การบริ หารงานตามหลักอธิ ปไตยในพระพุทธศาสนา

๑. บทนํา

                                                   ั ั ี ั้
             ระบอบ การบริหารประเทศที่ใช้กนอยู่ในปจจุบนนี้มทงระบอบประชาธิปไตย และ
                                           ั
ระบอบคอมมิวนิ ส ต์ หรือ ระบอบเผด็จการ ยังไม่ม ีก ารตัดสินที่ช ดเจนว่า ระบอบไหนดีก ว่า
                                                              ั
กัน แต่การบริหารด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็ นระบอบที่ยอมรับกันทั ่วไปว่าเป็ นระบอบที่ดี
           ั ั
ที่สุดในปจจุ บนนี้ ในขณะที่ประเทศคอมมิว นิสต์ก็ยกให้ระบอบคอมมิวนิส ต์เป็ น ระบอบการ
บริหารดีท่ี สุด เช่น ประเทศสหภาพโซเวีย ต ในอดีต ประเทศจีน ประเทศเกาหลีเหนื อ ใน
   ั ั
ปจจุบน เป็นต้น การทีจะตัดสินว่าระบอบไหนดีกว่ากันคงตัดสินยากเพราะแต่ละระบอบก็มทงข้อ
                       ่                                                         ี ั้
ดีและข้อเสีย ถ้าจะเอาความรํ่ารวยของประเทศ หรือว่า เอา ความสุขของประชาชนในประเทศ
เป็นเกณฑ์ตดสิน ก็ตดสินไม่ได้เด็ดขาด เพราะแต่ละประเทศที่บริหารด้วยระบอบเดียวกันก็ไม่
                ั    ั
เหมือนกัน กล่าวคือ ฐานะของประเทศชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนต่างกัน เช่น ประเทศ
เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีเหนือ บริหารประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ผูนํา      ้
ประเทศได้รบการยกย่องเชิดชูเป็นทีเกรงขามของต่างประเทศ ข้าราชการมีฐานะอยู่ดกนดี แต่
              ั                  ่                                           ี ิ
ประชาชนในประเทศอดอยาก ยากแค้น อยู่อย่างลําบากยากจน ประชาชนอยากจะย้ายหนีจาก
ประเทศตัวเอง ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ บริหารประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตย ประเทศ
เจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีฐานะดี อยู่ดมสุขทังรัฐบาลและเอกชน ประชาชนไม่อยากย้ายหนีไป
                                    ี ี ้
ไหน ในขณะเดียวกันมีแต่ประชาชนต่างประเทศอยากจะเข้าไปอยู่ประกอบอาชีพในเกาหลีใต้

          ในกรณีข องประเทศจีนที่บริหารประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิส ต์ ในอดีตชาวจีน
อพยพไปอยู่ต่างประเทศแล้วสร้างฐานะรํ่ารวยในประเทศที่ไปอยู่ใหม่ท ั ่วโลกโดยเฉพาะประเทศ
แถบเอเชียด้วยกัน เช่น ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น แต่
     ั ั
ในปจจุบนประเทศจีนกลับเจริญรุ่งเรืองในหลายๆ ด้าน ทั ่วโลกต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของ
จีน แสดงให้เห็นว่า การบริหารประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์กมขอดีอยู่เหมือนกัน ในขณะที่
                                                            ็ ี ้
ประเทศอื่นๆ ทีบริหารประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตย ประเทศชาติยงยากจนอยู่ ประชาชนก็
               ่                                                   ั
ยากจน ต้องไปทํางานประกอบอาชีพต่างประเทศก็มเี ยอะเหมือนกัน อย่างนี้กทําให้ตดสินยากว่า
                                                                       ็     ั
ระบอบการบริหารไหนดีทสุดและเหมาะทีสุดสําหรับการบริหารประเทศในปจจุบน
                       ่ี            ่                                ั ั

          ในทางพระพุทธศาสนามีหลักการบริหารประเทศที่พระพุทธองค์ได้วางหลักไว้ คือ
หลักอธิปไตย ๓ ได้แก่ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธัมมาธิปไตย ซึ่งหลักการเหล่านี้ยงคงใช้อยู่
                                                                            ั
       ั ั
จนถึงปจจุบน ในบทความนี้ผเขียนจะได้ศกษาวิเคราะห์หลักการทัง ๓ นี้ว่า พระพุทธองค์วาง
                           ู้        ึ                      ้
๒

หลักการแต่ละอย่างไว้เพื่อเป้าหมายอะไร หลักการไหนควรใช้เมื่อไหร่ และใช้อย่างไร เพราะ
เหตุไรพระองค์จงวางหลักเหล่านี้ไว้ หลักทัง ๓ นี้ ถ้าปฏิบตตามแล้วจะได้ผลอย่างไร
              ึ                         ้              ั ิ

๒. ความหมายของอธิ ปไตย
           อธิปไตย หมายถึง ความเป็นใหญ่ มี ๓ อย่างคือ อัตตาธิปไตย ความมีตนเป็ นใหญ่
โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่ ธัมมาธิปไตย ความมีธรรมเป็นใหญ่ ๑       0




           อธิปไตย หมายถึง อํานาจที่ม ีผลต่อ การตัดสิน คือ อัตตาธิปไตย หมายถึงการ
ตัดสินใจที่ถอความคิดของตนเองเป็ นที่ตง โลกาธิปไตย การถือตามความคิดของคนส่วนมาก
            ื                        ั้
เป็นทีตง ธัมมาธิปไตย การถือตามความถูกต้องโดยถือหลักเหตุผลทีเหมาะสม ไม่ถอตามความ
      ่ ั้                                                    ่         ื
                 ๒
เชืออย่างสุดโต่ง
  ่            1




๓. วิ เคราะห์การบริ หารตามหลักอธิ ปไตย ๓ ในพระพุทธศาสนา
              อธิปไตย คือความเป็ นใหญ่ในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานหรือการปกครอง การที่
ครอบครัวและองค์กรจะประสบความสําเร็จเจริญรุ่งเรือง จําต้องมีคณะผูบริหารเป็ นผูขบเคลื่อน
                                                                    ้             ้ ั
กิจการของครอบครัวหรือองค์กร หลักการบริหารก็มหลายรูปแบบ บางคนก็ถนัดการทํางานแบบ
                                                    ี
เอาตัวเป็ นศูนย์ก ลาง คือ ตัวเองเป็ นใหญ่ หรือ ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า ซีอ ีโ อ CEO (Chief
Executive Officer) หมายถึง บุคคลทีมอํานาจและความรับผิดชอบสูงสุดในองค์การหรือบริษท
                                      ่ ี                                                ั
๓
2      บางคนก็ถ นั ด การทํ า งานเป็ น ทีม เอาความคิด เห็ น ของคนส่ ว นใหญ่ เ ป็ น หลัก หรื อ
ประชาธิปไตย บางคนก็ถนัดยึดเอาหลักการเป็ นใหญ่ ไม่คํานึงเสียงส่วนมากแต่คํานึงถึงความ
ถูก ต้อ งเป็ นใหญ่ ในพระพุทธศาสนามีหลักอธิปไตย ๓ อย่าง คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย
และธัมมาธิปไตย ต่อไปนี้จะได้ศกษาวิเคราะห์อธิปไตยแต่ละหัวข้อตามลําดับ
                                 ึ
          ๓.๑ อัตตาธิ ปไตย
           การบริหารตามหลักอัตตาธิปไตยก็คอการบริหารตามรูปแบบของ ซี อี โอ แนวคิดนี้
                                          ื
        ่                           ่
มีหลักทีสําคัญคือ ประธานหรือหัวหน้าฝายบริหารสูงสุดของบริษทได้รบมอบอํานาจหน้าที่จาก
                                                         ั    ั
คณะกรรมการอํานวยการ หรือบอร์ดของบริษทให้มอํานาจในการจัดการ ซึ่งรวมถึงการกําหนด
                                        ั     ี
นโยบาย การตัดสินใจ และการใช้อํานาจจัดการบริษทอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ๔ หน้าที่สําคัญอีก
                                                ั                         3




          ๑
                ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๔, องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๔๐/๒๐๑, ดูเพมเติมใน พระพระพรหม-
                                                                           ิ่
คุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบบประมวลศพท์, พมพ์ครงท่ี ๑๖, (กรุงเทพมหานคร :
                                                    ั         ั   ิ     ั้
โรงพมพ์ บรษท สหธรรมก จากด, ๒๕๕๔), หน้า ๔๘๔.
    ิ      ิ ั            ิ ํ ั
            ๒
               http://th.wikipedia.org/wiki/อธปไตย (๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๕).
                                              ิ
            ๓
               http://blog.eduzones.com/jipatar/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
            ๔
               http://blog.eduzones.com/jipatar/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
๓

อย่างของ ซีอ ีโอ ก็คอ ควรต้อ งบริหารทรัพยากรบุคคลให้เป็ น สื่อ สารให้เป็ น ไม่เช่นนัน ไม่
                           ื                                                         ้
เพียงแต่จะไม่ประสบความสําเร็จ แต่ยงอาจเกิดแรงสะท้อ นกลับมาในทางลบ เพียงเพราะ
                                               ั
ประสานงาน และสื่อสารกับคนในองค์กรได้ไม่ชดเจน ๕     ั4




                  การบริห ารระบบนี้ เ หมาะกับ การบริห ารครอบครัว และองค์ ก รขนาดเล็ก เช่ น
บริษทเอกชน หรือการนํ าระบบนี้ไปบริหารองค์การใหญ่ๆ ที่เป็ นของเอกชนก็สามารถประสบ
     ั
ความสําเร็จได้ถ้าผูนําเป็ นคนฉลาด รอบคอบ มีวสยทัศน์ม องการณ์ไกล เช่น ตัวอย่างที่นาย
                         ้                               ิ ั
ประสิทธิ ์ กาญจนวัฒน์ กล่าวถึงการบริหารงานขององค์การโทรศัพ ท์ว่า องค์การโทรศัพท์ใช้
เวลาติดตังโทรศัพท์ ๔๐ ปี ได้ ๒.๔ ล้านเลขหมาย พอบริษทในเครือ ซี พี คือบริษทเทเลคอม
                ้                                              ั                ั
เอเซีย เข้าไปสัมปทานจากรัฐบาลใช้เวลา ๕ ปี ติดตังโทรศัพท์ให้ประชาชน ได้ ๒ ล้านเลขหมาย
                                                           ้
                                            ๖
เท่ากันกับทีองค์การโทรศัพท์ทํา ๔๐ ปี
                   ่                  5




                  จาก ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การบริหารงานแบบอัตตาธิปไตย หรือแบบเอาผูนํา
                                                                                       ้
เป็นทีตงทําให้ประสบความสําเร็จ และมีคุณภาพเหมือนกัน ทังนี้ขนอยู่กบความรู้ ความสามารถ
           ่ ั้                                                  ้ ้ึ     ั
ของผูนําด้วย
         ้
                  ในทางพระพุทธศาสนาการบริหารแบบอัตตาธิปไตย พระพุทธองค์ทรงใช้เมื่อสมัย
ตรัสรูใหม่ๆ สาวกยังมีจํานวนน้อยสามารถดูแลทัวถึงตัวอย่างที่พระองค์ใช้อตตาธิปไตยในการ
       ้                                               ่                    ั
บริห ารคณะสงฆ์ เช่น การที่พ ระองค์อ นุ ญ าตให้กุ ล บุ ตรผู้ม ีค วามประสงค์จะบวชเป็ น ภิก ษุ
พระองค์ทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วยการเปล่งพระวาจาว่า เธอจงเป็ นภิกษุมาเถิด หรือเรียกว่า
เอหิอุปสัมปทา ๗ อาทิ การประทานการอุปสมบทให้แก่พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็ นต้น การ
               6




บริหารแบบอัตตาธิปไตยนี้กทําให้การบริหารคณะสงฆ์ของพระองค์เป็ นไปด้วย ความเรียบร้อย
                                  ็
ทําให้การเผยแผ่พระธรรมวินยเจริญรุ่งเรืองขึนตามลําดับ แต่พระองค์กไม่ได้ยดเอาหลักการนี้ใช้
                                    ั            ้                      ็     ึ
ในการบริหารตลอดไป เมื่อหมู่สาวกมีจํานวนเพิมมากขึนพระองค์จงเปลียนเป็ นการบริหารแบบ
                                                     ่       ้        ึ ่
โลกาธิปไตย และธัมมาธิปไตย
           ๓.๒ การบริ หารงานตามหลักโลกาธิ ปไตย
          การ บริหารงานตามหลักโลกาธิปไตย คือการบริหารยึดเอาเสียงข้างมากเป็ นเกณฑ์
                  ั ั
ในการตัดสินใจ ในปจจุบนเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย เป็ นระบอบที่ได้รบการยอมรับทั ่วโลก
                                                                           ั
เพราะอํานาจบริหารเป็ นของประชาชน แต่เนื่องจากประชาชนมีเป็ นจํานวนมากจึงต้อ งเลือ ก
ตัว แทนเข้า ไปบริห าร ระบอบนี้ จึง จัด ให้ ม ีก ารเลือ กตัง ตัว แทนหรือ ผู้แ ทน เช่ น เลือ กตัง
                                                          ้                                   ้
ประธานาธิบดี เลือ กตังสมาชิกวุฒสภา เลือ กตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็ นต้น ข้อ ดีข อง
                     ้          ิ                ้
           ๕
             http://www.classifiedthai.com/content.(๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
           ๖
             อภิวฒน์ วรรณกร, ประสิทธ์ ิ กาญจนวฒน์ คิด พด เขียน, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์
                  ั                                 ั       ู
สุขภาพใจ, ๒๕๔๐), หน้า ๑๓๘.
           ๗
             ดรายละเอยดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๑๘/๒๕.
               ู       ี
๔

ระบอบนี้ค ือ ประชาชนมีสทธิเ์ ลือ กตัวแทนของตนเองด้วยตนเอง ผูแทนเข้าไปบริหารต้องฟ ง
                                ิ                                      ้                          ั
เสียงของประชาชนด้วย เพราะถ้าบริหารไม่ดีสมัยต่อไป ประชาชนก็ไ ม่เลือ ก ระบอบนี้มการ             ี
แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนู ญ ข้อเสียคือ ทําให้ล่าช้า เพราะต้อ ง
                              ้                ้ ี                               ั
ผ่านกระบวนการหลายขันตอน การเลือ กตังก็มการซื้อสิทธิ ์ขายเสียงกันซึ่งเป็ นปญหาใหญ่ไ ม่
                                                               ้     ่
สามารถแก้ไข ได้อย่างถาวรหรือเด็ดขาด เพราะยินยอมกันทังสองฝาย เช่นตัวอย่างที่เกิดขึนใน      ้
ประเทศไทย
                จากเหตุการณ์ทเี กิดขึนกับประเทศไทยนี้แสดงให้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยทีใช้กน
                                      ้                                                  ่ ั
อยู่น้ีไม่เหมาะกับประเทศไทย สอดคล้อ งกับข้อ มูลที่ สิริอญญา ได้นําเสนอในบทความเรื่อ ง
                                                             ั
“พุทธทาสกับธรรมาธิปไตย” ตอนหนึ่งว่า สํานักวิจยสําคัญของสหรัฐอเมริกาได้แฉโพยกันเอง
                                                          ั
แล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย ไม่เหมาะสมกับประเทศในเอเซียและในประเทศไทย เพราะมิได้
คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างเมือ งกับชนบท มิไ ด้คํานึงถึงการซื้อ เสียงและการใช้อํานาจ
อิทธิพล ตลอดจนการคอร์รปชันซึ่งเป็นด้านหลักทีปกคลุมประเทศในเอเชียอยู่ สํานักวิจยนี้จงได้
                                  ั ่                   ่                            ั ึ
ชีวาประเทศในเอเซียจึงพากันปฏิเสธประชาธิปไตยแบบที่สหรัฐต้องการให้เป็ นแทบจะ สิ้นเชิง
  ้่
แล้ว แม้กระทังคนซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ชนิดหัวเด็ดตีนขาดก็ปฏิเสธประชาธิปไตย แบบ
                       ่
ตะวันตกนันแล้ว ๘
              ้  7




                สิริอญญา ได้อ้างถึง พุทธทาสภิก ขุว่า ท่านเจ้าคุณได้อ รรถาธิบายนากาลต่อมาว่า
                     ั
สิทธิเสรีภ าพก็มีทงดีและไม่ดี คือมีทงฝ่ายสัม มาและฝ่ายมิจฉา นันคือสิทธิเสรีภ าพที่รบใช้
                           ั้             ั้                             ่                  ั
ประเทศชาติ รับใช้ประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็ นสิทธิเสรีภาพที่เป็ นสัมมา แต่สทธิ           ิ
เสรีภ าพในการทําลายชาติบ้านเมือ งเป็ นสิทธิเสรีภาพแบบมิจฉา การปกครองไม่ว่าในระบบ
ไหนๆ หากไม่ถอธรรมเป็ นใหญ่ ไม่เคารพธรรมและไม่เป็ นธรรมแล้ว การปกครองนันๆ ก็ใช้
                         ื                                                         ้
ไม่ได้ทงสิน เช่นเดียวกับความสามัคคีหรือความสมานฉันท์หรือการปรองดอง หากไม่ตงอยู่ใน
         ั้ ้                                                                         ั้
                                                       ๙
ธรรม ไม่เป็นไปโดยธรรมแล้ว ล้วนใช้ไม่ได้ทงสิน    ั้ ้
                                                   8




                พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ได้แสดงทัศนะว่า โลกาธิปไตย เป็นดาบสองคม
มีทงคุณและโทษ กล่าวคือหากเสียงส่วนใหญ่ประกอบด้วยธรรม มาจากผูมคุณธรรม ย่อมให้คุณ
     ั้                                                                    ้ ี
แต่หากไม่ประกอบด้วยธรรม มาจากผูขาดธรรมย่อมให้โทษมากกว่าให้คุณ ๑๐ สอดคล้องกับ
                                             ้                                   9




ทัศนะที่ว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนเกี่ยวกับการกระทําของมนุ ษย์ว่าเกิดขึนด้วยอํานาจ แห่ง
                                                                               ้
อธิปไตย ๓ ประการนี้ ประการใดประการหนึ่ง ทังในส่วนที่เป็ นกุศลกรรม และอกุศลกรรม เช่น
                                                     ้

           ๘
                  สิร ิอ ัญ ญา บทความเรื่อ ง “พุ ท ธทาสกับ ธรรมาธิ ป ไตย, [ออนไลน์ ] แหล่ ง ท่ีม า :
http://www.paisalvision.com (๓๑ สงหาคม ๒๕๕๕).
                                    ิ
            ๙
              http://www.paisalvision.com/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
            ๑๐
                พระธรรมกิต ติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบณฑต), คาวด, [ออนไลน์ ] แหล่งท่มา :
                                                               ั ิ       ํ ั                   ี
http://www.kalyanamitra.org (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
๕

คนทําดีเพราะเห็นตามคนส่วนใหญ่ หรือในทางกลับกัน คนทําชัวเพราะเห็นตามคนส่วนใหญ่
                                                                   ่
                                                         ๑๑
โดยไม่พนิจพิจารณาว่าทีคนส่วนใหญ่ทํานันถูกหรือผิด
           ิ                 ่            ้          10




             ในพระพุ ท ธศาสนาพระพุ ท ธองค์ ท รงอนุ ญ าตให้ ใ ช้ ก ารบริ ห ารแบบระบอบ
โลกาธิปไตยเหมือนกัน เช่น ต่อมามีสาวกเพิมมากขึนพระองค์จงมอบอํานาจการบริหารให้เป็ น
                                              ่      ้          ึ
หน้ าที่ของคณะสงฆ์ ให้ค ณะสงฆ์เป็ นใหญ่ อาทิ ทรงอนุ ญาตให้ม ีการอุปสมบทด้วยวิธีญัตติ
จตุตถกรรมวาจา ๑๒ คือทรงอนุ ญาตให้มพระภิกษุเข้าร่วมสังฆกรรมอย่างน้อย ๕ รูปเป็ นอย่าง
                11                      ี
น้อย เฉพาะในชนบทที่ห่างไกล ส่วนในมัชฌิมประเทศ ทรงอนุ ญาตให้มพระภิกษุเข้าร่วมสังฆ
                                                                           ี
                          ๑๓        ่
กรรมตังแต่ ๑๐ ขึนไป คณะสงฆ์ฝายเถรวาทจึงได้ยดเอาหลักนี้ปฏิบตมาจนถึงทุกวันนี้
         ้         ้ 12                                ึ               ั ิ
             จากหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิ ฎกจะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญระบอบ
การบริหารแบบโลกาธิปไตยมาก เช่น การทีพระองค์แนะนํ าให้พระนางปชาบดีโคตมีผเป็ นพระ
                                            ่                                        ู้
มาตุ จ ฉา (น้ า ) ผู้ต้อ งการจะถวายผ้า ไหมเนื้อ ดีท่ีพ ระนางทอเองแก่ พ ระพุ ท ธเจ้าเพื่อ จะได้
อานิสงส์มาก แต่พระองค์แนะนําให้พระนางถวายแก่สงฆ์จะได้อานิสงส์มากกว่า เรื่องนี้ปรากฏใน
พระไตรปิ ฎกเล่ม ที่ ๑๒ ชื่อว่า ทัก ขิณ าวิภ ัง คสูต ร ในมัช ฌิม นิก าย อุ ปริปณ ณาสก์ ๑๔ แต่
                                                                              ั      1 3




โลกาธิปไตยในความหมายนี้พระพุทธองค์หมายถึงเสียงส่วนมากหรือ สงฆ์ท่ทําตามธรรมตาม   ี
วินย ถ้าผิดธรรมผิดวินยพระองค์กตเิ ตียน ดังพระพุทธพจน์วา “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ติเตียนคน
    ั                     ั       ็                         ่
ทีควรติเตียน” “ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ ยกย่องคนทีควรยกย่อง” ๑๕
  ่                                              ่
           ๓.๓ การบริ หารงานตามหลักธัมมาธิ ปไตย
            การบริหารงานตามหลักธัมมาธิปไตย คือ การบริหารแบบยึดเอาความถูกต้องเป็ น
เกณฑ์ไม่ได้คํานึงเสียงส่วนใหญ่ท่ไ ม่ถูกต้องชอบธรรม มีนักปราชญ์ทางด้านพระพุทธศาสนา
                                   ี
หลายท่านได้แสดงทัศนะเกียวกับการบริหารงานตามหลักการนี้ไว้ เช่น
                           ่
            พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้แสดงทัศนะไว้ในหนังสือเรื่อง “ธรรมาธิปไตย
ไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ” สรุปใจความได้ว่า ธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบบแยกต่างหาก อีก
ระบบจากประชาธิปไตย แต่เป็ นคุณภาพ “เป็ นหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจของบุคคลที่อยู่หรือ
ร่วมอยู่ในระบบการปกครองนัน” ถ้าการตัดสินใจโดยตรวจสอบเรื่องราว สืบค้นความจริง หา
                               ้
                             ั
ข้อมูลให้ชดเจนถ่องแท้ ใช้ปญญาพิจารณาในการตัดสินใจต่างๆ เช่น ถ้าในระบอบประชาธิปไตย
          ั
ก็เป็ นการตัดสินใจเลือกตัง โดยพิจารณาว่าผูสมัครคนไหนเป็ นคนดี มีความสามารถ มุ่งทํา
                         ้                  ้
ประโยชน์ ให้ส่วนรวมจริงๆ ก็ตดสินใจไปตามความดีงามความถูกต้อ งนัน นี้เรียกว่าเป็ น
                                 ั                                   ้

           ๑๑
              http://www.br.ac.th (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
           ๑๒
              คอการสวดตงญตตประกาศใหสงฆทราบ ๑ ครง แลวสวดประกาศรบเขาหมู่ ๓ ครง.
                    ื       ั้ ั ิ       ้ ์         ั้ ้           ั ้    ั้
           ๑๓
              ดรายละเอยดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๒๕๙/๓๙, ๓๘๘/๒๗๖, ๔๕๐/๓๒๘.
                ู       ี
           ๑๔
              ดรายละเอยดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๗๖/๔๒๔-๔๓๒.
                  ู       ี
           ๑๕
              ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๒๔๔๒/๕๓๑.
๖

ธรรมาธิปไตย แต่ถาเลือกโดยเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็ นหลัก นี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย หรือ
                         ้
ตัดสินใจเลือกโดยว่าไปตามกระแส ลงคะแนนแบบเฮตามพวกไป นี้เรียกว่าโลกาธิปไตย ๑๖         15




             พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้แสดงทัศนะไว้ในหนังสือเรื่อง “พุทธวิธี
บริหาร” ตอนว่าด้วยการบริหารตามหลักธัมมาธิปไตยสรุปใจความได้ว่า การบริหารตามหลัก
                ้                                               ั
ธัมมาธิปไตย ผูบริหารต้องประกอบด้วยพละ ๔ คือ ปญญาพละ วิรยพละ อนวัชชพละ สังคหพละิ
                                 ั                                      ั
ปั ญญาพละ กําลังคือปญญา หมายถึง ผูบริหารต้อ งมีปญญา คือ ต้อ งเป็ นผู้ขวนขวายเพื่อให้
                                                     ้
      ั                                    ั       ั
เกิดปญญา ๓ ด้าน อาทิ สุตมยปญญา ปญญาเกิดจากการฟง จินตามยปญญา ปญญาเกิดจาก    ั    ั   ั
                           ั             ั
การคิด ภาวนามยปญญา ปญญาเกิดจากการปฏิบติ หรือการเจริญภาวนา ในที่น้ีท่านอธิบาย
                                                              ั
การรอบรู้ ๓ อย่าง คือ รูจกตน รูคน รู้งาน รู้จกตนเองคือรู้ความสามารถของตน อุปนิสยของ
                                 ้ั          ้         ั                               ั
ตน รูจกคน คือรูจกคนทีทํางานร่วมกัน หมายความว่า มอบงานให้ถูกกับคน และรู้งาน คือรู้จก
     ้ั               ้ั           ่                                                       ั
งานที่ร ับผิดชอบ วิ ริ ย พละ พลัง ของความเพีย ร ผู้บ ริห ารต้อ งเป็ นคนขยัน อดทน ต่อ สู้ก ับ
อุปสรรคต่างๆ ทีเกิดขึน ไม่ทอดทิ้งธุระกลางครัน ในที่น้ีท่านอธิบายเกี่ยวกับสสังขาริกะ คือ มี
                      ่        ้
ความขยันสูงานเพราะคนอื่นชักชวนแนะนํ า อสังขาริกะ มีความขยันสู้งานด้วยความเพียรของ
             ้
ตนเอง อนวัชชพละ พลังแห่งการงานทีไม่มโทษ คือประกอบการงานสุจริต ไม่ผดกฎหมายและ
                                                  ่ ี                             ิ
ศีลธรรม ท่านอธิบายว่า ผูบริหารต้องเว้นอบายมุข อันเป็ นทางแห่งความเสื่อม เช่น ไม่ตดการ
                                       ้                                                 ิ
พนัน ไม่ตดสุรายาเสพติด ไม่เกียจคร้าน ไม่คบมิตรชัว จากนันให้รกษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ ์ สังคหพละ
           ิ                                                ่             ้ ั
คือให้มพรหมวิหาร ๔ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทตา อุเบกขา และสังคหพละ พลังแห่งการ
         ี                                                        ิ
สงเคราะห์ หมายถึงผูบริหารต้องเป็นคนสงเคราะห์เพื่อนร่วมงานตามสมควรแก่ตําแหน่ งหน้าที่
                             ้
การสงเคราะห์มหลายวิธี เช่น การให้สงของ การพูดจาด้วยถ้อยคําไพเราะ สุภาพอ่อนโยน การ
                  ี                            ิ่
ช่วยเหลือการงานบางครังบางคราว และการวางตัวเสมอต้นเสมอปลายหรือการเอาใจเขามาใส่
                                     ้
        ๑๗
ใจเรา16




                                                                    ั
             จากทัศนะของพระธรรมโกศาจารย์ทนําเอาปญญาพละมาเป็นเครื่องมือในการบริหาร
                                                         ่ี
ตามหลักธัมมาธิปไตยนี้ ผูเ้ ขียนมีความเห็นสอดคล้องกับทัศนะดังกล่าวนี้เพราะพระพุทธองค์ได้
                    ั
ตรัสสรรเสริญปญญาไว้หลายแห่งต่างกาลต่างวาระกัน เช่น ตรัสว่า “ป�ฺญา โลกสฺม ิ ปชฺโชโต
ปญญาเป็ นแสงสว่างในโลก” ๑๘ “ป�ฺญา นรานํ รตนํ ปญญา เป็ นรัตนะของนรชน” ๑๙ เป็ นต้น
   ั                                                                  ั


           ๑๖
              พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), ธรรมาธิ ปไตยไม่มา จึงหาประชาธิ ปไตยไม่เจอ, ปี
๒๕๔๙), หน้า ๑๓, [ออนไลน์] แหล่งทมา : http://www.nidambe11.net (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
                                 ่ี
          ๑๗
              พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจตฺโต), พุทธวิ ธีบริ หาร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมพ์
                                                ิ                                         ิ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๕๓-๗๘.
          ๑๘
             สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๘๐/๓๓. สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๘๐/๘๕.
          ๑๙
             สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๕๑-๕๒/๒๖, สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๕๑/๖๗.
๗

                       ั                    ั
ตามหลักพระพุทธศาสนา มีปจจัยเป็นเครื่องพัฒนาปญญาอยู่ ๒ อย่าง คือ ปรโตโฆสะและโยนิโส
มนสิการ ๒๐19




              ปรโตโฆสะ แยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็ นบุคคลโดยตรง เช่น บิดามารดา ครู
อาจารย์ ผูเ้ ป็นกัลยาณมิตร คอยแนะนําตักเตือน ในสิงทีดงามก่อให้เกิดความรูหรือปญญา เรียก
                                                       ่ ่ ี                          ้      ั
                       ั
อีก อย่างหนึ่งว่า ปจจัยภายนอก ส่วนที่สองได้แก่ คัม ภีร์ต่าง ๆ ที่บนทึก คําสอนของท่านผู้รู้
                                                                        ั
ทังหลาย เช่น ตํารับตํารา หรือหนังสือเรียน เป็ นต้น เป็ นแหล่งความรู้ท่เป็ นประโยชน์เมื่อได้
   ้                                                                          ี
อ่านแล้วจะทําให้เกิดปญญา     ั
                                                          ั
              โยนิโสมนสิการ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปจจัยภายใน ได้แก่การพิจารณาไตร่ตรอง
ใคร่ ค รวญสิ่ ง ที่ ไ ด้ ร ับ ฟ ัง มาจากบิ ด ามารดา ครู อ าจารย์ นั ้น หรื อ ที่ ไ ด้ อ่ า นมานั ้น ตาม
            ั                          ั
กําลังสติปญญา ก็จะทําให้เกิดปญญาเพิ่มขึ้น เช่น ได้ยนบิดามารดาบอกว่า การดื่มสุราไม่ดี
                                                            ิ
เพราะจะทํ า ให้สูญ เสีย การทรงตัว สติจะอ่อ นกํา ลัง ไม่ ส ามารถควบคุ ม ความคิด หรือ อวัย วะ
                                                   ั ั
ร่างกายของตนให้อยู่ในสภาวะปกติได้ เมื่อได้รบฟงมาอย่างนี้แล้ว ก็นําไปคิดไตร่ตรองต่อว่า
เพราะเหตุไร สุราจึงมีฤทธิ ์ทําให้คนทีด่มเป็นอย่างนัน ก็ตองไปศึกษาต่อว่า สุราประกอบด้วยสาร
                                         ่ ื         ้ ้
อะไรบ้าง หรือว่า สุราทํามาจากอะไร เมื่อคิดพิจารณาอย่างนี้แล้วก็จะทราบข้อเท็จจริงของสุรา
ความรูทได้กกลายเป็นปญญา ทีเกิดขึนด้วยโยนิโสมนสิการ ๒๑
       ้ ่ี ็                  ั      ่ ้                      20




            จากข้อความทีได้ทําการศึกษามานี้แสดงให้เห็นว่าการบริหารตามหลักธัมมาธิปไตย
                        ่
  ้                                          ั
ผูบริหารต้องประกอบด้วยพละ ๔ ประการ คือ ปญญาพละ วิรยพละ อนวัชชพละ และสังคหพละ
                                                         ิ
ดังกล่าวนันจึงจะประสบความสําเร็จในการบริหารตามเป้าหมายทีตงไว้
          ้                                                 ่ ั้
          เรื่องการรื้อฟื้ นคดีข้นมาตัดสินใหม่ข องเจ้าชายพันธุละมหาอํามาตย์ของพระเจ้า
                                     ึ
ปเสนทิโกศล เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งทีแสดงให้เห็นว่า เจ้าพันธุละ ได้บริหารตามหลักธัมมาธิปไตย
                                       ่
ความย่อว่า เจ้าชายพันธุละ ได้รอฟื้ นคดีความทีคณะผูพพากษาชุดเดิมตัดสินไม่เป็นธรรมขึนมา
                                  ้ื         ่        ้ ิ                           ้
พิจารณา ใหม่ แล้วตัดสินให้ผถูก เป็ นฝ่ายชนะ ให้ผผดเป็ นฝ่ายแพ้ ทําให้ประชาชนพอใจการ
                               ู้                  ู้ ิ
ตัดสินของเจ้าชายพันธุละ พากันส่งเสียงสาธุการ ดังไปถึงพระตําหนักของพระเจ้าปเสนทิโกศล
พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบเรื่องจึงแต่งตังให้เสนาบดีพนธุละ เป็นผูพพากษาอีกตําแหน่งหนึ่ง
                                          ้               ั        ้ ิ
     ๒๒
21




               ๒๐
                องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕, องฺ.ทุก.อ. (ไทย) ๒/๑๒๗/๕๓.
               ๒๑
                พระมหาธานินทร์ อาทตวโร, “การพัฒนาสังขารเพื่อการบรรลธรรมในพระพุทธศาสนาเถร
                                     ิ
วาท”, วิ ทยานิ พนธ์ พทธศาสตรดษฎีบณฑิต, (บณฑตวทยาลย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
                       ุ          ุ ั          ั ิ ิ       ั
๒๕๕๕), หน้า ๗๐.
            ๒๒
                ดรายละเอยดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๓/๑๙๗.
                 ู         ี
๘

           การทีพระพุทธเจ้าทรงแต่งตังอัครสาวกทังสอง คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
                 ่                  ้            ้
ก็ทําตามธัมมาธิปไตย กล่าวคือ พระเถระทังสองรูปนี้เคยได้บําเพ็ญบารมีมาตังแต่อดีตชาติเพื่อ
                                        ้                              ้
ได้ตําแหน่ งอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ถึงแม้ว่าการแต่งตังครังนันจะมีเสียง
                                                                      ้ ้ ้
คัดค้านจากพระภิกษุเป็นจํานวนมากว่า พระองค์เห็นแก่หน้า เห็นแก่พวกพ้อง เพราะพระเถระ
ทังสองรูปนันเพิ่ง จะบวชไม่น าน มีพระเถระที่ม ีพ รรษามากกว่าและเหมาะสมกว่าหลายรู ป
  ้         ้
                                                                 ั
พระองค์นํ าเรื่องราวในอดีตชาติข องแต่ละรูป มาแสดงให้พ วกภิก ษุ ฟ ง เสียงคัดค้า นจึงเงีย บ
หายไปทุกรูปจึงยอมรับการตัดสินพระทัยของพระองค์ ๒๓    22




           ในบรรดาอธิปไตยทัง ๓ นัน ธัมมาธิปไตยนี้พระองค์ให้ความสําคัญมากเห็นได้จาก
                            ้     ้
พระพุทธพจน์ทปรากฏในพระ ไตรปิฎกหลายแห่งทีพระองค์ทรงเตือนให้ภิกษุ ยึดเอาธรรมเป็ น
               ่ี                              ่
ใหญ่ ทรงแนะนําให้ภกษุยดเอาพระธรรมเป็นทีพง เช่น พระพุทธพจน์ในมหาปรินิพานสูตร ทีฆ
                    ิ ึ                  ่ ่ึ
นิกาย มหาวรรค ในจักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในโคปกโมคคัลลานสูตร ในอัตตทีป
สูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ในคิลานสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรคว่า
          “ภิกษุทงหลาย เธอทังหลาย จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นทีพง ไม่มสงอื่นเป็นทีพง จงมี
                 ั้           ้                           ่ ่ึ    ี ิ่        ่ ่ึ
                                                      ๒๔
ธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นทีพงไม่มสงอืนเป็นทีพงอยู่เถิด”
                         ่ ่ึ ี ิ่ ่      ่ ่ึ
๔. บทสรุป
             การบริหารงานตามหลักอธิปไตย ๓ คือการบริหารแบบเอาตัวเป็ นใหญ่ในการตัดสิน
สังการโดยไม่ต้องขอความเห็นจากคนอื่น เมื่อสั ่งการไปแล้วผูส ั ่งรับผิดชอบแต่ผเดียว เรียกว่า
  ่                                                        ้                 ู้
อัตตาธิไตย ข้อดีของการบริหารแบบนี้ คือ ทําให้รวดเร็วทันใจ ได้งานมาก ข้อเสีย คือ โอกาสที่
จะผิดพลาดมีสูง และเป็นการปิดกันการแสดงความคิดเห็นของคนอื่น การบริหารแบบเอาเสียง
                                 ้
                                                                 ั ั ้
ส่วนมากเป็ นเกณฑ์ตดสิน หรือการบริหารแบบประชาธิปไตยในปจจุบน ผูเป็ นหัวหน้าต้องฟ ง
                       ั                                                                 ั
เสียงคนอื่นด้วย เมื่อเสียงส่วนมากว่าอย่างไรก็เอาตามนัน เรียกว่า โลกาธิปไตย ข้อดีของการ
                                                     ้
บริหารแบบนี้ คือ ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารหรือ แสดงความคิดเห็น การบริหารโปร่งใส
เพราะมีระบบการตรวจสอบ ข้อเสียคือ ทําให้ล่าช้าเพราะต้อ งผ่านกระบวนการหลายขันตอน      ้
การบริหารแบบเอาความถูกต้องเป็ นหลักโดยไม่คํานึงถึงเสียงส่วนมาก เรียกว่า ธัมมาธิปไตย
แต่ถาเสียงส่วนมากถูกก็ถอว่าเป็นธัมมาธิปไตยเหมือนกัน พระพุทธองค์ได้วางหลักการบริหาร
      ้                   ื
ทัง ๓ นี้ไว้เพื่อเป็นแนวทางให้สาวกนําไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน ตามความเหมาะสมแก่
    ้
สถานการณ์ดงทีพระองค์ได้ใช้เป็นแบบอย่างมานัน ในบรรดาหลักการบริหารทัง ๓ นี้ พระองค์
                ั ่                            ้                           ้


            ๒๓
             ดรายละเอยดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๕๕.
              ู        ี
            ๒๔
              ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๖๕/๑๑๑, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๘๐/๕๙, ม.อุ . (ไทย) ๑๔/๘๐/๘๗, สํ. ขนฺธ.
(ไทย) ๑๗/๔๓/๕๙, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๒๗๕/๒๒๔.
๙

จะให้ความสําคัญกับหลักธัมมาธิปไตยมากกว่า เพราะการยึดธรรมเป็นใหญ่หรือยึดความถูกต้อง
เป็นหลักจะนํามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว
          โดยสรุปไม่วาจะบริหารแบบไหน ถ้ายึดความถูกต้องตามธรรมตามระเบียบกฎหมาย
                      ่
และระเบียบขององค์กรนันๆ ก็ถือว่าเป็ นการบริหารตามหลักธัมมาธิปไตยเหมือนกัน เพราะ
                          ้
หลักการบริหารทัง ๓ นี้ไม่สามารถแยกออกจากกันโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหตุท่หลักธรรมใน
                ้                                                      ี
พระพุทธศาสนาสามรถเชือมโยงถึงกันหมดไม่วาจะยกหลักธรรมข้อไหนขึนมาปฏิบตกเ็ ท่ากับได้
                        ่                    ่                ้          ั ิ
ปฏิบตตามหลักคําสอนครบทังหมด
     ั ิ                    ้
๑๐

                                   บรรณานุกรม

๑. ภาษาบาลี – ไทย :

       ก. ข้อมูลปฐมภูมิ

มหาจุ ฬ าลงกรณราชวิ ท ยาลั ย . พระไตรปิ ฎกภาษาบาลี ฉบับ มหาจุ ฬ าเตปิ ฏกํ .
         กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐.
__________.      พระไตรปิ ฎกภาษาไทย ฉบับ มหาจุ ฬ าลงกรณราชวิ ทยาลั ย .
         กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
__________. อรรถกถาบาลี ฉบับมหาจุฬาอฏฺฐกถา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์วญญาณ
                                                                      ิ
         , ๒๔๙๙,๒๕๓๓-๒๕๓๔.
มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิ ฎกพร้อมอรรถกถาแปล. ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร :
         โรงพิมพ์มหา มกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔.

       ข. ข้อมูลทุติยภูมิ

(๑) หนังสือ

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครังที่   ้
         ๑๖. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๕๔.
                                           ั
พระธรรมปิ ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุ กรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิม พ์ค รังที่ ้
         ๑๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธวิ ธีบริ หาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา
         จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙.
อภิวฒน์ วรรณกร. ประสิ ทธิ์ กาญจนวัฒน์ คิ ด พูด เขียน. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์
    ั
         สุขภาพใจ, ๒๕๔๐.

(๒) วิ ทยานิ พนธ์

พระมหาธานินทร์ อาทิตวโร. “การพัฒนาสังขารเพื่อการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท”.
        วิ ทยานิ พนธ์ พุทธศาสตรดุษฎีบณฑิ ต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
                                      ั
        กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕.
๑๑


(๓) สื่ออิ เล็กทรอนิ กส์

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). ธรรมาธิ ปไตยไม่มา จึงหาประชาธิ ปไตยไม่เจอ.
               (ออนไลน์) แหล่งทีมา : http://www.nidambe11.net (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
                                  ่
สิ ริ อ ั ญ ญ า บท ค วา ม เรื่ อ ง “พุ ทธ ท า ส กั บ ธรรม า ธิ ป ไต ย , [อ อน ไ ลน์ ] แหล่ ง ที่ ม า :
               http://www.paisalvision.com (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
http://www.paisalvision.com/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
พระธรรมกิต ติว งศ์ (ทองดี สุร เตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต ). คํา วัด. [ออนไลน์ ] แหล่ง ที่ม า :
               http://www.kalyanamitra.org (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
http://www.br.ac.th (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
http://www.classifiedthai.com/content.(๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
http://th.wikipedia.org/wiki/อธิปไตย (๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๕).
http://blog.eduzones.com/jipatar/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
http://blog.eduzones.com/jipatar/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).

การบริหารงานตามหลักอธิปปไตยในพระพุทธศาสนา๒

  • 1.
    การบริ หารงานตามหลักอธิ ปไตยในพระพุทธศาสนา ๑.บทนํา ั ั ี ั้ ระบอบ การบริหารประเทศที่ใช้กนอยู่ในปจจุบนนี้มทงระบอบประชาธิปไตย และ ั ระบอบคอมมิวนิ ส ต์ หรือ ระบอบเผด็จการ ยังไม่ม ีก ารตัดสินที่ช ดเจนว่า ระบอบไหนดีก ว่า ั กัน แต่การบริหารด้วยระบอบประชาธิปไตย เป็ นระบอบที่ยอมรับกันทั ่วไปว่าเป็ นระบอบที่ดี ั ั ที่สุดในปจจุ บนนี้ ในขณะที่ประเทศคอมมิว นิสต์ก็ยกให้ระบอบคอมมิวนิส ต์เป็ น ระบอบการ บริหารดีท่ี สุด เช่น ประเทศสหภาพโซเวีย ต ในอดีต ประเทศจีน ประเทศเกาหลีเหนื อ ใน ั ั ปจจุบน เป็นต้น การทีจะตัดสินว่าระบอบไหนดีกว่ากันคงตัดสินยากเพราะแต่ละระบอบก็มทงข้อ ่ ี ั้ ดีและข้อเสีย ถ้าจะเอาความรํ่ารวยของประเทศ หรือว่า เอา ความสุขของประชาชนในประเทศ เป็นเกณฑ์ตดสิน ก็ตดสินไม่ได้เด็ดขาด เพราะแต่ละประเทศที่บริหารด้วยระบอบเดียวกันก็ไม่ ั ั เหมือนกัน กล่าวคือ ฐานะของประเทศชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนต่างกัน เช่น ประเทศ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีเหนือ บริหารประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ผูนํา ้ ประเทศได้รบการยกย่องเชิดชูเป็นทีเกรงขามของต่างประเทศ ข้าราชการมีฐานะอยู่ดกนดี แต่ ั ่ ี ิ ประชาชนในประเทศอดอยาก ยากแค้น อยู่อย่างลําบากยากจน ประชาชนอยากจะย้ายหนีจาก ประเทศตัวเอง ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ บริหารประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตย ประเทศ เจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีฐานะดี อยู่ดมสุขทังรัฐบาลและเอกชน ประชาชนไม่อยากย้ายหนีไป ี ี ้ ไหน ในขณะเดียวกันมีแต่ประชาชนต่างประเทศอยากจะเข้าไปอยู่ประกอบอาชีพในเกาหลีใต้ ในกรณีข องประเทศจีนที่บริหารประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิส ต์ ในอดีตชาวจีน อพยพไปอยู่ต่างประเทศแล้วสร้างฐานะรํ่ารวยในประเทศที่ไปอยู่ใหม่ท ั ่วโลกโดยเฉพาะประเทศ แถบเอเชียด้วยกัน เช่น ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น แต่ ั ั ในปจจุบนประเทศจีนกลับเจริญรุ่งเรืองในหลายๆ ด้าน ทั ่วโลกต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของ จีน แสดงให้เห็นว่า การบริหารประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์กมขอดีอยู่เหมือนกัน ในขณะที่ ็ ี ้ ประเทศอื่นๆ ทีบริหารประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตย ประเทศชาติยงยากจนอยู่ ประชาชนก็ ่ ั ยากจน ต้องไปทํางานประกอบอาชีพต่างประเทศก็มเี ยอะเหมือนกัน อย่างนี้กทําให้ตดสินยากว่า ็ ั ระบอบการบริหารไหนดีทสุดและเหมาะทีสุดสําหรับการบริหารประเทศในปจจุบน ่ี ่ ั ั ในทางพระพุทธศาสนามีหลักการบริหารประเทศที่พระพุทธองค์ได้วางหลักไว้ คือ หลักอธิปไตย ๓ ได้แก่ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธัมมาธิปไตย ซึ่งหลักการเหล่านี้ยงคงใช้อยู่ ั ั ั จนถึงปจจุบน ในบทความนี้ผเขียนจะได้ศกษาวิเคราะห์หลักการทัง ๓ นี้ว่า พระพุทธองค์วาง ู้ ึ ้
  • 2.
    ๒ หลักการแต่ละอย่างไว้เพื่อเป้าหมายอะไร หลักการไหนควรใช้เมื่อไหร่ และใช้อย่างไรเพราะ เหตุไรพระองค์จงวางหลักเหล่านี้ไว้ หลักทัง ๓ นี้ ถ้าปฏิบตตามแล้วจะได้ผลอย่างไร ึ ้ ั ิ ๒. ความหมายของอธิ ปไตย อธิปไตย หมายถึง ความเป็นใหญ่ มี ๓ อย่างคือ อัตตาธิปไตย ความมีตนเป็ นใหญ่ โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่ ธัมมาธิปไตย ความมีธรรมเป็นใหญ่ ๑ 0 อธิปไตย หมายถึง อํานาจที่ม ีผลต่อ การตัดสิน คือ อัตตาธิปไตย หมายถึงการ ตัดสินใจที่ถอความคิดของตนเองเป็ นที่ตง โลกาธิปไตย การถือตามความคิดของคนส่วนมาก ื ั้ เป็นทีตง ธัมมาธิปไตย การถือตามความถูกต้องโดยถือหลักเหตุผลทีเหมาะสม ไม่ถอตามความ ่ ั้ ่ ื ๒ เชืออย่างสุดโต่ง ่ 1 ๓. วิ เคราะห์การบริ หารตามหลักอธิ ปไตย ๓ ในพระพุทธศาสนา อธิปไตย คือความเป็ นใหญ่ในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานหรือการปกครอง การที่ ครอบครัวและองค์กรจะประสบความสําเร็จเจริญรุ่งเรือง จําต้องมีคณะผูบริหารเป็ นผูขบเคลื่อน ้ ้ ั กิจการของครอบครัวหรือองค์กร หลักการบริหารก็มหลายรูปแบบ บางคนก็ถนัดการทํางานแบบ ี เอาตัวเป็ นศูนย์ก ลาง คือ ตัวเองเป็ นใหญ่ หรือ ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า ซีอ ีโ อ CEO (Chief Executive Officer) หมายถึง บุคคลทีมอํานาจและความรับผิดชอบสูงสุดในองค์การหรือบริษท ่ ี ั ๓ 2 บางคนก็ถ นั ด การทํ า งานเป็ น ทีม เอาความคิด เห็ น ของคนส่ ว นใหญ่ เ ป็ น หลัก หรื อ ประชาธิปไตย บางคนก็ถนัดยึดเอาหลักการเป็ นใหญ่ ไม่คํานึงเสียงส่วนมากแต่คํานึงถึงความ ถูก ต้อ งเป็ นใหญ่ ในพระพุทธศาสนามีหลักอธิปไตย ๓ อย่าง คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และธัมมาธิปไตย ต่อไปนี้จะได้ศกษาวิเคราะห์อธิปไตยแต่ละหัวข้อตามลําดับ ึ ๓.๑ อัตตาธิ ปไตย การบริหารตามหลักอัตตาธิปไตยก็คอการบริหารตามรูปแบบของ ซี อี โอ แนวคิดนี้ ื ่ ่ มีหลักทีสําคัญคือ ประธานหรือหัวหน้าฝายบริหารสูงสุดของบริษทได้รบมอบอํานาจหน้าที่จาก ั ั คณะกรรมการอํานวยการ หรือบอร์ดของบริษทให้มอํานาจในการจัดการ ซึ่งรวมถึงการกําหนด ั ี นโยบาย การตัดสินใจ และการใช้อํานาจจัดการบริษทอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ๔ หน้าที่สําคัญอีก ั 3 ๑ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๔, องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๔๐/๒๐๑, ดูเพมเติมใน พระพระพรหม- ิ่ คุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบบประมวลศพท์, พมพ์ครงท่ี ๑๖, (กรุงเทพมหานคร : ั ั ิ ั้ โรงพมพ์ บรษท สหธรรมก จากด, ๒๕๕๔), หน้า ๔๘๔. ิ ิ ั ิ ํ ั ๒ http://th.wikipedia.org/wiki/อธปไตย (๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๕). ิ ๓ http://blog.eduzones.com/jipatar/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). ๔ http://blog.eduzones.com/jipatar/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
  • 3.
    ๓ อย่างของ ซีอ ีโอก็คอ ควรต้อ งบริหารทรัพยากรบุคคลให้เป็ น สื่อ สารให้เป็ น ไม่เช่นนัน ไม่ ื ้ เพียงแต่จะไม่ประสบความสําเร็จ แต่ยงอาจเกิดแรงสะท้อ นกลับมาในทางลบ เพียงเพราะ ั ประสานงาน และสื่อสารกับคนในองค์กรได้ไม่ชดเจน ๕ ั4 การบริห ารระบบนี้ เ หมาะกับ การบริห ารครอบครัว และองค์ ก รขนาดเล็ก เช่ น บริษทเอกชน หรือการนํ าระบบนี้ไปบริหารองค์การใหญ่ๆ ที่เป็ นของเอกชนก็สามารถประสบ ั ความสําเร็จได้ถ้าผูนําเป็ นคนฉลาด รอบคอบ มีวสยทัศน์ม องการณ์ไกล เช่น ตัวอย่างที่นาย ้ ิ ั ประสิทธิ ์ กาญจนวัฒน์ กล่าวถึงการบริหารงานขององค์การโทรศัพ ท์ว่า องค์การโทรศัพท์ใช้ เวลาติดตังโทรศัพท์ ๔๐ ปี ได้ ๒.๔ ล้านเลขหมาย พอบริษทในเครือ ซี พี คือบริษทเทเลคอม ้ ั ั เอเซีย เข้าไปสัมปทานจากรัฐบาลใช้เวลา ๕ ปี ติดตังโทรศัพท์ให้ประชาชน ได้ ๒ ล้านเลขหมาย ้ ๖ เท่ากันกับทีองค์การโทรศัพท์ทํา ๔๐ ปี ่ 5 จาก ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การบริหารงานแบบอัตตาธิปไตย หรือแบบเอาผูนํา ้ เป็นทีตงทําให้ประสบความสําเร็จ และมีคุณภาพเหมือนกัน ทังนี้ขนอยู่กบความรู้ ความสามารถ ่ ั้ ้ ้ึ ั ของผูนําด้วย ้ ในทางพระพุทธศาสนาการบริหารแบบอัตตาธิปไตย พระพุทธองค์ทรงใช้เมื่อสมัย ตรัสรูใหม่ๆ สาวกยังมีจํานวนน้อยสามารถดูแลทัวถึงตัวอย่างที่พระองค์ใช้อตตาธิปไตยในการ ้ ่ ั บริห ารคณะสงฆ์ เช่น การที่พ ระองค์อ นุ ญ าตให้กุ ล บุ ตรผู้ม ีค วามประสงค์จะบวชเป็ น ภิก ษุ พระองค์ทรงอนุญาตให้อุปสมบทด้วยการเปล่งพระวาจาว่า เธอจงเป็ นภิกษุมาเถิด หรือเรียกว่า เอหิอุปสัมปทา ๗ อาทิ การประทานการอุปสมบทให้แก่พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็ นต้น การ 6 บริหารแบบอัตตาธิปไตยนี้กทําให้การบริหารคณะสงฆ์ของพระองค์เป็ นไปด้วย ความเรียบร้อย ็ ทําให้การเผยแผ่พระธรรมวินยเจริญรุ่งเรืองขึนตามลําดับ แต่พระองค์กไม่ได้ยดเอาหลักการนี้ใช้ ั ้ ็ ึ ในการบริหารตลอดไป เมื่อหมู่สาวกมีจํานวนเพิมมากขึนพระองค์จงเปลียนเป็ นการบริหารแบบ ่ ้ ึ ่ โลกาธิปไตย และธัมมาธิปไตย ๓.๒ การบริ หารงานตามหลักโลกาธิ ปไตย การ บริหารงานตามหลักโลกาธิปไตย คือการบริหารยึดเอาเสียงข้างมากเป็ นเกณฑ์ ั ั ในการตัดสินใจ ในปจจุบนเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตย เป็ นระบอบที่ได้รบการยอมรับทั ่วโลก ั เพราะอํานาจบริหารเป็ นของประชาชน แต่เนื่องจากประชาชนมีเป็ นจํานวนมากจึงต้อ งเลือ ก ตัว แทนเข้า ไปบริห าร ระบอบนี้ จึง จัด ให้ ม ีก ารเลือ กตัง ตัว แทนหรือ ผู้แ ทน เช่ น เลือ กตัง ้ ้ ประธานาธิบดี เลือ กตังสมาชิกวุฒสภา เลือ กตังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็ นต้น ข้อ ดีข อง ้ ิ ้ ๕ http://www.classifiedthai.com/content.(๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). ๖ อภิวฒน์ วรรณกร, ประสิทธ์ ิ กาญจนวฒน์ คิด พด เขียน, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ ั ั ู สุขภาพใจ, ๒๕๔๐), หน้า ๑๓๘. ๗ ดรายละเอยดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๑๘/๒๕. ู ี
  • 4.
    ๔ ระบอบนี้ค ือ ประชาชนมีสทธิเ์ลือ กตัวแทนของตนเองด้วยตนเอง ผูแทนเข้าไปบริหารต้องฟ ง ิ ้ ั เสียงของประชาชนด้วย เพราะถ้าบริหารไม่ดีสมัยต่อไป ประชาชนก็ไ ม่เลือ ก ระบอบนี้มการ ี แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนู ญ ข้อเสียคือ ทําให้ล่าช้า เพราะต้อ ง ้ ้ ี ั ผ่านกระบวนการหลายขันตอน การเลือ กตังก็มการซื้อสิทธิ ์ขายเสียงกันซึ่งเป็ นปญหาใหญ่ไ ม่ ้ ่ สามารถแก้ไข ได้อย่างถาวรหรือเด็ดขาด เพราะยินยอมกันทังสองฝาย เช่นตัวอย่างที่เกิดขึนใน ้ ประเทศไทย จากเหตุการณ์ทเี กิดขึนกับประเทศไทยนี้แสดงให้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยทีใช้กน ้ ่ ั อยู่น้ีไม่เหมาะกับประเทศไทย สอดคล้อ งกับข้อ มูลที่ สิริอญญา ได้นําเสนอในบทความเรื่อ ง ั “พุทธทาสกับธรรมาธิปไตย” ตอนหนึ่งว่า สํานักวิจยสําคัญของสหรัฐอเมริกาได้แฉโพยกันเอง ั แล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย ไม่เหมาะสมกับประเทศในเอเซียและในประเทศไทย เพราะมิได้ คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างเมือ งกับชนบท มิไ ด้คํานึงถึงการซื้อ เสียงและการใช้อํานาจ อิทธิพล ตลอดจนการคอร์รปชันซึ่งเป็นด้านหลักทีปกคลุมประเทศในเอเชียอยู่ สํานักวิจยนี้จงได้ ั ่ ่ ั ึ ชีวาประเทศในเอเซียจึงพากันปฏิเสธประชาธิปไตยแบบที่สหรัฐต้องการให้เป็ นแทบจะ สิ้นเชิง ้่ แล้ว แม้กระทังคนซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ชนิดหัวเด็ดตีนขาดก็ปฏิเสธประชาธิปไตย แบบ ่ ตะวันตกนันแล้ว ๘ ้ 7 สิริอญญา ได้อ้างถึง พุทธทาสภิก ขุว่า ท่านเจ้าคุณได้อ รรถาธิบายนากาลต่อมาว่า ั สิทธิเสรีภ าพก็มีทงดีและไม่ดี คือมีทงฝ่ายสัม มาและฝ่ายมิจฉา นันคือสิทธิเสรีภ าพที่รบใช้ ั้ ั้ ่ ั ประเทศชาติ รับใช้ประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็ นสิทธิเสรีภาพที่เป็ นสัมมา แต่สทธิ ิ เสรีภ าพในการทําลายชาติบ้านเมือ งเป็ นสิทธิเสรีภาพแบบมิจฉา การปกครองไม่ว่าในระบบ ไหนๆ หากไม่ถอธรรมเป็ นใหญ่ ไม่เคารพธรรมและไม่เป็ นธรรมแล้ว การปกครองนันๆ ก็ใช้ ื ้ ไม่ได้ทงสิน เช่นเดียวกับความสามัคคีหรือความสมานฉันท์หรือการปรองดอง หากไม่ตงอยู่ใน ั้ ้ ั้ ๙ ธรรม ไม่เป็นไปโดยธรรมแล้ว ล้วนใช้ไม่ได้ทงสิน ั้ ้ 8 พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ได้แสดงทัศนะว่า โลกาธิปไตย เป็นดาบสองคม มีทงคุณและโทษ กล่าวคือหากเสียงส่วนใหญ่ประกอบด้วยธรรม มาจากผูมคุณธรรม ย่อมให้คุณ ั้ ้ ี แต่หากไม่ประกอบด้วยธรรม มาจากผูขาดธรรมย่อมให้โทษมากกว่าให้คุณ ๑๐ สอดคล้องกับ ้ 9 ทัศนะที่ว่า พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนเกี่ยวกับการกระทําของมนุ ษย์ว่าเกิดขึนด้วยอํานาจ แห่ง ้ อธิปไตย ๓ ประการนี้ ประการใดประการหนึ่ง ทังในส่วนที่เป็ นกุศลกรรม และอกุศลกรรม เช่น ้ ๘ สิร ิอ ัญ ญา บทความเรื่อ ง “พุ ท ธทาสกับ ธรรมาธิ ป ไตย, [ออนไลน์ ] แหล่ ง ท่ีม า : http://www.paisalvision.com (๓๑ สงหาคม ๒๕๕๕). ิ ๙ http://www.paisalvision.com/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). ๑๐ พระธรรมกิต ติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบณฑต), คาวด, [ออนไลน์ ] แหล่งท่มา : ั ิ ํ ั ี http://www.kalyanamitra.org (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).
  • 5.
    ๕ คนทําดีเพราะเห็นตามคนส่วนใหญ่ หรือในทางกลับกัน คนทําชัวเพราะเห็นตามคนส่วนใหญ่ ่ ๑๑ โดยไม่พนิจพิจารณาว่าทีคนส่วนใหญ่ทํานันถูกหรือผิด ิ ่ ้ 10 ในพระพุ ท ธศาสนาพระพุ ท ธองค์ ท รงอนุ ญ าตให้ ใ ช้ ก ารบริ ห ารแบบระบอบ โลกาธิปไตยเหมือนกัน เช่น ต่อมามีสาวกเพิมมากขึนพระองค์จงมอบอํานาจการบริหารให้เป็ น ่ ้ ึ หน้ าที่ของคณะสงฆ์ ให้ค ณะสงฆ์เป็ นใหญ่ อาทิ ทรงอนุ ญาตให้ม ีการอุปสมบทด้วยวิธีญัตติ จตุตถกรรมวาจา ๑๒ คือทรงอนุ ญาตให้มพระภิกษุเข้าร่วมสังฆกรรมอย่างน้อย ๕ รูปเป็ นอย่าง 11 ี น้อย เฉพาะในชนบทที่ห่างไกล ส่วนในมัชฌิมประเทศ ทรงอนุ ญาตให้มพระภิกษุเข้าร่วมสังฆ ี ๑๓ ่ กรรมตังแต่ ๑๐ ขึนไป คณะสงฆ์ฝายเถรวาทจึงได้ยดเอาหลักนี้ปฏิบตมาจนถึงทุกวันนี้ ้ ้ 12 ึ ั ิ จากหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิ ฎกจะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญระบอบ การบริหารแบบโลกาธิปไตยมาก เช่น การทีพระองค์แนะนํ าให้พระนางปชาบดีโคตมีผเป็ นพระ ่ ู้ มาตุ จ ฉา (น้ า ) ผู้ต้อ งการจะถวายผ้า ไหมเนื้อ ดีท่ีพ ระนางทอเองแก่ พ ระพุ ท ธเจ้าเพื่อ จะได้ อานิสงส์มาก แต่พระองค์แนะนําให้พระนางถวายแก่สงฆ์จะได้อานิสงส์มากกว่า เรื่องนี้ปรากฏใน พระไตรปิ ฎกเล่ม ที่ ๑๒ ชื่อว่า ทัก ขิณ าวิภ ัง คสูต ร ในมัช ฌิม นิก าย อุ ปริปณ ณาสก์ ๑๔ แต่ ั 1 3 โลกาธิปไตยในความหมายนี้พระพุทธองค์หมายถึงเสียงส่วนมากหรือ สงฆ์ท่ทําตามธรรมตาม ี วินย ถ้าผิดธรรมผิดวินยพระองค์กตเิ ตียน ดังพระพุทธพจน์วา “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ติเตียนคน ั ั ็ ่ ทีควรติเตียน” “ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ ยกย่องคนทีควรยกย่อง” ๑๕ ่ ่ ๓.๓ การบริ หารงานตามหลักธัมมาธิ ปไตย การบริหารงานตามหลักธัมมาธิปไตย คือ การบริหารแบบยึดเอาความถูกต้องเป็ น เกณฑ์ไม่ได้คํานึงเสียงส่วนใหญ่ท่ไ ม่ถูกต้องชอบธรรม มีนักปราชญ์ทางด้านพระพุทธศาสนา ี หลายท่านได้แสดงทัศนะเกียวกับการบริหารงานตามหลักการนี้ไว้ เช่น ่ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้แสดงทัศนะไว้ในหนังสือเรื่อง “ธรรมาธิปไตย ไม่มา จึงหาประชาธิปไตยไม่เจอ” สรุปใจความได้ว่า ธรรมาธิปไตยไม่ใช่ระบบแยกต่างหาก อีก ระบบจากประชาธิปไตย แต่เป็ นคุณภาพ “เป็ นหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจของบุคคลที่อยู่หรือ ร่วมอยู่ในระบบการปกครองนัน” ถ้าการตัดสินใจโดยตรวจสอบเรื่องราว สืบค้นความจริง หา ้ ั ข้อมูลให้ชดเจนถ่องแท้ ใช้ปญญาพิจารณาในการตัดสินใจต่างๆ เช่น ถ้าในระบอบประชาธิปไตย ั ก็เป็ นการตัดสินใจเลือกตัง โดยพิจารณาว่าผูสมัครคนไหนเป็ นคนดี มีความสามารถ มุ่งทํา ้ ้ ประโยชน์ ให้ส่วนรวมจริงๆ ก็ตดสินใจไปตามความดีงามความถูกต้อ งนัน นี้เรียกว่าเป็ น ั ้ ๑๑ http://www.br.ac.th (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). ๑๒ คอการสวดตงญตตประกาศใหสงฆทราบ ๑ ครง แลวสวดประกาศรบเขาหมู่ ๓ ครง. ื ั้ ั ิ ้ ์ ั้ ้ ั ้ ั้ ๑๓ ดรายละเอยดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๒๕๙/๓๙, ๓๘๘/๒๗๖, ๔๕๐/๓๒๘. ู ี ๑๔ ดรายละเอยดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๗๖/๔๒๔-๔๓๒. ู ี ๑๕ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๒๔๔๒/๕๓๑.
  • 6.
    ๖ ธรรมาธิปไตย แต่ถาเลือกโดยเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็ นหลักนี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย หรือ ้ ตัดสินใจเลือกโดยว่าไปตามกระแส ลงคะแนนแบบเฮตามพวกไป นี้เรียกว่าโลกาธิปไตย ๑๖ 15 พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้แสดงทัศนะไว้ในหนังสือเรื่อง “พุทธวิธี บริหาร” ตอนว่าด้วยการบริหารตามหลักธัมมาธิปไตยสรุปใจความได้ว่า การบริหารตามหลัก ้ ั ธัมมาธิปไตย ผูบริหารต้องประกอบด้วยพละ ๔ คือ ปญญาพละ วิรยพละ อนวัชชพละ สังคหพละิ ั ั ปั ญญาพละ กําลังคือปญญา หมายถึง ผูบริหารต้อ งมีปญญา คือ ต้อ งเป็ นผู้ขวนขวายเพื่อให้ ้ ั ั ั เกิดปญญา ๓ ด้าน อาทิ สุตมยปญญา ปญญาเกิดจากการฟง จินตามยปญญา ปญญาเกิดจาก ั ั ั ั ั การคิด ภาวนามยปญญา ปญญาเกิดจากการปฏิบติ หรือการเจริญภาวนา ในที่น้ีท่านอธิบาย ั การรอบรู้ ๓ อย่าง คือ รูจกตน รูคน รู้งาน รู้จกตนเองคือรู้ความสามารถของตน อุปนิสยของ ้ั ้ ั ั ตน รูจกคน คือรูจกคนทีทํางานร่วมกัน หมายความว่า มอบงานให้ถูกกับคน และรู้งาน คือรู้จก ้ั ้ั ่ ั งานที่ร ับผิดชอบ วิ ริ ย พละ พลัง ของความเพีย ร ผู้บ ริห ารต้อ งเป็ นคนขยัน อดทน ต่อ สู้ก ับ อุปสรรคต่างๆ ทีเกิดขึน ไม่ทอดทิ้งธุระกลางครัน ในที่น้ีท่านอธิบายเกี่ยวกับสสังขาริกะ คือ มี ่ ้ ความขยันสูงานเพราะคนอื่นชักชวนแนะนํ า อสังขาริกะ มีความขยันสู้งานด้วยความเพียรของ ้ ตนเอง อนวัชชพละ พลังแห่งการงานทีไม่มโทษ คือประกอบการงานสุจริต ไม่ผดกฎหมายและ ่ ี ิ ศีลธรรม ท่านอธิบายว่า ผูบริหารต้องเว้นอบายมุข อันเป็ นทางแห่งความเสื่อม เช่น ไม่ตดการ ้ ิ พนัน ไม่ตดสุรายาเสพติด ไม่เกียจคร้าน ไม่คบมิตรชัว จากนันให้รกษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ ์ สังคหพละ ิ ่ ้ ั คือให้มพรหมวิหาร ๔ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทตา อุเบกขา และสังคหพละ พลังแห่งการ ี ิ สงเคราะห์ หมายถึงผูบริหารต้องเป็นคนสงเคราะห์เพื่อนร่วมงานตามสมควรแก่ตําแหน่ งหน้าที่ ้ การสงเคราะห์มหลายวิธี เช่น การให้สงของ การพูดจาด้วยถ้อยคําไพเราะ สุภาพอ่อนโยน การ ี ิ่ ช่วยเหลือการงานบางครังบางคราว และการวางตัวเสมอต้นเสมอปลายหรือการเอาใจเขามาใส่ ้ ๑๗ ใจเรา16 ั จากทัศนะของพระธรรมโกศาจารย์ทนําเอาปญญาพละมาเป็นเครื่องมือในการบริหาร ่ี ตามหลักธัมมาธิปไตยนี้ ผูเ้ ขียนมีความเห็นสอดคล้องกับทัศนะดังกล่าวนี้เพราะพระพุทธองค์ได้ ั ตรัสสรรเสริญปญญาไว้หลายแห่งต่างกาลต่างวาระกัน เช่น ตรัสว่า “ป�ฺญา โลกสฺม ิ ปชฺโชโต ปญญาเป็ นแสงสว่างในโลก” ๑๘ “ป�ฺญา นรานํ รตนํ ปญญา เป็ นรัตนะของนรชน” ๑๙ เป็ นต้น ั ั ๑๖ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต), ธรรมาธิ ปไตยไม่มา จึงหาประชาธิ ปไตยไม่เจอ, ปี ๒๕๔๙), หน้า ๑๓, [ออนไลน์] แหล่งทมา : http://www.nidambe11.net (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). ่ี ๑๗ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจตฺโต), พุทธวิ ธีบริ หาร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมพ์ ิ ิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หน้า ๕๓-๗๘. ๑๘ สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๘๐/๓๓. สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๘๐/๘๕. ๑๙ สํ.ส. (บาลี) ๑๕/๕๑-๕๒/๒๖, สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๕๑/๖๗.
  • 7.
    ั ั ตามหลักพระพุทธศาสนา มีปจจัยเป็นเครื่องพัฒนาปญญาอยู่ ๒ อย่าง คือ ปรโตโฆสะและโยนิโส มนสิการ ๒๐19 ปรโตโฆสะ แยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่เป็ นบุคคลโดยตรง เช่น บิดามารดา ครู อาจารย์ ผูเ้ ป็นกัลยาณมิตร คอยแนะนําตักเตือน ในสิงทีดงามก่อให้เกิดความรูหรือปญญา เรียก ่ ่ ี ้ ั ั อีก อย่างหนึ่งว่า ปจจัยภายนอก ส่วนที่สองได้แก่ คัม ภีร์ต่าง ๆ ที่บนทึก คําสอนของท่านผู้รู้ ั ทังหลาย เช่น ตํารับตํารา หรือหนังสือเรียน เป็ นต้น เป็ นแหล่งความรู้ท่เป็ นประโยชน์เมื่อได้ ้ ี อ่านแล้วจะทําให้เกิดปญญา ั ั โยนิโสมนสิการ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปจจัยภายใน ได้แก่การพิจารณาไตร่ตรอง ใคร่ ค รวญสิ่ ง ที่ ไ ด้ ร ับ ฟ ัง มาจากบิ ด ามารดา ครู อ าจารย์ นั ้น หรื อ ที่ ไ ด้ อ่ า นมานั ้น ตาม ั ั กําลังสติปญญา ก็จะทําให้เกิดปญญาเพิ่มขึ้น เช่น ได้ยนบิดามารดาบอกว่า การดื่มสุราไม่ดี ิ เพราะจะทํ า ให้สูญ เสีย การทรงตัว สติจะอ่อ นกํา ลัง ไม่ ส ามารถควบคุ ม ความคิด หรือ อวัย วะ ั ั ร่างกายของตนให้อยู่ในสภาวะปกติได้ เมื่อได้รบฟงมาอย่างนี้แล้ว ก็นําไปคิดไตร่ตรองต่อว่า เพราะเหตุไร สุราจึงมีฤทธิ ์ทําให้คนทีด่มเป็นอย่างนัน ก็ตองไปศึกษาต่อว่า สุราประกอบด้วยสาร ่ ื ้ ้ อะไรบ้าง หรือว่า สุราทํามาจากอะไร เมื่อคิดพิจารณาอย่างนี้แล้วก็จะทราบข้อเท็จจริงของสุรา ความรูทได้กกลายเป็นปญญา ทีเกิดขึนด้วยโยนิโสมนสิการ ๒๑ ้ ่ี ็ ั ่ ้ 20 จากข้อความทีได้ทําการศึกษามานี้แสดงให้เห็นว่าการบริหารตามหลักธัมมาธิปไตย ่ ้ ั ผูบริหารต้องประกอบด้วยพละ ๔ ประการ คือ ปญญาพละ วิรยพละ อนวัชชพละ และสังคหพละ ิ ดังกล่าวนันจึงจะประสบความสําเร็จในการบริหารตามเป้าหมายทีตงไว้ ้ ่ ั้ เรื่องการรื้อฟื้ นคดีข้นมาตัดสินใหม่ข องเจ้าชายพันธุละมหาอํามาตย์ของพระเจ้า ึ ปเสนทิโกศล เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งทีแสดงให้เห็นว่า เจ้าพันธุละ ได้บริหารตามหลักธัมมาธิปไตย ่ ความย่อว่า เจ้าชายพันธุละ ได้รอฟื้ นคดีความทีคณะผูพพากษาชุดเดิมตัดสินไม่เป็นธรรมขึนมา ้ื ่ ้ ิ ้ พิจารณา ใหม่ แล้วตัดสินให้ผถูก เป็ นฝ่ายชนะ ให้ผผดเป็ นฝ่ายแพ้ ทําให้ประชาชนพอใจการ ู้ ู้ ิ ตัดสินของเจ้าชายพันธุละ พากันส่งเสียงสาธุการ ดังไปถึงพระตําหนักของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทราบเรื่องจึงแต่งตังให้เสนาบดีพนธุละ เป็นผูพพากษาอีกตําแหน่งหนึ่ง ้ ั ้ ิ ๒๒ 21 ๒๐ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕, องฺ.ทุก.อ. (ไทย) ๒/๑๒๗/๕๓. ๒๑ พระมหาธานินทร์ อาทตวโร, “การพัฒนาสังขารเพื่อการบรรลธรรมในพระพุทธศาสนาเถร ิ วาท”, วิ ทยานิ พนธ์ พทธศาสตรดษฎีบณฑิต, (บณฑตวทยาลย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ุ ุ ั ั ิ ิ ั ๒๕๕๕), หน้า ๗๐. ๒๒ ดรายละเอยดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๓/๑๙๗. ู ี
  • 8.
    การทีพระพุทธเจ้าทรงแต่งตังอัครสาวกทังสอง คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ่ ้ ้ ก็ทําตามธัมมาธิปไตย กล่าวคือ พระเถระทังสองรูปนี้เคยได้บําเพ็ญบารมีมาตังแต่อดีตชาติเพื่อ ้ ้ ได้ตําแหน่ งอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ถึงแม้ว่าการแต่งตังครังนันจะมีเสียง ้ ้ ้ คัดค้านจากพระภิกษุเป็นจํานวนมากว่า พระองค์เห็นแก่หน้า เห็นแก่พวกพ้อง เพราะพระเถระ ทังสองรูปนันเพิ่ง จะบวชไม่น าน มีพระเถระที่ม ีพ รรษามากกว่าและเหมาะสมกว่าหลายรู ป ้ ้ ั พระองค์นํ าเรื่องราวในอดีตชาติข องแต่ละรูป มาแสดงให้พ วกภิก ษุ ฟ ง เสียงคัดค้า นจึงเงีย บ หายไปทุกรูปจึงยอมรับการตัดสินพระทัยของพระองค์ ๒๓ 22 ในบรรดาอธิปไตยทัง ๓ นัน ธัมมาธิปไตยนี้พระองค์ให้ความสําคัญมากเห็นได้จาก ้ ้ พระพุทธพจน์ทปรากฏในพระ ไตรปิฎกหลายแห่งทีพระองค์ทรงเตือนให้ภิกษุ ยึดเอาธรรมเป็ น ่ี ่ ใหญ่ ทรงแนะนําให้ภกษุยดเอาพระธรรมเป็นทีพง เช่น พระพุทธพจน์ในมหาปรินิพานสูตร ทีฆ ิ ึ ่ ่ึ นิกาย มหาวรรค ในจักกวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในโคปกโมคคัลลานสูตร ในอัตตทีป สูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ในคิลานสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรคว่า “ภิกษุทงหลาย เธอทังหลาย จงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นทีพง ไม่มสงอื่นเป็นทีพง จงมี ั้ ้ ่ ่ึ ี ิ่ ่ ่ึ ๒๔ ธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นทีพงไม่มสงอืนเป็นทีพงอยู่เถิด” ่ ่ึ ี ิ่ ่ ่ ่ึ ๔. บทสรุป การบริหารงานตามหลักอธิปไตย ๓ คือการบริหารแบบเอาตัวเป็ นใหญ่ในการตัดสิน สังการโดยไม่ต้องขอความเห็นจากคนอื่น เมื่อสั ่งการไปแล้วผูส ั ่งรับผิดชอบแต่ผเดียว เรียกว่า ่ ้ ู้ อัตตาธิไตย ข้อดีของการบริหารแบบนี้ คือ ทําให้รวดเร็วทันใจ ได้งานมาก ข้อเสีย คือ โอกาสที่ จะผิดพลาดมีสูง และเป็นการปิดกันการแสดงความคิดเห็นของคนอื่น การบริหารแบบเอาเสียง ้ ั ั ้ ส่วนมากเป็ นเกณฑ์ตดสิน หรือการบริหารแบบประชาธิปไตยในปจจุบน ผูเป็ นหัวหน้าต้องฟ ง ั ั เสียงคนอื่นด้วย เมื่อเสียงส่วนมากว่าอย่างไรก็เอาตามนัน เรียกว่า โลกาธิปไตย ข้อดีของการ ้ บริหารแบบนี้ คือ ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารหรือ แสดงความคิดเห็น การบริหารโปร่งใส เพราะมีระบบการตรวจสอบ ข้อเสียคือ ทําให้ล่าช้าเพราะต้อ งผ่านกระบวนการหลายขันตอน ้ การบริหารแบบเอาความถูกต้องเป็ นหลักโดยไม่คํานึงถึงเสียงส่วนมาก เรียกว่า ธัมมาธิปไตย แต่ถาเสียงส่วนมากถูกก็ถอว่าเป็นธัมมาธิปไตยเหมือนกัน พระพุทธองค์ได้วางหลักการบริหาร ้ ื ทัง ๓ นี้ไว้เพื่อเป็นแนวทางให้สาวกนําไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน ตามความเหมาะสมแก่ ้ สถานการณ์ดงทีพระองค์ได้ใช้เป็นแบบอย่างมานัน ในบรรดาหลักการบริหารทัง ๓ นี้ พระองค์ ั ่ ้ ้ ๒๓ ดรายละเอยดใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๕๕. ู ี ๒๔ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๖๕/๑๑๑, ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๘๐/๕๙, ม.อุ . (ไทย) ๑๔/๘๐/๘๗, สํ. ขนฺธ. (ไทย) ๑๗/๔๓/๕๙, สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๒๗๕/๒๒๔.
  • 9.
    ๙ จะให้ความสําคัญกับหลักธัมมาธิปไตยมากกว่า เพราะการยึดธรรมเป็นใหญ่หรือยึดความถูกต้อง เป็นหลักจะนํามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองโดยส่วนเดียว โดยสรุปไม่วาจะบริหารแบบไหน ถ้ายึดความถูกต้องตามธรรมตามระเบียบกฎหมาย ่ และระเบียบขององค์กรนันๆ ก็ถือว่าเป็ นการบริหารตามหลักธัมมาธิปไตยเหมือนกัน เพราะ ้ หลักการบริหารทัง ๓ นี้ไม่สามารถแยกออกจากกันโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหตุท่หลักธรรมใน ้ ี พระพุทธศาสนาสามรถเชือมโยงถึงกันหมดไม่วาจะยกหลักธรรมข้อไหนขึนมาปฏิบตกเ็ ท่ากับได้ ่ ่ ้ ั ิ ปฏิบตตามหลักคําสอนครบทังหมด ั ิ ้
  • 10.
    ๑๐ บรรณานุกรม ๑. ภาษาบาลี – ไทย : ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุ ฬ าลงกรณราชวิ ท ยาลั ย . พระไตรปิ ฎกภาษาบาลี ฉบับ มหาจุ ฬ าเตปิ ฏกํ . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐. __________. พระไตรปิ ฎกภาษาไทย ฉบับ มหาจุ ฬ าลงกรณราชวิ ทยาลั ย . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. __________. อรรถกถาบาลี ฉบับมหาจุฬาอฏฺฐกถา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์วญญาณ ิ , ๒๔๙๙,๒๕๓๓-๒๕๓๔. มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิ ฎกพร้อมอรรถกถาแปล. ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา มกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครังที่ ้ ๑๖. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษท สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๕๔. ั พระธรรมปิ ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุ กรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิม พ์ค รังที่ ้ ๑๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธวิ ธีบริ หาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙. อภิวฒน์ วรรณกร. ประสิ ทธิ์ กาญจนวัฒน์ คิ ด พูด เขียน. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ ั สุขภาพใจ, ๒๕๔๐. (๒) วิ ทยานิ พนธ์ พระมหาธานินทร์ อาทิตวโร. “การพัฒนาสังขารเพื่อการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท”. วิ ทยานิ พนธ์ พุทธศาสตรดุษฎีบณฑิ ต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง ั กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕.
  • 11.
    ๑๑ (๓) สื่ออิ เล็กทรอนิกส์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). ธรรมาธิ ปไตยไม่มา จึงหาประชาธิ ปไตยไม่เจอ. (ออนไลน์) แหล่งทีมา : http://www.nidambe11.net (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). ่ สิ ริ อ ั ญ ญ า บท ค วา ม เรื่ อ ง “พุ ทธ ท า ส กั บ ธรรม า ธิ ป ไต ย , [อ อน ไ ลน์ ] แหล่ ง ที่ ม า : http://www.paisalvision.com (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). http://www.paisalvision.com/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). พระธรรมกิต ติว งศ์ (ทองดี สุร เตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต ). คํา วัด. [ออนไลน์ ] แหล่ง ที่ม า : http://www.kalyanamitra.org (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). http://www.br.ac.th (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). http://www.classifiedthai.com/content.(๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). http://th.wikipedia.org/wiki/อธิปไตย (๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๕). http://blog.eduzones.com/jipatar/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕). http://blog.eduzones.com/jipatar/ (๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕).