พุทธปรัชญาเถรวาท
บทที่ ๒ พื้นฐานพุทธปรัชญา
ขอบข่ายเนื้อหา
๑) พื้นฐานความเชื่อของอินเดียก่อนเกิดพุทธปรัชญา
๒) ปรัชญาร่วมสมัยกับพุทธปรัชญา
๓) ประวัติพระพุทธเจ้า
๔) พระพุทธเจ้าสอนอะไร
๕) สาขาของพุทธปรัชญา
สังคมอินเดียในยุคโบราณยกย่อความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์
พระเวท ศึกษาได้เฉพาะชนชั้นสูง คือ กษัตริย์และพราหมณ์
เท่านั้น
พื้นฐานความเชื่อของอินเดียก่อนเกิดพุทธปรัชญา
 ห้ามคนชั้นต่าคือศูทรศึกษา
พระเวท
 ถ้าเจตนาฟังการสาธยาย
พระเวท จะถูกลงโทษด้วยการ
เอาคลั่งกรอกหู
 หรือถ้าสาธยายพระเวท
จะถูกตัดลิ้น
 ถ้าจาความในคัมภีร์พระเวทได้
จะถูกผ่าร่างกายออกเป็น ๒ ซีก
พื้นฐานความเชื่อของอินเดียก่อนเกิดพุทธปรัชญา
ประเด็นความเชื่อที่พัฒนามาจากคัมภีร์พระเวทมีดังนี้
พื้นฐานความเชื่อของอินเดียก่อนเกิดพุทธปรัชญา
๑. ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า
๒. ความเชื่อเกี่ยวกับโลกและชีวิตหลักงความตาย
๓. ความเชื่อเรื่องโชครางและไสยศาสตร์
๕. การแบ่งชนชั้นในสังคม ๖. ลักษณะวิถีชีวิต
๔. การยึดถือพิธีกรรม
๑. ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า
พระพรหมเป็ นผลของการวิวัฒนาการ
จากยุคความเชื่อในคัมภีร์พระเวทมาสู่
ยุคศาสนาพราหมณ์
พระพรหมคือผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง
รวมทั้งมนุษย์
พระพรหมมีอานาจสูงสุด แม้กระทั่ง
ชะตาชีวิตของมนุษย์ก็ถูกพระพรหม
เป็ นผู้กาหนดไว้ล่วงหน้า ที่เรียกว่า
“พรหมลิขิต”
สัสสตทิฏฐิ เชื่อว่าทุกสิ่งทุก
อย่างเที่ยงแท้ ไม่มีอะไร
ดับสูญ
อุจเฉททิฏฐิ เชื่อว่าไม่มี
อะไรที่เที่ยงแท้ ทุกสิ่งไม่มี
อยู่จริง แม้กระทั่งความดี
ความชั่ว
๒. ความเชื่อเกี่ยวกับโลกและชีวิตหลังความตาย
โลกหน้ามีจริงหรือไม่ ?
การทายลักษณะผ้า
การทายลักษณะดาบ
การทายลักษณะกุมาร
การทายลักษณะธนู
การพยากรณ์ปรากฏการณ์ต่างๆ
การดูฤกษ์งามยามดี-ยามร้าย
๓. ความเชื่อเรื่องโชครางและไสยศาสตร์
ฯลฯ
การบูชายัญเกิดจากคติความ
เชื่อเรื่อง “พรหมสหายตา”
หมายถึงความเป็ นสหายของ
พรหม การเป็ นอันหนึ่งอัน
เดียวกับพรหมด้วยวิธีการใช้
สัตว์มาบูชายัญเทพเจ้า
เพื่อหวังให้เทพเจ้าดลบาล
ความสุขมาให้ทั้งในชีวิตนี้
และชีวิตหน้า
๔. การยึดถือพิธีกรรม
Animal Sacrifice
กุมภเมลา (Kembhamela)
๕. การแบ่งชนชั้นในสังคม
๖. ลักษณะวิถีชีวิต
วิถีการดาเนินชีวิตของ
ชาวอินเดียยึดถือ
ตามหลัก “อาศรม ๔”
๑. พรหมจารี
๒. คฤหัสถ์
๓. วนปรัสถ์
๔. สันยาสี
อาศรม ๔ (ในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์)
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้แบ่งขั้นตอนของชีวิตออกเป็ น ๔ ขั้น
๑. พรหมจารี ขั้นตอนของชีวิตที่ยังศึกษาเล่าเรียนในสานัก
ของอาจารย์
๒. คฤหัสถ์ การครองเรือนโดยการแต่งงานและตั้งครอบครัว
๓. วนปรัสถ์ ขั้นตอนการแยกจากครอบครัว เพื่อไปปฏิบัติ
ธรรมในป่ า
๔. สันยาสี : เป็ นขั้นตอนสุดท้ายของชีวิต เป็ นผู้ครองเพศ
บรรพชิต สละชีวิตทางโลกโดยสิ้นเชิง อุทิศตนในการแสวงหา
ความจริงเกี่ยวกับชีวิต
ปรัชญาร่วมสมัยกับพุทธปรัชญา
นอกจากการดาเนินชีวิตตามหลักพราหมณ์แล้ว ในสมัย
พุทธกาลยังมีแนวคิดต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อสังคมอยู่มาก
ในบันทึกของศาสนาเชน มีลัทธิต่างๆ ถึง ๓๖๓ ลัทธิ
ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงเพียง ๖๒ ลัทธิ
สาหรับลัทธิสาคัญ ที่ปรากฏใน สามัญญผลสูตร มี ๖ ลัทธิ
ปรัชญา ๖ สานัก
ตัวอย่างแนวคิด ปรัชญา ๖ สานัก
ปกุธกัจจายนะปูรณกัสสปะ มักขลิโคศาล
เชื่อว่า บุญ บาป ไม่มี ทุก
อย่างที่ทาไปแล้วไม่ว่าดีหรือ
ชั่วเมื่อจบสิ้นแล้วย่อมแล้ว
กันไป ไม่มีผลตอบสนอง
ภายหลัง
เชื่อว่า สุข ทุกข์ ความดี
ความชั่ว เป็ นสิ่งที่เกิดเอง
โดยธรรมชาติ เหตุการณ์ที่
เ กิ ด ขึ้น ใ น ชี วิ ต ห นึ่ ง ๆ
เป็นเรื่องของการโชคดีและ
เคราะห์ร้ าย ไม่เกี่ยวกับ
ก ร ร ม ดี แ ล ะ ก ร ร ม ชั่ ว
แต่อย่างใด
สภาวะ ๗ กอง คือ กองดิน
กองน้า กองไฟ กองลม
สุข ทุกข์ ชีวะ นี้ไม่มีใครทา
หรือเนรมิต มีอยู่ยั่งยืนไม่
แปรปรวน ไม่มีผู้กระทาการ
ใด ๆ ต่อกัน แม้การเอามีดตัด
ศีรษะกันก็ไม่มีผู้ใดฆ่าใคร
เป็ นแต่เอามีดผ่านช่อง
ระหว่างสภาวะ ๗ กองนี้
เท่านั้น
ตัวอย่างแนวคิด ปรัชญา ๖ สานัก
สัญชัยเวลัฏฐบุตรนิครนถนาฏบุตร อชิตเกสกัมพล
เชื่อว่าการทรมานกายว่าเป็น
ทางไปสู่ความพ้นทุกข์ มี
ความเป็นอยู่เข้มงวดกวดขัน
ต่อร่างกาย เช่น อดข้าว อด
น้า ตากแดด ตากลม ไม่นุ่ง
ห่มผ้า
ความเป็นอยู่หรือเป็นไปของ
สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีเหตุ ไม่มี
ปัจจัย ย่อมเป็นไปเอง ไม่อยู่
ในวิสัยที่จะทาให้เป็ นไป
อย่างใดอย่างหนึ่งได้ แม้การ
ที่จะบรรลุถึงความพ้นทุกข์
สิ้นเชิง ในวัฏสงสารนี้ ก็
เป็ นไปเอง มิใช่ด้วยการ
กระทาใด ๆ เป็นเหตุ
มีความเชื่อไม่แน่นอน ซัดส่าย
ไหลลื่นเหมือนปลาไหล
ปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่าง
นั้นก็ไม่ใช่ ไม่ยอมรับและไม่
ยืนยันอะไรทั้งหมด
เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติเมื่อ
วันเพ็ญ ๑๕ ค่า เดือน ๖ ก่อน
พ.ศ.๘๐ ปี เป็ นพระราชโอรส
ข อ ง พ ร ะ เ จ้า สุท โ ธ ท น ะ แ ห่ง
กรุงกบิลพัสดุ์
ท่า น ท ร ง ไ ด้รับ ก า ร เ ลี ้ย ง ดู
ท นุถน อมอย่าง ดี ปร น เ ปร อ
ด้วยความสาราญอย่างเต็มที่
เพื่อหวังจะให้เป็ นพระจักรพรรดิ
ผู้ยิ่งใหญ่สืบต่อพระบิดา มิใช่
เป็ นพระศาสดาตามคาทานาย
ประวัติพระพุทธเจ้า
คราวหนึ่ง เจ้าชายได้มี
โอกาสไปชมบ้านเมืองด้าน
น อ ก ว ัง แ ล ะ ไ ด้พ บ ก ับ
ค น แ ก่ ค น เ จ็บ ค น ต า ย
จึงบังเกิดความสลดสังเวช
ก ับ ค ว า ม จ ริง ที่พ บ . . .
จึงใคร่ครวญแสวงหาความ
พ้นทุกข์ และน้อมพระทัย
ไปในการบวช
ในที่สุดท่านจึงตัดสินพระทัย
ออกผนวชเป็ นบรรพชิตที่ริม
ฝั่ งแม่น้าอโนมา เมื่อพระชน
มายุ ๒๙ พรรษา
 ท่า น ท ร ง พ ย า ย า ม ศึก ษ า
ปฏิบัติหลากหลายวิธีเพื่อการ
พ้นทุกข์ รวมทั้งการทรมาน
ตนเองด้วย ( ทุกรกิริยา )
เป็ นเวลา ๖ ปี
 ใ น ที่ส ุด ท่า น ด า ริไ ด้ว่า
การทรมานตนเองมิใช่ทาง
ตรัสรู้ เปรียบเสมือนสายพิณ
ที่ข ึง ต ึง เ ก ิน ไ ป ด ัง นั ้น
จึงควรปฏิบัติบาเพ็ญเพียร
ท า ง จ ิต ด้ว ย ค ว า ม พ อ ดี
(มัชฌิมาปฏิปทา)
 กระทั่งวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๖
ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
ท่านประทับนั่งใต้ต้นพระศรี
มหาโพธิ์ แคว้นมคธ
ป.อินเดีย และตั้ง
สัตยาธิษฐานว่า
 “ถ้ายังไม่ได้ตรัสรู้
พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
..จักไม่เสด็จลุกขึ้นจาก
บัลลังก์...ถึงแม้ว่าเนื้อและ
เลือดในกายจักเหือดแห้งไป
ก็ตามที”
จนกระทั่งปัจฉิมยาม
ของวันนั้น พระองค์ได้เกิด
ปัญญาญาณ ตรัสรู้
พระธรรม “อริยสัจ ๔”
บรรลุถึงการดับกิเลส
และพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง...
และทรงได้พระนามว่า..
“พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
ขณะมีพระชนมายุได้
๓๕ พรรษา
พระพุทธเจ้าสอนอะไร?
“...โลกตั้งอยู่บนกองทุกข์.....
เรา ตถาคต แสดงแต่เรื่อง ทุกข์
และความดับทุกข์ เท่านั้น”
“...เรื่องที่เราสอน ก็คือ ทุกข์
สมุทัย นิโรธ มรรค..เพราะ
ประกอบด้วยประโยชน์ เป็ น
เบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็ นไป
เพื่อความหน่ายคลายกาหนัด ดับ
สงบ รู้ยิ่ง ตรัสรู้ และนิพพาน”
พระพุทธเจ้าสอนอะไร?
 สอนให้มองโลกตามความเป็ นจริง
....สิ่งแรกที่มนุษย์ควรทา คือ การมองความจริงและทา
ความรู้จักกับสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็ น และเข้าไปเกี่ยวข้อง
กับสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบรู้และเข้าใจ เพื่อให้มีทุกข์น้อย
ที่สุด หรือ ไม่มีทุกข์เลย
พระพุทธเจ้าสอนมุ่งให้คนเกิดปัญญา....และเมื่อรู้แล้วก็ควร
นาไปปฏิบัติเพื่อเกิดปร ะโยชน์แก่ชีวิต คือ ดับทุกข์ได้
พระพุทธเจ้าสอนอะไร?
สาขาของพุทธปรัชญา
หลังจากที่พระพุทธเจ้า ปรินิพพานได้ ๓ เดือน ได้มีการ
สังคายนาธรรมวินัยใหม่ และอีก ๑๐๐ ปี ต่อมาได้เกิด
ความขัดแย้งในเรื่องการแปลความหมายของธรรมวินัย
และมีภิกษุบางส่วนย่อหย่อนต่อพระวินัย จึงมีการ
สังคายนาครั้งที่ ๒ ซึ่งนาไปสู่ความขัดแย้งทางความคิด...
สาขาของพุทธปรัชญา
นิกายเถรวาท (หีนยาน)
• เป็ นนิกายดั้งเดิม ยึดถือหลักพระธรรมวินัยที่ได้สังคายนา
ไว้เมื่อพุทธปรินิพพาน ได้ ๓ เดือน เจริญอยู่ทางตอนใต้
ของอินเดีย ได้แพร่หลายไปยังประเทศเอเชียใต้ เช่น
ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว และเขมร เป็ นต้น
นิกายมหายาน
• เป็นนิกายที่แยกออกมาใหม่ ยึดถือหลักธรรมตามการตีความใหม่
และการปฏิบัติของอาจารย์ตน เจริญอยู่ตอนเหนือของอินเดีย ได้
แพร่เข้าไปสู่ประเทศธิเบต จีน เกาหลี เวียดนามและญี่ปุ่น
เถรวาท มหายาน
ประเด็น เถรวาท (หีนยาน) มหายาน (อาจาริยวาท)
เป้ ายหมายชีวิต มุ่งให้ตนเองพ้นทุกข์ก่อนและมุ่ง
ที่อรหัตตภูมิ
มุ่งช่วยสรรพสัตว์ ให้พ้นทุกข์
ก่อน จึงจะช่วยตนเอง และมุ่งที่
พุทธภูมิ
ภาวะจิต (พุทธภาวะ) ไม่ยืนยันภาวะจิตเดิม ยืนยันจิตเดิมว่ามีอยู่ในทุกคน
การมีอยู่ของพระพุทธเจ้า
(หลังปรินิพพาน)
ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธการมีอยู่
หรือการดับสูญ
ยืนยันว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่ในรูป
สัมโภคกาย ในพุทธเกษตร
หลักธรรมวินัย ยึดถือคาสอนดั้งเดิมทั้งหมด เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงใหม่
การยกย่องสาวก ยกย่องผู้บาเพ็ญตนเป็น
อริยบุคคล
ยกย่องผู้ปฏิบัติแบบพระโพธิสัตว์
ความแตกต่างระหว่างเถรวาทและมหายาน
ประเด็น เถรวาท (หีนยาน) มหายาน (อาจาริยวาท)
เป้ ายหมายชีวิต มุ่งให้ตนเองพ้นทุกข์ก่อนและมุ่ง
ที่อรหัตตภูมิ
มุ่งช่วยสรรพสัตว์ ให้พ้นทุกข์
ก่อน จึงจะช่วยตนเอง และมุ่งที่
พุทธภูมิ
ภาวะจิต (พุทธภาวะ) ไม่ยืนยันภาวะจิตเดิม ยืนยันจิตเดิมว่ามีอยู่ในทุกคน
การมีอยู่ของพระพุทธเจ้า
(หลังปรินิพพาน)
ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธการมีอยู่
หรือการดับสูญ
ยืนยันว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่ในรูป
สัมโภคกาย ในพุทธเกษตร
หลักธรรมวินัย ยึดถือคาสอนดั้งเดิมทั้งหมด เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงใหม่
การยกย่องสาวก ยกย่องผู้บาเพ็ญตนเป็น
อริยบุคคล
ยกย่องผู้ปฏิบัติแบบพระโพธิสัตว์
พระอรหันต์ตายแล้วเกิด หรือไม่เกิด ?
เถรวาทตอบอย่างไร?
มหายานตอบอย่างไร?
เมื่อนิพพานมี ที่ตั้งของนิพพานก็น่าะะมี ?
เอกสารอ้างอิง
วิโรจ นาคชาตรี. พุทธปรัชญาเถรวาท. กรุงเทพฯ : สานักพิมพ์
รามคาแหง, ๒๕๔๗.
สุเชาวน์ พลอยชุม. พุทธปรัชญาเถรวาทในสุตตันตปิ ฎก.
กรุงเทพฯ : ม.เกษตรศาสตร์, ๒๕๔๘.
เดือน คาดี. พุทธปรัชญา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๕.
ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่
www.philosophychicchic.com
สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม

วิชาพุทธปรัชญา : พื้นฐานพุทธปรัชญา