Recommended
PDF
ระบบกำจัดของเสีย (Excretory System)
PPTX
PDF
PDF
ใบความรู้เรื่องการแพร่และออสโมซิสDocx
PDF
PDF
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เรียนรู้ชั้นบรรยากาศ
PDF
สรุป วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
PDF
โครงงานเรขาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความสัมพันธ์ของพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมและรูปสี่เ...
DOCX
ตัวอย่างข้อสอบภาษากับการสื่อสาร
PDF
เฉลยข้อสอบOnetวิทย์54ครึ่งแรก
PDF
Ch4 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
PDF
ชุดฝึกทักษะเรื่องไฟฟ้าสถิต ชุดที่ 3
PDF
2.สรุปเนื้อหาเคมี เรื่อง โครงสร้างอะตอม
PDF
PPTX
PPTX
PDF
PDF
บทเรียนสำเร็จรูป เล่มที่ 1 สสารและสาร
PDF
PDF
PDF
PDF
Key of 2 อาณาจักรโบราณ-57
PDF
DOCX
แบบทดสอบก่อนเรียนความหลากหลายทางชีวภาพ
DOCX
แบบทดสอบ บทที่ 5 มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
PDF
ใบงานที่ 6 ส่วนประกอบของโลก
PDF
แบบทดสอบ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
PDF
ลักษณะเด่นของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม
PPT
PPT
More Related Content
PDF
ระบบกำจัดของเสีย (Excretory System)
PPTX
PDF
PDF
ใบความรู้เรื่องการแพร่และออสโมซิสDocx
PDF
PDF
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เรียนรู้ชั้นบรรยากาศ
PDF
สรุป วิชาโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
PDF
โครงงานเรขาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความสัมพันธ์ของพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมและรูปสี่เ...
What's hot
DOCX
ตัวอย่างข้อสอบภาษากับการสื่อสาร
PDF
เฉลยข้อสอบOnetวิทย์54ครึ่งแรก
PDF
Ch4 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
PDF
ชุดฝึกทักษะเรื่องไฟฟ้าสถิต ชุดที่ 3
PDF
2.สรุปเนื้อหาเคมี เรื่อง โครงสร้างอะตอม
PDF
PPTX
PPTX
PDF
PDF
บทเรียนสำเร็จรูป เล่มที่ 1 สสารและสาร
PDF
PDF
PDF
PDF
Key of 2 อาณาจักรโบราณ-57
PDF
DOCX
แบบทดสอบก่อนเรียนความหลากหลายทางชีวภาพ
DOCX
แบบทดสอบ บทที่ 5 มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
PDF
ใบงานที่ 6 ส่วนประกอบของโลก
PDF
แบบทดสอบ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
PDF
ลักษณะเด่นของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรม
Viewers also liked
PPT
PPT
PDF
ระบบหายใจ (Respiratory System)
PDF
PPT
PDF
PPTX
PPT
PDF
PDF
ระบบไหลเวียนเลือด (Circulatory System)
PDF
Similar to ระบบต่างๆในร่างกายป.6
PDF
บทที่ 2 ระบบต่างๆในร่างกายมนุษย์ ย่อยอาหาร
PDF
PDF
PDF
ระบบต่าง ๆ-ในร่างกายมนุษย์
PPTX
สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต ประถม
PDF
PPT
PDF
ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์
PDF
ชีววิทยา เรื่อง การย่อยอาหาร Digestive system
PDF
sci access 14th : presentation digestive system & cellular respiration
PDF
PPT
PDF
บทเรียนสำเร็จรูประบบย่อยอาหาร
PPT
ระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์ 2
PDF
PPT
PDF
ติวสอบเตรียมระบบย่อยและหมุนเวียน
PPT
PPT
PPT
วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ นานาชาติ 2567.ppt
ระบบต่างๆในร่างกายป.6 1. 2. 3. ร่างกายมนุษย์ถูกจัดระเบียบเป็น 4 ระดับ คือ 1. ระดับเซลล์ เซลล์ คือ องค์ประกอบพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เซลล์ 1 เซลล์ สามารถทำหน้าที่ได้เท่ากับสิ่งมีชีวิตหนึ่งชีวิต เพราะสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลักษณะของเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีความแตกต่างทั้งขนาดและรูปร่างของเซลล์ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเซลล์นั้นๆ เช่น อสุจิ 1 ตัว คือ 1 เซลล์ มีรูปร่างเหมาะที่จะว่ายไปผสมกับไข่ในมดลูก เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์ประสาท 4. 2. ระดับเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อ หมายถึง กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างเหมือนกันมาอยู่รวมกันและทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ทำงานได้ เนื้อเยื่อประสาททำหน้าที่ประสานงานในการรับความรู้สึก การสั่งงาน เนื้อเยื่อประสาท 5. 3. ระดับอวัยวะ ระดับอวัยวะ คือ โครงสร้างที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิดอยู่ร่วมกันและทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น หัวใจ เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหุ้มหัวใจ เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เยื่อบุหัวใจ เส้นเลือด เป็นต้น 6. 4. ระดับร่างกาย ร่างกายประกอบด้วยอวัยวะต่างๆมาทำงานประสานกันเป็นระบบ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่างได้แก่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ มาทำงานประสานกัน ถ้าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำงานผิดปกติไปหรือทำงานไม่ได้ก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตนั้น 7. 8. ระบบต่างๆในร่างกาย 1. ระบบย่อยอาหาร 2. ระบบหายใจ 3. ระบบขับถ่าย 4. ระบบหมุนเวียนของโลหิต 5. ระบบสืบพันธุ์ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบโครงกระดูก ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง ระบบประสาท และอวัยวะสัมผัส 9. 10. ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะหลาย ๆ อวัยวะ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ตับ ตับอ่อน ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ซึ่งอวัยวะบางอวัยวะไม่มีการย่อยแต่เกี่ยวข้องกับทางเดินอาหาร การย่อยอาหาร เป็นกระบวนการที่ทำให้อาหารที่มีโมเลกุลใหญ่มีขนาดเล็กลงจนสามารถซึมเข้าสู่เซลล์ได้ 11. 12. 13. ไฮดรา แมงกะพรุน ซีแอนนีโมนี - มีทางเดนอาหารไม่สมบูรณ์ มีปาก แต่ไม่มีทวารหนัก อาหารจะผ่านบริเวณปากเข้าไปในช่องลำตัวที่เรียกว่า ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์ (Gastro vascular Cavity) ซึ่งจะย่อยอาหารที่บริเวณช่องนี้ และกากอาหารจะถูกขับออกทางเดิมคือ ปาก 14. หนอนตัวแบน เช่น พลานาเรีย พยาธิใบไม้ - มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ มีช่องเปิดทางเดียวคือปาก ซึ่งอาหารจะเข้าทางปาก และย่อยในทางเดินอาหาร แล้วขับกากอาหารออกทางเดิมคือ ทางปาก 15. 2. การย่อยอาหารในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ 1. หนอนตัวกลม เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย เป็นพวกแรกที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ คือ มีช่องปากและช่องทวารหนักแยกออกจากกัน 2. หนอนตัวกลมมีปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน ปลิงน้ำจืด และแมลง มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ และมีโครงสร้างทางเดินอาหารที่มีลักษณะเฉพาะแต่ละส่วนมากขึ้น 16. 17. 18. 19. การย่อยมี 2 ลักษณะคือ 1. การย่อยเชิงกล เป็นการย่อยอาหารโดยไม่ใช้เอ็นไซม์มาช่วย เป็นการบดเคี้ยวให้อาหารมีขนาดเล็กลง ได้แก่ การบดเคี้ยวอาหารในปาก 2. การย่อยทางเคมี เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอ็นไซม์ *( หรือน้ำย่อย ) มาช่วย ทำให้โมเลกุลของอาหารมีขนาดเล็กลง เช่น การเปลี่ยนโมเลกุลของแป้งเป็นน้ำตาล 20. ระบบทางเดินอาหารของกบ ระบบทางเดินอาหารของกบ ประกอบด้วย 1. ปาก ภายในโพรงปากจะประกอบด้วย ต่อมน้ำเมือก สำหรับคลุกเคล้าอาหารให้อ่อนนุ่ม 2 . หลอดหายใจ ช่วยในการที่เคลื่อนย้ายอาหารเข้าสู้หลอดอาหาร 3. หลอดอาหาร มีต่อมสร้างน้ำย่อยกระจายอยู่ ทำหน้าที่ส่งอาหาร เข้าสู่กระเพาะอาหาร 4. กระเพาะอาหาร พนังของกระเพาะอาหารมีต่อมสร้างน้ำย่อยหลายชนิดน้ำย่อยเหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยอาหาร 5. ลำไส้เล็ก มีหน้าที่ดูดซึมอาหารเข้าสู่ระบบกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย 6. ลำไส้ใหญ่ รับกากอาหารขับออกนอกร่างกายทางช่องถ่ายรวม 21. 22. 23. 24. ปาก ( mouth) ปาก เป็นอวัยวะสำคัญเริ่มแรกสำหรับการย่อยอาหารทำหน้าที่เป็นทางเข้าอาหาร ภายในปากมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ ลิ้น ฟัน และต่อมน้ำลาย การย่อยอาหารในปากจึงมีทั้งการย่อยเชิงกล โดยการบดเคี้ยวของฟัน และการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส เมื่ออาหารผ่านสู่กระเพาะอาหาร เอนไซม์อะไมเลสจะไม่ทำงาน เพราะในกระเพาะอาหารมีกรดไฮโดรคลอริก ( อะไมเลสทำงานได้ดีในสภาพเป็นกลาง หรือกรดเล็กน้อย และอุณหภูมิร่างกาย ) 25. ฟัน ฟัน ( Teeth ) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล ฟันของคนมี 2 ชุด คือฟันน้ำนม ( Temporary Teeth ) มี 20 ซี่ ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ 6 ปี ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่ 2 คือ ฟันแท้ ( Permanent Teeth ) งอกขึ้นมาแทน ฟันแท้มีทั้งสิ้น 32 ซี่ 26. 27. ฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่คือ 1. ฟันตัด ( Incisor ) เป็นฟันที่อยู่หน้าสุดของปากมีทั้งหมด 8 ซี่ ข้างล่าง 4 ซี่ ข้างบน 4 ซี่ 2. ฟันฉีก ( Canine ) หรือที่เรียกว่าเขี้ยวช่วยในการฉีกอาหารอยู่ถัดจากฟันตัดเข้าไปมีทั้งหมด 4 ซี่ 3. ฟันกรามหน้า ( Premolar ) เป็นส่วนที่อยู่ถัดเขี้ยวเข้ามาทางด้านในทั้งข้างล่างและข้างบน ช่วยในการบดอาหารให้ละเอียดทั้งหมด 8 ซี่ 4. ฟันกรามหลัง ( Molar ) เป็นส่วนที่อยู่ในสุดมีทั้งหมด 12 ซี่ แต่บางคนอาจมีแค่ 8 ซี่เท่านั้น 28. 29. 30. ลิ้น ( Tongue ) เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส เรียกว่า Taste Bud อยู่ 4 ตำแหน่ง คือ รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น รสเปรี้ยว อยู่บริเวณข้างลิ้น รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น 31. 32. ต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำลาย ( Salivary Gland ) เป็นต่อมมีท่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย ( Saliva ) ต่อมน้ำลายของคน มีอยู่ 3 คู่คือ 1. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ( Sublingual Gland ) 1 คู่ 2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง ( Submandibulary Gland ) 1 คู่ 3. ต่อมน้ำลายข้างกกหู ( Parotid Gland ) 1 คู่ ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้ ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีน้ำย่อย อะไมเลส ซึ่งเป็นน้ำย่อยสารอาหารจำพวกแป้งอยู่ด้วย 33. 34. ความสำคัญของน้ำลาย 1. เป็นตัวหล่อลื่น และทำให้อาหารรวมกันเป็นก้อน เรียกว่า โบลัส ( Bolus ) 2. ช่วยทำความสะอาดปากและฟัน 3. มีเอนไซม์ช่วยย่อยแป้ง 4. ช่วยทำให้ปุ่มรับรสตอบสนองต่อรสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสขมได้ดี 35. 36. การย่อยในปาก เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ ฟัน ลิ้น และแก้ม ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็กๆ มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน เอนไซม์ในน้ำลาย คือ ไทยาลิน หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งให้กลายเป็นเดกซ์ทริน ( Dextrin ) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล 37. 38. คอหอยและการกลืน หลังจากที่อาหารถูกเคี้ยวและผสมกับน้ำลายจนอ่อนนิ่มแล้วอาหารก็พร้อมที่จะถูกกลืนให้ลงสู่ช่องคอ ซึ่งจะมีผลให้เกิดรีเฟล็กซ์ ( Reflex ) ตามลำดับดังนี้ 1 . เพดานอ่อน ( Solf Palate ) ถูกดันยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อไม่ให้เกิดการสำลักและไม่ให้อาหารเข้าไปในช่องจมูก 2 . เส้นเลียง ( Vocal Cord ) ถูกดึงให้มาชิดกัน และฝาปิดกล่องเสียง ( Epiglottis ) จะเคลื่อนมาทางข้างหลังปิดหลอดลมเอาไว้ป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม 3 . กล่องเสียง ( Larynx ) ถูกยกขึ้นทำให้รูเปิดช่องคอมีขนาดใหญ่ขึ้น 4 . กล้ามเนื้อบริเวณคอหอยหดตัวให้ก้อนอาหาร ( Bolus ) เคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือเคลื่อนขึ้นไปในช่องจมูก 39. 40. 41. 42. กระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อจากหลอดอาหาร อยู่บริเวณด้านบนซ้ายของช่องท้อง ถัดจากกระบังลมลงมา มีความยาวประมาณ 10 นิ้ว กว้าง 5 นิ้ว จึงถือว่าเป็นส่วนของทางเดินอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ 1 . ส่วนบนสุด หรือส่วนใกล้หัวใจ ( Cardiac Region หรือ Cardium ) อยู่ต่อจากหลอดอาหาร มีกล้ามเนื้อหูรูด ( Cardiac Sphincter ) 2 . ฟันดัส ( Fundus ) เป็นส่วนที่ 2 มีลักษณะ เป็นกระพุ้ง 3 . ไพโลรัส ( Pylorus ) เป็นส่วนปลายที่ติดต่อกับลำไส้เล็ก เป็นส่วนที่แคบกว่าส่วนอื่นๆ ตอนปลายของกระเพาะอาหารส่วนนี้มีกล้ามเนื้อหูรูด เรียกว่า ไพโลริด สฟิงก์เตอร์ ( Pyloric Sphincter ) ป้องกันมิให้อาหารเคลื่อนเลยกระเพาะอาหารขณะย่อย กระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรงมาก และยืดหยุ่นขยายขนาดบรรจุได้ถึง 1000-2000 ลูกบาศก์เซนติเมตร 43. 44. โครงสร้างของกระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหารจะมีผนัง มีลักษณะเป็นคลื่น เรียกว่า รูกี ( Rugae ) มีต่อมสร้างน้ำย่อยประมาณ 35 ล้านต่อม เรียกว่า Gastric Gland สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหารเรียกว่า Gastric Juice ซึ่งเอนไซม์นี้มีองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ กรดเกลือโปตัสเซียม คลอไรด์ น้ำเมือก ( Mucus ) และเอนไซม์เปปซิน ( Pepsin ) เรนนิน ( Renin ) และลิเปส ( Lipase ) เมื่อสารองค์ประกอบเหล่านี้รวมตัวกับสารอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆ เรียกว่า ไคม์ ( Chyme ) 45. 46. stomach : structure http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the 47. 48. กระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยออกมาภายใต้การควบคุมของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 ( Vagus Nerve ) และฮอร์โมน Gastrin จากกระเพาะอาหารเองมากระตุ้น เอนไซม์จากผนังของกระเพาะอาหารบางชนิด เมื่อสร้างออกมาใหม่ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้ ( Inactive Form ) จะต้องถูกกระตุ้นโดยกรดเกลือ ( HCl ) ในกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยเปลี่ยนสภาพให้พร้อมที่จะย่อยอาหารได้ ดังสมการ ( ขณะที่หลั่งออกมาใหม่ ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้ ) ต้องเปลี่ยนสภาพเป็น Pepsinogen Pepsin ( ย่อยอาหารได้ ) HCL ต้องเปลี่ยนสภาพเป็น Prorennin Rennin ( ย่อยอาหารได้ ) HCL จากนั้นเอนไซม์ Pepsin และ Rennin จะย่อยโปรตีนได้ น้ำย่อยของกระเพาะอาหาร 49. ดังสมการ Pepsin Protein + น้ำ Peptone + Polypeptides Pepsin Polypeptides + น้ำ Peptide Pepsin Peptide + น้ำ Amino Acid ในที่สุด Rennin Casein ( โปรตีนในน้ำนม ) + น้ำ Paracascin Ca ++ 50. การย่อยในกระเพาะอาหาร อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดตัว และคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะ โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะ โดยน้ำย่อยเพปซิน โปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยกลายเป็นพอลิเพปไทค์ที่สั้นลง ส่วนเรนนินช่วยเปลี่ยนเคซีน ( Casein ) ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำนมแล้วรวมกับแคลเซียมทำให้มีลักษณะเป็นลิ่มๆจากนั้นจะถูกเพปซินย่อยต่อไป ในกระเพาะอาหาร น้ำย่อยลิเพสไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากมีสภาพเป็นกรด โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารนาน 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารนั้นๆ กระเพาะอาหารก็มีการดูดซึมอาหารบางชนิดได้ แต่ปริมาณน้อยมาก เช่น น้ำ แร่ธาตุ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กระเพาะอาหารดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี 51. 52. ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็ก ( Small Intestine ) เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร ต่อมาจากกระเพาะอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม เรียกว่า วิลลัส ( Villus พหูพจน์เรียกว่า Villi ) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ 53. http :// www . nlm . nih . gov / MEDLINEPLUS / ency / imagepages / 8940 . htm 54. โครงสร้างของลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กแบ่งเป็น 3 ตอน คือ ดูโอดีนัม ( Duodenum ) ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มีรูปร่างเหมือนตัวยูคลุมอยู่รอบๆบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน ( Pancreas ) ภายในดูโอดีนัมมีต่อมสร้างน้ำย่อยและเป็นตำแหน่งที่ของเหลวจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับมาเปิดเข้า จึงเป็นตำแหน่งที่มีการย่อยเกิดขึ้นมากที่สุด เจจูนัม ( Jejunum ) ยาวประมาณ 2 ใน 6 ของลำไส้เล็กหรือประมาณ 3-4 เมตร ไอเลียม ( Ileum ) เป็นลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายปลายสุดของไอเลียมต่อกับลำไส้ใหญ่ บริเวณลำไส้ตอนต้น ( Duodenum ) จะมีน้ำย่อยจากสามแหล่งมาผสมกับไคม์ ได้แก่ น้ำย่อยจากผนังลำไส้เล็ก ( Intestinal Juice ) น้ำย่อยจากตับอ่อน ( Pancreatic Juice ) น้ำดี ( Bile ) จากตับ ( Liver ) ( ซึ่งนำมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี 55. 56. น้ำย่อยของลำไส้เล็ก น้ำย่อยของลำไส้เล็ก ( Intestinal Juices ) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากผนังของลำไส้เล็กเอง ประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ดังนี้ ไดเปปดิเดส ( Dipeptidase ) ย่อย Dipeptide ได้ Amino Acid มอลเทส ( Maltase ) ย่อย Maltose ได้ Glucose + Glucese ซูเครส ( Sucraes ) ย่อย Sucrose ได้ Glucose + Fructise แลกเตส ( Lactaes ) ย่อย Lactose ได้ Glucose + Galactose ไลเปส ( Lipaes ) ย่อย Fat ได้ Fatty Acid + Glycerol นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์อีกหลายชนิดที่ช่วยย่อยสลายเปปไตด์ ( Peptide ) จนได้ Amino Acid เช่น Carboxypeptidase และ Aminopeptidase การควบคุมการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้เล็ก ลำไส้เล็ก จะหลั่งน้ำย่อยออกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ( ANS = Automatic Nervous System ) ชนิด Parasympathetic Nerve หรือเป็นประสาทสมองคู่ที่ 10 ( Vagus Nerve ) 57. การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก การย่อยอาหารในลำไส้เล็กมี 2 วิธี 1. การย่อยเชิงกล ( Mechanical Digestion ) มีแบบสำคัญคือ 1 . การหดตัวเป็นจังหวะ ( Rhythmic Segmentation ) เป็นการหดตัวที่ช่วยให้อาหารผสมคลุกเคล้ากับน้ำย่อย หรือช่วยไล่อาหารให้เคลื่อนที่ไปยังทางเดินอาหารส่วนถัดไป อาจมีจังหวะเร็ว 15-20 ครั้ง / นาที หรือช้า 2-3 ครั้ง / นาที 2 . เพอริสตัลซิส ( Peristalsis ) เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารเป็นช่วง ๆ ติดต่อกัน การเคลื่อนไหวแบบนี้จะช่วยผลักอาหาร หรือบีบไล่อาหารให้เคลื่อนที่ต่อ การย่อยทางเคมี ( Chemical Digestion ) บริเวณดูโอดีนัม จะมีน้ำย่อยจากแหล่งต่าง ๆ มาช่วยย่อย 2. การย่อยทางเคมี จากน้ำย่อยต่างๆ 58. การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก การดูดซึมอาหาร หมายถึง ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน กลีเซอรอล ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกือบทั้งหมดเพราะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และโครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม คือ ผนังลำไส้เล็กจะย่อยพับไปมา และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า วิลลัส ( Villus ) เป็นจำนวนมาก ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย เรียกว่า ไมโครวิลลัส ( Microvillus ) ในคน มีวิลลัสประมาณ 20-40 อันต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ 5 ล้านอัน ตลอดผนังลำไส้ทั้งหมด 59. 60. http :// www . nlm . nih . gov / medlineplus / ency / imagepages / 19221 . htm 61. small intestine : regions and structures http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the 62. 63. น้ำย่อยของตับอ่อน น้ำย่อยของตับอ่อน ( Pancreatic Juice ) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากตับอ่อน ( Pancreas ) มีสภาพเป็นเบส ประกอบด้วย - โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO 3 ) มีคุณสมบัติเป็นเบส จึงถือว่าเหมาะสมที่จะทำให้ลำไส้เล็กมีสภาวะเป็นเบส ซึ่งเอนไซม์ต่างๆ จะทำงานได้ ( ยกเว้น Pepsin จากกระเพาะอาหารจะหมดประสิทธิภาพ ) เพราะในขณะที่อาหารผ่านกระเพาะอาหารมีสภาวะเป็นกรด - อะไมเลส ( Amylase ) ทำหน้าที่ย่อยแป้ง ( Starch ) และ เด็กทริน ( Dextrin ) มอลโทส ( Maltose ) - ไลเปส ( Lipase ) ทำหน้าที่ย่อยไขมัน ( Fat ) กรดไขมัน ( Fatty Acid ) และกลีเซอรอล ( Grycerol ) 64. - ทริพซิโนเจน ( Trypsinogen ) ( เมื่อเกิดใหม่ๆ ยังเป็นเอนไซม์ที่ย่อยอาหารไม่ได้ แต่เมื่อผ่านถึงลำไส้เล็กตอนต้น จะเปลี่ยนสภาพเป็น Trypsin โดยอาศัยเอนไซม์ Enterokinase จากผนังลำไส้เล็กช่วย เอนไซม์ Trypsin จะย่อย Protein และ Polypeptide Peptide ( Trypsin ย่อยโปรตีนต่อจาก Pepsin ซึ่งหมดหน้าที่เมื่ออาหารมีสภาพเป็นเบส เพราะ Pepsin ทำหน้าที่ได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดสูง ) - ไคโมทริพซิน ( Chymotrypsin ) ย่อย Polypeptide ( ต่อจาก Trypsin ) - คาร์บอกซีเปปติเดส ( Carboxypeptidase ) ย่อย Peptide ได้ Amino Acid 65. http :// www . thaigoodview . com / library / teachershow / bangkok / phunnee_p / sec07p01_di . html 66. น้ำดี น้ำดี ( Bile ) สร้างจากตับ ( Liver ) แล้วถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี ( Gall Bladder ) ไม่ถือว่าเป็นเอนไซม์ เพราะจะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้ว ( น้ำดีไม่มีน้ำย่อย ) มีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ - เกลือน้ำดี ( Bile Salt ) มีหน้าที่ตีให้ไขมัน ( Fat ) แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ ไขมันที่ถูกตีให้แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ เรียกว่า อีมัลชั่น ( Emulsion ) จากนั้นจึงถูก Lipase ย่อยต่อให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล 67. - รงควัตถุน้ำดี ( Bile Pigment ) เกิดจากการสลายตัวของฮีโมโกลลิน ( Hemoglobin ) โดยตับ เป็นแหล่งทำลายและกำจัด Hemoglobin ออกจากเซลล์ เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ โดยเก็บรวมเข้าไว้เป็นรงควัตถุในน้ำดี ( Bile Pigment ) คือ บิริรูบิน ( Bilirubin ) จึงทำให้น้ำดีมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และจะถูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกิดใสในอุจจาระ - โคเรสเตอรอล ( Cholesterol ) ถ้ามีมากๆ จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี เกิดการอุดตันที่ท่อน้ำดี เกิดโรคดีซ่าน ( Janudice ) มีผลทำให้การย่อยอาหารประเภทไขมันบกพร่อง 68. 69. การย่อยอาหารที่ลำไส้ใหญ่ ( large intestine ) สำไส้ใหญ่ มีความยาวประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ซีกัม ( Caecum ) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ยาวประมาณ 6.3-7.5 เซนติเมตร มีไส้ติ่ง ( Appendix ) ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย ( ยาวประมาณ 3 นิ้ว ) เหนือท้องน้อย ทางด้านขวา ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์ ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว 70. 71. large intestine : mucosa and musculature in humans http :// www . britannica . com / EBchecked / topic - art / 22980/68637 / Structures - of - the - small - intestine - The - inner - wall - of - the 72. โคลอน (Colon) เป็นส่วนที่ยาวที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ โคลอนส่วนขึ้น ( AscendingColon ) เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร โคลอนส่วนขวาง ( Transverse Colon ) เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ 50 เซนติเมตร โคลอนส่วนล่าง ( Descending Colon ) เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร โคลอน (Colon) 73. 74. ไส้ตรง ( Rectum ) ไส้ตรง ( Rectum ) เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น ทวารหนัก ( Anus ) โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก 75. ทวารหนัก ( Anus ) ทวารหนัก ( Anus ) ยาวประมาณ 2.5-3.5 Cm . เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ หูรูดภายใน ( Internal Sphincter ) และหูรูดภายนอก ( External Sphincter ) 76. หน้าที่ของลำไส้ใหญ่ ดูดน้ำ วิตามินและเกลือแร่พวก Na + และ K + ออกจากกากอาหารเป็นหน้าที่สำคัญผนังด้านในมีต่อมสร้างน้ำเมือก แต่ไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อยอาหารขับถ่ายกากอาหารออกสู่ภายนอก 77. 78. ระบบขับถ่ายของสัตว์ชนิดต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้ 1. ฟองน้ำ - เยื่อหุ้มเซลล์เป็นบริเวณที่มีการแพร่ของเสียออกจากเซลล์ 2. ไฮดรา แมงกะพรุน - ใช้ปาก โดยของเสียจะแพร่ไปสะสมในช่องลำตัวแล้วขับออกทางปากและของเสียบางชนิดจะแพร่ทางผนังลำตัว 3. พวกหนอนตัวแบน เช่น พลานาเรีย พยาธิใบไม้ - ใช้เฟลมเซลล์ (Flame Cell) ซึ่งกระจายอยู่ทั้งสองข้างตลอดความยาวของลำตัว เป็นตัวกรองของเสียออกทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว 79. 80. 4. พวกหนอนตัวกลมมีปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน - ใช้เนฟริเดียม (Nephridium) รับของเสียมาตามท่อ และเปิดออกมาทางท่อซึ่งมีรูเปิดออกข้างลำตัว 5. แมลง - ใช้ท่อมัลพิเกียน (Mulphigian Tubule) ซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ จำนวนมากอยู่ระหว่างกระเพาะกับลำไส้ ทำหน้าที่ดูดซึมของเสียจากเลือด และส่งต่อไปทางเดินอาหาร และขับออกนอกลำตัวทางทวารหนักร่วมกับกากอาหาร 6. สัตว์มีกระดูกสันหลัง - ใช้ไต 2 ข้างพร้อมด้วยท่อไตและกระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะขับถ่าย