ธรรมะเสวนา
หลวงปูมั่น ภูริทัตโต
หลวงปูมั่น มูลฐานสําหรับทําการปฏิบัติ
“มโน” คือ “ใจ” นี้เปนดั้งเดิม เปนมหาฐานใหญ
จะทําจะพูดอะไรก็ยอมเปนไปจาก “ใจ” นี้ทั้งหมด
“มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา”
“ธรรมทั้งหลายมีใจถึงกอน มีใจเปนใหญ สําเร็จแลวดวยใจ”
พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ก็ทรงบัญญัติออกไปจาก “ใจ” คือมหาฐาน นี้ทั้งสิ้น
เมื่อพระสาวกผูไดมาพิจารณาตามจนถึงรูจัก “มโน” แจมแจงแลว
“มโน” ก็สุดบัญญัติ คือ พนจากบัญญัติทั้งสิ้น
สมมติทั้งหลายในโลกนี้ตองออกไปจาก “มโน” ทั้งสิ้น
หลวงปูมน มูลเหตุแหงสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุ
         ั่
เหตุซึ่งเปนปจจัยดั้งเดิมของสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุนั้นไดแก “มโน” นั่นเอง
มโน เปนตัวมหาเหตุเปนตัวเดิม เปนสิงสําคัญ นอกนั้นเปนแตอาการเทานั้น
                                        ่
ฉะนั้น มโน ก็ดี ฐีติ ภูตํ ก็ดี และมหาธาตุ ก็ดี ยอมมีเนือความเปนอันเดียวกัน
                                                        ้
ดวยเหตุนี้แล พระอัสสชิเถระ จึงแสดงธรรมแก อุปติสฺส (พระสารีบตร) วาุ
เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ
ความวา ธรรมทังหลายเกิดแตเหตุ...เพราะวามหาเหตุนี้เปนตัวสําคัญ เปน ตัวเดิม
                 ้
เมื่อทานพระอัสสชิเถระกลาวถึงมหาเหตุ พระสารีบุตรจึงหยังจิตลงถึงกระแสธรรม
                                                              ่
ทุกสิ่งในโลกก็ตองเปนไปแตมหาเหตุ ถึงโลกุตตรธรรม ก็ คือมหาเหตุ
ผูมาปฏิบัติ “ใจ” คือ ตัวมหาเหตุจนแจมกระจางสวางโรแลว
ยอมสามารถรูอะไรๆ ทั้งภายในและภายนอกทุกสิ่งทุกประการ
               
สุดจะนับจะประมาณไดดวยประการฉะนี้
หลวงปูมั่น มูลการของสังสารวัฏฏ
“ฐีติภูตํ” เปนพอแมของอวิชชา “ฐีติภูตํ” ไดแก จิตดั้งเดิม
เมื่อ “ฐีติภูตํ” ประกอบไปดวยความหลง อาการของอวิชชาเกิดขึ้น
เมื่อมีอวิชชา จึงเปนปจจัยใหปรุงแตงเปนสังขาร พรอมกับความเขาไปยึดถือ
จึงเปนภพชาติคือตองเกิดกอตอกันไป เรียกวา ปจจยาการ เพราะเปนอาการสืบตอกัน
วิชชาและอวิชชาก็ตองมาจาก “ฐีติภูตํ” เชนเดียวกัน
เมื่อ “ฐีติภูตํ” กอปรดวยวิชชา จึงรูเทาอาการทั้งหลายตามความเปนจริง
รวมใจความวา “ฐีติภูตํ” เปนตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ (การเวียนวายตายเกิด)
เพราะฉะนั้นเมือจะตัดสังสารวัฏฏใหขาดสูญ จึงตองอบรมบมตัวการดั้งเดิม
                  ่
 ใหมีวิชชารูเทาทันอาการทั้งหลายตามความเปนจริง ก็จะหายหลง
แลวไมกออาการทั้งหลายใดๆ อีก “ฐีติภูตํ” อันเปนมูลการ ก็หยุดหมุน
หมดการเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏฏดวยประการฉะนี้
หลวงปูมั่น จิตเดิมเปนธรรมชาติใสสวาง
จิตนี้เลื่อมปภัสสรแจงสวางมาเดิม
แตอาศัยอุปกิเลสเครื่องเศราหมองเปนอาคันตุกะสัญจร มาปกคลุมหุมหอ
จึงทําใหจิตมิสองแสงสวางได ดุจพระอาทิตยเมื่อเมฆบดบัง
อยาพึงเขาใจวาพระอาทิตยเขาไปหาเมฆ
เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตยตางหาก
ฉะนั้น ผูบําเพ็ญเพียรทั้งหลายเมื่อรูโดยปริยายนี้แลว
พึงกําจัดของปลอมดวยการพิจารณาโดยแยบคาย
เมื่อทําใหถึงขั้นฐีติจิตแลว ชื่อวายอมทําลายของปลอมไดหมดสิ้น
หรือวาของปลอมยอมเขาไมถึงฐีติจิต
เพราะสะพานเชือมตอถูกทําลายขาดสะบั้นลงแลว
                   ่
แมยังตองเกี่ยวของกับอารมณของโลกอยู
ก็ยอมเปนดุจ น้ํากลิ้งบนใบบัว ฉะนั้น
หลวงปูมน สติปฏฐาน เปน ชัยภูมิ คือสนามฝกฝนตน
        ั่
 พระบรมศาสดาจารยเจา ทรงตั้งชัยภูมิไวในธรรมขอไหน ?
 เมื่อพิจารณาปญหานีไดความขึ้นวา
                        ้
 พระองคทรงตั้ง มหาสติปฏฐานเปนชัยภูมิ
 อุปมาในทางโลก การรบทัพชิงชัย มุงหมายชัยชนะจําตองหา ชัยภูมิ
 ถาไดชัยภูมิทดีแลว ยอมสามารถปองกันอาวุธของขาศึกไดดี ณ ที่นน
                ี่                                               ั้
 สามารถรวบรวมกําลังใหญ เขาฆาฟนขาศึกใหปราชัยพายแพไปได
 ที่เชนนันทานจึงเรียกวา ชัยภูมิ
           ้
 คือที่ที่ประกอบไปดวยคายคูประตูและหอรบอันมันคง
                                              ่
 อุปไมยในทางธรรม ที่เอามหาสติปฏฐานเปนชัยภูมิ
 ก็โดยผูที่จะเขาสูสงครามรบขาศึก คือ กิเลส
 ตองพิจารณากายานุปสสนาสติปฏฐาน เปนตนกอน
หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส
        ั่
     ธรรมชาติของดีทั้งหลาย ยอมเกิดมาแตของไมดี
     อุปมาดังดอกปทุมชาติอันสวยงาม ก็เกิดขึ้นมาจากโคลนตมอันเปนของสกปรก
              ่
     แตวาดอกบัวนั้น เมื่อขึนพนโคลนตมแลวยอมเปนสิ่งทีสะอาด นํามาทัดทรง
                             ้                           ่
     และดอกบัวนั้นก็มิไดกลับคืนไปยังโคลนตมนันอีกเลย
                                                  ้
     พระโยคาวจรเจาผูประพฤติพากเพียร ยอมพิจารณาซึ่งสิ่งสกปรกนาเกลียด
     ก็คือตัวเรานี้เอง รางกายนี้เปนทีประชุมแหงของโสโครก
                                       ่
     พิจารณารางกายอันนี้ใหชํานิชานาญดวย โยนิโสมนสิการ
                                     ํ
     เมื่อยังเห็นไมทนชัดเจน ก็พิจารณาสวนใดสวนหนึ่งแหงกาย
                      ั
     อันเปนที่สบายแกจริต
     จนกระทั่งปรากฏเปนอุคคหนิมิต คือ ปรากฏสวนแหงรางกายสวนใดสวนหนึ่ง
     แลวก็กําหนดสวนนั้นใหมาก เจริญใหมาก
หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส
        ั่
     ใหมีสติหรือพิจารณาในที่ทุกสถานในกาลทุก
     เมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดืม ทํา คิด พูด
                                   ่
     ก็ใหมีสติรอบคอบในกายอยูเสมอ จึงจะชื่อวา ทําใหมาก
     เมื่อพิจารณาในรางกายนั้นจนชัดเจนแลว
     ใหพิจารณาแบงสวนแยกสวนออกเปนสวนๆ ตามโยนิโสมนสิการ
     ตลอดจนกระจายออกเปนธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุไฟ ธาตุลม
     และพิจารณาใหเห็นไปตามนั้นจริงๆ
     อุบายตอนนี้ตามแตตนจะใครครวญออกอุบาย
     ตามที่ถกจริตนิสัยของตน
              ู
     แตอยาละทิ้งหลักเดิมที่ตนไดรูครั้งแรกนั่นเทียว
หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส
        ั่
      พระโยคาวจรเจา พึงเจริญใหมาก ทําใหมาก
      อยาพิจารณาครั้งเดียว แลวปลอยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน
      ใหพิจารณากาวเขาไป ถอยออกมา เปนอนุโลม ปฏิโลม
      พระโยคาวจรเจาพิจารณาอยางนี้ชํานาญแลว หรือชํานาญอยางยิ่งแลว
      คราวนี้แลเปนสวนที่จะเปนเอง คือ จิต ยอมจะรวมใหญ
      เมื่อรวมพึ่บลง ยอมปรากฏวาทุกสิ่งรวมลงเปนอันเดียวกัน
      คือหมดทั้งโลก ยอมเปนธาตุทั้งสิ้น
      นิมิตจะปรากฏขึ้นพรอมกันวา โลกนี้ราบเหมือนหนากลอง
      เพราะมีสภาพเปนอันเดียวกัน ไมวา ปาไม ภูเขา มนุษย สัตว
      แมที่สุดตัวของเรา ก็ตองลบราบเปนทีสุดอยางเดียวกัน
                                            ่
      พรอมกับ ญาณสัมปยุตต คือรูขึ้นมาพรอมกัน ตัดความสนเทหในใจไดเลย
      จึงชื่อวา ยถาภูตญาณทัสสนวิปสสนา คือทั้งเห็นทั้งรูตามความเปนจริง
                                    
หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส
        ั่
      พระโยคาวจรเจาพึงเจริญใหมาก ทําใหมาก จนชํานาญเห็นแจงชัดวา
      สังขารความปรุงแตง อันเปนความสมมติวาโนนเปนของของเรา โนนเปนเรา
      เปนความไมเที่ยง อาศัยอุปาทานความยึดถือ จึงเปนทุกข
      ก็แลธาตุทั้งหลาย เขาหากมีหากเปนอยูอยางนี้ตั้งแตไหนแตไรมา
      เกิด แก เจ็บ ตาย เกิดขึ้น เสื่อมไป อยูอยางนี้มากอนเราเกิด ตั้งแตดึกดําบรรพ
                                               
      อาศัยอาการของจิต ของขันธ ๕ ไดแก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
      ไปปรุงแตงสําคัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ เปนอเนกชาติมาจนถึงปจจุบันชาติ
      จึงทําใหจิตหลงอยูตามสมมติ ไมใชสมมติมาติดเอาเรา
      เพราะธรรมชาติทั้งหลายทั้งหมดในโลกนี้ จะเปนของมีวิญญาณหรือไมก็ตาม
      เมื่อวาตามความจริงแลว เขาหากมีหากเปน เกิดขึ้นเสื่อมไป มีอยูอยางนั้นทีเดียว
      จึงรูขึ้นวา ปุพฺเพสุ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ธรรมดาเหลานี้ หากมีมาแตกอน
      ถึงวาจะไมไดยนไดฟงมาจากใครก็มีอยูอยางนั้นทีเดียว
                        ิ
หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส
        ั่
    พระพุทธเจาจึงทรงปฏิญาณพระองควา เราไมไดฟงมาแตใคร มิไดเรียนมาแตใคร
    เพราะเหลานีมอยู มีมาแตกอนพระองคดังนี้
                 ้ ี
    ไดความวา ธรรมดาธาตุทั้งหลายยอมเปนยอมมีอยูอยางนั้น
    อาศัยอาการของจิต เขาไปยึดถือเอาสิ่งทั้งปวงเหลานั้นมาหลายภพหลายชาติ
    จึงเปนเหตุใหอนุสัยครอบงําจิตจนหลงเชื่อไปตาม
    จึงเปนเหตุใหกอภพกอชาติ ดวยอาการของจิตเขาไปยึด
    ฉะนั้นพระโยคาวจรเจามาพิจารณา โดยแยบคายลงไปตามสภาพวา
    สพฺเพ สฺงขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา
    สังขารความเขาไปปรุงแตง คือ อาการของจิตนั่นแลไมเที่ยง
    สัตวโลกเขาเที่ยง คือมีอยูเปนอยูอยางนั้น
    ใหพิจารณาโดย อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ เปนเครืองแกอาการของจิต
                                                 ่
    ใหเห็นแนแทวา ตัวอาการของจิตนี้เองมันไมเที่ยง เปนทุกข จึงหลงตามสังขาร
หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส
        ั่
     เมื่อเห็นจริงลงไปแลว ก็เปนเครืองแกอาการของจิต
                                         ่
     จึงปรากฏขึ้นวา สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ สังขารทั้งหลายที่เที่ยงแทไมมี
     สังขารเปนอาการของจิตตางหาก เปรียบเหมือนพยับแดด
     สวนสัตวเขาก็อยูประจําโลกแตไหนแตไรมา
     เมื่อรูโดยเงื่อน ๒ ประการ คือ
     รูวา สัตวก็มีอยูอยางนั้น สังขารก็เปนอาการของจิต เขาไปสมมติเขาเทานั้น
     ฐีติภูตํ จิตตั้งอยูเดิม ไมมีอาการเปนผูหลุดพน
     ไดความวา ธรรมดาหรือธรรมทั้งหลายไมใชตน
     จะใชตนอยางไร ของเขาหากเกิดมีอยางนั้น
     ทานจึงวา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายไมใชตน
หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส
        ั่
     ใหพระโยคาวจรเจาพึงพิจารณาใหเห็นแจงประจักษตามนี้
     จนทําใหจิตรวมพึ่บลงไป ใหเห็นจริงแจงชัดตามนั้น
     โดย ปจจักขสิทธิ พรอมกับ ญาณสัมปยุตต
     รวมทวนกระแสแกอนุสัย สมมติเปนวิมุตติ
     หรือรวมลงฐีติจิต อันเปนอยูมอยูอยางนั้น
                                    ี
     จนแจงประจักษในที่นนดวยญาณสัมปยุตตวา ขีณา ชาติ ญาณํ โหติ
                             ั้
     ดังนี้ ไมใชสมมติไมใชของแตงเอาเดาเอา ไมใชของอันบุคคลพึงปรารถนาเอาได
     เปนของที่เกิดเอง เปนเอง รูเอง โดยสวนเดียวเทานั้น
     เพราะดวยการปฏิบัติอันเขมแข็งไมทอถอย
     พิจารณาโดยแยบคายดวยตนเอง จึงจะเปนขึนมาเอง  ้
     วิมฺตติธรรม มิใชสิ่งอันบุคคลจะพึงปรารถนาเอาได
     ถาปฏิบัติไมถูกตองหรือเกียจคราน จนวันตาย จะประสบวิมุตติธรรมไมไดเลย

ธรรมะเสวนา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

  • 1.
  • 3.
    หลวงปูมั่น มูลฐานสําหรับทําการปฏิบัติ “มโน” คือ“ใจ” นี้เปนดั้งเดิม เปนมหาฐานใหญ จะทําจะพูดอะไรก็ยอมเปนไปจาก “ใจ” นี้ทั้งหมด “มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา” “ธรรมทั้งหลายมีใจถึงกอน มีใจเปนใหญ สําเร็จแลวดวยใจ” พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจาก “ใจ” คือมหาฐาน นี้ทั้งสิ้น เมื่อพระสาวกผูไดมาพิจารณาตามจนถึงรูจัก “มโน” แจมแจงแลว “มโน” ก็สุดบัญญัติ คือ พนจากบัญญัติทั้งสิ้น สมมติทั้งหลายในโลกนี้ตองออกไปจาก “มโน” ทั้งสิ้น
  • 4.
    หลวงปูมน มูลเหตุแหงสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุ ั่ เหตุซึ่งเปนปจจัยดั้งเดิมของสิ่งทั้งหลายในสากลโลกธาตุนั้นไดแก “มโน” นั่นเอง มโน เปนตัวมหาเหตุเปนตัวเดิม เปนสิงสําคัญ นอกนั้นเปนแตอาการเทานั้น ่ ฉะนั้น มโน ก็ดี ฐีติ ภูตํ ก็ดี และมหาธาตุ ก็ดี ยอมมีเนือความเปนอันเดียวกัน ้ ดวยเหตุนี้แล พระอัสสชิเถระ จึงแสดงธรรมแก อุปติสฺส (พระสารีบตร) วาุ เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ ความวา ธรรมทังหลายเกิดแตเหตุ...เพราะวามหาเหตุนี้เปนตัวสําคัญ เปน ตัวเดิม ้ เมื่อทานพระอัสสชิเถระกลาวถึงมหาเหตุ พระสารีบุตรจึงหยังจิตลงถึงกระแสธรรม ่ ทุกสิ่งในโลกก็ตองเปนไปแตมหาเหตุ ถึงโลกุตตรธรรม ก็ คือมหาเหตุ ผูมาปฏิบัติ “ใจ” คือ ตัวมหาเหตุจนแจมกระจางสวางโรแลว ยอมสามารถรูอะไรๆ ทั้งภายในและภายนอกทุกสิ่งทุกประการ  สุดจะนับจะประมาณไดดวยประการฉะนี้
  • 5.
    หลวงปูมั่น มูลการของสังสารวัฏฏ “ฐีติภูตํ” เปนพอแมของอวิชชา“ฐีติภูตํ” ไดแก จิตดั้งเดิม เมื่อ “ฐีติภูตํ” ประกอบไปดวยความหลง อาการของอวิชชาเกิดขึ้น เมื่อมีอวิชชา จึงเปนปจจัยใหปรุงแตงเปนสังขาร พรอมกับความเขาไปยึดถือ จึงเปนภพชาติคือตองเกิดกอตอกันไป เรียกวา ปจจยาการ เพราะเปนอาการสืบตอกัน วิชชาและอวิชชาก็ตองมาจาก “ฐีติภูตํ” เชนเดียวกัน เมื่อ “ฐีติภูตํ” กอปรดวยวิชชา จึงรูเทาอาการทั้งหลายตามความเปนจริง รวมใจความวา “ฐีติภูตํ” เปนตัวการดั้งเดิมของสังสารวัฏฏ (การเวียนวายตายเกิด) เพราะฉะนั้นเมือจะตัดสังสารวัฏฏใหขาดสูญ จึงตองอบรมบมตัวการดั้งเดิม ่ ใหมีวิชชารูเทาทันอาการทั้งหลายตามความเปนจริง ก็จะหายหลง แลวไมกออาการทั้งหลายใดๆ อีก “ฐีติภูตํ” อันเปนมูลการ ก็หยุดหมุน หมดการเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฏฏดวยประการฉะนี้
  • 6.
    หลวงปูมั่น จิตเดิมเปนธรรมชาติใสสวาง จิตนี้เลื่อมปภัสสรแจงสวางมาเดิม แตอาศัยอุปกิเลสเครื่องเศราหมองเปนอาคันตุกะสัญจร มาปกคลุมหุมหอ จึงทําใหจิตมิสองแสงสวางไดดุจพระอาทิตยเมื่อเมฆบดบัง อยาพึงเขาใจวาพระอาทิตยเขาไปหาเมฆ เมฆไหลมาบดบังพระอาทิตยตางหาก ฉะนั้น ผูบําเพ็ญเพียรทั้งหลายเมื่อรูโดยปริยายนี้แลว พึงกําจัดของปลอมดวยการพิจารณาโดยแยบคาย เมื่อทําใหถึงขั้นฐีติจิตแลว ชื่อวายอมทําลายของปลอมไดหมดสิ้น หรือวาของปลอมยอมเขาไมถึงฐีติจิต เพราะสะพานเชือมตอถูกทําลายขาดสะบั้นลงแลว ่ แมยังตองเกี่ยวของกับอารมณของโลกอยู ก็ยอมเปนดุจ น้ํากลิ้งบนใบบัว ฉะนั้น
  • 7.
    หลวงปูมน สติปฏฐาน เปนชัยภูมิ คือสนามฝกฝนตน ั่ พระบรมศาสดาจารยเจา ทรงตั้งชัยภูมิไวในธรรมขอไหน ? เมื่อพิจารณาปญหานีไดความขึ้นวา ้ พระองคทรงตั้ง มหาสติปฏฐานเปนชัยภูมิ อุปมาในทางโลก การรบทัพชิงชัย มุงหมายชัยชนะจําตองหา ชัยภูมิ ถาไดชัยภูมิทดีแลว ยอมสามารถปองกันอาวุธของขาศึกไดดี ณ ที่นน ี่ ั้ สามารถรวบรวมกําลังใหญ เขาฆาฟนขาศึกใหปราชัยพายแพไปได ที่เชนนันทานจึงเรียกวา ชัยภูมิ ้ คือที่ที่ประกอบไปดวยคายคูประตูและหอรบอันมันคง ่ อุปไมยในทางธรรม ที่เอามหาสติปฏฐานเปนชัยภูมิ ก็โดยผูที่จะเขาสูสงครามรบขาศึก คือ กิเลส ตองพิจารณากายานุปสสนาสติปฏฐาน เปนตนกอน
  • 8.
    หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส ั่ ธรรมชาติของดีทั้งหลาย ยอมเกิดมาแตของไมดี อุปมาดังดอกปทุมชาติอันสวยงาม ก็เกิดขึ้นมาจากโคลนตมอันเปนของสกปรก ่ แตวาดอกบัวนั้น เมื่อขึนพนโคลนตมแลวยอมเปนสิ่งทีสะอาด นํามาทัดทรง ้ ่ และดอกบัวนั้นก็มิไดกลับคืนไปยังโคลนตมนันอีกเลย ้ พระโยคาวจรเจาผูประพฤติพากเพียร ยอมพิจารณาซึ่งสิ่งสกปรกนาเกลียด ก็คือตัวเรานี้เอง รางกายนี้เปนทีประชุมแหงของโสโครก ่ พิจารณารางกายอันนี้ใหชํานิชานาญดวย โยนิโสมนสิการ ํ เมื่อยังเห็นไมทนชัดเจน ก็พิจารณาสวนใดสวนหนึ่งแหงกาย ั อันเปนที่สบายแกจริต จนกระทั่งปรากฏเปนอุคคหนิมิต คือ ปรากฏสวนแหงรางกายสวนใดสวนหนึ่ง แลวก็กําหนดสวนนั้นใหมาก เจริญใหมาก
  • 9.
    หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส ั่ ใหมีสติหรือพิจารณาในที่ทุกสถานในกาลทุก เมื่อ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดืม ทํา คิด พูด ่ ก็ใหมีสติรอบคอบในกายอยูเสมอ จึงจะชื่อวา ทําใหมาก เมื่อพิจารณาในรางกายนั้นจนชัดเจนแลว ใหพิจารณาแบงสวนแยกสวนออกเปนสวนๆ ตามโยนิโสมนสิการ ตลอดจนกระจายออกเปนธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุไฟ ธาตุลม และพิจารณาใหเห็นไปตามนั้นจริงๆ อุบายตอนนี้ตามแตตนจะใครครวญออกอุบาย ตามที่ถกจริตนิสัยของตน ู แตอยาละทิ้งหลักเดิมที่ตนไดรูครั้งแรกนั่นเทียว
  • 10.
    หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส ั่ พระโยคาวจรเจา พึงเจริญใหมาก ทําใหมาก อยาพิจารณาครั้งเดียว แลวปลอยทิ้งตั้งครึ่งเดือน ตั้งเดือน ใหพิจารณากาวเขาไป ถอยออกมา เปนอนุโลม ปฏิโลม พระโยคาวจรเจาพิจารณาอยางนี้ชํานาญแลว หรือชํานาญอยางยิ่งแลว คราวนี้แลเปนสวนที่จะเปนเอง คือ จิต ยอมจะรวมใหญ เมื่อรวมพึ่บลง ยอมปรากฏวาทุกสิ่งรวมลงเปนอันเดียวกัน คือหมดทั้งโลก ยอมเปนธาตุทั้งสิ้น นิมิตจะปรากฏขึ้นพรอมกันวา โลกนี้ราบเหมือนหนากลอง เพราะมีสภาพเปนอันเดียวกัน ไมวา ปาไม ภูเขา มนุษย สัตว แมที่สุดตัวของเรา ก็ตองลบราบเปนทีสุดอยางเดียวกัน ่ พรอมกับ ญาณสัมปยุตต คือรูขึ้นมาพรอมกัน ตัดความสนเทหในใจไดเลย จึงชื่อวา ยถาภูตญาณทัสสนวิปสสนา คือทั้งเห็นทั้งรูตามความเปนจริง 
  • 11.
    หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส ั่ พระโยคาวจรเจาพึงเจริญใหมาก ทําใหมาก จนชํานาญเห็นแจงชัดวา สังขารความปรุงแตง อันเปนความสมมติวาโนนเปนของของเรา โนนเปนเรา เปนความไมเที่ยง อาศัยอุปาทานความยึดถือ จึงเปนทุกข ก็แลธาตุทั้งหลาย เขาหากมีหากเปนอยูอยางนี้ตั้งแตไหนแตไรมา เกิด แก เจ็บ ตาย เกิดขึ้น เสื่อมไป อยูอยางนี้มากอนเราเกิด ตั้งแตดึกดําบรรพ  อาศัยอาการของจิต ของขันธ ๕ ไดแก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไปปรุงแตงสําคัญมั่นหมายทุกภพทุกชาติ เปนอเนกชาติมาจนถึงปจจุบันชาติ จึงทําใหจิตหลงอยูตามสมมติ ไมใชสมมติมาติดเอาเรา เพราะธรรมชาติทั้งหลายทั้งหมดในโลกนี้ จะเปนของมีวิญญาณหรือไมก็ตาม เมื่อวาตามความจริงแลว เขาหากมีหากเปน เกิดขึ้นเสื่อมไป มีอยูอยางนั้นทีเดียว จึงรูขึ้นวา ปุพฺเพสุ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ธรรมดาเหลานี้ หากมีมาแตกอน ถึงวาจะไมไดยนไดฟงมาจากใครก็มีอยูอยางนั้นทีเดียว ิ
  • 12.
    หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส ั่ พระพุทธเจาจึงทรงปฏิญาณพระองควา เราไมไดฟงมาแตใคร มิไดเรียนมาแตใคร เพราะเหลานีมอยู มีมาแตกอนพระองคดังนี้ ้ ี ไดความวา ธรรมดาธาตุทั้งหลายยอมเปนยอมมีอยูอยางนั้น อาศัยอาการของจิต เขาไปยึดถือเอาสิ่งทั้งปวงเหลานั้นมาหลายภพหลายชาติ จึงเปนเหตุใหอนุสัยครอบงําจิตจนหลงเชื่อไปตาม จึงเปนเหตุใหกอภพกอชาติ ดวยอาการของจิตเขาไปยึด ฉะนั้นพระโยคาวจรเจามาพิจารณา โดยแยบคายลงไปตามสภาพวา สพฺเพ สฺงขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารความเขาไปปรุงแตง คือ อาการของจิตนั่นแลไมเที่ยง สัตวโลกเขาเที่ยง คือมีอยูเปนอยูอยางนั้น ใหพิจารณาโดย อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ เปนเครืองแกอาการของจิต ่ ใหเห็นแนแทวา ตัวอาการของจิตนี้เองมันไมเที่ยง เปนทุกข จึงหลงตามสังขาร
  • 13.
    หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส ั่ เมื่อเห็นจริงลงไปแลว ก็เปนเครืองแกอาการของจิต ่ จึงปรากฏขึ้นวา สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ สังขารทั้งหลายที่เที่ยงแทไมมี สังขารเปนอาการของจิตตางหาก เปรียบเหมือนพยับแดด สวนสัตวเขาก็อยูประจําโลกแตไหนแตไรมา เมื่อรูโดยเงื่อน ๒ ประการ คือ รูวา สัตวก็มีอยูอยางนั้น สังขารก็เปนอาการของจิต เขาไปสมมติเขาเทานั้น ฐีติภูตํ จิตตั้งอยูเดิม ไมมีอาการเปนผูหลุดพน ไดความวา ธรรมดาหรือธรรมทั้งหลายไมใชตน จะใชตนอยางไร ของเขาหากเกิดมีอยางนั้น ทานจึงวา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายไมใชตน
  • 14.
    หลวงปูมน อุบายแหงวิปสสนา อันเปนเครื่องถายถอนกิเลส ั่ ใหพระโยคาวจรเจาพึงพิจารณาใหเห็นแจงประจักษตามนี้ จนทําใหจิตรวมพึ่บลงไป ใหเห็นจริงแจงชัดตามนั้น โดย ปจจักขสิทธิ พรอมกับ ญาณสัมปยุตต รวมทวนกระแสแกอนุสัย สมมติเปนวิมุตติ หรือรวมลงฐีติจิต อันเปนอยูมอยูอยางนั้น  ี จนแจงประจักษในที่นนดวยญาณสัมปยุตตวา ขีณา ชาติ ญาณํ โหติ ั้ ดังนี้ ไมใชสมมติไมใชของแตงเอาเดาเอา ไมใชของอันบุคคลพึงปรารถนาเอาได เปนของที่เกิดเอง เปนเอง รูเอง โดยสวนเดียวเทานั้น เพราะดวยการปฏิบัติอันเขมแข็งไมทอถอย พิจารณาโดยแยบคายดวยตนเอง จึงจะเปนขึนมาเอง ้ วิมฺตติธรรม มิใชสิ่งอันบุคคลจะพึงปรารถนาเอาได ถาปฏิบัติไมถูกตองหรือเกียจคราน จนวันตาย จะประสบวิมุตติธรรมไมไดเลย