ระบบต่างๆ ในร่างกาย
ในร่างกายถ้าเปรียบระบบอวัยวะกับการทำงานของระบบโรงงานสามารถเปรียบได้ดังนี้  เช่น  ผิวหนัง ,  ขน ,  เล็บ   เปรียบเหมือน      กำแพง ด่านตรวจ      สมอง       เปรียบเหมือน  คอมพิวเตอร์   ตา        เปรียบเหมือน  กล้องวงจรปิด รปภ .        ลิ้น        เปรียบเหมือน      ผู้ตรวจสอบคุณภาพ      หัวใจ    เปรียบเหมือน       เครื่องปั้มน้ำ      ปอด        เปรียบเหมือน      แอร์  (  ก๊าช  )  ไต  ตับ      เปรียบเหมือน       เครื่องกำจัดของเสีย ถังขยะ  กระเพาะอาหาร , ลำไส้      เปรียบเหมือน   ห้องครัว
ร่างกายมนุษย์ถูกจัดระเบียบเป็น  4  ระดับ คือ  1.  ระดับเซลล์ เซลล์ คือ องค์ประกอบพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล์  1  เซลล์ สามารถทำหน้าที่ได้เท่ากับสิ่งมีชีวิตหนึ่งชีวิต เพราะสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลักษณะของเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีความแตกต่างทั้งขนาดและรูปร่างของเซลล์ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเซลล์นั้นๆ เช่น อสุจิ  1  ตัว คือ  1  เซลล์ มีรูปร่างเหมาะที่จะว่ายไปผสมกับไข่ในมดลูก                                            เซลล์เม็ดเลือดแดง                               เซลล์ประสาท
2.  ระดับเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อ  หมายถึง กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างเหมือนกันมาอยู่รวมกันและทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ทำงานได้ เนื้อเยื่อประสาททำหน้าที่ประสานงานในการรับความรู้สึก การสั่งงาน     เนื้อเยื่อประสาท
3.  ระดับอวัยวะ ระดับอวัยวะ คือ โครงสร้างที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิดอยู่ร่วมกันและทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น   หัวใจ เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหุ้มหัวใจ เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เยื่อบุหัวใจ เส้นเลือด เป็นต้น
4.  ระดับร่างกาย   ร่างกายประกอบด้วยอวัยวะต่างๆมาทำงานประสานกันเป็นระบบ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่างได้แก่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่  มาทำงานประสานกัน ถ้าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงานผิดปกติไปหรือทำงานไม่ได้ก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตนั้น     
นอกจากการทำงานที่ประสานกันภายในระบบนั้นๆ แล้ว ระบบต่างๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ ระบบโครงกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบขับถ่าย ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบภูมิคุ้มกัน หรือระบบสืบพันธุ์ แต่ละระบบจะต้องทำงานประสานกันเพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆดำรงอยู่ได้
ระบบต่างๆในร่างกาย 1.  ระบบย่อยอาหาร 2.  ระบบหายใจ 3.  ระบบขับถ่าย 4.  ระบบหมุนเวียนของโลหิต 5.  ระบบสืบพันธุ์ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบโครงกระดูก ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง ระบบประสาท และอวัยวะสัมผัส
ระบบย่อยอาหาร
ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ   ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ซึ่งอวัยวะบางอวัยวะไม่มีการย่อยแต่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร   การย่อยอาหาร เป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้
การย่อยอาหารในสัตว์ ไม่มีกระดูกสันหลัง 1.  การย่อยอาหารในสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์
ฟองน้ำ ไม่มีทางเดินอาหาร แต่มีเซลล์พิเศษอยู่ผนังด้านในของฟองน้ำ เรียกว่า เซลล์ปลอกคอ  (Collar Cell)   ทำหน้าที่จับอาหาร แล้วสร้างแวคิวโอลอาหาร  (Food Vacuole)   เพื่อย่อยอาหาร เซลล์ปลอกคอ  (Collar Cell) http :// www . vcharkarn . com / uploads / 27/27875 . jpg
ไฮดรา แมงกะพรุน ซีแอนนีโมนี   -  มีทางเดนอาหารไม่สมบูรณ์ มีปาก แต่ไม่มีทวารหนัก อาหารจะผ่านบริเวณปากเข้าไปในช่องลำตัวที่เรียกว่า ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์  (Gastro vascular Cavity)   ซึ่งจะย่อยอาหารที่บริเวณช่องนี้ และกากอาหารจะถูกขับออกทางเดิมคือ ปาก
หนอนตัวแบน เช่น พลานาเรีย พยาธิใบไม้ -  มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ มีช่องเปิดทางเดียวคือปาก ซึ่งอาหารจะเข้าทางปาก และย่อยในทางเดินอาหาร แล้วขับกากอาหารออกทางเดิมคือ ทางปาก
2.   การย่อยอาหารในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ 1.  หนอนตัวกลม  เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย เป็นพวกแรกที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ คือ มีช่องปากและช่องทวารหนักแยกออกจากกัน 2.  หนอนตัวกลมมีปล้อง  เช่น ไส้เดือนดิน ปลิงน้ำจืด และแมลง มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ และมีโครงสร้างทางเดินอาหารที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละส่วนมากขึ้น
 
 
การย่อยอาหารในสัตว์ มีกระดูกสันหลัง สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด เช่น ปลา กบ กิ้งก่า แมว จะมีระบบทางเดินอาหารสมบูรณ์ ซึ่งทางเดินอาหารของสัตว์มีกระดูกสันหลังประกอบด้วย ปาก    หลอดอาหาร    กระเพาะอาหาร     ลำไส้เล็ก    ลำไส้ใหญ่    ทวารหนัก
การย่อยมี  2  ลักษณะคือ 1.  การย่อยเชิงกล  เป็นการย่อยอาหารโดยไม่ใช้เอ็นไซม์มาช่วย เป็นการบดเคี้ยวให้อาหารมีขนาดเล็กลง ได้แก่ การบดเคี้ยวอาหารในปาก     2.  การย่อยทางเคมี  เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอ็นไซม์ *( หรือน้ำย่อย ) มาช่วย ทำให้โมเลกุลของอาหารมีขนาดเล็กลง เช่น การเปลี่ยนโมเลกุลของแป้งเป็นน้ำตาล  
ระบบทางเดินอาหารของกบ ระบบทางเดินอาหารของกบ ประกอบด้วย  1.  ปาก  ภายในโพรงปากจะประกอบด้วย ต่อมน้ำเมือก สำหรับคลุกเคล้าอาหารให้อ่อนนุ่ม  2 .  หลอดหายใจ  ช่วยในการที่เคลื่อนย้ายอาหารเข้าสู้หลอดอาหาร 3.  หลอดอาหาร  มีต่อมสร้างน้ำย่อยกระจายอยู่ ทำหน้าที่ส่งอาหาร เข้าสู่กระเพาะอาหาร  4.  กระเพาะอาหาร  พนังของกระเพาะอาหารมีต่อมสร้างน้ำย่อยหลายชนิดน้ำย่อยเหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยอาหาร 5.  ลำไส้เล็ก  มีหน้าที่ดูดซึมอาหารเข้าสู่ระบบกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย      6.  ลำไส้ใหญ่  รับกากอาหารขับออกนอกร่างกายทางช่องถ่ายรวม
ทางเดินอาหารของกบ
 
ระบบย่อยอาหารของมนุษย์
ปาก  (  mouth) ปาก  เป็นอวัยวะสำคัญเริ่มแรกสำหรับการย่อยอาหารทำหน้าที่เป็นทางเข้าอาหาร  ภายในปากมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ ลิ้น ฟัน และต่อมน้ำลาย การย่อยอาหารในปากจึงมีทั้งการย่อยเชิงกล  โดยการบดเคี้ยวของฟัน  และการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส  เมื่ออาหารผ่านสู่กระเพาะอาหาร  เอนไซม์อะไมเลสจะไม่ทำงาน เพราะในกระเพาะอาหารมีกรดไฮโดรคลอริก  ( อะไมเลสทำงานได้ดีในสภาพเป็นกลาง หรือกรดเล็กน้อย และอุณหภูมิร่างกาย )
ฟัน ฟัน  ( Teeth )  ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง  ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล  ฟันของคนมี  2   ชุด  คือฟันน้ำนม  ( Temporary Teeth )  มี  20   ซี่  ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ  6   เดือน  และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ  6   ปี  ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่  2   คือ  ฟันแท้  ( Permanent Teeth )  งอกขึ้นมาแทน  ฟันแท้มีทั้งสิ้น  32   ซี่
 
ฟันแท้แบ่งออกเป็น  4   ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่คือ             1.  ฟันตัด  ( Incisor )  เป็นฟันที่อยู่หน้าสุดของปากมีทั้งหมด  8   ซี่  ข้างล่าง  4   ซี่  ข้างบน  4   ซี่   2.  ฟันฉีก  ( Canine )  หรือที่เรียกว่าเขี้ยวช่วยในการฉีกอาหารอยู่ถัดจากฟันตัดเข้าไปมีทั้งหมด  4   ซี่   3.  ฟันกรามหน้า  ( Premolar )  เป็นส่วนที่อยู่ถัดเขี้ยวเข้ามาทางด้านในทั้งข้างล่างและข้างบน  ช่วยในการบดอาหารให้ละเอียดทั้งหมด  8   ซี่   4.  ฟันกรามหลัง  ( Molar )  เป็นส่วนที่อยู่ในสุดมีทั้งหมด  12   ซี่  แต่บางคนอาจมีแค่  8   ซี่เท่านั้น  
สารเคลือบฟัน เนื้อฟัน โพรงฟัน เส้นเลือดและเส้นประสาท รากฟัน
ลิ้น
ลิ้น  ( Tongue )  เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร  เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส  เรียกว่า  Taste Bud   อยู่  4   ตำแหน่ง  คือ รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น รสเปรี้ยว อยู่บริเวณข้างลิ้น รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น
บริเวณของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ
ต่อมน้ำลาย     ต่อมน้ำลาย  ( Salivary Gland )  เป็นต่อมมีท่อ  ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย  ( Saliva )  ต่อมน้ำลายของคน  มีอยู่  3   คู่คือ           1.  ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น  ( Sublingual   Gland )  1   คู่           2.  ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง  ( Submandibulary Gland )  1   คู่           3.  ต่อมน้ำลายข้างกกหู  ( Parotid Gland )  1   คู่ ต่อมน้ำลายทั้ง  3   คู่นี้  ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีน้ำย่อย  อะไมเลส  ซึ่งเป็นน้ำย่อยสารอาหารจำพวกแป้งอยู่ด้วย
 
ความสำคัญของน้ำลาย       1.  เป็นตัวหล่อลื่น  และทำให้อาหารรวมกันเป็นก้อน  เรียกว่า  โบลัส  ( Bolus )      2.  ช่วยทำความสะอาดปากและฟัน      3.  มีเอนไซม์ช่วยย่อยแป้ง      4.  ช่วยทำให้ปุ่มรับรสตอบสนองต่อรสหวาน  รสเค็ม  รสเปรี้ยว  และรสขมได้ดี   
ส่วนประกอบของน้ำลาย น้ำลายประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ 1.  น้ำร้อยละ  99.5 2.  เอนไซม์อะไมเลส  ช่วยย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต 3.  เมือก  เป็นสารคาร์โบไฮเดรตผสมโปรตีนทำให้อาหารรวมกันเป็นก้อน  ลื่นและกลืนสะดวก
การย่อยในปาก เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ  ฟัน  ลิ้น  และแก้ม  ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล  ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็กๆ  มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น  ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน  เอนไซม์ในน้ำลาย  คือ  ไทยาลิน  หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งให้กลายเป็นเดกซ์ทริน  ( Dextrin )  ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง  แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล
 
คอหอยและการกลืน หลังจากที่อาหารถูกเคี้ยวและผสมกับน้ำลายจนอ่อนนิ่มแล้วอาหารก็พร้อมที่จะถูกกลืนให้ลงสู่ช่องคอ  ซึ่งจะมีผลให้เกิดรีเฟล็กซ์  ( Reflex )  ตามลำดับดังนี้              1 .  เพดานอ่อน  ( Solf Palate )   ถูกดันยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อไม่ให้เกิดการสำลักและไม่ให้อาหารเข้าไปในช่องจมูก               2 .  เส้นเลียง  ( Vocal Cord )   ถูกดึงให้มาชิดกัน  และฝาปิดกล่องเสียง  ( Epiglottis )  จะเคลื่อนมาทางข้างหลังปิดหลอดลมเอาไว้ป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม               3 .  กล่องเสียง  ( Larynx )   ถูกยกขึ้นทำให้รูเปิดช่องคอมีขนาดใหญ่ขึ้น               4 .  กล้ามเนื้อบริเวณคอหอยหดตัวให้ก้อนอาหาร   ( Bolus )   เคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือเคลื่อนขึ้นไปในช่องจมูก
 
หลอดอาหาร หลอดอาหารไม่มีต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยแต่การย่อยอาหารยังมีอยู่  เนื่องจากน้ำย่อยอะไมเลสจากน้ำลาย  เมื่ออาหารผ่านลงสู่หลอดอาหาร  จะทำให้เกิดการหดตัวของผนังกล้ามเนื้อ  หลอดอาหารให้หดตัวติดต่อกันเป็นลูกคลื่น  ซึ่งเรียกว่า  เพอริสตัสซีส  ( Peristalsis )  ไล่ให้อาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหาร  
 
กระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อจากหลอดอาหาร  อยู่บริเวณด้านบนซ้ายของช่องท้อง  ถัดจากกระบังลมลงมา  มีความยาวประมาณ  10   นิ้ว  กว้าง  5   นิ้ว  จึงถือว่าเป็นส่วนของทางเดินอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  แบ่งออกได้เป็น  3   ส่วนคือ            1 .  ส่วนบนสุด  หรือส่วนใกล้หัวใจ   ( Cardiac Region   หรือ  Cardium )  อยู่ต่อจากหลอดอาหาร  มีกล้ามเนื้อหูรูด  ( Cardiac Sphincter )          2 .  ฟันดัส   ( Fundus )  เป็นส่วนที่  2   มีลักษณะ  เป็นกระพุ้ง           3 .  ไพโลรัส   ( Pylorus )  เป็นส่วนปลายที่ติดต่อกับลำไส้เล็ก  เป็นส่วนที่แคบกว่าส่วนอื่นๆ  ตอนปลายของกระเพาะอาหารส่วนนี้มีกล้ามเนื้อหูรูด  เรียกว่า  ไพโลริด  สฟิงก์เตอร์  ( Pyloric Sphincter )  ป้องกันมิให้อาหารเคลื่อนเลยกระเพาะอาหารขณะย่อย กระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรงมาก  และยืดหยุ่นขยายขนาดบรรจุได้ถึง  1000-2000   ลูกบาศก์เซนติเมตร
 
โครงสร้างของกระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหารจะมีผนัง  มีลักษณะเป็นคลื่น  เรียกว่า รูกี  ( Rugae )  มีต่อมสร้างน้ำย่อยประมาณ  35   ล้านต่อม  เรียกว่า  Gastric Gland   สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหารเรียกว่า  Gastric Juice   ซึ่งเอนไซม์นี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง  ได้แก่  กรดเกลือโปตัสเซียม  คลอไรด์  น้ำเมือก  ( Mucus )  และเอนไซม์เปปซิน  ( Pepsin )  เรนนิน  ( Renin )  และลิเปส  ( Lipase )  เมื่อสารองค์ประกอบเหล่านี้รวมตัวกับสารอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆ  เรียกว่า  ไคม์  ( Chyme )  
 
stomach :  structure http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
 
กระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยออกมาภายใต้การควบคุมของเส้นประสาทสมองคู่ที่  10  ( Vagus Nerve )  และฮอร์โมน  Gastrin   จากกระเพาะอาหารเองมากระตุ้น เอนไซม์จากผนังของกระเพาะอาหารบางชนิด  เมื่อสร้างออกมาใหม่ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้  ( Inactive Form )  จะต้องถูกกระตุ้นโดยกรดเกลือ  ( HCl )  ในกระเพาะอาหาร  ทำให้ย่อยเปลี่ยนสภาพให้พร้อมที่จะย่อยอาหารได้ ดังสมการ  ( ขณะที่หลั่งออกมาใหม่ ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้ )   ต้องเปลี่ยนสภาพเป็น Pepsinogen Pepsin   ( ย่อยอาหารได้ )   HCL          ต้องเปลี่ยนสภาพเป็น Prorennin   Rennin   ( ย่อยอาหารได้ )   HCL  จากนั้นเอนไซม์  Pepsin   และ  Rennin   จะย่อยโปรตีนได้ น้ำย่อยของกระเพาะอาหาร
ดังสมการ Pepsin Protein   +  น้ำ Peptone  +  Polypeptides                                            Pepsin Polypeptides  +  น้ำ Peptide                                              Pepsin Peptide   +  น้ำ Amino   Acid   ในที่สุด Rennin Casein ( โปรตีนในน้ำนม ) +  น้ำ Paracascin   Ca ++
การย่อยในกระเพาะอาหาร อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดตัว  และคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะ  โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะ  โดยน้ำย่อยเพปซิน  โปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยกลายเป็นพอลิเพปไทค์ที่สั้นลง ส่วนเรนนินช่วยเปลี่ยนเคซีน  ( Casein )  ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำนมแล้วรวมกับแคลเซียมทำให้มีลักษณะเป็นลิ่มๆจากนั้นจะถูกเพปซินย่อยต่อไป ในกระเพาะอาหาร  น้ำย่อยลิเพสไม่สามารถทำงานได้  เนื่องจากมีสภาพเป็นกรด  โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารนาน  30   นาทีถึง  3   ชั่วโมง  ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารนั้นๆ กระเพาะอาหารก็มีการดูดซึมอาหารบางชนิดได้  แต่ปริมาณน้อยมาก  เช่น  น้ำ  แร่ธาตุ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว  กระเพาะอาหารดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี
 
ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็ก  ( Small Intestine )  เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร  ต่อมาจากกระเพาะอาหาร  มีความยาวประมาณ  7-8   เมตร  ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง  มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม  เรียกว่า  วิลลัส  ( Villus   พหูพจน์เรียกว่า  Villi )  เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
http :// www . nlm . nih . gov / MEDLINEPLUS / ency / imagepages / 8940 . htm
โครงสร้างของลำไส้เล็ก  ลำไส้เล็กแบ่งเป็น  3   ตอน คือ       ดูโอดีนัม  ( Duodenum )   ยาวประมาณ  30   เซนติเมตร  มีรูปร่างเหมือนตัวยูคลุมอยู่รอบๆบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน  ( Pancreas )  ภายในดูโอดีนัมมีต่อมสร้างน้ำย่อยและเป็นตำแหน่งที่ของเหลวจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับมาเปิดเข้า  จึงเป็นตำแหน่งที่มีการย่อยเกิดขึ้นมากที่สุด       เจจูนัม  ( Jejunum )   ยาวประมาณ  2   ใน  6   ของลำไส้เล็กหรือประมาณ  3-4   เมตร       ไอเลียม  ( Ileum )   เป็นลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายปลายสุดของไอเลียมต่อกับลำไส้ใหญ่ บริเวณลำไส้ตอนต้น  ( Duodenum )  จะมีน้ำย่อยจากสามแหล่งมาผสมกับไคม์   ได้แก่ น้ำย่อยจากผนังลำไส้เล็ก  ( Intestinal Juice )  น้ำย่อยจากตับอ่อน  ( Pancreatic Juice )  น้ำดี  ( Bile )  จากตับ  ( Liver )  ( ซึ่งนำมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี
 
น้ำย่อยของลำไส้เล็ก น้ำย่อยของลำไส้เล็ก  ( Intestinal Juices )  เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากผนังของลำไส้เล็กเอง  ประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด  ดังนี้         ไดเปปดิเดส  ( Dipeptidase ) ย่อย   Dipeptide  ได้   Amino   Acid          มอลเทส  ( Maltase )  ย่อย  Maltose               ได้  Glucose   +  Glucese          ซูเครส  ( Sucraes )  ย่อย  Sucrose   ได้  Glucose  +  Fructise          แลกเตส  ( Lactaes )  ย่อย  Lactose   ได้  Glucose  +  Galactose          ไลเปส  ( Lipaes )  ย่อย  Fat   ได้  Fatty  Acid  +  Glycerol            นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์อีกหลายชนิดที่ช่วยย่อยสลายเปปไตด์  ( Peptide )  จนได้  Amino Acid   เช่น  Carboxypeptidase   และ  Aminopeptidase              การควบคุมการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้เล็ก ลำไส้เล็ก  จะหลั่งน้ำย่อยออกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ  ( ANS   =  Automatic   Nervous   System )  ชนิด  Parasympathetic   Nerve   หรือเป็นประสาทสมองคู่ที่  10   ( Vagus Nerve )
การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก  การย่อยอาหารในลำไส้เล็กมี  2   วิธี 1.   การย่อยเชิงกล  ( Mechanical Digestion )  มีแบบสำคัญคือ       1 .  การหดตัวเป็นจังหวะ   ( Rhythmic Segmentation )  เป็นการหดตัวที่ช่วยให้อาหารผสมคลุกเคล้ากับน้ำย่อย  หรือช่วยไล่อาหารให้เคลื่อนที่ไปยังทางเดินอาหารส่วนถัดไป  อาจมีจังหวะเร็ว  15-20   ครั้ง / นาที  หรือช้า  2-3   ครั้ง / นาที        2 .  เพอริสตัลซิส   ( Peristalsis ) เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารเป็นช่วง ๆ  ติดต่อกัน  การเคลื่อนไหวแบบนี้จะช่วยผลักอาหาร  หรือบีบไล่อาหารให้เคลื่อนที่ต่อ     การย่อยทางเคมี  ( Chemical Digestion )  บริเวณดูโอดีนัม  จะมีน้ำย่อยจากแหล่งต่าง ๆ มาช่วยย่อย 2.  การย่อยทางเคมี จากน้ำย่อยต่างๆ
การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก การดูดซึมอาหาร  หมายถึง  ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว  เช่น  กลูโคส  กรดอะมิโน  กรดไขมัน  กลีเซอรอล  ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ลำไส้เล็ก  เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกือบทั้งหมดเพราะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์  และโครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม  คือ  ผนังลำไส้เล็กจะย่อยพับไปมา  และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ  เรียกว่า  วิลลัส  ( Villus )  เป็นจำนวนมาก  ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย  เรียกว่า  ไมโครวิลลัส  ( Microvillus )  ในคน  มีวิลลัสประมาณ  20-40   อันต่อพื้นที่  1   ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ  5   ล้านอัน  ตลอดผนังลำไส้ทั้งหมด
 
http :// www . nlm . nih . gov / medlineplus / ency / imagepages / 19221 . htm
small intestine :  regions and structures   http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
http :// www . blessedherbs . com / bh / colon_removing
น้ำย่อยของตับอ่อน         น้ำย่อยของตับอ่อน  ( Pancreatic Juice )  เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากตับอ่อน  ( Pancreas )  มีสภาพเป็นเบส  ประกอบด้วย           -  โซเดียมไบคาร์บอเนต  (NaHCO 3 )  มีคุณสมบัติเป็นเบส  จึงถือว่าเหมาะสมที่จะทำให้ลำไส้เล็กมีสภาวะเป็นเบส  ซึ่งเอนไซม์ต่างๆ  จะทำงานได้  ( ยกเว้น  Pepsin   จากกระเพาะอาหารจะหมดประสิทธิภาพ )  เพราะในขณะที่อาหารผ่านกระเพาะอาหารมีสภาวะเป็นกรด           -  อะไมเลส  ( Amylase )  ทำหน้าที่ย่อยแป้ง  ( Starch )  และ  เด็กทริน  ( Dextrin )  มอลโทส  ( Maltose )           -  ไลเปส  ( Lipase )  ทำหน้าที่ย่อยไขมัน  ( Fat )  กรดไขมัน  ( Fatty Acid )  และกลีเซอรอล  ( Grycerol )         
  -  ทริพซิโนเจน  ( Trypsinogen )  ( เมื่อเกิดใหม่ๆ ยังเป็นเอนไซม์ที่ย่อยอาหารไม่ได้  แต่เมื่อผ่านถึงลำไส้เล็กตอนต้น  จะเปลี่ยนสภาพเป็น  Trypsin   โดยอาศัยเอนไซม์  Enterokinase   จากผนังลำไส้เล็กช่วย  เอนไซม์  Trypsin   จะย่อย  Protein   และ  Polypeptide Peptide  ( Trypsin   ย่อยโปรตีนต่อจาก  Pepsin   ซึ่งหมดหน้าที่เมื่ออาหารมีสภาพเป็นเบส  เพราะ  Pepsin   ทำหน้าที่ได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดสูง )           -  ไคโมทริพซิน  ( Chymotrypsin )  ย่อย  Polypeptide   ( ต่อจาก  Trypsin  )          -  คาร์บอกซีเปปติเดส  ( Carboxypeptidase )  ย่อย  Peptide  ได้  Amino Acid
http :// www . thaigoodview . com / library / teachershow / bangkok / phunnee_p / sec07p01_di . html
น้ำดี น้ำดี  ( Bile )  สร้างจากตับ  ( Liver )  แล้วถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี  ( Gall Bladder )  ไม่ถือว่าเป็นเอนไซม์  เพราะจะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม  เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้ว  ( น้ำดีไม่มีน้ำย่อย )  มีส่วนประกอบ  3   ส่วนคือ         -  เกลือน้ำดี  ( Bile Salt )  มีหน้าที่ตีให้ไขมัน  ( Fat )  แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ ไขมันที่ถูกตีให้แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ เรียกว่า อีมัลชั่น  ( Emulsion )  จากนั้นจึงถูก  Lipase   ย่อยต่อให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล        
  -  รงควัตถุน้ำดี  ( Bile Pigment )  เกิดจากการสลายตัวของฮีโมโกลลิน  ( Hemoglobin )  โดยตับ  เป็นแหล่งทำลายและกำจัด  Hemoglobin   ออกจากเซลล์  เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ  โดยเก็บรวมเข้าไว้เป็นรงควัตถุในน้ำดี  ( Bile Pigment )  คือ บิริรูบิน  ( Bilirubin )  จึงทำให้น้ำดีมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน  และจะถูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล  โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกิดใสในอุจจาระ         -  โคเรสเตอรอล  ( Cholesterol )  ถ้ามีมากๆ จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี  เกิดการอุดตันที่ท่อน้ำดี  เกิดโรคดีซ่าน  ( Janudice )  มีผลทำให้การย่อยอาหารประเภทไขมันบกพร่อง
 
การย่อยอาหารที่ลำไส้ใหญ่  (  large intestine ) สำไส้ใหญ่  มีความยาวประมาณ  1.50   เมตร  กว้างประมาณ  6   เซนติเมตร  แบ่งออกเป็น  3   ส่วนคือ                 ซีกัม  ( Caecum )   เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น  ยาวประมาณ  6.3-7.5   เซนติเมตร  มีไส้ติ่ง  ( Appendix )  ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย  ( ยาวประมาณ  3   นิ้ว )  เหนือท้องน้อย  ทางด้านขวา  ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง  ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว  ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์  ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว
 
large intestine :  mucosa and musculature in humans   http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
โคลอน  (Colon)  เป็นส่วนที่ยาวที่สุด  แบ่งออกเป็น  3   ส่วนย่อย คือ                  โคลอนส่วนขึ้น  ( AscendingColon )  เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง  ยาวประมาณ  20   เซนติเมตร                   โคลอนส่วนขวาง  ( Transverse Colon )  เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ  50   เซนติเมตร                  โคลอนส่วนล่าง  ( Descending Colon )  เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง  ยาวประมาณ  30   เซนติเมตร โคลอน  (Colon)
 
ไส้ตรง  ( Rectum )  ไส้ตรง  ( Rectum )  เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่  มีลักษณะเป็นท่อตรง  ยาวประมาณ  15   เซนติเมตร  ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น  ทวารหนัก  ( Anus )  โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด  2   อัน  ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน  ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ  ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ  ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ  และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก
ทวารหนัก  ( Anus ) ทวารหนัก  ( Anus )  ยาวประมาณ  2.5-3.5 Cm .  เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่  ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อหูรูด  2   แห่ง  คือ  หูรูดภายใน  ( Internal   Sphincter )  และหูรูดภายนอก  ( External Sphincter )
หน้าที่ของลำไส้ใหญ่ ดูดน้ำ  วิตามินและเกลือแร่พวก  Na +  และ  K +  ออกจากกากอาหารเป็นหน้าที่สำคัญผนังด้านในมีต่อมสร้างน้ำเมือก  แต่ไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อยอาหารขับถ่ายกากอาหารออกสู่ภายนอก
ระบบขับถ่าย
ระบบขับถ่ายของสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้ 1.  ฟองน้ำ  -  เยื่อหุ้มเซลล์เป็นบริเวณที่มีการแพร่ของเสียออกจากเซลล์ 2.  ไฮดรา แมงกะพรุน  -  ใช้ปาก โดยของเสียจะแพร่ไปสะสมในช่องลำตัวแล้วขับออกทางปากและของเสียบางชนิดจะแพร่ทางผนังลำตัว 3.  พวกหนอนตัวแบน  เช่น พลานาเรีย พยาธิใบไม้  -  ใช้เฟลมเซลล์  (Flame Cell)   ซึ่งกระจายอยู่ทั้งสองข้างตลอดความยาวของลำตัว เป็นตัวกรองของเสียออกทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว
พลานาเรีย
4.  พวกหนอนตัวกลมมีปล้อง  เช่น ไส้เดือนดิน  -  ใช้เนฟริเดียม  (Nephridium)   รับของเสียมาตามท่อ และเปิดออกมาทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว 5.  แมลง   -  ใช้ท่อมัลพิเกียน  (Mulphigian Tubule)   ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ จำนวนมากอยู่ระหว่างกระเพาะกับลำไส้ ทำหน้าที่ดูดซึมของเสียจากเลือด และส่งต่อไปทางเดินอาหาร และขับออกนอกลำตัวทางทวารหนักร่วมกับกากอาหาร 6.  สัตว์มีกระดูกสันหลัง -  ใช้ไต  2  ข้างพร้อมด้วยท่อไตและกระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะขับถ่าย

ระบบต่างๆในร่างกายป.6

  • 1.
  • 2.
    ในร่างกายถ้าเปรียบระบบอวัยวะกับการทำงานของระบบโรงงานสามารถเปรียบได้ดังนี้ เช่น ผิวหนัง , ขน , เล็บ   เปรียบเหมือน     กำแพง ด่านตรวจ     สมอง    เปรียบเหมือน คอมพิวเตอร์  ตา     เปรียบเหมือน กล้องวงจรปิด รปภ .       ลิ้น     เปรียบเหมือน     ผู้ตรวจสอบคุณภาพ      หัวใจ  เปรียบเหมือน      เครื่องปั้มน้ำ     ปอด     เปรียบเหมือน     แอร์ ( ก๊าช ) ไต  ตับ   เปรียบเหมือน       เครื่องกำจัดของเสีย ถังขยะ กระเพาะอาหาร , ลำไส้      เปรียบเหมือน ห้องครัว
  • 3.
    ร่างกายมนุษย์ถูกจัดระเบียบเป็น 4 ระดับ คือ 1. ระดับเซลล์ เซลล์ คือ องค์ประกอบพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล์ 1 เซลล์ สามารถทำหน้าที่ได้เท่ากับสิ่งมีชีวิตหนึ่งชีวิต เพราะสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลักษณะของเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีความแตกต่างทั้งขนาดและรูปร่างของเซลล์ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเซลล์นั้นๆ เช่น อสุจิ 1 ตัว คือ 1 เซลล์ มีรูปร่างเหมาะที่จะว่ายไปผสมกับไข่ในมดลูก                                            เซลล์เม็ดเลือดแดง                             เซลล์ประสาท
  • 4.
    2. ระดับเนื้อเยื่อเนื้อเยื่อ หมายถึง กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างเหมือนกันมาอยู่รวมกันและทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ทำงานได้ เนื้อเยื่อประสาททำหน้าที่ประสานงานในการรับความรู้สึก การสั่งงาน   เนื้อเยื่อประสาท
  • 5.
    3. ระดับอวัยวะระดับอวัยวะ คือ โครงสร้างที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิดอยู่ร่วมกันและทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น หัวใจ เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหุ้มหัวใจ เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เยื่อบุหัวใจ เส้นเลือด เป็นต้น
  • 6.
    4. ระดับร่างกาย ร่างกายประกอบด้วยอวัยวะต่างๆมาทำงานประสานกันเป็นระบบ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่างได้แก่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ มาทำงานประสานกัน ถ้าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงานผิดปกติไปหรือทำงานไม่ได้ก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตนั้น     
  • 7.
    นอกจากการทำงานที่ประสานกันภายในระบบนั้นๆ แล้ว ระบบต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็นระบบย่อยอาหาร ระบบหายใจ ระบบโครงกระดูกและกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบขับถ่าย ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบภูมิคุ้มกัน หรือระบบสืบพันธุ์ แต่ละระบบจะต้องทำงานประสานกันเพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆดำรงอยู่ได้
  • 8.
    ระบบต่างๆในร่างกาย 1. ระบบย่อยอาหาร 2. ระบบหายใจ 3. ระบบขับถ่าย 4. ระบบหมุนเวียนของโลหิต 5. ระบบสืบพันธุ์ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบโครงกระดูก ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง ระบบประสาท และอวัยวะสัมผัส
  • 9.
  • 10.
    ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ซึ่งอวัยวะบางอวัยวะไม่มีการย่อยแต่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร   การย่อยอาหาร เป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้
  • 11.
    การย่อยอาหารในสัตว์ ไม่มีกระดูกสันหลัง 1. การย่อยอาหารในสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์
  • 12.
    ฟองน้ำ ไม่มีทางเดินอาหาร แต่มีเซลล์พิเศษอยู่ผนังด้านในของฟองน้ำเรียกว่า เซลล์ปลอกคอ (Collar Cell) ทำหน้าที่จับอาหาร แล้วสร้างแวคิวโอลอาหาร (Food Vacuole) เพื่อย่อยอาหาร เซลล์ปลอกคอ (Collar Cell) http :// www . vcharkarn . com / uploads / 27/27875 . jpg
  • 13.
    ไฮดรา แมงกะพรุน ซีแอนนีโมนี - มีทางเดนอาหารไม่สมบูรณ์ มีปาก แต่ไม่มีทวารหนัก อาหารจะผ่านบริเวณปากเข้าไปในช่องลำตัวที่เรียกว่า ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์ (Gastro vascular Cavity) ซึ่งจะย่อยอาหารที่บริเวณช่องนี้ และกากอาหารจะถูกขับออกทางเดิมคือ ปาก
  • 14.
    หนอนตัวแบน เช่น พลานาเรียพยาธิใบไม้ - มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ มีช่องเปิดทางเดียวคือปาก ซึ่งอาหารจะเข้าทางปาก และย่อยในทางเดินอาหาร แล้วขับกากอาหารออกทางเดิมคือ ทางปาก
  • 15.
    2. การย่อยอาหารในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ 1. หนอนตัวกลม เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย เป็นพวกแรกที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ คือ มีช่องปากและช่องทวารหนักแยกออกจากกัน 2. หนอนตัวกลมมีปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน ปลิงน้ำจืด และแมลง มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ และมีโครงสร้างทางเดินอาหารที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละส่วนมากขึ้น
  • 16.
  • 17.
  • 18.
    การย่อยอาหารในสัตว์ มีกระดูกสันหลัง สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดเช่น ปลา กบ กิ้งก่า แมว จะมีระบบทางเดินอาหารสมบูรณ์ ซึ่งทางเดินอาหารของสัตว์มีกระดูกสันหลังประกอบด้วย ปาก  หลอดอาหาร  กระเพาะอาหาร  ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่  ทวารหนัก
  • 19.
    การย่อยมี 2 ลักษณะคือ 1. การย่อยเชิงกล เป็นการย่อยอาหารโดยไม่ใช้เอ็นไซม์มาช่วย เป็นการบดเคี้ยวให้อาหารมีขนาดเล็กลง ได้แก่ การบดเคี้ยวอาหารในปาก     2. การย่อยทางเคมี เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอ็นไซม์ *( หรือน้ำย่อย ) มาช่วย ทำให้โมเลกุลของอาหารมีขนาดเล็กลง เช่น การเปลี่ยนโมเลกุลของแป้งเป็นน้ำตาล  
  • 20.
    ระบบทางเดินอาหารของกบ ระบบทางเดินอาหารของกบ ประกอบด้วย 1. ปาก ภายในโพรงปากจะประกอบด้วย ต่อมน้ำเมือก สำหรับคลุกเคล้าอาหารให้อ่อนนุ่ม 2 . หลอดหายใจ ช่วยในการที่เคลื่อนย้ายอาหารเข้าสู้หลอดอาหาร 3. หลอดอาหาร มีต่อมสร้างน้ำย่อยกระจายอยู่ ทำหน้าที่ส่งอาหาร เข้าสู่กระเพาะอาหาร 4. กระเพาะอาหาร พนังของกระเพาะอาหารมีต่อมสร้างน้ำย่อยหลายชนิดน้ำย่อยเหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยอาหาร 5. ลำไส้เล็ก มีหน้าที่ดูดซึมอาหารเข้าสู่ระบบกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย      6. ลำไส้ใหญ่ รับกากอาหารขับออกนอกร่างกายทางช่องถ่ายรวม
  • 21.
  • 22.
  • 23.
  • 24.
    ปาก ( mouth) ปาก เป็นอวัยวะสำคัญเริ่มแรกสำหรับการย่อยอาหารทำหน้าที่เป็นทางเข้าอาหาร ภายในปากมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ ลิ้น ฟัน และต่อมน้ำลาย การย่อยอาหารในปากจึงมีทั้งการย่อยเชิงกล โดยการบดเคี้ยวของฟัน และการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส เมื่ออาหารผ่านสู่กระเพาะอาหาร เอนไซม์อะไมเลสจะไม่ทำงาน เพราะในกระเพาะอาหารมีกรดไฮโดรคลอริก ( อะไมเลสทำงานได้ดีในสภาพเป็นกลาง หรือกรดเล็กน้อย และอุณหภูมิร่างกาย )
  • 25.
    ฟัน ฟัน ( Teeth ) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล ฟันของคนมี 2 ชุด คือฟันน้ำนม ( Temporary Teeth ) มี 20 ซี่ ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ 6 ปี ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่ 2 คือ ฟันแท้ ( Permanent Teeth ) งอกขึ้นมาแทน ฟันแท้มีทั้งสิ้น 32 ซี่
  • 26.
  • 27.
    ฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่คือ             1. ฟันตัด ( Incisor ) เป็นฟันที่อยู่หน้าสุดของปากมีทั้งหมด 8 ซี่ ข้างล่าง 4 ซี่ ข้างบน 4 ซี่ 2. ฟันฉีก ( Canine ) หรือที่เรียกว่าเขี้ยวช่วยในการฉีกอาหารอยู่ถัดจากฟันตัดเข้าไปมีทั้งหมด 4 ซี่ 3. ฟันกรามหน้า ( Premolar ) เป็นส่วนที่อยู่ถัดเขี้ยวเข้ามาทางด้านในทั้งข้างล่างและข้างบน ช่วยในการบดอาหารให้ละเอียดทั้งหมด 8 ซี่ 4. ฟันกรามหลัง ( Molar ) เป็นส่วนที่อยู่ในสุดมีทั้งหมด 12 ซี่ แต่บางคนอาจมีแค่ 8 ซี่เท่านั้น  
  • 28.
    สารเคลือบฟัน เนื้อฟัน โพรงฟันเส้นเลือดและเส้นประสาท รากฟัน
  • 29.
  • 30.
    ลิ้น (Tongue ) เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส เรียกว่า Taste Bud อยู่ 4 ตำแหน่ง คือ รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น รสเปรี้ยว อยู่บริเวณข้างลิ้น รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น
  • 31.
  • 32.
    ต่อมน้ำลาย    ต่อมน้ำลาย ( Salivary Gland ) เป็นต่อมมีท่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย ( Saliva ) ต่อมน้ำลายของคน มีอยู่ 3 คู่คือ           1. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ( Sublingual Gland ) 1 คู่           2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง ( Submandibulary Gland ) 1 คู่           3. ต่อมน้ำลายข้างกกหู ( Parotid Gland ) 1 คู่ ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้ ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีน้ำย่อย อะไมเลส ซึ่งเป็นน้ำย่อยสารอาหารจำพวกแป้งอยู่ด้วย
  • 33.
  • 34.
    ความสำคัญของน้ำลาย      1. เป็นตัวหล่อลื่น และทำให้อาหารรวมกันเป็นก้อน เรียกว่า โบลัส ( Bolus )      2. ช่วยทำความสะอาดปากและฟัน      3. มีเอนไซม์ช่วยย่อยแป้ง      4. ช่วยทำให้ปุ่มรับรสตอบสนองต่อรสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสขมได้ดี  
  • 35.
    ส่วนประกอบของน้ำลาย น้ำลายประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้1. น้ำร้อยละ 99.5 2. เอนไซม์อะไมเลส ช่วยย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต 3. เมือก เป็นสารคาร์โบไฮเดรตผสมโปรตีนทำให้อาหารรวมกันเป็นก้อน ลื่นและกลืนสะดวก
  • 36.
    การย่อยในปาก เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ ฟัน ลิ้น และแก้ม ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็กๆ มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน เอนไซม์ในน้ำลาย คือ ไทยาลิน หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งให้กลายเป็นเดกซ์ทริน ( Dextrin ) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล
  • 37.
  • 38.
    คอหอยและการกลืน หลังจากที่อาหารถูกเคี้ยวและผสมกับน้ำลายจนอ่อนนิ่มแล้วอาหารก็พร้อมที่จะถูกกลืนให้ลงสู่ช่องคอ ซึ่งจะมีผลให้เกิดรีเฟล็กซ์ ( Reflex ) ตามลำดับดังนี้              1 . เพดานอ่อน ( Solf Palate ) ถูกดันยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อไม่ให้เกิดการสำลักและไม่ให้อาหารเข้าไปในช่องจมูก               2 . เส้นเลียง ( Vocal Cord ) ถูกดึงให้มาชิดกัน และฝาปิดกล่องเสียง ( Epiglottis ) จะเคลื่อนมาทางข้างหลังปิดหลอดลมเอาไว้ป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม               3 . กล่องเสียง ( Larynx ) ถูกยกขึ้นทำให้รูเปิดช่องคอมีขนาดใหญ่ขึ้น               4 . กล้ามเนื้อบริเวณคอหอยหดตัวให้ก้อนอาหาร ( Bolus ) เคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือเคลื่อนขึ้นไปในช่องจมูก
  • 39.
  • 40.
    หลอดอาหาร หลอดอาหารไม่มีต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยแต่การย่อยอาหารยังมีอยู่ เนื่องจากน้ำย่อยอะไมเลสจากน้ำลาย เมื่ออาหารผ่านลงสู่หลอดอาหาร จะทำให้เกิดการหดตัวของผนังกล้ามเนื้อ หลอดอาหารให้หดตัวติดต่อกันเป็นลูกคลื่น ซึ่งเรียกว่า เพอริสตัสซีส ( Peristalsis ) ไล่ให้อาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหาร  
  • 41.
  • 42.
    กระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อจากหลอดอาหาร อยู่บริเวณด้านบนซ้ายของช่องท้อง ถัดจากกระบังลมลงมา มีความยาวประมาณ 10 นิ้ว กว้าง 5 นิ้ว จึงถือว่าเป็นส่วนของทางเดินอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ            1 . ส่วนบนสุด หรือส่วนใกล้หัวใจ ( Cardiac Region หรือ Cardium ) อยู่ต่อจากหลอดอาหาร มีกล้ามเนื้อหูรูด ( Cardiac Sphincter )          2 . ฟันดัส ( Fundus ) เป็นส่วนที่ 2 มีลักษณะ เป็นกระพุ้ง           3 . ไพโลรัส ( Pylorus ) เป็นส่วนปลายที่ติดต่อกับลำไส้เล็ก เป็นส่วนที่แคบกว่าส่วนอื่นๆ ตอนปลายของกระเพาะอาหารส่วนนี้มีกล้ามเนื้อหูรูด เรียกว่า ไพโลริด สฟิงก์เตอร์ ( Pyloric Sphincter ) ป้องกันมิให้อาหารเคลื่อนเลยกระเพาะอาหารขณะย่อย กระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรงมาก และยืดหยุ่นขยายขนาดบรรจุได้ถึง 1000-2000 ลูกบาศก์เซนติเมตร
  • 43.
  • 44.
    โครงสร้างของกระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหารจะมีผนัง มีลักษณะเป็นคลื่น เรียกว่า รูกี ( Rugae ) มีต่อมสร้างน้ำย่อยประมาณ 35 ล้านต่อม เรียกว่า Gastric Gland สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหารเรียกว่า Gastric Juice ซึ่งเอนไซม์นี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ กรดเกลือโปตัสเซียม คลอไรด์ น้ำเมือก ( Mucus ) และเอนไซม์เปปซิน ( Pepsin ) เรนนิน ( Renin ) และลิเปส ( Lipase ) เมื่อสารองค์ประกอบเหล่านี้รวมตัวกับสารอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆ เรียกว่า ไคม์ ( Chyme )  
  • 45.
  • 46.
    stomach : structure http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
  • 47.
  • 48.
    กระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยออกมาภายใต้การควบคุมของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 ( Vagus Nerve ) และฮอร์โมน Gastrin จากกระเพาะอาหารเองมากระตุ้น เอนไซม์จากผนังของกระเพาะอาหารบางชนิด เมื่อสร้างออกมาใหม่ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้ ( Inactive Form ) จะต้องถูกกระตุ้นโดยกรดเกลือ ( HCl ) ในกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยเปลี่ยนสภาพให้พร้อมที่จะย่อยอาหารได้ ดังสมการ ( ขณะที่หลั่งออกมาใหม่ ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้ ) ต้องเปลี่ยนสภาพเป็น Pepsinogen Pepsin ( ย่อยอาหารได้ ) HCL     ต้องเปลี่ยนสภาพเป็น Prorennin Rennin ( ย่อยอาหารได้ ) HCL จากนั้นเอนไซม์ Pepsin และ Rennin จะย่อยโปรตีนได้ น้ำย่อยของกระเพาะอาหาร
  • 49.
    ดังสมการ Pepsin Protein + น้ำ Peptone + Polypeptides                                         Pepsin Polypeptides + น้ำ Peptide                                             Pepsin Peptide + น้ำ Amino Acid ในที่สุด Rennin Casein ( โปรตีนในน้ำนม ) + น้ำ Paracascin Ca ++
  • 50.
    การย่อยในกระเพาะอาหาร อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดตัว และคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะ โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะ โดยน้ำย่อยเพปซิน โปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยกลายเป็นพอลิเพปไทค์ที่สั้นลง ส่วนเรนนินช่วยเปลี่ยนเคซีน ( Casein ) ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำนมแล้วรวมกับแคลเซียมทำให้มีลักษณะเป็นลิ่มๆจากนั้นจะถูกเพปซินย่อยต่อไป ในกระเพาะอาหาร น้ำย่อยลิเพสไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากมีสภาพเป็นกรด โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารนาน 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารนั้นๆ กระเพาะอาหารก็มีการดูดซึมอาหารบางชนิดได้ แต่ปริมาณน้อยมาก เช่น น้ำ แร่ธาตุ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กระเพาะอาหารดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี
  • 51.
  • 52.
    ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็ก ( Small Intestine ) เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร ต่อมาจากกระเพาะอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม เรียกว่า วิลลัส ( Villus พหูพจน์เรียกว่า Villi ) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 53.
    http :// www. nlm . nih . gov / MEDLINEPLUS / ency / imagepages / 8940 . htm
  • 54.
    โครงสร้างของลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กแบ่งเป็น 3 ตอน คือ       ดูโอดีนัม ( Duodenum ) ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มีรูปร่างเหมือนตัวยูคลุมอยู่รอบๆบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน ( Pancreas ) ภายในดูโอดีนัมมีต่อมสร้างน้ำย่อยและเป็นตำแหน่งที่ของเหลวจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับมาเปิดเข้า จึงเป็นตำแหน่งที่มีการย่อยเกิดขึ้นมากที่สุด       เจจูนัม ( Jejunum ) ยาวประมาณ 2 ใน 6 ของลำไส้เล็กหรือประมาณ 3-4 เมตร       ไอเลียม ( Ileum ) เป็นลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายปลายสุดของไอเลียมต่อกับลำไส้ใหญ่ บริเวณลำไส้ตอนต้น ( Duodenum ) จะมีน้ำย่อยจากสามแหล่งมาผสมกับไคม์ ได้แก่ น้ำย่อยจากผนังลำไส้เล็ก ( Intestinal Juice ) น้ำย่อยจากตับอ่อน ( Pancreatic Juice ) น้ำดี ( Bile ) จากตับ ( Liver ) ( ซึ่งนำมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี
  • 55.
  • 56.
    น้ำย่อยของลำไส้เล็ก น้ำย่อยของลำไส้เล็ก ( Intestinal Juices ) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากผนังของลำไส้เล็กเอง ประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ดังนี้         ไดเปปดิเดส ( Dipeptidase ) ย่อย Dipeptide  ได้ Amino Acid          มอลเทส ( Maltase ) ย่อย Maltose             ได้ Glucose + Glucese          ซูเครส ( Sucraes ) ย่อย Sucrose ได้ Glucose + Fructise          แลกเตส ( Lactaes ) ย่อย Lactose ได้ Glucose + Galactose          ไลเปส ( Lipaes ) ย่อย Fat ได้ Fatty Acid + Glycerol            นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์อีกหลายชนิดที่ช่วยย่อยสลายเปปไตด์ ( Peptide ) จนได้ Amino Acid เช่น Carboxypeptidase และ Aminopeptidase              การควบคุมการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้เล็ก ลำไส้เล็ก จะหลั่งน้ำย่อยออกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ( ANS = Automatic Nervous System ) ชนิด Parasympathetic Nerve หรือเป็นประสาทสมองคู่ที่ 10 ( Vagus Nerve )
  • 57.
    การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก การย่อยอาหารในลำไส้เล็กมี 2 วิธี 1. การย่อยเชิงกล ( Mechanical Digestion ) มีแบบสำคัญคือ       1 . การหดตัวเป็นจังหวะ ( Rhythmic Segmentation ) เป็นการหดตัวที่ช่วยให้อาหารผสมคลุกเคล้ากับน้ำย่อย หรือช่วยไล่อาหารให้เคลื่อนที่ไปยังทางเดินอาหารส่วนถัดไป อาจมีจังหวะเร็ว 15-20 ครั้ง / นาที หรือช้า 2-3 ครั้ง / นาที        2 . เพอริสตัลซิส ( Peristalsis ) เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารเป็นช่วง ๆ ติดต่อกัน การเคลื่อนไหวแบบนี้จะช่วยผลักอาหาร หรือบีบไล่อาหารให้เคลื่อนที่ต่อ     การย่อยทางเคมี ( Chemical Digestion ) บริเวณดูโอดีนัม จะมีน้ำย่อยจากแหล่งต่าง ๆ มาช่วยย่อย 2. การย่อยทางเคมี จากน้ำย่อยต่างๆ
  • 58.
    การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก การดูดซึมอาหาร หมายถึง ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน กลีเซอรอล ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกือบทั้งหมดเพราะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และโครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม คือ ผนังลำไส้เล็กจะย่อยพับไปมา และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า วิลลัส ( Villus ) เป็นจำนวนมาก ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย เรียกว่า ไมโครวิลลัส ( Microvillus ) ในคน มีวิลลัสประมาณ 20-40 อันต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ 5 ล้านอัน ตลอดผนังลำไส้ทั้งหมด
  • 59.
  • 60.
    http :// www. nlm . nih . gov / medlineplus / ency / imagepages / 19221 . htm
  • 61.
    small intestine : regions and structures http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
  • 62.
    http :// www. blessedherbs . com / bh / colon_removing
  • 63.
    น้ำย่อยของตับอ่อน        น้ำย่อยของตับอ่อน ( Pancreatic Juice ) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากตับอ่อน ( Pancreas ) มีสภาพเป็นเบส ประกอบด้วย           - โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO 3 ) มีคุณสมบัติเป็นเบส จึงถือว่าเหมาะสมที่จะทำให้ลำไส้เล็กมีสภาวะเป็นเบส ซึ่งเอนไซม์ต่างๆ จะทำงานได้ ( ยกเว้น Pepsin จากกระเพาะอาหารจะหมดประสิทธิภาพ ) เพราะในขณะที่อาหารผ่านกระเพาะอาหารมีสภาวะเป็นกรด           - อะไมเลส ( Amylase ) ทำหน้าที่ย่อยแป้ง ( Starch ) และ เด็กทริน ( Dextrin ) มอลโทส ( Maltose )           - ไลเปส ( Lipase ) ทำหน้าที่ย่อยไขมัน ( Fat ) กรดไขมัน ( Fatty Acid ) และกลีเซอรอล ( Grycerol )         
  • 64.
      - ทริพซิโนเจน ( Trypsinogen ) ( เมื่อเกิดใหม่ๆ ยังเป็นเอนไซม์ที่ย่อยอาหารไม่ได้ แต่เมื่อผ่านถึงลำไส้เล็กตอนต้น จะเปลี่ยนสภาพเป็น Trypsin โดยอาศัยเอนไซม์ Enterokinase จากผนังลำไส้เล็กช่วย เอนไซม์ Trypsin จะย่อย Protein และ Polypeptide Peptide ( Trypsin ย่อยโปรตีนต่อจาก Pepsin ซึ่งหมดหน้าที่เมื่ออาหารมีสภาพเป็นเบส เพราะ Pepsin ทำหน้าที่ได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดสูง )           - ไคโมทริพซิน ( Chymotrypsin ) ย่อย Polypeptide ( ต่อจาก Trypsin )          - คาร์บอกซีเปปติเดส ( Carboxypeptidase ) ย่อย Peptide ได้ Amino Acid
  • 65.
    http :// www. thaigoodview . com / library / teachershow / bangkok / phunnee_p / sec07p01_di . html
  • 66.
    น้ำดี น้ำดี ( Bile ) สร้างจากตับ ( Liver ) แล้วถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ( Gall Bladder ) ไม่ถือว่าเป็นเอนไซม์ เพราะจะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้ว ( น้ำดีไม่มีน้ำย่อย ) มีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ         - เกลือน้ำดี ( Bile Salt ) มีหน้าที่ตีให้ไขมัน ( Fat ) แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ ไขมันที่ถูกตีให้แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ เรียกว่า อีมัลชั่น ( Emulsion ) จากนั้นจึงถูก Lipase ย่อยต่อให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล        
  • 67.
      - รงควัตถุน้ำดี ( Bile Pigment ) เกิดจากการสลายตัวของฮีโมโกลลิน ( Hemoglobin ) โดยตับ เป็นแหล่งทำลายและกำจัด Hemoglobin ออกจากเซลล์ เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ โดยเก็บรวมเข้าไว้เป็นรงควัตถุในน้ำดี ( Bile Pigment ) คือ บิริรูบิน ( Bilirubin ) จึงทำให้น้ำดีมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และจะถูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกิดใสในอุจจาระ         - โคเรสเตอรอล ( Cholesterol ) ถ้ามีมากๆ จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี เกิดการอุดตันที่ท่อน้ำดี เกิดโรคดีซ่าน ( Janudice ) มีผลทำให้การย่อยอาหารประเภทไขมันบกพร่อง
  • 68.
  • 69.
    การย่อยอาหารที่ลำไส้ใหญ่ ( large intestine ) สำไส้ใหญ่ มีความยาวประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ                 ซีกัม ( Caecum ) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ยาวประมาณ 6.3-7.5 เซนติเมตร มีไส้ติ่ง ( Appendix ) ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย ( ยาวประมาณ 3 นิ้ว ) เหนือท้องน้อย ทางด้านขวา ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์ ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว
  • 70.
  • 71.
    large intestine : mucosa and musculature in humans http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the
  • 72.
    โคลอน (Colon) เป็นส่วนที่ยาวที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ                  โคลอนส่วนขึ้น ( AscendingColon ) เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร                  โคลอนส่วนขวาง ( Transverse Colon ) เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ 50 เซนติเมตร                  โคลอนส่วนล่าง ( Descending Colon ) เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร โคลอน (Colon)
  • 73.
  • 74.
    ไส้ตรง (Rectum ) ไส้ตรง ( Rectum ) เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น ทวารหนัก ( Anus ) โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก
  • 75.
    ทวารหนัก (Anus ) ทวารหนัก ( Anus ) ยาวประมาณ 2.5-3.5 Cm . เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ หูรูดภายใน ( Internal Sphincter ) และหูรูดภายนอก ( External Sphincter )
  • 76.
    หน้าที่ของลำไส้ใหญ่ ดูดน้ำ วิตามินและเกลือแร่พวก Na + และ K + ออกจากกากอาหารเป็นหน้าที่สำคัญผนังด้านในมีต่อมสร้างน้ำเมือก แต่ไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อยอาหารขับถ่ายกากอาหารออกสู่ภายนอก
  • 77.
  • 78.
    ระบบขับถ่ายของสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้1. ฟองน้ำ - เยื่อหุ้มเซลล์เป็นบริเวณที่มีการแพร่ของเสียออกจากเซลล์ 2. ไฮดรา แมงกะพรุน - ใช้ปาก โดยของเสียจะแพร่ไปสะสมในช่องลำตัวแล้วขับออกทางปากและของเสียบางชนิดจะแพร่ทางผนังลำตัว 3. พวกหนอนตัวแบน เช่น พลานาเรีย พยาธิใบไม้ - ใช้เฟลมเซลล์ (Flame Cell) ซึ่งกระจายอยู่ทั้งสองข้างตลอดความยาวของลำตัว เป็นตัวกรองของเสียออกทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว
  • 79.
  • 80.
    4. พวกหนอนตัวกลมมีปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน - ใช้เนฟริเดียม (Nephridium) รับของเสียมาตามท่อ และเปิดออกมาทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว 5. แมลง - ใช้ท่อมัลพิเกียน (Mulphigian Tubule) ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ จำนวนมากอยู่ระหว่างกระเพาะกับลำไส้ ทำหน้าที่ดูดซึมของเสียจากเลือด และส่งต่อไปทางเดินอาหาร และขับออกนอกลำตัวทางทวารหนักร่วมกับกากอาหาร 6. สัตว์มีกระดูกสันหลัง - ใช้ไต 2 ข้างพร้อมด้วยท่อไตและกระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะขับถ่าย