1	
  



                                    หลักธรรมของนักบริหาร

         หลักธรรม หรือคําสั่งสอนของพระพุทธเจานั้น ถึงแมวาจะมีมาตั้งแตสมัยพุทธกาล นับถึงป
จจุบันเปนเวลา 2540 กวาปแลว แตทุกหลักธรรมยังคงทันสมัยอยูเสมอ สามารถนําไปประยุกตใช
เปนเครื่องดําเนินชีวิตและแนวทางในการบริหารงานไดเปนอยางดี ที่เปนเชนนี้ ก็เพราะหลักธรรมดังกลาว
เปนความจริงที่ สามารถพิสูจนไดที่เรียกวา “สัจธรรม” ปฏิบัติไดเห็นผลไดอยางแทจริงอยูที่เราจะนํา
หลักธรรมขอใดมาใชใหเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด สําหรับนักบริหารก็มีหลักธรรมสําหรับยึดถือ
และปฏิบัติอยางมากมาย ซึ่งไดนําเสนอไวบาง เรื่องที่สําคัญดังตอไปนี้




พรหมวิหาร 4

       เปนหลักธรรมของผูใหญ(ผูบังคับบัญชา) ที่ควรถือปฏิบัติเปนนิตย มี 4 ประการ คือ

       1.   เมตตา      ความรักใคร ปราถนาจะใหผูอื่นมีความสุข
       2.   กรุณา     ความสงสาร คิดชวยเหลือผูอื่นใหพนทุกข
       3.   มุทิตา    ความพลอยยินดีเมื่อผูอื่นไดดีมีสุข
       4.   อุเบกขา   วางตนเปนกลาง ไมดีใจ ไมเสียใจ เมื่อผูอื่นถึงวิบัติ มีทุกข
                                             2	
  




อคติ 4

       อคติ หมายความวา การกระทําอันทําใหเสียความเที่ยงธรรม มี 4 ประการ
       1. ฉันทาคติ ลําเอียงเพราะรักใคร
       2. โทสาคติ ลําเอียงเพราะโกรธ
       3. โมหาคติ ลําเอียงเพราะเขลา
       4. ภยาคติ ลําเอียงเพราะกลัว

       อคติ 4 นี้ ผูบริหาร/ผูใหญ ไมควรประพฤติเพราะเปนทางแหงความเสื่อม
                                              3	
  


สังคหวัตถุ 4

      เปนหลักธรรมอันเปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจของกันและกันเห็นเหตุใหตนเอง และหมูคณะกาวไ
ปสูความเจริญรุงเรือง

          1.ทาน           ใหปนสิ่งของแกคนที่ควรให
          2.ปยวาจา       เจรจาดวยถอยคําไพเราะออนหวาน
          3.อัตถจริยา     ประพฤติในสิงที่เปนประโยชน
                                       ่
          4.สมานนัตตตา    วางตนใหเหมาะสมกับฐานะของตน




       อิทธิบาท 4

          เปนหลักธรรมถือใหเกิดความสําเร็จ
            1.ฉันทะ ความพึงพอใจในงาน
           2.วิริยะ ความขยันมั่นเพียร
           3.จิตตะ ความมีใจฝกใฝเอาใจใสในงาน
           4.วิมังสา ไตรตรองหาเหตุผล
                                           4	
  


ทศพิธราชธรรม 10 ประการ

    เปนหลักธรรมสําหรับพระมหากษัตริยจะพึงถือปฏิบัติมาแตโบราณกาลแดนักบริหาร เชน
สรรพสามิตจังหวัด สรรพสามิตอําเภอ ก็นาจะนําไปอนุโลมถือปฏิบัติได

        หลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ มีอยูดังนี้

        1. ทาน คือ การใหปน ซึ่งอาจเปนการใหเพื่อบูชาคุณหรือใหเพื่อเปนการอนุเคราะห
         2. ศีล ไดแกการสํารวม กาย วาจา ใจ ใหเรียบรอยสะอาดดีงาม
         3. บริจาค ไดแก การใหทรัพยสิ่งของเพื่อเปนการชวยเหลือหรือความทุกขยากเดือดรอน
                    ของผูอื่นหรือเปนการเสียสละเพื่อหวังใหผูรับไดรับความสุข
         4. อาชวะ ไดแก ความมีอัธยาศัยซื่อตรงมั่นในความสุจริตธรรม
         5. มัทวะ ไดแก ความมีอัธยาศัยดีงาม ละมุนละไม ออนโยน สุภาพ
         6. ตบะ ไดแก การบําเพ็ญเพียรเพื่อขจัดหรือทําลายอกุศลกรรมใหสิ้นสูญ
         7. อโกรธะ ไดแก ความสามารถระงับหรือขจัดเสียไดซึ่งความโกรธ
         8. อวิหิงสา ไดแก การไมเบียดเบียนคนอื่น
         9. ขันติ ไดแก ความอดกลั้นไมปลอยกาย วาจา ใจ ตามอารมณหรือกิเลสที่เกิดมีขึ้นนั้น
       10. อวิโรธนะไดแก การธํารงครักษาไวซึ่งความยุติธรรม
                                            5	
  


บารมี 6

      เปนหลักธรรมอันสําคัญที่จะนิยมมาซึ่งความรักใครนับถือ นับวาเปนหลักธรรมที่เหมาะมาก
สําหรับนักบริหารจะพึงยึดถือปฎิบัติ มีอยู 6 ประการคือทาน

       1. ทาน     การใหเปนสิ่งที่ควรให
       2. ศีล     การประพฤติในทางที่ชอบ
        3. ขันติ ความอดทนอดกลั้น
        4. วิริยะ ความขยันหมั่นเพียร
        5. ฌาน การเพงพิจารณาใหเห็นของจริง
        6. ปรัชญา ความมีปญญารอบรู




ขันติโสรัจจะ

       เปนหลักธรรมอันทําใหบุคคลเปนผูงาม (ธรรมทําใหงาม)

        1. ขันติ คือ ความอดทน มีลักษณะ 3 ประการ
                     1.1 อดใจทนไดตอกําลังแหงความโกรธแคนไมแสดงอาการ กาย วาจา ที่ไมนารัก
                         ออกมาใหเปนที่ปรากฏแกผูอื่น
                    1.2 อดใจทนไดตอความลําบากตรากตรําหรือความเหน็ดเหนื่อย
        2. โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ทําจิตใจใหแชมชื่นไมขุนหมอง
                                             6	
  


ธรรมโลกบาล

       เปนหลักธรรมที่ชวยคุมครองโลก หรือมวลมนุษยใหอยูความรมเย็นเปนสุข มี 2 ประการคือ

       1. หิริ    ความละอายในตนเอง
       2. โอตัปปะ ความเกรงกลัวตอทุกข และความเสื่อมแลวไมกระทําความชั่ว

อธิฐานธรรม 4

        เปนหลักธรรมที่ควรตั้งไวในจิตใจเปนนิตย เพื่อเปนเครื่องนิยมนําจิตใจใหเกิดความรอบรูความจริง
รูจักเสียสละ และบังเกิดความสงบ มี 4 ประการ

     1. ปญญา ความรูในสิ่งที่ควรรู รูในวิชา
      2. สัจจะ     ความจริง คือประพฤติสิ่งใดก็ใหไดจริงไมทําอะไรจับจด
     3. จาคะ       สละสิ่งที่เปนขาศึกแหงความจริงใจ คือ สละความเกียจคราน หรือความหวาดกลัว
ตอความยุงยาก ลําบาก
     4. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งที่เปนขาศึกตอความสงบ คือ ยับยั้งใจมิใหปนปวนตอความพอใจ
รักใคร และความขัดเคืองเปนตน
                                             7	
  


คหบดีธรรม 4

       เปนหลักธรรมของผูครองเรือนพึงยึดถือปฏิบัติ มี 4 ประการ คือ
       1. ความหมั่น
       2. ความโอบออมอารี
       3. ความไมตื่นเตนมัวเมาในสมบัติ
       4. ความไมเศราโศกเสียใจเมื่อเกิดภัยวิบัติ




ราชสังคหวัตถุ 4

     เปนหลักธรรมอันเปนเครื่องชวยในการวางนโยบายบริหารบานเมืองใหดําเนินไปดวยดี
มี 4 ประการ คือ

     1. ลัสเมธัง     ความเปนผูฉลาดปรีชาในการพิจารณาถึงผลิตผลอันเกิดขึ้นในแผนดิน แลว
พิจารณาผอนผันจัดเก็บเอาแตบางสวนแหงสิ่งนั้น
                                           8	
  


    2. ปุริสเมธัง ความเปนผูฉลาดในการดูคนสามารถเลือกแตงตั้งบุคคลใหดํารงตําแหนงใน
ความถูกตองและเหมาะสม
    3. สัมมาปาลัง การบริหารงานใหตองใจประชาชน
    4. วาจาเปยยัง ความเปนบุคคลมีวาจาไพเราะรูจักผอนสั้นผอนยาวตามเหตุการณ
ตามฐานะและตามความเปนธรรม

สติสัมปชัญญะ

       เปนหลักธรรมอันอํานวยประโยชนแกผูประพฤติเปนอันมาก
       1.สติ         คือ ความระลึกไดกอนทํา กอนบูชา กอนคัด คนมีสติจะไมเลินเลอ เผลอตน
       2.สัมปชัญญะ คือ ความรูตัวในเวลากําลังทํา กําลังพูด กําลังคิด

อกุศลมูล 3

        อกุศลมูล คือ รากเหงาของความชั่ว มี 3 ประการคือ
       1. โลภะ ความอยากได
       2. โทสะ ความคิดประทุษรายเขา
       3. โมหะ ความหลงไมรูจริง




นิวรณ 5

       นิวรณ แปลวา ธรรมอันกลั้นจิตใจไมใหบรรลุความดี มี 5 ประการ
       1. กามฉันท พอใจรักใครในอารมณ มีพอใจในรูป เปนตน
                                               9	
  


       2. พยาบาท ปองรายผูอื่น
       3. ถีนมิทธะ ความที่จิตใจหดหูและเคลิบเคลิ้ม
       4. อุธัจจะกุกกุจจะ ความฟุงซานและรําคาญ
       5. วิจิกิจฉา ความลังเลไมตกลงใจได

ผูกําจัดหรือบรรเทานิวรณได ยอมไดนิสงส 5 ประการคือ

       1.   ไมของติดอยูในกายตนหรือผูอื่นจนเกินไป
       2.   มีจิตประกอบดวยเมตตา
       3.   มีจิตอาจหาญในการประพฤติความดี
       4.   มีความพินิจและความอดทน
       5.   ตัดสินใจในทางดีไดแนนอนและถูกตอง




เวสารัชชกรณะ 5

       เวสารัชชกรณะ แปลวา ธรรมที่ยังความกลาหาญใหเกิดขึ้นมี 5 ประการ คือ
       1. ศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
       2. ศีล       ประพฤติการวาจาเรียบรอย
       3. พาหุสัจจะ ความเปนผูศึกษามาก
       4. วิริยารัมภะ ตั้งใจทําความพากเพียร
       5. ปญญา        รอบรูสิ่งที่ควรรู
                                              10	
  


อริยทรัพย 7

       1. ศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
       2. ศีล     ประพฤติการวาจาเรียบรอย
       3. หิริ    ความละอายตอบาปทุจริต
       4. โอตัปปะ ความสะดุงกลัวตอบาปทุจริต
       5. พาหุสัจจะ ความเปนคนไดยินไดฟงมามาก
       6. จาคะ การใหปนสิ่งของแกคนที่ควรให
       7. ปญญา ความรอบรูทั้งสิ่งที่เปนประโยชนและสิ่งที่เปนไท




สัปปุริสธรรม 7

       เปนหลักธรรมอันเปนของคนดี (ผูประพฤติชอบ) มี 7 ประการ

       1.   ธัมมัญุตา    ความเปนผูรูวาเปนเหตุ
       2.   อัตถัญุตา    ความเปนผูรูจักผล
       3.   อัตตัญุตา    ความเปนผูรูจักตน
       4.   มัตตัญุตา    ความเปนผูรูจักประมาณ
       5.   กาลัญุตา     ความเปนผูรูจักกาลเวลาอันเหมาะสม
       6.   ปุริสัญุตา   ความเปนผูรูจักสังคม
                                           11	
  


       7. บุคคลโรปรัชญุตา ความเปนผูรูจักคบคน

คุณธรรมของผูบริหาร 6

       ผูบริหาร นอกจากจะมีคุณวุฒิในทางวิชาการตาง ๆ แลวยังจําเปนตองมีคุณธรรมอีก 6 ประการ

       1.   ขมา       มีความอดทนเกง
       2.   ชาตริยะ ระวังระไว
       3.   อุฎฐานะ หมั่นขยัน
       4.   สังวิภาคะ เอื้อเฟอเผื่อแผ
       5.   ทยา เอ็นดู กรุณา
       6.   อิกขนา หมั่นเอาใจใสตรวจตราหรือติดตาม




ยุติธรรม 5

     นักบริหารหรือผูนํามักจะประสบปญหาหรือรองเรียนขอความเปนธรรมอยูเปนประจํา
หลักตัดสินความเพื่อใหเกิดความ “ยุติธรรม” มี 5 ประการ คือ

       1. สัจจวา แนะนําดวยความจริงใจ
       2. บัณฑิตะ ฉลาดและแนะนําความจริงและความเสื่อม
                                            12	
  


       3. อสาหะเสนะ ตัดสินดวยปญญาไมตัดสินดวยอารมณผลุนผลัน
       4. เมธาวี นึกถึงธรรม (ยุติธรรม) เปนใหญไมเห็นแกอามิสสินจาง
        5. ธัมมัฎฐะ ไมริษยาอาฆาต ไมตอเวร

ธรรมเครื่องใหกาวหนา 7

   นักบริหารในตําแหนงตาง ยอมหวังความเจริญกาวหนาไดรับการเลื่อนชั้นเลื่อนตําแหนงสูงขึ้น
พระพุทธองคทรงตรัสธรรมเครื่องเจริญยศ (ความกาวหนา) ไว 7 ประการ คือ

       1. อุฎฐานะ หมั่นขยัน
       2. สติ มีความเฉลียว
       3. สุจิกัมมะ การงานสะอาด
       4. สัญญตะ ระวังดี
       5. นิสัมมการี ใครครวญพิจารณาแลวจึงธรรม
       6. ธัมมชีวี เลี้ยงชีพโดยธรรม
        7. อัปปมัตตะ ไมประมาท




ไตรสิกขา

     เพื่อเปนการสนับสนุนใหเกิดความตั้งใจดีและมีมือสะอาด นักบริหารตองประกอบตนไวใน
ไตรสิกขาขอที่ตองสําเหนียก 3 ประการ คือ

       1. ศีล
       2. สมาธิ
                                          13	
  


       3. ปญญา

ทั้งนี้เพราะ ศีล   เปนเครื่องสนับสนุนใหกาย (มือ) สะอาด
             สมาธิ เปนเครื่องสนับสนุนใหใจสงบ
             ปญญา เปนเครื่องทําใหใจสวาง รูถูก รูผิด




พระพุทธโอวาท 3

      นักบริหารที่ทํางานไดผลดี เนื่องจากได ”ตั้งใจดี” และ “มือสะอาด” พระพุทธองคไดวางแนว
ไว 3 ประการ ดังนี้

        1. เวนจากทุจริต การประพฤติชั่ว ทางกาย วาจา ใจ
        2. ประกอบสุจริต ประพฤติชอบ ทางกาย วาจา ใจ
        3. ทําใจของตนใหบริสุทธิ์สะอาด ไมโลภ ไมโกรธ ไมหลง

      การนําหลักธรรมที่ประเสริฐมาปฎิบัติ ยอมจักนําความเจริญ ตลอดจนความสุขกาย
สบายใจ ใหบังเกิดแกผูประพฤติทั้งสิ้น สมดังพุทธสุภาษิตที่วา “ ธัมโม หเว
รักขติ ธัมมจาริง” ธรรมะยอมคุมครองรักษาผูประพฤติธรรม
                                            

	
  

หลักธรรม ของ นักบริหาร

  • 1.
      1   หลักธรรมของนักบริหาร หลักธรรม หรือคําสั่งสอนของพระพุทธเจานั้น ถึงแมวาจะมีมาตั้งแตสมัยพุทธกาล นับถึงป จจุบันเปนเวลา 2540 กวาปแลว แตทุกหลักธรรมยังคงทันสมัยอยูเสมอ สามารถนําไปประยุกตใช เปนเครื่องดําเนินชีวิตและแนวทางในการบริหารงานไดเปนอยางดี ที่เปนเชนนี้ ก็เพราะหลักธรรมดังกลาว เปนความจริงที่ สามารถพิสูจนไดที่เรียกวา “สัจธรรม” ปฏิบัติไดเห็นผลไดอยางแทจริงอยูที่เราจะนํา หลักธรรมขอใดมาใชใหเหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด สําหรับนักบริหารก็มีหลักธรรมสําหรับยึดถือ และปฏิบัติอยางมากมาย ซึ่งไดนําเสนอไวบาง เรื่องที่สําคัญดังตอไปนี้ พรหมวิหาร 4 เปนหลักธรรมของผูใหญ(ผูบังคับบัญชา) ที่ควรถือปฏิบัติเปนนิตย มี 4 ประการ คือ 1. เมตตา ความรักใคร ปราถนาจะใหผูอื่นมีความสุข 2. กรุณา ความสงสาร คิดชวยเหลือผูอื่นใหพนทุกข 3. มุทิตา ความพลอยยินดีเมื่อผูอื่นไดดีมีสุข 4. อุเบกขา วางตนเปนกลาง ไมดีใจ ไมเสียใจ เมื่อผูอื่นถึงวิบัติ มีทุกข
  • 2.
      2   อคติ 4 อคติ หมายความวา การกระทําอันทําใหเสียความเที่ยงธรรม มี 4 ประการ 1. ฉันทาคติ ลําเอียงเพราะรักใคร 2. โทสาคติ ลําเอียงเพราะโกรธ 3. โมหาคติ ลําเอียงเพราะเขลา 4. ภยาคติ ลําเอียงเพราะกลัว อคติ 4 นี้ ผูบริหาร/ผูใหญ ไมควรประพฤติเพราะเปนทางแหงความเสื่อม
  • 3.
      3   สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมอันเปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจของกันและกันเห็นเหตุใหตนเอง และหมูคณะกาวไ ปสูความเจริญรุงเรือง 1.ทาน ใหปนสิ่งของแกคนที่ควรให 2.ปยวาจา เจรจาดวยถอยคําไพเราะออนหวาน 3.อัตถจริยา ประพฤติในสิงที่เปนประโยชน ่ 4.สมานนัตตตา วางตนใหเหมาะสมกับฐานะของตน อิทธิบาท 4 เปนหลักธรรมถือใหเกิดความสําเร็จ 1.ฉันทะ ความพึงพอใจในงาน 2.วิริยะ ความขยันมั่นเพียร 3.จิตตะ ความมีใจฝกใฝเอาใจใสในงาน 4.วิมังสา ไตรตรองหาเหตุผล
  • 4.
      4   ทศพิธราชธรรม 10 ประการ เปนหลักธรรมสําหรับพระมหากษัตริยจะพึงถือปฏิบัติมาแตโบราณกาลแดนักบริหาร เชน สรรพสามิตจังหวัด สรรพสามิตอําเภอ ก็นาจะนําไปอนุโลมถือปฏิบัติได หลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ มีอยูดังนี้ 1. ทาน คือ การใหปน ซึ่งอาจเปนการใหเพื่อบูชาคุณหรือใหเพื่อเปนการอนุเคราะห 2. ศีล ไดแกการสํารวม กาย วาจา ใจ ใหเรียบรอยสะอาดดีงาม 3. บริจาค ไดแก การใหทรัพยสิ่งของเพื่อเปนการชวยเหลือหรือความทุกขยากเดือดรอน ของผูอื่นหรือเปนการเสียสละเพื่อหวังใหผูรับไดรับความสุข 4. อาชวะ ไดแก ความมีอัธยาศัยซื่อตรงมั่นในความสุจริตธรรม 5. มัทวะ ไดแก ความมีอัธยาศัยดีงาม ละมุนละไม ออนโยน สุภาพ 6. ตบะ ไดแก การบําเพ็ญเพียรเพื่อขจัดหรือทําลายอกุศลกรรมใหสิ้นสูญ 7. อโกรธะ ไดแก ความสามารถระงับหรือขจัดเสียไดซึ่งความโกรธ 8. อวิหิงสา ไดแก การไมเบียดเบียนคนอื่น 9. ขันติ ไดแก ความอดกลั้นไมปลอยกาย วาจา ใจ ตามอารมณหรือกิเลสที่เกิดมีขึ้นนั้น 10. อวิโรธนะไดแก การธํารงครักษาไวซึ่งความยุติธรรม
  • 5.
      5   บารมี 6 เปนหลักธรรมอันสําคัญที่จะนิยมมาซึ่งความรักใครนับถือ นับวาเปนหลักธรรมที่เหมาะมาก สําหรับนักบริหารจะพึงยึดถือปฎิบัติ มีอยู 6 ประการคือทาน 1. ทาน การใหเปนสิ่งที่ควรให 2. ศีล การประพฤติในทางที่ชอบ 3. ขันติ ความอดทนอดกลั้น 4. วิริยะ ความขยันหมั่นเพียร 5. ฌาน การเพงพิจารณาใหเห็นของจริง 6. ปรัชญา ความมีปญญารอบรู ขันติโสรัจจะ เปนหลักธรรมอันทําใหบุคคลเปนผูงาม (ธรรมทําใหงาม) 1. ขันติ คือ ความอดทน มีลักษณะ 3 ประการ 1.1 อดใจทนไดตอกําลังแหงความโกรธแคนไมแสดงอาการ กาย วาจา ที่ไมนารัก ออกมาใหเปนที่ปรากฏแกผูอื่น 1.2 อดใจทนไดตอความลําบากตรากตรําหรือความเหน็ดเหนื่อย 2. โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ทําจิตใจใหแชมชื่นไมขุนหมอง
  • 6.
      6   ธรรมโลกบาล เปนหลักธรรมที่ชวยคุมครองโลก หรือมวลมนุษยใหอยูความรมเย็นเปนสุข มี 2 ประการคือ 1. หิริ ความละอายในตนเอง 2. โอตัปปะ ความเกรงกลัวตอทุกข และความเสื่อมแลวไมกระทําความชั่ว อธิฐานธรรม 4 เปนหลักธรรมที่ควรตั้งไวในจิตใจเปนนิตย เพื่อเปนเครื่องนิยมนําจิตใจใหเกิดความรอบรูความจริง รูจักเสียสละ และบังเกิดความสงบ มี 4 ประการ 1. ปญญา ความรูในสิ่งที่ควรรู รูในวิชา 2. สัจจะ ความจริง คือประพฤติสิ่งใดก็ใหไดจริงไมทําอะไรจับจด 3. จาคะ สละสิ่งที่เปนขาศึกแหงความจริงใจ คือ สละความเกียจคราน หรือความหวาดกลัว ตอความยุงยาก ลําบาก 4. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งที่เปนขาศึกตอความสงบ คือ ยับยั้งใจมิใหปนปวนตอความพอใจ รักใคร และความขัดเคืองเปนตน
  • 7.
      7   คหบดีธรรม 4 เปนหลักธรรมของผูครองเรือนพึงยึดถือปฏิบัติ มี 4 ประการ คือ 1. ความหมั่น 2. ความโอบออมอารี 3. ความไมตื่นเตนมัวเมาในสมบัติ 4. ความไมเศราโศกเสียใจเมื่อเกิดภัยวิบัติ ราชสังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมอันเปนเครื่องชวยในการวางนโยบายบริหารบานเมืองใหดําเนินไปดวยดี มี 4 ประการ คือ 1. ลัสเมธัง ความเปนผูฉลาดปรีชาในการพิจารณาถึงผลิตผลอันเกิดขึ้นในแผนดิน แลว พิจารณาผอนผันจัดเก็บเอาแตบางสวนแหงสิ่งนั้น
  • 8.
      8   2. ปุริสเมธัง ความเปนผูฉลาดในการดูคนสามารถเลือกแตงตั้งบุคคลใหดํารงตําแหนงใน ความถูกตองและเหมาะสม 3. สัมมาปาลัง การบริหารงานใหตองใจประชาชน 4. วาจาเปยยัง ความเปนบุคคลมีวาจาไพเราะรูจักผอนสั้นผอนยาวตามเหตุการณ ตามฐานะและตามความเปนธรรม สติสัมปชัญญะ เปนหลักธรรมอันอํานวยประโยชนแกผูประพฤติเปนอันมาก 1.สติ คือ ความระลึกไดกอนทํา กอนบูชา กอนคัด คนมีสติจะไมเลินเลอ เผลอตน 2.สัมปชัญญะ คือ ความรูตัวในเวลากําลังทํา กําลังพูด กําลังคิด อกุศลมูล 3 อกุศลมูล คือ รากเหงาของความชั่ว มี 3 ประการคือ 1. โลภะ ความอยากได 2. โทสะ ความคิดประทุษรายเขา 3. โมหะ ความหลงไมรูจริง นิวรณ 5 นิวรณ แปลวา ธรรมอันกลั้นจิตใจไมใหบรรลุความดี มี 5 ประการ 1. กามฉันท พอใจรักใครในอารมณ มีพอใจในรูป เปนตน
  • 9.
      9   2. พยาบาท ปองรายผูอื่น 3. ถีนมิทธะ ความที่จิตใจหดหูและเคลิบเคลิ้ม 4. อุธัจจะกุกกุจจะ ความฟุงซานและรําคาญ 5. วิจิกิจฉา ความลังเลไมตกลงใจได ผูกําจัดหรือบรรเทานิวรณได ยอมไดนิสงส 5 ประการคือ 1. ไมของติดอยูในกายตนหรือผูอื่นจนเกินไป 2. มีจิตประกอบดวยเมตตา 3. มีจิตอาจหาญในการประพฤติความดี 4. มีความพินิจและความอดทน 5. ตัดสินใจในทางดีไดแนนอนและถูกตอง เวสารัชชกรณะ 5 เวสารัชชกรณะ แปลวา ธรรมที่ยังความกลาหาญใหเกิดขึ้นมี 5 ประการ คือ 1. ศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ 2. ศีล ประพฤติการวาจาเรียบรอย 3. พาหุสัจจะ ความเปนผูศึกษามาก 4. วิริยารัมภะ ตั้งใจทําความพากเพียร 5. ปญญา รอบรูสิ่งที่ควรรู
  • 10.
      10   อริยทรัพย 7 1. ศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ 2. ศีล ประพฤติการวาจาเรียบรอย 3. หิริ ความละอายตอบาปทุจริต 4. โอตัปปะ ความสะดุงกลัวตอบาปทุจริต 5. พาหุสัจจะ ความเปนคนไดยินไดฟงมามาก 6. จาคะ การใหปนสิ่งของแกคนที่ควรให 7. ปญญา ความรอบรูทั้งสิ่งที่เปนประโยชนและสิ่งที่เปนไท สัปปุริสธรรม 7 เปนหลักธรรมอันเปนของคนดี (ผูประพฤติชอบ) มี 7 ประการ 1. ธัมมัญุตา ความเปนผูรูวาเปนเหตุ 2. อัตถัญุตา ความเปนผูรูจักผล 3. อัตตัญุตา ความเปนผูรูจักตน 4. มัตตัญุตา ความเปนผูรูจักประมาณ 5. กาลัญุตา ความเปนผูรูจักกาลเวลาอันเหมาะสม 6. ปุริสัญุตา ความเปนผูรูจักสังคม
  • 11.
      11   7. บุคคลโรปรัชญุตา ความเปนผูรูจักคบคน คุณธรรมของผูบริหาร 6 ผูบริหาร นอกจากจะมีคุณวุฒิในทางวิชาการตาง ๆ แลวยังจําเปนตองมีคุณธรรมอีก 6 ประการ 1. ขมา มีความอดทนเกง 2. ชาตริยะ ระวังระไว 3. อุฎฐานะ หมั่นขยัน 4. สังวิภาคะ เอื้อเฟอเผื่อแผ 5. ทยา เอ็นดู กรุณา 6. อิกขนา หมั่นเอาใจใสตรวจตราหรือติดตาม ยุติธรรม 5 นักบริหารหรือผูนํามักจะประสบปญหาหรือรองเรียนขอความเปนธรรมอยูเปนประจํา หลักตัดสินความเพื่อใหเกิดความ “ยุติธรรม” มี 5 ประการ คือ 1. สัจจวา แนะนําดวยความจริงใจ 2. บัณฑิตะ ฉลาดและแนะนําความจริงและความเสื่อม
  • 12.
      12   3. อสาหะเสนะ ตัดสินดวยปญญาไมตัดสินดวยอารมณผลุนผลัน 4. เมธาวี นึกถึงธรรม (ยุติธรรม) เปนใหญไมเห็นแกอามิสสินจาง 5. ธัมมัฎฐะ ไมริษยาอาฆาต ไมตอเวร ธรรมเครื่องใหกาวหนา 7 นักบริหารในตําแหนงตาง ยอมหวังความเจริญกาวหนาไดรับการเลื่อนชั้นเลื่อนตําแหนงสูงขึ้น พระพุทธองคทรงตรัสธรรมเครื่องเจริญยศ (ความกาวหนา) ไว 7 ประการ คือ 1. อุฎฐานะ หมั่นขยัน 2. สติ มีความเฉลียว 3. สุจิกัมมะ การงานสะอาด 4. สัญญตะ ระวังดี 5. นิสัมมการี ใครครวญพิจารณาแลวจึงธรรม 6. ธัมมชีวี เลี้ยงชีพโดยธรรม 7. อัปปมัตตะ ไมประมาท ไตรสิกขา เพื่อเปนการสนับสนุนใหเกิดความตั้งใจดีและมีมือสะอาด นักบริหารตองประกอบตนไวใน ไตรสิกขาขอที่ตองสําเหนียก 3 ประการ คือ 1. ศีล 2. สมาธิ
  • 13.
      13   3. ปญญา ทั้งนี้เพราะ ศีล เปนเครื่องสนับสนุนใหกาย (มือ) สะอาด สมาธิ เปนเครื่องสนับสนุนใหใจสงบ ปญญา เปนเครื่องทําใหใจสวาง รูถูก รูผิด พระพุทธโอวาท 3 นักบริหารที่ทํางานไดผลดี เนื่องจากได ”ตั้งใจดี” และ “มือสะอาด” พระพุทธองคไดวางแนว ไว 3 ประการ ดังนี้ 1. เวนจากทุจริต การประพฤติชั่ว ทางกาย วาจา ใจ 2. ประกอบสุจริต ประพฤติชอบ ทางกาย วาจา ใจ 3. ทําใจของตนใหบริสุทธิ์สะอาด ไมโลภ ไมโกรธ ไมหลง การนําหลักธรรมที่ประเสริฐมาปฎิบัติ ยอมจักนําความเจริญ ตลอดจนความสุขกาย สบายใจ ใหบังเกิดแกผูประพฤติทั้งสิ้น สมดังพุทธสุภาษิตที่วา “ ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง” ธรรมะยอมคุมครองรักษาผูประพฤติธรรม 