Organization Behavior
OB  เป็นการศึกษาเพื่ออธิบายพฤติกรรมองค์กร แบ่งได้  3  ระดับ ระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับองค์กร
โดยในแต่ละระดับจะกล่าวถึงทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เช่น ระดับบุคคลจะใช้ทฤษฎี  B2B, Personality, Motivation  เป็นต้น ระดับกลุ่มจะใช้ทฤษฎี  Norm, Leadership, Conflict  เป็นต้น ระดับองค์กรจะใช้ทฤษฎี  HRM  เป็นต้น
Motivation เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ โดยเน้นการจูงใจจากภายนอกและการจูงใจจากภายใน ประเภทของการทฤษฎีการจูงใจ แบ่งได้  3  กลุ่มใหญ่ มุ่งปัจจัยที่เน้นความต้องการของมนุษย์ มี  5  ทฤษฎี มุ่งปัจจัยที่เน้นด้านกระบวนการ มี  2  ทฤษฎี มุ่งปัจจัยที่เน้นให้การเสริมแรง มี  2  ทฤษฎี
ทฤษฎีเน้นความต้องการ 1. ทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์  เป็นทฤษฎีการจูงใจของมนุษย์โดยจัดลำดับความต้องการของมนุษย์เป็น  5  ระดับ ความต้องการทางร่างกาย  (Physiological needs)   เป็นความต้องการขั้นต่ำเพื่อการอยู่รอด ความต้องการด้านความปลอดภัย  (Safety Needs)   เป็นความต้องการความมั่นคง ปลอดภัย  ความต้องการเป็นสมาชิกของสังคม  (Social Needs)  เป็นความต้องการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความรัก ความผูกพัน ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องนับถือ  (Esteem Needs)  เป็นความต้องการความสำเร็จ เกียรติศักดิ์ศรี ชื่อเสียง ความต้องการสำเร็จที่ได้อย่างใจปรารถนา  ( Self-Actualization)  เป็นความต้องการขั้นสูงสุด
2. ทฤษฎี อี . อาร์ . จี .  ( เคลย์ตัน อัลเดอร์เฟอร์ ):  ขยายทฤษฎีของมาสโลว์และเฮอร์สเบอร์จัดกลุ่มต่างๆของความต้องการซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นลำดับชั้นจากต่ำไปจนถึงสูง  1. ความต้องการเพื่อการดำรงชีพ   Existence needs  ความต้องการเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอด  ( ทางกายภาพ )  ตอบสนองปัจจัยพื้นฐาน  2. ความต้องการในสัมพันธ์ภาพ   Relatedness needs  เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสังคม  3. ความต้องการที่จะเจริญเติบโต   Growth needs  ความต้องการภายในอันทำให้มีการพัฒนาตนเอง เพื่อสร้างสรรผลงานให้เป็นที่ยอมรับ ทฤษฎี อี . อาร์ . จี ไม่มีเส้นแบ่งระดับตายตัวและความต้องการต่างๆมีความสัมพันธ์กัน นอกจากนั้นในชั้นล่างก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองเสียก่อน แล้วจึงจะเกิดความต้องการในชั้นสูงๆแต่ความต้องการสามารถเกิดขึ้นพร้อมกัน
3. ทฤษฎี  2  ปัจจัย   ( เฟรเดอริด เฮอร์สเบอร์ ):  พิจารณาปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวโยงกับการทำงาน สรุปว่า 1. ปัจจัยจูงใจ  (motivation factor)  คือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจในงานเช่น ได้รับการยอมรับในความสำเร็จ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้ทำงานที่ท้าทายความรู้ความสามารถ การประสบความสำเร็จ และหน้าที่ความรับผิดชอบ 2. ปัจจัยสุขอนามัย  (hygiene factor)  คือปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในงานถ้าเขาไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสมเช่น เงินเดือน สถานภาพ สัมพันธ์ภาพกับผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา คุณภาพของการควบคุม นโยบายและการบริหารของบริษัท ความมั่นคงในงาน สภาพการทำงาน ค่าจ้าง
4. ทฤษฎีเอกช์และทฤษฎีวาย   ( ดักลาส แม็กเกรเกอร์ ):  ทฤษฎีเอกช์นั้นมองบุคคลไปในแง่ลบแบบสุดโต่ง ส่วนทฤษฎีวายมองบุคคลไปในแง่บวกแบบสุดโต่งด้วยเช่นกัน   ทฤษฎีเอกช์  มีสมมติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ดังนี้ โดยปรกติมนุษย์ไม่ชอบทำงานและจะพยายามหลีกเลี่ยงงานให้มากที่สุด  เนื่องจากข้อ  1  จึงจำเป็นต้องบังคับ ควบคุม และลงโทษเพื่อให้ทำงาน  โดยธรรมชาติ มนุษย์พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ  ไม่ค่อยมีความทะเยอทะยาน แต่ต้องการความมั่นคงในการทำงานเหนือสิ่งอื่นใด ทฤษฎีวาย  มีสมมติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ดังนี้ มนุษย์มีทัศนะต่อการทำงานไม่แตกต่างจากการพักผ่อนหรือเป็นเรื่องสนุก มนุษย์จะใช้การควบคุมตนเองในการปฏิบัติงานเพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ได้ผูกพันไว้ ภายใต้สภาพที่เหมาะสม มนุษย์สามารถเรียนรู้และแสวงหาความรับผิดชอบ ความสามารถในการใช้จินตนาการ ความเฉลียวฉลาด และความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ในทัศนะของแม็กเกรเกอร์ สังคมที่ประชาชนมีระดับการครองชีพค่อนข้างตำและมรภาวะขาดแคลนงานแล้ว ทฤษฎีเอกซ์จะเป็นทฤษฎีที่นำไปใช้ได้ดี ในทางตรงกันข้ามทฤษฎีวายใช้ในสังคมที่มีระดับพัฒนาสูงกว่ามีระดับการศึกษาดี มีมาตรฐานการครองชีพสูง เขามีความต้องการในชื่อเสียง การยอมรับ นักบริหารจึงต้องจูงใจด้วยสิ่งที่ไม่ใช้ตัวเงิน แต่เปิดช่องทางให้บุคคลได้มีความรับผิดชอบควบคุมตนเองเพื่อปฏิบัติงานตามเป้าหมายที่เขาได้ผูกพันไว้มากกว่าที่จะมาคอยควบคุม ตรวจตราดูแลกันอย่างใกล้ชิด
5. ทฤษฎีการจูงใจในความสำเร็จ   (Achievement Motivation ) :  เดวิด ซี .  แมคเคิลแลนด์ )  การจูงใจของผู้ปฏิบัติงานจะเป็นผลจากความต้องการสำคัญ  3  ประการคือ 1. ความต้องการจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น  nAff  (Need for Affilication)  2. ความต้องการที่จะมีอำนาจ  nPow  (Need for Power) 3. ความต้องการที่จะทำงานให้สำเร็จ  nAch  (Need for Achievement)
ความต้องการทางร่างกาย  (Physiological) E=Existence needs ความต้องการความปลอดภัย (Safety) ปัจจัยสุขอนามัย (Hygiene factor) สัมพันธภาพระหว่างบุคคล คุณภาพการควบคุมบังคับบัญชา นโยบายบริษัท ความมั่นคงในงาน สภาพการทำงาน เงินเดือน ความต้องการความรักใคร่ผูกพัน  (Needs for affiliation) ความต้องการทางสังคม  (Social) R= External needs ความต้องการยกย่อง ( self esteem ) ( ปัจจัยจูงใจ ,motivator factor ) ความสำเร็จ เนื้องาน ความก้าวหน้า การได้รับการยอมรับ การเจริญในตำแหน่ง ความต้องการความสำเร็จ ( need for achievement ) ความต้องการอำนาจ ( need for power) G=internal needs การได้สำเร็จดังใจ ( self actualization ) Herzberg’s Two   factor theory McClelland’s Theory of need Alderfer’s ERG theory ทฤษฎีของมาสโลว์
กลุ่มทฤษฎีที่เน้นกระบวนการ :  จะให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิด ซึ่งจะมีส่วนในการจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรม   Expectation Theory (Vroom)   แรงจูงใจเป็นผลจากความเชื่อ  3  ประการ Expectancy ( เชื่อว่าความพยายามจะทำให้เกิดความสำเร็จ ) Instrument ( ความพยายามเพื่อความสำเร็จเป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้รับรางวัล ) Valence ( เชื่อว่ารางวัลที่ได้รับมีคุณค่าเหมาะสม ) ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ทักษะความสามารถ การได้รับโอกาส หรือการรับรู้บทบาทของตนเอง
Goal Setting Theory (Lock) เป้าหมายเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ คนที่มีเป้าหมายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลักษณะของเป้าหมายที่ดี ท้าทาย ชัดเจน ยอมรับได้ มีความมุ่งมั่น
เน้นการให้การเสริมแรง Equity Theory (Stacy Adams) คนจะแสวงหาความยุติธรรมในการทำงานโดยจะเปรียบเทียบ  Input  กับ  Output สิ่งที่ได้รับจากองค์กร  =  สิ่งที่ผู้อื่นได้รับจากองค์กร สิ่งที่อุทิศให้กับองค์กร  สิ่งที่ผู้อื่นอุทิศให้กับองค์กร  เมื่อรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมจะ 1. เปลี่ยนแปลง  input  2. เปลี่ยนแปลง  output 3. บิดเบือนความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง  4. บิดเบือนความรู้สึกเกี่ยวกับผู้อื่น 5. เปลี่ยนกลุ่มเปรียบเทียบ
การประยุกต์จากทฤษฎี การใช้เป้าหมายเพื่อการจูงใจ :  เป้าหมายจะเกี่ยวข้องกับความปรารถนา หรือความต้องการซึ่งเป็นมูลเหตุก่อให้เกิดพฤติกรรมตามทฤษฎีลำดับชั้นความต้องการของ มาสโลว์ ซึ่งองค์กรสามารถนำมาสร้างเป็นแรงจูงใจให้กับการทำงานของคนในองค์กรได้ การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม :  การเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายด้วยตัวเอง เขาก็จะเกิดความผูกมัดทางจิตวิทยาที่จะทำให้เป้าหมายหรือโครงการเหล่านั้นบรรลุผลและเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในเป้าหมายหรือโครงการ  การให้ผลตอบแทนการปฏิบัติหรือรางวัลตามคุณภาพและปริมาณของงานที่ทำ :  นักบริหารต้องแสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบว่า การปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้รับรางวัลแบบใดเป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งผู้ปฏิบัติงานจะแสดงพฤติกรรมต่างๆเมื่อพฤติกรรมเหล่านั้นให้ผลตอบแทนที่พึงพอใจ และจะละเว้นพฤติกรรมที่ทำให้ผลตอบแทนไม่ถึงปรารถนาตามทฤษฎีการเสริมแรง ความคาดหวัง เป็นต้น นอกจากนั้นการให้รางวัลและการลงโทษควรจะกระทำทันทีเมื่อเสร็จพฤติกรรมและการปฏิบัติงานนั้นซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้และตระหนักถึงพฤติกรรมและผลที่ตามมา การสร้างและธำรงไว้ซึ่งระบบการจูงใจที่เป็นธรรม :  เป็นธรรมดาของบุคคลที่จะสังเกตสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งในแง่การทำงานและผลตอบแทนจากการที่ผู้อื่นได้รับ หากเขารับรู้และเข้าใจว่าผลตอบแทนที่เขาได้รับจากองค์การไม่ได้สัดส่วนกับสิ่งที่เขาทุ่มเทให้องค์การ เขาก็จะรู้ว่าระบบการจูงใจที่เป็นธรรมอันเสมอภาคนั้นไม่มีอยู่หรือไม่สามารถธำรงต่อไปได้แล้ว เขาก็จะหมดความพึงพอใจและเกิดพฤติกรรมของผู้ที่มีขวัญและกำลังใจต่ำ หากต่ำถึงระดับเขาอาจลาออกจากองค์การได้ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทุ่มเทให้ แทรกแซงบุคคลอื่น ตามหลักทฤษฎีความเสมอภาค จอง เจ . สเตซี อาดามส์ ดังนั้นผู้บริหารต้องดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในการให้ผลตอบแทนหรือรางวัลแก่บรรดาผู้ปฏิบัติงานที่ต่างกัน
Management:  การบริหารจัดการเป็นความสามารถในการเผชิญกับสถานการณ์ แล้วจัดการให้เป็นระเบียบ แบบแผน  Leadership:  ภาวะผู้นำ เป็นความสามารถในการเผชิญการเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้สร้างวิสัยทัศน์ รวมทั้งกำกับทิศทางขององค์กร Leadership
ทฤษฎีภาวะผู้นำแบ่งเป็น ผู้นำที่ว่าด้วยคุณลักษณะ   (Trait Theory) ผู้นำเชิงพฤติกรรม   (Behavioral Theory) ผู้นำตามสถานการณ์   (Situation Theory)
ทฤษฎีลักษณะของผู้นำ ลักษณะสำคัญของผู้นำ  6  ประการ ความมีพลังและความทะเยอทะยาน ความปรารถนาที่นำผู้อื่น ความซื่อสัตย์มีจริยธรรมยึดมั่นหลักการ ความเชื่อมั่นตนเอง ความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้ในงาน
เนื่องจากผู้นำมีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นต้องมีทักษะใหม่ ได้แก่ ความสามารถในการคิดเชิงซับซ้อน ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความสามารถด้านพฤติกรรมที่ยืดหยุ่นได้ ความไวต่อการรับรู้ทางวัฒนธรรม ความสามารถในการวิเคราะห์กระบวนการ ความสามารถในการประกอบวิชาชีพอิสระ
ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรม   (Behavioral Theory) Ohio State Studies จำแนกผู้นำเป็น  2  มิติ ได้แก่  ผู้นำที่มุ่งด้านกิจสัมพันธ์  ผู้นำที่มุ่งด้านมิตรสัมพันธ์ มุ่งมิตรสัมพันธ์ มุ่งกิจสัมพันธ์
The University of Michigan Studies จำแนกพฤติกรรมของผู้นำเป็น  2  แบบ ได้แก่ ผู้นำที่มุ่งผลผลิต  ผู้นำที่มุ่งคนงาน ผู้นำที่มุ่งผลผลิต ผู้นำที่มุ่งคนงาน
ทฤษฎีตาข่ายภาวะผู้นำ (Leadership Grid): Blake&Mouton แบ่งพฤติกรรมผู้นำเป็น  81  แบบ แต่แบบที่สำคัญมี  5  แบบ คือ ผู้นำแบบเอาแต่งาน ผู้นำแบบเอาแต่คน ผู้นำแบบย่ำแย่ ผู้นำแบบพบกันครึ่งทาง ผู้นำแบบทำงานเป็นทีม
ผู้นำตามสถานการณ์   (Situation Theory) ทฤษฎีสถานการณ์ของฟิดเลอร์  ประกอบด้วยหลัก  3  ประการ แบบภาวะผู้นำ หรือแบบวัด  LPC การควบคุมสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับ  3  ปัจจัย บรรยากาศกลุ่ม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก โครงสร้างของงาน ความชัดเจนของงาน อำนาจในตำแหน่งของผู้นำ ประสิทธิภาพของกลุ่มขึ้นอยู่กับการจับคู่ระหว่าง แบบภาวะกับสถานการณ์
Path-Goal Theory (Robert House) ผู้นำจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ตามโดยจะเพิ่ม จำนวนหรือชนิดของรางวัล กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน สามารถแบ่งพฤติกรรมของผู้นำได้  4  ประเภท ภาวะผู้นำแบบสนับสนุน ภาวะผู้นำแบบสั่งการ ภาวะผู้นำแบบมุ่งความสำเร็จของงาน ภาวะผู้นำแบบให้มีส่วนร่วม
Decision Making Model (Vroom) เป็นแบบจำลองที่เสนอระดับกลยุทธ์ในการตัดสินใจที่ผู้นำประเมินว่าควรให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพียงใด AI :  จะแก้ปัญหาเองด้วยข้อมูลที่มีอยู่ AII:  ได้รับข้อมูลจากผู้ใต้บัญชาเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ CI:  ผู้ใต้บัญชามีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นเป็นรายคน CII:  ผู้ใต้บัญชามีส่วนร่วมแบบเป็นทีม แต่ผู้นำยังเป็นผู้ตัดสินใจ GII:  ผู้ใต้บัญชามีส่วนร่วมแบบเป็นทีม แต่ผู้นำเป็นเหมือนประธาน
Leader-Member Exchange Theory ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตามเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนไม่เท่ากับขึ้นความสัมพันธ์ที่มี คนวงใน คนวงนอก ทฏ . นี้จะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตัวของผู้นำต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่ม ที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้นำเพียงอย่างเดียว

Organization Behavior

  • 1.
  • 2.
    OB เป็นการศึกษาเพื่ออธิบายพฤติกรรมองค์กรแบ่งได้ 3 ระดับ ระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับองค์กร
  • 3.
    โดยในแต่ละระดับจะกล่าวถึงทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เช่นระดับบุคคลจะใช้ทฤษฎี B2B, Personality, Motivation เป็นต้น ระดับกลุ่มจะใช้ทฤษฎี Norm, Leadership, Conflict เป็นต้น ระดับองค์กรจะใช้ทฤษฎี HRM เป็นต้น
  • 4.
    Motivation เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ โดยเน้นการจูงใจจากภายนอกและการจูงใจจากภายในประเภทของการทฤษฎีการจูงใจ แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ มุ่งปัจจัยที่เน้นความต้องการของมนุษย์ มี 5 ทฤษฎี มุ่งปัจจัยที่เน้นด้านกระบวนการ มี 2 ทฤษฎี มุ่งปัจจัยที่เน้นให้การเสริมแรง มี 2 ทฤษฎี
  • 5.
    ทฤษฎีเน้นความต้องการ 1. ทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์ เป็นทฤษฎีการจูงใจของมนุษย์โดยจัดลำดับความต้องการของมนุษย์เป็น 5 ระดับ ความต้องการทางร่างกาย (Physiological needs) เป็นความต้องการขั้นต่ำเพื่อการอยู่รอด ความต้องการด้านความปลอดภัย (Safety Needs) เป็นความต้องการความมั่นคง ปลอดภัย ความต้องการเป็นสมาชิกของสังคม (Social Needs) เป็นความต้องการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ความรัก ความผูกพัน ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องนับถือ (Esteem Needs) เป็นความต้องการความสำเร็จ เกียรติศักดิ์ศรี ชื่อเสียง ความต้องการสำเร็จที่ได้อย่างใจปรารถนา ( Self-Actualization) เป็นความต้องการขั้นสูงสุด
  • 6.
    2. ทฤษฎี อี. อาร์ . จี . ( เคลย์ตัน อัลเดอร์เฟอร์ ): ขยายทฤษฎีของมาสโลว์และเฮอร์สเบอร์จัดกลุ่มต่างๆของความต้องการซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นลำดับชั้นจากต่ำไปจนถึงสูง 1. ความต้องการเพื่อการดำรงชีพ Existence needs ความต้องการเพื่อจะมีชีวิตอยู่รอด ( ทางกายภาพ ) ตอบสนองปัจจัยพื้นฐาน 2. ความต้องการในสัมพันธ์ภาพ Relatedness needs เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสังคม 3. ความต้องการที่จะเจริญเติบโต Growth needs ความต้องการภายในอันทำให้มีการพัฒนาตนเอง เพื่อสร้างสรรผลงานให้เป็นที่ยอมรับ ทฤษฎี อี . อาร์ . จี ไม่มีเส้นแบ่งระดับตายตัวและความต้องการต่างๆมีความสัมพันธ์กัน นอกจากนั้นในชั้นล่างก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองเสียก่อน แล้วจึงจะเกิดความต้องการในชั้นสูงๆแต่ความต้องการสามารถเกิดขึ้นพร้อมกัน
  • 7.
    3. ทฤษฎี 2 ปัจจัย ( เฟรเดอริด เฮอร์สเบอร์ ): พิจารณาปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวโยงกับการทำงาน สรุปว่า 1. ปัจจัยจูงใจ (motivation factor) คือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจในงานเช่น ได้รับการยอมรับในความสำเร็จ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้ทำงานที่ท้าทายความรู้ความสามารถ การประสบความสำเร็จ และหน้าที่ความรับผิดชอบ 2. ปัจจัยสุขอนามัย (hygiene factor) คือปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในงานถ้าเขาไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสมเช่น เงินเดือน สถานภาพ สัมพันธ์ภาพกับผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา คุณภาพของการควบคุม นโยบายและการบริหารของบริษัท ความมั่นคงในงาน สภาพการทำงาน ค่าจ้าง
  • 8.
    4. ทฤษฎีเอกช์และทฤษฎีวาย ( ดักลาส แม็กเกรเกอร์ ): ทฤษฎีเอกช์นั้นมองบุคคลไปในแง่ลบแบบสุดโต่ง ส่วนทฤษฎีวายมองบุคคลไปในแง่บวกแบบสุดโต่งด้วยเช่นกัน ทฤษฎีเอกช์ มีสมมติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ดังนี้ โดยปรกติมนุษย์ไม่ชอบทำงานและจะพยายามหลีกเลี่ยงงานให้มากที่สุด เนื่องจากข้อ 1 จึงจำเป็นต้องบังคับ ควบคุม และลงโทษเพื่อให้ทำงาน โดยธรรมชาติ มนุษย์พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ค่อยมีความทะเยอทะยาน แต่ต้องการความมั่นคงในการทำงานเหนือสิ่งอื่นใด ทฤษฎีวาย มีสมมติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ดังนี้ มนุษย์มีทัศนะต่อการทำงานไม่แตกต่างจากการพักผ่อนหรือเป็นเรื่องสนุก มนุษย์จะใช้การควบคุมตนเองในการปฏิบัติงานเพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ได้ผูกพันไว้ ภายใต้สภาพที่เหมาะสม มนุษย์สามารถเรียนรู้และแสวงหาความรับผิดชอบ ความสามารถในการใช้จินตนาการ ความเฉลียวฉลาด และความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ในทัศนะของแม็กเกรเกอร์ สังคมที่ประชาชนมีระดับการครองชีพค่อนข้างตำและมรภาวะขาดแคลนงานแล้ว ทฤษฎีเอกซ์จะเป็นทฤษฎีที่นำไปใช้ได้ดี ในทางตรงกันข้ามทฤษฎีวายใช้ในสังคมที่มีระดับพัฒนาสูงกว่ามีระดับการศึกษาดี มีมาตรฐานการครองชีพสูง เขามีความต้องการในชื่อเสียง การยอมรับ นักบริหารจึงต้องจูงใจด้วยสิ่งที่ไม่ใช้ตัวเงิน แต่เปิดช่องทางให้บุคคลได้มีความรับผิดชอบควบคุมตนเองเพื่อปฏิบัติงานตามเป้าหมายที่เขาได้ผูกพันไว้มากกว่าที่จะมาคอยควบคุม ตรวจตราดูแลกันอย่างใกล้ชิด
  • 9.
    5. ทฤษฎีการจูงใจในความสำเร็จ (Achievement Motivation ) : เดวิด ซี . แมคเคิลแลนด์ ) การจูงใจของผู้ปฏิบัติงานจะเป็นผลจากความต้องการสำคัญ 3 ประการคือ 1. ความต้องการจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น nAff (Need for Affilication) 2. ความต้องการที่จะมีอำนาจ nPow (Need for Power) 3. ความต้องการที่จะทำงานให้สำเร็จ nAch (Need for Achievement)
  • 10.
    ความต้องการทางร่างกาย (Physiological)E=Existence needs ความต้องการความปลอดภัย (Safety) ปัจจัยสุขอนามัย (Hygiene factor) สัมพันธภาพระหว่างบุคคล คุณภาพการควบคุมบังคับบัญชา นโยบายบริษัท ความมั่นคงในงาน สภาพการทำงาน เงินเดือน ความต้องการความรักใคร่ผูกพัน (Needs for affiliation) ความต้องการทางสังคม (Social) R= External needs ความต้องการยกย่อง ( self esteem ) ( ปัจจัยจูงใจ ,motivator factor ) ความสำเร็จ เนื้องาน ความก้าวหน้า การได้รับการยอมรับ การเจริญในตำแหน่ง ความต้องการความสำเร็จ ( need for achievement ) ความต้องการอำนาจ ( need for power) G=internal needs การได้สำเร็จดังใจ ( self actualization ) Herzberg’s Two factor theory McClelland’s Theory of need Alderfer’s ERG theory ทฤษฎีของมาสโลว์
  • 11.
    กลุ่มทฤษฎีที่เน้นกระบวนการ : จะให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิด ซึ่งจะมีส่วนในการจูงใจให้บุคคลเกิดพฤติกรรม Expectation Theory (Vroom) แรงจูงใจเป็นผลจากความเชื่อ 3 ประการ Expectancy ( เชื่อว่าความพยายามจะทำให้เกิดความสำเร็จ ) Instrument ( ความพยายามเพื่อความสำเร็จเป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้รับรางวัล ) Valence ( เชื่อว่ารางวัลที่ได้รับมีคุณค่าเหมาะสม ) ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ ทักษะความสามารถ การได้รับโอกาส หรือการรับรู้บทบาทของตนเอง
  • 12.
    Goal Setting Theory(Lock) เป้าหมายเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ คนที่มีเป้าหมายจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลักษณะของเป้าหมายที่ดี ท้าทาย ชัดเจน ยอมรับได้ มีความมุ่งมั่น
  • 13.
    เน้นการให้การเสริมแรง Equity Theory(Stacy Adams) คนจะแสวงหาความยุติธรรมในการทำงานโดยจะเปรียบเทียบ Input กับ Output สิ่งที่ได้รับจากองค์กร = สิ่งที่ผู้อื่นได้รับจากองค์กร สิ่งที่อุทิศให้กับองค์กร สิ่งที่ผู้อื่นอุทิศให้กับองค์กร เมื่อรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมจะ 1. เปลี่ยนแปลง input 2. เปลี่ยนแปลง output 3. บิดเบือนความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง 4. บิดเบือนความรู้สึกเกี่ยวกับผู้อื่น 5. เปลี่ยนกลุ่มเปรียบเทียบ
  • 14.
    การประยุกต์จากทฤษฎี การใช้เป้าหมายเพื่อการจูงใจ : เป้าหมายจะเกี่ยวข้องกับความปรารถนา หรือความต้องการซึ่งเป็นมูลเหตุก่อให้เกิดพฤติกรรมตามทฤษฎีลำดับชั้นความต้องการของ มาสโลว์ ซึ่งองค์กรสามารถนำมาสร้างเป็นแรงจูงใจให้กับการทำงานของคนในองค์กรได้ การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม : การเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายด้วยตัวเอง เขาก็จะเกิดความผูกมัดทางจิตวิทยาที่จะทำให้เป้าหมายหรือโครงการเหล่านั้นบรรลุผลและเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของในเป้าหมายหรือโครงการ การให้ผลตอบแทนการปฏิบัติหรือรางวัลตามคุณภาพและปริมาณของงานที่ทำ : นักบริหารต้องแสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบว่า การปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้รับรางวัลแบบใดเป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งผู้ปฏิบัติงานจะแสดงพฤติกรรมต่างๆเมื่อพฤติกรรมเหล่านั้นให้ผลตอบแทนที่พึงพอใจ และจะละเว้นพฤติกรรมที่ทำให้ผลตอบแทนไม่ถึงปรารถนาตามทฤษฎีการเสริมแรง ความคาดหวัง เป็นต้น นอกจากนั้นการให้รางวัลและการลงโทษควรจะกระทำทันทีเมื่อเสร็จพฤติกรรมและการปฏิบัติงานนั้นซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้และตระหนักถึงพฤติกรรมและผลที่ตามมา การสร้างและธำรงไว้ซึ่งระบบการจูงใจที่เป็นธรรม : เป็นธรรมดาของบุคคลที่จะสังเกตสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งในแง่การทำงานและผลตอบแทนจากการที่ผู้อื่นได้รับ หากเขารับรู้และเข้าใจว่าผลตอบแทนที่เขาได้รับจากองค์การไม่ได้สัดส่วนกับสิ่งที่เขาทุ่มเทให้องค์การ เขาก็จะรู้ว่าระบบการจูงใจที่เป็นธรรมอันเสมอภาคนั้นไม่มีอยู่หรือไม่สามารถธำรงต่อไปได้แล้ว เขาก็จะหมดความพึงพอใจและเกิดพฤติกรรมของผู้ที่มีขวัญและกำลังใจต่ำ หากต่ำถึงระดับเขาอาจลาออกจากองค์การได้ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทุ่มเทให้ แทรกแซงบุคคลอื่น ตามหลักทฤษฎีความเสมอภาค จอง เจ . สเตซี อาดามส์ ดังนั้นผู้บริหารต้องดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในการให้ผลตอบแทนหรือรางวัลแก่บรรดาผู้ปฏิบัติงานที่ต่างกัน
  • 15.
    Management: การบริหารจัดการเป็นความสามารถในการเผชิญกับสถานการณ์แล้วจัดการให้เป็นระเบียบ แบบแผน Leadership: ภาวะผู้นำ เป็นความสามารถในการเผชิญการเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้สร้างวิสัยทัศน์ รวมทั้งกำกับทิศทางขององค์กร Leadership
  • 16.
    ทฤษฎีภาวะผู้นำแบ่งเป็น ผู้นำที่ว่าด้วยคุณลักษณะ (Trait Theory) ผู้นำเชิงพฤติกรรม (Behavioral Theory) ผู้นำตามสถานการณ์ (Situation Theory)
  • 17.
    ทฤษฎีลักษณะของผู้นำ ลักษณะสำคัญของผู้นำ 6 ประการ ความมีพลังและความทะเยอทะยาน ความปรารถนาที่นำผู้อื่น ความซื่อสัตย์มีจริยธรรมยึดมั่นหลักการ ความเชื่อมั่นตนเอง ความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้ในงาน
  • 18.
    เนื่องจากผู้นำมีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นต้องมีทักษะใหม่ ได้แก่ความสามารถในการคิดเชิงซับซ้อน ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความสามารถด้านพฤติกรรมที่ยืดหยุ่นได้ ความไวต่อการรับรู้ทางวัฒนธรรม ความสามารถในการวิเคราะห์กระบวนการ ความสามารถในการประกอบวิชาชีพอิสระ
  • 19.
    ทฤษฎีผู้นำเชิงพฤติกรรม (Behavioral Theory) Ohio State Studies จำแนกผู้นำเป็น 2 มิติ ได้แก่ ผู้นำที่มุ่งด้านกิจสัมพันธ์ ผู้นำที่มุ่งด้านมิตรสัมพันธ์ มุ่งมิตรสัมพันธ์ มุ่งกิจสัมพันธ์
  • 20.
    The University ofMichigan Studies จำแนกพฤติกรรมของผู้นำเป็น 2 แบบ ได้แก่ ผู้นำที่มุ่งผลผลิต ผู้นำที่มุ่งคนงาน ผู้นำที่มุ่งผลผลิต ผู้นำที่มุ่งคนงาน
  • 21.
    ทฤษฎีตาข่ายภาวะผู้นำ (Leadership Grid):Blake&Mouton แบ่งพฤติกรรมผู้นำเป็น 81 แบบ แต่แบบที่สำคัญมี 5 แบบ คือ ผู้นำแบบเอาแต่งาน ผู้นำแบบเอาแต่คน ผู้นำแบบย่ำแย่ ผู้นำแบบพบกันครึ่งทาง ผู้นำแบบทำงานเป็นทีม
  • 22.
    ผู้นำตามสถานการณ์ (Situation Theory) ทฤษฎีสถานการณ์ของฟิดเลอร์ ประกอบด้วยหลัก 3 ประการ แบบภาวะผู้นำ หรือแบบวัด LPC การควบคุมสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย บรรยากาศกลุ่ม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและสมาชิก โครงสร้างของงาน ความชัดเจนของงาน อำนาจในตำแหน่งของผู้นำ ประสิทธิภาพของกลุ่มขึ้นอยู่กับการจับคู่ระหว่าง แบบภาวะกับสถานการณ์
  • 23.
    Path-Goal Theory (RobertHouse) ผู้นำจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ตามโดยจะเพิ่ม จำนวนหรือชนิดของรางวัล กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน สามารถแบ่งพฤติกรรมของผู้นำได้ 4 ประเภท ภาวะผู้นำแบบสนับสนุน ภาวะผู้นำแบบสั่งการ ภาวะผู้นำแบบมุ่งความสำเร็จของงาน ภาวะผู้นำแบบให้มีส่วนร่วม
  • 24.
    Decision Making Model(Vroom) เป็นแบบจำลองที่เสนอระดับกลยุทธ์ในการตัดสินใจที่ผู้นำประเมินว่าควรให้ลูกน้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพียงใด AI : จะแก้ปัญหาเองด้วยข้อมูลที่มีอยู่ AII: ได้รับข้อมูลจากผู้ใต้บัญชาเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ CI: ผู้ใต้บัญชามีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นเป็นรายคน CII: ผู้ใต้บัญชามีส่วนร่วมแบบเป็นทีม แต่ผู้นำยังเป็นผู้ตัดสินใจ GII: ผู้ใต้บัญชามีส่วนร่วมแบบเป็นทีม แต่ผู้นำเป็นเหมือนประธาน
  • 25.
    Leader-Member Exchange Theoryความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตามเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนไม่เท่ากับขึ้นความสัมพันธ์ที่มี คนวงใน คนวงนอก ทฏ . นี้จะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตัวของผู้นำต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่ม ที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้นำเพียงอย่างเดียว