยงตรงเชิง เนื้อหาของขอสอบแตล ะขอที่ กลาวมาใน
เนื้อหา 7.2 ยังใชแสดงคาความเที่ยงตรงของขอคําถามแตละขอในแบบสอบถามไดอีกดวย โดยให
ผูเชี่ยวชาญพิจารณาวาขอคําถามแตละขอวัดตรงตามนิยามของตัวแปรหรือไม
                     2. ความเที่ย งตรงเชิงทฤษฎี (Construct validity) หมายถึงความสามารถของ
เครื่ อ งมื อ ที่ ส ามารถวัดคุณลั ก ษณะตรงตามโครงสร างหรื อ ตรงตามทฤษฎีของสิ่ ง ที่ จ ะวัดได เช น
โครงสร างทางสติป ญ ญาตามทฤษฎี ของกิ ล ฟอร ดประกอบดว ย 3 มิ ติ หรื อ ของเทอร ส โตนมี 7
องคประกอบ เปนตน ถาเครื่องมือที่สรางขึ้นวัดไดตรงตามนี้ ก็แสดงวามีความเที่ยงตรงเชิงทฤษฎี ถา
จะหาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบจะหาไดดังนี้
                     2.1 ทดสอบความแตกตางระหวางกลุม ซึ่งตามทฤษฎีบอกวามีความแตกตางกันใน
เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือคุณลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เชน คนที่มีความสามารถทํางานดานตัวเลขตางกัน
เครื่องมือในการวิจัย   | 24



จะมีความสามารถในการเรียนรูทางวิทยาศาสตรดานคํานวณแตกตางกันในการหาคาความเที่ยงตรง
เชิงทฤษฎีมีวิธีการดังนี้
               2.1.1 แบงนักเรียนออกเปน 2 กลุม คือ กลุมสูงและกลุมตํ่าโดยใชแบบทดสอบวัด
ความสามารถดานตัวเลข
                  2.1.2 นําแบบทดสอบทางวิทยาศาสตรดานคํานวณที่สรางขึ้นไปสอบนักเรียนทั้ง
สองกลุม
                   2.1.3 เปรียบเทียบคะแนนเฉลียของนักเรียนกลุมสูงและกลุมตํ่าโดยใชสถิติทดสอบ
                                              ่
t – test ถาปรากฏวาแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ก็แสดงวาแบบทดสอบที่สรางขึ้นมีความ
เที่ยงตรงเชิงทฤษฎี
            2.2 หาคาสหสัมพันธกับแบบทดสอบอื่นๆ ที่มีอยูแลว และวัดพฤติกรรมเดียวกัน โดย
การนําแบบทดสอบที่สรางขึ้นกับแบบทดสอบอื่นๆ ที่วัดพฤติกรรมเดียวกันไปสอบกับนักเรียนกลุม
เดียวกั น แล วนําคะแนนของแบบทดสอบทั้งสองมาหาคาสหสัม พันธ (rx y ) ถาปรากฏวามีคา
สหสัมพันธเปนบวกก็แสดงวามีความเที่ยงตรงเชิงทฤษฎี
             2.3 อาศัยการวิเคราะหองคประกอบ (Factor analysis) ซึ่งเปนเทคนิคทางสถิติที่จะ
ลดจํานวนตัวแปรหรือสิ่งที่จะวัดใหนอยลงเหลือแตตัวประกอบรวมที่สําคัญๆ หรือลักษณะประจําใน
ตัวแปรแตละตัวที่รวมกันอยู วิธีการก็คือ เราจะสรางเครื่องมือวัดตัวแปรใหครบทุกตัว เสร็จแลวนําไป
วัดกลุมตัวอยาง นําผลการวัดไปวิเคราะหองคประกอบดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร ซึ่งจะวิเคราะห
ออกมาไดคาสหสัมพันธระหวางเครื่องมือวัดเปนรายคู ซึ่งจะชี้ใหเห็นวาตัวแปรแตละตัวมีลักษณะที่
รวมกันมากบางนอยบาง และผลสุดทายโปรแกรมคอมพิวเตอรก็จะจัดกลุมตัวแปรใหม เราเรียกวา
องคป ระกอบ (Factor) และคาน้ําหนักองคป ระกอบแตละตัวที่ ปรากฏออกมาหมายถึงคาความ
เที่ยงตรงเชิงทฤษฎี นั่นเอง
             3. ความเที่ย งตรงเชิ งเกณฑ สั ม พันธ (Criterion-related validity) หมายถึ ง
ความสามารถของเครื่องมือที่วัดไดตรงกับสภาพความจริง หรือตรงตามเกณฑที่กําหนดขึ้นโดยการหา
คาสหสัมพันธระหวางคะแนนของเครื่องมือวัดที่ส รางขึ้น กับคะแนนเกณฑสัมพันธ ความเที่ยงตรง
ประเภทนี้ มี 2 แบบ คือ
                  3.1 ความเที่ยงตรงเชิงทํานาย (Predictive validity) หมายถึง ความสามารถของ
เครื่องมือที่วัดไดตรงกับความจริงในอนาคต การหาคาความเที่ยงตรงประเภทนี้จะหาคาสหสัมพันธ
เครื่องมือในการวิจัย   | 25



ระหวางคะแนนของเครื่องมือวัดที่สรางขึ้นกับคะแนนเกณฑสัมพันธที่จะปรากฏในอนาคต เชน ใช
คะแนนเฉลี่ยสะสมปสดทายของนักเรียนเปนคะแนนเกณฑสมพันธ ซึ่งการหาความเที่ยงตรงประเภทนี้
                  ุ                                ั
ตองอาศัยเวลารอคอยเพราะคะแนนเกณฑจะไดทีหลัง
              3.2 ความเที่ยงตรงเชิงสภาพปจจุบัน (Concurrent validity) หมายถึงความสามารถ
ของเครื่ อ งมื อ ที่ วัด ได ตรงกั บ ความจริ ง ในป จ จุ บั น การหาคา ความเที่ ย งตรงประเภทนี้จ ะหาค า
สหสั ม พั นธร ะหวางคะแนนของเครื่ อ งมื อ ที่ ส ร างขึ้น กั บ คะแนนของเครื่ อ งมื อ ที่ ใชเ ป นเกณฑ ซึ่ ง
เครื่องมือทั้งสองนี้นําไปวัดกลุมตัวอยางในเวลาเดียวกัน เชน ความเที่ยงตรงเชิงสภาพปจจุบันของ
แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร หาไดโดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติในการ
ทดลองวิทยาศาสตรเปนคะแนนเกณฑ เปนตน (มหาวิทยาลัยรามคําแหง. ม.ป.ป.)
             ความตรงของเครื่องมือ
               1. การตรวจสอบความตรงโดยนักวิจัย เปนการตรวจสอบเบื้องตน เพื่อพิจารณาความ
สอดคลองของประเด็นตางๆ ที่ใชในการรวบรวมขอมูลของเครื่องมือ กับตัวแปรการวิจัย เชน ถาเปน
แบบสอบถาม จะเปนการตรวจสอบความสอดคลองของคําถามคําตอบกับตัวแปรการวิจัย ในกรอบตัว
แปร ซึ่งถาไมมีการสรางกรอบตัวแปร ก็ตองนําไปตรวจสอบกับปญหา วัตถุประสงค และสมมุติฐาน
ถาสอดคลองกันแสดงวาเครื่องมือนั้นมีความตรงเชิงเนื้อหา
               2. การตรวจสอบความตรงโดยผูเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง โดยตองคัดเลือกผูเชี่ยวชาญ
อยางนอย 3 ทาน ซึ่งประกอบดวย
                  - ผูที่รูเรื่องเนื้อหาสาระที่จะทําวิจัย
                    - ผูที่รูทฤษฎีที่ใชในการทําวิจัย
                    - ผูที่รูเรื่องการสรางเครื่องมือ หรือนักวัดและประเมินผล
                 3. การตรวจสอบความตรงโดยวิธีอื่นๆ โดยสวนใหญจะใชวิธีทางสถิติ เชน
                    3.1 การหาคาสหสัม พันธภายในของเครื่ องมือ (Internal Consistency หรื อ
Item Correlation) โดยการหาความสอดคลองระหวางคะแนนของคําถามแตละขอ กับคะแนนของ
ขอคําถามทั้งหมด ถาขอคําถามใดที่มีคาสหสัมพันธกับคะแนนรวมสูง แสดงวา มีความตรงสูง
                  3.2 การใชวิธี Known Group Techniqueเปนการเปรียบเทียบผลที่ไดจากการ
นําเครื่องมือไปทดสอบกับกลุมตัวอยาง 2 กลุม คือ กลุมที่มีคุณสมบัติตามตัวแปรที่ตองการศึกษา และ
เครื่องมือในการวิจัย   | 26



กลุมที่ไมมีคุณสมบัติตามตัวแปรที่ตองการศึกษาแลวนํามาเปรียบเทียบดวยสถิติ t-test ถามีความ
แตกตางกัน แสดงวาเครื่องมือนั้นมีความตรง (อดุลยเดช ไศลบาท. ม.ป.ป.)
           วิกร ตันทวุฑโดม (ม.ป.ป.) กลาววา แบบสัมภาษณถามีโครงสรางที่ชัดเจนจะใกลเคียง
กับแบบสอบถามบางประเภทโดยเฉพาะแบบสอบถามที่ใชคําถามปลายเปด โดยทั่วไปแลวกอนที่จะ
นําแบบสัมภาษณไปใชมักจะมีการตรวจสอบความเที่ยงตรง โดยอาศัยผูเชี่ยวชาญพิจารณาขอคําถาม
ในการสัมภาษณใหครอบคลุมเนื้อหาครบถวน ขอคําถามถูกตองเหมาะสม ตรงตามโครงสราง และ
ภาษาที่ใชเหมาะสมกับผูใหขอมูล (สมคิด, 2538 : 34) อาจนําแบบสัมภาษณที่ผูเชี่ยวชาญเห็นชอบ
แลวไปทดลองสัมภาษณกับกลุมตัวอยางเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของภาษาอีกก็ได ในสวนของ
ความเชื่อมั่นนั้นอาจทดสอบดวยวิธีสัมภาษณซ้ําเชนเดียวกับแบบสอบถามที่ใชวิธีสอบซ้ํา หรืออาจ
ตรวจสอบความเชื่อมั่นของคําตอบที่ไดจากการสัมภาษณดวยการใชผูสัมภาษณหลายคนสัมภาษณ
ผูใหขอมูลคนเดียว แลวตรวจสอบความสอดคลองของคําตอบกับผูสัมภาษณคนอื่น ๆ หรืออาจใชผู
สัมภาษณคนเดียว เมื่อไดขอมูลแลวนําขอมูลดังกลาวใหผูถูกสัมภาษณยืนยันคําตอบของตนเองก็ได
          สรุ ป ได วา การตรวจสอบคุณ ภาพของแบบสั ม ภาษณ ถาเป นแบบสั ม ภาษณแบบมี
โครงสร า งควรตรวจสอบ 2 ดานคือ 1) ความเที่ ย ง 2) ความตรง ถ าเป นแบบสั ม ภาษณแ บบมี
โครงสรางควรตรวจสอบดานการใชภาษาเพิ่มดวย
          2.5 การนําไปใช
                กิติพัฒน นนทปทมะดุล (ม.ป.ป.) ไดกลาววา ในการสัมภาษณเพื่อเก็บรวบรวมขอมูลใน
การวิ จั ย เชิ ง คุณ ภาพไม ได มี ขั้ นตอนที่ เ ป นสู ตรสํ าเร็ จ ที่ ต อ งปฏิบั ติอ ยา งเคร ง ครั ดแต ป ระการใด
นอกจากนั้น นัก วิจั ยเชิง คุณภาพแตล ะท านอาจจะมี วิธีก ารเริ่ ม ตนเป นขั้นตอนที่ แตกตางกั นก็ ได
ขั้นตอนในการสัมภาษณในที่นี้จึงเปนการนามาเพื่อเปนประโยชนในการพิจารณาดําเนินการ และผูที่
นาไปใชอาจมีการนาปรับประยุกตเพื่อความเหมาะสม อยางนอยที่สุด นักวิจัยเชิงคุณภาพหรือผูที่เพิ่ง
เริ่มการสัมภาษณในการวิจัยเชิงคุณภาพจะไดมีขอพิจารณาในการดําเนินการสัมภาษณ
          ขั้นตอนในการสัมภาษณเพื่อเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบดวย 5
ขั้นตอนใหญๆ คือ
          1. ขั้นการเตรียมการสัมภาษณ
              2. ขั้นการเลือกวิธีบันทึกขอมูล
              3. ขั้นดําเนินการสัมภาษณ
เครื่องมือในการวิจัย   | 27



           4. ขั้นการสะทอนการสัมภาษณ
           5. ขั้นกระบวนการเก็บขอมูลเสร็จสมบูรณ
           มหาวิทยาลัยรามคําแหง (ม.ป.ป.) ไดใหหลักการสัมภาษณดังนี้
             1. เตรียมเครื่องมือใหพรอมทั้งแบบการสัมภาษณ เทปบันทึกเสียง สมุดจดบันทึก เปนตน
               2. ถามีผูชวยสัมภาษณ ผูวิจัยจะตองสรางคูมือการสัมภาษณ พรอมทั้งฝกอบรมผูชวย
สัมภาษณดวย
               3. ทําความเขาใจเรื่องที่จะสัมภาษณใหดีกอนออกสัมภาษณ
               4. นัดแนะเวลา สถานที่ ผูถูกสัมภาษณใหเรียบรอย
               5. ผูสัมภาษณตองสรางบรรยากาศกอนลงมือสัมภาษณ โดยแจงวัตถุประสงคของการ
สัมภาษณ สรางความคุนเคยหรือความไวใจกันกอนจะเริ่มสัมภาษณ
              6. ดําเนินการสัมภาษณตามที่ไดเตรียมการลวงหนามากอน
               7. ใชภาษาที่เขาใจงายๆ ไมกํากวม
               8. ไมควรถามนําหรือถามในทํานองชี้นําคําตอบ
               9. ผูสัมภาษณตองฟงมากกวาพูด
               10. ผูสัมภาษณจะตองวางตัวเปนกลางไมแสดงความรูสึกดีใจ หรือเสียใจตอคําตอบ
ของผูถูกสัมภาษณ
               11. อยาใชเวลาสัมภาษณนานจนเกินไป อยาพูดนอกเรื่องมากนัก
               12. แสดงการขอบคุณผูถูกสัมภาษณกอนจบการสัมภาษณ
            สรุปไดวา ขั้นตอนการสัมภาษณ มี 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการ 2) ขั้นการเลือกวิธี
บันทึกขอมูล 3) ขั้นดําเนินการสัมภาษณ 4) ขั้นการสะทอนการสัมภาษณ 5) ขั้นกระบวนการเก็บ
ขอมูลเสร็จสมบูรณและมีหลักการสัมภาษณที่สําคัญอยู 12 ประการ คือ 1) เตรียมเครื่องมือใหพรอม
2) ถามีผูชวยสัมภาษณ ผูวิจัยจะตองสรางคูมือการสัมภาษณ พรอมทั้งฝกอบรมผูชวยสัมภาษณดวย
3) ทําความเขาใจเรื่องที่จะสัมภาษณใหดี 4) นัดแนะเวลา สถานที่ ผูถูกสัมภาษณใหเรียบรอย 5) สราง
ความคุนเคยหรือความไวใจ 6) สัมภาษณตามที่ไดเตรียมการลวงหนามากอน 7) ใชภาษาที่เขาใจงายๆ
ไมกํากวม 8) ไม ควรถามนําหรือถามในทํานองชี้นําคําตอบ 9) ผูสั มภาษณตองฟ งมากกวาพูด 10)
สัม ภาษณจ ะตอ งวางตัวเปนกลางไม แสดงความรู สึก ดีใจ หรื อเสี ยใจตอ คําตอบ 11) อยาใชเ วลา
สัมภาษณนานจนเกินไป 12) แสดงการขอบคุณผูถูกสัมภาษณกอนจบการสัมภาษณ
เครื่องมือในการวิจัย   | 28



           ตัวอยางแบบสัมภาษณ (การประเมินดานจิตพิสัย. 2550)
               แบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง
               ตัวอยางที่ 1
               แบบสัมภาษณคณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
               ตอนที่ 1 ขอมูลสวนตัว
                   1.1 เพศ                ( ) ชาย   ( ) หญิง
                   1.2 อายุ.................ป
                   1.3 ประสบการณเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา.............ป
               ตัวอยางที่ 2
           คําชี้แจง ใหผูสัมภาษณถามคําถามแตละขอแลววงกลมรอบตัวเลือกที่นักเรียนตอบ
        1. นักเรียนอายุกี่ป                                            2.นักเรียนมีพี่นองทั้งหมดกี่คน
            ก. 12 ป         ข. 13 ป                                      ก. 2 คน             ข. 3 คน
            ค. 14 ป         ง. 15 ปขึ้นไป                                ค. 4 คน             ง. 5 คนขึ้นไป

        3. ปจจุบันนักเรียนอาศัยอยูกับใคร                              4. นักเรียนมาโรงเรียนอยางไร
            ก. พอและแม ข. พอหรือแม                                      ก. เดิน         ข. ขี่จักรยาน
            ค. ญาติ           ง. อยูคนเดียว                                ค. ขับมอเตอรไซด ง. รถประจําทาง
              แบบสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง
              ตัวอยางที่ 1
              คําชี้แจง ใหผูสัมภาษณถามคําถามแตละขอ แลวเขียนคําตอบที่นักเรียนตอบลงใน
ชองวางที่กําหนดให
         1. นักเรียนชอบเรียนวิชาใดมากที่สุด ...........………...........................................….............
              เพราะเหตุใด ...........................….....................………….................................................
         2. นักเรียนไมชอบเรียนวิชาใดมากที่สุด ...................................................………................
              เพราะเหตุใด ...........................….....................………….................................................
         3. งานอดิเรกของนักเรียนคืออะไร ..............………………..…...........................................
         4. .........................................................….......................………………..............................
เครื่องมือในการวิจัย    | 29



        ตัวอยางที่ 2
        คําชี้แจง ใหผูสัมภาษณถามขอมูลเกี่ยวกับนักเรียนในหัวขอตอไปนี้
        1. วิชาที่นักเรียนชอบเรียนมากที่สุด พรอมทั้งเหตุผล
            .......................................................................................................................................
            .......................................................................................................................................
            .......................................................................................................................................
        2. วิชาที่นักเรียนไมชอบเรียนมากที่สุด พรอมทั้งเหตุผล
            .......................................................................................................................................
            .......................................................................................................................................
            .......................................................................................................................................
        3. งานอดิเรก
            .......................................................................................................................................
        4. ...............................................................................................................................
            .......................................................................................................................................

3. แบบสังเกต (นางสาววณิชชา แมนยํา)
      3.1 ความหมาย
            การสังเกตการณ (Gold, 1958; Mereiam, 1998; Spradley, 1980 อางถึงใน องอาจ
นัยพัฒน, 2549) หมายถึง วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐาน โดยใชประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไดแก ตา
เห็นรูป หูฟงเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส และกายสัมผัสรอนเย็น ศึกษาสภาพลักษณะการเกิดขึ้น การ
เปนอยู การเปลี่ยนแปลงหรือดับสูญไปของสรรพสิ่ง หรือปรากฏการณตางๆ ที่สนใจ เพื่อทําความ
เขาใจ เกี่ยวกับสรรพสิ่งนั้นๆ และความสัมพันธระหวางสรรพสิ่งที่สนใจกับสิ่งอื่นๆ ที่อยูภายในบริบท
ที่ทําการสังเกตการณ
             การสังเกต (มาเรียม นิลพันธุ, 2553) หมายถึง ชุดของพฤติกรรมที่ผูวิจัยตองการศึกษา
โดยกําหนดแนวทางการสังเกต และผูสังเกต บันทึกการสังเกต แบบสังเกต เปนเครื่องมือที่ใชในการ
รวบรวมขอมูล โดยการสังเกต
          การสังเกต (พวงรัตน ทวีรัตน, 2540) หมายถึง เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูลที่ตอง
อาศัยประสาทสัมผัสหลายอยาง โดยเฉพาะอยางยิ่ง ประสาทสัมผัสทางตาและหูเปนสําคัญ การสังเกต
ใชไดดี สําหรับการศึกษาคุณลักษณะและพฤติกรรมของบุคคล รวมถึงปรากฏการณ และพิธีการตางๆ
เครื่องมือในการวิจัย   | 30



ใชเปนเครื่องมือรวบรวมขอมูลไดทั้งดานวิทยาศาสตรหายภาพ และทางดานพฤติกรรมศาสตรและ
สังคมศาสตร
      กลาวโดยสรุป คือ แบบสังเกต คือ เครื่องมือหรือวิธีการ ที่ใชในการรวบรวมขอมูล โดยใช
ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไดแก การมอง การฟง การดมกลิ่น การรับรส การสัมผัส เพื่อศึกษาพฤติกรรม
ของสิ่งที่ผูวิจัยตองการศึกษา


         3.2 ประเภทของแบบสังเกต
            องอาจ นัยพัฒน (2549) ไดแบง ประเภทของการสังเกตการณ ภายใตบริบท ของผูวิจัย
เขาไปมีสวนรวมกับตัวอยางบุคลหรือผูใหขอมูล จําแนก เปน 5 ประเภท ดังนี้
              1. แบบไม มี ส ว นร วมโดยสมบูร ณ (Nonparticipation) เป นวิ ธีสั ง เกตการณ ที่
นักวิจัย สวมบทบาทเปนผูสังเกตการณอยางสมบูรณแบบ (Complete Observ) ซึ่งเปนไปในลักษณะ
                       
แฝงตัวจากกลุมคนที่สนใจศึกษา
              2. แบบมี สวนรวมโดยไม มีปฏิกิริยาโตตอบ (Passive Participation) เปนวิธีที่
ผูวิจัยเปดเผยบทบาทของตนเองใหบุคคล หรือกลุมคนผูเปนตัวอยางใหขอมูลหลักฐานรับทราบ เพื่อ
จะไดมีโอกาสเขาไปมีสวนรวมในบรรยากาศของเหตุการณที่สนใจ
             3. แบบมีสวนรวมพอประมาณ (Moderate Participation) เปนวิธีที่ผูวิจัยเขาไป
สังเกตการณและมีปฏิสัมพันธรวมกับสมาชิกคนอื่นๆ ผานการทํากิจกรรมของชุมชนบางประการ
             4. แบบมีสวนรวมโดยมีปฏิกิริยาโตตอบ (Active Participation) เปนวิธีที่นักวิจัย
เปดเผยบทบาทแทจริงใหกับบุคล หรือกลุมบุคคลในชุมชนที่เปนตัวอยางใหขอมูลวิจัยรับทราบ และมี
สวนรวมในการทํากิจกรรมของชุมชนอยางกระตือรือรน เชนเดียวกับสมาชิกรายอื่นๆ (Participation
as Observer)
         มาเรียม นิลพันธุ (2553) ไดจัดแบงประเภท ของแบบสังเกต ตามเกณฑ ดังนี้
             จําแนกตามโครงสราง แบงได 2 ลักษณะ คือ
                 1. การสังเกตแบบมี โ ครงสรา ง (Structured Interview) เป นการสั ง เกตที่
กําหนดประเด็นไวลวงหนา มีการกําหนดเครื่องมือคือแบบสังเกต
                      2. การสังเกตแบบไมมีโครงสราง (Unstructional Interview) เปนการสังเกต
ที่ไมไดมุงสังเกตเฉพาะสิ่งที่สังเกตเทานั้น เหมาะกับการสังเกตทั่วๆไป ในชวงแรกๆ ของการวิจัย
เครื่องมือในการวิจัย   | 31



                จําแนกตามประเภท แบงได 2 ชนิด คือ
                    1. การสังเกตทางตรง (Director Observation) เปนการสังเกตพฤติกรรมที่ผู
สังเกตเฝาดูพฤติกรรมดวยตนเอง
                  2. การสังเกตทางออม (Indirect Observation) เปนการสังเกตพฤติกรรมที่ผู
สังเกต ไมไดเผาดูพฤติกรรมโดยตรง แตเปนการสังเกตผานเครื่องมืออุปกรณตางๆ
                 จําแนกตามวิธีการ แบงได 2 ชนิด คือ
                      1. การสังเกตแบบมีสวนรวม (Participation Observation) เปนการสังเกตที่
ผูวิจัยเขาไปมีสวนรวมในกิจกรรมกับผูถูกสังเกตดวย ซึ่งผูถูกสังเกตอาจรูตัว เรียกวา การสังเกตโดย
การเขาร วมแบบไม สมบูรณ (Incomplete Participation) หรื อไม รูตัววาถูกสัง เกต เรียกวา การ
สังเกตโดยการเขารวมแบบสมบูรณ (Complete Participation)
                  2. การสังเกตแบบไมมีสวนรวม (Non Participation Observation) เปนการ
สังเกตที่ผูสังเกตอยูวงนอกของผูถูกสังเกต ไมไดเขารวมกิจกรรมดวย
                  พวงรัตน ทวีรัตน (2540) แบงการสังเกต ออกเปน 2 ประเภทใหญ ไดแก
                    1. การสังเกตทางตรง (Director Observation) เปนการสังเกตที่ผูสังเกตตอง
เผาดูเ หตุการณหรื อพฤติกรรมที่เ กิดขึ้นดวยตนเอง ผานทางประสารทสั มผั สทางตาเป นส วนใหญ
รองลงมาคือ หู
                  2. การสั งเกตทางออม (Indirect Observation) เป นการสัง เกต ที่ผู สัง เกต
ไมไดเห็นเหตุการณหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นดวยตนเอง แตอาศัยการถายทอดดวยเครื่องมือ อยางใด
อยางหนึ่ง
         กลาวโดยสรุป แบบสังเกต สามารถแบงออกได 2 ประเภทหลักๆ คือ การสังเกตทางตรงหรือ
มีสวนรวม และ การสังเกตทางออมหรือแบบไมมีสวนรวม
            กรแกว จันทภาษา (2550) อางถึงใน สุภางค จันทวานิช (2549: 45) ไดจําแนกขอดีและ
ขอจํากัดของแบบสังเกตทั้ง 2 แระเภท ดังนี้
           ขอดีของวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวม
              1. ทําใหผูวิจัยไดรับการยอมรับและสนิทสนมกับกลุมที่จะศึกษา โดยที่ผูถูกสังเกตไม
รูตัววาถูกสังเกตหรือเฝาดู จึงมีพฤติกรรมที่เปนไปตามธรรมชาติ ทําใหไดขอมูลที่เปนจริง
เครื่องมือในการวิจัย   | 32



                2. ทําใหเห็นภาพรวมของเหตุการณตางๆ อยางเปนธรรมชาติมากที่สุด ทําใหเขาถึง
ขอมูลไดงาย
               3. สามารถตรวจสอบขอมูลไดซ้ําๆ
            ขอจํากัดของวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวม
                1. มักใชไดกับการศึกษากลุมเล็กๆ
                2. ผูวิจัยตองระวัง มิใหตนเองเขาไปมี ความรูสึก รวมและผู กพั นทางอารมณจนขาด
ความเที่ยงตรง อาจเปนเหตุใหมีอคติ หรือเขาขางกลุมที่กําลังศึกษาได ขอมูลก็จะขาดความเที่ยงตรง
              3. การจดบันทึกเหตุการณตางๆ ทําไดลําบากขณะอยูรวมกิจกรรมกับกลุม
           ขอดีของวิธีการสังเกตแบบไมมีสวนรวม
                1. มักใชในการเริ่มตนเก็บขอมูล ทําไดงาย
                2. ไมตองเสียเวลาใหไดรับการยอมรับจากกลุมศึกษา เพราะมีบทบาทเปนคนนอก ทํา
ใหมีโอกาสเกิดอารมณรวมนอย
               3. เก็บขอมูลในระยะเวลาสั้นและสิ้นเปลืองคาใชจายนอยกวาวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวม
            ขอจํากัดของวิธีการสังเกตแบบไมมีสวนรวม
               1. ถาผูสังเกตรูวาถูกสังเกต อาจทําใหไมแสดงพฤติกรรมที่เปนธรรมชาติออกมา
              2. ขอมูลที่ไดไมละเอียดหรือสมบูรณเทาวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวม
            ประเภทของสิ่งที่ตองสังเกต
              เพื่อไมใหผูวิจัยรูสึกสับสนไมทราบวาสิ่งทีตองการสังเกตเพราะขอบเขตบริบทของสิ่งที่
                                                            ่
ตองการสังเกตกวางขวางและมีความซับซอน สามารถจําแนกรายการสิ่งที่ผูวิจัยจะตองสังเกตการณ
ได 6 ประเภท
             (Bogdan & Biklen, 2003; LeCompte & Preissle, 1993; Patton, 2002 อางถึง
ใน องอาจ นัยพัฒน, 2549) ดังนี้
            1. สถานที่/บริบทแวดลอมทางกายภาพ (Physical Setting/Context) ไดแก การ
สังเกตสภาพของสิ่ง แวดลอมทางกายภาพโดยทั่วไปวา มีส ภาพลักษณะอยางไร และมีลักษณะของ
อาณาบริเวณโดยรอบสถานที่สังเกตการณเปนอยางไร
              2. ผูมีส วนรวม (Participants) ไดแก การพรรณนาวาใครเป นผู มี สวนร วม หรื อ
สถานที่ทําการสังเกตการณ และจํานวนผูมีสวนรวมและบทบาทตอการเขารวมอยางไร
เครื่องมือในการวิจัย   | 33



                3. แบบแผนการกระทําและปฏิสัมพันธ (Activities and Interactions) ไดแก
การสังเกตวามีการกระทําหรือพฤติกรรมอะไรบางที่เกิดขึ้นอยางเปนกระบวนการตอเนื่องจนเปนแบบแผน
             4. การสนทนา (Conversation) ไดแก การสั ง เกตเกี่ ยวกั บ เนื้อ หาสาระที่ อ ยูใ น
ถอยคําสนทนาระหวางบุคคลหรือสถานที่ที่ทําการศึกษาวิจัย
            5. ปจจัยแฝงเรน (Subtle Factors) ไดแก แบบแผนการกระทําทั้งที่เกิดขึ้นอยาง
เปนทางการและไมไดวางแผนไว ความหมายโดยนัยที่ แฝงอยูในถอยคําหรือสํานวนทางภาษาและ
สัญลักษณใดๆที่ปรากฏ
                6. พฤติกรรมของผูวิจัย (Your own behavior) เนื่องจากผูวิจัยเปนเพียงสวนหนึ่ง
ของสิ่งที่ทําการสังเกตการณ ดังนั้น ผูวิจัยจะตองสังเกตการณบทบาทของผูวิจัยเองวามีสภาพลักษณะ
อยางไร ขณะทําการสังเกตการณสิ่งอื่นๆ การพูดหรือพฤติกรรม ตองทําการบันทึกไวประกอบการ
สังเกตดวย
         สิ่งที่ตองสังเกต (สุภางค จันทวานิช, 2549: 50 -55) กอนที่จะทําการสังเกตผูวิจัยควร
กําหนดกรอบที่ใชในการสังเกตดังนี้ คือ
               1. การกระทําของแตล ะบุคคล (Acts) คือ การสังเกตวิถีการดําเนินชีวิตของผูถูก
ศึกษา เชน ลักษณะเสื้อผาที่ใส อาหารที่รับประทาน สานที่อยูอาศัย
             2. แบบแผนการกระทํา (Activities) คือ การสังเกตการกระทําหรือพฤติกรรมที่เปน
กระบวนการที่มีขั้นตอนและมีลักษณะตอเนื่องจนเปนแบบแผน เชน การปรุงอาหาร การเพาะปลูก
การจั ด งานประจํ า ป การรั ก ษาพยาบาล การสั ง เกตแบบแผนการกระทํ า เหล านี้ จ ะชี้ให เ ห็ นถึ ง
สถานภาพ บทบาท และหนาที่ของสมาชิกในสังคมได
           3. ความหมาย (Meanings) คือ การสังเกตการใหความหมายของผูถูกศึกษาที่มีตอ
การกระทํา (Acts) และแบบแผนการกระทํา (Activities) ขางตน การสังเกตในสวนนี้จะทําใหเขาใจวา
ผูถูกศึกษามีความเชื่อ โลกทัศน ทัศนคติ เกี่ยวกับสภาะสังคมของตนเองอยางไร
              4. ความสัมพันธ (Relationship) คือ การสั งเกตความสั มพันธระหวางบุคคลใน
ชุมชน เชน ความสัมพันธทางเครือญาติ ความสัมพันธทางการเมือง ความสัมพันธทางเศรษฐกิจ การ
สังเกตความสัมพันธระหวางบุคคลจะชวยใหเขาใจถึงโครงสรางทางสังคมที่ตองการศึกษาไดเปนอยางดี
              5. การมีสวนรวม (Participation) คือ การสังเกตการมีสวนรวมกิจกรรมของผูถูก
ศึกษา การสังเกตในประเด็นนี้จะชวยใหผูวิจยเขาใจถึงโครงสรางทางสังคมที่ตองการศึกษาอีกทางหนึ่ง
                                          ั
เครื่องมือในการวิจัย   | 34



                    6. องค ประกอบของสิ่ งแวดล อ ม (Setting) คื อ การสั ง เกตองคป ระกอบของ
สิ่ ง แวดล อ มที่ ใ ช เ ป น พื้ น ที่ ศึ ก ษา เป น การสั ง เกตสถานที่ ใ นความความหมายทางภู มิ ศ าสตร
ความสัมพันธระหวางบุคคล วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต ฯลฯ
          กล าวโดยสรุป ผู วิจั ย จะตอ งคํานึงถึง สิ่ งที่ ตอ งสั ง เกตดวยกรอบการสัง เกต เพื่ อสร าง
ขอบเขตในการสังเกต ไมใหสิ่งที่ไดมา อยูนอกเหนือประเด็นในการสังเกต
      3.3 กระบวนการในการสังเกต
           องอาจ นัยพัฒน (2549) กลาววา กระบวนการเก็บรวบรวมขอมูลในภาคสนามสามารถ
จําแนกเปนขั้นตอนตางๆ ไดดังนี้
               1. การเตรี ย มความพร อ ม เป น การเตรี ย มตั ว ของผู วิ จั ย ในส ว นที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ
การศึกษา สภาพลัก ษณะทางกายภาพของชุมชนหรือที่เปนสถานที่หรือสนามของการวิจัย รวมทั้ ง
สภาพลักษณะทางสังคมของชุมชนแหงนั้น อยางกวางๆ ซึ่งสามารถ กระทําโดยการศึกษาแผนที่หรือ
เปกสารที่เกี่ยวของกับชุมชน นอกจากนี้ ผูวิจัยตองจัดประชุมเพื่อทําความเขาใจกับผูรวมงาน ในทุกๆ
ประเด็นที่เกี่ยวของ
              2. การเขาสู และการสรา งความคุนเคยกับบริบทของสถานที่ศึกษาวิจัย เป นการ
ดําเนิน งานในขั้น ตอนแนะนําหรื อ แสดงตัวกั บ ตั วอยา งผู ใ ห ข อ มู ล หรื อ บุ คคลที่ เ กี่ ยวข อ งกั บ การ
ศึกษาวิจัย รูจักและรับทราบ บทบาทของตนเองหรือสมาชิกคนอื่นๆ ในคณะทํางานอยางชัดเจน
                 3. การสังเกตการณและการบันทึกขอมูล นักวิจัยควรเริ่มตนขั้นตอนการสังเกตการณ
และบันทึกขอมูลผลการสังเกตการณ เมื่อสิ่งตางๆ หรือสถานที่ที่ศึกษาวิจัย ดําเนินไปตามสภาวการณ
ปกติ ดังที่เคยเปนมา กอนที่ผูวิจัยจะเขามาทําการศึกษาวิจัย โดยมีหลักการดังนี้
                   3.1 มีลักษณะเจาะจง (Specific) ตรงกับจุดมุงหมายของการศึกษาวิจัยเปนหลัก
พรอมกับมีความยืดหยุนตอการสังเกตการณสิ่งอื่นๆ เมื่อเห็นวาสิ่งนั้นมีความสําคัญและเกี่ยวของกับ
ประเด็นคําถามและหัวขอปญหาวิจัย
                3.2 พยายามแยกความรูสึกลําเอียงหรืออคติสวนตัว ผูวิจัยจะตองพยายามแยก
ความรูสึกออกจากบุคคล กลุมบุคคล หรือสิ่งที่พึงประสงคสังเกตการณเทาทีจะเปนไปได เพื่อใหขอมูล
                                                                       ่
หลักฐานของการสังเกตการณที่ไดรับมีความถูกตอง/เชื่อถือได
เครื่องมือในการวิจัย   | 35



                3.3 สั ง เกตการณ แ ละบั นทึ ก ข อ มู ล หลั ก ฐานอย า งละเอี ย ด ผู วิ จั ย จะต อ ง
สังเกตการณและบันทึกขอมูลหลักฐานอยางละเอียด ลุมลึก และครอบคลุมครบถวนประเด็นคําถาม
การวิจัยที่ตองการแสวงกาคําตอบ
                   3.4 บันทึกขอมูลที่ไดจากการสังเกตการณอยางทันทวงที ผูวิจัยควรบันทึกผล
อยางทันทวงที เพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือนหรือความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นจากการลืมเลือน
                    3.5 จัดสรรเวลาสังเกตการณและบันทึกผลการสังเกตการณเหมาะสม ผูวิจัยไม
ควรสังเกตการณโดยปราศจากการบันทึก หรือทําการบันทึกผลการสังเกตการณนอยมาก หรือมุงเนน
บันทึกขอมูลจนทําการสังเกตการไมครอบคลุมครบถวน หรือสูญเสียโอกาสพบเห็นเหตุการณที่สําคัญ
ไปอยางนาเสียดาย
                3.6 เก็บผลการสังเกตการณจากภาคสนามอยางปลอดภัย ผูวิจัยตองเก็บรักษา
สมุดบันทึกผลการสังเกตการณไวในที่ปลอดภัยจากจากการเขาถึงของบุคคลอื่น และควรถายสําเนา
เก็บไวอยางนอย จํานวน 2 ชุด เพื่อปองกันการสูญหาย หรือฉีกขาด
                4. การตรวจสอบคุณภาพของข อมูลและผลการสั งเกตการณ เปนการตรวจสอบ
คุณภาพของขอมูลวาสามารถไววางใจหรือความเชื่อใจไดมากนอยเพียงไร
            5. การถอนตัวออกจากสถานที่ศึกษาวิ จัย ผู วิจั ยควรเตรี ยมตัวออกจากสถานที่
ศึกษาวิจัยในระยะกอนที่การเก็บขอมูลจะสินสุดลง เพื่อกลาวลาตัวอยางผูถูกสังเกต รวมทั้งบุคคลอื่นๆ
                                        ้
ที่อํานวยความสะดวกในการศึกษาวิจัย และชวยคลี่คลายความรูสึกผูกพันทางอารมณระหวางผูวิจัย
และบุคคลอยางเหมาะสม


        3.4 หลักการในการสังเกต
            พวงรัตน ทวีรัตน (2540) กลาววา การสังเกตมีหลักการดังนี้
              1. ในการสั งเกตตองกํ าหนดจุ ดมุง หมายที่ จ ะสั งเกตไวให แนนอน โดยอาจทํ าเป น
รายการพฤติกรรมที่จะสังเกตไวลวงหนาอยางชัดเจน พรอมกําหนดไววาจะบันทึกการสังเกตอยางไร
            2. การสังเกตตองศึกษาเครื่องที่จะสังเกตไวใหมีความรูพื้นฐาน
            3. การสังเกตตองนิยามสิ่งที่สังเกตใหแจมชัดวา หมายถึงอะไร มีขอบเขตแคไหน
                4. การสังเกตจะตองกระทําอยางมีระบบ
                5. การสังเกตตองใหไดขอมูลเชิงปริมาณ เพื่อนําผลไปวิเคราะหได
เครื่องมือในการวิจัย   | 36



                 6. ผูสังเกตตองไมมีอติในการสังเกต
                 7. ผูสังเกตตองไดรับการฝกฝนในเรื่องที่จะสังเกตมาเปนอยางดี
                 8. การสังเกตตองสังเกตอยางละเอียดถี่ถวน
                 9. การสังเกตตองมีการบันทึกขอมูลโดยทันที
              10. ในการสังเกตควรใชเครื่องมืออื่นๆ ประกอบดวย เพื่อชวยในการบนทึกการสังเกต
ซึ่งอาจจะเปนแบบตรวจสอบรายการ (Check List) หรือมาตราสวนประเมินคา (Rating Scale) หรือ
ทั้ง 2 อยาง

               3.5 ลักษณะของผูสังเกต
                 พวงรัตน ทวีรัตน (2540) กลาววา การสังเกตจะไดผลดี ผูสังเกตจะตองมีลักษณะ 3
ประการ คือ
                    1. ตองมีความตั้งใจ (Attention) มีจุดหมายที่แนนอน และมีจิตใจจดจอตอเรื่อง
ที่จะสังเกต
                     2. ตองมีประสาทสัมผัสที่ดี (Sensation) คือ ประสาทสัมผัสตองปกติ และรับรู
ไดไว ทั้งนี้ ตาตองไมบอดและหูตองไมหนวก
             3. ต อ งมี ก ารรั บ รู ไ ด ดี (Perception) คื อ ผู สั ง เกตต อ งพร อ มที่ จ ะรั บ รู แ ละ
สามารถแปลความหมายสิ่งที่รับรูนั้นไดถูกตอง นั่นคือ การสังเกตขึ้นอยูกับองคประกอบตอไปนี้ดวย
ไดแก
                    3.1 อารมณ (Emotion) คือ ผูสังเกตตองมีอารมณอันมั่นคง จิตใจ ไมวอกแวก
                    3.2 แรงจูงใจ (Motivation) คือ ผูสังเกตตองมีความรูสึกอยางสังเกต ในสิ่งที่จะ
สังเกตอยางเต็มใจ และมีความรูสึกเห็นคุณคาในสิ่งที่จะสังเกต
                  3.3 ความรังเกียจ (Prejudice) ผูสังเกตตองไมมีความรังเกียจกลุมตัวอยาง ตองทํา
จิตใจใหยุติธรรม ไมใชความรูสึกสวนตัวเขาไปเกี่ยวของ ตองบันทึกไปตามพฤติกรรมที่เกิด
                   3.4 ป ญ ญา (Mental Set) ผู สั ง เกตตอ งมี ความรู ในเรื่ อ งที่ สั ง เกตเป นอยางดี
สามารถแปลความหมายพฤติกรรมที่สังเกตไดอยางถูกตอง
เครื่องมือในการวิจัย   | 37



        3.6 การตรวจสอบผลการสังเกต
           มาเรียม นิลพันธุ (2553) กลาววา สามารถตรวจสอบผลการสังเกตดวยการหาคาความ
เชื่อมั่นของการสังเกต แบงเปน 2 กรณี คือ
               1. ผูสังเกตคนเดียว มีการสังเกตซ้ํา 2 ครั้ง โดยผูสังเกตคนเดิม แคตางเวลากัน ใน
พฤติกรรมเดียวกัน แลวนําผลการสังเกตครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มาคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ
อยางง าย โดยใชสูตรของ Pearson Product Moment Correlation หรื อ Spearmen Rank
Correlation ทั้งนี้ ขึ้นอยูกับขอมูลอยูในมาตราวัดระดับใด
               2. ผูสังเกตหลายคนสังเกตพฤติกรรมเดียวกัน การสังเกตของผูสังเกตแตละคนตอง
เปนอิสระจากกัน แลวนําผลการสังเกตมาหาความสอดคลองกันของการสังเกต โดยการหาสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธอยางงาย หรือใชสูตรของ วิลเลียม เอ สกอตต (William A. Scott) ซึ่งมีสูตรการคํานวณ
ดังนี้
              π=
           เมื่อกําหนดให
              π         แทน     ความเชื่อมั่นของการสังเกต
                        แทน     อัตราสวนของความนาจะเปนของการสังเกตพฤติกรรมไดตรงกัน
                                ของผูสังเกตสองคน ซึ่งหาไดจากผลตางระหวาง 1 กับผลรวมของ
                                สัดสวนของความแตกตางระหวางผูสังเกต
                        แทน     อัตราสวนของความนาจะเปนของการสังเกตพฤติกรรมไดตรงกันที่
                                เกิ ดขึ้นโดยบัง เอิ ญของผู สัง เกตสองคนซึ่ ง หาไดจ ากสั ดสวนของ
                                คะแนนพฤติกรรมที่มีจํานวนสูงสุด และรองลงมา โดยเลือกจากผู
                                สังเกตคนใดคนหนึ่งก็ได นําคาทั้งสองมายกกํ าลัง สองแลวนํามา
                                รวมกัน
เครื่องมือในการวิจัย   | 38



ตัวอยาง การหาความเชื่อมั่นของการสังเกตของผูสังเกตสองคน


                            ผูสังเกต                                                         ความแตกตาง
พฤติกรรม                                              สัดสวนคนที่ 1       สัดสวนคนที่ 2
                  คนที่ 1               คนที่ 2                                                 สัดสวน
     1               13                   15                      .482               .484                     .002
     2               9                    8                       .333               .258                     .075
     3               3                    5                       .111               .161                     .050
     4               2                    3                       .074               .097                     .023
   รวม               27                   31                     1.000             .1000                      .150


              จากสูตร        π=


                     P                            =       1 - 0.150
                                                  =       0.850
                     P                            =       (.484)2 – (.333)2
                                                  =       0.343
                                                          .           	.
                 π                                =
                                                                 	.
              ความเชื่อมั่นของการสังเกต           =       .772


            ขอดีและขอจํากัดของแบบสังเกต
              มาเรียม นิลพันธุ (2553) กลาวถึง ขอดีและขอจํากัดของการสังเกต ไวดังนี้
              ขอดี
                 1. ไดขอมูลเชิงประจักษที่ถูกตองเปนจริง
                 2. ไดขอมูลเพิ่มเติมจากการเก็บขอมูลดวยวิธีการอื่นๆ หรือไมสามารถรวบรวมไดดวย
วิธีอื่นๆ
                 3. ไดขอมูลจากกลุมที่ไมตองการใหขอมูลดวยวาจาหรือการเขียน
เครื่องมือในการวิจัย   | 39



              ขอจํากัด
                 1. ผูถูกสังเกตจะเบี่ยงเบนพฤติกรรมความจริง หากรูตัววาถูกสังเกต
                2. ข อ มู ล ที่ ไ ด ไ ม เ ป น ปรนั ย พฤติ ก รรมที่ แ สดงเป น ข อ มู ล เชิ ง คุ ณ ภาพ ผู สั ง เกต
เปลี่ยนเปนเชิงปริมาณ โดยใชความรูสึกสวนตัว
                  3. อาจเกิดความคลาดเคลื่อน หากผูสังเกตมีอคติ / ขาดประสบการณ
                  4. เก็บขอมูลไดเพียงบางสวน ไมสามารถไดขอมูลทุกแงมุม


          ตัวอยางแบบสังเกต
          1. แบบสังเกตที่ใชแบบบันทึกพฤติกรรมที่เปนตาราง เชน
              เวลา            สถานที่            พฤติกรรม                จํานวนครั้ง              หมายเหตุ
          9.00-12.00 หองเรียน 1.ถามคําถาม                                       2
                               2.พูดคุยกับเพื่อน                                 10
                               3.เขียนรายงาน                                     2
                                            4.คนหาหนังสือ                       1
                                            5.เขาหองน้ํา                       4


          2. แบบสังเกตแบบตรวจสอบรายการ โดยการกําหนดพฤติกรรมที่จะสังเกตไวลวงหนา โดย
พิจารณาวาผูถูกสังเกตแสดงพฤติกรรมหรือไมอยางไร เชน
          แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู
                          พฤติกรรม                             ปฏิบัติ            ไมปฏิบัติ         ขอมูลเพิ่มเติม
          1. เปดโอกาสใหนักศึกษามีสวนรวม              …………………… …………………… ……………………
          2. รับฟงความคิดเห็นนักเรียน                   …………………… …………………… ……………………
          3. แลกเปลี่ยนเรียนรูกับนักเรียน               …………………… …………………… ……………………
เครื่องมือในการวิจัย   | 40



       3. แบบสังเกตแบบมาตราสวนประเมินคา เชน
                                              5         4     3      2      1
                   พฤติกรรม
                                           มากที่สุด   มาก ปานกลาง นอย นอยที่สุด
       1. เปดโอกาสใหนักเรียนซักถาม
       2. มีการเสริมแรงเมื่อตอบคําถามได
       3. เปดโอกาสใหมีการทํางานกลุม


4. แบบทดสอบ (นางสาวชไมพร ศรีสุราช)
       4.1 ความหมาย
          บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2542: 72) ใหความหมาย แบบทดสอบ วา เปนวิธีการเชิง
ระบบที่ใชในการเปรียบเทียบพฤติกรรมของบุคคลตั้งแต สองคนขึ้นไป ณ เวลาหนึ่ง หรือของบุคคลคน
เดียวหรือหลายคนในเวลาตางกัน
            บราวน (อางใน บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ ,2542 : 72) ใหความหมายแบบทดสอบวา
เปนวิธีการเชิงระบบที่ใชสําหรั บวัดตัวอยางพฤติกรรม ตามความหมายแบบทดสอบจะมีลักษณะที่
สําคัญ 3 ประการ
            1) แบบทดสอบเป น วิ ธีเ ชิ ง ระบบ (Systematic Procedure) หมายความว า
แบบทดสอบนั้นจะตองมีกฎเกณฑแนนอนเกี่ยวกับโครงการการบริหารจัดการและการใหคะแนน
                  2) แบบทดสอบเปนเปนการวัดพฤติกรรม (Behaviors) ซึ่งจะวัดเฉพาะพฤติกรรมที่วัด
ไดเทานั้นโดยผูตอบสนองตอบตอขอคาถามที่กําหนดให มิใชเปนการวัดโดยตรง
               3) แบบทดสอบเปนเพียงสวนหนึ่งของพฤติกรรมที่ตองการวัดทั้งหมด (Sample of
all possible items) ตามความเปนจริง ไมมีแบบทดสอบชุดใดที่ จะมีขอคําถามวัดพฤติก รรมที่
ตองการไดทั้งหมด ฉะนั้นจึงตองตกลงวาขอคําถามในแบบทดสอบเปนตัวแทนของขอคาถามทั้งหมดที่
ใชวัดพฤติกรรมนั้น และถาผูตอบ ตอบขอคําถามใด คําถามหนึ่งถูก จะตองใหคะแนนเทากัน
            อุทุมพร (ทองอุไทย) จามรมาน (2545) แบบทดสอบไดแก เครื่องมือตรวจสอบทางการ
ศึกษาที่กระตุนสมองให แสดงพฤติก รรมออกมาในเชิงความสามารถของบุ คคลนั้นๆ ประกอบดวย
ขอสอบจํานวนหนึ่ง ซึ่งขอสอบไดแก ขอความหรือขอคําถามที่เกี่ยวของกับจุดมุงหมายในการทดสอบ
และเนื้อหาสาระที่ทดสอบเฉพาะอยางและเกี่ยวของกับบุคคลที่ถูกทดสอบ
เครื่องมือในการวิจัย   | 41



     ศูนยเ ทคโนโลยีส ารสนเทศและการสื่ อ สาร สํ านัก ปลั ดกระทรวงสารธารณสุ ข (ม.ป.ป.)
แบบทดสอบ (Test) ลักษณะของเครื่องมือชนิดที่ใชวัดระดับสติปญญาหรือความสามารถทางสมอง
(Intellectual Ability) ของผู ถูก ทดสอบทั้ ง ในด านความจํ า ความเขาใจ และการประยุก ตใ ช
แบบทดสอบจึงตองมีการตั้งเกณฑ หรือขอบเขตของคําตอบที่ถูกตองเอาไวกอน เพื่อสามารถตัดสิน
ถูกผิดในแตละขอคําถามได ผลของการวัดจะออกมาเปนคาคะแนน ขอคําถามหรือขอสอบแตละขอ
เมื่อถูกเรียบเรียงขึ้นมาเปนชุดจึงเรียกวาแบบทดสอบ
         กล า วโดยสรุ ป แบบทดสอบ หมายถึ ง วิ ธี ก ารเชิ ง ระบบที่ ใ ช วั ด พฤติ ก รรมหรื อ
ความสามารถ หรือความรูของคนตั้งแต 2 คนขึ้นไป


       4.2 ประเภทของแบบทดสอบ
          แบ ง ตามลั กษณะจุดมุ งหมายในการสราง ซึ่ง แบ งออกไดเ ปน 2 ประเภท ไดแก แบบ
อัตนัย (Subjective Test) และแบบปรนัย (Objective Test)
              แบบอัตนัย (Subjective Test) เปนแบบทดสอบที่ตั้งเปนคําถามไวใหผูถูกทดสอบ
เขียนคําตอบไดเอง การควบคุมคําตอบจะเปนไปไดยาก ลักษณะของแบบทดสอบแบบอัตนัยแบงออก
ได 3 แบบ ไดแก
                1. แบบไมจํากัดคํา ตอบ (Essay – extended response) ผู ถูกทดสอบ
สามารถเขียนคําตอบไดอยางเสรีตามความคิดเห็นของตน ดังตัวอยางที่ 1
                ตัวอยางที่ 1 ทานมีความเห็นอยางไรตอการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปจจุบัน
                2. แบบจํากัดคําตอบ (Essay – restricted response) ผูถูกทดสอบจะตอง
เขียนคําตอบภายใตเงื่อนไขตางๆ ที่ถูกกําหนดขึ้น ดังตัวอยางที่ 2
                   ตัวอยางที่ 2 ทานมีความเห็นอยางไรตอการบริหารงานดานเศรษฐกิจของรัฐบาล
ชุดปจจุบัน จงเขียนบรรยายมาไมเกิน 3 หนากระดาษ
                 3. แบบตอบอยางสั้นหรือแบบเติมคํา (Short answer or Completion) ผูถูก
ทดสอบจะตองเขียนคําตอบสั้นๆ เพียงประโยคเดียว หรือเติมคําลงในชองวาง เพื่อใหไดใจความที่
ถูกตองสมบูรณมากที่สุด ดังตัวอยางที่ 3
                 ตัวอยางที่ 3 รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลงานดานเศรษฐกิจ ไดแก
เครื่องมือในการวิจัย   | 42



             แบบปรนั ย (Objective Test) เป น แบบทดสอบที่ มี ก ารกํ าหนดโครงสร า ง
(Structure) ทั้ งตัวคําถามและคําตอบเอาไวลวงหนา เพื่อใหผู ถูก ทดสอบตัดสินใจเลือ กตอบตาม
โครงสรางของคําถามคําตอบที่มีมาให ลักษณะของแบบทดสอบแบบปรนัยแบงออกได 3 แบบไดแก
                 1. แบบถูกผิด (True – False) ผู ถูก ทดสอบสามารถเขี ยนเครื่ อ งหมาย
หนาขอความที่เห็นวาถูก และเครื่องหมาย  หนาขอความที่เห็นวาผิด ดังตัวอยางที่ 4
                ตัวอยางที่ 4
                        .............. ขอ 1. รูปมีคาเทากับ 12 รูเดือน
                        ..............ขอ 2. ฉินซีฮองเตมีพี่ชาย 2 คน คือ ฉินเอ และฉินบี
                  2. แบบจับคู (Matching) ลักษณะของแบบทดสอบชนิดนี้จะแบงออกเปน 2 ซีก
ซีกซายจะเปนขอคําถาม สวนซีกขวาจะเป นขอคําตอบ ผูถูกทดสอบจะเลือกตัวพยัญชนะที่อยูหนาขอ
คําตอบดานซี ก ขวาใหมี ความหมายสอดคลอ งกั บขอ คําถามดานซี ก ซ าย โดยนําพยัญชนะหนาขอ
คําตอบมาใสไวหนาขอคําถามขอนั้นๆ ดังตัวอยางที่ 5
                  ตัวอยางที่ 5
                        (..........) ขอ 1. ปูที่มีหกขา ก. ปูเสือแลวขี้เกียจนอน
                        (..........) ขอ 2. ปูที่ไมมีขา ข. ปูเสือนอนกันสามคน
                 3. แบบเลือกตอบ (Multiple – Choice) ลักษณะของแบบทดสอบชนิดนี้แตละ
ขอคําถามจะมีคําตอบใหเปนตัวเลือกตอบอยูหลายตัว โดยปกติมี 4-5 ตัวเลือก ผูถูกทดสอบจะตอง
เลือกตัวเลือกที่เปนคําตอบที่ถูกตองที่สุดมาเพียงคําตอบเดียวโดยใสเครื่องหมาย  ลงใน  หนา
คําตอบที่ตองการ ดังตัวอยางที่ 6
                  ตัวอยางที่ 6
                         1. ชมรมดนตรีไทยกลัวชมรมอะไรมากที่สุด
                                 1. ชมรมยิงปน      2. ชมรมเทควันโด
                                3. ชมรมมวยปล้ํา  4. ชมรมจิ๊กซอ
                        2. นางพยาบาลกลัวใครมากที่สุด
                                  1. คนไข                    2. ผูอํานวยการ
                                  3. ตํารวจ                   4. หมอฟน
เครื่องมือในการวิจัย | 43




         ประเภทของแบบทดสอบ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2542) แบงไดแตกตางกันตามเกณฑ
ที่ใช
           1) แบงตามลักษณะทางจิตวิทยาที่ใชวัด แบงเปน 3 ประเภทไดแก
              1.1) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) เปนแบบทดสอบที่ใชวัดความรู
ความเขาใจตามพุทธิพิสัย (Cognitive domain) ซึ่งเกิดขึ้นจากการเรียนรู แบบทดสอบประเภทนี้แบง
ออกเปน 2 ชนิด คือ
                   1.1.1) แบบทดสอบที่ครูสรางเอง (Teacher –Made Test) เปนแบบทดสอบที่
สรางกันโดยทั่วไป เมื่อตองการใชก็สรางขึ้น ใชแลวก็เลิกกัน ถานาไปใชอีกก็ตองตัดแปลง ปรับปรุง
แกไข เพราะเปนแบบทดสอบที่สรางขึ้นใชเฉพาะครั้ง อาจยังไมมีการวิเคราะหหาคุณภาพ
                1.1.2) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เปนแบบทดสอบที่ไดมีการ
พัฒนาดวยการวิเคราะหทางสถิติมาแลวหลายครั้งหลายหน จนมีคุณภาพสมบูรณทั้งดานความตรง
ความเที่ยง ความยากงาย อานาจจาแนก ความเปนปรนัยและมีเกณฑปกติ(norm) ไวเปรียบเทียบ
ดวย รวมความแลวตองมีมาตรฐานทั้งดานการดาเนินการสอบและแปลผลคะแนนที่ได
           1.2) แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test) เปนแบบทดสอบที่ใชวัดสมรรถภาพ
ทางสมองของคนวา มีความรู ความสามารถมากนอ ยเพียงใด และมี ความสามารถทางดานใดเป น
พิเศษ แบบทดสอบประเภทนี้แบงออกเปน 2 ชนิด คือ
              1.2.1) แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Test) เปน
แบบทดสอบความถนัดที่ วัดความสามารถทางวิชาการวามี ความถนัดในวิชาอะไร ซึ่ ง จะแสดงถึง
ความสามารถในการเรียนตอแขนงวิชานั้น และจะสามารถเรียนไปไดมากนอยเพียงใด
              1.2.2) แบบทดสอบความถนัดพิเศษ (Specific Aptitude Test) เปนแบบทดสอบ
ที่ใชวัดความสามารถพิเศษของบุคคล เชน ความถนัดทางดนตรี ทางการแพทย ทางศิลปะ เปนตน ใช
สาหรับการแนะแนวการเลือกอาชีพ เชน แบบทดสอบวัดความถนัดทางศิลป (ญาณภัทร สีหะมงคล
www.ntc.ac.th/news/research/02/test.ppt)
เครื่องมือในการวิจัย   | 44



          จากตัวอยางแบบทดสอบความถนัดทางศิลปของฮอรนดังภาพ ภาพ A คือ โครงรางของภาพ
ที่ไดรับแจก โดยที่ผูถูกทดสอบจะวาดรูปอะไรก็ไดตามความรูสึกนึกคิดของตนเอง ตามแนวเสนที่กา
หนดไวให สวนภาพ B และ ภาพ C เปนตัวอยางภาพที่ผูถูกทดสอบวาดขึ้นเอง
              1.3) แบบทดสอบบุคคล – สังคม (Personal-Social Test) เปนแบบทดสอบที่ใชวัด
บุคลิกภาพและการปรับตัวเขากับสังคมของบุคคล
          2. ถาแบงตามรูปแบบของการถามการตอบ จะแบงเปน 2 ประเภท
             2.1 แบบวัดความเรียง (Essay Test) แบบนี้จะกาหนดคาถามใหผูตอบจะตองเรียบ
เรียงคาตอบเองการวัดความรูดวยคาถามแบบความเรียงหรือที่รูจักวา เปนแบบอัตนัย รูปแบบจะมี
เฉพาะตัวคาถามเทานั้น สวนคาตอบจะเวนที่วางหรือกาหนดกระดาษคาตอบใหไวเปนพิเศษ สาหรับ
ให ผูตอบเขียนคาตอบลงไปเองผูตอบมี อิ สระในการตอบคาถามแบบนี้จะมีป ญ หาในการตรวจให
คะแนนทั้ง ความเป นธรรมและความสะดวกรวดเร็ว ฉะนั้นจึงไมนิยมไปใชเปนเครื่องมือในการเก็ บ
รวบรวมขอมูล
                   แบบทดสอบอั ตนัย คือ แบบทดสอบที่ มีลั กษณะ ผู ตอบตอ งเขียนบรรยายตอบ
ผูตอบมีสิทธิจะเขียนตอบอยางเสรี อาจจะมีคาตอบถูกหลาย ๆ ทาง คาตอบของขอสอบขอเดียวกัน
อาจจะมีความแตกตางทั้งในดานคุณภาพและความถูกตอง แบบทดสอบอัตนัย แบงประเภทได ดังนี้
                   (1) แบบไมจํากัดตอบ (extended response) ขอสอบแบบอัตนัยแบบไมจากัดคา
ตอบนี้ใหอิสรเสรีแกนักเรียนอยางเต็มที่ ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและรวบรวมขอมูลเท็จจริง
ตางๆ มาใชในการสอน โดยทั่วไปขอสอบแบบนี้จะใหนักเรียนแสดงความสามารถ ซึ่งจาเปนตองอาศัย
การสังเคราะหและการประเมินผล ขอสอบนี้นับวามีคุณคาอยางยิ่งในการวัดกระบวนการทางสมองที่
สูงขึ้น ตัวอยาง เชน
                        - จงอธิบายทฤษฏีกําเนิดชนชาติไทยมา 1 ทฤษฏี
                        - จงยกตัวอยางงานวิจัยเชิงปฏิบัติการมา 1 งานวิจัยพรอมวิพากษวิธีการ
เก็บรวบรวมขอมูล
                (2) แบบจํากัดตอบ (restricted response) ขอสอบแบบนี้มักจะกําหนดขอบเขต
แบบฟอรมและ เนื้อที่เฉพาะใหนักเรียนไมมีอิสรเสรีในการตอบมากนัก แบบทดสอบนี้ใหตอบสั้นกวา
แบบแรก คาตอบอยูภายในขอบเขตที่กํ าหนดไวในวงจากัด โดยทั่วไปแลวจะกําหนดขอบขายและ
ความยาวในการตอบไวดวยตัวอยางเชน
เครื่องมือในการวิจัย   | 45



                       - จงอธิบายสาเหตุของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 มา 3 ประการ
                       - จงยกตัวอยางการกระทาที่แสดงถึงความรักชาติมา 5 ขอ
                (3) แบบอั ตนัยประยุก ต หรื อ เรี ยกทั่ วไปวา แบบ MEQ (Modified Essay
Question) เปนแบบทดสอบคาถามปลายเปด เสนอกรณีศึกษา ตามลาดับเหตุการณ และใหขอมูล
เปนตอนๆ แลวมีคาถามแทรกเปนระยะๆ ขอมูลนั้นเกี่ยวสัมพันธกับคาถามมากหรือนอย ผูตอบตอง
ตัดสินใจเลือกขอมูลมาสังเคราะหคาตอบ คาถามแตละขอเปนอิสระกัน ขอสอบแบบ MEQ กาหนดให
ผูสอบทาขอสอบโดยใชขอมูลเฉาพะหนานั้นๆ มิใหยอนกลับไปแกขอสอบที่ทาไปแลวหรือเปดไปดู
ขอมูลขางหนา
               แบบทดสอบ MEQ มีขอดี สามารถวัดความสามารถในกระบวนการแกปญหา มี
ความเป นปรนัยสูง มีป ระสิทธิภาพบนพื้นฐานของการปฏิบัติจริง วัดความสามารถในการกาหนด
ปญหาและวางแผนการจัดการปญหา เปดโอกาสใหไดตรวจสอบเจตคติ เหมาะการการสอนแบบเอา
ปญหาเปนตัวตั้ง และการสอนแบบบูรณาการ การใชแบบทดสอบ MEQ ในรูปแบบคอมพิวเตอรชวย
สอนจะสามารถชวยทั้งผูเรียนและผูสอนได
                 ตัวอยาง แบบทดสอบเสนอกรณีศึกษาพรอมทั้งคาถามบนจอภาพคอมพิวเตอรโดย
คอมพิวเตอรจะจับเวลาตามที่กําหนดไวในสวนบนของจอภาพ (พวงแกว ปุณยกนก, 2540 :363)


       เวลาเริ่ม 10.09.18      เวลาสําหรับขอนี้ 5.00 นาที      คะแนนขอนี้ 10 คะแนน
       เวลาขณะนี้ 10.10.17     เวลาคงเหลือ 4.00 นาที            คะแนนเต็ม 10 คะแนน

                                        สถานการณ

 คืนหนึ่งในเดือนเมษายน ที่ E.R. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณเวลา 4 ทุม ผูปวยชายไทย อาชีพกรรมกร
                       อายุ 50 ป ถูนาสงดวยเรื่อง ทองเดินจนเปนลม

คําถาม 1       การดูแลรักษาเบื้องตนที่ดีและถูกตองสาหรับผูปวยรายนี้คือ (5 คะแนน)
                                                           
คําถาม 2       สาเหตุการเปนลมในผูปวยรายนีเ้ กิดจากอะไรบาง (5 คะแนน)
เครื่องมือในการวิจัย   | 46



           ขอดีและขอเสียแบบทดสอบแบบอัตนัย
                    ขอดี                                            ขอเสีย
ใชทดสอบเกี่ยวกับความสามารถในการวิเคราะห      การตรวจ ใหคะแนนมักจะเปนจุดออนของ
ของผูเรียนได                                 ขอสอบแบบนีผูตรวจที่ไมไดรับการฝก มักให
                                                              ้
                                               คะแนนโดยอิงตนเองเปนหลัก
สงผลกระทบตอผูเรียน ผูสอนและหลักสูตรใน
                                              บางครังผูตอบที่ชางอานจะไดคะแนนสูง ทั้งทีมี
                                                      ้                                    ่
ภายหลัง นั้นคือชวยใหผูเรียนเกิดความสามารถใน ความรูในเรื่องนั้นไมมากนัก
ระดับทีสูงกวาความจา
       ่
ผูสอบแสดงความสามารถในการเขียน การ             ผูตอบที่เขียนยาวๆ หรือทองจามากอาจจะได
รวบรวมความคิดและนาเสนอในรูปภาษาเขียนได คะแนนสูง
ทดสอบไดหลายเนื้อหาและหลายจุดมุงหมายใน จานวนขอสอบไมมากนักอาจจะไมครอบคลุม
เวลาเดียวกัน                                   ประเด็นยอยๆ ทั้งหมด

                2.2 แบบทดสอบสั้ นและเลือกตอบ (Short Answer and Multiple Choice
Test) หรื อที่ รู จัก กันทั่วไปคือ แบบปรนัย (Objective Test) แบบนี้จ ะกํ าหนดคําถามให และ
กําหนดใหตอบสั้นๆ หรือกําหนดคาตอบมาใหเลือก ผูตอบจะตองเลือกตอบตามนั้น แบงเปน
                 1) แบบถูก – ผิด (True – False Item) กําหนดขอความมาใหและใหตอบวา ถูก
หรือ ผิด ใช หรือ ไมใช จริง หรือ ไมจริง อยางใดอยางหนึ่ง
                   - แบบขอความเดียวรูปแบบที่พบกันทั่วไป คือ กําหนดขอ ความที่ สมบูร ณมาให
ผูตอบจะตองตอบวา ถูก หรือ ผิด เชน
                        ….ประเทศไทยไมนับรวมจังหวัดนราธิวาส
                       ….การศึกษาของไทยมีการปฏิรูปการศึกษา มาแลว 3ครั้ง
                 - แบบสองขอความสัมพันธกัน รูปแบบนี้กําหนดขอความมาให สองขอความ การ
ตอบถาขอความทั้งสองสัมพันธกันตามหลักวิชาการใหตอบถูก ถาไมสัมพันธใหตอบผิด เชน
                        …… แมน้ําปง นครสวรรค
                        …..แมนาแคว เชียงใหม
                        …. แมนาเจาพระยา กาญจนบุรี
เครื่องมือในการวิจัย   | 47



              - แบบขอความหลักตามหลังดวยขอความยอย รูปแบบนี้ตัวคาถามเปนขอความ
หลักและตัวคาตอบเป นขอความยอย แตละขอความหลักจะมีหลายขอความยอย ที่มีทั่ งถูกละ ผิ ด
คละกัน เชน ตัวอยาง จังหวัดเชียงราย
                         …..อยูเหนือสุดของประเทศ
                         …..มีพื้นที่สวนหนึ่งติดกับทะเล
                    2) แบบเลือ กตอบ(Multiple Choice Item) รู ป แบบทั่ วไปของแบบวัดชนิด
เลื อกตอบจะมี ตัวคาถามซึ่ งเขียนเปนประโยคสมบูร ณและมีตัวเลือ กตอบ กาหนดไวให เลื อกตอบ
อาจจะมี 3 4 5 หรือ 6 ตัวเลือกในสวนที่เปนตัวเลือกตอบประกอบดวยตัวถูกและตัวลวง คาถามแบบ
เลือกตอบมีหลายชนิด
                    - แบบตัว เลื อ กตอบถูก ตั วเดียว แบบนี้ ตัวเลื อ กตอบตอ งมี ตัวถู ก เพี ยงตัวเดีย ว
นอกนั้นเปนตัวลวง
                           อําเภอหลังสวนอยูในจังหวัดใด
                                  ก นครราชสีมา                 ข สุราษฎรธานี
                                  ค ชุมพร                 ง ระนอง
                    - แบบตัวเลือกตอบถูกมากทีสุด แบบนี้ตัวเลือกจะถูกทุกขอ แตมีเพียงตัวเดียวที่ถูก
                                            ่
ที่สุด
                           ทําไม ปจจุบันสัตวปาจึงมีจานวนนอยกวา 50 ปที่แลว
                                    ก สัตวปาเกิดนอย               ข ปาไมถูกทําลายไปมาก
                                  ค คนนิยมกินสัตวปามากขึ้น       ง มีคนเพิ่มมากขึ้น
                    - แบบใหเลือกตัวเลือกผิด รูปแบบนี้ตรงกันขามกับแบบแรก
                           ในขอตอไปนี้ อะไรไมใชกระบวนการของการวิจัย
                                   ก เครื่องมือ            ข กลุมตัวอยาง
                                    ค ชื่อเรื่อง               ง นักวิจัย
เครื่องมือในการวิจัย   | 48



                 - แบบเปรียบเทียบ รูปแบบตัวคําถามจะบอกสิ่งของสองสิงเปรียบเทียบกัน ใหเห็น
                                                                  ่
ความสัมพันธโดยใชเกณฑอยางใดอยางหนึ่ง เชน
                          มะมวงสัมพันธกับดก ปลาสัมพันธกับอะไร (มะมวง:ดก ปลา:?)
                                  ก เยอะ                  ข ชุก
                                ค ชุม                 ง หลาย
               3) แบบใหตอบสั้น (Short Answer Item) เปนแบบที่ผูตอบตองคิดหาคําตอบเอง แต
จากัดคาตอบเพียงสั้นๆ เทานั้น มี 3 รูปแบบ คือ
               - แบบขอคําถามสมบูรณ (Completion Item) รูปแบบการถามจะใชประโยคที่ มี
เนื้อหาสมบูรณ แตใหตอบสั้นๆ เพียงคาตอบเดียว เชน
                        มุมในสี่เหลี่ยมรวมกันเปนกี่องศา ........
               - แบบขอความไมสมบูรณ (Incomplete Statement) รูปแบบการถามจะใชประโยค
ที่เปนขอความไมสมบูรณ เมื่อเติมคาหรือวลีลงไปจะทาใหประโยคสมบูรณ เชน
                         มุมในสี่เหลี่ยมรวมกันเปน ........ องศา
              - แบบเติมคาที่มีความสัมพันธ รูปแบบการถามจะตั้งคาถามดวยประโยคหลักแลวตาม
ดวยหรือขอความยอยๆ เวนวางไวใหหาคาตอบเติม คาตอบที่จะเติมจะตองสัมพันธเกี่ยวของกับคํา
หรือขอความยอยนั้นๆ
              4) แบบจับคู (Matching Test) เปนแบบทดสอบที่มีลักษณะการนําเสนอดวยคําวลี
หรื อขอความ 2 ส วนเพื่ อจั บคูกั น สวนที่ 1 คือ คาถามที่ มีลั กษณะเปนคําถามหรื อขอความซึ่ งเป น
มโนทัศนเขียนเรียงเปนแนวตั้ง 1 แถว สวนที่ 2 คือ คาตอบซึ่งเปนคําถามหรือขอความที่สัมพันธหรือ
เกี่ยวของกับปญหา เขียนเรียงเปนแนวตั้งอีกแถว โดยทั่วไปจานวนขอของคําตอบจะมีมากกวาคําถาม
               การสรางแบบทดสอบแบบจับคูใหมีคุณภาพ มีหลักการดังนี้
               (1) ควรเลือกขอความในหัวขอหรือเนื้อหาเดียวกันมาสรางแบบทดสอบ
             (2) ขอความมีความยาวใกลเคียงกัน โดยทั่วไปจะใชขอความที่ยาวกวาเปนชุดของคา
ถาม สวนขอความที่สั้นกวาจะเปนชุดของคาตอบ
             (3) ตองมีจานวนขอความที่เปนคาตอบมากกวาขอความที่เปนคาถาม
               (4) ขอ ความที่ เปนคาถามและคาตอบจะตองสั้น กะทัดรัด มี ความชัดเจน และเป น
สาระสําคัญ
เครื่องมือในการวิจัย   | 49



                ตัวอยางแบบทดสอบแบบจับคู
                คําชี้แจง จงเลือกคําจากรายการทางขวามือที่มีความสัมพันธกันมากที่สุดกับขอความ
ทางซายมือ แลวนาตัวอักษรหนาคําทางขวามือเขียนลงในชองวางทางซายมือที่มีความสัมพันธกัน
       ……. 1. มีความยาวเทากันทั้งสี่ดานและมุมเปนมุมฉาก     ก. รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
        ……. 2. มีความยาวเทากันทั้งสี่ดานและมุมไมเปนมุมฉาก ข. รูปสี่เหลี่ยมผืนผา
        ……. 3. มีดานตรงขามยาวเทากันสองคูและมุมเปนมุมฉาก ค. รูปสี่เหลี่ยมคางหมู
        ……. 4. มีดานประชิดยาวเทากันสองคูและมุมไมเปนมุมฉาก ง. รูปสี่เหลี่ยมรูปวาว
        ……. 5. มีดานตรงขามขนานกันสองคูและมุมไมเปนมุมฉาก จ. รูปสี่เหลี่ยมดานขนาน
                                                               ฉ. รูปสี่เหลี่ยมขนมเปยกปูน
                3) แบงตามลักษณะของการตอบ จะแบงเปน 3 ประเภท
                   3.1) แบบทดสอบปฏิบัติ (Performance Test) เป นแบบทดสอบดวยการให
ปฏิบัติทาจริงๆ เชน การแสงดละคร การชางฝมือ การพิมพดีด การทดลอง เปนตน
                   3.2) การทดสอบเขียนตอบ (Paper-pencil Test) เปนแบบทดสอบที่ใชกันทั่วไป
ซึ่งใชกระดาษ
                   3.3) แบบทดสอบปากเปลา (Oral Test) เปนการทดสอบที่ใหผูตอบพูดแทนการ
เขียนมักจะเปนการพูดคุยกันระหวางผูถามกับผูตอบ เชน การสอบสัมภาษณ การสอบวิทยานิพนธ
ของบางสถาบัน
              4) แบงตามเวลาที่กําหนดใหตอบ จะแบงเปน 2 ประเภท ไดแก
                4.1) แบบทดสอบที่ใชความเร็ว (Speed Test) เปนแบบทดสอบที่กาหนดเวลาให
จากัด ตองตอบภายในเวลานั้น มักจะมีจานวนขอคาถามมากๆ แตใหเวลานอยๆ
                 4.2) แบบทดสอบใหเวลามาก (Power Test) เปนแบบทดสอบที่ไมกาหนดเวลา
ใหเวลาตอบอยางเต็มที่ ผูตอบจะใชเวลาตอบเทาใดก็ได เสร็จแลวเปนเลิกกัน
             5) แบงตามลักษณะเกณฑที่ใชวัด จะแบงเปน 2 ประเภท ไดแก
                5.1) แบบทดลองอิงเกณฑ (Criterion-Referenced Test) เปนแบบทดสอบที่
สอบวัดตามจุดประสงคของการเรียนรู หรือ ตามเกณฑภายนอก ซึ่งเปนเนื้อหาของวิชาการเปนหลัก
                5.2) แบบทดสอบอิ ง กลุ ม (Norm-Referenced Test) เป นแบบทดสอบที่
เปรียบเทียบผลระหวางกลุมที่สอบดวยกัน
เครื่องมือในการวิจัย   | 50



              แบบวัดอิงกลุมหรืออิงเกณฑ การวัดความรูตองกําหนดวัตถุประสงคของการวัดวา
ตองการแปลความหมายของผลการวัดเปนแบบอิงเกณฑหรืออิงกลุม ถาตองการแปลเปนแบบอิงกลุม
ลักษณะขอสอบหรือขอคําถามที่สรางตองเปนเนื้อหาองคความรูในเรื่องนั้นแบบทั่วๆ ไป ขอคําถาม
ที่ตั้งขั้นตองมีความยากงายพอเหมาะกับกลุมที่ตองการใหตอบ เพราะวาตองการนําผลการวัดของแต
ละคนเปรียบเที ยบกันขอคาถามแบบนี้เมื่อ เลื อกรวมเปนแบบวัด เรี ยกวา แบบวัดอิงกลุม และถา
ตองการนําผลการวัดไปเทียบกับมาตรฐานหรือวัตถุประสงความีความรูอยูในระดับที่ยอมรับไดมาก
นอ ยเพี ยงใด โดยการกําหนดจุ ดตัดของคะแนนที่ตอ งทํ าไดส าหรั บ ใชเ ปนเกณฑ ในการตัดสิน ขอ
คําถามในลักษณะนี้เ มือเลื อกรวมเป นแบบวัดเรียกวา แบบวัดอิงเกณฑ และดินสอหรือปากกาเป น
อุปกรณชวยตอบ ผูตอบตองเขียนตอบทั้งหมด


                   แบบอิงกลุม                                        แบบอิงเกณฑ
มีการจําแนกผูเ รียนออกจากกันได                   มีการจําแนกผูเ รียนออกจากเกณฑหรือมาตรฐานได
เหมาะที่จะใชในการทดสอบหลังเรียน                   เหมาะที่จะใชกับการทดสอบระหวางเรียน
ใหคําตอบวาในกลุมนี้ใครเกงกวากัน               ใหคําตอบวากลุมนี้มีคนกี่คนทีผานเกณฑ
                                                                                ่
เหมาะกับการประเมินสรุป                             เหมาะกับการประเมินความรอบรู
การสรุปผลขึ้นอยูกับกลุมและลักษณะของกลุม
                                                 การสรุปผลขึ้นอยูกับเกณฑและความชัดเจนของ
                                                   เกณฑ

        4.3 การสรางแบบทดสอบ
           หลักการสรางขอสอบที่ดี สรุปไดดังนี้
                1) ขอสอบแบบอัตนัย ควรเป นขอ สอบที่ มีคําถามที่ก ะทั ดรั ดชัดเจนแตอ ยาให สั้ น
จนเกินไปเพราะคาถามที่สั้นเกินไปจะทาใหผูอานตีความไปไดหลายประเด็น จนยากที่จะจับจุดที่ถาม
ได และเพื่อใหครูผูสอนตรวจคําตอบใหคะแนนไดอยางถูกตอง ขอสอบแบบอัตนัยอาจอธิบายแนวทาง
ที่ตองการคําตอบไวจะทําให นักเรียนตอบไดตรงแนวทางยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ครูควรทําเฉลยและเกณฑ
การใหคะแนนไวลวงหนา เกณฑการใหคะแนน หมายถึง แนวทางในการใหคะแนนที่สามารถแยกแยะ
ระดับตางๆ ของความสําเร็จในการเรียนหรือการปฏิบัติ มีความรูอะไร และสามารถทําอะไรได เชน
ตัวอยาง เกณฑการใหคะแนน ในการตรวจโจทยปญหาคณิตศาสตร
เครื่องมือในการวิจัย   | 51



                5 คะแนน สําหรับวิธีการทําที่อธิบายไดชัดเจนในเนื้อหานั้นๆ และคําตอบที่ถูกตอ ง
สมบูรณ
                4 คะแนน สําหรับวิธีการทําในเนื้อหานั้นๆ และคําตอบที่ถูกตองสมบูรณ
                3 คะแนน สําหรับวิธีการทําในเนื้อหานั้นๆ และคําตอบที่เกือบถูกตองสมบูรณ
              2 คะแนน สําหรับวิธีการทําในเนื้อหานั้นๆ ไดถูกตองเพียงครึ่งเดียวหรือแสดงวิธีทาถูก
แตคําตอบผิด หรือไมชัดเจนวาหาคําตอบมาไดอยางไร
                1 คะแนน สําหรับการทําถูกไมถึงครึ่งหนึ่ง และขาดเหตุผลในการคิด
                0 คะแนน สําหรับการแสดงวิธีทําผิดทั้งขอ และคาตอบผิด
                2) ข อสอบแบบเลื อกตอบ คํา ถามควรยึดหลั ก คําถามชัดเจนเขาใจง าย แตล ะ
ขอความถามเพียงเรื่องเดียว หลีกเลี่ยงคําถามประโยคปฏิเสธ หรือปฏิเสธซอนปฏิเสธ ถาเปนปฏิเสธ
ใหเนนขอความปฏิเสธหลีกเลี่ยงการใชคําถาม วลี หรือเหมือนหนังสือเรียน และไมไปแนะคําตอบใน
ขออื่นตัวเลือกควรยึดหลัก สอดคลองกับคําถาม ตัวเลือกที่ผิดหรือตัวลวงจะตองผิดอยางมีเหตุผล ถา
ตัวเลื อกเปนตัวเลขควรเรี ยงจากนอ ยไปมาก หรือ มากไปนอย ไม มีลั กษณะแนะคําตอบ และควร
หลีกเลี่ยงใชตัวเลือกวา “ถูกทั้งขอ ก และ ข ” หรือ “ถูกทุกขอ” หรือ “ไมมีขอถูก”


      4.4 การหาคุณภาพของแบบทดสอบ สรุปพอสังเขปดังนี้
           1) ความเที่ยงตรง (Validity) เปนคุณภาพของแบบทดสอบที่หมายถึง แบบทดสอบที่
สามารถวั ด ได ต รงตามลั ก ษณะหรื อ จุ ดประสงคที่ ตอ งการจะวั ด ซึ่ ง เป น คุ ณสมบั ติ ที่ ส าคั ญ ของ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ความถนัด เจตคติ จริยธรรม บุคลิกภาพ และอื่นๆ แบบทดสอบทุกฉบับ
จะตองมีคุณภาพดวยความเที่ยงตรงจึง จะเชื่อไดวาเปนแบบทดสอบที่ดี และผลที่ไดจากการวัดจะ
ถูกตองตรงตามที่ตองการ
           ความเที่ยงตรงในการวัดจําแนกตามคุณลักษณะหรือจุดประสงคที่ตองการวัดแบงไดเปน
(Jack R. Fraenkel and Norman E.Wallen, 2006: 151)
              (1) ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง วัดไดตรงตามเนื้อหา
ที่ตองการวัด
                 (2) ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ (Criterion – Related Validity) หมายถึง ผลการ
วัดไดสัมพันธกับเกณฑที่ตองการ มี 2 ลักษณะ
เครื่องมือในการวิจัย   | 52



       ความเที่ ยงตรงเชิง สภาพ ใชก ารประเมิน เชน ความสามารถทางทฤษฎีและปฏิบัติ ตอ ง
สอดคลองกัน มีลักษณะวัดเวลาเดียวกัน (x และ y เวลาเดียวกัน) หรือ การที่ผูวิจัยประเมินใชขอสอบ
ประเมิน กับการที่คนที่รูจักประเมิน ไดผลประเมินตรงกัน แสดงวาตรงตามสภาพ
       ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ ใชการประเมิน เชน ความสามารถแต มีลักษณะวัดเวลาตางกัน
โดยวัดปจจุบัน และวัดในอนาคต (x และ y เวลาตางกัน)
               (3) ความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (Construct Validity) หมายถึง วัดไดตรงตาม
ลักษณะหรือตามทฤษฏี ครอบคลุมตามคุณลักษณะของโครงสรางของเครื่องมือมาตรฐาน
          2) ดัชนีความยากของขอสอบหรือดัชนีคาความงายของขอสอบ เปนดัชนีที่แสดงถึงระดับ
ความยากงายของขอสอบซึ่งสามารถหาได ทั้งขอสอบแบบปรนัย และแบบอัตนัย
           3) ดัช นีคา อํา นาจจํา แนก สํ าหรั บอํ านาจจํ าแนกของขอสอบอิ งเกณฑ นั้นจะเปนคา
อํานาจจําแนกระหวางกลุมที่ยังไมไดรับการเรียนรูหรือกลุมที่ยังไมรู (Nonmaster) กับกลุมที่ไดรับ
การเรียนรู แลวหรือที่รูแลว (Master) คาอํานาจจําแนกของขอสอบอิงเกณฑที่เชนเดียวกับขอสอบอิง
กลุมคือมีคาอํานาจจําแนกอยูระหวาง -1 ถึง +1
         4) ความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ หมายถึง ความคงที่ของคะแนนที่ได
จากการสอบนักเรียนคนเดียวกันหลายครังในแบบทดสอบชุดเดิม ซึ่งก็คือคุณสมบัติของแบบทดสอบที่
                                    ้
สามารถให ค ะแนนแก ผู ส อบได อ ย างคงที่ แน นอนหรื อ พู ดง าย ๆ คือ วัด กี่ ครั้ ง ก็ ได ค าตอบที่ ค งที่
เหมือนเดิม คาความเชื่อมั่น จะมีคาอยูระหวาง -1 ถึง +1
           5) ความเปนปรนัย (Objectivity) ของแบบทดสอบ หมายถึง ผลของการสอบชุด
ขอ สอบนั้น ๆ สะท อนถึงความสามารถของผูเ รี ยน อยางแท จ ริง ไม ไดมีอิ ท ธิพ ลของผู สอนเขามา
เกี่ยวของ ความเปนปรนัย ไดแก - ความเปนปรนัยในการถาม หรือ ความชัดเจนในการถาม คือ อาน
แลวเขาใจตรงกัน ไมตองการ การตีความ เพิ่มเติม - ความเปนปรนัยในการใหคะแนน หรือ ความ
ชัดเจนในการใหคะแนน หมายถึง ตรวจแลวใหคะแนนตรงกัน ไมวาผูตรวจจะเปนใคร
               - ความเปนปรนัยในการแปลผลหรือชัดเจนในการแปลผล หมายถึงแปลผลไดตรงตาม
สภาพที่เปนจริงของสภาพผูทาการทดสอบ
           6) ความสะดวกใช (Usability) หมายถึง ความสามารถในการนําเครื่องมือ ไปใชใน
สถานการณที่ตองการไดดี
เครื่องมือในการวิจัย   | 53



                                         บรรณานุกรม


กรแกว จันทภาษา, 2550. การสังเกต. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก
       http://home.kku.ac.th/korcha/obshtml.
กิติพัฒน นนทปทมะดุลย. (2554). เครื่องมือในการเก็บขอมูลวิจัยเชิงคุณภาพและการสนทนา
         กลุม (Focus Group Study). สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555 จาก
       http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=896
โครงการฮักชุมชนอําเภอสันกาแพง. (2554). หลักการสรางแบบสอบถาม. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม
       2555, จาก http://hugchumchon.files.wordpress.com/2010/04/e0b8abe0b8 a5e
        0b8b1e0b881e0b881e0b8b2e0b8a3e0b8aae0b8a3e0b989e0b8b2e0b887e0b
        981e0b89ae0b89ae0b8aae0b8ade0b89ae0b896e0b8b2e0b8a1.pdf
ญาณภัทร สีหะมงคล.(2550). แวววิชาชีพ. วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา สืบคนเมื่อ 4 กรกฎาคม
      2555, จาก http://www.ntc.ac.th/news/research/researh.html
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2542). เทคนิคการสรางเครื่องมือรวบรวมขอมูลสาหรับการวิจัย. พิมพ
       ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : เจริญดีการพิมพ.
พวงแกว ปุณยกนก. (2540). แบบและเครื่องมือการวิจัยทางการศึกษา : แบบหนึ่งของเครื่องมือ
        วิจัย:แบบสอบเอ็มอีคิว. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
พวงรัตน ทวีรัตน. (2540). วิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตรและสังคมศาสตร. มหาวิทยาลัยศรีนครินท
        รวิโรฒ. (หนา 109-111)
มาเรียม นิลพันธุ. (2553). วิธีวิจัยทางการศึกษา. มหาวิทยาลัยศิลปากร. (หนา 157)
ไมปรากฏชื่อผูแตง (ม.ป.ป.). การสรางเครื่องมือวิจัย. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก
       http://e- book.ram.edu/e-book/m/MR393/chapter7.pdf
วิกร ตันทวุฑโดม. (ม.ป.ป.). เครื่องมือในการวิจัย. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก
        http://www.bpcd.net/new_subject/library/research/document/sopida/
        research/ku/develop/05.pdf
เครื่องมือในการวิจัย   | 54



                                    บรรณานุกรม (ตอ)


ศูนยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อการ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). เครื่องมือ
        ที่ใชในการวิจัย. สืบคนเมื่อ 4 กรกฎาคม 2555, จาก http://ict.moph.go.th/km-
        moph/document/ResearchInstruments.pdf
สุภางค จันทรวานิช. (2546). การวิเคราะหขอมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ.
         จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
สุมิตร สุวรรณ. (ม.ป.ป.). การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555,
         จาก http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=900
องอาจ นัยพัฒน. (2549). วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตรและ
      สังคมศาสตร. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (หนา 168-173)
อวยพร เรืองตระกูล. (ม.ป.ป.). เทคนิคการสรางเครื่องมือในการวิจัย. เอกสารประกอบ
      คําบรรยาย. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
อุทุมพร จามรมาน. (2544). แบบสอบถาม: การสรางและการใช. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ:
        ฟนนี่พลับบิชชิ่งจํากัด.
อดุลยเดช ไศลบาท. (ม.ป.ป.). เครื่องมือวิจัย. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก
        http://icoh.anamai.moph.go.th/thai/files/KM/2554/05/ppt/08.pdf
Jack R. Fraenkel and Norman E.Wallen (2006). How to Design and Evaluate
       Research in Education. (6TH).New Nork: Mc Graw-Hill.
เครื่องมือในการวิจัย | 55




เครืองมือและการสรางเครืองมือทีใชในการวิจัย
    ่                   ่      ่

                          เสนอ
           ผูชวยศาสตราจารย ดร.ดิเรก ธีระภูธร



                           โดย
          นายฉัตรกุล สิงหบุราณ           53031414
          นายชานันท ประภา                53031421
          นางสาวชไมพร ศรีสุราช            55030248
          นางสาววณิชชา แมนยํา            55030286
          นางสาววิลาวัลย สมยาโรน         55030293
          นายศรัณยู หมื่นเดช              55030309



           หลักสูตรปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต
          สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
                   มหาวิทยาลัยนเรศวร
เครื่องมือในการวิจัย   | 56



                                              คํานํา

          เอกสาร ฉบับนี้ ไดรวบรวมและเรียบเรียงขึ้น จากเอกสาร ตํารา งานวิจัย โดยนิสิตปริญญา
เอก สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ปการศึกษา 2555 ประกอบการเรียนรายวิชา 392611
วิจัยทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาขั้นสูง มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เครื่องมือและการสรางเครื่องมือที่ใช
ในการวิจัย เพื่อใหผอาน เกิดความรู ความเขาใจ และสามารถเลือกใชเครื่องมือใหเหมาะสมกับ
                     ู
งานวิจัยได หวังวา เอกสารฉบับนี้ จะเปนประโยชนทางการศึกษา แกผูที่สนใจ ประกอบการศึกษา
เพิ่มเติม หรือคนควาอางอิงไดไมมากก็นอย


                                                                       คณะผูจัดทํา
                                                                     6 กรกฎาคม 2555
เครื่องมือในการวิจัย   | 57



                                  สารบัญ

เรื่อง                                                     หนา

คํานํา                                                         ก
ความหมายของเครื่องมือในการวิจัย                                1
ประเภทของเครื่องมือในการวิจัย                                  2
       แบบสอบถาม                                               4
       แบบสัมภาษณ                                            13
       แบบสังเกต                                              29
       แบบทดสอบ                                               40
บรรณานุกรม                                                    53

02 เครื่องมือในการวิจัย

  • 1.
    เครื่องมือในการวิจัย |1 เครื่องมือในการวิจัย ความหมายของเครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือวิจัย (ชมรมชีวอนามัยเพื่อความปลอดภัย มสธ., ม.ป.ป.) หมายถึง เปนอุปกรณ หรือเทคนิคที่นักวิจัยใชในการเก็บรวบรวมขอมูลหรือวัดตัวแปรที่ตองการศึกษา เชนแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ (นายศรัณยู หมื่นเดชและนายชานันท ประภา) เครื่องมือที่ใชในการวิจัย (มาเรียม นิลพันธุ, 2553 หนา 157) คือสิ่ง/อุปกรณ ที่ผูวิจัยสราง ขึ้นมา เพื่ อรวบรวมขอ มูล หรื อ ใชเ ปนสิ่ง วัดตัวแปร เพื่ อใหไดมาซึ่ง ขึ้นมู ล โดยผูวิจัยควรเลื อกใช เครื่องมือใหเหมาะสมกับตัวแปรที่ตองการวัด หรือ ตรงกับวัตถุประสงคของการวิจัย และตองเปน เครื่องมือที่มีคุณภาพ (นางสาววณิชชา แมนยํา) เครื่องมือการวิจัย (อดุลเดช ไศลบาท. 2555 : ออนไลน) หมายถึง เครื่องมือ อุปกรณ หรือสิ่ง ที่ใชเปนสื่อสําหรับนักวิจัย ใชในการรวบรวมขอมูลตามตัวแปรในการวิจัยที่กําหนดไว ขอมูลดังกลาว อาจเปนไดทั้งขอมูลเชิงปริมาณ และขอมูลเชิงคุณภาพเครื่องมือการวิจัย นับเปนสวนหนึ่งของการวิจัย ทุกชนิด ไมวาจะเปนการศึกษาเฉพาะกรณี การวิจัยเชิงสํารวจ การวิจัยเชิงทดลอง (นางสาววิลาวัลย สมยาโรน) เครื่องมือที่ใชในการวิจัย (Research Instruments) (มาลัยทิพย อมตฉายา, ม.ป.ป.) เปน สิ่งที่ผูวิจัยนํามาใชใหไดมา ซึ่งขอมูล (Data) เพื่อนําไปวิเคราะหแลวสรุปออกมาเปนผลของการวิจัย (นางสาววิลาวัลย สมยาโรน) เครื่องมือวิจัย (มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ม.ป.ป.) หมายถึง สิ่งที่ใชสําหรับวัดคาของตัวแปร การวิจัย หรือใชสําหรับเก็บรวบรวมขอมูลของตัวแปรการวิจัยทุกตัวแปรของปญหาการวิจัยที่ผูวิจัย กําลังทําการวิจัยเพื่อหาคําตอบ เครื่องมือวิจัยมีหลายประเภท เชน แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบ สัมภาษณ และแบบสังเกต เปนตน (นายศรัณยู หมื่นเดช) กลาวโดยสรุป เครื่องมือในการวิจัย หมายถึง สิ่งที่นํามาใชในการรวมรวบขอมูล หรือวัดตัว แปรในการวิจัย เพื่อนําไปวิเคราะหแลวสรุปผลการวิจัยตอไป
  • 2.
    เครื่องมือในการวิจัย |2 ประเภทของเครื่องมือในการวิจัย วิกร ตันทวุฑโดม (ม.ป.ป.) เครื่องมือในการวิจัย อาจจําแนกไดเปนสองประเภทไดแก 1. เครื่องมือในการดําเนินการวิจัย คือ ชิ้นงานหรือสิ่งประดิษฐที่พัฒนาขึ้นและยังครอบคลุม ถึงรูปแบบหรือแบบจําลองที่พัฒนาขึ้น 2. เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เปนเครื่องมือที่ใชในการวัดตัวแปรตาง ๆ (นางสาวชไมพร ศรีสุราช) พวงรัตน ทวีรัตน (2540) กลาววา ในการเก็บรวบรวมขอมูลเพือการวิจัยนั้น จะใชเครื่องมือ ่ ชนิดใด ยอมขึ้นอยูกับลักษณะของเรื่องที่จะวิจัยวาเปนแบบใด ตองการขอมูลชนิดใด เพราะขอมูลที่ใช ในการวิจั ย มี อ ยูห ลายลั ก ษณะดัง กล าวแล ว และเครื่ อ งมื อ ที่ ใชในการเก็ บ รวบรวมขอ มู ล ก็ แบ ง ออกเปนหลายชนิด แตละชนิดของเครื่องมือก็เหมาะกับขอมูลแตลักษณะ ซึ่ ง เครื่ อ งมื อ วิ จั ยทาง สังคมศาสตร นั้นมีอยูหลายชนิด แตที่นิยมใชมีอยู 5 ชนิด คือ 1. แบบทดสอบ 2. แบบสอบถาม 3. แบบสัมภาษณ 4. มาตราวัดทัศนคติ 5. แบบสังเกต (นางสาววณิชชา แมนยํา) ประเภทของเครื่องมือในงานวิจัย (มาเรียม นิลพันธุ, 2553 หนา 157) ในการวิจัยทาง การศึกษาดานหลักสูตรการเรียนการสอนและการนิเทศ มีเครื่องมือ สําคัญ ที่นิยมใชในงานวิจัย คือ 1. แบบสอบถาม 2. แบบทดสอบ 3. แบบสัมภาษณ 4. แบบสังเกต 5. ประเด็นสนทนากลุม อดุลเดช ไศลบาท (2555) ไดแบงประเภทเครื่องมือของการวิจัยไว ดังนี้ 1. เครื่องมือในการทดลอง มักเปนอุปกรณทางวิทยาศาสตรที่มีคุณภาพไดมาตรฐาน 2. เครื่องมือในการรวบรวมขอมูล ไดแก - แบบสอบถาม
  • 3.
    เครื่องมือในการวิจัย |3 - แบบสัมภาษณ - แบบทดสอบ/แบบวัดความรู - แบบบันทึกขอมูล/แบบบันทึกการสังเกต - แบบตรวจสอบ/บันทึกรายการ ชมรมอาชีวอนามั ยเพื่ อ ความปลอดภัย มสธ. (ม.ป.ป.) กล าววา เครื่ อ งมื อ วิจั ยทางดาน สรีรวิทยา และเครื่องมือทางวิทยาศาสตรอื่น ๆ แบงไดเปน 3 ลักษณะ 1. เครื่อ งมือ วัดทางดานกายภาพ เชน เครื่อ งมือ วัดแสง เสียง ฝุนในอากาศ อุณหภูมิ ความดันโลหิต น้ําหนัก สวนสูง 2. เครื่องมือวัดทางเคมี เชน เครื่องมือในการตรวจเลือดหาระดับน้ําตาล แอลกอฮอล หรือสวนประกอบอื่นๆ 3. เครื่องมือวัดทางจุลชีวะ เชน เครื่องมือตรวจวัดแบคทีเรียในเลือด ปสสาวะ การเพราะ เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส มาลัยทิพ ย อมตฉายา (ม.ป.ป.) กล าววา การวิจัยในทางสัง คมศาสตร แบง ลัก ษณะของ เครื่องมือที่ใชในการวิจัยเปน 4 แบบ ดังนี้ 1.แบบทดสอบ Test 2.แบบสัมภาษณ Interview Form 3.แบบสังเกต Observation Form 4.แบบสอบถาม Questionnaire (นางสาววิลาวัลย สมยาโรน) สรุป ประเภทของเครื่องมือในการวิจัยทางสังคมศาสตร ที่เนนวิจัยทางการศึกษา แบงเปน 2 ประเภทหลัก ไดแก 1. เครื่องมือที่ใชในการดําเนินงานวิจัย เชน E-book, CAI, WBI, WBT, ฯลฯ 2. เครื่อ งมื อที่ใชในการรวบรวมขอ มูล เชน แบบสอบถาม แบบสัม ภาษณ แบบสัง เกต แบบทดสอบ
  • 4.
    เครื่องมือในการวิจัย |4 ในที่นี้ ผูจัดทําขอนําเสนอเครื่องมือที่ใชในการรวบรวมขอมูล แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ แบบสังเกต และแบบทดสอบ ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1. แบบสอบถาม (นางสาววิลาวัลย สมยาโรน) 1.1 ความหมาย อวยพร เรื อ งตระกู ล ม.ป.ป ได นิ ย ามคํ า ว า แบบสอบถามไว ดั ง นี้ แบบสอบถาม (questionnaire) คือ ขอเท็จจริง ความรูสึกความคิดเห็น เชนเดียวกันกับ (อุทุมพร จามรมาน. 2544) ทีกลาววา แบบสอบถาม หมายถึง รูปแบบของคําถามเปนชุดๆ ที่ไดถูกรวบรวมไวอยางมีหลักเกณฑ และเปนระบบ เพื่อใชวัดสิ่งที่ผูวิจัยตองการจะวัดจากกลุมตัวอยางหรือประชากรเปาหมายใหไดมาซึ่ง ขอเท็จจริงทั้ งในอดีต ปจ จุบันและการคาดคะเนเหตุก ารณในอนาคต แบบสอบถามประกอบดวย รายการคําถามที่สรางอยางประณีต เพื่อรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นหรือขอเท็จจริง โดยสงให กลุมตัวอยางตามความสมัครใจ การใชแบบสอบถามเปนเครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูลนั้น การ สร า งคํ า ถามเป น งานที่ สํ า คั ญ สํ าหรั บ ผู วิ จั ย เพราะวา ผู วิ จั ย อาจไม มี โ อกาสได พ บปะกั บ ผู ต อบ แบบสอบถามเพื่ออธิบายความหมายตาง ๆ ของขอคําถามที่ตองการเก็บรวบรวม แบบสอบถาม เปน เครื่องมื อวิจัยชนิดหนึ่งที่ นิยมใชกั นมาก เพราะการเก็บรวบรวมขอมูลสะดวกและสามารถใชวัดได อยางกวางขวาง การเก็บขอมูลดวยแบบสอบถามสามารถทําไดดวยการสัมภาษณหรือใหผูตอบดวย ตนเอง ดังนั้นจึงสรุปไดวา แบบสอบถาม คือเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล เพื่อใหได ขอคิดเห็นหรือขอเท็จจริง โดยใชคําถามที่รวบรวมไวอยางมีหลักเกณฑและเปนระบบ 1.2 ประเภทของแบบสอบถาม มารยาท โยทองยศ (ม.ป.ป) กลาววา แบบสอบถามอาจแบงไดเปน 2 ประเภท คือ 1. คําถามปลายเปด (Open Ended Question) เปนคําถามที่เปดโอกาสใหผูตอบ สามารถตอบไดอยางเต็มที่ คําถามปลายเปดจะนิยมใชกันมากในกรณีที่ผูวิจัยไมสามารถคาดเดาได ลวงหนาวาคําตอบจะเปนอยางไร หรือใชคําถามปลายเปดในกรณีที่ตองการไดคําตอบเพื่อนํามาเปน แนวทางในการสรางคําถามปลายปด ตัวอยางคําถามปลายเป ด เชน ทานตัดสิ นใจประกอบอาชีพ คาขาย เพราะ......
  • 5.
    เครื่องมือในการวิจัย |5 2. คําถามปลายปด (Close Ended Question) เปนคําถามที่ผูวิจัยมีแนวคําตอบไวให ผูตอบเลือกตอบจากคําตอบที่กําหนดไวเทานั้น คําตอบที่ผูวิจัยกําหนดไวลวงหนามักไดมาจากการ ทดลองใชคําถามในลัก ษณะที่เ ปนคําถามปลายเป ด แล วนํามาจั ดกลุม ของคําตอบ หรื อไดม าจาก การศึกษาผลการวิจัยที่เกี่ยวของ หรือจากแนวความคิดของผูวิจัยเอง และจากขอมูลอื่นๆ อดุลยเดช ไศลบาท. (ม.ป.ป.) กลาววา แบบสอบถาม มี 2 ประเภท คือ 1. แบบปลายเปด Open-ended Form ประกอบดวยขอความ หรือขอคําถามที่เปด โอกาสใหผูตอบ ขยายความคิดเห็นหรือใหรายละเอียดของคําตอบที่จะแสดงถึงความรูสึก อารมณ พฤติกรรมของตนเองไดอยางกวางขวาง ซึ่งมีขอดีและขอเสีย ดังนี้ ขอดี คือไดรายละเอียดมาก ไมจํากัดขอบเขตของคําตอบ ขอเสีย คือยากตอการวิเคราะหแปลผล 2. แบบปลายป ดแบบมี โ ครงสร าง Close ended/Closed Form/Structured Question เปนขอคําถามที่กําหนดตัวเลือกคําตอบไวชัดเจน เพื่อใหผูตอบเลือกไดตรงกับความเปน จริงหรือความรูสึก ขอดี คือ ครอบคลุมเนื้อหาที่ตองการถาม สามารถวิเคราะหไดไมยุงยาก ขอเสีย คือ จํากัดขอบเขตของคําตอบ จากนั ก วิ ช าทั้ ง สองท า นที่ ก ล า วมา สรุ ป ได ว า แบบสอบถามมี 2 ประเภท คื อ แบบสอบถามปลายเป ด ที่ มี ขอ ดี คือ คือ ไดร ายละเอี ยดมาก ไม จํ ากั ดขอบเขตของคําตอบ และ แบบสอบถามปลายปด ที่มีขอดี คือครอบคลุมเนื้อหาที่ตองการถาม สามารถวิเคราะหไดไมยุงยาก การสรางแบบสอบถาม อุทุมพร จามรมาน. (2544) ไดกลาววา การสรางแบบสอบถามที่ดี ควรเปนดังนี้ 1. สอดคลองกับวัตถุประสงคการวิจัย 2. ใชภาษาที่เขาใจงาย เหมาะสมกับผูตอบ 3. ใชขอความที่สั้น กะทัดรัด ไดใจความ 4. แตละคําถามควรมีนัย เพียงประเด็นเดียว 5. หลีกเลี่ยงการใชประโยคปฏิเสธซอน 6. ไมควรใชคํายอ 7. หลีกเลี่ยงการใชคําที่เปนนามธรรมมาก
  • 6.
    เครื่องมือในการวิจัย |6 8. ไมชี้นําการตอบใหเปนไปแนวทางใดแนวทางหนึ่ง 9. หลีกเลี่ยงคําถามที่ทําใหผูตอบเกิดความลําบากใจในการตอบ 10. คําตอบที่มีใหเลือกตองชัดเจนและครอบคลุมคําตอบที่เปนไปได 11. หลีกเลี่ยงคําที่สื่อความหมายหลายอยาง 12. ไมควรเป นแบบสอบถามที่มี จํานวนมากเกินไป ไมควรใหผูตอบใชเวลาในการ ตอบแบบสอบถามนานเกินไป 13. ขอคําถามควรถามประเด็นที่เฉพาะเจาะจงตามเปาหมายของการวิจัย 14. คําถามตองนาสนใจสามารถกระตุนใหเกิดความอยากตอบ มารยาท โยทองยศ (ม.ป.ป) กลาวถึง ขั้นตอนการสรางแบบสอบถามไววา ขั้นที่ 1 ศึกษาคุณลักษณะที่จะวัด ผูวิจัยจะตองทราบวาคุณลักษณะหรือประเด็นทีจะวัดใหมอะไรบาง โดยอาจดูไดจาก ่ ี วัตถุประสงคของการวิจัย กรอบแนวความคิดหรือสมมติฐานการวิจัย จากนั้นจึงศึกษาคุณลักษณะหรือ ประเด็นที่จะวัดดังกลาวใหเขาใจอยางละเอียดทั้งเชิงทฤษฎีและนิยามเชิงปฏิบัติการ ซึ่งอาจไดจาก เอกสาร ตําราหรือผลการวิจัยตางๆ ที่มีลักษณะเดียวกันหรือใกลเคียงกัน ขั้นที่ 2 กําหนดประเภทของขอคําถาม ผูวิจัยจะตองพิจารณาประเภทของขอคําถามที่จะวัดคุณลักษณะที่ตองการ ขั้นที่ 3 การรางแบบสอบถาม เมื่ อผู วิจั ยทราบถึง คุณลั กษณะหรื อ ประเด็นที่จ ะวัด และกํ าหนดประเภทของขอ คําถามที่ จ ะมี อ ยูในแบบสอบถามเรี ยบร อ ยแล ว ผู วิจั ยจึ ง ลงมื อ เขียนข อ คําถามให ครอบคลุ ม ทุ ก คุณลัก ษณะหรือประเด็นที่ จะวัด โดยเขียนตามโครงสรางของแบบสอบถามที่ไดกล าวไวแลว และ หลักการในการสรางแบบสอบถาม ดังนี้ 1. ตองมีจุดมุงหมายที่แนนอนวาตองการจะถามอะไรบาง โดยจุดมุงหมายนั้นจะตอง สอดคลองกับวัตถุประสงคของงานวิจัยที่จะทํา 2. ตองสรางคําถามใหตรงตามจุดมุงหมายที่ตั้งไว เพื่อปองกันการมีขอคําถามนอก ประเด็นและมีขอคําถามจํานวนมาก
  • 7.
    เครื่องมือในการวิจัย |7 3. ตองถามใหครอบคลุม เรื่องที่ จะวัด โดยมีจํานวนขอคําถามที่พ อเหมาะ ไมมาก หรือนอยเกินไป แตจะมากหรือนอยเทาใดนั้นขึ้นอยูกับพฤติกรรมที่จะวัด ซึ่งตามปกติพฤติกรรมหรือ เรื่องที่จะวัดเรื่องหนึ่งๆ นั้นควรมีขอคําถาม 25-60 ขอ 4. การเรียงลําดับ ขอ คําถาม ควรเรียงลํ าดับให ตอ เนื่องสั มพั นธกัน และแบง ตาม พฤติกรรมยอยๆ ไวเพื่อใหผูตอบเห็นชัดเจนและงายตอการตอบ นอกจากนั้นตองเรียงคําถามงายๆ ไว เปนขอแรกๆ เพื่อชักจูงใหผูตอบอยากตอบคําถามตอ สวนคําถามสําคัญๆ ไมควรเรียงไวตอนทายของ แบบสอบถาม เพราะความสนใจในการตอบของผูตอบอาจจะนอยลง ทําใหตอบอยางไมตั้งใจ ซึ่งจะ สงผลเสียตอการวิจัยมาก 5. ลักษณะของขอความที่ดี ขอคําถามที่ดีของแบบสอบถามนั้น ควรมีลักษณะดังนี้ 5.1 ข อ คํ า ถามไม ค วรยาวจนเกิ น ไป ควรใช ข อ ความสั้ น กะทั ด รั ด ตรงกั บ วัตถุประสงคและสองคลองกับเรื่อง 5.2 ขอความ หรือภาษาที่ใชในขอความตองชัดเจน เขาใจงาย 5.3 ไมใชคําถามนําหรือแนะใหตอบ 5.4 ไมถามเรื่องที่เปนความลับเพราะจะทําใหไดคําตอบที่ไมตรงกับขอเท็จจริง 5.5 ไมควรใชขอความที่มีความหมายกํากวมหรือขอความที่ทําใหผูตอบแตละคน เขาใจความหมายของขอความไมเหมือนกัน 5.6 ไมถามในเรื่องที่รูแลว หรือถามในสิ่งที่วัดไดดวยวิธีอื่น 5.7 ขอคําถามตอ งเหมาะสมกับ กลุ มตัวอยาง คือ ตองคํานึง ถึง ระดับ การศึกษา ความสนใจ สภาพเศรษฐกิจ ฯลฯ 5.8 ขอคําถามหนึ่งๆ ควรถามเพียงประเด็นเดียว เพื่อใหไดคําตอบที่ชัดเจนและ ตรงจุดซึ่งจะงายตอการนํามาวิเคราะหขอมูล 5.9 คําตอบหรือตัวเลือกในขอคําถามควรมีมากพอ หรือใหเหมาะสมกับขอคําถาม นั้น แตถาไมสามารถระบุไดหมดก็ใหใชวา อื่นๆ โปรดระบุ ………………. 5.10 ควรหลีกเลี่ยงคําถามที่เกี่ยวกับคานิยมที่จะทําใหผูตอบไมตอบตามความเปน จริงเชน ทานมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศหรือไม 5.11 คําตอบที่ไดจากแบบสอบถาม ตอ งสามารถนํามาแปลงออกมาในรู ปของ ปริมาณและใชสถิติอธิบายขอเท็จจริงได เพราะปจจุบันนี้นิยมใชคอมพิวเตอรในการวิเคราะหขอมูล
  • 8.
    เครื่องมือในการวิจัย |8 ดังนั้นแบบสอบถามควรคํานึงถึงวิธีการประมวลขอมูลและวิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร ดวย ขั้นที่ 4 การปรับปรุงแบบสอบถาม หลังจากที่สรางแบบสอบถามเสร็จแลว ผูวิจัยควรนําแบบสอบถามนั้นมาพิจารณา ทบทวนอีกครั้งเพื่อหาขอบกพรองที่ควรปรับปรุงแกไข และควรใหผูเชี่ยวชาญไดตรวจแบบสอบถาม นั้นดวยเพื่อที่จะไดนําขอเสนอแนะและขอวิพากษวิจารณของผูเชี่ยวชาญมาปรับปรุงแกไขใหดียิ่งขึ้น ขั้นที่ 5 นําแบบสอบถามไปทดลองใชเพื่อวิเคราะหคุณภาพ เปนการนําเอาแบบสอบถามที่ไดปรับปรุงแลวไปทดลองใชกับกลุมตัวอยางเล็กๆ เพื่อนําผลมาตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ขั้นที่ 6 ปรับปรุงแบบสอบถามใหสมบูรณ ผู วิ จั ย จะต อ งทํ า การแก ไ ขข อ บกพร อ งที่ ไ ด จ ากผลการวิ เ คราะห คุ ณ ภาพของ แบบสอบถาม และตรวจสอบความถูก ตอ งของถอ ยคําหรื อ สํ านวน เพื่ อให แบบสอบถามมี ความ สมบูรณและมีคุณภาพผูตอบอานเขาใจไดตรงประเด็นที่ผูวิจัยตองการ ซึ่งจะทําใหผลงานวิจัยเปนที่ นาเชื่อถือยิ่งขึ้น ขั้นที่ 7 จัดพิมพแบบสอบถาม จั ดพิ ม พ แ บบสอบถามที่ ไดป รั บ ปรุ ง เรี ยบร อ ยแล วเพื่ อ นําไปใชจ ริ ง ในการเก็ บ รวบรวมขอมูลกับกลุมเปาหมาย โดยจํานวนที่จัดพิมพควรไมนอยกวาจํานวนเปาหมายที่ตองการเก็บ รวบรวมขอมูล และควรมีการพิมพสํารองไวในกรณีที่แบบสอบถามเสียหรือสูญหายหรือผูตอบไมตอบ กลับนอกจากนี้ โครงการฮักชุมชนอําเภอสันกําแพง. (2554) ยังไดกลาวถึง การสรางแบบสอบถาวา ควรมีขั้นตอน ดังนี้ 1. กําหนดวัตถุประสงคของการเก็บขอมูล วัตถุประสงคที่ ชัดเจน และสะทอนให เห็นปริมาณขอมูลที่จะไดรับจากการสอบถาม จะชวยในการวางขอบเขตของคาถามและการวัด 2. ตัดสินใจวาตองการวัดอะไร เชน ทัศนคติ ความรู พฤติกรรม/การปฏิบัติ ทักษะ ลักษณะประชากร 3. ระบุกลุมเปาหมาย จะถามใครจึงจะไดขอมูลที่ตองการ อาจมีการทดลองนาไป ถามกลุมคนที่มีลักษณะเหมือนกับผูที่จะเปนกลุมเปาหมายกอนเพื่อดูวาแบบสอบถามใชไดกับคนกลุม นั้นหรือไม
  • 9.
    เครื่องมือในการวิจัย |9 4. เลือกระดับการวัด 5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือ เปนการวัดความสอดคลองของผลลัพธที่ไดจากการ ใชแบบสอบถาม ความสอดคลอง หมายความวาผูตอบเขาใจความหมายที่แทจริงของคาถามตามที่ เขียน และ อดุลยเดช ไศลบาท. (ม.ป.ป.) กลาวถึง แนวทางในการสรางแบบสอบถามไวดังนี้ 1. กํ าหนดขอบขายแนวคิดเรื่องราวที่จ ะตอบใหชัดเจน โดยการจัดลําดับ หัวขอ ใหญ หัวขอยอย เชน ตองการถามเกี่ยวกับการอบรม อสม ปจจัยนําเขา กระบวนการ ผลลัพธ เนื้อหา บรรยากาศ ผลสัมฤทธิ์ของการอบรม สถานที่ ปฏิสัมพันธ เจตคติ 2. เขียนขอความหรือขอคําถามจากหัวขอยอยๆ ทุกหัวขอ เชน เนื้อหาความรูที่ใช อบรม อสม. เปนความรูที่ อสม. จะสามารถนําไปใชปฏิบัติงานไดที่ระดับใด [ ] มาก [ ] ปานกลาง [ ] นอย [ ] ใชไมได โปรดระบุ................................ 3. จัดเรียงลําดับขอคําถาม มีรายละเอียดการชี้แจงการใชแบบสอบถาม 4. กอนนําแบบสอบถามไปใชจริง ควรประเมินความถูกตองและทดลองหาคําตอบ จากทุกขอคําถามกอน สรุปไดวา ขั้นตอนการสรางแบบสอบถาม จะตองกําหนดขอบขายแนวคิดเรื่องราวที่ จะตอบใหชัดเจน เขียนขอคําถามและจัดเรียง หาคุณภาพ และนําไปใช
  • 10.
    เครื่องมือในการวิจัย | 10 1.3 การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม มารยาท โยทองยศ (ม.ป.ป) กล า วว า การวิ เ คราะห ห รื อ ตรวจสอบคุ ณ ภาพของ แบบสอบถามทําไดหลายวิธี แตที่สําคัญมี 2 วิธี ไดแก 1. ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง เครื่องมือที่สามารถวัดไดในสิ่งที่ตองการวัด โดยแบงออกไดเปน 3 ประเภท คือ 1) ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) คือ การที่แบบสอบถามมีความ ครอบคลุมวัตถุประสงคหรือพฤติกรรมที่ตองการวัดหรือไม คาสถิติที่ใชในการหาคุณภาพ คือ คาความ สอดคล อ งระหวางขอ คําถามกั บ วัตถุประสงค หรื อ เนื้อ หา(IOC: Index of item Objective Congruence) หรือดัชนีความเหมาะสม โดยใหผูเชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไป ประเมินเนื้อหาของขอถาม เปนรายขอ 2) ความเที่ ย งตรงตามเกณฑ (Criterion-related Validity) หมายถึ ง ความสามารถของแบบวัดที่สามารถวัดไดตรงตามสภาพความเปนจริง แบงออกไดเปนความเที่ยงตรง เชิงพยากรณและความเที่ยงตรงตามสภาพ สถิติที่ใชวัดความเที่ยงตรงตามเกณฑ เชน คาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ (Correlation Coefficient) ทั้งของ Pearson และ Spearman และ คา t-test เปนตน 3) ความเที่ยงตรงตามโครงสราง (Construct Validity) หมายถึงความสามารถ ของแบบสอบถามที่สามารถวัดไดตรงตามโครงสรางหรือทฤษฎี ซึ่งมักจะมีในแบบวัดทางจิตวิทยาและ แบบวัดสติปญญา สถิติที่ใชวัดความเที่ยงตรงตามโครงสรางมีหลายวิธี เชน การวิเคราะหองคประกอบ (Factor Analysis) การตรวจสอบในเชิงเหตุผล เปนตน 2. ความเชื่ อมั่ น (Reliability) หมายถึง เครื่ องมื อ ที่ มี ความคงเส นคงวา นั่นคือ เครื่องมือที่สรางขึ้นใหผลการวัดที่แนนอนคงที่จะวัดกี่ครั้งผลจะไดเหมือนเดิม สถิติที่ใชในการหาคา ความเชื่อมั่นมีหลายวิธีแตนิยมใชกันคือ คาสัมประสิทธิ์แอลฟาของ คอนบารช (Conbach’s Alpha Coefficient : α coefficient) ซึ่งจะใชสําหรับขอมูลที่มีการแบงระดับ การวัดแบบประมาณคา (Likert Scale) วชิ ร พั น ธ เชื้ อ หมอ. (ม.ป.ป.) กล า วว า การตรวจสอบความเชื่ อ มั่ น ของ แบบสอบถาม เป นการหาความสอดคลอ งภายในโดยพยายามอธิบ ายวาขอ คําถามแตล ะขอในขอ คําถามชุดหนึ่ง นั้นเป นเรื่ อ งเดียวกั นหรื อ ทิ ศทางเดียวกั นในกรณีที่ ข อ คําถามเป น แบบมาตรส ว น ประมาณคา นิยมใชสัมประสิทธิแอลฟา ( ∝ - Coefficient) เพื่อหาคาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม
  • 11.
    เครื่องมือในการวิจัย | 11 (พิตร, 2544 : 225 อางถึงใน วชิรพันธ เชื้อหมอ. ม.ป.ป.) นอกจากนี้แลวอาจหาความเชื่อมั่นดวยการ สอบซ้ําก็ได (สมคิด , 2538 : 34 อางถึงใน วชิรพันธ เชื้อหมอ. ม.ป.ป.) ถาตองการแสดงวาใชวัดกี่ครั้ง ก็ใหผลคงที่ วิกร ตันทวุฑโดม. (ม.ป.ป.) กลาววา แบบสอบถามเปนเครื่องมือวิจัยที่ใชมากในการ เก็บรวบรวมขอมูลจากบุคคลโดยเฉพาะความรูสึกหรือความคิดเห็น (Blaxter, Hughes and Tight, 1996 : 159) ลักษณะสําคัญของแบบสอบถามคือไมมีคําตอบที่ถือวาผิด มักสรางขึ้นเพื่อใชเ ฉพาะ  กรณีหรือเฉพาะเรื่อง การตรวจสอบคุณภาพพิจารณาตามความจําเปน ที่นิยมกันเปนการตรวจสอบ ความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น การตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม โดยทั่วไปดําเนินการโดยผูเชี่ยวชาญ ตรวจสอบความถูกตองเหมาะสมของเนื้อหา ขอคําถามครอบคลุมครบถวนตามทฤษฎีหรือแนวคิดและ ครบถวนตามวัตถุประสงคหรือปญหาของการวิจัย( สมคิด, 2538, 34) บางกรณีอาจมีผูเชี่ยวชาญ ทางดานเทคนิคการสรางแบบสอบถามเพื่อตรวจสอบความถูกตองของรูปแบบคําถามและการจัดขอ คําถาม ถาเปนไปไดควรทําการวิเคราะหแบบสอบถามเปนรายขอ (ปญญา, 2548 : 42 -44) ควรมี การทดลองนําไปใชกับกลุมตัวอยางกอนนําไปใชจริงก็จะดียิ่งขึ้น เพราะเปนการตรวจสอบอีกวาภาษา ที่ใชในขอคําถามนั้นสื่อความหมายไดตรงกัน การตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เปน การหาความสอดคลองภายในโดย พยายามอธิบายวาขอคําถามแตละขอในขอคําถามชุดหนึ่งนั้นเปนเรื่องเดียวกันหรือทิศทางเดียวกันใน กรณีที่ขอคําถามเปนแบบมาตรสวนประมาณคา นิยมใช สัมประสิทธิแอลฟา ( ∝ - Coefficient) เพื่อหาคาความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (พิตร, 2544 : 225) นอกจากนี้แลวอาจหาความเชื่อมั่นดวย การสอบซ้ําก็ได (สมคิด , 2538 : 34) ถาตองการแสดงวาใชวัดกี่ครั้งก็ใหผลคงที่ สรุปไดวา การหาคุณภาพของแบบสอบถามทําได 2 วิธี คือ การหาคาความเที่ยง และ การหาคาความเชื่อมั่น
  • 12.
    เครื่องมือในการวิจัย | 12 1.4 การนําไปใช อุทุมพร จามรมาน. (2544) กลาววา วิธีใชแบบสอบถามมี 2 วิธี คือการสงทางไปรษณีย กับ การเก็ บขอ มู ลดวยตนเอง ซึ่ งไม วากรณีใดตองมี จดหมายระบุวัตถุป ระสงคของการเก็ บขอ มู ล ตลอดจนความสําคัญของขอมูลและผลที่คาดวาจะไดรบ เพื่อใหผูตอบตระหนักถึงความสําคัญและสละ ั เวลาในการตอบแบบสอบถาม การทําใหอัตราตอบแบบสอบถามสูงเปนเปาหมายสําคัญของผูวิจัย ขอมูลจากแบบสอบถามจะเปนตัวแทนของประชากรไดเมื่อมีจานวนแบบสอบถามคืนมามากวารอยละ ํ 90 ของจํานวนแบบสอบถามที่สงไป แนวทางที่จะทําใหไดรับแบบสอบถามกลับคืนในอัตราที่สูง มี วิธีการดังนี้ 1. มีการติดตามแบบสอบถามเมื่อใหเวลาผูตอบไประยะหนึ่ง ระยะเวลาที่เหมาะสมใน การติดตามคือ 2 สัปดาห หลังครบกําหนดสง อาจจะติดตามมากกวาหนึ่งครั้ง 2. วิธีการติดตามแบบสอบถาม อาจใชจดหมาย ไปรษณีย โทรศัพท เปนตน 3. ในกรณีที่ขอคําถามอาจจะถามในเรื่องของสวนตัว ผูวิจัยตองใหความมั่นใจวาขอมูลที่ ไดจะเปนความลับ และวิกร ตันทวุฑโดม. (ม.ป.ป.) กลาววา แบบสอบนําไปใชเมื่อตองการเก็บรวบรวม ขอมูลที่เปนความคิดเห็น ความตองการสภาพปญหา เปนตน โดยใหผูตอบเขียนหรือเลือกคําตอบ ซึ่ง คําตอบนี้ไมมีถูกหรื อผิด อาจจะถามนักเรียนผูปกครอง หรือเพื่อนครู ขอมู ลที่ไดเป นทั้ง ขอมู ลเชิง ปริมาณและขอมูลเชิงคุณภาพ สรุ ปไดวาเราสามารถนําแบบสอบถามไปใชกั บกลุ มเป าหมายได 2 วิธีคือ การส งทาง ไปรษณีย กับการเก็บขอมูลดวยตนเอง ตัวอยางแบบสอบถาม 1. แบบสอบถามแบบปลายเปด ตามความคิดเห็นของทานระบบบริการสาธารณสุขแบบผสมผสานที่ดําเนินการอยู ในพื้นที่นี้เปนอยางไรบาง ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………
  • 13.
    เครื่องมือในการวิจัย | 13 2. แบบสอบถามแบบปลายปด/มีโครงสราง เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น ทานไดปฏิบัติ อยางไร เลือกตอบไดมากกวา 1 ขอ (1) บํารุงสุขภาพใหแข็งแรง (2) หลีกเลี่ยงโรคติดตอนั้น (3) ไปรับวัคซีนเพื่อปองกันโรค (4) ติดตามขาวสารเกี่ยวกับโรคนั้น (5) แนะนําผูอื่นใหระมัดระวังการติดเชื้อ (6) อื่นๆ ระบุ.............................................. 2. แบบสัมภาษณ (นายศรัณยู หมื่นเดช) 2.1 ความหมาย มหาวิท ยาลั ย รามคํา แหง (ม.ป.ป.) ได ให ความหมายของการสั ม ภาษณ ไว ดัง นี้ การ สัมภาษณ (Interview) หมายถึง การสนทนาที่มีจุดมุงหมายใหไดขอมูลตามที่ไดกําหนดไวลวงหนา โดยจะมีผูสัมภาษณเปนผูตั้งคําถาม และผูถูกสัมภาษณจะเปนผูตอบคําถาม ผูสัมภาษณจะเปนผูจด บันทึก ใชเทปบันทึกเสียงหรือใชวีดิโอเทปบันทึกคําตอบของคําถามตางๆ การสัมภาษณนี้เหมาะกับ การเก็บขอมูลจากเด็กๆ หรือผูที่อานหนังสือไมคอยได สุมิตร สุวรรณ (ม.ป.ป.) กลาววา การสัมภาษณ (interview) เปนการเจาะลึกประเด็นตาง ๆ ที่ผูวิจัยสนใจ อาจใชสัมภาษณเปนรายบุคคลหรือเปนกลุมก็ได กิติพัฒน นนทปทมะดุล (ม.ป.ป.) ไดใหความหมายของการสัมภาษณดังนี้ กลาวอยางให เขาใจงายๆ การสัมภาษณคือการสนทนากันอยางมีทิศทาง จุดมุงหมายของการสัมภาษณโดยทั่วไปก็ คือการทําความเขาใจบุคคลที่นักวิจัยสัมภาษณในดานมุมตางๆของเขาหรือเธอ การสัมภาษณที่ทํา ไดผ ลดัง ที่นัก วิจั ยประสงคถือไดวาเปนเครื่ องมื อในการเก็ บรวบรวมขอมู ลที่มี ประสิท ธิผลอยางสู ง โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในการวิจั ยเชิง คุณภาพในงานสวัสดิก ารสั ง คม การสั ม ภาษณทํ าใหนัก วิจัยเชิง คุณภาพมีโอกาสในการเรียนรูและเขาใจในเรื่องราว ประสบการณ พฤติกรรม ความรูสึก และความ คิดเห็นดานตางๆของบุคคลที่นักวิจัยจะไมมีทางลวงรูไดจากการเพียงสังเกตอยูหางๆ ยิ่งไปกวานั้น การสั มภาษณยังชวยใหนักวิจั ยสามารถประเมินลึกซึ้ง ไปถึงการรับรู ของบุคคลวามี ความสําคัญตอ บุคคลผูนั้นอยางไร
  • 14.
    เครื่องมือในการวิจัย | 14 สรุปไดวา การสัมภาษณคือ การสนทนาอยางมีจุดมุงหมายระหวางผูสัมภาษณและผูถูก สัม ภาษณ อาจเปนรายบุ คคลหรื อเปนกลุ ม ก็ได เพื่ อทราบความคิด เรื่ องราว ประสบการณ และ ความรูสึก ในแงมุมตาง ๆ แบบสัมภาษณ (หนวยที่ 6 เครื่องมือในการวิจัย. ม.ป.ป.)เปนการรวบรวมขอมูลโดยมีการ สื่อสารกันระหวางผูถามกับผูใหขอมูล ทั้งนี้การสื่อสารจะตองมีจุดมุงหมาย แบบสัมภาษณ (เครื่องมือในการวิจัย. ม.ป.ป.) (Interview Form) ลักษณะของเครื่องมือ ชนิดนี้จะไดขอมูลมาจากการสนทนา เปนการถามตอบกันโดยตรง ทั้งผูถามจะมีฐานะเปนผูสัมภาษณ (Interviewer) สวนผูตอบจะมีฐานะเปนผูถูกสัมภาษณ (Interviewee) ดังนั้นอาจสรุปไดวา แบบสัมภาษณ คือ เครื่องมือที่ใชเก็บรวบรวมขอมูลโดยการสนทนา อยางมีจุดมุงหมายระหวางผูสัมภาษณและผูถูกสัมภาษณ 2.2 ประเภทของการสัมภาษณ การสัมภาษณแบงออกไดเปน 2 (การสรางเครื่องมือวิจัย. ม.ป.ป.) ลักษณะดังนี้ 1) การสัมภาษณแบบที่มีโครงราง (Structured interview) เปนแบบที่มีคําถาม กําหนดไวแนนอน บางคําถามก็เปนแบบปลายเปด บางคําถามก็เปนแบบปลายปด การสัมภาษณแบบ นี้เหมือนกับแบบสอบถามที่กลาวมาแลว ตางกันตรงที่การสัมภาษณ ผูสัมภาษณเปนผูเขียนคําตอบ ของผูตอบเอง 2) การสั ม ภาษณ แ บบไม มี โ ครงร า ง (Unstructured interview) เป นการ สั ม ภาษณที่ ไม มี คํา ถามกํ า หนดไว ล วงหน า แน น อน ผู สั ม ภาษณ ส ามารถเปลี่ ย นแปลงคํา ถามได ตลอดเวลา ตามสถานการณแตตองมุงใหไดขอมูลตามจุดมุงหมายที่กําหนดไว การสัมภาษณแบบนี้ผู สัมภาษณจะตองมีความชํานาญการและตองจําคําถามตางๆ ได แบงตามวิธีการสัมภาษณได 2 ประเภท คือ 1) แบบสัมภาษณช นิดมีโครงสรางแนนอน มีลักษณะคลายคลึงกับ แบบสอบถาม แบบเลือกตอบ ประกอบดวยขอคําถาม และคําตอบเอาไวใหผูตอบเลือกหลายคําตอบ ผูเก็บรวบรวม ขอมูลจะสัมภาษณตามเนื้อหาในแบบสัมภาษณ เทานั้นโดยอานคําถามทีละขอ แลวใหผูตอบเลือ ก คําตอบที่ไดเตรียมไว
  • 15.
    เครื่องมือในการวิจัย | 15 2) แบบสัมภาษณชนิดไมมีโครงสรางแนนอน มักประกอบดวยแนวคําถามกวาง ๆ และมีลักษณะยืดหยุน เพื่อใหผูใหขอมูลสามารถใหขอคิดในแนวลึกคลายแบบสอบถามชนิดปลายเปด การสัมภาษณแบงออกไดเปน 2 ประเภท (เครื่องมือที่ใชในการวิจัย. 2555) ไดแก การ สัมภาษณแบบมีโครงสราง และการสัมภาษณแบบไมมีใครสราง 1) การสัมภาษณแบบมีโครงสราง (Structured Interview) การสัมภาษณแบบนี้ จะตองมีการกําหนดโครงสรางของขอคําถามตางๆ ไวกอนลวงหนาแลวจัดพิมพเปนแบบสัมภาษณ ผู สัมภาษณจะซักถามผูถูกสัมภาษณทุกๆ คนดวยขอคําถามเดียวกันตามแบบสัมภาษณ โดยผูสัมภาษณ จะจดบันทึกคําตอบทั้งหมดลงในแบบสัมภาษณ 2) การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง (Unstructured Interview) การสัมภาษณ แบบนี้ผู สั มภาษณไมตอ งสร างขอคําถามตางๆ ไวก อ นล วงหนา เพียงแตกํ าหนดเป นแนวทางการ สั ม ภาษณ (Interview Guide) ไวคร าวๆ เท านั้น การสั ม ภาษณแบบนี้จึ ง มี ความยืดหยุนสู ง ผู สัมภาษณและผูถูกสัมภาษณจึงมีอิสระในการถามตอบอยางเต็มที่ ผูถูกสัมภาษณจึงตองมีความรูและ ความเชี่ยวชาญเปนพิเศษ กิติพัฒน นนทปทมะดุล (2554) ไดแบงประเภทการสัมภาษณไดดังนี้ 1) การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ (informal interview) มักจะใชควบคูไปกับ การสังเกตแบบมีสวนรวม เพื่อใหเห็นภาพและเขาใจปรากฏการณทางสังคมวัฒนธรรม โดยการเตรียม คําถามแบบกวาง ๆมาลวงหนาแบบไมจํากัดคําตอบ การสัมภาษณแบบไมเปนทางการนี้อาจใชวิธีการ ตาง ๆ เชน การตะลอ ม กล อ มเกลา (probe) ซึ่ ง เป นการพู ดคุยซั ก ถามเพื่ อ ล วงเอาส วนลึก ของ ความคิดออกมา หรือการเงี่ยหูฟง (eavesdropping) ซึ่งเปนการฟงคําสนทนาของผูอื่นโดยผูวิจัยไม ตองตั้งคําถามเอง 2) การสัมภาษณแบบเปนทางการ (formal interview) หรือการสัมภาษณแบบมี โครงสราง เปนการสัมภาษณที่ผูวิจัยไดเตรียมคําถามและขอกําหนดไวแนนอนตายตัว โดยปกตินักวิจัย เชิง คุณภาพมัก จะไม ใชวิธีก ารนี้เป นหลัก เพราะไมไดชวยใหผู วิจัยไดขอ มูลที่ ลึก ซึ้ง และครอบคลุ ม เพียงพอ โดยเฉพาะในแงของวัฒนธรรม ความหมายและความรูสึกนึกคิด แตอาจเหมาะสมกับการ สัมภาษณผูนําชุมชนหรือผูบริหารองคกรมากกวา
  • 16.
    เครื่องมือในการวิจัย | 16 3) การสัมภาษณแบบเจาะลึก (in-depth interview) เปนการสัมภาษณผูใหขอมูล สําคัญ (key informant interview) ซึ่งเปนผูที่มีความรูหรือมีขอมูลในเรื่องที่ผูวิจัยกําลังศึกษาดีที่สุด หรือมีความเกี่ยวของมากที่สุด โดยกําหนดตัวผูตอบบางคนแบบเจาะจงเอาไวลวงหนา 4) การสนทนากลุม (focus group discussion) เปนการระดมสมองและการ อภิปรายในเรื่องที่ผูวิจัยกําลังศึกษา ซึ่งผูเขารวมสนทนาควรมีพื้นฐานประสบการณที่ใกลเคียงหรือ คลายคลึงกัน ในการจัดกลุมสนทนา จะใชคนประมาณ 8 - 12 คน โดยผูวิจัยเปนผูดําเนินการสนทนา และมีผูชวยอีก 1 - 2 คน อยางไรก็ตาม ในการสัมภาษณมีขั้นตอนที่สําคัญซึ่งผูวิจัยควรระลึกเอาไว ดวย คือ การแนะนําตัว การสรางความสัมพันธ การจดบันทึกคําตอบ การใชภาษา ตลอดจนเวลาและ สถานที่ที่ใชในการสัมภาษณ โดยทั่วไป การสัมภาษณในฐานะเครื่ องมือ หรือ วิธีการในการเก็ บรวบรวมขอ มูลการวิจั ย สามารถจําแนกไดเปน 3 (สุมิตร สุวรรณ. 2555) ประเภท คือ 1. การสัมภาษณแบบมีโครงสรางหรือแบบมาตรฐาน (Structured or standardized interviews) 2. การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือ แบบปลายเปด (Unstructured or open- ended interviews) 3. การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง (Semi-structured or guided interviews) การสัมภาษณแบบมีโครงสราง การสัมภาษณแบบมีโครงสราง บางครั้งนิยมเรียกวา การสัม ภาษณแบบมาตรฐาน กลาวคือเปนการสั มภาษณที่มีการกําหนดคําถามเฉพาะเจาะจงและ ชัดเจน หลักการและเหตุผลของการสัมภาษณแบบมีโครงสราง คือ การพยายามทําใหผูถูกสัมภาษณ แตละคนไดรับชุดคําถามชุดเดียวกัน เพื่อวาจะสามารถเปรียบเทียบคําตอบของแตละคนไดสะดวกขึ้น การสัมภาษณประเภทนี้ตั้งอยูบนขอสันนิษฐานวา (1) การสัมภาษณแบบมีโครงสรางนั้นสามารถที่จะเก็บรวบรวมขอมูลไดครบถวนตรง ตามเรื่องที่นักวิจัยศึกษา (2) ชุดคาถามในการสัมภาษณแบบมีโครงสรางนั้นสามารถทําใหผูถูกสัมภาษณเขาใจ คาถามไดอยางชัดเจน และ (3) ความหมายของคําถามแตละขอนั้นเปนความหมายที่ผถูกสัมภาษณทุกคนจะเขาใจ ู ตรงกัน
  • 17.
    เครื่องมือในการวิจัย | 17 ในการตัดสินใจเลื อกใชการสัม ภาษณแบบมีโครงสรางหรือ แบบมาตรฐานนั้น หาก นัก วิจั ยจํ าเป นตอ งเก็ บ ขอ มู ล ดวยการสั ม ภาษณ ผู มี ส วนร วมในการวิจั ย จํ านวนมากและตอ งใช ผู สัมภาษณหลายคน ตลอดจนตองการนาขอมูลจากการสัมภาษณของผูมีสวนรวมในการวิจัยแตละราย มาเปรี ย บเที ยบกั น การตั ดสิ น ใจเลื อ กการสั ม ภาษณ แบบมี โ ครงสร า งน า จะมี ค วามเหมาะสม นอกจากนั้ น นั ก วิ จั ย ที่ ไ ม ใ คร มี ป ระสบการณ ในการสั ม ภาษณม าก อ นหรื อ เป น นั ก วิ จั ย มื อ ใหม โดยเฉพาะเมื่อนักวิจัยมือใหมพิจารณาวาการเดินทางไปพบผูมีสวนรวมในการวิจัยหรือการมีโอกาส สัมภาษณผูมีสวนรวมในการวิจัยบอยครั้งเปนไปไดยากลําบาก นักวิจัยมือใหมจึงนิยมเลือกสัมภาษณ แบบมี โ ครงสร า ง จนเมื่ อ นัก วิ จั ย มี ป ระสบการณ ม ากขึ้ น มี ค วามชํา นาญ และมี ค วามมั่ น ใจใน กระบวนการเก็บขอมูลดวยการสัมภาษณมากขึ้น อาจจะพิจารณาเลือกการสัมภาษณแบบอื่นๆที่ดูเปน ธรรมชาติมากกวาและเปดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธกับผูมีสวนรวมในการวิจัยไดมากยิ่งขึ้น การสัมภาษณแบบมีโครงสรางหรือแบบมาตรฐานมีทั้งจุดที่เปนประโยชนและเปนขอ จากัด ในดานที่เปนประโยชน การสัมภาษณแบบมีโครงสรางทําใหนักวิจัยเก็บขอมูลไดครบถวนอยาง ที่ตองการ เนื่องจากตองจัดเตรียมชุดของขอคําถามมาอยางละเอียด โดยในคําถามบางขอ ผูมีสวนรวม ในการวิจัยอาจจะไม ส ามารถตอบไดทันที นัก วิจัยก็ อ าจจะให เ วลา หรื อ ถามในขอ อื่ นๆก อ นแล ว ยอนกลับมาถามใหมในขอที่ยังตอบไมได ซึ่งถาไมไดเตรียมขอคําถามไปแบบโครงสราง เมื่อถามไปขอ อื่นๆ พลวัตของการสนทนาและการสัมภาษณอาจจะทําใหนักวิจัยลืมกลับมาถามและไมไดเก็บขอมูล ไปอยางครบถวน ในสวนที่เปนขอจํากัด ซึ่งนับเปนเหตุผลสําคัญที่นักวิจัยเชิงคุณภาพที่มีประสบการณ ในการสัมภาษณไมนิยมใชก็คือ การสัมภาษณแบบมีโครงสรางมักทําใหนักวิจัยขาดความละเอียดออน ในการสังเกตอารมณความรูสกของผูมสวนรวมในการวิจัย เนื่องเพราะนักวิจัยจะเกร็งกับการไลถามไป ึ ี ตามชุดคําถามที่เตรียมมามากเกินไป ทําใหการถามมา-ตอบไปมีลักษณะเปนกลไกที่หยาบและแข็ง กระดางอยางมาก และในหลายกรณี ผูมีสวนรวมในการวิจัยจะรูสึกวามีกําแพงขวางกั้นการสนทนา ระหวางเขาหรือเธอกับนักวิจัยไดงายมาก นักวิจัยเชิงคุณภาพบางทานถึงกับมองวา การสัมภาษณแบบมีโครงสรางนั้นไมเหมาะ กับผูมีสวนรวมในการวิจัยหลายคน หรือบางทานก็วาไมเหมาะสมกับการวิจัยเชิงคุณภาพโดยสิ้นเชิง เราจึ ง มัก พบวา การวิจั ยเชิง คุณภาพส วนใหญ ไม นิยมใชก ารสั ม ภาษณแบบมี โ ครงสร างหรื อ แบบ มาตรฐาน
  • 18.
    เครื่องมือในการวิจัย | 18 การสั ม ภาษณ แ บบไม มี โ ครงสร า ง หรือ แบบปลายเปด การสั ม ภาษณ แ บบไม มี โครงสร างหรือ บางครั้ งก็เ รียกกันวาการสัม ภาษณแบบปลายเป ดนั้น ถือวาเปนวิธีการเก็ บขอ มูล ที่ เหมาะสมที่สุดในการเก็บรวบรวมสาระดานการรับรูโลกและประสบการณของผูมีสวนรวมในการวิจัย ทั้งนี้ การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือแบบปลายเปดมีลักษณะตรงกันขามกับการสัมภาษณแบบ มีโครงสรางหรือแบบมาตรฐานโดยสิ้นเชิง ในขณะที่การสัมภาษณแบบมีโครงสรางดูหยาบและแข็ง กระดาง การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางดูยืดหยุนและลื่นไหลไปตามสถานการณไดดีกวา ทั้งนี้เพราะ การสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางไมไดใชขอคาถามที่กําหนดไวอยางตายตัว แตจะมีลักษณะรวบรวม ชุดของคาถามที่สําคัญๆ ที่มีที่มาจากขอสันนิษฐานอันหลากหลายกวาการสัมภาษณแบบมีโครงสราง นักวิจั ยที่ใชการสัม ภาษณแบบไมมี โครงสรางมัก ไมตองการกําหนดขอสั นนิษฐานที่ ตายตัวไวลวงหนา หรือนักวิจัยอาจจะไมทราบเลยวาขอสันนิษฐานของสิ่งที่จะเก็บรวบรวมนั้นเปน ประการใดบาง นักวิจัยอาจไมทราบลวงหนาวา คําถามที่นักวิจัยจําเปนตองถามนั้นคือคําถามอะไรบาง ดัง นั้น การสั ม ภาษณของนัก วิจั ยจึ ง มี ลัก ษณะเป นการสื บ คนหาขอ มู ล อยางแทจ ริ ง ยิ่ง ไปกวานั้น นักวิจัยที่นิยมการสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางยังเชื่อวาผูที่มีสวนรวมในการวิจัยหรือผูถูกสัมภาษณแต  ละคนจะมีการรับรูและเขาใจความหมายของขอคําถามที่มีโครงสรางหรือมีมาตรฐานอยางแตกตางกัน ไมมีทางที่คนหลายคนจะเขาใจคําถาม แมวาจะมีมาตรฐานเพียงใด ไดอยางเหมือนกันโดยสิ้นเชิง ในการสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือแบบปลายเปด นักวิจัยจะพิจารณาสรางคา ถาม ปรั บ คําถาม และพั ฒ นาคําถามให ส อดคล องกั บ สถานการณจ ริ ง ในการสั มภาษณแตล ะครั้ ง ขณะเดียวกันก็พยายามปรับใหคําถามนั้นเปดรับกับการทําใหไดขอมูลที่ตอบสนองตอวัตถุประสงคของ การวิจั ยดวย ตัวอยางเชน ในการสั ม ภาษณเ ด็ ก เร ร อนที่ ให บ ริ ก ารทางเพศในพื้ นที่ แห ง หนึ่ง ของ กรุงเทพมหานคร นักวิจัยพบวาเด็กเรรอนบางคนกลาเปดเผยเรื่องราวของตนไดไมยากนัก ในขณะที่ เด็กเรรอนกลุมเดียวกันอีกหลายคนเริ่มดวยการปฏิเสธวา ตนไมไดคาประเวณี จนนักวิจัยตองสราง ความไววางใจอีกระยะเวลาหนึ่ง เด็กจึงเริ่มกลาที่จะบอกความจริงทีละเล็กละนอย หากนักวิจัยใชการ สัมภาษณแบบมีโครงสรางหรือแบบมาตรฐาน นาจะประสบความยุงยากหรือไมไดขอมูลที่มากพอ ใน การสัมภาษณครั้งนั้น นักวิจัยตองใชเวลาปรับเปลี่ยนคําถามและทาทีอยูนานพอสมควรจึงจะไดรับ คําตอบที่เพียงพอและมีคุณคาตอการวิจัยอยางมาก สําหรับนักวิจัยเชิงคุณภาพที่มีประสบการณนอยมาก มักจะวิตกกังวลในการสัมภาษณ แบบไมมีโครงสราง และเลือกที่จะใชแบบสัมภาษณมาตรฐานที่เตรียมมาแลวอยางละเอียดมากกวา
  • 19.
    เครื่องมือในการวิจัย | 19 อยางไรก็ตาม นักวิจัยเชิงคุณภาพมือใหมอาจจะตองเริ่มตนดวยความตั้งใจจริง ความรูสึกอยากรูอยาก เห็ นในขอ มู ล ที่ ไมเ คยล วงรู ม าก อน คํานึง ถึง ความแตกตางของบุคคล และการให ความเคารพใน ประสบการณที่ ห ลากหลายของแตล ะบุ ค คล เหล า นี้จ ะทํ าให เ ราเริ่ ม ตนการสั ม ภาษณแบบไม มี โครงสรางไดราบรื่นขึ้นและมีความมั่นใจยิ่งขึ้นเรื่อยๆ การสั ม ภาษณแบบไม มี โ ครงสร างหรื อ แบบปลายเป ด แม วา จะคล ายคลึ ง กั บ การ สัมภาษณในการใหการปรึกษา (Counseling) และการสัมภาษณในการทางานสังคมสงเคราะหเฉพาะ ราย (Social casework) ซึ่ ง ผู ให ก ารปรึ ก ษาหรื อ นัก สั งคมสงเคราะห อ าจจะตอ งรวมศูนยก าร สัมภาษณไปที่สถานการณปญหาที่ผใชบริการประสบ การที่นักสังคมสงเคราะหตอบสนองตอเรื่องราว ู ที่ผูใชบริการเลามาจะชวยใหผูใชบริการขยายความในรายละเอียดมากยิ่งขึ้นและในที่สุดก็จะเกิดการ ฉุกคิดหรือเริ่มพอจะมองเห็นโอกาสและแนวทางที่จะแกไขปญหาของตนเอง ในการสัมภาษณแบบไมมี โครงสรางของนักวิจัย มีวัตถุประสงคเพื่อตองการขอมูลที่สามารถนาไปวิเคราะหเพื่อตอบคําถามใน การวิจัยเปนหลัก กระนั้นก็ตาม ในการวิจั ยดานสวัสดิการสัง คมซึ่ง มีเ นื้อ หาเกี่ ยวกับ สภาพชีวิตความ เปนอยูของประชาชนอยางกวางขวาง เราพบวาสถานการณปญหาของผูมีสวนรวมในการวิจัยหลาย กรณีเปนสิ่งที่เมื่อพูดคุยสัมภาษณแลว มีผลในเชิงการใหความชวยเหลือในเชิงการสังคมสงเคราะห เฉพาะรายหรือการใหการปรึกษาไปพรอมกัน นอกจากนั้น ในบางสถานการณนักวิจัยอาจพิจารณาให ความชวยเหลือ โดยพื้นฐานของจริยธรรมทางวิชาชีพหรือโดยมนุษยธรรมของนักวิจยแตละบุคคล เชน ั นักวิจัยผูหนึ่งไปเก็บขอมูลจากกลุมสนทนาประเด็นเฉพาะ (Focus group) ในกลุมประชาชนที่อาศัย อยู ในเขตอําเภอแหงหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม การวิจัยนั้นเปนเรื่องราวของ ประชาชนที่มีความเดือดรอนจากที่ดินทากินซึ่งถูกทางราชการประกาศวาเปนเขตปา สงวนแหงชาติ ทั้งๆที่ประชาชนอาศัยทามาหากินมานานกวา 70 ป นักวิจัยไปเก็บขอมูล ทวาไปพบ กรณีเด็กหญิงคนหนึ่งในหมูบานนี้กําลังเดือดรอนเพราะพอแมเพิ่งเสียชีวิตดวยโรคเอดส ทําใหเด็กตอง ออกจากโรงเรียนกลางคัน เพราะไมมีผูใดสงเสียใหเลาเรียน นักวิจัยประเมินวาเด็กหญิงขาดโอกาส ทางการศึกษาอยางแนนอนและอาจเสี่ยงตอการถูกชักจูงไปดาเนินชีวิตอยางไมเหมาะสม นักวิจัยจึงได ติดตอองคกรที่เกี่ยวของใหความชวยเหลือดานทุนการศึกษาแกเด็กหญิงผูนี้
  • 20.
    เครื่องมือในการวิจัย | 20 โดยสรุป นักวิจัยเชิงคุณภาพควรจะเลือกใชการสัมภาษณแบบไมมีโครงสรางหรือแบบ ปลายเปด เมื่อพิจารณาวาตนตองการขอมูลที่มีความลึกซึ้ง มีรายละเอียดมาก และตองการทาความ เขาใจกับโลกและประสบการณของผูมีสวนรวมในการวิจัยอยางจริงจัง การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางหรือบางครั้งนิยม เรี ยกวาการสั ม ภาษณแบบชี้นํา (Guided interview) เปนประเภทที่อ ยูตรงกลางระหวางการ สัมภาษณสองประเภทขางตน คืออยูระหวางการสัมภาษณแบบมีโครงสรางและการสัมภาษณแบบไม มีโครงสราง โดยการสัมภาษณสองประเภทแรกดูเหมือนจะเปนการสุดขั้วสุดโตงไปสองทาง และแตละ ประเภทก็ มี จุ ดแข็ ง และจุ ด อ อ นทั้ ง สิ้ น การสั ม ภาษณแ บบมี โ ครงสร างดู ห ยาบและแข็ ง กระดา ง ขณะเดียวกันการสัมภาษณแบบไม มีโครงสรางยืดหยุนและเปดกวางมาก ตองอาศัยนักวิจัยหรือ ผู สัมภาษณที่มีประสบการณความชํานาญพอสมควร การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางหรือแบบชี้นํานี้โดยปกตินักวิจัยจะกําหนดคาถามที่ พอจะตัดสินใจไดวาจะถามอะไรบาง หรือ ใชคําสํ าคัญ (Keywords) เปนเครื่องชี้นาการสั มภาษณ ตัวอยางเชน ในการวิจั ยเพื่ อศึก ษาคุณภาพชีวิตของผูพิ ก ารสายตาที่เ ป นวณิพกยานทาพระจันทร นักวิจัยกําหนดคําถามที่ไมแนนอนตายตัว แตเปนคาถามที่มีคําสําคัญเกี่ยวกับสภาพของความพิการ ของผูมีสวนรวมในการวิจัย ประวัติและสาเหตุที่พิการ ประวัติครอบครัว การประกอบอาชีพ การไดรับ สวัสดิการจากรัฐ องคกรของคนพิการ องคกรเอกชน ฯลฯ นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้คอนขางเปนนักวิจัย มื อ ใหม ท วา ไม ไ ดส ร างแบบสั ม ภาษณที่ มี โ ครงสร า ง ขณะเดี ยวกั นก็ ไ ม ไ ดใช ก ารสั ม ภาษณที่ ไม มี โครงสราง นักวิจัยไมไดรางคาถามที่ชัดเจนแนนอนในแตละประเด็น ทวาสิ่งที่นักวิจัยดําเนินการกอน การสัมภาษณคือ การเตรี ยมหัวขอคาถามอยางหลวมๆในลัก ษณะกึ่ง โครงสราง คือ การรางคําถาม ปลายเปดที่มีคําสําคัญที่ตองการ พรอมกับมีความยืดหยุน พรอมจะปรับเปลี่ยนถอยคําใหสอดคลอง กับผูมีสวนรวมในการวิจัยแตละคนและสถานการณการสัมภาษณที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงกลาวไดวา การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรางหรือแบบชี้นําจึงเปนประโยชน อยางมาก สําหรับนักวิจัยที่ตองการเปรียบเทียบขอมูลจากผูมีสวนรวมในการวิจัยหลายๆคน พรอมๆ กับตองการความเขาใจลึกซึ้งในโลกและประสบการณของแตละคน การสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง เปนการอุดจุดออนของทั้งการสัมภาษณแบบมีโครงสรางและแบบไมมีโครงสราง การสัมภาษณแบบกึ่ง โครงสรางหรือแบบชี้นําจึงเปนที่นิยมในหมูนักวิจัยเชิงคุณภาพไมนอยไปกวาการสัมภาษณแบบไมมี
  • 21.
    เครื่องมือในการวิจัย | 21 โครงสราง สวนการสัมภาษณแบบมีโครงสรางนาจะเหมาะสมกับการเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัยเชิง ปริมาณมากกวาในการวิจัยเชิงคุณภาพ (กิติพัฒน นนทปทมะดุลย. 2554) ดังนั้นอาจสรุป ไดวา การสัม ภาษณสามารถแบง ไดเ ปน 3 ประเภทหลั ก ๆ คือ การ สัมภาษณแบบมีโครงสราง การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง และการสัมภาษณแบบกึ่งโครงสราง 2.3 การสรางแบบสัมภาษณ อดุลยเดช ไศลบาล (ม.ป.ป.) กลาววา การสรางเครื่องมือการวิจัยในการรวบรวมขอมูล ทุก ประเภท ไม วาจะเป น แบบสัง เกต แบบสอบถาม หรื อแบบสั มภาษณ จะมี กระบวนการสร าง เหมือนกัน จะแตกตางเฉพาะเนื้อหาที่จะทําการวิเคราะหซึ่งความแตกตางที่เห็นไดชัดเจน คือ การ เขียนคําถามและการวางรูปแบบของเครื่องมือ (ในขั้นตอนที่ 5) เนื่องจาก เครื่องมือแตละประเภทมี เทคนิคและวิธีการรวบรวมขอมูลแตกตางกัน กระบวนการสรางเครื่องมือวิจัย 1. วิเคราะหปญหา วัตถุประสงคของการวิจัย สมมุติฐาน และกรอบแนวคิดในการวิจัย - เพื่อใหทราบวามีตัวแปรใดบางที่ตองรวบรวมขอมูล - เพื่อใชอธิบาย/อภิปรายผลการวิจัย 2. ศึกษาคนความแนวคิด ทฤษฎี และรายงานการวิจัย - จะทําใหไดขอมูลพื้นฐานในการกําหนดประเด็นยอยของตัวแปรการวิจัย 3. วิเคราะหนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรการวิจัย - เพื่อกําหนดประเด็นยอยของตัวแปรที่จะตองรวบรวมขอมูล - เพื่อปรับปรุงนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปรการวิจัยใหสมบูรณชัดเจนยิ่งขึ้น 4. กําหนดกรอบตัวแปรของเครื่องมือการวิจัย - เพื่อจัดระเบียบหมวดหมูตัวแปรแตละตัว - สามารถใชเทคนิคการวิเคราะหปญหา 5. การเขียนคําถามและวางรูปแบบเครื่องมือการวิจัย - เปนการเขียนคําถาม คําตอบ หรือสิ่งที่ตองการรวบรวมขอมูลจากกรอบตัวแปร - จัดพิมพเปนเครื่องมือการวิจัยฉบับราง
  • 22.
    เครื่องมือในการวิจัย | 22 6. ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย โดยนักวิจัยและผูเชี่ยวชาญ - ดานความเขาใจในภาษาที่ใช - ดานความตรง 7. ปรับปรุงเครื่องมือการวิจัย - ปรับปรุงเครื่องมือที่ผานการตรวจสอบจากผูเชี่ยวชาญแลว 8. ทดสอบเครื่องมือวิจัย - ทดสอบกับกลุมตัวอยางที่มีความใกลเคียงกับกลุมศึกษามากที่สุด - พิจารณาการกระจายของกลุมตัวอยาง เพราะอาจสงผลใหเกิดความแปรปรวน 9. ตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพของเครื่องมือวิจัย - ตรวจสอบเครื่องมือในดานความเที่ยง และอํานาจจําแนก 10. พิจารณากลุมคําถามและความตอเนื่องของคําถาม - เพื่อใหขอมูลที่ไดมาสะดวกในการวิเคราะห - ควรกําหนดรหัสและคูมือลงรหัสไปพรอมกัน แบบสัม ภาษณ (การสร างเครื่ องมื อ ทางการศึกษา. 2552) การสร างแบบสั ม ภาษณมี ขั้นตอนนอยกวาประเภทอื่นๆ เพราะ มักเปนคําถามกวางๆใหผูตอบ ตอบโดยเสรี มี 3 ขั้นตอนสําคัญ คือ 1. ศึกษาทฤษฎี หลักการ ตัวแปร หรือประเด็นสําคัญที่จะถาม 2 สรางขอคําถามใหสัมพันธกับประเด็นหรือคําสําคัญ โดยยึดหลัก ดังนี้ 1) ไมใชคําถามนํา 2) ไมใชคําถามที่ทําใหผูตอบรูสึกตอตาน 3) ไมใชคําถามที่เ ปนความขัดแยง คานิยมของสัง คม เพราะผู ตอบจะตอบตาม คานิยมทําใหไมไดรับความจริง 4. ทดลองใชกับผูที่มีลักษณะใกลเคียง สรุ ป ไดว า การสร างแบบสั ม ภาษณ มี ขั้นตอนหลั ก ๆ 4 ขั้นตอนคือ 1) ศึก ษาทฤษฎี หลักการ ตัวแปร หรือประเด็นที่จะถาม 2) สรางขอคําถามใหสัมพันธกับประเด็นหรือคําสําคัญ 3) ไม ใชคําถามที่เป นความขัดแยง คานิยมของสัง คม 4) ทดลองใชกับผูที่มีลั กษณะใกลเคียงกับผูที่เราจะ สัมภาษณ
  • 23.
    เครื่องมือในการวิจัย | 23 2.4 การตรวจสอบคุณภาพของแบบสัมภาษณ ในกรณีเปนแบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง จะมีการตรวจสอบคุณภาพเชนเดียวกับการ ตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ดังนี้ ความเที่ย งตรง (Validity) หมายถึง ความถูกตองของสิ่ง ที่เครื่อ งมื อนั้นวัดได ความ เที่ยงตรงมีหลายประเภท ซึ่งแตละประเภทจะมีความหมายเฉพาะและมีวิธีการคํานวณ ดังนี้ 1. ความเที่ย งตรงเชิ งเนื้อหา (Content validity) หมายถึง ความสอดคล อ ง ระหวางขอคําถามในเครื่องมือวิจัยกับพฤติกรรมที่ระบุไวในคํานิยามตัวแปร โดยอาศัยดุลยพินิจของ ผู เ ชี่ยวชาญในการตัดสิ นใจวาแตล ะขอ คําถามมี ความสอดคล อ งกั บ นิย ามตัวแปรหรื อ ไม โดยใช ผูเชี่ยวชาญประมาณ 7 – 9 คน และใชสูตรดัชนีความสอดคลอง (IOC) ดังนี้IOC = N∑R เมื่อ ICO คือ ดัชนีความสอดคลอง ∑R คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญ N คือ จํานวนผูเชี่ยวชาญ เกณฑการพิจารณาใหคะแนนของผูเชี่ยวชาญ มีดังนี้ +1 หมายถึง มั่นใจวาวัดตรงนิยามตัวแปร 0 หมายถึง ไมมั่นใจวาวัดตรงนิยามตัวแปร - 1 หมายถึง มั่นใจวาวัดไมตรงนิยามตัวแปร คา IOC ของแตละขอไมควรนอยกวา 0.5 ยิ่งมีคามากยิ่งดีเพราะแสดงวาวัดไดตรง กับนิยามของตัวแปร คา ICO ที่แสดงถึง คาเที่ ยงตรงเชิง เนื้อหาของขอสอบแตล ะขอที่ กลาวมาใน เนื้อหา 7.2 ยังใชแสดงคาความเที่ยงตรงของขอคําถามแตละขอในแบบสอบถามไดอีกดวย โดยให ผูเชี่ยวชาญพิจารณาวาขอคําถามแตละขอวัดตรงตามนิยามของตัวแปรหรือไม 2. ความเที่ย งตรงเชิงทฤษฎี (Construct validity) หมายถึงความสามารถของ เครื่ อ งมื อ ที่ ส ามารถวัดคุณลั ก ษณะตรงตามโครงสร างหรื อ ตรงตามทฤษฎีของสิ่ ง ที่ จ ะวัดได เช น โครงสร างทางสติป ญ ญาตามทฤษฎี ของกิ ล ฟอร ดประกอบดว ย 3 มิ ติ หรื อ ของเทอร ส โตนมี 7 องคประกอบ เปนตน ถาเครื่องมือที่สรางขึ้นวัดไดตรงตามนี้ ก็แสดงวามีความเที่ยงตรงเชิงทฤษฎี ถา จะหาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบจะหาไดดังนี้ 2.1 ทดสอบความแตกตางระหวางกลุม ซึ่งตามทฤษฎีบอกวามีความแตกตางกันใน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือคุณลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เชน คนที่มีความสามารถทํางานดานตัวเลขตางกัน
  • 24.
    เครื่องมือในการวิจัย | 24 จะมีความสามารถในการเรียนรูทางวิทยาศาสตรดานคํานวณแตกตางกันในการหาคาความเที่ยงตรง เชิงทฤษฎีมีวิธีการดังนี้ 2.1.1 แบงนักเรียนออกเปน 2 กลุม คือ กลุมสูงและกลุมตํ่าโดยใชแบบทดสอบวัด ความสามารถดานตัวเลข 2.1.2 นําแบบทดสอบทางวิทยาศาสตรดานคํานวณที่สรางขึ้นไปสอบนักเรียนทั้ง สองกลุม 2.1.3 เปรียบเทียบคะแนนเฉลียของนักเรียนกลุมสูงและกลุมตํ่าโดยใชสถิติทดสอบ ่ t – test ถาปรากฏวาแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ก็แสดงวาแบบทดสอบที่สรางขึ้นมีความ เที่ยงตรงเชิงทฤษฎี 2.2 หาคาสหสัมพันธกับแบบทดสอบอื่นๆ ที่มีอยูแลว และวัดพฤติกรรมเดียวกัน โดย การนําแบบทดสอบที่สรางขึ้นกับแบบทดสอบอื่นๆ ที่วัดพฤติกรรมเดียวกันไปสอบกับนักเรียนกลุม เดียวกั น แล วนําคะแนนของแบบทดสอบทั้งสองมาหาคาสหสัม พันธ (rx y ) ถาปรากฏวามีคา สหสัมพันธเปนบวกก็แสดงวามีความเที่ยงตรงเชิงทฤษฎี 2.3 อาศัยการวิเคราะหองคประกอบ (Factor analysis) ซึ่งเปนเทคนิคทางสถิติที่จะ ลดจํานวนตัวแปรหรือสิ่งที่จะวัดใหนอยลงเหลือแตตัวประกอบรวมที่สําคัญๆ หรือลักษณะประจําใน ตัวแปรแตละตัวที่รวมกันอยู วิธีการก็คือ เราจะสรางเครื่องมือวัดตัวแปรใหครบทุกตัว เสร็จแลวนําไป วัดกลุมตัวอยาง นําผลการวัดไปวิเคราะหองคประกอบดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร ซึ่งจะวิเคราะห ออกมาไดคาสหสัมพันธระหวางเครื่องมือวัดเปนรายคู ซึ่งจะชี้ใหเห็นวาตัวแปรแตละตัวมีลักษณะที่ รวมกันมากบางนอยบาง และผลสุดทายโปรแกรมคอมพิวเตอรก็จะจัดกลุมตัวแปรใหม เราเรียกวา องคป ระกอบ (Factor) และคาน้ําหนักองคป ระกอบแตละตัวที่ ปรากฏออกมาหมายถึงคาความ เที่ยงตรงเชิงทฤษฎี นั่นเอง 3. ความเที่ย งตรงเชิ งเกณฑ สั ม พันธ (Criterion-related validity) หมายถึ ง ความสามารถของเครื่องมือที่วัดไดตรงกับสภาพความจริง หรือตรงตามเกณฑที่กําหนดขึ้นโดยการหา คาสหสัมพันธระหวางคะแนนของเครื่องมือวัดที่ส รางขึ้น กับคะแนนเกณฑสัมพันธ ความเที่ยงตรง ประเภทนี้ มี 2 แบบ คือ 3.1 ความเที่ยงตรงเชิงทํานาย (Predictive validity) หมายถึง ความสามารถของ เครื่องมือที่วัดไดตรงกับความจริงในอนาคต การหาคาความเที่ยงตรงประเภทนี้จะหาคาสหสัมพันธ
  • 25.
    เครื่องมือในการวิจัย | 25 ระหวางคะแนนของเครื่องมือวัดที่สรางขึ้นกับคะแนนเกณฑสัมพันธที่จะปรากฏในอนาคต เชน ใช คะแนนเฉลี่ยสะสมปสดทายของนักเรียนเปนคะแนนเกณฑสมพันธ ซึ่งการหาความเที่ยงตรงประเภทนี้ ุ ั ตองอาศัยเวลารอคอยเพราะคะแนนเกณฑจะไดทีหลัง 3.2 ความเที่ยงตรงเชิงสภาพปจจุบัน (Concurrent validity) หมายถึงความสามารถ ของเครื่ อ งมื อ ที่ วัด ได ตรงกั บ ความจริ ง ในป จ จุ บั น การหาคา ความเที่ ย งตรงประเภทนี้จ ะหาค า สหสั ม พั นธร ะหวางคะแนนของเครื่ อ งมื อ ที่ ส ร างขึ้น กั บ คะแนนของเครื่ อ งมื อ ที่ ใชเ ป นเกณฑ ซึ่ ง เครื่องมือทั้งสองนี้นําไปวัดกลุมตัวอยางในเวลาเดียวกัน เชน ความเที่ยงตรงเชิงสภาพปจจุบันของ แบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร หาไดโดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติในการ ทดลองวิทยาศาสตรเปนคะแนนเกณฑ เปนตน (มหาวิทยาลัยรามคําแหง. ม.ป.ป.) ความตรงของเครื่องมือ 1. การตรวจสอบความตรงโดยนักวิจัย เปนการตรวจสอบเบื้องตน เพื่อพิจารณาความ สอดคลองของประเด็นตางๆ ที่ใชในการรวบรวมขอมูลของเครื่องมือ กับตัวแปรการวิจัย เชน ถาเปน แบบสอบถาม จะเปนการตรวจสอบความสอดคลองของคําถามคําตอบกับตัวแปรการวิจัย ในกรอบตัว แปร ซึ่งถาไมมีการสรางกรอบตัวแปร ก็ตองนําไปตรวจสอบกับปญหา วัตถุประสงค และสมมุติฐาน ถาสอดคลองกันแสดงวาเครื่องมือนั้นมีความตรงเชิงเนื้อหา 2. การตรวจสอบความตรงโดยผูเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง โดยตองคัดเลือกผูเชี่ยวชาญ อยางนอย 3 ทาน ซึ่งประกอบดวย - ผูที่รูเรื่องเนื้อหาสาระที่จะทําวิจัย - ผูที่รูทฤษฎีที่ใชในการทําวิจัย - ผูที่รูเรื่องการสรางเครื่องมือ หรือนักวัดและประเมินผล 3. การตรวจสอบความตรงโดยวิธีอื่นๆ โดยสวนใหญจะใชวิธีทางสถิติ เชน 3.1 การหาคาสหสัม พันธภายในของเครื่ องมือ (Internal Consistency หรื อ Item Correlation) โดยการหาความสอดคลองระหวางคะแนนของคําถามแตละขอ กับคะแนนของ ขอคําถามทั้งหมด ถาขอคําถามใดที่มีคาสหสัมพันธกับคะแนนรวมสูง แสดงวา มีความตรงสูง 3.2 การใชวิธี Known Group Techniqueเปนการเปรียบเทียบผลที่ไดจากการ นําเครื่องมือไปทดสอบกับกลุมตัวอยาง 2 กลุม คือ กลุมที่มีคุณสมบัติตามตัวแปรที่ตองการศึกษา และ
  • 26.
    เครื่องมือในการวิจัย | 26 กลุมที่ไมมีคุณสมบัติตามตัวแปรที่ตองการศึกษาแลวนํามาเปรียบเทียบดวยสถิติ t-test ถามีความ แตกตางกัน แสดงวาเครื่องมือนั้นมีความตรง (อดุลยเดช ไศลบาท. ม.ป.ป.) วิกร ตันทวุฑโดม (ม.ป.ป.) กลาววา แบบสัมภาษณถามีโครงสรางที่ชัดเจนจะใกลเคียง กับแบบสอบถามบางประเภทโดยเฉพาะแบบสอบถามที่ใชคําถามปลายเปด โดยทั่วไปแลวกอนที่จะ นําแบบสัมภาษณไปใชมักจะมีการตรวจสอบความเที่ยงตรง โดยอาศัยผูเชี่ยวชาญพิจารณาขอคําถาม ในการสัมภาษณใหครอบคลุมเนื้อหาครบถวน ขอคําถามถูกตองเหมาะสม ตรงตามโครงสราง และ ภาษาที่ใชเหมาะสมกับผูใหขอมูล (สมคิด, 2538 : 34) อาจนําแบบสัมภาษณที่ผูเชี่ยวชาญเห็นชอบ แลวไปทดลองสัมภาษณกับกลุมตัวอยางเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของภาษาอีกก็ได ในสวนของ ความเชื่อมั่นนั้นอาจทดสอบดวยวิธีสัมภาษณซ้ําเชนเดียวกับแบบสอบถามที่ใชวิธีสอบซ้ํา หรืออาจ ตรวจสอบความเชื่อมั่นของคําตอบที่ไดจากการสัมภาษณดวยการใชผูสัมภาษณหลายคนสัมภาษณ ผูใหขอมูลคนเดียว แลวตรวจสอบความสอดคลองของคําตอบกับผูสัมภาษณคนอื่น ๆ หรืออาจใชผู สัมภาษณคนเดียว เมื่อไดขอมูลแลวนําขอมูลดังกลาวใหผูถูกสัมภาษณยืนยันคําตอบของตนเองก็ได สรุ ป ได วา การตรวจสอบคุณ ภาพของแบบสั ม ภาษณ ถาเป นแบบสั ม ภาษณแบบมี โครงสร า งควรตรวจสอบ 2 ดานคือ 1) ความเที่ ย ง 2) ความตรง ถ าเป นแบบสั ม ภาษณแ บบมี โครงสรางควรตรวจสอบดานการใชภาษาเพิ่มดวย 2.5 การนําไปใช กิติพัฒน นนทปทมะดุล (ม.ป.ป.) ไดกลาววา ในการสัมภาษณเพื่อเก็บรวบรวมขอมูลใน การวิ จั ย เชิ ง คุณ ภาพไม ได มี ขั้ นตอนที่ เ ป นสู ตรสํ าเร็ จ ที่ ต อ งปฏิบั ติอ ยา งเคร ง ครั ดแต ป ระการใด นอกจากนั้น นัก วิจั ยเชิง คุณภาพแตล ะท านอาจจะมี วิธีก ารเริ่ ม ตนเป นขั้นตอนที่ แตกตางกั นก็ ได ขั้นตอนในการสัมภาษณในที่นี้จึงเปนการนามาเพื่อเปนประโยชนในการพิจารณาดําเนินการ และผูที่ นาไปใชอาจมีการนาปรับประยุกตเพื่อความเหมาะสม อยางนอยที่สุด นักวิจัยเชิงคุณภาพหรือผูที่เพิ่ง เริ่มการสัมภาษณในการวิจัยเชิงคุณภาพจะไดมีขอพิจารณาในการดําเนินการสัมภาษณ ขั้นตอนในการสัมภาษณเพื่อเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบดวย 5 ขั้นตอนใหญๆ คือ 1. ขั้นการเตรียมการสัมภาษณ 2. ขั้นการเลือกวิธีบันทึกขอมูล 3. ขั้นดําเนินการสัมภาษณ
  • 27.
    เครื่องมือในการวิจัย | 27 4. ขั้นการสะทอนการสัมภาษณ 5. ขั้นกระบวนการเก็บขอมูลเสร็จสมบูรณ มหาวิทยาลัยรามคําแหง (ม.ป.ป.) ไดใหหลักการสัมภาษณดังนี้ 1. เตรียมเครื่องมือใหพรอมทั้งแบบการสัมภาษณ เทปบันทึกเสียง สมุดจดบันทึก เปนตน 2. ถามีผูชวยสัมภาษณ ผูวิจัยจะตองสรางคูมือการสัมภาษณ พรอมทั้งฝกอบรมผูชวย สัมภาษณดวย 3. ทําความเขาใจเรื่องที่จะสัมภาษณใหดีกอนออกสัมภาษณ 4. นัดแนะเวลา สถานที่ ผูถูกสัมภาษณใหเรียบรอย 5. ผูสัมภาษณตองสรางบรรยากาศกอนลงมือสัมภาษณ โดยแจงวัตถุประสงคของการ สัมภาษณ สรางความคุนเคยหรือความไวใจกันกอนจะเริ่มสัมภาษณ 6. ดําเนินการสัมภาษณตามที่ไดเตรียมการลวงหนามากอน 7. ใชภาษาที่เขาใจงายๆ ไมกํากวม 8. ไมควรถามนําหรือถามในทํานองชี้นําคําตอบ 9. ผูสัมภาษณตองฟงมากกวาพูด 10. ผูสัมภาษณจะตองวางตัวเปนกลางไมแสดงความรูสึกดีใจ หรือเสียใจตอคําตอบ ของผูถูกสัมภาษณ 11. อยาใชเวลาสัมภาษณนานจนเกินไป อยาพูดนอกเรื่องมากนัก 12. แสดงการขอบคุณผูถูกสัมภาษณกอนจบการสัมภาษณ สรุปไดวา ขั้นตอนการสัมภาษณ มี 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการ 2) ขั้นการเลือกวิธี บันทึกขอมูล 3) ขั้นดําเนินการสัมภาษณ 4) ขั้นการสะทอนการสัมภาษณ 5) ขั้นกระบวนการเก็บ ขอมูลเสร็จสมบูรณและมีหลักการสัมภาษณที่สําคัญอยู 12 ประการ คือ 1) เตรียมเครื่องมือใหพรอม 2) ถามีผูชวยสัมภาษณ ผูวิจัยจะตองสรางคูมือการสัมภาษณ พรอมทั้งฝกอบรมผูชวยสัมภาษณดวย 3) ทําความเขาใจเรื่องที่จะสัมภาษณใหดี 4) นัดแนะเวลา สถานที่ ผูถูกสัมภาษณใหเรียบรอย 5) สราง ความคุนเคยหรือความไวใจ 6) สัมภาษณตามที่ไดเตรียมการลวงหนามากอน 7) ใชภาษาที่เขาใจงายๆ ไมกํากวม 8) ไม ควรถามนําหรือถามในทํานองชี้นําคําตอบ 9) ผูสั มภาษณตองฟ งมากกวาพูด 10) สัม ภาษณจ ะตอ งวางตัวเปนกลางไม แสดงความรู สึก ดีใจ หรื อเสี ยใจตอ คําตอบ 11) อยาใชเ วลา สัมภาษณนานจนเกินไป 12) แสดงการขอบคุณผูถูกสัมภาษณกอนจบการสัมภาษณ
  • 28.
    เครื่องมือในการวิจัย | 28 ตัวอยางแบบสัมภาษณ (การประเมินดานจิตพิสัย. 2550) แบบสัมภาษณแบบมีโครงสราง ตัวอยางที่ 1 แบบสัมภาษณคณะกรรมการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตอนที่ 1 ขอมูลสวนตัว 1.1 เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง 1.2 อายุ.................ป 1.3 ประสบการณเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา.............ป ตัวอยางที่ 2 คําชี้แจง ใหผูสัมภาษณถามคําถามแตละขอแลววงกลมรอบตัวเลือกที่นักเรียนตอบ 1. นักเรียนอายุกี่ป 2.นักเรียนมีพี่นองทั้งหมดกี่คน ก. 12 ป ข. 13 ป ก. 2 คน ข. 3 คน ค. 14 ป ง. 15 ปขึ้นไป ค. 4 คน ง. 5 คนขึ้นไป 3. ปจจุบันนักเรียนอาศัยอยูกับใคร 4. นักเรียนมาโรงเรียนอยางไร ก. พอและแม ข. พอหรือแม ก. เดิน ข. ขี่จักรยาน ค. ญาติ ง. อยูคนเดียว ค. ขับมอเตอรไซด ง. รถประจําทาง แบบสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง ตัวอยางที่ 1 คําชี้แจง ใหผูสัมภาษณถามคําถามแตละขอ แลวเขียนคําตอบที่นักเรียนตอบลงใน ชองวางที่กําหนดให 1. นักเรียนชอบเรียนวิชาใดมากที่สุด ...........………...........................................…............. เพราะเหตุใด ...........................….....................…………................................................. 2. นักเรียนไมชอบเรียนวิชาใดมากที่สุด ...................................................………................ เพราะเหตุใด ...........................….....................…………................................................. 3. งานอดิเรกของนักเรียนคืออะไร ..............………………..…........................................... 4. .........................................................….......................………………..............................
  • 29.
    เครื่องมือในการวิจัย | 29 ตัวอยางที่ 2 คําชี้แจง ใหผูสัมภาษณถามขอมูลเกี่ยวกับนักเรียนในหัวขอตอไปนี้ 1. วิชาที่นักเรียนชอบเรียนมากที่สุด พรอมทั้งเหตุผล ....................................................................................................................................... ....................................................................................................................................... ....................................................................................................................................... 2. วิชาที่นักเรียนไมชอบเรียนมากที่สุด พรอมทั้งเหตุผล ....................................................................................................................................... ....................................................................................................................................... ....................................................................................................................................... 3. งานอดิเรก ....................................................................................................................................... 4. ............................................................................................................................... ....................................................................................................................................... 3. แบบสังเกต (นางสาววณิชชา แมนยํา) 3.1 ความหมาย การสังเกตการณ (Gold, 1958; Mereiam, 1998; Spradley, 1980 อางถึงใน องอาจ นัยพัฒน, 2549) หมายถึง วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลหลักฐาน โดยใชประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไดแก ตา เห็นรูป หูฟงเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส และกายสัมผัสรอนเย็น ศึกษาสภาพลักษณะการเกิดขึ้น การ เปนอยู การเปลี่ยนแปลงหรือดับสูญไปของสรรพสิ่ง หรือปรากฏการณตางๆ ที่สนใจ เพื่อทําความ เขาใจ เกี่ยวกับสรรพสิ่งนั้นๆ และความสัมพันธระหวางสรรพสิ่งที่สนใจกับสิ่งอื่นๆ ที่อยูภายในบริบท ที่ทําการสังเกตการณ การสังเกต (มาเรียม นิลพันธุ, 2553) หมายถึง ชุดของพฤติกรรมที่ผูวิจัยตองการศึกษา โดยกําหนดแนวทางการสังเกต และผูสังเกต บันทึกการสังเกต แบบสังเกต เปนเครื่องมือที่ใชในการ รวบรวมขอมูล โดยการสังเกต การสังเกต (พวงรัตน ทวีรัตน, 2540) หมายถึง เครื่องมือในการเก็บรวบรวมขอมูลที่ตอง อาศัยประสาทสัมผัสหลายอยาง โดยเฉพาะอยางยิ่ง ประสาทสัมผัสทางตาและหูเปนสําคัญ การสังเกต ใชไดดี สําหรับการศึกษาคุณลักษณะและพฤติกรรมของบุคคล รวมถึงปรากฏการณ และพิธีการตางๆ
  • 30.
    เครื่องมือในการวิจัย | 30 ใชเปนเครื่องมือรวบรวมขอมูลไดทั้งดานวิทยาศาสตรหายภาพ และทางดานพฤติกรรมศาสตรและ สังคมศาสตร กลาวโดยสรุป คือ แบบสังเกต คือ เครื่องมือหรือวิธีการ ที่ใชในการรวบรวมขอมูล โดยใช ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไดแก การมอง การฟง การดมกลิ่น การรับรส การสัมผัส เพื่อศึกษาพฤติกรรม ของสิ่งที่ผูวิจัยตองการศึกษา 3.2 ประเภทของแบบสังเกต องอาจ นัยพัฒน (2549) ไดแบง ประเภทของการสังเกตการณ ภายใตบริบท ของผูวิจัย เขาไปมีสวนรวมกับตัวอยางบุคลหรือผูใหขอมูล จําแนก เปน 5 ประเภท ดังนี้ 1. แบบไม มี ส ว นร วมโดยสมบูร ณ (Nonparticipation) เป นวิ ธีสั ง เกตการณ ที่ นักวิจัย สวมบทบาทเปนผูสังเกตการณอยางสมบูรณแบบ (Complete Observ) ซึ่งเปนไปในลักษณะ  แฝงตัวจากกลุมคนที่สนใจศึกษา 2. แบบมี สวนรวมโดยไม มีปฏิกิริยาโตตอบ (Passive Participation) เปนวิธีที่ ผูวิจัยเปดเผยบทบาทของตนเองใหบุคคล หรือกลุมคนผูเปนตัวอยางใหขอมูลหลักฐานรับทราบ เพื่อ จะไดมีโอกาสเขาไปมีสวนรวมในบรรยากาศของเหตุการณที่สนใจ 3. แบบมีสวนรวมพอประมาณ (Moderate Participation) เปนวิธีที่ผูวิจัยเขาไป สังเกตการณและมีปฏิสัมพันธรวมกับสมาชิกคนอื่นๆ ผานการทํากิจกรรมของชุมชนบางประการ 4. แบบมีสวนรวมโดยมีปฏิกิริยาโตตอบ (Active Participation) เปนวิธีที่นักวิจัย เปดเผยบทบาทแทจริงใหกับบุคล หรือกลุมบุคคลในชุมชนที่เปนตัวอยางใหขอมูลวิจัยรับทราบ และมี สวนรวมในการทํากิจกรรมของชุมชนอยางกระตือรือรน เชนเดียวกับสมาชิกรายอื่นๆ (Participation as Observer) มาเรียม นิลพันธุ (2553) ไดจัดแบงประเภท ของแบบสังเกต ตามเกณฑ ดังนี้ จําแนกตามโครงสราง แบงได 2 ลักษณะ คือ 1. การสังเกตแบบมี โ ครงสรา ง (Structured Interview) เป นการสั ง เกตที่ กําหนดประเด็นไวลวงหนา มีการกําหนดเครื่องมือคือแบบสังเกต 2. การสังเกตแบบไมมีโครงสราง (Unstructional Interview) เปนการสังเกต ที่ไมไดมุงสังเกตเฉพาะสิ่งที่สังเกตเทานั้น เหมาะกับการสังเกตทั่วๆไป ในชวงแรกๆ ของการวิจัย
  • 31.
    เครื่องมือในการวิจัย | 31 จําแนกตามประเภท แบงได 2 ชนิด คือ 1. การสังเกตทางตรง (Director Observation) เปนการสังเกตพฤติกรรมที่ผู สังเกตเฝาดูพฤติกรรมดวยตนเอง 2. การสังเกตทางออม (Indirect Observation) เปนการสังเกตพฤติกรรมที่ผู สังเกต ไมไดเผาดูพฤติกรรมโดยตรง แตเปนการสังเกตผานเครื่องมืออุปกรณตางๆ จําแนกตามวิธีการ แบงได 2 ชนิด คือ 1. การสังเกตแบบมีสวนรวม (Participation Observation) เปนการสังเกตที่ ผูวิจัยเขาไปมีสวนรวมในกิจกรรมกับผูถูกสังเกตดวย ซึ่งผูถูกสังเกตอาจรูตัว เรียกวา การสังเกตโดย การเขาร วมแบบไม สมบูรณ (Incomplete Participation) หรื อไม รูตัววาถูกสัง เกต เรียกวา การ สังเกตโดยการเขารวมแบบสมบูรณ (Complete Participation) 2. การสังเกตแบบไมมีสวนรวม (Non Participation Observation) เปนการ สังเกตที่ผูสังเกตอยูวงนอกของผูถูกสังเกต ไมไดเขารวมกิจกรรมดวย พวงรัตน ทวีรัตน (2540) แบงการสังเกต ออกเปน 2 ประเภทใหญ ไดแก 1. การสังเกตทางตรง (Director Observation) เปนการสังเกตที่ผูสังเกตตอง เผาดูเ หตุการณหรื อพฤติกรรมที่เ กิดขึ้นดวยตนเอง ผานทางประสารทสั มผั สทางตาเป นส วนใหญ รองลงมาคือ หู 2. การสั งเกตทางออม (Indirect Observation) เป นการสัง เกต ที่ผู สัง เกต ไมไดเห็นเหตุการณหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นดวยตนเอง แตอาศัยการถายทอดดวยเครื่องมือ อยางใด อยางหนึ่ง กลาวโดยสรุป แบบสังเกต สามารถแบงออกได 2 ประเภทหลักๆ คือ การสังเกตทางตรงหรือ มีสวนรวม และ การสังเกตทางออมหรือแบบไมมีสวนรวม กรแกว จันทภาษา (2550) อางถึงใน สุภางค จันทวานิช (2549: 45) ไดจําแนกขอดีและ ขอจํากัดของแบบสังเกตทั้ง 2 แระเภท ดังนี้ ขอดีของวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวม 1. ทําใหผูวิจัยไดรับการยอมรับและสนิทสนมกับกลุมที่จะศึกษา โดยที่ผูถูกสังเกตไม รูตัววาถูกสังเกตหรือเฝาดู จึงมีพฤติกรรมที่เปนไปตามธรรมชาติ ทําใหไดขอมูลที่เปนจริง
  • 32.
    เครื่องมือในการวิจัย | 32 2. ทําใหเห็นภาพรวมของเหตุการณตางๆ อยางเปนธรรมชาติมากที่สุด ทําใหเขาถึง ขอมูลไดงาย 3. สามารถตรวจสอบขอมูลไดซ้ําๆ ขอจํากัดของวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวม 1. มักใชไดกับการศึกษากลุมเล็กๆ 2. ผูวิจัยตองระวัง มิใหตนเองเขาไปมี ความรูสึก รวมและผู กพั นทางอารมณจนขาด ความเที่ยงตรง อาจเปนเหตุใหมีอคติ หรือเขาขางกลุมที่กําลังศึกษาได ขอมูลก็จะขาดความเที่ยงตรง 3. การจดบันทึกเหตุการณตางๆ ทําไดลําบากขณะอยูรวมกิจกรรมกับกลุม ขอดีของวิธีการสังเกตแบบไมมีสวนรวม 1. มักใชในการเริ่มตนเก็บขอมูล ทําไดงาย 2. ไมตองเสียเวลาใหไดรับการยอมรับจากกลุมศึกษา เพราะมีบทบาทเปนคนนอก ทํา ใหมีโอกาสเกิดอารมณรวมนอย 3. เก็บขอมูลในระยะเวลาสั้นและสิ้นเปลืองคาใชจายนอยกวาวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวม ขอจํากัดของวิธีการสังเกตแบบไมมีสวนรวม 1. ถาผูสังเกตรูวาถูกสังเกต อาจทําใหไมแสดงพฤติกรรมที่เปนธรรมชาติออกมา 2. ขอมูลที่ไดไมละเอียดหรือสมบูรณเทาวิธีการสังเกตแบบมีสวนรวม ประเภทของสิ่งที่ตองสังเกต เพื่อไมใหผูวิจัยรูสึกสับสนไมทราบวาสิ่งทีตองการสังเกตเพราะขอบเขตบริบทของสิ่งที่ ่ ตองการสังเกตกวางขวางและมีความซับซอน สามารถจําแนกรายการสิ่งที่ผูวิจัยจะตองสังเกตการณ ได 6 ประเภท (Bogdan & Biklen, 2003; LeCompte & Preissle, 1993; Patton, 2002 อางถึง ใน องอาจ นัยพัฒน, 2549) ดังนี้ 1. สถานที่/บริบทแวดลอมทางกายภาพ (Physical Setting/Context) ไดแก การ สังเกตสภาพของสิ่ง แวดลอมทางกายภาพโดยทั่วไปวา มีส ภาพลักษณะอยางไร และมีลักษณะของ อาณาบริเวณโดยรอบสถานที่สังเกตการณเปนอยางไร 2. ผูมีส วนรวม (Participants) ไดแก การพรรณนาวาใครเป นผู มี สวนร วม หรื อ สถานที่ทําการสังเกตการณ และจํานวนผูมีสวนรวมและบทบาทตอการเขารวมอยางไร
  • 33.
    เครื่องมือในการวิจัย | 33 3. แบบแผนการกระทําและปฏิสัมพันธ (Activities and Interactions) ไดแก การสังเกตวามีการกระทําหรือพฤติกรรมอะไรบางที่เกิดขึ้นอยางเปนกระบวนการตอเนื่องจนเปนแบบแผน 4. การสนทนา (Conversation) ไดแก การสั ง เกตเกี่ ยวกั บ เนื้อ หาสาระที่ อ ยูใ น ถอยคําสนทนาระหวางบุคคลหรือสถานที่ที่ทําการศึกษาวิจัย 5. ปจจัยแฝงเรน (Subtle Factors) ไดแก แบบแผนการกระทําทั้งที่เกิดขึ้นอยาง เปนทางการและไมไดวางแผนไว ความหมายโดยนัยที่ แฝงอยูในถอยคําหรือสํานวนทางภาษาและ สัญลักษณใดๆที่ปรากฏ 6. พฤติกรรมของผูวิจัย (Your own behavior) เนื่องจากผูวิจัยเปนเพียงสวนหนึ่ง ของสิ่งที่ทําการสังเกตการณ ดังนั้น ผูวิจัยจะตองสังเกตการณบทบาทของผูวิจัยเองวามีสภาพลักษณะ อยางไร ขณะทําการสังเกตการณสิ่งอื่นๆ การพูดหรือพฤติกรรม ตองทําการบันทึกไวประกอบการ สังเกตดวย สิ่งที่ตองสังเกต (สุภางค จันทวานิช, 2549: 50 -55) กอนที่จะทําการสังเกตผูวิจัยควร กําหนดกรอบที่ใชในการสังเกตดังนี้ คือ 1. การกระทําของแตล ะบุคคล (Acts) คือ การสังเกตวิถีการดําเนินชีวิตของผูถูก ศึกษา เชน ลักษณะเสื้อผาที่ใส อาหารที่รับประทาน สานที่อยูอาศัย 2. แบบแผนการกระทํา (Activities) คือ การสังเกตการกระทําหรือพฤติกรรมที่เปน กระบวนการที่มีขั้นตอนและมีลักษณะตอเนื่องจนเปนแบบแผน เชน การปรุงอาหาร การเพาะปลูก การจั ด งานประจํ า ป การรั ก ษาพยาบาล การสั ง เกตแบบแผนการกระทํ า เหล านี้ จ ะชี้ให เ ห็ นถึ ง สถานภาพ บทบาท และหนาที่ของสมาชิกในสังคมได 3. ความหมาย (Meanings) คือ การสังเกตการใหความหมายของผูถูกศึกษาที่มีตอ การกระทํา (Acts) และแบบแผนการกระทํา (Activities) ขางตน การสังเกตในสวนนี้จะทําใหเขาใจวา ผูถูกศึกษามีความเชื่อ โลกทัศน ทัศนคติ เกี่ยวกับสภาะสังคมของตนเองอยางไร 4. ความสัมพันธ (Relationship) คือ การสั งเกตความสั มพันธระหวางบุคคลใน ชุมชน เชน ความสัมพันธทางเครือญาติ ความสัมพันธทางการเมือง ความสัมพันธทางเศรษฐกิจ การ สังเกตความสัมพันธระหวางบุคคลจะชวยใหเขาใจถึงโครงสรางทางสังคมที่ตองการศึกษาไดเปนอยางดี 5. การมีสวนรวม (Participation) คือ การสังเกตการมีสวนรวมกิจกรรมของผูถูก ศึกษา การสังเกตในประเด็นนี้จะชวยใหผูวิจยเขาใจถึงโครงสรางทางสังคมที่ตองการศึกษาอีกทางหนึ่ง ั
  • 34.
    เครื่องมือในการวิจัย | 34 6. องค ประกอบของสิ่ งแวดล อ ม (Setting) คื อ การสั ง เกตองคป ระกอบของ สิ่ ง แวดล อ มที่ ใ ช เ ป น พื้ น ที่ ศึ ก ษา เป น การสั ง เกตสถานที่ ใ นความความหมายทางภู มิ ศ าสตร ความสัมพันธระหวางบุคคล วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิต ฯลฯ กล าวโดยสรุป ผู วิจั ย จะตอ งคํานึงถึง สิ่ งที่ ตอ งสั ง เกตดวยกรอบการสัง เกต เพื่ อสร าง ขอบเขตในการสังเกต ไมใหสิ่งที่ไดมา อยูนอกเหนือประเด็นในการสังเกต 3.3 กระบวนการในการสังเกต องอาจ นัยพัฒน (2549) กลาววา กระบวนการเก็บรวบรวมขอมูลในภาคสนามสามารถ จําแนกเปนขั้นตอนตางๆ ไดดังนี้ 1. การเตรี ย มความพร อ ม เป น การเตรี ย มตั ว ของผู วิ จั ย ในส ว นที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ การศึกษา สภาพลัก ษณะทางกายภาพของชุมชนหรือที่เปนสถานที่หรือสนามของการวิจัย รวมทั้ ง สภาพลักษณะทางสังคมของชุมชนแหงนั้น อยางกวางๆ ซึ่งสามารถ กระทําโดยการศึกษาแผนที่หรือ เปกสารที่เกี่ยวของกับชุมชน นอกจากนี้ ผูวิจัยตองจัดประชุมเพื่อทําความเขาใจกับผูรวมงาน ในทุกๆ ประเด็นที่เกี่ยวของ 2. การเขาสู และการสรา งความคุนเคยกับบริบทของสถานที่ศึกษาวิจัย เป นการ ดําเนิน งานในขั้น ตอนแนะนําหรื อ แสดงตัวกั บ ตั วอยา งผู ใ ห ข อ มู ล หรื อ บุ คคลที่ เ กี่ ยวข อ งกั บ การ ศึกษาวิจัย รูจักและรับทราบ บทบาทของตนเองหรือสมาชิกคนอื่นๆ ในคณะทํางานอยางชัดเจน 3. การสังเกตการณและการบันทึกขอมูล นักวิจัยควรเริ่มตนขั้นตอนการสังเกตการณ และบันทึกขอมูลผลการสังเกตการณ เมื่อสิ่งตางๆ หรือสถานที่ที่ศึกษาวิจัย ดําเนินไปตามสภาวการณ ปกติ ดังที่เคยเปนมา กอนที่ผูวิจัยจะเขามาทําการศึกษาวิจัย โดยมีหลักการดังนี้ 3.1 มีลักษณะเจาะจง (Specific) ตรงกับจุดมุงหมายของการศึกษาวิจัยเปนหลัก พรอมกับมีความยืดหยุนตอการสังเกตการณสิ่งอื่นๆ เมื่อเห็นวาสิ่งนั้นมีความสําคัญและเกี่ยวของกับ ประเด็นคําถามและหัวขอปญหาวิจัย 3.2 พยายามแยกความรูสึกลําเอียงหรืออคติสวนตัว ผูวิจัยจะตองพยายามแยก ความรูสึกออกจากบุคคล กลุมบุคคล หรือสิ่งที่พึงประสงคสังเกตการณเทาทีจะเปนไปได เพื่อใหขอมูล ่ หลักฐานของการสังเกตการณที่ไดรับมีความถูกตอง/เชื่อถือได
  • 35.
    เครื่องมือในการวิจัย | 35 3.3 สั ง เกตการณ แ ละบั นทึ ก ข อ มู ล หลั ก ฐานอย า งละเอี ย ด ผู วิ จั ย จะต อ ง สังเกตการณและบันทึกขอมูลหลักฐานอยางละเอียด ลุมลึก และครอบคลุมครบถวนประเด็นคําถาม การวิจัยที่ตองการแสวงกาคําตอบ 3.4 บันทึกขอมูลที่ไดจากการสังเกตการณอยางทันทวงที ผูวิจัยควรบันทึกผล อยางทันทวงที เพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือนหรือความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นจากการลืมเลือน 3.5 จัดสรรเวลาสังเกตการณและบันทึกผลการสังเกตการณเหมาะสม ผูวิจัยไม ควรสังเกตการณโดยปราศจากการบันทึก หรือทําการบันทึกผลการสังเกตการณนอยมาก หรือมุงเนน บันทึกขอมูลจนทําการสังเกตการไมครอบคลุมครบถวน หรือสูญเสียโอกาสพบเห็นเหตุการณที่สําคัญ ไปอยางนาเสียดาย 3.6 เก็บผลการสังเกตการณจากภาคสนามอยางปลอดภัย ผูวิจัยตองเก็บรักษา สมุดบันทึกผลการสังเกตการณไวในที่ปลอดภัยจากจากการเขาถึงของบุคคลอื่น และควรถายสําเนา เก็บไวอยางนอย จํานวน 2 ชุด เพื่อปองกันการสูญหาย หรือฉีกขาด 4. การตรวจสอบคุณภาพของข อมูลและผลการสั งเกตการณ เปนการตรวจสอบ คุณภาพของขอมูลวาสามารถไววางใจหรือความเชื่อใจไดมากนอยเพียงไร 5. การถอนตัวออกจากสถานที่ศึกษาวิ จัย ผู วิจั ยควรเตรี ยมตัวออกจากสถานที่ ศึกษาวิจัยในระยะกอนที่การเก็บขอมูลจะสินสุดลง เพื่อกลาวลาตัวอยางผูถูกสังเกต รวมทั้งบุคคลอื่นๆ ้ ที่อํานวยความสะดวกในการศึกษาวิจัย และชวยคลี่คลายความรูสึกผูกพันทางอารมณระหวางผูวิจัย และบุคคลอยางเหมาะสม 3.4 หลักการในการสังเกต พวงรัตน ทวีรัตน (2540) กลาววา การสังเกตมีหลักการดังนี้ 1. ในการสั งเกตตองกํ าหนดจุ ดมุง หมายที่ จ ะสั งเกตไวให แนนอน โดยอาจทํ าเป น รายการพฤติกรรมที่จะสังเกตไวลวงหนาอยางชัดเจน พรอมกําหนดไววาจะบันทึกการสังเกตอยางไร 2. การสังเกตตองศึกษาเครื่องที่จะสังเกตไวใหมีความรูพื้นฐาน 3. การสังเกตตองนิยามสิ่งที่สังเกตใหแจมชัดวา หมายถึงอะไร มีขอบเขตแคไหน 4. การสังเกตจะตองกระทําอยางมีระบบ 5. การสังเกตตองใหไดขอมูลเชิงปริมาณ เพื่อนําผลไปวิเคราะหได
  • 36.
    เครื่องมือในการวิจัย | 36 6. ผูสังเกตตองไมมีอติในการสังเกต 7. ผูสังเกตตองไดรับการฝกฝนในเรื่องที่จะสังเกตมาเปนอยางดี 8. การสังเกตตองสังเกตอยางละเอียดถี่ถวน 9. การสังเกตตองมีการบันทึกขอมูลโดยทันที 10. ในการสังเกตควรใชเครื่องมืออื่นๆ ประกอบดวย เพื่อชวยในการบนทึกการสังเกต ซึ่งอาจจะเปนแบบตรวจสอบรายการ (Check List) หรือมาตราสวนประเมินคา (Rating Scale) หรือ ทั้ง 2 อยาง 3.5 ลักษณะของผูสังเกต พวงรัตน ทวีรัตน (2540) กลาววา การสังเกตจะไดผลดี ผูสังเกตจะตองมีลักษณะ 3 ประการ คือ 1. ตองมีความตั้งใจ (Attention) มีจุดหมายที่แนนอน และมีจิตใจจดจอตอเรื่อง ที่จะสังเกต 2. ตองมีประสาทสัมผัสที่ดี (Sensation) คือ ประสาทสัมผัสตองปกติ และรับรู ไดไว ทั้งนี้ ตาตองไมบอดและหูตองไมหนวก 3. ต อ งมี ก ารรั บ รู ไ ด ดี (Perception) คื อ ผู สั ง เกตต อ งพร อ มที่ จ ะรั บ รู แ ละ สามารถแปลความหมายสิ่งที่รับรูนั้นไดถูกตอง นั่นคือ การสังเกตขึ้นอยูกับองคประกอบตอไปนี้ดวย ไดแก 3.1 อารมณ (Emotion) คือ ผูสังเกตตองมีอารมณอันมั่นคง จิตใจ ไมวอกแวก 3.2 แรงจูงใจ (Motivation) คือ ผูสังเกตตองมีความรูสึกอยางสังเกต ในสิ่งที่จะ สังเกตอยางเต็มใจ และมีความรูสึกเห็นคุณคาในสิ่งที่จะสังเกต 3.3 ความรังเกียจ (Prejudice) ผูสังเกตตองไมมีความรังเกียจกลุมตัวอยาง ตองทํา จิตใจใหยุติธรรม ไมใชความรูสึกสวนตัวเขาไปเกี่ยวของ ตองบันทึกไปตามพฤติกรรมที่เกิด 3.4 ป ญ ญา (Mental Set) ผู สั ง เกตตอ งมี ความรู ในเรื่ อ งที่ สั ง เกตเป นอยางดี สามารถแปลความหมายพฤติกรรมที่สังเกตไดอยางถูกตอง
  • 37.
    เครื่องมือในการวิจัย | 37 3.6 การตรวจสอบผลการสังเกต มาเรียม นิลพันธุ (2553) กลาววา สามารถตรวจสอบผลการสังเกตดวยการหาคาความ เชื่อมั่นของการสังเกต แบงเปน 2 กรณี คือ 1. ผูสังเกตคนเดียว มีการสังเกตซ้ํา 2 ครั้ง โดยผูสังเกตคนเดิม แคตางเวลากัน ใน พฤติกรรมเดียวกัน แลวนําผลการสังเกตครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 มาคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ อยางง าย โดยใชสูตรของ Pearson Product Moment Correlation หรื อ Spearmen Rank Correlation ทั้งนี้ ขึ้นอยูกับขอมูลอยูในมาตราวัดระดับใด 2. ผูสังเกตหลายคนสังเกตพฤติกรรมเดียวกัน การสังเกตของผูสังเกตแตละคนตอง เปนอิสระจากกัน แลวนําผลการสังเกตมาหาความสอดคลองกันของการสังเกต โดยการหาสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธอยางงาย หรือใชสูตรของ วิลเลียม เอ สกอตต (William A. Scott) ซึ่งมีสูตรการคํานวณ ดังนี้ π= เมื่อกําหนดให π แทน ความเชื่อมั่นของการสังเกต แทน อัตราสวนของความนาจะเปนของการสังเกตพฤติกรรมไดตรงกัน ของผูสังเกตสองคน ซึ่งหาไดจากผลตางระหวาง 1 กับผลรวมของ สัดสวนของความแตกตางระหวางผูสังเกต แทน อัตราสวนของความนาจะเปนของการสังเกตพฤติกรรมไดตรงกันที่ เกิ ดขึ้นโดยบัง เอิ ญของผู สัง เกตสองคนซึ่ ง หาไดจ ากสั ดสวนของ คะแนนพฤติกรรมที่มีจํานวนสูงสุด และรองลงมา โดยเลือกจากผู สังเกตคนใดคนหนึ่งก็ได นําคาทั้งสองมายกกํ าลัง สองแลวนํามา รวมกัน
  • 38.
    เครื่องมือในการวิจัย | 38 ตัวอยาง การหาความเชื่อมั่นของการสังเกตของผูสังเกตสองคน ผูสังเกต ความแตกตาง พฤติกรรม สัดสวนคนที่ 1 สัดสวนคนที่ 2 คนที่ 1 คนที่ 2 สัดสวน 1 13 15 .482 .484 .002 2 9 8 .333 .258 .075 3 3 5 .111 .161 .050 4 2 3 .074 .097 .023 รวม 27 31 1.000 .1000 .150 จากสูตร π= P = 1 - 0.150 = 0.850 P = (.484)2 – (.333)2 = 0.343 . . π = . ความเชื่อมั่นของการสังเกต = .772 ขอดีและขอจํากัดของแบบสังเกต มาเรียม นิลพันธุ (2553) กลาวถึง ขอดีและขอจํากัดของการสังเกต ไวดังนี้ ขอดี 1. ไดขอมูลเชิงประจักษที่ถูกตองเปนจริง 2. ไดขอมูลเพิ่มเติมจากการเก็บขอมูลดวยวิธีการอื่นๆ หรือไมสามารถรวบรวมไดดวย วิธีอื่นๆ 3. ไดขอมูลจากกลุมที่ไมตองการใหขอมูลดวยวาจาหรือการเขียน
  • 39.
    เครื่องมือในการวิจัย | 39 ขอจํากัด 1. ผูถูกสังเกตจะเบี่ยงเบนพฤติกรรมความจริง หากรูตัววาถูกสังเกต 2. ข อ มู ล ที่ ไ ด ไ ม เ ป น ปรนั ย พฤติ ก รรมที่ แ สดงเป น ข อ มู ล เชิ ง คุ ณ ภาพ ผู สั ง เกต เปลี่ยนเปนเชิงปริมาณ โดยใชความรูสึกสวนตัว 3. อาจเกิดความคลาดเคลื่อน หากผูสังเกตมีอคติ / ขาดประสบการณ 4. เก็บขอมูลไดเพียงบางสวน ไมสามารถไดขอมูลทุกแงมุม ตัวอยางแบบสังเกต 1. แบบสังเกตที่ใชแบบบันทึกพฤติกรรมที่เปนตาราง เชน เวลา สถานที่ พฤติกรรม จํานวนครั้ง หมายเหตุ 9.00-12.00 หองเรียน 1.ถามคําถาม 2 2.พูดคุยกับเพื่อน 10 3.เขียนรายงาน 2 4.คนหาหนังสือ 1 5.เขาหองน้ํา 4 2. แบบสังเกตแบบตรวจสอบรายการ โดยการกําหนดพฤติกรรมที่จะสังเกตไวลวงหนา โดย พิจารณาวาผูถูกสังเกตแสดงพฤติกรรมหรือไมอยางไร เชน แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู พฤติกรรม ปฏิบัติ ไมปฏิบัติ ขอมูลเพิ่มเติม 1. เปดโอกาสใหนักศึกษามีสวนรวม …………………… …………………… …………………… 2. รับฟงความคิดเห็นนักเรียน …………………… …………………… …………………… 3. แลกเปลี่ยนเรียนรูกับนักเรียน …………………… …………………… ……………………
  • 40.
    เครื่องมือในการวิจัย | 40 3. แบบสังเกตแบบมาตราสวนประเมินคา เชน 5 4 3 2 1 พฤติกรรม มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย นอยที่สุด 1. เปดโอกาสใหนักเรียนซักถาม 2. มีการเสริมแรงเมื่อตอบคําถามได 3. เปดโอกาสใหมีการทํางานกลุม 4. แบบทดสอบ (นางสาวชไมพร ศรีสุราช) 4.1 ความหมาย บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2542: 72) ใหความหมาย แบบทดสอบ วา เปนวิธีการเชิง ระบบที่ใชในการเปรียบเทียบพฤติกรรมของบุคคลตั้งแต สองคนขึ้นไป ณ เวลาหนึ่ง หรือของบุคคลคน เดียวหรือหลายคนในเวลาตางกัน บราวน (อางใน บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ ,2542 : 72) ใหความหมายแบบทดสอบวา เปนวิธีการเชิงระบบที่ใชสําหรั บวัดตัวอยางพฤติกรรม ตามความหมายแบบทดสอบจะมีลักษณะที่ สําคัญ 3 ประการ 1) แบบทดสอบเป น วิ ธีเ ชิ ง ระบบ (Systematic Procedure) หมายความว า แบบทดสอบนั้นจะตองมีกฎเกณฑแนนอนเกี่ยวกับโครงการการบริหารจัดการและการใหคะแนน 2) แบบทดสอบเปนเปนการวัดพฤติกรรม (Behaviors) ซึ่งจะวัดเฉพาะพฤติกรรมที่วัด ไดเทานั้นโดยผูตอบสนองตอบตอขอคาถามที่กําหนดให มิใชเปนการวัดโดยตรง 3) แบบทดสอบเปนเพียงสวนหนึ่งของพฤติกรรมที่ตองการวัดทั้งหมด (Sample of all possible items) ตามความเปนจริง ไมมีแบบทดสอบชุดใดที่ จะมีขอคําถามวัดพฤติก รรมที่ ตองการไดทั้งหมด ฉะนั้นจึงตองตกลงวาขอคําถามในแบบทดสอบเปนตัวแทนของขอคาถามทั้งหมดที่ ใชวัดพฤติกรรมนั้น และถาผูตอบ ตอบขอคําถามใด คําถามหนึ่งถูก จะตองใหคะแนนเทากัน อุทุมพร (ทองอุไทย) จามรมาน (2545) แบบทดสอบไดแก เครื่องมือตรวจสอบทางการ ศึกษาที่กระตุนสมองให แสดงพฤติก รรมออกมาในเชิงความสามารถของบุ คคลนั้นๆ ประกอบดวย ขอสอบจํานวนหนึ่ง ซึ่งขอสอบไดแก ขอความหรือขอคําถามที่เกี่ยวของกับจุดมุงหมายในการทดสอบ และเนื้อหาสาระที่ทดสอบเฉพาะอยางและเกี่ยวของกับบุคคลที่ถูกทดสอบ
  • 41.
    เครื่องมือในการวิจัย | 41 ศูนยเ ทคโนโลยีส ารสนเทศและการสื่ อ สาร สํ านัก ปลั ดกระทรวงสารธารณสุ ข (ม.ป.ป.) แบบทดสอบ (Test) ลักษณะของเครื่องมือชนิดที่ใชวัดระดับสติปญญาหรือความสามารถทางสมอง (Intellectual Ability) ของผู ถูก ทดสอบทั้ ง ในด านความจํ า ความเขาใจ และการประยุก ตใ ช แบบทดสอบจึงตองมีการตั้งเกณฑ หรือขอบเขตของคําตอบที่ถูกตองเอาไวกอน เพื่อสามารถตัดสิน ถูกผิดในแตละขอคําถามได ผลของการวัดจะออกมาเปนคาคะแนน ขอคําถามหรือขอสอบแตละขอ เมื่อถูกเรียบเรียงขึ้นมาเปนชุดจึงเรียกวาแบบทดสอบ กล า วโดยสรุ ป แบบทดสอบ หมายถึ ง วิ ธี ก ารเชิ ง ระบบที่ ใ ช วั ด พฤติ ก รรมหรื อ ความสามารถ หรือความรูของคนตั้งแต 2 คนขึ้นไป 4.2 ประเภทของแบบทดสอบ แบ ง ตามลั กษณะจุดมุ งหมายในการสราง ซึ่ง แบ งออกไดเ ปน 2 ประเภท ไดแก แบบ อัตนัย (Subjective Test) และแบบปรนัย (Objective Test) แบบอัตนัย (Subjective Test) เปนแบบทดสอบที่ตั้งเปนคําถามไวใหผูถูกทดสอบ เขียนคําตอบไดเอง การควบคุมคําตอบจะเปนไปไดยาก ลักษณะของแบบทดสอบแบบอัตนัยแบงออก ได 3 แบบ ไดแก 1. แบบไมจํากัดคํา ตอบ (Essay – extended response) ผู ถูกทดสอบ สามารถเขียนคําตอบไดอยางเสรีตามความคิดเห็นของตน ดังตัวอยางที่ 1 ตัวอยางที่ 1 ทานมีความเห็นอยางไรตอการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปจจุบัน 2. แบบจํากัดคําตอบ (Essay – restricted response) ผูถูกทดสอบจะตอง เขียนคําตอบภายใตเงื่อนไขตางๆ ที่ถูกกําหนดขึ้น ดังตัวอยางที่ 2 ตัวอยางที่ 2 ทานมีความเห็นอยางไรตอการบริหารงานดานเศรษฐกิจของรัฐบาล ชุดปจจุบัน จงเขียนบรรยายมาไมเกิน 3 หนากระดาษ 3. แบบตอบอยางสั้นหรือแบบเติมคํา (Short answer or Completion) ผูถูก ทดสอบจะตองเขียนคําตอบสั้นๆ เพียงประโยคเดียว หรือเติมคําลงในชองวาง เพื่อใหไดใจความที่ ถูกตองสมบูรณมากที่สุด ดังตัวอยางที่ 3 ตัวอยางที่ 3 รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบดูแลงานดานเศรษฐกิจ ไดแก
  • 42.
    เครื่องมือในการวิจัย | 42 แบบปรนั ย (Objective Test) เป น แบบทดสอบที่ มี ก ารกํ าหนดโครงสร า ง (Structure) ทั้ งตัวคําถามและคําตอบเอาไวลวงหนา เพื่อใหผู ถูก ทดสอบตัดสินใจเลือ กตอบตาม โครงสรางของคําถามคําตอบที่มีมาให ลักษณะของแบบทดสอบแบบปรนัยแบงออกได 3 แบบไดแก 1. แบบถูกผิด (True – False) ผู ถูก ทดสอบสามารถเขี ยนเครื่ อ งหมาย หนาขอความที่เห็นวาถูก และเครื่องหมาย  หนาขอความที่เห็นวาผิด ดังตัวอยางที่ 4 ตัวอยางที่ 4 .............. ขอ 1. รูปมีคาเทากับ 12 รูเดือน ..............ขอ 2. ฉินซีฮองเตมีพี่ชาย 2 คน คือ ฉินเอ และฉินบี 2. แบบจับคู (Matching) ลักษณะของแบบทดสอบชนิดนี้จะแบงออกเปน 2 ซีก ซีกซายจะเปนขอคําถาม สวนซีกขวาจะเป นขอคําตอบ ผูถูกทดสอบจะเลือกตัวพยัญชนะที่อยูหนาขอ คําตอบดานซี ก ขวาใหมี ความหมายสอดคลอ งกั บขอ คําถามดานซี ก ซ าย โดยนําพยัญชนะหนาขอ คําตอบมาใสไวหนาขอคําถามขอนั้นๆ ดังตัวอยางที่ 5 ตัวอยางที่ 5 (..........) ขอ 1. ปูที่มีหกขา ก. ปูเสือแลวขี้เกียจนอน (..........) ขอ 2. ปูที่ไมมีขา ข. ปูเสือนอนกันสามคน 3. แบบเลือกตอบ (Multiple – Choice) ลักษณะของแบบทดสอบชนิดนี้แตละ ขอคําถามจะมีคําตอบใหเปนตัวเลือกตอบอยูหลายตัว โดยปกติมี 4-5 ตัวเลือก ผูถูกทดสอบจะตอง เลือกตัวเลือกที่เปนคําตอบที่ถูกตองที่สุดมาเพียงคําตอบเดียวโดยใสเครื่องหมาย  ลงใน  หนา คําตอบที่ตองการ ดังตัวอยางที่ 6 ตัวอยางที่ 6 1. ชมรมดนตรีไทยกลัวชมรมอะไรมากที่สุด  1. ชมรมยิงปน  2. ชมรมเทควันโด  3. ชมรมมวยปล้ํา  4. ชมรมจิ๊กซอ 2. นางพยาบาลกลัวใครมากที่สุด  1. คนไข  2. ผูอํานวยการ  3. ตํารวจ  4. หมอฟน
  • 43.
    เครื่องมือในการวิจัย | 43 ประเภทของแบบทดสอบ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2542) แบงไดแตกตางกันตามเกณฑ ที่ใช 1) แบงตามลักษณะทางจิตวิทยาที่ใชวัด แบงเปน 3 ประเภทไดแก 1.1) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) เปนแบบทดสอบที่ใชวัดความรู ความเขาใจตามพุทธิพิสัย (Cognitive domain) ซึ่งเกิดขึ้นจากการเรียนรู แบบทดสอบประเภทนี้แบง ออกเปน 2 ชนิด คือ 1.1.1) แบบทดสอบที่ครูสรางเอง (Teacher –Made Test) เปนแบบทดสอบที่ สรางกันโดยทั่วไป เมื่อตองการใชก็สรางขึ้น ใชแลวก็เลิกกัน ถานาไปใชอีกก็ตองตัดแปลง ปรับปรุง แกไข เพราะเปนแบบทดสอบที่สรางขึ้นใชเฉพาะครั้ง อาจยังไมมีการวิเคราะหหาคุณภาพ 1.1.2) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เปนแบบทดสอบที่ไดมีการ พัฒนาดวยการวิเคราะหทางสถิติมาแลวหลายครั้งหลายหน จนมีคุณภาพสมบูรณทั้งดานความตรง ความเที่ยง ความยากงาย อานาจจาแนก ความเปนปรนัยและมีเกณฑปกติ(norm) ไวเปรียบเทียบ ดวย รวมความแลวตองมีมาตรฐานทั้งดานการดาเนินการสอบและแปลผลคะแนนที่ได 1.2) แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test) เปนแบบทดสอบที่ใชวัดสมรรถภาพ ทางสมองของคนวา มีความรู ความสามารถมากนอ ยเพียงใด และมี ความสามารถทางดานใดเป น พิเศษ แบบทดสอบประเภทนี้แบงออกเปน 2 ชนิด คือ 1.2.1) แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Test) เปน แบบทดสอบความถนัดที่ วัดความสามารถทางวิชาการวามี ความถนัดในวิชาอะไร ซึ่ ง จะแสดงถึง ความสามารถในการเรียนตอแขนงวิชานั้น และจะสามารถเรียนไปไดมากนอยเพียงใด 1.2.2) แบบทดสอบความถนัดพิเศษ (Specific Aptitude Test) เปนแบบทดสอบ ที่ใชวัดความสามารถพิเศษของบุคคล เชน ความถนัดทางดนตรี ทางการแพทย ทางศิลปะ เปนตน ใช สาหรับการแนะแนวการเลือกอาชีพ เชน แบบทดสอบวัดความถนัดทางศิลป (ญาณภัทร สีหะมงคล www.ntc.ac.th/news/research/02/test.ppt)
  • 44.
    เครื่องมือในการวิจัย | 44 จากตัวอยางแบบทดสอบความถนัดทางศิลปของฮอรนดังภาพ ภาพ A คือ โครงรางของภาพ ที่ไดรับแจก โดยที่ผูถูกทดสอบจะวาดรูปอะไรก็ไดตามความรูสึกนึกคิดของตนเอง ตามแนวเสนที่กา หนดไวให สวนภาพ B และ ภาพ C เปนตัวอยางภาพที่ผูถูกทดสอบวาดขึ้นเอง 1.3) แบบทดสอบบุคคล – สังคม (Personal-Social Test) เปนแบบทดสอบที่ใชวัด บุคลิกภาพและการปรับตัวเขากับสังคมของบุคคล 2. ถาแบงตามรูปแบบของการถามการตอบ จะแบงเปน 2 ประเภท 2.1 แบบวัดความเรียง (Essay Test) แบบนี้จะกาหนดคาถามใหผูตอบจะตองเรียบ เรียงคาตอบเองการวัดความรูดวยคาถามแบบความเรียงหรือที่รูจักวา เปนแบบอัตนัย รูปแบบจะมี เฉพาะตัวคาถามเทานั้น สวนคาตอบจะเวนที่วางหรือกาหนดกระดาษคาตอบใหไวเปนพิเศษ สาหรับ ให ผูตอบเขียนคาตอบลงไปเองผูตอบมี อิ สระในการตอบคาถามแบบนี้จะมีป ญ หาในการตรวจให คะแนนทั้ง ความเป นธรรมและความสะดวกรวดเร็ว ฉะนั้นจึงไมนิยมไปใชเปนเครื่องมือในการเก็ บ รวบรวมขอมูล แบบทดสอบอั ตนัย คือ แบบทดสอบที่ มีลั กษณะ ผู ตอบตอ งเขียนบรรยายตอบ ผูตอบมีสิทธิจะเขียนตอบอยางเสรี อาจจะมีคาตอบถูกหลาย ๆ ทาง คาตอบของขอสอบขอเดียวกัน อาจจะมีความแตกตางทั้งในดานคุณภาพและความถูกตอง แบบทดสอบอัตนัย แบงประเภทได ดังนี้ (1) แบบไมจํากัดตอบ (extended response) ขอสอบแบบอัตนัยแบบไมจากัดคา ตอบนี้ใหอิสรเสรีแกนักเรียนอยางเต็มที่ ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและรวบรวมขอมูลเท็จจริง ตางๆ มาใชในการสอน โดยทั่วไปขอสอบแบบนี้จะใหนักเรียนแสดงความสามารถ ซึ่งจาเปนตองอาศัย การสังเคราะหและการประเมินผล ขอสอบนี้นับวามีคุณคาอยางยิ่งในการวัดกระบวนการทางสมองที่ สูงขึ้น ตัวอยาง เชน - จงอธิบายทฤษฏีกําเนิดชนชาติไทยมา 1 ทฤษฏี - จงยกตัวอยางงานวิจัยเชิงปฏิบัติการมา 1 งานวิจัยพรอมวิพากษวิธีการ เก็บรวบรวมขอมูล (2) แบบจํากัดตอบ (restricted response) ขอสอบแบบนี้มักจะกําหนดขอบเขต แบบฟอรมและ เนื้อที่เฉพาะใหนักเรียนไมมีอิสรเสรีในการตอบมากนัก แบบทดสอบนี้ใหตอบสั้นกวา แบบแรก คาตอบอยูภายในขอบเขตที่กํ าหนดไวในวงจากัด โดยทั่วไปแลวจะกําหนดขอบขายและ ความยาวในการตอบไวดวยตัวอยางเชน
  • 45.
    เครื่องมือในการวิจัย | 45 - จงอธิบายสาเหตุของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 มา 3 ประการ - จงยกตัวอยางการกระทาที่แสดงถึงความรักชาติมา 5 ขอ (3) แบบอั ตนัยประยุก ต หรื อ เรี ยกทั่ วไปวา แบบ MEQ (Modified Essay Question) เปนแบบทดสอบคาถามปลายเปด เสนอกรณีศึกษา ตามลาดับเหตุการณ และใหขอมูล เปนตอนๆ แลวมีคาถามแทรกเปนระยะๆ ขอมูลนั้นเกี่ยวสัมพันธกับคาถามมากหรือนอย ผูตอบตอง ตัดสินใจเลือกขอมูลมาสังเคราะหคาตอบ คาถามแตละขอเปนอิสระกัน ขอสอบแบบ MEQ กาหนดให ผูสอบทาขอสอบโดยใชขอมูลเฉาพะหนานั้นๆ มิใหยอนกลับไปแกขอสอบที่ทาไปแลวหรือเปดไปดู ขอมูลขางหนา แบบทดสอบ MEQ มีขอดี สามารถวัดความสามารถในกระบวนการแกปญหา มี ความเป นปรนัยสูง มีป ระสิทธิภาพบนพื้นฐานของการปฏิบัติจริง วัดความสามารถในการกาหนด ปญหาและวางแผนการจัดการปญหา เปดโอกาสใหไดตรวจสอบเจตคติ เหมาะการการสอนแบบเอา ปญหาเปนตัวตั้ง และการสอนแบบบูรณาการ การใชแบบทดสอบ MEQ ในรูปแบบคอมพิวเตอรชวย สอนจะสามารถชวยทั้งผูเรียนและผูสอนได ตัวอยาง แบบทดสอบเสนอกรณีศึกษาพรอมทั้งคาถามบนจอภาพคอมพิวเตอรโดย คอมพิวเตอรจะจับเวลาตามที่กําหนดไวในสวนบนของจอภาพ (พวงแกว ปุณยกนก, 2540 :363) เวลาเริ่ม 10.09.18 เวลาสําหรับขอนี้ 5.00 นาที คะแนนขอนี้ 10 คะแนน เวลาขณะนี้ 10.10.17 เวลาคงเหลือ 4.00 นาที คะแนนเต็ม 10 คะแนน สถานการณ คืนหนึ่งในเดือนเมษายน ที่ E.R. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณเวลา 4 ทุม ผูปวยชายไทย อาชีพกรรมกร อายุ 50 ป ถูนาสงดวยเรื่อง ทองเดินจนเปนลม คําถาม 1 การดูแลรักษาเบื้องตนที่ดีและถูกตองสาหรับผูปวยรายนี้คือ (5 คะแนน)  คําถาม 2 สาเหตุการเปนลมในผูปวยรายนีเ้ กิดจากอะไรบาง (5 คะแนน)
  • 46.
    เครื่องมือในการวิจัย | 46 ขอดีและขอเสียแบบทดสอบแบบอัตนัย ขอดี ขอเสีย ใชทดสอบเกี่ยวกับความสามารถในการวิเคราะห การตรวจ ใหคะแนนมักจะเปนจุดออนของ ของผูเรียนได ขอสอบแบบนีผูตรวจที่ไมไดรับการฝก มักให ้ คะแนนโดยอิงตนเองเปนหลัก สงผลกระทบตอผูเรียน ผูสอนและหลักสูตรใน  บางครังผูตอบที่ชางอานจะไดคะแนนสูง ทั้งทีมี ้ ่ ภายหลัง นั้นคือชวยใหผูเรียนเกิดความสามารถใน ความรูในเรื่องนั้นไมมากนัก ระดับทีสูงกวาความจา ่ ผูสอบแสดงความสามารถในการเขียน การ ผูตอบที่เขียนยาวๆ หรือทองจามากอาจจะได รวบรวมความคิดและนาเสนอในรูปภาษาเขียนได คะแนนสูง ทดสอบไดหลายเนื้อหาและหลายจุดมุงหมายใน จานวนขอสอบไมมากนักอาจจะไมครอบคลุม เวลาเดียวกัน ประเด็นยอยๆ ทั้งหมด 2.2 แบบทดสอบสั้ นและเลือกตอบ (Short Answer and Multiple Choice Test) หรื อที่ รู จัก กันทั่วไปคือ แบบปรนัย (Objective Test) แบบนี้จ ะกํ าหนดคําถามให และ กําหนดใหตอบสั้นๆ หรือกําหนดคาตอบมาใหเลือก ผูตอบจะตองเลือกตอบตามนั้น แบงเปน 1) แบบถูก – ผิด (True – False Item) กําหนดขอความมาใหและใหตอบวา ถูก หรือ ผิด ใช หรือ ไมใช จริง หรือ ไมจริง อยางใดอยางหนึ่ง - แบบขอความเดียวรูปแบบที่พบกันทั่วไป คือ กําหนดขอ ความที่ สมบูร ณมาให ผูตอบจะตองตอบวา ถูก หรือ ผิด เชน ….ประเทศไทยไมนับรวมจังหวัดนราธิวาส ….การศึกษาของไทยมีการปฏิรูปการศึกษา มาแลว 3ครั้ง - แบบสองขอความสัมพันธกัน รูปแบบนี้กําหนดขอความมาให สองขอความ การ ตอบถาขอความทั้งสองสัมพันธกันตามหลักวิชาการใหตอบถูก ถาไมสัมพันธใหตอบผิด เชน …… แมน้ําปง นครสวรรค …..แมนาแคว เชียงใหม …. แมนาเจาพระยา กาญจนบุรี
  • 47.
    เครื่องมือในการวิจัย | 47 - แบบขอความหลักตามหลังดวยขอความยอย รูปแบบนี้ตัวคาถามเปนขอความ หลักและตัวคาตอบเป นขอความยอย แตละขอความหลักจะมีหลายขอความยอย ที่มีทั่ งถูกละ ผิ ด คละกัน เชน ตัวอยาง จังหวัดเชียงราย …..อยูเหนือสุดของประเทศ …..มีพื้นที่สวนหนึ่งติดกับทะเล 2) แบบเลือ กตอบ(Multiple Choice Item) รู ป แบบทั่ วไปของแบบวัดชนิด เลื อกตอบจะมี ตัวคาถามซึ่ งเขียนเปนประโยคสมบูร ณและมีตัวเลือ กตอบ กาหนดไวให เลื อกตอบ อาจจะมี 3 4 5 หรือ 6 ตัวเลือกในสวนที่เปนตัวเลือกตอบประกอบดวยตัวถูกและตัวลวง คาถามแบบ เลือกตอบมีหลายชนิด - แบบตัว เลื อ กตอบถูก ตั วเดียว แบบนี้ ตัวเลื อ กตอบตอ งมี ตัวถู ก เพี ยงตัวเดีย ว นอกนั้นเปนตัวลวง อําเภอหลังสวนอยูในจังหวัดใด ก นครราชสีมา ข สุราษฎรธานี ค ชุมพร ง ระนอง - แบบตัวเลือกตอบถูกมากทีสุด แบบนี้ตัวเลือกจะถูกทุกขอ แตมีเพียงตัวเดียวที่ถูก ่ ที่สุด ทําไม ปจจุบันสัตวปาจึงมีจานวนนอยกวา 50 ปที่แลว ก สัตวปาเกิดนอย ข ปาไมถูกทําลายไปมาก ค คนนิยมกินสัตวปามากขึ้น ง มีคนเพิ่มมากขึ้น - แบบใหเลือกตัวเลือกผิด รูปแบบนี้ตรงกันขามกับแบบแรก ในขอตอไปนี้ อะไรไมใชกระบวนการของการวิจัย ก เครื่องมือ ข กลุมตัวอยาง ค ชื่อเรื่อง ง นักวิจัย
  • 48.
    เครื่องมือในการวิจัย | 48 - แบบเปรียบเทียบ รูปแบบตัวคําถามจะบอกสิ่งของสองสิงเปรียบเทียบกัน ใหเห็น ่ ความสัมพันธโดยใชเกณฑอยางใดอยางหนึ่ง เชน มะมวงสัมพันธกับดก ปลาสัมพันธกับอะไร (มะมวง:ดก ปลา:?) ก เยอะ ข ชุก ค ชุม ง หลาย 3) แบบใหตอบสั้น (Short Answer Item) เปนแบบที่ผูตอบตองคิดหาคําตอบเอง แต จากัดคาตอบเพียงสั้นๆ เทานั้น มี 3 รูปแบบ คือ - แบบขอคําถามสมบูรณ (Completion Item) รูปแบบการถามจะใชประโยคที่ มี เนื้อหาสมบูรณ แตใหตอบสั้นๆ เพียงคาตอบเดียว เชน มุมในสี่เหลี่ยมรวมกันเปนกี่องศา ........ - แบบขอความไมสมบูรณ (Incomplete Statement) รูปแบบการถามจะใชประโยค ที่เปนขอความไมสมบูรณ เมื่อเติมคาหรือวลีลงไปจะทาใหประโยคสมบูรณ เชน มุมในสี่เหลี่ยมรวมกันเปน ........ องศา - แบบเติมคาที่มีความสัมพันธ รูปแบบการถามจะตั้งคาถามดวยประโยคหลักแลวตาม ดวยหรือขอความยอยๆ เวนวางไวใหหาคาตอบเติม คาตอบที่จะเติมจะตองสัมพันธเกี่ยวของกับคํา หรือขอความยอยนั้นๆ 4) แบบจับคู (Matching Test) เปนแบบทดสอบที่มีลักษณะการนําเสนอดวยคําวลี หรื อขอความ 2 ส วนเพื่ อจั บคูกั น สวนที่ 1 คือ คาถามที่ มีลั กษณะเปนคําถามหรื อขอความซึ่ งเป น มโนทัศนเขียนเรียงเปนแนวตั้ง 1 แถว สวนที่ 2 คือ คาตอบซึ่งเปนคําถามหรือขอความที่สัมพันธหรือ เกี่ยวของกับปญหา เขียนเรียงเปนแนวตั้งอีกแถว โดยทั่วไปจานวนขอของคําตอบจะมีมากกวาคําถาม การสรางแบบทดสอบแบบจับคูใหมีคุณภาพ มีหลักการดังนี้ (1) ควรเลือกขอความในหัวขอหรือเนื้อหาเดียวกันมาสรางแบบทดสอบ (2) ขอความมีความยาวใกลเคียงกัน โดยทั่วไปจะใชขอความที่ยาวกวาเปนชุดของคา ถาม สวนขอความที่สั้นกวาจะเปนชุดของคาตอบ (3) ตองมีจานวนขอความที่เปนคาตอบมากกวาขอความที่เปนคาถาม (4) ขอ ความที่ เปนคาถามและคาตอบจะตองสั้น กะทัดรัด มี ความชัดเจน และเป น สาระสําคัญ
  • 49.
    เครื่องมือในการวิจัย | 49 ตัวอยางแบบทดสอบแบบจับคู คําชี้แจง จงเลือกคําจากรายการทางขวามือที่มีความสัมพันธกันมากที่สุดกับขอความ ทางซายมือ แลวนาตัวอักษรหนาคําทางขวามือเขียนลงในชองวางทางซายมือที่มีความสัมพันธกัน ……. 1. มีความยาวเทากันทั้งสี่ดานและมุมเปนมุมฉาก ก. รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ……. 2. มีความยาวเทากันทั้งสี่ดานและมุมไมเปนมุมฉาก ข. รูปสี่เหลี่ยมผืนผา ……. 3. มีดานตรงขามยาวเทากันสองคูและมุมเปนมุมฉาก ค. รูปสี่เหลี่ยมคางหมู ……. 4. มีดานประชิดยาวเทากันสองคูและมุมไมเปนมุมฉาก ง. รูปสี่เหลี่ยมรูปวาว ……. 5. มีดานตรงขามขนานกันสองคูและมุมไมเปนมุมฉาก จ. รูปสี่เหลี่ยมดานขนาน ฉ. รูปสี่เหลี่ยมขนมเปยกปูน 3) แบงตามลักษณะของการตอบ จะแบงเปน 3 ประเภท 3.1) แบบทดสอบปฏิบัติ (Performance Test) เป นแบบทดสอบดวยการให ปฏิบัติทาจริงๆ เชน การแสงดละคร การชางฝมือ การพิมพดีด การทดลอง เปนตน 3.2) การทดสอบเขียนตอบ (Paper-pencil Test) เปนแบบทดสอบที่ใชกันทั่วไป ซึ่งใชกระดาษ 3.3) แบบทดสอบปากเปลา (Oral Test) เปนการทดสอบที่ใหผูตอบพูดแทนการ เขียนมักจะเปนการพูดคุยกันระหวางผูถามกับผูตอบ เชน การสอบสัมภาษณ การสอบวิทยานิพนธ ของบางสถาบัน 4) แบงตามเวลาที่กําหนดใหตอบ จะแบงเปน 2 ประเภท ไดแก 4.1) แบบทดสอบที่ใชความเร็ว (Speed Test) เปนแบบทดสอบที่กาหนดเวลาให จากัด ตองตอบภายในเวลานั้น มักจะมีจานวนขอคาถามมากๆ แตใหเวลานอยๆ 4.2) แบบทดสอบใหเวลามาก (Power Test) เปนแบบทดสอบที่ไมกาหนดเวลา ใหเวลาตอบอยางเต็มที่ ผูตอบจะใชเวลาตอบเทาใดก็ได เสร็จแลวเปนเลิกกัน 5) แบงตามลักษณะเกณฑที่ใชวัด จะแบงเปน 2 ประเภท ไดแก 5.1) แบบทดลองอิงเกณฑ (Criterion-Referenced Test) เปนแบบทดสอบที่ สอบวัดตามจุดประสงคของการเรียนรู หรือ ตามเกณฑภายนอก ซึ่งเปนเนื้อหาของวิชาการเปนหลัก 5.2) แบบทดสอบอิ ง กลุ ม (Norm-Referenced Test) เป นแบบทดสอบที่ เปรียบเทียบผลระหวางกลุมที่สอบดวยกัน
  • 50.
    เครื่องมือในการวิจัย | 50 แบบวัดอิงกลุมหรืออิงเกณฑ การวัดความรูตองกําหนดวัตถุประสงคของการวัดวา ตองการแปลความหมายของผลการวัดเปนแบบอิงเกณฑหรืออิงกลุม ถาตองการแปลเปนแบบอิงกลุม ลักษณะขอสอบหรือขอคําถามที่สรางตองเปนเนื้อหาองคความรูในเรื่องนั้นแบบทั่วๆ ไป ขอคําถาม ที่ตั้งขั้นตองมีความยากงายพอเหมาะกับกลุมที่ตองการใหตอบ เพราะวาตองการนําผลการวัดของแต ละคนเปรียบเที ยบกันขอคาถามแบบนี้เมื่อ เลื อกรวมเปนแบบวัด เรี ยกวา แบบวัดอิงกลุม และถา ตองการนําผลการวัดไปเทียบกับมาตรฐานหรือวัตถุประสงความีความรูอยูในระดับที่ยอมรับไดมาก นอ ยเพี ยงใด โดยการกําหนดจุ ดตัดของคะแนนที่ตอ งทํ าไดส าหรั บ ใชเ ปนเกณฑ ในการตัดสิน ขอ คําถามในลักษณะนี้เ มือเลื อกรวมเป นแบบวัดเรียกวา แบบวัดอิงเกณฑ และดินสอหรือปากกาเป น อุปกรณชวยตอบ ผูตอบตองเขียนตอบทั้งหมด แบบอิงกลุม แบบอิงเกณฑ มีการจําแนกผูเ รียนออกจากกันได มีการจําแนกผูเ รียนออกจากเกณฑหรือมาตรฐานได เหมาะที่จะใชในการทดสอบหลังเรียน เหมาะที่จะใชกับการทดสอบระหวางเรียน ใหคําตอบวาในกลุมนี้ใครเกงกวากัน ใหคําตอบวากลุมนี้มีคนกี่คนทีผานเกณฑ  ่ เหมาะกับการประเมินสรุป เหมาะกับการประเมินความรอบรู การสรุปผลขึ้นอยูกับกลุมและลักษณะของกลุม   การสรุปผลขึ้นอยูกับเกณฑและความชัดเจนของ เกณฑ 4.3 การสรางแบบทดสอบ หลักการสรางขอสอบที่ดี สรุปไดดังนี้ 1) ขอสอบแบบอัตนัย ควรเป นขอ สอบที่ มีคําถามที่ก ะทั ดรั ดชัดเจนแตอ ยาให สั้ น จนเกินไปเพราะคาถามที่สั้นเกินไปจะทาใหผูอานตีความไปไดหลายประเด็น จนยากที่จะจับจุดที่ถาม ได และเพื่อใหครูผูสอนตรวจคําตอบใหคะแนนไดอยางถูกตอง ขอสอบแบบอัตนัยอาจอธิบายแนวทาง ที่ตองการคําตอบไวจะทําให นักเรียนตอบไดตรงแนวทางยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ครูควรทําเฉลยและเกณฑ การใหคะแนนไวลวงหนา เกณฑการใหคะแนน หมายถึง แนวทางในการใหคะแนนที่สามารถแยกแยะ ระดับตางๆ ของความสําเร็จในการเรียนหรือการปฏิบัติ มีความรูอะไร และสามารถทําอะไรได เชน ตัวอยาง เกณฑการใหคะแนน ในการตรวจโจทยปญหาคณิตศาสตร
  • 51.
    เครื่องมือในการวิจัย | 51 5 คะแนน สําหรับวิธีการทําที่อธิบายไดชัดเจนในเนื้อหานั้นๆ และคําตอบที่ถูกตอ ง สมบูรณ 4 คะแนน สําหรับวิธีการทําในเนื้อหานั้นๆ และคําตอบที่ถูกตองสมบูรณ 3 คะแนน สําหรับวิธีการทําในเนื้อหานั้นๆ และคําตอบที่เกือบถูกตองสมบูรณ 2 คะแนน สําหรับวิธีการทําในเนื้อหานั้นๆ ไดถูกตองเพียงครึ่งเดียวหรือแสดงวิธีทาถูก แตคําตอบผิด หรือไมชัดเจนวาหาคําตอบมาไดอยางไร 1 คะแนน สําหรับการทําถูกไมถึงครึ่งหนึ่ง และขาดเหตุผลในการคิด 0 คะแนน สําหรับการแสดงวิธีทําผิดทั้งขอ และคาตอบผิด 2) ข อสอบแบบเลื อกตอบ คํา ถามควรยึดหลั ก คําถามชัดเจนเขาใจง าย แตล ะ ขอความถามเพียงเรื่องเดียว หลีกเลี่ยงคําถามประโยคปฏิเสธ หรือปฏิเสธซอนปฏิเสธ ถาเปนปฏิเสธ ใหเนนขอความปฏิเสธหลีกเลี่ยงการใชคําถาม วลี หรือเหมือนหนังสือเรียน และไมไปแนะคําตอบใน ขออื่นตัวเลือกควรยึดหลัก สอดคลองกับคําถาม ตัวเลือกที่ผิดหรือตัวลวงจะตองผิดอยางมีเหตุผล ถา ตัวเลื อกเปนตัวเลขควรเรี ยงจากนอ ยไปมาก หรือ มากไปนอย ไม มีลั กษณะแนะคําตอบ และควร หลีกเลี่ยงใชตัวเลือกวา “ถูกทั้งขอ ก และ ข ” หรือ “ถูกทุกขอ” หรือ “ไมมีขอถูก” 4.4 การหาคุณภาพของแบบทดสอบ สรุปพอสังเขปดังนี้ 1) ความเที่ยงตรง (Validity) เปนคุณภาพของแบบทดสอบที่หมายถึง แบบทดสอบที่ สามารถวั ด ได ต รงตามลั ก ษณะหรื อ จุ ดประสงคที่ ตอ งการจะวั ด ซึ่ ง เป น คุ ณสมบั ติ ที่ ส าคั ญ ของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ความถนัด เจตคติ จริยธรรม บุคลิกภาพ และอื่นๆ แบบทดสอบทุกฉบับ จะตองมีคุณภาพดวยความเที่ยงตรงจึง จะเชื่อไดวาเปนแบบทดสอบที่ดี และผลที่ไดจากการวัดจะ ถูกตองตรงตามที่ตองการ ความเที่ยงตรงในการวัดจําแนกตามคุณลักษณะหรือจุดประสงคที่ตองการวัดแบงไดเปน (Jack R. Fraenkel and Norman E.Wallen, 2006: 151) (1) ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง วัดไดตรงตามเนื้อหา ที่ตองการวัด (2) ความเที่ยงตรงเชิงเกณฑ (Criterion – Related Validity) หมายถึง ผลการ วัดไดสัมพันธกับเกณฑที่ตองการ มี 2 ลักษณะ
  • 52.
    เครื่องมือในการวิจัย | 52 ความเที่ ยงตรงเชิง สภาพ ใชก ารประเมิน เชน ความสามารถทางทฤษฎีและปฏิบัติ ตอ ง สอดคลองกัน มีลักษณะวัดเวลาเดียวกัน (x และ y เวลาเดียวกัน) หรือ การที่ผูวิจัยประเมินใชขอสอบ ประเมิน กับการที่คนที่รูจักประเมิน ไดผลประเมินตรงกัน แสดงวาตรงตามสภาพ ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ ใชการประเมิน เชน ความสามารถแต มีลักษณะวัดเวลาตางกัน โดยวัดปจจุบัน และวัดในอนาคต (x และ y เวลาตางกัน) (3) ความเที่ยงตรงเชิงโครงสราง (Construct Validity) หมายถึง วัดไดตรงตาม ลักษณะหรือตามทฤษฏี ครอบคลุมตามคุณลักษณะของโครงสรางของเครื่องมือมาตรฐาน 2) ดัชนีความยากของขอสอบหรือดัชนีคาความงายของขอสอบ เปนดัชนีที่แสดงถึงระดับ ความยากงายของขอสอบซึ่งสามารถหาได ทั้งขอสอบแบบปรนัย และแบบอัตนัย 3) ดัช นีคา อํา นาจจํา แนก สํ าหรั บอํ านาจจํ าแนกของขอสอบอิ งเกณฑ นั้นจะเปนคา อํานาจจําแนกระหวางกลุมที่ยังไมไดรับการเรียนรูหรือกลุมที่ยังไมรู (Nonmaster) กับกลุมที่ไดรับ การเรียนรู แลวหรือที่รูแลว (Master) คาอํานาจจําแนกของขอสอบอิงเกณฑที่เชนเดียวกับขอสอบอิง กลุมคือมีคาอํานาจจําแนกอยูระหวาง -1 ถึง +1 4) ความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ หมายถึง ความคงที่ของคะแนนที่ได จากการสอบนักเรียนคนเดียวกันหลายครังในแบบทดสอบชุดเดิม ซึ่งก็คือคุณสมบัติของแบบทดสอบที่ ้ สามารถให ค ะแนนแก ผู ส อบได อ ย างคงที่ แน นอนหรื อ พู ดง าย ๆ คือ วัด กี่ ครั้ ง ก็ ได ค าตอบที่ ค งที่ เหมือนเดิม คาความเชื่อมั่น จะมีคาอยูระหวาง -1 ถึง +1 5) ความเปนปรนัย (Objectivity) ของแบบทดสอบ หมายถึง ผลของการสอบชุด ขอ สอบนั้น ๆ สะท อนถึงความสามารถของผูเ รี ยน อยางแท จ ริง ไม ไดมีอิ ท ธิพ ลของผู สอนเขามา เกี่ยวของ ความเปนปรนัย ไดแก - ความเปนปรนัยในการถาม หรือ ความชัดเจนในการถาม คือ อาน แลวเขาใจตรงกัน ไมตองการ การตีความ เพิ่มเติม - ความเปนปรนัยในการใหคะแนน หรือ ความ ชัดเจนในการใหคะแนน หมายถึง ตรวจแลวใหคะแนนตรงกัน ไมวาผูตรวจจะเปนใคร - ความเปนปรนัยในการแปลผลหรือชัดเจนในการแปลผล หมายถึงแปลผลไดตรงตาม สภาพที่เปนจริงของสภาพผูทาการทดสอบ 6) ความสะดวกใช (Usability) หมายถึง ความสามารถในการนําเครื่องมือ ไปใชใน สถานการณที่ตองการไดดี
  • 53.
    เครื่องมือในการวิจัย | 53 บรรณานุกรม กรแกว จันทภาษา, 2550. การสังเกต. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก http://home.kku.ac.th/korcha/obshtml. กิติพัฒน นนทปทมะดุลย. (2554). เครื่องมือในการเก็บขอมูลวิจัยเชิงคุณภาพและการสนทนา กลุม (Focus Group Study). สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555 จาก http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=896 โครงการฮักชุมชนอําเภอสันกาแพง. (2554). หลักการสรางแบบสอบถาม. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก http://hugchumchon.files.wordpress.com/2010/04/e0b8abe0b8 a5e 0b8b1e0b881e0b881e0b8b2e0b8a3e0b8aae0b8a3e0b989e0b8b2e0b887e0b 981e0b89ae0b89ae0b8aae0b8ade0b89ae0b896e0b8b2e0b8a1.pdf ญาณภัทร สีหะมงคล.(2550). แวววิชาชีพ. วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา สืบคนเมื่อ 4 กรกฎาคม 2555, จาก http://www.ntc.ac.th/news/research/researh.html บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. (2542). เทคนิคการสรางเครื่องมือรวบรวมขอมูลสาหรับการวิจัย. พิมพ ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : เจริญดีการพิมพ. พวงแกว ปุณยกนก. (2540). แบบและเครื่องมือการวิจัยทางการศึกษา : แบบหนึ่งของเครื่องมือ วิจัย:แบบสอบเอ็มอีคิว. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. พวงรัตน ทวีรัตน. (2540). วิธีวิจัยทางพฤติกรรมศาสตรและสังคมศาสตร. มหาวิทยาลัยศรีนครินท รวิโรฒ. (หนา 109-111) มาเรียม นิลพันธุ. (2553). วิธีวิจัยทางการศึกษา. มหาวิทยาลัยศิลปากร. (หนา 157) ไมปรากฏชื่อผูแตง (ม.ป.ป.). การสรางเครื่องมือวิจัย. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก http://e- book.ram.edu/e-book/m/MR393/chapter7.pdf วิกร ตันทวุฑโดม. (ม.ป.ป.). เครื่องมือในการวิจัย. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก http://www.bpcd.net/new_subject/library/research/document/sopida/ research/ku/develop/05.pdf
  • 54.
    เครื่องมือในการวิจัย | 54 บรรณานุกรม (ตอ) ศูนยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อการ สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (ม.ป.ป.). เครื่องมือ ที่ใชในการวิจัย. สืบคนเมื่อ 4 กรกฎาคม 2555, จาก http://ict.moph.go.th/km- moph/document/ResearchInstruments.pdf สุภางค จันทรวานิช. (2546). การวิเคราะหขอมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สุมิตร สุวรรณ. (ม.ป.ป.). การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=900 องอาจ นัยพัฒน. (2549). วิธีวิทยาการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทางพฤติกรรมศาสตรและ สังคมศาสตร. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (หนา 168-173) อวยพร เรืองตระกูล. (ม.ป.ป.). เทคนิคการสรางเครื่องมือในการวิจัย. เอกสารประกอบ คําบรรยาย. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. อุทุมพร จามรมาน. (2544). แบบสอบถาม: การสรางและการใช. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: ฟนนี่พลับบิชชิ่งจํากัด. อดุลยเดช ไศลบาท. (ม.ป.ป.). เครื่องมือวิจัย. สืบคนเมื่อ 3 กรกฎาคม 2555, จาก http://icoh.anamai.moph.go.th/thai/files/KM/2554/05/ppt/08.pdf Jack R. Fraenkel and Norman E.Wallen (2006). How to Design and Evaluate Research in Education. (6TH).New Nork: Mc Graw-Hill.
  • 55.
    เครื่องมือในการวิจัย | 55 เครืองมือและการสรางเครืองมือทีใชในการวิจัย ่ ่ ่ เสนอ ผูชวยศาสตราจารย ดร.ดิเรก ธีระภูธร โดย นายฉัตรกุล สิงหบุราณ 53031414 นายชานันท ประภา 53031421 นางสาวชไมพร ศรีสุราช 55030248 นางสาววณิชชา แมนยํา 55030286 นางสาววิลาวัลย สมยาโรน 55030293 นายศรัณยู หมื่นเดช 55030309 หลักสูตรปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • 56.
    เครื่องมือในการวิจัย | 56 คํานํา เอกสาร ฉบับนี้ ไดรวบรวมและเรียบเรียงขึ้น จากเอกสาร ตํารา งานวิจัย โดยนิสิตปริญญา เอก สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ปการศึกษา 2555 ประกอบการเรียนรายวิชา 392611 วิจัยทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาขั้นสูง มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เครื่องมือและการสรางเครื่องมือที่ใช ในการวิจัย เพื่อใหผอาน เกิดความรู ความเขาใจ และสามารถเลือกใชเครื่องมือใหเหมาะสมกับ ู งานวิจัยได หวังวา เอกสารฉบับนี้ จะเปนประโยชนทางการศึกษา แกผูที่สนใจ ประกอบการศึกษา เพิ่มเติม หรือคนควาอางอิงไดไมมากก็นอย คณะผูจัดทํา 6 กรกฎาคม 2555
  • 57.
    เครื่องมือในการวิจัย | 57 สารบัญ เรื่อง หนา คํานํา ก ความหมายของเครื่องมือในการวิจัย 1 ประเภทของเครื่องมือในการวิจัย 2 แบบสอบถาม 4 แบบสัมภาษณ 13 แบบสังเกต 29 แบบทดสอบ 40 บรรณานุกรม 53