ภาษากับการสื่อสาร
Language and Communication
บรรยายโดย
พระมหาคมคาย สิริปญโญ (ดร.) ศน.บ, ศน.ม., M.A., PH.D.
ความหมายและความสําคัญของภาษา
 ความหมายของภาษา
 คําว่า “ภาษา” มาจากคําในภาษาสันสกฤต ส่วนในภาษาบาลีใช้คําว่า “ภาสา” ซึ่งแปลว่า พูด กล่าว
หรือบอก
 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 : 822) ได้ให้ความหมายของคําว่า ภาษาว่า
เป็นคํานาม หมายถึง ถ้อยคําที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย
ภาษาจีน
 จันทร์เพ็ญ ศิริพันธุ์ (2551 : 2) ได้ให้ความหมายของภาษาว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ใน การสื่อ
ความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความรู้สึก และความต้องการซึ่งกันและกัน
 สรุปได้ว่า ภาษา หมายถึง เครื่องมือหรือ ระบบการใช้สัญลักษณ์ อาจเป็นเสียงหรือกิริยาอาการที่ใช้
สื่อความหมายถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ความสําคัญของภาษา
 ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์มีความสําคัญ ดังนี้
 1. ภาษาเป็นวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นหรือสร้างขึ้นและมีการถ่ายทอด
สืบค้น และบันทึกต่อๆ กันมา มีการปรับปรุงและแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ
 2. ภาษาเป็นสมบัติของสังคม เป็นตัวกําหนดความเป็นกลุ่ม เป็นหมู่ และเป็นพวก
เดียวกัน
 3. ภาษาเป็นสื่อ หรือเป็นเครื่องมือใช้สําหรับติดต่อสื่อสารกันเพื่อถ่ายทอดความคิด
ความรู้ และความรู้สึกระหว่างกัน
 4. ภาษาเป็นเครื่องมือพัฒนามนุษย์ทําให้มีคุณภาพและดํารงตนอยู่ในสังคมได้ด้วย
ความผาสุก
 5. ภาษาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่มีระเบียบกฎเกณฑ์และมีความงดงามด้านเสียง
และ ความหมายอยู่ในตัวภาษา
 ภาษา หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อทําความเข้าใจของ
ระหว่างมนุษย์โดยใช้ภาษาในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดไปยังผู้อื่น
 ธรรมชาติของภาษา
ภาษาเกิดจากการเรียนรู้เลียนแบบ ถ่ายทอดจากบุคคลในสังคม
เดียวกัน
ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
ภาษามีโครงสร้างเป็นระบบระเบียบ
ภาษาประกอบด้วยเสียงและความหมาย
ภาษากําหนดโดยสังคม
ภาษามีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความนิยม ตามวัฒนธรรมหรือ
วิทยาการใหม่ ๆ
ประเภทของภาษา
 ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ผู้ส่งสารใช้ภาษาถ่ายทอด
เรื่องราว ความรู้ ความคิด ความรู้สึกไปยังผู้ส่งสาร ภาษาแบ่งออก
ได้ เป็น ๒ ชนิด คือ
 ๑.๑ วัจนภาษา (verbal language) เป็นภาษาถ้อยคํา อาจเป็น
คําพูดหรือตัวอักษรก็ได้ การใช้วัจนภาษาจะต้องชัดเจนและถูกต้องทั้งการ
เขียน การออกเสียงคํา และการเรียงเรื่องประโยค นอกจากนี้ยังต้องใช้ภาษา
ให้เหมาะสมกับลักษณะของการสื่อสาร ลักษณะงาน สื่อ และผู้รับสารด้วย
 ๑.๒ อวัจนภาษา (non-verbal language) คือภาษาที่ไม่ใช้
ถ้อยคํา แต่แฝงอยู่ในถ้อยคํา ได้แก่ สี
หน้า สายตา ท่าทาง นํ้าเสียง วัตถุ ช่องว่าง เวลา การ
สัมผัส กลิ่น รส ภาพและลักษณะของอักษร เป็นต้น เราอาจใช้อวัจนภาษา
เพื่อเสริม เน้นหรือแทนคําพูดก็ได้ ผู้ใช้ภาษาต้องเลือกใช้อวัจนภาษาให้
เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ระดับของภาษา
 ระดับของภาษา คือ ความลดหลั่นของถ้อยคํา และการเรียบเรียงคําเพื่อให้เหมาะสมกับ
โอกาส สถานที่ กาลเทศะ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร
 ภาษาแบบแผน ภาษาระดับนี้ใช้ในการพูดและการเขียนที่เป็นทางการ โดยคํานึงถึงความ
ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ระเบียบของภาษา ความสุภาพและมารยาทเป็นประการสําคัญ
 ภาษากึ่งแบบแผน ภาษาระดับนี้ใช้ในการพูดและการเขียนที่ไม่เป็นทางการมากนัก คล้าย
กับภาษาในระดับแรก แต่ลดความเป็นการเป็นงานลงมา
 ภาษาปากหรือภาษากันเอง ภาษาระดับนี้ใช้พูดในชีวิตประจําวันเป็นส่วนใหญ่ ใช้ใน
วงจํากัด
 ภาษาตํ่า ภาษาระดับนี้ถือเป็นคําไม่สุภาพ จัดเป็นคําตํ่า หรือคําหยาบ นิยมพูดระหว่าง
เพื่อนในวัยเดียวกันและมักใช้เฉพาะที่รโหฐาน ไม่นิยมเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
 ภาษามาตรฐาน เหตุที่ต้องมีการเลือกภาษามาตรฐาน เพราะว่า ในแต่ละประเทศมีภาษาถิ่น
ต่างๆ มากมายหลายชนิด ด้วยเหตุนี้จําเป็นต้องเลือกภาษาถิ่นใด ถิ่นหนึ่งเป็นภาษาที่ใช้ใน
วงราชการ คนไทย จึงเลือก ภาษาถิ่นกรุงเทพมหานคร เป็นภาษามาตรฐาน
ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร
 ความหมายของการสื่อสาร
 การสื่อสารตรงกับคําภาษาอังกฤษว่า Communication ซึ่งมาจากราก
ศัพท์ภาษาละตินว่า Communis หมายถึง ร่วมกัน (Common)
 อริสโตเติล (Aristotle) นักวาทวิทยาได้ให้ความหมายของการศึกษาวิชา
วาทศิลป์ (Rhetoric) หรือการสื่อสารว่า คือการแสวงหาวิธีการชักจูงใจที่มี
อยู่ทุกรูปแบบ
 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542 (2546: 116)ให้ความหมายของการ
สื่อสารว่า การสื่อสารเป็นคํานาม หมายถึงวิธีการนาถ้อยคํา ข้อความ หรือหนังสือ
เป็นต้น จาก บุคคลหนึ่งหรือสถานที่หนึ่ง ไปยังอีกบุคคลหนึ่งหรืออีกสถานที่หนึ่ง
 สรุปได้ว่า การสื่อสาร หมายถึง กระบวนการของการติดต่อกันโดยมีผู้ส่ง
(Source)ฝ่ายหนึ่ง ส่งสาร (Message) ผ่านสื่อหรือช่องทาง
(Channel) ไปยังผู้รับ (Receiver) อีกฝ่าย หนึ่ง
ความสําคัญของการสื่อสาร
การสื่อสารนั้นถือได้ว่าเป็นปัจจัยสําคัญปัจจัยหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ การสื่อสาร
เป็นพื้นฐานของการติดต่อของมนุษย์และ เป็นเครื่องมือสําคัญของกระบวนการ
สังคม ดังนั้น การสื่อสารจึงมีความสําคัญสําหรับบุคคลและสังคม 5 ประการ ดังนี้
1. ความสําคัญต่อความเป็นสังคม
2. ความสําคัญต่อชีวิตประจําวัน
3. ความสําคัญต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจ
4. ความสําคัญต่อการปกครอง
5. ความสําคัญต่อการเมืองระหว่างประเทศ
องค์ประกอบของการสื่อสาร
 1. ผู้ส่งสาร (Sender) คือ บุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นผู้สร้างและถ่ายทอดสารต่างๆ ไปยังผู้รับ ด้วยวิธีการพูด การเขียน การใช้กิริยาท่าทาง
หรือสัญลักษณ์อื่นๆที่สามารถแปล ความหมายได้ซึ่งผู้ส่งสารที่ดีควรมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการสื่อสาร มีความรู้ความเข้าใจใน เนื้อหาที่ประสงค์
จะถ่ายทอดไปยังผู้รับ
 2.สาร (Message) คือ เรื่องราวหรือข้อความที่ผู้ส่งสารต้องการถ่ายทอดให้ผู้รับ สารได้รับรู้ ซึ่งอยู่ในรูปภาษาหรือสัญลักษณ์ที่สามารถสื่อ
ความหมายได้เข้าใจตรงกัน ซึ่งสารจะ ประกอบด้วยส่วนสําคัญ ๓ ส่วน คือ
 2.1รหัสของสาร (Message Codes) ได้แก่ ภาษา สัญลักษณ์หรือสัญญาณ ที่มนุษย์คิดขึ้น
 2.2เนื้อหาของสาร (Message Content) หมายถึง มวลความรู้และ ประสบการณ์ที่มนุษย์ต้องการจะถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเพื่อให้
เกิดความเข้าใจร่วมกัน
 2.3การจัดสาร (Message Treatment) คือ การเรียบเรียง ลําดับความ การเลือกระดับความยากง่าย และรูปแบบการใช้ภาษา
 3.สื่อหรือช่องทางส่งสาร (Channel or Medium) สื่อหรือช่องทางส่งสาร หมายถึง สิ่งที่ทําหน้าที่นําสารไปยังผู้รับสาร
 4. ผู้รับสาร (Receiver) คือ บุคคลที่เป็นจุดหมายปลายทางในกระบวนการ สื่อสาร ผู้รับสารอาจเป็นคนเดียวหรือหมู่คณะก็ได้
 5.ปฏิกิริยาย้อนกลับ (Feedback) คือ การเปลี่ยนแปลงท่าทีและพฤติกรรมของผู้รับสารเมื่อได้รับสารนั้นว่าพอใจหรือไม่พอใจ เช่น การ
พยักหน้า การยิ้ม สีหน้าเฉยเมย เป็นต้น
คุณสมบัติของผู้ส่งสาร
 1. เป็นผู้ที่มีเจตนาแน่ชัดที่จะให้ผู้อื่นรับรู้จุดประสงค์ของตนในการส่งสาร
แสดงความคิดเห็น หรือวิจารณ์ ฯลฯ
 2. เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาของสารที่ต้องการจะสื่อออกไปเป็น
อย่างดี
 3. เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะที่ดี มีความน่าเชื่อถือ แคล่วคล่องเปิดเผยจริงใจ และ
มีความรับผิดชอบ ในฐานะเป็นผู้ส่งสาร
 4. เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจความพร้อมและความสามารถในการรับสารของผู้รับ
สาร
 5. เป็นผู้รู้จักเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสมในการส่งสารหรือนําเสนอสาร
หลักในการสื่อสาร
 1. ผู้ที่จะสื่อสารให้ได้ผลและเกิดประโยชน์ จะต้องทําความเข้าใจเรื่อง
องค์ประกอบในการสื่อสาร และปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับรู้
การคิด การเรียนรู้ การจํา ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพ ในการสื่อสาร
 2. ผู้ที่จะสื่อสารต้องคํานึงถึงบริบทในการสื่อสาร บริบทในการสื่อสาร หมายถึง
สิ่งที่อยู่แวดล้อมที่มีส่วนในการกําหนดรู้ความหมายหรือความเข้าใจในการสื่อสาร
 3. คํานึงถึงกรอบแห่งการอ้างอิง (frame of reference) มนุษย์ทุก
คนจะมีพื้นความรู้ทักษะ เจตคติ ค่านิยม สังคม ประสบการณ์ ฯลฯ เรียกว่าภูมิหลัง
แตกต่างกัน ถ้าคู่สื่อสารใดมีกรอบแห่ง การอ้างอิงคล้ายกัน ใกล้เคียงกัน จะทําให้
การสื่อสารง่ายขึ้น
 4. การสื่อสารจะมีประสิทธิผล เมื่อผู้ส่งสารส่งสารอย่างมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ผ่าน
สื่อหรือช่องทาง ที่เหมาะสม ถึงผู้รับสารที่มีทักษะในการสื่อสารและมี
วัตถุประสงค์สอดคล้องกัน
 5. ผู้ส่งสารและผู้รับสาร ควรเตรียมตัวและเตรียมการล่วงหน้า เพราะจะ
ทําให้การสื่อสารราบรื่น สะดวก รวดเร็ว เป็นไปตามวัตถุประสงค์และ
สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที หากจะเกิดอุปสรรค ที่จุดใดจุดหนึ่ง
 6. คํานึงถึงการใช้ทักษะ เพราะภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์ตกลงใช้
ร่วมกันในการ สื่อความหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจในการสื่อสาร คู่
สื่อสารต้องศึกษาเรื่องการใช้ภาษา และสามารถใช้ภาษาให้เหมาะสมกับ
กาลเทศะ บุคคล เนื้อหาของสาร และช่องทางหรือสื่อ ที่ใช้ในการสื่อสาร
 7. คํานึงถึงปฏิกิริยาตอบกลับตลอดเวลา ถือเป็นการประเมินผลการ
สื่อสาร ที่จะทําให้คู่สื่อสารรับรู้ผลของการสื่อสารว่าประสบผลดีตรงตาม
วัตถุหรือไม่ ควรปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อบกพร่องใด เพื่อที่จะ
ทําให้การสื่อสารเกิดผลตามที่ต้องการ
ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับการสื่อสาร
1. ความสัมพันธ์ด้านความหมาย
การรับรู้ความหมายร่วมกัน เป็นจุดประสงค์หลักของการติดต่อกันของ
มนุษย์ซึ่ง ต้องอาศัยหนังสือหรือข้อความที่มีความหมาย เรียกอย่างเป็น
ทางการว่า “สาร” ฉะนั้นการรับรู้ ความหมายร่วมกันระหว่างผู้ส่งสารและ
ผู้รับสาร จึงขึ้นอยู่กับคุณลักษณะสําคัญของสารซึ่ง ประกอบด้วยส่วน
สําคัญ 2 ส่วน ได้แก่ เนื้อหาและภาษา
2. ความสัมพันธ์ด้านวัตถุประสงค์
กล่าวคือ เพื่อบ่งบอกถึงความในใจ บอกเล่าความต้องการ ถ่ายทอดความรู้
ความคิด และทัศนคติของผู้ใช้ภาษาหรือผู้ทําการสื่อสาร
3. ความสัมพันธ์ด้านบทบาทและหน้าที่
บุคคลผู้ได้รับบทบาทตาม องค์ประกอบของการสื่อสาร ก็จะปฏิบัติหน้าที่
ของตนไปตามบทบาทที่ได้รับ ทั้งนี้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของการสื่อสาร
ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ส่งสารและผู้รับสาร
งานนำเสนอ ภาษากับการสื่อสาร เพื่อการพัฒนา.pdf

งานนำเสนอ ภาษากับการสื่อสาร เพื่อการพัฒนา.pdf

  • 1.
  • 2.
    ความหมายและความสําคัญของภาษา  ความหมายของภาษา  คําว่า“ภาษา” มาจากคําในภาษาสันสกฤต ส่วนในภาษาบาลีใช้คําว่า “ภาสา” ซึ่งแปลว่า พูด กล่าว หรือบอก  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 : 822) ได้ให้ความหมายของคําว่า ภาษาว่า เป็นคํานาม หมายถึง ถ้อยคําที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน  จันทร์เพ็ญ ศิริพันธุ์ (2551 : 2) ได้ให้ความหมายของภาษาว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ใน การสื่อ ความหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ความรู้สึก และความต้องการซึ่งกันและกัน  สรุปได้ว่า ภาษา หมายถึง เครื่องมือหรือ ระบบการใช้สัญลักษณ์ อาจเป็นเสียงหรือกิริยาอาการที่ใช้ สื่อความหมายถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • 3.
    ความสําคัญของภาษา  ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์มีความสําคัญ ดังนี้ 1. ภาษาเป็นวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นหรือสร้างขึ้นและมีการถ่ายทอด สืบค้น และบันทึกต่อๆ กันมา มีการปรับปรุงและแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ  2. ภาษาเป็นสมบัติของสังคม เป็นตัวกําหนดความเป็นกลุ่ม เป็นหมู่ และเป็นพวก เดียวกัน  3. ภาษาเป็นสื่อ หรือเป็นเครื่องมือใช้สําหรับติดต่อสื่อสารกันเพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้ และความรู้สึกระหว่างกัน  4. ภาษาเป็นเครื่องมือพัฒนามนุษย์ทําให้มีคุณภาพและดํารงตนอยู่ในสังคมได้ด้วย ความผาสุก  5. ภาษาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่มีระเบียบกฎเกณฑ์และมีความงดงามด้านเสียง และ ความหมายอยู่ในตัวภาษา
  • 4.
     ภาษา หมายถึงเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อทําความเข้าใจของ ระหว่างมนุษย์โดยใช้ภาษาในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดไปยังผู้อื่น  ธรรมชาติของภาษา ภาษาเกิดจากการเรียนรู้เลียนแบบ ถ่ายทอดจากบุคคลในสังคม เดียวกัน ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ภาษามีโครงสร้างเป็นระบบระเบียบ ภาษาประกอบด้วยเสียงและความหมาย ภาษากําหนดโดยสังคม ภาษามีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความนิยม ตามวัฒนธรรมหรือ วิทยาการใหม่ ๆ
  • 5.
    ประเภทของภาษา  ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ผู้ส่งสารใช้ภาษาถ่ายทอด เรื่องราวความรู้ ความคิด ความรู้สึกไปยังผู้ส่งสาร ภาษาแบ่งออก ได้ เป็น ๒ ชนิด คือ  ๑.๑ วัจนภาษา (verbal language) เป็นภาษาถ้อยคํา อาจเป็น คําพูดหรือตัวอักษรก็ได้ การใช้วัจนภาษาจะต้องชัดเจนและถูกต้องทั้งการ เขียน การออกเสียงคํา และการเรียงเรื่องประโยค นอกจากนี้ยังต้องใช้ภาษา ให้เหมาะสมกับลักษณะของการสื่อสาร ลักษณะงาน สื่อ และผู้รับสารด้วย  ๑.๒ อวัจนภาษา (non-verbal language) คือภาษาที่ไม่ใช้ ถ้อยคํา แต่แฝงอยู่ในถ้อยคํา ได้แก่ สี หน้า สายตา ท่าทาง นํ้าเสียง วัตถุ ช่องว่าง เวลา การ สัมผัส กลิ่น รส ภาพและลักษณะของอักษร เป็นต้น เราอาจใช้อวัจนภาษา เพื่อเสริม เน้นหรือแทนคําพูดก็ได้ ผู้ใช้ภาษาต้องเลือกใช้อวัจนภาษาให้ เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
  • 6.
    ระดับของภาษา  ระดับของภาษา คือความลดหลั่นของถ้อยคํา และการเรียบเรียงคําเพื่อให้เหมาะสมกับ โอกาส สถานที่ กาลเทศะ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร  ภาษาแบบแผน ภาษาระดับนี้ใช้ในการพูดและการเขียนที่เป็นทางการ โดยคํานึงถึงความ ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ระเบียบของภาษา ความสุภาพและมารยาทเป็นประการสําคัญ  ภาษากึ่งแบบแผน ภาษาระดับนี้ใช้ในการพูดและการเขียนที่ไม่เป็นทางการมากนัก คล้าย กับภาษาในระดับแรก แต่ลดความเป็นการเป็นงานลงมา  ภาษาปากหรือภาษากันเอง ภาษาระดับนี้ใช้พูดในชีวิตประจําวันเป็นส่วนใหญ่ ใช้ใน วงจํากัด  ภาษาตํ่า ภาษาระดับนี้ถือเป็นคําไม่สุภาพ จัดเป็นคําตํ่า หรือคําหยาบ นิยมพูดระหว่าง เพื่อนในวัยเดียวกันและมักใช้เฉพาะที่รโหฐาน ไม่นิยมเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร  ภาษามาตรฐาน เหตุที่ต้องมีการเลือกภาษามาตรฐาน เพราะว่า ในแต่ละประเทศมีภาษาถิ่น ต่างๆ มากมายหลายชนิด ด้วยเหตุนี้จําเป็นต้องเลือกภาษาถิ่นใด ถิ่นหนึ่งเป็นภาษาที่ใช้ใน วงราชการ คนไทย จึงเลือก ภาษาถิ่นกรุงเทพมหานคร เป็นภาษามาตรฐาน
  • 7.
    ความหมายและความสําคัญของการสื่อสาร  ความหมายของการสื่อสาร  การสื่อสารตรงกับคําภาษาอังกฤษว่าCommunication ซึ่งมาจากราก ศัพท์ภาษาละตินว่า Communis หมายถึง ร่วมกัน (Common)  อริสโตเติล (Aristotle) นักวาทวิทยาได้ให้ความหมายของการศึกษาวิชา วาทศิลป์ (Rhetoric) หรือการสื่อสารว่า คือการแสวงหาวิธีการชักจูงใจที่มี อยู่ทุกรูปแบบ  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ.2542 (2546: 116)ให้ความหมายของการ สื่อสารว่า การสื่อสารเป็นคํานาม หมายถึงวิธีการนาถ้อยคํา ข้อความ หรือหนังสือ เป็นต้น จาก บุคคลหนึ่งหรือสถานที่หนึ่ง ไปยังอีกบุคคลหนึ่งหรืออีกสถานที่หนึ่ง  สรุปได้ว่า การสื่อสาร หมายถึง กระบวนการของการติดต่อกันโดยมีผู้ส่ง (Source)ฝ่ายหนึ่ง ส่งสาร (Message) ผ่านสื่อหรือช่องทาง (Channel) ไปยังผู้รับ (Receiver) อีกฝ่าย หนึ่ง
  • 8.
    ความสําคัญของการสื่อสาร การสื่อสารนั้นถือได้ว่าเป็นปัจจัยสําคัญปัจจัยหนึ่งในชีวิตของมนุษย์ การสื่อสาร เป็นพื้นฐานของการติดต่อของมนุษย์และ เป็นเครื่องมือสําคัญของกระบวนการ สังคมดังนั้น การสื่อสารจึงมีความสําคัญสําหรับบุคคลและสังคม 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสําคัญต่อความเป็นสังคม 2. ความสําคัญต่อชีวิตประจําวัน 3. ความสําคัญต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจ 4. ความสําคัญต่อการปกครอง 5. ความสําคัญต่อการเมืองระหว่างประเทศ
  • 9.
    องค์ประกอบของการสื่อสาร  1. ผู้ส่งสาร(Sender) คือ บุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นผู้สร้างและถ่ายทอดสารต่างๆ ไปยังผู้รับ ด้วยวิธีการพูด การเขียน การใช้กิริยาท่าทาง หรือสัญลักษณ์อื่นๆที่สามารถแปล ความหมายได้ซึ่งผู้ส่งสารที่ดีควรมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการสื่อสาร มีความรู้ความเข้าใจใน เนื้อหาที่ประสงค์ จะถ่ายทอดไปยังผู้รับ  2.สาร (Message) คือ เรื่องราวหรือข้อความที่ผู้ส่งสารต้องการถ่ายทอดให้ผู้รับ สารได้รับรู้ ซึ่งอยู่ในรูปภาษาหรือสัญลักษณ์ที่สามารถสื่อ ความหมายได้เข้าใจตรงกัน ซึ่งสารจะ ประกอบด้วยส่วนสําคัญ ๓ ส่วน คือ  2.1รหัสของสาร (Message Codes) ได้แก่ ภาษา สัญลักษณ์หรือสัญญาณ ที่มนุษย์คิดขึ้น  2.2เนื้อหาของสาร (Message Content) หมายถึง มวลความรู้และ ประสบการณ์ที่มนุษย์ต้องการจะถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเพื่อให้ เกิดความเข้าใจร่วมกัน  2.3การจัดสาร (Message Treatment) คือ การเรียบเรียง ลําดับความ การเลือกระดับความยากง่าย และรูปแบบการใช้ภาษา  3.สื่อหรือช่องทางส่งสาร (Channel or Medium) สื่อหรือช่องทางส่งสาร หมายถึง สิ่งที่ทําหน้าที่นําสารไปยังผู้รับสาร  4. ผู้รับสาร (Receiver) คือ บุคคลที่เป็นจุดหมายปลายทางในกระบวนการ สื่อสาร ผู้รับสารอาจเป็นคนเดียวหรือหมู่คณะก็ได้  5.ปฏิกิริยาย้อนกลับ (Feedback) คือ การเปลี่ยนแปลงท่าทีและพฤติกรรมของผู้รับสารเมื่อได้รับสารนั้นว่าพอใจหรือไม่พอใจ เช่น การ พยักหน้า การยิ้ม สีหน้าเฉยเมย เป็นต้น
  • 10.
    คุณสมบัติของผู้ส่งสาร  1. เป็นผู้ที่มีเจตนาแน่ชัดที่จะให้ผู้อื่นรับรู้จุดประสงค์ของตนในการส่งสาร แสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์ ฯลฯ  2. เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาของสารที่ต้องการจะสื่อออกไปเป็น อย่างดี  3. เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะที่ดี มีความน่าเชื่อถือ แคล่วคล่องเปิดเผยจริงใจ และ มีความรับผิดชอบ ในฐานะเป็นผู้ส่งสาร  4. เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจความพร้อมและความสามารถในการรับสารของผู้รับ สาร  5. เป็นผู้รู้จักเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสมในการส่งสารหรือนําเสนอสาร
  • 11.
    หลักในการสื่อสาร  1. ผู้ที่จะสื่อสารให้ได้ผลและเกิดประโยชน์จะต้องทําความเข้าใจเรื่อง องค์ประกอบในการสื่อสาร และปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับรู้ การคิด การเรียนรู้ การจํา ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพ ในการสื่อสาร  2. ผู้ที่จะสื่อสารต้องคํานึงถึงบริบทในการสื่อสาร บริบทในการสื่อสาร หมายถึง สิ่งที่อยู่แวดล้อมที่มีส่วนในการกําหนดรู้ความหมายหรือความเข้าใจในการสื่อสาร  3. คํานึงถึงกรอบแห่งการอ้างอิง (frame of reference) มนุษย์ทุก คนจะมีพื้นความรู้ทักษะ เจตคติ ค่านิยม สังคม ประสบการณ์ ฯลฯ เรียกว่าภูมิหลัง แตกต่างกัน ถ้าคู่สื่อสารใดมีกรอบแห่ง การอ้างอิงคล้ายกัน ใกล้เคียงกัน จะทําให้ การสื่อสารง่ายขึ้น  4. การสื่อสารจะมีประสิทธิผล เมื่อผู้ส่งสารส่งสารอย่างมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ผ่าน สื่อหรือช่องทาง ที่เหมาะสม ถึงผู้รับสารที่มีทักษะในการสื่อสารและมี วัตถุประสงค์สอดคล้องกัน
  • 12.
     5. ผู้ส่งสารและผู้รับสารควรเตรียมตัวและเตรียมการล่วงหน้า เพราะจะ ทําให้การสื่อสารราบรื่น สะดวก รวดเร็ว เป็นไปตามวัตถุประสงค์และ สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที หากจะเกิดอุปสรรค ที่จุดใดจุดหนึ่ง  6. คํานึงถึงการใช้ทักษะ เพราะภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่มนุษย์ตกลงใช้ ร่วมกันในการ สื่อความหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจในการสื่อสาร คู่ สื่อสารต้องศึกษาเรื่องการใช้ภาษา และสามารถใช้ภาษาให้เหมาะสมกับ กาลเทศะ บุคคล เนื้อหาของสาร และช่องทางหรือสื่อ ที่ใช้ในการสื่อสาร  7. คํานึงถึงปฏิกิริยาตอบกลับตลอดเวลา ถือเป็นการประเมินผลการ สื่อสาร ที่จะทําให้คู่สื่อสารรับรู้ผลของการสื่อสารว่าประสบผลดีตรงตาม วัตถุหรือไม่ ควรปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อบกพร่องใด เพื่อที่จะ ทําให้การสื่อสารเกิดผลตามที่ต้องการ
  • 13.
    ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับการสื่อสาร 1. ความสัมพันธ์ด้านความหมาย การรับรู้ความหมายร่วมกัน เป็นจุดประสงค์หลักของการติดต่อกันของ มนุษย์ซึ่งต้องอาศัยหนังสือหรือข้อความที่มีความหมาย เรียกอย่างเป็น ทางการว่า “สาร” ฉะนั้นการรับรู้ ความหมายร่วมกันระหว่างผู้ส่งสารและ ผู้รับสาร จึงขึ้นอยู่กับคุณลักษณะสําคัญของสารซึ่ง ประกอบด้วยส่วน สําคัญ 2 ส่วน ได้แก่ เนื้อหาและภาษา 2. ความสัมพันธ์ด้านวัตถุประสงค์ กล่าวคือ เพื่อบ่งบอกถึงความในใจ บอกเล่าความต้องการ ถ่ายทอดความรู้ ความคิด และทัศนคติของผู้ใช้ภาษาหรือผู้ทําการสื่อสาร 3. ความสัมพันธ์ด้านบทบาทและหน้าที่ บุคคลผู้ได้รับบทบาทตาม องค์ประกอบของการสื่อสาร ก็จะปฏิบัติหน้าที่ ของตนไปตามบทบาทที่ได้รับ ทั้งนี้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของการสื่อสาร ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ส่งสารและผู้รับสาร