เอกสารประกอบการเร ี ย น
        กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
 รายวิชาประวัติศาสตร รหัสวิชา ส ๒๑๑๐๓ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๑


                           หนวยที่ ๓ เรื่อง




นางภัทรานิษฐ อิ่มศิล
ตำแหนง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
                                   โรงเรียนวังบอวิทยา
                สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒
    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
ก



                                            คำนำ
              ในปจจุบันสภาพการจัดการเรียนการสอน มุงเนนให
ผูเรียนไดศึกษาหาความรูดวยตนเองใหมากที่สุด เพื่อใหผูเรียน
มีนิสัย ใฝเรียน ใฝรู อยูเสมอ ดังนั้นการจัดทำเอกสารประกอบ
การเรียน เปนแนวทางหนึ่งที่สงเสริมใหผูเรียนคนควาหาคำตอบ
ดวยตนเอง
              เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาประวัติศาสตร
ส ๒๑๑๐๓ เรื่อง สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย ประกอบดวย
หัวขอเรื่อง ความนำ สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู แบบทดสอบ
กอนเรียน เนื้อหา กิจกรรม แบบฝก และแบบทดสอบหลังเรียน
พรอมเฉลย ซึ่งจะทำใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดวยตนเองและมี
ความเขาใจในเนื้อหาสาระไดเปนอยางดี อีกทั้งทำใหผูเรียนสะดวก
ต อ การศึ ก ษาหาความรู ไ ด ด ว ยตนเอง จึ ง นั บ ได ว า เป น เอกสาร
ประกอบการเรียนที่มีประโยชนตอการเรียนการสอนเปนอยางยิ่ง
              ขอขอบคุณเจาของตำราที่นำมาอางอิงไวในเอกสาร
และนายเชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ ศึกษานิเทศกเชี่ยวชาญ สำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ ที่ใหคำปรึกษาจนเอกสาร
ฉบับนี้มีความชัดเจนและสมบูรณยิ่งขึ้น


                                ภัทรานิษฐ อิ่มศิล
ข

                                    สารบัญ
เรื่อง                                                        หนา
หนา
คำนำ                                                            ก
สารบัญ                                                          ข
คำชี้แจง                                                        ค
หนวยที่ ๓ สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                           ๑
            แบบทดสอบกอนเรียน                                   ๒
            เฉลยคำตอบแบบทดสอบกอนเรียน                          ๕
         ตอนที่ ๑ เรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตรในดินแดนไทย      ๖
            กิจกรรมที่ ๑                                        ๒๐
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๑                                  ๒๑
            กิจกรรมที่ ๒                                        ๒๒
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๒                                  ๒๓
            กิจกรรมที่ ๓                                        ๒๔
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๓                                  ๒๕
         ตอนที่ ๒ พัฒนาการจากชุมชนมาสูรัฐโบราณ                 ๒๖
            กิจกรรมที่ ๔                                        ๓๒
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๔                                  ๓๓
         ตอนที่ ๓ รัฐโบราณและรัฐไทยในดินแดนไทย                 ๓๔
            กิจกรรมที่ ๕                                       ๖๑
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๕                                 ๖๒
            กิจกรรมที่ ๖                                       ๖๓
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๖                                 ๖๔
            กิจกรรมที่ ๗                                       ๖๕
            แนวตอบกิจกรรมที่ ๗                                 ๖๖
            แบบทดสอบหลังเรียน                                  ๖๗
            เฉลยคำตอบแบบทดสอบหลังเรียน                         ๗๐
บรรณนุกรม                                                      ๗๑
ค




                คำชี้แจงสำหรับนักเรียน
             เอกสารประกอบการเรียนเลมนี้ นักเรียนสามารถศึกษา
และเรียนรูไดดวยตนเอง กอนที่จะศึกษาและเรียนรูใหนักเรียนอาน
คำชี้แจง ดังนี้
๑. ศึกษา หัวขอเรื่อง ความนำ สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู
      เพื่อใหทราบวา เมื่อจบบทเรียน นักเรียนสามารถเรียนรูอะไร
      ไดบาง
๒. ทำแบบทดสอบกอนเรียน จำนวน ๒๐ ขอแลวตรวจคำตอบ
      จากเฉลย
๓. ศึกษาเนื้อหา สาระ รายละเอียดในตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๓
๔. ทำกิจกรรมตามที่กำหนดใหดวยตนเอง ถาทำไมได หรือสงสัย
      ใหอานทบทวนเนื้อเรื่องใหม แลวตรวจคำตอบจากเฉลย
๕. ทำแบบทดสอบหลังเรียน แลวตรวจคำตอบจากเฉลย
หนวยที่
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย
                                                                                    ๓
                                                                       สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย




                                                                             เวลา ๗ คาบ
                                                                                                              1




             หัวขอเรื่อง
          ๑. เรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตรในดินแดนไทย
          ๒. พัฒนาการจากชุมชนมาสูรัฐโบราณ
          ๓. รัฐโบราณและรัฐไทยในดินแดนไทย
             ความนำ
         การตั้ ง ถิ่ น ฐานของชุ ม ชนในดิ น แดนประเทศไทย จะมี พั ฒ นาการแบบค อ ยเป น ค อ ยไป
กลาวคือจากชุมชนขนาดเล็ก ก็คอยๆ พัฒนาจนเปนเมือง แวนแควน และอาณาจักรในที่สุด ซึ่งจาก
สภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมที่เอื้ออำนวย ทำใหมีการตั้งถิ่นฐานกอตัวเปนรัฐหรืออาณาจักรขึ้น
ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งอาณาจักรบางแหงก็เสื่อมสูญสลายไปตามกาลเวลา และบางอาณาจักร
ก็มีพัฒนาการตอเนื่องเรื่อยมา และไดผนวกรวมเขาเปนประเทศไทยในที่สุด

             สาระสำคัญ
              ดินแดนที่เปนประเทศไทยในปจจุบันมีมนุษยอาศัยอยูตั้งแตสมัยกอนประวัติศาสตร
และได มี พั ฒ นาการในการดำรงชี วิ ต เรื่ อ ยมา นั บ ตั้ ง แต ก ารรู จั ก พั ฒ นาเครื่ อ งมื อ หิ น มาใช โ ลหะ
รูจักสรางบานเรือน เพาะปลูก เลี้ยงสัตว และรวมตัวกันเปนชุมชน จากชุมชนเล็กๆ ก็สามารถพัฒนา
จนเปนเมือง เปนแวนแควนหรือรัฐ และเปนอาณาจักรในที่สุด โดยมีรัฐตางๆ ถือกำเนิดขึ้นในทุกภาค
ของไทย ซึ่งรัฐเหลานั้นนอกจากจะสรางสรรคความเจริญขึ้นจนเปนมรดกทางวัฒนธรรมแลว บางรัฐ
ก็ไดเปนรากฐานของประเทศไทยในปจจุบันนี้ดวย

             จุดประสงคการเรียนรู
          หลังจากศึกษาเนื้อหาและทำกิจกรรมในหนวยนี้แลว ผูเรียนจะสามารถทำสิ่งตอไปนี้ได
          ๑. อธิบายเรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตรในดินแดนไทยโดยสังเขปได
          ๒. อธิบายพัฒนาการจากชุมชนมาสูรัฐโบราณไดอยางถูกตอง
          ๓. อธิบายพัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคตางๆ ในดินแดนไทยได
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย        2




                                                ประจำหนวยที่ ๓
คำชี้แจง         ขอสอบเปนแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ขอ

คำสั่ง        จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน
              กระดาษคำตอบ
๑. “มนุ ษ ย เร ร อ นเก็ บ หาอาหาร ล า สั ต ว   ๔. บริ เวณที่ เ หมาะสมกั บ การตั้ ง ถิ่ น ฐาน
   ใชเพิงผาหรือถ้ำเปนที่หลับนอน รูจัก               ของชุมชนโบราณควรจะเปนที่ใด
   เพาะปลู ก และนำสั ต ว ป า มาเลี้ ย ง”             ก. ที่ราบสูง
                                                       ข. หุบเขา
   ขอความดังกลาวแบงตามเกณฑขอใด                    ค. ที่ราบเชิงเขา
   ก. แบงตามอาชีพ                                     ง. ที่ราบลุมแมน้ำและชายฝงทะเล
   ข. แบงตามทำเลที่ตั้ง                            ๕. การสรางเครื่องมือเครื่องใชของชุมชน
   ค. แบงตามลักษณะการดำรงชีวิตของ                     มนุษยยุคหินเกาจะมีลักษณะตามขอใด
        มนุษย                                         ก. ประดิษฐกลองมโหระทึก
                                                       ข. ทำเครื่องประดับจากแกว
   ง. แบงตามเทคโนโลยีการทำเครื่องมือ
                                                       ค. ทำขวานกำปนกะเทาะหนาเดียว
        เครื่องใช                                     ง. ทำเครื่องปนดินเผาแบบสามขา
๒. สุวรรณภูมิหรือดินแดนแหงทองคำ                    ๖. การดำรงชีวิตของมนุษยในยุคแรกเริ่ม
   เปนชื่อเดิมของดินแดนใด                             นาจะมีลักษณะสอดคลองกับขอใด
   ก. เอเชียใต                                        ก. เพาะปลูกขาว
   ข. เอเชียตะวันออก                                   ข. ลาสัตวปาเปนอาหาร
                                                       ค. คาขายกับชุมชนใกลเคียง
   ค. เอเชียตะวันตกเฉียงใต                            ง. ทำภาชนะดินเผาไวใสอาหาร
   ง. เอเชียตะวันออกเฉียงใต                        ๗. “มีการพบโครงกระดูกมนุษยและสัตว
๓. ลักษณะการดำรงชีวิตของมนุษยในชวง                   ภาชนะดินเผาลายเขียนสีทั้งลายเชือก
   แรกๆ ตรงตามขอใด                                    ทาบ ลายขูดขีดบนผิวขัดมัน เครื่อง-
   ก. ลาสัตว เก็บหาของปา                            ประดับทำจากลูกปด” แสดงใหเห็นถึง
                                                       พัฒนาการของชุมชนในขอใด
   ข. อาศัยกันอยูเปนชุมชน
                                                       ก. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี
   ค. เพาะปลูกพืชธัญญาหาร                              ข. บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี
   ง. ใชเงินตราเปนสื่อกลางในการแลก                   ค. ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน
        เปลี่ยน                                        ง. บานดอนตาเพชรจังหวัดกาญจนบุรี
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย     3
 ๘. ป จ จั ย สำคั ญ ในการพั ฒ นาชุ ม ชนไปสู   ๑๓. รากฐานของวัฒนธรรมละโวมาจากที่ใด
    การเปนแควนหรืออาณาจักรคือขอใด                ก. จีน
    ก. เกิดชนชั้นในสังคม                            ข. อินเดีย
    ข. มีการจัดระเบียบการปกครอง                     ค. สรางขึ้นเอง
    ค. มีการติดตอคาขายกับชุมชนอื่น                ง. ทวารวดีและขอม
    ง. มีการรับอารยธรรมจากตางชาติ
                                                ๑๔. ผลงานของอาณาจักรใดที่ทำใหพระพุทธ
 ๙. เหตุผลสำคัญที่ทำใหอาณาจักรโบราณ
    มักตั้งอยูริมแมน้ำหรือชายฝงทะเลคือ          ศาสนาหยั่งรากลึกในดินแดนไทยมาจน
    อะไร                                            ถึงปจจุบัน
    ก. ประชาชนใชเรือเปนพาหนะ                      ก. ละโว
    ข. ปองกันไมใหขาศึกลอมเมือง                 ข. หริภุญชัย
    ค. สะดวกในการคาขายและเพาะปลูก                  ค. นครศรีธรรมราช
    ง. ฝกฝนกองทัพทางทะเลใหมีประสิทธิ              ง. โคตรบูรณ
            ภาพมากขึ้น                          ๑๕. เรื่ อ งราวของ พระนางจามเทวี มี
๑๐. ขอใดกลาวไดถูกตอง                            ความเกี่ยวของกับอาณาจักรในขอใด
    ก. ชุมชนทุกแหงจะตองอยูริมน้ำ                 ก. ลานนา
    ข. ชุมชนจะเจริญไดตองใชสำริดกอน
                                                    ข. หริภุญชัย
    ค. ชุมชนทุกแหงจะตองขยายไปเปน
            แควน                                   ค. ทวาราวดี
    ง. ชุมชนแตละแหงมีพัฒนาการไมเทากัน           ง. ลังกาสุกะ
๑๑. เพราะเหตุใดจึงสันนิษฐานวาศูนยกลาง         ๑๖. เพราะเหตุใดอาณาจักรโยนกเชียงแสน
    ของทวาราวดีนาจะอยูที่จังหวัดนครปฐม            จึ ง ต อ งย า ยศู น ย ก ลางการปกครอง
    ก. พบพระพุทธรูปปางนาคปรกสำริด                   หลายครั้ง
    ข. ปรากฎเรื่ อ งราวอยู ใ นตำนานมู ล            ก. ถูกศัตรูรุกราน
            ศาสนา                                   ข. ไดรับภัยธรรมชาติ
    ค. จดหมายเหตุจีนเรียกอาณาจักรนี้วา             ค. ทำเลที่ตั้งไมเหมาะสม
            “หลอหู”                                 ง. ตองการหาทางออกทะเลเพื่อคาขาย
    ง. พบเหรียญเงินที่มีคำจารึกเปนภาษา
                                                ๑๗. จากหลักฐานที่พบ ชุมชนใดนาจะเปน
            สันสกฤต
๑๒. งานศิลปกรรมในขอใดที่ไมพบในศิลปะ               แหลงเริ่มตนของพัฒนาการการตั้งถิ่น
    ทวาราวดี                                        ฐานในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    ก. พระปรางคสามยอด                              ก. พิมาย จังหวัดนครราชสีมา
    ข. พระพุทธรูปศิลาขาว                            ข. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี
    ค. จุลประโทณเจดีย                              ค. ฟาแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ
    ง. ธรรมจักรศิลาและกวางหมอบ                      ง. หนองหารหลวง จังหวัดสกลนคร
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย      4
๑๘. มรดกที่สังคมไทยไดรับจากนครศรีธรรมราช   ๒๐. เหตุ ผ ลสำคั ญ ที่ ท ำให พ ระยามั ง ราย
    คือขอใด                                    มหาราชทรงสรางราชธานีที่เชียงใหม
    ก. การเขียนอักษรไทย                         นาจะเปนเพราะอะไร
    ข. การนับถือพระโพธิสัตว                    ก. มีธรรมชาติที่สวยงาม
    ค. การสรางเจดียทรงพุมขาวบิณฑ           ข. ปองกันการรุกรานจากทางใต
    ง. การนั บ ถื อ พระพุ ท ธศาสนานิ ก าย       ค. จะไดดูแลอาณาจักรอยางทั่วถึง
         เถรวาทลัทธิลังกาวงศ                   ง. ตองการใหเปนเมืองทาคาขาย
๑๙. ปราสาทหิ น ของขอม สั น นิ ษ ฐานว า
    สรางขึ้นเพื่อจุดประสงคใด
    ก. เปนที่ประกอบศาสนพิธี
    ข. เปนแหลงทองเที่ยวพักผอน
    ค. เปนศูนยกลางการปกครอง
    ง. เปนที่ประทับของพระมหากษัตริย
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   5



      Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕÂ
       ประจำหนวยที่ ๓




                         ¹
ขอ    คำตอบ       ขอ              คำตอบ
๑        ค         ๑๑                  ง
๒        ง         ๑๒                  ก
๓        ก         ๑๓                  ง
๔        ง         ๑๔                  ข
๕        ค         ๑๕                  ข
๖        ข         ๑๖                  ก
๗        ข         ๑๗                  ก
๘        ค         ๑๘                  ง
๙        ค         ๑๙                  ก
๑๐       ง         ๒๐                  ค
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย        6


                                                             µÍ¹·Õè                     ñ
                      เรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตร
                                       ในดินแดนไทย
           กอนที่ชนชาติไทยจะเขามาตั้งรัฐไทยในดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบันนั้น ไดมีหลาย
กลุมชนตั้งหลักแหลงอาศัยอยูมากอนแลว โดยกระจายอยูทั่วทุกภูมิภาคของไทย กลุมชนเหลานี้
ไดสรางความเจริญของตนจนมีพัฒนาการมากขึ้น โดยเติบโตจากชุมชนเปนบานเมือง จากบานเมือง
เปนแควนหรือรัฐ และจากแควนเปนอาณาจักร
           การศึกษาพัฒนาการของชุมชนโบราณกอนประวัติศาสตรในดินแดนประเทศไทย จะทำให
เขาใจรากฐานอารยธรรมไทยมากขึ้น เพราะไทยไดรับมรดกทางวัฒนธรรมจากชุมชนโบราณตางๆ
เมื่อไทยตั้งอาณาจักรขึ้นมา ขอมูลที่ใชศึกษาเรื่องราวเหลานี้มาจากหลักฐานทางโบราณคดี เชน รองรอย
การอยูอาศัย เครื่องมือเครื่องใช ตลอดจนโบราณสถานและโบราณวัตถุตางๆ

         ๑. หลักเกณฑการแบงยุคสมัยกอนประวัติศาสตรในประเทศไทย
             เราทราบมาแลววา ดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบันมีผูคนอาศัยอยูมากมาย เครื่องมือหิน
ที่เกาที่สุดที่พบมีอายุประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ป แตหลักฐานเกี่ยวกับมนุษยที่เกาที่สุดที่พบมีมนุษยอายุ
ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ป
             สมัยประวัติศาสตรในดินแดนที่เปนประเทศไทยเริ่มเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๑๘๐ ซึ่งถานับ
มาถึงปจจุบัน สมัยประวัติศาสตรในประเทศไทยจะมีอายุไมถึง ๑,๔๐๐ ป ซึ่งนับวาสั้นมากเมื่อเทียบ
กับการที่มนุษยตั้งถิ่นฐานในดินแดนประเทศไทย และกอนที่มนุษยในประเทศไทยจะรูจักใชตัวหนังสือ
ยาวนานมาก คือ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ป สมัยนี้เรียกวา “สมัยกอนประวัติศาสตร” ชวงเวลาที่เปน
สมัยกอนประวัติศาสตรที่ยาวนานมากขึ้น จึงตองมีหลักฐานการแบงยุคสมัยเพื่อใหชัดเจนและใหงาย
แกการทำความเขาใจใหตรงกัน ซึ่งแบงเปน ๒ ประเภท ดังนี้
             ๑. แบงตามเทคโนโลยีการทำเครื่องมือ เครื่องใช
             ๒. แบงตามลักษณะการดำรงชีวิตของผูคน ยุคหินเกากับยุคหินใหมหมูบานเกษตรกรรม
จากชีวิตที่เรรอนเก็บหาอาหาร ลาสัตว เมื่อเย็นค่ำก็หาเพิงผาหรือถ้ำเปนที่หลับนอน มาเปนการตั้ง
ถิ่นฐานทำการเพาะปลูก และนำสัตวปามาเลี้ยง ทำใหมีการอยูรวมกันเปนชุมชน เปนหมูบาน
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย             7



                                                                    มนุษยสมัยกอนประวัติศาสตร
                                                                    จะอาศัยอยูตามถ้ำหรือเพิงผา
                                                                    มีการใชเครื่องมือหินแบบตางๆ




ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=261132

           การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผูคนดังกลาวนี้ เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อประมาณ ๔,๓๐๐
ป ล ว งมาแล ว ซึ่ ง นั บ ว า อยู ใ นเวลาใกล เ คี ย งกั น มากกั บ ความก า วหน า ของมนุ ษ ยชาติ ใ นภู มิ ภ าค
อื่นของโลก และมีการเรียกกันวา “การปฏิวัติเกษตรกรรม” และถือกันวา “เปนคลื่นลูกที่หนึ่ง” ใน
ความกาวหนาของมนุษยชาติ (คลื่นลูกที่สอง คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อตนพุทธศตวรรษที่ ๒๔
เริ่มในทวีปยุโรป คลื่นลูกที่สาม คือ การปฏิวัติทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะดานการสื่อสาร ในตนพุทธ
ศตวรรษที่ ๒๖ เริ่มในสหรัฐอเมริกา)

          ๒. การขยายตัวของชุมชนในสุวรรณภูมิ
          สุวรรณภูมิเปนชื่อเดิมของดินแดนเอเชียตะวันออกเชียงใต หรือโดยเฉพาะดินแดนที่เปน
ประเทศไทย สุวรรณภูมิ แปลวา “ดินแดนแหงทองคำ” หมายถึง ดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ
มากเหมาะแกการตั้งหลักแหลงของชุมชน จากรองรอยการตั้งถิ่นฐานของชุมชนที่พบในดินแดนนี้
ปรากฏวามนุษยไมไดเขาไปตั้งหลักแหลงในทุกทองถิ่นทุกพื้นที่พรอมกัน เนื่องจากในบริเวณนี้เปน
ดินแดนที่มีผูคนอาศัยอยูนอยมาตั้งแตสมัยกอนประวัติศาสตรแลว ดินแดนหลายแหงจึงไมมีมนุษยเขา
ไปอาศัยอยู และหลายแหงเพิ่งมีสภาพเปนชุมชน เปนเมืองมาเมื่อไมกี่รอยปที่ผานมา
          การขยายตัวของชุมชนในสุวรรณภูมิ มีลักษณะการขยายตัวของชุมชนอื่นๆ คือ ตั้งแตสมัย
กอนประวัติศาสตรดินแดนหลายแหงมีกลุมชนเล็กๆ อาศัยอยู ตอมาเมื่อบริเวณนั้นไมอุดมสมบูรณ
ก็ จ ะอพยพเคลื่ อ นย า ยไปหาแหล ง อาหารแหล ง ใหม เมื่ อ มนุ ษ ย รู จั ก การเพาะปลู ก ทำให อ ยู เ ป น
หลักแหลงมากขึ้น ชุมชนบางแหงไดขยายเปนชุมชนขนาดใหญ มีการติดตอแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชน
ใกลเคียงและชุมชนที่อยูหางไกล ดังเห็นไดจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบของมีคาจากตางถิ่นหรือ
ของที่ไมมีในทองถิ่นนั้นๆ
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                  8


                                                สุวรรณภูมิ
                                                          สุวรรณภูมิ เปนชื่อเดิมของภูมิภาคเอเชีย
                                                ตะวันออกเฉียงใตที่คนอินเดียเรียก แตนักวิชาการ
                                                หลายคนมี ค วามเห็ น สุ ว รรณภู มิ คื อ ดิ น แดนที่
                                                เป น ประเทศไทยในป จ จุ บั น เพราะมี อ ำเภอและ
                                                จังหวัดหลายแหง มีชื่อหรือมีความหมายเชนเดียว
                                                กั บ สุ ว รรณภู มิ เช น อำเภอสุ ว รรณภู มิ (จั ง หวั ด
                                                ร อ ยเอ็ ด ) อำเภออู ท อง (จั ง หวั ด สุ พ รรณบุ รี )
                                                จังหวัดกาญจนบุรี และจีนเคยเรียกรัฐแหงหนึ่งวา
ตุกตารูปบุคคลจูงลิง พบที่เมือง                 “จี น หลิ น ” หมายถึ ง ดิ น แดนแห ง ทองคำ หรื อ
โบราณอูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี                   สุ ว รรณภู มิ ซึ่ ง นั ก วิ ช าการหลายคนเชื่ อ ว า คื อ
ที่มา : http://www.sujitwongthes.com
/suvarnabhumi                                   เมืองอูทอง



                                                          การขยายตัวของชุมชนในดินแดนสุวรรณ
                                                ภู มิ นี้ มี ทั้ ง การเคลื่ อ นย า ยอพยพของกลุ ม ชน
                                                ที่ อ าศั ย อยู ม าตั้ ง แต ยุ ค หิ น และมี ก ลุ ม ชนอื่ น
                                                อพยพจากภายนอกนอกเข า มาตั้ ง หลั ก แหล ง
                                                ผสมผสานอยู ด ว ย โดยเป น การอพยพเข า มาใน
                                                ชวงเวลาที่ตางกัน และกระจายกันอยูตามที่ตางๆ
                                                ทั่ ว ทุ ก ภาคของผื น แผ น ดิ น ไทย เห็ น ได จ ากการ
                                                ขุดพบหลักฐานทางดานโบราณคดีตางๆ บริเวณที่ราบ
                                                ภาคกลาง ตลอดจนบริ เ วณคาบสมุ ท รภาคใต
ตะเกียงโรมัน พบที่ตำบลพงตึก อำเภอ               มีการสันนิษฐานวา การกอตัวของชุมชนเหลานี้
ท า มะกา จั ง หวั ด กาญจนบุ รี เป น หลั ก
ฐานแสดงให เ ห็ น ถึ ง การติ ด ต อ ระหว า ง   น า จะเกิ ด จากป จ จั ย ทางด า นการค า เป น สำคั ญ
ชุมชน ในสุวรรณภูมิกับชุมชนที่อยูทาง            เมื่ อ ชุ ม ชนเหล า นี้ มี ผู ค นอาศั ย อยู ม ากขึ้ น และ
ดินแดน ดานตะวันตกที่หางไกล
ที่มา : http://www.kayasit.com/bbs/fo-          มี ค วามเจริ ญ มากขึ้ น ก็ จ ะพั ฒ นาเป น บ า นเมื อ ง
rum.php?mod=viewthread&tid=1109                 เปนแควนและเปนอาณาจักรในที่สุด
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย      9
         ๓. พัฒนาการของชุมชนโบราณในภาคตางๆ ของไทย
                 ๑) พัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณภาคกลาง ชุมชนโบราณสมัยกอนประวัติ
ศาสตรในภาคกลาง สวนใหญจะพบอยูตามฝงตะวันออกและตะวันตกของภาค โดยมีพัฒนาการ
ที่สำคัญ ดังนี้
                     (๑) ชุมชนยุคหินเกา ที่ถ้ำพระ อำเภอไทรโยค ถ้ำเขาทะลุและถ้ำเมน อำเภอ
บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี พบเครื่องมือหินที่เปนเครื่องมือหินที่เปนเครื่องมือขุด เครื่องมือสับ ตัด
และขวานที่มีขนาดใหญและหนัก สันนิษฐานวาเปนเครื่องมือที่ใชปรับแตงไมเพื่อนำไปทำอาวุธลาสัตว
                     (๒) ชุมชนยุคหินกลาง ที่บานหนองโน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พบเครื่องมือ
หิน เครื่องปนดินเผาลายขีดและขัดมัน ถ้ำหีบ จังหวัดกาญจนบุรี พบกระดูกปลาฉลามปลาโลมา
กวาง วัวปา ที่เปนเครื่องมือเครื่องใช เชน เครื่องมือปลายแหลม เบ็ดตกปลา และภาชนะดินเผา
ลายเชือกทาบ
                     (๓) ชุมชนยุคหินใหม บานเกา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พบโครงกระดูก
มนุษยยุคหินใหม ขวานหินขัด เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย และภาชนะดินเผาที่คลายกับที่พบใน
ประเทศจีน เชน หมอสามขา หมอกนกลม โดยมีการตกแตงลวดลายภาชนะ ทั้งลายเชือกทาบ ลายขูด
ลายเสนโคง รูปงู ที่หุบเขาวงพระจันทร จังหวัดลพบุรี พบโครงกระดูกมนุษยฝงรวมอยูกับภาชนะ
ดินเผา ซึ่งมีทั้งลายเชือกทาบลายขูดขีด และเคลือบผิวดวยน้ำโคลนสีแดง เครื่องประดับที่พบอยูกับ
โครงกระดูก มีลูกปด กำไลขอมือและแหวนทำจากเปลือกหอยทะเลและหิน


                                                          ภาชนะดินเผา พบที่บานเกา จังหวัด
                                                          กาญจนบุรี เปรียบเทียบกับภาชนะ
                                                          ดินเผาสามขา พบที่มณฑลชานตุง
                                                          ประเทศจีน




           ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/4954



                     (๔) ชุมชนยุคสำริด ที่บานหนองโน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีมนุษยอาศัย
อยูตั้งแตยุคหินกลาง พบหลุมศพจำนวนมาก ในหลุมมีภาชนะดินเผาเคลือบน้ำโคลนสีแดงรูปทรงคลาย
พาน สันนิษฐานวาใชบรรจุอาหารเซนไหวคนตาย เพราะมีกระดูกสัตววางอยู และพบกำไลหินออน
กำไล สรอยทำจากสำริดและเปลือกหอยทะเล ตุมหูทำจากดีบุก และของที่มาจากตางถิ่น เชน ทองแดง
หินทราย หินมีคา แสดงวามีการติดตอกับชุมชนตางถิ่น
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย            10




     โครงการดูกมนุษยในหลุมฝงศพ พบที่บานเกา                  โครงกระดูกมนุษย มีอายุราว ๓.๐๐๐ ป
     อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี                                มาแลว ขุดพบที่บานโคกพนมดี อำเภอ
                                                                พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
   ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/          ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/
   book/ book.php? book=8&chap=1&page=picture_              book/ php?book=15&chap=6&page=picture_
   detail8_1.html                                           detail15_6.html

                     (๕) ชุมชนยุคเหล็ก ที่บานดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
จากการขุดพบหลุดศพที่บรรจุสิ่งของฝงรวมกันมากมาย เชน ภาชนะดินเผา เครื่องประดับอาวุธและ
เครื่องมือเครื่องใชที่ทำจากเหล็ก นอกจากนี้ ยังพบของมีคาจากตางถิ่น เชน เศษผาฝาย ผาปาน
จากอินเดีย ตุกตาสิงโตแกะจากหินมีคาจากอินเดีย ลูกปดแกว ซึ่งจะแสดงใหเห็นวามีการติดตอกับ
ชุมชนภายนอกแลว




             เครื่องมือเครื่องใช และของมีคาตางๆ ไดแก เครื่องประดับลูกปด เครื่องมือเหล็ก
             นกยูงสำริดและไกสำริด พบที่บานดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
                   ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/2011/07/weekly15072554/
         ที่ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี พบโลงไมมีลักษณะคลายเรือทำจากไมเนื้อแข็ง
ที่ปลายและหัวแกะเปนรูปหัวนก ภายในโลงพบของมีคา เชน เครื่องมือเหล็ก หินมีคา ลูกปดแกว เปนตน
         ชุมชนในภาคกลางหลายแหงไดมีการพัฒนาการจากชุมชนเล็กๆ เปนหมูบาน เปนเมือง เปน
แควน และเปนอาณาจักร
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย          11
               ๒) พัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณภาคเหนือ ภูมิประเทศสวนใหญบริเวณ
ภาคเหนือของไทยเปนเทือกเขา ภูเขา หุบเขา และที่ราบระหวางภูเขา บริเวณเทือกเขา เชน เทือกเขา
แดนลาว เทือกเขาหลวงพระบาง เทือกเขาผีปนน้ำ เปนตนกำเนิดของแมน้ำหลายสาย เชน ปง วัง
ยม นาน และเปนดินแดนที่มีมนุษยอาศัยอยูมาตั้งแตสมัยกอนประวัติศาสตร โดยพบการอยูอาศัย
ของมนุษยหลายแหง เชน
                   (๑) ชุมชนยุคหินเกา ที่ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน พบเครื่องมือหิน ใบหอกหิน
ที่บานแมทะ บานดอนมูล จังหวัดลำปาง พบเครื่องมือหินกะเทาะ และยังพบเครื่องมือหินกะเทาะ
ที่แหลงโบราณคดีผาบุง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม
                   (๒) ชุมชนยุคหินกลาง ที่ถ้ำผีแมน จังหวัด
แมฮองสอน พบเครื่องมือหินที่เปนเครื่องมือขุด เครื่องมือสับ
ตัด ขนาดใหญ เครื่องมือหินขัด และเครื่องมือหินกะเทาะ

                                      เครื่องมือกะเทาะ พบที่
                                      แหลงโบราณคดีผาบุง
                                      อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม        ที่มา : www.thailandmuseum.
                                                                       com/nan/hilight2.htm


                  (๓) ชุมชนยุคหินใหม พบเครื่องมือยุคหินใหมซึ่งตอเนื่องถึงโลหะ โดยพบเครื่อง
มือหินของชุมชนยุคหินใหมกระจายอยูทั่วไปตามลุมแมน้ำตางๆ ในเขตจังหวัดแมฮองสอน เชียงใหม
ลำปาง นาน อุตรดิตถ เปนตน




          ถ้ำลอด ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน มีเรื่องราวลี้ลับหลังความตาย ที่กลายมาเปน
          แหลงโบราณคดีล้ำคาจากการสำรวจคนพบเครื่องมือเครื่องใชโบราณในถ้ำ สันนิษฐาน
          ไดวามีอายุประมาณ 2,000 ปมาแลว

        ที่มา : http://www.muangthai.com/mmnews/index.php?mod=article&cat=alltravel&article=660
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย         12
                   (๔) ชุมชนยุคสำริด พบรองรอยชุมชนกสิกรรมที่มีพัฒนาการตอเนื่องมาตั้งแต
ยุคหินใหมมาถึงยุคสำริดในเขตจังหวัดแมฮองสอน เชียงใหม เชียงราย นาน อุตรดิตถ ตาก ลำพูน
โดยพบวามีการใชทั้งเครื่องมือสำริดและหินขัด เครื่องมือเครื่องใชหลายชนิดของชุมชนในภาคนี้
แสดงใหเห็นวามีการผสมผสานแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหวางชุมชนตางๆดวย




                            หลุมฝงศพและกำไลสำริด ขุดพบที่บานยางทองใต อำเภอดอยสะเก็ด
                            จังหวัดเชียงใหม
                                 ที่มา : http://gist.soc.cmu.ac.th/lanna/chapter03/c03_p08.html



                                    กลองมโหระทึกหรือกลองสำริด อายุราว ๒,๕๐๐ ป
                                    พบที่ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ


                                    ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/
                                    suvarnabhumi/2011/06/03062554/



                    (๕) ชุมชนยุคเหล็ก ไดพบแหลงชุมชนโบราณที่ใชเครื่องมือทำจากเหล็ก กระจาย
อยูตามลุมแมน้ำสายตางๆในเขตจังหวัดแมฮองสอน เชียงใหม เชียงราย นาน อุตรดิตถ ลำพูน
                        หลักฐานทางโบราณคดีตางๆ แสดงใหเห็นวาชุมชนในบริเวณภาคเหนือมี
พัฒนาการชากวาภูมิภาคอื่น แตถึงกระนั้นในภาคเหนือก็มีการตั้งหลักแหลงอยูอาศัยกันอยางตอเนื่อง
และสามารถพัฒนาจากชุมชนเปนบานเมือง เปนแควน และเปนอาณาจักรเชนเดียวกัน
              ๓) พัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่สวนใหญ
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปนที่ราบสูงที่ยกตัวสูงจากตะวันตกและลาดเอียงไปทางตะวันออกลงสู
แมน้ำโขง ตอนกลางของภาคมีลักษณะเปนแองคลายกนกระทะ มีแมน้ำชีและแมน้ำมูลไหลผาน มี
แนวเทือกเขากั้นเปนขอบของภาคทางดานตะวันตกและดานใต
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย            13
                บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเปนแหลงที่มีมนุษยอาศัยอยูตั้งแตสมัย
กอนประวัติศาสตร โดยพบหลักฐานหลายแหง เชน
                (๑) ชุมชนยุคหินเกา ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และอำเภอดอนตาล จังหวัด
มุกดาหาร พบเครื่องมือหินกะเทาะเปนเครื่องขุด สับ และตัด
                (๒) ชุมชนยุคหินกลาง ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และอำเภอดอนตาล จังหวัด
มุกดาหาร พบเครื่องมือขุดและเครื่องมือสับ ตัด ซึ่งตอเนื่องมาจากยุคหินเกา
                (๓) ชุมชนยุคหินใหม ที่บานโนนนกทา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน พบภาชนะ
ดินเผาลูกปดทำจากเปลือกหอย ขวานหินขัด หินสับ
                (๔) ชุมชนยุคสำริด ที่บานเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งไดรับประกาศ
ใหเปนมรดกโลก เปนแหลงสำริดที่เกาแกและสำคัญที่สุดในประเทศไทย สิ่งของที่พบคือ ภาชนะ
ดินเผาลายเขียนสีแดงบนพื้นสีนวล มีทั้งลายเชือกทาบ ลายขูดขีดบนผิวขัดมัน โครงกระดูกมนุษย
โครงกระดูกสัตว เครื่องประดับทำจากลูกปด สิ่งของเครื่องใชทำจากหินและโลหะภาชนะและ
เครื่องมือเครื่องใชที่ทำจากสำริด แมพิมพ หินทรายที่ใชหลอสำริด นอกจากนี้ยังพบภาพเขียนสี
สมัยกอนประวัติศาสตร เชน ภาพเขียนสีที่ผาแตม ผาหมอนนอย อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
ภาพเขียนสีที่เขาจันทรงาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เปนตน



                                                               เครื่องปนดินเผาเขียนสีแดง
                                                               พบที่บานเชียง จังหวัดอุดรธานี
                                                               แสดงพัฒนาการของชุมชน
                                                               ในสมัยกอนประวัติศาสตร ใน
                                                               การประดิษฐเครื่องมือเครื่องใช
                                                               เพื่อการดำรงชีวิต



ที่มา : http://travel.thaiza.com/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%
B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8
%A2%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%
B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0
%B8%B5/127576/
                  (๕) ชุมชนยุคเหล็ก ชุมชนโบราณที่บานเชียง จังหวัดอุดรธานี นาจะเปนผูนำในการ
ใชเหล็กกอนที่อื่น ซึ่งจากหลักฐานทางดานโบราณคดีแสดงใหเห็นวาชุมชนที่บานเชียงมีความกาวหนา
ดานโลหกรรมมาก นอกจากที่บานเชียงแลวยังคนพบเครื่องมือยุคเหล็กในที่อื่นๆ อีก เชน ที่บานนาดี
บานโนนนกทา จังหวัดขอนแกน เนินอุโลก จังหวัดนครราชสีมา เปนตน นอกจากนี้ยังพบแหลงแร
เหล็กในเขตจังหวัดเลยที่มีอายุประมาณ ๒,๘๐๐ ป ลวงมาแลว
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย            14




    หอกและขวานสำริ ด พบที่
    บานเชียง อำเภอหนองหาน
    จังหวัดอุดรธานี

                                          ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=141740


                 ๔) พัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณภาคใต บริเวณภาคใตเปนแหลงที่มีมนุษย
อาศัยอยูตั้งแตกอนประวัติศาสตรเชนกัน ซึ่งมีพัฒนาการ ดังนี้
                     (๑) ชุมชนยุคหินเกา ที่จังหวัดกระบี่ พบเครื่องมือยุคหินเกาที่ทำเปนเครื่องขุด
เครื่องมือสับ ตัด โดยเฉพาะที่ถ้ำหลังโรงเรียนทับปริก ตำบลทับปริก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พบ
หลักฐานการพำนักอาศัยของมนุษยเกาแกที่สุดในดินแดนไทยตั้งแต ๓๗,๐๐๐ - ๒๗,๐๐๐ ปลวงมา แลว
และยังพำนักอาศัยตอมาอีกหลายสมัย
                     (๒) ชุมชนยุคหินกลาง พบเครื่องมือหินกะเทาะ ที่จังหวัดกระบี่ เชนเดียวกับที่
พบเครื่องมือในยุคหินเกา และพบขวานหิน ที่แหลงโบราณคดีบานพลีควาย ตำบลกระดังงา อำเภอ
สทิงพระ จังหวัดสงขลา
                     (๓) ชุมชนยุคหินใหม พบภาชนะดินเผาที่ทำเปนหมอสามขาแบบเดียวกับในเขต
จังหวัดกาญจนบุรี แสดงใหเห็นการติดตอกันระหวางชุมชน และพบขวานหินขัดชนิดมีบาและไมมีบา
ในจังหวัดกระบี่ และพังงา
                     (๔) ชุมชนยุคสำริด ที่ถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่ พบภาพเขียนสีสมัยกอนประวัติ
ศาสตรเปนภาพคนสวมชุดยาว ที่ศีรษะมีรูปรางคลายเขาสัตว แยกเปน ๒ แฉกพบรองรอยการกอตั้ง
ชุมชนบริเวณอาว ริมทะเล และริมแมน้ำ ในเขตจังหวัดสุราษฎรธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา
สงขลา เปนตน หลักฐานทางดานโบราณคดีที่สำรวจพบ เชน ขวานหินขัด หมอดินเผาสามขา ภาชนะ
ดินเผาลายเขียนสีแดง ใบมีด กำไล แหวน ลูกปด กลองมโหระทึกสำริด เปนตน
                     (๕) ชุมชนยุคเหล็ก ทีอำเภอคลองทอม จังหวัดกระบี่ พบลูกปดพืนเมืองจำนวนมาก
                                         ่                                      ้
และพบชิ้นสวนเครื่องมือเหล็กในสภาพสึกกรอนและชำรุดมาก นอกจากยังพบที่จังหวัดพังงา นครศรี-
ธรรมราช สุราษฎรธานี และสงขลาดวย
                      การตั้งหลักแหลงของชุมชนในภาคใต พบวามีการอาศัยกันอยางตอเนื่องและ
สามารถพัฒนาเปนชุมชน เปนบานเมือง เปนแควน และเปนอาณาจักรในที่สุด
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย        15




                                                                            ที่มา : http://www.siamsouth.com/
                                                                            smf/index php?topic=24094.0

    หลักฐานทางโบราณคดีตางชาติ ที่เกาแกที่สุด มีอายุราวพุทธศตวรรษ
    ที่ ๑ – ๓ ไดแก ลูกปดแกวมีตาของโรมัน พบในแหลงโบราณคดี
    คลองทอม จังหวัดกระบี่


        ๔. การสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตร
           ในดินแดนประเทศไทย
                การศึกษาเกี่ยวกับการสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตรในดินแดน
ประเทศไทย ก็เพื่อใหเขาใจถึงภูมิปญญาของมนุษยในสมัยนั้น อันจะเปนตัวอยางในการนำไปใช
ในการดำเนินชีวิตของคนไทยในปจจุบันได
                ๑) ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตร
การสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตรเกิดจากปจจัยที่สำคัญๆดังนี้
                       ๑. ความตองการความมั่นคงในการดำรงดำรงชีวิตประจำวันในเรื่องอาหาร
ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม และยารักษาโรค
                       ๒. สภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอม เชน การเกิดภัยธรรมชาติ โรคระบาด
                       ๓. คติความเชื่อ เชน ความตาย ความเชื่อในเรื่องวิญญาณ เปนตน
                ๒) การสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตร การสรางสรรคภูมิปญญา
ของมนุษยกอนประวัติศาสตร เปนการสรางสรรคภูมิปญญาเพื่อดำเนินชีวิตเปนหลักโดยมีพัฒนา
การขึ้นเปนลำดับ ที่เห็นไดชัดเจนมีดังนี้
                       (๑) ดานเกษตรกรรม จาการขุดคนทางโบราณคดีสันนิษฐานไดวามนุษยใน
ยุ ค หิ นใหมมีการเพาะปลูกแบบทำไรเลื่อนลอย บางแหงมีการเพาะปลูกขาวในที่ลุม โดยจะยาย
แหลงเพาะปลูกไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีการลาสัตวเปนอาหาร การปลูกขาวเริ่มเมื่อ ๔,๓๐๐ ป
ลวงมาแลว
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย        16
                      ตอมาในยุคสำริดและยุคเหล็กมีการใชสำริดและเหล็กเปนเครื่องมือ เครื่องทุนแรง
ในการเพาะปลูก มีการรูจัก “การทดน้ำ” มาใชในการเกษตรกรรมอีกดวย
                      (๒) ดานโลหกรรม จากการศึกษาเกี่ยวกับมนุษยในสมัยกอนประวัติศาสตรพบวา
มนุษยในสมัยนี้รูจักการทำเครื่องมือ เครื่องใชสำริดและเหล็กในยุคโลหะ




                    มนุษยยุคเริ่มแรกทำนาปลูกขาว ดังคนพบหลักฐานปรากฏในภาพเขียนสี
                    ที่ผาหมอนนอย อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
                               ที่มา : http://bjw539.freeoda.com/archeology.html




                 พบเปลือกขาวของมนุษยยุค
                 เริ่มแรกทำนาปลูกขาวที่ถ้ำปุงฮุง
                 จังหวัดแมฮองสอน
               ที่มา : http://www.sujitwongthes.com
               /2011/07/weekly08072554/


                      ในยุคสำริด มนุษยรูจักนำทองแดงผสมกับดีบุกหลอหลอมออกมาเปนสำริด
และนำมาทำเปนเครื่องมือ เครื่องใช เครื่องประดับ เชน ขวาน หมอ กำไล เปนตน ตอมามีการผลิต
สำริดที่มีดีบุกผสมปริมาณมาก อันเปนโลหะที่มีความแข็ง และมีสีนวลบางกวาสำริดสามัญ
                                                    แมพิมพใบหอกสำริดและขวาน เปนแบบแมพิมพ 2 ชิ้น
                                                    ทำจากหินทราย พบจากแหลงโบราณคดีบานเชียง
                                                    อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
                                                    ที่มา : http://www.google.co.th/imgres?q=%E0%B8%82%E0
                                                    %B8%A7%E0%B8%B2%
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย           17




        เครื่องมือหิน พบที่บานโคกไมเดน                 เครื่องมือเหล็ก พบที่บานดอนตาเพชร
        อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค                  อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
    ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhu    ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/2011/07/
    mi/ 2011/03/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8               weekly15072554/
    %81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%
    E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9
    %88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%
    E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9
    %89%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%
    E0%B8%87%E0%B8%96-2/


                       ในยุคเหล็ก การใชเหล็กในดินแดนประเทศไทยนั้น ในระยะแรกๆ มีการประดิษฐ
ใบหอกที่มีสวนบองเปนสำริด แตสวนปลายเปนเหล็ก ตอมาเหล็กกลายเปนวัตถุหลักในการทำ
เครื่องมือเครื่องใช เหล็กที่ใชในสมัยนี้ไดจากการถลุงแรเหล็ก และการทำเครื่องมือเหล็ก
                       คนในสมัยนั้นรูจักการถลุงแรเหล็ก โดยการนำแรเหล็กที่ทำความสะอาดเรียบรอย
แล ว และเตรียมใหไดขนาด มาผสมคลุกเคลากับถานแลวใสลงในเตาถลุงเพื่อเปลี่ยนใหแรเหล็ก
เปนโลหะเหล็ก รูจักใชปูนขาวหรือวัสดุที่มีหินปูน เชน กระดูกหรือเปลือกหอยใสลงไปในถลุงเหล็ก
การถลุงเหล็กแบบนี้เหล็กจะไมหลอมเหลว แตจะรวมตัวกันเกาะเปนกอนเหล็ก หลังจากนั้นจะนำเหล็ก
นี้ไป เผาใหรอนแดง แลวตีเหล็กซ้ำไปมา เพื่อขับไลขี้แรที่ยังเหลืออยูออกมาใหมากที่สุดสำหรับนำมา
ประดิษฐเปนเครื่องมือเครื่องใชตอไป
                      (๓) ดานหัตถกรรม สำหรับภูมิปญญาสมัยกอนประวัติศาสตรทางดานหัตถกรรม
ไดแก การทอผา จากการศึกษาคนควาทางดานโบราณคดีพบวา ผูคนในสมัยกอนประวัติศาสตร
ในดินแดนประเทศไทยรูจักนำเสนใยจากพืช คือ ปาน กัญชา และเสนใยจากสัตว คือ ไหม มาทอ
เปนผืนผา ดวยเทคนิคการทอแบบงายๆ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานอื่นๆ อีก เชน หินทุบ เปลือกไม
ซึ่งสันนิษฐานวานาจะใชสำหรับผลิตเสนใยในการทอผาในแหลงโบราณคดีกอนประวัติศาสตรอีกดวย
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย              18
                       (๔) ดานการสรางที่อยูอาศัย ในยุคหินใหม มนุษยไดมีการดัดแปลงสภาพแวดลอม
เพื่อใชเปนที่อยูอาศัย ดวยการใชถ้ำหรือเพิงเผาเปนที่ปองกันอันตรายจากภัยธรรมชาติและสัตวปา
อันเปนการเริ่มตนการตั้งถิ่นฐานของมนุษย
                           ตอมาในยุคโลหะ ไดพบรองรอยของหลุมเสาในแหลงโบราณคดีหลายแหง
ในประเทศไทย กอใหเกิดขอสันนิษฐานในยุคนี้นาจะเริ่มมีการคิดคนวิธีการสรางที่อยูอาศัยบางแลว




                                                                     ในยุคหินใหม มนุษยรูจักเพาะปลูก
                                                                     และสรางที่อยูอาศัย




     ที่มา : http://civedu.0catch.com/china/preciv.htm




    ยุคหินใหมตอนตน มีการสราง
    กระทอมดินดิบมุงหลังคาดวย
    ใบไม



                                                         ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/45752

                 (๕) ดานการรักษาโรค นักโบราณคดีไดขุดคนแหลงโบราณคดีที่เปนแหลงชุมชน
พบหัวกะโหลกมนุษยที่เจาะเปนรูกลมและแตงขอบรูเรียบ สันนิษฐานวา เปนวิธีการรักษาโรคปวด
ศีรษะหรือโรคลมบาหมู แตนักมานุษยวิทยาเชื่อวาเปนการกระทำเพื่อปลดปลอยผีรายที่ทำใหเกิด
อาการเจ็บปวดใหออกไปจากศีรษะมนุษย เพื่อลดอาการปวดศีรษะ
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   19

สรุปเวลาแสดงความเจริญของมนุษยกอนประวัติศาสตรในดินแดนประเทศไทย


     ราว ๗๐๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว
           พบเครื่องหิน




     ราว ๑๘๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว
      พบหลักฐานเกี่ยวกับมนุษย




    ราว ๓๗,๐๐๐ ปลวงมาแลว
 พบหลักฐานการพักพิงอาศัยของมนุษย




       ราว ๔,๓๐๐ ปลวงมาแลว
        เริ่มปลูกขาว ตั้งถิ่นฐาน




        ราว ๓,๕๐๐ ปลวงมาแลว
  เริ่มนำสำริดมาทำเครื่องมือ เครื่องใช




        ราว ๒,๐๐๐ ปลวงมาแลว
  เริ่มนำเหล็กมาทำเครืื่องมือ เครื่องใช
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                                        20



                                                               กิจกรรมที่ ๑
คำสั่ง    ใหนักเรียนวิเคราะหพัฒนาการของมนุษยกอนประวัติศาสตรในดินแดน
          ประเทศไทย


                                      สรุปพัฒนาการ .......................................................
    มนุษยยังตองอาศัย                ......................................................................................
        ธรรมชาติ                      ......................................................................................

                                      ......................................................................................




                                       สรุปพัฒนาการ .......................................................
                                       ......................................................................................
    มนุษยเริ่มตั้งถิ่นฐาน
                                       ......................................................................................

                                       ......................................................................................




                                      สรุปพัฒนาการ .......................................................
     มนุษยเริ่มพัฒนา                 ......................................................................................
       เปนชุมชน                      ......................................................................................

                                      ......................................................................................
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                                       21

                         á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ñ
                                                  มนุ ษ ย มี ชี วิ ต ที่ เร ร อ น
                            สรุปพัฒนาการ .......................................................
                              เก็ บ อาหาร ล า สั ต ว ทำอาวุ ธ หรื อ เครื่ อ งมื อ
                            ......................................................................................
มนุษยยังตองอาศัย
    ธรรมชาติ                  เครื่องใช ดวยหิน กระดูกสัตว อาศัยอยูตาม
                            ......................................................................................
                              ถ้ำหรือเพิงผา
                            ......................................................................................




                                                        พั ฒ นาการมนุ ษ ย เริ่ ม
                            สรุปพัฒนาการ .......................................................
                               เคลื่ อ นย า ยที่ อ ยู อ าศั ย จากถ้ ำ หรื อ เพิ ง ผามา
                            ......................................................................................
มนุษยเริ่มตั้งถิ่นฐาน
                               เปนอยูใกลแหลงน้ำ หรือที่ราบลุม เริ่มมีการตั้ง
                            ......................................................................................
                               ถิ่นฐาน ทำการเพาะปลูก
                            ......................................................................................




                                                 เกิดการเคลื่อนยายอพยพ
                            สรุปพัฒนาการ .......................................................
 มนุษยเริ่มพัฒนา                 หาแหลงอาหารใหมของกลุมชนที่อาศัยอยูมา
                            ......................................................................................
   เปนชุมชน                      ตั้งแตยุคหิน ผสมผสานกับกลุมชนที่อพยพมา
                            ......................................................................................
                                  จากที่อื่น
                            ......................................................................................
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                                        22



                                                                                                    กิจกรรมที่ ๒
คำสั่ง               ใหนักเรียนยกตัวอยางชุมชนโบราณในภูมิภาคตางๆ ของประเทศไทย
                     ลงในชองวาง


                                         ภาคเหนือ                                                                  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                            ...................................................                               ...................................................
                            ...................................................                               ...................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ........................................................................          ........................................................................




                                         ภาคกลาง                                                                                      ภาคใต
                            ...................................................                                ...................................................
                            ...................................................                                ...................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ...............................................................................   ...............................................................................
 ........................................................................          ........................................................................
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                                        23

                                                                  á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ò

                                        ภาคเหนือ                                                                  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                             ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน,
                           ...................................................                               ...................................................ง
                                                                                                                บานโนนนกทา อำเภอภูเวีย
                             บาแมทะ บานดอนมูล จังหวัด
                           ...................................................                                  จังหวัดขอนแกน, บานเชียง
                                                                                                             ...................................................
 ลำปาง, บานผาบุง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม,
...............................................................................      อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี, ผาแตม
                                                                                  ...............................................................................
 บ านยางทองใต อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัด
...............................................................................      ผาหมอนนอย อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบล
                                                                                  ...............................................................................
 เชี ย งใหม , บ า นทุ ง ยั้ ง อำเภอเมื อ ง จั ง หวั ด
...............................................................................      ราชธานี, เขาจันทรงาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัด
                                                                                  ...............................................................................
 อุตรดิตถ
...............................................................................      นครราชสีมา, บานนาดี จังหวัดขอนแกน
                                                                                  ...............................................................................
...............................................................................   ...............................................................................
...............................................................................   ...............................................................................
........................................................................          ........................................................................




                                        ภาคกลาง                                                                                      ภาคใต
                            ถ้ำพระ อำเภอไทรโยค,
                           ...................................................                                 ถ้ำหลังโรงเรียน ทับปริก ตำบล
                                                                                                              ...................................................
                            ถ้ำเขาทะลุและถ้ำเมน อำเภอ
                           ...................................................                                ...................................................ด
                                                                                                               ทั บ ปริ ก อำเภอเมื อ ง จั ง หวั
  บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี, บานหนองโน
...............................................................................                               กระบี่ , บ า นพลี ค วาย ตำบล
                                                                                  ...............................................................................
  อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี , ถ้ำหีบ จังหวัด
...............................................................................            กระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา,
                                                                                  ...............................................................................
  กาญจนบุรี, บานเกา อำเภอเมือง จังหวัด
...............................................................................            ถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่, อำเภอคลองทอม
                                                                                  ...............................................................................
  กาญจนบุรี, บานดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน
...............................................................................            จังหวัดกระบี่
                                                                                  ...............................................................................
  จังหวัดกาญจนบุรี, ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์
...............................................................................   ...............................................................................
  จังหวัดกาญจนบุรี
...............................................................................   ...............................................................................
........................................................................          ........................................................................
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย        24



                                                        กิจกรรมที่ ๓
คำสั่ง      จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน
            กระดาษคำตอบ

๑. สิ่งที่ใชเปนเกณฑในการแบงยุคสมัยเปน    ๖. พัฒนาการของชุมชนในภาคใดที่เกาแก
   ยุคกอนและหลังประวัติศาสตรคือสิ่งใด          กวาภาคอื่น
   ก. เครื่องมือ เครื่องใช                      ก. ภาคกลาง
   ข. การประดิษฐตัวอักษร                        ข. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
   ค. การเริ่มรับวัฒนธรรมจากอินเดีย              ค. ภาคเหนือ
   ง. อายุของโครงกระดูกที่พบ                     ง. ภาคใต
๒. คำวา “สุวรรณภูมิ” หมายถึงดินแดนใด         ๗. ชุ ม ชนแห ง ใดที่ ไ ด รั บ การประกาศให
   ก. ดินแดนที่มีความสงบ                         เปน “มรดกโลก”
   ข. ดินแดนที่ร่ำรวย                            ก. บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี
   ค. ดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ                 ข. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี
   ง. ดินแดนที่มีประชากรมาก                      ค. ถ้ำผี จังหวัดแมฮองสอน
๓. เครื่องมือหินกะเทาะเปนเครื่องมือของ          ง. คลองทอม จังหวัดกระบี่
   มนุษยยุคใด                                ๘. พัฒนาการของมนุษยยังเรรอนหาอาหาร
   ก. ยุคสำริด          ค. ยุคหินเกา            อาศัยอยูตามเพิงผาจะอยูในยุคสมัยใด
   ข. ยุคหินกลาง ง. ยุคหินใหม                   ก. ยุคสำริด                 ค. ยุคหินเกา
๔. ยุคสำริด หมายถึง ยุคที่มีการนำโลหะ            ข. ยุคเหล็ก                 ง. ยุคหินใหม
   มาผสมกัน สำหรับโลหะที่นำมาผสมกัน           ๙. ป จ จั ย ที่ ส นั บ สนุ น ให ชุ ม ชนโบราณใน
   ในที่นี้คือโลหะใด                             ประเทศไทยไดกอตั้งและสามารถพัฒนา
   ก. เหล็ก – เงิน                               ไดอยางตอเนื่อง เปนเพราะเหตุใด
   ข. เงิน – ทองคำ                               ก. มีการปกครองมั่นคง
   ค. ทองคำ – ทองแดง                             ข. มีความอุดมสมบูรณ
   ง. ทองแดง – ดีบุก                             ค. ประชากรมีความเฉลียวฉลาด
๕. จังหวัดใดในภาคใตที่มีการพบหลักฐาน            ง. ปราศจากภัยธรรมชาติ
   ทางโบราณคดีมากที่สุด                      ๑๐. ภาพเขี ย นสี ที่ ผ าแต ม จั ง หวั ด อุ บ ล-
   ก. จังหวัดระนอง                               ราชธานี จัดเปนระดับพัฒนาการของ
   ข. จังหวัดกระบี่                              ชุมชนสมัยใด
   ค. จังหวัดนครศรีธรรมราช                       ก. ยุคสำริด                 ค. ยุคหินเกา
   ง. จังหวัดภูเก็ต                              ข. ยุคเหล็ก                 ง. ยุคหินใหม
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   25

 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ó

ขอ   คำตอบ
๑      ข
๒      ค
๓      ค
๔       ง
๕      ข
๖      ข
๗      ข
๘      ค
๙      ข
๑๐      ก
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย          26


                                                             µÍ¹·Õè                         ò
                 พัฒนาการจากชุมชนมาสูรัฐโบราณ
         ๑. พัฒนาการจากชุมชนเปนบานเมือง
                เมื่อชุมชนหลายๆ แหง หรือหลายหมูบาน มีพัฒนาการมากขึ้น มีการติดตอสัมพันธ
กับชุมชนอื่น ทำใหชุมชนที่ตั้งอยูบริเวณที่เปนศูนยกลางชุมชน การเดินทางสะดวกกลายเปนศูนย
กลางเศรษฐกิจ หรือเปนชุมชนขนาดใหญ
                เมื่อชุมชนรอบๆเขามาติดตอสัมพันธกันมากขึ้น ชุมชนที่เปนศูนยกลางก็มีการเติบโต
มีโครงสรางทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่ซับซอนมากขึ้น ทำใหการแบงหนาที่ในสังคมมากขึ้น
เกิดชนชั้น เชน ชนชั้นปกครอง นักบวช ชางฝมือ ชาวนา จนกระทั่งเกิดเปนสังคมเมือง และพัฒนา
เปนเมืองในที่สุด




                                                        ลูกปดหินคารนีเลียน พบที่เมืองอูทอง
                                                        อำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี



                                                   ที่มา : http://www.archives.scene4.com/jul-
                                                   2007/html/janineyasovantthai0707.html


                จากหลักฐานทางดานโบราณคดีสันนิษฐานไดวา พัฒนาการของชุมชนที่จะขยายตัว
เปนบานเมืองจะเริ่มชัดเจนตั้งแตพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ โดยสวนใหญจะพบมากในบริเวณที่อยูใกลทะเล
และที่ราบลุมแมน้ำมากกวาที่สูง เพราะมีความอุดมสมบูรณกวา เชน บริเวณคาบสมุทรภาคใตที่มี
เมืองที่สำคัญ คือ เมืองสทิงพระ จังหวัดสงขลา เมืองยะรัง จังหวัดปตตานี ในภาคกลางบริเวณที่ราบ
ลุมแมน้ำทาจีน แมกลอง บางปะกง เจาพระยา ปาสัก มีเมืองอูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครชัยศรี
จังหวัดนครปฐม เมืองละโว จังหวัดลพบุรี เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เมืองพระรถ จังหวัด
ชลบุรี
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย            27



        เหรียญเงิน พบในอาณาจักรศรีวิชัย
        แสดงใหเห็นถึงความซับซอนของชุมชน
        ที่พัฒนาขึ้นเปนเมืองจากการติดตอ
        คาขายกับดินแดนตางๆ



       ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.
       php?id=sanchai&group=3&month=03-
       2011&date=09



          อยางไรก็ตามในบริเวณที่สูงหลายแหงก็มีการพัฒนาการจากชุมชนเปนเมืองเชนกัน ถาชุมชน
นั้นมีสภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมที่เหมาะสมและเอื้ออำนวย เชน มีทรัพยากรที่มีคา หายาก เปน
ที่ตองการของชุมชนคนอื่น หรืออยูในเสนทางคมนาคมที่เปนเสนทางหลักในการติดตอกับหลายๆ ชุมชน
เชน ชุมชนบานปราสาท ในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บานดงพลอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย
เปนตน

                                                      โครงกระดูกมนุษย พบที่บานโนนวัด ตำบลพลสงคราม
                                                      อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา สันนิษฐานวาเปน
                                                      บุคคลสำคัญ เนื่องจากมีสิ่งของมากมายฝงรวมอยูดวย
                                                      เชน ภาชนะดินเผา กำไลทำจากเปลือกหอยทะเล


                                                    ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%
                                                    AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%
                                                    82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%
                                                    93%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9
                                                    A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%8
                                                    2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1
                                                    %E0%B8%94

         ในชุมชนเหลานี้มีหลักฐานที่แสดงถึงการพัฒนาจากชุมชนเปนบานเมืองหลายประการ เชน
หลุมศพที่มีทั้งศพคนธรรมดาและผูนำซึ่งจะหันศีรษะไปคนละทางและมีขาวของมีคาตางกันมาก
นอกจากนี้ ยังมีรองรอยของการขุดคูน้ำและคันดินลอมรอบชุมชนซึ่งจำเปนตองใชแรงงานคนจำนวน
มาก และจัดการการแบงหนาที่กันทำงานแสดงใหเห็นวาตองเปนเมืองที่มีผูคนคอนขางมาก และมี
ผูนำชุมชนซึ่งเปนจุดเริ่มตนของการพัฒนาเปนเมือง
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย       28

                                          (แถวบนสุด-จากซายไปขวา) ภิกษุอุมบาตรทำดวยดินเผา พบที่
                                          อ.อูทอง จ.สุพรรณบุรี
                                          (แถวลาง-จากซายไปขวา) บาตรดินเผาใสเหรียญกษาปณรูป
                                          สังข พบที่คอกชางดิน เมืองอูทอง
                                          (แถว ๒ จากซายไปขวา) ปูนปนรูปหนาคนชาติภาษา พบทั่วไป
                                          ตั้งแตเมืองอูทอง จ.สุพรรณบุรี
                                          (แถว ๓) ตะเกียงโรมัน พบที่ ต.พงตึก จ.กาญจนบุรี บนเสน
                                          ทางเมืองอูทอง
                                          (แถวลางสุด-จากซายไปขวา) เหรียญโรมัน พบที่เมืองอูทอง
                                          อ.อูทอง จ.สุพรรณบุรี นักโบราณคดีกรมศิลปากรอธิบายวา
                                          ดานหนามีรูปพระพักตรดานขางของจักรพรรดิซีซาร วิคโตรินุส
                                          สวนดานหลังของเหรียญเปนรูปของเทพีอาธีนา

ที่มา : http://www.artgazine.com/shout-
outs/viewtopic.php?p=10421&sid=126ae
adcbbb39288be54c7dcd7da0de5

           ปจจัยสำคัญอีกประการที่ทำใหเกิดการพัฒนาจากชุมชนเปนบานเมือง คือ การติดตอ
และรับอารยธรรมจากชุมชนเปนบานเมือง คือ การติดตอและรับอารยธรรมจากตางชาติ จากหลักฐาน
ทางโบราณคดี และหลักฐานที่เปนบันทึกของตางชาติ แสดงใหเห็นวา ชุมชนหลายแหงไดติดตอกับ
ตางชาติ ทั้งจีน อินเดีย โรมัน เปอรเซีย และรับอารยธรรมจากตางชาติโดยเฉพาะจากอินเดียมาใช
ทำใหเกิดชนชั้นปกครองที่มีฐานะทางสังคมสูงขึ้น เชน เปนผูนำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ดุจเทพเจา ทำให
ชุมชนที่รับนับถือศาสนาเดียวกันมีวัฒนธรรมรวมกันมีความเปนอันดับหนึ่งอันเดียวกัน สามารถรวมกัน
ไดโดยมีผูปกครองคนเดียวกัน

         ๒. พัฒนาการจากบานเมืองเปนแควนหรือรัฐ
                แควน หมายถึง กลุมเมืองหลายเมืองที่มารวมตัวกันอยูในอาณาบริเวณที่มีขอบเขต
คอนขางจะแนนอน มีผูคนจำนวนมากพอที่จะมีผูนำ และมีองคกรทางการปกครองที่อำนาจรวมศูนย
หรือมีอำนาจเหนืออาณาบริเวณของตน และมีหนาที่จัดการปกครองใหเกิดระเบียบและความสงบ
ในสังคม
                จากบันทึกของจีนที่กลาวถึงแวนแควนตางๆในดินแดนไทย เชน “โต-โล-โป-ตี้” หรือ
“แควนอี้เซี้ยนาโปลอ” หรือ “อิศานปุระ”(กัมพูชา)แสนดงใหเห็นวาแตละแควนมีเมืองสำคัญเปน
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย          29
ศูนยกลาง มีกษัตริยที่ยอมรับนับถือศาสนาที่มาจากอินเดีย หรือมีตนเชื้อสายอินเดียทำหนาที่ศาสนา
บันทึกบางฉบับกลาวถึงศาสนสถาน รูปเคารพ พระสงฆ ชีวิตความเปนอยูของชาวเมือง ทำใหเห็น
ภาพสังคมขณะนั้นวาประกอบดวยชนชั้นปกครอง คือ กษัตริย ขุนนาง โดยกษัตริยมีวิถีชีวิตแตกตาง
จากคนทั่วไป ทำใหกษัตริยไมใชตัวแทนของกลุมชนกลุมใดกลุมหนึ่ง แตกลายเปนศูนยกลางของชุมชน
และบานเมือง และชนชั้นที่ถูกปกครอง คือ ชาวบาน โดยมีพระสงฆ นักบวช พราหมณ ทำหนาที่
ทางศาสนา




                                                 ตราประทับดินเผา คนขี่มา จารึกอักษรปลลวะ
                                                 คนขึ้ น ต น ตาล และวั ว หมอบ หงส ตรี ศู ล จั ก ร
                                                 พบที่เมืองจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค

       ที่มา : http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/th/main.php?p=ZGV0YWls&id=957
               จากการสำรวจหลักฐานทางดานโบราณคดี พบบานเมืองหลายแหงไดขยายตัวเปน
แควนตั้งแตชวงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ ในบริเวณภาคตางๆของไทย เชน ทวารวดี ละโว บริเวณ
ภาคกลาง หริภุญชัย บริเวณภาคเหนือ ตามพรลิงค บริเวณภาคใต เปนตน




                                        สรอยลูกปดทองคำพรอมจี้ เปนเครื่องประดับของชนชั้นสูง
                                        และภิ ก ษุ อุ ม บาตร ทำด ว ยดิ น เผา แสดงการรั บ อิ ท ธิ พ ล
                                        พระพุทธศาสนาเขามาสูดินแดนสุวรรณภูมิ พบที่อำเภออูทอง
       ที่มา : http://www.oknation.     จังหวัดสุพรรณบุรี
       net/blog/print.php?id=141113      ที่มา : http://www.naewna.com/news.asp?ID=291572
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย             30
         ๓. พัฒนาการจากแควนเปนอาณาจักร
                อาณาจักร หมายถึง รัฐที่มีขนาดใหญ มีอำนาจปกครองและมีอาณาบริเวณที่ชัดเจน
มีผูปกครองเปนชนชั้นผูนำในสังคม มีการรวมอาจไวที่ศูนยกลาง มีขุนนางที่มีตำแหนงยศและมีหนาที่
ชัดเจน เปนผูชวยในการปกครองบานเมือง
                การเติบโตจากแควนเปนอาณาจักรของดินแดนแตละแหงนั้นมีปจจัยแตกตางกัน บาง
อาณาจักรพัฒนามาจากการเปนศูนยกลางการคา เชน อาณาที่ตั้งอยูบริเวณชายฝงทะเลใกลแมน้ำ
หรือเสนทางคมนาคม บางอาณาจักรพัฒนาจากการมีความเขมแข็งทางทหาร สามารถขยายขอบเขต
อำนาจออกไปปกครองและรวมแวนแควนอื่นได




      ชุมชนที่ตั้งอยูริมชายฝงทะเล
      มีโอกาสพัฒนาเปนอาณาจักร
      ไดรวดเร็ว




                                       ที่มา : http://www.ohotour.com/site/index.php?option=com_content
                                       &view=article&id=5&Itemid=2&lang=th

                 อาณาจักรหลายแหงที่เติบโตขึ้น นอกจากจะมีปจจัยเสริมเรื่องสภาพภูมิศาสตร ความ
มั่งคั่งและความเขมแข็งทางทหารแลว การขยายอำนาจไปปกครองแวนแควนอื่นยังตองมีการสราง
ความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นปกครองดวย เชน การรับคติเรื่องกษัตริยเปนเทวราชา เปนจักรพรรดิราชเพื่อ
สรางอำนาจเด็ดขาด และคติธรรมราชา เพื่อสรางการเปนผูนำที่มีทั้งความศักดิ์สิทธิ์และมีคุณธรรม



                                                                        ปรางคแขก อำเภอเมือง
                                                                        จังหวัดลพบุรี แสดงให
                                                                        เห็นถึงอิทธิพลของขอม
                                                                        ที่เขามายังดินแดนไทย


                                                               ที่มา : http://attractions-lopburi.blogspot.
                                                               com/2011/05/blog-post_02.html
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย      31
                อาณาจักรยุคแรกๆที่มีอิทธิพลบนผืนแผนดินไทย เชนอาณาจักอิศานปุระ (กัมพูชา)
ที่ขยายอำนาจเขามาถึงบริเวณลุมแมน้ำเจาพระยา และบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
เมื่ออาณาจักรกัมพูชาเสื่อมอำนาจลง คนไทยจึงตั้งอาณาจักรที่เปนของตนเองขึ้นไปในปลายพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๘ คือ อาณาจักรสุโขทัย
                กลาวโดยสรุปการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในดินแดนประเทศไทยจะมีพัฒนาการแบบ
คอยเปนคอยไป กลาวคือจากชุมชนขนาดเล็ก ก็คอยๆ พัฒนาจนเปนเมือง แวนแควน และอาณาจักร
ในที่สุด ซึ่งจากสภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมที่เอื้ออำนวย ทำใหมีการตั้งถิ่นฐานกอตัวเปนรัฐหรือ
อาณาจักรขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งในแตละอาณาจักรไดสรางสรรควัฒนธรรมของตนเอง
ตลอดจนรับวัฒนธรรมภายนอกโดยเฉพาะจากอินเดียและจีนที่ไดมีการติดตอคาขาย จึงไดรับอิทธิพล
ทั้งทางดานการเมือง การปกครอง ศาสนาและความเชื่อและศิลปกรรม โดยนำมาผสมผสานเขากับ
วัฒนธรรมดั้งเดิม จนกลายเปนวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณของตนเอง
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                                        32



                                                               กิจกรรมที่ ๔
คำสั่ง   ใหนักเรียนวิเคราะหพัฒนาการจากชุมชนเปนบานเมือง เปนแควนหรือรัฐ
         และอาณาจักร


                                      สรุปพัฒนาการ .......................................................
     พัฒนาการของ                      ......................................................................................
       บานเมือง                      ......................................................................................

                                      ......................................................................................




                                       สรุปพัฒนาการ .......................................................
                                       ......................................................................................
   พัฒนาการของแควน
                                       ......................................................................................

                                       ......................................................................................




                                      สรุปพัฒนาการ .......................................................
     พัฒนาการของ                      ......................................................................................
       อาณาจักร                       ......................................................................................

                                      ......................................................................................
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                                       33

                         á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ô
                                           เมื่อมีการติดตอระหวางชุมชน
                            สรุปพัฒนาการ .......................................................
มนุษยยังตองอาศัย           ทำใหชุมชนซึ่งมีทรัพยากรที่มีคา หายาก เจริญเติบโต
                            ......................................................................................
    ธรรมชาติ                 เป น ชุ ม ชนศู น ย ก ลาง มี ก ารแบ ง หน า ที่ ใ นสั ง คม
                            ......................................................................................
                             มี ก ารติ ด ต อ และรั บ อารยธรรมจากต า งชาติ เช น
                            ......................................................................................
                             จีน อินเดีย




                                          หลายเมืองอยูรวมกันในบริเวณ
                            สรุปพัฒนาการ .......................................................
                              ที่ แ น น อนมี ป ระชากรมากประกอบด ว ยชนชั้ น
                            ......................................................................................
มนุษยเริ่มตั้งถิ่นฐาน
                              ปกครอง คือ กษัตริยขุนนาง ชาวบาน พระสงฆ
                            ......................................................................................
                              นักบวช
                            ......................................................................................




                                           เปนรัฐขนาดใหญ มีชนชั้นผูนำ
                            สรุปพัฒนาการ .......................................................
 มนุษยเริ่มพัฒนา             เปนศูนยกลางทางการปกครอง มีความเขมแข็ง
                            ......................................................................................
   เปนชุมชน                  ทางการทหาร และมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
                            ......................................................................................

                            ......................................................................................
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย        34


                                                                  µÍ¹·Õè                      ó
                     รัฐโบราณและรัฐไทยในดินแดนไทย
          กอนที่ชนชาติไทยจะอพยพเขามาตั้งอาณาจักรขึ้นในดินแดนที่เปนประเทศไทยในปจจุบันนั้น
ไดมีหลายชนชาติตั้งหลักแหลงอยูในบริเวณนี้มากอน กลุมชนเหลานี้ไดสรางความเจริญของตน
รวมทั้งรับการถายทอดอารยธรรมจากตางชาติมาประยุกตใชดวย ตอมาชนชาติไทยไดอพยพเขามา
และตั้งอาณาจักรของคนไทยขึ้นปกครองแทนที่อาณาจักรเดิม โดยชาวไทยไดรับอารยธรรมบางอยาง
จากอาณาจักรโบราณเหลานั้นดวย
          นอกจากนี้ชุมชนกอนสมัยสุโขทัยก็ไดมีการสรางสรรคภูมิปญญาของตนเอง สำหรับการแก
ปญหาในการดำรงชีวิตจนมีความเจริญกาวหนาและสามารถดำรงอยูไดเปนอยางดีทามกลางสภาวะ
แวดลอมและธรรมชาติในขณะนั้น รวมทั้งไดเกิดผลงานของบุคคลสำคัญตอการดำรงอยูของแวนแควน
บางแหงเทาที่มีหลักฐานปรากฏ อันเปนสวนหนึ่งของพื้นฐานแหงความเจริญกาวหนาของชุมชนใน
สมัยตอๆ มาบนผืนแผนดินที่เปนประเทศไทยในปจจุบัน


                                                     ตราดินเผารูปเรือสำเภา พบที่เมืองนครชัยศรี
                                                     หรือเมืองนครปฐมโบราณ แสดงใหเห็นวา
                                                     สุวรรณภูมิมีการติดตอคาขายกับดินแดน
                                                     ตางๆ อยางกวางขวาง




ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhumi/
2011/04/swb0204/attachment/04/

         ๑. พัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคกลาง
                  อาณาจักรโบราณในภาคกลางที่สำคัญ มีดังนี้
                  ๑) อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑–๑๒) เปนอาณาจักรในสมัยประวัติศาสตร
ที่ มี ห ลั ก ฐานแน น อนแห ง แรกบนผื น แผ น ดิ น ไทย เรื่ อ งราวของทวารวดี มี ป รากฏอยู ใ นบั น ทึ ก
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย       35
การเดินทางของหลวงจีนอี้จิง ที่เรียกชื่อในบันทึกวา “โต-โล-โป-ตี้” วาเปนอาณาจักรที่อยูระหวางอาณาจักร
ศรีเกษตร (พมาตอนใต) กับอาณาจักรอิศานปุระ (เขมร) ซึ่งหมายความวาตั้งอยูในลุมแมน้ำเจาพระยา
และอาจมีศูนยกลางอยูที่จังหวัดนครปฐม เพราะมีการพบเหรียญที่จังหวัดนครปฐม มีจารึกภาษา
สันสกฤตวา “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ” แปลวา “การบุณยของพระเจาศรีทวารวดี”




               เหรียญเงิน ดานหนึ่งมีอักษรจารึกเปนภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ”
               อีกดานเปนรูปภาพ พบที่จังหวัดนครปฐม
                  ที่มา : http://www1.mod.go.th/heritage/nation/oldcity/nakhonpathom8.htm


             ในการขุ ด ค น ทางโบราณคดี ที่ เ มื อ งนครชั ย ศรี (จั ง หวั ด นครปฐม) ได พ บหลั ก ฐาน
สมัยทวารวดีจำนวนมาก เชน ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญประทับนั่งหอยพระบาท
ปางแสดงธรรม รวมถึงโบราณสถานขนาดใหญ เชน จุลประโทณเจดีย และฐานอาคารที่วัดพระเมรุ
หลักฐานโบราณคดีเหลานี้แสดงใหเห็นถึงการเปนเมืองสำคัญของนครปฐมในสมัยทวาราวดี และที่
จังหวัดสุพรรณบุรี สิงหบุรี และชัยนาทก็มีการพบเหรียญเงินที่มีจารึกชื่อ “ทวารวดี” ดวย
                                                                                   มี ค วา มเ ห็ น
                                            ป จ จุ บั น นั ก ป ระ วั ติ ศ าส ต ร ักรทวารวดี
                                                                                  าจ
                                            เกี่ยวกับศูนยกลางของอาณหวัดนครปฐม
                                             วาอยูที่เมืองนครขัยศรี จัี งและเมืองอูทอง
                                             เมืองละโว จังหวัดลพบุร วา มส ำคั ญ มา ก
                                              จั ง ห วั ด สุ พ รร ณ บุ รี ก็ มี ค
                                              ดวยนะคะ
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย         36
               นอกจากนี้ มีการคนพบจารึกโบราณทีเขียนดวยภาษามอญในบริเวณจังหวัดนครปฐม
สุพรรณบุรี สิงหบุรี ชัยนาท ลพบุรี แลในภาคตะออกเฉียงเหนือ สันนิษฐานวาชาวมอญเปนเจาของ
อารยธรรมทวารวดี และการที่อาณาจักรทวารวดีตั้งอยูในที่บริเวนที่ราบลุม แมน้ำเจาพระยา แมน้ำ
แมกลอง และอยูใกลทะเล ทำใหมีผูคาตางชาติ เชน อินเดีย เขามาติดตอคาขาย ทวารวดีไดรับอิทธิพล
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนแบบแผนในการปกครองจากอินเดีย เกิด
การผสมผสานจนเปนอารยธรรมทวารวดีที่แพรหลายไปยังภูมิภาคตางๆ ของไทย ดังพบไดจาก
โบราณสถาน โบราณวัตถุ สมัยทวารวดีกระจายอยูทั่วไป เชน เมืองนครชัยศรี (นครปฐม) เมืองอูทอง
(สุพรรณบุรี) เมืองละโว (ลพบุรี) เมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ) เมืองฟาแดดสงยาง (กาฬสินธุ) เมืองไชยา
(สุราษฎรธานี) เปนตน




                                                         ธรรมจักรกับกวางหมอบ เปนศิลปะ
                                                         สมั ย ทวารวดี พบที่ จั ง หวั ด นครปฐม
                                                         รูปนี้หมายถึงพระพุทธองคทรงแสดง
                                                         ปฐมเทศนา ณ ปาอิสิปตมฤคทายวัน




 ที่มา : http://www1.mod.go.th/heritage/nation/old-
 city/nakhonpathom2.htm

              ทวารวดีไดรับอิทธิพลอินเดียหลายอยาง เชน
ดานการปกครอง รับความเชื่อเรื่องการปกครองโดยกษัตริย
สันนิษฐานวาการปกครองสมัยทวารวดีแบงออกเปนแควน
มีเจานายปกครองตนเองแตมีความสัมพันธในลักษณะเครือญาติ
มีการแบงชนชั้นปกครอง และชนชั้นที่ถูกปกครอง

                 พระพุทธรูปศิลาขาว ปางแสดงปฐมเทศนา
                 ประทับนั่งหอยพระบาท ศิลปะสมัยทวารวดี
                 ประดิษฐานอยูทิศใตองคพระปฐมเจดีย
                 จังหวัดนครปฐม
                                                             ที่มา : http://www.arthousegroups.com/art-
                                                             show.php?art_showcase_id=230
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย           37
                ทางดานศาสนาไดรับอิทธิพลศาสนาพราหมณ - ฮินดูและพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ
นิกายเถรวาท จนทำใหทวารวดีกลายเปนอาณาจักรของชาวพุทธ มีการใหความสำคัญตอการทำบุญ
โดยไดพบจารึกแสดงการถวายสิ่งของแกวัดและพระสงฆ รวมถึงมีการสรางงานศิลปกรรมที่เกี่ยวของ
กับพระพุทธศาสนาจำนวนมาก โดยพบโบราณวัตถุ เชน ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปที่ทำจากศิลา
สำริด และทองคำ เสาหินแปดเหลี่ยม ใบเสมาที่มีจารึกแสดงพระธรรม รอยพระพุทธบาท พระพุทธ
รู ป ศิ ล าขาวภายในวั ด พระปฐมเจดี ย ร าชวรวิ ห าร จั ง หวั ด นครปฐม และพระพุ ท ธรู ป ศิ ล าขาว ที่
ประดิษฐานอยูทางดานทิศใตขององคพระปฐมเจดียในปจจุบัน รวมทั้งสถาปตยกรรมทางพระพุทธ
ศาสนาที่สำคัญในสมัยทวารวดี คือ พระปฐมเจดีย (องคเกา) ที่จังหวัดนครปฐม
                     ๒) อาณาจั ก รละโว (พุ ท ธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘)
ตั้ ง อยู ใ นบริ เ วณลุ ม แม น้ ำ เจ า พระยาฝ ง ตะวั น ออก ศู น ย ก ลางที่
เมืองละโว หรือจังหวัดลพบุรีในปจจุบัน ละโวเปนเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง
ในสมัยทวารวดี สันนิษฐานวาชาวละโวสวนใหญเปนชาวมอญ เพราะ
มี ค วามใกล ชิ ด กั บ ทวารวดี ม าก รวมทั้ ง พบจารึ ก ภาษามอญท อ งถิ่ น
ที่เกาแกมากบนเสาหินแปดเหลี่ยม และจารึกบนฐานพระพุทธรูป
ปางประทานพรที่ลพบุรี ในตำนานจามเทวีวงศ ซึ่งเปนตำนานเมือง
หริภุญชัยเรียกชาวละโววา “ชาวรามัญ”
                                    จารึกภาษามอญทองถิ่นที่เกาแกมากบน
                                    เสาหิ น แปดเหลี่ ย ม พบที่ ศ าลพระกาฬ
                                    จังหวัดลพบุรี
                                  ที่มา : http://www.hotsia.com/thailandinfo/
                                  oldcity/lopburi2.shtml

                                                              อาณาจั ก รละโว ตั้ ง อยู ใ นบริ เวณที่ มี แ ม น้ ำ
                                                     สำคัญ ๓ สายไหลผาน คือ แมน้ำเจาพระยา แมน้ำ
                                                     ปาสัก และแมน้ำลพบุรี ทำใหมีความอุดมสมบูรณและ
                                                     มีเสนทางติดตอกับเมืองในลุมแมน้ำปาสัก ที่ราบสูง
                                                     โคราชและเขตที่ติดตอกับเขตทะเลสาบเขมร ซึ่งอุดม
                                                     สมบูรณไปดวยปลานานาชนิด ทำใหละโวเปนศูนยรวม
                                                     ทรั พ ยากร เป น ศู น ย ก ลางการติ ด ต อ ระหว า งชุ ม ชน
                                                     โดยรอบสงผลใหละโวกลายเปนชุมชนขนาดใหญที่มี
                                                     เศรษฐกิจดี การติดตอกับตางชุมชนทำใหละโวรับอิทธิพล
 รูปปูนปนลายเทพพนม พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ       จากตางชาติที่สำคัญ คือจากอินเดีย และเมืองพวกขอม
 จังหวัดลพบุรี                                       หรือเขมรขยายอิทธิพลเขามาในลุมแมน้ำเจาพระยา
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.          ละโวไดกลายเปนเมืองประเทศราชของขอมและรับ
php?id=290080
                                                     อารยธรรมของขอมดวย
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย             38
                         (๑) ละโวในสมัยทวารวดี(พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) เปนชวงที่รับวัฒนธรรมจาก
อิ น เดี ย ค อ นข า งมาก รั บ แนวคิ ด เรื่ อ งการมี ก ษั ต ริ ย ป กครองมาด ว ย แต ห ลั ก ฐานเกี่ ย วกั บ รั ฐ และ
กษัตริยในยุคนี้พบนอยมาก ทางดานสังคม มีการแบงชนชั้นออกเปนชนชั้นสูง สามัญชน และ
ทาส ด า นศาสนาและความเชื่ อ ศาสนาที่ แ พร ห ลายและชนชั้ น ปกครองให ก ารอุ ป ถั ม ภ คื อ
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เพราะไดพบจารึกภาษาบาลีที่กลาวถึงการอุทิศถวายสิ่งของ ขาทาส
ใหแกวัด และพบประติมากรรม เชน พระพุทธรูปและธรรมจักรอยูในบริเวณนี้มาก นอกจากนี้
พระพุทธศาสนานิกายมหายานก็ไดเผยแผอยูละโว ดังไดพบพระพิมพที่มีรูปพระโพธิสัตวประทับขาง
พระพุทธเจา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในศาสนาพราหมณ-ฮินดู จากอินเดียที่ผานมาทางพวกพราหมณ
และชนชั้นปกครอง
                              สวนความเชื่อพื้นเมืองที่มีอยู ไดแก การบูชาบรรพบุรุษ การนับถือสิ่งลี้ลับ
เหนือธรรมชาติ การบูชาพระราชมารดา ซึ่งแสดงถึงความเชื่อเรื่องการนับถือบรรพบุรุษและยกยองสตรี
                              ดานเศรษฐกิจ อาชีพสำคัญของชาวละโว คือ การเกษตร เพราะมีพื้นที่
อุดมสมบูรณ และมีการติดตอคาขายกับชุมชนตางถิ่น เชน จีน อินเดีย หลักฐานที่แสดงถึงการติดตอ
คาขายกับตางชาติ เชน เครื่องถวยจีน เหรียญกษาปณที่มีรูปพระอาทิตยครึ่งดวง ตราสังข ตราบัลลังก
ซึ่งพบที่พมาและกัมพูชาดวย และละโวยังไดสงทูตไปเมืองจีน โดยจดหมายเหตุจีนในพุทธศตวรรษที่
๑๗-๑๙ เรียกละโววา “หลอหู”
                         (๒) ละโวภายใตอิทธิขอม (พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘) อาณาจักรขอมขยายอิทธิพล
เขามาปกครองบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลุมแมน้ำเจาพระยาตั้งแตปลายพุทธศตวรรษที่
๑๖ ดังมีหลักฐาน เชน ในพงศาวดารเหนือกลาวถึงเรื่องราวพระรวงแหงเมืองละโวสงสวยน้ำใหขอม
ทุก ๓ ป ในศิลาจารึกภาษาขอมที่ลพบุรี ๓ หลัก มีขอความแสดงวาขอมเขามาปกครองบริเวณนี้
รวมทั้งภาพสลักขบวนทหารที่ระเบียงปราสาทนครวัดก็มีตัวอักษรจารึกระบุชื่อ “ชาวละโว” เปนตน




   (ซาย) “พลละโว” ภาพสลักขบวนละโว (อยูตามหลังขบวนเสียมกก หรือ “เสียมกุก”) ที่ระเบียงดานทิศใต
   ปกตะวันตกของปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา เมื่อราว พ.ศ. ๑๖๕๐ เครื่องแตงกายและกิริยาทาทางของ
   หัวหนาบนหลังชาง กับขบวนพลทหารละโว มีลักษณะอยางเดียวกับวัฒนธรรมเขมรโบราณยุคนั้น
   (ขวา) “เสียมกุก” ภาพสลักขบวนเสียมกกที่ระเบียงทิศใต ปกตะวันตกของปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา
   เมื่อราว พ.ศ. ๑๖๕๐
           ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhumi/2011/06/suwan16062554/
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย           39




                    ทับหลัง สมัยลพบุรี อิทธิพลศิลปะขอมแบบนครวัด พบที่ปราสาทศีขรภูมิ
                    จังหวัดสุรินทร
                     ที่มา : http://www.finearts.go.th/node/5957


                     เมื่ อ ขอมเข า ปกครองละโว นั้ น ตรงกั บ กษั ต ริ ย ข อมสมั ย พระเจ า สุ ริ ย วรมั น
ที่ ๑ (พ.ศ.๑๕๔๕-๑๕๙๓) ขอมไดสงผูแทนมาปกครองละโวในฐานะเมืองประเทศราชมีการออก
กฎหมายบังคับใชในละโว และมีระบบตุลาการ คือ ศาลสภา เปนผูตัดสินคดีความ ดังจะเห็นไดจาก
ศิลาจารึกภาษาขอมที่ศาลสูง จังหวัดลพบุรี




                     เศียรพระพุทธรูป ที่มีลักษณะรวมกับ
                     วัฒนธรรมทวารวดี พบที่อำเภอเมือง
                     จังหวัดลพบุรี

                    ที่มา : http://mblog.manager.co.th/leknua-
                    on/th-65561/




                     ด า นศาสนา พระพุ ท ธศาสนานิ ก ายมหายานและศาสนาพราหมณ - ฮิ น ดู
ไดเขามามีบทบาทในละโวแทนพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทโดยเฉพาะในสมัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔
-๑๘๖๑) มีการสรางสถาปตยกรรม และประติมากรรมตามความเชื่อในศาสนาเหลานี้จำนวนมาก
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย          40
เชน พระปรางคสามยอด ปรางคแขก เทวรูป พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร เทวรูปพระนารายณ รูปสลัก
พระพรหมบนแผนศิลา เปนตน หลักจากสมัยพระเจาชัยวรมันที่ ๗ แลว อาณาจักรขอมเริ่มเสื่อม
อำนาจลง ทำใหอิทธิพลขอมในละโวคอยๆ หมดตามไปดวย




                                                 พระพุทธรูปปางมารวิชัย สลักจากศิลา
                                                 สูง ๑.๓๙ เมตร พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
                                                 จังหวัดลพบุรี เปนศิลปะทวารวดีตอนปลาย
                                                 อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖




                                           ที่มา : http://mblog.manager.co.th/
                                           leknuaon/th-65561/




  ปรางคแขก พระปรางคสามยอด
  อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

                                         ที่มา : http://mblog.manager.co.th/leknuaon/th-65561/
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   41
         ๒. พัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคเหนือ
                  อาณาจักรโบราณในภาคเหนือที่สำคัญ มีดังนี้
                  ๑) อาณาจักรโยนกเชียงแสน (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๙) มีศูนยกลางที่เมืองเชียงแสน
(อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) และขยายอำนาจอยูในบริเวณใกลเคียงเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักร
โยนกเชียงแสนปรากฏอยูในตำนานสิงหนวัติกุมารและตำนานลวจังกราชกลาวถึงเจาชายสิงหนวัติ
กุมารผูสืบเชื้อสายเจานายไท จากมณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใตของจีน ไดอพยพผูคนลงมา
กอตั้งเมืองที่เชียงแสนชื่อ “อาณาจักรโยนกเชียงแสน” และขยายอาณาเขตออกไปอยางกวางขวาง




                                           พระบรมราชานุสาวรียพระเจาพรหม
                                           กษัตริยผูยิ่งใหญแหงอาณาจักรโยนก
                                           เชียงแสน ประดิษฐานอยูที่อำเภอแมสาย
                                           จังหวัดเชียงราย

                                           ที่มา : http://www.thailandsusu.com/web-
                                           board/index.php?topic=180408.0

             ตอมาพวกขอมเขายึดครองอาณาจักรโยนกเชียงแสนและขับไลผูปกครองเดิมออกไป
พระเจาพรหมกุมาร เชื้อสายของกษัตริยโยนกเชียงแสนสามารถกูเอกราช และสรางเมืองใหมขึ้นที่
เวียงไชยปราการ แตหลังสมัยพระเจาพรหม พวกมอญที่เมืองสะเทิมในพมายกทัพมารุกราน พระเจา
ไชยสิริโอรสของพระเจาพรมจึงพาผูคนอพยพหนีมาสรางเมืองใหมที่กำแพงเพชร ตอมาในพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๘ มีการบูรณะเมืองเชียงแสนและมีกษัตริยไปปกครองอีกจนกระทั่งในพุทธศตวรรษที่ ๑๙
อาณาจักรโยนกเชียงแสนจึงถูกรวมเขาสวนหนึ่งของอาณาจักรลานนา




  เจดี ย วั ด ป า สั ก อำเภอเชี ย งแสน
  จังหวัดเชียงราย เปนโบราณสถานที่
  เปนมรดกตกทอดมาจากอาณาจักร
  โยนกเชียงแสน

ที่มา: http://www.เชียงแสน.com/?p=146
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย     42
              ๒) อาณาจักรหริภุญชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๙) ตั้งอยูที่เมืองหริภุญชัยจังหวัด
ลำพูนในปจจุบัน และขยายอิทธิพลอยูในบริเวณใกลๆ เทานั้น ในตำนานจามเทวีวงศหรือตำนานเมือง
หริภุญชัย กลาววา ษีวาสุเทพเปนผูสรางเมืองหริภุญชัย และขอใหกษัตริยละโวสงเชื้อพระวงศมา
ปกครอง ละโวจึงสงพระนางจามเทวีผูเปนราชธิดามาเปนปฐมกษัตริยแหงหริภุญชัย ในตำนานมูล
ศาสนาไดกลาวถึงสิ่งมงคลที่พระนางจามเทวีขอจากพระราชบิดา ไดแก พระสงฆ ๕๐๐ รูป ชางแกว
แหวน ชางเงิน ชางทอง ชางเหล็ก ชางเขียน พอเลี้ยง หมูหมอโหร ไปชวยสรางเมืองหริภุญชัยจน
รุงเรือง




              พระบรมรูปพระนางจามเทวี
              ปฐมกษัตริยของอาณาจักร
              หริภุญชัย

ที่มา: http://www.nmt.or.th/lamphun/mueanglam
phun/Documents/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E
0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B
8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%8
7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E
0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B
9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8
2%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%97%E
0%B8%A8%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B
8%A5.aspx



                  สันนิษฐานวาชาวหริภุญชัยเปนชาวมอญจากเมืองละโวที่อพยพขึ้นไปอยูหริภุญชัย
เพราะในตำนานจามเทวีวงศเรียกชาวหริภุญชัยวา “ชาวรามัญ” และเรียกกษัตริยหริภุญชัยวา
“พระเจารามัญ” ในระยะแรกหริภุญชัยและละโวมีความสัมพันธที่ดีตอกัน แตตอมาเกิดการสูรบกัน
สงผลใหหริภุญชัยตกอยูภายใตอำนาจของละโวหลายครั้ง ในปลายศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ แมวากองทัพ
ละโวจะไมสามารถเอาชนะได แตก็ทำใหหริภุญชัยออนแอลง ประชาชนเดือดรอนจึงอพยพไปอยูที่อื่น
                  จนถึงประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พระเจาอาทิตยราชไดปกครองหริภุญชัย
และไดสรางความเจริญรุงเรือง โดยเฉพาะการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงสรางพระธาตุหริภุญชัย
สรางวัด ทำใหบานเมืองมีความสงบสุขตอเนื่องมาจนถึง พ.ศ.๑๘๓๕ พระยามังรายมหาราชแหง
อาณาจักรลานนา ยกทัพมาโจมตีและรวมอาณาจักรหริภุญชัยเขามาเปนสวนหนึ่งของอาณาจักรลานนา
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย          43



                 พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน
                 ศิลปกรรมในพระพุทธศาสนาของ
                 อาณาจักรหริภุญชัย


ที่มา : http://snaturbysrithai.com/blog/tussanapak/2009/10
/27/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8
%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B
8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B
8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B
8%A2-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%
B8%9E%E0%B8%A3/


             ๓) อาณาจั ก รล า นนา (พุ ท ธศตวรรษที่ ๑๙-๒๕) อาณาจั ก รล า นนารุ ง เรื อ งขึ้ น ใน
พุทธศตวรรษที่ ๑๙ มีศูนยกลางอยูที่เมืองนพบุรีศรีนครพิงคเชียงใหม (จังหวัดเชียงใหม) และขยาย
อำนาจการปกครองไปทั่วดินแดนภาคเหนือ ผูกอตั้งอาณาจักรลานนา คือ พระเจามังรายมหาราช
(พ.ศ. ๑๘๐๔-๑๘๕๔) ซึ่งเดิมปกครองเมืองเชียงแสนในตนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ขณะนั้นในภาคเหนือ
มีอาณาจักรใหญนอยหลายแหง เชน หริภุญชัย เขลางคนคร(ลำปาง) โยนกเชียงแสน พระยามังราย
มหาราชสามารถปราบปรามและรวบรวมแวนแควนตางๆ ในภาคเหนือเขามาดวยกันเปนอาณาจักร
ลานนา และตั้งราชธานีแหงใหมขึ้นที่เวียงกุมกาม (ปจจุบันอยูในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม)
ราว พ.ศ. ๑๘๓๗ แตประทับอยูเพียง ๒ ป ก็ยายเมืองไปอยูที่เชียงใหมใน พ.ศ. ๑๘๓๙




   ซากเวียงกุมกาม ซึ่งเคยเปน
   ราชธานีของอาณาจักรลานนา
   มาชั่วระยะเวลาหนึ่ง




                                        ที่มา:http://www.lannacorner.net/lanna2011/article/article.
                                        php?type=A&ID=958
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย          44
                        อาณาจักรลานนามีความเจริญรุงเรืองหลายดาน ที่สำคัญมีดังนี้
                        (๑) ดานการปกครอง ลานนาสามารถขยายอาณาเขตออกไปอยางกวางขวาง
โดยรวบรวมหัวเมืองตางๆ เชน เขลางคนคร นครพิงค แควนโยนก หริภุญชัย เขาเปนสวนหนึ่งของ
อาณาจักรลานนาซึ่งปกครองแบบสมบูรณาสิทธิราชย มีกฎหมายที่ใชปกครองเรียกวา “มังรายศาสตร”
                        (๒) ดานศาสนา ลานนารับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศจากสุโขทัยและพมา
มีสังคายนาพระไตรปฎกใน พ.ศ.๒๐๒๐ นับเปนการสังคายนาพระไตรปฎกเปนครั้งที่ ๘ มีการสราง
วัดหลายแหง เชน วัดเจดียหลวง วัดโพธารามมหาวิหาร(วัดเจดียเจ็ดยอด)เปนตน และมีการอุปถัมภ
พระสงฆ
                        (๓) ดานภาษา ลานนามีตัวอักษรของตนเองใช ๓ แบบ คือ อักษรธรรมลานนา
หรื อ อั ก ษรตั ว เมื อ ง ซึ่ ง ใช กั น อย า งแพร ห ลาย อั ก ษรฝ ก ขามที่ ดั ด แปลงมาจากตั ว อั ก ษรของ
พอขุนรามคำแหงมหาราช และอักษรขอมเมืองหรืออักษรไทยนิเทศ ซึ่งดัดแปลงมาจากอักษรสองแบบแรก




                                                   อักษรลานนาไดรับอิทธิพลจากอักษร
                                                   สุโขทัย ซึ่งมีปรากฏในจารึกวัดพระยืน
                                                   จังหวัดลำพูน



                                               ที่มา:http://www.thakan.com/category/%E0%B8%94%E
                                               0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%
                                               E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99
                                               %E0%B8%99%E0%B8%B2/page/10/




                  อาณาจักรลานนาเจริญสูงสุดในสมัยพระเจาติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๙–๒๐๓๐)
สมัยนี้ลานนามีความเขมแข็งมาก และไดทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรม-
ไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑–๒๐๓๑) ติดตอกันเกือบ ๒๔ ป
                  ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลานนาออนแอลงเพราะความแตกแยกของผูปกครอง
และขุนนาง ดังนั้น ขุนนางกลุมหนึ่งไดเชิญพระไชยเชษฐาธิราชซึ่งมีเชื้อสายลานนาจากอาณาจักร
ลานชาง (ลาว) มาเปนกษัตริยของลานนาระหวาง พ.ศ.๒๐๘๙–๒๐๙๑ แตพระไชยเชษฐาธิราช
ไมสามารถแกปญหาความแตกแยกในกลุมขุนนางได จึงเสด็จกลับไปครองลานชางดังเดิม
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย       45




                    พระบรมราชานุสาวรียพระยามังรายมหาราช ปฐมกษัตริยแหง
                    อาณาจักรลานนา ประดิษฐานอยูที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
                   ที่มา:http://www.cr-businessonline.com/index.php?lay=show&ac=
                   article&Id=539360154&Ntype=25

                   ความออนแอของลานนาทำใหพมาและอยุธยาขยายอำนาจเขาไป จนตองตกเปน
ประเทศราชของพมาใน พ.ศ. ๒๑๐๑ หลังจากนั้นก็ถูกพมาและอยุธยาผลัดกันเขายืดครอง ในบางครั้ง
ก็ เ ป น อิ ส ระ จนในสมั ย ธนบุ รี ล า นนาจึ ง ตกเป น ประเทศราชของไทย และในสมั ย รั ต นโกสิ น ทร
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) ทรงรวมลานนาเขามาเปนสวนหนึ่ง
ของราชอาณาจักรสยาม




                    วัดเจดียหลวง ศิลปกรรมในพระพุทธศาสนาของอาณาจักรลานนา
                    ที่มา : http://shost.rmutp.ac.th/075350307026-4/Webpages/Chiangmai/
                    Temple%20%20j-%20d.html
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย    46

        ๓. พัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคใต
               อาณาจักรโบราณในภาคใตที่สำคัญ มีดังนี้
               ๑) อาณาจักรลังกาสุกะ (พุทธศตวรรษที่ ๗–๒๓) ตั้งขึ้นประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษ
ที่ ๗ มีหลักฐานปรากฏอยูในจดหมายเหตุของจีน มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ในเขตจังหวัดปตตานี
และจังหวัดยะลา มีศูนยกลางอยูที่อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี
                    อาณาจักรลังกาสุกะพัฒนาขึ้นมาจากการเมืองเปนเมืองทาสำคัญที่มีการติดตอ
คาขายกับตางชาติ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย แตมีความสัมพันธที่ใกลชิดกับจีนมากกวา โดยสงทูตไป
เมืองจีนถึง ๖ ครั้ง ในชวงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๒ พลเมืองสวนใหญ
เปนชาวพื้นเมืองและมีพอคาตางชาติปะปนอยูดวย ลังกาสุกะมีอารยธรรมที่รุงเรืองและมีสถาบัน
กษัตริยที่ปกครองสืบตอกันมายาวนาน ตอมาตกอยูภายใตอิทธิพลของอาณาจักรศรีวิชัย
                    อาณาจักรลังกาสุกะเปนศูนยกลางสำคัญของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน
ดังปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุของหลวงจีนอี้จิง และจากการขุดคนทางโบราณคดี ที่อำเภอยะรัง
จังหวัดปตตานี พบประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร และสถูปจำลองรูปทรงตางๆ
จำนวนมาก ทำใหสันนิษฐานวาเปนแหลงผลิตสถูปจำลองเพื่อสงออก รวมทั้งมีการนับถือ ศาสนา
พราหมณ–ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย




                      โบราณสถานเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี
                      อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔

             http : //www.sadoodta.com/info/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0
             %B8%87%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%
             A2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย      47
                ๒) อาณาจักรตามพรลิงค (พุทธศตวรรษที่ ๑๓–๑๘) เปนอาณาจักรที่มีความเกาแก
อาณาจักรหนึ่งทางภาคใตของไทย มีศูนยกลางอยูที่นครศรีธรรมราช มีหลักฐานที่กลาวถึงตั้งแต
พุทธศตวรรษที่ ๘ โดยเอกสารอินเดียโบราณกลาวถึงอาณาจักรตามพรลิงคในชื่อ “ตมลิง” “ตัมพลิงค”
เอกสารจีนสมัยราชวงศถัง เรียกวา “ถามเหลง” สวนสมัยราชวงศซงเรียกอาณาจักรวา “ตามหมาลิ่ง”
ตอมาเรียกวา “อาณาจักรนครศรีธรรมราช”
                   อาณาจักรตามพรลิงครุงเรืองขึ้นมาจากการเปนเมืองทาของพอคาชาวอินเดียตั้งแต
พุทธศตวรรษที่ ๑๓ ระยะแรกตามพรลิงคอยูภายใตอิทธิพลของศรีวิชัย แตในพุทธศตวรรษที่ ๑๖
ศรีวิชัยเสื่อมอำนาจลง ทำใหตามพรลิงคขยายตัวกลายเปนศูนยกลางการคาและการเมืองในบริเวณ
คาบสมุทรภาคใต หลักฐานจีนสมัยราชวงศซงไดกลาวถึงวาเปนเมืองทาทางการคาที่มีการแลกเปลี่ยน
สินคากับจีนมากชนิดกวาที่อื่น และไดสงคณะทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการแกจีน ในพ.ศ.๑๖๑๓
แสดงวาตามลิงคเปนรัฐอิสระ




          พระวิษณุ ที่หอพระนารายณ อำเภอเมือง
          จังหวัดนครศรีธรรมราช ศิลปะอินเดียใต
          ที่เกาที่สุดองคหนึ่ง ที่พบในภาคใต


                 ที่มา : http://www.thailandmuseum.com/
                 nakhon_si_thammarat/hilight1.htm




                    ดานการปกครอง ในศิลาจารึกที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี
กลาวถึงกษัตริยแหงนครศรีธรรมราชในราชวงศปทมวงศ พระนามวา “พระเจาจันทรภาณุศรีธรรมา
โศกราช” วาเปนผูที่รวบรวมแวนแควนใหญนอยเขาดวยกันไดสำเร็จ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และยัง
เปนเครือญาติเกี่ยวดองกับราชวงศพระรวงแหงอาณาจักรสุโขทัยดวย
                    ดานศาสนา อาณาจักรตามพรลิงคนับถือศาสนาพราหมณ - ฮินดู และพระพุทธศาสนา
นิกายมหายาน โดยพบศิวลึงคที่มีอายุเกาแกประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘ พระนารายณศิลาทราย และ
พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร ตอมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระเจาจัทรภาณุศรีธรรมาโศกราชทรง
ยกทัพไปโจมตีลังกา ๒ ครั้ง เพื่อแยงชิงพระทันตธาตุจากลังกา ทำใหอิทธิพลของพระพุทธศาสนา
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   48
นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ และศิลปะแบบลังกาเขามาเผยแพรและฝงรากลึกอยูในอาณาจักร
นครศรีธรรมราชตั้งแตนั้น ดังปรากฏศาสนสถานและศาสนวัตถุที่สำคัญ คือ เจดียพระบรมธาตุจังหวัด
นครศรีธรรมราช พระพุทธรูปประทับยืนสำริดปางประทานธรรม ทำใหนครศรีธรรมราชกลายเปน
ศูนยกลางสำคัญของการเผยแพรพระพุทธศาสนาในดินแดนไทย ซึ่งพระสงฆจากนครศรีธรรมราชได
นำพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศไปเผยแพรยังกรุงสุโขทัยตั้งแตสมัยพอขุนรามคำแหงมหาราช




                   พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ภายในวัดพระมหาธาตุวรวิหาร
                   ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับที่ตั้งเมืองยุคที่สามของอาณาจักร

                   ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nakhonsi&month=11-
                   2010&date=27&group=1&gblog=23

              ๒) อาณาจักรศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๙) สันนิษฐานวามีศูนยกลางอยูที่
เมืองปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย มีอิทธิพลครอบคลุมตั้งแตเกาะชวาในอินโดนีเซีย
ขึ้นมาถึงอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี อนึ่ง มีนักวิชาการบางทานเชื่อวาศูนยกลางของอาณาจักร
ศรีวิชัยอาจจะอยูที่อำเภอไชยาก็เปนได
                     ระยะแรกอาณาจักรศรีวิชัยมีความรุงเรืองขึ้นมาในฐานะศูนยกลางการคาทาง
ทะเลระหวางจีนและอินเดีย เพราะเปนเมืองทาที่พอคาตางชาติเขามาคาขายและพำนักเพื่อคอย
การเปลี่ยมลมมรสุม ตอมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ จีนเริ่มแตงเรือสำเภาออกไปคาขายยังเมืองตางๆ
โดยตรงทำใหบทบาทของศรีวิชัยในฐานะพอคาคนกลางลดลง และทำใหอำนาจของศรีวิชัยในบริเวณ
คาบสมุทรเสื่อมลง แตสงผลดีตอเนื่องอื่นๆ ในคาบสมุทรตอนใตของไทย เพราะเมืองจีนเขามาคาขาย
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   49
โดยตรง ทำใหเศรษฐกิจขยายตัวขึ้น เกิดเมืองใหมขึ้นหลายแหง เชน ที่เมืองไชยา ซึ่งมีชุมชนอาศัยอยู
ทั่วไปบริเวณชายฝงทะเล ริมแมน้ำคีรีรัฐ และแมน้ำหลวง เมืองไชยาจึงมีความสำคัญขึ้นมาในฐานะ
เมืองการคาและเมืองอารยธรรมศรีวิชัย แตอิทธิพลของศรีวิชัยที่แพรไปยังดินแดนตางๆ สวนใหญ
เปนเรื่องของศิลปะแบบศรีวิชัยมากกวาเรื่องอำนาจทางการเมือง




                   เจดียพระบรมธาตุไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎธานี เปนโบราณสถาน
                   สมัยศรีวิชัย สรางขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ กอดวยอิฐโบกปูน
                   ยอดเจดียตกแตงดวยเจดียเล็กๆ โดยรอบ

                     ที่มา : http://blog.unseentourthailand.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%
                     B8%B2%E0%B8%9A%E2%80%98%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%
                     B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2%
                     E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%
                     B8%B2%E2%80%99-%E0%B8%AB%E0%B8%99/


                  สำหรับดานศาสนาในระยะแรกอาณาจักรศรีวิชัยที่ไชยานับถือศาสนาพราหมณ-
ฮินดู และพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ตอมานับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทจากทวารวดี และ
พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศจากนครศรีธรรมราช ดังปรากฎศาสนสถานและศาสนวัตถุในศาสนา
ตางๆ เชน พระบรมธาตุ อำเภอไชยา พระพุทธรูปปางนาคปรกสำริด ที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา เทวรูป
พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร วัดศาลาทึง อำเภอไชยา เปนตน
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                          50

                                                ศิลปะศรีวิชัย

                  อาณาจักรศรีวิชัยเจริญรุงเรืองอยูบริเวณคาบสมุทร
      ภาคใต ข องไทย ศิ ล ปะศรี วิ ชั ย จึ ง เกี่ ย วข อ งกั บ ศิ ล ปะชวาภาค
      กลางของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งใกลชิดกับศิลปะอินเดียแบบ
      คุปตะและแบบปาละและเนื่องจากพระพุทธศาสนาฝายมหายาน
      เจริญรุงเรืองในศรีวิชัย ชาวศรีวิชัยจึงนิยมสรางพระโพธิสัตว
      อวโลกิเตศวร แตก็มีการสรางพระพุทธรูปดว เชน พระพุทธรูป
      นาคปรก พบที่วัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี
                  ในสวนผลงานทางดานสถาปตยกรรมของศิลปะศรีวิชัย
      เหลื อ อยู น อ ยมาก เช น เจดี ย พ ระบรมธาตุ ไ ชยา อำเภอไชยา
      จังหวัดสุราษฎรธานี เคาโครงของพระบรมธาตุไชยาใกลเคียงกับ
      เจดียในศิลปะชวาทางภาคกลางของประเทศอินโดนีเซีย จึงชวย
      สนับสนุนขอสันนิษฐานในสวนที่ศิลปะศรีวิชัยเกี่ยวของกับศิลปะ
      ชวาภาคกลาง


           ๔. พัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                อาณาจักรโบราณในภาคตะวันออก
เฉียงเหนือที่สำคัญมีดังนี้
                ๑) อาณาจักรโคตรบูรณ (พุทธ-
ศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) มีศูนยกลางอยูที่นครพนม
มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตลอดจนดิ น แดนฝ ง ซ า ยของแม น้ ำ โขง เรื่ อ งราว
ของอาณาจักรโคตรบูรณ ปรากฏอยูใน “ตำนาน
อุรังคธาตุ” ที่กลาวถึงความเปนมาของชุมชนใน
อาณาจั ก ร และประวั ติ ก ารสร า งพระธาตุ พ นม
อาณาจั ก รโคตรบู ร ณ ไ ด รั บ อิ ท ธิ พ ลจากอิ น เดี ย
มีการปกครองโดยกษัตริย นับถือพระพุทธศาสนา
นิกายเถรวาทตามแบบทวารวดี และมีความเชื่อ
                                                                พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม โบราณสถานใน
พื้นเมืองเรื่องการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการบูชา              พระพุทธศาสนา สรางขึ้นเพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุ
พญานาค                                                          ของพระพุทธเจา
                                                                 ที่มา : http://lucifergyoza.wordpress.com/2011/02/05/%E0%B8%9E%
                                                                 E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%9
                                                                 5%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1/
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย     51
                 ศาสนสถานที่สำคัญของอาณาจักร คือ พระธาตุพนม ตำนานอุรังคธาตุกลาววา
สรางขึ้นหลังจากพระพุทธเจาปรินิพพาน ๘ ป พระมหากัสสปะพรอมดวยพระอรหันต ๕๐๐ รูป
เดินทางมายังแดนสุวรรณภูมิเพื่อเผยแผศาสนา และนำพระอุรังคธาตุหรือสวนกระดูกหนาอกของ
พระพุทธเจามาดวย พรอมกับไดสรางเจดียเพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุ
                 ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระเจาชัยวรมันที่ ๗ แหงอาณาจักรขอม ขยายอิทธิพลมา
ครอบครองดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ตอมาเมื่ออาณาจักรลานชาง (ลาว) มีอำนาจ
อาณาจักรโคตรบูรณไดตกเปนเมืองขึ้นของลานชาง
                 ๒) อาณาจักรอิศานปุระ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘) อาณาจักรอิศานปุระ (เจนละ)
หรืออาณาจักรขอม รุงเรืองขึ้นในสมัยพระเจาอิศานวนมัน (พ.ศ.๑๑๕๙–๑๑๖๙) ตอมาอาณาจักร
แตกแยกเปน ๒ สวน คือ อาณาจักรเจนละบกและเจนละน้ำ ในสมัยพระเจาชัยวรมันที่ ๒ ทรง
รวบรวมอาณาจักรเจนละเขาดวยกันเปนอาณาจักรขอม (เขมร) เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พระองค
เริ่มตั้งเมืองหลวงในบริเวณใกลเมืองพระนคร (เมืองเสียมเรียบ หรือเสียมราฐ ในปจจุบัน) เรื่องราว
ของอาณาจักรอิศานปุระหรือเจนละ ปรากฏอยูในจดหมายเหตุจีนราชวงศตางๆ และในบันทึกของ
ราชทูตจีน ชื่อ โจว ตากวน ที่เดินทางมายังเจนละในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และเขียนบันทึกเรื่องราวของ
อาณาจักรเจนละไวในชื่อ “บันทึกดวยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ”
                     ระบุวา อาณาจักรเจนละตั้งอยูระหวางอาณาจักรทวารวดีและจามปา (เวียดนาม)
ซึ่งไดบริเวณที่เปนราชอาณาจักรกัมพูชาในปจจุบัน
                     ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อาณาจักรอิศานปุระ หรือขอมมีอำนาจ และเจริญรุงเรือง
สูงสุดสมัยพระเจาสุริยวรมันที่ ๒ (พุทธศตวรรษที่ ๑๘) ผูสรางปราสาทนครวัด ปราสาทหินพนมรุง
ปราสาทหินพิมาย และพระเจาชัยวรมันที่ ๗ ผูสรางพระนครธม (ปราสาทบายน) ปราสาทตามพรหม
ในชวงเวลานี้กษัตริยขอมยังไดสรางปราสาทหินขนาดใหญมากมายในบริเวณที่อาณาจักรขอมขยาย
อำนาจไปถึง เชน บริเวณสามเหลี่ยมปากแมน้ำโขง ลาวตอนใต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค
ตะวันออกของไทย จนถึงลุมแมน้ำเจาพระยา ดังปรากฏหลักฐานอยูทั่วไป เชน ปราสาทหินพิมาย
จังหวัดพระนครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุง ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย ปราสาทศีขรภูมิ
จังหวัดสุรินทร พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี ปราสาทเมืองสิงห จังหวัดกาญจนบุรี เปนตน


     ปราสาทหินพิมาย โบราณสถานใน
     อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
     ซึ่งไดรับอิทธิพลการกอสรางมาจาก
     อาณาจักรอิศานปุระ

      ที่มา : http://www.pixpros.net/forums/
      showthread.php?t=49982&page=11
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย           52
                  อาณาจักรขอมไดเผยแพรอารยธรรมไปยังรัฐที่อยูใกลเคียงหลายดานทั้งดาน
การปกครอง ไดแก การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย ความเปนสมมติเทพของกษัตริย ระบบ
ขุนนาง การปกครองแบบจตุสดมภ และกฎหมายพระธรรมศาสตร ดานศาสนาและความเชื่อ ไดแก
ศาสนาพราหมณ–ฮินดู พระพุทธศาสนานิกายอาจริยวาทหรือมหายาน ดังจะเห็นไดจากโบราณสถาน
และโบราณวัตถุ เชน ปราสาทหิน เทวรูป ประติมากรรมรูปโพธิสัตว ศิวลึงค พระพุทธรูปางนาคปรก
ความเชื่อเรื่อพญานาค เปนตน
                  อยางไรก็ตาม การสรางศาสนสถานขนาดใหญที่ตองใชแรงงานคนและคาใชจาย
จำนวนมาก ทำใหอาณาจักรขอมคอยๆ เสื่อมโทรมลงตั้งแตพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เปนตนมา




                                  ๑.       ๒.


                                             ๑. พระพุทธรูปปางนาคปรก พบที่
                                                ปราสาทหินพิมาย
                                             ๒. สิงหและพญานาค พบที่
                                                ปราสาทหินพิมาย
                                             ๓. ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว พบที่
                                                หนาปรางค ปราสาทหินพิมาย



                                             ที่มา : http://www.moohin.com/trips/nakonrat-
                                             chasima/prasathinphimai/
                                  ๓.
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย               53



ปราสาทหินในดินแดนไทย
       ปราสาทหิ น เป น ศิ ล ปกรรมที่ แ สดงถึ ง ความเจริ ญ รุ ง เรื อ งของ
อารยธรรมขอม ปรากฏอยู ใ นประเทศไทยหลายสิ บ แห ง จากทิ ศ ตะวั น ออก
สุ ด บริ เ วณชายแดนไทย–กั ม พู ช า มี ก ลุ ม ปราสาทตาเมื อ น จั ง หวั ด สุ ริ น ทร
ทิ ศ ตะวั น ตกมี ป ราสาทเมื อ งสิ ง ห จั ง หวั ด กาญจนบุ รี และเหนื อ สุ ด มี ป ราสาท
วัดจันทรเจา จังหวัดสุโขทัย
       ปราสาทที่ปรากฏอยูในประเทศไทย มีลักษณะการสรางออกได ๓ ประเภท
คือ
                                                                ๑. ปราสาทหินที่เปนศาสน-
                                                     ส ถ า น ห รื อ เ ท ว า ลั ย มั ก เ ป น
                                                     ปราสาทหินที่มีขนาดใหญ สรางขึ้น
                                                     เพื่ อ เป น สถานที่ ป ระกอบพิ ธี ก รรม
                                                     เช น ปราสาทหิ น พนมรุ ง อำเภอ
                                                     เฉลิ ม พระเกี ย รติ จั ง หวั ด บุ รี รั ม ย
                                                     เปนตน
ที่มา : http://www.ubonmet.tmd.go.th/a_new_view.ph
p?id_view=10

      ๒. ธรรมศาลา สรางขึ้นเพื่อเปนที่พัก
สำหรั บ คนเดิ น ทาง ตั้ ง อยู ต ามเส น ทาง
จากเมืองพระนครมายังปราสาทหินพิมาย
เชน ปราสาทตาเมือน อำเภอกาบเชิง จังหวัด
สุรินทร เปนตน
                                                      ที่มา : http://www.thaipackagetour.com


                                                             ๓. อโรคยาศาลหรื อ กุ ฏิ ฤ าษี
                                                     หมายถึง สุขศาลาหรือสถานพยาบาล
                                                     ผูปวยในชุมชน เชน ปราสาทเมือนโตจ
                                                     อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร เปนตน
 ที่มา : http://www.thaipackagetour.com
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   54

    สรุปเวลาแสดงการสรางอาณาจักรอิศานปุระ (ขอม) สมัยเมืองพระนคร




ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พระเจา
ชัยวรมันที่ ๒ สรางเมืองหริหราลัย
และพนมกุ เ ลนเริ่ ม สมั ย เมื อ ง
พระนคร




    ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗
    พระเจาสุริยวรมันที่ ๒
    สรางนครวัด




   ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗
   พระเจาสุริยวรมันที่ ๒
   สรางนครวัด
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   55

        ๕. การสรางสรรคภูมิปญญาของอาณาจักรโบราณกอนสมัยสุโขทัย
              การศึกษาเกี่ยวกับการสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยในอาณาจักรโบราณกอนสมัย
สุโขทัยในดินแดนประเทศไทย ก็เพื่อใหเขาใจถึงภูมิปญญาของผูคนในอาณาจักรโบราณสมัยประวัติ
ศาสตรกอนสมัยสุโขทัยในดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบัน อันอาจจะเปนตัวอยางในการนำไปใชใน
การดำเนินชีวิตของคนไทยในปจจุบันได
              ๑) ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการสรางสรรคภูมิปญญาของอาณาจักรโบราณกอนสมัย
สุโขทัย การสรางสรรคภูมิปญญาของอาณาจักรโบราณกอนสมัยสุโขทัยในดินแดนประเทศไทยเกิด
จากปจจัยที่สำคัญๆ ดังนี้
                   (๑) ปจจัยพื้นฐาน ที่สำคัญดังนี้
                        ๑. ลักษณะทางภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอม เชน เปนที่ราบลุม มีแมน้ำไหล
ผานใกลทะเล มีภูเขาสูง เปนตน และมรสุมพัดผานตลอดป คือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาว
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตในฤดูฝน สภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมดังกลาวเปนปจจัยในการเสริม
สรางภูมิปญญาของผูคนในบริเวณอาณาจักรโบราณเหลานี้ อันนำไปสูการหาหนทางแกปญหาตางๆ
ทามกลางสภาพแวดลอมทางดานภูมิศาสตรดังกลาว
                        ๒. ลักษณะรวมและลักษณะแตกตางทางสังคมและวัฒนธรรม เชน ผูคนใน
อาณาจักรโบราณเหลานี่ตางก็มีวัฒนธรรม “ขาว” คือ รับประทานขาวเหมือนกัน ตองปลูกขาวเปน
อาหารคลายๆ กัน เปนตน
                            สำหรับลักษณะแตกตางทางสังคมและวัฒนธรรมก็เปนปจจัยทางดาน
ภูมิปญญาเหมือนกัน เชน เมืองละโวสมัยทวารวดีผูคนนับถือศาสนาพราหมณ–ฮินดู แตเมืองนคร
ชัยศรีสมัยทวารวดีผูคนนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เปนตน
                   (๒) ปจจัยภายนอก เชน จากบุคคลภายนอกที่เขามาติดตอคาขาย กลาวคือ
อาณาจักรโบราณแถบนี้ไดรับเอาอารยธรรมอินเดียมาตั้งแตแรกเริ่ม เชน ภาษา ศาสนา เปนตน
ทำใหมีอิทธิพลตอการเสริมสรางภูมิปญญาของบุคคลในอาณาจักรโบราณ บริเวณแถบนี้เชนเดียวกัน




                         ที่มา : http://www.panoramio.com/photo/52069354
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                56
                  ๒) ผลงานการสร า งสรรค ภู มิ ป ญ ญาของอาณาจั ก รโบราณก อ นสมั ย สุ โขทั ย
การสรางสรรคภูมิปญญาของอาณาจักรโบราณ สวนหนึ่งเกิดจากการรับอารยธรรมตางชาติมา
ผสมผสานกับวัฒนธรรมทองถิ่น ทำใหเกิดการพัฒนาดานภูมิปญญาขึ้น ที่สำคัญดังนี้
                     (๑) การเกษตรกรรม ผูคนในสมัยทวารวดีมีความคิดสรางสรรคในการเพาะปลูก
แบบใหม โดยมีการใชแรงงานวัวไถนาผอนแรงคน ตอมาไดพัฒนามาใชแรงงานควายทำนาในที่ลุม
และเริ่ ม เปลี่ ย นมาใช พั น ธุ ข า วเมล็ ด เรี ย ว ซึ่ ง นิ ย มบริ โ ภคกั น มาจนถึ ง ป จ จุ บั น โดยที่ ก อ นหน า นี้
ใชพันธุขาวเมล็ดปอม การคิดหาวิธีไถนาดวยการใชแรงงานสัตว พบวาการใชควายไถนาในที่ลุมซึ่งมี
น้ำขัง ควายจะทำงานไดดีกวาวัว นับวาเปนภูมิปญญาทางดานเกษตรกรรมอยางหนึ่ง


                                                                       ในสมัยโบราณ การผลิตพืชผล
                                                                       ทางการเกษตรเปนการผลิต
                                                                       แบบพอยังชีพโดยทำเองใชเอง


                                                                 ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/
                                                                 book/book.php?book=23&chap=4&page=t23-
                                                                 4-m.htm


                    (๒) การเลือกทำเลในการสรางบานแปลงเมือง การสรางบานแปลงเมืองจะตองอยู
ในทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม สามารถติดตอกับดินแดนภายในและภายนอกอาณาจักรไดอยางสะดวก
เพื่อผลประโยชนทั้งทางดานการเกษตรกรรม การคา และการปกครอง เชน ที่บริเวณเมืองโบราณอูทอง
นครปฐม คูบัว เปนตน จะเห็นไดวาที่ตั้งของเมืองเหลานี้อยูในเขตลุมแมน้ำ มีทางออกสูทะเล
ซึ่งสะดวกตอการคาขายกับดินแดนภายนอก ขณะเดียวกันก็สามารถติดตอกับดินแดนภายในที่มี
พืชอุดมสมบูรณ มีทรัพยากรและปาหายากอีกดวย




  เมืองโบราณอูทอง เปนแหลงทำเล
  ในการสรางบานแปลงเมือง
  ที่เหมาะสม

   ที่มา : http://www1.mod.go.th/
   heri tage/nation/oldcity/suphan-
   buri2.htm
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย           57

                      (๓) การประดิ ษ ฐ ตั ว อั ก ษรขึ้ น ใช ในสมั ย
ทวารวดี แตเดิมกลุมชนเหลานี้ใชภาษา สันสกฤตและภาษาบาลี
ที่รับมาจากอินเดียในการสื่อสาร ภาษาสันสกฤตเกี่ยวของกับ
ชนชั้ น สู ง และใช ใ นคำประกาศพิ ธี ก รรม ส ว นภาษาบาลี เ ป น
ภาษาในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เปนภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อชาวทวารวดีไดรับเอาตัวอักษรนั้นมาแลว ก็มาดัดแปลงผสม
ผสานกับภาษาในทองถิ่น จึงกลายมาเปนอักษรมอญโบราณ
ซึ่งเปนอักษรของชาวทวารวดี

                           อักษรมอญโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๑๗
                           จารึกวัดดอนแกว อำเภอเมือง                         ที่มา : http://www.sac.or.thdata
                           จังหวัดลำพูน                                       bases/inscriptions/th/mainphp?p
                                                                              =ZGV0YWls&id=286


                   (๔) ศาสนา-ความเชื่อ อาณาจักรโบราณในดินแดนประเทศไทยกอนสมัยสุโขทัย
ไดมีการสรางสรรคภูมิปญญาอันเกิดจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยมีการใชความเชื่อ
เกี่ยวกับคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาเปนหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อความ
สงบสุขของสังคม และนำไปสูการสรางสรรคภูมิปญญาทางดานสถาปตยกรรม ประติมากรรม ดังเชน
ที่ปรากฏอยูในอาณาจักรทวารวดี และอาณาจักรหริภุญชัย เปนตน




                     วัดพระสิงห จังหวัดเชียงใหม สรางสรรคจากความเชื่อในพระพุทธศาสนา
                     ในสมัยอาณาจักรหริภุญชัย
                ที่มา : http://www.thailandsworld.com/th/chiang-mai/chiang-mai-temples/index.cfm
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย           58




  บุคคลสำคัญของอาณาจักรโบราณในดินแดนประเทศไทย
  กอนสมัยสุโขทัย
          บุ ค คลสำคั ญ ที่ ก อ ให เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลงประวั ติ ศ าสตร ในบริ เวณแถบนี้
มีดังตอไปนี้

                                      พระนางจามเทวี
                                                   พระนางจามเทวีปฐมกษัตริยแหงอาณา
                                      จักรหริภุญชัย ตามตำนานจามเทวีวงศกลาววา
                                      พระนางเปนธิดากษัตริยเมืองละโว (ลพบุรี) ได
                                      เสด็ จ มาจากเมื อ งละโว ขึ้ น มาปกครองเมื อ ง
                                      หริภุญชัย (ลำพูน) เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๓๑๐ – ๑๓๑๑
                                      ราชวงศจามเทวีมีเชื้อสายปกครองเมืองหริภุญชัย
                                      สื บ ต อ กั น มาจนถึ ง ต น พุ ท ธศตวรรษที่ ๑๙ ใน
                                      สมัยพระยายีบาจึงสิ้นราชวงศพระนางจามเทวี
                                      มีความสำคัญตอการวางรากฐานทางวัฒนธรรม
                                      ของหริภุญชัยและบริเวณใกลเคียงเนื่องจากขณะ
                                      เสด็จจากละโวมาสรางเมืองหริภุญชัย ไดนำเอา
                                      ผูเชี่ยวชาญในศิลปะวิทยาการตางๆ มาดวย เชน
                                      พระภิกษุ นักปราชญ ชางแขนงตางๆ เปนตน
                                      นับไดวาเปนการขยายตัวทางวัฒนธรรมทวารวดี
                                      จากเมืองละโวมายังหริภุญชัย โดยเฉพาะอยางยิ่ง
       ที่มา : http://www.rd.go.      ความเจริญทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
       th/lamphun/55.0.html           ในหริ ภุ ญ ชั ย ทำให แ คว น หริ ภุ ญ ชั ย กลายเป น
                                      ศูนยกลางสำคัญของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
                                      สืบตอมาอีกเปนเวลานาน
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย     59


  พระเจาชัยวรมันที่ ๗

           พระเจาชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.
๑๗๒๔– ๑๗๖๑) เปนกษัตริยที่ยิ่ง
ใหญที่สุดพระองคหนึ่งของอาณา
จักรขอม เมื่อขึ้นครองราชยแลว
ไดขยายอำนาจของอาณาจักรขอม
เมื่ อ ขึ้ น ครองราชย แล ว ได ข ยาย
อำนาจของอาณาจักรขอมขึ้นไปทา ง
เหนือและตะวันตกถึงดินแดน พมา
และบางสวนของแหลมมลายู
                                   พระเจาชัยวรมันที่ ๗ ทรงมีศรัทธาอยางแรงกลา
                             ในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งนับถือพระโพธิสัตว
                             อวโลกิเตศวรเปนหลัก ทรงสรางโรงพยาบาล สำหรับรักษา
                             โรคภัยไขเจ็บแกราษฎรถึง ๑๐๒ แหง งานสถาปตยกรรม
                             สำคัญที่พระองคทรงสรางไวคือ เมืองนครธม มีกำแพง
                             แตละดานยาวถึง ๑๒ กิโลเมตร มีคูเมืองขนาดใหญ
                             ลอมรอบ และมีประตู ๕ ประตู โดยมีปราสาทบายน
                             เปนจุดศูนยกลาง
                                   นอกจากนี้ยังทรงสรางศาสนสถานอีกมาก เชน
                             ปราสาทตาพรหม ประสาทพระขรรค ปราสาทนาคพัน
                             เปนตน
                                   นอกจากนี้ พระองคไดทรงสราง ประติมากรรม
                             มากกวา ๒๐,๐๐๐ ชิ้น ที่ทำดวยทองคำ เงิน สำริดและ
                             หินกระจายไปในอาณาจักรขอม
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย            60
            กลาวโดยสรุป ดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบันมีผูคนอาศัยอยูตั้งแตสมัยกอนประวัติ-
ศาสตร โดยมีชุมชนกระจายทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย แตพบมากในภาคกลางและภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ชุมชนตางๆ ไดสรางสมความเจริญขึ้นมา เชนการรูจักทำเครื่องปนดินเผา
การรูจักใชเครื่องมือเหล็ก เปนตน ตอมาเมื่อชุมชนไดขยายตัวใหญขึ้น และมีการติดตอแลกเปลี่ยน
สินคา และวัฒนธรรมกับชุมชนอื่น ทั้งชุมชนที่อยูใกลเคียงและดินแดนที่หางไกลออกไป โดยเฉพาะ
อิ น เดี ย และจี น จึ ง ทำให ไ ด รั บ อิ ท ธิ พ ลทางอารยธรรมเข า มาที่ ส ำคั ญ คื อ อารยธรรมอิ น เดี ย เช น
ศาสนาพราหมณ – ฮินดู พระพุทธศาสนา ภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี เปนตน ทำใหชุมชนพัฒนาเปน
เมือง เปนแควนหรือรัฐ และเปนอาณาจักรขึ้นมาในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอาณาจักร
ทวารวดีบริเวณลุมแมน้ำภาคกลาง ซึ่งมีความสำคัญอยางยิ่งตอการพัฒนาอาณาจักรโบราณใน
ภาคกลาง ในระยะตอมา ไดแก อาณาจักรละโว และอาณาจักรอโยธยา ซึ่งเปนรากฐานของประเทศไทย
ในปจจุบัน
            จะเห็ นไดวา ในแตละภูมิภาคของดินแดนประเทศไทยจะเกิดอาณาจักรตางๆ ในเวลา
ใกลเคียงกันและมีการถายทอดวัฒนธรรมระหวางกัน ซึ่งแตละอาณาจักรลวนรับเอาวัฒนธรรมจาก
อาณาจักรอื่นแลว นำมาผสมผสานกับความคิดความเชื่อของอาณาจักรตน จนกอใหเกิดวัฒนธรรมทองถิ่น
ที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองขึ้นมา
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย          61



                                                             กิจกรรมที่ ๕
คำสั่ง     ใหนักเรียนนำตัวเลขหนาขอความใสลงในชองวางดานลางใหสัมพันธกัน

 ๑.   อาณาจักรทวารวดี            ๒. อาณาจักรละโว               ๓. อาณาจักรโยนกเชียงแสน
 ๔.   อาณาจักรหริภุญชัย          ๕. อาณาจักรลานนา              ๖. อาณาจักรลังกาสุกะ
 ๗.   อาณาจักรตามพรลิงค         ๘. อาณาจักรศรีวิชัย            ๙. อาณาจักรโคตรบูรณ
๑๐.   อาณาจักรอิศานปุระ

หมายเลข                                      รายละเอียด
            ศาสนสถานที่สำคัญ เชน พระบรมธาตุไชยา อำเภอไชยา เทวรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร
            ที่วัดศาลาทึง อำเภอไชยา พระพุทธรูปปางนาคปรกสำริดที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา เปนตน
            มีการขุดพบเหรียญที่มีจารึกภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ” แปลวา
            การบุณย ของพระเจาศรีทวารวดี ที่จังหวัดนครปฐม
            เจริญรุงเรืองในสมัยพระเจาอิศานวรมัน ตอมาแตกแยกเปนเจนละบกและเจนละน้ำ
            ในสมัยพระเจาชัยวรมันที่ ๒ ทรงรวบรวมเขาดวยกันเปนอาณาจักรขอม (เขมร)
            เรื่องราวของอาณาจั กรปรากฏอยู ในตำนานสิ ง หนวั ติ กุ มารและตำนานลวจั ง กราช
            มีศูนยกลางอยูที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปจจุบัน
            หลักฐานที่สำคัญ เชน พระปรางคสามยอด เทวสถานปรางคแขก เทวรูปพระนารายณ
            เทวรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร รูปสลักพระพรหมบนแผนศิลา เปนตน
            มีศูนยกลางอยูที่จังหวัดนครพนม มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
            ตลอดดินแดนฝงซายของแมน้ำโขง
            ผูกอตั้งอาณาจักร คือ พระยามังรายมหาราช มีศูนยกลางอยูที่จังหวัดเชียงใหมในปจจุบัน
            ศาสนสถานสำคัญ เชน วัดเจดียหลวง วัดเจดียเจ็ดยอด เปนตน

            ศูนยกลางของอาณาจักรอยูบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในปจจุบัน

            ตำนานจามเทวีวงศระบุวา ษีวาสุเทพเปนผูสรางเมืองและขอใหกษัตริยละโวสง
            เชื้อพระวงศมาปกครอง
            มีศูนยกลางอยูที่อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี เปนศูนยกลางสำคัญของพระพุทธศาสนา
            นิกายมหายาน ดังปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุของหลวงจีนอี้จิง
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย          62

                                 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè õ

หมายเลข                                    รายละเอียด
          ศาสนสถานที่สำคัญ เชน พระบรมธาตุไชยา อำเภอไชยา เทวรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร
  ๘       ที่วัดศาลาทึง อำเภอไชยา พระพุทธรูปปางนาคปรกสำริดที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา เปนตน

  ๑       มีการขุดพบเหรียญที่มีจารึกภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ” แปลวา
          การบุณย ของพระเจาศรีทวารวดี ที่จังหวัดนครปฐม
          เจริญรุงเรืองในสมัยพระเจาอิศานวรมัน ตอมาแตกแยกเปนเจนละบกและเจนละน้ำ
 ๑๐       ในสมัยพระเจาชัยวรมันที่ ๒ ทรงรวบรวมเขาดวยกันเปนอาณาจักรขอม (เขมร)

  ๓       เรื่องราวของอาณาจั กรปรากฏอยู ในตำนานสิ ง หนวั ติ กุ มารและตำนานลวจั ง กราช
          มีศูนยกลางอยูที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปจจุบัน

  ๒       หลักฐานที่สำคัญ เชน พระปรางคสามยอด เทวสถานปรางคแขก เทวรูปพระนารายณ
          เทวรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร รูปสลักพระพรหมบนแผนศิลา เปนตน

  ๙       มีศูนยกลางอยูที่จังหวัดนครพนม มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
          ตลอดดินแดนฝงซายของแมน้ำโขง

  ๕       ผูกอตั้งอาณาจักร คือ พระยามังรายมหาราช มีศูนยกลางอยูที่จังหวัดเชียงใหมในปจจุบัน
          ศาสนสถานสำคัญ เชน วัดเจดียหลวง วัดเจดียเจ็ดยอด เปนตน

  ๗       ศูนยกลางของอาณาจักรอยูบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในปจจุบัน

  ๔       ตำนานจามเทวีวงศระบุวา ษีวาสุเทพเปนผูสรางเมืองและขอใหกษัตริยละโวสง
          เชื้อพระวงศมาปกครอง

  ๖       มีศูนยกลางอยูที่อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี เปนศูนยกลางสำคัญของพระพุทธศาสนา
          นิกายมหายาน ดังปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุของหลวงจีนอี้จิง
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                 63



                                                       กิจกรรมที่ ๖
คำสั่ง   ใหนักเรียนดูภาพโบราณสถานตอไปนี้ แลวตอบคำถามตามประเด็นที่กำหนด


                                  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
                                  ที่จังหวัด    .................................................
                                  สมัยอาณาจักร ....................................................

                                  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
                                  ที่จังหวัด    .................................................
                                  สมัยอาณาจักร ....................................................


                                  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
                                  ที่จังหวัด    .................................................
                                  สมัยอาณาจักร ....................................................



                                  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
                                  ที่จังหวัด    .................................................
                                  สมัยอาณาจักร ....................................................



                                  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
                                  ที่จังหวัด    .................................................
                                  สมัยอาณาจักร ....................................................
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย                 64

á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ö
                       ปราสาทหินพิมาย
  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
  ที่จังหวัด           นครราชสีมา
                .................................................
                       อิศานปุระ
  สมัยอาณาจักร ....................................................

                       พระบรมธาตุไชยา
  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
  ที่จังหวัด           สุราษฎรธานี
                .................................................
                       ศรีวิชัย
  สมัยอาณาจักร ....................................................


                       พระธาตุหริภุญชัย
  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
  ที่จังหวัด           ลำพูน
                .................................................
                       หริภุญชัย
  สมัยอาณาจักร ....................................................


                       วัดมหาธาตุวรวิหาร
  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
  ที่จังหวัด           นครศรีธรรมราช
                .................................................
                       ตามพรลิงค
  สมัยอาณาจักร ....................................................



                       พระปรางคสามยอด
  ชื่อโบราณสถาน ....................................................
  ที่จังหวัด           ลพบุรี
                .................................................
                       ละโว
  สมัยอาณาจักร ....................................................
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย              65



                                                                       กิจกรรมที่ ๗
คำสั่ง ใหนักเรียนนำหมายเลขที่กำหนดใหในแผนที่ไปเติมลงในชองวางตรงตามที่เปน
                 ศูนยกลางของอาณาจักรใหถูกตอง

...................ศรีวิชัย   ...................ลานนา   ........โยนกเชียงแสน           ...............โคตรบูรณ

.................ทวารวดี      .............ตามพรลิงค      ......................ละโว   ...............หริภุญชัย
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย               66

                                            á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ÷
      ๗
...................ศรีวิชัย            ๓
                              ...................ลานนา     ๑
                                                          ........โยนกเชียงแสน                 ๔
                                                                                         ...............โคตรบูรณ

     ๕
.................ทวารวดี           ๘
                              .............ตามพรลิงค              ๖
                                                           ......................ละโว        ๒
                                                                                         ...............หริภุญชัย
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย       67




                                               ประจำหนวยที่ ๓
คำชี้แจง         ขอสอบเปนแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ขอ

คำสั่ง        จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน
              กระดาษคำตอบ

๑. ลั ก ษณะการดำรงชี วิ ต ของมนุ ษ ย ใ น           ๔. การดำรงชีวิตของมนุษยในยุคแรกเริ่ม
   ชวงแรกๆ ตรงตามขอใด                                นาจะมีลักษณะสอดคลองกับขอใด
   ก. ลาสัตว เก็บหาของปา                            ก. เพาะปลูกขาว
   ข. อาศัยกันอยูเปนชุมชน                            ข. ลาสัตวปาเปนอาหาร
   ค. เพาะปลูกพืชธัญญาหาร                              ค. คาขายกับชุมชนใกลเคียง
                                                       ง. ทำภาชนะดินเผาไวใสอาหาร
   ง. ใชเงินตราเปนสื่อกลางในการแลก
                                                    ๕. สุวรรณภูมิหรือดินแดนแหงทองคำ เปน
         เปลี่ยน                                       ชื่อเดิมของดินแดนใด
๒. การสรางเครื่องมือเครื่องใชของชุมชน                ก. เอเชียใต
   มนุษยยุคหินเกาจะมีลักษณะตามขอใด                  ข. เอเชียตะวันออก
   ก. ประดิษฐกลองมโหระทึก                             ค. เอเชียตะวันตกเฉียงใต
   ข. ทำเครื่องประดับจากแกว                           ง. เอเชียตะวันออกเฉียงใต
   ค. ทำขวานกำปนกะเทาะหนาเดียว                   ๖. บริ เวณที่ เ หมาะสมกั บ การตั้ ง ถิ่ น ฐาน
   ง. ทำเครื่องปนดินเผาแบบสามขา                      ของชุมชนโบราณควรจะเปนที่ใด
๓. “มนุ ษ ย เร ร อ นเก็ บ หาอาหาร ล า สั ต ว      ก. ที่ราบสูง
                                                       ข. หุบเขา
   ใชเพิงผาหรือถ้ำเปนที่หลับนอน รูจัก
                                                       ค. ที่ราบเชิงเขา
   เพาะปลู ก และนำสั ต ว ป า มาเลี้ ย ง”             ง. ที่ราบลุมแมน้ำและชายฝงทะเล
   ขอความดังกลาวแบงตามเกณฑขอใด                 ๗. ขอใดกลาวไดถูกตอง
   ก. แบงตามอาชีพ                                     ก. ชุมชนทุกแหงจะตองอยูริมน้ำ
   ข. แบงตามทำเลที่ตั้ง                               ข. ชุมชนจะเจริญไดตองใชสำริดกอน
   ค. แบงตามลักษณะการดำรงชีวิตของ                     ค. ชุมชนทุกแหงจะตองขยายไปเปน
         มนุษย                                              แควน
   ง. แบงตามเทคโนโลยีการทำเครื่องมือ                  ง. ชุมชนแตละแหงมีพัฒนาการไมเทา
         เครื่องใช                                          กัน
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย    68
 ๘. รากฐานของวัฒนธรรมละโวมาจากที่ใด              ๑๓. เหตุผลสำคัญที่ทำใหอาณาจักรโบราณ
    ก. จีน                                            มักตั้งอยูริมแมน้ำหรือชายฝงทะเลคือ
    ข. อินเดีย                                        อะไร
    ค. สรางขึ้นเอง                                   ก. ประชาชนใชเรือเปนพาหนะ
    ง. ทวารวดีและขอม                                  ข. ปองกันไมใหขาศึกลอมเมือง
 ๙. “มีการพบโครงกระดูกมนุษยและสัตว                  ค. สะดวกในการคาขายและเพาะปลูก
    ภาชนะดินเผาลายเขียนสีทั้งลายเชือก                 ง. ฝกฝนกองทัพทางทะเลใหมีประสิทธิ
    ทาบ ลายขู ด ขี ด บนผิ ว ขั ด มั น เครื่ อ ง             ภาพมากขึ้น
    ประดับทำจากลูกปด” แสดงใหเห็นถึง             ๑๔. มรดกที่ สั ง คมไทยได รั บ จากนครศรี -
    พัฒนาการของชุมชนในขอใด                           ธรรมราชคือขอใด
    ก. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี                      ก. การเขียนอักษรไทย
    ข. บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี                      ข. การนับถือพระโพธิสัตว
    ค. ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน                     ค. การสรางเจดียทรงพุมขาวบิณฑ
    ง. บานดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี                 ง. การนั บ ถื อ พระพุ ท ธศาสนานิ ก าย
๑๐. งานศิลปกรรมในขอใดที่ไมพบในศิลปะ                       เถรวาทลัทธิลังกาวงศ
    ทวาราวดี                                      ๑๕. เหตุผลสำคัญที่ทำใหพระยามังรายมหาราช
    ก. พระปรางคสามยอด                                ทรงสรางราชธานีที่เชียงใหม นาจะเปน
    ข. พระพุทธรูปศิลาขาว                              เพราะอะไร
    ค. จุลประโทณเจดีย                                ก. มีธรรมชาติที่สวยงาม
    ง. ธรรมจักรศิลาและกวางหมอบ                        ข. ปองกันการรุกรานจากทางใต
๑๑. ป จ จั ย สำคั ญ ในการพั ฒ นาชุ ม ชนไปสู         ค. จะไดดูแลอาณาจักรอยางทั่วถึง
    การเปนแควนหรืออาณาจักรคือขอใด                  ง. ตองการใหเปนเมืองทาคา
    ก. เกิดชนชั้นในสังคม                          ๑๖. ผลงานของอาณาจักรใดที่ทำใหพระพุทธ
    ข. มีการจัดระเบียบการปกครอง                       ศาสนาหยั่งรากลึกในดินแดนไทยมาจน
    ค. มีการติดตอคาขายกับชุมชนอื่น                  ถึงปจจุบัน
    ง. มีการรับอารยธรรมจากตางชาติ                    ก. ละโว
๑๒. เพราะเหตุใดจึงสันนิษฐานวาศูนยกลาง               ข. หริภุญชัย
    ของทวาราวดีนาจะอยูที่จังหวัดนครปฐม              ค. นครศรีธรรมราช
    ก. พบพระพุทธรูปปางนาคปรกสำริด                     ง. โคตรบูรณ
    ข. ปรากฎเรื่ อ งราวอยู ใ นตำนานมู ล          ๑๗. ปราสาทหิ น ของขอม สั น นิ ษ ฐานว า
            ศาสนา                                     สรางขึ้นเพื่อจุดประสงคใด
    ค. จดหมายเหตุจีนเรียกอาณาจักรนี้วา               ก. เปนที่ประกอบศาสนพิธี
            “หลอหู”                                   ข. เปนแหลงทองเที่ยวพักผอน
    ง. พบเหรียญเงินที่มีคำจารึกเปนภาษา               ค. เปนศูนยกลางการปกครอง
            สันสกฤต                                   ง. เปนที่ประทับของพระมหากษัตริย
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย    69
๑๘. เพราะเหตุใดอาณาจักรโยนกเชียงแสน           ๒๐. จากหลักฐานที่พบ ชุมชนใดนาจะเปน
    จึ ง ต อ งย า ยศู น ย ก ลางการปกครอง       แหลงเริ่มตนของพัฒนาการการตั้งถิ่นฐาน
    หลายครั้ง                                     ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    ก. ถูกศัตรูรุกราน                             ก. พิมาย จังหวัดนครราชสีมา
    ข. ไดรับภัยธรรมชาติ                          ข. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี
    ค. ทำเลที่ตั้งไมเหมาะสม                      ค. ฟาแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ
    ง. ตองการหาทางออกทะเลเพื่อคาขาย             ง. หนองหารหลวง จังหวัดสกลนคร
๑๙. เรื่องราวของพระนางจามเทวีมีความ
    เกี่ยวของกับอาณาจักรในขอใด
    ก. ลานนา
    ข. หริภุญชัย
    ค. ทวาราวดี
    ง. ลังกาสุกะ
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย   70



      Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕÂ
       ประจำหนวยที่ ๓




                         ¹
ขอ    คำตอบ       ขอ              คำตอบ
๑        ค         ๑๑                  ก
๒        ก         ๑๒                  ก
๓        ข         ๑๓                  ค
๔        ค         ๑๔                  ก
๕        ง         ๑๕                  ง
๖        ข         ๑๖                  ข
๗        ค         ๑๗                  ข
๘        ง         ๑๘                  ค
๙        ง         ๑๙                  ข
๑๐       ค         ๒๐                  ก
สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย       71

ณรงค พวงพิศ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน,
นนนนนนน๒๕๕๒.
ไพฑูรย มีกุศล และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาตร ม.๑. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๕๒.
¬¬¬                .แบบฝกหัดพัฒนาการเรียนรูประวัติศาสตร ม.๑. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : วัฒนา
            พานิช, ๒๕๔๙.

                                 บรรณานุกรม
วงเดือน นาราสัจจ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพ
นนนนนนนวิชาการ(พว.), ๒๕๕๒.
วรรัตน วรรณเลิศลักษณ และคณะ. แบบวัดและบันทึกผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญ
     ชมพูนุทนนาคีรักษและคณะ. คูมือครู เลม ๑ ประวัติศาสตรไทย : เวลาและยุคสมัย
           ทัศ , ๒๕๕๑.
วีณา เอี่ยมประไพ และคณะ. สัมฤทธิชัาตรฐานประวัติศาสตร – ๖. กรุงเทพฯ :: พักษรเจริณภาพ
           ทางประวัติศาสตรไทย ์ม้นมัธยมศึกษาปที่ ๔ ม.๑. กรุงเทพฯ อั ฒนาคุ ญ
           ทัศน, ๒๕๕๐.
           วิชาการ (พว.), ๒๕๕๔.
     ณรงค พวงพิศ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : อักษร
           เจริญทัศน, ๒๕๕๒.
     ไพฑูรย มีกุศล และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาตร ม.๑. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช,
           ๒๕๕๒.
                 . แบบฝ ก หั ด พั ฒ นาการเรี ย นรู ป ระวั ติ ศ าสตร ม.๑. พิมพครั้งที่ ๑
           กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๔๙.
     วงเดือน นาราสัจจ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : พัฒนา
           คุณภาพวิชาการ (พว.), ๒๕๕๒.
     วรรัตน วรรณเลิศลักษณ และคณะ. แบบวัดและบันทึกผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ :
           อักษรเจริญทัศน, ๒๕๕๑.
     วีณา เอี่ยมประไพ และคณะ. สัมฤทธิ์มาตรฐานประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ :
           อักษรเจริญทัศน, ๒๕๕๐.

เอกสารประกอบการเรียนเล่ม3

  • 1.
    เอกสารประกอบการเร ี ยน กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชาประวัติศาสตร รหัสวิชา ส ๒๑๑๐๓ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๑ หนวยที่ ๓ เรื่อง นางภัทรานิษฐ อิ่มศิล ตำแหนง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนวังบอวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
  • 2.
    คำนำ ในปจจุบันสภาพการจัดการเรียนการสอน มุงเนนให ผูเรียนไดศึกษาหาความรูดวยตนเองใหมากที่สุด เพื่อใหผูเรียน มีนิสัย ใฝเรียน ใฝรู อยูเสมอ ดังนั้นการจัดทำเอกสารประกอบ การเรียน เปนแนวทางหนึ่งที่สงเสริมใหผูเรียนคนควาหาคำตอบ ดวยตนเอง เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาประวัติศาสตร ส ๒๑๑๐๓ เรื่อง สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย ประกอบดวย หัวขอเรื่อง ความนำ สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู แบบทดสอบ กอนเรียน เนื้อหา กิจกรรม แบบฝก และแบบทดสอบหลังเรียน พรอมเฉลย ซึ่งจะทำใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดวยตนเองและมี ความเขาใจในเนื้อหาสาระไดเปนอยางดี อีกทั้งทำใหผูเรียนสะดวก ต อ การศึ ก ษาหาความรู ไ ด ด ว ยตนเอง จึ ง นั บ ได ว า เป น เอกสาร ประกอบการเรียนที่มีประโยชนตอการเรียนการสอนเปนอยางยิ่ง ขอขอบคุณเจาของตำราที่นำมาอางอิงไวในเอกสาร และนายเชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ ศึกษานิเทศกเชี่ยวชาญ สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ ที่ใหคำปรึกษาจนเอกสาร ฉบับนี้มีความชัดเจนและสมบูรณยิ่งขึ้น ภัทรานิษฐ อิ่มศิล
  • 3.
    สารบัญ เรื่อง หนา หนา คำนำ ก สารบัญ ข คำชี้แจง ค หนวยที่ ๓ สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย ๑ แบบทดสอบกอนเรียน ๒ เฉลยคำตอบแบบทดสอบกอนเรียน ๕ ตอนที่ ๑ เรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตรในดินแดนไทย ๖ กิจกรรมที่ ๑ ๒๐ แนวตอบกิจกรรมที่ ๑ ๒๑ กิจกรรมที่ ๒ ๒๒ แนวตอบกิจกรรมที่ ๒ ๒๓ กิจกรรมที่ ๓ ๒๔ แนวตอบกิจกรรมที่ ๓ ๒๕ ตอนที่ ๒ พัฒนาการจากชุมชนมาสูรัฐโบราณ ๒๖ กิจกรรมที่ ๔ ๓๒ แนวตอบกิจกรรมที่ ๔ ๓๓ ตอนที่ ๓ รัฐโบราณและรัฐไทยในดินแดนไทย ๓๔ กิจกรรมที่ ๕ ๖๑ แนวตอบกิจกรรมที่ ๕ ๖๒ กิจกรรมที่ ๖ ๖๓ แนวตอบกิจกรรมที่ ๖ ๖๔ กิจกรรมที่ ๗ ๖๕ แนวตอบกิจกรรมที่ ๗ ๖๖ แบบทดสอบหลังเรียน ๖๗ เฉลยคำตอบแบบทดสอบหลังเรียน ๗๐ บรรณนุกรม ๗๑
  • 4.
    คำชี้แจงสำหรับนักเรียน เอกสารประกอบการเรียนเลมนี้ นักเรียนสามารถศึกษา และเรียนรูไดดวยตนเอง กอนที่จะศึกษาและเรียนรูใหนักเรียนอาน คำชี้แจง ดังนี้ ๑. ศึกษา หัวขอเรื่อง ความนำ สาระสำคัญ จุดประสงคการเรียนรู เพื่อใหทราบวา เมื่อจบบทเรียน นักเรียนสามารถเรียนรูอะไร ไดบาง ๒. ทำแบบทดสอบกอนเรียน จำนวน ๒๐ ขอแลวตรวจคำตอบ จากเฉลย ๓. ศึกษาเนื้อหา สาระ รายละเอียดในตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๓ ๔. ทำกิจกรรมตามที่กำหนดใหดวยตนเอง ถาทำไมได หรือสงสัย ใหอานทบทวนเนื้อเรื่องใหม แลวตรวจคำตอบจากเฉลย ๕. ทำแบบทดสอบหลังเรียน แลวตรวจคำตอบจากเฉลย
  • 5.
    หนวยที่ สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย ๓ สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย เวลา ๗ คาบ 1 หัวขอเรื่อง ๑. เรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตรในดินแดนไทย ๒. พัฒนาการจากชุมชนมาสูรัฐโบราณ ๓. รัฐโบราณและรัฐไทยในดินแดนไทย ความนำ การตั้ ง ถิ่ น ฐานของชุ ม ชนในดิ น แดนประเทศไทย จะมี พั ฒ นาการแบบค อ ยเป น ค อ ยไป กลาวคือจากชุมชนขนาดเล็ก ก็คอยๆ พัฒนาจนเปนเมือง แวนแควน และอาณาจักรในที่สุด ซึ่งจาก สภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมที่เอื้ออำนวย ทำใหมีการตั้งถิ่นฐานกอตัวเปนรัฐหรืออาณาจักรขึ้น ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งอาณาจักรบางแหงก็เสื่อมสูญสลายไปตามกาลเวลา และบางอาณาจักร ก็มีพัฒนาการตอเนื่องเรื่อยมา และไดผนวกรวมเขาเปนประเทศไทยในที่สุด สาระสำคัญ ดินแดนที่เปนประเทศไทยในปจจุบันมีมนุษยอาศัยอยูตั้งแตสมัยกอนประวัติศาสตร และได มี พั ฒ นาการในการดำรงชี วิ ต เรื่ อ ยมา นั บ ตั้ ง แต ก ารรู จั ก พั ฒ นาเครื่ อ งมื อ หิ น มาใช โ ลหะ รูจักสรางบานเรือน เพาะปลูก เลี้ยงสัตว และรวมตัวกันเปนชุมชน จากชุมชนเล็กๆ ก็สามารถพัฒนา จนเปนเมือง เปนแวนแควนหรือรัฐ และเปนอาณาจักรในที่สุด โดยมีรัฐตางๆ ถือกำเนิดขึ้นในทุกภาค ของไทย ซึ่งรัฐเหลานั้นนอกจากจะสรางสรรคความเจริญขึ้นจนเปนมรดกทางวัฒนธรรมแลว บางรัฐ ก็ไดเปนรากฐานของประเทศไทยในปจจุบันนี้ดวย จุดประสงคการเรียนรู หลังจากศึกษาเนื้อหาและทำกิจกรรมในหนวยนี้แลว ผูเรียนจะสามารถทำสิ่งตอไปนี้ได ๑. อธิบายเรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตรในดินแดนไทยโดยสังเขปได ๒. อธิบายพัฒนาการจากชุมชนมาสูรัฐโบราณไดอยางถูกตอง ๓. อธิบายพัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคตางๆ ในดินแดนไทยได
  • 6.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 2 ประจำหนวยที่ ๓ คำชี้แจง ขอสอบเปนแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ขอ คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน กระดาษคำตอบ ๑. “มนุ ษ ย เร ร อ นเก็ บ หาอาหาร ล า สั ต ว ๔. บริ เวณที่ เ หมาะสมกั บ การตั้ ง ถิ่ น ฐาน ใชเพิงผาหรือถ้ำเปนที่หลับนอน รูจัก ของชุมชนโบราณควรจะเปนที่ใด เพาะปลู ก และนำสั ต ว ป า มาเลี้ ย ง” ก. ที่ราบสูง ข. หุบเขา ขอความดังกลาวแบงตามเกณฑขอใด ค. ที่ราบเชิงเขา ก. แบงตามอาชีพ ง. ที่ราบลุมแมน้ำและชายฝงทะเล ข. แบงตามทำเลที่ตั้ง ๕. การสรางเครื่องมือเครื่องใชของชุมชน ค. แบงตามลักษณะการดำรงชีวิตของ มนุษยยุคหินเกาจะมีลักษณะตามขอใด มนุษย ก. ประดิษฐกลองมโหระทึก ข. ทำเครื่องประดับจากแกว ง. แบงตามเทคโนโลยีการทำเครื่องมือ ค. ทำขวานกำปนกะเทาะหนาเดียว เครื่องใช ง. ทำเครื่องปนดินเผาแบบสามขา ๒. สุวรรณภูมิหรือดินแดนแหงทองคำ ๖. การดำรงชีวิตของมนุษยในยุคแรกเริ่ม เปนชื่อเดิมของดินแดนใด นาจะมีลักษณะสอดคลองกับขอใด ก. เอเชียใต ก. เพาะปลูกขาว ข. เอเชียตะวันออก ข. ลาสัตวปาเปนอาหาร ค. คาขายกับชุมชนใกลเคียง ค. เอเชียตะวันตกเฉียงใต ง. ทำภาชนะดินเผาไวใสอาหาร ง. เอเชียตะวันออกเฉียงใต ๗. “มีการพบโครงกระดูกมนุษยและสัตว ๓. ลักษณะการดำรงชีวิตของมนุษยในชวง ภาชนะดินเผาลายเขียนสีทั้งลายเชือก แรกๆ ตรงตามขอใด ทาบ ลายขูดขีดบนผิวขัดมัน เครื่อง- ก. ลาสัตว เก็บหาของปา ประดับทำจากลูกปด” แสดงใหเห็นถึง พัฒนาการของชุมชนในขอใด ข. อาศัยกันอยูเปนชุมชน ก. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี ค. เพาะปลูกพืชธัญญาหาร ข. บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี ง. ใชเงินตราเปนสื่อกลางในการแลก ค. ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน เปลี่ยน ง. บานดอนตาเพชรจังหวัดกาญจนบุรี
  • 7.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 3 ๘. ป จ จั ย สำคั ญ ในการพั ฒ นาชุ ม ชนไปสู ๑๓. รากฐานของวัฒนธรรมละโวมาจากที่ใด การเปนแควนหรืออาณาจักรคือขอใด ก. จีน ก. เกิดชนชั้นในสังคม ข. อินเดีย ข. มีการจัดระเบียบการปกครอง ค. สรางขึ้นเอง ค. มีการติดตอคาขายกับชุมชนอื่น ง. ทวารวดีและขอม ง. มีการรับอารยธรรมจากตางชาติ ๑๔. ผลงานของอาณาจักรใดที่ทำใหพระพุทธ ๙. เหตุผลสำคัญที่ทำใหอาณาจักรโบราณ มักตั้งอยูริมแมน้ำหรือชายฝงทะเลคือ ศาสนาหยั่งรากลึกในดินแดนไทยมาจน อะไร ถึงปจจุบัน ก. ประชาชนใชเรือเปนพาหนะ ก. ละโว ข. ปองกันไมใหขาศึกลอมเมือง ข. หริภุญชัย ค. สะดวกในการคาขายและเพาะปลูก ค. นครศรีธรรมราช ง. ฝกฝนกองทัพทางทะเลใหมีประสิทธิ ง. โคตรบูรณ ภาพมากขึ้น ๑๕. เรื่ อ งราวของ พระนางจามเทวี มี ๑๐. ขอใดกลาวไดถูกตอง ความเกี่ยวของกับอาณาจักรในขอใด ก. ชุมชนทุกแหงจะตองอยูริมน้ำ ก. ลานนา ข. ชุมชนจะเจริญไดตองใชสำริดกอน ข. หริภุญชัย ค. ชุมชนทุกแหงจะตองขยายไปเปน แควน ค. ทวาราวดี ง. ชุมชนแตละแหงมีพัฒนาการไมเทากัน ง. ลังกาสุกะ ๑๑. เพราะเหตุใดจึงสันนิษฐานวาศูนยกลาง ๑๖. เพราะเหตุใดอาณาจักรโยนกเชียงแสน ของทวาราวดีนาจะอยูที่จังหวัดนครปฐม จึ ง ต อ งย า ยศู น ย ก ลางการปกครอง ก. พบพระพุทธรูปปางนาคปรกสำริด หลายครั้ง ข. ปรากฎเรื่ อ งราวอยู ใ นตำนานมู ล ก. ถูกศัตรูรุกราน ศาสนา ข. ไดรับภัยธรรมชาติ ค. จดหมายเหตุจีนเรียกอาณาจักรนี้วา ค. ทำเลที่ตั้งไมเหมาะสม “หลอหู” ง. ตองการหาทางออกทะเลเพื่อคาขาย ง. พบเหรียญเงินที่มีคำจารึกเปนภาษา ๑๗. จากหลักฐานที่พบ ชุมชนใดนาจะเปน สันสกฤต ๑๒. งานศิลปกรรมในขอใดที่ไมพบในศิลปะ แหลงเริ่มตนของพัฒนาการการตั้งถิ่น ทวาราวดี ฐานในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก. พระปรางคสามยอด ก. พิมาย จังหวัดนครราชสีมา ข. พระพุทธรูปศิลาขาว ข. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี ค. จุลประโทณเจดีย ค. ฟาแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ ง. ธรรมจักรศิลาและกวางหมอบ ง. หนองหารหลวง จังหวัดสกลนคร
  • 8.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 4 ๑๘. มรดกที่สังคมไทยไดรับจากนครศรีธรรมราช ๒๐. เหตุ ผ ลสำคั ญ ที่ ท ำให พ ระยามั ง ราย คือขอใด มหาราชทรงสรางราชธานีที่เชียงใหม ก. การเขียนอักษรไทย นาจะเปนเพราะอะไร ข. การนับถือพระโพธิสัตว ก. มีธรรมชาติที่สวยงาม ค. การสรางเจดียทรงพุมขาวบิณฑ ข. ปองกันการรุกรานจากทางใต ง. การนั บ ถื อ พระพุ ท ธศาสนานิ ก าย ค. จะไดดูแลอาณาจักรอยางทั่วถึง เถรวาทลัทธิลังกาวงศ ง. ตองการใหเปนเมืองทาคาขาย ๑๙. ปราสาทหิ น ของขอม สั น นิ ษ ฐานว า สรางขึ้นเพื่อจุดประสงคใด ก. เปนที่ประกอบศาสนพิธี ข. เปนแหลงทองเที่ยวพักผอน ค. เปนศูนยกลางการปกครอง ง. เปนที่ประทับของพระมหากษัตริย
  • 9.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 5 Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ ประจำหนวยที่ ๓ ¹ ขอ คำตอบ ขอ คำตอบ ๑ ค ๑๑ ง ๒ ง ๑๒ ก ๓ ก ๑๓ ง ๔ ง ๑๔ ข ๕ ค ๑๕ ข ๖ ข ๑๖ ก ๗ ข ๑๗ ก ๘ ค ๑๘ ง ๙ ค ๑๙ ก ๑๐ ง ๒๐ ค
  • 10.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 6 µÍ¹·Õè ñ เรื่องราวสมัยกอนประวัติศาสตร ในดินแดนไทย กอนที่ชนชาติไทยจะเขามาตั้งรัฐไทยในดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบันนั้น ไดมีหลาย กลุมชนตั้งหลักแหลงอาศัยอยูมากอนแลว โดยกระจายอยูทั่วทุกภูมิภาคของไทย กลุมชนเหลานี้ ไดสรางความเจริญของตนจนมีพัฒนาการมากขึ้น โดยเติบโตจากชุมชนเปนบานเมือง จากบานเมือง เปนแควนหรือรัฐ และจากแควนเปนอาณาจักร การศึกษาพัฒนาการของชุมชนโบราณกอนประวัติศาสตรในดินแดนประเทศไทย จะทำให เขาใจรากฐานอารยธรรมไทยมากขึ้น เพราะไทยไดรับมรดกทางวัฒนธรรมจากชุมชนโบราณตางๆ เมื่อไทยตั้งอาณาจักรขึ้นมา ขอมูลที่ใชศึกษาเรื่องราวเหลานี้มาจากหลักฐานทางโบราณคดี เชน รองรอย การอยูอาศัย เครื่องมือเครื่องใช ตลอดจนโบราณสถานและโบราณวัตถุตางๆ ๑. หลักเกณฑการแบงยุคสมัยกอนประวัติศาสตรในประเทศไทย เราทราบมาแลววา ดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบันมีผูคนอาศัยอยูมากมาย เครื่องมือหิน ที่เกาที่สุดที่พบมีอายุประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ป แตหลักฐานเกี่ยวกับมนุษยที่เกาที่สุดที่พบมีมนุษยอายุ ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ป สมัยประวัติศาสตรในดินแดนที่เปนประเทศไทยเริ่มเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๑๘๐ ซึ่งถานับ มาถึงปจจุบัน สมัยประวัติศาสตรในประเทศไทยจะมีอายุไมถึง ๑,๔๐๐ ป ซึ่งนับวาสั้นมากเมื่อเทียบ กับการที่มนุษยตั้งถิ่นฐานในดินแดนประเทศไทย และกอนที่มนุษยในประเทศไทยจะรูจักใชตัวหนังสือ ยาวนานมาก คือ ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ป สมัยนี้เรียกวา “สมัยกอนประวัติศาสตร” ชวงเวลาที่เปน สมัยกอนประวัติศาสตรที่ยาวนานมากขึ้น จึงตองมีหลักฐานการแบงยุคสมัยเพื่อใหชัดเจนและใหงาย แกการทำความเขาใจใหตรงกัน ซึ่งแบงเปน ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. แบงตามเทคโนโลยีการทำเครื่องมือ เครื่องใช ๒. แบงตามลักษณะการดำรงชีวิตของผูคน ยุคหินเกากับยุคหินใหมหมูบานเกษตรกรรม จากชีวิตที่เรรอนเก็บหาอาหาร ลาสัตว เมื่อเย็นค่ำก็หาเพิงผาหรือถ้ำเปนที่หลับนอน มาเปนการตั้ง ถิ่นฐานทำการเพาะปลูก และนำสัตวปามาเลี้ยง ทำใหมีการอยูรวมกันเปนชุมชน เปนหมูบาน
  • 11.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 7 มนุษยสมัยกอนประวัติศาสตร จะอาศัยอยูตามถ้ำหรือเพิงผา มีการใชเครื่องมือหินแบบตางๆ ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=261132 การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผูคนดังกลาวนี้ เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อประมาณ ๔,๓๐๐ ป ล ว งมาแล ว ซึ่ ง นั บ ว า อยู ใ นเวลาใกล เ คี ย งกั น มากกั บ ความก า วหน า ของมนุ ษ ยชาติ ใ นภู มิ ภ าค อื่นของโลก และมีการเรียกกันวา “การปฏิวัติเกษตรกรรม” และถือกันวา “เปนคลื่นลูกที่หนึ่ง” ใน ความกาวหนาของมนุษยชาติ (คลื่นลูกที่สอง คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อตนพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เริ่มในทวีปยุโรป คลื่นลูกที่สาม คือ การปฏิวัติทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะดานการสื่อสาร ในตนพุทธ ศตวรรษที่ ๒๖ เริ่มในสหรัฐอเมริกา) ๒. การขยายตัวของชุมชนในสุวรรณภูมิ สุวรรณภูมิเปนชื่อเดิมของดินแดนเอเชียตะวันออกเชียงใต หรือโดยเฉพาะดินแดนที่เปน ประเทศไทย สุวรรณภูมิ แปลวา “ดินแดนแหงทองคำ” หมายถึง ดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ มากเหมาะแกการตั้งหลักแหลงของชุมชน จากรองรอยการตั้งถิ่นฐานของชุมชนที่พบในดินแดนนี้ ปรากฏวามนุษยไมไดเขาไปตั้งหลักแหลงในทุกทองถิ่นทุกพื้นที่พรอมกัน เนื่องจากในบริเวณนี้เปน ดินแดนที่มีผูคนอาศัยอยูนอยมาตั้งแตสมัยกอนประวัติศาสตรแลว ดินแดนหลายแหงจึงไมมีมนุษยเขา ไปอาศัยอยู และหลายแหงเพิ่งมีสภาพเปนชุมชน เปนเมืองมาเมื่อไมกี่รอยปที่ผานมา การขยายตัวของชุมชนในสุวรรณภูมิ มีลักษณะการขยายตัวของชุมชนอื่นๆ คือ ตั้งแตสมัย กอนประวัติศาสตรดินแดนหลายแหงมีกลุมชนเล็กๆ อาศัยอยู ตอมาเมื่อบริเวณนั้นไมอุดมสมบูรณ ก็ จ ะอพยพเคลื่ อ นย า ยไปหาแหล ง อาหารแหล ง ใหม เมื่ อ มนุ ษ ย รู จั ก การเพาะปลู ก ทำให อ ยู เ ป น หลักแหลงมากขึ้น ชุมชนบางแหงไดขยายเปนชุมชนขนาดใหญ มีการติดตอแลกเปลี่ยนสิ่งของกับชุมชน ใกลเคียงและชุมชนที่อยูหางไกล ดังเห็นไดจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบของมีคาจากตางถิ่นหรือ ของที่ไมมีในทองถิ่นนั้นๆ
  • 12.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 8 สุวรรณภูมิ สุวรรณภูมิ เปนชื่อเดิมของภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใตที่คนอินเดียเรียก แตนักวิชาการ หลายคนมี ค วามเห็ น สุ ว รรณภู มิ คื อ ดิ น แดนที่ เป น ประเทศไทยในป จ จุ บั น เพราะมี อ ำเภอและ จังหวัดหลายแหง มีชื่อหรือมีความหมายเชนเดียว กั บ สุ ว รรณภู มิ เช น อำเภอสุ ว รรณภู มิ (จั ง หวั ด ร อ ยเอ็ ด ) อำเภออู ท อง (จั ง หวั ด สุ พ รรณบุ รี ) จังหวัดกาญจนบุรี และจีนเคยเรียกรัฐแหงหนึ่งวา ตุกตารูปบุคคลจูงลิง พบที่เมือง “จี น หลิ น ” หมายถึ ง ดิ น แดนแห ง ทองคำ หรื อ โบราณอูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี สุ ว รรณภู มิ ซึ่ ง นั ก วิ ช าการหลายคนเชื่ อ ว า คื อ ที่มา : http://www.sujitwongthes.com /suvarnabhumi เมืองอูทอง การขยายตัวของชุมชนในดินแดนสุวรรณ ภู มิ นี้ มี ทั้ ง การเคลื่ อ นย า ยอพยพของกลุ ม ชน ที่ อ าศั ย อยู ม าตั้ ง แต ยุ ค หิ น และมี ก ลุ ม ชนอื่ น อพยพจากภายนอกนอกเข า มาตั้ ง หลั ก แหล ง ผสมผสานอยู ด ว ย โดยเป น การอพยพเข า มาใน ชวงเวลาที่ตางกัน และกระจายกันอยูตามที่ตางๆ ทั่ ว ทุ ก ภาคของผื น แผ น ดิ น ไทย เห็ น ได จ ากการ ขุดพบหลักฐานทางดานโบราณคดีตางๆ บริเวณที่ราบ ภาคกลาง ตลอดจนบริ เ วณคาบสมุ ท รภาคใต ตะเกียงโรมัน พบที่ตำบลพงตึก อำเภอ มีการสันนิษฐานวา การกอตัวของชุมชนเหลานี้ ท า มะกา จั ง หวั ด กาญจนบุ รี เป น หลั ก ฐานแสดงให เ ห็ น ถึ ง การติ ด ต อ ระหว า ง น า จะเกิ ด จากป จ จั ย ทางด า นการค า เป น สำคั ญ ชุมชน ในสุวรรณภูมิกับชุมชนที่อยูทาง เมื่ อ ชุ ม ชนเหล า นี้ มี ผู ค นอาศั ย อยู ม ากขึ้ น และ ดินแดน ดานตะวันตกที่หางไกล ที่มา : http://www.kayasit.com/bbs/fo- มี ค วามเจริ ญ มากขึ้ น ก็ จ ะพั ฒ นาเป น บ า นเมื อ ง rum.php?mod=viewthread&tid=1109 เปนแควนและเปนอาณาจักรในที่สุด
  • 13.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 9 ๓. พัฒนาการของชุมชนโบราณในภาคตางๆ ของไทย ๑) พัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณภาคกลาง ชุมชนโบราณสมัยกอนประวัติ ศาสตรในภาคกลาง สวนใหญจะพบอยูตามฝงตะวันออกและตะวันตกของภาค โดยมีพัฒนาการ ที่สำคัญ ดังนี้ (๑) ชุมชนยุคหินเกา ที่ถ้ำพระ อำเภอไทรโยค ถ้ำเขาทะลุและถ้ำเมน อำเภอ บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี พบเครื่องมือหินที่เปนเครื่องมือหินที่เปนเครื่องมือขุด เครื่องมือสับ ตัด และขวานที่มีขนาดใหญและหนัก สันนิษฐานวาเปนเครื่องมือที่ใชปรับแตงไมเพื่อนำไปทำอาวุธลาสัตว (๒) ชุมชนยุคหินกลาง ที่บานหนองโน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี พบเครื่องมือ หิน เครื่องปนดินเผาลายขีดและขัดมัน ถ้ำหีบ จังหวัดกาญจนบุรี พบกระดูกปลาฉลามปลาโลมา กวาง วัวปา ที่เปนเครื่องมือเครื่องใช เชน เครื่องมือปลายแหลม เบ็ดตกปลา และภาชนะดินเผา ลายเชือกทาบ (๓) ชุมชนยุคหินใหม บานเกา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พบโครงกระดูก มนุษยยุคหินใหม ขวานหินขัด เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย และภาชนะดินเผาที่คลายกับที่พบใน ประเทศจีน เชน หมอสามขา หมอกนกลม โดยมีการตกแตงลวดลายภาชนะ ทั้งลายเชือกทาบ ลายขูด ลายเสนโคง รูปงู ที่หุบเขาวงพระจันทร จังหวัดลพบุรี พบโครงกระดูกมนุษยฝงรวมอยูกับภาชนะ ดินเผา ซึ่งมีทั้งลายเชือกทาบลายขูดขีด และเคลือบผิวดวยน้ำโคลนสีแดง เครื่องประดับที่พบอยูกับ โครงกระดูก มีลูกปด กำไลขอมือและแหวนทำจากเปลือกหอยทะเลและหิน ภาชนะดินเผา พบที่บานเกา จังหวัด กาญจนบุรี เปรียบเทียบกับภาชนะ ดินเผาสามขา พบที่มณฑลชานตุง ประเทศจีน ที่มา : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/4954 (๔) ชุมชนยุคสำริด ที่บานหนองโน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีมนุษยอาศัย อยูตั้งแตยุคหินกลาง พบหลุมศพจำนวนมาก ในหลุมมีภาชนะดินเผาเคลือบน้ำโคลนสีแดงรูปทรงคลาย พาน สันนิษฐานวาใชบรรจุอาหารเซนไหวคนตาย เพราะมีกระดูกสัตววางอยู และพบกำไลหินออน กำไล สรอยทำจากสำริดและเปลือกหอยทะเล ตุมหูทำจากดีบุก และของที่มาจากตางถิ่น เชน ทองแดง หินทราย หินมีคา แสดงวามีการติดตอกับชุมชนตางถิ่น
  • 14.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 10 โครงการดูกมนุษยในหลุมฝงศพ พบที่บานเกา โครงกระดูกมนุษย มีอายุราว ๓.๐๐๐ ป อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มาแลว ขุดพบที่บานโคกพนมดี อำเภอ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/ ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/ book/ book.php? book=8&chap=1&page=picture_ book/ php?book=15&chap=6&page=picture_ detail8_1.html detail15_6.html (๕) ชุมชนยุคเหล็ก ที่บานดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี จากการขุดพบหลุดศพที่บรรจุสิ่งของฝงรวมกันมากมาย เชน ภาชนะดินเผา เครื่องประดับอาวุธและ เครื่องมือเครื่องใชที่ทำจากเหล็ก นอกจากนี้ ยังพบของมีคาจากตางถิ่น เชน เศษผาฝาย ผาปาน จากอินเดีย ตุกตาสิงโตแกะจากหินมีคาจากอินเดีย ลูกปดแกว ซึ่งจะแสดงใหเห็นวามีการติดตอกับ ชุมชนภายนอกแลว เครื่องมือเครื่องใช และของมีคาตางๆ ไดแก เครื่องประดับลูกปด เครื่องมือเหล็ก นกยูงสำริดและไกสำริด พบที่บานดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/2011/07/weekly15072554/ ที่ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี พบโลงไมมีลักษณะคลายเรือทำจากไมเนื้อแข็ง ที่ปลายและหัวแกะเปนรูปหัวนก ภายในโลงพบของมีคา เชน เครื่องมือเหล็ก หินมีคา ลูกปดแกว เปนตน ชุมชนในภาคกลางหลายแหงไดมีการพัฒนาการจากชุมชนเล็กๆ เปนหมูบาน เปนเมือง เปน แควน และเปนอาณาจักร
  • 15.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 11 ๒) พัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณภาคเหนือ ภูมิประเทศสวนใหญบริเวณ ภาคเหนือของไทยเปนเทือกเขา ภูเขา หุบเขา และที่ราบระหวางภูเขา บริเวณเทือกเขา เชน เทือกเขา แดนลาว เทือกเขาหลวงพระบาง เทือกเขาผีปนน้ำ เปนตนกำเนิดของแมน้ำหลายสาย เชน ปง วัง ยม นาน และเปนดินแดนที่มีมนุษยอาศัยอยูมาตั้งแตสมัยกอนประวัติศาสตร โดยพบการอยูอาศัย ของมนุษยหลายแหง เชน (๑) ชุมชนยุคหินเกา ที่ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน พบเครื่องมือหิน ใบหอกหิน ที่บานแมทะ บานดอนมูล จังหวัดลำปาง พบเครื่องมือหินกะเทาะ และยังพบเครื่องมือหินกะเทาะ ที่แหลงโบราณคดีผาบุง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม (๒) ชุมชนยุคหินกลาง ที่ถ้ำผีแมน จังหวัด แมฮองสอน พบเครื่องมือหินที่เปนเครื่องมือขุด เครื่องมือสับ ตัด ขนาดใหญ เครื่องมือหินขัด และเครื่องมือหินกะเทาะ เครื่องมือกะเทาะ พบที่ แหลงโบราณคดีผาบุง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม ที่มา : www.thailandmuseum. com/nan/hilight2.htm (๓) ชุมชนยุคหินใหม พบเครื่องมือยุคหินใหมซึ่งตอเนื่องถึงโลหะ โดยพบเครื่อง มือหินของชุมชนยุคหินใหมกระจายอยูทั่วไปตามลุมแมน้ำตางๆ ในเขตจังหวัดแมฮองสอน เชียงใหม ลำปาง นาน อุตรดิตถ เปนตน ถ้ำลอด ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน มีเรื่องราวลี้ลับหลังความตาย ที่กลายมาเปน แหลงโบราณคดีล้ำคาจากการสำรวจคนพบเครื่องมือเครื่องใชโบราณในถ้ำ สันนิษฐาน ไดวามีอายุประมาณ 2,000 ปมาแลว ที่มา : http://www.muangthai.com/mmnews/index.php?mod=article&cat=alltravel&article=660
  • 16.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 12 (๔) ชุมชนยุคสำริด พบรองรอยชุมชนกสิกรรมที่มีพัฒนาการตอเนื่องมาตั้งแต ยุคหินใหมมาถึงยุคสำริดในเขตจังหวัดแมฮองสอน เชียงใหม เชียงราย นาน อุตรดิตถ ตาก ลำพูน โดยพบวามีการใชทั้งเครื่องมือสำริดและหินขัด เครื่องมือเครื่องใชหลายชนิดของชุมชนในภาคนี้ แสดงใหเห็นวามีการผสมผสานแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหวางชุมชนตางๆดวย หลุมฝงศพและกำไลสำริด ขุดพบที่บานยางทองใต อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม ที่มา : http://gist.soc.cmu.ac.th/lanna/chapter03/c03_p08.html กลองมโหระทึกหรือกลองสำริด อายุราว ๒,๕๐๐ ป พบที่ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/ suvarnabhumi/2011/06/03062554/ (๕) ชุมชนยุคเหล็ก ไดพบแหลงชุมชนโบราณที่ใชเครื่องมือทำจากเหล็ก กระจาย อยูตามลุมแมน้ำสายตางๆในเขตจังหวัดแมฮองสอน เชียงใหม เชียงราย นาน อุตรดิตถ ลำพูน หลักฐานทางโบราณคดีตางๆ แสดงใหเห็นวาชุมชนในบริเวณภาคเหนือมี พัฒนาการชากวาภูมิภาคอื่น แตถึงกระนั้นในภาคเหนือก็มีการตั้งหลักแหลงอยูอาศัยกันอยางตอเนื่อง และสามารถพัฒนาจากชุมชนเปนบานเมือง เปนแควน และเปนอาณาจักรเชนเดียวกัน ๓) พัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่สวนใหญ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปนที่ราบสูงที่ยกตัวสูงจากตะวันตกและลาดเอียงไปทางตะวันออกลงสู แมน้ำโขง ตอนกลางของภาคมีลักษณะเปนแองคลายกนกระทะ มีแมน้ำชีและแมน้ำมูลไหลผาน มี แนวเทือกเขากั้นเปนขอบของภาคทางดานตะวันตกและดานใต
  • 17.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 13 บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเปนแหลงที่มีมนุษยอาศัยอยูตั้งแตสมัย กอนประวัติศาสตร โดยพบหลักฐานหลายแหง เชน (๑) ชุมชนยุคหินเกา ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และอำเภอดอนตาล จังหวัด มุกดาหาร พบเครื่องมือหินกะเทาะเปนเครื่องขุด สับ และตัด (๒) ชุมชนยุคหินกลาง ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และอำเภอดอนตาล จังหวัด มุกดาหาร พบเครื่องมือขุดและเครื่องมือสับ ตัด ซึ่งตอเนื่องมาจากยุคหินเกา (๓) ชุมชนยุคหินใหม ที่บานโนนนกทา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน พบภาชนะ ดินเผาลูกปดทำจากเปลือกหอย ขวานหินขัด หินสับ (๔) ชุมชนยุคสำริด ที่บานเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งไดรับประกาศ ใหเปนมรดกโลก เปนแหลงสำริดที่เกาแกและสำคัญที่สุดในประเทศไทย สิ่งของที่พบคือ ภาชนะ ดินเผาลายเขียนสีแดงบนพื้นสีนวล มีทั้งลายเชือกทาบ ลายขูดขีดบนผิวขัดมัน โครงกระดูกมนุษย โครงกระดูกสัตว เครื่องประดับทำจากลูกปด สิ่งของเครื่องใชทำจากหินและโลหะภาชนะและ เครื่องมือเครื่องใชที่ทำจากสำริด แมพิมพ หินทรายที่ใชหลอสำริด นอกจากนี้ยังพบภาพเขียนสี สมัยกอนประวัติศาสตร เชน ภาพเขียนสีที่ผาแตม ผาหมอนนอย อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ภาพเขียนสีที่เขาจันทรงาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เปนตน เครื่องปนดินเผาเขียนสีแดง พบที่บานเชียง จังหวัดอุดรธานี แสดงพัฒนาการของชุมชน ในสมัยกอนประวัติศาสตร ใน การประดิษฐเครื่องมือเครื่องใช เพื่อการดำรงชีวิต ที่มา : http://travel.thaiza.com/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8% B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8 %A2%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0% B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0 %B8%B5/127576/ (๕) ชุมชนยุคเหล็ก ชุมชนโบราณที่บานเชียง จังหวัดอุดรธานี นาจะเปนผูนำในการ ใชเหล็กกอนที่อื่น ซึ่งจากหลักฐานทางดานโบราณคดีแสดงใหเห็นวาชุมชนที่บานเชียงมีความกาวหนา ดานโลหกรรมมาก นอกจากที่บานเชียงแลวยังคนพบเครื่องมือยุคเหล็กในที่อื่นๆ อีก เชน ที่บานนาดี บานโนนนกทา จังหวัดขอนแกน เนินอุโลก จังหวัดนครราชสีมา เปนตน นอกจากนี้ยังพบแหลงแร เหล็กในเขตจังหวัดเลยที่มีอายุประมาณ ๒,๘๐๐ ป ลวงมาแลว
  • 18.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 14 หอกและขวานสำริ ด พบที่ บานเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=141740 ๔) พัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณภาคใต บริเวณภาคใตเปนแหลงที่มีมนุษย อาศัยอยูตั้งแตกอนประวัติศาสตรเชนกัน ซึ่งมีพัฒนาการ ดังนี้ (๑) ชุมชนยุคหินเกา ที่จังหวัดกระบี่ พบเครื่องมือยุคหินเกาที่ทำเปนเครื่องขุด เครื่องมือสับ ตัด โดยเฉพาะที่ถ้ำหลังโรงเรียนทับปริก ตำบลทับปริก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ พบ หลักฐานการพำนักอาศัยของมนุษยเกาแกที่สุดในดินแดนไทยตั้งแต ๓๗,๐๐๐ - ๒๗,๐๐๐ ปลวงมา แลว และยังพำนักอาศัยตอมาอีกหลายสมัย (๒) ชุมชนยุคหินกลาง พบเครื่องมือหินกะเทาะ ที่จังหวัดกระบี่ เชนเดียวกับที่ พบเครื่องมือในยุคหินเกา และพบขวานหิน ที่แหลงโบราณคดีบานพลีควาย ตำบลกระดังงา อำเภอ สทิงพระ จังหวัดสงขลา (๓) ชุมชนยุคหินใหม พบภาชนะดินเผาที่ทำเปนหมอสามขาแบบเดียวกับในเขต จังหวัดกาญจนบุรี แสดงใหเห็นการติดตอกันระหวางชุมชน และพบขวานหินขัดชนิดมีบาและไมมีบา ในจังหวัดกระบี่ และพังงา (๔) ชุมชนยุคสำริด ที่ถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่ พบภาพเขียนสีสมัยกอนประวัติ ศาสตรเปนภาพคนสวมชุดยาว ที่ศีรษะมีรูปรางคลายเขาสัตว แยกเปน ๒ แฉกพบรองรอยการกอตั้ง ชุมชนบริเวณอาว ริมทะเล และริมแมน้ำ ในเขตจังหวัดสุราษฎรธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา สงขลา เปนตน หลักฐานทางดานโบราณคดีที่สำรวจพบ เชน ขวานหินขัด หมอดินเผาสามขา ภาชนะ ดินเผาลายเขียนสีแดง ใบมีด กำไล แหวน ลูกปด กลองมโหระทึกสำริด เปนตน (๕) ชุมชนยุคเหล็ก ทีอำเภอคลองทอม จังหวัดกระบี่ พบลูกปดพืนเมืองจำนวนมาก ่ ้ และพบชิ้นสวนเครื่องมือเหล็กในสภาพสึกกรอนและชำรุดมาก นอกจากยังพบที่จังหวัดพังงา นครศรี- ธรรมราช สุราษฎรธานี และสงขลาดวย การตั้งหลักแหลงของชุมชนในภาคใต พบวามีการอาศัยกันอยางตอเนื่องและ สามารถพัฒนาเปนชุมชน เปนบานเมือง เปนแควน และเปนอาณาจักรในที่สุด
  • 19.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 15 ที่มา : http://www.siamsouth.com/ smf/index php?topic=24094.0 หลักฐานทางโบราณคดีตางชาติ ที่เกาแกที่สุด มีอายุราวพุทธศตวรรษ ที่ ๑ – ๓ ไดแก ลูกปดแกวมีตาของโรมัน พบในแหลงโบราณคดี คลองทอม จังหวัดกระบี่ ๔. การสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตร ในดินแดนประเทศไทย การศึกษาเกี่ยวกับการสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตรในดินแดน ประเทศไทย ก็เพื่อใหเขาใจถึงภูมิปญญาของมนุษยในสมัยนั้น อันจะเปนตัวอยางในการนำไปใช ในการดำเนินชีวิตของคนไทยในปจจุบันได ๑) ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตร การสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตรเกิดจากปจจัยที่สำคัญๆดังนี้ ๑. ความตองการความมั่นคงในการดำรงดำรงชีวิตประจำวันในเรื่องอาหาร ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม และยารักษาโรค ๒. สภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอม เชน การเกิดภัยธรรมชาติ โรคระบาด ๓. คติความเชื่อ เชน ความตาย ความเชื่อในเรื่องวิญญาณ เปนตน ๒) การสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยกอนประวัติศาสตร การสรางสรรคภูมิปญญา ของมนุษยกอนประวัติศาสตร เปนการสรางสรรคภูมิปญญาเพื่อดำเนินชีวิตเปนหลักโดยมีพัฒนา การขึ้นเปนลำดับ ที่เห็นไดชัดเจนมีดังนี้ (๑) ดานเกษตรกรรม จาการขุดคนทางโบราณคดีสันนิษฐานไดวามนุษยใน ยุ ค หิ นใหมมีการเพาะปลูกแบบทำไรเลื่อนลอย บางแหงมีการเพาะปลูกขาวในที่ลุม โดยจะยาย แหลงเพาะปลูกไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีการลาสัตวเปนอาหาร การปลูกขาวเริ่มเมื่อ ๔,๓๐๐ ป ลวงมาแลว
  • 20.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 16 ตอมาในยุคสำริดและยุคเหล็กมีการใชสำริดและเหล็กเปนเครื่องมือ เครื่องทุนแรง ในการเพาะปลูก มีการรูจัก “การทดน้ำ” มาใชในการเกษตรกรรมอีกดวย (๒) ดานโลหกรรม จากการศึกษาเกี่ยวกับมนุษยในสมัยกอนประวัติศาสตรพบวา มนุษยในสมัยนี้รูจักการทำเครื่องมือ เครื่องใชสำริดและเหล็กในยุคโลหะ มนุษยยุคเริ่มแรกทำนาปลูกขาว ดังคนพบหลักฐานปรากฏในภาพเขียนสี ที่ผาหมอนนอย อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่มา : http://bjw539.freeoda.com/archeology.html พบเปลือกขาวของมนุษยยุค เริ่มแรกทำนาปลูกขาวที่ถ้ำปุงฮุง จังหวัดแมฮองสอน ที่มา : http://www.sujitwongthes.com /2011/07/weekly08072554/ ในยุคสำริด มนุษยรูจักนำทองแดงผสมกับดีบุกหลอหลอมออกมาเปนสำริด และนำมาทำเปนเครื่องมือ เครื่องใช เครื่องประดับ เชน ขวาน หมอ กำไล เปนตน ตอมามีการผลิต สำริดที่มีดีบุกผสมปริมาณมาก อันเปนโลหะที่มีความแข็ง และมีสีนวลบางกวาสำริดสามัญ แมพิมพใบหอกสำริดและขวาน เปนแบบแมพิมพ 2 ชิ้น ทำจากหินทราย พบจากแหลงโบราณคดีบานเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ที่มา : http://www.google.co.th/imgres?q=%E0%B8%82%E0 %B8%A7%E0%B8%B2%
  • 21.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 17 เครื่องมือหิน พบที่บานโคกไมเดน เครื่องมือเหล็ก พบที่บานดอนตาเพชร อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhu ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/2011/07/ mi/ 2011/03/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8 weekly15072554/ %81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88% E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B9 %88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2% E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9 %89%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD% E0%B8%87%E0%B8%96-2/ ในยุคเหล็ก การใชเหล็กในดินแดนประเทศไทยนั้น ในระยะแรกๆ มีการประดิษฐ ใบหอกที่มีสวนบองเปนสำริด แตสวนปลายเปนเหล็ก ตอมาเหล็กกลายเปนวัตถุหลักในการทำ เครื่องมือเครื่องใช เหล็กที่ใชในสมัยนี้ไดจากการถลุงแรเหล็ก และการทำเครื่องมือเหล็ก คนในสมัยนั้นรูจักการถลุงแรเหล็ก โดยการนำแรเหล็กที่ทำความสะอาดเรียบรอย แล ว และเตรียมใหไดขนาด มาผสมคลุกเคลากับถานแลวใสลงในเตาถลุงเพื่อเปลี่ยนใหแรเหล็ก เปนโลหะเหล็ก รูจักใชปูนขาวหรือวัสดุที่มีหินปูน เชน กระดูกหรือเปลือกหอยใสลงไปในถลุงเหล็ก การถลุงเหล็กแบบนี้เหล็กจะไมหลอมเหลว แตจะรวมตัวกันเกาะเปนกอนเหล็ก หลังจากนั้นจะนำเหล็ก นี้ไป เผาใหรอนแดง แลวตีเหล็กซ้ำไปมา เพื่อขับไลขี้แรที่ยังเหลืออยูออกมาใหมากที่สุดสำหรับนำมา ประดิษฐเปนเครื่องมือเครื่องใชตอไป (๓) ดานหัตถกรรม สำหรับภูมิปญญาสมัยกอนประวัติศาสตรทางดานหัตถกรรม ไดแก การทอผา จากการศึกษาคนควาทางดานโบราณคดีพบวา ผูคนในสมัยกอนประวัติศาสตร ในดินแดนประเทศไทยรูจักนำเสนใยจากพืช คือ ปาน กัญชา และเสนใยจากสัตว คือ ไหม มาทอ เปนผืนผา ดวยเทคนิคการทอแบบงายๆ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานอื่นๆ อีก เชน หินทุบ เปลือกไม ซึ่งสันนิษฐานวานาจะใชสำหรับผลิตเสนใยในการทอผาในแหลงโบราณคดีกอนประวัติศาสตรอีกดวย
  • 22.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 18 (๔) ดานการสรางที่อยูอาศัย ในยุคหินใหม มนุษยไดมีการดัดแปลงสภาพแวดลอม เพื่อใชเปนที่อยูอาศัย ดวยการใชถ้ำหรือเพิงเผาเปนที่ปองกันอันตรายจากภัยธรรมชาติและสัตวปา อันเปนการเริ่มตนการตั้งถิ่นฐานของมนุษย ตอมาในยุคโลหะ ไดพบรองรอยของหลุมเสาในแหลงโบราณคดีหลายแหง ในประเทศไทย กอใหเกิดขอสันนิษฐานในยุคนี้นาจะเริ่มมีการคิดคนวิธีการสรางที่อยูอาศัยบางแลว ในยุคหินใหม มนุษยรูจักเพาะปลูก และสรางที่อยูอาศัย ที่มา : http://civedu.0catch.com/china/preciv.htm ยุคหินใหมตอนตน มีการสราง กระทอมดินดิบมุงหลังคาดวย ใบไม ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/45752 (๕) ดานการรักษาโรค นักโบราณคดีไดขุดคนแหลงโบราณคดีที่เปนแหลงชุมชน พบหัวกะโหลกมนุษยที่เจาะเปนรูกลมและแตงขอบรูเรียบ สันนิษฐานวา เปนวิธีการรักษาโรคปวด ศีรษะหรือโรคลมบาหมู แตนักมานุษยวิทยาเชื่อวาเปนการกระทำเพื่อปลดปลอยผีรายที่ทำใหเกิด อาการเจ็บปวดใหออกไปจากศีรษะมนุษย เพื่อลดอาการปวดศีรษะ
  • 23.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 19 สรุปเวลาแสดงความเจริญของมนุษยกอนประวัติศาสตรในดินแดนประเทศไทย ราว ๗๐๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว พบเครื่องหิน ราว ๑๘๐,๐๐๐ ปลวงมาแลว พบหลักฐานเกี่ยวกับมนุษย ราว ๓๗,๐๐๐ ปลวงมาแลว พบหลักฐานการพักพิงอาศัยของมนุษย ราว ๔,๓๐๐ ปลวงมาแลว เริ่มปลูกขาว ตั้งถิ่นฐาน ราว ๓,๕๐๐ ปลวงมาแลว เริ่มนำสำริดมาทำเครื่องมือ เครื่องใช ราว ๒,๐๐๐ ปลวงมาแลว เริ่มนำเหล็กมาทำเครืื่องมือ เครื่องใช
  • 24.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 20 กิจกรรมที่ ๑ คำสั่ง ใหนักเรียนวิเคราะหพัฒนาการของมนุษยกอนประวัติศาสตรในดินแดน ประเทศไทย สรุปพัฒนาการ ....................................................... มนุษยยังตองอาศัย ...................................................................................... ธรรมชาติ ...................................................................................... ...................................................................................... สรุปพัฒนาการ ....................................................... ...................................................................................... มนุษยเริ่มตั้งถิ่นฐาน ...................................................................................... ...................................................................................... สรุปพัฒนาการ ....................................................... มนุษยเริ่มพัฒนา ...................................................................................... เปนชุมชน ...................................................................................... ......................................................................................
  • 25.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 21 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ñ มนุ ษ ย มี ชี วิ ต ที่ เร ร อ น สรุปพัฒนาการ ....................................................... เก็ บ อาหาร ล า สั ต ว ทำอาวุ ธ หรื อ เครื่ อ งมื อ ...................................................................................... มนุษยยังตองอาศัย ธรรมชาติ เครื่องใช ดวยหิน กระดูกสัตว อาศัยอยูตาม ...................................................................................... ถ้ำหรือเพิงผา ...................................................................................... พั ฒ นาการมนุ ษ ย เริ่ ม สรุปพัฒนาการ ....................................................... เคลื่ อ นย า ยที่ อ ยู อ าศั ย จากถ้ ำ หรื อ เพิ ง ผามา ...................................................................................... มนุษยเริ่มตั้งถิ่นฐาน เปนอยูใกลแหลงน้ำ หรือที่ราบลุม เริ่มมีการตั้ง ...................................................................................... ถิ่นฐาน ทำการเพาะปลูก ...................................................................................... เกิดการเคลื่อนยายอพยพ สรุปพัฒนาการ ....................................................... มนุษยเริ่มพัฒนา หาแหลงอาหารใหมของกลุมชนที่อาศัยอยูมา ...................................................................................... เปนชุมชน ตั้งแตยุคหิน ผสมผสานกับกลุมชนที่อพยพมา ...................................................................................... จากที่อื่น ......................................................................................
  • 26.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 22 กิจกรรมที่ ๒ คำสั่ง ใหนักเรียนยกตัวอยางชุมชนโบราณในภูมิภาคตางๆ ของประเทศไทย ลงในชองวาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ........................................................................ ........................................................................ ภาคกลาง ภาคใต ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ........................................................................ ........................................................................
  • 27.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 23 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ò ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน, ................................................... ...................................................ง บานโนนนกทา อำเภอภูเวีย บาแมทะ บานดอนมูล จังหวัด ................................................... จังหวัดขอนแกน, บานเชียง ................................................... ลำปาง, บานผาบุง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม, ............................................................................... อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี, ผาแตม ............................................................................... บ านยางทองใต อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัด ............................................................................... ผาหมอนนอย อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบล ............................................................................... เชี ย งใหม , บ า นทุ ง ยั้ ง อำเภอเมื อ ง จั ง หวั ด ............................................................................... ราชธานี, เขาจันทรงาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัด ............................................................................... อุตรดิตถ ............................................................................... นครราชสีมา, บานนาดี จังหวัดขอนแกน ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ............................................................................... ........................................................................ ........................................................................ ภาคกลาง ภาคใต ถ้ำพระ อำเภอไทรโยค, ................................................... ถ้ำหลังโรงเรียน ทับปริก ตำบล ................................................... ถ้ำเขาทะลุและถ้ำเมน อำเภอ ................................................... ...................................................ด ทั บ ปริ ก อำเภอเมื อ ง จั ง หวั บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี, บานหนองโน ............................................................................... กระบี่ , บ า นพลี ค วาย ตำบล ............................................................................... อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี , ถ้ำหีบ จังหวัด ............................................................................... กระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา, ............................................................................... กาญจนบุรี, บานเกา อำเภอเมือง จังหวัด ............................................................................... ถ้ำผีหัวโต จังหวัดกระบี่, อำเภอคลองทอม ............................................................................... กาญจนบุรี, บานดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน ............................................................................... จังหวัดกระบี่ ............................................................................... จังหวัดกาญจนบุรี, ถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ ............................................................................... ............................................................................... จังหวัดกาญจนบุรี ............................................................................... ............................................................................... ........................................................................ ........................................................................
  • 28.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 24 กิจกรรมที่ ๓ คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน กระดาษคำตอบ ๑. สิ่งที่ใชเปนเกณฑในการแบงยุคสมัยเปน ๖. พัฒนาการของชุมชนในภาคใดที่เกาแก ยุคกอนและหลังประวัติศาสตรคือสิ่งใด กวาภาคอื่น ก. เครื่องมือ เครื่องใช ก. ภาคกลาง ข. การประดิษฐตัวอักษร ข. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค. การเริ่มรับวัฒนธรรมจากอินเดีย ค. ภาคเหนือ ง. อายุของโครงกระดูกที่พบ ง. ภาคใต ๒. คำวา “สุวรรณภูมิ” หมายถึงดินแดนใด ๗. ชุ ม ชนแห ง ใดที่ ไ ด รั บ การประกาศให ก. ดินแดนที่มีความสงบ เปน “มรดกโลก” ข. ดินแดนที่ร่ำรวย ก. บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี ค. ดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ ข. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี ง. ดินแดนที่มีประชากรมาก ค. ถ้ำผี จังหวัดแมฮองสอน ๓. เครื่องมือหินกะเทาะเปนเครื่องมือของ ง. คลองทอม จังหวัดกระบี่ มนุษยยุคใด ๘. พัฒนาการของมนุษยยังเรรอนหาอาหาร ก. ยุคสำริด ค. ยุคหินเกา อาศัยอยูตามเพิงผาจะอยูในยุคสมัยใด ข. ยุคหินกลาง ง. ยุคหินใหม ก. ยุคสำริด ค. ยุคหินเกา ๔. ยุคสำริด หมายถึง ยุคที่มีการนำโลหะ ข. ยุคเหล็ก ง. ยุคหินใหม มาผสมกัน สำหรับโลหะที่นำมาผสมกัน ๙. ป จ จั ย ที่ ส นั บ สนุ น ให ชุ ม ชนโบราณใน ในที่นี้คือโลหะใด ประเทศไทยไดกอตั้งและสามารถพัฒนา ก. เหล็ก – เงิน ไดอยางตอเนื่อง เปนเพราะเหตุใด ข. เงิน – ทองคำ ก. มีการปกครองมั่นคง ค. ทองคำ – ทองแดง ข. มีความอุดมสมบูรณ ง. ทองแดง – ดีบุก ค. ประชากรมีความเฉลียวฉลาด ๕. จังหวัดใดในภาคใตที่มีการพบหลักฐาน ง. ปราศจากภัยธรรมชาติ ทางโบราณคดีมากที่สุด ๑๐. ภาพเขี ย นสี ที่ ผ าแต ม จั ง หวั ด อุ บ ล- ก. จังหวัดระนอง ราชธานี จัดเปนระดับพัฒนาการของ ข. จังหวัดกระบี่ ชุมชนสมัยใด ค. จังหวัดนครศรีธรรมราช ก. ยุคสำริด ค. ยุคหินเกา ง. จังหวัดภูเก็ต ข. ยุคเหล็ก ง. ยุคหินใหม
  • 29.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 25 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ó ขอ คำตอบ ๑ ข ๒ ค ๓ ค ๔ ง ๕ ข ๖ ข ๗ ข ๘ ค ๙ ข ๑๐ ก
  • 30.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 26 µÍ¹·Õè ò พัฒนาการจากชุมชนมาสูรัฐโบราณ ๑. พัฒนาการจากชุมชนเปนบานเมือง เมื่อชุมชนหลายๆ แหง หรือหลายหมูบาน มีพัฒนาการมากขึ้น มีการติดตอสัมพันธ กับชุมชนอื่น ทำใหชุมชนที่ตั้งอยูบริเวณที่เปนศูนยกลางชุมชน การเดินทางสะดวกกลายเปนศูนย กลางเศรษฐกิจ หรือเปนชุมชนขนาดใหญ เมื่อชุมชนรอบๆเขามาติดตอสัมพันธกันมากขึ้น ชุมชนที่เปนศูนยกลางก็มีการเติบโต มีโครงสรางทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองที่ซับซอนมากขึ้น ทำใหการแบงหนาที่ในสังคมมากขึ้น เกิดชนชั้น เชน ชนชั้นปกครอง นักบวช ชางฝมือ ชาวนา จนกระทั่งเกิดเปนสังคมเมือง และพัฒนา เปนเมืองในที่สุด ลูกปดหินคารนีเลียน พบที่เมืองอูทอง อำเภออูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มา : http://www.archives.scene4.com/jul- 2007/html/janineyasovantthai0707.html จากหลักฐานทางดานโบราณคดีสันนิษฐานไดวา พัฒนาการของชุมชนที่จะขยายตัว เปนบานเมืองจะเริ่มชัดเจนตั้งแตพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ โดยสวนใหญจะพบมากในบริเวณที่อยูใกลทะเล และที่ราบลุมแมน้ำมากกวาที่สูง เพราะมีความอุดมสมบูรณกวา เชน บริเวณคาบสมุทรภาคใตที่มี เมืองที่สำคัญ คือ เมืองสทิงพระ จังหวัดสงขลา เมืองยะรัง จังหวัดปตตานี ในภาคกลางบริเวณที่ราบ ลุมแมน้ำทาจีน แมกลอง บางปะกง เจาพระยา ปาสัก มีเมืองอูทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมืองละโว จังหวัดลพบุรี เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เมืองพระรถ จังหวัด ชลบุรี
  • 31.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 27 เหรียญเงิน พบในอาณาจักรศรีวิชัย แสดงใหเห็นถึงความซับซอนของชุมชน ที่พัฒนาขึ้นเปนเมืองจากการติดตอ คาขายกับดินแดนตางๆ ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary. php?id=sanchai&group=3&month=03- 2011&date=09 อยางไรก็ตามในบริเวณที่สูงหลายแหงก็มีการพัฒนาการจากชุมชนเปนเมืองเชนกัน ถาชุมชน นั้นมีสภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมที่เหมาะสมและเอื้ออำนวย เชน มีทรัพยากรที่มีคา หายาก เปน ที่ตองการของชุมชนคนอื่น หรืออยูในเสนทางคมนาคมที่เปนเสนทางหลักในการติดตอกับหลายๆ ชุมชน เชน ชุมชนบานปราสาท ในอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา บานดงพลอง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย เปนตน โครงกระดูกมนุษย พบที่บานโนนวัด ตำบลพลสงคราม อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา สันนิษฐานวาเปน บุคคลสำคัญ เนื่องจากมีสิ่งของมากมายฝงรวมอยูดวย เชน ภาชนะดินเผา กำไลทำจากเปลือกหอยทะเล ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8% AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9% 82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8% 93%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9 A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%8 2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1 %E0%B8%94 ในชุมชนเหลานี้มีหลักฐานที่แสดงถึงการพัฒนาจากชุมชนเปนบานเมืองหลายประการ เชน หลุมศพที่มีทั้งศพคนธรรมดาและผูนำซึ่งจะหันศีรษะไปคนละทางและมีขาวของมีคาตางกันมาก นอกจากนี้ ยังมีรองรอยของการขุดคูน้ำและคันดินลอมรอบชุมชนซึ่งจำเปนตองใชแรงงานคนจำนวน มาก และจัดการการแบงหนาที่กันทำงานแสดงใหเห็นวาตองเปนเมืองที่มีผูคนคอนขางมาก และมี ผูนำชุมชนซึ่งเปนจุดเริ่มตนของการพัฒนาเปนเมือง
  • 32.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 28 (แถวบนสุด-จากซายไปขวา) ภิกษุอุมบาตรทำดวยดินเผา พบที่ อ.อูทอง จ.สุพรรณบุรี (แถวลาง-จากซายไปขวา) บาตรดินเผาใสเหรียญกษาปณรูป สังข พบที่คอกชางดิน เมืองอูทอง (แถว ๒ จากซายไปขวา) ปูนปนรูปหนาคนชาติภาษา พบทั่วไป ตั้งแตเมืองอูทอง จ.สุพรรณบุรี (แถว ๓) ตะเกียงโรมัน พบที่ ต.พงตึก จ.กาญจนบุรี บนเสน ทางเมืองอูทอง (แถวลางสุด-จากซายไปขวา) เหรียญโรมัน พบที่เมืองอูทอง อ.อูทอง จ.สุพรรณบุรี นักโบราณคดีกรมศิลปากรอธิบายวา ดานหนามีรูปพระพักตรดานขางของจักรพรรดิซีซาร วิคโตรินุส สวนดานหลังของเหรียญเปนรูปของเทพีอาธีนา ที่มา : http://www.artgazine.com/shout- outs/viewtopic.php?p=10421&sid=126ae adcbbb39288be54c7dcd7da0de5 ปจจัยสำคัญอีกประการที่ทำใหเกิดการพัฒนาจากชุมชนเปนบานเมือง คือ การติดตอ และรับอารยธรรมจากชุมชนเปนบานเมือง คือ การติดตอและรับอารยธรรมจากตางชาติ จากหลักฐาน ทางโบราณคดี และหลักฐานที่เปนบันทึกของตางชาติ แสดงใหเห็นวา ชุมชนหลายแหงไดติดตอกับ ตางชาติ ทั้งจีน อินเดีย โรมัน เปอรเซีย และรับอารยธรรมจากตางชาติโดยเฉพาะจากอินเดียมาใช ทำใหเกิดชนชั้นปกครองที่มีฐานะทางสังคมสูงขึ้น เชน เปนผูนำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ดุจเทพเจา ทำให ชุมชนที่รับนับถือศาสนาเดียวกันมีวัฒนธรรมรวมกันมีความเปนอันดับหนึ่งอันเดียวกัน สามารถรวมกัน ไดโดยมีผูปกครองคนเดียวกัน ๒. พัฒนาการจากบานเมืองเปนแควนหรือรัฐ แควน หมายถึง กลุมเมืองหลายเมืองที่มารวมตัวกันอยูในอาณาบริเวณที่มีขอบเขต คอนขางจะแนนอน มีผูคนจำนวนมากพอที่จะมีผูนำ และมีองคกรทางการปกครองที่อำนาจรวมศูนย หรือมีอำนาจเหนืออาณาบริเวณของตน และมีหนาที่จัดการปกครองใหเกิดระเบียบและความสงบ ในสังคม จากบันทึกของจีนที่กลาวถึงแวนแควนตางๆในดินแดนไทย เชน “โต-โล-โป-ตี้” หรือ “แควนอี้เซี้ยนาโปลอ” หรือ “อิศานปุระ”(กัมพูชา)แสนดงใหเห็นวาแตละแควนมีเมืองสำคัญเปน
  • 33.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 29 ศูนยกลาง มีกษัตริยที่ยอมรับนับถือศาสนาที่มาจากอินเดีย หรือมีตนเชื้อสายอินเดียทำหนาที่ศาสนา บันทึกบางฉบับกลาวถึงศาสนสถาน รูปเคารพ พระสงฆ ชีวิตความเปนอยูของชาวเมือง ทำใหเห็น ภาพสังคมขณะนั้นวาประกอบดวยชนชั้นปกครอง คือ กษัตริย ขุนนาง โดยกษัตริยมีวิถีชีวิตแตกตาง จากคนทั่วไป ทำใหกษัตริยไมใชตัวแทนของกลุมชนกลุมใดกลุมหนึ่ง แตกลายเปนศูนยกลางของชุมชน และบานเมือง และชนชั้นที่ถูกปกครอง คือ ชาวบาน โดยมีพระสงฆ นักบวช พราหมณ ทำหนาที่ ทางศาสนา ตราประทับดินเผา คนขี่มา จารึกอักษรปลลวะ คนขึ้ น ต น ตาล และวั ว หมอบ หงส ตรี ศู ล จั ก ร พบที่เมืองจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค ที่มา : http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/th/main.php?p=ZGV0YWls&id=957 จากการสำรวจหลักฐานทางดานโบราณคดี พบบานเมืองหลายแหงไดขยายตัวเปน แควนตั้งแตชวงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ ในบริเวณภาคตางๆของไทย เชน ทวารวดี ละโว บริเวณ ภาคกลาง หริภุญชัย บริเวณภาคเหนือ ตามพรลิงค บริเวณภาคใต เปนตน สรอยลูกปดทองคำพรอมจี้ เปนเครื่องประดับของชนชั้นสูง และภิ ก ษุ อุ ม บาตร ทำด ว ยดิ น เผา แสดงการรั บ อิ ท ธิ พ ล พระพุทธศาสนาเขามาสูดินแดนสุวรรณภูมิ พบที่อำเภออูทอง ที่มา : http://www.oknation. จังหวัดสุพรรณบุรี net/blog/print.php?id=141113 ที่มา : http://www.naewna.com/news.asp?ID=291572
  • 34.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 30 ๓. พัฒนาการจากแควนเปนอาณาจักร อาณาจักร หมายถึง รัฐที่มีขนาดใหญ มีอำนาจปกครองและมีอาณาบริเวณที่ชัดเจน มีผูปกครองเปนชนชั้นผูนำในสังคม มีการรวมอาจไวที่ศูนยกลาง มีขุนนางที่มีตำแหนงยศและมีหนาที่ ชัดเจน เปนผูชวยในการปกครองบานเมือง การเติบโตจากแควนเปนอาณาจักรของดินแดนแตละแหงนั้นมีปจจัยแตกตางกัน บาง อาณาจักรพัฒนามาจากการเปนศูนยกลางการคา เชน อาณาที่ตั้งอยูบริเวณชายฝงทะเลใกลแมน้ำ หรือเสนทางคมนาคม บางอาณาจักรพัฒนาจากการมีความเขมแข็งทางทหาร สามารถขยายขอบเขต อำนาจออกไปปกครองและรวมแวนแควนอื่นได ชุมชนที่ตั้งอยูริมชายฝงทะเล มีโอกาสพัฒนาเปนอาณาจักร ไดรวดเร็ว ที่มา : http://www.ohotour.com/site/index.php?option=com_content &view=article&id=5&Itemid=2&lang=th อาณาจักรหลายแหงที่เติบโตขึ้น นอกจากจะมีปจจัยเสริมเรื่องสภาพภูมิศาสตร ความ มั่งคั่งและความเขมแข็งทางทหารแลว การขยายอำนาจไปปกครองแวนแควนอื่นยังตองมีการสราง ความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นปกครองดวย เชน การรับคติเรื่องกษัตริยเปนเทวราชา เปนจักรพรรดิราชเพื่อ สรางอำนาจเด็ดขาด และคติธรรมราชา เพื่อสรางการเปนผูนำที่มีทั้งความศักดิ์สิทธิ์และมีคุณธรรม ปรางคแขก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี แสดงให เห็นถึงอิทธิพลของขอม ที่เขามายังดินแดนไทย ที่มา : http://attractions-lopburi.blogspot. com/2011/05/blog-post_02.html
  • 35.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 31 อาณาจักรยุคแรกๆที่มีอิทธิพลบนผืนแผนดินไทย เชนอาณาจักอิศานปุระ (กัมพูชา) ที่ขยายอำนาจเขามาถึงบริเวณลุมแมน้ำเจาพระยา และบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เมื่ออาณาจักรกัมพูชาเสื่อมอำนาจลง คนไทยจึงตั้งอาณาจักรที่เปนของตนเองขึ้นไปในปลายพุทธ ศตวรรษที่ ๑๘ คือ อาณาจักรสุโขทัย กลาวโดยสรุปการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในดินแดนประเทศไทยจะมีพัฒนาการแบบ คอยเปนคอยไป กลาวคือจากชุมชนขนาดเล็ก ก็คอยๆ พัฒนาจนเปนเมือง แวนแควน และอาณาจักร ในที่สุด ซึ่งจากสภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมที่เอื้ออำนวย ทำใหมีการตั้งถิ่นฐานกอตัวเปนรัฐหรือ อาณาจักรขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งในแตละอาณาจักรไดสรางสรรควัฒนธรรมของตนเอง ตลอดจนรับวัฒนธรรมภายนอกโดยเฉพาะจากอินเดียและจีนที่ไดมีการติดตอคาขาย จึงไดรับอิทธิพล ทั้งทางดานการเมือง การปกครอง ศาสนาและความเชื่อและศิลปกรรม โดยนำมาผสมผสานเขากับ วัฒนธรรมดั้งเดิม จนกลายเปนวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณของตนเอง
  • 36.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 32 กิจกรรมที่ ๔ คำสั่ง ใหนักเรียนวิเคราะหพัฒนาการจากชุมชนเปนบานเมือง เปนแควนหรือรัฐ และอาณาจักร สรุปพัฒนาการ ....................................................... พัฒนาการของ ...................................................................................... บานเมือง ...................................................................................... ...................................................................................... สรุปพัฒนาการ ....................................................... ...................................................................................... พัฒนาการของแควน ...................................................................................... ...................................................................................... สรุปพัฒนาการ ....................................................... พัฒนาการของ ...................................................................................... อาณาจักร ...................................................................................... ......................................................................................
  • 37.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 33 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ô เมื่อมีการติดตอระหวางชุมชน สรุปพัฒนาการ ....................................................... มนุษยยังตองอาศัย ทำใหชุมชนซึ่งมีทรัพยากรที่มีคา หายาก เจริญเติบโต ...................................................................................... ธรรมชาติ เป น ชุ ม ชนศู น ย ก ลาง มี ก ารแบ ง หน า ที่ ใ นสั ง คม ...................................................................................... มี ก ารติ ด ต อ และรั บ อารยธรรมจากต า งชาติ เช น ...................................................................................... จีน อินเดีย หลายเมืองอยูรวมกันในบริเวณ สรุปพัฒนาการ ....................................................... ที่ แ น น อนมี ป ระชากรมากประกอบด ว ยชนชั้ น ...................................................................................... มนุษยเริ่มตั้งถิ่นฐาน ปกครอง คือ กษัตริยขุนนาง ชาวบาน พระสงฆ ...................................................................................... นักบวช ...................................................................................... เปนรัฐขนาดใหญ มีชนชั้นผูนำ สรุปพัฒนาการ ....................................................... มนุษยเริ่มพัฒนา เปนศูนยกลางทางการปกครอง มีความเขมแข็ง ...................................................................................... เปนชุมชน ทางการทหาร และมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ...................................................................................... ......................................................................................
  • 38.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 34 µÍ¹·Õè ó รัฐโบราณและรัฐไทยในดินแดนไทย กอนที่ชนชาติไทยจะอพยพเขามาตั้งอาณาจักรขึ้นในดินแดนที่เปนประเทศไทยในปจจุบันนั้น ไดมีหลายชนชาติตั้งหลักแหลงอยูในบริเวณนี้มากอน กลุมชนเหลานี้ไดสรางความเจริญของตน รวมทั้งรับการถายทอดอารยธรรมจากตางชาติมาประยุกตใชดวย ตอมาชนชาติไทยไดอพยพเขามา และตั้งอาณาจักรของคนไทยขึ้นปกครองแทนที่อาณาจักรเดิม โดยชาวไทยไดรับอารยธรรมบางอยาง จากอาณาจักรโบราณเหลานั้นดวย นอกจากนี้ชุมชนกอนสมัยสุโขทัยก็ไดมีการสรางสรรคภูมิปญญาของตนเอง สำหรับการแก ปญหาในการดำรงชีวิตจนมีความเจริญกาวหนาและสามารถดำรงอยูไดเปนอยางดีทามกลางสภาวะ แวดลอมและธรรมชาติในขณะนั้น รวมทั้งไดเกิดผลงานของบุคคลสำคัญตอการดำรงอยูของแวนแควน บางแหงเทาที่มีหลักฐานปรากฏ อันเปนสวนหนึ่งของพื้นฐานแหงความเจริญกาวหนาของชุมชนใน สมัยตอๆ มาบนผืนแผนดินที่เปนประเทศไทยในปจจุบัน ตราดินเผารูปเรือสำเภา พบที่เมืองนครชัยศรี หรือเมืองนครปฐมโบราณ แสดงใหเห็นวา สุวรรณภูมิมีการติดตอคาขายกับดินแดน ตางๆ อยางกวางขวาง ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhumi/ 2011/04/swb0204/attachment/04/ ๑. พัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคกลาง อาณาจักรโบราณในภาคกลางที่สำคัญ มีดังนี้ ๑) อาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑–๑๒) เปนอาณาจักรในสมัยประวัติศาสตร ที่ มี ห ลั ก ฐานแน น อนแห ง แรกบนผื น แผ น ดิ น ไทย เรื่ อ งราวของทวารวดี มี ป รากฏอยู ใ นบั น ทึ ก
  • 39.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 35 การเดินทางของหลวงจีนอี้จิง ที่เรียกชื่อในบันทึกวา “โต-โล-โป-ตี้” วาเปนอาณาจักรที่อยูระหวางอาณาจักร ศรีเกษตร (พมาตอนใต) กับอาณาจักรอิศานปุระ (เขมร) ซึ่งหมายความวาตั้งอยูในลุมแมน้ำเจาพระยา และอาจมีศูนยกลางอยูที่จังหวัดนครปฐม เพราะมีการพบเหรียญที่จังหวัดนครปฐม มีจารึกภาษา สันสกฤตวา “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ” แปลวา “การบุณยของพระเจาศรีทวารวดี” เหรียญเงิน ดานหนึ่งมีอักษรจารึกเปนภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ” อีกดานเปนรูปภาพ พบที่จังหวัดนครปฐม ที่มา : http://www1.mod.go.th/heritage/nation/oldcity/nakhonpathom8.htm ในการขุ ด ค น ทางโบราณคดี ที่ เ มื อ งนครชั ย ศรี (จั ง หวั ด นครปฐม) ได พ บหลั ก ฐาน สมัยทวารวดีจำนวนมาก เชน ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญประทับนั่งหอยพระบาท ปางแสดงธรรม รวมถึงโบราณสถานขนาดใหญ เชน จุลประโทณเจดีย และฐานอาคารที่วัดพระเมรุ หลักฐานโบราณคดีเหลานี้แสดงใหเห็นถึงการเปนเมืองสำคัญของนครปฐมในสมัยทวาราวดี และที่ จังหวัดสุพรรณบุรี สิงหบุรี และชัยนาทก็มีการพบเหรียญเงินที่มีจารึกชื่อ “ทวารวดี” ดวย มี ค วา มเ ห็ น ป จ จุ บั น นั ก ป ระ วั ติ ศ าส ต ร ักรทวารวดี าจ เกี่ยวกับศูนยกลางของอาณหวัดนครปฐม วาอยูที่เมืองนครขัยศรี จัี งและเมืองอูทอง เมืองละโว จังหวัดลพบุร วา มส ำคั ญ มา ก จั ง ห วั ด สุ พ รร ณ บุ รี ก็ มี ค ดวยนะคะ
  • 40.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 36 นอกจากนี้ มีการคนพบจารึกโบราณทีเขียนดวยภาษามอญในบริเวณจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี สิงหบุรี ชัยนาท ลพบุรี แลในภาคตะออกเฉียงเหนือ สันนิษฐานวาชาวมอญเปนเจาของ อารยธรรมทวารวดี และการที่อาณาจักรทวารวดีตั้งอยูในที่บริเวนที่ราบลุม แมน้ำเจาพระยา แมน้ำ แมกลอง และอยูใกลทะเล ทำใหมีผูคาตางชาติ เชน อินเดีย เขามาติดตอคาขาย ทวารวดีไดรับอิทธิพล พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนแบบแผนในการปกครองจากอินเดีย เกิด การผสมผสานจนเปนอารยธรรมทวารวดีที่แพรหลายไปยังภูมิภาคตางๆ ของไทย ดังพบไดจาก โบราณสถาน โบราณวัตถุ สมัยทวารวดีกระจายอยูทั่วไป เชน เมืองนครชัยศรี (นครปฐม) เมืองอูทอง (สุพรรณบุรี) เมืองละโว (ลพบุรี) เมืองศรีเทพ (เพชรบูรณ) เมืองฟาแดดสงยาง (กาฬสินธุ) เมืองไชยา (สุราษฎรธานี) เปนตน ธรรมจักรกับกวางหมอบ เปนศิลปะ สมั ย ทวารวดี พบที่ จั ง หวั ด นครปฐม รูปนี้หมายถึงพระพุทธองคทรงแสดง ปฐมเทศนา ณ ปาอิสิปตมฤคทายวัน ที่มา : http://www1.mod.go.th/heritage/nation/old- city/nakhonpathom2.htm ทวารวดีไดรับอิทธิพลอินเดียหลายอยาง เชน ดานการปกครอง รับความเชื่อเรื่องการปกครองโดยกษัตริย สันนิษฐานวาการปกครองสมัยทวารวดีแบงออกเปนแควน มีเจานายปกครองตนเองแตมีความสัมพันธในลักษณะเครือญาติ มีการแบงชนชั้นปกครอง และชนชั้นที่ถูกปกครอง พระพุทธรูปศิลาขาว ปางแสดงปฐมเทศนา ประทับนั่งหอยพระบาท ศิลปะสมัยทวารวดี ประดิษฐานอยูทิศใตองคพระปฐมเจดีย จังหวัดนครปฐม ที่มา : http://www.arthousegroups.com/art- show.php?art_showcase_id=230
  • 41.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 37 ทางดานศาสนาไดรับอิทธิพลศาสนาพราหมณ - ฮินดูและพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ นิกายเถรวาท จนทำใหทวารวดีกลายเปนอาณาจักรของชาวพุทธ มีการใหความสำคัญตอการทำบุญ โดยไดพบจารึกแสดงการถวายสิ่งของแกวัดและพระสงฆ รวมถึงมีการสรางงานศิลปกรรมที่เกี่ยวของ กับพระพุทธศาสนาจำนวนมาก โดยพบโบราณวัตถุ เชน ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปที่ทำจากศิลา สำริด และทองคำ เสาหินแปดเหลี่ยม ใบเสมาที่มีจารึกแสดงพระธรรม รอยพระพุทธบาท พระพุทธ รู ป ศิ ล าขาวภายในวั ด พระปฐมเจดี ย ร าชวรวิ ห าร จั ง หวั ด นครปฐม และพระพุ ท ธรู ป ศิ ล าขาว ที่ ประดิษฐานอยูทางดานทิศใตขององคพระปฐมเจดียในปจจุบัน รวมทั้งสถาปตยกรรมทางพระพุทธ ศาสนาที่สำคัญในสมัยทวารวดี คือ พระปฐมเจดีย (องคเกา) ที่จังหวัดนครปฐม ๒) อาณาจั ก รละโว (พุ ท ธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘) ตั้ ง อยู ใ นบริ เ วณลุ ม แม น้ ำ เจ า พระยาฝ ง ตะวั น ออก ศู น ย ก ลางที่ เมืองละโว หรือจังหวัดลพบุรีในปจจุบัน ละโวเปนเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง ในสมัยทวารวดี สันนิษฐานวาชาวละโวสวนใหญเปนชาวมอญ เพราะ มี ค วามใกล ชิ ด กั บ ทวารวดี ม าก รวมทั้ ง พบจารึ ก ภาษามอญท อ งถิ่ น ที่เกาแกมากบนเสาหินแปดเหลี่ยม และจารึกบนฐานพระพุทธรูป ปางประทานพรที่ลพบุรี ในตำนานจามเทวีวงศ ซึ่งเปนตำนานเมือง หริภุญชัยเรียกชาวละโววา “ชาวรามัญ” จารึกภาษามอญทองถิ่นที่เกาแกมากบน เสาหิ น แปดเหลี่ ย ม พบที่ ศ าลพระกาฬ จังหวัดลพบุรี ที่มา : http://www.hotsia.com/thailandinfo/ oldcity/lopburi2.shtml อาณาจั ก รละโว ตั้ ง อยู ใ นบริ เวณที่ มี แ ม น้ ำ สำคัญ ๓ สายไหลผาน คือ แมน้ำเจาพระยา แมน้ำ ปาสัก และแมน้ำลพบุรี ทำใหมีความอุดมสมบูรณและ มีเสนทางติดตอกับเมืองในลุมแมน้ำปาสัก ที่ราบสูง โคราชและเขตที่ติดตอกับเขตทะเลสาบเขมร ซึ่งอุดม สมบูรณไปดวยปลานานาชนิด ทำใหละโวเปนศูนยรวม ทรั พ ยากร เป น ศู น ย ก ลางการติ ด ต อ ระหว า งชุ ม ชน โดยรอบสงผลใหละโวกลายเปนชุมชนขนาดใหญที่มี เศรษฐกิจดี การติดตอกับตางชุมชนทำใหละโวรับอิทธิพล รูปปูนปนลายเทพพนม พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จากตางชาติที่สำคัญ คือจากอินเดีย และเมืองพวกขอม จังหวัดลพบุรี หรือเขมรขยายอิทธิพลเขามาในลุมแมน้ำเจาพระยา ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print. ละโวไดกลายเปนเมืองประเทศราชของขอมและรับ php?id=290080 อารยธรรมของขอมดวย
  • 42.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 38 (๑) ละโวในสมัยทวารวดี(พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) เปนชวงที่รับวัฒนธรรมจาก อิ น เดี ย ค อ นข า งมาก รั บ แนวคิ ด เรื่ อ งการมี ก ษั ต ริ ย ป กครองมาด ว ย แต ห ลั ก ฐานเกี่ ย วกั บ รั ฐ และ กษัตริยในยุคนี้พบนอยมาก ทางดานสังคม มีการแบงชนชั้นออกเปนชนชั้นสูง สามัญชน และ ทาส ด า นศาสนาและความเชื่ อ ศาสนาที่ แ พร ห ลายและชนชั้ น ปกครองให ก ารอุ ป ถั ม ภ คื อ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เพราะไดพบจารึกภาษาบาลีที่กลาวถึงการอุทิศถวายสิ่งของ ขาทาส ใหแกวัด และพบประติมากรรม เชน พระพุทธรูปและธรรมจักรอยูในบริเวณนี้มาก นอกจากนี้ พระพุทธศาสนานิกายมหายานก็ไดเผยแผอยูละโว ดังไดพบพระพิมพที่มีรูปพระโพธิสัตวประทับขาง พระพุทธเจา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในศาสนาพราหมณ-ฮินดู จากอินเดียที่ผานมาทางพวกพราหมณ และชนชั้นปกครอง สวนความเชื่อพื้นเมืองที่มีอยู ไดแก การบูชาบรรพบุรุษ การนับถือสิ่งลี้ลับ เหนือธรรมชาติ การบูชาพระราชมารดา ซึ่งแสดงถึงความเชื่อเรื่องการนับถือบรรพบุรุษและยกยองสตรี ดานเศรษฐกิจ อาชีพสำคัญของชาวละโว คือ การเกษตร เพราะมีพื้นที่ อุดมสมบูรณ และมีการติดตอคาขายกับชุมชนตางถิ่น เชน จีน อินเดีย หลักฐานที่แสดงถึงการติดตอ คาขายกับตางชาติ เชน เครื่องถวยจีน เหรียญกษาปณที่มีรูปพระอาทิตยครึ่งดวง ตราสังข ตราบัลลังก ซึ่งพบที่พมาและกัมพูชาดวย และละโวยังไดสงทูตไปเมืองจีน โดยจดหมายเหตุจีนในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ เรียกละโววา “หลอหู” (๒) ละโวภายใตอิทธิขอม (พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘) อาณาจักรขอมขยายอิทธิพล เขามาปกครองบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลุมแมน้ำเจาพระยาตั้งแตปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ดังมีหลักฐาน เชน ในพงศาวดารเหนือกลาวถึงเรื่องราวพระรวงแหงเมืองละโวสงสวยน้ำใหขอม ทุก ๓ ป ในศิลาจารึกภาษาขอมที่ลพบุรี ๓ หลัก มีขอความแสดงวาขอมเขามาปกครองบริเวณนี้ รวมทั้งภาพสลักขบวนทหารที่ระเบียงปราสาทนครวัดก็มีตัวอักษรจารึกระบุชื่อ “ชาวละโว” เปนตน (ซาย) “พลละโว” ภาพสลักขบวนละโว (อยูตามหลังขบวนเสียมกก หรือ “เสียมกุก”) ที่ระเบียงดานทิศใต ปกตะวันตกของปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา เมื่อราว พ.ศ. ๑๖๕๐ เครื่องแตงกายและกิริยาทาทางของ หัวหนาบนหลังชาง กับขบวนพลทหารละโว มีลักษณะอยางเดียวกับวัฒนธรรมเขมรโบราณยุคนั้น (ขวา) “เสียมกุก” ภาพสลักขบวนเสียมกกที่ระเบียงทิศใต ปกตะวันตกของปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา เมื่อราว พ.ศ. ๑๖๕๐ ที่มา : http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhumi/2011/06/suwan16062554/
  • 43.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 39 ทับหลัง สมัยลพบุรี อิทธิพลศิลปะขอมแบบนครวัด พบที่ปราสาทศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร ที่มา : http://www.finearts.go.th/node/5957 เมื่ อ ขอมเข า ปกครองละโว นั้ น ตรงกั บ กษั ต ริ ย ข อมสมั ย พระเจ า สุ ริ ย วรมั น ที่ ๑ (พ.ศ.๑๕๔๕-๑๕๙๓) ขอมไดสงผูแทนมาปกครองละโวในฐานะเมืองประเทศราชมีการออก กฎหมายบังคับใชในละโว และมีระบบตุลาการ คือ ศาลสภา เปนผูตัดสินคดีความ ดังจะเห็นไดจาก ศิลาจารึกภาษาขอมที่ศาลสูง จังหวัดลพบุรี เศียรพระพุทธรูป ที่มีลักษณะรวมกับ วัฒนธรรมทวารวดี พบที่อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ที่มา : http://mblog.manager.co.th/leknua- on/th-65561/ ด า นศาสนา พระพุ ท ธศาสนานิ ก ายมหายานและศาสนาพราหมณ - ฮิ น ดู ไดเขามามีบทบาทในละโวแทนพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทโดยเฉพาะในสมัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ.๑๗๒๔ -๑๘๖๑) มีการสรางสถาปตยกรรม และประติมากรรมตามความเชื่อในศาสนาเหลานี้จำนวนมาก
  • 44.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 40 เชน พระปรางคสามยอด ปรางคแขก เทวรูป พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร เทวรูปพระนารายณ รูปสลัก พระพรหมบนแผนศิลา เปนตน หลักจากสมัยพระเจาชัยวรมันที่ ๗ แลว อาณาจักรขอมเริ่มเสื่อม อำนาจลง ทำใหอิทธิพลขอมในละโวคอยๆ หมดตามไปดวย พระพุทธรูปปางมารวิชัย สลักจากศิลา สูง ๑.๓๙ เมตร พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี เปนศิลปะทวารวดีตอนปลาย อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ที่มา : http://mblog.manager.co.th/ leknuaon/th-65561/ ปรางคแขก พระปรางคสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ที่มา : http://mblog.manager.co.th/leknuaon/th-65561/
  • 45.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 41 ๒. พัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคเหนือ อาณาจักรโบราณในภาคเหนือที่สำคัญ มีดังนี้ ๑) อาณาจักรโยนกเชียงแสน (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๙) มีศูนยกลางที่เมืองเชียงแสน (อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) และขยายอำนาจอยูในบริเวณใกลเคียงเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักร โยนกเชียงแสนปรากฏอยูในตำนานสิงหนวัติกุมารและตำนานลวจังกราชกลาวถึงเจาชายสิงหนวัติ กุมารผูสืบเชื้อสายเจานายไท จากมณฑลยูนนานทางตะวันตกเฉียงใตของจีน ไดอพยพผูคนลงมา กอตั้งเมืองที่เชียงแสนชื่อ “อาณาจักรโยนกเชียงแสน” และขยายอาณาเขตออกไปอยางกวางขวาง พระบรมราชานุสาวรียพระเจาพรหม กษัตริยผูยิ่งใหญแหงอาณาจักรโยนก เชียงแสน ประดิษฐานอยูที่อำเภอแมสาย จังหวัดเชียงราย ที่มา : http://www.thailandsusu.com/web- board/index.php?topic=180408.0 ตอมาพวกขอมเขายึดครองอาณาจักรโยนกเชียงแสนและขับไลผูปกครองเดิมออกไป พระเจาพรหมกุมาร เชื้อสายของกษัตริยโยนกเชียงแสนสามารถกูเอกราช และสรางเมืองใหมขึ้นที่ เวียงไชยปราการ แตหลังสมัยพระเจาพรหม พวกมอญที่เมืองสะเทิมในพมายกทัพมารุกราน พระเจา ไชยสิริโอรสของพระเจาพรมจึงพาผูคนอพยพหนีมาสรางเมืองใหมที่กำแพงเพชร ตอมาในพุทธ ศตวรรษที่ ๑๘ มีการบูรณะเมืองเชียงแสนและมีกษัตริยไปปกครองอีกจนกระทั่งในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อาณาจักรโยนกเชียงแสนจึงถูกรวมเขาสวนหนึ่งของอาณาจักรลานนา เจดี ย วั ด ป า สั ก อำเภอเชี ย งแสน จังหวัดเชียงราย เปนโบราณสถานที่ เปนมรดกตกทอดมาจากอาณาจักร โยนกเชียงแสน ที่มา: http://www.เชียงแสน.com/?p=146
  • 46.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 42 ๒) อาณาจักรหริภุญชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๙) ตั้งอยูที่เมืองหริภุญชัยจังหวัด ลำพูนในปจจุบัน และขยายอิทธิพลอยูในบริเวณใกลๆ เทานั้น ในตำนานจามเทวีวงศหรือตำนานเมือง หริภุญชัย กลาววา ษีวาสุเทพเปนผูสรางเมืองหริภุญชัย และขอใหกษัตริยละโวสงเชื้อพระวงศมา ปกครอง ละโวจึงสงพระนางจามเทวีผูเปนราชธิดามาเปนปฐมกษัตริยแหงหริภุญชัย ในตำนานมูล ศาสนาไดกลาวถึงสิ่งมงคลที่พระนางจามเทวีขอจากพระราชบิดา ไดแก พระสงฆ ๕๐๐ รูป ชางแกว แหวน ชางเงิน ชางทอง ชางเหล็ก ชางเขียน พอเลี้ยง หมูหมอโหร ไปชวยสรางเมืองหริภุญชัยจน รุงเรือง พระบรมรูปพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริยของอาณาจักร หริภุญชัย ที่มา: http://www.nmt.or.th/lamphun/mueanglam phun/Documents/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E 0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B 8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%8 7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E 0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B 9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8 2%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%97%E 0%B8%A8%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B 8%A5.aspx สันนิษฐานวาชาวหริภุญชัยเปนชาวมอญจากเมืองละโวที่อพยพขึ้นไปอยูหริภุญชัย เพราะในตำนานจามเทวีวงศเรียกชาวหริภุญชัยวา “ชาวรามัญ” และเรียกกษัตริยหริภุญชัยวา “พระเจารามัญ” ในระยะแรกหริภุญชัยและละโวมีความสัมพันธที่ดีตอกัน แตตอมาเกิดการสูรบกัน สงผลใหหริภุญชัยตกอยูภายใตอำนาจของละโวหลายครั้ง ในปลายศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ แมวากองทัพ ละโวจะไมสามารถเอาชนะได แตก็ทำใหหริภุญชัยออนแอลง ประชาชนเดือดรอนจึงอพยพไปอยูที่อื่น จนถึงประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พระเจาอาทิตยราชไดปกครองหริภุญชัย และไดสรางความเจริญรุงเรือง โดยเฉพาะการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงสรางพระธาตุหริภุญชัย สรางวัด ทำใหบานเมืองมีความสงบสุขตอเนื่องมาจนถึง พ.ศ.๑๘๓๕ พระยามังรายมหาราชแหง อาณาจักรลานนา ยกทัพมาโจมตีและรวมอาณาจักรหริภุญชัยเขามาเปนสวนหนึ่งของอาณาจักรลานนา
  • 47.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 43 พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ศิลปกรรมในพระพุทธศาสนาของ อาณาจักรหริภุญชัย ที่มา : http://snaturbysrithai.com/blog/tussanapak/2009/10 /27/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8 %98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B 8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B 8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B 8%A2-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0% B8%9E%E0%B8%A3/ ๓) อาณาจั ก รล า นนา (พุ ท ธศตวรรษที่ ๑๙-๒๕) อาณาจั ก รล า นนารุ ง เรื อ งขึ้ น ใน พุทธศตวรรษที่ ๑๙ มีศูนยกลางอยูที่เมืองนพบุรีศรีนครพิงคเชียงใหม (จังหวัดเชียงใหม) และขยาย อำนาจการปกครองไปทั่วดินแดนภาคเหนือ ผูกอตั้งอาณาจักรลานนา คือ พระเจามังรายมหาราช (พ.ศ. ๑๘๐๔-๑๘๕๔) ซึ่งเดิมปกครองเมืองเชียงแสนในตนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ขณะนั้นในภาคเหนือ มีอาณาจักรใหญนอยหลายแหง เชน หริภุญชัย เขลางคนคร(ลำปาง) โยนกเชียงแสน พระยามังราย มหาราชสามารถปราบปรามและรวบรวมแวนแควนตางๆ ในภาคเหนือเขามาดวยกันเปนอาณาจักร ลานนา และตั้งราชธานีแหงใหมขึ้นที่เวียงกุมกาม (ปจจุบันอยูในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม) ราว พ.ศ. ๑๘๓๗ แตประทับอยูเพียง ๒ ป ก็ยายเมืองไปอยูที่เชียงใหมใน พ.ศ. ๑๘๓๙ ซากเวียงกุมกาม ซึ่งเคยเปน ราชธานีของอาณาจักรลานนา มาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ที่มา:http://www.lannacorner.net/lanna2011/article/article. php?type=A&ID=958
  • 48.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 44 อาณาจักรลานนามีความเจริญรุงเรืองหลายดาน ที่สำคัญมีดังนี้ (๑) ดานการปกครอง ลานนาสามารถขยายอาณาเขตออกไปอยางกวางขวาง โดยรวบรวมหัวเมืองตางๆ เชน เขลางคนคร นครพิงค แควนโยนก หริภุญชัย เขาเปนสวนหนึ่งของ อาณาจักรลานนาซึ่งปกครองแบบสมบูรณาสิทธิราชย มีกฎหมายที่ใชปกครองเรียกวา “มังรายศาสตร” (๒) ดานศาสนา ลานนารับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศจากสุโขทัยและพมา มีสังคายนาพระไตรปฎกใน พ.ศ.๒๐๒๐ นับเปนการสังคายนาพระไตรปฎกเปนครั้งที่ ๘ มีการสราง วัดหลายแหง เชน วัดเจดียหลวง วัดโพธารามมหาวิหาร(วัดเจดียเจ็ดยอด)เปนตน และมีการอุปถัมภ พระสงฆ (๓) ดานภาษา ลานนามีตัวอักษรของตนเองใช ๓ แบบ คือ อักษรธรรมลานนา หรื อ อั ก ษรตั ว เมื อ ง ซึ่ ง ใช กั น อย า งแพร ห ลาย อั ก ษรฝ ก ขามที่ ดั ด แปลงมาจากตั ว อั ก ษรของ พอขุนรามคำแหงมหาราช และอักษรขอมเมืองหรืออักษรไทยนิเทศ ซึ่งดัดแปลงมาจากอักษรสองแบบแรก อักษรลานนาไดรับอิทธิพลจากอักษร สุโขทัย ซึ่งมีปรากฏในจารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ที่มา:http://www.thakan.com/category/%E0%B8%94%E 0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5% E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99 %E0%B8%99%E0%B8%B2/page/10/ อาณาจักรลานนาเจริญสูงสุดในสมัยพระเจาติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๙–๒๐๓๐) สมัยนี้ลานนามีความเขมแข็งมาก และไดทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรม- ไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑–๒๐๓๑) ติดตอกันเกือบ ๒๔ ป ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลานนาออนแอลงเพราะความแตกแยกของผูปกครอง และขุนนาง ดังนั้น ขุนนางกลุมหนึ่งไดเชิญพระไชยเชษฐาธิราชซึ่งมีเชื้อสายลานนาจากอาณาจักร ลานชาง (ลาว) มาเปนกษัตริยของลานนาระหวาง พ.ศ.๒๐๘๙–๒๐๙๑ แตพระไชยเชษฐาธิราช ไมสามารถแกปญหาความแตกแยกในกลุมขุนนางได จึงเสด็จกลับไปครองลานชางดังเดิม
  • 49.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 45 พระบรมราชานุสาวรียพระยามังรายมหาราช ปฐมกษัตริยแหง อาณาจักรลานนา ประดิษฐานอยูที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ที่มา:http://www.cr-businessonline.com/index.php?lay=show&ac= article&Id=539360154&Ntype=25 ความออนแอของลานนาทำใหพมาและอยุธยาขยายอำนาจเขาไป จนตองตกเปน ประเทศราชของพมาใน พ.ศ. ๒๑๐๑ หลังจากนั้นก็ถูกพมาและอยุธยาผลัดกันเขายืดครอง ในบางครั้ง ก็ เ ป น อิ ส ระ จนในสมั ย ธนบุ รี ล า นนาจึ ง ตกเป น ประเทศราชของไทย และในสมั ย รั ต นโกสิ น ทร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (พ.ศ. ๒๔๑๑–๒๔๕๓) ทรงรวมลานนาเขามาเปนสวนหนึ่ง ของราชอาณาจักรสยาม วัดเจดียหลวง ศิลปกรรมในพระพุทธศาสนาของอาณาจักรลานนา ที่มา : http://shost.rmutp.ac.th/075350307026-4/Webpages/Chiangmai/ Temple%20%20j-%20d.html
  • 50.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 46 ๓. พัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคใต อาณาจักรโบราณในภาคใตที่สำคัญ มีดังนี้ ๑) อาณาจักรลังกาสุกะ (พุทธศตวรรษที่ ๗–๒๓) ตั้งขึ้นประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษ ที่ ๗ มีหลักฐานปรากฏอยูในจดหมายเหตุของจีน มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ในเขตจังหวัดปตตานี และจังหวัดยะลา มีศูนยกลางอยูที่อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี อาณาจักรลังกาสุกะพัฒนาขึ้นมาจากการเมืองเปนเมืองทาสำคัญที่มีการติดตอ คาขายกับตางชาติ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย แตมีความสัมพันธที่ใกลชิดกับจีนมากกวา โดยสงทูตไป เมืองจีนถึง ๖ ครั้ง ในชวงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๒ พลเมืองสวนใหญ เปนชาวพื้นเมืองและมีพอคาตางชาติปะปนอยูดวย ลังกาสุกะมีอารยธรรมที่รุงเรืองและมีสถาบัน กษัตริยที่ปกครองสืบตอกันมายาวนาน ตอมาตกอยูภายใตอิทธิพลของอาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรลังกาสุกะเปนศูนยกลางสำคัญของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ดังปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุของหลวงจีนอี้จิง และจากการขุดคนทางโบราณคดี ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี พบประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร และสถูปจำลองรูปทรงตางๆ จำนวนมาก ทำใหสันนิษฐานวาเปนแหลงผลิตสถูปจำลองเพื่อสงออก รวมทั้งมีการนับถือ ศาสนา พราหมณ–ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย โบราณสถานเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔ http : //www.sadoodta.com/info/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0 %B8%87%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8% A2%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87
  • 51.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 47 ๒) อาณาจักรตามพรลิงค (พุทธศตวรรษที่ ๑๓–๑๘) เปนอาณาจักรที่มีความเกาแก อาณาจักรหนึ่งทางภาคใตของไทย มีศูนยกลางอยูที่นครศรีธรรมราช มีหลักฐานที่กลาวถึงตั้งแต พุทธศตวรรษที่ ๘ โดยเอกสารอินเดียโบราณกลาวถึงอาณาจักรตามพรลิงคในชื่อ “ตมลิง” “ตัมพลิงค” เอกสารจีนสมัยราชวงศถัง เรียกวา “ถามเหลง” สวนสมัยราชวงศซงเรียกอาณาจักรวา “ตามหมาลิ่ง” ตอมาเรียกวา “อาณาจักรนครศรีธรรมราช” อาณาจักรตามพรลิงครุงเรืองขึ้นมาจากการเปนเมืองทาของพอคาชาวอินเดียตั้งแต พุทธศตวรรษที่ ๑๓ ระยะแรกตามพรลิงคอยูภายใตอิทธิพลของศรีวิชัย แตในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ศรีวิชัยเสื่อมอำนาจลง ทำใหตามพรลิงคขยายตัวกลายเปนศูนยกลางการคาและการเมืองในบริเวณ คาบสมุทรภาคใต หลักฐานจีนสมัยราชวงศซงไดกลาวถึงวาเปนเมืองทาทางการคาที่มีการแลกเปลี่ยน สินคากับจีนมากชนิดกวาที่อื่น และไดสงคณะทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการแกจีน ในพ.ศ.๑๖๑๓ แสดงวาตามลิงคเปนรัฐอิสระ พระวิษณุ ที่หอพระนารายณ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ศิลปะอินเดียใต ที่เกาที่สุดองคหนึ่ง ที่พบในภาคใต ที่มา : http://www.thailandmuseum.com/ nakhon_si_thammarat/hilight1.htm ดานการปกครอง ในศิลาจารึกที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี กลาวถึงกษัตริยแหงนครศรีธรรมราชในราชวงศปทมวงศ พระนามวา “พระเจาจันทรภาณุศรีธรรมา โศกราช” วาเปนผูที่รวบรวมแวนแควนใหญนอยเขาดวยกันไดสำเร็จ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และยัง เปนเครือญาติเกี่ยวดองกับราชวงศพระรวงแหงอาณาจักรสุโขทัยดวย ดานศาสนา อาณาจักรตามพรลิงคนับถือศาสนาพราหมณ - ฮินดู และพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน โดยพบศิวลึงคที่มีอายุเกาแกประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘ พระนารายณศิลาทราย และ พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร ตอมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระเจาจัทรภาณุศรีธรรมาโศกราชทรง ยกทัพไปโจมตีลังกา ๒ ครั้ง เพื่อแยงชิงพระทันตธาตุจากลังกา ทำใหอิทธิพลของพระพุทธศาสนา
  • 52.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 48 นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ และศิลปะแบบลังกาเขามาเผยแพรและฝงรากลึกอยูในอาณาจักร นครศรีธรรมราชตั้งแตนั้น ดังปรากฏศาสนสถานและศาสนวัตถุที่สำคัญ คือ เจดียพระบรมธาตุจังหวัด นครศรีธรรมราช พระพุทธรูปประทับยืนสำริดปางประทานธรรม ทำใหนครศรีธรรมราชกลายเปน ศูนยกลางสำคัญของการเผยแพรพระพุทธศาสนาในดินแดนไทย ซึ่งพระสงฆจากนครศรีธรรมราชได นำพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศไปเผยแพรยังกรุงสุโขทัยตั้งแตสมัยพอขุนรามคำแหงมหาราช พระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ภายในวัดพระมหาธาตุวรวิหาร ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับที่ตั้งเมืองยุคที่สามของอาณาจักร ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nakhonsi&month=11- 2010&date=27&group=1&gblog=23 ๒) อาณาจักรศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๙) สันนิษฐานวามีศูนยกลางอยูที่ เมืองปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย มีอิทธิพลครอบคลุมตั้งแตเกาะชวาในอินโดนีเซีย ขึ้นมาถึงอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี อนึ่ง มีนักวิชาการบางทานเชื่อวาศูนยกลางของอาณาจักร ศรีวิชัยอาจจะอยูที่อำเภอไชยาก็เปนได ระยะแรกอาณาจักรศรีวิชัยมีความรุงเรืองขึ้นมาในฐานะศูนยกลางการคาทาง ทะเลระหวางจีนและอินเดีย เพราะเปนเมืองทาที่พอคาตางชาติเขามาคาขายและพำนักเพื่อคอย การเปลี่ยมลมมรสุม ตอมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ จีนเริ่มแตงเรือสำเภาออกไปคาขายยังเมืองตางๆ โดยตรงทำใหบทบาทของศรีวิชัยในฐานะพอคาคนกลางลดลง และทำใหอำนาจของศรีวิชัยในบริเวณ คาบสมุทรเสื่อมลง แตสงผลดีตอเนื่องอื่นๆ ในคาบสมุทรตอนใตของไทย เพราะเมืองจีนเขามาคาขาย
  • 53.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 49 โดยตรง ทำใหเศรษฐกิจขยายตัวขึ้น เกิดเมืองใหมขึ้นหลายแหง เชน ที่เมืองไชยา ซึ่งมีชุมชนอาศัยอยู ทั่วไปบริเวณชายฝงทะเล ริมแมน้ำคีรีรัฐ และแมน้ำหลวง เมืองไชยาจึงมีความสำคัญขึ้นมาในฐานะ เมืองการคาและเมืองอารยธรรมศรีวิชัย แตอิทธิพลของศรีวิชัยที่แพรไปยังดินแดนตางๆ สวนใหญ เปนเรื่องของศิลปะแบบศรีวิชัยมากกวาเรื่องอำนาจทางการเมือง เจดียพระบรมธาตุไชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎธานี เปนโบราณสถาน สมัยศรีวิชัย สรางขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ กอดวยอิฐโบกปูน ยอดเจดียตกแตงดวยเจดียเล็กๆ โดยรอบ ที่มา : http://blog.unseentourthailand.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0% B8%B2%E0%B8%9A%E2%80%98%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8% B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2% E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0% B8%B2%E2%80%99-%E0%B8%AB%E0%B8%99/ สำหรับดานศาสนาในระยะแรกอาณาจักรศรีวิชัยที่ไชยานับถือศาสนาพราหมณ- ฮินดู และพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ตอมานับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทจากทวารวดี และ พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศจากนครศรีธรรมราช ดังปรากฎศาสนสถานและศาสนวัตถุในศาสนา ตางๆ เชน พระบรมธาตุ อำเภอไชยา พระพุทธรูปปางนาคปรกสำริด ที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา เทวรูป พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร วัดศาลาทึง อำเภอไชยา เปนตน
  • 54.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 50 ศิลปะศรีวิชัย อาณาจักรศรีวิชัยเจริญรุงเรืองอยูบริเวณคาบสมุทร ภาคใต ข องไทย ศิ ล ปะศรี วิ ชั ย จึ ง เกี่ ย วข อ งกั บ ศิ ล ปะชวาภาค กลางของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งใกลชิดกับศิลปะอินเดียแบบ คุปตะและแบบปาละและเนื่องจากพระพุทธศาสนาฝายมหายาน เจริญรุงเรืองในศรีวิชัย ชาวศรีวิชัยจึงนิยมสรางพระโพธิสัตว อวโลกิเตศวร แตก็มีการสรางพระพุทธรูปดว เชน พระพุทธรูป นาคปรก พบที่วัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี ในสวนผลงานทางดานสถาปตยกรรมของศิลปะศรีวิชัย เหลื อ อยู น อ ยมาก เช น เจดี ย พ ระบรมธาตุ ไ ชยา อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี เคาโครงของพระบรมธาตุไชยาใกลเคียงกับ เจดียในศิลปะชวาทางภาคกลางของประเทศอินโดนีเซีย จึงชวย สนับสนุนขอสันนิษฐานในสวนที่ศิลปะศรีวิชัยเกี่ยวของกับศิลปะ ชวาภาคกลาง ๔. พัฒนาการของอาณาจักรโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาณาจักรโบราณในภาคตะวันออก เฉียงเหนือที่สำคัญมีดังนี้ ๑) อาณาจักรโคตรบูรณ (พุทธ- ศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) มีศูนยกลางอยูที่นครพนม มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนดิ น แดนฝ ง ซ า ยของแม น้ ำ โขง เรื่ อ งราว ของอาณาจักรโคตรบูรณ ปรากฏอยูใน “ตำนาน อุรังคธาตุ” ที่กลาวถึงความเปนมาของชุมชนใน อาณาจั ก ร และประวั ติ ก ารสร า งพระธาตุ พ นม อาณาจั ก รโคตรบู ร ณ ไ ด รั บ อิ ท ธิ พ ลจากอิ น เดี ย มีการปกครองโดยกษัตริย นับถือพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาทตามแบบทวารวดี และมีความเชื่อ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม โบราณสถานใน พื้นเมืองเรื่องการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการบูชา พระพุทธศาสนา สรางขึ้นเพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุ พญานาค ของพระพุทธเจา ที่มา : http://lucifergyoza.wordpress.com/2011/02/05/%E0%B8%9E% E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%9 5%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1/
  • 55.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 51 ศาสนสถานที่สำคัญของอาณาจักร คือ พระธาตุพนม ตำนานอุรังคธาตุกลาววา สรางขึ้นหลังจากพระพุทธเจาปรินิพพาน ๘ ป พระมหากัสสปะพรอมดวยพระอรหันต ๕๐๐ รูป เดินทางมายังแดนสุวรรณภูมิเพื่อเผยแผศาสนา และนำพระอุรังคธาตุหรือสวนกระดูกหนาอกของ พระพุทธเจามาดวย พรอมกับไดสรางเจดียเพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระเจาชัยวรมันที่ ๗ แหงอาณาจักรขอม ขยายอิทธิพลมา ครอบครองดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ตอมาเมื่ออาณาจักรลานชาง (ลาว) มีอำนาจ อาณาจักรโคตรบูรณไดตกเปนเมืองขึ้นของลานชาง ๒) อาณาจักรอิศานปุระ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘) อาณาจักรอิศานปุระ (เจนละ) หรืออาณาจักรขอม รุงเรืองขึ้นในสมัยพระเจาอิศานวนมัน (พ.ศ.๑๑๕๙–๑๑๖๙) ตอมาอาณาจักร แตกแยกเปน ๒ สวน คือ อาณาจักรเจนละบกและเจนละน้ำ ในสมัยพระเจาชัยวรมันที่ ๒ ทรง รวบรวมอาณาจักรเจนละเขาดวยกันเปนอาณาจักรขอม (เขมร) เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พระองค เริ่มตั้งเมืองหลวงในบริเวณใกลเมืองพระนคร (เมืองเสียมเรียบ หรือเสียมราฐ ในปจจุบัน) เรื่องราว ของอาณาจักรอิศานปุระหรือเจนละ ปรากฏอยูในจดหมายเหตุจีนราชวงศตางๆ และในบันทึกของ ราชทูตจีน ชื่อ โจว ตากวน ที่เดินทางมายังเจนละในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และเขียนบันทึกเรื่องราวของ อาณาจักรเจนละไวในชื่อ “บันทึกดวยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ” ระบุวา อาณาจักรเจนละตั้งอยูระหวางอาณาจักรทวารวดีและจามปา (เวียดนาม) ซึ่งไดบริเวณที่เปนราชอาณาจักรกัมพูชาในปจจุบัน ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อาณาจักรอิศานปุระ หรือขอมมีอำนาจ และเจริญรุงเรือง สูงสุดสมัยพระเจาสุริยวรมันที่ ๒ (พุทธศตวรรษที่ ๑๘) ผูสรางปราสาทนครวัด ปราสาทหินพนมรุง ปราสาทหินพิมาย และพระเจาชัยวรมันที่ ๗ ผูสรางพระนครธม (ปราสาทบายน) ปราสาทตามพรหม ในชวงเวลานี้กษัตริยขอมยังไดสรางปราสาทหินขนาดใหญมากมายในบริเวณที่อาณาจักรขอมขยาย อำนาจไปถึง เชน บริเวณสามเหลี่ยมปากแมน้ำโขง ลาวตอนใต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค ตะวันออกของไทย จนถึงลุมแมน้ำเจาพระยา ดังปรากฏหลักฐานอยูทั่วไป เชน ปราสาทหินพิมาย จังหวัดพระนครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุง ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย ปราสาทศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี ปราสาทเมืองสิงห จังหวัดกาญจนบุรี เปนตน ปราสาทหินพิมาย โบราณสถานใน อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งไดรับอิทธิพลการกอสรางมาจาก อาณาจักรอิศานปุระ ที่มา : http://www.pixpros.net/forums/ showthread.php?t=49982&page=11
  • 56.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 52 อาณาจักรขอมไดเผยแพรอารยธรรมไปยังรัฐที่อยูใกลเคียงหลายดานทั้งดาน การปกครอง ไดแก การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย ความเปนสมมติเทพของกษัตริย ระบบ ขุนนาง การปกครองแบบจตุสดมภ และกฎหมายพระธรรมศาสตร ดานศาสนาและความเชื่อ ไดแก ศาสนาพราหมณ–ฮินดู พระพุทธศาสนานิกายอาจริยวาทหรือมหายาน ดังจะเห็นไดจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุ เชน ปราสาทหิน เทวรูป ประติมากรรมรูปโพธิสัตว ศิวลึงค พระพุทธรูปางนาคปรก ความเชื่อเรื่อพญานาค เปนตน อยางไรก็ตาม การสรางศาสนสถานขนาดใหญที่ตองใชแรงงานคนและคาใชจาย จำนวนมาก ทำใหอาณาจักรขอมคอยๆ เสื่อมโทรมลงตั้งแตพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เปนตนมา ๑. ๒. ๑. พระพุทธรูปปางนาคปรก พบที่ ปราสาทหินพิมาย ๒. สิงหและพญานาค พบที่ ปราสาทหินพิมาย ๓. ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว พบที่ หนาปรางค ปราสาทหินพิมาย ที่มา : http://www.moohin.com/trips/nakonrat- chasima/prasathinphimai/ ๓.
  • 57.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 53 ปราสาทหินในดินแดนไทย ปราสาทหิ น เป น ศิ ล ปกรรมที่ แ สดงถึ ง ความเจริ ญ รุ ง เรื อ งของ อารยธรรมขอม ปรากฏอยู ใ นประเทศไทยหลายสิ บ แห ง จากทิ ศ ตะวั น ออก สุ ด บริ เ วณชายแดนไทย–กั ม พู ช า มี ก ลุ ม ปราสาทตาเมื อ น จั ง หวั ด สุ ริ น ทร ทิ ศ ตะวั น ตกมี ป ราสาทเมื อ งสิ ง ห จั ง หวั ด กาญจนบุ รี และเหนื อ สุ ด มี ป ราสาท วัดจันทรเจา จังหวัดสุโขทัย ปราสาทที่ปรากฏอยูในประเทศไทย มีลักษณะการสรางออกได ๓ ประเภท คือ ๑. ปราสาทหินที่เปนศาสน- ส ถ า น ห รื อ เ ท ว า ลั ย มั ก เ ป น ปราสาทหินที่มีขนาดใหญ สรางขึ้น เพื่ อ เป น สถานที่ ป ระกอบพิ ธี ก รรม เช น ปราสาทหิ น พนมรุ ง อำเภอ เฉลิ ม พระเกี ย รติ จั ง หวั ด บุ รี รั ม ย เปนตน ที่มา : http://www.ubonmet.tmd.go.th/a_new_view.ph p?id_view=10 ๒. ธรรมศาลา สรางขึ้นเพื่อเปนที่พัก สำหรั บ คนเดิ น ทาง ตั้ ง อยู ต ามเส น ทาง จากเมืองพระนครมายังปราสาทหินพิมาย เชน ปราสาทตาเมือน อำเภอกาบเชิง จังหวัด สุรินทร เปนตน ที่มา : http://www.thaipackagetour.com ๓. อโรคยาศาลหรื อ กุ ฏิ ฤ าษี หมายถึง สุขศาลาหรือสถานพยาบาล ผูปวยในชุมชน เชน ปราสาทเมือนโตจ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร เปนตน ที่มา : http://www.thaipackagetour.com
  • 58.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 54 สรุปเวลาแสดงการสรางอาณาจักรอิศานปุระ (ขอม) สมัยเมืองพระนคร ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พระเจา ชัยวรมันที่ ๒ สรางเมืองหริหราลัย และพนมกุ เ ลนเริ่ ม สมั ย เมื อ ง พระนคร ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พระเจาสุริยวรมันที่ ๒ สรางนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ พระเจาสุริยวรมันที่ ๒ สรางนครวัด
  • 59.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 55 ๕. การสรางสรรคภูมิปญญาของอาณาจักรโบราณกอนสมัยสุโขทัย การศึกษาเกี่ยวกับการสรางสรรคภูมิปญญาของมนุษยในอาณาจักรโบราณกอนสมัย สุโขทัยในดินแดนประเทศไทย ก็เพื่อใหเขาใจถึงภูมิปญญาของผูคนในอาณาจักรโบราณสมัยประวัติ ศาสตรกอนสมัยสุโขทัยในดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบัน อันอาจจะเปนตัวอยางในการนำไปใชใน การดำเนินชีวิตของคนไทยในปจจุบันได ๑) ปจจัยที่มีอิทธิพลตอการสรางสรรคภูมิปญญาของอาณาจักรโบราณกอนสมัย สุโขทัย การสรางสรรคภูมิปญญาของอาณาจักรโบราณกอนสมัยสุโขทัยในดินแดนประเทศไทยเกิด จากปจจัยที่สำคัญๆ ดังนี้ (๑) ปจจัยพื้นฐาน ที่สำคัญดังนี้ ๑. ลักษณะทางภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอม เชน เปนที่ราบลุม มีแมน้ำไหล ผานใกลทะเล มีภูเขาสูง เปนตน และมรสุมพัดผานตลอดป คือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาว ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตในฤดูฝน สภาพภูมิศาสตรและสิ่งแวดลอมดังกลาวเปนปจจัยในการเสริม สรางภูมิปญญาของผูคนในบริเวณอาณาจักรโบราณเหลานี้ อันนำไปสูการหาหนทางแกปญหาตางๆ ทามกลางสภาพแวดลอมทางดานภูมิศาสตรดังกลาว ๒. ลักษณะรวมและลักษณะแตกตางทางสังคมและวัฒนธรรม เชน ผูคนใน อาณาจักรโบราณเหลานี่ตางก็มีวัฒนธรรม “ขาว” คือ รับประทานขาวเหมือนกัน ตองปลูกขาวเปน อาหารคลายๆ กัน เปนตน สำหรับลักษณะแตกตางทางสังคมและวัฒนธรรมก็เปนปจจัยทางดาน ภูมิปญญาเหมือนกัน เชน เมืองละโวสมัยทวารวดีผูคนนับถือศาสนาพราหมณ–ฮินดู แตเมืองนคร ชัยศรีสมัยทวารวดีผูคนนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เปนตน (๒) ปจจัยภายนอก เชน จากบุคคลภายนอกที่เขามาติดตอคาขาย กลาวคือ อาณาจักรโบราณแถบนี้ไดรับเอาอารยธรรมอินเดียมาตั้งแตแรกเริ่ม เชน ภาษา ศาสนา เปนตน ทำใหมีอิทธิพลตอการเสริมสรางภูมิปญญาของบุคคลในอาณาจักรโบราณ บริเวณแถบนี้เชนเดียวกัน ที่มา : http://www.panoramio.com/photo/52069354
  • 60.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 56 ๒) ผลงานการสร า งสรรค ภู มิ ป ญ ญาของอาณาจั ก รโบราณก อ นสมั ย สุ โขทั ย การสรางสรรคภูมิปญญาของอาณาจักรโบราณ สวนหนึ่งเกิดจากการรับอารยธรรมตางชาติมา ผสมผสานกับวัฒนธรรมทองถิ่น ทำใหเกิดการพัฒนาดานภูมิปญญาขึ้น ที่สำคัญดังนี้ (๑) การเกษตรกรรม ผูคนในสมัยทวารวดีมีความคิดสรางสรรคในการเพาะปลูก แบบใหม โดยมีการใชแรงงานวัวไถนาผอนแรงคน ตอมาไดพัฒนามาใชแรงงานควายทำนาในที่ลุม และเริ่ ม เปลี่ ย นมาใช พั น ธุ ข า วเมล็ ด เรี ย ว ซึ่ ง นิ ย มบริ โ ภคกั น มาจนถึ ง ป จ จุ บั น โดยที่ ก อ นหน า นี้ ใชพันธุขาวเมล็ดปอม การคิดหาวิธีไถนาดวยการใชแรงงานสัตว พบวาการใชควายไถนาในที่ลุมซึ่งมี น้ำขัง ควายจะทำงานไดดีกวาวัว นับวาเปนภูมิปญญาทางดานเกษตรกรรมอยางหนึ่ง ในสมัยโบราณ การผลิตพืชผล ทางการเกษตรเปนการผลิต แบบพอยังชีพโดยทำเองใชเอง ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/ book/book.php?book=23&chap=4&page=t23- 4-m.htm (๒) การเลือกทำเลในการสรางบานแปลงเมือง การสรางบานแปลงเมืองจะตองอยู ในทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม สามารถติดตอกับดินแดนภายในและภายนอกอาณาจักรไดอยางสะดวก เพื่อผลประโยชนทั้งทางดานการเกษตรกรรม การคา และการปกครอง เชน ที่บริเวณเมืองโบราณอูทอง นครปฐม คูบัว เปนตน จะเห็นไดวาที่ตั้งของเมืองเหลานี้อยูในเขตลุมแมน้ำ มีทางออกสูทะเล ซึ่งสะดวกตอการคาขายกับดินแดนภายนอก ขณะเดียวกันก็สามารถติดตอกับดินแดนภายในที่มี พืชอุดมสมบูรณ มีทรัพยากรและปาหายากอีกดวย เมืองโบราณอูทอง เปนแหลงทำเล ในการสรางบานแปลงเมือง ที่เหมาะสม ที่มา : http://www1.mod.go.th/ heri tage/nation/oldcity/suphan- buri2.htm
  • 61.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 57 (๓) การประดิ ษ ฐ ตั ว อั ก ษรขึ้ น ใช ในสมั ย ทวารวดี แตเดิมกลุมชนเหลานี้ใชภาษา สันสกฤตและภาษาบาลี ที่รับมาจากอินเดียในการสื่อสาร ภาษาสันสกฤตเกี่ยวของกับ ชนชั้ น สู ง และใช ใ นคำประกาศพิ ธี ก รรม ส ว นภาษาบาลี เ ป น ภาษาในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เปนภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อชาวทวารวดีไดรับเอาตัวอักษรนั้นมาแลว ก็มาดัดแปลงผสม ผสานกับภาษาในทองถิ่น จึงกลายมาเปนอักษรมอญโบราณ ซึ่งเปนอักษรของชาวทวารวดี อักษรมอญโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๑๗ จารึกวัดดอนแกว อำเภอเมือง ที่มา : http://www.sac.or.thdata จังหวัดลำพูน bases/inscriptions/th/mainphp?p =ZGV0YWls&id=286 (๔) ศาสนา-ความเชื่อ อาณาจักรโบราณในดินแดนประเทศไทยกอนสมัยสุโขทัย ไดมีการสรางสรรคภูมิปญญาอันเกิดจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยมีการใชความเชื่อ เกี่ยวกับคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาเปนหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อความ สงบสุขของสังคม และนำไปสูการสรางสรรคภูมิปญญาทางดานสถาปตยกรรม ประติมากรรม ดังเชน ที่ปรากฏอยูในอาณาจักรทวารวดี และอาณาจักรหริภุญชัย เปนตน วัดพระสิงห จังหวัดเชียงใหม สรางสรรคจากความเชื่อในพระพุทธศาสนา ในสมัยอาณาจักรหริภุญชัย ที่มา : http://www.thailandsworld.com/th/chiang-mai/chiang-mai-temples/index.cfm
  • 62.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 58 บุคคลสำคัญของอาณาจักรโบราณในดินแดนประเทศไทย กอนสมัยสุโขทัย บุ ค คลสำคั ญ ที่ ก อ ให เ กิ ด การเปลี่ ย นแปลงประวั ติ ศ าสตร ในบริ เวณแถบนี้ มีดังตอไปนี้ พระนางจามเทวี พระนางจามเทวีปฐมกษัตริยแหงอาณา จักรหริภุญชัย ตามตำนานจามเทวีวงศกลาววา พระนางเปนธิดากษัตริยเมืองละโว (ลพบุรี) ได เสด็ จ มาจากเมื อ งละโว ขึ้ น มาปกครองเมื อ ง หริภุญชัย (ลำพูน) เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๓๑๐ – ๑๓๑๑ ราชวงศจามเทวีมีเชื้อสายปกครองเมืองหริภุญชัย สื บ ต อ กั น มาจนถึ ง ต น พุ ท ธศตวรรษที่ ๑๙ ใน สมัยพระยายีบาจึงสิ้นราชวงศพระนางจามเทวี มีความสำคัญตอการวางรากฐานทางวัฒนธรรม ของหริภุญชัยและบริเวณใกลเคียงเนื่องจากขณะ เสด็จจากละโวมาสรางเมืองหริภุญชัย ไดนำเอา ผูเชี่ยวชาญในศิลปะวิทยาการตางๆ มาดวย เชน พระภิกษุ นักปราชญ ชางแขนงตางๆ เปนตน นับไดวาเปนการขยายตัวทางวัฒนธรรมทวารวดี จากเมืองละโวมายังหริภุญชัย โดยเฉพาะอยางยิ่ง ที่มา : http://www.rd.go. ความเจริญทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท th/lamphun/55.0.html ในหริ ภุ ญ ชั ย ทำให แ คว น หริ ภุ ญ ชั ย กลายเป น ศูนยกลางสำคัญของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท สืบตอมาอีกเปนเวลานาน
  • 63.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 59 พระเจาชัยวรมันที่ ๗ พระเจาชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔– ๑๗๖๑) เปนกษัตริยที่ยิ่ง ใหญที่สุดพระองคหนึ่งของอาณา จักรขอม เมื่อขึ้นครองราชยแลว ไดขยายอำนาจของอาณาจักรขอม เมื่ อ ขึ้ น ครองราชย แล ว ได ข ยาย อำนาจของอาณาจักรขอมขึ้นไปทา ง เหนือและตะวันตกถึงดินแดน พมา และบางสวนของแหลมมลายู พระเจาชัยวรมันที่ ๗ ทรงมีศรัทธาอยางแรงกลา ในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งนับถือพระโพธิสัตว อวโลกิเตศวรเปนหลัก ทรงสรางโรงพยาบาล สำหรับรักษา โรคภัยไขเจ็บแกราษฎรถึง ๑๐๒ แหง งานสถาปตยกรรม สำคัญที่พระองคทรงสรางไวคือ เมืองนครธม มีกำแพง แตละดานยาวถึง ๑๒ กิโลเมตร มีคูเมืองขนาดใหญ ลอมรอบ และมีประตู ๕ ประตู โดยมีปราสาทบายน เปนจุดศูนยกลาง นอกจากนี้ยังทรงสรางศาสนสถานอีกมาก เชน ปราสาทตาพรหม ประสาทพระขรรค ปราสาทนาคพัน เปนตน นอกจากนี้ พระองคไดทรงสราง ประติมากรรม มากกวา ๒๐,๐๐๐ ชิ้น ที่ทำดวยทองคำ เงิน สำริดและ หินกระจายไปในอาณาจักรขอม
  • 64.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 60 กลาวโดยสรุป ดินแดนที่เปนประเทศไทยปจจุบันมีผูคนอาศัยอยูตั้งแตสมัยกอนประวัติ- ศาสตร โดยมีชุมชนกระจายทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย แตพบมากในภาคกลางและภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ชุมชนตางๆ ไดสรางสมความเจริญขึ้นมา เชนการรูจักทำเครื่องปนดินเผา การรูจักใชเครื่องมือเหล็ก เปนตน ตอมาเมื่อชุมชนไดขยายตัวใหญขึ้น และมีการติดตอแลกเปลี่ยน สินคา และวัฒนธรรมกับชุมชนอื่น ทั้งชุมชนที่อยูใกลเคียงและดินแดนที่หางไกลออกไป โดยเฉพาะ อิ น เดี ย และจี น จึ ง ทำให ไ ด รั บ อิ ท ธิ พ ลทางอารยธรรมเข า มาที่ ส ำคั ญ คื อ อารยธรรมอิ น เดี ย เช น ศาสนาพราหมณ – ฮินดู พระพุทธศาสนา ภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี เปนตน ทำใหชุมชนพัฒนาเปน เมือง เปนแควนหรือรัฐ และเปนอาณาจักรขึ้นมาในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอาณาจักร ทวารวดีบริเวณลุมแมน้ำภาคกลาง ซึ่งมีความสำคัญอยางยิ่งตอการพัฒนาอาณาจักรโบราณใน ภาคกลาง ในระยะตอมา ไดแก อาณาจักรละโว และอาณาจักรอโยธยา ซึ่งเปนรากฐานของประเทศไทย ในปจจุบัน จะเห็ นไดวา ในแตละภูมิภาคของดินแดนประเทศไทยจะเกิดอาณาจักรตางๆ ในเวลา ใกลเคียงกันและมีการถายทอดวัฒนธรรมระหวางกัน ซึ่งแตละอาณาจักรลวนรับเอาวัฒนธรรมจาก อาณาจักรอื่นแลว นำมาผสมผสานกับความคิดความเชื่อของอาณาจักรตน จนกอใหเกิดวัฒนธรรมทองถิ่น ที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเองขึ้นมา
  • 65.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 61 กิจกรรมที่ ๕ คำสั่ง ใหนักเรียนนำตัวเลขหนาขอความใสลงในชองวางดานลางใหสัมพันธกัน ๑. อาณาจักรทวารวดี ๒. อาณาจักรละโว ๓. อาณาจักรโยนกเชียงแสน ๔. อาณาจักรหริภุญชัย ๕. อาณาจักรลานนา ๖. อาณาจักรลังกาสุกะ ๗. อาณาจักรตามพรลิงค ๘. อาณาจักรศรีวิชัย ๙. อาณาจักรโคตรบูรณ ๑๐. อาณาจักรอิศานปุระ หมายเลข รายละเอียด ศาสนสถานที่สำคัญ เชน พระบรมธาตุไชยา อำเภอไชยา เทวรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร ที่วัดศาลาทึง อำเภอไชยา พระพุทธรูปปางนาคปรกสำริดที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา เปนตน มีการขุดพบเหรียญที่มีจารึกภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ” แปลวา การบุณย ของพระเจาศรีทวารวดี ที่จังหวัดนครปฐม เจริญรุงเรืองในสมัยพระเจาอิศานวรมัน ตอมาแตกแยกเปนเจนละบกและเจนละน้ำ ในสมัยพระเจาชัยวรมันที่ ๒ ทรงรวบรวมเขาดวยกันเปนอาณาจักรขอม (เขมร) เรื่องราวของอาณาจั กรปรากฏอยู ในตำนานสิ ง หนวั ติ กุ มารและตำนานลวจั ง กราช มีศูนยกลางอยูที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปจจุบัน หลักฐานที่สำคัญ เชน พระปรางคสามยอด เทวสถานปรางคแขก เทวรูปพระนารายณ เทวรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร รูปสลักพระพรหมบนแผนศิลา เปนตน มีศูนยกลางอยูที่จังหวัดนครพนม มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดดินแดนฝงซายของแมน้ำโขง ผูกอตั้งอาณาจักร คือ พระยามังรายมหาราช มีศูนยกลางอยูที่จังหวัดเชียงใหมในปจจุบัน ศาสนสถานสำคัญ เชน วัดเจดียหลวง วัดเจดียเจ็ดยอด เปนตน ศูนยกลางของอาณาจักรอยูบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในปจจุบัน ตำนานจามเทวีวงศระบุวา ษีวาสุเทพเปนผูสรางเมืองและขอใหกษัตริยละโวสง เชื้อพระวงศมาปกครอง มีศูนยกลางอยูที่อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี เปนศูนยกลางสำคัญของพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน ดังปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุของหลวงจีนอี้จิง
  • 66.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 62 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè õ หมายเลข รายละเอียด ศาสนสถานที่สำคัญ เชน พระบรมธาตุไชยา อำเภอไชยา เทวรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร ๘ ที่วัดศาลาทึง อำเภอไชยา พระพุทธรูปปางนาคปรกสำริดที่วัดหัวเวียง อำเภอไชยา เปนตน ๑ มีการขุดพบเหรียญที่มีจารึกภาษาสันสกฤตวา “ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ” แปลวา การบุณย ของพระเจาศรีทวารวดี ที่จังหวัดนครปฐม เจริญรุงเรืองในสมัยพระเจาอิศานวรมัน ตอมาแตกแยกเปนเจนละบกและเจนละน้ำ ๑๐ ในสมัยพระเจาชัยวรมันที่ ๒ ทรงรวบรวมเขาดวยกันเปนอาณาจักรขอม (เขมร) ๓ เรื่องราวของอาณาจั กรปรากฏอยู ในตำนานสิ ง หนวั ติ กุ มารและตำนานลวจั ง กราช มีศูนยกลางอยูที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปจจุบัน ๒ หลักฐานที่สำคัญ เชน พระปรางคสามยอด เทวสถานปรางคแขก เทวรูปพระนารายณ เทวรูปพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร รูปสลักพระพรหมบนแผนศิลา เปนตน ๙ มีศูนยกลางอยูที่จังหวัดนครพนม มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดดินแดนฝงซายของแมน้ำโขง ๕ ผูกอตั้งอาณาจักร คือ พระยามังรายมหาราช มีศูนยกลางอยูที่จังหวัดเชียงใหมในปจจุบัน ศาสนสถานสำคัญ เชน วัดเจดียหลวง วัดเจดียเจ็ดยอด เปนตน ๗ ศูนยกลางของอาณาจักรอยูบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราชในปจจุบัน ๔ ตำนานจามเทวีวงศระบุวา ษีวาสุเทพเปนผูสรางเมืองและขอใหกษัตริยละโวสง เชื้อพระวงศมาปกครอง ๖ มีศูนยกลางอยูที่อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี เปนศูนยกลางสำคัญของพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน ดังปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุของหลวงจีนอี้จิง
  • 67.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 63 กิจกรรมที่ ๖ คำสั่ง ใหนักเรียนดูภาพโบราณสถานตอไปนี้ แลวตอบคำถามตามประเด็นที่กำหนด ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด ................................................. สมัยอาณาจักร .................................................... ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด ................................................. สมัยอาณาจักร .................................................... ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด ................................................. สมัยอาณาจักร .................................................... ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด ................................................. สมัยอาณาจักร .................................................... ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด ................................................. สมัยอาณาจักร ....................................................
  • 68.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 64 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ö ปราสาทหินพิมาย ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด นครราชสีมา ................................................. อิศานปุระ สมัยอาณาจักร .................................................... พระบรมธาตุไชยา ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด สุราษฎรธานี ................................................. ศรีวิชัย สมัยอาณาจักร .................................................... พระธาตุหริภุญชัย ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด ลำพูน ................................................. หริภุญชัย สมัยอาณาจักร .................................................... วัดมหาธาตุวรวิหาร ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด นครศรีธรรมราช ................................................. ตามพรลิงค สมัยอาณาจักร .................................................... พระปรางคสามยอด ชื่อโบราณสถาน .................................................... ที่จังหวัด ลพบุรี ................................................. ละโว สมัยอาณาจักร ....................................................
  • 69.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 65 กิจกรรมที่ ๗ คำสั่ง ใหนักเรียนนำหมายเลขที่กำหนดใหในแผนที่ไปเติมลงในชองวางตรงตามที่เปน ศูนยกลางของอาณาจักรใหถูกตอง ...................ศรีวิชัย ...................ลานนา ........โยนกเชียงแสน ...............โคตรบูรณ .................ทวารวดี .............ตามพรลิงค ......................ละโว ...............หริภุญชัย
  • 70.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 66 á¹ÇµÍº¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè ÷ ๗ ...................ศรีวิชัย ๓ ...................ลานนา ๑ ........โยนกเชียงแสน ๔ ...............โคตรบูรณ ๕ .................ทวารวดี ๘ .............ตามพรลิงค ๖ ......................ละโว ๒ ...............หริภุญชัย
  • 71.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 67 ประจำหนวยที่ ๓ คำชี้แจง ขอสอบเปนแบบปรนัย ชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ขอ คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกตองที่สุดเพียงคำตอบเดียว แลวกากบาท ( ) ลงใน กระดาษคำตอบ ๑. ลั ก ษณะการดำรงชี วิ ต ของมนุ ษ ย ใ น ๔. การดำรงชีวิตของมนุษยในยุคแรกเริ่ม ชวงแรกๆ ตรงตามขอใด นาจะมีลักษณะสอดคลองกับขอใด ก. ลาสัตว เก็บหาของปา ก. เพาะปลูกขาว ข. อาศัยกันอยูเปนชุมชน ข. ลาสัตวปาเปนอาหาร ค. เพาะปลูกพืชธัญญาหาร ค. คาขายกับชุมชนใกลเคียง ง. ทำภาชนะดินเผาไวใสอาหาร ง. ใชเงินตราเปนสื่อกลางในการแลก ๕. สุวรรณภูมิหรือดินแดนแหงทองคำ เปน เปลี่ยน ชื่อเดิมของดินแดนใด ๒. การสรางเครื่องมือเครื่องใชของชุมชน ก. เอเชียใต มนุษยยุคหินเกาจะมีลักษณะตามขอใด ข. เอเชียตะวันออก ก. ประดิษฐกลองมโหระทึก ค. เอเชียตะวันตกเฉียงใต ข. ทำเครื่องประดับจากแกว ง. เอเชียตะวันออกเฉียงใต ค. ทำขวานกำปนกะเทาะหนาเดียว ๖. บริ เวณที่ เ หมาะสมกั บ การตั้ ง ถิ่ น ฐาน ง. ทำเครื่องปนดินเผาแบบสามขา ของชุมชนโบราณควรจะเปนที่ใด ๓. “มนุ ษ ย เร ร อ นเก็ บ หาอาหาร ล า สั ต ว ก. ที่ราบสูง ข. หุบเขา ใชเพิงผาหรือถ้ำเปนที่หลับนอน รูจัก ค. ที่ราบเชิงเขา เพาะปลู ก และนำสั ต ว ป า มาเลี้ ย ง” ง. ที่ราบลุมแมน้ำและชายฝงทะเล ขอความดังกลาวแบงตามเกณฑขอใด ๗. ขอใดกลาวไดถูกตอง ก. แบงตามอาชีพ ก. ชุมชนทุกแหงจะตองอยูริมน้ำ ข. แบงตามทำเลที่ตั้ง ข. ชุมชนจะเจริญไดตองใชสำริดกอน ค. แบงตามลักษณะการดำรงชีวิตของ ค. ชุมชนทุกแหงจะตองขยายไปเปน มนุษย แควน ง. แบงตามเทคโนโลยีการทำเครื่องมือ ง. ชุมชนแตละแหงมีพัฒนาการไมเทา เครื่องใช กัน
  • 72.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 68 ๘. รากฐานของวัฒนธรรมละโวมาจากที่ใด ๑๓. เหตุผลสำคัญที่ทำใหอาณาจักรโบราณ ก. จีน มักตั้งอยูริมแมน้ำหรือชายฝงทะเลคือ ข. อินเดีย อะไร ค. สรางขึ้นเอง ก. ประชาชนใชเรือเปนพาหนะ ง. ทวารวดีและขอม ข. ปองกันไมใหขาศึกลอมเมือง ๙. “มีการพบโครงกระดูกมนุษยและสัตว ค. สะดวกในการคาขายและเพาะปลูก ภาชนะดินเผาลายเขียนสีทั้งลายเชือก ง. ฝกฝนกองทัพทางทะเลใหมีประสิทธิ ทาบ ลายขู ด ขี ด บนผิ ว ขั ด มั น เครื่ อ ง ภาพมากขึ้น ประดับทำจากลูกปด” แสดงใหเห็นถึง ๑๔. มรดกที่ สั ง คมไทยได รั บ จากนครศรี - พัฒนาการของชุมชนในขอใด ธรรมราชคือขอใด ก. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี ก. การเขียนอักษรไทย ข. บานเกา จังหวัดกาญจนบุรี ข. การนับถือพระโพธิสัตว ค. ถ้ำผีแมน จังหวัดแมฮองสอน ค. การสรางเจดียทรงพุมขาวบิณฑ ง. บานดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ง. การนั บ ถื อ พระพุ ท ธศาสนานิ ก าย ๑๐. งานศิลปกรรมในขอใดที่ไมพบในศิลปะ เถรวาทลัทธิลังกาวงศ ทวาราวดี ๑๕. เหตุผลสำคัญที่ทำใหพระยามังรายมหาราช ก. พระปรางคสามยอด ทรงสรางราชธานีที่เชียงใหม นาจะเปน ข. พระพุทธรูปศิลาขาว เพราะอะไร ค. จุลประโทณเจดีย ก. มีธรรมชาติที่สวยงาม ง. ธรรมจักรศิลาและกวางหมอบ ข. ปองกันการรุกรานจากทางใต ๑๑. ป จ จั ย สำคั ญ ในการพั ฒ นาชุ ม ชนไปสู ค. จะไดดูแลอาณาจักรอยางทั่วถึง การเปนแควนหรืออาณาจักรคือขอใด ง. ตองการใหเปนเมืองทาคา ก. เกิดชนชั้นในสังคม ๑๖. ผลงานของอาณาจักรใดที่ทำใหพระพุทธ ข. มีการจัดระเบียบการปกครอง ศาสนาหยั่งรากลึกในดินแดนไทยมาจน ค. มีการติดตอคาขายกับชุมชนอื่น ถึงปจจุบัน ง. มีการรับอารยธรรมจากตางชาติ ก. ละโว ๑๒. เพราะเหตุใดจึงสันนิษฐานวาศูนยกลาง ข. หริภุญชัย ของทวาราวดีนาจะอยูที่จังหวัดนครปฐม ค. นครศรีธรรมราช ก. พบพระพุทธรูปปางนาคปรกสำริด ง. โคตรบูรณ ข. ปรากฎเรื่ อ งราวอยู ใ นตำนานมู ล ๑๗. ปราสาทหิ น ของขอม สั น นิ ษ ฐานว า ศาสนา สรางขึ้นเพื่อจุดประสงคใด ค. จดหมายเหตุจีนเรียกอาณาจักรนี้วา ก. เปนที่ประกอบศาสนพิธี “หลอหู” ข. เปนแหลงทองเที่ยวพักผอน ง. พบเหรียญเงินที่มีคำจารึกเปนภาษา ค. เปนศูนยกลางการปกครอง สันสกฤต ง. เปนที่ประทับของพระมหากษัตริย
  • 73.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 69 ๑๘. เพราะเหตุใดอาณาจักรโยนกเชียงแสน ๒๐. จากหลักฐานที่พบ ชุมชนใดนาจะเปน จึ ง ต อ งย า ยศู น ย ก ลางการปกครอง แหลงเริ่มตนของพัฒนาการการตั้งถิ่นฐาน หลายครั้ง ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก. ถูกศัตรูรุกราน ก. พิมาย จังหวัดนครราชสีมา ข. ไดรับภัยธรรมชาติ ข. บานเชียง จังหวัดอุดรธานี ค. ทำเลที่ตั้งไมเหมาะสม ค. ฟาแดดสงยาง จังหวัดกาฬสินธุ ง. ตองการหาทางออกทะเลเพื่อคาขาย ง. หนองหารหลวง จังหวัดสกลนคร ๑๙. เรื่องราวของพระนางจามเทวีมีความ เกี่ยวของกับอาณาจักรในขอใด ก. ลานนา ข. หริภุญชัย ค. ทวาราวดี ง. ลังกาสุกะ
  • 74.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 70 Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕ ประจำหนวยที่ ๓ ¹ ขอ คำตอบ ขอ คำตอบ ๑ ค ๑๑ ก ๒ ก ๑๒ ก ๓ ข ๑๓ ค ๔ ค ๑๔ ก ๕ ง ๑๕ ง ๖ ข ๑๖ ข ๗ ค ๑๗ ข ๘ ง ๑๘ ค ๙ ง ๑๙ ข ๑๐ ค ๒๐ ก
  • 75.
    สมัยกอนสุโขทัยในดินแดนไทย 71 ณรงค พวงพิศ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, นนนนนนน๒๕๕๒. ไพฑูรย มีกุศล และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาตร ม.๑. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๕๒. ¬¬¬ .แบบฝกหัดพัฒนาการเรียนรูประวัติศาสตร ม.๑. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : วัฒนา พานิช, ๒๕๔๙. บรรณานุกรม วงเดือน นาราสัจจ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพ นนนนนนนวิชาการ(พว.), ๒๕๕๒. วรรัตน วรรณเลิศลักษณ และคณะ. แบบวัดและบันทึกผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญ ชมพูนุทนนาคีรักษและคณะ. คูมือครู เลม ๑ ประวัติศาสตรไทย : เวลาและยุคสมัย ทัศ , ๒๕๕๑. วีณา เอี่ยมประไพ และคณะ. สัมฤทธิชัาตรฐานประวัติศาสตร – ๖. กรุงเทพฯ :: พักษรเจริณภาพ ทางประวัติศาสตรไทย ์ม้นมัธยมศึกษาปที่ ๔ ม.๑. กรุงเทพฯ อั ฒนาคุ ญ ทัศน, ๒๕๕๐. วิชาการ (พว.), ๒๕๕๔. ณรงค พวงพิศ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : อักษร เจริญทัศน, ๒๕๕๒. ไพฑูรย มีกุศล และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาตร ม.๑. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๕๒. . แบบฝ ก หั ด พั ฒ นาการเรี ย นรู ป ระวั ติ ศ าสตร ม.๑. พิมพครั้งที่ ๑ กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, ๒๕๔๙. วงเดือน นาราสัจจ และคณะ. หนังสือเรียนประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : พัฒนา คุณภาพวิชาการ (พว.), ๒๕๕๒. วรรัตน วรรณเลิศลักษณ และคณะ. แบบวัดและบันทึกผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, ๒๕๕๑. วีณา เอี่ยมประไพ และคณะ. สัมฤทธิ์มาตรฐานประวัติศาสตร ม.๑. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน, ๒๕๕๐.