ตราบเท่าที่อากาศยังคงอยู่
และตราบเท่าที่สรรพสัตว์
ยังคงอยู่
ตราบนั้น ขอให้ข้าฯ คงอยู่
เพื่อขจัดปัดเป่าความทุกข์
โศกในโลก....
(โพธิสัตตวจรรยาวตาร)
ความหมายของคาว่า “โพธิสัตว์”
 ความหมายของคาว่า “โพธิสัตว์” ในทาง
เถรวาท
 ความหมายในคัมภีร์เถรวาทเป็นไปโดยนัย ๒ ประการ คือ
 ๑. หมายถึงบุคคลหรือสัตว์ผู้ข้อง ผู้ติดอยู่ในความรู้
(โพธิ)
 ๒. หมายถึง ผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม..... “โพธิสัตว์”
หมายถึง ท่านผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่ง
กาลังบาเพ็ญบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ
ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และ
อุเบกขา
ความหมายของคาว่า “โพธิสัตว์”
 ความหมายของคาว่า “โพธิสัตว์” ในทาง
มหายาน
 ในคัมภีร์ โพธิสัตว์จรรยาตารปัญจิกา กล่าวว่า คาว่า
“โพธิสัตว์” หมายถึง ผู้ที่มุ่งหมายในโพธิ
 ในคัมภีร์ สัทธรรมปุณฑริกสูตร ให้ความหมายของ
“โพธิสัตว์” ไว้ว่า หมายถึง “บุคคลที่บาเพ็ญบารมีเพื่อ
เป็นพระพุทธเจ้า หรือผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าใน
อนาคต”
 กล่าวโดยสรุป.... “โพธิสัตว์” ในคัมภีร์มหายาน หมายถึง
ผู้มุ่งมั่นเพื่อโพธิญาณ หรือผู้ปรารถนาความเป็นพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกันทั้งเถรวาท
และมหายาน
พระโพธิสัตว์ในทัศนะของเถรวาท
 พระโพธิ์สัตว์ 3 ประเภท...แบ่งตามระยะเวลาแห่งการ
บาเพ็ญบารมี
 1. พระปัญญาธิกพุทธเจ้า...พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วย
ปัญญา บาเพ็ญบารมีชนิดปัญญากล้า ศรัทธาอ่อน
 2. พระสัทธาธิกพุทธเจ้า...พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วยศรัทธา
บาเพ็ญบารมีชนิดศรัทธากล้า แต่มีปัญญาปานกลาง
 3. พระวิริยาธิกพุทธเจ้า...พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วยความ
เพียร บาเพ็ญบารมีชนิดมีความเพียรกล้า
 พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้มีพระนามว่า พระศรีศากยมนี
โคดมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสร้างบารมีมาทาง ปัญญา
พุทธเจ้า
พระโพธิสัตว์ในทัศนะของเถรวาท
 พระโพธิสัตว์ คือบุคคลที่ปรารถนาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต แบ่งเป็น 2 ประเภท
1.พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาเลย
เรียกว่า อนิยตะโพธิสัตว์ ความหมายคือยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะ
อาจจะเลิกล้มความปรารถนาเมื่อไรก็ได้
2.พระโพธิสัตว์ที่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาแล้ว เรียกว่า
นิยตะโพธิสัตว์ ตามความหมายคือ จะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นนอน
 แต่ถ้าบารมีและเวลายังไม่สมบูรณ์ แม้ว่าจะพยายามปฏิบัติอย่างยิ่งยวดบังเกิดปัญญา
อย่างเยี่ยมยอด ก็ไม่สามารถถึงนิพพานก่อนได้ แม้จะทุกข์ท้อแท้ จนคิดว่าเลิกที่จะเป็น
พระพุทธเจ้าแล้ว แต่แล้วในที่สุดมหากุศลที่เป็นอนุสัยก็จะพุ่งกระจายขึ้นมาให้ตั้งมั่นและ
บาเพ็ญบารมีกันต่อ จนกว่าบารมีและเวลาสมบูรณ์
คุณสมบัติและอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์
 สาหรับพระโพธิสัตว์ ที่ยังเป็น อนิยตะโพธิสัตว์ ที่สร้างบารมีสมบูรณ์แล้ว จะได้รับพุทธพยากรณ์เป็น
ครั้งแรก ต่อพระพักตร์พุทธเจ้า ต้องมีธรรมสโมธาน 8 ประการสมบูรณ์ จึงได้รับพุทธพยากรณ์
โดยนัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้า ทรงนามว่าอย่างนั้น ในกัปอันเป็นอนาคตที่
เท่านั้น ก็กลายเป็น นิยตะโพธิสตว์ ทันที คือเป็นพระโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้
1. ได้เกิดเป็นมนุษย์
2. เป็นบุรุษเพศ
3. มีอุปนิสสัยปัจจัยแห่งพระอรหันต์รุ่งเรืองอยู่ในขันธสันดาน(ถ้าเกิดเปลี่ยนใจก็จะเป็นพระ
อรหันต์ทันที)
4. ต้องพบพระพุทธเจ้าขณะมีพระชนม์ชีพอยู่ และได้สร้างกองบุญกุศลต่อพระพักตร์
5. ต้องเป็นบรรพชิต หรือต้องเป็น โยคี ฤาษี ดาบส หรือปริพาชก ที่มีลัทธิเชื่อว่า บุญมี บาป
มี ทาบุญได้บุญ ทาบาปได้บาป ต้องไม่เป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน
6. ต้องมีอภิญญาและฌานสมาบัติ อันเชี่ยวชาญ
7. เคยให้ชีวิตของตนเป็นทาน เพื่อสัมโพธิญาณมาก่อนในอดีดชาติ
8. ต้องมี ฉันทะ คือมีความรักความพอใจในพุทธภูมิเป็นกาลัง
คุณสมบัติและอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์
 พุทธภูมิธรรมของนิยตะโพธิสัตว์ ในการเพิ่มพูน
บารมีให้มากยิ่งขึ้น มีน้าใจประกอบไปด้วย
พุทธภูมิธรรม 4 ประการ คือ
1. อุสสาโห คือประกอบไปด้วยพระ
อุตสาหะ มีความเพียรอันสลักติดแน่นในจิตใจ
อย่างมั่นคง
2. อุมัตโต คือประกอบด้วย
ปัญญา มีปัญญาเชี่ยวชาญเฉียบคม
3. อวัตถานัง คือมีพระทัยอธิษฐาน
อันมั่นคง มิได้หวั่นไหวคลอนแคลน
4. หิตจริยา คือประกอบไปด้วย
พระเมตตา เจริญจิตอยู่ด้วยพรหมวิหารเป็น
ปกติ
คุณสมบัติและอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์
 อัธยาศัย ที่ทาให้พระโพธิญานของนิยตะโพธิสัตว์แก่กล้า
ยิ่งขึ้น มี 6 ประการ
 1. เนกขัม พอใจในการรักษาศีล การบวช หรือ
บรรพชา
2. วิเวก พอใจอยู่ในที่สงบ
3. อโลภ พอใจในการบริจาคทาน
4. อโทส พอใจในความไม่โกรธ เจริญเมตตา
5. อโมห พอใจในการพิจารณาคุณและโทษ เจริญ
ปัญญา
6. นิพพาน พอใจที่ยกตนออกจากภพ ไม่ยินดีในการ
เวียนว่ายตายเกิด ประสงค์นิพพานเป็นอย่างยิ่ง
พระโพธิสัตว์ในทัศนะของเถรวาท
 ชินกาลมาลีปกรณ์...ได้แสดงความปรารถนาพุทธภูมิของพระพุทธเจ้า 3 ประเภท คือ
พระปัญญาธิกพุทธเจ้า เป็นต้น ไว้อย่างพิสดาร โดยเฉพาะการสร้างบารมีตอนต้น และ
ตอนกลาง ก่อนจะถึงตอนปลาย คือ ใช้เวลา 4-8-16 อสงไขยกับแสนกัปตามลาดับ
 ปฐมจิตตุบาทกาล...การปรารถนาพุทธภูมิในใจครั้งแรกของพระพุทธเจ้าโคตมะ เกิดขึ้น
ในคราวเกิดเป็นคนยากจนอยู่ในเมืองคันธาร มีอาชีพเก็บฟืนและเก็บหาของป่าขายเลี้ยง
ตนเอง และมารดา วันหนึ่งเขาพามารดาลงเรือหมายไปยังเมืองสุวรรณภูมิ เพื่อหาทองมา
ขาย แล้วเกิดเรือแตก เขาแบกมารดาว่ายน้าข้ามมหาสมุทร และถูกพรหมดลใจให้
ปรารถนาพุทธภูมิ “เราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นตรัสรู้ตามด้วย เราข้ามได้แล้วจะให้
ผู้อื่นข้ามตามด้วย” เขาว่ายอยู่ 2-3 วันก็ถึงฝั่งโดยปลอดภัย
อนิยตโพธิสัตว์ – มาณพหนุ่ม / พรหมดาบส
เราตรัสรู้แล้ว จักให้ผู้อื่นรู้ด้วย
เราพ้นแล้ว จักให้ผู้อื่นพ้นด้วย
เราข้ามได้แล้ว จักให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย
นิยตโพธิสัตว์ - สุเมธดาบส
หลักคาสอนเรื่อง “บารมี 10” และการบาเพ็ญบารมี
เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท
 ความหมายของบารมี จากงานวิจัยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารี ....
 ๑. มาจากศัพท์ ปรม ประกอบปัจจัยเป็นปารมี ให้ความหมายว่า ความเป็นเลิศ
๒. มาจากการประกอบปารศัพท์กับอิธาตุ ให้ความหมายว่า ธรรมเครื่องถึงฝั่ง (นิพพาน)
ความหมายที่ใช้ในคัมภีร์นั้นพอจะแบ่งกว้าง ๆ คือคัมภีร์ที่ส่วนใหญ่เรียบเรียงขึ้นในสมัยแรก
จะใช้ คาว่าบารมีในความหมายว่า ความเป็นเลิศ ผลสุดท้าย หรือความเต็มเปี่ยม ซึ่งมีทั้งที่
ใช้หมายถึง ความเป็นเลิศทั่วๆ ไป ไม่จาเป็นต้องเกี่ยวกับพุทธศาสนาบางคัมภีร์หมายถึง
ความเป็นเลิศในธรรมะบางหมวดธรรม และบางคัมภีร์หมายถึง ผลสุดท้ายในพุทธศาสนา
คือ พระอรหัตตผล “บารมี” ในยุคนี้เป็นเป้ าหมายของการปฏิบัติธรรม
 คัมภีร์อปทานา พุทธวงศ์ จริยาปิฎก ความหายของคาว่า “บารมี” เปลี่ยนไปเป็น
“ธรรม ๑๐ ประการ อัน บุคคลปฏิบัติแล้วจักบรรลุพระโพธิญาณ” และอรรถกถา
ของคัมภีร์เหล่านี้ได้อธิบายขยายความธรรมะตามแนวทศบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
อรรถกถาจริยาปิฏก ได้วิเคราะห์ขั้นตอนของทางปฏิบัติบาเพ็ญบารมีโดยละเอียด
 ในขั้นนี้ความหมายของบารมีเปลี่ยนแปลงจาก "เป้ าหมาย" มาเป็นวิธีการแนวทางปฏิบัติ
เพื่อบรรลุเป้ าหมายสูงสุดในพุทธ ศาสนา ในประเทศไทย เรารับความคิดจากคัมภีร์ยุค
อปทาน พุทธวงศ์ และจริยาปิกฎมาศึกษากัน ข้อที่น่าสังเกตคือ ในบทสวดมนต์ที่
แพร่หลายในประเทศศรีลังกา และประเทศไทยที่มีเนื้อความว่า มหาการุณิโก นาโถ ปูเรตฺ
วา ปารมี สพฺพา หิตาย สพฺพปาณิน ปตฺโต สมฺโพธิมตฺตม ...
 พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ ทรงประกอบด้วยพระกรุณาใหญ่ ทรงบาเพ็ญบารมีทุก
ประการ เพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว
ในบทสวดมนต์ข้างต้น พระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ประกอบด้วยพระมหากรุณา และการที่ทรง
บาเพ็ญบารมีนี้เพื่อ ประโยชน์สุขของบุคคลอื่น ตามแนวที่เน้นใน อรรถกถาจริยาปิฏก ซึ่ง
อันที่จริงแล้ว ศาสนาทั้งหลายก็ล้วน แต่สอนเกี่ยวกับความเมตตากรุณาทั้งนั้นเพราะจะ
ช่วยให้คนในหมู่คณะอยู่ได้และให้ความทุกข์ลดลงไป
พุทธการกธรรม หรือ “บารมี 10 ประการ”
 โดยธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อม
ต้องบาเพ็ญคุณธรรมพิเศษที่เรียกว่า
“พุทธการกธรรม” หรือ บารมี 10 หรือ
ทศบารมี ให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ซึ่ง
หมายถึง ปฏิปทาอันยวดยิ่ง หรือ
คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด
คือความดีที่บาเพ็ญอย่างพิเศษเพื่อบรรลุ
ซึ่งจุดหมายอันสูงสุด เช่นความเป็น
พระพุทธเจ้า (พระพรหมคุณาภรณ์)
พุทธการกธรรม หรือ “บารมี 10 ประการ”
 ๑. ทาน ......การให้ การเสียสละ
๒. ศีล ....การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย,
ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย
๓. เนกขัมมะ....การออกบวช, ความปลีกตัว
ปลีกใจจากกาม
๔. ปัญญา ....ความรอบรู้, ความหยั่งรู้เหตุผล
เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็น
จริง
 ๕. วิริยะ .....ความเพียร, ความแกล้วกล้า ไม่
เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะ
ก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่
พุทธการกธรรม หรือ “บารมี 10 ประการ”
 ๖. ขันติ .....ความอดทน, ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญา
ควบคุมตนให้อยู่ในอานาจเหตุผล และแนวทางความประะพฤติที่ตั้งไว้เพื่อ
จุดหมายอันชอบไม่ลุอานาจกิเลส
๗. สัจจะ ......ความจริง คือ พูดจริง ทาจริง และจริงใจ
๘. อธิษฐาน ....ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการ
กระทาของตนไว้แน่นอน และดาเนินตามนั้นแน่นแน่
๙. เมตตา .....ความรัก, ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและ
เพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ
๑๐. อุเบกขา ......ความวางใจเป็นกลาง, ความวางใจสงบราบเรียบ
สม่าเสมอ เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้ายหรือชอบฟัง
เตมิยชาดก
 ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญเนกขัมมบารมี คือการออกบวชหรือออกจาก
กาม เล่าเรื่องเตมิยราชกุมาร เกรงการที่จะได้ครองราชสมบัติ เพราะทรงสลด
พระหฤทัยที่เห็นราชบุรุษลงโทษโจรตามพระราชดารัสของพระราชา เช่น เฆี่ยน
พันครั้งบ้าง เอาหอกแทงบ้าง เอาหลาวเสียบบ้าง จึงใช้วิธีแสร้งทาเป็นง่อย เปลี้ย
หูหนวก เป็นใบ้ไม่พูดจากับใคร แม้จะถูกทดลองต่าง ๆ ก็อดกลั้นไว้ ไม่ยอม
แสดงอาการพิรุธให้ปรากฏ ทั้งนี้เพื่อจะเลี่ยงการครองราชสมบัติ พระราชา
ปรึกษาพวกพราหมณ์ ก็ได้รับคาแนะนาให้นาราชกุมารไปฝังเสีย. พระราช
มารดาทรงคัดค้านไม่สาเร็จ ก็ทูลขอให้พระราชกุมารครองราชย์สัก ๗ วัน แต่
พระราชกุมารก็ไม่ยอมพูด ต่อเมื่อ ๗ วันแล้ว สารถีนาราชกุมารขึ้นสู่รถไปเพื่อจะ
ฝังตามรับสั่งของพระราชา ขณะที่ขุดหลุมอยู่พระราชกุมารก็เสด็จลงจากรถ
ตรัสปราศรัยกับนายสารถี แจ้งความจริงให้ทราบว่า มีพระราชประสงค์จะออก
บวช สารถีเลื่อมใสในคาสอนขอออกบวชด้วย จึงตรัสสั่งให้นารถกลับไปคืนก่อน
สารถีนาความไปเล่าถวายพระราชมารดา พระราชบิดาให้ทรงทราบ. ทั้งสอง
พระองค์พร้อมด้วยอามาตย์ราชบริพารจึงเสด็จออกไปหา เชิญให้พระราชกุมาร
เสด็จกลับไปครองราชสมบัติ แต่พระราชกุมารกลับมาถวายหลักธรรมให้ยินดีใน
เนกขัมมะ คือ การออกจากกาม. พระชนกชนนีพร้อมด้วยบริวารทรงเลื่อมใสใน
คาสอน ก็เสด็จออกผนวชและบวชตาม. และได้มีพระราชาอื่นอีกเป็นอันมาก
สดับพระโอวาทขอออกผนวชตาม.
มหาชนกชาดก
 ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญวิริยบารมี คือ
ความพากเพียร ใจความสาคัญ คือพระมหาชนก
ราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตก คนทั้งหลาย
จมน้าตายบ้าง เป็นเหยื่อของสัตว์น้าบ้าง แต่ไม่ทรง
ละความอุตสาหะ ทรงว่ายน้าโดยกาหนดทิศทาง
แห่งกรุงมิถิลา ในที่สุดก็ได้รอดชีวิตกลับไปถึงกรุง
มิถิลาได้ครองราชสมบัติ. ชาดกเรื่องนี้เป็นที่มาแห่ง
ภาษิตที่ว่า เป็นชายควรเพียรร่าไป อย่าเบื่อหน่าย
(ความเพียร)เสีย, เราเห็นตัวเองเป็นได้อย่างที่
ปรารถนา, ขึ้นจากน้ามาสู่บกได้.
สุวัณณสามชาดก
 ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญเมตตาบารมี คือการแผ่
ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า มีเรื่องเล่าว่า
สุวรรณสามเลี้ยงมารดาบิดาของตนซึ่งเสียจักษุในป่า และ
เนื่องจากเป็นผู้เมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่น หมู่เนื้อก็เดินตาม
แวดล้อมไปในที่ต่างๆ วันหนึ่งถูกพระเจ้ากรุงพาราณสีชื่อปิล
ยักษ์ยิงเอาด้วยธนูด้วยเข้าพระทัยผิด ภายหลังเมื่อทราบว่า
เป็นมาณพผู้เลี้ยงมารดาบิดา ก็สลดพระทัย จึงไปจูงมารดา
บิดาของสุวรรณสามมา. มารดาบิดาของสุวรรณสามก็ตั้งสัจ
จกิริยา อ้างคุณความดีของสุวรรณสามของให้พิษของศรหมด
ไป สุวรรณสามก็ฟื้นคืนสติ และได้สอนพระราชา แสดงคติ
ธรรมว่า ผู้ใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรม แม้เทวดาก็ย่อมรักษา
ผู้นั้น ย่อมมีคนสรรเสริญในโลกนี้ละโลกนี้ไปแล้วก็บันเทิงใน
สวรรค์ ต่อจากนั้นเมื่อพระราชาขอให้สั่งสอนต่อไปอีก ก็สอน
ให้ทรงปฏิบัติธรรมปฏิบัติชอบในบุคคลทั้งปวง
ภูริทัตตชาดก
 ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญศีล
บารมี คือการรักษาศีล. มีเรื่องเล่าว่า
ภูริทัตตนาคราชไปจาศีลอยู่ริมฝั่ง
แม่น้ายมุนา. ยอมอดทนให้หมองูจับ
ไปทรมานต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่สามารถจะ
ทาลายหมองูได้ด้วยฤทธิ์มีใจมั่นต่อ
ศีลของตน ในที่สุดก็ได้อิสรภาพ.
เวสสันดรชาดก
 ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญทานบารมี คือการ
บริจาคทาน. มีเรื่องเล่าถึงพระเวสสันดรผู้ใจดีบริจาคทุก
อย่างที่มีคนขอ ครั้นหนึ่งประทานช้างเผือกคู่บ้านคู่เมือง
แก่พราหมณ์ชาวกาลิงคะ ซึ่งมาขอช้างไปเพื่อให้หายฝน
แล้ง แต่ประชาชนโกรธขอให้เนรเทศ พระราชบิดาจึงจา
พระทัยเนรเทศ ซึ่งพระนางมัทรีพร้อมด้วยพระโอรสธิดา
ได้ตามเสด็จไปด้วย เมื่อชูชกไปขอสองกุมาร ก็ประทาน
อีก ภายหลังพระเจ้าสัญชัยพระราชบิดาทรงไถ่สองกุมาร
และเสด็จไปรับกลับกรุง.
 เรื่องนี้แสดงการเสียสละส่วนน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่
คือการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันจะเป็นทางให้ได้บาเพ็ญ
ประโยชน์ส่วนรวมได้ดียิ่ง มิใช่เสียสละโดยไม่มี
จุดมุ่งหมายหรือเหตุผล
บารมี 30 ทัศ
 ในคติเถรวาท พระโพธิสัตว์จะต้องบาเพ็ญบารมีทั้ง
10 นี้ให้บริบูรณ์ทั้ง 3 ระดับ คือ
 1. ระดับสามัญ หรือ ทานบารมี ได้แก่การบริจาค
วัตถุสิ่งของ ทรัพย์สมบัติ
 2. ระดับกลาง หรือ อุปบารมี เช่น ทานอุปบารมี
ได้แก่ การบริจาคอวัยวะ รวมถึง การบริจาคบุตร
ภรรยาซึ่งเรารักเสมอดังแก้วตาดวงใจ เป็นทาน
 3. ระดับอุกฤษฎ์ หรือ ปรมัตถบารมี เช่น ทาน
ปรมัตถบารมี ได้แก่ การบริจาคชีวิตร่างกายอันเป็นที่
รักหวงแหนสูงสุดของสัตว์ทั้งหลายให้เป็นทาน
 รวมบารมี 10 ประการ 3 ระดับ ได้เป็น บารมี 30 ทัศ
พระโพธิสัตว์ในทัศนะของมหายาน
 โพธิสัตว์ หมายถึง ผู้มุ่งมั่นเพื่อโพธิญาณ
หรือ ผู้ปรารถนาความเป็นพระสัมมาสัม
พุทธเจ้า
 คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร ได้ให้ความหมาย
ของ “โพธิสัตว์” ไว้ว่า หมายถึง บุคคลที่บาเพ็ญ
บารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า หรือผู้ที่จะเป็น
พระพุทธเจ้าในอนาคต
พระโพธิสัตว์ในทัศนะของมหายาน
 พระพุทธศาสนามหายานแบ่งพระโพธิสัตว์ไว้ ๒ ประเภท คือ
๑.พระมานุษิโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่จะมาปรากฏพระองค์เป็นมนุษย์ในมนุสสภูมิ
เสวยพระชาติมาตามลาดับ จนกว่าจะบาเพ็ญบารมีจนได้บรรลุพระโพธิญาณ แล้ว
ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ใช้เวลาอย่างน้อยสี่อสงไขยแสนกัลป์
 *** พระมานุษิโพธิสัตว์ ตรงกับพระโพธิสัตว์ของเถรวาท คือ เป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่
ในสภาพมนุษย์ทั่วไป ยังต้องฝึกอบรมตนเอง และทาหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นไป
พร้อมๆ กัน
๒.พระฌานิโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ ที่อุบัติขึ้นจากอานาจฌานของ
พระฌานิพุทธเจ้า พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง
 ***พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ในภาคสัมโภคกายที่มีจิตแน่วแน่ มุ่งจะช่วย
สัตว์ให้พ้นทุกข์ เมื่อสรรพสัตว์ยังไม่พ้นทุกข์ ท่านจึงไม่ยอมเสด็จเข้านิพพาน ผู้ที่นับ
ถือพระพุทธศาสนามหายานจะนับถือพระฌานิโพธิสัตว์มาก โดยเฉพาะ
พุทธศาสนิกชนชาวจีน ญวน เนปาล ทิเบต และญี่ปุ่น
 โพธิสัตว์ยังมีทั้งอยู่ในเพศบรรพชิตและฆราวาส
 โพธิสัตว์ในเพศบรรชิต >> “เนกขัมมโพธิสัตว์”
 โพธิสัตว์ในเพศฆราวาส >> “เคหโพธิสัตว์” >> ถือพรหมจรรย์/ยังบริโภค
กามคุณ
บ่อเกิดแนวคิดโพธิสัตว์แบบมหายาน
 ก. สาเหตุภายใน
 ๑) การเน้นเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่น
 ๑.๑) การต่อต้านระบบวัด / ๑.๒) การข่มคติพระอรหันต์
 ๒) ลักษณะของพระพุทธเจ้ากับโพธิ
 ๓) การเน้นวิธีการหลุดพ้นด้วยศรัทธา
 ข. สาเหตุภายนอก
 ๑) อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
 ๒) อิทธิพลของเทพเจ้าประจาถิ่น
 ๓) เกิดจากพุทธบริษัทคฤหัสถ์ (ฆราวาสโพธิสัตว์) (อ. ประพจน์ อัศววิรุฬหหการ )
โพธิสัตวจรรยา
 ปลุกโพธิจิต
 มหาปณิธาน ๔
 บารมี ๖
 บรรลุคุณสมบัติใน “ภูมิ ๑๐”
 อัปปมัญญา ๔
 ปฏิบัติ สิกขาบทพระโพธิสัตว์
 คุณสมบัติหลัก ๓ ประการ คือ มหา
ปัญญา, มหากรุณา, มหาอุบาย
การปลุกโพธิจิต
 การปลุกโพธิจิต นั้น ก็คือ การตั้งปณิธานหรือความปรารถนาจะเป็นพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือสัตว์ให้พ้นทุกข์โดยไม่จากัด ซึ่ง
บุคคลที่ตั้งปณิธานเช่นนั้น จะต้องไม่คานึงถึงผลตอบแทนที่ตนจะได้รับ ต้อง
ไม่กลัวความยากลาบาก ยอมเสียสละความสุขส่วนตน มุ่งมั่นที่จะเดินทาง
ไปให้ถึงจุดหมายเบื้องหน้า หรือ การสาเร็จพระโพธิญาณเท่านั้น
 โพธิจิตจะเกิดขึ้นในการเจริญกรรมฐานเป็นลาดับขั้น ซึ่งในการพิจารณาปลุก
โพธิจิตในกรรมฐาน จาเป็นอย่างยิ่งที่โพธิสัตว์จะต้องวางใจเป็นกลางหรือตั้งจิต
บนความไม่แบ่งแยก ไม่ถือตัว ไม่มีอคติ และไม่เลือกที่รักมักที่ชัง จะต้องมี
หลักประจาใจที่เรียกว่า “อัปปมัญญา ๔ ประการ”
อัปปมัญญ ๔
 “อัปปมัญญา ๔ ประการ” ซึ่ง อัปปมัญญา เป็นธรรม
ที่แผ่ไปไม่มีประมาณในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่าง
กว้างขวางสม่าเสมอกัน ประกอบด้วย
 ๑) เมตตา คือ พระโพธิสัตว์ต้องมุ่งการให้
ความสุขแก่สรรพสัตว์โดยไม่เลือกหน้า ปรารถนา
ดีต่อสัตว์ทั้งปวง
 ๒) กรุณา คือ พระโพธิสัตว์ต้องมุ่งปลดเปลื้อง
ความทุกข์ของผู้อื่น หวั่นใจในทุกข์ของผู้อื่น เห็น
ความทุกข์ของผู้อื่นเสมอด้วยความทุกข์ของตน
 ๓) มุทิตา คือ พระโพธิสัตว์ต้องพลอยยินดีต่อ
ความสุข ความสาเร็จของผู้อื่น ไม่มีจิตริษยา
 ๔) อุเบกขา คือ พระโพธิสัตว์ต้องวางใจเป็นกลาง ไม่มีอคติทั้ง ๔ หรือ ไม่มีอคติ
เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เผลอจิตซึมซับอารมณ์กุศลและอกุศลของผู้ใด
(รวมทั้งของตน) และการปล่อยวางตัวตนอย่างสิ้นเชิงในการทาหน้าที่ของ
โพธิสัตว์ด้วย นั่นคือ ต้องไม่ยึดถือในความดีว่าตนได้ทาแก่ผู้ใดผู้อื่น และต้องไม่
ปรารถนาการตอบแทน
 หยั่งรู้ว่า ทั้งเราและเขาโดยเนื้อแท้แล้วย่อมว่างจากแก่นสารและตัวตน จะ
แบ่งเป็นส่วนๆ แยกขาดจากกันไม่ได้ ซึ่งในการหยั่งสู่ความว่าง จะต้องมีการหยั่ง
เห็นการอิงอาศัยซึ่งกันและกันมีอยู่ด้วยเสมอ
 เมื่อวางใจเป็นกลางแล้ว โพธิสัตว์ย่อมสามารถปลุกโพธิจิตแห่งตนและชี้นาให้
บุคคลอื่นเห็นศักยภาพของเขาด้วย
มหาปณิธาน ๔
 พระโพธิสัตว์จะตั้งปณิธาน หรือที่
เรียกว่า มหาปณิธาน ไว้ดังนี้
1. เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น
2. เราจะตั้งใจศึกษาพระธรรม
ทั้งหลายให้ถ่องถ้วน
3. เราจะไปโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ให้หมดสิ้น
4. เราจะบาเพ็ญตนให้บรรลุอนุตตร
สัมมาสัมโพธิญาณ (พุทธภูมิ)
 ก่อนที่จะเป็นโพธิสัตว์ บุคคลผู้ตั้งมั่นในปณิธานว่า “จะขอ
เป็นพระพุทธเจ้า” ชื่อว่าได้ปลุกโพธิจิตขึ้นในตนแล้ว
กระนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมตัวเท่านั้น เรียกว่า
อธิมุกติจรยาวิหาร ในภูมินี้ บุคคลจะบาเพ็ญภาวนาอย่าง
หนัก จนเอาชนะความกลัวได้ ๕ ประการ คือ
 กลัวการดาเนินชีวิต, กลัวคานินทาว่าร้าย, กลัวความตาย,
กลัวทุคติ, กลัวสังคมตาหนิ
 แม้ว่าจะอยู่เหนือความกลัวเหล่านี้ แต่บุคคลก็สามารถถอย
กลับไปสู่ภาวะของปุถุชนได้ตลอดเวลา เพราะกาลังปัญญา
ยังอ่อน แม้จะมีศรัทธาแต่จิตก็ยังท้อแท้ บางครั้งก็ละความ
พยายามและสับสน แต่เมื่อคิดได้ก็สามารถกลับคืนสู่
ปณิธานได้อีก เมื่อจิตตั้งมั่นจนเข้มแข็งพอ บุคคลนั้นก็จะ
เข้าสู่ภูมิธรรมแรกของพระโพธิสัตว์
 “คนเรานั้นเกิดมาก็ง่ายต่อการพบ
เจอสุขและทุกข์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง
ของชีวิตอันแสนสั้น .....
สิ่งที่เป็นอมตะคือวิญญาณของเรา
คนที่สามารถอยู่กับทั้งสุขและ
ทุกข์
โดยไม่สะทกสะท้านคือผู้ที่ค้นพบ
สุขอันแท้จริง”
 (โคฮีนัว สิงค์ ...ชนะคยา ภิกษุณี)
ถิง เทียน สาวน้อยชาวจีนวัย 24 เลือกบวชเป็นภิกษุณี
......หาความสุขจากภายใน
 "ฉันแค่รู้สึกว่าอยากจะทา
ความเข้าใจชีวิตและความ
ตาย และฉันเองก็อยากจะทา
ในสิ่งที่จะทาให้โลกใบนี้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ฉันยังเชื่อใน
พระพุทธศาสนาด้วย“
 (ภิกษุณีไคเจิ้นหวังมู่)
บารมี ๖
 โพธิสัตว์จะมีคุณธรรมที่ช่วยให้สาเร็จโพธิญาณ หรือเป็นคุณธรรมที่ทาให้ข้ามถึง
ฝั่งนิพพาน เรียกว่า “ปารมิตา” (หรือ บารมี) มีอยู่ ๖ ประการ
 (๑) ทานบารมี คือ การให้ทาน พระโพธิสัตว์ต้องมีจิตใจเมตตาต่อผู้ตกทุกข์ด้วย
การเสียสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตของตน รวมถึงการสอนธรรมอีกด้วย
 (๒) ศีลบารมี คือ การรักษาศีล พระโพธิสัตว์ต้องมีจิตใจตั้งมั่นในการรักษาศีล
มีความประพฤติปฏิบัติดี มุ่งทาลายความชั่วร้ายให้หมดไป
 (๓) ขันติบารมี คือ ความอดทน อดกลั้น พระโพธิสัตว์ต้องมีความอดทน
เพื่อที่จะต่อสู้กับอุปสรรคและความยากลาบากต่างๆ ที่มายั่วยุ มีเมตตา ไม่โกรธ
ตอบ ไม่มีความพยาบาท ถ่อมตน และเป็นผู้ให้อภัยเสมอ
บารมี ๖
 ๔) วิริยบารมี คือ ความเพียรพยายาม ไม่เกียจคร้าน พระโพธิสัตว์ต้องมีจิตใจ
ไม่ย่อท้อในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ ด้วยการอุทิศตนทั้งร่างกายและจิตใจ และ
ไม่หลงเพลิดเพลินกับความสุขทางโลก
 (๕) ฌานบารมี หรือ ธยานบารมี คือ การมีจิตใจมั่นคง สงบ ไม่หวั่นไหว พระ
โพธิสัตว์เป็นผู้ฝึกจิตจนได้สาเร็จฌานสมาบัติ จนละกิเลสนิวรณธรรมอันเป็น
อารมณ์ที่มาขัดขวางในการทาความดีได้
 (๖) ปัญญาบารมี คือ ความรู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง เป็นความรู้อันมาจาก
ฌานบารมีเป็นลาดับ พระโพธิสัตว์มีปัญญาพิจารณาเห็นสรรพสิ่งตามความเป็น
จริง และได้ทาให้แจ้งในบุคคลศูนยตาและธรรมศูนยตา คือ เห็นบุคคลและธรรม
ทั้งปวงเป็นของว่าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะอาศัยการบาเพ็ญบารมีทั้ง ๕ มา
ตั้งแต่ต้น
ปารมิตา หรือ บารมี 6 ประการ
 พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจะเน้นหนักในด้านพระโพธิสัตว์ ในการ
ปฏิบัติ จะต้องเคียงคู่กันไป ระหว่างปัญญา กับกรุณา
 บารมี นั้นเถรวาทมีอยู่ 10 แต่มหายานย่อเหลือ 6 มี ทาน ศีล ขันติ วิริยะ
สมาธิ ปัญญา ความหมายของบารมี 6 ในทรรศนะ 6 ของ พระโพธิสัตว์ มีดังนี้คือ
ทานกับ ศีลเป็นคู่ปรับทาลายกิเลสคือโลภะ ขันติกับวิริยะ เป็นคู่ปรับ
ทาลายกิเลสคือโทสะ สมาธิ กับ ปัญญาเป็นคู่ปรับทาลายกิเลสคือโมหะ
ทาลายกิเลสคือโมหะ
 ปัญญาบารมี แบ่งย่อยออกเป็น 4 ประการ คือ อุปายบารมี(ความรู้จักใช้อุบาย
ในการโปรดสัตว์), ปณิธานบารมี (ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว), พลบารมี (กาลัง
ความเข้าใจธรรมทั้งปวง), ญาณบารมี(ความรู้แจ้ง)
เปรียบเทียบ
ข้อเหมือน
มหายาน และเถรวาท มีบารมีทั้ง 5 ประการ คือ
ทาน, ศีล, ขันติ, วิริยะ, ปัญญาบารมี เหมือนกัน
ข้อต่าง
มหายาน...สมาธิ,ปณิธาน, อุปาย, พล,ญาณบารมี
เถรวาท...เนกขัมมะ, อธิษฐาน, เมตตา, สัจจะ, อุเบกขาบารมี
ภูมิ ๑๐
 ในการปฏิบัติธรรมสาหรับผู้ตั้ง
ความหวังเป็นพระโพธิสัตว์ยิ่งปฏิบัติยิ่ง
ประณีตมากขึ้น กลายเป็นภูมิปฏิบัติที่
แน่นอน เป็นขั้นตอนแห่ง
ความก้าวหน้าทางจิตของพระโพธิสัตว์
 ภูมิธรรมทั้ง ๑๐ ประการที่เกี่ยวข้องกับ
การบาเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ ประการของ
โพธิสัตว์ มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ทศภูมิกสูตร
มีรายละเอียด ดังนี้
ภูมิ ๑๐
 1. มุทิตาภูมิ พระโพธิสัตว์ยินดีในความไร้ทุกข์ของสัตว์ (ทานบารมี)
2. วิมลาภูมิ (ปราศจากมลทิน) พระโพธิสัตว์ละมิจฉาจริยาได้เด็ดขาด
ปฏิบัติแต่ในสัมมาจริยา (ศีลบารมี)
3. ประภาการีภูมิ (มีความสว่าง) พระโพธิสัตว์ทาลายอวิชชาได้เด็ดขาด มี
ความอดทน ทุกประการ (ขันติบารมี)
4. อรรถจีสมดีภูมิ (รุ่งเรือง) พระโพธิสัตว์มีความเพียรในการบาเพ็ญธรรม
(วิริยะบารมี)
5. ทุรชยาภูมิ (ผู้อื่นชนะยาก) พระโพธิสัตว์ละสภาวะสาวกญาณ กับปัจเจก
โพธิญาณ ซึ่งเป็นธรรมเครื่องกั้นพุทธภูมิ (ญาณบารมี)
ภูมิ ๑๐
6. อภิมุขีภูมิ (มุ่งหน้าต่อทางนิพพาน) พระโพธิสัตว์บาเพ็ญยิ่งในปัญญาบารมี
เพื่อรู้แจ้งเห็นชัดในปฏิจจสมุปบาท (ปัญญาบารมี)
7. ทูรังคมาภูมิ (ไปไกล) พระโพธิสัตว์มีอุบายอันฉลาดแม้บาเพ็ญกุศลน้อย แต่
ได้ผลแก่สรรพสัตว์มาก (อุบายบารมี)
8. อจลาภูมิ (ไม่คลอนแคลน มั่นคง) พระโพธิสัตว์บาเพ็ญหนักในปณิธานบารมี
9. สาธุบดีภูมิ พระโพธิสัตว์แตกฉานในอภิญญา และปฏิสัมภิทาญาณ (พล
บารมี)
10. ธรรมเมฆภูมิ พระโพธิสัตว์ไม่ติดในรูปธรรม นามธรรม (ญาณบารมี)
เมื่อพระโพธิสัตว์บาเพ็ญทศภูมิเต็มบริบูรณ์แล้ว ย่อมมีพระคุณเทียบเท่า
พระพุทธเจ้า เหลืออีกชาติเดียวก็จักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับพระศรี
อริยเมตไตรยโพธิสัตว์
สิกขาบทโพธิสัตว์
 ศีลของพระโพธิสัตว์มีทั้งสิ้น ๕๘ ข้อ แบ่งเป็น ครุกาบัติ (มีโทษหนัก) ๑๐ ข้อ
และ ลหุกาบัติ (มีโทษเบา) ๔๘ ข้อ
 ครุกาบัติ >> อาบัติหนัก >> ถ้าหากพระโพธิสัตว์ละเมิดลงไปก็จะทาให้การ
บาเพ็ญบารมีเสื่อมถอยลง มี ๑๐ ข้อ ได้แก่
 ๑. ห้ามฆ่ามนุษย์
 ๒. ห้ามลักขโมยสิ่งของๆคนอื่น
 ๓. ห้ามเสพสุรา
 ๔. ห้ามอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
 ๕. ห้ามผลิตสุรายาเสพติดทุกชนิด
 ๖. ห้ามยกตนข่มผู้อื่น
 ๗. ห้ามบริภาษพระอริยบุคคล
 ๘. ห้ามริษยาเมื่อคนอื่นได้ดี
 ๙. ห้ามผูกโกรธ
 ๑๐. ห้ามมีมิจฉาทิฏฐิ
 ลหุกาบัติ >> อาบัติอย่างเบา มี ๔๘ ข้อ เช่น
 ดื่มสุราเมรัย, บริโภคปลาและเนื้อ, ไม่ช่วยเหลือคนป่วย, ไม่ช่วยสัตว์เมื่อ
เห็นสัตว์นั้นอยู่ในอันตราย, ละโมบเห็นแก่ตัว, ไม่สงเคราะห์ โปรดเวไนย
สัตว์, ไม่ศึกษาพระธรรม, ปราศจากกตัญญูต่อบิดา มารดา และอุปัชฌา
อาจารย์, คัดค้านคาสอนในพระพุทธศาสนามหายาน ฯลฯ
คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ ๓ ประการ
 ๑) หลักมหาปัญญา คือ พระโพธิสัตว์จะต้องมีปัญญาอันกว้างใหญ่
ประกอบด้วยสติ เป็นผู้รู้แจ้งในหลักธรรม ๒ ประการ คือ บุคคลศูนยตา และ
ธรรมศูนยตา กล่าวคือ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นทั้งบุคคลและธรรม พิจารณาเห็น
ความว่างทั้งในบุคคลและในธรรม ไม่ตกอยู่ในอานาจของกิเลสตัณหา แม้กระทั่ง
นิพพานก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
 ๒) หลักมหากรุณา คือ พระโพธิสัตว์จะต้องเป็นผู้มีจิตใจกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย
ไม่มีขอบเขต พร้อมทั้งยินดีสละตนเองเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์
แม้บางครั้งจะตกนรกแทนสรรพสัตว์เพื่อช่วยให้เขาพ้นทุกข์ก็ต้องทา
 ๓) หลักมหาอุบาย คือ พระโพธิสัตว์ก็ต้องมีวิธีการอันชาญฉลาดในการ
ช่วยเหลือปวงสัตว์หรือแนะนาสั่งสอนผู้อื่นให้เข้าถึงสัจธรรม โดยพระโพธิสัตว์
ต้องมีปฏิภาณไหวพริบในการเข้าถึงอธิมุติ(อัธยาศัย) ของสัตว์ทั้งหลาย
โพธิสัตว์มรรคา
 ขั้นตอนที่จะนาบุคคลไปสู่ความเป็นพระพุทธเจ้า
 มีคุณสมบัติภายในที่สามารถบรรลุได้ (โคตร)
 มีความมุ่งมั่นต่อโพธิญาณ คือ ปรารถนาอย่างแรงกล้าในโพธิญาณ (อธิมุขี)
 มีข้อปฏิบัติบูชาด้วยจิตศรัทธา (อนุตตรบูชา)
 มีการปลุกโพธิจิต ตั้งปณิธานที่จะเป็นพระพุทธเจ้า (โพธิจิตตุปปาทนะ)
 มีจิตแน่วแน่ที่จะบาเพ็ญบารมี (ปณิธิจิตตะ)
 มีการพยากรณ์ (วยากรณะ)
 มีการบาเพ็ญโพธิปักขิยธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่หล่อเลี้ยงนิสัย ทาให้จิตเข้มแข็งเพื่อ
มุ่งต่อการดาเนินโพธิสัตว์มรรค (โพธิปักขิยธัมมจริยา)
 มีการบาเพ็ญบารมี (ปารมิตาจริยา)
 ด้วยคุณสมบัติอันประเสริฐของพระโพธิสัตว์ดังกล่าวข้างต้น นั่นคือ การประพฤติ
ธรรมที่เรียกว่า โพธิสัตวจรรยา อันได้แก่ มหาปณิธาน ๔ อัปมัญญา ๔ และ บารมี
๖ อันนาไปสู่การบรรลุคุณสมบัติใน ภูมิ ๑๐ รวมทั้ง การปฏิบัติตามสิกขาบทพระ
โพธิสัตว์ และประกอบด้วยคุณสมบัติหลัก ๓ ประการ คือ มหาปัญญา, มหา
กรุณา และมหาอุบาย นั้น
 เสมือนเป็นเครื่องยืนยันว่า พระโพธิสัตว์มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา และความสามารถในลักษณะต่างๆ เพียงพอในการอุทิศตนเพื่อ
ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ พร้อมทั้งสามารถบาเพ็ญบารมีอย่างเสียสละและไม่หวั่น
กลัวต่อความยากลาบาก เพื่อจุดหมายคือการสาเร็จพระโพธิญาณ เพื่อเป็น
พระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ซึ่งทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดแก่สรรพสัตว์เป็น
จุดหมายปลายทางสูงสุด
พระฌานิโพธิสัตว์
 พระฌานิโพธิสัตว์ หรือ พระธยานิโพธิสัตว์ หมายถึง พระโพธิสัตว์ที่เกิดขึ้นด้วย
อานาจฌานของ “พระธยานิพุทธะ” ๕ พระองค์ ซึ่งพระธยานิโพธิสัตว์องค์สาคัญ
ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฝ่ายมหายาน มีดังนี้
 พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
 พระมัญชุศรีโพธิสัตว์
 พระสมันตภัทรโพธิสัตว์
 พระวัชรปาณีโพธิสัตว์
 พระมหาสถามปราปพระโพธิสัตว์
 พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์
 พระอริยเมตตรัยโพธิสัตว์
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
 พระอวโลกิเตศวร เป็นพระโพธิสัตว์ในนิกายมหายานที่ได้รับการบูชาแพร่หลายมาก
ที่สุด สาเนียงจีนเรียกพระองค์ว่า กวนอิม,ญี่ปุ่นเรียก กันนอน,ทิเบต เรียก เชนเรซิก
 เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา(ในเชิงธรรมาธิษฐานคือพระมหากรุณาคุณของ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ทรงตั้งปณิธานที่จะไม่เสด็จเข้านิพพานจนกว่าจะช่วย
สรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ พระนามของพระองค์ปรากฏในพระสูตร
มหายานสาคัญๆ
 คาว่า “อวโลกิเตศวร” มาจากคาสันสกฤตสองคาคือ อวโลกิต กับ อิศวร แปลว่า ผู้เป็น
ใหญ่ที่เฝ้ ามองจากเบื้องบน หรือพระผู้ทัศนาดูโลก ซึ่งหมายถึงเฝ้ าดูแลสรรพสัตว์ที่ตก
อยู่ในห้วงทุกข์
 พุทธศาสนิกชนชาวจีนจะรู้จักในพระนามว่า กวนซีอิม หรือ กวนอิม ซึ่งก็มีความหมาย
คือผู้เพ่งสดับเสียงแห่งโลก หรือ พระผู้สดับฟังเสียงคร่าครวญของสัตว์โลก (ที่กาลังตก
อยู่ในห้วงทุกข์)
 พระสูตรมหายานกล่าวว่า พระอวโลกิเตศวรประทับอยู่ ณ สุขาวดีพุทธ
เกษตร ดารงตาแหน่งดุจปลัดขวาของพระอมิตาภพุทธเจ้า คอยช่วยเหลือ
พระอมิตาภะในการโปรดสัตว์สรรพสัตว์ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์และเนื่องจากทรง
เป็นพระธยานิโพธิสัตว์จึงมีความเป็นมาอันยาวนานสุดจะคาดคานวณได้ นับแต่
สมัยของ พระวิปัสสีพุทธเจ้า เป็นต้นมาก็ทรงได้โปรดสัตว์มาเป็นลาดับจนถึง
สมัยของพระสมณโคดมศากยมุนีพุทธเจ้า
 ส่วนคติมหายานในธิเบตและประเทศใกล้เคียง เชื่อว่าพระอวโลกิเตศวรอุบัติ
ขึ้นมาพร้อม ๆ กับพระนางตาราด้วยอานุภาพของพระอมิตาภพุทธเจ้าจาก
แสงสว่าง (บางแห่งว่าเป็นน้าพระเนตรจากความกรุณาสงสารสรรพสัตว์) ที่
เปล่งออกมาจากพระเนตรเบื้องขวาของพระอมิตาภะได้บังเกิดเป็นพระอวโลกิเต
ศวร ประทับบนดอกบัวที่ปรากฏขึ้นพร้อม ๆ กับมนตร์ โอม มณี ปัทเม หุม ส่วน
แสงจากพระเนตรเบื้องซ้ายก่อให้เกิดพระนางตาราโพธิสัตว์
 แต่เดิมพระอวโลกิเตศวรทรงอาภรณ์แบบมหาบุรุษ ตามแบบอินเดียโบราณ เมื่อ
มาถึงประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ก็ยังคงศิลปะแบบเปลือยพระอุระอยู่ แต่พอ
มายุคสมัยราชวงศ์หยวน พระอวโลกิเตศวรจึงเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นสตรีเพศ
เนื่องมาจากคติความเชื่อในเรื่องขององค์หญิงเมี่ยวซ่าน ที่ทรงเคร่งครัดและ
ทานุบารุงพระพุทธศาสนามาก และเปี่ยมด้วยศรัทธาที่แน่วแน่ และเมตตา
กรุณาต่ออาณาประชาราษฎร์
 ในคัมภีร์พระสูตรหลายเล่ม >> หากได้เอ่ยขานพระนามของพระองค์ด้วยความ
ศรัทธา ถึงแม้จะตกในหลุมเพลิง หลุมเพลิงจะกลายเปลี่ยนเป็นสายชล หาก
จมน้าจะได้พบที่ตื้นเขิน หากพลัดตกจากเขาสูง ก็จะล่องลอยอยู่ในอากาศ ภูตผี
ปีศาจร้ายมิกล้าแม้แต่จะจ้องมอง ฯลฯ
 พระอวโลกิเตศวรมีรูปเคารพบูชามากมายหลายปาง นิรมาณกายในลักษณะ
ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์และสั่งสอนธรรมเป็นทั้งภาคบุรุษ ภาคสตรี ไป
จนถึงปางอันแสดงลักษณาการที่ดุร้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปราบมารที่
นิยมมี ๓๓ ปาง เป็นปางที่สาคัญที่สุด ๖ ปาง เช่นปางพันมือพันกร
 พระอวโลกิเตศวร ปางปัทมปาณิ
(ผู้ถือดอกบัว) จิตรกรรมที่ผนังถ้า
อชันตา หมายเลข1 ศิลปะคุปตะ
ตอนปลาย หรือหลังคุปตะ
(พุทธศตวรรษที่12)
ถือกันว่าเป็นงานจิตรกรรมที่งดงาม
ที่สุดภาพหนึ่งของประวัติศาสตร์
ศิลปะอินเดีย
ปัทมปาณิ ศิลปะเนปาล ราวพุทธศตวรรษที16
แสดงการยืนแบบตริภังค์(เอียงสามส่วน)ที่เป็น
ท่ายืนคลาสสิคของศิลปะอินเดีย
พระอวโลกิเตศวร ศิลปะเขมร สมัย
พระนคร ราวพุทธศตวรรษที่15-16
เล็กๆบนพระเศียรคือรูปพระอมิตาภะ
พระปัทมปาณิ ศิลปะศรีวิชัย ราวพุทธ
ศตวรรษที่13 พบที่ไชยา องค์คลาสสิคและ
งดงามที่สุดของไทย
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ศิลปะศรีวิชัย อิทธิพล
ศิลปะอินเดียแบบปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่
๑๓ - ๑๔) พบที่ควนสราญรมย์ อ.พุนพิน
จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๔
 พระอวโลกิเตศวร ในปางที่พบบ่อยใน
ศิลปะทิเบต ทรงแก้วมณีสัญลักษณ์ของ
โพธิจิตในสองพระหัตถ์หน้า อีกสองพระ
หัตถ์ทรงมาลา(ประคา)สัญลักษณ์แห่ง
การปฏิบัติ และดอกบัวสัญลักษณ์แห่ง
ความบริสุทธิ์ พระอังสะซ้ายมีหนังกวาง
พาดลงมา สัญลักษณ์ของความอ่อนโยน
และเมตตาต่อสรรพสัตว์
 "ษฑักษรีโลเกศวร" หมายถึง
พระอวโลกิเตศวรแห่งหกอักษร(ในที่นี้คือ
พยางค์)อันเป็น มนตร์ประจาพระองค์ที่
ชาวทิเบตท่องได้ทุกผู้คน "โอม มณี เปมา
ฮูง" หรือสันสกฤตว่า "โอม มณี ปัทเม
หูม"
 คาว่า ‘โอม มณี ปัท เม หุม เป็นมหามนต์ 5 คาที่ศักดิ์สิทธิ์
สามารถชาระล้างกาย วาจา ใจของผู้ที่สวดมนต์ ท่องบ่นภาวนา
และปฏิบัติสมาธิด้วยเสียงมหามนต์ 5 คานี้ ให้เป็นกาย วาจา ใจ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์
ประดุจหนึ่งเดียวกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์
 มณี - คือ เสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดความเป็นอสูร คือ
ความอิจฉาริษยา อาฆาต ปองร้าย พยาบาท และ ความเป็น
สัตว์โลก รัก โกรธ เกลียด ให้หมดสิ้นไปจากใจของเราได้
 ปัท - คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดความเป็นเดรัจฉาน
สภาพที่เป็นสัตว์ให้หมดสิ้นไปจากใจของเราได้
 เม - คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดความเป็นเปรต
ความโลภให้หมดไปจากใจ
 หุม - คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดความเป็นสัตว์นรก ดุร้าย ป่าเถื่อน ไร้ศีลธรรม
ให้หมดไปจากใจเราได้
พระกวนอิม สมัยซ่ง ราวพุทธศตวรรษที่
16-17 ทาด้วยไม้ลงสีสวยงามเป็นที่สุด
เซนจู กันนอน(พระอวโลกิเตศวร
พันหัตถ์) ศิลปะญี่ปุ่นสมัยเฮอัน
พุทธศตวรรษที่17
กวง แปลว่า มอง มองด้วยปัญญา มองด้วยการพิจารณา
ซี แปลว่า โลก , สังคม
อิม แปลว่า เสียง ,กระแสเสียง
กวงซีอิม แปลว่า มองเสียงโลก
พระมัญชุศรีโพธิสัตว์
 พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ หมายถึง ผู้มีน้าเสียง
ไพเราะ และมีความสามารถพิเศษในการ
เทศนาให้คนเกิดปัญญาได้ ถือเป็นพระ
โพธิสัตว์แห่งปัญญา เพราะทรงเป็นเจ้า
แห่งดวงปัญญา ซึ่งเป็น พระโพธิสัตว์ผู้
กาจัดความโง่เขลา และเป็นผู้คุ้มครอง
นักปราชญ์ตลอดเวลา พระองค์ทรงมีพระ
ขรรค์ที่เป็นประกายที่แขนข้างขวา และ
ทรงมีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาที่แขนข้าง
ซ้ายเสมอ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ มีชื่อ
ปรากฏอยู่ในพระสูตรมหายานตั้งแต่พุทธ
ศตวรรษที่ ๓ เป็นต้นมา
พระสมันตภัทรโพธิสัตว์
 พระสมันตภัทรโพธิสัตว์
เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความ
กรุณาหน้าที่สาคัญคือ
การรื้อขนสัตว์ออกจาก
นรก
 พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นพระ
โพธิสัตว์ผู้ทรงไว้ซึ่งความกรุณา ได้ทรง
ตั้งปณิธานเพื่อการช่วยสรรพสัตว์ให้พ้น
จากอานาจของกิเลส พระองค์เป็นผู้เลิศ
ในปณิธานและการปฏิบัติตน และยัง
เป็นสัญลักษณ์แห่งพละกาลังหรือ
อานาจญาณ พระองค์ประทับนั่งอยู่
หลังช้าง นอกจากนี้ยังทรงปกป้ อง
ผู้รักษากฎหมายให้มีชีวิตอยู่อย่าง
ปลอดภัย
พระวัชรปาณีโพธิสัตว์
 พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ - พระวัชรปาณี
โพธิสัตว์ มีสัญลักษณ์ที่เด่นชัด คือ ทรง
สายฟ้ าในพระหัตถ์ อันเป็นสัญลักษณ์ใน
การฟาดฟันกับกิเลสตัณหาทั้งปวง
 วัชระ ธิเบต เรียก ดอร์เจ เป็นสัญลักษณ์
แห่งปัญญา ความกล้า และพละ หรือ
ความเที่ยงตรงแห่งพระนิพพาน อันถือ
ว่าเป็นปุริสภาวะ ซึ่งก็คือมณีฟ้ า ทั้ง
แหลมคมและแข็งแกร่ง สามารถทาลาย
อกุศลมูลทุกประการ
โดยไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
พระมหาสถามปราปพระโพธิสัตว์
 พระมหาสถามปราปพระโพธิสัตว์ - พระ
โพธิสัตว์องค์นี้ มีชื่อปรากฏชัดในคัมภีร์
สัทธรรมปุณฑริกสูตร และวิมลเกียรตินิท
เทสสูตร คัมภีร์สุขาวดีวยูหสูตร ถือว่า
พระองค์ทรงเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย
ในขณะที่พระอวโลกิเตศวร ประทับอยู่
เบื้องขวาของพระอมิตาภพุทธ มหายาน
ถือว่าท่านทรงเป็นเจ้าแห่งดวงปัญญา ที่
สามารถรู้ถึงความต้องการทางสติปัญญา
ของทุกคน พระองค์จะประทับอยู่กับองค์
พระอมิตาภพุทธะที่สุขาวดีตลอดเวลา
พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์
 ทรงเป็นที่รู้จักจากมหาปณิธานของพระองค์ซึ่ง
มุ่งรับผิดชอบการสั่งสอนสรรพสัตว์ที่อยู่ในกาม
ภูมิทั้งหก ระหว่างสมัยของศาสนาพระโคตมพุทธ
เจ้าจนถึงการมาตรัสรู้ของพระศรีอริยเมตไตรย
และมหาปณิธานสาคัญในการช่วยสัตว์โลกให้
พ้นจากนรกทั้งหมด หากนรกยังไม่ว่างจากสัตว์
นรกก็จะยังไม่ขอบรรลุพุทธภูมิ
 ด้วยเหตุดังกล่าว พระองค์จึงถือว่าเป็นพระ
โพธิสัตว์แห่งสัตว์นรกทั้งปวง เช่นเดียวกับการ
เป็นผู้คุ้มครองเด็กทั้งหลาย และเทพอุปถัมภ์ของ
เด็กที่เสียชีวิตและทารกที่ตายจากการแท้งใน
วัฒนธรรมญี่ปุ่น
ฤทธานุภาพของพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์
 การใช้ฤทธานุภาพ แสดงปาฏิหาริย์ที่เหนือธรรมชาติ (Supernaturalism)ของ
พระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ ในลักษณะดังกล่าวนี้เพื่อเป็นอุบายในการโปรดสัตว์
สั่งสอนธรรมะ หรือช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ
 ความสามารถหรือคุณสมบัติดังกล่าวของพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ เป็นผลมาจากการ
บาเพ็ญโพธิสัตวธรรม หรือ บารมี มายาวนาน จนเกิดบรรลุภูมิธรรมขั้นสูง
โดยเฉพาะสาธุมดีภูมิ ที่ส่งผลให้พระโพธิสัตว์บาเพ็ญยิ่งในพลบารมี และแตกฉาน
ในอภิญญาและปฏิสัมภิทา สามารถแสดงสภาวะวิเศษต่างๆ ได้ตามธรรมปัจจัย
เพื่อเป็นประโยชน์แก่การช่วยเหลือสรรพสัตว์
 เมื่อพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ เกิดจากอานาจฌานของพระพุทธเจ้าในภาคสัมโภคกาย ดังนั้น
สภาวะ, พลานุภาพและฤทธานุภาพอันเป็นทิพย์ของพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ จึงได้รับการ
ถ่ายทอดจากพระพุทธเจ้าซึ่งมีสภาวะเป็นกายทิพย์นั้น เป็นต้น
การบรรลุธรรมและสอนสัจธรรม
ของพระโพธิสัตว์
 การบรรลุธรรมของพระโพธิสัตว์ >> หลักมหาปัญญา หมายความว่า การที่
พระโพธิสัตว์จะสามารถบรรลุพุทธภาวะและสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้
พ้นจากความทุกข์ได้ พระโพธิสัตว์จะต้องมีปัญญาอันยิ่งใหญ่ไพศาล >>
ประกอบด้วยสติ เป็นผู้รู้แจ้งในหลักธรรม ๒ ประการ คือ บุคคลศูนยตา และ
ธรรมศูนยตา คือ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นทั้งบุคคลและธรรม พิจารณาเห็นความ
ว่างทั้งในบุคคลและในธรรมทั้งปวง ไม่ตกอยู่ในอานาจของกิเลสตัณหา
แม้กระทั่งนิพพานก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งถือเป็นปฏิปทาของพระโพธิสัตว์
ชั้นสูง ซึ่งเป็นสภาพจิตของพระโพธิสัตว์ที่เข้าสู่ “ทุรชยาภูมิ” เกิดการหยั่งเห็น
ศูนยตา เพื่อถอดถอนแก่นสาระในสิ่งทั้งหลาย
 ช่วยทาให้พระโพธิสัตว์บังเกิดจิต
กรุณาต่อสรรพสัตว์ยิ่งๆ ขึ้น เมื่อไม่
แบ่งแยก สิ่งกีดขวางระหว่างพระ
โพธิสัตว์กับสรรพสัตว์ย่อมไม่มี
และศาสนิกชนเองจะพ้นทุกข์ได้ก็
ด้วยการเข้าถึงศูนยตาธรรม
ดังกล่าว
 ดังนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์สามารถ
เข้าถึงสัจธรรมสูงสุดนี้ ก็สามารถ
นามาสั่งสอนเพื่อให้สรรพสัตว์อื่น
สามารถเข้าสู่การหลุดพ้นจากความ
ทุกข์ได้
 ในคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร อันเป็นคัมภีร์ที่สั้นที่สุดของ ปรัชญา
ปารมิตาสูตร แต่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มศาสนิกชนมหายาน ก็ได้
กล่าวไว้ชัดเจนถึงบทบาทของพระโพธิสัตว์ต่อการบรรลุศูนยตาธรรม
ดังเช่นข้อความที่ว่า
 ครั้งนั้น พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ผู้ประเสริฐ กาลังปฏิบัติปรัชญา
ปารมิตาอันสุขุมลุ่มลึก มองลงลึกเข้าไปในขันธ์ ๕ แล้วเห็นว่า ขันธ์ ๕ ว่าง
จากสวภาวะ (ภาวะที่มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง)...เพราะฉะนั้น ในความ
ว่าง จึงไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ...ไม่มี
การบรรลุถึง ไม่มีการไม่บรรลุถึง (นิพพาน)...เพราะไม่มีการบรรลุถึง
(นิพพาน) ดังนั้น พระโพธิสัตว์ ผู้ดาเนินตามปรัชญาปารมิตา จึงไม่พบ
อุปสรรคขัดขวางในจิตของตน (อจิตตวรณะ) เมื่อไม่มีอุปสรรค
ขัดขวาง พระโพธิสัตว์จึงข้ามพ้นความกลัว ข้ามพ้นความเห็นคลาดเคลื่อน
(วิปัลลาส) แล้วบรรลุถึงนิพพานอันสมบูรณ์
การช่วยเหลือสรรพสัตว์ของพระโพธิสัตว์
 ความดี ๑๐ ประการ ได้แก่
 โพธิสัตว์อาศัยทานบารมี เพื่อสงเคราะห์ผู้เข็ญใจ
 โพธิสัตว์อาศัยศีลบารมีเพื่อสงเคราะห์ผู้ทุศีล
 โพธิสัตว์อาศัยขันติบารมีเพื่อสงเคราะห์ผู้มักโกรธ
 โพธิสัตว์อาศัยวิริยะบารมีเพื่อสงเคราะห์ผู้เกียจคร้าน
 โพธิสัตว์อาศัยฌาน(สมาธิ)บารมี เพื่อสงเคราะห์ผู้มีจิตแปรปรวนไม่ตั้งมั่น
 โพธิสัตว์อาศัยปัญญาบารมีเพื่อสงเคราะห์ผู้โง่หลง
 โพธิสัตว์อาศัยอุบายธรรมเพื่อนาพาบุคคลให้ข้ามพ้นอันตราย
 โพธิสัตว์อาศัย(ดารงอยู่ใน)มหายานเพื่อโปรดผู้ยินดีในธรรมแคบ
 โพธิสัตว์อาศัยอินทรีย์ในทางกุศลเพื่อโปรดผู้ไร้กุศลธรรม และ
 โพธิสัตว์อาศัย สังคหวัตถุ ๔ เพื่อสงเคราะห์สัตว์ทั้งหลายให้สาเร็จ
สรุปขบวนการพัฒนาสู่ความเป็นโพธิสัตว์
 แต่เดิม ลักษณะแนวคิด “โพธิสัตว์” ดั้งเดิมเป็นเรื่องของอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน
การบาเพ็ญบารมีเพื่อมุ่งต่อโพธิญาณ ซึ่งมีทั้งประวัติในพระชาติปัจจุบัน และพระชาติก่อนๆ
ทั้งที่เป็นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน
 ตั้งแต่สมัยหลังการสังคายนาครั้งที่ ๑ แนวคิด “โพธิสัตว์” ได้ถูกพัฒนาและขยายความมากขึ้น
ตามลาดับ แต่ละนิกายแต่งคัมภีร์ขึ้น โดยเป็นลักษณะแต่งเข้าพระโอษฐ์ ซึ่งแต่ละนิกายนั้น
“โพธิสัตว์” กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความสอดคล้องกัน
 ในภายหลัง “โพธิสัตว์” มีความเป็นเอกเทศ แยกจากพระสัมมาสัมพุธเจ้า จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ทาให้แนวคิดโพธิสัตว์มีความหลากหลาย กลายเป็นความเชื่อในลักษณะเป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์
คุ้มครอง ปกป้ องมวลมนุษย์
 สรุป... โพธิสัตว์ คือ บุคคลที่ปรารถนาความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งของเถรวาทและ
มหายานมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ต่างแต่การที่มหายานได้พัฒนาแนวคิดหลากหลายมากกว่าเถร
วาทนั้น ก็เพื่อให้ทุกคนมุ่งไปสู่ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพื่อช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นจาก
ความทุกข์ด้วย
ขอบพระคุณค่ะ
ดาวน์โหลดไฟล์นี้ได้ที่
www.philosophychicchic.com
สนุกกับการเรียนรู้ปรัชญาและศาสนาแบบชิคๆ เคียงคู่รอยยิ้ม

แนวคิดและอุดมคติพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน

  • 2.
  • 4.
    ความหมายของคาว่า “โพธิสัตว์”  ความหมายของคาว่า“โพธิสัตว์” ในทาง เถรวาท  ความหมายในคัมภีร์เถรวาทเป็นไปโดยนัย ๒ ประการ คือ  ๑. หมายถึงบุคคลหรือสัตว์ผู้ข้อง ผู้ติดอยู่ในความรู้ (โพธิ)  ๒. หมายถึง ผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม..... “โพธิสัตว์” หมายถึง ท่านผู้ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่ง กาลังบาเพ็ญบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และ อุเบกขา
  • 5.
    ความหมายของคาว่า “โพธิสัตว์”  ความหมายของคาว่า“โพธิสัตว์” ในทาง มหายาน  ในคัมภีร์ โพธิสัตว์จรรยาตารปัญจิกา กล่าวว่า คาว่า “โพธิสัตว์” หมายถึง ผู้ที่มุ่งหมายในโพธิ  ในคัมภีร์ สัทธรรมปุณฑริกสูตร ให้ความหมายของ “โพธิสัตว์” ไว้ว่า หมายถึง “บุคคลที่บาเพ็ญบารมีเพื่อ เป็นพระพุทธเจ้า หรือผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าใน อนาคต”  กล่าวโดยสรุป.... “โพธิสัตว์” ในคัมภีร์มหายาน หมายถึง ผู้มุ่งมั่นเพื่อโพธิญาณ หรือผู้ปรารถนาความเป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีความหมายสอดคล้องกันทั้งเถรวาท และมหายาน
  • 6.
    พระโพธิสัตว์ในทัศนะของเถรวาท  พระโพธิ์สัตว์ 3ประเภท...แบ่งตามระยะเวลาแห่งการ บาเพ็ญบารมี  1. พระปัญญาธิกพุทธเจ้า...พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วย ปัญญา บาเพ็ญบารมีชนิดปัญญากล้า ศรัทธาอ่อน  2. พระสัทธาธิกพุทธเจ้า...พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วยศรัทธา บาเพ็ญบารมีชนิดศรัทธากล้า แต่มีปัญญาปานกลาง  3. พระวิริยาธิกพุทธเจ้า...พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งด้วยความ เพียร บาเพ็ญบารมีชนิดมีความเพียรกล้า  พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้มีพระนามว่า พระศรีศากยมนี โคดมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสร้างบารมีมาทาง ปัญญา พุทธเจ้า
  • 7.
    พระโพธิสัตว์ในทัศนะของเถรวาท  พระโพธิสัตว์ คือบุคคลที่ปรารถนาเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแบ่งเป็น 2 ประเภท 1.พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาเลย เรียกว่า อนิยตะโพธิสัตว์ ความหมายคือยังไม่แน่นอนว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะ อาจจะเลิกล้มความปรารถนาเมื่อไรก็ได้ 2.พระโพธิสัตว์ที่ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาแล้ว เรียกว่า นิยตะโพธิสัตว์ ตามความหมายคือ จะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นนอน  แต่ถ้าบารมีและเวลายังไม่สมบูรณ์ แม้ว่าจะพยายามปฏิบัติอย่างยิ่งยวดบังเกิดปัญญา อย่างเยี่ยมยอด ก็ไม่สามารถถึงนิพพานก่อนได้ แม้จะทุกข์ท้อแท้ จนคิดว่าเลิกที่จะเป็น พระพุทธเจ้าแล้ว แต่แล้วในที่สุดมหากุศลที่เป็นอนุสัยก็จะพุ่งกระจายขึ้นมาให้ตั้งมั่นและ บาเพ็ญบารมีกันต่อ จนกว่าบารมีและเวลาสมบูรณ์
  • 8.
    คุณสมบัติและอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์  สาหรับพระโพธิสัตว์ ที่ยังเป็นอนิยตะโพธิสัตว์ ที่สร้างบารมีสมบูรณ์แล้ว จะได้รับพุทธพยากรณ์เป็น ครั้งแรก ต่อพระพักตร์พุทธเจ้า ต้องมีธรรมสโมธาน 8 ประการสมบูรณ์ จึงได้รับพุทธพยากรณ์ โดยนัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้า ทรงนามว่าอย่างนั้น ในกัปอันเป็นอนาคตที่ เท่านั้น ก็กลายเป็น นิยตะโพธิสตว์ ทันที คือเป็นพระโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้ 1. ได้เกิดเป็นมนุษย์ 2. เป็นบุรุษเพศ 3. มีอุปนิสสัยปัจจัยแห่งพระอรหันต์รุ่งเรืองอยู่ในขันธสันดาน(ถ้าเกิดเปลี่ยนใจก็จะเป็นพระ อรหันต์ทันที) 4. ต้องพบพระพุทธเจ้าขณะมีพระชนม์ชีพอยู่ และได้สร้างกองบุญกุศลต่อพระพักตร์ 5. ต้องเป็นบรรพชิต หรือต้องเป็น โยคี ฤาษี ดาบส หรือปริพาชก ที่มีลัทธิเชื่อว่า บุญมี บาป มี ทาบุญได้บุญ ทาบาปได้บาป ต้องไม่เป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน 6. ต้องมีอภิญญาและฌานสมาบัติ อันเชี่ยวชาญ 7. เคยให้ชีวิตของตนเป็นทาน เพื่อสัมโพธิญาณมาก่อนในอดีดชาติ 8. ต้องมี ฉันทะ คือมีความรักความพอใจในพุทธภูมิเป็นกาลัง
  • 9.
    คุณสมบัติและอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์  พุทธภูมิธรรมของนิยตะโพธิสัตว์ ในการเพิ่มพูน บารมีให้มากยิ่งขึ้นมีน้าใจประกอบไปด้วย พุทธภูมิธรรม 4 ประการ คือ 1. อุสสาโห คือประกอบไปด้วยพระ อุตสาหะ มีความเพียรอันสลักติดแน่นในจิตใจ อย่างมั่นคง 2. อุมัตโต คือประกอบด้วย ปัญญา มีปัญญาเชี่ยวชาญเฉียบคม 3. อวัตถานัง คือมีพระทัยอธิษฐาน อันมั่นคง มิได้หวั่นไหวคลอนแคลน 4. หิตจริยา คือประกอบไปด้วย พระเมตตา เจริญจิตอยู่ด้วยพรหมวิหารเป็น ปกติ
  • 10.
    คุณสมบัติและอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์  อัธยาศัย ที่ทาให้พระโพธิญานของนิยตะโพธิสัตว์แก่กล้า ยิ่งขึ้นมี 6 ประการ  1. เนกขัม พอใจในการรักษาศีล การบวช หรือ บรรพชา 2. วิเวก พอใจอยู่ในที่สงบ 3. อโลภ พอใจในการบริจาคทาน 4. อโทส พอใจในความไม่โกรธ เจริญเมตตา 5. อโมห พอใจในการพิจารณาคุณและโทษ เจริญ ปัญญา 6. นิพพาน พอใจที่ยกตนออกจากภพ ไม่ยินดีในการ เวียนว่ายตายเกิด ประสงค์นิพพานเป็นอย่างยิ่ง
  • 11.
    พระโพธิสัตว์ในทัศนะของเถรวาท  ชินกาลมาลีปกรณ์...ได้แสดงความปรารถนาพุทธภูมิของพระพุทธเจ้า 3ประเภท คือ พระปัญญาธิกพุทธเจ้า เป็นต้น ไว้อย่างพิสดาร โดยเฉพาะการสร้างบารมีตอนต้น และ ตอนกลาง ก่อนจะถึงตอนปลาย คือ ใช้เวลา 4-8-16 อสงไขยกับแสนกัปตามลาดับ  ปฐมจิตตุบาทกาล...การปรารถนาพุทธภูมิในใจครั้งแรกของพระพุทธเจ้าโคตมะ เกิดขึ้น ในคราวเกิดเป็นคนยากจนอยู่ในเมืองคันธาร มีอาชีพเก็บฟืนและเก็บหาของป่าขายเลี้ยง ตนเอง และมารดา วันหนึ่งเขาพามารดาลงเรือหมายไปยังเมืองสุวรรณภูมิ เพื่อหาทองมา ขาย แล้วเกิดเรือแตก เขาแบกมารดาว่ายน้าข้ามมหาสมุทร และถูกพรหมดลใจให้ ปรารถนาพุทธภูมิ “เราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นตรัสรู้ตามด้วย เราข้ามได้แล้วจะให้ ผู้อื่นข้ามตามด้วย” เขาว่ายอยู่ 2-3 วันก็ถึงฝั่งโดยปลอดภัย
  • 12.
  • 13.
  • 14.
  • 15.
    หลักคาสอนเรื่อง “บารมี 10”และการบาเพ็ญบารมี เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท  ความหมายของบารมี จากงานวิจัยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ....  ๑. มาจากศัพท์ ปรม ประกอบปัจจัยเป็นปารมี ให้ความหมายว่า ความเป็นเลิศ ๒. มาจากการประกอบปารศัพท์กับอิธาตุ ให้ความหมายว่า ธรรมเครื่องถึงฝั่ง (นิพพาน) ความหมายที่ใช้ในคัมภีร์นั้นพอจะแบ่งกว้าง ๆ คือคัมภีร์ที่ส่วนใหญ่เรียบเรียงขึ้นในสมัยแรก จะใช้ คาว่าบารมีในความหมายว่า ความเป็นเลิศ ผลสุดท้าย หรือความเต็มเปี่ยม ซึ่งมีทั้งที่ ใช้หมายถึง ความเป็นเลิศทั่วๆ ไป ไม่จาเป็นต้องเกี่ยวกับพุทธศาสนาบางคัมภีร์หมายถึง ความเป็นเลิศในธรรมะบางหมวดธรรม และบางคัมภีร์หมายถึง ผลสุดท้ายในพุทธศาสนา คือ พระอรหัตตผล “บารมี” ในยุคนี้เป็นเป้ าหมายของการปฏิบัติธรรม
  • 16.
     คัมภีร์อปทานา พุทธวงศ์จริยาปิฎก ความหายของคาว่า “บารมี” เปลี่ยนไปเป็น “ธรรม ๑๐ ประการ อัน บุคคลปฏิบัติแล้วจักบรรลุพระโพธิญาณ” และอรรถกถา ของคัมภีร์เหล่านี้ได้อธิบายขยายความธรรมะตามแนวทศบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อรรถกถาจริยาปิฏก ได้วิเคราะห์ขั้นตอนของทางปฏิบัติบาเพ็ญบารมีโดยละเอียด  ในขั้นนี้ความหมายของบารมีเปลี่ยนแปลงจาก "เป้ าหมาย" มาเป็นวิธีการแนวทางปฏิบัติ เพื่อบรรลุเป้ าหมายสูงสุดในพุทธ ศาสนา ในประเทศไทย เรารับความคิดจากคัมภีร์ยุค อปทาน พุทธวงศ์ และจริยาปิกฎมาศึกษากัน ข้อที่น่าสังเกตคือ ในบทสวดมนต์ที่ แพร่หลายในประเทศศรีลังกา และประเทศไทยที่มีเนื้อความว่า มหาการุณิโก นาโถ ปูเรตฺ วา ปารมี สพฺพา หิตาย สพฺพปาณิน ปตฺโต สมฺโพธิมตฺตม ...  พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ ทรงประกอบด้วยพระกรุณาใหญ่ ทรงบาเพ็ญบารมีทุก ประการ เพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว ในบทสวดมนต์ข้างต้น พระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ประกอบด้วยพระมหากรุณา และการที่ทรง บาเพ็ญบารมีนี้เพื่อ ประโยชน์สุขของบุคคลอื่น ตามแนวที่เน้นใน อรรถกถาจริยาปิฏก ซึ่ง อันที่จริงแล้ว ศาสนาทั้งหลายก็ล้วน แต่สอนเกี่ยวกับความเมตตากรุณาทั้งนั้นเพราะจะ ช่วยให้คนในหมู่คณะอยู่ได้และให้ความทุกข์ลดลงไป
  • 17.
    พุทธการกธรรม หรือ “บารมี10 ประการ”  โดยธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อม ต้องบาเพ็ญคุณธรรมพิเศษที่เรียกว่า “พุทธการกธรรม” หรือ บารมี 10 หรือ ทศบารมี ให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ซึ่ง หมายถึง ปฏิปทาอันยวดยิ่ง หรือ คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือความดีที่บาเพ็ญอย่างพิเศษเพื่อบรรลุ ซึ่งจุดหมายอันสูงสุด เช่นความเป็น พระพุทธเจ้า (พระพรหมคุณาภรณ์)
  • 18.
    พุทธการกธรรม หรือ “บารมี10 ประการ”  ๑. ทาน ......การให้ การเสียสละ ๒. ศีล ....การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย, ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย ๓. เนกขัมมะ....การออกบวช, ความปลีกตัว ปลีกใจจากกาม ๔. ปัญญา ....ความรอบรู้, ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็น จริง  ๕. วิริยะ .....ความเพียร, ความแกล้วกล้า ไม่ เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะ ก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่
  • 19.
    พุทธการกธรรม หรือ “บารมี10 ประการ”  ๖. ขันติ .....ความอดทน, ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญา ควบคุมตนให้อยู่ในอานาจเหตุผล และแนวทางความประะพฤติที่ตั้งไว้เพื่อ จุดหมายอันชอบไม่ลุอานาจกิเลส ๗. สัจจะ ......ความจริง คือ พูดจริง ทาจริง และจริงใจ ๘. อธิษฐาน ....ความตั้งใจมั่น, การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการ กระทาของตนไว้แน่นอน และดาเนินตามนั้นแน่นแน่ ๙. เมตตา .....ความรัก, ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและ เพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ ๑๐. อุเบกขา ......ความวางใจเป็นกลาง, ความวางใจสงบราบเรียบ สม่าเสมอ เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้ายหรือชอบฟัง
  • 20.
    เตมิยชาดก  ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญเนกขัมมบารมี คือการออกบวชหรือออกจาก กามเล่าเรื่องเตมิยราชกุมาร เกรงการที่จะได้ครองราชสมบัติ เพราะทรงสลด พระหฤทัยที่เห็นราชบุรุษลงโทษโจรตามพระราชดารัสของพระราชา เช่น เฆี่ยน พันครั้งบ้าง เอาหอกแทงบ้าง เอาหลาวเสียบบ้าง จึงใช้วิธีแสร้งทาเป็นง่อย เปลี้ย หูหนวก เป็นใบ้ไม่พูดจากับใคร แม้จะถูกทดลองต่าง ๆ ก็อดกลั้นไว้ ไม่ยอม แสดงอาการพิรุธให้ปรากฏ ทั้งนี้เพื่อจะเลี่ยงการครองราชสมบัติ พระราชา ปรึกษาพวกพราหมณ์ ก็ได้รับคาแนะนาให้นาราชกุมารไปฝังเสีย. พระราช มารดาทรงคัดค้านไม่สาเร็จ ก็ทูลขอให้พระราชกุมารครองราชย์สัก ๗ วัน แต่ พระราชกุมารก็ไม่ยอมพูด ต่อเมื่อ ๗ วันแล้ว สารถีนาราชกุมารขึ้นสู่รถไปเพื่อจะ ฝังตามรับสั่งของพระราชา ขณะที่ขุดหลุมอยู่พระราชกุมารก็เสด็จลงจากรถ ตรัสปราศรัยกับนายสารถี แจ้งความจริงให้ทราบว่า มีพระราชประสงค์จะออก บวช สารถีเลื่อมใสในคาสอนขอออกบวชด้วย จึงตรัสสั่งให้นารถกลับไปคืนก่อน สารถีนาความไปเล่าถวายพระราชมารดา พระราชบิดาให้ทรงทราบ. ทั้งสอง พระองค์พร้อมด้วยอามาตย์ราชบริพารจึงเสด็จออกไปหา เชิญให้พระราชกุมาร เสด็จกลับไปครองราชสมบัติ แต่พระราชกุมารกลับมาถวายหลักธรรมให้ยินดีใน เนกขัมมะ คือ การออกจากกาม. พระชนกชนนีพร้อมด้วยบริวารทรงเลื่อมใสใน คาสอน ก็เสด็จออกผนวชและบวชตาม. และได้มีพระราชาอื่นอีกเป็นอันมาก สดับพระโอวาทขอออกผนวชตาม.
  • 21.
    มหาชนกชาดก  ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญวิริยบารมี คือ ความพากเพียรใจความสาคัญ คือพระมหาชนก ราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตก คนทั้งหลาย จมน้าตายบ้าง เป็นเหยื่อของสัตว์น้าบ้าง แต่ไม่ทรง ละความอุตสาหะ ทรงว่ายน้าโดยกาหนดทิศทาง แห่งกรุงมิถิลา ในที่สุดก็ได้รอดชีวิตกลับไปถึงกรุง มิถิลาได้ครองราชสมบัติ. ชาดกเรื่องนี้เป็นที่มาแห่ง ภาษิตที่ว่า เป็นชายควรเพียรร่าไป อย่าเบื่อหน่าย (ความเพียร)เสีย, เราเห็นตัวเองเป็นได้อย่างที่ ปรารถนา, ขึ้นจากน้ามาสู่บกได้.
  • 22.
    สุวัณณสามชาดก  ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญเมตตาบารมี คือการแผ่ ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้ามีเรื่องเล่าว่า สุวรรณสามเลี้ยงมารดาบิดาของตนซึ่งเสียจักษุในป่า และ เนื่องจากเป็นผู้เมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่น หมู่เนื้อก็เดินตาม แวดล้อมไปในที่ต่างๆ วันหนึ่งถูกพระเจ้ากรุงพาราณสีชื่อปิล ยักษ์ยิงเอาด้วยธนูด้วยเข้าพระทัยผิด ภายหลังเมื่อทราบว่า เป็นมาณพผู้เลี้ยงมารดาบิดา ก็สลดพระทัย จึงไปจูงมารดา บิดาของสุวรรณสามมา. มารดาบิดาของสุวรรณสามก็ตั้งสัจ จกิริยา อ้างคุณความดีของสุวรรณสามของให้พิษของศรหมด ไป สุวรรณสามก็ฟื้นคืนสติ และได้สอนพระราชา แสดงคติ ธรรมว่า ผู้ใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรม แม้เทวดาก็ย่อมรักษา ผู้นั้น ย่อมมีคนสรรเสริญในโลกนี้ละโลกนี้ไปแล้วก็บันเทิงใน สวรรค์ ต่อจากนั้นเมื่อพระราชาขอให้สั่งสอนต่อไปอีก ก็สอน ให้ทรงปฏิบัติธรรมปฏิบัติชอบในบุคคลทั้งปวง
  • 23.
    ภูริทัตตชาดก  ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญศีล บารมี คือการรักษาศีล.มีเรื่องเล่าว่า ภูริทัตตนาคราชไปจาศีลอยู่ริมฝั่ง แม่น้ายมุนา. ยอมอดทนให้หมองูจับ ไปทรมานต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่สามารถจะ ทาลายหมองูได้ด้วยฤทธิ์มีใจมั่นต่อ ศีลของตน ในที่สุดก็ได้อิสรภาพ.
  • 24.
    เวสสันดรชาดก  ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบาเพ็ญทานบารมี คือการ บริจาคทาน.มีเรื่องเล่าถึงพระเวสสันดรผู้ใจดีบริจาคทุก อย่างที่มีคนขอ ครั้นหนึ่งประทานช้างเผือกคู่บ้านคู่เมือง แก่พราหมณ์ชาวกาลิงคะ ซึ่งมาขอช้างไปเพื่อให้หายฝน แล้ง แต่ประชาชนโกรธขอให้เนรเทศ พระราชบิดาจึงจา พระทัยเนรเทศ ซึ่งพระนางมัทรีพร้อมด้วยพระโอรสธิดา ได้ตามเสด็จไปด้วย เมื่อชูชกไปขอสองกุมาร ก็ประทาน อีก ภายหลังพระเจ้าสัญชัยพระราชบิดาทรงไถ่สองกุมาร และเสด็จไปรับกลับกรุง.  เรื่องนี้แสดงการเสียสละส่วนน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ คือการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันจะเป็นทางให้ได้บาเพ็ญ ประโยชน์ส่วนรวมได้ดียิ่ง มิใช่เสียสละโดยไม่มี จุดมุ่งหมายหรือเหตุผล
  • 25.
    บารมี 30 ทัศ ในคติเถรวาท พระโพธิสัตว์จะต้องบาเพ็ญบารมีทั้ง 10 นี้ให้บริบูรณ์ทั้ง 3 ระดับ คือ  1. ระดับสามัญ หรือ ทานบารมี ได้แก่การบริจาค วัตถุสิ่งของ ทรัพย์สมบัติ  2. ระดับกลาง หรือ อุปบารมี เช่น ทานอุปบารมี ได้แก่ การบริจาคอวัยวะ รวมถึง การบริจาคบุตร ภรรยาซึ่งเรารักเสมอดังแก้วตาดวงใจ เป็นทาน  3. ระดับอุกฤษฎ์ หรือ ปรมัตถบารมี เช่น ทาน ปรมัตถบารมี ได้แก่ การบริจาคชีวิตร่างกายอันเป็นที่ รักหวงแหนสูงสุดของสัตว์ทั้งหลายให้เป็นทาน  รวมบารมี 10 ประการ 3 ระดับ ได้เป็น บารมี 30 ทัศ
  • 26.
    พระโพธิสัตว์ในทัศนะของมหายาน  โพธิสัตว์ หมายถึงผู้มุ่งมั่นเพื่อโพธิญาณ หรือ ผู้ปรารถนาความเป็นพระสัมมาสัม พุทธเจ้า  คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร ได้ให้ความหมาย ของ “โพธิสัตว์” ไว้ว่า หมายถึง บุคคลที่บาเพ็ญ บารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า หรือผู้ที่จะเป็น พระพุทธเจ้าในอนาคต
  • 27.
    พระโพธิสัตว์ในทัศนะของมหายาน  พระพุทธศาสนามหายานแบ่งพระโพธิสัตว์ไว้ ๒ประเภท คือ ๑.พระมานุษิโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่จะมาปรากฏพระองค์เป็นมนุษย์ในมนุสสภูมิ เสวยพระชาติมาตามลาดับ จนกว่าจะบาเพ็ญบารมีจนได้บรรลุพระโพธิญาณ แล้ว ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ใช้เวลาอย่างน้อยสี่อสงไขยแสนกัลป์  *** พระมานุษิโพธิสัตว์ ตรงกับพระโพธิสัตว์ของเถรวาท คือ เป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่ ในสภาพมนุษย์ทั่วไป ยังต้องฝึกอบรมตนเอง และทาหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นไป พร้อมๆ กัน ๒.พระฌานิโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ ที่อุบัติขึ้นจากอานาจฌานของ พระฌานิพุทธเจ้า พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง  ***พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ในภาคสัมโภคกายที่มีจิตแน่วแน่ มุ่งจะช่วย สัตว์ให้พ้นทุกข์ เมื่อสรรพสัตว์ยังไม่พ้นทุกข์ ท่านจึงไม่ยอมเสด็จเข้านิพพาน ผู้ที่นับ ถือพระพุทธศาสนามหายานจะนับถือพระฌานิโพธิสัตว์มาก โดยเฉพาะ พุทธศาสนิกชนชาวจีน ญวน เนปาล ทิเบต และญี่ปุ่น
  • 28.
     โพธิสัตว์ยังมีทั้งอยู่ในเพศบรรพชิตและฆราวาส  โพธิสัตว์ในเพศบรรชิต>> “เนกขัมมโพธิสัตว์”  โพธิสัตว์ในเพศฆราวาส >> “เคหโพธิสัตว์” >> ถือพรหมจรรย์/ยังบริโภค กามคุณ
  • 29.
    บ่อเกิดแนวคิดโพธิสัตว์แบบมหายาน  ก. สาเหตุภายใน ๑) การเน้นเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่น  ๑.๑) การต่อต้านระบบวัด / ๑.๒) การข่มคติพระอรหันต์  ๒) ลักษณะของพระพุทธเจ้ากับโพธิ  ๓) การเน้นวิธีการหลุดพ้นด้วยศรัทธา  ข. สาเหตุภายนอก  ๑) อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  ๒) อิทธิพลของเทพเจ้าประจาถิ่น  ๓) เกิดจากพุทธบริษัทคฤหัสถ์ (ฆราวาสโพธิสัตว์) (อ. ประพจน์ อัศววิรุฬหหการ )
  • 30.
    โพธิสัตวจรรยา  ปลุกโพธิจิต  มหาปณิธาน๔  บารมี ๖  บรรลุคุณสมบัติใน “ภูมิ ๑๐”  อัปปมัญญา ๔  ปฏิบัติ สิกขาบทพระโพธิสัตว์  คุณสมบัติหลัก ๓ ประการ คือ มหา ปัญญา, มหากรุณา, มหาอุบาย
  • 31.
    การปลุกโพธิจิต  การปลุกโพธิจิต นั้นก็คือ การตั้งปณิธานหรือความปรารถนาจะเป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือสัตว์ให้พ้นทุกข์โดยไม่จากัด ซึ่ง บุคคลที่ตั้งปณิธานเช่นนั้น จะต้องไม่คานึงถึงผลตอบแทนที่ตนจะได้รับ ต้อง ไม่กลัวความยากลาบาก ยอมเสียสละความสุขส่วนตน มุ่งมั่นที่จะเดินทาง ไปให้ถึงจุดหมายเบื้องหน้า หรือ การสาเร็จพระโพธิญาณเท่านั้น  โพธิจิตจะเกิดขึ้นในการเจริญกรรมฐานเป็นลาดับขั้น ซึ่งในการพิจารณาปลุก โพธิจิตในกรรมฐาน จาเป็นอย่างยิ่งที่โพธิสัตว์จะต้องวางใจเป็นกลางหรือตั้งจิต บนความไม่แบ่งแยก ไม่ถือตัว ไม่มีอคติ และไม่เลือกที่รักมักที่ชัง จะต้องมี หลักประจาใจที่เรียกว่า “อัปปมัญญา ๔ ประการ”
  • 32.
    อัปปมัญญ ๔  “อัปปมัญญา๔ ประการ” ซึ่ง อัปปมัญญา เป็นธรรม ที่แผ่ไปไม่มีประมาณในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่าง กว้างขวางสม่าเสมอกัน ประกอบด้วย  ๑) เมตตา คือ พระโพธิสัตว์ต้องมุ่งการให้ ความสุขแก่สรรพสัตว์โดยไม่เลือกหน้า ปรารถนา ดีต่อสัตว์ทั้งปวง  ๒) กรุณา คือ พระโพธิสัตว์ต้องมุ่งปลดเปลื้อง ความทุกข์ของผู้อื่น หวั่นใจในทุกข์ของผู้อื่น เห็น ความทุกข์ของผู้อื่นเสมอด้วยความทุกข์ของตน  ๓) มุทิตา คือ พระโพธิสัตว์ต้องพลอยยินดีต่อ ความสุข ความสาเร็จของผู้อื่น ไม่มีจิตริษยา
  • 34.
     ๔) อุเบกขาคือ พระโพธิสัตว์ต้องวางใจเป็นกลาง ไม่มีอคติทั้ง ๔ หรือ ไม่มีอคติ เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เผลอจิตซึมซับอารมณ์กุศลและอกุศลของผู้ใด (รวมทั้งของตน) และการปล่อยวางตัวตนอย่างสิ้นเชิงในการทาหน้าที่ของ โพธิสัตว์ด้วย นั่นคือ ต้องไม่ยึดถือในความดีว่าตนได้ทาแก่ผู้ใดผู้อื่น และต้องไม่ ปรารถนาการตอบแทน  หยั่งรู้ว่า ทั้งเราและเขาโดยเนื้อแท้แล้วย่อมว่างจากแก่นสารและตัวตน จะ แบ่งเป็นส่วนๆ แยกขาดจากกันไม่ได้ ซึ่งในการหยั่งสู่ความว่าง จะต้องมีการหยั่ง เห็นการอิงอาศัยซึ่งกันและกันมีอยู่ด้วยเสมอ  เมื่อวางใจเป็นกลางแล้ว โพธิสัตว์ย่อมสามารถปลุกโพธิจิตแห่งตนและชี้นาให้ บุคคลอื่นเห็นศักยภาพของเขาด้วย
  • 37.
    มหาปณิธาน ๔  พระโพธิสัตว์จะตั้งปณิธานหรือที่ เรียกว่า มหาปณิธาน ไว้ดังนี้ 1. เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น 2. เราจะตั้งใจศึกษาพระธรรม ทั้งหลายให้ถ่องถ้วน 3. เราจะไปโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้หมดสิ้น 4. เราจะบาเพ็ญตนให้บรรลุอนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณ (พุทธภูมิ)
  • 38.
     ก่อนที่จะเป็นโพธิสัตว์ บุคคลผู้ตั้งมั่นในปณิธานว่า“จะขอ เป็นพระพุทธเจ้า” ชื่อว่าได้ปลุกโพธิจิตขึ้นในตนแล้ว กระนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมตัวเท่านั้น เรียกว่า อธิมุกติจรยาวิหาร ในภูมินี้ บุคคลจะบาเพ็ญภาวนาอย่าง หนัก จนเอาชนะความกลัวได้ ๕ ประการ คือ  กลัวการดาเนินชีวิต, กลัวคานินทาว่าร้าย, กลัวความตาย, กลัวทุคติ, กลัวสังคมตาหนิ  แม้ว่าจะอยู่เหนือความกลัวเหล่านี้ แต่บุคคลก็สามารถถอย กลับไปสู่ภาวะของปุถุชนได้ตลอดเวลา เพราะกาลังปัญญา ยังอ่อน แม้จะมีศรัทธาแต่จิตก็ยังท้อแท้ บางครั้งก็ละความ พยายามและสับสน แต่เมื่อคิดได้ก็สามารถกลับคืนสู่ ปณิธานได้อีก เมื่อจิตตั้งมั่นจนเข้มแข็งพอ บุคคลนั้นก็จะ เข้าสู่ภูมิธรรมแรกของพระโพธิสัตว์
  • 40.
     “คนเรานั้นเกิดมาก็ง่ายต่อการพบ เจอสุขและทุกข์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิตอันแสนสั้น..... สิ่งที่เป็นอมตะคือวิญญาณของเรา คนที่สามารถอยู่กับทั้งสุขและ ทุกข์ โดยไม่สะทกสะท้านคือผู้ที่ค้นพบ สุขอันแท้จริง”  (โคฮีนัว สิงค์ ...ชนะคยา ภิกษุณี)
  • 41.
    ถิง เทียน สาวน้อยชาวจีนวัย24 เลือกบวชเป็นภิกษุณี ......หาความสุขจากภายใน
  • 42.
  • 43.
    บารมี ๖  โพธิสัตว์จะมีคุณธรรมที่ช่วยให้สาเร็จโพธิญาณหรือเป็นคุณธรรมที่ทาให้ข้ามถึง ฝั่งนิพพาน เรียกว่า “ปารมิตา” (หรือ บารมี) มีอยู่ ๖ ประการ  (๑) ทานบารมี คือ การให้ทาน พระโพธิสัตว์ต้องมีจิตใจเมตตาต่อผู้ตกทุกข์ด้วย การเสียสละทรัพย์ อวัยวะ และชีวิตของตน รวมถึงการสอนธรรมอีกด้วย  (๒) ศีลบารมี คือ การรักษาศีล พระโพธิสัตว์ต้องมีจิตใจตั้งมั่นในการรักษาศีล มีความประพฤติปฏิบัติดี มุ่งทาลายความชั่วร้ายให้หมดไป  (๓) ขันติบารมี คือ ความอดทน อดกลั้น พระโพธิสัตว์ต้องมีความอดทน เพื่อที่จะต่อสู้กับอุปสรรคและความยากลาบากต่างๆ ที่มายั่วยุ มีเมตตา ไม่โกรธ ตอบ ไม่มีความพยาบาท ถ่อมตน และเป็นผู้ให้อภัยเสมอ
  • 44.
    บารมี ๖  ๔)วิริยบารมี คือ ความเพียรพยายาม ไม่เกียจคร้าน พระโพธิสัตว์ต้องมีจิตใจ ไม่ย่อท้อในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ ด้วยการอุทิศตนทั้งร่างกายและจิตใจ และ ไม่หลงเพลิดเพลินกับความสุขทางโลก  (๕) ฌานบารมี หรือ ธยานบารมี คือ การมีจิตใจมั่นคง สงบ ไม่หวั่นไหว พระ โพธิสัตว์เป็นผู้ฝึกจิตจนได้สาเร็จฌานสมาบัติ จนละกิเลสนิวรณธรรมอันเป็น อารมณ์ที่มาขัดขวางในการทาความดีได้  (๖) ปัญญาบารมี คือ ความรู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง เป็นความรู้อันมาจาก ฌานบารมีเป็นลาดับ พระโพธิสัตว์มีปัญญาพิจารณาเห็นสรรพสิ่งตามความเป็น จริง และได้ทาให้แจ้งในบุคคลศูนยตาและธรรมศูนยตา คือ เห็นบุคคลและธรรม ทั้งปวงเป็นของว่าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะอาศัยการบาเพ็ญบารมีทั้ง ๕ มา ตั้งแต่ต้น
  • 45.
    ปารมิตา หรือ บารมี6 ประการ  พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจะเน้นหนักในด้านพระโพธิสัตว์ ในการ ปฏิบัติ จะต้องเคียงคู่กันไป ระหว่างปัญญา กับกรุณา  บารมี นั้นเถรวาทมีอยู่ 10 แต่มหายานย่อเหลือ 6 มี ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา ความหมายของบารมี 6 ในทรรศนะ 6 ของ พระโพธิสัตว์ มีดังนี้คือ ทานกับ ศีลเป็นคู่ปรับทาลายกิเลสคือโลภะ ขันติกับวิริยะ เป็นคู่ปรับ ทาลายกิเลสคือโทสะ สมาธิ กับ ปัญญาเป็นคู่ปรับทาลายกิเลสคือโมหะ ทาลายกิเลสคือโมหะ  ปัญญาบารมี แบ่งย่อยออกเป็น 4 ประการ คือ อุปายบารมี(ความรู้จักใช้อุบาย ในการโปรดสัตว์), ปณิธานบารมี (ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว), พลบารมี (กาลัง ความเข้าใจธรรมทั้งปวง), ญาณบารมี(ความรู้แจ้ง)
  • 46.
    เปรียบเทียบ ข้อเหมือน มหายาน และเถรวาท มีบารมีทั้ง5 ประการ คือ ทาน, ศีล, ขันติ, วิริยะ, ปัญญาบารมี เหมือนกัน ข้อต่าง มหายาน...สมาธิ,ปณิธาน, อุปาย, พล,ญาณบารมี เถรวาท...เนกขัมมะ, อธิษฐาน, เมตตา, สัจจะ, อุเบกขาบารมี
  • 48.
    ภูมิ ๑๐  ในการปฏิบัติธรรมสาหรับผู้ตั้ง ความหวังเป็นพระโพธิสัตว์ยิ่งปฏิบัติยิ่ง ประณีตมากขึ้นกลายเป็นภูมิปฏิบัติที่ แน่นอน เป็นขั้นตอนแห่ง ความก้าวหน้าทางจิตของพระโพธิสัตว์  ภูมิธรรมทั้ง ๑๐ ประการที่เกี่ยวข้องกับ การบาเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ ประการของ โพธิสัตว์ มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ทศภูมิกสูตร มีรายละเอียด ดังนี้
  • 49.
    ภูมิ ๑๐  1.มุทิตาภูมิ พระโพธิสัตว์ยินดีในความไร้ทุกข์ของสัตว์ (ทานบารมี) 2. วิมลาภูมิ (ปราศจากมลทิน) พระโพธิสัตว์ละมิจฉาจริยาได้เด็ดขาด ปฏิบัติแต่ในสัมมาจริยา (ศีลบารมี) 3. ประภาการีภูมิ (มีความสว่าง) พระโพธิสัตว์ทาลายอวิชชาได้เด็ดขาด มี ความอดทน ทุกประการ (ขันติบารมี) 4. อรรถจีสมดีภูมิ (รุ่งเรือง) พระโพธิสัตว์มีความเพียรในการบาเพ็ญธรรม (วิริยะบารมี) 5. ทุรชยาภูมิ (ผู้อื่นชนะยาก) พระโพธิสัตว์ละสภาวะสาวกญาณ กับปัจเจก โพธิญาณ ซึ่งเป็นธรรมเครื่องกั้นพุทธภูมิ (ญาณบารมี)
  • 50.
    ภูมิ ๑๐ 6. อภิมุขีภูมิ(มุ่งหน้าต่อทางนิพพาน) พระโพธิสัตว์บาเพ็ญยิ่งในปัญญาบารมี เพื่อรู้แจ้งเห็นชัดในปฏิจจสมุปบาท (ปัญญาบารมี) 7. ทูรังคมาภูมิ (ไปไกล) พระโพธิสัตว์มีอุบายอันฉลาดแม้บาเพ็ญกุศลน้อย แต่ ได้ผลแก่สรรพสัตว์มาก (อุบายบารมี) 8. อจลาภูมิ (ไม่คลอนแคลน มั่นคง) พระโพธิสัตว์บาเพ็ญหนักในปณิธานบารมี 9. สาธุบดีภูมิ พระโพธิสัตว์แตกฉานในอภิญญา และปฏิสัมภิทาญาณ (พล บารมี) 10. ธรรมเมฆภูมิ พระโพธิสัตว์ไม่ติดในรูปธรรม นามธรรม (ญาณบารมี) เมื่อพระโพธิสัตว์บาเพ็ญทศภูมิเต็มบริบูรณ์แล้ว ย่อมมีพระคุณเทียบเท่า พระพุทธเจ้า เหลืออีกชาติเดียวก็จักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับพระศรี อริยเมตไตรยโพธิสัตว์
  • 51.
    สิกขาบทโพธิสัตว์  ศีลของพระโพธิสัตว์มีทั้งสิ้น ๕๘ข้อ แบ่งเป็น ครุกาบัติ (มีโทษหนัก) ๑๐ ข้อ และ ลหุกาบัติ (มีโทษเบา) ๔๘ ข้อ  ครุกาบัติ >> อาบัติหนัก >> ถ้าหากพระโพธิสัตว์ละเมิดลงไปก็จะทาให้การ บาเพ็ญบารมีเสื่อมถอยลง มี ๑๐ ข้อ ได้แก่  ๑. ห้ามฆ่ามนุษย์  ๒. ห้ามลักขโมยสิ่งของๆคนอื่น  ๓. ห้ามเสพสุรา  ๔. ห้ามอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน  ๕. ห้ามผลิตสุรายาเสพติดทุกชนิด
  • 52.
     ๖. ห้ามยกตนข่มผู้อื่น ๗. ห้ามบริภาษพระอริยบุคคล  ๘. ห้ามริษยาเมื่อคนอื่นได้ดี  ๙. ห้ามผูกโกรธ  ๑๐. ห้ามมีมิจฉาทิฏฐิ  ลหุกาบัติ >> อาบัติอย่างเบา มี ๔๘ ข้อ เช่น  ดื่มสุราเมรัย, บริโภคปลาและเนื้อ, ไม่ช่วยเหลือคนป่วย, ไม่ช่วยสัตว์เมื่อ เห็นสัตว์นั้นอยู่ในอันตราย, ละโมบเห็นแก่ตัว, ไม่สงเคราะห์ โปรดเวไนย สัตว์, ไม่ศึกษาพระธรรม, ปราศจากกตัญญูต่อบิดา มารดา และอุปัชฌา อาจารย์, คัดค้านคาสอนในพระพุทธศาสนามหายาน ฯลฯ
  • 53.
    คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ ๓ ประการ ๑) หลักมหาปัญญา คือ พระโพธิสัตว์จะต้องมีปัญญาอันกว้างใหญ่ ประกอบด้วยสติ เป็นผู้รู้แจ้งในหลักธรรม ๒ ประการ คือ บุคคลศูนยตา และ ธรรมศูนยตา กล่าวคือ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นทั้งบุคคลและธรรม พิจารณาเห็น ความว่างทั้งในบุคคลและในธรรม ไม่ตกอยู่ในอานาจของกิเลสตัณหา แม้กระทั่ง นิพพานก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น  ๒) หลักมหากรุณา คือ พระโพธิสัตว์จะต้องเป็นผู้มีจิตใจกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีขอบเขต พร้อมทั้งยินดีสละตนเองเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ แม้บางครั้งจะตกนรกแทนสรรพสัตว์เพื่อช่วยให้เขาพ้นทุกข์ก็ต้องทา  ๓) หลักมหาอุบาย คือ พระโพธิสัตว์ก็ต้องมีวิธีการอันชาญฉลาดในการ ช่วยเหลือปวงสัตว์หรือแนะนาสั่งสอนผู้อื่นให้เข้าถึงสัจธรรม โดยพระโพธิสัตว์ ต้องมีปฏิภาณไหวพริบในการเข้าถึงอธิมุติ(อัธยาศัย) ของสัตว์ทั้งหลาย
  • 61.
    โพธิสัตว์มรรคา  ขั้นตอนที่จะนาบุคคลไปสู่ความเป็นพระพุทธเจ้า  มีคุณสมบัติภายในที่สามารถบรรลุได้(โคตร)  มีความมุ่งมั่นต่อโพธิญาณ คือ ปรารถนาอย่างแรงกล้าในโพธิญาณ (อธิมุขี)  มีข้อปฏิบัติบูชาด้วยจิตศรัทธา (อนุตตรบูชา)  มีการปลุกโพธิจิต ตั้งปณิธานที่จะเป็นพระพุทธเจ้า (โพธิจิตตุปปาทนะ)  มีจิตแน่วแน่ที่จะบาเพ็ญบารมี (ปณิธิจิตตะ)  มีการพยากรณ์ (วยากรณะ)  มีการบาเพ็ญโพธิปักขิยธรรม ซึ่งเป็นธรรมที่หล่อเลี้ยงนิสัย ทาให้จิตเข้มแข็งเพื่อ มุ่งต่อการดาเนินโพธิสัตว์มรรค (โพธิปักขิยธัมมจริยา)  มีการบาเพ็ญบารมี (ปารมิตาจริยา)
  • 62.
     ด้วยคุณสมบัติอันประเสริฐของพระโพธิสัตว์ดังกล่าวข้างต้น นั่นคือการประพฤติ ธรรมที่เรียกว่า โพธิสัตวจรรยา อันได้แก่ มหาปณิธาน ๔ อัปมัญญา ๔ และ บารมี ๖ อันนาไปสู่การบรรลุคุณสมบัติใน ภูมิ ๑๐ รวมทั้ง การปฏิบัติตามสิกขาบทพระ โพธิสัตว์ และประกอบด้วยคุณสมบัติหลัก ๓ ประการ คือ มหาปัญญา, มหา กรุณา และมหาอุบาย นั้น  เสมือนเป็นเครื่องยืนยันว่า พระโพธิสัตว์มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และความสามารถในลักษณะต่างๆ เพียงพอในการอุทิศตนเพื่อ ช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ พร้อมทั้งสามารถบาเพ็ญบารมีอย่างเสียสละและไม่หวั่น กลัวต่อความยากลาบาก เพื่อจุดหมายคือการสาเร็จพระโพธิญาณ เพื่อเป็น พระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า ซึ่งทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดแก่สรรพสัตว์เป็น จุดหมายปลายทางสูงสุด
  • 63.
    พระฌานิโพธิสัตว์  พระฌานิโพธิสัตว์ หรือพระธยานิโพธิสัตว์ หมายถึง พระโพธิสัตว์ที่เกิดขึ้นด้วย อานาจฌานของ “พระธยานิพุทธะ” ๕ พระองค์ ซึ่งพระธยานิโพธิสัตว์องค์สาคัญ ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฝ่ายมหายาน มีดังนี้  พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์  พระมัญชุศรีโพธิสัตว์  พระสมันตภัทรโพธิสัตว์  พระวัชรปาณีโพธิสัตว์  พระมหาสถามปราปพระโพธิสัตว์  พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์  พระอริยเมตตรัยโพธิสัตว์
  • 64.
    พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์  พระอวโลกิเตศวร เป็นพระโพธิสัตว์ในนิกายมหายานที่ได้รับการบูชาแพร่หลายมาก ที่สุดสาเนียงจีนเรียกพระองค์ว่า กวนอิม,ญี่ปุ่นเรียก กันนอน,ทิเบต เรียก เชนเรซิก  เป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา(ในเชิงธรรมาธิษฐานคือพระมหากรุณาคุณของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ทรงตั้งปณิธานที่จะไม่เสด็จเข้านิพพานจนกว่าจะช่วย สรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ พระนามของพระองค์ปรากฏในพระสูตร มหายานสาคัญๆ  คาว่า “อวโลกิเตศวร” มาจากคาสันสกฤตสองคาคือ อวโลกิต กับ อิศวร แปลว่า ผู้เป็น ใหญ่ที่เฝ้ ามองจากเบื้องบน หรือพระผู้ทัศนาดูโลก ซึ่งหมายถึงเฝ้ าดูแลสรรพสัตว์ที่ตก อยู่ในห้วงทุกข์  พุทธศาสนิกชนชาวจีนจะรู้จักในพระนามว่า กวนซีอิม หรือ กวนอิม ซึ่งก็มีความหมาย คือผู้เพ่งสดับเสียงแห่งโลก หรือ พระผู้สดับฟังเสียงคร่าครวญของสัตว์โลก (ที่กาลังตก อยู่ในห้วงทุกข์)
  • 65.
     พระสูตรมหายานกล่าวว่า พระอวโลกิเตศวรประทับอยู่ณ สุขาวดีพุทธ เกษตร ดารงตาแหน่งดุจปลัดขวาของพระอมิตาภพุทธเจ้า คอยช่วยเหลือ พระอมิตาภะในการโปรดสัตว์สรรพสัตว์ที่ตกอยู่ในห้วงทุกข์และเนื่องจากทรง เป็นพระธยานิโพธิสัตว์จึงมีความเป็นมาอันยาวนานสุดจะคาดคานวณได้ นับแต่ สมัยของ พระวิปัสสีพุทธเจ้า เป็นต้นมาก็ทรงได้โปรดสัตว์มาเป็นลาดับจนถึง สมัยของพระสมณโคดมศากยมุนีพุทธเจ้า  ส่วนคติมหายานในธิเบตและประเทศใกล้เคียง เชื่อว่าพระอวโลกิเตศวรอุบัติ ขึ้นมาพร้อม ๆ กับพระนางตาราด้วยอานุภาพของพระอมิตาภพุทธเจ้าจาก แสงสว่าง (บางแห่งว่าเป็นน้าพระเนตรจากความกรุณาสงสารสรรพสัตว์) ที่ เปล่งออกมาจากพระเนตรเบื้องขวาของพระอมิตาภะได้บังเกิดเป็นพระอวโลกิเต ศวร ประทับบนดอกบัวที่ปรากฏขึ้นพร้อม ๆ กับมนตร์ โอม มณี ปัทเม หุม ส่วน แสงจากพระเนตรเบื้องซ้ายก่อให้เกิดพระนางตาราโพธิสัตว์
  • 66.
     แต่เดิมพระอวโลกิเตศวรทรงอาภรณ์แบบมหาบุรุษ ตามแบบอินเดียโบราณเมื่อ มาถึงประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ก็ยังคงศิลปะแบบเปลือยพระอุระอยู่ แต่พอ มายุคสมัยราชวงศ์หยวน พระอวโลกิเตศวรจึงเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นสตรีเพศ เนื่องมาจากคติความเชื่อในเรื่องขององค์หญิงเมี่ยวซ่าน ที่ทรงเคร่งครัดและ ทานุบารุงพระพุทธศาสนามาก และเปี่ยมด้วยศรัทธาที่แน่วแน่ และเมตตา กรุณาต่ออาณาประชาราษฎร์  ในคัมภีร์พระสูตรหลายเล่ม >> หากได้เอ่ยขานพระนามของพระองค์ด้วยความ ศรัทธา ถึงแม้จะตกในหลุมเพลิง หลุมเพลิงจะกลายเปลี่ยนเป็นสายชล หาก จมน้าจะได้พบที่ตื้นเขิน หากพลัดตกจากเขาสูง ก็จะล่องลอยอยู่ในอากาศ ภูตผี ปีศาจร้ายมิกล้าแม้แต่จะจ้องมอง ฯลฯ  พระอวโลกิเตศวรมีรูปเคารพบูชามากมายหลายปาง นิรมาณกายในลักษณะ ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์และสั่งสอนธรรมเป็นทั้งภาคบุรุษ ภาคสตรี ไป จนถึงปางอันแสดงลักษณาการที่ดุร้าย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปราบมารที่ นิยมมี ๓๓ ปาง เป็นปางที่สาคัญที่สุด ๖ ปาง เช่นปางพันมือพันกร
  • 67.
     พระอวโลกิเตศวร ปางปัทมปาณิ (ผู้ถือดอกบัว)จิตรกรรมที่ผนังถ้า อชันตา หมายเลข1 ศิลปะคุปตะ ตอนปลาย หรือหลังคุปตะ (พุทธศตวรรษที่12) ถือกันว่าเป็นงานจิตรกรรมที่งดงาม ที่สุดภาพหนึ่งของประวัติศาสตร์ ศิลปะอินเดีย
  • 68.
  • 69.
    พระปัทมปาณิ ศิลปะศรีวิชัย ราวพุทธ ศตวรรษที่13พบที่ไชยา องค์คลาสสิคและ งดงามที่สุดของไทย พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ศิลปะศรีวิชัย อิทธิพล ศิลปะอินเดียแบบปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔) พบที่ควนสราญรมย์ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๔
  • 70.
     พระอวโลกิเตศวร ในปางที่พบบ่อยใน ศิลปะทิเบตทรงแก้วมณีสัญลักษณ์ของ โพธิจิตในสองพระหัตถ์หน้า อีกสองพระ หัตถ์ทรงมาลา(ประคา)สัญลักษณ์แห่ง การปฏิบัติ และดอกบัวสัญลักษณ์แห่ง ความบริสุทธิ์ พระอังสะซ้ายมีหนังกวาง พาดลงมา สัญลักษณ์ของความอ่อนโยน และเมตตาต่อสรรพสัตว์  "ษฑักษรีโลเกศวร" หมายถึง พระอวโลกิเตศวรแห่งหกอักษร(ในที่นี้คือ พยางค์)อันเป็น มนตร์ประจาพระองค์ที่ ชาวทิเบตท่องได้ทุกผู้คน "โอม มณี เปมา ฮูง" หรือสันสกฤตว่า "โอม มณี ปัทเม หูม"
  • 71.
     คาว่า ‘โอมมณี ปัท เม หุม เป็นมหามนต์ 5 คาที่ศักดิ์สิทธิ์ สามารถชาระล้างกาย วาจา ใจของผู้ที่สวดมนต์ ท่องบ่นภาวนา และปฏิบัติสมาธิด้วยเสียงมหามนต์ 5 คานี้ ให้เป็นกาย วาจา ใจ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ประดุจหนึ่งเดียวกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์  มณี - คือ เสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดความเป็นอสูร คือ ความอิจฉาริษยา อาฆาต ปองร้าย พยาบาท และ ความเป็น สัตว์โลก รัก โกรธ เกลียด ให้หมดสิ้นไปจากใจของเราได้  ปัท - คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดความเป็นเดรัจฉาน สภาพที่เป็นสัตว์ให้หมดสิ้นไปจากใจของเราได้  เม - คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดความเป็นเปรต ความโลภให้หมดไปจากใจ  หุม - คือเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดความเป็นสัตว์นรก ดุร้าย ป่าเถื่อน ไร้ศีลธรรม ให้หมดไปจากใจเราได้
  • 72.
    พระกวนอิม สมัยซ่ง ราวพุทธศตวรรษที่ 16-17ทาด้วยไม้ลงสีสวยงามเป็นที่สุด เซนจู กันนอน(พระอวโลกิเตศวร พันหัตถ์) ศิลปะญี่ปุ่นสมัยเฮอัน พุทธศตวรรษที่17
  • 74.
    กวง แปลว่า มองมองด้วยปัญญา มองด้วยการพิจารณา ซี แปลว่า โลก , สังคม อิม แปลว่า เสียง ,กระแสเสียง กวงซีอิม แปลว่า มองเสียงโลก
  • 76.
    พระมัญชุศรีโพธิสัตว์  พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ หมายถึงผู้มีน้าเสียง ไพเราะ และมีความสามารถพิเศษในการ เทศนาให้คนเกิดปัญญาได้ ถือเป็นพระ โพธิสัตว์แห่งปัญญา เพราะทรงเป็นเจ้า แห่งดวงปัญญา ซึ่งเป็น พระโพธิสัตว์ผู้ กาจัดความโง่เขลา และเป็นผู้คุ้มครอง นักปราชญ์ตลอดเวลา พระองค์ทรงมีพระ ขรรค์ที่เป็นประกายที่แขนข้างขวา และ ทรงมีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาที่แขนข้าง ซ้ายเสมอ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ มีชื่อ ปรากฏอยู่ในพระสูตรมหายานตั้งแต่พุทธ ศตวรรษที่ ๓ เป็นต้นมา
  • 77.
    พระสมันตภัทรโพธิสัตว์  พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความ กรุณาหน้าที่สาคัญคือ การรื้อขนสัตว์ออกจาก นรก  พระสมันตภัทรโพธิสัตว์เป็นพระ โพธิสัตว์ผู้ทรงไว้ซึ่งความกรุณา ได้ทรง ตั้งปณิธานเพื่อการช่วยสรรพสัตว์ให้พ้น จากอานาจของกิเลส พระองค์เป็นผู้เลิศ ในปณิธานและการปฏิบัติตน และยัง เป็นสัญลักษณ์แห่งพละกาลังหรือ อานาจญาณ พระองค์ประทับนั่งอยู่ หลังช้าง นอกจากนี้ยังทรงปกป้ อง ผู้รักษากฎหมายให้มีชีวิตอยู่อย่าง ปลอดภัย
  • 78.
    พระวัชรปาณีโพธิสัตว์  พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ -พระวัชรปาณี โพธิสัตว์ มีสัญลักษณ์ที่เด่นชัด คือ ทรง สายฟ้ าในพระหัตถ์ อันเป็นสัญลักษณ์ใน การฟาดฟันกับกิเลสตัณหาทั้งปวง  วัชระ ธิเบต เรียก ดอร์เจ เป็นสัญลักษณ์ แห่งปัญญา ความกล้า และพละ หรือ ความเที่ยงตรงแห่งพระนิพพาน อันถือ ว่าเป็นปุริสภาวะ ซึ่งก็คือมณีฟ้ า ทั้ง แหลมคมและแข็งแกร่ง สามารถทาลาย อกุศลมูลทุกประการ โดยไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
  • 79.
    พระมหาสถามปราปพระโพธิสัตว์  พระมหาสถามปราปพระโพธิสัตว์ -พระ โพธิสัตว์องค์นี้ มีชื่อปรากฏชัดในคัมภีร์ สัทธรรมปุณฑริกสูตร และวิมลเกียรตินิท เทสสูตร คัมภีร์สุขาวดีวยูหสูตร ถือว่า พระองค์ทรงเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย ในขณะที่พระอวโลกิเตศวร ประทับอยู่ เบื้องขวาของพระอมิตาภพุทธ มหายาน ถือว่าท่านทรงเป็นเจ้าแห่งดวงปัญญา ที่ สามารถรู้ถึงความต้องการทางสติปัญญา ของทุกคน พระองค์จะประทับอยู่กับองค์ พระอมิตาภพุทธะที่สุขาวดีตลอดเวลา
  • 81.
    พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์  ทรงเป็นที่รู้จักจากมหาปณิธานของพระองค์ซึ่ง มุ่งรับผิดชอบการสั่งสอนสรรพสัตว์ที่อยู่ในกาม ภูมิทั้งหก ระหว่างสมัยของศาสนาพระโคตมพุทธ เจ้าจนถึงการมาตรัสรู้ของพระศรีอริยเมตไตรย และมหาปณิธานสาคัญในการช่วยสัตว์โลกให้ พ้นจากนรกทั้งหมดหากนรกยังไม่ว่างจากสัตว์ นรกก็จะยังไม่ขอบรรลุพุทธภูมิ  ด้วยเหตุดังกล่าว พระองค์จึงถือว่าเป็นพระ โพธิสัตว์แห่งสัตว์นรกทั้งปวง เช่นเดียวกับการ เป็นผู้คุ้มครองเด็กทั้งหลาย และเทพอุปถัมภ์ของ เด็กที่เสียชีวิตและทารกที่ตายจากการแท้งใน วัฒนธรรมญี่ปุ่น
  • 82.
    ฤทธานุภาพของพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์  การใช้ฤทธานุภาพแสดงปาฏิหาริย์ที่เหนือธรรมชาติ (Supernaturalism)ของ พระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ ในลักษณะดังกล่าวนี้เพื่อเป็นอุบายในการโปรดสัตว์ สั่งสอนธรรมะ หรือช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ  ความสามารถหรือคุณสมบัติดังกล่าวของพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ เป็นผลมาจากการ บาเพ็ญโพธิสัตวธรรม หรือ บารมี มายาวนาน จนเกิดบรรลุภูมิธรรมขั้นสูง โดยเฉพาะสาธุมดีภูมิ ที่ส่งผลให้พระโพธิสัตว์บาเพ็ญยิ่งในพลบารมี และแตกฉาน ในอภิญญาและปฏิสัมภิทา สามารถแสดงสภาวะวิเศษต่างๆ ได้ตามธรรมปัจจัย เพื่อเป็นประโยชน์แก่การช่วยเหลือสรรพสัตว์  เมื่อพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ เกิดจากอานาจฌานของพระพุทธเจ้าในภาคสัมโภคกาย ดังนั้น สภาวะ, พลานุภาพและฤทธานุภาพอันเป็นทิพย์ของพระโพธิสัตว์ มหาสัตว์ จึงได้รับการ ถ่ายทอดจากพระพุทธเจ้าซึ่งมีสภาวะเป็นกายทิพย์นั้น เป็นต้น
  • 83.
    การบรรลุธรรมและสอนสัจธรรม ของพระโพธิสัตว์  การบรรลุธรรมของพระโพธิสัตว์ >>หลักมหาปัญญา หมายความว่า การที่ พระโพธิสัตว์จะสามารถบรรลุพุทธภาวะและสามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ พ้นจากความทุกข์ได้ พระโพธิสัตว์จะต้องมีปัญญาอันยิ่งใหญ่ไพศาล >> ประกอบด้วยสติ เป็นผู้รู้แจ้งในหลักธรรม ๒ ประการ คือ บุคคลศูนยตา และ ธรรมศูนยตา คือ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นทั้งบุคคลและธรรม พิจารณาเห็นความ ว่างทั้งในบุคคลและในธรรมทั้งปวง ไม่ตกอยู่ในอานาจของกิเลสตัณหา แม้กระทั่งนิพพานก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ซึ่งถือเป็นปฏิปทาของพระโพธิสัตว์ ชั้นสูง ซึ่งเป็นสภาพจิตของพระโพธิสัตว์ที่เข้าสู่ “ทุรชยาภูมิ” เกิดการหยั่งเห็น ศูนยตา เพื่อถอดถอนแก่นสาระในสิ่งทั้งหลาย
  • 84.
     ช่วยทาให้พระโพธิสัตว์บังเกิดจิต กรุณาต่อสรรพสัตว์ยิ่งๆ ขึ้นเมื่อไม่ แบ่งแยก สิ่งกีดขวางระหว่างพระ โพธิสัตว์กับสรรพสัตว์ย่อมไม่มี และศาสนิกชนเองจะพ้นทุกข์ได้ก็ ด้วยการเข้าถึงศูนยตาธรรม ดังกล่าว  ดังนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์สามารถ เข้าถึงสัจธรรมสูงสุดนี้ ก็สามารถ นามาสั่งสอนเพื่อให้สรรพสัตว์อื่น สามารถเข้าสู่การหลุดพ้นจากความ ทุกข์ได้
  • 86.
     ในคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร อันเป็นคัมภีร์ที่สั้นที่สุดของปรัชญา ปารมิตาสูตร แต่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มศาสนิกชนมหายาน ก็ได้ กล่าวไว้ชัดเจนถึงบทบาทของพระโพธิสัตว์ต่อการบรรลุศูนยตาธรรม ดังเช่นข้อความที่ว่า  ครั้งนั้น พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ผู้ประเสริฐ กาลังปฏิบัติปรัชญา ปารมิตาอันสุขุมลุ่มลึก มองลงลึกเข้าไปในขันธ์ ๕ แล้วเห็นว่า ขันธ์ ๕ ว่าง จากสวภาวะ (ภาวะที่มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง)...เพราะฉะนั้น ในความ ว่าง จึงไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ...ไม่มี การบรรลุถึง ไม่มีการไม่บรรลุถึง (นิพพาน)...เพราะไม่มีการบรรลุถึง (นิพพาน) ดังนั้น พระโพธิสัตว์ ผู้ดาเนินตามปรัชญาปารมิตา จึงไม่พบ อุปสรรคขัดขวางในจิตของตน (อจิตตวรณะ) เมื่อไม่มีอุปสรรค ขัดขวาง พระโพธิสัตว์จึงข้ามพ้นความกลัว ข้ามพ้นความเห็นคลาดเคลื่อน (วิปัลลาส) แล้วบรรลุถึงนิพพานอันสมบูรณ์
  • 87.
    การช่วยเหลือสรรพสัตว์ของพระโพธิสัตว์  ความดี ๑๐ประการ ได้แก่  โพธิสัตว์อาศัยทานบารมี เพื่อสงเคราะห์ผู้เข็ญใจ  โพธิสัตว์อาศัยศีลบารมีเพื่อสงเคราะห์ผู้ทุศีล  โพธิสัตว์อาศัยขันติบารมีเพื่อสงเคราะห์ผู้มักโกรธ  โพธิสัตว์อาศัยวิริยะบารมีเพื่อสงเคราะห์ผู้เกียจคร้าน  โพธิสัตว์อาศัยฌาน(สมาธิ)บารมี เพื่อสงเคราะห์ผู้มีจิตแปรปรวนไม่ตั้งมั่น  โพธิสัตว์อาศัยปัญญาบารมีเพื่อสงเคราะห์ผู้โง่หลง  โพธิสัตว์อาศัยอุบายธรรมเพื่อนาพาบุคคลให้ข้ามพ้นอันตราย  โพธิสัตว์อาศัย(ดารงอยู่ใน)มหายานเพื่อโปรดผู้ยินดีในธรรมแคบ  โพธิสัตว์อาศัยอินทรีย์ในทางกุศลเพื่อโปรดผู้ไร้กุศลธรรม และ  โพธิสัตว์อาศัย สังคหวัตถุ ๔ เพื่อสงเคราะห์สัตว์ทั้งหลายให้สาเร็จ
  • 88.
    สรุปขบวนการพัฒนาสู่ความเป็นโพธิสัตว์  แต่เดิม ลักษณะแนวคิด“โพธิสัตว์” ดั้งเดิมเป็นเรื่องของอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน การบาเพ็ญบารมีเพื่อมุ่งต่อโพธิญาณ ซึ่งมีทั้งประวัติในพระชาติปัจจุบัน และพระชาติก่อนๆ ทั้งที่เป็นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน  ตั้งแต่สมัยหลังการสังคายนาครั้งที่ ๑ แนวคิด “โพธิสัตว์” ได้ถูกพัฒนาและขยายความมากขึ้น ตามลาดับ แต่ละนิกายแต่งคัมภีร์ขึ้น โดยเป็นลักษณะแต่งเข้าพระโอษฐ์ ซึ่งแต่ละนิกายนั้น “โพธิสัตว์” กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความสอดคล้องกัน  ในภายหลัง “โพธิสัตว์” มีความเป็นเอกเทศ แยกจากพระสัมมาสัมพุธเจ้า จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทาให้แนวคิดโพธิสัตว์มีความหลากหลาย กลายเป็นความเชื่อในลักษณะเป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครอง ปกป้ องมวลมนุษย์  สรุป... โพธิสัตว์ คือ บุคคลที่ปรารถนาความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งของเถรวาทและ มหายานมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ต่างแต่การที่มหายานได้พัฒนาแนวคิดหลากหลายมากกว่าเถร วาทนั้น ก็เพื่อให้ทุกคนมุ่งไปสู่ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพื่อช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นจาก ความทุกข์ด้วย
  • 89.
  • 90.