บทที่ ๕
สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
๕.๑ สรุปผลการวิจัย
การศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาสังขารเพื่อการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท” โดย
มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ (๑) เพื่อศึกษาหลักคําสอนเรื่องสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท (๒)
เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท (๓) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการของ
สังขารที่นําไปสู่การบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา พอสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้
(๑) หลักคําสอนเรื่องสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า สังขาร มีความหมาย ๒
อย่าง คือ หมายถึง เป็นผู้ปรุงแต่งและถูกปัจจัยปรุงแต่ง มี ๓ประเภทคือสังขารในไตรลักษณ์ สังขาร
ในขันธ์ ๕ และสังขารในปฏิจจสมุปบาท สังขารในไตรลักษณ์คลอบคุมสังขารทุกอย่าง เป็นทั้ง
รูปธรรมและนามธรรม สังขารในขันธ์ ๕ เป็นส่วนหนึ่งของสังขารในไตรลักษณ์ เป็นนามธรรม
อย่างเดียว ส่วนสังขารในปฏิจจสมุปบาท ก็คือสังขารในขันธ์ ๕ ที่เป็นภาคปฏิบัติการ (ได้แก่เจตนา)
สังขารทั้ง ๓ ประเภทใหญ่นั้น นํามาจัดเป็น ๓ ประเภทย่อย ดังนี้คือ ๑) จัดตามฐานที่เกิด
ได้ ๓ อย่าง คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ๒) จัดตามสภาวะหรือคุณค่าได้ ๓ อย่าง คือ
ปุญญาภิสังขาร (สังขารฝ่ายกุศล) อปุญญาภิสังขาร (สังขารฝ่ายอกุศล) และอาเนญชาภิสังขาร
(สังขารฝ่ายอัพยากฤต หรือสังขารที่เป็นกลางๆ) ๓) จัดตามสังขารที่ถูกกรรมและกิเลสยึดครองและ
ไม่ยึดครองได้๒ อย่าง คือ อุปาทินนกสังขารและอนุปาทินนกสังขาร จัดเป็น ๒ อย่าง คือ สังขารที่
เป็นรูปธรรม และสังขารที่เป็นนามธรรมสังขารเป็นธรรมชาติที่เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มี
หน้าที่ปรุงแต่งจิตให้มีอาการต่างๆ ให้ดีบ้าง ชั่วบ้าง กลางๆ บ้างตามที่ตนปรารถนา เช่น โทสะ ปรุง
ให้จิตโกรธ โมหะ ปรุงจิตให้หลง โลภะ ปรุงจิตให้เกิดความโลภ ศีลปรุงแต่งจิตให้มีระเบียบ สมาธิ
ปรุงแต่งจิตให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ปัญญาปรุงแต่งจิตให้รู้ตามความเป็นจริง เป็นต้น
ในวิทยานิพนธ์นี้เน้นศึกษาสังขารในขันธ์ ๕ ได้แก่ สังขาร ๕๐ อย่าง ในบรรดาสังขาร
ทั้ง ๕๐ อย่างนี้แบ่งเป็นสังขารที่เป็นกุศล ๓๖ อย่าง ได้แก่ ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์
มนสิการ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ฉันทะ สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตร
มัชฌัตตตา กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา
๑๑๙
จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ กรุณา มุทิตา ปัญญา
สังขารที่เป็นอกุศล ๑๔ อย่าง ได้แก่ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ โลภะ ทิฏฐิ
มานะ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ ถีนะ มิทธะ วิจิกิจฉา
(๒) หลักการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า กระบวนการพัฒนา
สังขารที่พระพุทธองค์ทรงใช้ ในการสอน คือหลักไตรสิกขา คืออธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และ
อธิปัญญาสิกขา การพัฒนาสังขารมี ๒ ระดับ คือ ระดับโลกียะ และระดับโลกุตตระ มีเป้ าหมายเพื่อ
ประโยชน์ ๓ อย่าง คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต และประโยชน์สูงสุด หรือเพื่อ
ประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น และประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ระดับโลกิยะ มีเป้ าหมายเพื่อให้ผู้เรียน
ดําเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความสุข ส่วนระดับโลกุตตระ มีเป้ าหมายเพื่อให้ผู้เรียนหลุดพ้นจาก
การควบคุมของโลกหรือจากกิเลสทั้งหลาย ทั้ง ๒ ระดับเพื่อคน ๒ กลุ่ม คือ เพื่อบรรพชิต และ
คฤหัสถ์ แต่ความเข้มข้นในภาคปฏิบัติต่างกัน เช่น บรรพชิต ห้ามเสพเมถุนหรือห้ามมีเพศสัมพันธ์
กับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ตลอดชีวิต ถ้าขืนทําลงก็ขาดจากความเป็นภิกษุ ส่วนคฤหัสถ์มี
เพศสัมพันธ์กับคู่ครองของตนได้แต่ห้ามนอกใจคู่ครองของตน สังขารมีบทบาทต่อการดําเนินชีวิต
ของมนุษย์เพราะพฤติกรรมต่างๆ ที่มนุษย์แสดงออกมาทางกาย วาจา และความคิด ล้วนเกิดจากการ
ปรุงแต่งของสังขาร พฤติกรรมจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับการรับรู้โดยผ่านทางอายตนะภายในและอายตนะ
ภายนอกมีผัสสะเป็นสื่อกลางและผ่านมาถึงโวฏฐัพพนจิตที่ทําหน้าที่ตัดสินอารมณ์ ถ้าตัดสินด้วย
โยนิโสมนสิการประกอบด้วยกุศลเจตสิก พฤติกรรมก็จะดีเป็นกุศล ถ้าตัดสินด้วยอโยนิโสมนสิการ
ประกอบด้วยอกุศลเจตสิก พฤติกรรมก็จะชั่วเป็นอกุศล
(๓) วิเคราะห์กระบวนการของสังขารที่นําไปสู่การบรรลุธรรม พบว่า การพัฒนา
สังขารเพื่อการบรรลุธรรมจะต้องพัฒนาให้เป็นไปตามลําดับ เริ่มแรกจะต้องทราบก่อนว่า สังขาร
๕๐ อย่างนี้ สังขารประเภทไหนบ้างควรพัฒนา สังขารประเภทไหนบ้างควรละทิ้ง ในจํานวนสังขาร
ทั้ง ๕๐ อย่างนี้ มีทั้งสังขารที่ต้องนําออกหรือละ ได้แก่ สังขารฝ่ายอกุศลเป็นสังขารฝ่ายลบ ถ้าปล่อย
ให้เจริญมากขึ้นจะทําให้สังขารฝ่ายกุศลคือฝ่ายบวกลดน้อยหรือเสียการทรงตัว เสียพลังในการที่จะ
เจริญงอกงามต่อไป สังขารฝ่ายอกุศลมี ๑๔ ประการ ได้แก่ หมวดโมหะ มี ๔ ประการ คือโมหะ
อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ หมวดโลภะ มี ๓ ประการคือโลภะ ทิฏฐิ (มิจฉาทิฏฐิ) มานะ หมวด
โทสะมี ๔ประการ คือโทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะหมวดถีนะ มี ๒ คื ถีนะ มิทธะ และสุดท้าย
วิจิกิจฉา
๑๒๐
สังขารที่เหลือเป็นฝ่ายกุศลและกลาง ๆ ที่จะต้องพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้น ในบรรดาสังขาร
ฝ่ายกุศลเหล่านี้ก็มีการแยกประเภทออกไปอีกแต่เมื่อผ่านกระบวนการพัฒนาในขั้นสูงแล้ว สังขารที่
สําคัญต่อการพัฒนาเพื่อการบรรลุธรรมมีอยู่ ๑๔ อย่าง ได้แก่ สติ วิริยะ ฉันทะ ปัญญา สัทธา
เอกัคคตา (สมาธิ) ปีติ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ ตัตตรมัชฌัตตตา วิตก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ ซึ่งสังขารเหล่านี้มีอยู่ในหมวดธรรม ๗ หมวด ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ แต่
สังขารเหล่านี้ยังสามารถกลั่นกรองเอาเฉพาะที่สําคัญได้อีก คือ กลั่นกรองเหลือ ๕ อย่าง ได้แก่
สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สังขารทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นหัวใจสําคัญต่อการพัฒนาสังขารเพื่อการ
บรรลุธรรมในขั้นสูง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินทรีย์๕ ซึ่งเป็นสังขารที่จะต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน
จึงจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาขั้นสูงจนสามารถนําไปสู่การบรรลุธรรมได้ การบรรลุธรรมมี
อยู่๒ ระดับ คือ การบรรลุธรรมระดับฌานและการบรรลุธรรมระดับญาณ ส่วนกระบวนของจิตที่
จะบรรลุนั้นเหมือนกันต่างกันแต่อารมณ์ กล่าวคือการบรรลุธรรมระดับฌานใช้อารมณ์บัญญัติ เช่น
เพ่งกสิณ ถ้าเป็นปฐวีกสิณก็ใช้ดินที่แต่งเป็นวงกสิณแล้วบริกรรมว่า ปฐวี ปฐวี จนจิตแน่วแน่เป็น
อัปปนาจิต ถ้าเป็นการบรรลุธรรมระดับญาณใช้อารมณ์ปรมัตถ์ เช่น กําหนดสภาวธรรมตามที่เป็น
จริง เช่น กําหนดอาการปวด อาการเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือกําหนดความคิด เป็นต้น ให้ทัน
ปัจจุบันจนเกิดญาณระดับต่างๆ จนถึงมรรคญาณ ซึ่งเป็นญาณที่สามารถทําลายกิเลสได้เด็ดขาด
สังขารทั้ง ๑๔ อย่างดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นพร้อมกันในมรรคญาณนี้ สภาวจิตที่จะบรรลุธรรมคือ
อนุโลมจิต ๓ ดวง มีชื่อเรียกต่างกันตามหน้าที่ที่ทํา คือ ดวงที่ ๑ เรียกว่า บริกรรม เพราะเป็นจิตที่ใช้
บริกรรมกรรมฐาน ดวงที่ ๒ เรียกว่า อุปจาร เพราะเป็นจิตที่มีความตั้งมั่นแน่วแน่ใกล้ต่ออัปปนาจิต
หรืออนุโลมจิต ดวงที่ ๓ เรียกว่า อนุโลม หรืออัปปนา เพราะเป็นจิตที่แน่วแน่มีพลังกว่าจิตทั้ง ๒
ดวงนั้น เป็นจิตตัดกิเลสได้เด็ดขาด กิเลสที่ถูกทําลายแล้วไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก ทําให้ผู้บรรลุ
กลายเป็นพระอริยบุคคล
๕.๒ ข้อเสนอแนะ
๕.๒.๑ ข้อเสนอแนะเพื่อนําไปใช้ประโยชน์
การพัฒนาสังขารมีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับฐานะและโอกาสของแต่ละคน การศึกษาเล่า
เรียนก็เป็นการพัฒนาสังขาร แต่เป้ าหมายต่างกัน เป้ าหมายของการศึกษาโดยทั่วไปมุ่งให้ผู้สําเร็จ
การศึกษาสามารถนําเอาวิชาความรู้ที่ได้ศึกษามาไปประกอบอาชีพ เพื่อสร้างฐานะความมั่นคงให้แก่
ชีวิตแบบชาวโลก จัดเป็นการศึกษาหรือการพัฒนาระดับโลกิยะ บางครั้งก็จะเป็นการพัฒนาสังขาร
ฝ่ายอกุศลมากกว่าฝ่ายกุศล จึงทําให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ส่วนเป้ าหมายของการพัฒนา
สังขารตามหลักของพระพุทธศาสนา คือ การละสังขารฝ่ายอกุศล พัฒนาสังขารฝ่ายกุศลหรือเจริญ
๑๒๑
สังขารฝ่ายกุศล การพัฒนาสังขารตามหลักพระพุทธศาสนาจึงไม่มีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นทั้งแก่ตนเอง
และคนอื่น เพราะฉะนั้นการพัฒนาสังขารจึงควรให้เป็นไปตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาจึง
จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา หลักง่ายๆ ที่พระพุทธศาสนาได้วางไว้คือ หลักไตรสิกขา ได้แก่
ศีลสมาธิ ปัญญาหรือหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทําบาป การทําความดี และการทําจิตใจ
ให้สะอาดบริสุทธิ์ จัดลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ ข้อที่หนึ่ง จัดเป็นศีล ข้อที่สองจัดเป็นสมาธิ ข้อที่สาม
จัดเป็นปัญญา ทั้งสามข้อนี้เป็นหลักการหรืออุดมการณ์ ส่วนวิธีการได้แก่ การไม่พูดร้าย การไม่ทํา
ร้าย การสํารวมในศีลรวมถึงกิริยามารยาททางสังคมด้วย การรู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอย
ทรัพย์ การยินดีพอใจในที่อยู่อาศัยของตน คือสร้างที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับฐานะของตน การ
หมั่นฝึกจิตใจของตนให้เจริญก้าวหน้าในความดีอยู่เสมอ ต่อไปนี้จะได้แนะนําการพัฒนาสังขารตาม
หลักไตรสิกขาแต่ละหัวข้อไปตามลําดับดังนี้
(๑) การพัฒนาสังขารตามหลักศีล ทําได้โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะ
ทําได้ เช่น ทําหน้าที่สามีที่ดี ทําหน้าที่ภรรยาที่ดี ทําหน้าที่ของลูกที่ดี มีความเมตตาต่อกัน มีความ
ซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน ไม่โกหกหลอกลวงกันและกัน จากนั้นก็ค่อยขยายวงกว้างออกไปสู่
สังคมภายนอก เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ ไปตามลําดับไปจนถึงเพื่อนร่วม
ประเทศและร่วมโลก หรือหลักการง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งคือ การบําเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ
ได้แก่ การให้ทานหรือการแบ่งปันสิ่งของ ๆ ตนแก่คนอื่นที่ควรแบ่งปัน เช่น ถวายทานแก่พระภิกษุ
หรือนักบวชที่ตนนับถือ การรักษาศีล มีทั้งศีลที่เป็นสิกขาบท ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗
และศีลที่เป็นธรรมเนียมของสังคม เช่น รักษากฎหมายบ้านเมือง รักษากิริยามารยาทในสังคม การ
เป็นคนตรงต่อเวลา ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ การแสดงออกทางกาย วาจา ที่สุภาพเรียบร้อย
เป็นต้น เมื่อปฏิบัติอย่างนี้เป็นประจําจะช่วยให้มีพฤติกรรมทางกาย วาจา เรียบร้อย เป็นคนสุภาพ
อ่อนโยน มีความอดทนเพิ่มขึ้น
(๒) การพัฒนาสังขารตามหลักสมาธิ ทําจิตใจให้ตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับงานที่ทําให้มาก เอา
ใจใส่ต่องานไม่ทอดทิ้งเมื่อมีอุปสรรค การพัฒนาตามหลักสมาธิมีหลายระดับ ระดับพื้นฐาน ทั่วไป
ได้แก่ การพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ตามหน้าที่และฐานะของตน เช่น เป็นชาวนาต้องศึกษาหาความรู้
เกี่ยวการทํานาอยู่ตลอดว่า ทําอย่างไรจึงจะได้ผลผลิตสูงคุ้มกับเงินลงทุน เป็นครูสอนหนังสือต้อง
ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์เป็นต้น ระดับปานกลาง คือหมั่นฝึกฝนอบรมตนเอง
ให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมทางศาสนา เช่น การไหว้พระสวดมนต์ตามกาลเวลาที่เหมาะสม การรักษาศีล
อุโบสถ การเจริญจิตตภาวนา เป็นต้น ระดับสูง ได้แก่ การสละเวลาเข้าปฏิบัติธรรม ๕ วัน ๗ วัน
หรือตามแต่ที่โอกาสจะอํานวยให้ อย่างนี้ชื่อว่าได้พัฒนาสังขารตามหลักที่พระพุทธศาสนาได้วาง
๑๒๒
ไว้ส่วนจะได้ผลมากหรือน้อยประการใดนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน จะได้มากได้น้อยพระ
พุทธองค์ไม่ได้ตําหนิ แต่พระองค์ตําหนิคนที่ไม่ทํา ถ้าปฏิบัติตามนี้จะทําให้สังขารฝ่ายอกุศลลดลง
เช่น ความวิตกกังวล ความเห็นแก่ตัว ความก้าวร้าว แล้วจะทําให้เกิดความมั่นใจตัวเองเพิ่มขึ้น จะ
ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดีขึ้น ความจําจะดีขึ้น ไม่หลงลืม มีจิตใจอ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว มีความ
เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว
(๓) การพัฒนาสังขารตามหลักปัญญา ระดับต้นทําได้โดยการใช้หลักปรโตโฆสะและ
โยนิโสมนสิการ คือหมั่นเข้าหานักปราชญ์หรือผู้รู้ทั้งหลายเพื่อจะได้รับคําแนะนําดีๆ จากท่าน แล้ว
นํามาปฏิบัติตาม และใช้การพิจารณาไตร่ตรองตามไปด้วย จะทําให้เกิดปัญญานํามาประยุกต์ใช้กับ
ชีวิตประจําวันได้ ระดับสูงทําได้โดยการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ตามกาลอันควร คือควรเข้าปฏิบัติ
ติดต่อกันอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง ๆ ละ ๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน หรือตามเวลาที่จะทําได้ นอกจากจะทําให้
มีสติสัมปชัญญะดีขึ้นแล้ว ยังจะได้รับอานิสงส์อย่างอื่นมากมายทั้งในชาติปัจจุบันและในชาติต่อไป
ด้วย เช่น สมาธิจะตั้งมั่นอยู่ได้นาน ทํางานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ร่างกายแข็งแรงปราศจาก
โรคภัยต่างๆ เมื่อเสียชีวิตก็จะได้ไปสู่สุคติตามภูมิธรรมของตน
ส่วนการพัฒนาสังขารเพื่อการบรรลุธรรมต้องเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนา
กรรมฐาน สมถกรรมฐานจะนําไปสู่การบรรลุธรรมระดับฌาน ส่วนวิปัสสนากรรมฐานจะนําไปสู่
การบรรลุธรรมระดับญาณ เป็นการบรรลุธรรมระดับสูงขั้นโลกุตตระ การปฏิบัติตามหลักของ
กรรมฐานทั้งสองอย่างต้องทําอย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผล ถ้าทําบ้างไม่ทําบ้างอาจจะไม่ได้บรรลุธรรม
แต่ก็เป็นมหากุศลแก่ผู้ปฏิบัติเป็นเหตุเป็นปัจจัยในการบรรลุธรรมต่อไปได้
๕.๒.๒ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
การศึกษาเรื่องสังขารยังมีหลายประเด็นที่น่าศึกษาเพราะสังขารทั้ง ๕๐ อย่างนี้จัดเป็นคํา
สอนของพระพุทธศาสนาทั้งหมดก็ว่าได้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ทั้งหมด ถ้าศึกษาเรื่องสังขาร
หมดก็หมายความว่าได้ศึกษาตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาหมดเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องของ
สังขารจึงมีประเด็นที่น่าศึกษาวิจัยอีกหลายประเด็น จะศึกษาสังขารเฉพาะกลุ่ม เฉพาะหมวดก็ได้
เช่น สังขารหมวดอินทรีย์ ๕ พละ ๕ อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔
ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เป็นต้น หรือจะศึกษาสังขารเฉพาะตัวก็ได้ เช่น ศึกษาเรื่องเจตนา เรื่องสัทธา
เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เป็นต้น โดยตั้งหัวข้อที่เหมาะสมและคิดว่าตนเองจะศึกษาได้เช่น
รูปแบบการพัฒนาสังขารตามหลักอริยสัจ ๔ ในพระพุทธศาสนาเถรวาท

บทที่ ๕ สรุปใหม่

  • 1.
    บทที่ ๕ สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง“การพัฒนาสังขารเพื่อการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท” โดย มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ (๑) เพื่อศึกษาหลักคําสอนเรื่องสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท (๒) เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท (๓) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการของ สังขารที่นําไปสู่การบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา พอสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ (๑) หลักคําสอนเรื่องสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า สังขาร มีความหมาย ๒ อย่าง คือ หมายถึง เป็นผู้ปรุงแต่งและถูกปัจจัยปรุงแต่ง มี ๓ประเภทคือสังขารในไตรลักษณ์ สังขาร ในขันธ์ ๕ และสังขารในปฏิจจสมุปบาท สังขารในไตรลักษณ์คลอบคุมสังขารทุกอย่าง เป็นทั้ง รูปธรรมและนามธรรม สังขารในขันธ์ ๕ เป็นส่วนหนึ่งของสังขารในไตรลักษณ์ เป็นนามธรรม อย่างเดียว ส่วนสังขารในปฏิจจสมุปบาท ก็คือสังขารในขันธ์ ๕ ที่เป็นภาคปฏิบัติการ (ได้แก่เจตนา) สังขารทั้ง ๓ ประเภทใหญ่นั้น นํามาจัดเป็น ๓ ประเภทย่อย ดังนี้คือ ๑) จัดตามฐานที่เกิด ได้ ๓ อย่าง คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ๒) จัดตามสภาวะหรือคุณค่าได้ ๓ อย่าง คือ ปุญญาภิสังขาร (สังขารฝ่ายกุศล) อปุญญาภิสังขาร (สังขารฝ่ายอกุศล) และอาเนญชาภิสังขาร (สังขารฝ่ายอัพยากฤต หรือสังขารที่เป็นกลางๆ) ๓) จัดตามสังขารที่ถูกกรรมและกิเลสยึดครองและ ไม่ยึดครองได้๒ อย่าง คือ อุปาทินนกสังขารและอนุปาทินนกสังขาร จัดเป็น ๒ อย่าง คือ สังขารที่ เป็นรูปธรรม และสังขารที่เป็นนามธรรมสังขารเป็นธรรมชาติที่เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มี หน้าที่ปรุงแต่งจิตให้มีอาการต่างๆ ให้ดีบ้าง ชั่วบ้าง กลางๆ บ้างตามที่ตนปรารถนา เช่น โทสะ ปรุง ให้จิตโกรธ โมหะ ปรุงจิตให้หลง โลภะ ปรุงจิตให้เกิดความโลภ ศีลปรุงแต่งจิตให้มีระเบียบ สมาธิ ปรุงแต่งจิตให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ปัญญาปรุงแต่งจิตให้รู้ตามความเป็นจริง เป็นต้น ในวิทยานิพนธ์นี้เน้นศึกษาสังขารในขันธ์ ๕ ได้แก่ สังขาร ๕๐ อย่าง ในบรรดาสังขาร ทั้ง ๕๐ อย่างนี้แบ่งเป็นสังขารที่เป็นกุศล ๓๖ อย่าง ได้แก่ ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ฉันทะ สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตร มัชฌัตตตา กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา
  • 2.
    ๑๑๙ จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตากายุชุกตา จิตตุชุกตา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ กรุณา มุทิตา ปัญญา สังขารที่เป็นอกุศล ๑๔ อย่าง ได้แก่ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ โลภะ ทิฏฐิ มานะ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ ถีนะ มิทธะ วิจิกิจฉา (๒) หลักการพัฒนาสังขารในพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า กระบวนการพัฒนา สังขารที่พระพุทธองค์ทรงใช้ ในการสอน คือหลักไตรสิกขา คืออธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และ อธิปัญญาสิกขา การพัฒนาสังขารมี ๒ ระดับ คือ ระดับโลกียะ และระดับโลกุตตระ มีเป้ าหมายเพื่อ ประโยชน์ ๓ อย่าง คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในอนาคต และประโยชน์สูงสุด หรือเพื่อ ประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น และประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ระดับโลกิยะ มีเป้ าหมายเพื่อให้ผู้เรียน ดําเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความสุข ส่วนระดับโลกุตตระ มีเป้ าหมายเพื่อให้ผู้เรียนหลุดพ้นจาก การควบคุมของโลกหรือจากกิเลสทั้งหลาย ทั้ง ๒ ระดับเพื่อคน ๒ กลุ่ม คือ เพื่อบรรพชิต และ คฤหัสถ์ แต่ความเข้มข้นในภาคปฏิบัติต่างกัน เช่น บรรพชิต ห้ามเสพเมถุนหรือห้ามมีเพศสัมพันธ์ กับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ตลอดชีวิต ถ้าขืนทําลงก็ขาดจากความเป็นภิกษุ ส่วนคฤหัสถ์มี เพศสัมพันธ์กับคู่ครองของตนได้แต่ห้ามนอกใจคู่ครองของตน สังขารมีบทบาทต่อการดําเนินชีวิต ของมนุษย์เพราะพฤติกรรมต่างๆ ที่มนุษย์แสดงออกมาทางกาย วาจา และความคิด ล้วนเกิดจากการ ปรุงแต่งของสังขาร พฤติกรรมจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับการรับรู้โดยผ่านทางอายตนะภายในและอายตนะ ภายนอกมีผัสสะเป็นสื่อกลางและผ่านมาถึงโวฏฐัพพนจิตที่ทําหน้าที่ตัดสินอารมณ์ ถ้าตัดสินด้วย โยนิโสมนสิการประกอบด้วยกุศลเจตสิก พฤติกรรมก็จะดีเป็นกุศล ถ้าตัดสินด้วยอโยนิโสมนสิการ ประกอบด้วยอกุศลเจตสิก พฤติกรรมก็จะชั่วเป็นอกุศล (๓) วิเคราะห์กระบวนการของสังขารที่นําไปสู่การบรรลุธรรม พบว่า การพัฒนา สังขารเพื่อการบรรลุธรรมจะต้องพัฒนาให้เป็นไปตามลําดับ เริ่มแรกจะต้องทราบก่อนว่า สังขาร ๕๐ อย่างนี้ สังขารประเภทไหนบ้างควรพัฒนา สังขารประเภทไหนบ้างควรละทิ้ง ในจํานวนสังขาร ทั้ง ๕๐ อย่างนี้ มีทั้งสังขารที่ต้องนําออกหรือละ ได้แก่ สังขารฝ่ายอกุศลเป็นสังขารฝ่ายลบ ถ้าปล่อย ให้เจริญมากขึ้นจะทําให้สังขารฝ่ายกุศลคือฝ่ายบวกลดน้อยหรือเสียการทรงตัว เสียพลังในการที่จะ เจริญงอกงามต่อไป สังขารฝ่ายอกุศลมี ๑๔ ประการ ได้แก่ หมวดโมหะ มี ๔ ประการ คือโมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ หมวดโลภะ มี ๓ ประการคือโลภะ ทิฏฐิ (มิจฉาทิฏฐิ) มานะ หมวด โทสะมี ๔ประการ คือโทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะหมวดถีนะ มี ๒ คื ถีนะ มิทธะ และสุดท้าย วิจิกิจฉา
  • 3.
    ๑๒๐ สังขารที่เหลือเป็นฝ่ายกุศลและกลาง ๆ ที่จะต้องพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นในบรรดาสังขาร ฝ่ายกุศลเหล่านี้ก็มีการแยกประเภทออกไปอีกแต่เมื่อผ่านกระบวนการพัฒนาในขั้นสูงแล้ว สังขารที่ สําคัญต่อการพัฒนาเพื่อการบรรลุธรรมมีอยู่ ๑๔ อย่าง ได้แก่ สติ วิริยะ ฉันทะ ปัญญา สัทธา เอกัคคตา (สมาธิ) ปีติ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ ตัตตรมัชฌัตตตา วิตก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ซึ่งสังขารเหล่านี้มีอยู่ในหมวดธรรม ๗ หมวด ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ แต่ สังขารเหล่านี้ยังสามารถกลั่นกรองเอาเฉพาะที่สําคัญได้อีก คือ กลั่นกรองเหลือ ๕ อย่าง ได้แก่ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สังขารทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นหัวใจสําคัญต่อการพัฒนาสังขารเพื่อการ บรรลุธรรมในขั้นสูง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินทรีย์๕ ซึ่งเป็นสังขารที่จะต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน จึงจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาขั้นสูงจนสามารถนําไปสู่การบรรลุธรรมได้ การบรรลุธรรมมี อยู่๒ ระดับ คือ การบรรลุธรรมระดับฌานและการบรรลุธรรมระดับญาณ ส่วนกระบวนของจิตที่ จะบรรลุนั้นเหมือนกันต่างกันแต่อารมณ์ กล่าวคือการบรรลุธรรมระดับฌานใช้อารมณ์บัญญัติ เช่น เพ่งกสิณ ถ้าเป็นปฐวีกสิณก็ใช้ดินที่แต่งเป็นวงกสิณแล้วบริกรรมว่า ปฐวี ปฐวี จนจิตแน่วแน่เป็น อัปปนาจิต ถ้าเป็นการบรรลุธรรมระดับญาณใช้อารมณ์ปรมัตถ์ เช่น กําหนดสภาวธรรมตามที่เป็น จริง เช่น กําหนดอาการปวด อาการเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือกําหนดความคิด เป็นต้น ให้ทัน ปัจจุบันจนเกิดญาณระดับต่างๆ จนถึงมรรคญาณ ซึ่งเป็นญาณที่สามารถทําลายกิเลสได้เด็ดขาด สังขารทั้ง ๑๔ อย่างดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นพร้อมกันในมรรคญาณนี้ สภาวจิตที่จะบรรลุธรรมคือ อนุโลมจิต ๓ ดวง มีชื่อเรียกต่างกันตามหน้าที่ที่ทํา คือ ดวงที่ ๑ เรียกว่า บริกรรม เพราะเป็นจิตที่ใช้ บริกรรมกรรมฐาน ดวงที่ ๒ เรียกว่า อุปจาร เพราะเป็นจิตที่มีความตั้งมั่นแน่วแน่ใกล้ต่ออัปปนาจิต หรืออนุโลมจิต ดวงที่ ๓ เรียกว่า อนุโลม หรืออัปปนา เพราะเป็นจิตที่แน่วแน่มีพลังกว่าจิตทั้ง ๒ ดวงนั้น เป็นจิตตัดกิเลสได้เด็ดขาด กิเลสที่ถูกทําลายแล้วไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก ทําให้ผู้บรรลุ กลายเป็นพระอริยบุคคล ๕.๒ ข้อเสนอแนะ ๕.๒.๑ ข้อเสนอแนะเพื่อนําไปใช้ประโยชน์ การพัฒนาสังขารมีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับฐานะและโอกาสของแต่ละคน การศึกษาเล่า เรียนก็เป็นการพัฒนาสังขาร แต่เป้ าหมายต่างกัน เป้ าหมายของการศึกษาโดยทั่วไปมุ่งให้ผู้สําเร็จ การศึกษาสามารถนําเอาวิชาความรู้ที่ได้ศึกษามาไปประกอบอาชีพ เพื่อสร้างฐานะความมั่นคงให้แก่ ชีวิตแบบชาวโลก จัดเป็นการศึกษาหรือการพัฒนาระดับโลกิยะ บางครั้งก็จะเป็นการพัฒนาสังขาร ฝ่ายอกุศลมากกว่าฝ่ายกุศล จึงทําให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ส่วนเป้ าหมายของการพัฒนา สังขารตามหลักของพระพุทธศาสนา คือ การละสังขารฝ่ายอกุศล พัฒนาสังขารฝ่ายกุศลหรือเจริญ
  • 4.
    ๑๒๑ สังขารฝ่ายกุศล การพัฒนาสังขารตามหลักพระพุทธศาสนาจึงไม่มีปัญหายุ่งยากเกิดขึ้นทั้งแก่ตนเอง และคนอื่น เพราะฉะนั้นการพัฒนาสังขารจึงควรให้เป็นไปตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาจึง จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาหลักง่ายๆ ที่พระพุทธศาสนาได้วางไว้คือ หลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีลสมาธิ ปัญญาหรือหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทําบาป การทําความดี และการทําจิตใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ จัดลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ ข้อที่หนึ่ง จัดเป็นศีล ข้อที่สองจัดเป็นสมาธิ ข้อที่สาม จัดเป็นปัญญา ทั้งสามข้อนี้เป็นหลักการหรืออุดมการณ์ ส่วนวิธีการได้แก่ การไม่พูดร้าย การไม่ทํา ร้าย การสํารวมในศีลรวมถึงกิริยามารยาททางสังคมด้วย การรู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอย ทรัพย์ การยินดีพอใจในที่อยู่อาศัยของตน คือสร้างที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับฐานะของตน การ หมั่นฝึกจิตใจของตนให้เจริญก้าวหน้าในความดีอยู่เสมอ ต่อไปนี้จะได้แนะนําการพัฒนาสังขารตาม หลักไตรสิกขาแต่ละหัวข้อไปตามลําดับดังนี้ (๑) การพัฒนาสังขารตามหลักศีล ทําได้โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะ ทําได้ เช่น ทําหน้าที่สามีที่ดี ทําหน้าที่ภรรยาที่ดี ทําหน้าที่ของลูกที่ดี มีความเมตตาต่อกัน มีความ ซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน ไม่โกหกหลอกลวงกันและกัน จากนั้นก็ค่อยขยายวงกว้างออกไปสู่ สังคมภายนอก เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ ไปตามลําดับไปจนถึงเพื่อนร่วม ประเทศและร่วมโลก หรือหลักการง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งคือ การบําเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ ได้แก่ การให้ทานหรือการแบ่งปันสิ่งของ ๆ ตนแก่คนอื่นที่ควรแบ่งปัน เช่น ถวายทานแก่พระภิกษุ หรือนักบวชที่ตนนับถือ การรักษาศีล มีทั้งศีลที่เป็นสิกขาบท ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ และศีลที่เป็นธรรมเนียมของสังคม เช่น รักษากฎหมายบ้านเมือง รักษากิริยามารยาทในสังคม การ เป็นคนตรงต่อเวลา ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ การแสดงออกทางกาย วาจา ที่สุภาพเรียบร้อย เป็นต้น เมื่อปฏิบัติอย่างนี้เป็นประจําจะช่วยให้มีพฤติกรรมทางกาย วาจา เรียบร้อย เป็นคนสุภาพ อ่อนโยน มีความอดทนเพิ่มขึ้น (๒) การพัฒนาสังขารตามหลักสมาธิ ทําจิตใจให้ตั้งมั่นจดจ่ออยู่กับงานที่ทําให้มาก เอา ใจใส่ต่องานไม่ทอดทิ้งเมื่อมีอุปสรรค การพัฒนาตามหลักสมาธิมีหลายระดับ ระดับพื้นฐาน ทั่วไป ได้แก่ การพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ตามหน้าที่และฐานะของตน เช่น เป็นชาวนาต้องศึกษาหาความรู้ เกี่ยวการทํานาอยู่ตลอดว่า ทําอย่างไรจึงจะได้ผลผลิตสูงคุ้มกับเงินลงทุน เป็นครูสอนหนังสือต้อง ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์เป็นต้น ระดับปานกลาง คือหมั่นฝึกฝนอบรมตนเอง ให้ตั้งอยู่ในศีลธรรมทางศาสนา เช่น การไหว้พระสวดมนต์ตามกาลเวลาที่เหมาะสม การรักษาศีล อุโบสถ การเจริญจิตตภาวนา เป็นต้น ระดับสูง ได้แก่ การสละเวลาเข้าปฏิบัติธรรม ๕ วัน ๗ วัน หรือตามแต่ที่โอกาสจะอํานวยให้ อย่างนี้ชื่อว่าได้พัฒนาสังขารตามหลักที่พระพุทธศาสนาได้วาง
  • 5.
    ๑๒๒ ไว้ส่วนจะได้ผลมากหรือน้อยประการใดนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน จะได้มากได้น้อยพระ พุทธองค์ไม่ได้ตําหนิ แต่พระองค์ตําหนิคนที่ไม่ทําถ้าปฏิบัติตามนี้จะทําให้สังขารฝ่ายอกุศลลดลง เช่น ความวิตกกังวล ความเห็นแก่ตัว ความก้าวร้าว แล้วจะทําให้เกิดความมั่นใจตัวเองเพิ่มขึ้น จะ ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดีขึ้น ความจําจะดีขึ้น ไม่หลงลืม มีจิตใจอ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว มีความ เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว (๓) การพัฒนาสังขารตามหลักปัญญา ระดับต้นทําได้โดยการใช้หลักปรโตโฆสะและ โยนิโสมนสิการ คือหมั่นเข้าหานักปราชญ์หรือผู้รู้ทั้งหลายเพื่อจะได้รับคําแนะนําดีๆ จากท่าน แล้ว นํามาปฏิบัติตาม และใช้การพิจารณาไตร่ตรองตามไปด้วย จะทําให้เกิดปัญญานํามาประยุกต์ใช้กับ ชีวิตประจําวันได้ ระดับสูงทําได้โดยการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ตามกาลอันควร คือควรเข้าปฏิบัติ ติดต่อกันอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง ๆ ละ ๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน หรือตามเวลาที่จะทําได้ นอกจากจะทําให้ มีสติสัมปชัญญะดีขึ้นแล้ว ยังจะได้รับอานิสงส์อย่างอื่นมากมายทั้งในชาติปัจจุบันและในชาติต่อไป ด้วย เช่น สมาธิจะตั้งมั่นอยู่ได้นาน ทํางานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ร่างกายแข็งแรงปราศจาก โรคภัยต่างๆ เมื่อเสียชีวิตก็จะได้ไปสู่สุคติตามภูมิธรรมของตน ส่วนการพัฒนาสังขารเพื่อการบรรลุธรรมต้องเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนา กรรมฐาน สมถกรรมฐานจะนําไปสู่การบรรลุธรรมระดับฌาน ส่วนวิปัสสนากรรมฐานจะนําไปสู่ การบรรลุธรรมระดับญาณ เป็นการบรรลุธรรมระดับสูงขั้นโลกุตตระ การปฏิบัติตามหลักของ กรรมฐานทั้งสองอย่างต้องทําอย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผล ถ้าทําบ้างไม่ทําบ้างอาจจะไม่ได้บรรลุธรรม แต่ก็เป็นมหากุศลแก่ผู้ปฏิบัติเป็นเหตุเป็นปัจจัยในการบรรลุธรรมต่อไปได้ ๕.๒.๒ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป การศึกษาเรื่องสังขารยังมีหลายประเด็นที่น่าศึกษาเพราะสังขารทั้ง ๕๐ อย่างนี้จัดเป็นคํา สอนของพระพุทธศาสนาทั้งหมดก็ว่าได้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ทั้งหมด ถ้าศึกษาเรื่องสังขาร หมดก็หมายความว่าได้ศึกษาตามหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาหมดเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องของ สังขารจึงมีประเด็นที่น่าศึกษาวิจัยอีกหลายประเด็น จะศึกษาสังขารเฉพาะกลุ่ม เฉพาะหมวดก็ได้ เช่น สังขารหมวดอินทรีย์ ๕ พละ ๕ อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เป็นต้น หรือจะศึกษาสังขารเฉพาะตัวก็ได้ เช่น ศึกษาเรื่องเจตนา เรื่องสัทธา เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เป็นต้น โดยตั้งหัวข้อที่เหมาะสมและคิดว่าตนเองจะศึกษาได้เช่น รูปแบบการพัฒนาสังขารตามหลักอริยสัจ ๔ ในพระพุทธศาสนาเถรวาท