บทที่ 2 การสืบพันธุ์ของพืชดอก
(Reproduction of Flowering Plant)
รายวิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว30244
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562
 นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ตาแหน่งครู คศ.2 สาขาวิชาชีววิทยา
ประวัติการศึกษา :
◦ พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกีรยตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
◦ พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
◦ พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
◦ พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
◦ พ.ศ. 2558 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประเมินและการวิจัยทางการศึกษา
เอกวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
พืช (plant) :
Multicellular organism : tissue
eukaryotic cell : nucleus / membrane organelle
cell wall ; cellulose/hemicellulose/lignin
Chloroplast : chlorophyll a,b/carotenoid
Photosynthesis : autotroph/producer
Alternation of generation : Embryo development
 การสืบพันธุ์เป็นสิ่งจาเป็นอย่างยิ่งสาหรับสิ่งมีชีวิต (สมบัติสาคัญที่สุดที่จัด virus กับ viroid เป็น
อนุภาคสิ่งมีชีวิต) เพราะการสืบพันธุ์เป็นการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (genetic inheritance)
ของตนเองให้ลูกหลานสืบต่อไปเรื่อย ๆ (การดารงเผ่าพันธุ์) พืชก็เช่นเดียวกันเมื่อเจริญเติบโต มีความ
สมบูรณ์พอก็จะสืบพันธุ์ในรูปแบบวงชีวิตแบบสลับ (Alternation of generation)ซึ่งจะเป็น
ลักษณะเฉพาะแตกต่างจากวงชีวิตของสัตว์
 การสืบพันธุ์ (reproduction) หมายถึง การเพิ่มจานวนลูกหลานที่มีชนิด (species) เหมือนเดิม โดย
สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจะทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ตายไป ทาให้สิ่งมีชีวิตนั้นเหลือรอดอยู่ในโลก
ได้โดยไม่สูญพันธุ์ และขยายพันธุ์ให้มี ลูกหลานเพิ่มจานวนมากขึ้น ทั้งการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
(sexual reproduction) และการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction)
 วัฏจักรชีวิตของพืชดอกในช่วงที่เห็นเป็นต้นพืชอยู่ทั่วๆ ไป มีโครงสร้างประกอบด้วย เซลล์ดิพลอยด์
(2n) ช่วงนี้จะเป็นช่วงดิพลอยด์หรือเรียกว่า สปอโรไฟต์ (Sporophyte) จากการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของ
พืชดอกจะได้แกมีโทไฟต์เพศเมีย (Female Gametophyte) คือ ถุงเอ็มบริโอ ซึ่งภายในมี 8 นิวเคลียส และ
แกมีโทไฟต์เพศผู้ (Male Gametophyte) คือ ละอองเรณูซึ่งอยู่ในมี 3 นิวเคลียส นิวเคลียสเหล่านี้มี
โครโมโซมเป็นแฮพลอยด์ (n) มีขนาดเล็ก เมื่อไข่และสเปิร์มนิวเคลียสปฏิสนธิกันได้ไซโกต (Zygote) ซึ่ง
มีจานวนโครโมโซมเป็นดิพลอยด์ ไซโกตก็จะเจริญเป็นเอ็มบริโอ (Embryo) และต้นอ่อนต่อไป
 ตัวอย่างเช่น วัฏจักรชีวิตแบบสลับของเฟิร์น (Fern) ต้นเฟิร์นที่เราพบอยู่ทั่วไปเป็นช่วงระยะส
ปอโรไฟต์มีจานวนโครโมโซมเป็น 2n เมื่อเจริญเต็มที่แล้วเฟิร์นจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เมื่อ
อับสปอร์เจริญเต็มที่อับสปอร์จะแตกและปล่อยสปอร์ (Spore) ที่มีจานวนโครโมโซม
เป็น n สปอร์ จะถูกพัดพาไปตกลงบนพื้นดิน ถ้าพื้นดินอยู่ในสภาพที่เหมาะสมก็จะเจริญต่อไป
โดยการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสเจริญไปเป็นช่วงที่เป็นแกมีโทไฟต์ เมื่อแกมีโทไฟต์เจริญเต็มที่
แล้วจะมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์จากอวัยวะสืบพันธุ์ คือสร้างไข่ (Ovum) จากอาร์คีโกเนียม และ
สร้างสเปิร์ม (Sperm) จาก แอนเทอริเดียม
Mitosis
 1. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Asexual reproduction)
เป็นการสืบพันธุ์ของพืชโดยการผลิตพืชต้นใหม่ ขึ้นมาจากพืชต้นเดิมด้วยวิธีการต่างๆที่ไม่ใช่เกิด
จากการผสมพันธุ์ เชน การปักชา การติดตา การตอน การทาบกิ่ง เป็นต้น พืชที่เกิดเป็นต้นใหม่ได้โดย
ไม่ต้องใช้เมล็ด หรือการผสมเกสรแต่อย่างใด หรืออาจได้พืชต้นใหม่โดยใช้ส่วนของโครงสร้าง พิเศษ
ของต้นพืชจากส่วนต่างๆ จากลาต้นที่อยู่ใต้ดินที่เป็นเหง้า (rhizome) หรือเป็นหัวแบบทิวเบอร์หรือเป็น
แบบหัวเผือก (corm) หรือจากใบ ของพืชบางชนิด เช่น คว่าตายหงายเป็น กุหลาบหิน เป็นต้น พืชบาง
ชนิดมีการสืบพันธุ์โดยการงอกต้นใหม่จากส่วนของลาต้น งอกยาวออกมาและทอดไปตามพนดินได้
ส่วนของลาต้นที่งอกออกมานี้เรียกว่า สโตลอน (stolon) ในบางท้องถิ่นเรียกว่า ไหล พืชที่มีการ
สืบพันธุ์โดยใช้ สโตลอน เช่น สตรอเบอรี่ พืชตระกูลหญ้า บัวบก ว่านบางชนิด ผักตบชวา ผักแว่น
เป็นต้น
 การปักชา คือ การตัดส่วนหนึ่งส่วนใดของพืช เช่น ใบ กิ่ง ลาต้น หรือรากออกจากต้นเดิมไปปักไว้ใน
ดิน ทรายหรือขุยมะพร้าว โดยให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งส่วนต่างๆ ของพืชนั้นจะออกราก
และแตกยอดเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ต่อไป การยายพันธุ์โดยการชานี้ใช้ได้ทั้งไม้ผลและไม้ดอกไม้
ประดับที่นิยมกัน คือ ส้ม ชมพู่ กุหลาบ เฟืองฟ้า โกสน ชบา มะลิ อ้อย สาเก เป็นต้น
 การตอนกิ่ง คือ การทาให้กิ่งออกรากในขณะที่ยังติดอยู่กับต้นเดิม ซึ่งเมื่อกิ่งออกรากจานวนมากและ
แข็งแรงแล้ว จึงตัดออกจากต้นเดิมแล้วนาไปปลูกต่อไป สามารถใช้ได้กับพืชหลายชนิด เช่น มะนาว
ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง ลิ้นจี่ ส้มโอ และไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ
 การติดตา คือ การนาตาของพืชที่เป็นพันธุ์ดีมาติดเข้ากับพืชอีกต้นหนึ่ง เพื่อให้ตาของพืชเจริญเติบโต
เป็นพืชต้นใหม่ต่อไป นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพันธุ์ไม้ด้วย โดยเฉพาะการผลิตพืช
แฟนซี ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตหลายอย่างในต้นเดียวกัน เช่น มะม่วงอกร่องมะม่วงเขียวเสวย มะม่วง
น้าดอกไม้ ในต้นเดียวกัน หรือไม้ดอก เช่น กุหลาบ จะมีดอกหลายสีในต้นเดียวกัน ฯลฯ
 การทาบกิ่ง คือ การนาต้นพืช 2 ต้น ที่ต่างกันและยังมีรากอยู่มาเชื่อต่อกิ่งกัน โดยนากิ่งต้นตอไปทาบกับกิ่ง
พันธุ์ดี ซึ่งเมื่อกิ่งทั้งสองเชื่อมติดกันดีแล้ว จึงตัดกิ่งพันธุ์ดีออกจากต้นเดิม ซึ่งต้นตอที่นามาทาบกิ่งจะทา
หน้าที่เป็นระบบรากให้กับกิ่งพันธุ์ดี พืชที่นิยมใช้วิธีแบบนี้ ได้แก่ มะม่วง มะขาม ขนุน ทุเรียน เป็นต้น
 การเสียบยอด คือ การนายอดของพืชที่เป็นพันธุ์ดีมาติด ต่อ หรือสอดเข้ากับพืชอีกต้นหนึ่ง ซึ่งเมื่อรอย
แผลที่ต่อเชื่อมติดกันดีแล้ว พืชทั้งสองชนิดนี้จะเจริญเติบโตเป็นต้นเดียวกัน นิยมใช้แพร่หลายและได้ผลดี
กับทั้งไม้ผลและไม้ประดับ เช่น มะม่วง ขนุน เฟื่องฟ้า ชบา โกศล เป็นต้น
การประยุกต์ใช้ในขยายพันธุ์พืช :
ส่วนของพืชที่ใช้ในการขยายพันธุ์ โดยพืชนอกจากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดซึ่งเป็นการสืบพันธุ์แบบ
มีเพศ (sexual reproduction) แล้วยังสามารถขยายพันธุ์ โดยการสืบพันธุ์โดยการสืบพันธุ์แบบไม่
อาศัยเพศ (asexual reproduction) ได้ด้วย ได้แก่
1. พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยลาต้น มักเป็นพวกลาต้นใต้ดิน ซึ่งใช้ในการสะสมอาหาร เช่น ขิง ข่า แห้ว
เผือก หอม กระเทียม มันฝรั่ง ว่านสี่ทิศ
2. พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยกิ่ง โดยกรปักชา ตอน ติดตา ทาบกิ่งหรือเสียบยอด เช่น ชบา พู่ระหง มะลิ
โสน กุหลาบ พุทธา มะม่วง ดาวเรือง ฤาษีผสม
3. พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยราก มักเป็นรากชนิดที่สะสมอาหาร เช่น มันเทศ เป็นต้น
4. พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยใบ เช่น ใบของต้นตายใบเป็น (ต้นคว่าตายหงายเป็น) ใบของต้นทองสาม
ย่าน ใบของต้นโคมญี่ปุ่ น
ปัจจุบันมีการนาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ และเพิ่มปริมาณพันธุ์
ซึ่งสามารถสร้างพืช พันธุ์ต่างๆ ได้ตามต้องการโดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการคัดเลือกและปรับปรุง
แล้ว วิธีการหนึ่งที่ใช้ คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Plant tissue culture) วิธีการนี้สามารถขยายพันธุ์พืช
ได้อย่างรวดเร็วต้นพืชที่ได้ใหม่จะมีลักษณะตรงตามพันธุ์เดิม วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเหมาะที่จะใช้
ขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ หรือพืชที่ปกติจะขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ยากหรือไม่ได้เลย
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture) เป็นเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ โดยเป็นวิธีที่ได้ประโยชน์มาก คือ
1. สามารถขยายพันธุ์พืชได้ในปริมาณมากและรวดเร็วโดยใช้พืชเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย
2. พืชใหม่ที่ได้มีลักษณะตรงตามพันธุ์เดิมไม่กลายพันธุ์
3. ใช้ได้ดีในพืชเศรษฐกิจหรือพืชปกติที่ขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ยาก
เทคนิควิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีข้อจากัด คือ ต้องใช้บุคคลที่มีความรู้ความชานาญมากเป็นพิเศษ
ต้องใช้เครื่องมือ สารเคมี อุปกรณ์ต่างๆ และวิธีการที่ยุ่งยากละเอียดอ่อนจึงยังไม่แพร่หลายมากนักในหมู่
เกษตรกรชาวไทย แต่เป็นวิธีการของนักวิชาการมากกว่า
 เมล็ดเทียม (artificial seed) เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการสร้างสิ่งที่มีลักษณะคล้ายเมล็ดเพื่อ
เลียนแบบเมล็ดพืชที่ได้จากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศตามธรรมชาติ การทาเมล็ดเทียมอาศัยหลักการ
ห่อหุ้มส่วนต่างๆ ของพืชด้วยวัสดุที่เหมาะสม โดยอาจจะมีการเติมสารที่ทาหน้าที่เป็นเอนโดสเปิร์ม
เทียม (artificial endosperm) เช่น สารอาหาร สารควบคุมการเจริญเติบโต หรือเติมสารเคมีชนิดอื่นๆ
เช่น สารกาจัดศัตรูพืช สารกาจัดแมลง สารกาจัดเชื้อราหรือจุลินทรีย์ที่ช่วยสนับสนุนการเจริญของพืช
เข้าไปเป็นส่วนประกอบของเมล็ดเทียมอีกด้วย เมล็ดเทียมอาจมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษอื่นๆ อีกเช่น
synthetic seed หรือ manufactured seed เป็นต้น วิธีนี้ใช้ขยายพันธุ์พืชบางชนิดได้
เช่น ข้าว หน่อไม้ฝรั่ง ยาสูบ แครอท
 2. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการผสมระหว่างเซลล์
สืบพันธุ์เพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย พืชต้นใหม่ที่ได้จะมีลักษณะผสมกันระหว่างต้นพ่อและแม่ซึ่ง
บางครั้งก็ได้ลักษณะที่ดีตาม ต้องการ แต่บางครั้งก็อาจได้ลักษณะที่ไม่ดี การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจึง
เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิด การผสมระหว่างละอองเกสรเพศผู้กับเซลล์ในถุงเอ็มบริโอซึ่งอยู่ภายในรังไข่
ของเกสรเพศเมีย (การปฏิสนธิซ้อน : double fertilization) เมื่อผสมกันแล้วก็เจริญเติบโตเป็นเมล็ด
ซึ่งเมื่อนาไปเพาะจะสามารถงอกเป็นพืชต้นใหม่ได้ ความสาคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
(1) เป็นกระบวนการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ เพื่อดารงเผ่าพันธุ์หรือสปีชีส์ (species) ของสิ่งมีชีวิต
(2) ในการสืบพันธุ์จะมีกระบวนการแบ่งเซลล์ ซึ่งจะมีการส่งผ่านสารพันธุ์กรรมจากเซลล์และจาก
สิ่งมีชีวิตรุ่นหนึ่ง ไปสู่สิ่งมีชีวิตรุ่นต่อไป
(3) การสืบพันธุ์โดยเฉพาะการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ทาให้เกิดความแปรผันลักษณะทางพันธุ์กรรมและ
ก่อให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
(4) นักชีววิทยา ใช้สมบัติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์มาเป็นหลักตัดสินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ ใน
พืชดอกอวัยวะที่สาคัญในการสืบพันธุ์ คือ ดอก (Flower)
ในพืชดอกนั้นอวัยวะที่สาคัญในการสืบพันธุ์ก็คือ ดอก (flower) ซึ่งหมายถึงอวัยวะของพืชที่
เปลี่ยนแปลงมาจากใบ (carpel) หรือมีกาเนิดมาจากใบที่เปลี่ยนรูปร่างไปเพื่อทาหน้าที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์
การถ่ายละอองเกสร และเป็นที่กาเนิดผลและเมล็ด ซึ่งดอกอาจเกิดจากตาดอก (Flower bud) หรือตารวม
(Mixed bud) บริเวณที่ปลายกิ่ง (Terminal) เช่น กุหลาบ เข็ม หรือที่ซอกใบ (Axillary) เช่น ช้องนาง การเวก
หรือเกิดที่ข้อห่างจากซอกใบ (extra axillary bud) เช่น ชิงชี่ หรือติดอยู่กับลาต้น (cauliflowers) เช่นดอก
ตีนเป็ดฝรั่ง โดยลักษณะและชนิดของดอกทาให้ได้ผล (Fruit) ที่มีความแตกต่างกันทางลักษณะสัณฐานวิทยา
ประกอบด้วยโครงสร้างภายนอก 3 ส่วนที่สาคัญ คือ ก้านดอก (pedicel or peduncle) ฐานรองดอก
(receptacle) และตัวดอก (Flower) หรือถ้าหากจะจาแนกอย่างละเอียด คือ ก้านดอก (peduncle), ฐานรอง
ดอก (receptacle), กลีบเลี้ยง (sepal) หรือ calyx, กลีบดอก (petal) หรือ corolla, เกสรเพศผู้ (stamen) หรือ
androecium และ เกสรเพศเมีย (pistil) หรือ gynoecium
1. ก้านดอก (peduncle) เป็นส่วนที่เชื่อมติดระหว่างตัวดอกกับกิ่งและช่วยชูดอกให้เห็นอย่าง
เด่นชัด นอกจากนี้ยังมีก้านดอกย่อย (Pedicel) เป็นก้านของดอกย่อยที่อยู่ในช่อดอก หรือเป็นส่วนของก้าน
ดอก หรือเป็นส่วนของก้านดอกที่อยู่ต่อจากฐานดอกในดอกเดี่ยว
2. ฐานรองดอก (receptacle) เป็นส่วนประกอบที่ทาหน้าที่รองรับส่วนอื่นๆ ของดอก ฐานรอง
ดอกเป็นที่เจริญเติบโตแผ่ขยายเชื่อมต่อออกมาจากปลายก้านดอกมักจะมีกลีบเลี้ยงหุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง ฐานรอง
ดอกของพืชบางชนิดอาจจะหุ้มรังไข่ไว้ทั้งหมด เมื่อรังไข่เจริญขึ้น ฐานรองดอกก็เจริญด้วยและฐานรองดอก
ของพืชบางชนิดกลายเป็นเนื้อของผลที่ใช้รับประทานได้(pseudo fruit) เช่น ชมพู่ ฝรั่ง แอปเปิล สาลี่ เป็นต้น
 ใบประดับหรือริ้วประดับเป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่รองรับดอกหรือช่อดอกอยู่ที่บริเวณโคน
ก้านดอกหรือช่อดอกเจริญเติบโตมาเช่นเดียวกับใบอาจมีใบเดียว หรือหลายใบซ้อนกันเป็นชั้นๆ ใบ
ประดับอาจมีสีเขียวหรือสีอื่นก็ได้ มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และมีรูปร่างต่างๆ กัน เช่น รูปร่างคล้าย
ใบที่ลดขนาดลงหรือเปลี่ยนเป็นริ้วประดับเล็กๆ หรือมีขนาดใหญ่ สีสวยสะดุดตา ใบประดับมีหลาย
รูปแบบ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
1. คล้ายใบ (leafy) เป็นใบประดับที่มีรูปร่างคล้ายใบมีสีเขียว มีจานวน 1 อันต่อหนึ่งดอกหรือ
หนึ่งช่อดอก เช่น กล้วยไม้สกุลคัทลียา ผักเสี้ยน เป็นต้น
2. คล้ายกลีบดอก (petaloid) เป็นใบประดับที่มีสีสัน รูปร่างคล้ายกลีบดอก มีจานวน 1-2 อันต่อ
หนึ่งดอกหรือหนึ่งช่อดอก เช่น เฟื่องฟ้า คริสต์มาส โป๊ ยเซียน เป็นต้น
3. กาบหุ้มช่อดอก (spathe) เป็นใบประดับขนาดใหญ่ที่รองรับช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ
(spadix) มักเป็นใบประดับที่มีสีสันสวยงามมีจานวน 1 อันหรือ 1 แผ่นต่อหนึ่งช่อดอก เช่น หน้าวัว บุก
บอน หรือรองรับช่อดอกแบบช่อแยกแขนง (panicle) เช่น มะพร้าว กล้วย ธรรมรักษา เป็นต้น
4. วงใบประดับ (involucre, involucral หรือ phyllary) เป็นกลุ่มใบประดับที่ส่วนใหญ่มีสีเขียว
เรียงเป็นวงซ้อนกันเป็นชั้นที่โคนของช่อดอกแบบช่อดอกกระจุกแน่น (capitulum หรือ head) เช่น บานชื่น
ดาวกระจาย ทานตะวันหรือวงประดับที่โคนของช่อดอกสับปะรด ช่อดอกเพศเมียของข้าวโพด เป็นต้น
5. ริ้วประดับ (epicalyx) เป็นกลุ่มใบประดับที่อยู่ใต้วงกลีบ
เลี้ยงหรือติดกับวงกลีบเลี้ยงและมีลักษณะคล้ายคลึงกับวงกลีบเลี้ยง
มากหรืออาจลดขนาดเป็นริ้วเล็กๆ สีเขียว เช่น ชบา พู่ระหง สตรอว์
เบอร์รี่ เป็นต้น
6. กาบช่อย่อย (glume) เป็นใบประดับที่มีลักษณะแข็งมาก
อาจมีสีน้าตาลหรือสีเหลืองอ่อนหุ้มดอกแต่ละดอก พบในพืชวงศ์
หญ้าและวงศ์กก เช่น กาบแข็งหุ้มดอกย่อยของข้าว ซึ่งต่อไปคือ
เปลือกข้าวหรือแกลบ เป็นต้น
7. กาบรูปถ้วย (cupule) เป็นใบประดับที่มีลักษณะเป็น
เกล็ดแข็งจานวนมากซ้อนกันหลายชั้นและเชื่อมติดกันเป็นแผ่นเดียว
ที่มีลักษณะแข็งคล้ายไม้ ทาหน้าที่รองรับดอกและปรากฏต่อมาจน
ดอกกลายเป็นผล พบในพืชวงศ์ก่อ
8. แผ่นบางและแห้ง (scarious) เป็นใบประดับขนาดเล็กมี
ลักษณะบางใสไม่มีสี พบในดอกย่อยของช่อดอก เช่น บานไม่รู้โรย
หงอนไก่ ดอกเพศเมียของข้าวโพด เป็นต้น
leafy of flower petaloid
scarious
 ซึ่งจาแนกได้3 ประเภท ได้แก่
1. ดอกไฮโพจีนัส (hypogenousflower) เป็นชนิดของดอก ที่กลีบเลี้ยง กลีบดอกและ
เกสรเพศ ผู้ติดอยู่บนฐานรองดอกที่ต่ากว่ารังไข่ของเกสรเพศเมีย รังไข่แบบนี้เรียกว่า Superior-
ovary ได้แก่ ดอกมะเขือ พริก มะละกอหอม องุ่น บานบุรี ข้าวโพด ผักกาด บัว ฯลฯ
2. ดอกเอพิจีนัส (epigenousflower) เป็นชนิดของดอก ที่กลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสร
เพศผู้ติดอยู่บนฐานรองดอกที่สูงกว่ารังไข่ ของเกสรเพศเมีย เนื่องจากฐานรองดอกมีขอบโค้ง
ขึ้นไปหุ้มรังไข่ไว้หมด รังไข่แบบนี้เรียกว่า Inferior ovary ได้แก่ ดอกกล้วยแตงกวา บวบ ชมพู่
ฝรั่ง ฟักทอง กระบองเพชร แอปเปิล ฯลฯ
3. ดอกเพริจีนัส (perigenous flower) เป็นชนิดของดอก ที่กลีบเลี้ยง กลีบดอกและเกสร
เพศผู้ติดอยู่บนฐานรองดอกในระดับเดียวกับรังไข่ของเกสรเพศเมียเนื่องจากฐานรองดอกเว้าลง
ไปและมีขอบโค้งเป็นรูปถ้วยอยู่รอบรังไข่ รังไข่แบบนี้เรียกว่า Half-superior หรือ Half-inferior
ovary ได้แก่ ดอกกุหลาบถั่วตะแบกอินทนิน เชอรี่ ฯลฯ
3. กลีบเลี้ยง (sepal) อาจเรียกได้หลายชื่อ เช่น กลีบรองกลีบดอกหรือกลีบดอกวงนอก วงของกลีบ
เลี้ยง (calyx) เป็นวงกลีบนอกสุดของดอก กลีบเลี้ยงส่วนมากมักมี 3-5 กลีบหรืออาจมีมากกว่าและหนากว่า
กลีบดอก ส่วนใหญ่มีสีเขียวช่วยในการสังเคราะห์ด้วยแสงได้ นอกจากนี้ยังทาหน้าที่หุ้มและป้องกันดอกตูม
โดยห่อหุ้มป้องกันส่วนประกอบชั้นในของดอก ลดอันตรายจากการสูญเสียน้า ป้องกันอุณหภูมิที่รุนแรง
กลีบเลี้ยงของพืชอาจอยู่แยกกันเป็นกลีบๆ เรียกว่า อะโปเซพัลลัส (Aposepalous) หรือพอลิ
เซพัลลัส (Polysepalous) ได้แก่ กลีบเลี้ยงของดอกบัวสาย และดอกพุทธรักษา แต่บางชนิดกลีบเลี้ยงจะเชื่อม
ติดกันเรียกว่า แกมโมเซพัลลัส (Gamosepalous) หรือ ซินเซพัลลัส (Synsepalous) ได้แก่ กลีบเลี้ยงของดอก
ชบา แตง บานบุรี และดอกแค เป็นต้น หากโคนกลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปหลอดหรือรูปถ้วยเรียกว่า หลอด
กลีบเลี้ยง (calyx tube) ถ้าส่วนปลายของหลอดเป็นกลีบแยกจะเรียกว่า แฉกกลีบเลี้ยง (calyx lobe) วงกลีบ
เลี้ยงทั้งหมดนี้เรียกว่า แคลิกซ์ (Calyx)
ในพืชบางชนิดกลีบเลี้ยงมีสีต่างๆ นอกจากสีเขียวเรียกว่า เพทัลลอยด์ (Petaloid) ทาหน้าที่ช่วยล่อ
แมลงในการผสมเกสรเช่นเดียวกับกลีบดอก เช่น ดอกกล้วยไม้ ดอกบานเย็น ดอกส้มกบ ดอกดอนญ่า เป็นต้น
นอกจากนี้ในดอกชบาและดอกพู่ระหงจะมีริ้วประดับ (Epicalyx) เป็นกลีบเลี้ยงเล็กๆ ใกล้กลีบเลี้ยง บางชนิด
calyx อาจหลุดร่วงไปพร้อมกับส่วนกลีบดอกและเกสรตัวผู้ (Deciduous calyx) หรือร่วงไปขณะที่ดอกบาน
(Caducious calyx) หรือร่วงไปขณะที่ดอกตูมอยู่ (Fugacious calyx) หรืออาจยังคงติดอยู่กับผล (Persistent
calyx) เช่น มังคุด มะเขือ เสลา เป็นต้น
4. กลีบดอก (petal) อาจจะเรียกว่ากลีบดอกวงใน วงของกลีบดอก (corolla) อยู่ถัดจากวงกลีบ
เลี้ยงเข้าไป กลีบดอกส่วนมากมักจะมีจานวน 3-5 กลีบหรืออาจมากกว่า กลีบดอกมักมีสีสันต่างๆ สวยงาม
เนื่องจากมีรงควัตถุชนิดต่างๆ ได้แก่ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และแอนโทแซนทิน (Anthoxanthin)
ละลายอยู่ในสารละลายแวคิวโอล ทาให้กลีบดอกเป็นสีต่างๆ เช่น สีม่วง สีแดง สีน้าเงิน หรืออาจมีแคโรที
นอยด์ (Carotenoid) ในพลาสติดทาให้กลีบดอกเป็นสีเหลืองหรือแสด ส่วนดอกสีขาวและไม่มีสีเกิดจากไม่มี
รงควัตถุอยู่ภายในเซลล์ของกลีบดอก บางชนิดมีกลีบแยก (polypetalous) บางชนิดมีกลีบดอกเชื่อมติดกัน
(sympetalous หรือ gamopetalous) การเชื่อมกันของกลีบดอกมีหลายแบบแล้วแต่ชนิดของดอกไม้ หากโคน
กลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปหลอดหรือรูปถ้วยเรียกว่า หลอดกลีบดอก (corollatube) ถ้าส่วนปลายของหลอด
เป็นกลีบแยกเรียกกลีบนี้ว่า แฉกกลีบดอก (corolla lobe) กลีบดอกบางชนิดอาจมีกลิ่น เพราะมีต่อมสร้าง
น้ามันหอมระเหยอยู่ที่ส่วนโคนกลีบดอก กลีบดอกบางชนิดอาจมีต่อมน้าหวานบริเวณโคนกลีบดอก โดยสี
กลิ่น และน้าหวานมีไว้เพื่อช่วยล่อแมลงให้มาช่วยในกระบวนการถ่ายละอองเกสร
ในดอกไม้บางชนิด เช่น บัวหลวง จาปี จาปา พลับพลึง ว่านสี่ทิศ มะเดื่อ มีจะลักษณะของกลีบ
เลี้ยงและกลีบดอกคล้ายคลึงกันและอยู่ร่วมกัน เรียกกลีบประเภทนี้ว่า Tepal เรียกชั้นของกลุ่มกลีบเลี้ยงและ
กลุ่มของกลีบดอกว่า ชั้นกลีบรวม (perianth)
ดอกที่มีกลีบดอกแยกจากกัน (polypetalous) อาจมีรูปร่างของดอกแตกต่างกันออกไปตามแต่
จานวนลักษณะรูปร่างและขนาดของกลีบดอก แต่มักจะมีการจัดเรียงตัวเป็นปกติตามแนวรัศมี โดยปกติไม่มี
รูปร่างที่พิเศษ ยกเว้นในดอกไม้บางกลุ่มที่มีกลีบดอกแยกจากกัน มีลักษณะรูปร่างและการจัดเรียงตัวที่พิเศษ
ไปกว่าปกติ ได้แก่ ดอกรูปดอกถั่ว (papilionaceous form) ดอกรูปดอกกล้วยไม้ (orchidaceous form) และ
ดอกรูปกากบาท (cruciform) ซึ่งพบในดอกผักกวางตุ้ง ผักคะน้า
ดอกที่มีกลีบดอกเชื่อมติดกัน (sympetalous หรือ gamopetalous) อาจมีลักษณะรูปร่างที่แตกต่าง
กันไปได้หลายแบบเช่นกันขึ้นกับลักษณะการเชื่อมติดกันของหลอดกลีบดอกและแฉกกลีบดอก ทาให้เกิด
รูปทรงของดอกแตกต่างกันไปหลายแบบ ได้แก่
(1) รูปกงล้อ (rotate, wheel-shaped) กลีบดอกที่มีกลีบหลอดดอกสั้นและแฉกกลีบดอกแผ่กว้าง
เรียงกันคล้ายวงล้อ เช่น ดอกมะเขือ มะแว้ง
(2) รูประฆัง (campanulate, bell-shaped) กลีบดอกที่มีลักษณะคล้ายระฆัง หลอดกลีบดอก
ค่อนข้างกว้าง ความยาวหลอดเท่าๆ กับความกว้าง ส่วนปลายหลอดกลีบดอกค่อยๆ ผายออกในตอนปลาย
ไปสู่ส่วนแฉกกลีบดอก เช่น ดอกกระสอบ
(3) รูปดอกเข็ม (salver form, hypocrateriform) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกเป็นหลอดยาวและ
แฉกกลีบดอกแผ่กว้าง เช่น ดอกเข็ม แสนประสะ
(4) รูปกรวย (funnel form), รูปแตร (infundibular), รูปลาโพง (infundibuliform) กลีบดอกที่
ปลายหลอดกลีบดอกเปิดกว้างคล้ายกรวย แตรหรือลาโพง เช่น ดอกผักบุ้ง
(5) รูปหลอด (tubular form) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกเป็นหลอดยาวและแคบคล้ายรูปดอก
เข็ม แต่แฉกกลีบดอกสั้นและไม่กางตั้งฉากกับหลอดกลีบดอก เช่น ดอกประทัดฝรั่ง
(6) รูปลิ้น (ligulate, tongue-shaped) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกเป็นหลอดสั้นๆ และแฉกกลีบ
ดอกแผ่ออกด้านเดียว เช่น ทานตะวัน บานชื่น
(7) รูปปากเปิด (bilabiate form) กลีบดอกที่มีแฉกกลีบดอกแยกออกเป็นสองส่วนซึ่งมีขนาดและ
รูปร่างไม่เหมือนกัน เช่น ดอกกะเพรา โหระพา ฤาษีผสม
(8) รูปคนโท, โถ (urceolate form, urn-shaped) ลักษณะกลีบดอกเชื่อมที่โคนหลอดกลีบดอกจะ
กว้างออกและคอดแคบเข้าด้านบน ก่อนที่จะถึงส่วนแฉกกลีบดอก ซึ่งมีลักษณะเป็นกลีบสั้นๆ เช่น ดอกสร้อย
ใบโพธิ์
5. เกสรเพศผู้ (stamen or microsporophyll) ประกอบกันอยู่เป็นวงเกสรเพศผู้ที่เรียกว่า
androecium อยู่ถัดจากวงกลีบดอกเข้าไปเป็นอวัยวะของพืชที่สร้างละอองเรณูมักจะมีจานวนเท่ากับกลีบ
ดอกหรือมีจานวนมากมาย เกสรเพศผู้ประกอบด้วยอับเรณู (anther) และก้านเกสรเพศผู้ (filament) อยู่ถัด
จากวงกลีบดอกเข้าไป ลักษณะการเรียงตัวของเกสรเพศผู้มีหลายแบบ ได้แก่ เกสรเพศผู้อยู่ตรงข้ามกลีบดอก
เกสรเพศผู้ที่อยู่ระหว่างกลีบดอกหรือเกสรเพศผู้มีจานวนเป็นสองเท่าของกลีบดอก เกสรเพศผู้ไม่โผล่พ้น
กลีบดอก เกสรเพศผู้ที่โผล่ขึ้นมาสูงกว่ากลีบดอกเกสรเพศผู้เหนือกลีบดอก หรือเกสรเพศผู้เชื่อมติดกับเกสร
เพศเมีย เช่น เกสรเพศผู้ของดอกกล้วยไม้ ดอกรัก เป็นต้น
เกสรเพศผู้ของพืชบางชนิดเปลี่ยนแปลงไปคล้ายกลีบดอก (petaloid stamen) เช่น เกสรเพศผู้
ของดอกพุทธรักษา เป็นต้น เกสรตัวผู้ส่วนใหญ่แยกเป็นอันๆ หรืออิสระ (free stamen) แต่บางชนิดอาจ
ติดกันได้ เรียกว่า คอนเนชัน (connation) เช่น เกสรตัวผู้ของดอกชบา พู่ระหง ฝ้าย ถั่ว แค ส้ม มะนาว แก้ว
หรืออาจติดกับส่วนอื่นของดอก เรียกว่า แอดเนชัน (adnation) เช่น เกสรตัวผู้เชื่อมติดกับกลีบดอก พบใน
ดอกพุด แพงพวย ฝรั่ง ลาโพง เข็ม ยาสูบ หรือเกสรตัวผู้ติดกับเกสรตัวเมีย พบในดอกเทียน เยาพาณี ดอกรัก
เป็นต้น เกสรเพศผู้ที่ลีบเล็กจนไม่สามารถทาหน้าที่สืบพันธุ์ได้เรียกว่า เกสรเพศผู้เป็นหมัน (staminode or
sterile stamen)
การติดของก้านเกสรเพศผู้ (anther attachment)
1. ติดที่ฐาน (basifixed, innate) ส่วนปลายของก้านเกสรเพศผู้ติดที่ฐานของอับเรณู
2. ติดที่ด้านหลัง (dorsifixed) ส่วนปลายของก้านเกสรเพศผู้ติดตรงกลางด้านหลังของอับเรณู
3. เชื่อมติด (adnate) ก้านเกสรเพศผู้เชื่อมติดกับอับเรณู โดยเชื่อมจากฐานอับเรณูไปตามความ
ยาวของอับเรณู เช่น เกสรเพศผู้ของบัวสาย
4. ติดกลาง (versatile) ส่วนปลายสุดของก้านเกสรเพศผู้ติดตรงบริเวณกลางของอับเรณูและอับ
เรณูหมุนได้รอบทิศ เช่น เกสรเพศผู้ของดอกพลับพลึง
การแตกของอับเรณู (anther dehiscence)
1. แตกตามยาว (longitudinal dehiscence) อับเรณูจะแตกตามยาวของอับเรณูพบในพืชส่วนใหญ่
2. แตกตามช่อง (poricidal dehiscence) อับเรณูเปิดเป็นช่องหรือรูที่ปลายอับเรณู เช่น มะเขือ
3. แตกตามขวาง (transverse dehiscence) อับเรณูเปิดตามขวางของอับเรณู
4. แตกแบบมีลิ้นปิดเปิด (valvular dehiscence) อับเรณูเปิดโดยมีลิ้นหรือเปิด เช่น อบเชย
6. เกสรเพศเมีย (pistil, carpel หรือ megasporophyll) ประกอบกันอยู่เป็นวงเกสรเพศเมียเรียก
gynoecium เป็นวงในสุดของดอกและอยู่ที่ตรงกลางของ ดอก เกสรเพศเมียประกอบด้วยรังไข่ (ovary) เป็น
ส่วนที่อยู่ล่างสุดของเกสรเพศเมียบริเวณฐานรองดอกมีลักษณะพองคล้ายกระเปาะ ก้านเกสรเพศเมีย (style)
เป็นส่วนที่ถัดจากรังไข่ขึ้นมามีลักษณะเรียวเล็กและยอดเกสรเพศเมีย (stigma) เป็นส่วนที่อยู่ปลายสุดของ
เกสรเพศเมีย ลักษณะกลม เรียว หรือรูปร่างต่างๆ กันและมีน้าเหนียวๆ ช่วยยึดเกาะเกสรตัวผู้ให้เข้ามาผสมกับ
เกสรตัวเมียได้ดีขึ้น ภายในรังไข่จะบรรจุออวุลขนาดเล็กๆ ไว้ซึ่งมีจานวนแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของพืช
เกสรเพศเมียมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาจากใบสร้างอับเมกะสปอร์ (megasporophyll) โดยที่
ขอบของใบด้านฐานโอบเข้าหากันเกิดเป็นรังไข่ภายในเป็นช่อง (locule) และขอบของคาร์เพลที่โอบมาเชื่อม
กันตามแนวยาวเกิดเป็นรอยเชื่อมด้านหน้า (ventral suture) ซึ่งจะเป็นแนวที่ออวุลติดอยู่ ส่วนด้านตรงกัน
ข้ามเป็นรอยเชื่อมด้านหลัง (dorsal suture) เปรียบเสมือนเป็นเส้นกลางใบของคาร์เพล
รังไข่ (ovary) เป็นส่วนที่พองออก มีลักษณะเป็นกระเปาะอยู่ติดกับฐานรองดอกหรืออาจฝังอยู่ใน
ฐานรองดอก ภายในมีลักษณะเป็นห้องๆ เรียกว่า โลคุล (locule) ซึ่งอาจมีเพียง 1 โลคุล หรือมากกว่าก็ได้ ถ้ามี
มากกว่า 1 ห้อง จะมีผนังกั้น เรียกว่า septum ภายในรังไข่มีออวุล (ovule) บรรจุอยู่ โดยโอวุลจะเชื่อมติดกับ
ผนังรังไข่ด้วยก้านเล็กๆ ที่เรียกว่า funiculus และบริเวณของผนังรังไข่ที่ก้าน funiculus เชื่อมติดอยู่เรียกว่า
placenta ชนิดของ placentation หรือการติดของโอวุลบนผนังรังไข่บริเวณ placenta มีลักษณะที่แตกต่างกัน
หลายแบบ ดังนี้
1. Axile placentation พบในรังไข่ที่เกิดมาจาก compound pistil ชนิด syncarppous มีผนัง
(septum) กั้น ภายในรังไข่เป็นช่อง (locule) มี placcenta อยู่ตรงกลาง มีออวุลในแต่ละช่อง จานวนช่องจะ
เท่ากับจานวน carpel เช่น ส้ม มะนาว มะเขือเทศ พริก กล้วย
2. Laminar placentation ลักษณะคล้ายกับ axile placentation แต่ออวุลติดผนัง (septum)
โดยรอบภายในแต่ละช่อง (locule) เช่น บัวสาย
3. Parietalplacentation placentation พบในรังไข่ที่เกิดจาก
มาจากหลาย carpel และเป็นรังไข่ชนิด syncarpous โดยขอบของ carpel
ที่เชื่อมติดกันจะไม่โค้งเข้าด้านใน หรือไม่เชื่อมติดกันตรงกลาง มี locule
เดียว placenta อยู่ที่ผนังของรังไข่ตรงรอยที่ carpel มาเชื่อมกัน จานวน
carpel เท่ากับจานวนของ placenta เมื่อตัดตามขวาง เช่น แตง ฟักทอง
4. Marginal placentation ลักษณะคล้ายกับ parietal
placentation แต่รังไข่เกิดมาจาก carpel เดียว และเป็น apocarpous หรือ
simple pistil เช่น ถั่ว ถั่วลันเตา
5. Free central placentation ลักษณะคล้ายกับ axile
placentation แต่มี 1 locule placenta อยู่ที่แกนกลางของรังไข่ เช่น ดอก
ผีเสื้อ
6. Basal placentation พบในรังไข่ที่มีออวุลน้อยตรงกลาง เกาะ
กับplacenta ที่ฐานของรังไข่ เช่น พริกไทย องุ่น
7. Apical placentation ลักษณะคล้ายกับ basal placentation
แต่มี ออวุลเดียวที่ติดปลายรังไข่ เช่น บัวหลวง
ภาพแสดงเกสรเพศเมีย
หางนกยูงไทย กระถิน
ถั่วชนิดต่าง ๆ เป็นต้น
ทุเรียน ส้มชนิดต่าง ๆ กล้วย
ชบา พุทธรักษา มะเขือเทศ
เป็นต้น
ตาลึง แตงกวา มะละกอ กะทกรก
เป็นต้น
พริก มังคุด เป็นต้น
บัวสาย เป็นต้น
พริกไทย ลาไย เงาะ
พวงชมพู ข้าว เป็นต้น
บัวหลวง เป็นต้น
septum ผนังกั้น
ระหว่างช่อง locule
การติดของ ovule
ห้อยลงมา =
pendulous
Carpel พับเข้าไป
เชื่อมกันตรงกลางทาให้
เกิดแกน axis
แต่ละหน่วยของเกสรตัวเมียที่มีโลคูลที่ห่อหุ้มไข่ไว้ภายใน เรียกว่า คาร์เพล (carpel) ใน 1 ออวุล
อาจมี 1 คาร์เพลหรือหลายคาร์เพลก็ได้แล้วแต่ชนิดของดอกไม้ เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้วรังไข่จะเจริญไปเป็น
ผล ส่วนออวุลเจริญไปเป็นเมล็ด
ชนิดของออวุล (Ovule Type) เป็นลักษณะการติดของออวุลเมื่อทามุมสัมพันธ์กับก้านออวุล
1. ออวุลตั้งตรง (orthotropous ovule, และ antitropous ovule) ออวุลที่ตั้งตรงและไมโครไพล์อยู่
ด้านบนตรงข้ามก้านออวุล
2. ออวุลคว่า (anatropous ovule) ออวุลที่มีไมโครไพล์ชี้ลงด้านล่างใกล้กับก้านออวุล
3. ออวุลแนวนอน (amphitropous ovule) ออวุลที่มีไมโครไพล์อยู่ในแนวตั้งฉากกับก้านออวุล
4. ออวุลตะแคง (campylotropous ovule) ออวุลที่ไมโครไพล์โค้งต่าลงมา จนอยู่ด้านข้างใกล้กับ
ฐานออวุล (chalaza)
 กิ่งที่เปลี่ยนสภาพมาเป็นดอกมีความพิเศษ คือ ปล้องสั้นมาก ไม่มีตา การเจริญเติบโตมีขอบเขตจากัด
(ไม่มี apical meristem)
 ดอกกาเนิดจากตาเช่นเดียวกับกิ่งและใบ ซึ่งเรียกว่า ตาดอก (flower bud) หรือ ตารวม (mixed bud)
อาจเกิดที่ปลายยอดของลาต้นหรือที่กิ่งก็ได้
 ก้านดอก (peduncle) เป็นส่วนของลาต้นเหมือนกิ่งหรือก้านใบโดยที่ปลายจะแผ่ออก เรียกว่า ฐานรอง
ดอก (receptacle)
 ดอกบางชนิดไม่มีก้านดอก เรียกว่า sessile flower
 กลีบเลี้ยงที่ติดกัน เรียก synsepalous flower หรือ gamosepalous flower เช่น ดอกแค แต่ถ้าแยกกัน
เรียก polysepalous flower เช่น ดอกบัวสาย ดอกบางชนิดจะมีกลีบสีเขียวเล็ก ๆ เป็นเส้นอยู่ใต้ชั้นของ
กลีบเลี้ยง เรียก ริ้วประดับ (Epicalyx) เช่น ดอกชบา และกลีบเลี้ยงสีอื่น เรียก petaloid
 กลีบดอกพืชบางชนิดจะมีต่อมน้าหวาน (nectaries)ผลิตน้าหวาน (nectar) กลิ่นหอมจากน้ามันหอม
ระเหย (essential oil) พืชบางชนิดกลีบดอกจะติดกัน เรียก gamopetalous หรือ sympetalous flower
เช่น ผักบุ้ง ถ้ากลีบแยกกัน เรียก polypetalous หรือ apopetalous flower เช่น ดอกกุหลาบ
 สีของกลีบดอกเกิดจากภายในเซลล์มีรงควัตถุ (pigment) เช่น สีแดง สีม่วงและสีน้าเงินเกิดจาก
anthocyanin ละลายอยู่ใน sap vacuole ส่วนสีเหลืองและสีส้มเกิดจาก carotenoid ใน chromoplast
ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีได้จากความเป็นกรดและด่างภายในเซลล์ที่เปลี่ยนไป เช่น ดอกพุดตาน
 ทั้งกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นส่วนที่หุ้มเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย จึงเรียกรวมกันว่า วงกลีบรวม
(perianth) ดอกบางชนิดแยกกันไม่ออก เพราะมีรูปร่างและสีสันเหมือนกันมาก
 เกสรเพศผู้ของดอกบางชนิดมีก้านเชื่อมติดกันเป็นกลุ่มๆละ 3 อันขึ้นไป เรียก polyadelphous stamen
เช่น ดอกมะนาว แต่ถ้าเกสรเพศผู้ติดอยู่บนกลีบดอก เรียก epipetalous stamen เช่น ดอกเข็ม และถ้า
เกสรตัวผู้เชื่อมติดกับส่วนของเกสรเพศเมีย เรียก gynandrous stamen เช่น ดอกกล้วยไม้
 เกสรเพศผู้บางชนิดไม่มีก้านชู เรียก sessile filament การแตกของอับเรณูมีหลายแบบ เช่น ตามความ
ยาว ตามขวาง เป็นฝาเปิด หรือมีรูเล็กๆที่ปลาย นอกจากนี้ บางชนิดอาจเป็นหมัน เรียก staminode
เช่น เกสรเพศผู้บางอันของกล้วย
 เกสรเพศเมียบางชนิดไม่มีก้าน โดย stigma อยู่ทางด้านบนของรังไข่ เรียก sessile stigma เช่น ดอก
มังคุด
 เกสรเพศเมียนี้บางคน เรียก pistil บางคนเรียก carpel ถ้าดูตามต้นกาเนิดแล้วจะพบว่าตรงส่วนของรัง
ไข่มีลักษณะคล้ายใบซึ่งขอบใบจะโอบเข้าหากันทาให้เกิดเป็นช่องภายในขึ้น เรียก locule เป็นที่อยู่ของ
ovule รังไข่ของดอกบางชนิดมี locule เดียว หรือ หลาย locule ซึ่งภายในอาจมีหนึ่งหรือหลาย ovule ก็
ได้ การที่รังไข่มีหลาย locule มาติดกันนี้เข้าใจมาเป็นการเปลี่ยนแปลงมาทาหน้าที่เฉพาะของใบหลายใบ
เรียก carpel ดังนั้น บางคนจึงเรียกเกสรเพศเมียว่า carpel บางคนรวมเรียกรังไข่ ก้านเกสรเพศเมีย และ
ยอดเกสรเพศเมียว่า pistil
 Pistil อาจประกอบด้วย carpel เดียวหรือหลาย carpel ก็ได้ ถ้าเกสรตัวเมียแต่ละอันมี carpel ตั้งแต่ 2
carpel ขึ้นไปเชื่อมติดกัน เรียก compound ppistil เช่น ดอกมะนาว
 ovule ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ parenchyma ประกอบด้วย ผนังออวุล (integument) 1-2 ชั้น (outer and
inner) มีรูเล็ก เรียก micropyle ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับก้านของออวุล (funiculus) เรียกออกวุลด้านไมโคร
ไพล์ว่า micropyle end ส่วนด้านตรงข้าม เรียก chalaza end ภายในเป็นกลุ่มเซลล์พาเรงไคมาหลายชั้น
เรียก nucellus หรือ megasporangium หากสร้างเซลล์สืบพันธุ์สมบูรณ์จะเกิดโครงสร้าง embryo sac
บริเวณตรงกลาง ซึ่งประกอบด้วย megagametophyte หรือ female gametophyte
 Male gametopyte คือ pollen grain ที่มี 2 sperm nuclei แล้ว
1. จาแนกตามสมมาตรของกลีบดอก สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1.1 ดอกสมมาตรตามรัศมี (actinomorphic flower หรือ regular flower) ดอกประเภทนี้มีกลีบดอก
ที่มีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกันมากและหากแบ่งหรือผ่าดอกนี้ตามแนวตั้งผ่านศูนย์กลางของดอกให้ได้
สองส่วนที่ เหมือนกันมากกว่าหนึ่งครั้ง ซึ่งจะเรียกสมมาตรของดอกนี้ว่า สมมาตรตามรัศมี (radial
symmetry) เช่น ดอกชมพู่ มะเขือ ชบา ยางพารา เงาะ มังคุด ทุเรียน เป็นต้น
1.2 ดอกสมมาตรด้านข้าง (zygomorphic flower หรือ irregular flower) ดอกประเภทนี้มีกลีบดอก
ที่ มีลักษณะและขนาดต่างกันมาก และหากแบ่งหรือผ่าดอกนี้ตามแนวตั้งผ่านศูนย์กลางของดอกให้ได้
สองส่วนที่เหมือนกัน ได้ครั้งเดียวซึ่งจะเรียกสมมาตรของดอกนี้ว่า สมมาตรด้านข้าง (bilateral
symmetry) เช่น ดอกกล้วยไม้ เทียน อัญชัน เป็นต้น ในกรณีดอกถั่ว กลีบดอกแต่ละกลีบมีรูปร่างแตกต่าง
กันได้แก่ กลีบกลาง (standard หรือ banner) เป็นกลีบอยู่นอกสุดและใหญ่ที่สุดหุ้มกลีบอื่นไว้ในขณะดอก
ตูม เมื่อดอกบานกลีบนี้จะตั้งตรงเป็นแผ่นแบน กลีบคู่ล่าง (keel) เป็นกลีบ อยู่ด้านล่าง มี 2 กลีบ อยู่ตรง
ข้ามกลีบกลางรูปร่างคล้ายท้องเรือ และมีอกส่วนหนึ่งของกลีบที่อยู่ด้านข้าง เป็นกลีบที่อยู่ ด้านข้างของ
กลีบคู่ล่างข้างละกลีบของดอก (wing) เช่น ดอกแค ถั่วลิสง หางยกยูงไทย กล้วยไม้ เป็นต้น
2. จาแนกโดยอาศัยเพศเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
2.1 ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower หรือ bisexual flower) คือ ดอกที่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่
ในดอกเดียวกัน เช่น ดอกชบา พู่ระหง ถั่ว พริก พุทธรักษา ข้าว หญ้า บานบุรี ผักกาด มะเขือ กะหล่า
ต้อยติ่ง สับปะรด หอม กระเทียม มะม่วง อัญชัน
2.2 ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower หรือ unisexual flower) คือ ดอกที่มีเพียงเพศเดียว
เท่านั้น ถ้ามีแต่เกสรตัวผู้และไม่มีเกสรตัวเมีย เรียกว่า ดอกตัวผู้ (staminate flower) และถ้ามีแต่เกสรตัว
เมียไม่มีเกสรตัวผู้ เรียกว่า ดอกตัวเมีย (pistilate flower) ดอกตาลึง เตย ลาเจียง สนทะเล สนปฏิพัทธ์
สาเก ขนุน ข้าวโพด มะพร้าว บอน ตาลโตนด หน้าวัว อุตพิด ตาแย ฟักทอง แตงกวา บวบ หม่อน มะเดื่อ
หลิว อินทผลัม หน่อไม้ฝรั่ง มะละกอ
นอกจากนี้ ยังมีดอกประเภทหนึ่งซึ่งไม่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เรียก neutral flower
(sterile flower) ได้แก่ดอกย่อยชนิด ray flower ของทานตะวัน และบางดอกของ Hydrangea ดังนั้น จึง
เห็นได้ว่า complete flower ต้องเป็น perfect flower เสมอ แต่ perfect flower ไม่จาเป็นต้องเป็น
complete flower เสมอไป (อาจเป็น complete flower หรือ incomplete flower ก็ได้) และ imperfect
flower ต้องเป็น incomplete flower เสมอ แต่ incomplete flower ไม่จาเป็นต้องเป็น imperfect flower
เสมอไป (อาจเป็น imperfect flower หรือ perfect flower ก็ได้) อนึ่ง ต้นไม้หลายชนิดที่มีทั้งดอกสมบูรณ์
เพศและดอกไม่สมบูรณ์เพศ และอยู่บนต้นเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า polygamous plant เช่น มะม่วง ทานตะวัน
มะละกอ หน้าวัน มะพร้าว
 ดอกสมบูรณ์ หรือ ดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกันแม้จะเป็นคนละดอกหรือต่าง
ช่อดอกก็ตาม เรียก ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น (monoecious plant) เช่น ดอกข้าวโพด โดยดอกเพศผู้อยู่บน
ยอดของต้นข้าวโพด ส่วนดอกเพศเมียอยู่ด้านข้างของลาต้น มะพร้าวมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียต่าง
ดอกในช่อดอกเดียวกัน ตาลึง ฟักทอง และแตง มีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกดอกกัน พืชที่มีดอก
เพียงเพศเดียวอยู่คนละต้นเรียก ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious plant) ดอกบางชนิดมีทั้งดอก
สมบูรณ์เพศและดอกไม่สมบูรณ์เพศอยู่บนต้นเดียวกัน เรียก Polygamous plant
 Regular flower แบ่งเป็นชนิดต่างๆ ตามการติดของกลีบดอกได้ดังนี้
1) Funnel form กลีบดอกติดเป็นหลอดตั้งแต่โคนกลีบและค่อยๆ โตขึ้นจนถึงส่วนปลายกลีบจึงแผ่
แบนออกไป เช่น ดอกผักบุ้ง เป็นต้น
2) Salver form กลีบดอกติดกันตั้งแต่โคนกลีบเรียวยาวคล้ายหลอดเล็กๆ แล้วจึงแผ่แบนเฉพาะที่
ปลายกลีบ แลดูคล้ายกลีบตั้งได้ฉากกับส่วนโคนกลีบ หรือส่วนที่เป็นหลอด เช่น ดอกเข็ม เป็นต้น
3) Rotate form กลีบดอกติดกันโดยเฉพาะที่โคนกลีบเป็นช่วงสั้นๆ และมีขนาดใหญ่ปลายกลีบแผ่
แบนตั้งได้ฉากกับส่วนที่เป็นหลอด ทั้งนี้ส่วนของกลีบที่แผ่แบนนี้ยาวกว่าความยาวของโคนกลีบที่
ติดกันเป็นหลอด
4) Campanurate form กลีบดอกติดกันตลอดมีลักษณะคล้ายกระดิ่ง
 Irregular flower แบ่งเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้
1. Papilionaceous flower คือ ดอกที่มีกลีบดอก 5 กลีบ หนึ่งใน 5 กลีบนี้ มีขนาดใหญ่ เรียก standard อยู่
ตรงกลาง ถ้าดอกยังตูมอยู่ standard จะหุ้มกลีบอื่นๆ ไว้ อีกสองกลีบอยู่ทางด้านซ้ายขวาและหนึ่งกลีบ
เรียก wing อีกสองกลีบอยู่ชิดกันมากจนคล้ายติดกันมีลักษณะโค้งงอและอยู่ตรงข้ามกับ standard เรียก
keel เช่น ดอกแค ดอกถั่ว เป็นต้น
2. Bilibiate flower กลีบดอกติดกันตั้งแต่โคนกลีบจนถึงปลายกลีบจึงแยกออกเป็น 2 ซีก บนและล่าง เช่น
ดอกโหระพา เป็นต้น
3. Ligulate หรือ ray type flower กลีบดอกติดกันเป็นแผ่นคล้ายแผ่นเดียว เช่นray flower ของดอก
ทานตะวัน เป็นต้น
3. จาแนกโดยอาศัยส่วนประกอบของดอกเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
3.1 ดอกครบส่วนหรือดอกสมบูรณ์ (complete flower) คือ ดอกที่ประกอบด้วยวงทั้ง 4 ครบ คือ กลีบ
เลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย ได้แก่ ดอกชบา กุหลาบ แค มะเขือ พู่ระหง อัญชัน
3.2 ดอกไม่ครบส่วนหรือดอกไม่สมบูรณ์ (incomplete flower) คือ ดอกที่มีส่วนประกอบทั้ง 4 วง
ไม่ครบ โดยขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป เช่น ดอกบานเย็น (ขาดกลีบดอก) ดอกหน้าวัวและอุตพิด (ขาดกลีบ
เลี้ยงและกลีบดอก) ขาดเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมีย เช่นดอกตาลึง ฟักทอง บวบ แตง มะละกอ
อาจกล่าวได้ว่า ดอกครบส่วนคือดอกสมบูรณ์เพศเสมอ และดอกไม่สมบูรณ์เพศคือดอกไม่ครบส่วน
เสมอ ส่วนดอกไม่ครบส่วนจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศหรือไม่สมบูรณ์เพศก็ได้เช่นเดียวกัน ดอกสมบูรณ์
เพศอาจเป็นดอกครบส่วนหรือไม่ครบส่วนก็ได้
4. จาแนกตามจานวนดอกที่ติดอยู่บนก้านดอก แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
4.1 ดอกเดี่ยว (solitary flower) หมายถึง ดอกที่เกิดอยู่บนก้านดอกเพียงดอกเดียว ดอกอาจเกิด
บริเวณปลายกิ่งหรือลาต้นหรือด้านข้างของกิ่งหรือลาต้นตรงบริเวณซอกใบ เช่น ดอกฟักทอง จาปี ชบา
พู่ระหง บัว การเวก บวบ กุหลาบ อัญชัน
4.2 ดอกช่อ (inflorescence flower) เป็นดอกที่เกิดเป็นกลุ่มอยู่บนก้านดอกใหญ่เดียวกัน
ประกอบด้วยดอกย่อย (floret) หลายๆ ดอก แต่ละดอกมีก้านดอกย่อย (pedicel) ที่โคนก้านดอกย่อยมีใบ
ประดับ (bract) รองรับด้วยก้านดอกย่อยอยู่บนช่อดอก (peduncle) แกนกลางที่อยู่ต่อจากก้านช่อดอกที่
อยู่ระหว่างดอกย่อยแต่ละดอก เรียกว่า ราคิส (rachis) เช่น ดอกมะลิ หน้าวัว หางนกยูง กล้วยไม้
ทานตะวัน กระถินณรงค์ ทานตะวัน เข็ม เป็นต้น
 ดอกช่อ เป็นดอกที่เกิดเป็นกลุ่มอยู่บนก้านดอกใหญ่เดียวกัน และประกอบด้วยก้านดอกย่อยๆ หลายดอก ลักษณะ
การติดของดอกทาให้เกิดช่อดอกแบบต่างๆ กัน แบ่งเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะการบานของดอก คือ
 1. ดอกช่อแบบช่อกระจะ (Racemose or Indeterminate inflorescence) เป็นดอกช่อที่ดอกย่อยที่อยู่ล่างสุดหรือ
ริมนอกสุดจะบานและแก่ก่อนดอกอื่นที่อยู่ถัดเข้าไปข้างในหรืออยู่เหนือขึ้นไปข้างบน ดอกย่อยอาจมีหรือไม่มี
ก้านดอกย่อยก็ได้ ถ้ามีก้านดอกย่อยโดยส่วนใหญ่ก้านที่อยู่ล่างสุดจะยาวที่สุด
Head Catkin Spadix
Spike Raceme Panicle
Umbel Compound umbel Branched umbel
Spicate umbel Racemiform umbel
Simple corymb Compound corymb
 2. ดอกช่อแบบช่อกระจุก (Cymose or Determinate inflorescence) เป็นดอกช่อที่ดอกย่อยที่อยู่ในสุดหรือ
บนสุดจะบานและแก่ก่อนดอกที่อยู่วงนอนหรือดอกที่อยู่ถัดลงมาข้างล่าง นอกจากนี้ช่อดอกบางชนิดมีลักษณะ
ผสมผสานระหว่างดีเทอร์มิเนต และ อินดีเทอร์มิเนต ในช่อเดียวกัน เรียกว่า Thysus
Simple cyme Compound cyme Scorpioid
Helicoid Thysus
verticillaster ช่อฉัตร เป็น
ช่อแบบรวมที่มีแกนกลางยาวแบบ
ช่อกระจะประกอบด้วยช่อดอก
ย่อยแบบช่อกระจุกเรียงเป็นวง
ด้านล่างเจริญก่อนและทยอยบาน
จากโคนสู่ปลายช่อ เช่น โหระพา
กะเพรา แมงลัก
ช่อดอกแบบกระจุกแบ่งได้อีก 2 กลุ่มคือ
1. ช่อกระจุกด้านเดียว (monochasium) ทั้ง simple และ compound
(helicoid and scorpioid)
2. ช่อกระจุกสองด้าน (dichasium) ทั้ง simple (cyme) และ compound
ดอกช่อบางชนิดดูคล้ายกับดอกเดี่ยวเนื่องจากอยู่บนฐานดอกรองดอกและก้านดอกเดียวกันเรียกว่า ฐานรอง
ดอกร่วม (common receptacle) และเรียกช่อดอกชนิดนี้ว่า ดอกรวม (composite flower) เช่น ดอกทานตะวัน ดอกดาวเรือง
ดอกบานชื่น ดอกรักเร่ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกเยอบีร่า ถ้าเราสังเกตดูใกล้ๆ จะพบว่ามีดอกเล็กๆ ประกอบอยู่เป็นจานวนมากซึ่ง
ประกอบด้วยดอกย่อย 2 ชนิด อยู่รวมกัน คือ ดอกย่อยวงนอก (ray floret) เป็นดอกที่อยู่รอบนอกมีกลีบดอกยาวและแผ่ออก
อาจมีอยู่ชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้ซึ่งอาจเป็นดอกตัวเมียหรืออาจเป็นหมัน กับดอกย่อยวงใน (disc floret) เป็นดอกที่อยู่ตรง
กลางหรืออยู่รอบในมีลักษณะเป็นดอกเล็กๆ ที่มีกลีบดอกเชื่อมกันเป็นท่อหรือหลอดอยู่เบียดกันแน่นและเป็นดอกสมบูรณ์
เพศ คือมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย
Raceme Umbel
Head Cyme
 ช่อดอกจาแนกออกเป็นชนิดใหญ่ ๆ 2 ชนิด คือ
1. Racemose inflorescence หรือ Indeterminate inflorescence เป็นช่อดอกที่มีดอกย่อยเกิดตามแกนกลาง
ที่เรียกว่า rachis ช่อดอกนี้จะเจริญออกไปได้เรื่อยๆ ทาให้ช่อดอกยาวขึ้น จาแนกได้หลายชนิด ดังนี้
1.1 raceme 1.2 spike 1.3 catkin 1.4 spadix 1.5 corymb 1.6 umbel 1.7 head
2. Cymose inflorescence หรือ Determinate inflorescenceเป็นช่อดอกที่มีดอกย่อยจากจุดเดียวกันหรือ
คนละแห่งก็ได้ สิ่งสาคัญก็คือ ดอกย่อยที่อยู่บนสุดจะแก่และบานก่อนดอกย่อยอื่นๆ ที่อยู่ถัดมาข้างนอก
หรือถัดลงมาข้างล่างตามลาดับ แบ่งเป็นหลายชนิด ดังนี้
2.1 cyme 2.2 monochasium 2.3 dichasium 2.4 sympodium (helicoid and scorpioid) 2.5 verticillaster
 ช่อดอกแบบพิเศษ เป็นช่อดอกที่ไม่มีลักษณะเหมือนช่อแบบกระจุกและช่อแบบกระจะแต่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
1. ช่อรูปถ้วย (cyathium) เป็นช่อดอกที่ดูคล้ายดอกเดี่ยวประกอบด้วยใบประดับ 2 ใบลักษณะคล้ายถ้วยซ้อนกัน สีสัน
สวยงาม ในช่อประกอบด้วยดอกตัวเมีย 1 ดอก อยู่ตรงกลางและดอกตัวผู้จานวนหลายดอกล้อมรอบและลดรูปลง
เหลือแค่เกสรตัวผู้ 1 อันเท่านั้นรวมอยู่ในช่อ เช่น คริสต์มาส โป๊ ยเซียน
2. ช่อไฮแพนทอเดียม (hypanthodium) เป็นช่อดอกที่เกิดจากฐานรองอกเจริญหุ้มขึ้นเป็นรูปถ้วย อาจมีกลีบเลี้ยง
เจริญร่วมด้วย ภายในฐานรองดอกจะมีดอกย่อยเป็นชนิดที่ไม่มีกลีบดอกอยู่จานวนมาก ขนาดเล็กแยกเพศ ฐานรอง
ดอกจะหุ้มกลุ่มดอกย่อยไว้ไม่มิด ตรงปลายสุดจะเปิดรูทาให้แมลงเข้าไปช่วยผสมเกสร เช่น มะเดื่อ โพธิ์ ไทร กร่าง
cyathium inflorescence
Staminate flower
Pistilate flower
Gland
involucral
ผลไทรผลโพธิ์
5. จาแนกตามตาแหน่งของรังไข่ แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
5.1 ดอกไฮโพจินนัส (Hypogynous flower) คือ ดอกที่มีเกสรตัวเมียติดอยู่ที่ปลายฐานรองดอกที่
ค่อนข้างยาวโดยอยู่เหนือส่วนอื่นๆ ของดอก เรียกสภาพดอกดังกล่าวว่าไฮโพจินนี่ ( Hypogyny ) ซึ่งมีรัง
ไขอยู่เหนือฐานรองดอก เรียกว่า ซูพีเรียร์โอวารี (Superior ovary) ตัวอย่างเช่นดอกมะเขือ มะเขือเทศ
จาปี องุ่น มะละกอ ถั่ว ข้าวโพด มะม่วงหิมพานต์ ยี่หุบ บัว ส้ม บานบุรี เป็นต้น
5.2 ดอกเพริจินนัส (Perigynous flower) คือ ดอกที่ฐานรองดอกโค้งล้อมรอบเกสรตัวเมียมีลักษณะ
คล้ายถ้วยแชมเปญ ที่มีเกสรตัวเมียอยู่ตรงกลางส่วนอื่น ๆ ของดอก คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสรตัวผู้
มาติดที่ขอบฐานรองดอก จึงล้อมรอบเกสรตัวเมียเรียกสภาพดอกดังกล่าวว่า เพริจินนี (Perigyny) ซึ่งมี
รังไข่อยู่ระหว่างฐานรองดอกและส่วนประกอบอื่นๆ ของดอก เรียกว่า Half superior ovary / half
inferior ovary ตัวอย่างเช่นดอกกุหลาบ เชอรี่
5.3 ดอกเอพิจินนัส (Epigynous flower) คือ ดอกที่ฐานรองดอกโอบรอบเกสรตัวเมียทั้งหมด ทาให้
เกสรตัวเมีย อยู่ใต้ส่วนอื่นๆของดอก เรียกสภาพดอกดังกล่าวว่า เอพิจินนี ( Epigyny) คือสภาพของดอก
ที่มีรังไข่อยู่ใต้ฐานรองดอก เรียกว่า อินฟิเรียร์โอวารี ( Inferior ovary) ตัวอย่างเช่น ดอกเล็ก ๆ ของ
ทานตะวัน แอปเปิ้ล ทับทิม กล้วย ฝรั่ง ชมพู่ ฟักทอง แตงกวา บวบ พลับพลึง เป็นต้น
ส่วนต่างๆ ของดอกมีโครโมโซม 2 ชุด (diploid = 2n) เสมอเมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ เซลล์บาง
เซลล์จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (meiosis) เพื่อลดโครโมโซมลงครึ่งหนึ่งเหลือชุดเดียว (haploid = n)
เซลล์ที่ได้จะมีการพัฒนาไปเป็นเซลล์เพศต่อไป
เพศผู้ (male : pollen grain)
Anther → microspore mother cell (2n) → 4 microspore (n) → generative nucleus (n) และ
tube nucleus (n) → pollen grain or male gametophyte (n) → 2 sperm nuclei (n)
เพศเมีย (female : embryo sac)
Ovary → megaspore mother cell (2n) → 4 megaspore (n) → 7 cell 8 nucleus (3 antipodal :
n , 2 polar nuclei : 2n , 2 synergid : n , egg : n ) → embryo sac in ovule (double fertilization)
mitosismeiosis
mitosisdifferentiation
Only one : 3 mitosis
3 megaspore degeneration
meiosis
ในพืชดอกกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ในเกสรตัวผู้ (anther) เรียกว่า ไมโครสปอโรเจนนี
ซิส (microsporogenesis) ผลผลิตที่ได้คือสปอร์หรือเรียกว่า ละอองเรณู (pollen grain) หรือแกมีโทไฟต์
เพศผู้ (male gametophyte) โดยในเกสรตัวผู้มีเซลล์ที่มีโครโมโซมเป็นดิพพลอย (2n) ต้นกาเนิดเซลล์
สืบพันธุ์คือ ไมโครสปอโรไซท์ (microsporocyteหรือ microspore mother cell) จะเกิดการแบ่งเซลล์
แบบไมโอซิสได้ 4 แฮพลอย (n) ไมโครสปอร์ (microspore) แต่ละไมโครสปอร์จะแบ่งตัวแบบไมโตซิส
อีกครั้งหนึ่งโดยไม่มีการแบ่งไซโทพลาสซึมได้ละอองเกสรตัวผู้ ซึ่ง ประกอบด้วย แฮพลอยนิวเคลียส (n)
ที่ทาหน้าที่ในการปฏิสนธิ หรือเจนอเรอทิฟนิวเคลียส (generative nucleus) และ แฮพลอยนิวเคลียสที่ทา
หน้าที่งอกท่อนาสเปิร์ม หรือทิวบ์นิวเคลียส (tube nucleus) จากนั้นแฮพลอยนิวเคลียส (n) ที่ทาหน้าที่
ปฏิสนธิจะแบ่งตัวแบบไมโตซิสต่อได้ 2 สเปิร์มนิวเคลียส (sperm nuclei)
ละอองเรณู (pollen grain) จะมีผนังหนา ผนังชั้นนอกอาจมีผิวเรียบหรือเป็นหนามเล็กๆ
แตกต่างกันออกไปตาม แต่ละชนิดของพืชเมื่อละอองเรณูแก่เต็มที่อับเรณูจะแตกออกทาให้ละอองเรณู
กระจายออกไปพร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไปได้
เกิดขึ้นภายในรังไข่ กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ในเกสรตัวเมีย (Pistil) เรียกว่า เมกะสปอโร
เจนนีซิส (megasporogenesis)ภายในรังไข่อาจมีหนึ่งออวุล (ovule) หรือ หลายออวุล ภายในออวุลมี
หลายเซลล์ แต่จะมีเซลล์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่า เมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ (megaspore mother cell)
มีจานวนโครโมโซมเป็นดิพพลอย (2n) ต่อมาจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสได้ 4 เซลล์ที่มีโครโมโซมเป็นแฮพ
พลอย (n) สลายไป 3 เซลล์เหลือ 1 เซลล์ เรียกว่า เมกะสปอร์ (megaspore) จากนั้น นิวเคลียสของเมกะ
สปอร์จะแบ่งแบบไมโทซิส 3 ครั้งได้ 8 นิวคลิไอด์ และมีไซโทพลาซึม ล้อมรอบ เป็น 7 เซลล์ 3 เซลล์อยู่
ตรงข้ามกับไมโครไพล์ (micropyle)เรียกว่า แอนติโพดอล (antipodals) ตรงกลาง 1 เซลล์มี 2 นิวเคลียส
เรียก เซลล์โพลาร์นิวคลีไอด์ (polar nuclei cell) ด้านไมโครไพล์ที่ปลายนี้ มี 3 เซลล์มีนิวเคลียส 3
นิวเคลียสเรียงตัวอยู่ โดยเซลล์ตรงกลางเป็นเซลล์ไข่ส่วนเซลล์ด้านข้างทั้งสองเป็นซินเนอร์จิด
(synergid) ซึ่งจะสลายตัวไป ระยะนี้ 1 เมกะสปอร์ได้พฒนามาเป็นแกมีโทไฟต์ ที่เรียกว่า ถุงเอมบริโอ
(embryo sac) หรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย (female gametophyte)
สรุปกระบวนการสร้างไข่หรือเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
ภายในรังไข่มีออวุล (ovule) ซึ่งอาจมีออวุลเดียวหรือหลายออวุลภายในออวุลมีเซลล์ขนาดใหญ่เซลล์หนึ่ง เรียก เม
กะสปอร์ มาเทอร์เซลล์ (Megaspore mother cell) จะแบ่งตัวแบบไมโอซิส ทาให้ได้ 4 เมกะสปอร์ และมีโครโมโซมเป็น n ต่อมา
3 เมกะสปอร์ จะสลายไปเหลือเพียง 1 เมกะสปอร์ ซึ่งนิวเคลียสของเมกะสปอร์จะแบ่งตัวแบบไมโทซิส 3 ครั้งได้ 8 นิวเคลียส
แต่เป็น 7 เซลล์ ซึ่งเรียงตัวเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 มี 3 นิวเคลียส จะมีเยื่อหุ้มแต่ละนิวเคลียสเป็น 3 เซลล์ อยู่ด้านเดียวกับบริเวณรูเล็กๆ ที่เรียกว่า ไมโครไพล์ (micropyl)
นิวเคลียสอันกลางเป็นไข่ (egg) และ 2 อันขนาบข้างไข่ เรียกว่า ซินเนอร์จิด (synergid)
กลุ่มที่ 2 มี 3 นิวเคลียส จะมีเยื่อหุ้มนิวเคลียสเป็น 3 เซลล์ และอยู่ด้านตรงข้ามกับไมโครไพล์ เรียก แอนติโพดัล เซลล์
(Antipodal cells)
กลุ่มที่ 3 มี 2 นิวเคลียสที่เหลืออยู่ตรงกลาง เรียกแต่ละนิวเคลียสนี้ว่า โพลาร์นิวเคลียส (polar nucleus) และนิวเคลียสทั้งสองมี
เยื่อหุ้มรวมกันจึงเป็น 1 เซลล์ แต่มี 2 นิวเคลียส
เมกะสปอร์ระยะที่ประกอบด้วย 7 เซลล์ 8 นิวเคลียส เรียกว่า ถุงเอมบริโอหรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย ซึ่งจะมีเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับ
การปฏิสนธิ คือ เซลล์ไข่ และเซลล์ที่มีโพลาร์นิวเคลียส 2 อัน
ภาพแสดงระยะที่มีการ
สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้
และเพศเมียในพืชดอก
เปรียบเทียบกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ในพืชดอก (sporogenesis)
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชมีเมล็ด มี2 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. การถ่ายละอองเรณู ( Pollination ) คือ การที่ละอองเรณูจากเกสรเพศผู้ตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย เมื่อ
ละอองเรณูแก่เต็มที่และ หลุดออกจากอับเรณูโดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม เช่น แมลง ลม น้า และ
สัตว์อื่นๆ นาพาไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย ที่ยอดเกสรตัวเมียมักจะมีขนหรือยางเหนียวเพื่อยึดเกาะ
ละอองเรณูที่ตกลงมา
รูปแบบการถ่ายละอองเรณู
(1) การถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน หรือ คนละดอกในต้นเดียวกัน (self pollination) จะทา
ให้รุ่นลูกมีสมบัติทางกรรมพันธุ์เหมือนเดิม ถ้าเป็นพันธุ์ดีก็จะถ่ายทอดลักษณะที่ดีไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็น
พันธุ์ ไม่ดีก็จะถ่ายทอดพันธุ์ที่ไม่ดีเรื่อยๆ เช่นกัน เราสามารถป้องกันการถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน
โดยการตัดส่วนที่เป็นอับเรณูออกตั้งแต่ดอกยังไม่บานหรือใช้พลาสติกหุ้มเกสรตัวผู้เอาไว้ แต่ในธรรมชาติ
ก็มีวิธีการป้องกันการเกิดถ่ายละอองเรณูแบบนี้ส่วนมาก
(2) การถ่ายละอองเรณูคนละดอกของต้นไม้คนละต้นในพืชชนิดเดียวกัน (cross pollination)
เป็นการถ่าย ละอองเรณูแบบข้ามดอกที่อยู่ต่างต้นกัน ก็จะทาให้พืชมีลักษณะต่างๆ หลากหลายและอาจได้
พันธุ์พืชใหม่ๆ ขึ้นมาได้ โดยทั่วไปแล้วการถ่ายละอองเรณูของพืชดอกส่วนมากจะเป็นแบบข้ามต้นและ
แบบข้ามดอก
ภาพการถ่ายละอองเรณูแบบ (self pollination)
ภาพแสดงการถ่าย
ละอองเรณูแบบข้ามดอก
(cross pollination)
สรุปการถ่ายละอองเรณู
การถ่ายละอองเรณู (Pollination) คือการที่ละอองเรณูจากอับละอองเรณูมาตกที่ยอด
เกสรตัวเมีย (stigma) ของเกสรตัวเมีย แบ่งออกเป็น
1. การถ่ายละอองเรณูภายในดอกหรือต้นเดียวกัน (self pollination) เป็นการผสมตัวเองอาจจะ
เกิดจากการผสมภายในดอกเดียวกันหรือคนละดอกแต่เป็นต้นเดียวกันก็ได้ หรืออาจต่างต้น
กันแต่เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ซึ่งมียีนเหมือนกัน เช่น ข้าว ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกันและปลูกอยู่ด้วยกัน
2. การถ่ายละอองเรณูข้ามต้น (cross pollination) เป็นการถ่ายละอองเรณูของพืชชนิดเดียวกัน
แต่ต่างต้นกันและมีคุณสมบัติทางพันธุกรรมต่างกันคือ มีคุณสมบัติทางพันธุกรรมต่างกันคือ
มียีนไม่เหมือนกัน
ปัจจัยต่างๆ ที่ทาให้เกิดการถ่ายละอองเรณูและการปฏิสนธิ
1. ลม ดอกไม้ที่มีลมเป็นสื่อพาละอองเรณูจานวนมาก แห้งและเบา สามารถปลิวไปกับลมได้ง่ายและไปได้ไกล ๆ ดอกมัก
มีขนาดเล็ก ไม่มีกลิ่นหอม ไม่มีน้าหวานสาหรับล่อแมลง เช่น ดอกข้าว และดอกพืชตระกูลหญ้าต่าง ละหุ่ง พวกสน
เกี๊ยะ ละอองเรณูยังมีปีก 2 ข้าง ช่วยให้ปลิวไปได้ง่าย และดีขึ้น สาหรับยอดเกสรตัวเมียของพืชพวกที่มีลมเป็นสื่อใน
การพาละอองเรณูไปมักจะมีการแตกเป็นฝอยคล้ายขนนก หรือมียางเหนียวๆ เพื่อจับละอองเรณู การใช้ลมเป็นตัวพา
ละอองเรณูไปเรียกว่า แอนีโมฟิลี (anemophily)
2. แมลง ดอกไม้ที่มีแมลงเป็นสื่อพาละอองเรณูไปมักเป็นดอกไม้ที่มีสีสวย กลิ่นหอมและมีต่อมน้าหวานเพื่อล่อแมลงให้
มาหาอาหาร ซึ่งจะทาให้ละอองเรณูติดไปตามปีก ขา ลาตัว ปากของแมลง ละอองเรณูของดอกไม้พวกนี้มักจะเหนียว
ทาให้ติดไปกับแมลงได้ง่ายเมื่อแมลงบินไปตอมดอกไม้อื่นก็จะพาละอองไปผสมได้โดยง่าย แมลงพวกนี้ ได้แก่ ผีเสื้อ
ผึ้ง แมลงภู่ การใช้แมลงเป็นสื่อในการนาละอองเรณูไป เรียกว่า เอนโทโมฟิลี (entomophily)
3. สัตว์อื่น ๆ เช่น นกซึ่งชอบกินเกสรดอกไม้ ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างน้อย เช่น นกฮัมมิ่ง (humming bird) การใช้นกเป็นสื่อใน
การพาละอองเรณูไป เรียกว่า ออร์นิโทฟิลี (ornithophily) นอกจากนี้ อาจมีพวกกระรอก กระแต ลิงที่หากินบนต้นไม้
หอยทาก เป็นต้น
4. น้า พืชที่ใช้น้าเป็นสื่อในการพาละอองเรณูไปก็คือ พวกพืชน้าเป็นส่วนใหญ่ การใช้น้าเป็นสื่อในการพาละอองเรณูไป
เรียกว่า ไฮโดรฟิลี (hydrophily)
เมื่อละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย ละอองเรณูจะดูดน้าหวานจากยอดเกสรเพศเมียจนงอก
pollen tube ลงในเนื้อเยื่อของยอดและก้านของเกสรเพศเมีย โดยการควบคุมของ tube nucleus ส่วนของ
pollen tube จะงอกผ่าน เข้าไปทางชอง micropyle ของออวุล และ tube nucleus ก็สลายไป เหลือเพียง
generative nucleus ที่มีการแบ่ง เซลล์แบบ mitosis ได้เป็น sperm cell 2 เซลล์ แล้วหลังจากนั้น tube ก็จะ
งอกผ่านเนื้อเยื่อ nucellus เข้าสู่ภายใน embryo sac เมื่อปลาย tube แตกออก สเปิร์มตัวหนึ่งจะเข้าผสมกับ
egg เกิดเป็น zygote มีโครโมโซม 2 ชด (2n) ส่วน สเปิร์มอีกหนึ่งตัวจะเข้าผสมกับ polar nucleus เกิดเป็น
endosperm มีโครโมโซม 3 ชุด (3n) ซึ่งการผสมของนิวเคลียส ที่เกิดขึ้นสองครั้ง เรียกว่า ปฏิสนธิซ้อน
(double fertilization) สาหรับ antipodal และ synergid จะสลายไป
สรุปการปฏิสนธิ (fertilization) เมื่อละอองเรณูตกลงสู่ยอดเกสรตัวเมียละอองเรณูจะงอกท่อยาว เรียกว่า
พอลเลนทิวบ์ (pollen tube) ลงสู่คอเกสรตัวเมีย ทิวบ์นิวเคลียสจะเคลื่อนตัวไปตามท่อในขณะที่เจเน
เรทิฟนิวเคลียส จะแบ่งแบบไมโทซิสได้สเปิร์มนิวเคลียส (sperm nucleus) 2 ตัว สเปิร์มนิวเคลียสตัวที่ 1
เข้าผสมกับนิวเคลียสของไข่ได้ไซโกต (2n) ซึ่งจะเจริญไปเป็นเอมบริโอต่อไปส่วนอีกนิวเคลียสจะเข้า
ผสมกับโพลาร์นิวคลีไอเป็นไพรมารีเอนโดสเปิร์ม (primary endosperm) ซึ่งมีโครโมโซม 3n และจะ
เจริญไปเป็นเอนโดสเปิร์มซึ่งเป็นอาหารสาหรับเลี้ยงเอมบริโอ การผสมซึ่งเกิดการผสม 2 ครั้งนี้เรียกว่า
การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) ซึ่งจะพบเฉพาะในพืชดอกเท่านั้น
parthenocarpy
หลังจากปฏิสนธิแล้วออวุล (ovule) จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเมล็ด ส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็นผล
ไซโกตเจริญไปเป็นเอมบริโอ เอนโดสเปิร์มเจริญไปเป็นอาหารสาหรับเลี้ยงเอมบริโอ ในพืชบางชนิดเอนโด
สเปิร์มจะสลายไปก่อนที่เมล็ดจะเจริญ ดังนั้น อาหารสะสมจึงอยู่ภายในใบเลี้ยงของเอมบริโอ การปฏิสนธิ
ซ้อนของพืชดอกมีความสาคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสร้างอาหารให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ผลไม้
ที่เรารับประทานก็เกิดตามมาจากการปฏิสนธิ อาหารพวกข้าว ข้าวโพด ก็เป็นส่วนของเอนโดสเปิร์ม
อาหารในเมล็ดถั่วหลายชนิดก็เป็นอาหารที่สะสมอยู่ในใบเลี้ยงของเอมบริโอ
การเปลี่ยนแปลงหลังปฏิสนธิของพืชดอก
ก่อนปฎิสนธิ หลังปฏิสนธิ
Ovule Seed
Ovary Fruit
Integument Seed coat
Egg + sperm nucleus Zygote
Polar nuclei + sperm nucleus Endosperm
Sepal ,petal ,stamen
,synergids และ antipodal
สลายตัว
“THE END”
THANK YOU FOR YOUR ATTENTION!

Lesson2 plantrepro wichaitu62

  • 1.
    บทที่ 2 การสืบพันธุ์ของพืชดอก (Reproductionof Flowering Plant) รายวิชาชีววิทยา 4 รหัสวิชา ว30244 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562
  • 2.
     นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ตาแหน่งครู คศ.2 สาขาวิชาชีววิทยา ประวัติการศึกษา : ◦ พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกีรยตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ◦ พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ◦ พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ◦ พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ◦ พ.ศ. 2558 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประเมินและการวิจัยทางการศึกษา เอกวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
  • 3.
    พืช (plant) : Multicellularorganism : tissue eukaryotic cell : nucleus / membrane organelle cell wall ; cellulose/hemicellulose/lignin Chloroplast : chlorophyll a,b/carotenoid Photosynthesis : autotroph/producer Alternation of generation : Embryo development
  • 9.
     การสืบพันธุ์เป็นสิ่งจาเป็นอย่างยิ่งสาหรับสิ่งมีชีวิต (สมบัติสาคัญที่สุดที่จัดvirus กับ viroid เป็น อนุภาคสิ่งมีชีวิต) เพราะการสืบพันธุ์เป็นการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (genetic inheritance) ของตนเองให้ลูกหลานสืบต่อไปเรื่อย ๆ (การดารงเผ่าพันธุ์) พืชก็เช่นเดียวกันเมื่อเจริญเติบโต มีความ สมบูรณ์พอก็จะสืบพันธุ์ในรูปแบบวงชีวิตแบบสลับ (Alternation of generation)ซึ่งจะเป็น ลักษณะเฉพาะแตกต่างจากวงชีวิตของสัตว์  การสืบพันธุ์ (reproduction) หมายถึง การเพิ่มจานวนลูกหลานที่มีชนิด (species) เหมือนเดิม โดย สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นจะทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ตายไป ทาให้สิ่งมีชีวิตนั้นเหลือรอดอยู่ในโลก ได้โดยไม่สูญพันธุ์ และขยายพันธุ์ให้มี ลูกหลานเพิ่มจานวนมากขึ้น ทั้งการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (sexual reproduction) และการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction)
  • 12.
     วัฏจักรชีวิตของพืชดอกในช่วงที่เห็นเป็นต้นพืชอยู่ทั่วๆ ไปมีโครงสร้างประกอบด้วย เซลล์ดิพลอยด์ (2n) ช่วงนี้จะเป็นช่วงดิพลอยด์หรือเรียกว่า สปอโรไฟต์ (Sporophyte) จากการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของ พืชดอกจะได้แกมีโทไฟต์เพศเมีย (Female Gametophyte) คือ ถุงเอ็มบริโอ ซึ่งภายในมี 8 นิวเคลียส และ แกมีโทไฟต์เพศผู้ (Male Gametophyte) คือ ละอองเรณูซึ่งอยู่ในมี 3 นิวเคลียส นิวเคลียสเหล่านี้มี โครโมโซมเป็นแฮพลอยด์ (n) มีขนาดเล็ก เมื่อไข่และสเปิร์มนิวเคลียสปฏิสนธิกันได้ไซโกต (Zygote) ซึ่ง มีจานวนโครโมโซมเป็นดิพลอยด์ ไซโกตก็จะเจริญเป็นเอ็มบริโอ (Embryo) และต้นอ่อนต่อไป
  • 13.
     ตัวอย่างเช่น วัฏจักรชีวิตแบบสลับของเฟิร์น(Fern) ต้นเฟิร์นที่เราพบอยู่ทั่วไปเป็นช่วงระยะส ปอโรไฟต์มีจานวนโครโมโซมเป็น 2n เมื่อเจริญเต็มที่แล้วเฟิร์นจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เมื่อ อับสปอร์เจริญเต็มที่อับสปอร์จะแตกและปล่อยสปอร์ (Spore) ที่มีจานวนโครโมโซม เป็น n สปอร์ จะถูกพัดพาไปตกลงบนพื้นดิน ถ้าพื้นดินอยู่ในสภาพที่เหมาะสมก็จะเจริญต่อไป โดยการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสเจริญไปเป็นช่วงที่เป็นแกมีโทไฟต์ เมื่อแกมีโทไฟต์เจริญเต็มที่ แล้วจะมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์จากอวัยวะสืบพันธุ์ คือสร้างไข่ (Ovum) จากอาร์คีโกเนียม และ สร้างสเปิร์ม (Sperm) จาก แอนเทอริเดียม
  • 16.
  • 20.
     1. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ(Asexual reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ของพืชโดยการผลิตพืชต้นใหม่ ขึ้นมาจากพืชต้นเดิมด้วยวิธีการต่างๆที่ไม่ใช่เกิด จากการผสมพันธุ์ เชน การปักชา การติดตา การตอน การทาบกิ่ง เป็นต้น พืชที่เกิดเป็นต้นใหม่ได้โดย ไม่ต้องใช้เมล็ด หรือการผสมเกสรแต่อย่างใด หรืออาจได้พืชต้นใหม่โดยใช้ส่วนของโครงสร้าง พิเศษ ของต้นพืชจากส่วนต่างๆ จากลาต้นที่อยู่ใต้ดินที่เป็นเหง้า (rhizome) หรือเป็นหัวแบบทิวเบอร์หรือเป็น แบบหัวเผือก (corm) หรือจากใบ ของพืชบางชนิด เช่น คว่าตายหงายเป็น กุหลาบหิน เป็นต้น พืชบาง ชนิดมีการสืบพันธุ์โดยการงอกต้นใหม่จากส่วนของลาต้น งอกยาวออกมาและทอดไปตามพนดินได้ ส่วนของลาต้นที่งอกออกมานี้เรียกว่า สโตลอน (stolon) ในบางท้องถิ่นเรียกว่า ไหล พืชที่มีการ สืบพันธุ์โดยใช้ สโตลอน เช่น สตรอเบอรี่ พืชตระกูลหญ้า บัวบก ว่านบางชนิด ผักตบชวา ผักแว่น เป็นต้น
  • 21.
     การปักชา คือการตัดส่วนหนึ่งส่วนใดของพืช เช่น ใบ กิ่ง ลาต้น หรือรากออกจากต้นเดิมไปปักไว้ใน ดิน ทรายหรือขุยมะพร้าว โดยให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งส่วนต่างๆ ของพืชนั้นจะออกราก และแตกยอดเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ต่อไป การยายพันธุ์โดยการชานี้ใช้ได้ทั้งไม้ผลและไม้ดอกไม้ ประดับที่นิยมกัน คือ ส้ม ชมพู่ กุหลาบ เฟืองฟ้า โกสน ชบา มะลิ อ้อย สาเก เป็นต้น  การตอนกิ่ง คือ การทาให้กิ่งออกรากในขณะที่ยังติดอยู่กับต้นเดิม ซึ่งเมื่อกิ่งออกรากจานวนมากและ แข็งแรงแล้ว จึงตัดออกจากต้นเดิมแล้วนาไปปลูกต่อไป สามารถใช้ได้กับพืชหลายชนิด เช่น มะนาว ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง ลิ้นจี่ ส้มโอ และไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ  การติดตา คือ การนาตาของพืชที่เป็นพันธุ์ดีมาติดเข้ากับพืชอีกต้นหนึ่ง เพื่อให้ตาของพืชเจริญเติบโต เป็นพืชต้นใหม่ต่อไป นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพันธุ์ไม้ด้วย โดยเฉพาะการผลิตพืช แฟนซี ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตหลายอย่างในต้นเดียวกัน เช่น มะม่วงอกร่องมะม่วงเขียวเสวย มะม่วง น้าดอกไม้ ในต้นเดียวกัน หรือไม้ดอก เช่น กุหลาบ จะมีดอกหลายสีในต้นเดียวกัน ฯลฯ
  • 22.
     การทาบกิ่ง คือการนาต้นพืช 2 ต้น ที่ต่างกันและยังมีรากอยู่มาเชื่อต่อกิ่งกัน โดยนากิ่งต้นตอไปทาบกับกิ่ง พันธุ์ดี ซึ่งเมื่อกิ่งทั้งสองเชื่อมติดกันดีแล้ว จึงตัดกิ่งพันธุ์ดีออกจากต้นเดิม ซึ่งต้นตอที่นามาทาบกิ่งจะทา หน้าที่เป็นระบบรากให้กับกิ่งพันธุ์ดี พืชที่นิยมใช้วิธีแบบนี้ ได้แก่ มะม่วง มะขาม ขนุน ทุเรียน เป็นต้น  การเสียบยอด คือ การนายอดของพืชที่เป็นพันธุ์ดีมาติด ต่อ หรือสอดเข้ากับพืชอีกต้นหนึ่ง ซึ่งเมื่อรอย แผลที่ต่อเชื่อมติดกันดีแล้ว พืชทั้งสองชนิดนี้จะเจริญเติบโตเป็นต้นเดียวกัน นิยมใช้แพร่หลายและได้ผลดี กับทั้งไม้ผลและไม้ประดับ เช่น มะม่วง ขนุน เฟื่องฟ้า ชบา โกศล เป็นต้น
  • 23.
    การประยุกต์ใช้ในขยายพันธุ์พืช : ส่วนของพืชที่ใช้ในการขยายพันธุ์ โดยพืชนอกจากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดซึ่งเป็นการสืบพันธุ์แบบ มีเพศ(sexual reproduction) แล้วยังสามารถขยายพันธุ์ โดยการสืบพันธุ์โดยการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศ (asexual reproduction) ได้ด้วย ได้แก่ 1. พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยลาต้น มักเป็นพวกลาต้นใต้ดิน ซึ่งใช้ในการสะสมอาหาร เช่น ขิง ข่า แห้ว เผือก หอม กระเทียม มันฝรั่ง ว่านสี่ทิศ 2. พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยกิ่ง โดยกรปักชา ตอน ติดตา ทาบกิ่งหรือเสียบยอด เช่น ชบา พู่ระหง มะลิ โสน กุหลาบ พุทธา มะม่วง ดาวเรือง ฤาษีผสม 3. พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยราก มักเป็นรากชนิดที่สะสมอาหาร เช่น มันเทศ เป็นต้น 4. พืชที่ขยายพันธุ์ด้วยใบ เช่น ใบของต้นตายใบเป็น (ต้นคว่าตายหงายเป็น) ใบของต้นทองสาม ย่าน ใบของต้นโคมญี่ปุ่ น
  • 25.
    ปัจจุบันมีการนาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ และเพิ่มปริมาณพันธุ์ ซึ่งสามารถสร้างพืชพันธุ์ต่างๆ ได้ตามต้องการโดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจที่ได้รับการคัดเลือกและปรับปรุง แล้ว วิธีการหนึ่งที่ใช้ คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Plant tissue culture) วิธีการนี้สามารถขยายพันธุ์พืช ได้อย่างรวดเร็วต้นพืชที่ได้ใหม่จะมีลักษณะตรงตามพันธุ์เดิม วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเหมาะที่จะใช้ ขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจ หรือพืชที่ปกติจะขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ยากหรือไม่ได้เลย การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture) เป็นเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ โดยเป็นวิธีที่ได้ประโยชน์มาก คือ 1. สามารถขยายพันธุ์พืชได้ในปริมาณมากและรวดเร็วโดยใช้พืชเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย 2. พืชใหม่ที่ได้มีลักษณะตรงตามพันธุ์เดิมไม่กลายพันธุ์ 3. ใช้ได้ดีในพืชเศรษฐกิจหรือพืชปกติที่ขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ยาก เทคนิควิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีข้อจากัด คือ ต้องใช้บุคคลที่มีความรู้ความชานาญมากเป็นพิเศษ ต้องใช้เครื่องมือ สารเคมี อุปกรณ์ต่างๆ และวิธีการที่ยุ่งยากละเอียดอ่อนจึงยังไม่แพร่หลายมากนักในหมู่ เกษตรกรชาวไทย แต่เป็นวิธีการของนักวิชาการมากกว่า
  • 30.
     เมล็ดเทียม (artificialseed) เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการสร้างสิ่งที่มีลักษณะคล้ายเมล็ดเพื่อ เลียนแบบเมล็ดพืชที่ได้จากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศตามธรรมชาติ การทาเมล็ดเทียมอาศัยหลักการ ห่อหุ้มส่วนต่างๆ ของพืชด้วยวัสดุที่เหมาะสม โดยอาจจะมีการเติมสารที่ทาหน้าที่เป็นเอนโดสเปิร์ม เทียม (artificial endosperm) เช่น สารอาหาร สารควบคุมการเจริญเติบโต หรือเติมสารเคมีชนิดอื่นๆ เช่น สารกาจัดศัตรูพืช สารกาจัดแมลง สารกาจัดเชื้อราหรือจุลินทรีย์ที่ช่วยสนับสนุนการเจริญของพืช เข้าไปเป็นส่วนประกอบของเมล็ดเทียมอีกด้วย เมล็ดเทียมอาจมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษอื่นๆ อีกเช่น synthetic seed หรือ manufactured seed เป็นต้น วิธีนี้ใช้ขยายพันธุ์พืชบางชนิดได้ เช่น ข้าว หน่อไม้ฝรั่ง ยาสูบ แครอท
  • 31.
     2. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ(Sexual reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการผสมระหว่างเซลล์ สืบพันธุ์เพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย พืชต้นใหม่ที่ได้จะมีลักษณะผสมกันระหว่างต้นพ่อและแม่ซึ่ง บางครั้งก็ได้ลักษณะที่ดีตาม ต้องการ แต่บางครั้งก็อาจได้ลักษณะที่ไม่ดี การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจึง เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิด การผสมระหว่างละอองเกสรเพศผู้กับเซลล์ในถุงเอ็มบริโอซึ่งอยู่ภายในรังไข่ ของเกสรเพศเมีย (การปฏิสนธิซ้อน : double fertilization) เมื่อผสมกันแล้วก็เจริญเติบโตเป็นเมล็ด ซึ่งเมื่อนาไปเพาะจะสามารถงอกเป็นพืชต้นใหม่ได้ ความสาคัญของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (1) เป็นกระบวนการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ เพื่อดารงเผ่าพันธุ์หรือสปีชีส์ (species) ของสิ่งมีชีวิต (2) ในการสืบพันธุ์จะมีกระบวนการแบ่งเซลล์ ซึ่งจะมีการส่งผ่านสารพันธุ์กรรมจากเซลล์และจาก สิ่งมีชีวิตรุ่นหนึ่ง ไปสู่สิ่งมีชีวิตรุ่นต่อไป (3) การสืบพันธุ์โดยเฉพาะการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ทาให้เกิดความแปรผันลักษณะทางพันธุ์กรรมและ ก่อให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต (4) นักชีววิทยา ใช้สมบัติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์มาเป็นหลักตัดสินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ ใน พืชดอกอวัยวะที่สาคัญในการสืบพันธุ์ คือ ดอก (Flower)
  • 35.
    ในพืชดอกนั้นอวัยวะที่สาคัญในการสืบพันธุ์ก็คือ ดอก (flower)ซึ่งหมายถึงอวัยวะของพืชที่ เปลี่ยนแปลงมาจากใบ (carpel) หรือมีกาเนิดมาจากใบที่เปลี่ยนรูปร่างไปเพื่อทาหน้าที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ การถ่ายละอองเกสร และเป็นที่กาเนิดผลและเมล็ด ซึ่งดอกอาจเกิดจากตาดอก (Flower bud) หรือตารวม (Mixed bud) บริเวณที่ปลายกิ่ง (Terminal) เช่น กุหลาบ เข็ม หรือที่ซอกใบ (Axillary) เช่น ช้องนาง การเวก หรือเกิดที่ข้อห่างจากซอกใบ (extra axillary bud) เช่น ชิงชี่ หรือติดอยู่กับลาต้น (cauliflowers) เช่นดอก ตีนเป็ดฝรั่ง โดยลักษณะและชนิดของดอกทาให้ได้ผล (Fruit) ที่มีความแตกต่างกันทางลักษณะสัณฐานวิทยา ประกอบด้วยโครงสร้างภายนอก 3 ส่วนที่สาคัญ คือ ก้านดอก (pedicel or peduncle) ฐานรองดอก (receptacle) และตัวดอก (Flower) หรือถ้าหากจะจาแนกอย่างละเอียด คือ ก้านดอก (peduncle), ฐานรอง ดอก (receptacle), กลีบเลี้ยง (sepal) หรือ calyx, กลีบดอก (petal) หรือ corolla, เกสรเพศผู้ (stamen) หรือ androecium และ เกสรเพศเมีย (pistil) หรือ gynoecium
  • 39.
    1. ก้านดอก (peduncle)เป็นส่วนที่เชื่อมติดระหว่างตัวดอกกับกิ่งและช่วยชูดอกให้เห็นอย่าง เด่นชัด นอกจากนี้ยังมีก้านดอกย่อย (Pedicel) เป็นก้านของดอกย่อยที่อยู่ในช่อดอก หรือเป็นส่วนของก้าน ดอก หรือเป็นส่วนของก้านดอกที่อยู่ต่อจากฐานดอกในดอกเดี่ยว 2. ฐานรองดอก (receptacle) เป็นส่วนประกอบที่ทาหน้าที่รองรับส่วนอื่นๆ ของดอก ฐานรอง ดอกเป็นที่เจริญเติบโตแผ่ขยายเชื่อมต่อออกมาจากปลายก้านดอกมักจะมีกลีบเลี้ยงหุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง ฐานรอง ดอกของพืชบางชนิดอาจจะหุ้มรังไข่ไว้ทั้งหมด เมื่อรังไข่เจริญขึ้น ฐานรองดอกก็เจริญด้วยและฐานรองดอก ของพืชบางชนิดกลายเป็นเนื้อของผลที่ใช้รับประทานได้(pseudo fruit) เช่น ชมพู่ ฝรั่ง แอปเปิล สาลี่ เป็นต้น
  • 41.
     ใบประดับหรือริ้วประดับเป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อทาหน้าที่รองรับดอกหรือช่อดอกอยู่ที่บริเวณโคน ก้านดอกหรือช่อดอกเจริญเติบโตมาเช่นเดียวกับใบอาจมีใบเดียว หรือหลายใบซ้อนกันเป็นชั้นๆใบ ประดับอาจมีสีเขียวหรือสีอื่นก็ได้ มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และมีรูปร่างต่างๆ กัน เช่น รูปร่างคล้าย ใบที่ลดขนาดลงหรือเปลี่ยนเป็นริ้วประดับเล็กๆ หรือมีขนาดใหญ่ สีสวยสะดุดตา ใบประดับมีหลาย รูปแบบ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 1. คล้ายใบ (leafy) เป็นใบประดับที่มีรูปร่างคล้ายใบมีสีเขียว มีจานวน 1 อันต่อหนึ่งดอกหรือ หนึ่งช่อดอก เช่น กล้วยไม้สกุลคัทลียา ผักเสี้ยน เป็นต้น 2. คล้ายกลีบดอก (petaloid) เป็นใบประดับที่มีสีสัน รูปร่างคล้ายกลีบดอก มีจานวน 1-2 อันต่อ หนึ่งดอกหรือหนึ่งช่อดอก เช่น เฟื่องฟ้า คริสต์มาส โป๊ ยเซียน เป็นต้น 3. กาบหุ้มช่อดอก (spathe) เป็นใบประดับขนาดใหญ่ที่รองรับช่อดอกแบบช่อเชิงลดมีกาบ (spadix) มักเป็นใบประดับที่มีสีสันสวยงามมีจานวน 1 อันหรือ 1 แผ่นต่อหนึ่งช่อดอก เช่น หน้าวัว บุก บอน หรือรองรับช่อดอกแบบช่อแยกแขนง (panicle) เช่น มะพร้าว กล้วย ธรรมรักษา เป็นต้น 4. วงใบประดับ (involucre, involucral หรือ phyllary) เป็นกลุ่มใบประดับที่ส่วนใหญ่มีสีเขียว เรียงเป็นวงซ้อนกันเป็นชั้นที่โคนของช่อดอกแบบช่อดอกกระจุกแน่น (capitulum หรือ head) เช่น บานชื่น ดาวกระจาย ทานตะวันหรือวงประดับที่โคนของช่อดอกสับปะรด ช่อดอกเพศเมียของข้าวโพด เป็นต้น
  • 42.
    5. ริ้วประดับ (epicalyx)เป็นกลุ่มใบประดับที่อยู่ใต้วงกลีบ เลี้ยงหรือติดกับวงกลีบเลี้ยงและมีลักษณะคล้ายคลึงกับวงกลีบเลี้ยง มากหรืออาจลดขนาดเป็นริ้วเล็กๆ สีเขียว เช่น ชบา พู่ระหง สตรอว์ เบอร์รี่ เป็นต้น 6. กาบช่อย่อย (glume) เป็นใบประดับที่มีลักษณะแข็งมาก อาจมีสีน้าตาลหรือสีเหลืองอ่อนหุ้มดอกแต่ละดอก พบในพืชวงศ์ หญ้าและวงศ์กก เช่น กาบแข็งหุ้มดอกย่อยของข้าว ซึ่งต่อไปคือ เปลือกข้าวหรือแกลบ เป็นต้น 7. กาบรูปถ้วย (cupule) เป็นใบประดับที่มีลักษณะเป็น เกล็ดแข็งจานวนมากซ้อนกันหลายชั้นและเชื่อมติดกันเป็นแผ่นเดียว ที่มีลักษณะแข็งคล้ายไม้ ทาหน้าที่รองรับดอกและปรากฏต่อมาจน ดอกกลายเป็นผล พบในพืชวงศ์ก่อ 8. แผ่นบางและแห้ง (scarious) เป็นใบประดับขนาดเล็กมี ลักษณะบางใสไม่มีสี พบในดอกย่อยของช่อดอก เช่น บานไม่รู้โรย หงอนไก่ ดอกเพศเมียของข้าวโพด เป็นต้น
  • 44.
  • 47.
  • 49.
     ซึ่งจาแนกได้3 ประเภทได้แก่ 1. ดอกไฮโพจีนัส (hypogenousflower) เป็นชนิดของดอก ที่กลีบเลี้ยง กลีบดอกและ เกสรเพศ ผู้ติดอยู่บนฐานรองดอกที่ต่ากว่ารังไข่ของเกสรเพศเมีย รังไข่แบบนี้เรียกว่า Superior- ovary ได้แก่ ดอกมะเขือ พริก มะละกอหอม องุ่น บานบุรี ข้าวโพด ผักกาด บัว ฯลฯ 2. ดอกเอพิจีนัส (epigenousflower) เป็นชนิดของดอก ที่กลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสร เพศผู้ติดอยู่บนฐานรองดอกที่สูงกว่ารังไข่ ของเกสรเพศเมีย เนื่องจากฐานรองดอกมีขอบโค้ง ขึ้นไปหุ้มรังไข่ไว้หมด รังไข่แบบนี้เรียกว่า Inferior ovary ได้แก่ ดอกกล้วยแตงกวา บวบ ชมพู่ ฝรั่ง ฟักทอง กระบองเพชร แอปเปิล ฯลฯ 3. ดอกเพริจีนัส (perigenous flower) เป็นชนิดของดอก ที่กลีบเลี้ยง กลีบดอกและเกสร เพศผู้ติดอยู่บนฐานรองดอกในระดับเดียวกับรังไข่ของเกสรเพศเมียเนื่องจากฐานรองดอกเว้าลง ไปและมีขอบโค้งเป็นรูปถ้วยอยู่รอบรังไข่ รังไข่แบบนี้เรียกว่า Half-superior หรือ Half-inferior ovary ได้แก่ ดอกกุหลาบถั่วตะแบกอินทนิน เชอรี่ ฯลฯ
  • 57.
    3. กลีบเลี้ยง (sepal)อาจเรียกได้หลายชื่อ เช่น กลีบรองกลีบดอกหรือกลีบดอกวงนอก วงของกลีบ เลี้ยง (calyx) เป็นวงกลีบนอกสุดของดอก กลีบเลี้ยงส่วนมากมักมี 3-5 กลีบหรืออาจมีมากกว่าและหนากว่า กลีบดอก ส่วนใหญ่มีสีเขียวช่วยในการสังเคราะห์ด้วยแสงได้ นอกจากนี้ยังทาหน้าที่หุ้มและป้องกันดอกตูม โดยห่อหุ้มป้องกันส่วนประกอบชั้นในของดอก ลดอันตรายจากการสูญเสียน้า ป้องกันอุณหภูมิที่รุนแรง กลีบเลี้ยงของพืชอาจอยู่แยกกันเป็นกลีบๆ เรียกว่า อะโปเซพัลลัส (Aposepalous) หรือพอลิ เซพัลลัส (Polysepalous) ได้แก่ กลีบเลี้ยงของดอกบัวสาย และดอกพุทธรักษา แต่บางชนิดกลีบเลี้ยงจะเชื่อม ติดกันเรียกว่า แกมโมเซพัลลัส (Gamosepalous) หรือ ซินเซพัลลัส (Synsepalous) ได้แก่ กลีบเลี้ยงของดอก ชบา แตง บานบุรี และดอกแค เป็นต้น หากโคนกลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปหลอดหรือรูปถ้วยเรียกว่า หลอด กลีบเลี้ยง (calyx tube) ถ้าส่วนปลายของหลอดเป็นกลีบแยกจะเรียกว่า แฉกกลีบเลี้ยง (calyx lobe) วงกลีบ เลี้ยงทั้งหมดนี้เรียกว่า แคลิกซ์ (Calyx)
  • 62.
    ในพืชบางชนิดกลีบเลี้ยงมีสีต่างๆ นอกจากสีเขียวเรียกว่า เพทัลลอยด์(Petaloid) ทาหน้าที่ช่วยล่อ แมลงในการผสมเกสรเช่นเดียวกับกลีบดอก เช่น ดอกกล้วยไม้ ดอกบานเย็น ดอกส้มกบ ดอกดอนญ่า เป็นต้น นอกจากนี้ในดอกชบาและดอกพู่ระหงจะมีริ้วประดับ (Epicalyx) เป็นกลีบเลี้ยงเล็กๆ ใกล้กลีบเลี้ยง บางชนิด calyx อาจหลุดร่วงไปพร้อมกับส่วนกลีบดอกและเกสรตัวผู้ (Deciduous calyx) หรือร่วงไปขณะที่ดอกบาน (Caducious calyx) หรือร่วงไปขณะที่ดอกตูมอยู่ (Fugacious calyx) หรืออาจยังคงติดอยู่กับผล (Persistent calyx) เช่น มังคุด มะเขือ เสลา เป็นต้น
  • 69.
    4. กลีบดอก (petal)อาจจะเรียกว่ากลีบดอกวงใน วงของกลีบดอก (corolla) อยู่ถัดจากวงกลีบ เลี้ยงเข้าไป กลีบดอกส่วนมากมักจะมีจานวน 3-5 กลีบหรืออาจมากกว่า กลีบดอกมักมีสีสันต่างๆ สวยงาม เนื่องจากมีรงควัตถุชนิดต่างๆ ได้แก่ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) และแอนโทแซนทิน (Anthoxanthin) ละลายอยู่ในสารละลายแวคิวโอล ทาให้กลีบดอกเป็นสีต่างๆ เช่น สีม่วง สีแดง สีน้าเงิน หรืออาจมีแคโรที นอยด์ (Carotenoid) ในพลาสติดทาให้กลีบดอกเป็นสีเหลืองหรือแสด ส่วนดอกสีขาวและไม่มีสีเกิดจากไม่มี รงควัตถุอยู่ภายในเซลล์ของกลีบดอก บางชนิดมีกลีบแยก (polypetalous) บางชนิดมีกลีบดอกเชื่อมติดกัน (sympetalous หรือ gamopetalous) การเชื่อมกันของกลีบดอกมีหลายแบบแล้วแต่ชนิดของดอกไม้ หากโคน กลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปหลอดหรือรูปถ้วยเรียกว่า หลอดกลีบดอก (corollatube) ถ้าส่วนปลายของหลอด เป็นกลีบแยกเรียกกลีบนี้ว่า แฉกกลีบดอก (corolla lobe) กลีบดอกบางชนิดอาจมีกลิ่น เพราะมีต่อมสร้าง น้ามันหอมระเหยอยู่ที่ส่วนโคนกลีบดอก กลีบดอกบางชนิดอาจมีต่อมน้าหวานบริเวณโคนกลีบดอก โดยสี กลิ่น และน้าหวานมีไว้เพื่อช่วยล่อแมลงให้มาช่วยในกระบวนการถ่ายละอองเกสร ในดอกไม้บางชนิด เช่น บัวหลวง จาปี จาปา พลับพลึง ว่านสี่ทิศ มะเดื่อ มีจะลักษณะของกลีบ เลี้ยงและกลีบดอกคล้ายคลึงกันและอยู่ร่วมกัน เรียกกลีบประเภทนี้ว่า Tepal เรียกชั้นของกลุ่มกลีบเลี้ยงและ กลุ่มของกลีบดอกว่า ชั้นกลีบรวม (perianth)
  • 77.
    ดอกที่มีกลีบดอกแยกจากกัน (polypetalous) อาจมีรูปร่างของดอกแตกต่างกันออกไปตามแต่ จานวนลักษณะรูปร่างและขนาดของกลีบดอกแต่มักจะมีการจัดเรียงตัวเป็นปกติตามแนวรัศมี โดยปกติไม่มี รูปร่างที่พิเศษ ยกเว้นในดอกไม้บางกลุ่มที่มีกลีบดอกแยกจากกัน มีลักษณะรูปร่างและการจัดเรียงตัวที่พิเศษ ไปกว่าปกติ ได้แก่ ดอกรูปดอกถั่ว (papilionaceous form) ดอกรูปดอกกล้วยไม้ (orchidaceous form) และ ดอกรูปกากบาท (cruciform) ซึ่งพบในดอกผักกวางตุ้ง ผักคะน้า
  • 81.
    ดอกที่มีกลีบดอกเชื่อมติดกัน (sympetalous หรือgamopetalous) อาจมีลักษณะรูปร่างที่แตกต่าง กันไปได้หลายแบบเช่นกันขึ้นกับลักษณะการเชื่อมติดกันของหลอดกลีบดอกและแฉกกลีบดอก ทาให้เกิด รูปทรงของดอกแตกต่างกันไปหลายแบบ ได้แก่ (1) รูปกงล้อ (rotate, wheel-shaped) กลีบดอกที่มีกลีบหลอดดอกสั้นและแฉกกลีบดอกแผ่กว้าง เรียงกันคล้ายวงล้อ เช่น ดอกมะเขือ มะแว้ง (2) รูประฆัง (campanulate, bell-shaped) กลีบดอกที่มีลักษณะคล้ายระฆัง หลอดกลีบดอก ค่อนข้างกว้าง ความยาวหลอดเท่าๆ กับความกว้าง ส่วนปลายหลอดกลีบดอกค่อยๆ ผายออกในตอนปลาย ไปสู่ส่วนแฉกกลีบดอก เช่น ดอกกระสอบ (3) รูปดอกเข็ม (salver form, hypocrateriform) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกเป็นหลอดยาวและ แฉกกลีบดอกแผ่กว้าง เช่น ดอกเข็ม แสนประสะ
  • 82.
    (4) รูปกรวย (funnelform), รูปแตร (infundibular), รูปลาโพง (infundibuliform) กลีบดอกที่ ปลายหลอดกลีบดอกเปิดกว้างคล้ายกรวย แตรหรือลาโพง เช่น ดอกผักบุ้ง (5) รูปหลอด (tubular form) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกเป็นหลอดยาวและแคบคล้ายรูปดอก เข็ม แต่แฉกกลีบดอกสั้นและไม่กางตั้งฉากกับหลอดกลีบดอก เช่น ดอกประทัดฝรั่ง (6) รูปลิ้น (ligulate, tongue-shaped) กลีบดอกที่มีหลอดกลีบดอกเป็นหลอดสั้นๆ และแฉกกลีบ ดอกแผ่ออกด้านเดียว เช่น ทานตะวัน บานชื่น (7) รูปปากเปิด (bilabiate form) กลีบดอกที่มีแฉกกลีบดอกแยกออกเป็นสองส่วนซึ่งมีขนาดและ รูปร่างไม่เหมือนกัน เช่น ดอกกะเพรา โหระพา ฤาษีผสม (8) รูปคนโท, โถ (urceolate form, urn-shaped) ลักษณะกลีบดอกเชื่อมที่โคนหลอดกลีบดอกจะ กว้างออกและคอดแคบเข้าด้านบน ก่อนที่จะถึงส่วนแฉกกลีบดอก ซึ่งมีลักษณะเป็นกลีบสั้นๆ เช่น ดอกสร้อย ใบโพธิ์
  • 88.
    5. เกสรเพศผู้ (stamenor microsporophyll) ประกอบกันอยู่เป็นวงเกสรเพศผู้ที่เรียกว่า androecium อยู่ถัดจากวงกลีบดอกเข้าไปเป็นอวัยวะของพืชที่สร้างละอองเรณูมักจะมีจานวนเท่ากับกลีบ ดอกหรือมีจานวนมากมาย เกสรเพศผู้ประกอบด้วยอับเรณู (anther) และก้านเกสรเพศผู้ (filament) อยู่ถัด จากวงกลีบดอกเข้าไป ลักษณะการเรียงตัวของเกสรเพศผู้มีหลายแบบ ได้แก่ เกสรเพศผู้อยู่ตรงข้ามกลีบดอก เกสรเพศผู้ที่อยู่ระหว่างกลีบดอกหรือเกสรเพศผู้มีจานวนเป็นสองเท่าของกลีบดอก เกสรเพศผู้ไม่โผล่พ้น กลีบดอก เกสรเพศผู้ที่โผล่ขึ้นมาสูงกว่ากลีบดอกเกสรเพศผู้เหนือกลีบดอก หรือเกสรเพศผู้เชื่อมติดกับเกสร เพศเมีย เช่น เกสรเพศผู้ของดอกกล้วยไม้ ดอกรัก เป็นต้น
  • 89.
    เกสรเพศผู้ของพืชบางชนิดเปลี่ยนแปลงไปคล้ายกลีบดอก (petaloid stamen)เช่น เกสรเพศผู้ ของดอกพุทธรักษา เป็นต้น เกสรตัวผู้ส่วนใหญ่แยกเป็นอันๆ หรืออิสระ (free stamen) แต่บางชนิดอาจ ติดกันได้ เรียกว่า คอนเนชัน (connation) เช่น เกสรตัวผู้ของดอกชบา พู่ระหง ฝ้าย ถั่ว แค ส้ม มะนาว แก้ว หรืออาจติดกับส่วนอื่นของดอก เรียกว่า แอดเนชัน (adnation) เช่น เกสรตัวผู้เชื่อมติดกับกลีบดอก พบใน ดอกพุด แพงพวย ฝรั่ง ลาโพง เข็ม ยาสูบ หรือเกสรตัวผู้ติดกับเกสรตัวเมีย พบในดอกเทียน เยาพาณี ดอกรัก เป็นต้น เกสรเพศผู้ที่ลีบเล็กจนไม่สามารถทาหน้าที่สืบพันธุ์ได้เรียกว่า เกสรเพศผู้เป็นหมัน (staminode or sterile stamen)
  • 96.
    การติดของก้านเกสรเพศผู้ (anther attachment) 1.ติดที่ฐาน (basifixed, innate) ส่วนปลายของก้านเกสรเพศผู้ติดที่ฐานของอับเรณู 2. ติดที่ด้านหลัง (dorsifixed) ส่วนปลายของก้านเกสรเพศผู้ติดตรงกลางด้านหลังของอับเรณู 3. เชื่อมติด (adnate) ก้านเกสรเพศผู้เชื่อมติดกับอับเรณู โดยเชื่อมจากฐานอับเรณูไปตามความ ยาวของอับเรณู เช่น เกสรเพศผู้ของบัวสาย 4. ติดกลาง (versatile) ส่วนปลายสุดของก้านเกสรเพศผู้ติดตรงบริเวณกลางของอับเรณูและอับ เรณูหมุนได้รอบทิศ เช่น เกสรเพศผู้ของดอกพลับพลึง
  • 98.
    การแตกของอับเรณู (anther dehiscence) 1.แตกตามยาว (longitudinal dehiscence) อับเรณูจะแตกตามยาวของอับเรณูพบในพืชส่วนใหญ่ 2. แตกตามช่อง (poricidal dehiscence) อับเรณูเปิดเป็นช่องหรือรูที่ปลายอับเรณู เช่น มะเขือ 3. แตกตามขวาง (transverse dehiscence) อับเรณูเปิดตามขวางของอับเรณู 4. แตกแบบมีลิ้นปิดเปิด (valvular dehiscence) อับเรณูเปิดโดยมีลิ้นหรือเปิด เช่น อบเชย
  • 99.
    6. เกสรเพศเมีย (pistil,carpel หรือ megasporophyll) ประกอบกันอยู่เป็นวงเกสรเพศเมียเรียก gynoecium เป็นวงในสุดของดอกและอยู่ที่ตรงกลางของ ดอก เกสรเพศเมียประกอบด้วยรังไข่ (ovary) เป็น ส่วนที่อยู่ล่างสุดของเกสรเพศเมียบริเวณฐานรองดอกมีลักษณะพองคล้ายกระเปาะ ก้านเกสรเพศเมีย (style) เป็นส่วนที่ถัดจากรังไข่ขึ้นมามีลักษณะเรียวเล็กและยอดเกสรเพศเมีย (stigma) เป็นส่วนที่อยู่ปลายสุดของ เกสรเพศเมีย ลักษณะกลม เรียว หรือรูปร่างต่างๆ กันและมีน้าเหนียวๆ ช่วยยึดเกาะเกสรตัวผู้ให้เข้ามาผสมกับ เกสรตัวเมียได้ดีขึ้น ภายในรังไข่จะบรรจุออวุลขนาดเล็กๆ ไว้ซึ่งมีจานวนแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของพืช
  • 100.
    เกสรเพศเมียมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาจากใบสร้างอับเมกะสปอร์ (megasporophyll) โดยที่ ขอบของใบด้านฐานโอบเข้าหากันเกิดเป็นรังไข่ภายในเป็นช่อง(locule) และขอบของคาร์เพลที่โอบมาเชื่อม กันตามแนวยาวเกิดเป็นรอยเชื่อมด้านหน้า (ventral suture) ซึ่งจะเป็นแนวที่ออวุลติดอยู่ ส่วนด้านตรงกัน ข้ามเป็นรอยเชื่อมด้านหลัง (dorsal suture) เปรียบเสมือนเป็นเส้นกลางใบของคาร์เพล
  • 103.
    รังไข่ (ovary) เป็นส่วนที่พองออกมีลักษณะเป็นกระเปาะอยู่ติดกับฐานรองดอกหรืออาจฝังอยู่ใน ฐานรองดอก ภายในมีลักษณะเป็นห้องๆ เรียกว่า โลคุล (locule) ซึ่งอาจมีเพียง 1 โลคุล หรือมากกว่าก็ได้ ถ้ามี มากกว่า 1 ห้อง จะมีผนังกั้น เรียกว่า septum ภายในรังไข่มีออวุล (ovule) บรรจุอยู่ โดยโอวุลจะเชื่อมติดกับ ผนังรังไข่ด้วยก้านเล็กๆ ที่เรียกว่า funiculus และบริเวณของผนังรังไข่ที่ก้าน funiculus เชื่อมติดอยู่เรียกว่า placenta ชนิดของ placentation หรือการติดของโอวุลบนผนังรังไข่บริเวณ placenta มีลักษณะที่แตกต่างกัน หลายแบบ ดังนี้ 1. Axile placentation พบในรังไข่ที่เกิดมาจาก compound pistil ชนิด syncarppous มีผนัง (septum) กั้น ภายในรังไข่เป็นช่อง (locule) มี placcenta อยู่ตรงกลาง มีออวุลในแต่ละช่อง จานวนช่องจะ เท่ากับจานวน carpel เช่น ส้ม มะนาว มะเขือเทศ พริก กล้วย 2. Laminar placentation ลักษณะคล้ายกับ axile placentation แต่ออวุลติดผนัง (septum) โดยรอบภายในแต่ละช่อง (locule) เช่น บัวสาย
  • 104.
    3. Parietalplacentation placentationพบในรังไข่ที่เกิดจาก มาจากหลาย carpel และเป็นรังไข่ชนิด syncarpous โดยขอบของ carpel ที่เชื่อมติดกันจะไม่โค้งเข้าด้านใน หรือไม่เชื่อมติดกันตรงกลาง มี locule เดียว placenta อยู่ที่ผนังของรังไข่ตรงรอยที่ carpel มาเชื่อมกัน จานวน carpel เท่ากับจานวนของ placenta เมื่อตัดตามขวาง เช่น แตง ฟักทอง 4. Marginal placentation ลักษณะคล้ายกับ parietal placentation แต่รังไข่เกิดมาจาก carpel เดียว และเป็น apocarpous หรือ simple pistil เช่น ถั่ว ถั่วลันเตา 5. Free central placentation ลักษณะคล้ายกับ axile placentation แต่มี 1 locule placenta อยู่ที่แกนกลางของรังไข่ เช่น ดอก ผีเสื้อ 6. Basal placentation พบในรังไข่ที่มีออวุลน้อยตรงกลาง เกาะ กับplacenta ที่ฐานของรังไข่ เช่น พริกไทย องุ่น 7. Apical placentation ลักษณะคล้ายกับ basal placentation แต่มี ออวุลเดียวที่ติดปลายรังไข่ เช่น บัวหลวง
  • 106.
  • 108.
    หางนกยูงไทย กระถิน ถั่วชนิดต่าง ๆเป็นต้น ทุเรียน ส้มชนิดต่าง ๆ กล้วย ชบา พุทธรักษา มะเขือเทศ เป็นต้น ตาลึง แตงกวา มะละกอ กะทกรก เป็นต้น พริก มังคุด เป็นต้น บัวสาย เป็นต้น พริกไทย ลาไย เงาะ พวงชมพู ข้าว เป็นต้น บัวหลวง เป็นต้น septum ผนังกั้น ระหว่างช่อง locule การติดของ ovule ห้อยลงมา = pendulous Carpel พับเข้าไป เชื่อมกันตรงกลางทาให้ เกิดแกน axis
  • 109.
    แต่ละหน่วยของเกสรตัวเมียที่มีโลคูลที่ห่อหุ้มไข่ไว้ภายใน เรียกว่า คาร์เพล(carpel) ใน 1 ออวุล อาจมี 1 คาร์เพลหรือหลายคาร์เพลก็ได้แล้วแต่ชนิดของดอกไม้ เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้วรังไข่จะเจริญไปเป็น ผล ส่วนออวุลเจริญไปเป็นเมล็ด ชนิดของออวุล (Ovule Type) เป็นลักษณะการติดของออวุลเมื่อทามุมสัมพันธ์กับก้านออวุล 1. ออวุลตั้งตรง (orthotropous ovule, และ antitropous ovule) ออวุลที่ตั้งตรงและไมโครไพล์อยู่ ด้านบนตรงข้ามก้านออวุล 2. ออวุลคว่า (anatropous ovule) ออวุลที่มีไมโครไพล์ชี้ลงด้านล่างใกล้กับก้านออวุล 3. ออวุลแนวนอน (amphitropous ovule) ออวุลที่มีไมโครไพล์อยู่ในแนวตั้งฉากกับก้านออวุล 4. ออวุลตะแคง (campylotropous ovule) ออวุลที่ไมโครไพล์โค้งต่าลงมา จนอยู่ด้านข้างใกล้กับ ฐานออวุล (chalaza)
  • 110.
     กิ่งที่เปลี่ยนสภาพมาเป็นดอกมีความพิเศษ คือปล้องสั้นมาก ไม่มีตา การเจริญเติบโตมีขอบเขตจากัด (ไม่มี apical meristem)  ดอกกาเนิดจากตาเช่นเดียวกับกิ่งและใบ ซึ่งเรียกว่า ตาดอก (flower bud) หรือ ตารวม (mixed bud) อาจเกิดที่ปลายยอดของลาต้นหรือที่กิ่งก็ได้  ก้านดอก (peduncle) เป็นส่วนของลาต้นเหมือนกิ่งหรือก้านใบโดยที่ปลายจะแผ่ออก เรียกว่า ฐานรอง ดอก (receptacle)  ดอกบางชนิดไม่มีก้านดอก เรียกว่า sessile flower  กลีบเลี้ยงที่ติดกัน เรียก synsepalous flower หรือ gamosepalous flower เช่น ดอกแค แต่ถ้าแยกกัน เรียก polysepalous flower เช่น ดอกบัวสาย ดอกบางชนิดจะมีกลีบสีเขียวเล็ก ๆ เป็นเส้นอยู่ใต้ชั้นของ กลีบเลี้ยง เรียก ริ้วประดับ (Epicalyx) เช่น ดอกชบา และกลีบเลี้ยงสีอื่น เรียก petaloid  กลีบดอกพืชบางชนิดจะมีต่อมน้าหวาน (nectaries)ผลิตน้าหวาน (nectar) กลิ่นหอมจากน้ามันหอม ระเหย (essential oil) พืชบางชนิดกลีบดอกจะติดกัน เรียก gamopetalous หรือ sympetalous flower เช่น ผักบุ้ง ถ้ากลีบแยกกัน เรียก polypetalous หรือ apopetalous flower เช่น ดอกกุหลาบ
  • 111.
     สีของกลีบดอกเกิดจากภายในเซลล์มีรงควัตถุ (pigment)เช่น สีแดง สีม่วงและสีน้าเงินเกิดจาก anthocyanin ละลายอยู่ใน sap vacuole ส่วนสีเหลืองและสีส้มเกิดจาก carotenoid ใน chromoplast ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีได้จากความเป็นกรดและด่างภายในเซลล์ที่เปลี่ยนไป เช่น ดอกพุดตาน  ทั้งกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นส่วนที่หุ้มเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย จึงเรียกรวมกันว่า วงกลีบรวม (perianth) ดอกบางชนิดแยกกันไม่ออก เพราะมีรูปร่างและสีสันเหมือนกันมาก  เกสรเพศผู้ของดอกบางชนิดมีก้านเชื่อมติดกันเป็นกลุ่มๆละ 3 อันขึ้นไป เรียก polyadelphous stamen เช่น ดอกมะนาว แต่ถ้าเกสรเพศผู้ติดอยู่บนกลีบดอก เรียก epipetalous stamen เช่น ดอกเข็ม และถ้า เกสรตัวผู้เชื่อมติดกับส่วนของเกสรเพศเมีย เรียก gynandrous stamen เช่น ดอกกล้วยไม้  เกสรเพศผู้บางชนิดไม่มีก้านชู เรียก sessile filament การแตกของอับเรณูมีหลายแบบ เช่น ตามความ ยาว ตามขวาง เป็นฝาเปิด หรือมีรูเล็กๆที่ปลาย นอกจากนี้ บางชนิดอาจเป็นหมัน เรียก staminode เช่น เกสรเพศผู้บางอันของกล้วย  เกสรเพศเมียบางชนิดไม่มีก้าน โดย stigma อยู่ทางด้านบนของรังไข่ เรียก sessile stigma เช่น ดอก มังคุด
  • 112.
     เกสรเพศเมียนี้บางคน เรียกpistil บางคนเรียก carpel ถ้าดูตามต้นกาเนิดแล้วจะพบว่าตรงส่วนของรัง ไข่มีลักษณะคล้ายใบซึ่งขอบใบจะโอบเข้าหากันทาให้เกิดเป็นช่องภายในขึ้น เรียก locule เป็นที่อยู่ของ ovule รังไข่ของดอกบางชนิดมี locule เดียว หรือ หลาย locule ซึ่งภายในอาจมีหนึ่งหรือหลาย ovule ก็ ได้ การที่รังไข่มีหลาย locule มาติดกันนี้เข้าใจมาเป็นการเปลี่ยนแปลงมาทาหน้าที่เฉพาะของใบหลายใบ เรียก carpel ดังนั้น บางคนจึงเรียกเกสรเพศเมียว่า carpel บางคนรวมเรียกรังไข่ ก้านเกสรเพศเมีย และ ยอดเกสรเพศเมียว่า pistil  Pistil อาจประกอบด้วย carpel เดียวหรือหลาย carpel ก็ได้ ถ้าเกสรตัวเมียแต่ละอันมี carpel ตั้งแต่ 2 carpel ขึ้นไปเชื่อมติดกัน เรียก compound ppistil เช่น ดอกมะนาว  ovule ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ parenchyma ประกอบด้วย ผนังออวุล (integument) 1-2 ชั้น (outer and inner) มีรูเล็ก เรียก micropyle ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับก้านของออวุล (funiculus) เรียกออกวุลด้านไมโคร ไพล์ว่า micropyle end ส่วนด้านตรงข้าม เรียก chalaza end ภายในเป็นกลุ่มเซลล์พาเรงไคมาหลายชั้น เรียก nucellus หรือ megasporangium หากสร้างเซลล์สืบพันธุ์สมบูรณ์จะเกิดโครงสร้าง embryo sac บริเวณตรงกลาง ซึ่งประกอบด้วย megagametophyte หรือ female gametophyte  Male gametopyte คือ pollen grain ที่มี 2 sperm nuclei แล้ว
  • 114.
    1. จาแนกตามสมมาตรของกลีบดอก สามารถแบ่งได้2 ประเภท คือ 1.1 ดอกสมมาตรตามรัศมี (actinomorphic flower หรือ regular flower) ดอกประเภทนี้มีกลีบดอก ที่มีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกันมากและหากแบ่งหรือผ่าดอกนี้ตามแนวตั้งผ่านศูนย์กลางของดอกให้ได้ สองส่วนที่ เหมือนกันมากกว่าหนึ่งครั้ง ซึ่งจะเรียกสมมาตรของดอกนี้ว่า สมมาตรตามรัศมี (radial symmetry) เช่น ดอกชมพู่ มะเขือ ชบา ยางพารา เงาะ มังคุด ทุเรียน เป็นต้น
  • 116.
    1.2 ดอกสมมาตรด้านข้าง (zygomorphicflower หรือ irregular flower) ดอกประเภทนี้มีกลีบดอก ที่ มีลักษณะและขนาดต่างกันมาก และหากแบ่งหรือผ่าดอกนี้ตามแนวตั้งผ่านศูนย์กลางของดอกให้ได้ สองส่วนที่เหมือนกัน ได้ครั้งเดียวซึ่งจะเรียกสมมาตรของดอกนี้ว่า สมมาตรด้านข้าง (bilateral symmetry) เช่น ดอกกล้วยไม้ เทียน อัญชัน เป็นต้น ในกรณีดอกถั่ว กลีบดอกแต่ละกลีบมีรูปร่างแตกต่าง กันได้แก่ กลีบกลาง (standard หรือ banner) เป็นกลีบอยู่นอกสุดและใหญ่ที่สุดหุ้มกลีบอื่นไว้ในขณะดอก ตูม เมื่อดอกบานกลีบนี้จะตั้งตรงเป็นแผ่นแบน กลีบคู่ล่าง (keel) เป็นกลีบ อยู่ด้านล่าง มี 2 กลีบ อยู่ตรง ข้ามกลีบกลางรูปร่างคล้ายท้องเรือ และมีอกส่วนหนึ่งของกลีบที่อยู่ด้านข้าง เป็นกลีบที่อยู่ ด้านข้างของ กลีบคู่ล่างข้างละกลีบของดอก (wing) เช่น ดอกแค ถั่วลิสง หางยกยูงไทย กล้วยไม้ เป็นต้น
  • 118.
    2. จาแนกโดยอาศัยเพศเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น2 ชนิด คือ 2.1 ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower หรือ bisexual flower) คือ ดอกที่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ ในดอกเดียวกัน เช่น ดอกชบา พู่ระหง ถั่ว พริก พุทธรักษา ข้าว หญ้า บานบุรี ผักกาด มะเขือ กะหล่า ต้อยติ่ง สับปะรด หอม กระเทียม มะม่วง อัญชัน
  • 120.
    2.2 ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfectflower หรือ unisexual flower) คือ ดอกที่มีเพียงเพศเดียว เท่านั้น ถ้ามีแต่เกสรตัวผู้และไม่มีเกสรตัวเมีย เรียกว่า ดอกตัวผู้ (staminate flower) และถ้ามีแต่เกสรตัว เมียไม่มีเกสรตัวผู้ เรียกว่า ดอกตัวเมีย (pistilate flower) ดอกตาลึง เตย ลาเจียง สนทะเล สนปฏิพัทธ์ สาเก ขนุน ข้าวโพด มะพร้าว บอน ตาลโตนด หน้าวัว อุตพิด ตาแย ฟักทอง แตงกวา บวบ หม่อน มะเดื่อ หลิว อินทผลัม หน่อไม้ฝรั่ง มะละกอ
  • 121.
    นอกจากนี้ ยังมีดอกประเภทหนึ่งซึ่งไม่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เรียกneutral flower (sterile flower) ได้แก่ดอกย่อยชนิด ray flower ของทานตะวัน และบางดอกของ Hydrangea ดังนั้น จึง เห็นได้ว่า complete flower ต้องเป็น perfect flower เสมอ แต่ perfect flower ไม่จาเป็นต้องเป็น complete flower เสมอไป (อาจเป็น complete flower หรือ incomplete flower ก็ได้) และ imperfect flower ต้องเป็น incomplete flower เสมอ แต่ incomplete flower ไม่จาเป็นต้องเป็น imperfect flower เสมอไป (อาจเป็น imperfect flower หรือ perfect flower ก็ได้) อนึ่ง ต้นไม้หลายชนิดที่มีทั้งดอกสมบูรณ์ เพศและดอกไม่สมบูรณ์เพศ และอยู่บนต้นเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า polygamous plant เช่น มะม่วง ทานตะวัน มะละกอ หน้าวัน มะพร้าว
  • 122.
     ดอกสมบูรณ์ หรือดอกที่มีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกันแม้จะเป็นคนละดอกหรือต่าง ช่อดอกก็ตาม เรียก ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น (monoecious plant) เช่น ดอกข้าวโพด โดยดอกเพศผู้อยู่บน ยอดของต้นข้าวโพด ส่วนดอกเพศเมียอยู่ด้านข้างของลาต้น มะพร้าวมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียต่าง ดอกในช่อดอกเดียวกัน ตาลึง ฟักทอง และแตง มีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียแยกดอกกัน พืชที่มีดอก เพียงเพศเดียวอยู่คนละต้นเรียก ดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious plant) ดอกบางชนิดมีทั้งดอก สมบูรณ์เพศและดอกไม่สมบูรณ์เพศอยู่บนต้นเดียวกัน เรียก Polygamous plant  Regular flower แบ่งเป็นชนิดต่างๆ ตามการติดของกลีบดอกได้ดังนี้ 1) Funnel form กลีบดอกติดเป็นหลอดตั้งแต่โคนกลีบและค่อยๆ โตขึ้นจนถึงส่วนปลายกลีบจึงแผ่ แบนออกไป เช่น ดอกผักบุ้ง เป็นต้น 2) Salver form กลีบดอกติดกันตั้งแต่โคนกลีบเรียวยาวคล้ายหลอดเล็กๆ แล้วจึงแผ่แบนเฉพาะที่ ปลายกลีบ แลดูคล้ายกลีบตั้งได้ฉากกับส่วนโคนกลีบ หรือส่วนที่เป็นหลอด เช่น ดอกเข็ม เป็นต้น 3) Rotate form กลีบดอกติดกันโดยเฉพาะที่โคนกลีบเป็นช่วงสั้นๆ และมีขนาดใหญ่ปลายกลีบแผ่ แบนตั้งได้ฉากกับส่วนที่เป็นหลอด ทั้งนี้ส่วนของกลีบที่แผ่แบนนี้ยาวกว่าความยาวของโคนกลีบที่ ติดกันเป็นหลอด 4) Campanurate form กลีบดอกติดกันตลอดมีลักษณะคล้ายกระดิ่ง
  • 123.
     Irregular flowerแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้ 1. Papilionaceous flower คือ ดอกที่มีกลีบดอก 5 กลีบ หนึ่งใน 5 กลีบนี้ มีขนาดใหญ่ เรียก standard อยู่ ตรงกลาง ถ้าดอกยังตูมอยู่ standard จะหุ้มกลีบอื่นๆ ไว้ อีกสองกลีบอยู่ทางด้านซ้ายขวาและหนึ่งกลีบ เรียก wing อีกสองกลีบอยู่ชิดกันมากจนคล้ายติดกันมีลักษณะโค้งงอและอยู่ตรงข้ามกับ standard เรียก keel เช่น ดอกแค ดอกถั่ว เป็นต้น 2. Bilibiate flower กลีบดอกติดกันตั้งแต่โคนกลีบจนถึงปลายกลีบจึงแยกออกเป็น 2 ซีก บนและล่าง เช่น ดอกโหระพา เป็นต้น 3. Ligulate หรือ ray type flower กลีบดอกติดกันเป็นแผ่นคล้ายแผ่นเดียว เช่นray flower ของดอก ทานตะวัน เป็นต้น
  • 125.
    3. จาแนกโดยอาศัยส่วนประกอบของดอกเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น2 ชนิด คือ 3.1 ดอกครบส่วนหรือดอกสมบูรณ์ (complete flower) คือ ดอกที่ประกอบด้วยวงทั้ง 4 ครบ คือ กลีบ เลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย ได้แก่ ดอกชบา กุหลาบ แค มะเขือ พู่ระหง อัญชัน
  • 126.
    3.2 ดอกไม่ครบส่วนหรือดอกไม่สมบูรณ์ (incompleteflower) คือ ดอกที่มีส่วนประกอบทั้ง 4 วง ไม่ครบ โดยขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป เช่น ดอกบานเย็น (ขาดกลีบดอก) ดอกหน้าวัวและอุตพิด (ขาดกลีบ เลี้ยงและกลีบดอก) ขาดเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมีย เช่นดอกตาลึง ฟักทอง บวบ แตง มะละกอ อาจกล่าวได้ว่า ดอกครบส่วนคือดอกสมบูรณ์เพศเสมอ และดอกไม่สมบูรณ์เพศคือดอกไม่ครบส่วน เสมอ ส่วนดอกไม่ครบส่วนจะเป็นดอกสมบูรณ์เพศหรือไม่สมบูรณ์เพศก็ได้เช่นเดียวกัน ดอกสมบูรณ์ เพศอาจเป็นดอกครบส่วนหรือไม่ครบส่วนก็ได้
  • 129.
    4. จาแนกตามจานวนดอกที่ติดอยู่บนก้านดอก แบ่งได้เป็น2 ชนิด คือ 4.1 ดอกเดี่ยว (solitary flower) หมายถึง ดอกที่เกิดอยู่บนก้านดอกเพียงดอกเดียว ดอกอาจเกิด บริเวณปลายกิ่งหรือลาต้นหรือด้านข้างของกิ่งหรือลาต้นตรงบริเวณซอกใบ เช่น ดอกฟักทอง จาปี ชบา พู่ระหง บัว การเวก บวบ กุหลาบ อัญชัน
  • 130.
    4.2 ดอกช่อ (inflorescenceflower) เป็นดอกที่เกิดเป็นกลุ่มอยู่บนก้านดอกใหญ่เดียวกัน ประกอบด้วยดอกย่อย (floret) หลายๆ ดอก แต่ละดอกมีก้านดอกย่อย (pedicel) ที่โคนก้านดอกย่อยมีใบ ประดับ (bract) รองรับด้วยก้านดอกย่อยอยู่บนช่อดอก (peduncle) แกนกลางที่อยู่ต่อจากก้านช่อดอกที่ อยู่ระหว่างดอกย่อยแต่ละดอก เรียกว่า ราคิส (rachis) เช่น ดอกมะลิ หน้าวัว หางนกยูง กล้วยไม้ ทานตะวัน กระถินณรงค์ ทานตะวัน เข็ม เป็นต้น
  • 131.
     ดอกช่อ เป็นดอกที่เกิดเป็นกลุ่มอยู่บนก้านดอกใหญ่เดียวกันและประกอบด้วยก้านดอกย่อยๆ หลายดอก ลักษณะ การติดของดอกทาให้เกิดช่อดอกแบบต่างๆ กัน แบ่งเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะการบานของดอก คือ  1. ดอกช่อแบบช่อกระจะ (Racemose or Indeterminate inflorescence) เป็นดอกช่อที่ดอกย่อยที่อยู่ล่างสุดหรือ ริมนอกสุดจะบานและแก่ก่อนดอกอื่นที่อยู่ถัดเข้าไปข้างในหรืออยู่เหนือขึ้นไปข้างบน ดอกย่อยอาจมีหรือไม่มี ก้านดอกย่อยก็ได้ ถ้ามีก้านดอกย่อยโดยส่วนใหญ่ก้านที่อยู่ล่างสุดจะยาวที่สุด Head Catkin Spadix
  • 132.
    Spike Raceme Panicle UmbelCompound umbel Branched umbel
  • 133.
    Spicate umbel Racemiformumbel Simple corymb Compound corymb
  • 134.
     2. ดอกช่อแบบช่อกระจุก(Cymose or Determinate inflorescence) เป็นดอกช่อที่ดอกย่อยที่อยู่ในสุดหรือ บนสุดจะบานและแก่ก่อนดอกที่อยู่วงนอนหรือดอกที่อยู่ถัดลงมาข้างล่าง นอกจากนี้ช่อดอกบางชนิดมีลักษณะ ผสมผสานระหว่างดีเทอร์มิเนต และ อินดีเทอร์มิเนต ในช่อเดียวกัน เรียกว่า Thysus Simple cyme Compound cyme Scorpioid
  • 135.
    Helicoid Thysus verticillaster ช่อฉัตรเป็น ช่อแบบรวมที่มีแกนกลางยาวแบบ ช่อกระจะประกอบด้วยช่อดอก ย่อยแบบช่อกระจุกเรียงเป็นวง ด้านล่างเจริญก่อนและทยอยบาน จากโคนสู่ปลายช่อ เช่น โหระพา กะเพรา แมงลัก ช่อดอกแบบกระจุกแบ่งได้อีก 2 กลุ่มคือ 1. ช่อกระจุกด้านเดียว (monochasium) ทั้ง simple และ compound (helicoid and scorpioid) 2. ช่อกระจุกสองด้าน (dichasium) ทั้ง simple (cyme) และ compound
  • 139.
    ดอกช่อบางชนิดดูคล้ายกับดอกเดี่ยวเนื่องจากอยู่บนฐานดอกรองดอกและก้านดอกเดียวกันเรียกว่า ฐานรอง ดอกร่วม (commonreceptacle) และเรียกช่อดอกชนิดนี้ว่า ดอกรวม (composite flower) เช่น ดอกทานตะวัน ดอกดาวเรือง ดอกบานชื่น ดอกรักเร่ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกเยอบีร่า ถ้าเราสังเกตดูใกล้ๆ จะพบว่ามีดอกเล็กๆ ประกอบอยู่เป็นจานวนมากซึ่ง ประกอบด้วยดอกย่อย 2 ชนิด อยู่รวมกัน คือ ดอกย่อยวงนอก (ray floret) เป็นดอกที่อยู่รอบนอกมีกลีบดอกยาวและแผ่ออก อาจมีอยู่ชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ได้ซึ่งอาจเป็นดอกตัวเมียหรืออาจเป็นหมัน กับดอกย่อยวงใน (disc floret) เป็นดอกที่อยู่ตรง กลางหรืออยู่รอบในมีลักษณะเป็นดอกเล็กๆ ที่มีกลีบดอกเชื่อมกันเป็นท่อหรือหลอดอยู่เบียดกันแน่นและเป็นดอกสมบูรณ์ เพศ คือมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย Raceme Umbel Head Cyme
  • 141.
     ช่อดอกจาแนกออกเป็นชนิดใหญ่ ๆ2 ชนิด คือ 1. Racemose inflorescence หรือ Indeterminate inflorescence เป็นช่อดอกที่มีดอกย่อยเกิดตามแกนกลาง ที่เรียกว่า rachis ช่อดอกนี้จะเจริญออกไปได้เรื่อยๆ ทาให้ช่อดอกยาวขึ้น จาแนกได้หลายชนิด ดังนี้ 1.1 raceme 1.2 spike 1.3 catkin 1.4 spadix 1.5 corymb 1.6 umbel 1.7 head 2. Cymose inflorescence หรือ Determinate inflorescenceเป็นช่อดอกที่มีดอกย่อยจากจุดเดียวกันหรือ คนละแห่งก็ได้ สิ่งสาคัญก็คือ ดอกย่อยที่อยู่บนสุดจะแก่และบานก่อนดอกย่อยอื่นๆ ที่อยู่ถัดมาข้างนอก หรือถัดลงมาข้างล่างตามลาดับ แบ่งเป็นหลายชนิด ดังนี้ 2.1 cyme 2.2 monochasium 2.3 dichasium 2.4 sympodium (helicoid and scorpioid) 2.5 verticillaster  ช่อดอกแบบพิเศษ เป็นช่อดอกที่ไม่มีลักษณะเหมือนช่อแบบกระจุกและช่อแบบกระจะแต่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1. ช่อรูปถ้วย (cyathium) เป็นช่อดอกที่ดูคล้ายดอกเดี่ยวประกอบด้วยใบประดับ 2 ใบลักษณะคล้ายถ้วยซ้อนกัน สีสัน สวยงาม ในช่อประกอบด้วยดอกตัวเมีย 1 ดอก อยู่ตรงกลางและดอกตัวผู้จานวนหลายดอกล้อมรอบและลดรูปลง เหลือแค่เกสรตัวผู้ 1 อันเท่านั้นรวมอยู่ในช่อ เช่น คริสต์มาส โป๊ ยเซียน 2. ช่อไฮแพนทอเดียม (hypanthodium) เป็นช่อดอกที่เกิดจากฐานรองอกเจริญหุ้มขึ้นเป็นรูปถ้วย อาจมีกลีบเลี้ยง เจริญร่วมด้วย ภายในฐานรองดอกจะมีดอกย่อยเป็นชนิดที่ไม่มีกลีบดอกอยู่จานวนมาก ขนาดเล็กแยกเพศ ฐานรอง ดอกจะหุ้มกลุ่มดอกย่อยไว้ไม่มิด ตรงปลายสุดจะเปิดรูทาให้แมลงเข้าไปช่วยผสมเกสร เช่น มะเดื่อ โพธิ์ ไทร กร่าง
  • 143.
  • 144.
  • 145.
    5. จาแนกตามตาแหน่งของรังไข่ แบ่งได้เป็น3 ประเภท คือ 5.1 ดอกไฮโพจินนัส (Hypogynous flower) คือ ดอกที่มีเกสรตัวเมียติดอยู่ที่ปลายฐานรองดอกที่ ค่อนข้างยาวโดยอยู่เหนือส่วนอื่นๆ ของดอก เรียกสภาพดอกดังกล่าวว่าไฮโพจินนี่ ( Hypogyny ) ซึ่งมีรัง ไขอยู่เหนือฐานรองดอก เรียกว่า ซูพีเรียร์โอวารี (Superior ovary) ตัวอย่างเช่นดอกมะเขือ มะเขือเทศ จาปี องุ่น มะละกอ ถั่ว ข้าวโพด มะม่วงหิมพานต์ ยี่หุบ บัว ส้ม บานบุรี เป็นต้น 5.2 ดอกเพริจินนัส (Perigynous flower) คือ ดอกที่ฐานรองดอกโค้งล้อมรอบเกสรตัวเมียมีลักษณะ คล้ายถ้วยแชมเปญ ที่มีเกสรตัวเมียอยู่ตรงกลางส่วนอื่น ๆ ของดอก คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสรตัวผู้ มาติดที่ขอบฐานรองดอก จึงล้อมรอบเกสรตัวเมียเรียกสภาพดอกดังกล่าวว่า เพริจินนี (Perigyny) ซึ่งมี รังไข่อยู่ระหว่างฐานรองดอกและส่วนประกอบอื่นๆ ของดอก เรียกว่า Half superior ovary / half inferior ovary ตัวอย่างเช่นดอกกุหลาบ เชอรี่ 5.3 ดอกเอพิจินนัส (Epigynous flower) คือ ดอกที่ฐานรองดอกโอบรอบเกสรตัวเมียทั้งหมด ทาให้ เกสรตัวเมีย อยู่ใต้ส่วนอื่นๆของดอก เรียกสภาพดอกดังกล่าวว่า เอพิจินนี ( Epigyny) คือสภาพของดอก ที่มีรังไข่อยู่ใต้ฐานรองดอก เรียกว่า อินฟิเรียร์โอวารี ( Inferior ovary) ตัวอย่างเช่น ดอกเล็ก ๆ ของ ทานตะวัน แอปเปิ้ล ทับทิม กล้วย ฝรั่ง ชมพู่ ฟักทอง แตงกวา บวบ พลับพลึง เป็นต้น
  • 148.
    ส่วนต่างๆ ของดอกมีโครโมโซม 2ชุด (diploid = 2n) เสมอเมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ เซลล์บาง เซลล์จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (meiosis) เพื่อลดโครโมโซมลงครึ่งหนึ่งเหลือชุดเดียว (haploid = n) เซลล์ที่ได้จะมีการพัฒนาไปเป็นเซลล์เพศต่อไป เพศผู้ (male : pollen grain) Anther → microspore mother cell (2n) → 4 microspore (n) → generative nucleus (n) และ tube nucleus (n) → pollen grain or male gametophyte (n) → 2 sperm nuclei (n) เพศเมีย (female : embryo sac) Ovary → megaspore mother cell (2n) → 4 megaspore (n) → 7 cell 8 nucleus (3 antipodal : n , 2 polar nuclei : 2n , 2 synergid : n , egg : n ) → embryo sac in ovule (double fertilization) mitosismeiosis mitosisdifferentiation Only one : 3 mitosis 3 megaspore degeneration meiosis
  • 149.
    ในพืชดอกกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ในเกสรตัวผู้ (anther) เรียกว่าไมโครสปอโรเจนนี ซิส (microsporogenesis) ผลผลิตที่ได้คือสปอร์หรือเรียกว่า ละอองเรณู (pollen grain) หรือแกมีโทไฟต์ เพศผู้ (male gametophyte) โดยในเกสรตัวผู้มีเซลล์ที่มีโครโมโซมเป็นดิพพลอย (2n) ต้นกาเนิดเซลล์ สืบพันธุ์คือ ไมโครสปอโรไซท์ (microsporocyteหรือ microspore mother cell) จะเกิดการแบ่งเซลล์ แบบไมโอซิสได้ 4 แฮพลอย (n) ไมโครสปอร์ (microspore) แต่ละไมโครสปอร์จะแบ่งตัวแบบไมโตซิส อีกครั้งหนึ่งโดยไม่มีการแบ่งไซโทพลาสซึมได้ละอองเกสรตัวผู้ ซึ่ง ประกอบด้วย แฮพลอยนิวเคลียส (n) ที่ทาหน้าที่ในการปฏิสนธิ หรือเจนอเรอทิฟนิวเคลียส (generative nucleus) และ แฮพลอยนิวเคลียสที่ทา หน้าที่งอกท่อนาสเปิร์ม หรือทิวบ์นิวเคลียส (tube nucleus) จากนั้นแฮพลอยนิวเคลียส (n) ที่ทาหน้าที่ ปฏิสนธิจะแบ่งตัวแบบไมโตซิสต่อได้ 2 สเปิร์มนิวเคลียส (sperm nuclei) ละอองเรณู (pollen grain) จะมีผนังหนา ผนังชั้นนอกอาจมีผิวเรียบหรือเป็นหนามเล็กๆ แตกต่างกันออกไปตาม แต่ละชนิดของพืชเมื่อละอองเรณูแก่เต็มที่อับเรณูจะแตกออกทาให้ละอองเรณู กระจายออกไปพร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไปได้
  • 157.
    เกิดขึ้นภายในรังไข่ กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ในเกสรตัวเมีย (Pistil)เรียกว่า เมกะสปอโร เจนนีซิส (megasporogenesis)ภายในรังไข่อาจมีหนึ่งออวุล (ovule) หรือ หลายออวุล ภายในออวุลมี หลายเซลล์ แต่จะมีเซลล์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่า เมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ (megaspore mother cell) มีจานวนโครโมโซมเป็นดิพพลอย (2n) ต่อมาจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสได้ 4 เซลล์ที่มีโครโมโซมเป็นแฮพ พลอย (n) สลายไป 3 เซลล์เหลือ 1 เซลล์ เรียกว่า เมกะสปอร์ (megaspore) จากนั้น นิวเคลียสของเมกะ สปอร์จะแบ่งแบบไมโทซิส 3 ครั้งได้ 8 นิวคลิไอด์ และมีไซโทพลาซึม ล้อมรอบ เป็น 7 เซลล์ 3 เซลล์อยู่ ตรงข้ามกับไมโครไพล์ (micropyle)เรียกว่า แอนติโพดอล (antipodals) ตรงกลาง 1 เซลล์มี 2 นิวเคลียส เรียก เซลล์โพลาร์นิวคลีไอด์ (polar nuclei cell) ด้านไมโครไพล์ที่ปลายนี้ มี 3 เซลล์มีนิวเคลียส 3 นิวเคลียสเรียงตัวอยู่ โดยเซลล์ตรงกลางเป็นเซลล์ไข่ส่วนเซลล์ด้านข้างทั้งสองเป็นซินเนอร์จิด (synergid) ซึ่งจะสลายตัวไป ระยะนี้ 1 เมกะสปอร์ได้พฒนามาเป็นแกมีโทไฟต์ ที่เรียกว่า ถุงเอมบริโอ (embryo sac) หรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย (female gametophyte)
  • 158.
    สรุปกระบวนการสร้างไข่หรือเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย ภายในรังไข่มีออวุล (ovule) ซึ่งอาจมีออวุลเดียวหรือหลายออวุลภายในออวุลมีเซลล์ขนาดใหญ่เซลล์หนึ่งเรียก เม กะสปอร์ มาเทอร์เซลล์ (Megaspore mother cell) จะแบ่งตัวแบบไมโอซิส ทาให้ได้ 4 เมกะสปอร์ และมีโครโมโซมเป็น n ต่อมา 3 เมกะสปอร์ จะสลายไปเหลือเพียง 1 เมกะสปอร์ ซึ่งนิวเคลียสของเมกะสปอร์จะแบ่งตัวแบบไมโทซิส 3 ครั้งได้ 8 นิวเคลียส แต่เป็น 7 เซลล์ ซึ่งเรียงตัวเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 มี 3 นิวเคลียส จะมีเยื่อหุ้มแต่ละนิวเคลียสเป็น 3 เซลล์ อยู่ด้านเดียวกับบริเวณรูเล็กๆ ที่เรียกว่า ไมโครไพล์ (micropyl) นิวเคลียสอันกลางเป็นไข่ (egg) และ 2 อันขนาบข้างไข่ เรียกว่า ซินเนอร์จิด (synergid) กลุ่มที่ 2 มี 3 นิวเคลียส จะมีเยื่อหุ้มนิวเคลียสเป็น 3 เซลล์ และอยู่ด้านตรงข้ามกับไมโครไพล์ เรียก แอนติโพดัล เซลล์ (Antipodal cells) กลุ่มที่ 3 มี 2 นิวเคลียสที่เหลืออยู่ตรงกลาง เรียกแต่ละนิวเคลียสนี้ว่า โพลาร์นิวเคลียส (polar nucleus) และนิวเคลียสทั้งสองมี เยื่อหุ้มรวมกันจึงเป็น 1 เซลล์ แต่มี 2 นิวเคลียส เมกะสปอร์ระยะที่ประกอบด้วย 7 เซลล์ 8 นิวเคลียส เรียกว่า ถุงเอมบริโอหรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย ซึ่งจะมีเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิสนธิ คือ เซลล์ไข่ และเซลล์ที่มีโพลาร์นิวเคลียส 2 อัน
  • 162.
  • 163.
  • 165.
    การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชมีเมล็ด มี2 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1.การถ่ายละอองเรณู ( Pollination ) คือ การที่ละอองเรณูจากเกสรเพศผู้ตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย เมื่อ ละอองเรณูแก่เต็มที่และ หลุดออกจากอับเรณูโดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ในสิ่งแวดล้อม เช่น แมลง ลม น้า และ สัตว์อื่นๆ นาพาไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย ที่ยอดเกสรตัวเมียมักจะมีขนหรือยางเหนียวเพื่อยึดเกาะ ละอองเรณูที่ตกลงมา รูปแบบการถ่ายละอองเรณู (1) การถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน หรือ คนละดอกในต้นเดียวกัน (self pollination) จะทา ให้รุ่นลูกมีสมบัติทางกรรมพันธุ์เหมือนเดิม ถ้าเป็นพันธุ์ดีก็จะถ่ายทอดลักษณะที่ดีไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็น พันธุ์ ไม่ดีก็จะถ่ายทอดพันธุ์ที่ไม่ดีเรื่อยๆ เช่นกัน เราสามารถป้องกันการถ่ายละอองเรณูในดอกเดียวกัน โดยการตัดส่วนที่เป็นอับเรณูออกตั้งแต่ดอกยังไม่บานหรือใช้พลาสติกหุ้มเกสรตัวผู้เอาไว้ แต่ในธรรมชาติ ก็มีวิธีการป้องกันการเกิดถ่ายละอองเรณูแบบนี้ส่วนมาก (2) การถ่ายละอองเรณูคนละดอกของต้นไม้คนละต้นในพืชชนิดเดียวกัน (cross pollination) เป็นการถ่าย ละอองเรณูแบบข้ามดอกที่อยู่ต่างต้นกัน ก็จะทาให้พืชมีลักษณะต่างๆ หลากหลายและอาจได้ พันธุ์พืชใหม่ๆ ขึ้นมาได้ โดยทั่วไปแล้วการถ่ายละอองเรณูของพืชดอกส่วนมากจะเป็นแบบข้ามต้นและ แบบข้ามดอก
  • 167.
  • 168.
    สรุปการถ่ายละอองเรณู การถ่ายละอองเรณู (Pollination) คือการที่ละอองเรณูจากอับละอองเรณูมาตกที่ยอด เกสรตัวเมีย(stigma) ของเกสรตัวเมีย แบ่งออกเป็น 1. การถ่ายละอองเรณูภายในดอกหรือต้นเดียวกัน (self pollination) เป็นการผสมตัวเองอาจจะ เกิดจากการผสมภายในดอกเดียวกันหรือคนละดอกแต่เป็นต้นเดียวกันก็ได้ หรืออาจต่างต้น กันแต่เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ซึ่งมียีนเหมือนกัน เช่น ข้าว ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกันและปลูกอยู่ด้วยกัน 2. การถ่ายละอองเรณูข้ามต้น (cross pollination) เป็นการถ่ายละอองเรณูของพืชชนิดเดียวกัน แต่ต่างต้นกันและมีคุณสมบัติทางพันธุกรรมต่างกันคือ มีคุณสมบัติทางพันธุกรรมต่างกันคือ มียีนไม่เหมือนกัน
  • 170.
    ปัจจัยต่างๆ ที่ทาให้เกิดการถ่ายละอองเรณูและการปฏิสนธิ 1. ลมดอกไม้ที่มีลมเป็นสื่อพาละอองเรณูจานวนมาก แห้งและเบา สามารถปลิวไปกับลมได้ง่ายและไปได้ไกล ๆ ดอกมัก มีขนาดเล็ก ไม่มีกลิ่นหอม ไม่มีน้าหวานสาหรับล่อแมลง เช่น ดอกข้าว และดอกพืชตระกูลหญ้าต่าง ละหุ่ง พวกสน เกี๊ยะ ละอองเรณูยังมีปีก 2 ข้าง ช่วยให้ปลิวไปได้ง่าย และดีขึ้น สาหรับยอดเกสรตัวเมียของพืชพวกที่มีลมเป็นสื่อใน การพาละอองเรณูไปมักจะมีการแตกเป็นฝอยคล้ายขนนก หรือมียางเหนียวๆ เพื่อจับละอองเรณู การใช้ลมเป็นตัวพา ละอองเรณูไปเรียกว่า แอนีโมฟิลี (anemophily) 2. แมลง ดอกไม้ที่มีแมลงเป็นสื่อพาละอองเรณูไปมักเป็นดอกไม้ที่มีสีสวย กลิ่นหอมและมีต่อมน้าหวานเพื่อล่อแมลงให้ มาหาอาหาร ซึ่งจะทาให้ละอองเรณูติดไปตามปีก ขา ลาตัว ปากของแมลง ละอองเรณูของดอกไม้พวกนี้มักจะเหนียว ทาให้ติดไปกับแมลงได้ง่ายเมื่อแมลงบินไปตอมดอกไม้อื่นก็จะพาละอองไปผสมได้โดยง่าย แมลงพวกนี้ ได้แก่ ผีเสื้อ ผึ้ง แมลงภู่ การใช้แมลงเป็นสื่อในการนาละอองเรณูไป เรียกว่า เอนโทโมฟิลี (entomophily) 3. สัตว์อื่น ๆ เช่น นกซึ่งชอบกินเกสรดอกไม้ ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างน้อย เช่น นกฮัมมิ่ง (humming bird) การใช้นกเป็นสื่อใน การพาละอองเรณูไป เรียกว่า ออร์นิโทฟิลี (ornithophily) นอกจากนี้ อาจมีพวกกระรอก กระแต ลิงที่หากินบนต้นไม้ หอยทาก เป็นต้น 4. น้า พืชที่ใช้น้าเป็นสื่อในการพาละอองเรณูไปก็คือ พวกพืชน้าเป็นส่วนใหญ่ การใช้น้าเป็นสื่อในการพาละอองเรณูไป เรียกว่า ไฮโดรฟิลี (hydrophily)
  • 172.
    เมื่อละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย ละอองเรณูจะดูดน้าหวานจากยอดเกสรเพศเมียจนงอก pollen tubeลงในเนื้อเยื่อของยอดและก้านของเกสรเพศเมีย โดยการควบคุมของ tube nucleus ส่วนของ pollen tube จะงอกผ่าน เข้าไปทางชอง micropyle ของออวุล และ tube nucleus ก็สลายไป เหลือเพียง generative nucleus ที่มีการแบ่ง เซลล์แบบ mitosis ได้เป็น sperm cell 2 เซลล์ แล้วหลังจากนั้น tube ก็จะ งอกผ่านเนื้อเยื่อ nucellus เข้าสู่ภายใน embryo sac เมื่อปลาย tube แตกออก สเปิร์มตัวหนึ่งจะเข้าผสมกับ egg เกิดเป็น zygote มีโครโมโซม 2 ชด (2n) ส่วน สเปิร์มอีกหนึ่งตัวจะเข้าผสมกับ polar nucleus เกิดเป็น endosperm มีโครโมโซม 3 ชุด (3n) ซึ่งการผสมของนิวเคลียส ที่เกิดขึ้นสองครั้ง เรียกว่า ปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) สาหรับ antipodal และ synergid จะสลายไป
  • 178.
    สรุปการปฏิสนธิ (fertilization) เมื่อละอองเรณูตกลงสู่ยอดเกสรตัวเมียละอองเรณูจะงอกท่อยาวเรียกว่า พอลเลนทิวบ์ (pollen tube) ลงสู่คอเกสรตัวเมีย ทิวบ์นิวเคลียสจะเคลื่อนตัวไปตามท่อในขณะที่เจเน เรทิฟนิวเคลียส จะแบ่งแบบไมโทซิสได้สเปิร์มนิวเคลียส (sperm nucleus) 2 ตัว สเปิร์มนิวเคลียสตัวที่ 1 เข้าผสมกับนิวเคลียสของไข่ได้ไซโกต (2n) ซึ่งจะเจริญไปเป็นเอมบริโอต่อไปส่วนอีกนิวเคลียสจะเข้า ผสมกับโพลาร์นิวคลีไอเป็นไพรมารีเอนโดสเปิร์ม (primary endosperm) ซึ่งมีโครโมโซม 3n และจะ เจริญไปเป็นเอนโดสเปิร์มซึ่งเป็นอาหารสาหรับเลี้ยงเอมบริโอ การผสมซึ่งเกิดการผสม 2 ครั้งนี้เรียกว่า การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) ซึ่งจะพบเฉพาะในพืชดอกเท่านั้น parthenocarpy
  • 179.
    หลังจากปฏิสนธิแล้วออวุล (ovule) จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเมล็ดส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็นผล ไซโกตเจริญไปเป็นเอมบริโอ เอนโดสเปิร์มเจริญไปเป็นอาหารสาหรับเลี้ยงเอมบริโอ ในพืชบางชนิดเอนโด สเปิร์มจะสลายไปก่อนที่เมล็ดจะเจริญ ดังนั้น อาหารสะสมจึงอยู่ภายในใบเลี้ยงของเอมบริโอ การปฏิสนธิ ซ้อนของพืชดอกมีความสาคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสร้างอาหารให้แก่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ผลไม้ ที่เรารับประทานก็เกิดตามมาจากการปฏิสนธิ อาหารพวกข้าว ข้าวโพด ก็เป็นส่วนของเอนโดสเปิร์ม อาหารในเมล็ดถั่วหลายชนิดก็เป็นอาหารที่สะสมอยู่ในใบเลี้ยงของเอมบริโอ
  • 181.
  • 182.
    ก่อนปฎิสนธิ หลังปฏิสนธิ Ovule Seed OvaryFruit Integument Seed coat Egg + sperm nucleus Zygote Polar nuclei + sperm nucleus Endosperm Sepal ,petal ,stamen ,synergids และ antipodal สลายตัว
  • 187.
    “THE END” THANK YOUFOR YOUR ATTENTION!