บทที่ 5 การแปลภาษาบาลีเบื้องต้น
อาจารย์ ชินวัชร นิลเนตร
ความรู้เบื้องต้นในการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย
ภาษาบาลีมีรูปประโยคและวิธีการแปลที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษ อาจจะไม่เหมือนภาษาใดในโลก ลักษณะ
ประโยคที่เรียกในภาษาบาลีว่าวาจกนั้น มีถึงห้าวาจกโดยขึ้นอยู่กับการกระทาของประธานว่าเป็นผู้ทาเอง
ผู้ถูกกระทา ประธานเป็นเพียงผู้ที่ถูกอ้างถึง ประธานใช้ให้ผู้อื่นทา หรือประธานถูกกระทาโดยมีผู้อื่นใช้ให้ผู้อื่นทา
ดังนั้นการกาหนดประโยคหรือวาจกจึงมีส่วนสาคัญในการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ในบทนี้จะได้นาเสนอ
ประโยคและการแปลภาษาบาลี(Sentence and Translation in Pāli Language) เบื้องต้นพอเป็นแนวทางสาหรับผู้
เริ่มต้นศึกษาต่อไป
ภาษาบาลีมีลักษณะพิเศษไปจากภาษาอื่นคือการเรียงลาดับการแปล มีรูปแบบทั่วไปคือ ประธาน +ตัว
ขยาย + กิริยา เช่น วานรา วเน วสนฺติ ฝูงลิงย่อมอยู่ในป่า วานรา(ลิง) เป็นประธาน วเน(ป่า) เป็นตัวขยาย วสนฺติ
(ย่อมอยู่) เป็นกิริยา เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาการแปลภาษาบาลีส่วนสาคัญคือต้องกาหนดประโยคให้ได้ว่า ในแต่
ละประโยคประกอบด้วยส่วนใดบ้าง เมื่อกาหนดได้แล้วจึงดูว่าเป็นวาจกอะไร ส่วนคาศัพท์สามารถเปิดพนานุกรม
บาลีไทยดูได้ แต่ถ้าแปลผิดวาจกถือว่าผิดมากในภาษาบาลี ในบทนี้ จึงได้อธิบายประโยคหรือวาจกและหลักการ
แปลพอสังเขป
ประโยคหรือวาจกในภาษาบาลี
ประโยคในภาษามคธได้แก่ข้อความที่รู้จักกันว่า “วาจก” แปลว่า บอกคือบอกบทที่เป็นประธานของกิริยาในประโยคว่าทา
หน้าที่อะไร แต่ละวาจกก็คือประโยคหนึ่งๆนั่นเอง ในภาษาบาลีแบ่งวาจกตามลักษณะของไวยากรณ์ได้ดังนี้
1. ประโยคกัตตุวาจก คือประโยคที่ประธานทาเอง ลงปัจจัย 10 ตัว คือ อ, เอ, ย, ณุ, ณา, นา, ณฺหา, โอ, เ, ณย. ปัจจัยทั้ง
10 ตัว เช่น สูโท โอทน ปจติ อ. พ่อครัว หุงอยู่ ซึ่งข้าวสุก,อห ชาคโรมิ อ.ข้าฯ ตื่นอยู่, ตุมฺเห กมฺม กโรถ อ. ท่าน ท . จง
กระทาซึ่ง การงาน
2. ประโยคกัมมวาจก คือประโยคที่ประธานถูกทาลงอิ อาคม หน้า ย ปัจจัย และ เต วัตตมานาวิภัตติฝ่ายอัตตโนบท ใช้ได้เฉพาะธาตุ
ที่เป็นสกัมธาตุเท่านั้นเช่น สูเทน โอทโน ปจิยเต อ. ข้าวสุก อันพ่อครัว หุงอยู่ สามเณรสฺส จีวร สิวิยเต เป็นต้น
3. ประโยคภาววาจก คือประโยคที่ประธานเป็นตติยาวิภัตติ กิริยาที่กล่าวเพียงความเป็นไปของกิริยาอาการส่วนมากเป็นอกัมม
ธาตุ เช่น เตน ภูยเต อันเขา เป็นอยู่
4. ประโยคเหตุกัตตุวาจก คือประโยคที่ประธานใช้ให้ผู้อื่นทาลงปัจจัย 4 ตัวคือ เณ. ณย, ณาเป, ณาปย เช่น สามิโก สูท โอทน ปา
เจติ อ.นาย ยังพ่อครัวให้หุงอยู่ซึ่งข้าวสุก
5. ประโยคเหตุกัมมวาจก คือประโยคที่ประธานถูกกระทาโดยมีผู้อื่นใช้ให้ผู้อื่นทา ลงปัจจัย 4 ตัว ตัวใดตัวหนึ่งในเหตุกัต
ตุวาจกแล้วลง อิ อาคม และ ย ปัจจัยในกัมมวาจก เช่น สามิเกน สูเทน โอทโน ปาจาปิยเต อ.ข้าวสุก อันนาย ยังพ่อครัว
ให้หุงอยู่
สกัมมธาตุและอกัมมธาตุในธาตุทั้ง 8 หมู่นั้น ธาตุบางเหล่าเป็นธาตุไม่มีกรรม ธาตุบางเหล่ามีกรรม ธาตุเหล่า
ใด ไม่ต้องเรียกหากรรม คือสิ่งอันบุคคลพึงทา ธาตุเหล่านั้น เรียกว่าอกัมมธาตุ ธาตุไม่มีกรรม ธาตุเหล่าใดเรียกหา
กรรม ธาตุเหล่านั้น เรียกว่าสกัมมธาตุ ธาตุมีกรรม เช่น รุธฺ ธาตุ เป็นไปในความ ปิด เรียกหากรรมว่า ปิดซึ่งสิ่งใดสิ่ง
หนึ่ง มีประตูเป็นต้น อิกฺขฺ เป็นไปในความ เห็น เรียกหากรรมว่า เห็นซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีต้นไม้เป็นต้น ถึงแม้ธาตุที่มี
กรรมอันเหลือจากนี้ ก็พึงรู้โดยนัยนี้เถิด
ส่วนธาตุที่เป็นอกรรมธาตุเช่น สกฺก อาจ, มนฺต ปรึกษา, ทิว เล่น, มร ตาย, ภู มี เป็น,หุ มี เป็น,สี นอน เป็นต้น
ลาดับคาในการแปล
ในการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยนั้น เนื่องจากภาษาบาลีมีรูปแบบที่แตกต่างไปจากภาษาไทย คือ
ประโยคภาษาไทยจะเริ่มต้นด้วยประธาน กิริยา และกรรม แต่ประโยคในภาษาบาลีจะมีโครงสร้างประโยคเป็น
ประธาน กรรม และกิริยา กาแปลมี 2 อย่าง คือ
1. แปลโดยพยัญชนะ คือแปลออกสาเนียงธาตุ วิภัตติ ปัจจัย ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
2. แปลโดยอรรถ คือการแปลมุ่งเอาใจความเป็นสาคัญ ไม่ได้มุ่งวิภัตติ ปัจจัยเป็นสาคัญเช่น สามเณรา ติสฺส สาลาย
ภตฺตานิ ภุญฺชนฺติ เหล่าสามเณร กาลังฉันข้าว ที่ศาลาหลังนั้น เป็นต้น (เวทย์ วรัญญู,หลักเกณฑ์ การแปลบาลีและ
หลักสัมพันธ์,พิมพ์ครั้งที่ 1,นครปฐม: บรรณกรการพิมพ์,2545),หน้า 1).
ก่อนจะแปลควรทราบประโยคต่างๆ ในภาษาบาลีดังต่อไปนี้
โครงสร้างรูปประโยคภาษามคธ โครงสร้างหลักของรูปประโยคแบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ
1. ภาคประธาน 2. ภาคกิริยาในระหว่าง 3. ภาคกิริยาคุมพากย์การเรียงลาดับการแปล มีอยู่ 10 อย่าง ต้องดาเนินไปตามลาดับ
1. อาลปนะ
2. นิบาตต้นข้อความ
3. บทกาลสัตตมี
4. บทประธาน
5. บทที่เนื่องด้วยประธาน
6. กิริยาในระหว่าง
7. บทที่เนื่องด้วยกิริยาในระหว่าง
8. ประโยคแทรก
9. กิริยาคุมพากย์อาขยาต และกิริยากิตต์ พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ
10. บทที่เนื่องด้วยกิริยาคุมพากย์
อาลปนะ
ตามสานวนบาลีเรียงไว้เป็นที่ 2 ในข้อความอันนั้น เช่น สงฺฆ ภนฺ เต อุปสมฺปท ยาจามิ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้า
ฯ ขอ ซึ่งอุปสมบท กะสงฆ์ ถ้ามีสัพพนามหรือ นิบาตอยู่ เรียงอาลปนะไว้ เป็นที่ 3 บ้าง เป็นที่ 4 บ้าง เช่น ธมฺม
หิ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ก็ แล แน่ะภิกษุ ท. เรา จักแสดงซึ่งธรรม แก่ท่าน ท. กุหึ ปน ตฺว อาวุโส วสฺส วุตฺโถ. ดูก่อนผู้มี
อายุ ก็ ท่าน อยู่ ตลอดพรรษาแล้ว ในที่ไหน
ตามสานวนอรรถกถา เรียงอาลปนะไว้ข้างต้นบ้าง ในที่สุดแห่งประโยคบ้าง เช่น ภนฺเต ม มา นาเสถ. ข้าแต่ท่านผู้
เจริญขอท่าน ท. อย่ายังข้า ฯ ให้ฉิบหาย เอว กโรหิ มหาราช. ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ จงทรงทาอย่างนี้ อาลปนะมีสอง
แบบคืออาลปนนามและอาลปนะนิบาต
1.1 อาลปนนามนาม ได้แก่ศัพท์ที่ประกอบด้วย สิ ,โย ปฐมาวิภัตติ ซึ่งใช้ในอรรถอาลปนะ ออกเสียงสาเนียงอายตนิบาตว่า แน่ะ,
ดูก่อน, ข้าแต่ เช่น ปุริส (ดูก่อนบุรุษ),สามิ (ข้าแต่นาย),ภิกฺขเว (ดูก่อนภิกษุ ท.) เช่น อห ธมฺม โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ดูก่อน
ภิกษุ ท. อ. เรา จักแสดงซึ่งธรรม แก่เธอ ท. สามิ เอโก ปุตฺโต ชาโต ข้าแต่นาย อ. บุตร คนหนึ่ง เกิดแล้ว
1.2 อาลปนะนิบาต เช่น อมฺโภ (ดูก่อนท่านผู้เจริญ) ,ภนฺเต (ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ),อาวุโส(ดูก่อนท่านผู้มีอายุ)ภเณ (แน่ะพนาย),
เร(เว้ย) เช่น กนิฏฺฐภาตา เม อตฺถิ ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ. น้องชายผู้น้อยที่สุด ของข้าพเจ้ามีอยู่ ถ้าหากอาลปนะนามนาม
และอาลปนะนิบาต มาร่วมในประโยคเดียวกัน ให้แปลอาลปนะนามนามก่อน และแปลอาลปนะนิบาตทีหลัง เช่นตฺว วเท
หิ ตาว อาวุโส ปาลิต แนะปาลิตะ ผู้มีอายุ อ.ท่าน จงกล่าวก่อน
นิบาตต้นข้อความ
นิบาตมีหลายหมวดกาหนดให้แปลต่อจากอาลปนะ นิบาตเช่น กิร,ขลุ,สุท, หนฺท,ตคฺฆ, อิงฺฆ,อาม,
อามนฺตา,สเจ, เจ,อถ,ยทิ,ยนฺนูน,อปฺเปวนาม,หิ,จ,ปน,ตุ,อถโข,อถวา,อโห ฯลฯ เช่น อยฺโย ปน ภนฺเต กุหึ คมิสฺ
สติ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ. พระผู้เป็นเจ้า จักไป ณ ที่ไหน ศัพท์เป็นอัพยยะคือนิบาตและปัจจัย บางเหล่า ไม่
ต้องแจกวิภัตติอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียงลงตามรูปศัพท์เดิม เช่น สเจ ปาป น กเรยฺยาสิ, สุข ลภิสฺสสิ ถ้า
เจ้า ไม่พึงทา ซึ่งบาป เจ้าจักได้ซึ่งสุข นิบาตที่เป็นต้นข้อความมักเรียงไว้เป็นศัพท์ที่ 2 ในข้อความอัน
นั้น เช่น กุหึ ปน ตฺว วสสิ ก็ เจ้า อยู่ที่ไหน เป็นต้น
บทกาลสัตตมี
บทกาลสัตตมีแบ่งออกเป็น 3 อย่างคือ กาลสัตตมีนามนาม,กาลสัตตมีนิบาต, กาลสัตตมีสัพพนาม
1. กาลสัตตมีนามนาม ได้แก่ศัพท์จาพวกที่เกี่ยวกับ กาล,เวลา,ขณะ,วัน,เดือน,ปี เป็นต้น เช่น กาเล ในกาล,สมเย ในสมัย, ทิวเส ในวัน,มา
เส ในเดือน, สวจฺฉเร ในปี, ขเณ ในขณะ,ตขณ ในขณะนั้นเทสนาวสาเน ในกาลจบเทศนา,อตีเต ในกาลเป็นที่ล่วงไปแล้ว,ปุพฺเพในกาล
ก่อน, ตทิวส ในวันนั้น เช่น ตสฺมึ สมเย สตฺถา ปริสมชฺเฌ ธมฺม เทเสติ. ในสมัยนั้น อ. พระศาสดา ย่อมทรงแสดง ซึ่งธรรม ใน
ท่ามกลางบริษัท ตทิวส นฬการเชฏฐกสฺส เวฬุนา อตฺโถ โหติ. ในวันนั้น อ. ความต้องการ ด้วยไม้ไผ่ ย่อมมี แก่บุคคลผู้กระทาซึ่งไม้ไผ่
ผู้เจริญที่สุด
2. กาลสัตตมีนิบาต ได้แก่ศัพท์ที่เป็นกาลสัตตมีที่สาเร็จรูปขึ้นเองโดยไม่ต้องประกอบด้วยวิภัตติ เช่น อถ ครังนั้น,ปาโต ปาต ในเวลาเช้า,
สาย ในเวลาเย็น,สุเว ในวัน, หิยฺโย ในวันวาน,เสฺว ในวันพรุ่ง,สมฺปติ ในบัดเดี๋ยวนี้,อายตึ ในกาลต่อไป เช่น
อถ สพฺเพว ชนา ปพฺพชฺช ยาจึสุ. ครั้งนั้น อ.ชน ท.ทั้งปวงเทียว ทูลขอแล้ว ซึ่งการบวช
เสฺว ภนฺเต อมฺหาก ภิกฺข คณฺหถ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในวัพรุ่ง อ. ท่าน ท. ขอจงรับ ซึ่งภิกษาของดิฉัน ท.
3. กาลสัตตมีสัพพนาม ได้แก่สัพพนามที่นาไปประกอบด้วยปัจจัยท้ายนาม ลงแล้วเป็นเครื่องหมายสัตตมีวิภัตติใช้เกี่ยวกับกาลเวลา 7 ตัว
ทา,ทานิ,รหิ,ธุนา,ทาจน,ชฺช ชฺชุ รูปสาเร็จ เช่น ยทา ในกาลใด,ตทา ในกาลนั้น,เอตรหิ ในกาลบัดนี้,อิทานิ ในกาลนี้,อชฺช ในวันนี้
บทประธาน
บทประธาน คือศัพท์ที่ประกอบด้วย สิ,โย ปฐมาวิภัตติ ศัพท์ที่ใช้เป็นประธานในประโยคได้คือ
1. นามนาม เช่น ปรุโส (อ.บุรุษ), กญฺญา (อ.นางสาวน้อย),กุลานิ( อ.ตระกูล ท.) เป็นต้น เช่น เต ภิกฺขู เถร ขมาเปตฺวา
อนฺโตคาม ปวิสึสุ อ. ภิกษุ ท.เหล่านั้น ยังพระเถระ ให้อดโทษแล้ว เข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งบ้าน
2. ปกติสังขยา ตั้งแต่ เอกูนสต (99) ขึ้นไปเป็นนามนาม แปลเป็นประธานได้เช่น สต อ.ร้อย สตานิ อ. ร้อย ท. อถสฺ
สาห “เอตฺตกานิ สตานิ วา สหสฺสานิ วา สตสหสฺสานิ วาติ น สกฺกา คณนาย ปริจฺฉินฺทิตุนฺติ วทามิ ฯเปฯ ครั้นเมื่อ
ความเป็นอย่างนั้นมีอยู่อ. เรา ย่อมกล่าว แก่พราหมณ์นั้นว่า อันใครๆไม่อาจ เพื่ออันกาหนด ด้วยการนับว่า อ. ร้อย ท.
หรือ หรือว่า อ.พัน ท. หรือว่า อ.แสน ท. อันมีประมาณเท่านี้ ฯลฯ
3. ปุริสสัพพนาม เช่น โส (อ.ท่าน), เต (อ.ท่าน ท.) อห, มย ตฺว,ตุมฺเห เช่น ตุมฺเห ปน สามิ ข้าแต่นาย ก็ อ.ท่าน ท.
เล่า, อห ปุรตฺเถน อาทิจฺจ ปสฺสาม ข้า ดูพระอาทิตย์ทางทิศตะวันออก ทลิทฺทสฺส ขโร อาพาโธ อุปชฺชติ, โส มุหุตฺ
เตน มรติ อาพาธหนักเกิดขึ้นแก่คนเข็ญใจ เขาเสียชีวิตในขณะนั้น
4. นามกิตต์ มีทั้งที่แปลเป็นนามและคุณนาม เช่น ทายโก (อ.ทายก), สาวโก (อ.สาวก),กรณ (อ.การกระทา) อาจริย
มยฺห โทโส นตฺถิ ข้าแต่อาจารย์อ. โทษ ของกระผม ย่อมไม่มี
5. กิริยากิตต์ มีปัจจัยที่ใช้เป็นนามนามได้มีอยู่ 3 ตัวคือ อนีย,ตพฺพ,ต ปัจจัย เช่น พุทฺโธ โลเก อุปปนฺโน อ. พระพุทธเจ้า
เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ฯ
6. บทสมาส เช่น มหาเถโร (อ.พระมหาเถระ),นตฺภิปูโว (อ.ขนมไม่มี),ปตฺตจีวร (อ.บาตรและจีวร) เช่น เตน มยฺห จิตฺต
สุข นาม น โหติ เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า อ.ความสบายแห่งจิต ของข้าพเจ้า ย่อมไม่มี
7. บทตัทธิต เช่น สามเณโร (อ.สามเณร), สหายตา (อ.ประชุมแห่งสหาย) เช่น อตฺถิ โกจิ ภติเกน อตฺถิโก อ.บุคคลผู้มี
ความต้องการ ไร ๆ ด้วยบุคคลผู้รับจ้าง มีอยู่หรือ
8. บทพิเศษ แปลเป็นประธานได้บ้าง เช่น เอว (อ. อย่างนั้น), ตถา (อ.เหมือนอย่างนั้น) อล (อ.พอละ), ตุ (อ อัน),
อชฺช (อ.วันนี้), สกฺกา (อ.อันอาจ)เป็นต้น เช่น เอว กิร ภิกฺขเว ได้ยินว่า อ. อย่างนั้น, สตฺถา อล เอตฺตเกน อิมสฺสา
ติ ปกฺกามิ. พระศาสดาตรัสแก่บุคคลนั้นว่า อ. พอละ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ หลีกไปแล้ว
บทที่เนื่องด้วยประธาน
บทที่เนื่องด้วยประธาน คือ บทที่แปลหรือสัมพันธ์เข้ากับตัวประธานทั้งสิ้น เช่น บทวิเสสนะ, บทคุณนาม,สัพพนาม ที่มี
ลิงค์,วจนะ ,วิภัตติ เสมอกับตัวประธาน หรือบทอื่นๆ ที่ประกอบฉัฏฐี วิภัตติ,สัตตมีวิภัตติ หรือศัพท์หรือบทที่สามารถสัมพันธ์
เข้ากับ บทประธานได้ ก็เป็นตัวเนื่องด้วยประธานทั้งสิ้น มีกฎว่าคุณนามของนามนามบทใด ต้องมีลิงคะ วจนะ วิภัตติ
เหมือนลิงคะ วจนะ วิภัตติ ของนามนามบทนั้น เรียงไว้หน้านามนามบทนั้น เช่น
- อุจฺโจ รุกฺโข ต้นไม้สูง, อจฺเจ รุกฺเข สกุณา นกทั้งหลาย บนต้นไม้สูง,
- สุคนฺธ ปุปฺผ ดอกไม้หอม, นีลาน ปุปฺผาน ราสิ กองดอกไม้เขียว,
- สุคนเธ ปุปฺเผ ภมโร แมลงผึ้งในดอกไม้หอม,
- วิสาล เขตฺต นากว้าง, สุกฺกสฺส โอทนสฺส ปาตี ถาดแห่งข้าวสุกขาว,
- อญฺญตโร ภิกฺขุ คาม ปิณฺฑาย ปวิฏฺโฐ อ.ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปแล้วสู่บ้านเพื่อบิณฑะ
ถ้าเกี่ยวเนื่องกับสังขยามีกฎอยู่ว่า เอกศัพท์ซึ่งเป็นสังขยา เป็นเอกวจนะอย่างเดียว ตั้งแต่ ทฺวิ จนถึง อฏฺฐารส เป็นพหุ
วจนะอย่างเดียว ตั้งแต่เอกูนวีสติ ถึง อฏฺฐนวุติ เป็นเอกวจนะ อิตถีลิงค์อย่างเดียว แม้เข้ากับศัพท์ที่เป็นพหุวจนะลิงค์อื่น ก็
คงอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนไปตาม เช่น เอโก ชโน ชน ผู้เดียว, เทฺว ชนา ชนทั้งหลาย 2,
ปญฺจตฺตึสาย ชนาน ลาโภ อุปฺปนฺโน. ลาภ เกิดขึ้นแล้ว แก่ชนทั้งหลาย,
อฏฺฐนฺน ภควโต สาวกาน สมุโห. หมู่แห่งสาวกของพระพุทธเจ้า,
จตฺตาโร ภิกฺขู คาม ปิณฺฑาย ปวิฏฺฐา. ภิกฺษุสี่รูปเข้าไปสู่บ้าน,
ตีณิ อุปลานิ อุทเก ชาตานิ. ดอกบัวสามดอกเกิดในน้า,
เอกูนวีสติ นาริโย นหานาย นทึ คตา. หญิงสิบเก้าคน ไปสู่แม่น้าเพื่ออาบน้า,
เอก ผล รุกฺขา ปติต. ผลไม้หนึ่งลูกตกจากต้นไม้,
สตฺต อิสโย นครา นิกฺขนฺตา. ฤษีเจ็ดรูปออกจากเมือง,
เตวีสติยา กุมาราน อาจริโย คาม ปวิฏฺโฐ. อ. อาจารย์ของกุมาร ท. 23 เข้าไปแล้วสู่บ้าน
ปุริสสัพพนาม ประถมบุรุษ ใช้แทนนามนามบทใดต้องมีลิงคะ และวจนะ เหมือนลิงคะและวจนะของนามนามบทนั้นส่วน
วิภัตตินั้น เหมือนกันก็ได้ ต่างกันก็ได้ เช่น
เอโก อุยฺยาเน รุกฺโข, โส วาเตน ปหโต, ตสฺส ปณฺณานิ ปติตานิ. ต้นไม้ ในสวน ต้นหนึ่งต้นไม้นั้น อันลม กระทบ แล้ว
, ใบทั้งหลาย ของต้นไม้นั้น หล่นแล้ว
เต, เม, โว, โน มัธยมบุรุษ และอุตตมบุรุษสัพพนามนั้น ต้องมีบทอื่นนาหน้าก่อน จึงใช้ได้ เช่น อาจริโยโน อาจารย์ ของข้า ท. อยนฺ
เต ปตฺโต นี้ บาตร ของเจ้า
วิเสสนสัพพนาม ของนามนามบทใด ต้องมีลิงคะ วจนะ วิภัตติ เหมือนลิงคะ วจนะ วิภัตติ ของนามนามบทนั้น เรียงไว้
ข้างหน้าแห่งนามนามบทนั้น ดังนี้
ยสฺมึ ภควติ มย อภิปฺปสนฺนา, ต ภควนฺต สรณ คตา. เรา ท. เลื่อมใสยิ่งแล้วในพระผู้มีพระภาค ใด เรา ท. ถึงแล้ว ซึ่งพระ
ผู้มีพระภาคนั้นเป็นที่ ถ้าไม่ใช่นิยมนามนาม เป็นแต่นิยมลิงค์เท่านั้น จะไม่เรียงนามนามไว้ด้วยก็ได้ ดังนี้
ยสฺส ลาโภ อุปฺปนฺโน, ตสฺส อลาโภ อุปฺปนฺโน. ลาภ เกิดขึ้นแล้ว แก่ผู้ใด, ความไม่มีลาภ เกิดขึ้นแล้ว แก่ผู้นั้น.
ยสฺสา ปุตฺโต ชาโต, สา ตุฏฺฐา. บุตรของหญิงใด เกิดแล้ว หญิงนั้น ยินดีแล้ว
กิริยาในระหว่างของบทประธาน กริยาในระหว่างของประธานได้แก่กิริยากิตก์ มีปัจจัยที่เป็นกิริยาในระหว่างที่แจกด้วยวิภัตติ
นามได้5 ตัวคือ อนฺต, ตวนฺตุ,ตาวี,มาน, ต ปัจจัย ปัจจัยทั้ง 5 ตัวนี้ต้องมีลิงค์,วจนะ,วิภัตติ เสมอกับประธาน ทั้งเอกวจนะและพหุวจนะ ถึงจะ
ใช้เป็นกิริยาในระหว่างได้ เช่น
สเจ ภนฺเต อยฺโย อิมสฺมึ ฐาเน เอว วิหรนฺโต ปพฺพชิตกิจฺจ มตฺถก ปาเปตุ สกฺขิสฺสติ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่า อ. พระผู้เป็นเจ้าอยู่ๆ
อย่างนี้ ในที่นี้จักอาจ เพื่ออันยังกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุด ไซร้ ฯ
ปัจจัย 3 ตัวคือ ตูน,ตฺวา,ตฺวาน ใช้เป็นกิริยาในระหว่างของตัวประธานได้ไม่ต้องแจกไปตามตัวประธาน เพราะเป็น อัพยยปัจจัยแจกด้วย
วิภัตติทั้งเจ็ดไม่ได้เช่น อปรภาเค เวฏฺฐทีปกตาปโส กาล กตฺวา มเหสกฺโข เทวราชา หุตฺวา นิพฺพตฺติ. ในกาลเป็นส่วนอื่นอีก อ. ดาบสชื่อ
ว่าเวฏฐทีปกะ กระทาแล้ว ซึ่งกาละบังเกิดแล้วเป็นเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่
บทที่เนื่องด้วยกิริยาในระหว่าง
บทที่เนื่องด้วยกิริยาในระหว่างได้แก่ศัพท์ที่ไม่ได้ประกอบด้วยวิภัตติ หรือศัพท์ที่ประกอบด้วยวิภัตติตั้งแต่ ทุติยาวิภัตติ ถึง สัตตมี
วิภัตติ หรือที่มีข้อความเกี่ยวเนื่องถึงกันกับกิริยาในระหว่าง ทาหน้าที่ขยาย ก็จัดเป็น บทที่เนื่องด้วยกิริยาในระหว่าง เช่นตสฺมา ต
ทิวส สตฺถา ตสฺส อุปนิสฺสย โอโลเกตฺวา ธมฺม เทเสนฺโต อนุปุพฺพีกถ กเถสิ. เพราะเหตุนั้น เมื่อทรงแสดงซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งอนุปุพพีก
ถา
ชโน เสฏฺฐิโน คาเม กมฺม กตฺวา สญฺจ ลภิ อ.ชน ทาแล้ว ซึ่งการงาน ในบ้าน ของเศรษฐี ได้แล้วซึ่งค่าจ้าง
กิริยาคุมพากย์
กิริยาคุมพากย์คือธาตุที่นาไปประกอบด้วยเครื่องปรุงของอาขยาต ในวิภัตติทั้ง 8 หมวด ใช้เป็นกิริยาคุมพากย์ทั้งสิ้น และยัง มี
ปัจจัยในกิริยากิตก์อีก 3 ตัวคือ อนีย,ตพฺพ,ต ปัจจัย ใช้เป็นกิริยาคุมพากย์(รวมทั้ง ตฺวา ปัจจัย เป็นกิริยาคุมพากย์ปธานนัย
กิริยาอาขยาตมีกฎว่า กิริยาอาขยาตของนามนาม ของปุริสสัพพนามบทใด ต้องมีวจนะ และบุรุษ เหมือนวจนะ และบุรุษ ของ
นามนาม ปุริสสัพพนาม บทนั้น เช่น
ชโน ยาติ, ชนา ยนฺติ, โส ยาติ, เต ยนฺติ, ตฺว ยาสิ, ตุมฺเห ยาถ, อห ยามิ, มย ยาม. กิริยาอาขยาตนี้ เรียงไว้ในที่สุด ประโยค เช่น
ตัวอย่างที่แสดงมาแล้ว บางทีก็เรียงไว้หน้าประโยค เช่น สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ท่านผู้เจริญ สงฆ์จงฟัง ข้าพเจ้า
วิธีใช้มัธยมบุรุษ และอุตตมบุรุษ, จะไม่เขียนตัวประธานลงด้วยก็ได้ แต่ต้องใช้กิริยาให้ถูกตามวจนะ และบุรุษ ดังนี้ กตรสฺมึ
อาวาเส วสฺส วสสิ ท่าน อยู่ตลอดพรรษา ในอาวาสไหน มชฺฌนฺติการาเม วสฺส วสามิ ข้าพเจ้า อยู่ ตลอดพรรษา ในวัดมัชฌันติการาม,
สูโท โอทน ปจติ อ. พ่อครัว หุงอยู่ ซึ่งข้าวสุกฯ
คุณนาม ที่เนื่องด้วยกิริยา ว่ามี ว่าเป็น เรียงไว้หลังนามนาม ซึ่งเป็นเจ้าของ หน้ากิริยา ว่ามี ว่าเป็น นั้น ดังนี้ สุคนฺธ ปุปฺ
ผ สพฺเพส มนาป โหติ ดอกไม้ หอม เป็น ที่ชอบใจ ของชนทั้งหลายทั้งปวง. แม้จะไม่เรียงกิริยาไว้ด้วยก็ได้ ดังนี้ อตฺตา หิ อตฺต
โน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งของตน,ราชา อตฺตโน รฏฺเฐ ชนาน อิสฺสโร โหติ, พระราชาเป็นใหญ่กว่าชนทั้งหลายในแว่นแคว้นของ
พระองค์, อย ทารโก เสฏฺฐิโน นตฺตา โหติ, ทารกนี้ เป็นหลานของเศรษฐี
นามนาม ซึ่งใช้เป็นคุณนาม ต้องมีวจนะและวิภัตติ เหมือนนามนามซึ่งเป็นเจ้าของ แต่ลิงค์นั้นคงอยู่ตามที่ คือศัพท์เดิม เป็น
ลิงค์อะไร ก็คงเป็นลิงค์นั้น ดังนี้ พุทฺโธ เม วร สรณ พระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง อันประเสริฐ ของเรา. ปมาโท มจฺจุโน ปท, ความ
ประมาทเป็นทางแห่งความตาย, ราชา มนุสฺสาน มุข. ราชาเป็นประมุขของมนุษย์ทั้งหลาย กิริยากิตก์มีกฎว่า กิริยากิตก์ ที่ไม่ใช่อัพยยะ ถ้า
มีกิริยา ว่ามี ว่าเป็นอยู่หลัง เข้ากับกิริยา ว่ามี ว่าเป็น นั้น ใช้เหมือนกิริยาอาขยาต ซึ่งมีธาตุอย่างเดียวกับกิริยากิตก์นั้น เช่น
เสฏฺฐิโน ลาโภ อุปฺปนฺโน โหติ มีความเป็นอย่างเดียวกันกับ เสฏฺฐิโน ลาโภ อุปฺปชฺชติ ลาภเกิดขึ้นแก่เศรษฐี,
ภิกฺขุ คาม ปิณฺฑาย ปวิฏฺโฐ อ.ภิกษุ เข้าไปแล้ว สู่บ้าน เพื่อบิณฑะ, สาวตฺถิย อญฺญตโร ภิกฺขุ อหินา ทฏฺโฐ กาลกโต โห
ติ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย, เสฏฺฐิโน อาพาโธ อุปฺปนฺโน โหติ อาพาธเกิดขึ้นแก่เศรษฐี, สงฺฆสฺส จีวร อุสฺสนฺน โหติ จีวรของสงฆ์
เป็นของหนา, ภิกฺขุ อตฺตโน สนฺตเกน ตุฏฺโฐ โหติ ภิกษุเป็นผู้ยินดีในของๆตน
ประโยคแทรก
ถ้ามีข้อความเรื่องอื่นแทรกเข้ามาในระหว่าง แห่งประโยคนามนาม ที่เป็นประธาน ในข้อความนั้น ใช้ฉัฏฐี หรือสัตต
มีวิภัตติ กิริยาของนามนามบทนั้นใช้กิริยากิตก์ มี ลิงคะ วจนะ วิภัตติเหมือน ลิงคะ วจนะ วิภัตติ ของนามนามบทนั้น แทรก
เข้ามาในที่ไหนก็เรียงไว้ในที่นั้น เช่น
สุริเย อตฺถงฺคเต, จนฺโท อุคฺคจฺฉติ ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว, พระจันทร์ ขึ้นไปอยู่
ทารกสฺส รุทนฺตสฺส, ปิตา ปพฺพชิ เมื่อเด็ก ร้องให้อยู่, พ่อบวชแล้ว
ทารกา, อตฺตโน หตฺเถ ผเล มาตริ คหิเต, โรทนฺติ. ครั้นเมื่อมารดาถือเอาผลไม้ในมือของตน ทารกร้องให้อยู่
ปทุมานิ, สุริเย อุคฺคเต, ปุปฺผนฺติ, ตสฺมึ อตฺถงฺคเต, ปตฺตานิ ปิทหนฺติ. ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไปอยู่ดอกประทุม ท. ก็เบ่ง
บาน ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ตกไป ดอกประทุมก็เหี่ยวแห้งไป
บทที่เนื่องด้วยกิริยาคุมพากย์ คือบทหรือศัพท์ที่เรียงไว้หน้ากิริยาคุมพากย์บ้าง หลังกิริยาคุมพากย์บ้าง เรียงไว้หน้าเช่น
เอว สตฺถา เตส ภิกฺขูน ธมฺม เทเสสิ. อ. พระศาสดา ทรงแสดงแล้ว ซึ่งธรรม แก่ภิกษุ ท. เหล่านั้น
เรียงไว้หลังเช่น สตฺถา ภตฺตคฺค ปวิสิตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน. อ. พระศาสดา เสด็จเข้าไปแล้ว สู่โรงแห่งภัตร
ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะอันบุคคลปูลาดแล้ว กับด้วยหมู่แห่งภิกษุ ฯ
3.2 การแปลภาษาบาลี
3.2.1 บทอาราธนาเบญจศีลและบทสมาทานรับเบญจศีล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ( คาแปล : ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อเพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆพร้อมทั้งพระรัตนตรัย )
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สอง
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อเพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆพร้อมทั้งพระรัตนตรัย )
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สาม
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อเพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆพร้อมทั้งพระรัตนตรัย ) ( ต่อไปพระจะ
ให้ศีล เมื่อพระให้ศีล เราก็ว่าตามไปที่ละบทๆ ดังต่อไปนี้ )
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโตอะระหะโตสัมมา สัมพุทธัสสะ ( กล่าว ๓ หน )
( คาแปล : ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง )
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
ต่อจากนี้พระท่านจะกล่าวว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ผู้รับศีลพึงรับพร้อม ๆ กันว่า"อามะ ภันเต"แล้วตั้งใจสมาทานศีล(รับ
ศีล)ตามที่พระท่านนากล่าวสมาทานต่อไปว่า
.ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่า )
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบทคือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการถือ
เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว )
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นเว้นจากการ
ประพฤติผิดในกาม)
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ )
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก
การดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท )
(ต่อจากนี้พระท่านจะกล่าว ผู้รับศีลไม่ต้องว่าตาม)
อิมานิ ปัญจะสิกขาปะทานิ, สีเลนะ สุคะติง ยันติ, สีเลนะ โภคะสัมปะทา, สีเลนะ นิพพุติง ยันติ, ตัสฺมา สีลัง วิโสธะเย.
( คาแปล : เหล่านี้ คือ สิกขาบทห้าประการผู้สมาทานไปสู่สุคติได้เพราะศีลได้รับความถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์เพราะศีลไปพระ
นิพพานได้เพราะศีลเพราะฉะนั้น ควรชาระศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เทอญ ฯ )
3.2.2 คาถวายสังฆทานทั่วไป
3.3 การแปลบทความจากคัมภีร์สาคัญพระพุทธศาสนา
3.3.1 แปลพระวินัยปิฎก
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เวรญฺชาย วิหรติ นเฬรุปุจิมนฺทมูเล มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ ฯ
อสฺโสสิ โข เวรญฺโช พฺราหฺมโณ ขลุ โภ โคตโม สมโณ สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต เวรญฺชาย วิหรติ นเฬรุปุ จิมนฺทมู
เล มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ต โข ปน ภวนฺต โคตม เอว กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต “อิ
ติปิ โส ภควา อรห สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทว มนุสฺสาน พุทฺโธ ภควา
ติ โส อิม โลก สเทวก สมารก สพฺรหฺมก สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปช สเทวม นุสฺส สย อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺม เทเส
ติ อาทิกลฺยาณ มชฺเฌกลฺยาณ ปริโยสานกลฺ ยาณ สาตฺถ สพฺยญฺชน เกวลปริปุณฺณ ปริสุทฺธ พฺรหฺมจริย ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารู
ปาน อรหต ทสฺสน โหตีติ" ฯ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้า ประทับอยู่ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์ สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป เวรัญชพราหมณ์ ได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ได้ยินว่า ท่านผู้เจริญ โคดม พระสมณะ ศากยบุตร ทรงผนวชจาก
ศากยตระกูล ประทับอยู่ ณ บริเวณต้นไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป ก็
แล พระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้ว อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์แม้เพราะเหตุ
นี้ ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะ
แม้เพราะเหตุนี้ เสด็จไปดีแม้เพราะเหตุนี้ ทรงทราบ โลกแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มี
ผู้อื่นยิ่งกว่าแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลายแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพุทธะแม้เพราะเหตุนี้
ทรงเป็นพระผู้มีพระภาคแม้เพราะเหตุนี้ พระองค์ทรงทาโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด ด้วย
พระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ ทรงแสดง
ธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์
บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี
แยกแปลที่ละเนื้อความ
เตน สมเยน โดยสมัยนั้น พุทฺโธ ภควา พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าเวรญฺชาย วิหรติ นเฬรุปุจิมนฺทมูเล ประทับอยู่
ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์ สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ ฯ พร้อมด้วยภิกษุ
สงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป
อสฺโสสิ โข เวรญฺโช พฺราหฺมโณ เวรัญชพราหมณ์ ได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า
ขลุ ได้ยินว่า โภ ท่านผู้เจริญ โคตโม โคดม สมโณ พระสมณะสกฺยปุตฺโต ศากยบุตร สกฺยกุลา ปพฺพชิโต ทรง
ผนวชจากศากยตระกูล เวรญฺชาย วิหรติ นเฬรุปุจิมนฺทมูเล ประทับอยู่ณ บริเวณต้นไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิตเขตเมือง
เวรัญชา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป
ต โข ปน ภวนฺต โคตม เอว กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ก็แล พระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น
ขจรไปแล้ว อย่างนี้ว่า
“อิติปิ โส ภควา อรห สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน พระผู้มีพระภาคองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์แม้
เพราะเหตุนี้ ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะ สุคโต เสด็จไปดีโลกวิทู ทรงทราบโลก อนุตฺตโร ปุริสทมฺ
มสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสาน พุทฺโธ ภควาติ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทพและมนุษย์
ทั้งหลายแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็ นพุทธะ ทรงเป็ นพระผู้มีพระภาค แม้เพราะเหตุนี้ ” โส พระองค์
อิม โลก สเทวก สมารก สพฺรหฺมก สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปช สเทวมนุสฺส สย อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ ทรงทาโลกนี้
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์ แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ
พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้เอง โส ธมฺม เทเสติ อาทิกลฺยาณ มชฺเฌกลฺยาณ ปริโยสานกลฺยาณ สาตฺถ สพฺยญฺชน เกวลปริ
ปุณฺณ ปริสุทฺธ พฺรหฺมจริย ปกาเสติ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์
พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์สาธุ โข ปน ตถารูปาน อรหต ทสฺสน โหตีติ ฯ บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์
ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี
3.2.3 การแปลพระสุตตันตปิฎก
ปฐม โอฆตรณสุตฺต, เอวมฺเม สุต เอก สมย ภควา สาวตฺถิย วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺ
ฑิกสฺส อาราเมฯ อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติ-ยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺป เชตวน โอภา
เสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺต ฐิตา โข สา เทวตา ภควนฺต เอตท
โวจ กถ นุ ตฺว มาริส โอฆมตรีติฯ อปฺปติฏฺฐ
ขฺวาห อาวุโส อนายูห โอฆมตรินฺติฯ ยถากถ ปน ตฺว มาริส อปฺปติฏฺฐ อนายูห โอฆมตรี
ติ ฯ ยทา สฺวาห อาวุโส สนฺติฏฺฐามิ ตทาสฺสุ สสีทา ฯ จิรสฺส วตปสฺสติณฺณโลเก วิสตฺติกนฺ อิทม
โวจ สา เทวตา สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ อถ โข สา เทวตา สมนุญฺโญ เม สตฺถาติภควนฺต อภิวา
เทตฺวา ปทกฺขิณ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติฯ
คาแปลเป็นไทย
โอฆตรณสูตรที่ 1 ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้วเทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังพระ
วิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ฯ เทวดานั้น ยืนอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลคานี้ กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ข้า
พระองค์ขอทูลถาม พระองค์ ข้ามโอฆะได้อย่างไร ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ท่านผู้มีอายุเราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ข้าม
โอฆะได้แล้ว ฯ เทวดา : ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ก็พระองค์ไม่พักไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า ฯ พ. ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด
เรายังพักอยู่เมื่อนั้น เรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่เมื่อนั้น เรายังลอยอยู่โดยแท้ท่านผู้มีอายุเราไม่พัก เรา ไม่เพียร ข้าม
โอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ เทวดานั้นกล่าวคาถานี้ว่า "นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พักอยู่ไม่
เพียรอยู่ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในโลก
เทวดานั้นกล่าวคานี้แล้ว พระศาสดาทรงอนุโมทนา ครั้งนั้นแลเทวดานั้นดาริว่า พระศาสดาทรงอนุโมทนาคาของเรา
จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทาประทักษิณแล้วก็หายไป ณ ที่นั้นแล ฯ
สรุปท้ายบท การแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยนั้นมีหลักการที่แน่นอน ว่าศัพท์ไหนควรแปลก่อน ศัพท์
ไหนควรแปลทีหลัง การแปลนอกจากจะคานึงถึงหลักไวยากรณ์แล้ว ยังจะต้องศึกษาหลักการสัมพันธ์ไปด้วยว่าศัพท์
ใดควรแปลเข้ากับศัพท์ใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมในส่วนที่ว่าด้วยวิชาสัมพันธ์ซึ่งใช้เป็นหลักสูตรเปรียญ
ธรรม 3 ประโยค ครั้นจะนามาอธิบายในที่นี้เห็นว่าจะทาให้หนังสือเล่มนี้ยากเกินไป คงต้องเขียนอีกเล่มหนึ่งว่าด้วย
วิชาสัมพันธ์โดยตรง ส่วนผู้เริ่มต้นเมื่อกาหนดหลักการได้แล้ว ก็สามารถแปลตามกฏเกณฑ์ได้เลย

บทที่ 5

  • 1.
  • 2.
    ความรู้เบื้องต้นในการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ภาษาบาลีมีรูปประโยคและวิธีการแปลที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษ อาจจะไม่เหมือนภาษาใดในโลก ลักษณะ ประโยคที่เรียกในภาษาบาลีว่าวาจกนั้นมีถึงห้าวาจกโดยขึ้นอยู่กับการกระทาของประธานว่าเป็นผู้ทาเอง ผู้ถูกกระทา ประธานเป็นเพียงผู้ที่ถูกอ้างถึง ประธานใช้ให้ผู้อื่นทา หรือประธานถูกกระทาโดยมีผู้อื่นใช้ให้ผู้อื่นทา ดังนั้นการกาหนดประโยคหรือวาจกจึงมีส่วนสาคัญในการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ในบทนี้จะได้นาเสนอ ประโยคและการแปลภาษาบาลี(Sentence and Translation in Pāli Language) เบื้องต้นพอเป็นแนวทางสาหรับผู้ เริ่มต้นศึกษาต่อไป ภาษาบาลีมีลักษณะพิเศษไปจากภาษาอื่นคือการเรียงลาดับการแปล มีรูปแบบทั่วไปคือ ประธาน +ตัว ขยาย + กิริยา เช่น วานรา วเน วสนฺติ ฝูงลิงย่อมอยู่ในป่า วานรา(ลิง) เป็นประธาน วเน(ป่า) เป็นตัวขยาย วสนฺติ (ย่อมอยู่) เป็นกิริยา เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาการแปลภาษาบาลีส่วนสาคัญคือต้องกาหนดประโยคให้ได้ว่า ในแต่ ละประโยคประกอบด้วยส่วนใดบ้าง เมื่อกาหนดได้แล้วจึงดูว่าเป็นวาจกอะไร ส่วนคาศัพท์สามารถเปิดพนานุกรม บาลีไทยดูได้ แต่ถ้าแปลผิดวาจกถือว่าผิดมากในภาษาบาลี ในบทนี้ จึงได้อธิบายประโยคหรือวาจกและหลักการ แปลพอสังเขป
  • 3.
    ประโยคหรือวาจกในภาษาบาลี ประโยคในภาษามคธได้แก่ข้อความที่รู้จักกันว่า “วาจก” แปลว่าบอกคือบอกบทที่เป็นประธานของกิริยาในประโยคว่าทา หน้าที่อะไร แต่ละวาจกก็คือประโยคหนึ่งๆนั่นเอง ในภาษาบาลีแบ่งวาจกตามลักษณะของไวยากรณ์ได้ดังนี้ 1. ประโยคกัตตุวาจก คือประโยคที่ประธานทาเอง ลงปัจจัย 10 ตัว คือ อ, เอ, ย, ณุ, ณา, นา, ณฺหา, โอ, เ, ณย. ปัจจัยทั้ง 10 ตัว เช่น สูโท โอทน ปจติ อ. พ่อครัว หุงอยู่ ซึ่งข้าวสุก,อห ชาคโรมิ อ.ข้าฯ ตื่นอยู่, ตุมฺเห กมฺม กโรถ อ. ท่าน ท . จง กระทาซึ่ง การงาน 2. ประโยคกัมมวาจก คือประโยคที่ประธานถูกทาลงอิ อาคม หน้า ย ปัจจัย และ เต วัตตมานาวิภัตติฝ่ายอัตตโนบท ใช้ได้เฉพาะธาตุ ที่เป็นสกัมธาตุเท่านั้นเช่น สูเทน โอทโน ปจิยเต อ. ข้าวสุก อันพ่อครัว หุงอยู่ สามเณรสฺส จีวร สิวิยเต เป็นต้น 3. ประโยคภาววาจก คือประโยคที่ประธานเป็นตติยาวิภัตติ กิริยาที่กล่าวเพียงความเป็นไปของกิริยาอาการส่วนมากเป็นอกัมม ธาตุ เช่น เตน ภูยเต อันเขา เป็นอยู่ 4. ประโยคเหตุกัตตุวาจก คือประโยคที่ประธานใช้ให้ผู้อื่นทาลงปัจจัย 4 ตัวคือ เณ. ณย, ณาเป, ณาปย เช่น สามิโก สูท โอทน ปา เจติ อ.นาย ยังพ่อครัวให้หุงอยู่ซึ่งข้าวสุก
  • 4.
    5. ประโยคเหตุกัมมวาจก คือประโยคที่ประธานถูกกระทาโดยมีผู้อื่นใช้ให้ผู้อื่นทาลงปัจจัย 4 ตัว ตัวใดตัวหนึ่งในเหตุกัต ตุวาจกแล้วลง อิ อาคม และ ย ปัจจัยในกัมมวาจก เช่น สามิเกน สูเทน โอทโน ปาจาปิยเต อ.ข้าวสุก อันนาย ยังพ่อครัว ให้หุงอยู่ สกัมมธาตุและอกัมมธาตุในธาตุทั้ง 8 หมู่นั้น ธาตุบางเหล่าเป็นธาตุไม่มีกรรม ธาตุบางเหล่ามีกรรม ธาตุเหล่า ใด ไม่ต้องเรียกหากรรม คือสิ่งอันบุคคลพึงทา ธาตุเหล่านั้น เรียกว่าอกัมมธาตุ ธาตุไม่มีกรรม ธาตุเหล่าใดเรียกหา กรรม ธาตุเหล่านั้น เรียกว่าสกัมมธาตุ ธาตุมีกรรม เช่น รุธฺ ธาตุ เป็นไปในความ ปิด เรียกหากรรมว่า ปิดซึ่งสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง มีประตูเป็นต้น อิกฺขฺ เป็นไปในความ เห็น เรียกหากรรมว่า เห็นซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีต้นไม้เป็นต้น ถึงแม้ธาตุที่มี กรรมอันเหลือจากนี้ ก็พึงรู้โดยนัยนี้เถิด ส่วนธาตุที่เป็นอกรรมธาตุเช่น สกฺก อาจ, มนฺต ปรึกษา, ทิว เล่น, มร ตาย, ภู มี เป็น,หุ มี เป็น,สี นอน เป็นต้น
  • 5.
    ลาดับคาในการแปล ในการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยนั้น เนื่องจากภาษาบาลีมีรูปแบบที่แตกต่างไปจากภาษาไทย คือ ประโยคภาษาไทยจะเริ่มต้นด้วยประธานกิริยา และกรรม แต่ประโยคในภาษาบาลีจะมีโครงสร้างประโยคเป็น ประธาน กรรม และกิริยา กาแปลมี 2 อย่าง คือ 1. แปลโดยพยัญชนะ คือแปลออกสาเนียงธาตุ วิภัตติ ปัจจัย ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ 2. แปลโดยอรรถ คือการแปลมุ่งเอาใจความเป็นสาคัญ ไม่ได้มุ่งวิภัตติ ปัจจัยเป็นสาคัญเช่น สามเณรา ติสฺส สาลาย ภตฺตานิ ภุญฺชนฺติ เหล่าสามเณร กาลังฉันข้าว ที่ศาลาหลังนั้น เป็นต้น (เวทย์ วรัญญู,หลักเกณฑ์ การแปลบาลีและ หลักสัมพันธ์,พิมพ์ครั้งที่ 1,นครปฐม: บรรณกรการพิมพ์,2545),หน้า 1). ก่อนจะแปลควรทราบประโยคต่างๆ ในภาษาบาลีดังต่อไปนี้ โครงสร้างรูปประโยคภาษามคธ โครงสร้างหลักของรูปประโยคแบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ 1. ภาคประธาน 2. ภาคกิริยาในระหว่าง 3. ภาคกิริยาคุมพากย์การเรียงลาดับการแปล มีอยู่ 10 อย่าง ต้องดาเนินไปตามลาดับ
  • 6.
    1. อาลปนะ 2. นิบาตต้นข้อความ 3.บทกาลสัตตมี 4. บทประธาน 5. บทที่เนื่องด้วยประธาน 6. กิริยาในระหว่าง 7. บทที่เนื่องด้วยกิริยาในระหว่าง 8. ประโยคแทรก 9. กิริยาคุมพากย์อาขยาต และกิริยากิตต์ พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ 10. บทที่เนื่องด้วยกิริยาคุมพากย์
  • 7.
    อาลปนะ ตามสานวนบาลีเรียงไว้เป็นที่ 2 ในข้อความอันนั้นเช่น สงฺฆ ภนฺ เต อุปสมฺปท ยาจามิ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้า ฯ ขอ ซึ่งอุปสมบท กะสงฆ์ ถ้ามีสัพพนามหรือ นิบาตอยู่ เรียงอาลปนะไว้ เป็นที่ 3 บ้าง เป็นที่ 4 บ้าง เช่น ธมฺม หิ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ก็ แล แน่ะภิกษุ ท. เรา จักแสดงซึ่งธรรม แก่ท่าน ท. กุหึ ปน ตฺว อาวุโส วสฺส วุตฺโถ. ดูก่อนผู้มี อายุ ก็ ท่าน อยู่ ตลอดพรรษาแล้ว ในที่ไหน ตามสานวนอรรถกถา เรียงอาลปนะไว้ข้างต้นบ้าง ในที่สุดแห่งประโยคบ้าง เช่น ภนฺเต ม มา นาเสถ. ข้าแต่ท่านผู้ เจริญขอท่าน ท. อย่ายังข้า ฯ ให้ฉิบหาย เอว กโรหิ มหาราช. ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ จงทรงทาอย่างนี้ อาลปนะมีสอง แบบคืออาลปนนามและอาลปนะนิบาต 1.1 อาลปนนามนาม ได้แก่ศัพท์ที่ประกอบด้วย สิ ,โย ปฐมาวิภัตติ ซึ่งใช้ในอรรถอาลปนะ ออกเสียงสาเนียงอายตนิบาตว่า แน่ะ, ดูก่อน, ข้าแต่ เช่น ปุริส (ดูก่อนบุรุษ),สามิ (ข้าแต่นาย),ภิกฺขเว (ดูก่อนภิกษุ ท.) เช่น อห ธมฺม โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ดูก่อน ภิกษุ ท. อ. เรา จักแสดงซึ่งธรรม แก่เธอ ท. สามิ เอโก ปุตฺโต ชาโต ข้าแต่นาย อ. บุตร คนหนึ่ง เกิดแล้ว 1.2 อาลปนะนิบาต เช่น อมฺโภ (ดูก่อนท่านผู้เจริญ) ,ภนฺเต (ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ),อาวุโส(ดูก่อนท่านผู้มีอายุ)ภเณ (แน่ะพนาย), เร(เว้ย) เช่น กนิฏฺฐภาตา เม อตฺถิ ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อ. น้องชายผู้น้อยที่สุด ของข้าพเจ้ามีอยู่ ถ้าหากอาลปนะนามนาม และอาลปนะนิบาต มาร่วมในประโยคเดียวกัน ให้แปลอาลปนะนามนามก่อน และแปลอาลปนะนิบาตทีหลัง เช่นตฺว วเท หิ ตาว อาวุโส ปาลิต แนะปาลิตะ ผู้มีอายุ อ.ท่าน จงกล่าวก่อน
  • 8.
    นิบาตต้นข้อความ นิบาตมีหลายหมวดกาหนดให้แปลต่อจากอาลปนะ นิบาตเช่น กิร,ขลุ,สุท,หนฺท,ตคฺฆ, อิงฺฆ,อาม, อามนฺตา,สเจ, เจ,อถ,ยทิ,ยนฺนูน,อปฺเปวนาม,หิ,จ,ปน,ตุ,อถโข,อถวา,อโห ฯลฯ เช่น อยฺโย ปน ภนฺเต กุหึ คมิสฺ สติ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ อ. พระผู้เป็นเจ้า จักไป ณ ที่ไหน ศัพท์เป็นอัพยยะคือนิบาตและปัจจัย บางเหล่า ไม่ ต้องแจกวิภัตติอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียงลงตามรูปศัพท์เดิม เช่น สเจ ปาป น กเรยฺยาสิ, สุข ลภิสฺสสิ ถ้า เจ้า ไม่พึงทา ซึ่งบาป เจ้าจักได้ซึ่งสุข นิบาตที่เป็นต้นข้อความมักเรียงไว้เป็นศัพท์ที่ 2 ในข้อความอัน นั้น เช่น กุหึ ปน ตฺว วสสิ ก็ เจ้า อยู่ที่ไหน เป็นต้น
  • 9.
    บทกาลสัตตมี บทกาลสัตตมีแบ่งออกเป็น 3 อย่างคือกาลสัตตมีนามนาม,กาลสัตตมีนิบาต, กาลสัตตมีสัพพนาม 1. กาลสัตตมีนามนาม ได้แก่ศัพท์จาพวกที่เกี่ยวกับ กาล,เวลา,ขณะ,วัน,เดือน,ปี เป็นต้น เช่น กาเล ในกาล,สมเย ในสมัย, ทิวเส ในวัน,มา เส ในเดือน, สวจฺฉเร ในปี, ขเณ ในขณะ,ตขณ ในขณะนั้นเทสนาวสาเน ในกาลจบเทศนา,อตีเต ในกาลเป็นที่ล่วงไปแล้ว,ปุพฺเพในกาล ก่อน, ตทิวส ในวันนั้น เช่น ตสฺมึ สมเย สตฺถา ปริสมชฺเฌ ธมฺม เทเสติ. ในสมัยนั้น อ. พระศาสดา ย่อมทรงแสดง ซึ่งธรรม ใน ท่ามกลางบริษัท ตทิวส นฬการเชฏฐกสฺส เวฬุนา อตฺโถ โหติ. ในวันนั้น อ. ความต้องการ ด้วยไม้ไผ่ ย่อมมี แก่บุคคลผู้กระทาซึ่งไม้ไผ่ ผู้เจริญที่สุด 2. กาลสัตตมีนิบาต ได้แก่ศัพท์ที่เป็นกาลสัตตมีที่สาเร็จรูปขึ้นเองโดยไม่ต้องประกอบด้วยวิภัตติ เช่น อถ ครังนั้น,ปาโต ปาต ในเวลาเช้า, สาย ในเวลาเย็น,สุเว ในวัน, หิยฺโย ในวันวาน,เสฺว ในวันพรุ่ง,สมฺปติ ในบัดเดี๋ยวนี้,อายตึ ในกาลต่อไป เช่น อถ สพฺเพว ชนา ปพฺพชฺช ยาจึสุ. ครั้งนั้น อ.ชน ท.ทั้งปวงเทียว ทูลขอแล้ว ซึ่งการบวช เสฺว ภนฺเต อมฺหาก ภิกฺข คณฺหถ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในวัพรุ่ง อ. ท่าน ท. ขอจงรับ ซึ่งภิกษาของดิฉัน ท. 3. กาลสัตตมีสัพพนาม ได้แก่สัพพนามที่นาไปประกอบด้วยปัจจัยท้ายนาม ลงแล้วเป็นเครื่องหมายสัตตมีวิภัตติใช้เกี่ยวกับกาลเวลา 7 ตัว ทา,ทานิ,รหิ,ธุนา,ทาจน,ชฺช ชฺชุ รูปสาเร็จ เช่น ยทา ในกาลใด,ตทา ในกาลนั้น,เอตรหิ ในกาลบัดนี้,อิทานิ ในกาลนี้,อชฺช ในวันนี้
  • 10.
    บทประธาน บทประธาน คือศัพท์ที่ประกอบด้วย สิ,โยปฐมาวิภัตติ ศัพท์ที่ใช้เป็นประธานในประโยคได้คือ 1. นามนาม เช่น ปรุโส (อ.บุรุษ), กญฺญา (อ.นางสาวน้อย),กุลานิ( อ.ตระกูล ท.) เป็นต้น เช่น เต ภิกฺขู เถร ขมาเปตฺวา อนฺโตคาม ปวิสึสุ อ. ภิกษุ ท.เหล่านั้น ยังพระเถระ ให้อดโทษแล้ว เข้าไปแล้ว สู่ภายในแห่งบ้าน 2. ปกติสังขยา ตั้งแต่ เอกูนสต (99) ขึ้นไปเป็นนามนาม แปลเป็นประธานได้เช่น สต อ.ร้อย สตานิ อ. ร้อย ท. อถสฺ สาห “เอตฺตกานิ สตานิ วา สหสฺสานิ วา สตสหสฺสานิ วาติ น สกฺกา คณนาย ปริจฺฉินฺทิตุนฺติ วทามิ ฯเปฯ ครั้นเมื่อ ความเป็นอย่างนั้นมีอยู่อ. เรา ย่อมกล่าว แก่พราหมณ์นั้นว่า อันใครๆไม่อาจ เพื่ออันกาหนด ด้วยการนับว่า อ. ร้อย ท. หรือ หรือว่า อ.พัน ท. หรือว่า อ.แสน ท. อันมีประมาณเท่านี้ ฯลฯ 3. ปุริสสัพพนาม เช่น โส (อ.ท่าน), เต (อ.ท่าน ท.) อห, มย ตฺว,ตุมฺเห เช่น ตุมฺเห ปน สามิ ข้าแต่นาย ก็ อ.ท่าน ท. เล่า, อห ปุรตฺเถน อาทิจฺจ ปสฺสาม ข้า ดูพระอาทิตย์ทางทิศตะวันออก ทลิทฺทสฺส ขโร อาพาโธ อุปชฺชติ, โส มุหุตฺ เตน มรติ อาพาธหนักเกิดขึ้นแก่คนเข็ญใจ เขาเสียชีวิตในขณะนั้น
  • 11.
    4. นามกิตต์ มีทั้งที่แปลเป็นนามและคุณนามเช่น ทายโก (อ.ทายก), สาวโก (อ.สาวก),กรณ (อ.การกระทา) อาจริย มยฺห โทโส นตฺถิ ข้าแต่อาจารย์อ. โทษ ของกระผม ย่อมไม่มี 5. กิริยากิตต์ มีปัจจัยที่ใช้เป็นนามนามได้มีอยู่ 3 ตัวคือ อนีย,ตพฺพ,ต ปัจจัย เช่น พุทฺโธ โลเก อุปปนฺโน อ. พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ฯ 6. บทสมาส เช่น มหาเถโร (อ.พระมหาเถระ),นตฺภิปูโว (อ.ขนมไม่มี),ปตฺตจีวร (อ.บาตรและจีวร) เช่น เตน มยฺห จิตฺต สุข นาม น โหติ เพราะเหตุนั้น ชื่อว่า อ.ความสบายแห่งจิต ของข้าพเจ้า ย่อมไม่มี 7. บทตัทธิต เช่น สามเณโร (อ.สามเณร), สหายตา (อ.ประชุมแห่งสหาย) เช่น อตฺถิ โกจิ ภติเกน อตฺถิโก อ.บุคคลผู้มี ความต้องการ ไร ๆ ด้วยบุคคลผู้รับจ้าง มีอยู่หรือ 8. บทพิเศษ แปลเป็นประธานได้บ้าง เช่น เอว (อ. อย่างนั้น), ตถา (อ.เหมือนอย่างนั้น) อล (อ.พอละ), ตุ (อ อัน), อชฺช (อ.วันนี้), สกฺกา (อ.อันอาจ)เป็นต้น เช่น เอว กิร ภิกฺขเว ได้ยินว่า อ. อย่างนั้น, สตฺถา อล เอตฺตเกน อิมสฺสา ติ ปกฺกามิ. พระศาสดาตรัสแก่บุคคลนั้นว่า อ. พอละ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ หลีกไปแล้ว
  • 12.
    บทที่เนื่องด้วยประธาน บทที่เนื่องด้วยประธาน คือ บทที่แปลหรือสัมพันธ์เข้ากับตัวประธานทั้งสิ้นเช่น บทวิเสสนะ, บทคุณนาม,สัพพนาม ที่มี ลิงค์,วจนะ ,วิภัตติ เสมอกับตัวประธาน หรือบทอื่นๆ ที่ประกอบฉัฏฐี วิภัตติ,สัตตมีวิภัตติ หรือศัพท์หรือบทที่สามารถสัมพันธ์ เข้ากับ บทประธานได้ ก็เป็นตัวเนื่องด้วยประธานทั้งสิ้น มีกฎว่าคุณนามของนามนามบทใด ต้องมีลิงคะ วจนะ วิภัตติ เหมือนลิงคะ วจนะ วิภัตติ ของนามนามบทนั้น เรียงไว้หน้านามนามบทนั้น เช่น - อุจฺโจ รุกฺโข ต้นไม้สูง, อจฺเจ รุกฺเข สกุณา นกทั้งหลาย บนต้นไม้สูง, - สุคนฺธ ปุปฺผ ดอกไม้หอม, นีลาน ปุปฺผาน ราสิ กองดอกไม้เขียว, - สุคนเธ ปุปฺเผ ภมโร แมลงผึ้งในดอกไม้หอม, - วิสาล เขตฺต นากว้าง, สุกฺกสฺส โอทนสฺส ปาตี ถาดแห่งข้าวสุกขาว, - อญฺญตโร ภิกฺขุ คาม ปิณฺฑาย ปวิฏฺโฐ อ.ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเข้าไปแล้วสู่บ้านเพื่อบิณฑะ ถ้าเกี่ยวเนื่องกับสังขยามีกฎอยู่ว่า เอกศัพท์ซึ่งเป็นสังขยา เป็นเอกวจนะอย่างเดียว ตั้งแต่ ทฺวิ จนถึง อฏฺฐารส เป็นพหุ วจนะอย่างเดียว ตั้งแต่เอกูนวีสติ ถึง อฏฺฐนวุติ เป็นเอกวจนะ อิตถีลิงค์อย่างเดียว แม้เข้ากับศัพท์ที่เป็นพหุวจนะลิงค์อื่น ก็ คงอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนไปตาม เช่น เอโก ชโน ชน ผู้เดียว, เทฺว ชนา ชนทั้งหลาย 2,
  • 13.
    ปญฺจตฺตึสาย ชนาน ลาโภอุปฺปนฺโน. ลาภ เกิดขึ้นแล้ว แก่ชนทั้งหลาย, อฏฺฐนฺน ภควโต สาวกาน สมุโห. หมู่แห่งสาวกของพระพุทธเจ้า, จตฺตาโร ภิกฺขู คาม ปิณฺฑาย ปวิฏฺฐา. ภิกฺษุสี่รูปเข้าไปสู่บ้าน, ตีณิ อุปลานิ อุทเก ชาตานิ. ดอกบัวสามดอกเกิดในน้า, เอกูนวีสติ นาริโย นหานาย นทึ คตา. หญิงสิบเก้าคน ไปสู่แม่น้าเพื่ออาบน้า, เอก ผล รุกฺขา ปติต. ผลไม้หนึ่งลูกตกจากต้นไม้, สตฺต อิสโย นครา นิกฺขนฺตา. ฤษีเจ็ดรูปออกจากเมือง, เตวีสติยา กุมาราน อาจริโย คาม ปวิฏฺโฐ. อ. อาจารย์ของกุมาร ท. 23 เข้าไปแล้วสู่บ้าน ปุริสสัพพนาม ประถมบุรุษ ใช้แทนนามนามบทใดต้องมีลิงคะ และวจนะ เหมือนลิงคะและวจนะของนามนามบทนั้นส่วน วิภัตตินั้น เหมือนกันก็ได้ ต่างกันก็ได้ เช่น เอโก อุยฺยาเน รุกฺโข, โส วาเตน ปหโต, ตสฺส ปณฺณานิ ปติตานิ. ต้นไม้ ในสวน ต้นหนึ่งต้นไม้นั้น อันลม กระทบ แล้ว , ใบทั้งหลาย ของต้นไม้นั้น หล่นแล้ว เต, เม, โว, โน มัธยมบุรุษ และอุตตมบุรุษสัพพนามนั้น ต้องมีบทอื่นนาหน้าก่อน จึงใช้ได้ เช่น อาจริโยโน อาจารย์ ของข้า ท. อยนฺ เต ปตฺโต นี้ บาตร ของเจ้า
  • 14.
    วิเสสนสัพพนาม ของนามนามบทใด ต้องมีลิงคะวจนะ วิภัตติ เหมือนลิงคะ วจนะ วิภัตติ ของนามนามบทนั้น เรียงไว้ ข้างหน้าแห่งนามนามบทนั้น ดังนี้ ยสฺมึ ภควติ มย อภิปฺปสนฺนา, ต ภควนฺต สรณ คตา. เรา ท. เลื่อมใสยิ่งแล้วในพระผู้มีพระภาค ใด เรา ท. ถึงแล้ว ซึ่งพระ ผู้มีพระภาคนั้นเป็นที่ ถ้าไม่ใช่นิยมนามนาม เป็นแต่นิยมลิงค์เท่านั้น จะไม่เรียงนามนามไว้ด้วยก็ได้ ดังนี้ ยสฺส ลาโภ อุปฺปนฺโน, ตสฺส อลาโภ อุปฺปนฺโน. ลาภ เกิดขึ้นแล้ว แก่ผู้ใด, ความไม่มีลาภ เกิดขึ้นแล้ว แก่ผู้นั้น. ยสฺสา ปุตฺโต ชาโต, สา ตุฏฺฐา. บุตรของหญิงใด เกิดแล้ว หญิงนั้น ยินดีแล้ว กิริยาในระหว่างของบทประธาน กริยาในระหว่างของประธานได้แก่กิริยากิตก์ มีปัจจัยที่เป็นกิริยาในระหว่างที่แจกด้วยวิภัตติ นามได้5 ตัวคือ อนฺต, ตวนฺตุ,ตาวี,มาน, ต ปัจจัย ปัจจัยทั้ง 5 ตัวนี้ต้องมีลิงค์,วจนะ,วิภัตติ เสมอกับประธาน ทั้งเอกวจนะและพหุวจนะ ถึงจะ ใช้เป็นกิริยาในระหว่างได้ เช่น สเจ ภนฺเต อยฺโย อิมสฺมึ ฐาเน เอว วิหรนฺโต ปพฺพชิตกิจฺจ มตฺถก ปาเปตุ สกฺขิสฺสติ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าว่า อ. พระผู้เป็นเจ้าอยู่ๆ อย่างนี้ ในที่นี้จักอาจ เพื่ออันยังกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุด ไซร้ ฯ ปัจจัย 3 ตัวคือ ตูน,ตฺวา,ตฺวาน ใช้เป็นกิริยาในระหว่างของตัวประธานได้ไม่ต้องแจกไปตามตัวประธาน เพราะเป็น อัพยยปัจจัยแจกด้วย วิภัตติทั้งเจ็ดไม่ได้เช่น อปรภาเค เวฏฺฐทีปกตาปโส กาล กตฺวา มเหสกฺโข เทวราชา หุตฺวา นิพฺพตฺติ. ในกาลเป็นส่วนอื่นอีก อ. ดาบสชื่อ ว่าเวฏฐทีปกะ กระทาแล้ว ซึ่งกาละบังเกิดแล้วเป็นเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่
  • 15.
    บทที่เนื่องด้วยกิริยาในระหว่าง บทที่เนื่องด้วยกิริยาในระหว่างได้แก่ศัพท์ที่ไม่ได้ประกอบด้วยวิภัตติ หรือศัพท์ที่ประกอบด้วยวิภัตติตั้งแต่ ทุติยาวิภัตติถึง สัตตมี วิภัตติ หรือที่มีข้อความเกี่ยวเนื่องถึงกันกับกิริยาในระหว่าง ทาหน้าที่ขยาย ก็จัดเป็น บทที่เนื่องด้วยกิริยาในระหว่าง เช่นตสฺมา ต ทิวส สตฺถา ตสฺส อุปนิสฺสย โอโลเกตฺวา ธมฺม เทเสนฺโต อนุปุพฺพีกถ กเถสิ. เพราะเหตุนั้น เมื่อทรงแสดงซึ่งธรรม ตรัสแล้ว ซึ่งอนุปุพพีก ถา ชโน เสฏฺฐิโน คาเม กมฺม กตฺวา สญฺจ ลภิ อ.ชน ทาแล้ว ซึ่งการงาน ในบ้าน ของเศรษฐี ได้แล้วซึ่งค่าจ้าง กิริยาคุมพากย์ กิริยาคุมพากย์คือธาตุที่นาไปประกอบด้วยเครื่องปรุงของอาขยาต ในวิภัตติทั้ง 8 หมวด ใช้เป็นกิริยาคุมพากย์ทั้งสิ้น และยัง มี ปัจจัยในกิริยากิตก์อีก 3 ตัวคือ อนีย,ตพฺพ,ต ปัจจัย ใช้เป็นกิริยาคุมพากย์(รวมทั้ง ตฺวา ปัจจัย เป็นกิริยาคุมพากย์ปธานนัย กิริยาอาขยาตมีกฎว่า กิริยาอาขยาตของนามนาม ของปุริสสัพพนามบทใด ต้องมีวจนะ และบุรุษ เหมือนวจนะ และบุรุษ ของ นามนาม ปุริสสัพพนาม บทนั้น เช่น ชโน ยาติ, ชนา ยนฺติ, โส ยาติ, เต ยนฺติ, ตฺว ยาสิ, ตุมฺเห ยาถ, อห ยามิ, มย ยาม. กิริยาอาขยาตนี้ เรียงไว้ในที่สุด ประโยค เช่น ตัวอย่างที่แสดงมาแล้ว บางทีก็เรียงไว้หน้าประโยค เช่น สุณาตุ เม ภนฺเต สงฺโฆ ท่านผู้เจริญ สงฆ์จงฟัง ข้าพเจ้า
  • 16.
    วิธีใช้มัธยมบุรุษ และอุตตมบุรุษ, จะไม่เขียนตัวประธานลงด้วยก็ได้แต่ต้องใช้กิริยาให้ถูกตามวจนะ และบุรุษ ดังนี้ กตรสฺมึ อาวาเส วสฺส วสสิ ท่าน อยู่ตลอดพรรษา ในอาวาสไหน มชฺฌนฺติการาเม วสฺส วสามิ ข้าพเจ้า อยู่ ตลอดพรรษา ในวัดมัชฌันติการาม, สูโท โอทน ปจติ อ. พ่อครัว หุงอยู่ ซึ่งข้าวสุกฯ คุณนาม ที่เนื่องด้วยกิริยา ว่ามี ว่าเป็น เรียงไว้หลังนามนาม ซึ่งเป็นเจ้าของ หน้ากิริยา ว่ามี ว่าเป็น นั้น ดังนี้ สุคนฺธ ปุปฺ ผ สพฺเพส มนาป โหติ ดอกไม้ หอม เป็น ที่ชอบใจ ของชนทั้งหลายทั้งปวง. แม้จะไม่เรียงกิริยาไว้ด้วยก็ได้ ดังนี้ อตฺตา หิ อตฺต โน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งของตน,ราชา อตฺตโน รฏฺเฐ ชนาน อิสฺสโร โหติ, พระราชาเป็นใหญ่กว่าชนทั้งหลายในแว่นแคว้นของ พระองค์, อย ทารโก เสฏฺฐิโน นตฺตา โหติ, ทารกนี้ เป็นหลานของเศรษฐี นามนาม ซึ่งใช้เป็นคุณนาม ต้องมีวจนะและวิภัตติ เหมือนนามนามซึ่งเป็นเจ้าของ แต่ลิงค์นั้นคงอยู่ตามที่ คือศัพท์เดิม เป็น ลิงค์อะไร ก็คงเป็นลิงค์นั้น ดังนี้ พุทฺโธ เม วร สรณ พระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง อันประเสริฐ ของเรา. ปมาโท มจฺจุโน ปท, ความ ประมาทเป็นทางแห่งความตาย, ราชา มนุสฺสาน มุข. ราชาเป็นประมุขของมนุษย์ทั้งหลาย กิริยากิตก์มีกฎว่า กิริยากิตก์ ที่ไม่ใช่อัพยยะ ถ้า มีกิริยา ว่ามี ว่าเป็นอยู่หลัง เข้ากับกิริยา ว่ามี ว่าเป็น นั้น ใช้เหมือนกิริยาอาขยาต ซึ่งมีธาตุอย่างเดียวกับกิริยากิตก์นั้น เช่น เสฏฺฐิโน ลาโภ อุปฺปนฺโน โหติ มีความเป็นอย่างเดียวกันกับ เสฏฺฐิโน ลาโภ อุปฺปชฺชติ ลาภเกิดขึ้นแก่เศรษฐี, ภิกฺขุ คาม ปิณฺฑาย ปวิฏฺโฐ อ.ภิกษุ เข้าไปแล้ว สู่บ้าน เพื่อบิณฑะ, สาวตฺถิย อญฺญตโร ภิกฺขุ อหินา ทฏฺโฐ กาลกโต โห ติ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย, เสฏฺฐิโน อาพาโธ อุปฺปนฺโน โหติ อาพาธเกิดขึ้นแก่เศรษฐี, สงฺฆสฺส จีวร อุสฺสนฺน โหติ จีวรของสงฆ์ เป็นของหนา, ภิกฺขุ อตฺตโน สนฺตเกน ตุฏฺโฐ โหติ ภิกษุเป็นผู้ยินดีในของๆตน
  • 17.
    ประโยคแทรก ถ้ามีข้อความเรื่องอื่นแทรกเข้ามาในระหว่าง แห่งประโยคนามนาม ที่เป็นประธานในข้อความนั้น ใช้ฉัฏฐี หรือสัตต มีวิภัตติ กิริยาของนามนามบทนั้นใช้กิริยากิตก์ มี ลิงคะ วจนะ วิภัตติเหมือน ลิงคะ วจนะ วิภัตติ ของนามนามบทนั้น แทรก เข้ามาในที่ไหนก็เรียงไว้ในที่นั้น เช่น สุริเย อตฺถงฺคเต, จนฺโท อุคฺคจฺฉติ ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว, พระจันทร์ ขึ้นไปอยู่ ทารกสฺส รุทนฺตสฺส, ปิตา ปพฺพชิ เมื่อเด็ก ร้องให้อยู่, พ่อบวชแล้ว ทารกา, อตฺตโน หตฺเถ ผเล มาตริ คหิเต, โรทนฺติ. ครั้นเมื่อมารดาถือเอาผลไม้ในมือของตน ทารกร้องให้อยู่ ปทุมานิ, สุริเย อุคฺคเต, ปุปฺผนฺติ, ตสฺมึ อตฺถงฺคเต, ปตฺตานิ ปิทหนฺติ. ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไปอยู่ดอกประทุม ท. ก็เบ่ง บาน ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ตกไป ดอกประทุมก็เหี่ยวแห้งไป บทที่เนื่องด้วยกิริยาคุมพากย์ คือบทหรือศัพท์ที่เรียงไว้หน้ากิริยาคุมพากย์บ้าง หลังกิริยาคุมพากย์บ้าง เรียงไว้หน้าเช่น เอว สตฺถา เตส ภิกฺขูน ธมฺม เทเสสิ. อ. พระศาสดา ทรงแสดงแล้ว ซึ่งธรรม แก่ภิกษุ ท. เหล่านั้น เรียงไว้หลังเช่น สตฺถา ภตฺตคฺค ปวิสิตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน. อ. พระศาสดา เสด็จเข้าไปแล้ว สู่โรงแห่งภัตร ประทับนั่งแล้ว บนอาสนะอันบุคคลปูลาดแล้ว กับด้วยหมู่แห่งภิกษุ ฯ
  • 18.
    3.2 การแปลภาษาบาลี 3.2.1 บทอาราธนาเบญจศีลและบทสมาทานรับเบญจศีล มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ( คาแปล : ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อเพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆพร้อมทั้งพระรัตนตรัย ) ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อเพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆพร้อมทั้งพระรัตนตรัย ) ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อเพื่อจะรักษาไว้ที่ละข้อๆพร้อมทั้งพระรัตนตรัย ) ( ต่อไปพระจะ ให้ศีล เมื่อพระให้ศีล เราก็ว่าตามไปที่ละบทๆ ดังต่อไปนี้ ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโตอะระหะโตสัมมา สัมพุทธัสสะ ( กล่าว ๓ หน ) ( คาแปล : ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง )
  • 19.
    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ(คาแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก ) ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก ) สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ) ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ) ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ (คาแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก ) ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ) ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึก ) ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรม เป็นที่พึ่งที่ระลึก ) ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ( คาแปล : แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก )
  • 20.
    ต่อจากนี้พระท่านจะกล่าวว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตังผู้รับศีลพึงรับพร้อม ๆ กันว่า"อามะ ภันเต"แล้วตั้งใจสมาทานศีล(รับ ศีล)ตามที่พระท่านนากล่าวสมาทานต่อไปว่า .ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่า ) อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบทคือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการถือ เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว ) กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นเว้นจากการ ประพฤติผิดในกาม) มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ, (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากพูดเท็จ ) สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ (ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจาก การดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ) (ต่อจากนี้พระท่านจะกล่าว ผู้รับศีลไม่ต้องว่าตาม) อิมานิ ปัญจะสิกขาปะทานิ, สีเลนะ สุคะติง ยันติ, สีเลนะ โภคะสัมปะทา, สีเลนะ นิพพุติง ยันติ, ตัสฺมา สีลัง วิโสธะเย. ( คาแปล : เหล่านี้ คือ สิกขาบทห้าประการผู้สมาทานไปสู่สุคติได้เพราะศีลได้รับความถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์เพราะศีลไปพระ นิพพานได้เพราะศีลเพราะฉะนั้น ควรชาระศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เทอญ ฯ )
  • 21.
    3.2.2 คาถวายสังฆทานทั่วไป 3.3 การแปลบทความจากคัมภีร์สาคัญพระพุทธศาสนา 3.3.1แปลพระวินัยปิฎก เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา เวรญฺชาย วิหรติ นเฬรุปุจิมนฺทมูเล มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ ฯ อสฺโสสิ โข เวรญฺโช พฺราหฺมโณ ขลุ โภ โคตโม สมโณ สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต เวรญฺชาย วิหรติ นเฬรุปุ จิมนฺทมู เล มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ต โข ปน ภวนฺต โคตม เอว กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต “อิ ติปิ โส ภควา อรห สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทว มนุสฺสาน พุทฺโธ ภควา ติ โส อิม โลก สเทวก สมารก สพฺรหฺมก สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปช สเทวม นุสฺส สย อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺม เทเส ติ อาทิกลฺยาณ มชฺเฌกลฺยาณ ปริโยสานกลฺ ยาณ สาตฺถ สพฺยญฺชน เกวลปริปุณฺณ ปริสุทฺธ พฺรหฺมจริย ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารู ปาน อรหต ทสฺสน โหตีติ" ฯ โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้า ประทับอยู่ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์ สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป เวรัญชพราหมณ์ ได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ได้ยินว่า ท่านผู้เจริญ โคดม พระสมณะ ศากยบุตร ทรงผนวชจาก ศากยตระกูล ประทับอยู่ ณ บริเวณต้นไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป ก็ แล พระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้ว อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์แม้เพราะเหตุ นี้ ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ แม้เพราะเหตุนี้ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะ
  • 22.
    แม้เพราะเหตุนี้ เสด็จไปดีแม้เพราะเหตุนี้ ทรงทราบโลกแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มี ผู้อื่นยิ่งกว่าแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ทั้งหลายแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพุทธะแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็นพระผู้มีพระภาคแม้เพราะเหตุนี้ พระองค์ทรงทาโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด ด้วย พระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ ทรงแสดง ธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์ บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี
  • 23.
    แยกแปลที่ละเนื้อความ เตน สมเยน โดยสมัยนั้นพุทฺโธ ภควา พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าเวรญฺชาย วิหรติ นเฬรุปุจิมนฺทมูเล ประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์ สิงสถิต เขตเมืองเวรัญชา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ ฯ พร้อมด้วยภิกษุ สงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป อสฺโสสิ โข เวรญฺโช พฺราหฺมโณ เวรัญชพราหมณ์ ได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ขลุ ได้ยินว่า โภ ท่านผู้เจริญ โคตโม โคดม สมโณ พระสมณะสกฺยปุตฺโต ศากยบุตร สกฺยกุลา ปพฺพชิโต ทรง ผนวชจากศากยตระกูล เวรญฺชาย วิหรติ นเฬรุปุจิมนฺทมูเล ประทับอยู่ณ บริเวณต้นไม้สะเดาที่นเฬรุยักษ์สิงสถิตเขตเมือง เวรัญชา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป ต โข ปน ภวนฺต โคตม เอว กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ก็แล พระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้ว อย่างนี้ว่า
  • 24.
    “อิติปิ โส ภควาอรห สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน พระผู้มีพระภาคองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์แม้ เพราะเหตุนี้ ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะ สุคโต เสด็จไปดีโลกวิทู ทรงทราบโลก อนุตฺตโร ปุริสทมฺ มสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสาน พุทฺโธ ภควาติ ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทพและมนุษย์ ทั้งหลายแม้เพราะเหตุนี้ ทรงเป็ นพุทธะ ทรงเป็ นพระผู้มีพระภาค แม้เพราะเหตุนี้ ” โส พระองค์ อิม โลก สเทวก สมารก สพฺรหฺมก สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปช สเทวมนุสฺส สย อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ ทรงทาโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด ด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์ แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้เอง โส ธมฺม เทเสติ อาทิกลฺยาณ มชฺเฌกลฺยาณ ปริโยสานกลฺยาณ สาตฺถ สพฺยญฺชน เกวลปริ ปุณฺณ ปริสุทฺธ พฺรหฺมจริย ปกาเสติ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์สาธุ โข ปน ตถารูปาน อรหต ทสฺสน โหตีติ ฯ บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็นพระอรหันต์ ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี
  • 25.
    3.2.3 การแปลพระสุตตันตปิฎก ปฐม โอฆตรณสุตฺต,เอวมฺเม สุต เอก สมย ภควา สาวตฺถิย วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺ ฑิกสฺส อาราเมฯ อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติ-ยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺป เชตวน โอภา เสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺต ฐิตา โข สา เทวตา ภควนฺต เอตท โวจ กถ นุ ตฺว มาริส โอฆมตรีติฯ อปฺปติฏฺฐ ขฺวาห อาวุโส อนายูห โอฆมตรินฺติฯ ยถากถ ปน ตฺว มาริส อปฺปติฏฺฐ อนายูห โอฆมตรี ติ ฯ ยทา สฺวาห อาวุโส สนฺติฏฺฐามิ ตทาสฺสุ สสีทา ฯ จิรสฺส วตปสฺสติณฺณโลเก วิสตฺติกนฺ อิทม โวจ สา เทวตา สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ ฯ อถ โข สา เทวตา สมนุญฺโญ เม สตฺถาติภควนฺต อภิวา เทตฺวา ปทกฺขิณ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติฯ
  • 26.
    คาแปลเป็นไทย โอฆตรณสูตรที่ 1 ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้วเทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังพระ วิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ฯ เทวดานั้น ยืนอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลคานี้ กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ข้า พระองค์ขอทูลถาม พระองค์ ข้ามโอฆะได้อย่างไร ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ท่านผู้มีอายุเราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ข้าม โอฆะได้แล้ว ฯ เทวดา : ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ก็พระองค์ไม่พักไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า ฯ พ. ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด เรายังพักอยู่เมื่อนั้น เรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่เมื่อนั้น เรายังลอยอยู่โดยแท้ท่านผู้มีอายุเราไม่พัก เรา ไม่เพียร ข้าม โอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ เทวดานั้นกล่าวคาถานี้ว่า "นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พักอยู่ไม่ เพียรอยู่ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในโลก เทวดานั้นกล่าวคานี้แล้ว พระศาสดาทรงอนุโมทนา ครั้งนั้นแลเทวดานั้นดาริว่า พระศาสดาทรงอนุโมทนาคาของเรา จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทาประทักษิณแล้วก็หายไป ณ ที่นั้นแล ฯ
  • 27.
    สรุปท้ายบท การแปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยนั้นมีหลักการที่แน่นอน ว่าศัพท์ไหนควรแปลก่อนศัพท์ ไหนควรแปลทีหลัง การแปลนอกจากจะคานึงถึงหลักไวยากรณ์แล้ว ยังจะต้องศึกษาหลักการสัมพันธ์ไปด้วยว่าศัพท์ ใดควรแปลเข้ากับศัพท์ใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมในส่วนที่ว่าด้วยวิชาสัมพันธ์ซึ่งใช้เป็นหลักสูตรเปรียญ ธรรม 3 ประโยค ครั้นจะนามาอธิบายในที่นี้เห็นว่าจะทาให้หนังสือเล่มนี้ยากเกินไป คงต้องเขียนอีกเล่มหนึ่งว่าด้วย วิชาสัมพันธ์โดยตรง ส่วนผู้เริ่มต้นเมื่อกาหนดหลักการได้แล้ว ก็สามารถแปลตามกฏเกณฑ์ได้เลย