ข้อสอบประมวลผลความรอบรู้จากรุ่นพี่ (Comprehensive)
PS 701
ข ้อสอบปี 43 รัฐศาสตร์เป็นวิชาที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องมานานนับพันๆปี ตลอด
ช่วงเวลาของพัฒนาการดังกล่าวจนกระทั่งปัจจุบันการศึกษาวิชานี้มีการเปลี่ยนแปลง
กระบวนทัศน์ (Paradigm) อยู่บ่อยครั้ง แต่ครั้งที่สาคัญที่สุดคือนับแต่ปี 1920 เป็นปีที่
บรรดานักรัฐศาสตร์คนสาคัญๆ เช่น ชาร์ล อี เมอร์เรียม แฮโรลด์ ลาวเวลส์ เป็นต ้น ได ้
ขนานนามการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่นั้นว่า “ การปฏิวัติครั้งใหญ่ในวิชารัฐศาสตร์
(The First Revolution) ซึ่งการปฏิวัติครั้งนั้นได ้หันเหทิศทางของรัฐศาสตร์เข ้าสู่ ยุค
พฤติกรรมศาสตร์อยากทราบว่าเหตุใดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์กังกล่าวจึงเป็นการ
ปฏิวัติ สิ่งที่เกิดขึ้นทาให ้แนวทางในการค ้นหาความรู้ปรากฎการณ์ทางการเมือง
เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เพราะเหตุใด และท่านคิดว่าอิทธิพลดังกล่าวมีประโยชน์ต่อ
สาขาวิชารัฐศาสตร์ หรือไม่ อย่างไร ขอให ้อธิบายอย่างชัดเจน
ข ้อสอบปี 44 เหตุใดการที่การศึกษารัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนมาเป็นการศึกษาในเชิงพฤติกรรม
ศาสตร์ถือว่าเป็นการปฏิวัติครั้งแรกของวิชารัฐศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์มีอิทธิพลต่อ
การศึกษารัฐศาสตร์อย่างไร และมีประโยชน์ต่อการศึกษารัฐศาสตร์หรือไม่
ข ้อสอบปี 45 ถามว่า ในการทาความเข ้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวทางการเมืองนักรัฐศาสตร์จะ
แตกต่างจากนักวิชาการด ้านสังคมศาสตร์อื่นๆ ตรงที่นักรัฐศาสตร์มีกรอบความคิด
(Conceptual Framework ) และแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี (Theoretical
Approach) ที่ชัดเจน จงชี้ให ้เห็นถึงความสาคัญของแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี
การศึกษาเช่นนี้ต่างจากการศึกษาโดยสามัญสานึกอย่างไร อธิบายโดยยกตัวอย่าง
ชัดเจน
ข ้อสอบปี 46 (ของส่วนกลาง)โธมัส คุห์น เป็นผู้เริ่มใช ้คาว่าพาราไดม์ ที่มักแปลว่า
กระบวนทัศน์ และในหนังสือจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษโดยแคปร ้าระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลง
สาคัญในกระบวนทัศน์หรือมุมมองต่างๆที่มีต่อโลกภายนอก คือการย ้ายจากพาราไดม์
แบบแยกส่วน (Reductionism) หรือแบบไอแซค นิวตัน มาเป็นแบบองค์รวม (Holism) จง
อธิบายมุมมองที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวพันธ์กับวิทยาการทางรัฐศาสตร์หรือ
ศาสตร์ที่เกี่ยวข ้อง
ข ้อสอบปี 47 (ของสาขาสระบุรี) สาขารัฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาปรากฎการณ์ทางการ
เมือง ซึ่งในกระบวนการแสวงหาความรู้ด ้านนี้ได ้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์
(Paradigm) อยู่หลายครั้ง ขอให ้ท่านประมวลความรู้ที่ได ้เรียนมาเพื่อสะท ้อนให ้เห็นถึง
ภาพของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ต่างๆดังกล่าว พร ้อมให ้เหตุผลสาหรับการ
เปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง และท่านคิดว่าอนาคตของการศึกษาวิชานี้ควรจะเป็นอย่างไร
อธิบายให ้ชัดเจน
ข ้อสอบปี 47 องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์มีแนวทฤษฎีต่างๆมากมาย ในฐานะที่ท่านศึกษา
ในด ้านนี้ เพราะเหตุใดการศึกษาการเมืองมักมีข ้อโต ้แย ้งทางทฤษฎี (Theoretical
Debate) อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การโต ้แย ้งในลักษณะเช่นนี้มีประเด็นสาคัญอะไรที่ควรให ้
ความสนใจ และหากท่านจะเลือก “เชื่อ” แนวทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง จะใช ้เกณฑ์อะไรใน
การตัดสินใจ จงอิบายให ้ชัดเจน
ข ้อสอบปี 48 จากคากล่าวที่ว่า “การเมืองมีความสลับซับซ ้อน ต ้องอาศัยกรอบทฤษฎีใน
การทาความเข ้าใจ” คากล่าวนี้มีนัยสาคัญทางวิชาการอย่างไรอธิบายโดยยกตัวอย่าง
ทฤษฎีและเหตุการณ์ทางการเมืองมาประกอบให ้เห็นจริง
ข ้อสอบปี 49 (บางนา สอบ สิงหาคม 2549 ) กรอบแนวคิดทฤษฎีคืออะไร มีประโยชน์
อย่างไร เอาไปใช ้ในการพัฒนาความรู้ได ้อย่างไร **(คาถามคร่าวๆ)**
ข ้อสอบปี 49 (สระบุรี สอบ 16-17 กย.49) ทฤษฎีกับการเข ้าถึงความจริงทางการเมือง **
คาถามคร่าวๆ**
*******************
วิชา PS 702
ข ้อสอบ ปี 2545 จงอธิบายพร ้อมยกตัวอย่างประกอบให ้ชัดเจนว่าการวิจัยที่ใช ้วิธีการเชิง
ตรรกะแบบนิรนัย (Deductive Method) กับการวิจัยที่ใช ้วิธีการเชิงตรรกะแบบอุปนัย
(Inductive Method) มีวีการศึกษา เป้าหมาย และประโยชน์ต่างกันอย่างไร
ข ้อสอบปี 2545 ( สอบ 7 กันยายน 45 โครงการปริญญาโทส่วนกลาง) ถามว่า
จากปรากฎการณ์ดังต่อไปนี้ให ้ท่านเลือกมา 1 ปรากฎการณ์ คือ
1.การปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลทักษิณ
2.การดาเนินงานขององค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ (เลือกมาสัก 1องค์การ)
3.ปัญหาการคอรัปชั่นในสังคม
จากหัวข ้อดังกล่าวให ้ตอบคาถามดังต่อไปนี้
ก.สภาพปัญหาของปรากฎการณ์นั้นเป็นอย่างไร (หรือเขียนปัญหาและความสาคัญของ
ปัญหานั่นเอง)
ข.วัตถุประสงค์ของการวิจัยมีอะไรบ ้าง
ค.กรอบความคิดหรือทฤษฎีที่ใช ้ในการศึกษา
ง.เครื่องมือที่ใช ้และรูปแบบในการวิจัย
จ.หน่วยวิเคราะห์หรือการเลือกตั้งอย่างที่ใช ้ในการศึกษา คืออะไรและเลือกอย่างไร
ข ้อสอบปี 46 (โครงการส่วนกลาง) จากการที่ท่านได ้ศึกษาระเบียบวิธีวิจัย ท่านมีความรู้
ความเข ้าใจในเรื่องต่างๆเหล่านี้ได ้อย่างไร ให ้อธิบายคาต่อไปนี้โดยเลือกตอบ เพียง 3
ข ้อเท่านั้น
1.ความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยเชิงปริมาณ
2.ความเชื่อมโยงระหว่างกรอบความคิดกับระเบียบวิธีวิจัย
3.การสารวจวรรณกรรมมีความสาคัญต่อการวิจัยอย่างไร
4.การสรุปข ้อเท็จจริงจะทาให ้เกิดความน่าเชื่อถือได ้อย่างไร
ข ้อสอบปี 47 ถ ้าให ้ท่านทาวิจัยในหัวข ้อ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลปัจจุบัน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต ้องการทราบว่าประชาชนทั่วประเทศมีความเชื่อมั่นในนโยบาย
และการบริหารจัดการของรัฐบาลมากน้อยเพียงไร
ท่านจะมีวิธีการเก็บรวบรวมข ้อมูลและวิเคราะห์ข ้อมูลอย่างไร จงอธิบาย
พร ้อมยกตัวอย่างประกอบโดยแยกประเด็นเป็นข ้อๆ ตามขั้นตอนของกระบวนการวิจัยทา
อย่างไร
ข ้อสอบปี 2549 ให ้นักศึกษาตั้งชื่อเรื่อง และเขียนเค ้าโครงการวิจัยพร้อมกรอบแนวคิดที่
ใช ้ในการวิจัย โดยเลือกหัวข ้อต่อไปนี้เพียงหัวข ้อเดียว
1.พรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง
2.องค์กรอิสระที่พึงประสงค์
3.การค ้าเสรีไทย-อาเซียน
4.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
5.เศรษฐกิจพอเพียง
ข ้อสอบปี 2549 (สิงหาคม 2549 บางนา)ให ้เอาสารนิพนธ์ของตนเองมาเขียนในบาง
หัวข ้อ พร ้อมวิจารณ์ถึงจุดบกพร่องของสารนิพนธ์ที่นักศึกษาทา (คาถามคร่าวๆ)
ข ้อสอบปี 2549 ( กันยายน 2549 สระบุรี) ให ้หัวข ้อ OTOP แล ้วเขียนเค ้าโครงการวิจัย
(คาถามคร่าวๆ)
*******************
PS 703
ปี 2547 (สระบุรี) ขอให ้ท่านนาทฤษฎีต่างๆด ้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สามารถ
อธิบายสภาพความสัมพันธ์ของสังคมโลกในปัจจุบันได ้ดีที่สุด เพื่อสรุปภาพที่เป็นอยู่และ
แนวโน้มในอนาคตในทุกประเด็น
ปี 2547 (ส่วนภูมิภาคไม่ออก 703)
ปี 2548 ระเบียบโลก (World Order) ในยุคหลังสงครามเย็นที่สาคัญมีผลส่งให ้ความ
ร่วมมือและความขัดแย ้งระหว่างประเทศในเวทีโลกประการใดบ ้าง ให ้อธิบายและ
วิเคราะห์โดยยกตัวอย่างประกอบเป็นข ้อๆ ให ้ชัดเจน
ปี 2549 แนวคิดสัจจนิยมดั้งเดิมกับสัจจนิยมแนวใหม่ต่างกันอย่างไร และจงให ้เหตุผลว่า
ปัญหาการเมืองโลกในปัจจุบัน เช่นปัญหาอีรักหรือปัญหาการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของ
เกาหลีเหนือ แนวคิดใดอธิบายได ้ดีกว่ากัน เรพาะอะไร อธิบายให ้ชัดเจน
ปี 2549 (บางนา) ให ้นาเอาทฤษฎีสัจจนิยมมาอธิบายปัญหาความขัดแย ้งระหว่าง
อิสราเอลกับเลบานอน (คาถามคร่าวๆ)**
*****************
PS 704
ข ้อสอบปี 2545 เหตุการณ์ทางการเมืองในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ส่งผลต่อการพัฒนา
การเมืองหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามประเด็นต่อไปนี้
ก.การพัฒนาสถาบันทางการเมืองของไทย
ข.จิตสานึกของประชาชน
ค.การพัฒนาประชาสังคม (Civil Society)
ข ้อสอบ ปี 2546 (ส่วนกลาง) ถามว่า การไหลบ่าของกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization)
เป็นจริงหรือไม่ เพียงใด และมีผู้กล่าวว่ารัฐบาลไทยในปัจจุบันมีนโยบายพัฒนาประเทศ
แบบ 2 ทาง (Two Tracks) เช่นส่งเสริมการส่งออกและการพึ่งตนเองมากขึ้น รวมทั้ง
ความสนใจในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล ้อมท่านคิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่
เพียงใด
ปี 2547 คาว่า Factions และ Tendencies ในพรรคการเมืองหมายถึงอะไร และมี
ความสาคัญอย่างไรต่อการพัฒนาระบบพรรคการเมือง
ในพรรคการเมืองไทยมีลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ขอให ้อธิบายโดยยกตัวอย่างให ้ชัดเจน
พร ้อมชี้ให ้เห็นว่าจะมีผลต่อการพัฒนาพรรคการเมืองอย่างไร
ปี 2548 ** ของภูมิภาค 704 ไม่ออกข ้อสอบ **
ปี 2549 (สระบุรี สอบ 16-17 ก.ย.) ให ้เปรียบเทียบแนวคิดของภูฐานกับ เศรษฐกิจ
พอเพียงของในหลวง และวิเคราะห์ว่าจะนามาใช ้ได ้จริงหรือ (คาถามคร่าวๆ)
ปี 2549 ของบางนาไม่ออก 704
*****************
PS 705
ปี 2548 จงอธิบายเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการไทยที่กาลังดาเนินการ
อยู่ในปัจจุบันโดยใช ้หลักการทางทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐ (Public
Administration) และการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM)
ปี 2549 อิทธิพลขององค์กรเหนือชาติได ้ออกแบบธรรมมาภิบาลขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือใน
การพัฒนาและการปรับตัวเข ้าหาสภาพแวดล ้อมใหม่ เพื่อสร ้างความทันสมัยให ้ประเทศ
โลกที่ 3
ขอให ้ท่านนาเสนอแนวความคิดในเชิงวิชาการ เพื่อสะท ้อนให ้เห็นโอกาสและการท ้าท ้า
นของประเทศโลกที่ 3 ในการนาธรรมาภิบาลมาใช ้ในภาครัฐ (ข ้อนี้ที่กุ้งบอกว่าแยกไม่
ออกว่าควรจะเป็น 705 หรือ 704)
ปี 2549 (บางนา สอบ ก.ย. 49) ธรรมาภิบาลคืออะไร ถ ้าเราเป็นผู้บริหารระดับสูงเราจะนา
หลักธรรมาภิบาลไปใช ้อย่างไร ** (คาถามคร่าวๆ)**
ปี 2549 สระบุรีไม่ออก 705
*********************************************************************
******
ข ้อสอบประมวลผลความรอบรู้(Comprehensive) วิชา Plan A การเมืองการปกครอง
ปี 2541 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง ขึ้นอยู่กับนานา
ปัจจัย จงยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงด ้านใดด ้านหนึ่ง มา สัก 2-3 ตัวอย่าง หรือการ
เปลี่ยนแปลง อย่างน้อย 2 ด ้าน (สังคมการเมือง หรือ เศรษฐกิจการเมือง)
แล ้วอธิบายว่าปัจจัยที่นาไปสู่การเปลี่ยนแปลงและลักษณะการเปลี่ยนแปลง (เช่น
เปลี่ยนแปลงในอัตราเร่ง เร็ว ช ้า ) และประเภทของผู้ที่ได ้รับผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ในบริบทของประเทศไทย และหรือประเทศอื่นๆ
-ปัจจัยที่อาจจะพิจารณา –
1.ปัจจัยในเชิงจุลภาค ที่เกี่ยวกับตัวบุคคล โดยเฉพาะลักษณะทางสังคมจิตวิทยา
อุปนิสัย
2.ปัจจัยระดับมัชฌิมภาค (บทบาทของสถาบันหรือกลุ่มต่างๆ เช่นศสานา ครอบคัว ป
3.ปัจจัยระดับมหภาค (ระดับประเทศและระหว่างประเทศ)
อาจจะอธิบายทั้ง 3 ระดับ หรือเน้นระดับใดระดับหนึ่งทั้งนี้พึงแสดงให ้เห็นความสาคัญ
ของการพัฒนาเทคโนโลยีอันนาไปสู่คคลื่นลูกที่ 3 และโลกไร้พรมแดนที่เกี่ยวพันกับการ
เปลี่ยนแปลงต่างๆอันมีผลกระทบต่อมหาชนด ้วย
ปี 2542 วิชาการปกครองคืออะไร มีความสาคัญอย่างไร ให ้นาทฤษฎีทางวิชาการ
ปกครองมาอธิบายเหตุการณ์ปกครอง 2475 และเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในวันที่ 14
ตุลาคม 2516 (เหตุการณ์ละ 1 ทฤษฎีโดยไม่ซ้ากัน )มาอย่างละเอียด
ปี 2544 การกระจายอานาจสู่ท ้องถิ่นจะเกิดขึ้นได ้จะต ้องกระจายอานาจในด ้านใดบ ้าง
และการกระจายอานาจที่ว่านี้ทาให ้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นหรือตกต่าลงใน
แง่ใดบ ้าง จงวิเคราะห์พร ้อมยกตัวอย่างประกอบ
ปี 2547 (สระบุรี)ให ้วิเคราะห์คากล่าวที่ว่า “บ ้านเมืองยิ่งมีความทันสมัย มักทาให ้เกิด
ภาวะความไร้เสถียรภาพทางการเมือง “ ทั้งนี้ให ้ใช ้หลักการ แนวคิดที่ท่านได ้ศึกษามา
พร ้อมทั้งยกตัวอย่างให ้เห็นจริง
ปี 2547 ของภูมิภาคคาถามคล ้ายกับของสระบุรี
ปี 2548 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างให ้ชัดเจนว่ากระแสโลก (Globalization) สามารถ
สร ้างผลกระทบอย่างทั่วถึง (Scale Effect) ต่อด ้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและ
วัฒนธรรม ทั้งนี้ให ้นากรณีประเทศไทยมาเป็นจุดเน้น (Focus) และจุดวิเคราะห์
ปี 2549 การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political participation) มีหลักการและแนวความคิด
อย่างไร ประกอบด ้วยกลไกที่สาคัญอะไรบ ้างแนวความคิดดังกล่าวช่วยยกระดับความ
เป็นประชาธิปไตยอย่างไร
ปี 2549 (บางนา) กลไกการมีส่วนร่วมของสังคมไทยกลไกใดที่ยังใช ้ได ้อยู่ในปัจจุบัน
และช่วยพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร **(คาถามคร่าวๆ) **
ปี 2549 (สระบุรี) ผลกระทบจากวิกฤติ 2540 มีผลกระทบต่อการเมืองอย่างไร ถ ้าจะศึกษา
กรณีดังกล่าวจะเอาทฤษฎีอะไรไปวิเคราะห์ **(คาถามคร่าวๆ)
**************************
ข ้อสอบประมวลผลความรอบรู้(Comprehensive)Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ปี 2541 ท่ามกลางกระแสข ้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน และความเป็นโลกาภิวัฒน์ ในทัศนะ
ของท่านแนวคิดใดมีความเหมาะสมและสอดคล ้องที่จะใช ้วิเคราะห์ ปัญหาความขัดแย ้ง
ที่เกิดขึ้นในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ เพราะเหตุใดแนวคิดนี้จึงดีกว่าแนวคิดอื่นๆ
ปี 2542 สังคมชุมชนระหว่างประเทศเป็นสังคมที่ไม่หยุดนิ่งและเต็มไปด ้วยความตื่นเต ้น
เร้าใจเสมอไปไม่ว่าจะเป็นยุคใด (ยุคปฏิวัติการเกษตร ปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคสงคราม
เย็น ยุคโลกาภิวัตน์และสหัสวรรษที่จะมาถึง) ในทัศนะของท่าน แนวคิดหรือทฤษฎีใด
เหมาะสมในการวิเคราะห์พฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ มีปัจจัย
ใดที่เกี่ยวข ้องกับพฤติกรรมหรือนโยบายดังกล่าวนั้นและใครจะเป็นผู้ชี้นาในสังคมชุมชน
ระหวาางประเทศในสหัสวรรษที่จะมาเยือน เพราะเหตุใด ในที่สุดไทยควรจะดาเนิน
นโยบาย (ทั้งภายในและระหว่างประเทศ) อย่างไร จงวิพากษ์
ปี 2544 ประชาคมหรือชุมชนระหว่างประเทศปัจจุบันมีสภาพอนาธิปไตย โดยฝ่ ายที่มี
อานาจอิทธิพลเหนือกว่ามีอิสระเสรีที่จะดาเนินการครอบงา ชักจูง เอารัดเอาเปรียบฝ่ ายที่
ด ้อยกว่าเพราะการขาดแรงทัดทานและการรวมกลุ่มที่เข ้มแข็งจริงหรือไม่ อภิปรายโดย
ใช ้ความรู้และทฤษฎีจากวิชาต่างๆ ที่ท่านได ้เรียนมาประกอบในการสนับสนุนมุมมองใน
การวิเคราะห์ของท่าน พร ้อมยกตัวอย่างกรณีหรือเหตุการณ์ต่างๆประกอบให ้สอดคล ้อง
และเหมาะสม
ปี 2547 ขอให ้ท่านนาทฤษฎีต่างๆด ้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สามารถอธิบาย
ความสัมพันธ์ของสังคมโลกในปัจจุบันได ้ดีที่สุด เพื่อสรุปสภาพที่เป็นอยู่และแนวโน้มใน
อนาคต (คาถามนี้จะไปตรงกับข ้อสอบ 703 ของสระบุรี)
ปี 2548 ในปัจจุบันกระแสก่อตั้งชุมชนทางเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic
Community) หรือ ACE ได ้มีขึ้นและนาไปสู่การก่อตั้งชุมชนทางเศรษฐกิจเอเชีย
ตะวันออก (East Asia Economic Community) จงอิบายบทบาทของประเทศไทยในการ
ก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) อาฟต ้า (AFTA) เขตการค ้าเสรี (FTA) และอื่นๆที่นาไปสู่
ข ้อความข ้างต ้น
ปี 2549 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความขัดแย ้งทางเศรษฐกิจในยุคหลังสงคราม
เย็น ให ้อธิบายและวิเคราะห์ พร ้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบให ้ชัดเจน
ปี 2549 (สระบุรี) อุปสรรคและปัญหาในการต่อตั้งประชาคมอาเซียน (คาถามคร่าวๆ
คล ้ายๆบางนา)
**********************
ข ้อสอบประมวลผลความรอบรู้(Comprehensive)Plan C บริหารรัฐกิจ
ปี 2540 จากการกระบวนวิชาทางด ้านการบริหารรัฐกิจ ขอให ้ท่านประมวลเนื้อหาวิชาและ
ทฤษฎีที่สาคัญจากการศึกษา ทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การ
วิเคราะห์นโยบายสาธารณะ และท่านสามารถนาทฤษฎีไปประยุกต์ใช ้ในการทางานได ้
อย่างไร
ปี 2541 ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เป็นที่ยอมรับว่าผู้ดารงตาแหน่งอธิบดีมีส่วน
สาคัญเป็นอย่างมากในการกาหนดนโยบายบริหาร หากท่านเป็นที่ปรึกษาของอธิบดี และ
ได ้นับหมอบหมายให ้ทาข ้อเสนอแนะในการปรับปรุงหน่วยงานเพือ่เพิ่มประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลขององค์กรนั้นๆ ทั้งในระดับส่วนกลางและส่วนภูมิภาคท่านจะให ้
ข ้อเสนอแนะอย่างไร จงอธิบายโดยใช ้ทฤษฎีทางการบริหารรัฐกิจ พร ้อมยกตัวอย่างให ้
เข ้าใจ
ปี 2544 การปฏิรูปราชการไทยในปัจจุบันเป็นการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการที่สาคัญ
หลังจากมีการปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ให ้ท่านวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ใน
ด ้านโครงสร ้างและวัฒนธรรมองค์การถึงความเป็นไปได ้ที่จะทาให ้ระบบราชการมี
ประสิทธิภาพและนาไปสู่การบริหารเชิงธรรมาภิบาล โดยใช ้ทฤษฎีและแนวคิดที่ท่าน
ศึกษามาวิเคราะห์
ปี 2545 (ส่วนกลาง) จงอธิบายพร ้อมยกตัวอย่างประกอบให ้ชัดเจนว่า การบริหารรัฐกิจ
โดยอาศัยพาราไดม์ การบริหารจัดการที่ดี (Good Government) คืออะไร และแนวทาง
ปฏิบัติอย่างไร
ปี 2546 (ส่วนกลาง) ในยุคของนายกทักษิณ ได ้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานภาครัฐ
ทั้งเชิง นโยบาย และการดาเนินการหรือการปฏิบัติการในหลายๆด ้าน ท่านคิดว่าการ
เปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังกล่าวนั้นสามารถนาทฤษฎี หรือแนวคิดหรือหลักการบริหาร ในข ้อ
ใดมาอธิบายได ้บ ้าง ให ้อธิบายโดยจาแนกเป็นข ้อๆ
ปี 2547 ความยากจนเป็นนโยบายที่สาคัญของรัฐบาลควรจะมีแนวทางอย่างไรในการ
กาหนดนโยบายแก ้ไขปัญหาความยากจน (คาถามคร่าวๆ)
ปี 2548 จงอธิบายแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทยว่า มีการกาหนด
กลยุทธ์เอาไว ้อย่างไร เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฉบับที่ 9 และให ้แสดงความเห็นว่าท่านเห็น
ด ้วยหรือไม่ อย่างไรกับกลยุทธ์ดังกล่าว
ปี 2549 ในเชิงทฤษฎีนโยบายสาธารณะ ภาคประชาชนนั้นมีบทบาทสาคัญต่อ
กระบวนการนโยบายสาธารณะ จงวิเคราะห์บทบาทของประชาชนในกระบวนการดังกล่าว
พร ้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเมื่อวันที่ 19
กันยายน 2549 มีผลกระทบต่อบทบาทของภาคประชาชนต่อนโยบายสาธารณะอย่างไร
ปี 2549 (บางนา) แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ NPM คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
และนาไปปรับใช ้ได ้อย่างไร (คาถามคร่าวๆ)**
ปี 2549 (สระบุรี) ในการนานโยบายไปปฏิบัติมีตัวแปรหลายตัวที่แสดงถึงโอกาสของ
ความสาเร็จหรือความล ้มเหลวในการนานโยบายไปปฏิบัติ เช่น โครงสร ้างของหน่วยที่นา
นโยบายไปปฏิบัติ การเมือง และมติมหาชน ปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้ส่งผลต่อการนา
นโยบายไปปฏิบัติอย่างไร หรือไม่ อธิบายให ้ชัดเจน
สรุปวิชา Plan C การบริหารรัฐกิจ
-ประเด็นที่ต ้องเตรียม-
1.พัฒนาการของแนวคิดในการบริหารรัฐกิจ
2.แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
3.ทฤษฎีองค์การ 3 ยุค
4.กระบวนการนโยบายสาธารณะ 3 กระบวนการ พร ้อมทั้งตัวแบบในการวิเคราะห์
-นโยบายสาธารณะทั้ง 3 กระบวนการ-
1.พัฒนาการของแนวคิดการบริหารรัฐกิจ
ในภาพรวมแนวคิดการบริหารรัฐกิขจะมีพัฒนาการดังรูป
พาราไดม์ 1-5 >>>> New PA. >>>> NPM & Good Governance
กล่าวคือแนวคิดทางการบริหารรัฐกิจสามารถแบ่งออกเป็นพาราไดม์ได ้ 5 พาราไดม์
จากนั้นในปัจจุบันนี้พาราไดมที่ 5 ได ้พัฒนาเข ้ามาสู่ New PA. และพัฒนาต่อมาใน
ปัจจุบันเป็น NPM และการบริหารจัดการที่ดี (Good Govermamve) ซึ่งเป็นแนวคิดที่
ครอบงาวงการบริหารในปัจจุบัน
-สรุปสาระสาคัญของแต่ละช่วงของแนวคิดพาราไดม์ในการบริหารรัฐกิจ-
นิโคลัส เฮนรี่ ที่แบ่งพาราไดม์การบริหารรัฐกิจออกเป็น 5 พาราไดม์คือ
<พาราไดม์ที่ 1> การแยกการเมืองและการบริหารแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด พารา
ไดม์นี้เกิดจากแนวคิดของวูดโรว์ วินสัน ที่ต ้องการให ้แยกการเมืองออกจากการบริหาร
อย่างเด็ดขาด โดยให ้ฝ่ ายการเมืองทาหน้าที่ในการกาหนดนโยบายและฝ่ ายบริหารทา
หน้าที่นานโยบายไปปฏิบัติ
<พาราไดม์ที่ 2> หลักการบริหาร พาราไดม์นี้พิจารณาว่าการจะมีการบริหารงานที่ดี เกิด
ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและการประหยัดนั้นจะต ้องมีหลักการในการบริหารที่มีการ
กาหนดขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นในช่วงพาราไดม์นี้นักวิชาการจึงมีการนาเสนอหลักเกณฑ์
ในการบริหารงานขึ้นมา โดยมุ่งจะให ้หลักเกณฑ์เหล่านี้นามาซึ่งประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล และเกิดความประหยัดในการบริหารงาน
หลักการบริหารที่ถูกนาเสนอในช่วงพาราไดม์นี้เช่น หลักการ POSCORB ของกุลลิคและ
เออร์วิค หลักการ POCCC ของเฮนรี่ฟาโย
<พาราไดม์ที่ 3> การเมืองคือการบริหาร เป็นพาราไดม์ที่คัดค ้านพาราไดม์ที่ 1 โดยมอง
ว่าการบริหารคือการเมือง และชี้ให ้เห็นว่าการแยกการเมืองออกจากการบริหารนั้นเป็นสิ่ง
ที่เป็นไปไม่ได ้ในทางปฏิบัติ
<พาราไดม์ที่ 4> ศาสตร์การบริหาร เป็นพาราไดม์ที่คัดค ้านพาราไดม์ที่ 2 นั่นคือบอกว่า
หลักในการบริหารที่พาราไดม์ที่ 2 นาเสนอนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได ้เพราะหลักในการ
บริหารเป็นเพียงสุภาษิตทางการบริหารเท่านั้น พาราไดม์ที่ 4 จึงเสนอว่าการบริหารรัฐกิจ
นั้นคือศาสตร์แห่งการบริหาร
ในช่วง 4 พาราไดม์ดังกล่าวสะท ้อนให ้เห็นว่าการศึกษาการบริหารรัฐกิจมีการ
เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในแง่ของการยอมรับ การรับรู้ และจุดสนใจในการบริหาร
ทาให ้ดูเหมือนว่าการศึกษาวิชาการบริหารรัฐกิจนั้นขาดความเป็นเอกลักษณ์ในตัวของ
มันเองทาให ้ในพาราไดม์ที่ 5 จึงมีความพยายามที่จะค ้นหาเอกลักษณ์ของวิชาการ
บริหารรัฐกิจ
<พาราไดม์ที่ 5> การบริหารรัฐกิจคือการบริหารรัฐกิจ พาราไดม์นี้มุ่งหวังที่จะให ้วิชาการ
บริหารรัฐกิจมีเอกลักษณ์ของตนเอง และมุ่งหวังให ้วิชาการบริหารรัฐกิจมีลักษณะที่
สอดคล ้องกับสภาพของสังคมที่เป็นอยู่ในเวลานั้นๆ
เราจะเห็นว่าพาราไดม์หรือกระบวนทัศน์ของการบริหารรัฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่
ตลอดเวลา ในช่วงที่มีการยอมรับพาราไดม์ใดพาราไดม์หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ ว่าเป็นสิ่ง
ที่ถูกต ้อง เราเรียกการยอมรับตรงนี้ว่าภาวะปกติหรือ Normal Science แต่เมื่อเกิดการ
เปลี่ยนแปลงในพาราไดม์เราจะเรียกว่า Paradigm Crisis หรือการเกิดวิกฤติการณ์
ทางด ้านเอกลักษณ์ หรือตาราบางเล่มอาจจะใช ้คาว่า Sciencetific Revolution นั่นคือ
เกิดความคิด หรือเกิดการคัดค ้านการยอมรับในพาราไดม์เดิมว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต ้องอีก
ต่อไป
วิกฤติการณ์ด ้านเอกลักษณ์ที่เกิดขึ้นจะนาไปสู่การเกิดพาราไดม์ใหม่ถ ้าสามารถทาให ้
การคัดค ้าน หรือการนาเสนอประเด็นใหม่ได ้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต ้อง
ซึ่งทั้ง 5 พาราไดม์ที่นาเสนอโดยนิโคลัส เฮนรี่นั้น จะพบว่าได ้เกิดวิกฤติการณ์ทางด ้าน
เอกลักษณ์ 2 ครั้งด ้วยกันคือ
วิกฤติการณ์ด ้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 1 >>> เป็นการคัดค ้าน พาราไดม์ที่ 1 และพาราไดม์ ที่
2 เป็นการคัดค ้านว่าการเมืองไม่สามารถแยกออกจากการบริหารได ้ และการคัดค ้านพารา
ไดม์ ที่ 2 ว่าในการบริหารงานภาครัฐนั้นไม่สามารถมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการบริหาร
ได ้อย่างเป็นสากล
วิกฤติการณ์ทางด ้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 1 นี้นาไปสู่การเกิดพาราไดม์ที่ 3 คือการบริหารคือ
การเมือง และเกิดพาราไดม์ที่ 4 คือศาสตร์แห่งการบริหาร
วิกฤติการณ์ทางด ้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 2 >>> เป็นช่วงที่การศึกษาการบริหารรัฐกิจได ้รับ
อิทธิพลจากการศึกษาด ้านพฤติกรรมศาสตร์ จึงทาให ้เกิดการประชุมร่วมกันระหว่าง
นักวิชาการสมัยใหม่ร่วมกันประมาณปี 1968 และนาเสนอแนวคิดที่เรียกว่า New Public
Administration หรือ New PA. ขึ้นมา และเป็นแนวคิดที่นาไปสู่การเกิดพาราไดม์ที่ 5
ขึ้นมา
แนวคิดแบบ New PA. นั้นเป็นแนวคิดที่มุ่งหวังให ้วิชาการต่างๆทางด ้านบริหารรัฐกิจเป็น
วิชาที่สอดคล ้องกับความต ้องการของสังคมมากขึ้น
หลักการของ New PA. ที่สาคัญๆคือ
-การคานึงถึงสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในการบริหาร
-การยึดถือความเท่าเทียมกันและความเสมอภาคในการได ้รับบริการจากรัฐของประชาชน
-รวมทั้งหลักการของการมีส่วนร่วม การกระจายอานาจในการบริหารงาน
แนวคิดการบริหารงานสมัยใหม่
1.)))การจัดการภาครัฐแนวใหม่ New Public Management (NPM)
สาเหตุที่สาคัญในการทาให ้แนวคิดในการบริหารงานภาครัฐปรับจาก New PA.มาเป็น
NPM เนื่องจาก
1.อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทาให ้แต่ละประเทศมีการเชื่อมโยงติดต่อซึ่งกันและ
กันอย่างรวดเร็ว ทาให ้การบริหารงานภาครัฐต ้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อก ้าวให ้ทันประเทศ
อื่นๆ
2.สภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ ทาให ้ประเทศพยายามลดต ้นทุนการผลิตของตนเอง
ให ้เหลือน้อยที่สุด ทาให ้มีการย ้ายฐานการผลิตของประเทศในโลกตะวันตกมาสู่
ตะวันออก ก่อให ้เกิดการว่างงานจานวนมากในประเทศตะวันตก ทาให ้ประชาชนเรียกร้อง
ให ้รัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนเพื่อแก ้ปัญหา ขณะเดียวกันอิทธิพลของเทคโนโลยีที่นา
เครื่องจักรมาใช ้แรงงานคนยิ่งทาให ้ปัญหาการว่างงานมีความรุนแรงมากขึ้น ปัญหา
เหล่านี้ทาให ้ภาครัฐต ้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทางานใหม่
3.วิกฤติการณ์ทางด ้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก การเกิดวิกฤติการณ์ทางด ้านเศรษฐกิจ
ส่งผลให ้ภาครัฐหันมาทบทวนการใช ้จ่ายภาครัฐ เช่น มีการปรับเปลี่ยนให ้มีกาลังคนใน
ภาครัฐมีจานวนน้อยลง
4.การผูกขาดในภารกิจต่างๆของรัฐบาล ตามหลักการของ NEW PA ที่เริ่มต ้นขึ้นในปี
1968 ต ้องการให ้ภาครัฐเข ้าไปสร ้างบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง ทาให ้รัฐมีบทบาทและ
ภารกิจมากขึ้น และพบว่าหลายภารกิจไม่สามารถทาให ้ดีได ้โดยเฉพาะบทบาทในทาง
เศรษฐกิจของประเทศ
จึงต ้องมีการทบทวนเพื่อปรับลดบทบาทของภาครัฐ โดยดูว่าภารกิจที่รัฐยังต ้องทาเอง
และภารกิจใดที่ต ้องปล่อยให ้เอกชนเข ้ามาดาเนินการแทน
5.การเติบโตของภาคเอกชนและองค์การประชาสังคม ทาให ้รัฐต ้องหันมาปรับบทบาท
ของตนเอง
6.ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในหน่วยงานภาครัฐ ที่แพร่หลายและทวีความรุนแรงก็เป็น
สาเหตุสาคัญทีก่อให ้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการบริหารงานภาครัฐ
7.การไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ ที่ทาให ้เกิดความล่าช ้า มีการรวมอานาจในการ
ตัดสินใจ เน้นกฎระเบียบมากจนเกินไป
จากสภาพดังกล่าวทาให ้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการบริหารรัฐกิจทาให ้เกิด
การบริหารรัฐกิจแนวใหม่อีกช่วงหนึ่ง ที่เป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลในปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า
กระแส New Public Management (NPM) และเป็นแนวคิดที่สาคัญที่อยู่เบื้องหลังการ
ปฏิรูประบบราชการไทย
หลักการของ New Public Management (NPM)
1.การสร้างการบริการที่มีคุณภาพแก่ (Quality Service) ประชาชน นั่นคือภาครัฐจะต ้อง
หันมาทบทวนว่าการดาเนินงานของรัฐจะทาอย่างไรที่จะให ้บริการต่อประชาชนได ้ดีขึ้น
รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได ้สาหรับหลักการสร ้างบริการที่มีคุณภาพให ้กับประชาชน
เกิดขึ้นในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2532 โดยมีการประกาศใช ้ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่า
ด ้วยการให ้ของรัฐปี 2532 เช่นมีการกาหนดว่าในการบริการประชาชนในแต่ละเรื่อง
จะต ้องใช ้เวลาเท่าไหร่ แต่ไม่ค่อยมีการประชาสัมพันธ์ให ้ประชาชนทราบมากนัก
2.สนับสนุนให ้ลดการควบคุมจากส่วนกลางและเพิ่มอิสระในการบริหารงานให ้แก่
หน่วยงานมากขึ้น หรือเน้นการกระจายอานาจ ผ่อนคลายกฎระเบียบให ้เกิดความ
คล่องตัวในการบริหารจัดการ
การลดการควบคุมจากส่วนกลางเป็นที่มาของการจัดตั้งองค์การมหาชนในเมืองไทย และ
รวมถึงการกระจายอานาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท ้องถิ่น
3.New PM ให ้ความสาคัญกับผลการปฏิบัติงาน ดังนั้นแนวทางในการประเมินผลการ
ปฏิบัติงานจึงได ้รับความสาคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และทาให ้เกิดการกาหนดการวัดผลงานที่
ชัดเจนทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์การ เพื่อนาผลการปฏิบัติงานไปเชื่อมโยงกับการ
ให ้รางวัลและค่าตอบแทน ทั้งในระดับบุคคลและระดับหน่วยงาน
แนวคิดนี้ทาให ้ปัจจุบันทุกหน่วยราชการจะต ้องมีการสร ้างตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานของ
ทั้งบุคคลและหน่วยงาน และในอนาคตจะมีการนา Balance Scorecard มาใช ้ในการ
ประเมินการปฏิบัติงานในระดับองค์การ
4.การสร้างระบบสนับสนุนด ้านการพัฒนาบุคลากรเพื่อให ้บุคคลากรได ้รับการพัฒนา
อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และยังสนับสนุนให ้มีการนาเทคโนโลยีมาใช ้ในการปฏิบัติงาน
มากขึ้น
ในเมืองไทยก็มีการนาระบบสานักงานอัตโนมัติมาใช ้การทาระบบ E-Gard ที่ทาให ้เกิด
ความรวดเร็วในการติดต่อระบบราชการ
5.การจัดการภาครัฐแนวใหม่สนับสนุนให ้มีการเปิดกว ้างในการแข่งขัน หลักการในข ้อนี้
เกิดจากการที่รัฐบาลมีภารกิจมากจนเกินไป เข ้าไปมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมาก
เกินไปและไม่มีประสิทธิภาพ New PM จึงเสนอว่ารัฐจะต ้องยอมรับเรื่องของการแข่งขัน
การแข่งขันในที่นี้จะต ้องมีความเสรี เป็นการแข่งขันที่จะให ้เอกชนเข ้ามาปฏิบัติงานใน
ส่วนที่รัฐเคยทาและไม่มีประสิทธิภาพ เช่นการจ ้างเหมา การให ้เช่า หรือแม ้กระทั้งการ
แปรรูป
การแข่งขันในส่วนนี้จะเป็นการแข่งขันระหว่างภาครัฐด ้วยกัน หรือระหว่างรัฐกับเอกชนก็
ได ้
ตัวอย่างของการให ้บริการโทรศัพท์เดิมที่รัฐเป็นผู้ดูและการให ้บริหารจะมีปัญหามาก มี
ความล่าช ้า แต่พอเปิดให ้เอกชนเข ้ามาแข่งขันทาให ้ประชาชนได ้รับบริการที่ดีขึ้น
รวดเร็วขึ้น
เมื่อมีการแข่งขันก็จะมีการนากลไกการตลาดจะมาเป็นตัดสินว่าหน่วยงานใดดาเนินงาน
ได ้มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน เพราะถ ้าหน่วยงานใดบริหารจัดการได ้ดีประชาชนก็จะเข ้า
ไปใช ้บริการจานวนมาก ขณะที่ภาครัฐเองก็มีการแข่งขันกัน เช่นมหาวิทยาลัยของรัฐก็มี
การแข่งขันกันอย่างมากในแง่ของการให ้การศึกษา
2.)))การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
สาหรับแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นั้นความคิดเดิมคือการเน้นการลงทุนในตัว
มนุษย์เพื่อให ้มนุษย์กลายเป็นทุนทางด ้านการผลิตเพื่อสร ้างความเติบโตในทาง
เศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันการพัฒนามนุษย์เน้นการสร้างให ้มนุษย์มีความมั่นคงทั้งทาง
เศรษฐกิจและจิตใจ รวมทั้งพัฒนาให ้มนุษย์ความสุข ใช ้ชีวิตโดยปรับตัวให ้เข ้ากับสังคม
ได ้
นอกจากนี้ยังเน้นการลงทุนด ้านการศึกษาเพื่อให ้มนุษย์มีศักยภาพในการแข่งขันในการ
สร ้างนวตกรรม
โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ หรือพนักงานของรัฐหรือข ้าราชการในยุคใหม่จะ
แตกต่างไปจากข ้าราชการยุคเดิม โดยเฉพาะทัศนคติในการทางานราชการมีการ
ปรับเปลี่ยนให ้ทางานเหมือนเอกชนมากขึ้น เน้นให ้ประชาชนเป็นลูกค ้า สร ้างและผลิต
นวัตกรรมเพื่อการบริการให ้มากขึ้น
ความสาคัญของคนทาให ้การบริหารทรัพยากรบุคคลปัจจุบันเป็นการพัฒนาทรัพยากร
มนุษยในเชิงกลยุทธ์ คือการเอาคนเป็นศูนย์กลาง การมองว่าคนเป็นพลังขับเคลื่อนที่
สาคัญที่สุดขององค์กร สาคัญกว่าทรัพยากรตัวอื่นๆ จึงต ้องพัฒนาศักยภาพ
(Competency) ให ้มีความโดดเด่น เพื่อให ้คนเป็นพลังนาไปสู่เป้าหมายขององค์กร
เนื่องจากทุกวันนี้เป็นยุคเทคโนโลยีข ้อมูลข่าวสาร องค์การแต่ละองค์การสามารถเรียนรู้
ได ้แทบจะเท่าเทียมกัน การทางานขององค์กรทุกองค์กรแทบจะไม่มีอุปสรรคเกี่ยวกับ
สถานที่และเวลาอีกต่อไป ความสามารถในการแข่งขันขององค์การจึงไม่ได ้ขึ้นอยู่กับว่า
องค์การตั้งอยู่ ณ ที่ใด หรือมีเทคโนโลยีเหนือกว่าอีกต่อไป แต่ ขีดความสามารถในการ
แข่งขันขององค์กรในยุคใหม่ขึ้นอยู่กับว่า องค์การไหนมีคนที่มีคุณภาพมากกว่ากัน
การพัฒนาคนจึงเป็นเรื่องสาคัญที่สุดขององค์การ และการพัฒนาคนที่ดีจะต ้องพัฒนาใน
เชิงกลยุทธ์ด ้วย โดยกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต ้องสอดคล ้องกับ
ยุทธศาสตร์ขององค์กร
ลักษณะเช่นนี้ฝ่ ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การที่เรียกว่า HR จะต ้องเป็นนัก
ยุทธศาสตร์ที่ต ้องทางานร่วมกับ CEO ขององค์การหัวหน้าฝ่ ายทรัพยากรมนุษย์ หรือ
CHR (Chief Human Resource)ในองค์กรสมัยใหม่จะไม่ได ้เป็นแค่งานธุรการที่ทางาน
เฉพาะ เรื่องเงินเดือนและสวัสดิการพนักงานอีกต่อไป แต่ HR ในองค์กรเชิงกลยุทธ์
จะต ้องเป็น HR มืออาชีพหรือ HR Professional ที่ต ้องคิดว่าจะสร้างและพัฒนาคนเพื่อให ้
คนมีขีดความสามารถ (Capabilities) ในการทางาน มีการทุ่มเทในการทางาน เพื่อให ้
บรรลุเป้าหมายขององค์การได ้อย่างไร
ทั้งนี้แนวคิดเชิงกลยุทธ์เป็นแนวคิดที่เริ่มต ้นในวงการทหาร แต่ภาคเอกชนนามาใช ้ใน
การบริหารจัดการมานานแล ้ว รวมทั้งในปัจจุบันที่ภาคเอกชนให ้ความสาคัญกับการ
พัฒนาคนเชิงกลยุทธ์ ส่วนภาคราชการเพิ่งนามาปรับใช ้โดยเฉพาะประเทศไทยเราเริ่ม
ใช ้แนวคิดการบริหารองค์การราชการเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลทักษิณ
3.)))องค์การและการจัดการ
(1.) ทฤษฎีองค์การ
ทฤษฎีองค์การจะมีพัฒนาการคล ้ายกับพัฒนาการของทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ
เราสามารถแบ่งทฤษฎีองค์การออกเป็น 3 ยุคคือ
1.ทฤษฎีองค์การในยุคคลาสสิก (Classical Organization Theory) เป็นยุคเริ่มต ้นของ
การศึกษาองค์การ แนวคิดหลักของยุคนี้คือความพยายามในการแสวงหาหลักการ
ทางานและหลักการบริหารที่ดีที่สุด เพื่อให ้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหาร
ทฤษฎีสาคัญๆในยุคนี้ เช่น
-การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ของเฟดเดอริก ดับเบิลยู เทเลอร์
-หลักการบริหารของกุลลิค-เออร์วิค
-องค์การตามระบบราชการของแมกซ์ เวเบอร์
2.ทฤษฎีองค์การยุคนีโอคลาสสิก (Neoclassical Organization Theory) เป็นยุคที่
นักวิชาการออกมาวิจารณ์แนวคิดในยุคแรก เนื่องจากแนวคิดยุคแรกให ้ความสาคัญกับ
หลักการทางานและการการบริหารงานมากเกินไป โดยละเลยคนในองค์การ
ยุคนีโอคลาสสิกจึงเสนอว่า การจะให ้องค์การมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพจะต ้องให ้
ความสาคัญกับคนในองค์การทั้งในเรื่องของจิตใจ ความต ้องการ และพฤติกรรมของ
บุคคลและกลุ่มในองค์การ
ทฤษฎีองค์การในยุคนี้จะมีจุดหลักอยู่ที่นักทฤษฎีในกลุ่มมานุษยนิยม (Humanism) เช่น
เอลตัน เมโย /อับราฮัม มาสโลว์ /เฮอร์เบิร์ต ไชม่อน/แมรี่ ปากเกอร์ ฟอลลเลต และคน
อื่นๆอีกมาก
โดยทฤษฎีที่นาเสนอส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของคน
3.ทฤษฎีองค์การยุคใหม่ (Modern Organization Theory) เป็นแนวคิดที่มองว่าทฤษฎีใน
2 ยุคแรกเป็นการมององค์การในระบบปิด (Closed Perspective) คือไม่สนใจสิ่งแวดล ้อม
ภายนอกองค์การ
ทฤษฎีองค์การยุคใหม่มองว่าองค์การนั้นอยู่ภายใต ้สภาวะแวดล ้อมและสิ่งแวดล ้อมมีผล
อย่างยิ่งต่อองค์การและการบริหารงานในองค์การ ดังนั้นการศึกษาองค์การจึงควรศึกษา
ในระบบเปิด (Open Perspective)
ทฤษฎีองค์การในยุคใหม่เช่น
-ทฤษฎีการมององค์การเชิงระบบ (Systems Approach)
-ทฤษฎีองค์การตามสถานการณ์ (Situation or Contingency Approach)
-ทฤษฎีองค์การที่เน้นการกระทา (The Action Approach)
กล่าวคือทฤษฎีองค์การยุคใหม่จะเน้นองค์การที่ไม่เป็นทางการ มีความยืดหยุ่นสูง
ปรับตัวเข ้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล ้อมอย่างรวดเร็ว
(2.) โครงสร ้างองค์การ
โครงสร ้างองค์การจะสอดคล ้องกับทฤษฎีองค์การ นั่นคือในยุคแรกโครงสร้างของ
องค์การก็จะมีความเป็นทางการ ส่วนปัจจุบันโครงสร ้างขององค์การมีลักษณะยืดหยุ่นสูง
ปรับตัวได ้ง่าย
สาหรับรูปแบบโครงสร ้างองค์การที่สาคัญประกอบด ้วย
++1.โครงสร ้างแบบราชการของเวบเบอร์ มีหลักการคือ
1.1 เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ ที่มีคนมาก ภารกิจมา ซึ่งเป็นองค์การที่มีภารกิจ
หน่วยงานย่อยๆหลายหน่วยงาน
1.2 มีการกาหนดสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน (Hierarchy)
1.3 มีความเป็นทางการสูง มีการกาหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน มีการจัดทา
คู่มือในการทางานเอาไว ้อย่างชัดเจน
1.4 สภาพแวดล ้อมมีความคงที่
++2.โครงสร ้างแบบ Matrix
จะเป็นโครงสร ้างที่อยู่ภายใต ้ระบบราชการเช่นกัน แต่โครงสร ้างแบบนี้จะใช ้ในกรณีมี
ภารกิจใหม่ และจะนาคนที่อยู่ภายในหน่วยงานย่อยต่างๆมาทางานร่วมกันในภารกิจใหม่
โดยมีหัวหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานตามภารกิจใหม่ และคนในหน่วยงานย่อยที่มาทางาน
ในภารกิจพิเศษก็จะมีหัวหน้า 2 คน แต่หัวหน้าที่รับผิดชอบในภารกิจพิเศษจะใช ้วิธีการ
สร ้างความร่วมมือให ้เกิดขึ้นกับทีมงาน อาจจะใช ้บารมี แต่ไม่มีอานาจโดยตรงต่อทีมงาน
ที่เข ้ามาร่วมงาน
การจัดโครงสร ้างแบบนี้จะเป็นการใช ้ประโยชน์จากกาลังคนอย่างเต็มที่
ผู้ว่าราชการจังหวัดถือว่าทางานภายใต ้โครงสร ้างแบบ Matrix เนื่องจากต ้องทาหน้าที่
ประสานงานให ้หน่วยงานที่เป็นตัวแทนของกรม หรือกระทรวงต่างๆภายในจังหวัดมา
ทางานเพื่อผลประโยชน์ของคนในจังหวัดได ้
++3.โครงสร ้างแบบโครงการหรือแบบคณะกรรมการ
โครงสร ้างองค์การแบบคณะกรรมการอาจจะเป็นแบบถาวรหรือชั่วคราวก็ได ้ตัวอย่างที่
ถาวรเช่นคณะกรรมการอาหารและยา
โครงสร ้างแบบนี้จะนาเอาผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขามาทางานร่วมกันในรูปแบบของ
องค์การแนวราบ (Flat) จะมีหัวหน้า 1 คนเช่นมีเลขาธิการ 1 คน ส่วนคนอื่นๆก็จะเป็น
กรรมการ
โครงสร ้างแบบคณะกรรมการจะเน้นการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม และอาจจะมีขึ้นภายใน
องค์การที่มีโครงสร ้างแบบราชการดารงอยู่แล ้ว และเมื่อมีภารกิจใหม่หรือโครงการใหม่ก็
จะจัดโครงสร ้างขึ้นมาใหม่ เมื่อจบภารกิจก็จะยุบเลิกไป
คนที่เข ้ามาอยู่ในทีมงานจะมาจากบุคคลภายนอกหากต ้องหาศัยผู้เชี่ยวชาญมาทางาน
เป็นการจ ้างแบบชั่วคราว เมื่อจบภารกิจก็ยุบเลิกไป
++4.โครงสร ้างแบบเครือข่าย
จะเป็นโครงสร ้างที่มีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่มีโครงสร ้างในแบบต่างๆมาทางาน
ร่วมกัน เช่นบริษัทเสื้อผ ้าจะมีหน่วยงานสนับสนุน เช่นจ ้างบริษัทสารวจตลาด จ ้างบริษัท
ออกแบบ จ ้างบริษัทตัดเย็บ และจ ้างบริษัทจัดจาหน่าย โดยมีบริษัทเจ ้าของแบรนด์เนม
เป็นผู้บริหารจัดการ
ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานจะไม่มีสายการบังคับบัญชา มีความยืดหยุ่นสูง การบอก
เลิกจ ้างทาได ้ง่าย การจัดโครงสร ้างแบบนี้ทาให ้หน่วยงานหลักไม่ต ้องไปทางานทุก
อย่างด ้วยตนเอง
++5.โครงสร ้างองค์การตามสถานการณ์ (Contingency Organization) เป็นโครงสร ้างที่
ถูกนามาใช ้มากในปัจจุบัน
สมมุติฐานของโครงสร ้างองค์การตามสถานการณ์
-โครงสร ้างองค์กรแต่ละแบบ จะไม่มีแบบใดดีที่สุดที่ใช ้ได ้ตลอดเวลาหรือทุกสถานที่
(เหมือนกับไม่มียาใดที่รักษาได ้ทุกโรค)
-โครงสร ้างแต่ละแบบมีประสิทธิผลไม่เท่ากัน
-การจัดโครงสร ้างองค์การจึงควรขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เหมาะสมกับสภาพแวดล ้อมและ
บริบทขององค์การ
เช่นถ ้าคนในองค์การไม่มีความรู้ด ้านเทคโนโลยี องค์การก็ไม่สามารถจัดโครงสร ้าง
องค์การแบบเสมือนจริงได ้
-องค์การจะต ้องเป็นระบบเปิด องค์การสมัยใหม่จึงต ้องเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อทาให ้
องค์การมีความสามารถในการปรับตัว เพื่อให ้อยู่รอด (Survival) และนามาองค์การไปสู่
ความเป็นเลิศ (Excellence)
-การตัดสินในในองค์การต ้องอาศัยหลักการตัดสินใจแบบมีเหตุผล
จากรูปแบบโครงสร ้างหลายรูปแบบ สามารถแบ่งโครงสร ้างองค์การออกเป็น 2 กลุ่มคือ
1.โครงสร ้างองค์การแบบเครื่องจักร (Mechanistic Organization) จะเป็นโครงสร ้างที่
ตายตัว มีความคงที่ เหมาะสาหรับงานประจา มีสภาพแวดล ้อมที่นิ่ง มีความชัดเจน เช่น
โครงสร ้างตามระบบราชการของเวเบอร์
2.โครงสร ้างองค์การแบบสิ่งมีชีวิต ( Organic Organization ) เป็นโครงสร ้างที่มีความ
ยืดหยุ่น เหมาะสาหรับสภาพแวดล ้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง งานที่มีโครงสร ้างไม่ชัดเจน
และพร ้อมที่จะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา
นโยบายสาธารณะ (Public Policy)
ประเด็นสาคัญที่เราต ้องเข ้าใจในเรื่องนโยบายคือ กระบวนการนโยบาย (Policy Process)
ซึ่งประกอบด ้วย
1.การกาหนดนโยบาย (Policy Formulation)
2.การนานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation)
3.การประเมินผลนโยบาย (Policy Evaluation)
สาหรับการศึกษานโยบายในเชิงการเมือง หรือในฐานะที่เป็นนักรัฐศาสตร์มักจะมุ่งตอบ
คาถามว่านโยบายเกิดขึ้นได ้อย่างไร หรือเบื้องหลังของนโยบายของรัฐบาล
แต่ละนโยบายนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ทาให ้เราต ้องเข ้าใจถึงตัวแบบในการกาหนดโนบาย
ตัวแบบในการกาหนดนโยบาย (ตามแนวคิดของโทมัส ดาย) ประกอบด ้วยตัวแบบที่
สาคัญๆคือ
1.ตัวแบบผู้นา (Elite Model) มองว่านโยบายสาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่สะท ้อนให ้เห็นความ
ต ้องการของผู้นา หรือ Policy as Elite Preference
2.ตัวแบบกลุ่ม (Group Model) คือตัวแบบที่มองว่านโยบายคือดุลยภาพระหว่างกลุ่ม
(Policy as Group Equilibrium) กลุ่มใดที่มีอิทธิพลมากนโยบายก็จะค่อนไปทางกลุ่มนั้น
3.ตัวแบบสถาบัน (Institutional Model) มองว่านโยบายสาธารณะนั้นคือกิจกรรมของ
สถาบันของรัฐ ดังนั้นสถาบันของรัฐจะมีบทบาทในการกาหนดนโยบายโดยสถาบันที่ว่านี้
จะมีทั้งสถาบันหลัก (Official Policy Maker) และสถาบันรอง (Un-Official Policy
Maker)
4.ตัวแบบกระบวนการ (Process Model) มองว่านโยบายสาธารณะคือกิจกรรมทาง
การเมือง (Policy as Political Activities)นั่นคือมองว่าในทุกขั้นตอนของกระบวนการ
นโยบายจะมีการเมืองเข ้าไปเกี่ยวข ้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็นขั้นการกาหนดนโยบายที่ฝ่ าย
การเมืองเป็นผู้ที่กาหนดนโยบาย ขั้นการนานโยบายไปปฏิบัติฝ่ ายการเมืองก็จะเข ้าไป
ดูแลกากับการนานโยบายไปปฏิบัติ ในขั้นการประเมินผลนโยบายฝ่ ายการเมืองก็จะ
นาเอาข ้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาว่าจะนโยบายนั้นควรจะดาเนินการอย่างต่อเนื่องหรือควร
จะยกเลิกนโยบาย
5.ตัวแบบระบบ (System Model) มองว่านโยบายคือผลผลิตของระบบ (Systems
Outputs)
6.ตัวแบบมีเหตุผล (Rational Model) เป็นตัวแบบที่มองว่านโยบายหมายถึง (Policy as
Maximum Social Gain)**ตัวแบบนี้มักจะถูกนามาออกข ้อสอบเสมอ โดยมักจะถามว่า
ความมีเหตุผลของนโยบายนั้นดูจากอะไร และอะไรที่เรียกว่า Social Gain หรือ
ผลประโยชน์ตอบแทนทางสังคมสูงสุด การจะตอบคาถามนี้เราจะต ้องเข ้าใจขั้นตอนการ
กาหนดนโยบายตามตัวแบบมีเหตุผลว่ามีการพิจารณาอย่างไรบ ้างที่แสดงให ้เห็นว่า
นโยบายนั้นๆใช ้ตัวแบบ Rational Model ในการกาหนด
กล่าวคือเราจะต ้องทาความเข ้าใจตั้งแต่ต ้นว่าในการกาหนดปัญหาจะต ้องดูว่าเป็นปัญหา
หรือความต ้องการของที่แท ้จริงของประชาชนและต ้องดูว่าปัญหาหรือความต ้องการนั้นมี
ทางเลือกในการแก ้ไขหรือดาเนินการกี่ทางเลือก จากนั้นต ้องดูว่าแต่ละทางเลือกมีข ้อดี
ข ้อเสียอย่างไร และจะต ้องเลือกทางเลือกที่ให ้ผลตอบแทนสูงสุด
ดังนั้นตาม Rational Model จึงเป็นการสะท ้อนให ้เห็นถึงเหตุผลในการกาหนดนโยบายว่า
นโยบายนั้นจะต ้องเป็นนโยบายที่ทาให ้เกิดผลตอบแทนกับสังคมส่วนรวมสูงสุดเมื่อ
เปรียบเทียบกับค่าใช ้จ่ายต่างๆที่จะต ้องเสียไปในการดาเนินนโยบาย
7.ตัวแบบส่วนที่เปลี่ยนแปลงหรือตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (Incremental Model) เป็นตัว
แบบที่ใช ้ตัวแบบในอดีตมาเป็นเกณฑ์ในการกาหนดนโยบาย โดยมีการปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงในบางส่วน หรือ Policy as Variation on the Past
8.ตัวแบบทฤษฎีเกมส์ (Game Theory Model) เป็นตัวแบบที่มองว่านโยบายคือทางเลือก
ที่มีเหตุมีผลในท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการแข่งขัน ซึ่งตัวแบบนี้จะเน้นในการกาหนด
นโยบายที่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศ
" ถ ้าข ้อสอบออกเรื่องนโยบาย แล ้วให ้เราวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดนโยบายเราจะต ้อง
เอาตัวแบบเหล่านี้ไปวิเคราะห์ ถ ้าออกให ้เราวิเคราะห์ผลของนโยบายเราอาจจะต ้อง
นาเอาแนวคิดทฤษฎีในส่วนของการการนานโยบายปฏิบัติและการประเมินผลนโยบายไป
วิเคราะห์ เพราะในแต่ละขั้นของกระบวนการนโยบายจะมีทฤษฎีที่นาไปวิเคราะห์ได ้"
ตัวแบบในการนานโยบายไปปฏิบัติ
1.ตัวแบบที่ยึดหลักเหตุผล (Rational Model) เชื่อว่า ความสาเร็จของการนานโยบายไป
ปฏิบัติอยู่ที่ประสิทธิภาพของการวางแผนวางโครงการที่ดีและการควบคุมที่มี
ประสิทธิภาพ เหตุผลที่ดีของการนานโยบายไปปฏิบัติการทาให ้นโยบายบรรลุ
ความสาเร็จ
และการจะทาให ้นโยบายบรรลุเป้าหมายได ้ต ้องมีกระบวนการต่อไปนี้
-นโยบายต ้องกาหนดวัตถุประสงค์และภารกิจที่ชัดเจน
-มอบหมายงานและกาหนดมาตรฐานการปฏิบัติให ้แก่หน่วยย่อยอย่างชัดเจน
-มีระบบการวัดผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
-มีการให ้คุณให ้โทษ
2.ตัวแบบด ้านการจัดการ (Management Model) มองว่า ความสาเร็จของการนานโยบาย
ไปปฏิบัติอยู่ที่สมรรถนะขององค์การ ทั้งนี้ปัจจัยที่เกี่ยวข ้องกับความสาเร็จของนโยบาย
ขึ้นอยู่กับ
-การเป็นองค์การที่มีความรับผิดชอบ
-เป็นองค์การมีความสามารถ
-มีโครงสร ้างเหมาะสม
-บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางการบริการและเทคนิค
-มีการวางแผนเตรียมความพร้อมได ้แก่
-วัสดุอุปกรณ์
-สถานที่
-เครื่องมือเครื่องใช ้
-งบประมาณ
3. ตัวแบบด ้านการพัฒนาองค์การ (Organization Development Model) เชื่อว่า องค์การ
ทางานได ้ก็โดยอาศัยคน สมรรถนะขององค์การจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของคนเป็น
สาคัญ นโยบายจะสาเร็จเพราะคนในองค์การมีความร่วมมือกัน ปัจจัยที่อยู่ภายใต ้ตัวแบบ
นี้ได ้แก่
-การสร้างความผูกพันและการยอมรับ
-เน้นการมีส่วนร่วมภายในองค์การเป็นหลัก โดยให ้ความเชื่อว่าการมีส่วนร่วมจะทาให ้เกิด
การทางานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
-มีการจูงใจ แบ่งได ้ 2 ประเภทคือวัตถุสิ่งของ(การให ้สิ่งของวัตถุ) และไม่ใช่วัตถุสิ่งของ
เช่นชื่อเสียง เกียรติยศ การมีโอกาสดีกว่าคนอื่น การเลื่อนชั้นเลื่อนตาแหน่ง
-การใช ้ภาวะผู้นาที่เหมาะสม
-การสร ้างการยอมรับและความผูกพันของสมาชิก
-การสร้างทีมงาน
4. ตัวแบบกระบวนการราชการ (Bureaucratic Process Model) ตัวแบบนี้มองว่าผลของ
การนานโยบายไปปฏิบัติขึ้นอยู่กับปัจจัยสองประการคือ
-1. ระดับความเข ้าใจสภาพความเป็นจริงในการให ้บริการของผู้กาหนดนโยบายหรือ
ผู้บริหารโครงการพัฒนา
-2. ระดับการยอมรับนโยบายเข ้าเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ประจาวันของผู้ปฏิบัติ
5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model) มองว่าความสาเร็จของการนานโยบายไป
ปฏิบัติอยู่ที่คนที่เกี่ยวข ้องกับการนานโยบายไปปฏิบัติ ได ้แก่
-บุคคลที่เป็นตัวแทนขององค์การ
-กลุ่มหรือสถาบัน
-ความสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอก
การเจรจาต่อรองจึงเป็นหัวใจสาคัญของตัวแบบนี้ ความสาเร็จของการเจรจาต่อรอง
ขึ้นอยู่กับ
-ความสามารถในการเจรจา
-สถานะอานาจ ถ ้ามีอานาจจะทาให ้เกิดความมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น การเจรจา
ต่อรองทาได ้สาเร็จเร็วขึ้น
-ทรัพยากร คนที่มีทรัพยากรมากกว่าย่อมต่อรองได ้ดีกว่า
-คนที่เกี่ยวข ้องในการเจรจาต่อรอง ยิ่งมีคนมากก็ยิ่งเจรจากันได ้ยาก
-การสนับสนุนจากฝ่ ายอื่น ๆ ได ้แก่ สื่อมวลชน นักการเมือง หัวหน้าหน่วยงาน กลุ่ม
ผลประโยชน์ บุคคลสาคัญ
6. ตัวแบบทั่วไป เป็นการผสมผสานปัจจัยจากหลายตัวแบบเข ้าด ้วยกัน ตัวแบบนี้ซึ่งให ้
ความสาคัญกับ
-กระบวนการสื่อความ
-สมรรถนะขององค์การ
-ความร่วมมือสนับสนุนของผู้ปฏิบัติ
-ลักษณะของหน่วย
-ความรู้ความสามารถของบุคคล
-ความพร้อมที่จะร่วมมือ
-สมรรถนะขององค์การ
-ลักษณะของหน่วยงานที่นานโยบายไปปฏิบัติ
-หัวหน้าหน่วย
-ทรัพยากรเพียงพอ
-กิจกรรมจูงใจให ้ปฏิบัติ
-คุณภาพของบุคลากร
-ภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม ความร่วมมือทั่วไป
-ความร่วมมือกันเองของผู้ปฏิบัติ
-ความภักดีต่อองค์กร
-ผลประโยชน์ส่วนตัว
ตัวแบบในการประเมินผลนโยบาย
1.ตัวแบบ CIPP มองว่าในการประเมินผลจะต ้องประเมินปัจจัยต่างๆ คือ
-Context หรือสภาพแวดล ้อม ซึ่งก็คือการประเมินสภาพแวดล ้อมหรือประเมิน
วัตถุประสงค์ของนโยบาย
- Inputs การประเมินปัจจัยเบื้องต ้นหรือทรัพยากรที่เรานามาใช ้ว่ามีเพียงพอและมี
คุณภาพพอที่จะดาเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
-Process การประเมินกระบวนการ เป็นการประเมินปัญหา อุปสรรค จุดเด่นจุดด ้อยและ
ปัญหาของโครงการ
-Products การประเมินผลได ้จากนโยบายหรือโครงการ หรือประเมินผลที่เกิดขึ้นในทาง
ปฏิบัติ
การประเมินนโยบายตาม CIPP ถือว่าเป็นการประเมินนโยบายครบวงจร ทั้งก่อนดาเนิน
โครงการ ระหว่างดาเนินโครงการ และหลังการนานโยบายไปปฏิบัติ แต่ส่วนใหญ่ที่ทา
กันคือประเมิน Product
2.การประเมินตามเกณฑ์
ส่วนมากจะให ้ความสาคัญกับเกณฑ์ 2 ตัวหลักคือ
-1.การประเมินประสิทธิผล (Effectiveness) เป็นการประเมินเพื่อดูว่านโยบายประสบ
ความสาเร็จตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ถ ้านโยบายบรรลุตามวัตถุประสงค์แสดงว่านโยบาย
นั้นมีประสิทธิผล
-2.การประเมินประสิทธิภาพ (Efficiency) เป็นการประเมินว่าผลของนโยบายมีความ
คุ้มค่ากับต ้นทุนที่ลงไปหรือไม่ ต ้นทุนในที่นี้มีทั้งต ้นทุนด ้านเวลา ต ้นทุนด ้านงบประมาณ
และต ้นทุนด ้านอื่นๆ เช่นด ้านสังคม แต่ต่อมาการประเมินผลนโยบายได ้เพิ่มเกณฑ์อื่นคือ
3.ความเสมอภาค
4.ความยุติธรรม
5.ความพึงพอใจ
6.ผลที่เกิดขึ้นในทางสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต
7.ผลที่เกิดขึ้นในด ้านสิ่งแวดล ้อม
(การที่จะใช ้อะไรเป็นเกณฑ์ในการประเมินขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการประเมิน ซึ่ง
วัตถุประสงค์ในการประเมินก็ควรจะสอดคล ้องกับวัตถุประสงค์ของนโยบาย)
*** นอกจากนี้ในการบรรยายของอาจารย์อนงค์ทิพย์ยังเสนอตัวแบบในการวิเคราะห์
นโยบาย 2 ตัวแบบคือ ตัวแบบระบบนโยบาย และตัวแบบเหตุและผล (ให ้ดูจากชีทถอด
เทปอาจารย์อนงค์ทิพย์ ) ***
โดยสรุป ปัจจุบันการบริหารงานภาครัฐ ได ้ปรับเปลี่ยนแนวคิดการทางานจากการทางาน
แบบดั้งเดิมที่เน้นความเป็นระบบราชการ มาเป็นการจัดการภาครัฐที่ยิบยืมแนวคิดแบบ
เอกชนมาใช ้
เราจึงพบว่ามีการเปลี่ยนจากคาว่า Public Administration มาเป็น Public Management
ความแตกต่างระหว่างคาว่า “การบริหาร” (Administration) กับคาว่า “การจัดการ”
(Management) จะอยู่ที่ “วิธีการ” กล่าวคือการบริหารจะเกี่ยวข ้องกับการจัดสรรทรัพยากร
อย่างเป็นขั้นตอนตามลาดับโดยต ้องทาตามระเบียบปฏิบัติที่กาหนดไว ้แล ้ว ส่วนการ
จัดการจะเกี่ยวข ้องกับการใช ้ดุลยพินิจในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให ้บรรลุวัตถุประสงค์
ที่ตั้งไว ้
ยุคโลกาภิวัตน์นี้ สภาพการณ์ต่างๆได ้บีบบังคับให ้ภาครัฐและเอกชนต ้องทางานอย่าง
ประสานร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โดยรวมให ้สูงขึ้นการร่วมมือกันนี้ทาให ้เกิดการถ่ายโอน “เทคนิคและวิธีการบริหาร
จัดการ” ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให ้เกิดการดาเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ที่
กาหนดได ้
การที่ภาครัฐและเอกชนต ้องทางานร่วมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ
ประเทศเช่นนี้ ทาให ้เกิดความจาเป็นในการต ้องลดค่าใช ้จ่ายต่างๆ (ลดต ้นทุนการผลิต)
ที่เกิดจากการติดต่อประสานงานกันให ้เหลือน้อยที่สุด แต่อุปสรรคสาคัญในเรื่องของการ
ลดต ้นทุนนี้ก็คือมาตรการควบคุม(ตามระเบียบกฎเกณฑ์) ของภาครัฐ และการใช ้ดุลย
พินิจ (อย่างไม่แน่นอนและไม่ชัดเจน) ของเจ ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข ้อง
ดังนั้น ปัญหาที่ภาครัฐและภาคเอกชนต ้องร่วมกันแก ้ไขก็คือจะทาอย่างไรให ้มาตรการ
ควบคุมของภาครัฐผ่อนคลายลง (โดยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น) พร ้อมๆ กับการลดการใช ้
ดุลยพินิจของเจ ้าหน้าที่ลงด ้วย เพื่อสร ้างความมั่นใจในการประกอบธุรกิจได ้อย่างชัดเจน
ยิ่งขึ้น (เพราะการใช ้ดุลยพินิจ อาจทาให ้เกิด Double Standards ที่ทาให ้ภาคเอกชนบาง
รายเกิดความได ้เปรียบเสียเปรียบกัน และส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ
โดยรวม) ผู้นาของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงต ้องอาศัย “เทคนิคและวิธีการบริหาร
จัดการ” ต่างๆ มากมาย เพื่อให ้สามารถดาเนินการบรรลุเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง
(ที่ได ้มีการวางแผนไว ้ล่วงหน้าแล ้ว) และที่สาคัญที่สุดก็คือผู้นาในการบริหารการ
เปลี่ยนแปลง (Change Leader) ควรจะต ้องอยู่ในอานาจหน้าที่นั้นนานเพียงพอที่จะ
ดาเนินการจนบรรลุผลสาเร็จด ้วย
ดังนั้นทุกวันนี้การจัดการภาครัฐ จึงเป็นบริหารรัฐกิจยุคใหม่ โดย
-บริหารคนโดยยึดคนเป็นเป็นศูนย์กลาง พัฒนาคน ทั้งกาย จิตใจ สติปัญญา
-บริหารงาน โดยคานึงถึงสภาพแวดล ้อม บริหารงานท่ามกลางเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น
บริหารงานในลักษณะงานเฉพาะกิจ องค์การต ้องเป็นองค์การแบบ Organic ไม่ใช่
Mechanic
-บริหารเงิน โดยโปร่งใส กระจายอานาจ
***ที่สาคัญกระแสที่มาแรงมากคือการ บริหารงาน บริหาร และบริหารเงิน ในเชิง
คุณธรรม จริยธรรม แต่ ยังไม่ทิ้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการบริหารงาน
ทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจยุคใหม่นั้นจะเรียกว่า Public Management หรือ Mangerialism
เป็นแนวคิดเชิงปฏิรูป บริหารราชการในอนาคตรัฐยังเป็นเจ ้าของแต่จะต ้องบริหารเชิง
ธุรกิจเอกชน***
การปฏิรูประบบราชการ
ประมาณปี 2523 (1980) ได ้เกิดแรงผลักดันที่ก่อให ้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทั้ง
แรงผลักดันที่มาจากทั้งภายนอกและภายใน
++แรงผลักดันภายนอกที่สาคัญๆได ้แก่++
-อิทธิพลของโลกาภิวัตน์และความก ้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มี
อิทธิพลต่อการทางานในระบบราชการมากขึ้น
-สภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ ทาให ้หน่วยราชการต ้องปรับปรุงกระบวนการทางาน
เพื่อรองรับการแข่งขัน
-วิกฤติทางด ้านเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่สาคัญที่ทาให ้ระบบราชการถูกทบทวน โดยเฉพาะ
ในเรื่องของงบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณในด ้านค่าตอบแทนและเงินเดือน
ข ้าราชการที่พบว่ามีสูงมากแต่ประสิทธิภาพในการทางานยังต่า ดังนั้นจึงต ้องมี
-แนวคิดในการปรับลดบทบาทภาครัฐ เนื่องจากการที่รัฐมีบทบาทมากในช่วงก่อนหน้า
นั้นได ้ก่อให ้เกิดปัญหามากกมาย โดยเฉพาะการขาดประสิทธิภาพในการทางาน ทาให ้
ต ้องมีการลดบทบาทของภาครัฐลง
-การเติบโตและความเข ้มแข็งของภาคเอกชน รวมทั้งความเข ้มแข็งขององค์การประชา
สังคม ทาให ้ภาครัฐซึ่งมีสภาพที่อ่อนแอจะต ้องหันมามองตนเอง และถึงเวลาต ้อง
เปลี่ยนแปลง
++แรงผลักดันที่เกิดจากภายในตัวระบบราชการเอง คือ++
-ความเสื่อมของระบบราชการ (Bureaucratic Pathology) ซึ่งเกิดจาก
/ การไม่มีประสิทธิภาพ
/การขยายอานาจของระบบราชการ
/เกิดการทางานที่ล่าช ้า
/ข ้าราชการต่อต ้านการเปลี่ยนแปลง
/การทางานเน้นกฎระเบียบจนขาดการคานึงถึงความเป็นมนุษย์
-เกิดสิ่งที่เรียกว่า Dirty Government เกิดจาก
/การขาดการมีส่วนร่วม ของข ้าราชการ แต่การตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหาร
/มีการทุจริต
/ขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ
เหล่านี้คือปัจจัยที่ก่อให ้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการไทย และแรงผลักดัน
เหล่านี้เป็นแรงผลักดันที่ผู้บริหารประเทศมองเห็นและยอมรับว่าระบบราชการควรจะมี
การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่มีการตัดสินใจที่จะทาให ้เกิดการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ความต ้องการในการเปลี่ยนแปลงยังคงมีอยู่โดยมีเป้าหมายที่สาคัญ
เพื่อให ้ระบบราชการเกิดสิ่งต่อไปนี้คือ
1.ความโปร่ง (Transparency)
2.เกิดคุณภาพในการบริหารจัดการ (Quality)
3.การบริหารงานที่มีประสิทธิผล (Effectiveness)
4.การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency)
เดือนตุลาคม 2545 ก็ได ้มีการปฏิรูประบบราชการอย่างเป็นรูปธรรม โดยตรารบ.บริหาร
ราชการแผ่นดินฉบับที่ 5 ขึ้น และในมาตรา 3/1 มีการบัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ
ข ้าราชการจะต ้องทาโดยการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให ้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และมี
ความคุ่มค่าในการใช ้งบประมาณของรัฐ มีประสิทธิภาพ การลดขั้นตอนการปฏิบัติ
จากนั้นรัฐบาลก็ได ้ออกกฎหมายปฏิรูปโครงสร ้าง กระทรวง ทบวงกรม 2545 มาใช ้ในการ
เปลี่ยนแปลงโครงสร ้างของกระทรวง เพื่อนาไปสู่การปฏิรูประบบราชการ
เป้าหมายของการปฏิรูป
1.การจัดส่วนราชการใหม่
2.ต ้องการพัฒนาการจัดองค์การในระบบราชการใหม่
3.การกาหนดแบบแผนในการปฏิบัติราชการเพื่อให ้เกิด Good Governance
หลังจากการปรับเปลี่ยนโครงสร ้างหน่วยราชการเวลานี้การปฏิรูประบบราชการกาลังอยู่
ในขั้นของการปฏิรูปพฤติกรรมของข ้าราชการ ดังจะพบว่ารัฐบาลพยายามออกโครงการ
ต่างๆเพื่อให ้ข ้าราชการทางานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เช่นการทาโครงการระยะ 3 ที่
ต ้องการพัฒนาข ้าราชการถ ้าพัฒนาไม่ได ้ก็ต ้องออกจากระบบ หรือการให ้ข ้าราชการแต่
ละคนประเมินงานของตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในปัจจุบันคือการปฏิรูประบบราชการของเราที่เดินมาตั้งแต่ปี
2545 ตอนนี้ไปถึงไหนแล ้ว

แนวข้อสอบ Comprehensive 2

  • 1.
    ข้อสอบประมวลผลความรอบรู้จากรุ่นพี่ (Comprehensive) PS 701 ข้อสอบปี 43 รัฐศาสตร์เป็นวิชาที่มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องมานานนับพันๆปี ตลอด ช่วงเวลาของพัฒนาการดังกล่าวจนกระทั่งปัจจุบันการศึกษาวิชานี้มีการเปลี่ยนแปลง กระบวนทัศน์ (Paradigm) อยู่บ่อยครั้ง แต่ครั้งที่สาคัญที่สุดคือนับแต่ปี 1920 เป็นปีที่ บรรดานักรัฐศาสตร์คนสาคัญๆ เช่น ชาร์ล อี เมอร์เรียม แฮโรลด์ ลาวเวลส์ เป็นต ้น ได ้ ขนานนามการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่นั้นว่า “ การปฏิวัติครั้งใหญ่ในวิชารัฐศาสตร์ (The First Revolution) ซึ่งการปฏิวัติครั้งนั้นได ้หันเหทิศทางของรัฐศาสตร์เข ้าสู่ ยุค พฤติกรรมศาสตร์อยากทราบว่าเหตุใดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์กังกล่าวจึงเป็นการ ปฏิวัติ สิ่งที่เกิดขึ้นทาให ้แนวทางในการค ้นหาความรู้ปรากฎการณ์ทางการเมือง เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เพราะเหตุใด และท่านคิดว่าอิทธิพลดังกล่าวมีประโยชน์ต่อ สาขาวิชารัฐศาสตร์ หรือไม่ อย่างไร ขอให ้อธิบายอย่างชัดเจน ข ้อสอบปี 44 เหตุใดการที่การศึกษารัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนมาเป็นการศึกษาในเชิงพฤติกรรม ศาสตร์ถือว่าเป็นการปฏิวัติครั้งแรกของวิชารัฐศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์มีอิทธิพลต่อ การศึกษารัฐศาสตร์อย่างไร และมีประโยชน์ต่อการศึกษารัฐศาสตร์หรือไม่ ข ้อสอบปี 45 ถามว่า ในการทาความเข ้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวทางการเมืองนักรัฐศาสตร์จะ แตกต่างจากนักวิชาการด ้านสังคมศาสตร์อื่นๆ ตรงที่นักรัฐศาสตร์มีกรอบความคิด (Conceptual Framework ) และแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี (Theoretical Approach) ที่ชัดเจน จงชี้ให ้เห็นถึงความสาคัญของแนวการศึกษาวิเคราะห์เชิงทฤษฎี การศึกษาเช่นนี้ต่างจากการศึกษาโดยสามัญสานึกอย่างไร อธิบายโดยยกตัวอย่าง ชัดเจน ข ้อสอบปี 46 (ของส่วนกลาง)โธมัส คุห์น เป็นผู้เริ่มใช ้คาว่าพาราไดม์ ที่มักแปลว่า กระบวนทัศน์ และในหนังสือจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษโดยแคปร ้าระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลง สาคัญในกระบวนทัศน์หรือมุมมองต่างๆที่มีต่อโลกภายนอก คือการย ้ายจากพาราไดม์ แบบแยกส่วน (Reductionism) หรือแบบไอแซค นิวตัน มาเป็นแบบองค์รวม (Holism) จง อธิบายมุมมองที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวพันธ์กับวิทยาการทางรัฐศาสตร์หรือ ศาสตร์ที่เกี่ยวข ้อง ข ้อสอบปี 47 (ของสาขาสระบุรี) สาขารัฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาปรากฎการณ์ทางการ เมือง ซึ่งในกระบวนการแสวงหาความรู้ด ้านนี้ได ้มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm) อยู่หลายครั้ง ขอให ้ท่านประมวลความรู้ที่ได ้เรียนมาเพื่อสะท ้อนให ้เห็นถึง ภาพของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ต่างๆดังกล่าว พร ้อมให ้เหตุผลสาหรับการ เปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง และท่านคิดว่าอนาคตของการศึกษาวิชานี้ควรจะเป็นอย่างไร อธิบายให ้ชัดเจน ข ้อสอบปี 47 องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์มีแนวทฤษฎีต่างๆมากมาย ในฐานะที่ท่านศึกษา ในด ้านนี้ เพราะเหตุใดการศึกษาการเมืองมักมีข ้อโต ้แย ้งทางทฤษฎี (Theoretical Debate) อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การโต ้แย ้งในลักษณะเช่นนี้มีประเด็นสาคัญอะไรที่ควรให ้ ความสนใจ และหากท่านจะเลือก “เชื่อ” แนวทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง จะใช ้เกณฑ์อะไรใน การตัดสินใจ จงอิบายให ้ชัดเจน ข ้อสอบปี 48 จากคากล่าวที่ว่า “การเมืองมีความสลับซับซ ้อน ต ้องอาศัยกรอบทฤษฎีใน การทาความเข ้าใจ” คากล่าวนี้มีนัยสาคัญทางวิชาการอย่างไรอธิบายโดยยกตัวอย่าง ทฤษฎีและเหตุการณ์ทางการเมืองมาประกอบให ้เห็นจริง ข ้อสอบปี 49 (บางนา สอบ สิงหาคม 2549 ) กรอบแนวคิดทฤษฎีคืออะไร มีประโยชน์ อย่างไร เอาไปใช ้ในการพัฒนาความรู้ได ้อย่างไร **(คาถามคร่าวๆ)** ข ้อสอบปี 49 (สระบุรี สอบ 16-17 กย.49) ทฤษฎีกับการเข ้าถึงความจริงทางการเมือง ** คาถามคร่าวๆ** ******************* วิชา PS 702
  • 2.
    ข ้อสอบ ปี2545 จงอธิบายพร ้อมยกตัวอย่างประกอบให ้ชัดเจนว่าการวิจัยที่ใช ้วิธีการเชิง ตรรกะแบบนิรนัย (Deductive Method) กับการวิจัยที่ใช ้วิธีการเชิงตรรกะแบบอุปนัย (Inductive Method) มีวีการศึกษา เป้าหมาย และประโยชน์ต่างกันอย่างไร ข ้อสอบปี 2545 ( สอบ 7 กันยายน 45 โครงการปริญญาโทส่วนกลาง) ถามว่า จากปรากฎการณ์ดังต่อไปนี้ให ้ท่านเลือกมา 1 ปรากฎการณ์ คือ 1.การปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลทักษิณ 2.การดาเนินงานขององค์การอิสระตามรัฐธรรมนูญ (เลือกมาสัก 1องค์การ) 3.ปัญหาการคอรัปชั่นในสังคม จากหัวข ้อดังกล่าวให ้ตอบคาถามดังต่อไปนี้ ก.สภาพปัญหาของปรากฎการณ์นั้นเป็นอย่างไร (หรือเขียนปัญหาและความสาคัญของ ปัญหานั่นเอง) ข.วัตถุประสงค์ของการวิจัยมีอะไรบ ้าง ค.กรอบความคิดหรือทฤษฎีที่ใช ้ในการศึกษา ง.เครื่องมือที่ใช ้และรูปแบบในการวิจัย จ.หน่วยวิเคราะห์หรือการเลือกตั้งอย่างที่ใช ้ในการศึกษา คืออะไรและเลือกอย่างไร ข ้อสอบปี 46 (โครงการส่วนกลาง) จากการที่ท่านได ้ศึกษาระเบียบวิธีวิจัย ท่านมีความรู้ ความเข ้าใจในเรื่องต่างๆเหล่านี้ได ้อย่างไร ให ้อธิบายคาต่อไปนี้โดยเลือกตอบ เพียง 3 ข ้อเท่านั้น 1.ความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยเชิงปริมาณ 2.ความเชื่อมโยงระหว่างกรอบความคิดกับระเบียบวิธีวิจัย 3.การสารวจวรรณกรรมมีความสาคัญต่อการวิจัยอย่างไร 4.การสรุปข ้อเท็จจริงจะทาให ้เกิดความน่าเชื่อถือได ้อย่างไร ข ้อสอบปี 47 ถ ้าให ้ท่านทาวิจัยในหัวข ้อ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต ้องการทราบว่าประชาชนทั่วประเทศมีความเชื่อมั่นในนโยบาย และการบริหารจัดการของรัฐบาลมากน้อยเพียงไร ท่านจะมีวิธีการเก็บรวบรวมข ้อมูลและวิเคราะห์ข ้อมูลอย่างไร จงอธิบาย พร ้อมยกตัวอย่างประกอบโดยแยกประเด็นเป็นข ้อๆ ตามขั้นตอนของกระบวนการวิจัยทา อย่างไร ข ้อสอบปี 2549 ให ้นักศึกษาตั้งชื่อเรื่อง และเขียนเค ้าโครงการวิจัยพร้อมกรอบแนวคิดที่ ใช ้ในการวิจัย โดยเลือกหัวข ้อต่อไปนี้เพียงหัวข ้อเดียว 1.พรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง 2.องค์กรอิสระที่พึงประสงค์ 3.การค ้าเสรีไทย-อาเซียน 4.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 5.เศรษฐกิจพอเพียง ข ้อสอบปี 2549 (สิงหาคม 2549 บางนา)ให ้เอาสารนิพนธ์ของตนเองมาเขียนในบาง หัวข ้อ พร ้อมวิจารณ์ถึงจุดบกพร่องของสารนิพนธ์ที่นักศึกษาทา (คาถามคร่าวๆ) ข ้อสอบปี 2549 ( กันยายน 2549 สระบุรี) ให ้หัวข ้อ OTOP แล ้วเขียนเค ้าโครงการวิจัย (คาถามคร่าวๆ) ******************* PS 703 ปี 2547 (สระบุรี) ขอให ้ท่านนาทฤษฎีต่างๆด ้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สามารถ อธิบายสภาพความสัมพันธ์ของสังคมโลกในปัจจุบันได ้ดีที่สุด เพื่อสรุปภาพที่เป็นอยู่และ แนวโน้มในอนาคตในทุกประเด็น ปี 2547 (ส่วนภูมิภาคไม่ออก 703) ปี 2548 ระเบียบโลก (World Order) ในยุคหลังสงครามเย็นที่สาคัญมีผลส่งให ้ความ ร่วมมือและความขัดแย ้งระหว่างประเทศในเวทีโลกประการใดบ ้าง ให ้อธิบายและ
  • 3.
    วิเคราะห์โดยยกตัวอย่างประกอบเป็นข ้อๆ ให้ชัดเจน ปี 2549 แนวคิดสัจจนิยมดั้งเดิมกับสัจจนิยมแนวใหม่ต่างกันอย่างไร และจงให ้เหตุผลว่า ปัญหาการเมืองโลกในปัจจุบัน เช่นปัญหาอีรักหรือปัญหาการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของ เกาหลีเหนือ แนวคิดใดอธิบายได ้ดีกว่ากัน เรพาะอะไร อธิบายให ้ชัดเจน ปี 2549 (บางนา) ให ้นาเอาทฤษฎีสัจจนิยมมาอธิบายปัญหาความขัดแย ้งระหว่าง อิสราเอลกับเลบานอน (คาถามคร่าวๆ)** ***************** PS 704 ข ้อสอบปี 2545 เหตุการณ์ทางการเมืองในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ส่งผลต่อการพัฒนา การเมืองหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามประเด็นต่อไปนี้ ก.การพัฒนาสถาบันทางการเมืองของไทย ข.จิตสานึกของประชาชน ค.การพัฒนาประชาสังคม (Civil Society) ข ้อสอบ ปี 2546 (ส่วนกลาง) ถามว่า การไหลบ่าของกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นจริงหรือไม่ เพียงใด และมีผู้กล่าวว่ารัฐบาลไทยในปัจจุบันมีนโยบายพัฒนาประเทศ แบบ 2 ทาง (Two Tracks) เช่นส่งเสริมการส่งออกและการพึ่งตนเองมากขึ้น รวมทั้ง ความสนใจในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล ้อมท่านคิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด ปี 2547 คาว่า Factions และ Tendencies ในพรรคการเมืองหมายถึงอะไร และมี ความสาคัญอย่างไรต่อการพัฒนาระบบพรรคการเมือง ในพรรคการเมืองไทยมีลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ขอให ้อธิบายโดยยกตัวอย่างให ้ชัดเจน พร ้อมชี้ให ้เห็นว่าจะมีผลต่อการพัฒนาพรรคการเมืองอย่างไร ปี 2548 ** ของภูมิภาค 704 ไม่ออกข ้อสอบ ** ปี 2549 (สระบุรี สอบ 16-17 ก.ย.) ให ้เปรียบเทียบแนวคิดของภูฐานกับ เศรษฐกิจ พอเพียงของในหลวง และวิเคราะห์ว่าจะนามาใช ้ได ้จริงหรือ (คาถามคร่าวๆ) ปี 2549 ของบางนาไม่ออก 704 ***************** PS 705 ปี 2548 จงอธิบายเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการไทยที่กาลังดาเนินการ อยู่ในปัจจุบันโดยใช ้หลักการทางทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐ (Public Administration) และการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (NPM) ปี 2549 อิทธิพลขององค์กรเหนือชาติได ้ออกแบบธรรมมาภิบาลขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือใน การพัฒนาและการปรับตัวเข ้าหาสภาพแวดล ้อมใหม่ เพื่อสร ้างความทันสมัยให ้ประเทศ โลกที่ 3 ขอให ้ท่านนาเสนอแนวความคิดในเชิงวิชาการ เพื่อสะท ้อนให ้เห็นโอกาสและการท ้าท ้า นของประเทศโลกที่ 3 ในการนาธรรมาภิบาลมาใช ้ในภาครัฐ (ข ้อนี้ที่กุ้งบอกว่าแยกไม่ ออกว่าควรจะเป็น 705 หรือ 704) ปี 2549 (บางนา สอบ ก.ย. 49) ธรรมาภิบาลคืออะไร ถ ้าเราเป็นผู้บริหารระดับสูงเราจะนา หลักธรรมาภิบาลไปใช ้อย่างไร ** (คาถามคร่าวๆ)** ปี 2549 สระบุรีไม่ออก 705 ********************************************************************* ****** ข ้อสอบประมวลผลความรอบรู้(Comprehensive) วิชา Plan A การเมืองการปกครอง ปี 2541 การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง ขึ้นอยู่กับนานา ปัจจัย จงยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงด ้านใดด ้านหนึ่ง มา สัก 2-3 ตัวอย่าง หรือการ เปลี่ยนแปลง อย่างน้อย 2 ด ้าน (สังคมการเมือง หรือ เศรษฐกิจการเมือง)
  • 4.
    แล ้วอธิบายว่าปัจจัยที่นาไปสู่การเปลี่ยนแปลงและลักษณะการเปลี่ยนแปลง (เช่น เปลี่ยนแปลงในอัตราเร่งเร็ว ช ้า ) และประเภทของผู้ที่ได ้รับผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ในบริบทของประเทศไทย และหรือประเทศอื่นๆ -ปัจจัยที่อาจจะพิจารณา – 1.ปัจจัยในเชิงจุลภาค ที่เกี่ยวกับตัวบุคคล โดยเฉพาะลักษณะทางสังคมจิตวิทยา อุปนิสัย 2.ปัจจัยระดับมัชฌิมภาค (บทบาทของสถาบันหรือกลุ่มต่างๆ เช่นศสานา ครอบคัว ป 3.ปัจจัยระดับมหภาค (ระดับประเทศและระหว่างประเทศ) อาจจะอธิบายทั้ง 3 ระดับ หรือเน้นระดับใดระดับหนึ่งทั้งนี้พึงแสดงให ้เห็นความสาคัญ ของการพัฒนาเทคโนโลยีอันนาไปสู่คคลื่นลูกที่ 3 และโลกไร้พรมแดนที่เกี่ยวพันกับการ เปลี่ยนแปลงต่างๆอันมีผลกระทบต่อมหาชนด ้วย ปี 2542 วิชาการปกครองคืออะไร มีความสาคัญอย่างไร ให ้นาทฤษฎีทางวิชาการ ปกครองมาอธิบายเหตุการณ์ปกครอง 2475 และเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 (เหตุการณ์ละ 1 ทฤษฎีโดยไม่ซ้ากัน )มาอย่างละเอียด ปี 2544 การกระจายอานาจสู่ท ้องถิ่นจะเกิดขึ้นได ้จะต ้องกระจายอานาจในด ้านใดบ ้าง และการกระจายอานาจที่ว่านี้ทาให ้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นหรือตกต่าลงใน แง่ใดบ ้าง จงวิเคราะห์พร ้อมยกตัวอย่างประกอบ ปี 2547 (สระบุรี)ให ้วิเคราะห์คากล่าวที่ว่า “บ ้านเมืองยิ่งมีความทันสมัย มักทาให ้เกิด ภาวะความไร้เสถียรภาพทางการเมือง “ ทั้งนี้ให ้ใช ้หลักการ แนวคิดที่ท่านได ้ศึกษามา พร ้อมทั้งยกตัวอย่างให ้เห็นจริง ปี 2547 ของภูมิภาคคาถามคล ้ายกับของสระบุรี ปี 2548 จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างให ้ชัดเจนว่ากระแสโลก (Globalization) สามารถ สร ้างผลกระทบอย่างทั่วถึง (Scale Effect) ต่อด ้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและ วัฒนธรรม ทั้งนี้ให ้นากรณีประเทศไทยมาเป็นจุดเน้น (Focus) และจุดวิเคราะห์ ปี 2549 การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political participation) มีหลักการและแนวความคิด อย่างไร ประกอบด ้วยกลไกที่สาคัญอะไรบ ้างแนวความคิดดังกล่าวช่วยยกระดับความ เป็นประชาธิปไตยอย่างไร ปี 2549 (บางนา) กลไกการมีส่วนร่วมของสังคมไทยกลไกใดที่ยังใช ้ได ้อยู่ในปัจจุบัน และช่วยพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร **(คาถามคร่าวๆ) ** ปี 2549 (สระบุรี) ผลกระทบจากวิกฤติ 2540 มีผลกระทบต่อการเมืองอย่างไร ถ ้าจะศึกษา กรณีดังกล่าวจะเอาทฤษฎีอะไรไปวิเคราะห์ **(คาถามคร่าวๆ) ************************** ข ้อสอบประมวลผลความรอบรู้(Comprehensive)Plan B ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปี 2541 ท่ามกลางกระแสข ้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน และความเป็นโลกาภิวัฒน์ ในทัศนะ ของท่านแนวคิดใดมีความเหมาะสมและสอดคล ้องที่จะใช ้วิเคราะห์ ปัญหาความขัดแย ้ง ที่เกิดขึ้นในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ เพราะเหตุใดแนวคิดนี้จึงดีกว่าแนวคิดอื่นๆ ปี 2542 สังคมชุมชนระหว่างประเทศเป็นสังคมที่ไม่หยุดนิ่งและเต็มไปด ้วยความตื่นเต ้น เร้าใจเสมอไปไม่ว่าจะเป็นยุคใด (ยุคปฏิวัติการเกษตร ปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคสงคราม เย็น ยุคโลกาภิวัตน์และสหัสวรรษที่จะมาถึง) ในทัศนะของท่าน แนวคิดหรือทฤษฎีใด เหมาะสมในการวิเคราะห์พฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ มีปัจจัย ใดที่เกี่ยวข ้องกับพฤติกรรมหรือนโยบายดังกล่าวนั้นและใครจะเป็นผู้ชี้นาในสังคมชุมชน ระหวาางประเทศในสหัสวรรษที่จะมาเยือน เพราะเหตุใด ในที่สุดไทยควรจะดาเนิน นโยบาย (ทั้งภายในและระหว่างประเทศ) อย่างไร จงวิพากษ์ ปี 2544 ประชาคมหรือชุมชนระหว่างประเทศปัจจุบันมีสภาพอนาธิปไตย โดยฝ่ ายที่มี อานาจอิทธิพลเหนือกว่ามีอิสระเสรีที่จะดาเนินการครอบงา ชักจูง เอารัดเอาเปรียบฝ่ ายที่ ด ้อยกว่าเพราะการขาดแรงทัดทานและการรวมกลุ่มที่เข ้มแข็งจริงหรือไม่ อภิปรายโดย
  • 5.
    ใช ้ความรู้และทฤษฎีจากวิชาต่างๆ ที่ท่านได้เรียนมาประกอบในการสนับสนุนมุมมองใน การวิเคราะห์ของท่าน พร ้อมยกตัวอย่างกรณีหรือเหตุการณ์ต่างๆประกอบให ้สอดคล ้อง และเหมาะสม ปี 2547 ขอให ้ท่านนาทฤษฎีต่างๆด ้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สามารถอธิบาย ความสัมพันธ์ของสังคมโลกในปัจจุบันได ้ดีที่สุด เพื่อสรุปสภาพที่เป็นอยู่และแนวโน้มใน อนาคต (คาถามนี้จะไปตรงกับข ้อสอบ 703 ของสระบุรี) ปี 2548 ในปัจจุบันกระแสก่อตั้งชุมชนทางเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) หรือ ACE ได ้มีขึ้นและนาไปสู่การก่อตั้งชุมชนทางเศรษฐกิจเอเชีย ตะวันออก (East Asia Economic Community) จงอิบายบทบาทของประเทศไทยในการ ก่อตั้งอาเซียน (ASEAN) อาฟต ้า (AFTA) เขตการค ้าเสรี (FTA) และอื่นๆที่นาไปสู่ ข ้อความข ้างต ้น ปี 2549 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความขัดแย ้งทางเศรษฐกิจในยุคหลังสงคราม เย็น ให ้อธิบายและวิเคราะห์ พร ้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบให ้ชัดเจน ปี 2549 (สระบุรี) อุปสรรคและปัญหาในการต่อตั้งประชาคมอาเซียน (คาถามคร่าวๆ คล ้ายๆบางนา) ********************** ข ้อสอบประมวลผลความรอบรู้(Comprehensive)Plan C บริหารรัฐกิจ ปี 2540 จากการกระบวนวิชาทางด ้านการบริหารรัฐกิจ ขอให ้ท่านประมวลเนื้อหาวิชาและ ทฤษฎีที่สาคัญจากการศึกษา ทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การ วิเคราะห์นโยบายสาธารณะ และท่านสามารถนาทฤษฎีไปประยุกต์ใช ้ในการทางานได ้ อย่างไร ปี 2541 ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เป็นที่ยอมรับว่าผู้ดารงตาแหน่งอธิบดีมีส่วน สาคัญเป็นอย่างมากในการกาหนดนโยบายบริหาร หากท่านเป็นที่ปรึกษาของอธิบดี และ ได ้นับหมอบหมายให ้ทาข ้อเสนอแนะในการปรับปรุงหน่วยงานเพือ่เพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลขององค์กรนั้นๆ ทั้งในระดับส่วนกลางและส่วนภูมิภาคท่านจะให ้ ข ้อเสนอแนะอย่างไร จงอธิบายโดยใช ้ทฤษฎีทางการบริหารรัฐกิจ พร ้อมยกตัวอย่างให ้ เข ้าใจ ปี 2544 การปฏิรูปราชการไทยในปัจจุบันเป็นการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการที่สาคัญ หลังจากมีการปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 ให ้ท่านวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ใน ด ้านโครงสร ้างและวัฒนธรรมองค์การถึงความเป็นไปได ้ที่จะทาให ้ระบบราชการมี ประสิทธิภาพและนาไปสู่การบริหารเชิงธรรมาภิบาล โดยใช ้ทฤษฎีและแนวคิดที่ท่าน ศึกษามาวิเคราะห์ ปี 2545 (ส่วนกลาง) จงอธิบายพร ้อมยกตัวอย่างประกอบให ้ชัดเจนว่า การบริหารรัฐกิจ โดยอาศัยพาราไดม์ การบริหารจัดการที่ดี (Good Government) คืออะไร และแนวทาง ปฏิบัติอย่างไร ปี 2546 (ส่วนกลาง) ในยุคของนายกทักษิณ ได ้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานภาครัฐ ทั้งเชิง นโยบาย และการดาเนินการหรือการปฏิบัติการในหลายๆด ้าน ท่านคิดว่าการ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังกล่าวนั้นสามารถนาทฤษฎี หรือแนวคิดหรือหลักการบริหาร ในข ้อ ใดมาอธิบายได ้บ ้าง ให ้อธิบายโดยจาแนกเป็นข ้อๆ ปี 2547 ความยากจนเป็นนโยบายที่สาคัญของรัฐบาลควรจะมีแนวทางอย่างไรในการ กาหนดนโยบายแก ้ไขปัญหาความยากจน (คาถามคร่าวๆ) ปี 2548 จงอธิบายแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทยว่า มีการกาหนด กลยุทธ์เอาไว ้อย่างไร เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฉบับที่ 9 และให ้แสดงความเห็นว่าท่านเห็น ด ้วยหรือไม่ อย่างไรกับกลยุทธ์ดังกล่าว ปี 2549 ในเชิงทฤษฎีนโยบายสาธารณะ ภาคประชาชนนั้นมีบทบาทสาคัญต่อ กระบวนการนโยบายสาธารณะ จงวิเคราะห์บทบาทของประชาชนในกระบวนการดังกล่าว
  • 6.
    พร ้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเมื่อวันที่19 กันยายน 2549 มีผลกระทบต่อบทบาทของภาคประชาชนต่อนโยบายสาธารณะอย่างไร ปี 2549 (บางนา) แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ NPM คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และนาไปปรับใช ้ได ้อย่างไร (คาถามคร่าวๆ)** ปี 2549 (สระบุรี) ในการนานโยบายไปปฏิบัติมีตัวแปรหลายตัวที่แสดงถึงโอกาสของ ความสาเร็จหรือความล ้มเหลวในการนานโยบายไปปฏิบัติ เช่น โครงสร ้างของหน่วยที่นา นโยบายไปปฏิบัติ การเมือง และมติมหาชน ปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้ส่งผลต่อการนา นโยบายไปปฏิบัติอย่างไร หรือไม่ อธิบายให ้ชัดเจน สรุปวิชา Plan C การบริหารรัฐกิจ -ประเด็นที่ต ้องเตรียม- 1.พัฒนาการของแนวคิดในการบริหารรัฐกิจ 2.แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 3.ทฤษฎีองค์การ 3 ยุค 4.กระบวนการนโยบายสาธารณะ 3 กระบวนการ พร ้อมทั้งตัวแบบในการวิเคราะห์ -นโยบายสาธารณะทั้ง 3 กระบวนการ- 1.พัฒนาการของแนวคิดการบริหารรัฐกิจ ในภาพรวมแนวคิดการบริหารรัฐกิขจะมีพัฒนาการดังรูป พาราไดม์ 1-5 >>>> New PA. >>>> NPM & Good Governance กล่าวคือแนวคิดทางการบริหารรัฐกิจสามารถแบ่งออกเป็นพาราไดม์ได ้ 5 พาราไดม์ จากนั้นในปัจจุบันนี้พาราไดมที่ 5 ได ้พัฒนาเข ้ามาสู่ New PA. และพัฒนาต่อมาใน ปัจจุบันเป็น NPM และการบริหารจัดการที่ดี (Good Govermamve) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ ครอบงาวงการบริหารในปัจจุบัน -สรุปสาระสาคัญของแต่ละช่วงของแนวคิดพาราไดม์ในการบริหารรัฐกิจ- นิโคลัส เฮนรี่ ที่แบ่งพาราไดม์การบริหารรัฐกิจออกเป็น 5 พาราไดม์คือ <พาราไดม์ที่ 1> การแยกการเมืองและการบริหารแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด พารา ไดม์นี้เกิดจากแนวคิดของวูดโรว์ วินสัน ที่ต ้องการให ้แยกการเมืองออกจากการบริหาร อย่างเด็ดขาด โดยให ้ฝ่ ายการเมืองทาหน้าที่ในการกาหนดนโยบายและฝ่ ายบริหารทา หน้าที่นานโยบายไปปฏิบัติ <พาราไดม์ที่ 2> หลักการบริหาร พาราไดม์นี้พิจารณาว่าการจะมีการบริหารงานที่ดี เกิด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและการประหยัดนั้นจะต ้องมีหลักการในการบริหารที่มีการ กาหนดขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นในช่วงพาราไดม์นี้นักวิชาการจึงมีการนาเสนอหลักเกณฑ์ ในการบริหารงานขึ้นมา โดยมุ่งจะให ้หลักเกณฑ์เหล่านี้นามาซึ่งประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดความประหยัดในการบริหารงาน หลักการบริหารที่ถูกนาเสนอในช่วงพาราไดม์นี้เช่น หลักการ POSCORB ของกุลลิคและ เออร์วิค หลักการ POCCC ของเฮนรี่ฟาโย <พาราไดม์ที่ 3> การเมืองคือการบริหาร เป็นพาราไดม์ที่คัดค ้านพาราไดม์ที่ 1 โดยมอง ว่าการบริหารคือการเมือง และชี้ให ้เห็นว่าการแยกการเมืองออกจากการบริหารนั้นเป็นสิ่ง ที่เป็นไปไม่ได ้ในทางปฏิบัติ
  • 7.
    <พาราไดม์ที่ 4> ศาสตร์การบริหารเป็นพาราไดม์ที่คัดค ้านพาราไดม์ที่ 2 นั่นคือบอกว่า หลักในการบริหารที่พาราไดม์ที่ 2 นาเสนอนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได ้เพราะหลักในการ บริหารเป็นเพียงสุภาษิตทางการบริหารเท่านั้น พาราไดม์ที่ 4 จึงเสนอว่าการบริหารรัฐกิจ นั้นคือศาสตร์แห่งการบริหาร ในช่วง 4 พาราไดม์ดังกล่าวสะท ้อนให ้เห็นว่าการศึกษาการบริหารรัฐกิจมีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในแง่ของการยอมรับ การรับรู้ และจุดสนใจในการบริหาร ทาให ้ดูเหมือนว่าการศึกษาวิชาการบริหารรัฐกิจนั้นขาดความเป็นเอกลักษณ์ในตัวของ มันเองทาให ้ในพาราไดม์ที่ 5 จึงมีความพยายามที่จะค ้นหาเอกลักษณ์ของวิชาการ บริหารรัฐกิจ <พาราไดม์ที่ 5> การบริหารรัฐกิจคือการบริหารรัฐกิจ พาราไดม์นี้มุ่งหวังที่จะให ้วิชาการ บริหารรัฐกิจมีเอกลักษณ์ของตนเอง และมุ่งหวังให ้วิชาการบริหารรัฐกิจมีลักษณะที่ สอดคล ้องกับสภาพของสังคมที่เป็นอยู่ในเวลานั้นๆ เราจะเห็นว่าพาราไดม์หรือกระบวนทัศน์ของการบริหารรัฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา ในช่วงที่มีการยอมรับพาราไดม์ใดพาราไดม์หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ ว่าเป็นสิ่ง ที่ถูกต ้อง เราเรียกการยอมรับตรงนี้ว่าภาวะปกติหรือ Normal Science แต่เมื่อเกิดการ เปลี่ยนแปลงในพาราไดม์เราจะเรียกว่า Paradigm Crisis หรือการเกิดวิกฤติการณ์ ทางด ้านเอกลักษณ์ หรือตาราบางเล่มอาจจะใช ้คาว่า Sciencetific Revolution นั่นคือ เกิดความคิด หรือเกิดการคัดค ้านการยอมรับในพาราไดม์เดิมว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต ้องอีก ต่อไป วิกฤติการณ์ด ้านเอกลักษณ์ที่เกิดขึ้นจะนาไปสู่การเกิดพาราไดม์ใหม่ถ ้าสามารถทาให ้ การคัดค ้าน หรือการนาเสนอประเด็นใหม่ได ้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต ้อง ซึ่งทั้ง 5 พาราไดม์ที่นาเสนอโดยนิโคลัส เฮนรี่นั้น จะพบว่าได ้เกิดวิกฤติการณ์ทางด ้าน เอกลักษณ์ 2 ครั้งด ้วยกันคือ วิกฤติการณ์ด ้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 1 >>> เป็นการคัดค ้าน พาราไดม์ที่ 1 และพาราไดม์ ที่ 2 เป็นการคัดค ้านว่าการเมืองไม่สามารถแยกออกจากการบริหารได ้ และการคัดค ้านพารา ไดม์ ที่ 2 ว่าในการบริหารงานภาครัฐนั้นไม่สามารถมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการบริหาร ได ้อย่างเป็นสากล วิกฤติการณ์ทางด ้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 1 นี้นาไปสู่การเกิดพาราไดม์ที่ 3 คือการบริหารคือ การเมือง และเกิดพาราไดม์ที่ 4 คือศาสตร์แห่งการบริหาร วิกฤติการณ์ทางด ้านเอกลักษณ์ครั้งที่ 2 >>> เป็นช่วงที่การศึกษาการบริหารรัฐกิจได ้รับ อิทธิพลจากการศึกษาด ้านพฤติกรรมศาสตร์ จึงทาให ้เกิดการประชุมร่วมกันระหว่าง นักวิชาการสมัยใหม่ร่วมกันประมาณปี 1968 และนาเสนอแนวคิดที่เรียกว่า New Public Administration หรือ New PA. ขึ้นมา และเป็นแนวคิดที่นาไปสู่การเกิดพาราไดม์ที่ 5 ขึ้นมา แนวคิดแบบ New PA. นั้นเป็นแนวคิดที่มุ่งหวังให ้วิชาการต่างๆทางด ้านบริหารรัฐกิจเป็น วิชาที่สอดคล ้องกับความต ้องการของสังคมมากขึ้น หลักการของ New PA. ที่สาคัญๆคือ -การคานึงถึงสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในการบริหาร -การยึดถือความเท่าเทียมกันและความเสมอภาคในการได ้รับบริการจากรัฐของประชาชน -รวมทั้งหลักการของการมีส่วนร่วม การกระจายอานาจในการบริหารงาน แนวคิดการบริหารงานสมัยใหม่ 1.)))การจัดการภาครัฐแนวใหม่ New Public Management (NPM) สาเหตุที่สาคัญในการทาให ้แนวคิดในการบริหารงานภาครัฐปรับจาก New PA.มาเป็น
  • 8.
    NPM เนื่องจาก 1.อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทาให้แต่ละประเทศมีการเชื่อมโยงติดต่อซึ่งกันและ กันอย่างรวดเร็ว ทาให ้การบริหารงานภาครัฐต ้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อก ้าวให ้ทันประเทศ อื่นๆ 2.สภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ ทาให ้ประเทศพยายามลดต ้นทุนการผลิตของตนเอง ให ้เหลือน้อยที่สุด ทาให ้มีการย ้ายฐานการผลิตของประเทศในโลกตะวันตกมาสู่ ตะวันออก ก่อให ้เกิดการว่างงานจานวนมากในประเทศตะวันตก ทาให ้ประชาชนเรียกร้อง ให ้รัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนเพื่อแก ้ปัญหา ขณะเดียวกันอิทธิพลของเทคโนโลยีที่นา เครื่องจักรมาใช ้แรงงานคนยิ่งทาให ้ปัญหาการว่างงานมีความรุนแรงมากขึ้น ปัญหา เหล่านี้ทาให ้ภาครัฐต ้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทางานใหม่ 3.วิกฤติการณ์ทางด ้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก การเกิดวิกฤติการณ์ทางด ้านเศรษฐกิจ ส่งผลให ้ภาครัฐหันมาทบทวนการใช ้จ่ายภาครัฐ เช่น มีการปรับเปลี่ยนให ้มีกาลังคนใน ภาครัฐมีจานวนน้อยลง 4.การผูกขาดในภารกิจต่างๆของรัฐบาล ตามหลักการของ NEW PA ที่เริ่มต ้นขึ้นในปี 1968 ต ้องการให ้ภาครัฐเข ้าไปสร ้างบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง ทาให ้รัฐมีบทบาทและ ภารกิจมากขึ้น และพบว่าหลายภารกิจไม่สามารถทาให ้ดีได ้โดยเฉพาะบทบาทในทาง เศรษฐกิจของประเทศ จึงต ้องมีการทบทวนเพื่อปรับลดบทบาทของภาครัฐ โดยดูว่าภารกิจที่รัฐยังต ้องทาเอง และภารกิจใดที่ต ้องปล่อยให ้เอกชนเข ้ามาดาเนินการแทน 5.การเติบโตของภาคเอกชนและองค์การประชาสังคม ทาให ้รัฐต ้องหันมาปรับบทบาท ของตนเอง 6.ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในหน่วยงานภาครัฐ ที่แพร่หลายและทวีความรุนแรงก็เป็น สาเหตุสาคัญทีก่อให ้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการบริหารงานภาครัฐ 7.การไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ ที่ทาให ้เกิดความล่าช ้า มีการรวมอานาจในการ ตัดสินใจ เน้นกฎระเบียบมากจนเกินไป จากสภาพดังกล่าวทาให ้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการบริหารรัฐกิจทาให ้เกิด การบริหารรัฐกิจแนวใหม่อีกช่วงหนึ่ง ที่เป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลในปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า กระแส New Public Management (NPM) และเป็นแนวคิดที่สาคัญที่อยู่เบื้องหลังการ ปฏิรูประบบราชการไทย หลักการของ New Public Management (NPM) 1.การสร้างการบริการที่มีคุณภาพแก่ (Quality Service) ประชาชน นั่นคือภาครัฐจะต ้อง หันมาทบทวนว่าการดาเนินงานของรัฐจะทาอย่างไรที่จะให ้บริการต่อประชาชนได ้ดีขึ้น รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได ้สาหรับหลักการสร ้างบริการที่มีคุณภาพให ้กับประชาชน เกิดขึ้นในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2532 โดยมีการประกาศใช ้ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่า ด ้วยการให ้ของรัฐปี 2532 เช่นมีการกาหนดว่าในการบริการประชาชนในแต่ละเรื่อง จะต ้องใช ้เวลาเท่าไหร่ แต่ไม่ค่อยมีการประชาสัมพันธ์ให ้ประชาชนทราบมากนัก 2.สนับสนุนให ้ลดการควบคุมจากส่วนกลางและเพิ่มอิสระในการบริหารงานให ้แก่ หน่วยงานมากขึ้น หรือเน้นการกระจายอานาจ ผ่อนคลายกฎระเบียบให ้เกิดความ คล่องตัวในการบริหารจัดการ การลดการควบคุมจากส่วนกลางเป็นที่มาของการจัดตั้งองค์การมหาชนในเมืองไทย และ รวมถึงการกระจายอานาจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท ้องถิ่น 3.New PM ให ้ความสาคัญกับผลการปฏิบัติงาน ดังนั้นแนวทางในการประเมินผลการ ปฏิบัติงานจึงได ้รับความสาคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และทาให ้เกิดการกาหนดการวัดผลงานที่ ชัดเจนทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์การ เพื่อนาผลการปฏิบัติงานไปเชื่อมโยงกับการ ให ้รางวัลและค่าตอบแทน ทั้งในระดับบุคคลและระดับหน่วยงาน แนวคิดนี้ทาให ้ปัจจุบันทุกหน่วยราชการจะต ้องมีการสร ้างตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานของ ทั้งบุคคลและหน่วยงาน และในอนาคตจะมีการนา Balance Scorecard มาใช ้ในการ
  • 9.
    ประเมินการปฏิบัติงานในระดับองค์การ 4.การสร้างระบบสนับสนุนด ้านการพัฒนาบุคลากรเพื่อให ้บุคคลากรได้รับการพัฒนา อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และยังสนับสนุนให ้มีการนาเทคโนโลยีมาใช ้ในการปฏิบัติงาน มากขึ้น ในเมืองไทยก็มีการนาระบบสานักงานอัตโนมัติมาใช ้การทาระบบ E-Gard ที่ทาให ้เกิด ความรวดเร็วในการติดต่อระบบราชการ 5.การจัดการภาครัฐแนวใหม่สนับสนุนให ้มีการเปิดกว ้างในการแข่งขัน หลักการในข ้อนี้ เกิดจากการที่รัฐบาลมีภารกิจมากจนเกินไป เข ้าไปมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมาก เกินไปและไม่มีประสิทธิภาพ New PM จึงเสนอว่ารัฐจะต ้องยอมรับเรื่องของการแข่งขัน การแข่งขันในที่นี้จะต ้องมีความเสรี เป็นการแข่งขันที่จะให ้เอกชนเข ้ามาปฏิบัติงานใน ส่วนที่รัฐเคยทาและไม่มีประสิทธิภาพ เช่นการจ ้างเหมา การให ้เช่า หรือแม ้กระทั้งการ แปรรูป การแข่งขันในส่วนนี้จะเป็นการแข่งขันระหว่างภาครัฐด ้วยกัน หรือระหว่างรัฐกับเอกชนก็ ได ้ ตัวอย่างของการให ้บริการโทรศัพท์เดิมที่รัฐเป็นผู้ดูและการให ้บริหารจะมีปัญหามาก มี ความล่าช ้า แต่พอเปิดให ้เอกชนเข ้ามาแข่งขันทาให ้ประชาชนได ้รับบริการที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น เมื่อมีการแข่งขันก็จะมีการนากลไกการตลาดจะมาเป็นตัดสินว่าหน่วยงานใดดาเนินงาน ได ้มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน เพราะถ ้าหน่วยงานใดบริหารจัดการได ้ดีประชาชนก็จะเข ้า ไปใช ้บริการจานวนมาก ขณะที่ภาครัฐเองก็มีการแข่งขันกัน เช่นมหาวิทยาลัยของรัฐก็มี การแข่งขันกันอย่างมากในแง่ของการให ้การศึกษา 2.)))การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาหรับแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นั้นความคิดเดิมคือการเน้นการลงทุนในตัว มนุษย์เพื่อให ้มนุษย์กลายเป็นทุนทางด ้านการผลิตเพื่อสร ้างความเติบโตในทาง เศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันการพัฒนามนุษย์เน้นการสร้างให ้มนุษย์มีความมั่นคงทั้งทาง เศรษฐกิจและจิตใจ รวมทั้งพัฒนาให ้มนุษย์ความสุข ใช ้ชีวิตโดยปรับตัวให ้เข ้ากับสังคม ได ้ นอกจากนี้ยังเน้นการลงทุนด ้านการศึกษาเพื่อให ้มนุษย์มีศักยภาพในการแข่งขันในการ สร ้างนวตกรรม โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐ หรือพนักงานของรัฐหรือข ้าราชการในยุคใหม่จะ แตกต่างไปจากข ้าราชการยุคเดิม โดยเฉพาะทัศนคติในการทางานราชการมีการ ปรับเปลี่ยนให ้ทางานเหมือนเอกชนมากขึ้น เน้นให ้ประชาชนเป็นลูกค ้า สร ้างและผลิต นวัตกรรมเพื่อการบริการให ้มากขึ้น ความสาคัญของคนทาให ้การบริหารทรัพยากรบุคคลปัจจุบันเป็นการพัฒนาทรัพยากร มนุษยในเชิงกลยุทธ์ คือการเอาคนเป็นศูนย์กลาง การมองว่าคนเป็นพลังขับเคลื่อนที่ สาคัญที่สุดขององค์กร สาคัญกว่าทรัพยากรตัวอื่นๆ จึงต ้องพัฒนาศักยภาพ (Competency) ให ้มีความโดดเด่น เพื่อให ้คนเป็นพลังนาไปสู่เป้าหมายขององค์กร เนื่องจากทุกวันนี้เป็นยุคเทคโนโลยีข ้อมูลข่าวสาร องค์การแต่ละองค์การสามารถเรียนรู้ ได ้แทบจะเท่าเทียมกัน การทางานขององค์กรทุกองค์กรแทบจะไม่มีอุปสรรคเกี่ยวกับ สถานที่และเวลาอีกต่อไป ความสามารถในการแข่งขันขององค์การจึงไม่ได ้ขึ้นอยู่กับว่า องค์การตั้งอยู่ ณ ที่ใด หรือมีเทคโนโลยีเหนือกว่าอีกต่อไป แต่ ขีดความสามารถในการ แข่งขันขององค์กรในยุคใหม่ขึ้นอยู่กับว่า องค์การไหนมีคนที่มีคุณภาพมากกว่ากัน การพัฒนาคนจึงเป็นเรื่องสาคัญที่สุดขององค์การ และการพัฒนาคนที่ดีจะต ้องพัฒนาใน เชิงกลยุทธ์ด ้วย โดยกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะต ้องสอดคล ้องกับ ยุทธศาสตร์ขององค์กร ลักษณะเช่นนี้ฝ่ ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์การที่เรียกว่า HR จะต ้องเป็นนัก ยุทธศาสตร์ที่ต ้องทางานร่วมกับ CEO ขององค์การหัวหน้าฝ่ ายทรัพยากรมนุษย์ หรือ
  • 10.
    CHR (Chief HumanResource)ในองค์กรสมัยใหม่จะไม่ได ้เป็นแค่งานธุรการที่ทางาน เฉพาะ เรื่องเงินเดือนและสวัสดิการพนักงานอีกต่อไป แต่ HR ในองค์กรเชิงกลยุทธ์ จะต ้องเป็น HR มืออาชีพหรือ HR Professional ที่ต ้องคิดว่าจะสร้างและพัฒนาคนเพื่อให ้ คนมีขีดความสามารถ (Capabilities) ในการทางาน มีการทุ่มเทในการทางาน เพื่อให ้ บรรลุเป้าหมายขององค์การได ้อย่างไร ทั้งนี้แนวคิดเชิงกลยุทธ์เป็นแนวคิดที่เริ่มต ้นในวงการทหาร แต่ภาคเอกชนนามาใช ้ใน การบริหารจัดการมานานแล ้ว รวมทั้งในปัจจุบันที่ภาคเอกชนให ้ความสาคัญกับการ พัฒนาคนเชิงกลยุทธ์ ส่วนภาคราชการเพิ่งนามาปรับใช ้โดยเฉพาะประเทศไทยเราเริ่ม ใช ้แนวคิดการบริหารองค์การราชการเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลทักษิณ 3.)))องค์การและการจัดการ (1.) ทฤษฎีองค์การ ทฤษฎีองค์การจะมีพัฒนาการคล ้ายกับพัฒนาการของทฤษฎีการบริหารรัฐกิจ เราสามารถแบ่งทฤษฎีองค์การออกเป็น 3 ยุคคือ 1.ทฤษฎีองค์การในยุคคลาสสิก (Classical Organization Theory) เป็นยุคเริ่มต ้นของ การศึกษาองค์การ แนวคิดหลักของยุคนี้คือความพยายามในการแสวงหาหลักการ ทางานและหลักการบริหารที่ดีที่สุด เพื่อให ้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหาร ทฤษฎีสาคัญๆในยุคนี้ เช่น -การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ของเฟดเดอริก ดับเบิลยู เทเลอร์ -หลักการบริหารของกุลลิค-เออร์วิค -องค์การตามระบบราชการของแมกซ์ เวเบอร์ 2.ทฤษฎีองค์การยุคนีโอคลาสสิก (Neoclassical Organization Theory) เป็นยุคที่ นักวิชาการออกมาวิจารณ์แนวคิดในยุคแรก เนื่องจากแนวคิดยุคแรกให ้ความสาคัญกับ หลักการทางานและการการบริหารงานมากเกินไป โดยละเลยคนในองค์การ ยุคนีโอคลาสสิกจึงเสนอว่า การจะให ้องค์การมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพจะต ้องให ้ ความสาคัญกับคนในองค์การทั้งในเรื่องของจิตใจ ความต ้องการ และพฤติกรรมของ บุคคลและกลุ่มในองค์การ ทฤษฎีองค์การในยุคนี้จะมีจุดหลักอยู่ที่นักทฤษฎีในกลุ่มมานุษยนิยม (Humanism) เช่น เอลตัน เมโย /อับราฮัม มาสโลว์ /เฮอร์เบิร์ต ไชม่อน/แมรี่ ปากเกอร์ ฟอลลเลต และคน อื่นๆอีกมาก โดยทฤษฎีที่นาเสนอส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของคน 3.ทฤษฎีองค์การยุคใหม่ (Modern Organization Theory) เป็นแนวคิดที่มองว่าทฤษฎีใน 2 ยุคแรกเป็นการมององค์การในระบบปิด (Closed Perspective) คือไม่สนใจสิ่งแวดล ้อม ภายนอกองค์การ ทฤษฎีองค์การยุคใหม่มองว่าองค์การนั้นอยู่ภายใต ้สภาวะแวดล ้อมและสิ่งแวดล ้อมมีผล อย่างยิ่งต่อองค์การและการบริหารงานในองค์การ ดังนั้นการศึกษาองค์การจึงควรศึกษา ในระบบเปิด (Open Perspective) ทฤษฎีองค์การในยุคใหม่เช่น -ทฤษฎีการมององค์การเชิงระบบ (Systems Approach) -ทฤษฎีองค์การตามสถานการณ์ (Situation or Contingency Approach) -ทฤษฎีองค์การที่เน้นการกระทา (The Action Approach) กล่าวคือทฤษฎีองค์การยุคใหม่จะเน้นองค์การที่ไม่เป็นทางการ มีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวเข ้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล ้อมอย่างรวดเร็ว (2.) โครงสร ้างองค์การ โครงสร ้างองค์การจะสอดคล ้องกับทฤษฎีองค์การ นั่นคือในยุคแรกโครงสร้างของ องค์การก็จะมีความเป็นทางการ ส่วนปัจจุบันโครงสร ้างขององค์การมีลักษณะยืดหยุ่นสูง ปรับตัวได ้ง่าย สาหรับรูปแบบโครงสร ้างองค์การที่สาคัญประกอบด ้วย
  • 11.
    ++1.โครงสร ้างแบบราชการของเวบเบอร์ มีหลักการคือ 1.1เหมาะกับองค์การขนาดใหญ่ ที่มีคนมาก ภารกิจมา ซึ่งเป็นองค์การที่มีภารกิจ หน่วยงานย่อยๆหลายหน่วยงาน 1.2 มีการกาหนดสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน (Hierarchy) 1.3 มีความเป็นทางการสูง มีการกาหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน มีการจัดทา คู่มือในการทางานเอาไว ้อย่างชัดเจน 1.4 สภาพแวดล ้อมมีความคงที่ ++2.โครงสร ้างแบบ Matrix จะเป็นโครงสร ้างที่อยู่ภายใต ้ระบบราชการเช่นกัน แต่โครงสร ้างแบบนี้จะใช ้ในกรณีมี ภารกิจใหม่ และจะนาคนที่อยู่ภายในหน่วยงานย่อยต่างๆมาทางานร่วมกันในภารกิจใหม่ โดยมีหัวหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานตามภารกิจใหม่ และคนในหน่วยงานย่อยที่มาทางาน ในภารกิจพิเศษก็จะมีหัวหน้า 2 คน แต่หัวหน้าที่รับผิดชอบในภารกิจพิเศษจะใช ้วิธีการ สร ้างความร่วมมือให ้เกิดขึ้นกับทีมงาน อาจจะใช ้บารมี แต่ไม่มีอานาจโดยตรงต่อทีมงาน ที่เข ้ามาร่วมงาน การจัดโครงสร ้างแบบนี้จะเป็นการใช ้ประโยชน์จากกาลังคนอย่างเต็มที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดถือว่าทางานภายใต ้โครงสร ้างแบบ Matrix เนื่องจากต ้องทาหน้าที่ ประสานงานให ้หน่วยงานที่เป็นตัวแทนของกรม หรือกระทรวงต่างๆภายในจังหวัดมา ทางานเพื่อผลประโยชน์ของคนในจังหวัดได ้ ++3.โครงสร ้างแบบโครงการหรือแบบคณะกรรมการ โครงสร ้างองค์การแบบคณะกรรมการอาจจะเป็นแบบถาวรหรือชั่วคราวก็ได ้ตัวอย่างที่ ถาวรเช่นคณะกรรมการอาหารและยา โครงสร ้างแบบนี้จะนาเอาผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขามาทางานร่วมกันในรูปแบบของ องค์การแนวราบ (Flat) จะมีหัวหน้า 1 คนเช่นมีเลขาธิการ 1 คน ส่วนคนอื่นๆก็จะเป็น กรรมการ โครงสร ้างแบบคณะกรรมการจะเน้นการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม และอาจจะมีขึ้นภายใน องค์การที่มีโครงสร ้างแบบราชการดารงอยู่แล ้ว และเมื่อมีภารกิจใหม่หรือโครงการใหม่ก็ จะจัดโครงสร ้างขึ้นมาใหม่ เมื่อจบภารกิจก็จะยุบเลิกไป คนที่เข ้ามาอยู่ในทีมงานจะมาจากบุคคลภายนอกหากต ้องหาศัยผู้เชี่ยวชาญมาทางาน เป็นการจ ้างแบบชั่วคราว เมื่อจบภารกิจก็ยุบเลิกไป ++4.โครงสร ้างแบบเครือข่าย จะเป็นโครงสร ้างที่มีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่มีโครงสร ้างในแบบต่างๆมาทางาน ร่วมกัน เช่นบริษัทเสื้อผ ้าจะมีหน่วยงานสนับสนุน เช่นจ ้างบริษัทสารวจตลาด จ ้างบริษัท ออกแบบ จ ้างบริษัทตัดเย็บ และจ ้างบริษัทจัดจาหน่าย โดยมีบริษัทเจ ้าของแบรนด์เนม เป็นผู้บริหารจัดการ ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานจะไม่มีสายการบังคับบัญชา มีความยืดหยุ่นสูง การบอก เลิกจ ้างทาได ้ง่าย การจัดโครงสร ้างแบบนี้ทาให ้หน่วยงานหลักไม่ต ้องไปทางานทุก อย่างด ้วยตนเอง ++5.โครงสร ้างองค์การตามสถานการณ์ (Contingency Organization) เป็นโครงสร ้างที่ ถูกนามาใช ้มากในปัจจุบัน สมมุติฐานของโครงสร ้างองค์การตามสถานการณ์ -โครงสร ้างองค์กรแต่ละแบบ จะไม่มีแบบใดดีที่สุดที่ใช ้ได ้ตลอดเวลาหรือทุกสถานที่ (เหมือนกับไม่มียาใดที่รักษาได ้ทุกโรค) -โครงสร ้างแต่ละแบบมีประสิทธิผลไม่เท่ากัน -การจัดโครงสร ้างองค์การจึงควรขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เหมาะสมกับสภาพแวดล ้อมและ บริบทขององค์การ เช่นถ ้าคนในองค์การไม่มีความรู้ด ้านเทคโนโลยี องค์การก็ไม่สามารถจัดโครงสร ้าง องค์การแบบเสมือนจริงได ้ -องค์การจะต ้องเป็นระบบเปิด องค์การสมัยใหม่จึงต ้องเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อทาให ้
  • 12.
    องค์การมีความสามารถในการปรับตัว เพื่อให ้อยู่รอด(Survival) และนามาองค์การไปสู่ ความเป็นเลิศ (Excellence) -การตัดสินในในองค์การต ้องอาศัยหลักการตัดสินใจแบบมีเหตุผล จากรูปแบบโครงสร ้างหลายรูปแบบ สามารถแบ่งโครงสร ้างองค์การออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1.โครงสร ้างองค์การแบบเครื่องจักร (Mechanistic Organization) จะเป็นโครงสร ้างที่ ตายตัว มีความคงที่ เหมาะสาหรับงานประจา มีสภาพแวดล ้อมที่นิ่ง มีความชัดเจน เช่น โครงสร ้างตามระบบราชการของเวเบอร์ 2.โครงสร ้างองค์การแบบสิ่งมีชีวิต ( Organic Organization ) เป็นโครงสร ้างที่มีความ ยืดหยุ่น เหมาะสาหรับสภาพแวดล ้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง งานที่มีโครงสร ้างไม่ชัดเจน และพร ้อมที่จะปรับเปลี่ยนตลอดเวลา นโยบายสาธารณะ (Public Policy) ประเด็นสาคัญที่เราต ้องเข ้าใจในเรื่องนโยบายคือ กระบวนการนโยบาย (Policy Process) ซึ่งประกอบด ้วย 1.การกาหนดนโยบาย (Policy Formulation) 2.การนานโยบายไปปฏิบัติ (Policy Implementation) 3.การประเมินผลนโยบาย (Policy Evaluation) สาหรับการศึกษานโยบายในเชิงการเมือง หรือในฐานะที่เป็นนักรัฐศาสตร์มักจะมุ่งตอบ คาถามว่านโยบายเกิดขึ้นได ้อย่างไร หรือเบื้องหลังของนโยบายของรัฐบาล แต่ละนโยบายนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ทาให ้เราต ้องเข ้าใจถึงตัวแบบในการกาหนดโนบาย ตัวแบบในการกาหนดนโยบาย (ตามแนวคิดของโทมัส ดาย) ประกอบด ้วยตัวแบบที่ สาคัญๆคือ 1.ตัวแบบผู้นา (Elite Model) มองว่านโยบายสาธารณะนั้นเป็นสิ่งที่สะท ้อนให ้เห็นความ ต ้องการของผู้นา หรือ Policy as Elite Preference 2.ตัวแบบกลุ่ม (Group Model) คือตัวแบบที่มองว่านโยบายคือดุลยภาพระหว่างกลุ่ม (Policy as Group Equilibrium) กลุ่มใดที่มีอิทธิพลมากนโยบายก็จะค่อนไปทางกลุ่มนั้น 3.ตัวแบบสถาบัน (Institutional Model) มองว่านโยบายสาธารณะนั้นคือกิจกรรมของ สถาบันของรัฐ ดังนั้นสถาบันของรัฐจะมีบทบาทในการกาหนดนโยบายโดยสถาบันที่ว่านี้ จะมีทั้งสถาบันหลัก (Official Policy Maker) และสถาบันรอง (Un-Official Policy Maker) 4.ตัวแบบกระบวนการ (Process Model) มองว่านโยบายสาธารณะคือกิจกรรมทาง การเมือง (Policy as Political Activities)นั่นคือมองว่าในทุกขั้นตอนของกระบวนการ นโยบายจะมีการเมืองเข ้าไปเกี่ยวข ้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็นขั้นการกาหนดนโยบายที่ฝ่ าย การเมืองเป็นผู้ที่กาหนดนโยบาย ขั้นการนานโยบายไปปฏิบัติฝ่ ายการเมืองก็จะเข ้าไป ดูแลกากับการนานโยบายไปปฏิบัติ ในขั้นการประเมินผลนโยบายฝ่ ายการเมืองก็จะ นาเอาข ้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาว่าจะนโยบายนั้นควรจะดาเนินการอย่างต่อเนื่องหรือควร จะยกเลิกนโยบาย 5.ตัวแบบระบบ (System Model) มองว่านโยบายคือผลผลิตของระบบ (Systems Outputs) 6.ตัวแบบมีเหตุผล (Rational Model) เป็นตัวแบบที่มองว่านโยบายหมายถึง (Policy as Maximum Social Gain)**ตัวแบบนี้มักจะถูกนามาออกข ้อสอบเสมอ โดยมักจะถามว่า ความมีเหตุผลของนโยบายนั้นดูจากอะไร และอะไรที่เรียกว่า Social Gain หรือ ผลประโยชน์ตอบแทนทางสังคมสูงสุด การจะตอบคาถามนี้เราจะต ้องเข ้าใจขั้นตอนการ กาหนดนโยบายตามตัวแบบมีเหตุผลว่ามีการพิจารณาอย่างไรบ ้างที่แสดงให ้เห็นว่า นโยบายนั้นๆใช ้ตัวแบบ Rational Model ในการกาหนด กล่าวคือเราจะต ้องทาความเข ้าใจตั้งแต่ต ้นว่าในการกาหนดปัญหาจะต ้องดูว่าเป็นปัญหา
  • 13.
    หรือความต ้องการของที่แท ้จริงของประชาชนและต้องดูว่าปัญหาหรือความต ้องการนั้นมี ทางเลือกในการแก ้ไขหรือดาเนินการกี่ทางเลือก จากนั้นต ้องดูว่าแต่ละทางเลือกมีข ้อดี ข ้อเสียอย่างไร และจะต ้องเลือกทางเลือกที่ให ้ผลตอบแทนสูงสุด ดังนั้นตาม Rational Model จึงเป็นการสะท ้อนให ้เห็นถึงเหตุผลในการกาหนดนโยบายว่า นโยบายนั้นจะต ้องเป็นนโยบายที่ทาให ้เกิดผลตอบแทนกับสังคมส่วนรวมสูงสุดเมื่อ เปรียบเทียบกับค่าใช ้จ่ายต่างๆที่จะต ้องเสียไปในการดาเนินนโยบาย 7.ตัวแบบส่วนที่เปลี่ยนแปลงหรือตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (Incremental Model) เป็นตัว แบบที่ใช ้ตัวแบบในอดีตมาเป็นเกณฑ์ในการกาหนดนโยบาย โดยมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในบางส่วน หรือ Policy as Variation on the Past 8.ตัวแบบทฤษฎีเกมส์ (Game Theory Model) เป็นตัวแบบที่มองว่านโยบายคือทางเลือก ที่มีเหตุมีผลในท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการแข่งขัน ซึ่งตัวแบบนี้จะเน้นในการกาหนด นโยบายที่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศ " ถ ้าข ้อสอบออกเรื่องนโยบาย แล ้วให ้เราวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดนโยบายเราจะต ้อง เอาตัวแบบเหล่านี้ไปวิเคราะห์ ถ ้าออกให ้เราวิเคราะห์ผลของนโยบายเราอาจจะต ้อง นาเอาแนวคิดทฤษฎีในส่วนของการการนานโยบายปฏิบัติและการประเมินผลนโยบายไป วิเคราะห์ เพราะในแต่ละขั้นของกระบวนการนโยบายจะมีทฤษฎีที่นาไปวิเคราะห์ได ้" ตัวแบบในการนานโยบายไปปฏิบัติ 1.ตัวแบบที่ยึดหลักเหตุผล (Rational Model) เชื่อว่า ความสาเร็จของการนานโยบายไป ปฏิบัติอยู่ที่ประสิทธิภาพของการวางแผนวางโครงการที่ดีและการควบคุมที่มี ประสิทธิภาพ เหตุผลที่ดีของการนานโยบายไปปฏิบัติการทาให ้นโยบายบรรลุ ความสาเร็จ และการจะทาให ้นโยบายบรรลุเป้าหมายได ้ต ้องมีกระบวนการต่อไปนี้ -นโยบายต ้องกาหนดวัตถุประสงค์และภารกิจที่ชัดเจน -มอบหมายงานและกาหนดมาตรฐานการปฏิบัติให ้แก่หน่วยย่อยอย่างชัดเจน -มีระบบการวัดผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน -มีการให ้คุณให ้โทษ 2.ตัวแบบด ้านการจัดการ (Management Model) มองว่า ความสาเร็จของการนานโยบาย ไปปฏิบัติอยู่ที่สมรรถนะขององค์การ ทั้งนี้ปัจจัยที่เกี่ยวข ้องกับความสาเร็จของนโยบาย ขึ้นอยู่กับ -การเป็นองค์การที่มีความรับผิดชอบ -เป็นองค์การมีความสามารถ -มีโครงสร ้างเหมาะสม -บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางการบริการและเทคนิค -มีการวางแผนเตรียมความพร้อมได ้แก่ -วัสดุอุปกรณ์ -สถานที่ -เครื่องมือเครื่องใช ้ -งบประมาณ 3. ตัวแบบด ้านการพัฒนาองค์การ (Organization Development Model) เชื่อว่า องค์การ ทางานได ้ก็โดยอาศัยคน สมรรถนะขององค์การจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของคนเป็น สาคัญ นโยบายจะสาเร็จเพราะคนในองค์การมีความร่วมมือกัน ปัจจัยที่อยู่ภายใต ้ตัวแบบ นี้ได ้แก่ -การสร้างความผูกพันและการยอมรับ -เน้นการมีส่วนร่วมภายในองค์การเป็นหลัก โดยให ้ความเชื่อว่าการมีส่วนร่วมจะทาให ้เกิด การทางานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ -มีการจูงใจ แบ่งได ้ 2 ประเภทคือวัตถุสิ่งของ(การให ้สิ่งของวัตถุ) และไม่ใช่วัตถุสิ่งของ
  • 14.
    เช่นชื่อเสียง เกียรติยศ การมีโอกาสดีกว่าคนอื่นการเลื่อนชั้นเลื่อนตาแหน่ง -การใช ้ภาวะผู้นาที่เหมาะสม -การสร ้างการยอมรับและความผูกพันของสมาชิก -การสร้างทีมงาน 4. ตัวแบบกระบวนการราชการ (Bureaucratic Process Model) ตัวแบบนี้มองว่าผลของ การนานโยบายไปปฏิบัติขึ้นอยู่กับปัจจัยสองประการคือ -1. ระดับความเข ้าใจสภาพความเป็นจริงในการให ้บริการของผู้กาหนดนโยบายหรือ ผู้บริหารโครงการพัฒนา -2. ระดับการยอมรับนโยบายเข ้าเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ประจาวันของผู้ปฏิบัติ 5. ตัวแบบทางการเมือง (Political Model) มองว่าความสาเร็จของการนานโยบายไป ปฏิบัติอยู่ที่คนที่เกี่ยวข ้องกับการนานโยบายไปปฏิบัติ ได ้แก่ -บุคคลที่เป็นตัวแทนขององค์การ -กลุ่มหรือสถาบัน -ความสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอก การเจรจาต่อรองจึงเป็นหัวใจสาคัญของตัวแบบนี้ ความสาเร็จของการเจรจาต่อรอง ขึ้นอยู่กับ -ความสามารถในการเจรจา -สถานะอานาจ ถ ้ามีอานาจจะทาให ้เกิดความมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น การเจรจา ต่อรองทาได ้สาเร็จเร็วขึ้น -ทรัพยากร คนที่มีทรัพยากรมากกว่าย่อมต่อรองได ้ดีกว่า -คนที่เกี่ยวข ้องในการเจรจาต่อรอง ยิ่งมีคนมากก็ยิ่งเจรจากันได ้ยาก -การสนับสนุนจากฝ่ ายอื่น ๆ ได ้แก่ สื่อมวลชน นักการเมือง หัวหน้าหน่วยงาน กลุ่ม ผลประโยชน์ บุคคลสาคัญ 6. ตัวแบบทั่วไป เป็นการผสมผสานปัจจัยจากหลายตัวแบบเข ้าด ้วยกัน ตัวแบบนี้ซึ่งให ้ ความสาคัญกับ -กระบวนการสื่อความ -สมรรถนะขององค์การ -ความร่วมมือสนับสนุนของผู้ปฏิบัติ -ลักษณะของหน่วย -ความรู้ความสามารถของบุคคล -ความพร้อมที่จะร่วมมือ -สมรรถนะขององค์การ -ลักษณะของหน่วยงานที่นานโยบายไปปฏิบัติ -หัวหน้าหน่วย -ทรัพยากรเพียงพอ -กิจกรรมจูงใจให ้ปฏิบัติ -คุณภาพของบุคลากร -ภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม ความร่วมมือทั่วไป -ความร่วมมือกันเองของผู้ปฏิบัติ -ความภักดีต่อองค์กร -ผลประโยชน์ส่วนตัว ตัวแบบในการประเมินผลนโยบาย 1.ตัวแบบ CIPP มองว่าในการประเมินผลจะต ้องประเมินปัจจัยต่างๆ คือ -Context หรือสภาพแวดล ้อม ซึ่งก็คือการประเมินสภาพแวดล ้อมหรือประเมิน วัตถุประสงค์ของนโยบาย - Inputs การประเมินปัจจัยเบื้องต ้นหรือทรัพยากรที่เรานามาใช ้ว่ามีเพียงพอและมี
  • 15.
    คุณภาพพอที่จะดาเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ -Process การประเมินกระบวนการ เป็นการประเมินปัญหาอุปสรรค จุดเด่นจุดด ้อยและ ปัญหาของโครงการ -Products การประเมินผลได ้จากนโยบายหรือโครงการ หรือประเมินผลที่เกิดขึ้นในทาง ปฏิบัติ การประเมินนโยบายตาม CIPP ถือว่าเป็นการประเมินนโยบายครบวงจร ทั้งก่อนดาเนิน โครงการ ระหว่างดาเนินโครงการ และหลังการนานโยบายไปปฏิบัติ แต่ส่วนใหญ่ที่ทา กันคือประเมิน Product 2.การประเมินตามเกณฑ์ ส่วนมากจะให ้ความสาคัญกับเกณฑ์ 2 ตัวหลักคือ -1.การประเมินประสิทธิผล (Effectiveness) เป็นการประเมินเพื่อดูว่านโยบายประสบ ความสาเร็จตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ถ ้านโยบายบรรลุตามวัตถุประสงค์แสดงว่านโยบาย นั้นมีประสิทธิผล -2.การประเมินประสิทธิภาพ (Efficiency) เป็นการประเมินว่าผลของนโยบายมีความ คุ้มค่ากับต ้นทุนที่ลงไปหรือไม่ ต ้นทุนในที่นี้มีทั้งต ้นทุนด ้านเวลา ต ้นทุนด ้านงบประมาณ และต ้นทุนด ้านอื่นๆ เช่นด ้านสังคม แต่ต่อมาการประเมินผลนโยบายได ้เพิ่มเกณฑ์อื่นคือ 3.ความเสมอภาค 4.ความยุติธรรม 5.ความพึงพอใจ 6.ผลที่เกิดขึ้นในทางสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต 7.ผลที่เกิดขึ้นในด ้านสิ่งแวดล ้อม (การที่จะใช ้อะไรเป็นเกณฑ์ในการประเมินขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการประเมิน ซึ่ง วัตถุประสงค์ในการประเมินก็ควรจะสอดคล ้องกับวัตถุประสงค์ของนโยบาย) *** นอกจากนี้ในการบรรยายของอาจารย์อนงค์ทิพย์ยังเสนอตัวแบบในการวิเคราะห์ นโยบาย 2 ตัวแบบคือ ตัวแบบระบบนโยบาย และตัวแบบเหตุและผล (ให ้ดูจากชีทถอด เทปอาจารย์อนงค์ทิพย์ ) *** โดยสรุป ปัจจุบันการบริหารงานภาครัฐ ได ้ปรับเปลี่ยนแนวคิดการทางานจากการทางาน แบบดั้งเดิมที่เน้นความเป็นระบบราชการ มาเป็นการจัดการภาครัฐที่ยิบยืมแนวคิดแบบ เอกชนมาใช ้ เราจึงพบว่ามีการเปลี่ยนจากคาว่า Public Administration มาเป็น Public Management ความแตกต่างระหว่างคาว่า “การบริหาร” (Administration) กับคาว่า “การจัดการ” (Management) จะอยู่ที่ “วิธีการ” กล่าวคือการบริหารจะเกี่ยวข ้องกับการจัดสรรทรัพยากร อย่างเป็นขั้นตอนตามลาดับโดยต ้องทาตามระเบียบปฏิบัติที่กาหนดไว ้แล ้ว ส่วนการ จัดการจะเกี่ยวข ้องกับการใช ้ดุลยพินิจในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให ้บรรลุวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว ้ ยุคโลกาภิวัตน์นี้ สภาพการณ์ต่างๆได ้บีบบังคับให ้ภาครัฐและเอกชนต ้องทางานอย่าง ประสานร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยรวมให ้สูงขึ้นการร่วมมือกันนี้ทาให ้เกิดการถ่ายโอน “เทคนิคและวิธีการบริหาร จัดการ” ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให ้เกิดการดาเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ กาหนดได ้ การที่ภาครัฐและเอกชนต ้องทางานร่วมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศเช่นนี้ ทาให ้เกิดความจาเป็นในการต ้องลดค่าใช ้จ่ายต่างๆ (ลดต ้นทุนการผลิต) ที่เกิดจากการติดต่อประสานงานกันให ้เหลือน้อยที่สุด แต่อุปสรรคสาคัญในเรื่องของการ ลดต ้นทุนนี้ก็คือมาตรการควบคุม(ตามระเบียบกฎเกณฑ์) ของภาครัฐ และการใช ้ดุลย พินิจ (อย่างไม่แน่นอนและไม่ชัดเจน) ของเจ ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข ้อง ดังนั้น ปัญหาที่ภาครัฐและภาคเอกชนต ้องร่วมกันแก ้ไขก็คือจะทาอย่างไรให ้มาตรการ
  • 16.
    ควบคุมของภาครัฐผ่อนคลายลง (โดยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น) พร้อมๆ กับการลดการใช ้ ดุลยพินิจของเจ ้าหน้าที่ลงด ้วย เพื่อสร ้างความมั่นใจในการประกอบธุรกิจได ้อย่างชัดเจน ยิ่งขึ้น (เพราะการใช ้ดุลยพินิจ อาจทาให ้เกิด Double Standards ที่ทาให ้ภาคเอกชนบาง รายเกิดความได ้เปรียบเสียเปรียบกัน และส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยรวม) ผู้นาของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงต ้องอาศัย “เทคนิคและวิธีการบริหาร จัดการ” ต่างๆ มากมาย เพื่อให ้สามารถดาเนินการบรรลุเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง (ที่ได ้มีการวางแผนไว ้ล่วงหน้าแล ้ว) และที่สาคัญที่สุดก็คือผู้นาในการบริหารการ เปลี่ยนแปลง (Change Leader) ควรจะต ้องอยู่ในอานาจหน้าที่นั้นนานเพียงพอที่จะ ดาเนินการจนบรรลุผลสาเร็จด ้วย ดังนั้นทุกวันนี้การจัดการภาครัฐ จึงเป็นบริหารรัฐกิจยุคใหม่ โดย -บริหารคนโดยยึดคนเป็นเป็นศูนย์กลาง พัฒนาคน ทั้งกาย จิตใจ สติปัญญา -บริหารงาน โดยคานึงถึงสภาพแวดล ้อม บริหารงานท่ามกลางเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น บริหารงานในลักษณะงานเฉพาะกิจ องค์การต ้องเป็นองค์การแบบ Organic ไม่ใช่ Mechanic -บริหารเงิน โดยโปร่งใส กระจายอานาจ ***ที่สาคัญกระแสที่มาแรงมากคือการ บริหารงาน บริหาร และบริหารเงิน ในเชิง คุณธรรม จริยธรรม แต่ ยังไม่ทิ้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในการบริหารงาน ทฤษฎีในการบริหารรัฐกิจยุคใหม่นั้นจะเรียกว่า Public Management หรือ Mangerialism เป็นแนวคิดเชิงปฏิรูป บริหารราชการในอนาคตรัฐยังเป็นเจ ้าของแต่จะต ้องบริหารเชิง ธุรกิจเอกชน*** การปฏิรูประบบราชการ ประมาณปี 2523 (1980) ได ้เกิดแรงผลักดันที่ก่อให ้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทั้ง แรงผลักดันที่มาจากทั้งภายนอกและภายใน ++แรงผลักดันภายนอกที่สาคัญๆได ้แก่++ -อิทธิพลของโลกาภิวัตน์และความก ้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มี อิทธิพลต่อการทางานในระบบราชการมากขึ้น -สภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ ทาให ้หน่วยราชการต ้องปรับปรุงกระบวนการทางาน เพื่อรองรับการแข่งขัน -วิกฤติทางด ้านเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่สาคัญที่ทาให ้ระบบราชการถูกทบทวน โดยเฉพาะ ในเรื่องของงบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณในด ้านค่าตอบแทนและเงินเดือน ข ้าราชการที่พบว่ามีสูงมากแต่ประสิทธิภาพในการทางานยังต่า ดังนั้นจึงต ้องมี -แนวคิดในการปรับลดบทบาทภาครัฐ เนื่องจากการที่รัฐมีบทบาทมากในช่วงก่อนหน้า นั้นได ้ก่อให ้เกิดปัญหามากกมาย โดยเฉพาะการขาดประสิทธิภาพในการทางาน ทาให ้ ต ้องมีการลดบทบาทของภาครัฐลง -การเติบโตและความเข ้มแข็งของภาคเอกชน รวมทั้งความเข ้มแข็งขององค์การประชา สังคม ทาให ้ภาครัฐซึ่งมีสภาพที่อ่อนแอจะต ้องหันมามองตนเอง และถึงเวลาต ้อง เปลี่ยนแปลง ++แรงผลักดันที่เกิดจากภายในตัวระบบราชการเอง คือ++ -ความเสื่อมของระบบราชการ (Bureaucratic Pathology) ซึ่งเกิดจาก / การไม่มีประสิทธิภาพ /การขยายอานาจของระบบราชการ /เกิดการทางานที่ล่าช ้า /ข ้าราชการต่อต ้านการเปลี่ยนแปลง /การทางานเน้นกฎระเบียบจนขาดการคานึงถึงความเป็นมนุษย์ -เกิดสิ่งที่เรียกว่า Dirty Government เกิดจาก /การขาดการมีส่วนร่วม ของข ้าราชการ แต่การตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหาร /มีการทุจริต
  • 17.
    /ขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ เหล่านี้คือปัจจัยที่ก่อให ้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการไทย และแรงผลักดัน เหล่านี้เป็นแรงผลักดันที่ผู้บริหารประเทศมองเห็นและยอมรับว่าระบบราชการควรจะมี การเปลี่ยนแปลงแต่ยังไม่มีการตัดสินใจที่จะทาให ้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ความต ้องการในการเปลี่ยนแปลงยังคงมีอยู่โดยมีเป้าหมายที่สาคัญ เพื่อให ้ระบบราชการเกิดสิ่งต่อไปนี้คือ 1.ความโปร่ง (Transparency) 2.เกิดคุณภาพในการบริหารจัดการ (Quality) 3.การบริหารงานที่มีประสิทธิผล (Effectiveness) 4.การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency) เดือนตุลาคม 2545 ก็ได ้มีการปฏิรูประบบราชการอย่างเป็นรูปธรรม โดยตรารบ.บริหาร ราชการแผ่นดินฉบับที่ 5 ขึ้น และในมาตรา 3/1 มีการบัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ ข ้าราชการจะต ้องทาโดยการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให ้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และมี ความคุ่มค่าในการใช ้งบประมาณของรัฐ มีประสิทธิภาพ การลดขั้นตอนการปฏิบัติ จากนั้นรัฐบาลก็ได ้ออกกฎหมายปฏิรูปโครงสร ้าง กระทรวง ทบวงกรม 2545 มาใช ้ในการ เปลี่ยนแปลงโครงสร ้างของกระทรวง เพื่อนาไปสู่การปฏิรูประบบราชการ เป้าหมายของการปฏิรูป 1.การจัดส่วนราชการใหม่ 2.ต ้องการพัฒนาการจัดองค์การในระบบราชการใหม่ 3.การกาหนดแบบแผนในการปฏิบัติราชการเพื่อให ้เกิด Good Governance หลังจากการปรับเปลี่ยนโครงสร ้างหน่วยราชการเวลานี้การปฏิรูประบบราชการกาลังอยู่ ในขั้นของการปฏิรูปพฤติกรรมของข ้าราชการ ดังจะพบว่ารัฐบาลพยายามออกโครงการ ต่างๆเพื่อให ้ข ้าราชการทางานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น เช่นการทาโครงการระยะ 3 ที่ ต ้องการพัฒนาข ้าราชการถ ้าพัฒนาไม่ได ้ก็ต ้องออกจากระบบ หรือการให ้ข ้าราชการแต่ ละคนประเมินงานของตนเอง สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในปัจจุบันคือการปฏิรูประบบราชการของเราที่เดินมาตั้งแต่ปี 2545 ตอนนี้ไปถึงไหนแล ้ว