โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต  34
ผลการเรียนรู้  เพื่อสืบค้น และอธิบายระบบการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ สัตว์และคน
วิชา ว 30243  ชีววิทยา  3 คุณครูฐิติพร ปะระมะ  ครูที่ปรึกษา ปีการศึกษา  2554
 
การย่อยอาหารของจุลินทรีย์ การย่อยอาหารของสัตว์ การย่อยอาหารของคน 1 2 3
 
1 . 1  รา   เนื่องจากรามีผนังเซลล์  จึงไม่สามารถนำสารโมเลกุลใหญ่เข้าสู่เซลล์ได้  การย่อยอาหารจึงเป็น การย่อยภายนอกเซลล์  ( Extracellular  digestion)    โดยส่งน้ำย่อยหรือเอนไซม์ออกมาย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็กก่อน แล้วจึงดูดซึมสาร โมเลกุลเล็กเข้าสู่เซลล์  การย่อยสารโมเลกุลใหญ่โดยราและแบคทีเรีย  จะขึ้นอยู่กับเอนไซม์อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น  ยีสต์จริญได้ดีในอาหารพวกน้ำตาลเพราะยีสต์มีเอนไซม์อินเวอร์เทส ในการย่อยสลายน้ำตาล 1 .  การย่อยอาหารของราและแบคทีเรีย
ภาพที่  1 . 1  ภาพเชื้อราบนขนมปัง แสดงโครงสร้างของรา  ที่มา  : http://www.rogers.k12.ar.us/users/ehutches/tigerbreadmold1.jpg
ภาพที่  1 .2   ภาพแสดงเชื้อราที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นบนขนมปัง ที่มา  : www.dkimages.com/discover/previews/758/330848.JPG
1 . 2  แบคทีเรีย   แบคทีเรียมีการย่อยอาหารโดยส่งน้ำย่อยออกมาย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็กก่อนแล้วจึงดูดซึมสารโมเลกุลเล็กเข้าสู่เซลล์ จัดว่าเป็น การย่อยภายนอกเซลล์  ( Extracellular digestion)   แบคทีเรียบางชนิดสามารถย่อยสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนได้  แต่บางชนิดอาจจะย่อยได้เฉพาะสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก
ภาพที่  1 . 3  ภาพแสดงรูปร่างของแบคทีเรียชนิดต่างๆ
ภาพที่  1 . 4  แสดงโครงสร้างของแบคทีเรีย ที่มา  : www.norcalblogs.com
โพรโทซัว เป็นโพรตีสต์เซลล์เดียวสร้างอาหารเองไม่ได้ ไม่มีผนังเซลล์แต่สามารถเคลื่อนที่ได้  ไม่มีระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะ  อาศัยส่วนต่างๆ ของเซลล์ช่วยในการนำอาหารเข้าสู่เซลล์ อาหารที่เข้าไปภายในเซลล์จะอยู่ใน ฟูดแวคิวโอล  ( Food  vacuole )  ภายในไซโทพลาสซึมจากนั้น  ไลโซโซมภายในเซลล์จะย่อยอาหารซึ่งเป็น การย่อยภายในเซลล์  ( Intracellular digestion)   กากอาหารจะถูกกำจัดออกโดยการแพร่ เช่น อะมีบา  พารามีเซียม และยูกลีนา   2 .  การย่อยอาหารของโพรโทซัว
2 . 1  อะมีบา   อะมีบาเป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย เท้าเทียม  อาหารของอะมีบาประกอบ ด้วยเศษสารอินทรีย์  เซลล์แบคทีเรีย สาหร่ายและ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ อะมีบานำอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์โดยวิธี  ฟาโกไซโทซีส   โดยยื่น  ซูโดโพเดียม  ( Pseudopodium )   ออกไปโอบล้อมอาหารทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์แล้วทำให้มีลักษณะเป็นถุง  เรียกว่าฟูดแวคิวโอลต่อจากนั้นไซโทพลาสซึมของอะมีบาจะสร้างน้ำย่อย  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดเกลือ  ( HCl )  ออกมาย่อยอาหารภายใน ฟูดแวคิวโอล   การเคลื่อนไหวของไซโทพลาสซึมจะทำให้สารอาหารต่างๆ ถูกลำเลียงไปทั่ว ๆ เซลล์  ส่วนกากอาหารที่เหลือขนาดเล็กจะถูกขับออกทางเยื่อหุ้มเซลล์โดยการแพร่
ภาพที่  1 . 5  แสดงอาหารเข้าสู่เซลล์ของอะมีบาโดย Endocytosis   การย่อยอาหาร ( Digestion )   และอาหารออกจากเซลล์ของอะมีบาโดย Exocytosis
ภาพที่  1 . 6  ภาพแสดงอะมีบายื่นซูโดโพเดียม  ( Pseudopodium )  ออกไปโอบล้อมอาหาร   ทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์แล้วทำให้มีลักษณะเป็นถุงเรียกว่าฟูดแวคิวโอล
ภาพเคลื่อนที่  1 . 1  ภาพอะมีบายื่นไซโทพลาสซึมออกไปส่วนที่ยื่นเรียกว่าซูโดโพเดียม
ภาพเคลื่อนที่  1. 2   อาหารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์โดยฟาโกไซโทซีสออร์แกเนลล์ไลโซโซม  ปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร ที่มา  : http: // student . ccbcmd . edu / -gkiser / biotutorials / eustruct / phagocyt . html
2 . 2  พารามีเซียม   พารามีเซียมเป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย ขนเซลล์ ( Cilia )   อาหารของพารามีเซียมก็คล้ายกับของอะมีบา พารามีเซียมจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์ทาง ร่องปาก  ( Oral  groove )   โดยซีเลียที่อยู่บริเวณ ร่องปากช่วยโบกพัดอาหารเข้าไปจนถึงปาก  ( Mouth )  ที่อยู่ปลายสุดของช่องนี้  อาหารนั้นจะถูกนำเข้าเซลล์อยู่ใน ฟูดแวคิวโอล  ขณะที่ฟูดแวคิวโอลเคลื่อนที่ไปจะมีการย่อยอาหารเกิดขึ้นโดยเอนไซม์จากไลโซโซม ทำให้ฟูดแวคิวโอลมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ สารอาหารที่ได้จากการย่อยก็จะกระจาย และแพร่ไปได้ทั่วทุกส่วนของเซลล์ ส่วนที่เหลือจากการย่อยก็จะถูกขับออกจากเซลล์ในรูปของกากอาหารต่อไป
ภาพที่  1. 7  ภาพซ้ายแสดงการเคลื่อนที่ของฟูดแวคิวโอลในพารามีเซียม  ภาพขวาแสดงร่องปาก ซิเลีย  ฟูดแวคิวโอล  ที่มา  :  รูปซ้าย  www.biologycorner.com  รูปขวา  www.cartage.org.lb
ภาพเคลื่อนที่  1. 3   การเคลื่อนไหวของซิเลีย ที่มา  :  www.people . eku . edu ./ ritehisong / 301notcsi
อะมีบาและพารามีเซียมมีวิธีการกินอาหารที่แตกต่างกัน คืออะมีบาจะนำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยวิธีการฟาโกไซโทซีส และพิโนไซโทซีส เพราะไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นทางนำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยเฉพาะ แต่ของพารามีเซียมมีขนเซลล์ที่บริเวณร่องปากและร่องปากทำหน้าที่เป็นทางเข้า ออกของอาหารที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงกว่า
2 . 3  ยูกลีนา   ยูกลีนาได้อาหารโดยวิธีการสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจากมี โครมาโทฟอร์ ( Chromatophore ) ซึ่งเป็นรงควัตถุ จึงสังเคราะห์แสงได้ นอกจากนี้ยังดำรงชีพด้วยการย่อยสารอาหารที่อยู่รอบๆตัวแล้วส่งเข้าร่องปาก ตัวยูกลีนาจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมที่มีอินทรีย์สารละลายอยู่ในปริมาณสูง  ได้  2  วิธี  คือ 2 . 3 . 1  การดูดเอาอินทรีย์สารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่ภายในเซลล์โดยตรง 2 . 3 2  ใช้ช่องบริเวณรอบ ๆ โคนแฟลกเจลลัม  ( Gullet  )   ซึ่งที่ปลายบนสุด   ของช่องนี้จะมีปาก  ( Mouth )  เปิดอยู่ อาหารที่ลอยอยู่ในน้ำจะผ่านเข้าสู่ช่องนี้  แล้วเข้าสู่ภายในเซลล์
ภาพที่  1. 8  ภาพบนซ้ายแสดงภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์ ภาพขวาแสดงโครงสร้างของยูกลีนา   ที่มา  : www.cartage.org.lb
 
 
 
สัตว์แต่ละชนิดมีการนำสารอาหารเข้าสู่ร่างกายและย่อยอาหารอย่างไร การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิด   สัตว์บางชนิด  เช่น  ฟองน้ำไม่มีระบบทางเดินอาหาร  แต่จะมีเซลล์พิเศษทำหน้าที่จับอาหารเข้าสู่เซลล์แล้วทำการย่อยภายในเซลล์สัตว์บางชนิดมีระบบ ทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์   เนื่องจากมีช่องเปิดทางเดียว เช่น ไฮดรา พลานาเรีย  สัตว์บางชนิดเช่น  ไส้เดือนดิน แมลงและสัตว์มีกระดูกสันหลังมีระบบ ทางเดินอาหารสมบูรณ์   คือมีปากและทวารหนัก  ระบบทางเดินอาหารของสัตว์เหล่านี้จะมีโครงสร้างรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและพฤติกรรมการกิน
1.   การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
ฟองน้ำ  ( Sponge )   เป็นสัตว์ใน ไฟลัมพอริเฟอรา     ไม่มีปากและทวารหนักที่แท้จริงทางเดินอาหารเป็น แบบร่างแห  ( Channel network )   ซึ่งไม่ใช่ทางเดินอาหารที่แท้จริง  เป็นเพียงรูเปิดเล็กๆ ข้างลำตัว  เรียกว่า   ออสเทีย  ( Ostia )   ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำเป็นการนำอาหารเข้าสู่ลำตัว  ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัว เรียกว่า   ออสคิวลัม  ( Osculum )   ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก ผนังด้านในมีเซลล์พิเศษ เรียกว่า   เซลล์โคแอนโนไซต์  ( Choanocyte )   โบกพัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา  ทำให้เกิดการไหลเวียนของอาหาร ตัวเซลล์โคแอนโนไซต์นำอาหารเข้าสู่เซลล์โดย ฟาโกไซโทซีส  ( Phagocytosis ) เกิดเป็นฟูดแวคิวโอลและมีการย่อยอาหารภายในฟูดแวคิวโอลนอกจากนี้ยังพบเซลล์ บริเวณใกล้กับเซลล์โคแอโนไซต์มีลักษณะคล้ายอะมีบา เรียกว่า   อะมีโบไซต์ ( Amoebocyte )   สามารถนำสารอินทรีย์ขนาดเล็กเข้าสู่เซลล์และย่อยอาหารภายในเซลล์แล้วส่งอาหารที่ย่อยแล้วไปยังเซลล์อื่นได้   1.1  การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่ไม่มีทางเดินอาหาร
ภาพที่  2 . 1  แสดงโครงสร้างภายในของฟองน้ำ  เซลล์โคแอโนไซด์ ในการจับอาหารแบบฟาโกไซโทซีสย่อย  แล้วส่งอาหารต่ออะมีโบไซต์ ที่มา  : www.mun.ca / biology / scarr / Porifera.htm
ภาพเคลื่อนที่  2.1  แสดงออสเทีย  ( Ostia )   ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำ               ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัวเรียกว่าออสคิวลัม  (Osculum)  ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก  อาหารแบบฟาโกไซโทซีสย่อย  แล้วส่งอาหารต่ออะมีโบไซต์ ที่มา  :  www.mun.ca / biology / scarr / Porifera.htm   ภาพเคลื่อนที่  2.1  แสดงออสเทีย  ( Ostia )   ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำ               ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัวเรียกว่าออสคิวลัม  (Osculum)  ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก
เป็นทางเดินอาหารที่มีทางเปิดทางเดียว  คือ  มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก   ปากทำหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหารและทางออกของกากอาหาร  ระบบทางเดินอาหารยังไม่พัฒนามากนัก   ไฮดรา  เป็นสัตว์ใน ไฟลัมไนดาเรีย   มีทางเดินอาหารเป็น แบบปากถุง ( One hole sac )   ไฮดราใช้อวัยวะคล้ายหนวด  เรียกว่า   หนวดจับ  ( Tentacle )   ซึ่งมีอยู่รอบปาก อาหารของไฮดราคือ  ตัวอ่อนของกุ้ง  ปู  และไรน้ำเล็กๆ  และใช้เซลล์ที่มี   เนมาโทซิสต์  ( Nematocyst)    หรือเข็มพิษที่อยู่ที่ปลายหนวดจับในการล่าเหยื่อ  ต่อจากนั้นจึงส่งเหยื่อเข้าปาก  ทางเดินอาหารของไฮดราอยู่กลางลำตัวเป็นท่อกลวงเรียกว่า   ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์  ( Gastrovascular   cavity )   ซึ่งบุด้วยเซลล์ทรงสูง  เรียกว่า   ชั้นแกสโตรโดรมิส  ( Gastrodermis )   เป็นเยื่อชั้นในบุช่องว่างของลำตัวซึ่งประกอบด้วย   1.2  การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ ( Incomplete  digestive  tract )
1.  นิวทริทิพ เซลล์  ( Nutritive cell )   บางเซลล์มีแซ่  2  เส้น เรียกว่า   แฟลเจลเลตเซลล์  (Flagellate cell)   บางเซลล์คล้ายอะมีบา เรียกว่า   อะมีบอยด์เซลล์  ( Amoebiol cell )   ทำหน้าที่ยื่นเท้าเทียมออกมาล้อมจับอาหาร ส่วนแฟลเจลเลตเซลล์ มีหน้าที่โบกพัดให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำภายใน ช่องแกสโทรวาสคิวลาร์   และโบกพัดให้กากอาหารเคลื่อนที่ออกทางปากต่อไป 2.  เซลล์ต่อมหรือเซลล์ย่อยอาหาร  ( Gland cell or digestive cell )   เป็นเซลล์ที่สร้างน้ำย่อยและปล่อยออกมา ซึ่งการย่อยอาหารโดยเซลล์ต่อม จัดเป็นการย่อยอาหารแบบนอกเซลล์ ส่วนการย่อยโดยอะมีบอยด์เซลล์จัดเป็นการ ย่อยอาหารแบบภายในเซลล์
ภาพที่  2. 2   แสดงช่องว่างกลางลำตัวของไฮดรา ( Gastrovascular  cavity )  เซลล์จับอาหารกิน ( Nematosis  ) และเซลล์พิเศษที่สร้างน้ำย่อยของไฮดรา ที่มา  : www.baanlast.th.gs / web-b / aanlastle.htm
หนอนตัวแบน   เป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส  (Platyhelminthes)  ได้แก่ พลานาเรีย  พยาธิใบไม้ และพยาธิตัวตืด พลานาเรีย  ทางเดินอาหารของพลานาเรียเป็น แบบ  3  แฉก  แต่ละแฉกจะมีแขนงของทางเดินอาหารแตกแขนงย่อยออกไปอีกเรียกว่า  ไดเวอร์ทิคิวลัม   ( Diverticulum )   ปากอยู่บริเวณกลางลำตัว  ต่อจากปากเป็นคอหอย  ( Pharynx )  มีลักษณะคล้ายงวงยาวหรือ โพเบอซิส  ( Probosis )   มี กล้ามเนื้อแข็งแรง  มีหน้าที่จับอาหารเข้าสู่ปาก กากอาหารที่เหลือจากการย่อยและดูดซึมแล้วจะถูกขับออกทางช่องปากเช่นเดิม  การย่อยอาหารของพลานาเรียเป็นการ ย่อยภายนอกเซลล์   นอกจากนี้เซลล์บุผนังช่องทางเดินอาหารยังสามารถฟาโกไซโทซิสจับอาหารเข้ามาย่อยภายในเซลล์ได้ด้วย
ภาพที่  2.3  ภาพซ้ายแสดงคอหอยที่ใช้จับอาหารและปาก  และภาพขวาแสดงทางเดินอาหารของพลานาเรีย ที่มา  :  รูปซ้าย  www. johnson.emcs.net  รูปขวา  www.geocities.com
2.  พยาธิใบไม้   มีทางเดินอาหาร คล้ายพลานาเรีย แต่ทางเดินอาหารส่วนลำไส้ไม่แตกกิ่งก้านสาขา  มีลักษณะคล้ายอักษรรูปตัววาย  ( Y–shape )   ทางเดินอาหารของพยาธิใบไม้ประกอบด้วยปากปุ่มดูด  ( Oral  sucker )  ที่มีปากดูดกินอาหารจากโฮสต์ ต่อจากปากเป็นคอหอย  ( Pharynx )  ต่อจากคอหอยเป็นหลอดอาหารสั้น ๆซึ่งจะต่อกับลำไส้  ( Intestine )   ภาพที่  2.4  แสดงทางเดินอาหารของพยาธิใบไม้และอวัยวะภายในบางชนิด ที่มา  :   geocities.com
3. พยาธิตัวตืด   ไม่มีระบบทางเดินอาหาร  เพราะอาหารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่ถูกแปรสภาพเรียบร้อยแล้วโดยผู้ถูกอาศัย  ใช้กระบวนการแพร่ของสารอาหารที่ย่อยแล้วเข้าสู่ร่างกาย   ภาพที่  2.5  ลักษณะของพยาธิตัวตืด ที่มา  : www.kateteneyck.com
ภาพที่  2.6  ภาพตัวโตเต็มวัยของพยาธิตัวตืดที่เน้นให้เห็นส่วนหัว  โดยเฉพาะส่วนที่ใช้เกาะดูด  ( Sucker ) ที่มา  : www.thailabonline.com/bacteria/tenia1.jpg
หนอนตัวกลม   เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมเนมาโทดา  (Nematoda)   มีทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด  2  ทาง   หรือ ท่อกลวง  (Two hole tube)   มีคอหอยเป็นกล้ามเนื้อหนาช่วยในการดูดอาหาร  มีลำไส้ยาวตลอดลำตัว อาหารที่หนอนตัวกลมกินเข้าไปจะถูกย่อยและดูดซึมโดยลำไส้  1.3   การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ ( Complete  digestive  tract )
ทางเดินอาหารของหนอนตัวกลมเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก คอหอย ลำไส้เล็ก ไส้ตรง  ทวารหนัก ภาพที่  2.7  แสดงทางเดินอาหารของหนอนตัวกลม มีปากและทาวารหนัก   ที่มา  : www.uic.edu/classes/bios/bios 100/ labs/animaldiversity.htm
ไส้เดือนดิน   เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมแอนนิลิดา   มีระบบทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด  2  ทาง  (Two hole   tube)   ทางเดินอาหารของไส้เดือนดินประกอบด้วยปาก ซึ่งเป็นรูเปิดทางด้านหน้าของปล้องที่หนึ่ง ต่อจากปากก็จะเป็น ช่องปาก  (Buccal cavity)   คอหอยมีกล้ามเนื้อหนาช่วยในการฮุบกิน มีกระเพาะพักอาหารและมีกึ๋นช่วยในการบดอาหาร ลำไส้สร้างน้ำย่อยปล่อยออกมาย่อยอาหาร สารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบเลือด เพื่อลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายส่วนสารที่ย่อยไม่ได้ก็จะถูกขับออกทางช่องทวารหนักที่อยู่ทางส่วนท้ายของลำตัวเป็นกากอาหาร
ทางเดินอาหารของไส้เดือนดินเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร กึ๋น ลำไส้ ทวารหนัก ภาพที่  2.8 แสดงส่วนประกอบของทางเดินอาหารของไส้เดือนดิน ที่มา  : www.anatomy.th
กุ้ง   เป็นสัตว์ขาปล้องจัดอยู่ใน   ไฟลัมอาร์โทโพดา   ทางเดินอาหารเป็น แบบช่อง เปิด  2  ทาง (Two hole tube)   แบ่งเป็น  3  ตอน คือ 1.  ทางเดินอาหารตอนหน้า (Stomodaeum)   ใช้ปากซึ่งมีรยางค์รอบปาก  3  คู่   ช่วยในการกินเคี้ยวอาหารและมี ต่อมน้ำลาย  (Salivary gland)   ทำหน้าที่สร้าง น้ำย่อย มีหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ซึ่งกระเพาะอาหารของกุ้ง ทำหน้าที่  2  อย่าง   คือ เป็นที่พักและบดอาหาร 2.  ทางเดินอาหารตอนกลาง ( Mesenteron )   เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากกระเพาะ อาหาร และมีช่องรับน้ำย่อย  ทางเดินอาหารส่วนนี้จึงทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร 3.  ทางเดินอาหารตอนปลาย (Protodaeum)   เป็นส่วนที่เรียกว่าลำไส้ เป็นท่อ เล็ก ๆ พาดไปทางด้านหลังของลำตัว และไปเปิดออกที่ส่วนท้ายของส่วนท้อง เรียกว่า ทวารหนัก
ทางเดินอาหารของกุ้งเรียงตามลำดับดังนี้   ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารตอนกลาง ลำไส้ ทวารหนัก   ภาพที่  2.9  แสดงทางเดินอาหารของกุ้ง ที่มา  : www.infovisual.info/02/img_en/025%20Internal%...
แมลง   เป็นสัตว์ในกลุ่มขาปล้องจัดอยู่ใน ไฟลัมอาร์โทโพดา   ทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด  2  ทาง  (Two   hole tube)   ปากของแมลงมีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างออกไป ให้มีความเหมาะสมกับสภาพของอาหารที่แมลงแต่ละชนิดกิน แต่แมลงมีลักษณะพื้นฐานของทางเดินอาหารที่เหมือนกัน คือ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหารขนาดใหญ่ อยู่บริเวณทรวงอก และ กระเพาะบดอาหาร (Gizzard)   ช่วยในการกรองและบดอาหาร มี ต่อมสร้างน้ำย่อย  ( Digestive  gland )   มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ  8   อัน ยื่นออกมาจากทางเดินอาหารระหว่างกึ๋นและกระเพาะอาหาร
ทางเดินอาหารของแมลงเรียงตามลำดับได้ดังนี้ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร กึ๋น ลำไส้เล็ก ทวารหนัก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ภาพที่  2.10  แสดงทางเดินอาหารของตั๊กแตน ที่มา  : kentsimmons.uwinnipeg
หอยกาบ   เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมมอลลัสกา   มีทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด  2  ทาง  (Two hole tube)   หอยกาบมีทางเดินอาหารแบ่งออกเป็นส่วน ๆ คือ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ตรงและทวารหนัก การกินอาหารของหอยกาบ  จะใช้ เลเบียลพัลพ์  (Labial palp)   ข้างละ  1  คู่ ของปาก ช่วยพัดโบกให้อาหารตกลงไป ในปาก
ทางเดินอาหารของหอยกาบเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ตรง  ทวารหนัก ภาพที่  2.11  แสดงทางเดินอาหารของหอย ที่มา  :   www.cnsweb.org/digestvertebrates
2.  การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีกระดูกสันหลัง
ปลา เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ใน ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata)   ปลามีทั้งปลาปากกลมซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีขากรรไกรขอบของปากและลิ้นมีฟันใช้ขูดเนื้อและดูดกินเลือดสัตว์อื่น  ปลาฉลามมีปากอยู่ทางด้านล่างและมีฟันจำนวนมาก  ฉลามมีลำไส้สั้นและภายในมีลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือน บันไดเวียน  ( Spiral valve )   ช่วยในการถ่วงเวลาไม่ให้อาหารเคลื่อนตัวไปเร็ว  และพวกปลากระดูกแข็งมีปากซึ่งภายในมีฟันรูปกรวย  มีลิ้นขนาดเล็กยื่นออกมาจากปากทำหน้าที่รับสัมผัส  พวก ปลากินเนื้อ  เช่น ปลาช่อน ปลาน้ำดอกไม้ ปลาพวกนี้จะมี ลำไส้สั้น  ส่วน ปลากินพืช  เช่น  ปลาทู ปลาสลิด จะมี ลำไส้ยาว   2.1  การย่อยอาหารของปลา
ทางเดินอาหารของปลาเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ลำไส้เล็ก ทวารหนัก คอหอย  กระเพาะอาหาร  ภาพที่  2.12  ภาพแสดงทางเดินอาหารของปลา  ที่มา  :  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี . 2544.  ชีววิทยาเล่ม .  บทที่  5  หน้า  32
ภาพที่  2.13  แสดงลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือนบันไดเวียน  ( Spiral valve )  ของปลาฉลาม ที่มา  : library.think.org
ได้แก่ นก เป็ด ไก่  ซึ่งเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังจัดอยู่ใน ไฟลัมคอร์ดา ( Chordata )   ทางเดินอาหารประกอบด้วยปากซึ่งไม่มีฟัน  ต่อมน้ำลายเจริญไม่ดี  แต่สร้างเมือกสำหรับคลุกเคล้าอาหารและหล่อลื่นได้  มีคอหอยสั้น  หลอดอาหารยาว  มี ถุงพักอาหาร ( Crop )   ซึ่งทำหน้าที่เก็บอาหารสำรองไว้ย่อยภายหลัง  กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น  2  ส่วน  คือ  กระเพาะตอนหน้าหรือ กระเพาะย่อย  ( Proventriculus )   ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  และกระเพาะอาหารตอนท้ายหรือ กระเพาะบด  ( Gizzard )   ต่อจากกระเพาะบดเป็นลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่  ส่วนท้ายเป็น โคลเอกา  ( Cloaca )   ที่มีท่อไตและท่อของระบบสืบพันธุ์มาเปิดเข้าด้วยกัน  และทวารหนักซึ่งเป็นส่วนท้ายสุด   2.2   การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดปีก
ทางเดินอาหารของสัตว์ปีกเรียงตามลำดับต่อไปนี้   ปาก หลอดอาหาร ทวารหนัก กระเพาะ พัก อาหาร   ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กึ๋น ภาพที่  2.14  แสดงทางเดินอาหารของนก ที่มา  :  www.kidwings.com
ภาพที่  2.15  แสดงทางเดินอาหารของไก่ ที่มา  : www.dpi.qld.gov.au/images/AnimalIndustries_Po...
ได้แก่ วัว ควาย จะมีโครงสร้างของทางเดินอาหารแตกต่างจากคนและสัตว์กินเนื้ออื่นๆ อยู่  2  ประการ คือ 1.  การมีทางเดินอาหารที่ยาวมากๆ   ยาวถึง  40  เมตร  ทำให้ระยะเวลาในการย่อยและการดูดซึมสารอาหารนานยิ่งขึ้น  กระเพาะอาหารของวัวและควายแบ่งออกเป็น  4  ส่วน มีชื่อและลักษณะเฉพาะ  ได้แก่  1 . 1  กระเพาะผ้าขี้ริ้วหรือรูเมน  ( Rumen )   เป็นกระเพาะอาหารที่มีจุลินทรีย์ พวกแบคทีเรียและ  โพรโทซัวจำนวนมาก  จุลินทรีย์พวกนี้สร้างน้ำย่อยเซลลูเลส  ย่อยสลายเซลลูโลสจากพืชที่กินเข้าไปและสามารถสำรอกอาหารออกมาเคี้ยวเอื้องเป็นครั้งคราวเพื่อบดเส้นใยให้ละเอียดจึงเรียกสัตว์พวกนี้ว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง 1 . 2  กระเพาะรังผึ้งหรือเรติคิวลัม  ( Reticulum )   ทำหน้าที่ย่อยนม เมื่อโค กระบือยังเล็กอยู่   และมีจุลินทรีย์เช่นเดียวกับกระเพาะอาหารส่วนรูเมน 2.3  การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดกินพืช
1 . 3  กระเพาะสามสิบกลีบหรือโอมาซัม  ( Omasum )   ทำหน้าที่ผสมและบดอาหาร นอกจากนี้ยังดูดซึมและซับน้ำจากรูเมนอีกด้วย 1.4  กระเพาะจริงหรืออะโบมาซัม  ( Abomasum )   มีการย่อยอาหารและ จุลินทรีย์ไปพร้อมๆกัน  แล้วจึงส่งต่อไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยให้สมบูรณ์เมื่ออาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็กตอนต้น  จะมีการย่อยโปรตีน  ไขมันและแป้งจากน้ำย่อยจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับ  จากนั้นก็ดูดซึมเข้าสู่ระบบหมุนเวียนต่อไป
ภาพที่  2.16  แสดงทางเดินอาหารของวัว ที่มา  : www.nicksnowden.net/images/cow_cutaway_rumina
 
 
 
การย่อยอาหาร  ( Digestion )   คือ  กระบวนการแปรสภาพสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง  เพื่อการดูดซึมเข้าสู่เซลล์ คนมี ระบบทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์   ลักษณะเป็นท่อ มีอวัยวะทำหน้าที่พิเศษหลายอย่างอยู่ระหว่างช่องเปิดทั้ง  2   ช่องมีเนื้อเยื่อบุผิวปกคลุมด้วยเมือกบุพื้นผิวด้านใน อาหารที่กินเข้าไปเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว คือจากปากผ่านคอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก นอกจากนี้ยังมีต่อมน้ำลาย ถุงน้ำดี  ตับ  ตับอ่อน เป็นอวัยวะพิเศษทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์และสารอื่นเข้าสู่บริเวณเฉพาะแห่งของทางเดินอาหาร
การย่อยอาหารมี  2  วิธี   คือ   1.  การบดให้ละเอียด  ( Mechanical  digestion )   โดยใช้ฟันบดเคี้ยวหรือการ เคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร  กระเพาะอาหารและลำไส้เป็นจังหวะเรียกว่า เพอริสทัลซีส  ( Peristalsis ) 2.  การให้เอนไซม์ย่อยอาหาร  ( Digestive  enzyme )   เป็นกระบวนการทางเคมี   ( Chemical  digestion )  เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอนไซม์จากต่อมต่าง ๆ ทำหน้าที่ใน การย่อยอาหาร  เป็นชนิดที่ทำปฏิกิริยาร่วมกับน้ำ  จึงเรียกเอนไซม์พวกนี้ว่า ไฮโดรเลส  ( Hydrolase )   เอนไซม์  ( Enzyme )   คือสารอินทรีย์พวกโปรตีน ซึ่ง สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้น  เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต  แบ่งเป็น  3 ชนิด Carbohydase   เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต
ภาพที่   3 . 1  การเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหารติดต่อกันเป็นลูกคลื่น  เรียกว่าเพอริสทัลซีส ที่มา  :  www.nlm.nih.gov/medlineplus/spanish/ency/images/ency/fullsize/9736.jpg
1.Carbohydase  เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่  3 . 1  การย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเอนไซม์พวก  Carbohydase จนได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว Carbohydase  เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่  3 . 1  การย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเอนไซม์พวก  Carbohydase จนได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
2. Protease  เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน ดังแผนภาพ ภาพเคลื่อนที่  3 . 2  การย่อยสารอาหารโปรตีนโดยเอนไซม์พวก Protease  จนได้กรดอะมิโน  Protease   เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่  3 . 2  การย่อยสารอาหารโปรตีนโดยเอนไซม์พวก Protease  จนได้กรดอะมิโน
3.Lipase  เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน  ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่  3 . 3  การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก  Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล  Lipase   เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน  ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่  3 . 3  การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก  Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล  Lipase   เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน  ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่  3 . 3  การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก  Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล
อาหารที่คนเรานำเข้าสู่ร่างกายจะผ่านไปตามทางเดินอาหารซึ่งยาวประมาณ  9   เมตร ทางเดินอาหารนี้ถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกันดังนี้ 1.  อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร   อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน
ประกอบด้วยขากรรไกร  ( Jaw )  บนและขากรรไกรล่าง  เพดานแข็ง  เพดานอ่อน  ฟัน ลิ้น และต่อมน้ำลาย   1.1  ปากและโพรงปาก  ( Mouth and mouth cavity  )   ภาพที่   3 . 2  ภาพแสดงปากและอวัยวะในโพรงปาก ที่มา  : snore-gonomics.com
ปาก  ( Mouth )   เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบทางเดินอาหาร  มีหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหาร   เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก  จะถูกบดด้วยฟัน  มีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารให้เข้าน้ำลาย ฟัน  ( Teeth )   มีหน้าที่ในการตัด ฉีก และบดอาหาร  ซึ่งฟันแท้แบ่งออกเป็น  4  ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่  คือ   ฟันตัด ( Incisor )  ฟันฉีก ( Canine )  ฟันกรามหน้า ( Premolar )  ฟันกรามหลัง ( Molar )
ภาพ ที่   3 . 3  แสดงตำแหน่งฟันทั้ง  4   ชนิด (  Incisor   ,Canine ,Premolar   และ  Molar ) ที่มา  : www.remedypost.com/site-images/teeth.jpg
ฟันของคนเรามี  2   ชุด   คือ 1 .  ฟันน้ำนม  ( Temporary  teeth  )   เป็นฟันชุดแรก  มี  20  ซี่ จะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่ออายุประมาณ  6  เดือน เริ่มหักเมื่ออายุประมาณ  6  ขวบ สูตรฟันน้ำนมของคนเฉพาะ 1 / 4  ของปาก  คือ  I : C : PM : M  คือ  2 : 1 : 0 : 2 2 .  ฟันแท้  ( Permanent  teeth )   เป็นฟันชุดที่  2  มีจำนวน  32   ซี่ จะงอกครบเมื่ออายุประมาณ  13  ปี  สูตรฟันแท้ของคนเฉพาะ 1 / 4  ของปาก  คือ  I : C : PM : M  คือ  2 : 1 : 2 : 3   โครงสร้างของฟันประกอบด้วย ตัวฟัน ( Crown )  จะมีสารเคลือบฟัน ( Enamel )  เป็นสารที่มีความแข็งเนื้อแน่นมาหุ้มอยู่ช่วยไม่ให้ฟันผุง่าย  ซึ่งถัดจากสารเคลือบฟันเข้าไปก็จะเป็นเนื้อฟัน ( Dentine )  ต่อจากเนื้อฟันจะเป็นโพรงฟัน ( Pulp cavity เป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดและเส้นประสาทฟัน  ส่วนที่เป็นลักษณะเรียวต่อจากคอฟันมีลักษณะคล้ายขาเรียกว่ารากฟัน  ( Root )  รากฟันฝังอยู่ในช่องกระดูกขากรรไกรมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและสารซีเมนตัม ( Cementum ) หุ้มอยู่
ภาพที่   3 . 4  รูปร่างลักษณะของตัวฟัน  คอฟัน  และรากฟัน ที่มา  :  faculty/web_bed/apichat/digestive/picture/teeth02.jpg
ลิ้น  ( Tongue )   เป็นกล้ามเนื้อโครงร่าง  มีเยื่อปกคุลม  ลิ้นทำหน้าที่บอกตำแหน่งอาหาร  กลืนอาหารและเปล่งเสียง  และมีหน่วยรับรู้สารเคมี  ( Chemoreceptor ) ในการรับรสอาหาร และคลุกเคล้าอาหารให้เป็นก้อน  ( Bolus )  แล้วช่วยส่งอาหารเข้าสู่ทางเดินอาหารส่วนถัดไป  ภาพที่   3 .  5  ลิ้นและตำแหน่ง ของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ
ต่อมน้ำลาย  ( Salivary  gland )   สร้างน้ำลาย ( Saliva )  ซึ่งประกอบด้วย เอนไซม์ อะไมเลส  น้ำ และเมือก  ประกอบด้วยต่อมน้ำลายมี  3  คู่  คือ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ( Sublingual gland )  ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร ( Submaxillary gland   หรือ  Submandibular gland )  และต่อมน้ำลายข้างกกหู ( Parotid gland )  ดังแผนภาพ  ภาพที่   3 . 6  ตำแหน่งของต่อมน้ำลายทั้ง  3  คู่ของคน   ที่มา  : health.allrefer.com
การหลั่งน้ำลาย  ( Salivation )   การหลั่งน้ำลายออกมาวันละ  1,000  -  1,500  ลูกบาศก์เซนติเมตร  จะเกิดเมื่อระบบประสาทพาราซิมพาเธติก  ถูกกระตุ้น  เช่น  การมองเห็นอาหาร  กลิ่นอาหาร  รสอาหาร  หรือความนึกคิด  ทำให้หลั่งน้ำลายส่วนใส ๆ ออกมา   น้ำลายชนิดใสเป็นน้ำลายที่มีน้ำย่อยอะไมเลสอยู่ด้วย   ทำให้โมเลกุลของแป้งแตกตัวเป็นน้ำตาลมอลโทส  ส่วนน้ำลายชนิดเหนียวจะมี เมือก ( Mucus )   อยู่มากทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นอาหาร  เพื่อสะดวกในการกลืน และการผ่านอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร
อาหารถูกกลืนโดยลิ้นดันก้อนอาหารไปทางด้านหลังลงสู่ช่องคอ เมื่อเริ่มการกลืน   เพดานอ่อน ( Soft plate )   ยกขึ้นปิดช่องจมูก  ฝาปิด กล่องเสียง ( Epiglottis )   จะปิดหลอดลม   กล้ามเนื้อบริเวณคอหอย หดตัวดันก้อนอาหาร  ( Bolus )   เคลื่อนเข้าสู่หลอดอาหาร   1.2  คอหอย  ( Pharynx )   ภาพที่  3 . 7  แสดงโครงสร้างของคอหอย  เพดานอ่อน  ฝาปิดกล่องเสียง   ที่มา  : www.oncologychannel.com/onc/Images/pharynx.gif
หลอดอาหารไม่มีต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เมื่ออาหารผ่านลงสู่หลอดอาหารจะทำให้เกิดการหดตัวติดต่อกันเป็นลูกคลื่นของผนังกล้ามเนื้อหลอดอาหาร ซึ่งเรียกว่า  เพอริสทัลซิส  ( Peristalsis )  ไล่ให้อาหารตกลงสู่กระเพาะอาหาร   1.3  หลอดอาหาร  ( Esophagus )
ภาพที่   3 . 8  ตำแหน่งของหลอดอาหารต่อจากคอหอยและอยู่ด้านหลังหลอดลม ที่มา  : www.freewebs.com
ภาพที่   3 . 9  แสดงการหดตัวและคลายตัวเป็นจังหวะ ของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังหลอดอาหารแบบเพอริสทัลซีส ที่มา  :   www.thaigoodview.com
1.4  กระเพาะอาหาร  ( Stomach )   กระเพาะอาหาร อยู่ภายในช่องท้องด้านซ้ายใต้กะบังลม เป็นถุงกล้ามเนื้อที่ยืดขยายได้ดี  แข็งแรงมาก  สามารถขยายความจุได้ถึง  500 – 2,000 cm 3   ผนังของกระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นคลื่น เรียกว่า   รูกี  ( Rugae )   มีต่อมสร้างน้ำย่อย  35   ล้านต่อม ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร เรียกว่า  Gastic  juice   มีกล้ามเนื้อหูรูดอยู่  2  แห่ง คือ  กล้ามเนื้อหูรูด ที่ต่อกับ หลอดอาหาร  ( Cardiac sphincter )   และกล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับ ลำไส้เล็ก  ( Pyloric sphincter )   น้ำย่อยรวมตัวกับอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆเรียกว่า   ไคม์  ( Chyme )   จะถูกส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กต่อไป
กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น  4  ส่วน  คือ  คาร์เดีย ( Cardia )  ฟันดัส ( Fundus )  ตัวกระเพาะ ( Body )  และไพลอรัส ( Pylorus )   ภาพที่   3 . 10  โครงสร้างของกระเพาะอาหารซึ่งแบ่งออกเป็น  4  ส่วน และโครงสร้างของผนังกระเพาะอาหารของคน ที่มา  : faculty.southwest.tn.edu
การหลั่งเอนไซม์ในกระเพาะอาหารถูกควบคุมโดยระบบประสาทและฮอร์โมนแกสตริน  ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้  ฮอร์โมนแกสตรินกระตุ้นให้หลั่ง เพปซิโนเจน ( Pepsinogen )  และโพรเรนนิน ( Prorennin )   กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือ เปลี่ยนเพปซิโนเจนและโพรเรนนินให้เป็นเพปซินและเรนนิน ซึ่งเพปซินและเรนนินจะย่อยโมเลกุลของโปรตีนให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลงเพื่อส่งต่อไปยังดูโอดีนัม
  อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนและยังไม่ย่อยเคลื่อนที่ผ่านกล้ามเนื้อ หูรูดของกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก  ลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นท่อยาว ประมาณ  6 – 7   เมตร กว้าง  2 . 5  เซนติเมตร  ขดอยู่ในช่องท้อง  แบ่ง ออกเป็น  3  ส่วน ส่วนต้นเรียก  ดูโอดีนัม ( Duodenum )   ยาวประมาณ  25   เซนติเมตร  ส่วนถัดไป เรียกว่า  เจจูนัม ( Jejunum )   ยาวประมาณ  2 . 50   เมตร  ส่วนท้ายเรียก  ไอเลียม ( Ileum )   ยาวประมาณ  4   เมตร 1.5  ลำไส้เล็ก  ( Small intestine )
ภาพที่   3 . 11  แสดงส่วนต่าง ๆ ของลำไส้เ ที่มา  :  www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/images/ency/fullsize/19221.jpg
เซลล์ผนังของลำไส้เล็กมีการผลิตเอนไซม์   -  อะมิโนเพปทิเดส  ไดเพปทิเดส  ไตรเพปทิเดส  ย่อยโปรตีน -  เอนเทอโรคิเนส เปลี่ยนทริปซิโนเจนให้เป็นทริปซิน -  ซูเครส  แลกเทส  มอลเทส  ย่อยซูโครส แลกโทส และมอลโทส ตามลำดับ -  ไลเพส  ย่อยไขมัน
อาหารที่ย่อยไม่หมดหรือย่อยไม่ได้เรียกว่ากากอาหาร  รวมทั้งน้ำ  วิตามิน  และแร่ธาตุบางส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็ก จะเข้าสู่ลำไส้ใหญ่โดยผ่านหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้ใหญ่กับไอเลียม ลำไส้ใหญ่ของคนยาวประมาณ  1 . 50  เมตร ประกอบด้วย  ซีกัม ( Caecum )  โคลอ ( Colon ) และ ไส้ตรง ( Rectum )  ลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและวิตามินบี  12  ที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สร้างขึ้น  และส่งกากอาหารออกทางไส้ตรงต่อไป   1.6  ลำไส้ใหญ่  ( Large intestine )
ส่วนซีกัมจะมีไส้ติ่ง ( Appendix )  ยื่นออกจากซีกัมไป  ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร ภาพที่   3 . 12  แสดงลำไส้ใหญ่ส่วนซีกัมซึ่งมีไส้ติ่งอยู่และส่วนโคลอนของลำไส้ใหญ่ ที่มา  : graphics 8. nytimes.com
เมื่อกากอาหารถูกส่งเข้าสู่ไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดิน อาหาร  ปฏิกิริยารีเฟ็กซ์กระตุ้นให้ขับอุจจาระออกจากร่างกาย 1.7  ไส้ตรง  ( Rectum )   ภาพที่   3 . 13  แสดงส่วนของไส้ตรงที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ ที่มา  : www.answers.com
เป็นกล้ามเนื้อหูรูด  2  ชั้น  กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันในทำงานนอกอำนาจจิตใจ แต่กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันนอกเปิดออกเมื่อร่างกายต้องการ  ทวารหนักอยู่ต่อกับไส้ตรง  มีกล้ามเนื้อแข็งแรงบีบตัวช่วยในการขับถ่ายกากอาหาร 1.8  ทวารหนัก  ( Anus )   ภาพที่  3 . 14  ภาพทวารหนัก ( Anus ) ที่มา  : pps.uwhealth.org/health/adam/graphics/images/en/7135.jpg
2.  อวัยวะที่ช่วยย่อยอาหารแต่ไม่ใช่ทางเดินอาหาร
ตับ  ( Liver )  ทำหน้าที่สร้างน้ำดีส่งให้ถุงเก็บน้ำดี ถุงน้ำดี  ( Gallbladder )  เป็นที่เก็บน้ำดีที่สร้างจากตับ  น้ำดีมีสีเหลืองปนเขียว รสขม  มีฤทธิ์เป็นเบส  ถุงน้ำดีทำหน้าที่สะสมน้ำดี  ทำให้น้ำดีเข้มข้น และขับน้ำดี เข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น   2.1  ตับ  ( Liver )  และถุงน้ำดี  ( Gallbladder ) ภาพที่   3 . 15  แสดงตำแหน่งตับ ที่มา  : static.howstuffworks.com
ภาพที่  3 . 16  แสดงตำแหน่งถุงน้ำดี ท่อน้ำดี และตำแหน่งที่น้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็ก ที่มา  : www.nlm.nih.gov
ตับอ่อน มีรูปร่างคล้ายใบไม้  อยู่บริเวณส่วนใต้ของกระเพาะอาหาร  ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์ ดังนี้ -  ทริปซิโนเจน  ไคโมทริปซิโนเจน  โพรคาร์บอกซิเพปทิเดส  ส่งไปยังลำไส้เล็ก -  อะไมเลส  ย่อยคาร์โบไฮเดรต -  ไลเพส  ย่อยไขมัน -  สร้างโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต  ( NaHCO3 )  ซึ่งมีฤทธิ์เป็นเบส  เพื่อลดความเป็นกรดจากกระเพาะอาหาร 2.2  ตับอ่อน  ( Pancreas )
ภาพที่  3 . 17  ภาพแสดงตับอ่อนและบริเวณที่ตับอ่อนปล่อยสารลงสู่ลำไส้เล็ก ที่มา  : www. academic.kellogg.cc.mi.us/herbrandsonc/bio201
การดูดซึมสารอาหาร  หมายถึง  การที่สารอาหารถูกย่อยสลายจนมีโมเลกุลมีขนาดเล็กลง  เช่นกลูโคส  กรดอะมิโน  แล้วถูกส่งจากผนังทางเดินอาหารเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด เพื่อนำอาหารเหล่าน้ำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  ส่วนกรดไขมันและกลีเซอรอล จะดูดซึมเข้าสู่หลอด น้ำเหลืองฝอย  การดูดซึมแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ตามอวัยวะทางเดินอาหารดังนี้ ปาก  คอหอย  หลอดอาหาร  มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม 3 .  การดูดซึมสารอาหาร  ( Absorption )
ภาพเคลื่อนที่  3.5  การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน  ที่มา  http :// www . pw . ac . th / main / website / sci / 3_main . html ปาก  คอหอย  หลอดอาหาร  มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม     ภาพเคลื่อนที่  3.5  การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน  หลอดอาหาร  มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม     ภาพเคลื่อนที่  3.5  การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน
ภาพเคลื่อนที่  3.6  การดูดซึมสารอาหารประเภท ที่มา  http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_main.html    ภาพเคลื่อนที่  3.5  การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน      ภาพเคลื่อนที่  3.6  การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ภาพเคลื่อนที่  3.5  การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน      ภาพเคลื่อนที่  3.6  การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
ภาพเคลื่อนที่  3.7  การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน ที่มา  http :// www . pw . ac . th / main / website / sci / 3_main . html   ภาพเคลื่อนที่  3.6  การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต     ภาพเคลื่อนที่  3.7  การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน ภาพเคลื่อนที่  3.6  การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต     ภาพเคลื่อนที่  3.7  การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน
กระเพาะอาหาร   มีการดูดซึมน้อยมากเช่นกัน กระเพาะอาหารจะมีการดูดซึม สารที่ละลายในลิพิดได้ดี เช่น  แอลกอฮอล์  และยาบางชนิด   ลำไส้เล็ก  เป็นบริเวณที่มีการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ มากที่สุด ลำไส้เล็กมีการ เพิ่มพื้นที่ผิวโดยมีส่วนที่ยื่นขึ้นมาในท่อของลำไส้มีลักษณะคล้ายนิ้วมือประมาณ 4 – 5  ล้านอัน เรียกว่า  วิลไล ( Villi )   ผิวด้านนอกของวิลไลยื่นออกไปเรียกว่า ไมโครวิลไล  ( Microvilli )   เป็นผลให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมของลำไส้เล็กสูง มาก  ลำไล้เล็กส่วนดูโอดีนัมดูดซึมสารอาหารและวิตามินเกือบทุกชนิด  ส่วน เจจูนัมดูดซึมสารอาหารพวกไขมัน  และส่วนไอเลียมดูดซึมวิตามินบี  12  และเกลือ น้ำดี โดยออสโมซิส  ( Osmosis )  การแพร่แบบฟาซิลิเทต และกระบวนการแอก ทีฟทรานสปอร์ต ( Active  transport )
ภาพที่   3 . 18  แสดงโครงสร้างของวิลไลในลำไส้เล็กของคน ที่มา  :  www.sema.go.th
ลำไส้ใหญ่     ส่วนที่เหลือจากการย่อยและการดูดซึมของลำไส้เล็ก  กากอาหารนี้จะถูกลำไส้ ใหญ่ดูดน้ำ  เกลือแร่ น้ำดี และสารอาหารจากกากอาหาร โดยกระบวนการ  แอกทีฟทรานสปอร์ต  ( Active  transport )
 
 
 
ขอขอบคุณ อาจารย์ ฐิติพร  ปะระมะ ขอขอบคุณผู้แต่งตำราวิชาการ   และ  แหล่งข้อมูลในงานนำเสนอมา ณ โอกาสนี้ด้วย ขอขอบคุณ
ไม่ออก กดออก

502การย่อยอาหารจุลทรีย์ สัตว คน

  • 1.
  • 2.
    ผลการเรียนรู้ เพื่อสืบค้นและอธิบายระบบการย่อยอาหารของจุลินทรีย์ สัตว์และคน
  • 3.
    วิชา ว 30243 ชีววิทยา 3 คุณครูฐิติพร ปะระมะ ครูที่ปรึกษา ปีการศึกษา 2554
  • 4.
  • 5.
  • 6.
  • 7.
    1 . 1 รา เนื่องจากรามีผนังเซลล์ จึงไม่สามารถนำสารโมเลกุลใหญ่เข้าสู่เซลล์ได้ การย่อยอาหารจึงเป็น การย่อยภายนอกเซลล์ ( Extracellular  digestion)  โดยส่งน้ำย่อยหรือเอนไซม์ออกมาย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็กก่อน แล้วจึงดูดซึมสาร โมเลกุลเล็กเข้าสู่เซลล์ การย่อยสารโมเลกุลใหญ่โดยราและแบคทีเรีย จะขึ้นอยู่กับเอนไซม์อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น ยีสต์จริญได้ดีในอาหารพวกน้ำตาลเพราะยีสต์มีเอนไซม์อินเวอร์เทส ในการย่อยสลายน้ำตาล 1 . การย่อยอาหารของราและแบคทีเรีย
  • 8.
    ภาพที่ 1. 1 ภาพเชื้อราบนขนมปัง แสดงโครงสร้างของรา ที่มา : http://www.rogers.k12.ar.us/users/ehutches/tigerbreadmold1.jpg
  • 9.
    ภาพที่ 1.2 ภาพแสดงเชื้อราที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นบนขนมปัง ที่มา : www.dkimages.com/discover/previews/758/330848.JPG
  • 10.
    1 . 2 แบคทีเรีย แบคทีเรียมีการย่อยอาหารโดยส่งน้ำย่อยออกมาย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นสารโมเลกุลเล็กก่อนแล้วจึงดูดซึมสารโมเลกุลเล็กเข้าสู่เซลล์ จัดว่าเป็น การย่อยภายนอกเซลล์ ( Extracellular digestion) แบคทีเรียบางชนิดสามารถย่อยสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อนได้ แต่บางชนิดอาจจะย่อยได้เฉพาะสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก
  • 11.
    ภาพที่ 1. 3 ภาพแสดงรูปร่างของแบคทีเรียชนิดต่างๆ
  • 12.
    ภาพที่ 1. 4 แสดงโครงสร้างของแบคทีเรีย ที่มา : www.norcalblogs.com
  • 13.
    โพรโทซัว เป็นโพรตีสต์เซลล์เดียวสร้างอาหารเองไม่ได้ ไม่มีผนังเซลล์แต่สามารถเคลื่อนที่ได้ ไม่มีระบบทางเดินอาหารและระบบย่อยอาหารโดยเฉพาะ อาศัยส่วนต่างๆ ของเซลล์ช่วยในการนำอาหารเข้าสู่เซลล์ อาหารที่เข้าไปภายในเซลล์จะอยู่ใน ฟูดแวคิวโอล ( Food vacuole ) ภายในไซโทพลาสซึมจากนั้น ไลโซโซมภายในเซลล์จะย่อยอาหารซึ่งเป็น การย่อยภายในเซลล์ ( Intracellular digestion) กากอาหารจะถูกกำจัดออกโดยการแพร่ เช่น อะมีบา พารามีเซียม และยูกลีนา 2 . การย่อยอาหารของโพรโทซัว
  • 14.
    2 . 1 อะมีบา อะมีบาเป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย เท้าเทียม อาหารของอะมีบาประกอบ ด้วยเศษสารอินทรีย์ เซลล์แบคทีเรีย สาหร่ายและ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ อะมีบานำอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์โดยวิธี ฟาโกไซโทซีส โดยยื่น ซูโดโพเดียม ( Pseudopodium ) ออกไปโอบล้อมอาหารทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์แล้วทำให้มีลักษณะเป็นถุง เรียกว่าฟูดแวคิวโอลต่อจากนั้นไซโทพลาสซึมของอะมีบาจะสร้างน้ำย่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดเกลือ ( HCl ) ออกมาย่อยอาหารภายใน ฟูดแวคิวโอล การเคลื่อนไหวของไซโทพลาสซึมจะทำให้สารอาหารต่างๆ ถูกลำเลียงไปทั่ว ๆ เซลล์ ส่วนกากอาหารที่เหลือขนาดเล็กจะถูกขับออกทางเยื่อหุ้มเซลล์โดยการแพร่
  • 15.
    ภาพที่ 1. 5 แสดงอาหารเข้าสู่เซลล์ของอะมีบาโดย Endocytosis การย่อยอาหาร ( Digestion ) และอาหารออกจากเซลล์ของอะมีบาโดย Exocytosis
  • 16.
    ภาพที่ 1. 6 ภาพแสดงอะมีบายื่นซูโดโพเดียม ( Pseudopodium ) ออกไปโอบล้อมอาหาร ทำให้อาหารตกเข้าไปอยู่ภายในเซลล์แล้วทำให้มีลักษณะเป็นถุงเรียกว่าฟูดแวคิวโอล
  • 17.
    ภาพเคลื่อนที่ 1. 1 ภาพอะมีบายื่นไซโทพลาสซึมออกไปส่วนที่ยื่นเรียกว่าซูโดโพเดียม
  • 18.
    ภาพเคลื่อนที่ 1.2 อาหารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์โดยฟาโกไซโทซีสออร์แกเนลล์ไลโซโซม ปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร ที่มา : http: // student . ccbcmd . edu / -gkiser / biotutorials / eustruct / phagocyt . html
  • 19.
    2 . 2 พารามีเซียม พารามีเซียมเป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วย ขนเซลล์ ( Cilia ) อาหารของพารามีเซียมก็คล้ายกับของอะมีบา พารามีเซียมจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์ทาง ร่องปาก ( Oral groove ) โดยซีเลียที่อยู่บริเวณ ร่องปากช่วยโบกพัดอาหารเข้าไปจนถึงปาก ( Mouth ) ที่อยู่ปลายสุดของช่องนี้ อาหารนั้นจะถูกนำเข้าเซลล์อยู่ใน ฟูดแวคิวโอล ขณะที่ฟูดแวคิวโอลเคลื่อนที่ไปจะมีการย่อยอาหารเกิดขึ้นโดยเอนไซม์จากไลโซโซม ทำให้ฟูดแวคิวโอลมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ สารอาหารที่ได้จากการย่อยก็จะกระจาย และแพร่ไปได้ทั่วทุกส่วนของเซลล์ ส่วนที่เหลือจากการย่อยก็จะถูกขับออกจากเซลล์ในรูปของกากอาหารต่อไป
  • 20.
    ภาพที่ 1.7 ภาพซ้ายแสดงการเคลื่อนที่ของฟูดแวคิวโอลในพารามีเซียม ภาพขวาแสดงร่องปาก ซิเลีย ฟูดแวคิวโอล ที่มา : รูปซ้าย www.biologycorner.com รูปขวา www.cartage.org.lb
  • 21.
    ภาพเคลื่อนที่ 1.3 การเคลื่อนไหวของซิเลีย ที่มา : www.people . eku . edu ./ ritehisong / 301notcsi
  • 22.
    อะมีบาและพารามีเซียมมีวิธีการกินอาหารที่แตกต่างกัน คืออะมีบาจะนำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยวิธีการฟาโกไซโทซีส และพิโนไซโทซีสเพราะไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เป็นทางนำอาหารเข้าสู่เซลล์โดยเฉพาะ แต่ของพารามีเซียมมีขนเซลล์ที่บริเวณร่องปากและร่องปากทำหน้าที่เป็นทางเข้า ออกของอาหารที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงกว่า
  • 23.
    2 . 3 ยูกลีนา ยูกลีนาได้อาหารโดยวิธีการสังเคราะห์ด้วยแสง เนื่องจากมี โครมาโทฟอร์ ( Chromatophore ) ซึ่งเป็นรงควัตถุ จึงสังเคราะห์แสงได้ นอกจากนี้ยังดำรงชีพด้วยการย่อยสารอาหารที่อยู่รอบๆตัวแล้วส่งเข้าร่องปาก ตัวยูกลีนาจะรับอาหารจากสิ่งแวดล้อมที่มีอินทรีย์สารละลายอยู่ในปริมาณสูง ได้ 2 วิธี คือ 2 . 3 . 1 การดูดเอาอินทรีย์สารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่ภายในเซลล์โดยตรง 2 . 3 2 ใช้ช่องบริเวณรอบ ๆ โคนแฟลกเจลลัม ( Gullet ) ซึ่งที่ปลายบนสุด ของช่องนี้จะมีปาก ( Mouth ) เปิดอยู่ อาหารที่ลอยอยู่ในน้ำจะผ่านเข้าสู่ช่องนี้ แล้วเข้าสู่ภายในเซลล์
  • 24.
    ภาพที่ 1.8 ภาพบนซ้ายแสดงภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์ ภาพขวาแสดงโครงสร้างของยูกลีนา ที่มา : www.cartage.org.lb
  • 25.
  • 26.
  • 27.
  • 28.
    สัตว์แต่ละชนิดมีการนำสารอาหารเข้าสู่ร่างกายและย่อยอาหารอย่างไร การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิด สัตว์บางชนิด เช่น ฟองน้ำไม่มีระบบทางเดินอาหาร แต่จะมีเซลล์พิเศษทำหน้าที่จับอาหารเข้าสู่เซลล์แล้วทำการย่อยภายในเซลล์สัตว์บางชนิดมีระบบ ทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีช่องเปิดทางเดียว เช่น ไฮดรา พลานาเรีย สัตว์บางชนิดเช่น ไส้เดือนดิน แมลงและสัตว์มีกระดูกสันหลังมีระบบ ทางเดินอาหารสมบูรณ์ คือมีปากและทวารหนัก ระบบทางเดินอาหารของสัตว์เหล่านี้จะมีโครงสร้างรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและพฤติกรรมการกิน
  • 29.
    1. การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
  • 30.
    ฟองน้ำ (Sponge ) เป็นสัตว์ใน ไฟลัมพอริเฟอรา   ไม่มีปากและทวารหนักที่แท้จริงทางเดินอาหารเป็น แบบร่างแห ( Channel network ) ซึ่งไม่ใช่ทางเดินอาหารที่แท้จริง เป็นเพียงรูเปิดเล็กๆ ข้างลำตัว เรียกว่า ออสเทีย ( Ostia ) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำเป็นการนำอาหารเข้าสู่ลำตัว ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัว เรียกว่า ออสคิวลัม ( Osculum ) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก ผนังด้านในมีเซลล์พิเศษ เรียกว่า เซลล์โคแอนโนไซต์ ( Choanocyte ) โบกพัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการไหลเวียนของอาหาร ตัวเซลล์โคแอนโนไซต์นำอาหารเข้าสู่เซลล์โดย ฟาโกไซโทซีส ( Phagocytosis ) เกิดเป็นฟูดแวคิวโอลและมีการย่อยอาหารภายในฟูดแวคิวโอลนอกจากนี้ยังพบเซลล์ บริเวณใกล้กับเซลล์โคแอโนไซต์มีลักษณะคล้ายอะมีบา เรียกว่า อะมีโบไซต์ ( Amoebocyte ) สามารถนำสารอินทรีย์ขนาดเล็กเข้าสู่เซลล์และย่อยอาหารภายในเซลล์แล้วส่งอาหารที่ย่อยแล้วไปยังเซลล์อื่นได้ 1.1 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่ไม่มีทางเดินอาหาร
  • 31.
    ภาพที่ 2. 1 แสดงโครงสร้างภายในของฟองน้ำ เซลล์โคแอโนไซด์ ในการจับอาหารแบบฟาโกไซโทซีสย่อย แล้วส่งอาหารต่ออะมีโบไซต์ ที่มา : www.mun.ca / biology / scarr / Porifera.htm
  • 32.
    ภาพเคลื่อนที่ 2.1 แสดงออสเทีย ( Ostia )  ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำ              ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัวเรียกว่าออสคิวลัม (Osculum) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก อาหารแบบฟาโกไซโทซีสย่อย แล้วส่งอาหารต่ออะมีโบไซต์ ที่มา : www.mun.ca / biology / scarr / Porifera.htm   ภาพเคลื่อนที่ 2.1 แสดงออสเทีย ( Ostia )  ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลเข้าสู่ลำตัวฟองน้ำ              ส่วนรูเปิดด้านบนลำตัวเรียกว่าออสคิวลัม (Osculum) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำออก
  • 33.
    เป็นทางเดินอาหารที่มีทางเปิดทางเดียว คือ มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก  ปากทำหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหารและทางออกของกากอาหาร ระบบทางเดินอาหารยังไม่พัฒนามากนัก ไฮดรา เป็นสัตว์ใน ไฟลัมไนดาเรีย มีทางเดินอาหารเป็น แบบปากถุง ( One hole sac ) ไฮดราใช้อวัยวะคล้ายหนวด เรียกว่า หนวดจับ ( Tentacle ) ซึ่งมีอยู่รอบปาก อาหารของไฮดราคือ ตัวอ่อนของกุ้ง ปู และไรน้ำเล็กๆ และใช้เซลล์ที่มี เนมาโทซิสต์ ( Nematocyst)  หรือเข็มพิษที่อยู่ที่ปลายหนวดจับในการล่าเหยื่อ ต่อจากนั้นจึงส่งเหยื่อเข้าปาก ทางเดินอาหารของไฮดราอยู่กลางลำตัวเป็นท่อกลวงเรียกว่า ช่องแกสโตรวาสคิวลาร์ ( Gastrovascular cavity ) ซึ่งบุด้วยเซลล์ทรงสูง เรียกว่า ชั้นแกสโตรโดรมิส ( Gastrodermis ) เป็นเยื่อชั้นในบุช่องว่างของลำตัวซึ่งประกอบด้วย 1.2 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ ( Incomplete digestive tract )
  • 34.
    1. นิวทริทิพเซลล์ ( Nutritive cell ) บางเซลล์มีแซ่ 2 เส้น เรียกว่า แฟลเจลเลตเซลล์ (Flagellate cell) บางเซลล์คล้ายอะมีบา เรียกว่า อะมีบอยด์เซลล์ ( Amoebiol cell ) ทำหน้าที่ยื่นเท้าเทียมออกมาล้อมจับอาหาร ส่วนแฟลเจลเลตเซลล์ มีหน้าที่โบกพัดให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำภายใน ช่องแกสโทรวาสคิวลาร์ และโบกพัดให้กากอาหารเคลื่อนที่ออกทางปากต่อไป 2. เซลล์ต่อมหรือเซลล์ย่อยอาหาร ( Gland cell or digestive cell ) เป็นเซลล์ที่สร้างน้ำย่อยและปล่อยออกมา ซึ่งการย่อยอาหารโดยเซลล์ต่อม จัดเป็นการย่อยอาหารแบบนอกเซลล์ ส่วนการย่อยโดยอะมีบอยด์เซลล์จัดเป็นการ ย่อยอาหารแบบภายในเซลล์
  • 35.
    ภาพที่ 2.2 แสดงช่องว่างกลางลำตัวของไฮดรา ( Gastrovascular cavity ) เซลล์จับอาหารกิน ( Nematosis ) และเซลล์พิเศษที่สร้างน้ำย่อยของไฮดรา ที่มา : www.baanlast.th.gs / web-b / aanlastle.htm
  • 36.
    หนอนตัวแบน เป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส (Platyhelminthes) ได้แก่ พลานาเรีย พยาธิใบไม้ และพยาธิตัวตืด พลานาเรีย ทางเดินอาหารของพลานาเรียเป็น แบบ 3 แฉก แต่ละแฉกจะมีแขนงของทางเดินอาหารแตกแขนงย่อยออกไปอีกเรียกว่า ไดเวอร์ทิคิวลัม ( Diverticulum ) ปากอยู่บริเวณกลางลำตัว ต่อจากปากเป็นคอหอย ( Pharynx ) มีลักษณะคล้ายงวงยาวหรือ โพเบอซิส ( Probosis ) มี กล้ามเนื้อแข็งแรง มีหน้าที่จับอาหารเข้าสู่ปาก กากอาหารที่เหลือจากการย่อยและดูดซึมแล้วจะถูกขับออกทางช่องปากเช่นเดิม การย่อยอาหารของพลานาเรียเป็นการ ย่อยภายนอกเซลล์ นอกจากนี้เซลล์บุผนังช่องทางเดินอาหารยังสามารถฟาโกไซโทซิสจับอาหารเข้ามาย่อยภายในเซลล์ได้ด้วย
  • 37.
    ภาพที่ 2.3 ภาพซ้ายแสดงคอหอยที่ใช้จับอาหารและปาก และภาพขวาแสดงทางเดินอาหารของพลานาเรีย ที่มา : รูปซ้าย www. johnson.emcs.net รูปขวา www.geocities.com
  • 38.
    2. พยาธิใบไม้ มีทางเดินอาหาร คล้ายพลานาเรีย แต่ทางเดินอาหารส่วนลำไส้ไม่แตกกิ่งก้านสาขา มีลักษณะคล้ายอักษรรูปตัววาย ( Y–shape ) ทางเดินอาหารของพยาธิใบไม้ประกอบด้วยปากปุ่มดูด ( Oral sucker ) ที่มีปากดูดกินอาหารจากโฮสต์ ต่อจากปากเป็นคอหอย ( Pharynx ) ต่อจากคอหอยเป็นหลอดอาหารสั้น ๆซึ่งจะต่อกับลำไส้ ( Intestine ) ภาพที่ 2.4 แสดงทางเดินอาหารของพยาธิใบไม้และอวัยวะภายในบางชนิด ที่มา : geocities.com
  • 39.
    3. พยาธิตัวตืด ไม่มีระบบทางเดินอาหาร เพราะอาหารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่ถูกแปรสภาพเรียบร้อยแล้วโดยผู้ถูกอาศัย ใช้กระบวนการแพร่ของสารอาหารที่ย่อยแล้วเข้าสู่ร่างกาย ภาพที่ 2.5 ลักษณะของพยาธิตัวตืด ที่มา : www.kateteneyck.com
  • 40.
    ภาพที่ 2.6 ภาพตัวโตเต็มวัยของพยาธิตัวตืดที่เน้นให้เห็นส่วนหัว โดยเฉพาะส่วนที่ใช้เกาะดูด ( Sucker ) ที่มา : www.thailabonline.com/bacteria/tenia1.jpg
  • 41.
    หนอนตัวกลม เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมเนมาโทดา (Nematoda) มีทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง หรือ ท่อกลวง (Two hole tube) มีคอหอยเป็นกล้ามเนื้อหนาช่วยในการดูดอาหาร มีลำไส้ยาวตลอดลำตัว อาหารที่หนอนตัวกลมกินเข้าไปจะถูกย่อยและดูดซึมโดยลำไส้ 1.3 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ ( Complete digestive tract )
  • 42.
    ทางเดินอาหารของหนอนตัวกลมเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก คอหอยลำไส้เล็ก ไส้ตรง ทวารหนัก ภาพที่ 2.7 แสดงทางเดินอาหารของหนอนตัวกลม มีปากและทาวารหนัก ที่มา : www.uic.edu/classes/bios/bios 100/ labs/animaldiversity.htm
  • 43.
    ไส้เดือนดิน เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมแอนนิลิดา มีระบบทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) ทางเดินอาหารของไส้เดือนดินประกอบด้วยปาก ซึ่งเป็นรูเปิดทางด้านหน้าของปล้องที่หนึ่ง ต่อจากปากก็จะเป็น ช่องปาก (Buccal cavity) คอหอยมีกล้ามเนื้อหนาช่วยในการฮุบกิน มีกระเพาะพักอาหารและมีกึ๋นช่วยในการบดอาหาร ลำไส้สร้างน้ำย่อยปล่อยออกมาย่อยอาหาร สารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบเลือด เพื่อลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายส่วนสารที่ย่อยไม่ได้ก็จะถูกขับออกทางช่องทวารหนักที่อยู่ทางส่วนท้ายของลำตัวเป็นกากอาหาร
  • 44.
    ทางเดินอาหารของไส้เดือนดินเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก คอหอยหลอดอาหาร กระเพาะพักอาหาร กึ๋น ลำไส้ ทวารหนัก ภาพที่ 2.8 แสดงส่วนประกอบของทางเดินอาหารของไส้เดือนดิน ที่มา : www.anatomy.th
  • 45.
    กุ้ง เป็นสัตว์ขาปล้องจัดอยู่ใน ไฟลัมอาร์โทโพดา ทางเดินอาหารเป็น แบบช่อง เปิด 2 ทาง (Two hole tube) แบ่งเป็น 3 ตอน คือ 1. ทางเดินอาหารตอนหน้า (Stomodaeum) ใช้ปากซึ่งมีรยางค์รอบปาก 3 คู่ ช่วยในการกินเคี้ยวอาหารและมี ต่อมน้ำลาย (Salivary gland) ทำหน้าที่สร้าง น้ำย่อย มีหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ซึ่งกระเพาะอาหารของกุ้ง ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ เป็นที่พักและบดอาหาร 2. ทางเดินอาหารตอนกลาง ( Mesenteron ) เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากกระเพาะ อาหาร และมีช่องรับน้ำย่อย ทางเดินอาหารส่วนนี้จึงทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร 3. ทางเดินอาหารตอนปลาย (Protodaeum) เป็นส่วนที่เรียกว่าลำไส้ เป็นท่อ เล็ก ๆ พาดไปทางด้านหลังของลำตัว และไปเปิดออกที่ส่วนท้ายของส่วนท้อง เรียกว่า ทวารหนัก
  • 46.
    ทางเดินอาหารของกุ้งเรียงตามลำดับดังนี้ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารตอนกลาง ลำไส้ ทวารหนัก ภาพที่ 2.9 แสดงทางเดินอาหารของกุ้ง ที่มา : www.infovisual.info/02/img_en/025%20Internal%...
  • 47.
    แมลง เป็นสัตว์ในกลุ่มขาปล้องจัดอยู่ใน ไฟลัมอาร์โทโพดา ทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) ปากของแมลงมีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างออกไป ให้มีความเหมาะสมกับสภาพของอาหารที่แมลงแต่ละชนิดกิน แต่แมลงมีลักษณะพื้นฐานของทางเดินอาหารที่เหมือนกัน คือ ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะพักอาหารขนาดใหญ่ อยู่บริเวณทรวงอก และ กระเพาะบดอาหาร (Gizzard) ช่วยในการกรองและบดอาหาร มี ต่อมสร้างน้ำย่อย ( Digestive gland ) มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ 8 อัน ยื่นออกมาจากทางเดินอาหารระหว่างกึ๋นและกระเพาะอาหาร
  • 48.
    ทางเดินอาหารของแมลงเรียงตามลำดับได้ดังนี้ ปาก หลอดอาหารกระเพาะพักอาหาร กึ๋น ลำไส้เล็ก ทวารหนัก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ภาพที่ 2.10 แสดงทางเดินอาหารของตั๊กแตน ที่มา : kentsimmons.uwinnipeg
  • 49.
    หอยกาบ เป็นสัตว์ที่อยู่ใน ไฟลัมมอลลัสกา มีทางเดินอาหารเป็น แบบช่องเปิด 2 ทาง (Two hole tube) หอยกาบมีทางเดินอาหารแบ่งออกเป็นส่วน ๆ คือ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ตรงและทวารหนัก การกินอาหารของหอยกาบ จะใช้ เลเบียลพัลพ์ (Labial palp) ข้างละ 1 คู่ ของปาก ช่วยพัดโบกให้อาหารตกลงไป ในปาก
  • 50.
    ทางเดินอาหารของหอยกาบเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหารลำไส้เล็ก ไส้ตรง ทวารหนัก ภาพที่ 2.11 แสดงทางเดินอาหารของหอย ที่มา : www.cnsweb.org/digestvertebrates
  • 51.
  • 52.
    ปลา เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata) ปลามีทั้งปลาปากกลมซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีขากรรไกรขอบของปากและลิ้นมีฟันใช้ขูดเนื้อและดูดกินเลือดสัตว์อื่น ปลาฉลามมีปากอยู่ทางด้านล่างและมีฟันจำนวนมาก ฉลามมีลำไส้สั้นและภายในมีลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือน บันไดเวียน ( Spiral valve ) ช่วยในการถ่วงเวลาไม่ให้อาหารเคลื่อนตัวไปเร็ว และพวกปลากระดูกแข็งมีปากซึ่งภายในมีฟันรูปกรวย มีลิ้นขนาดเล็กยื่นออกมาจากปากทำหน้าที่รับสัมผัส พวก ปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาน้ำดอกไม้ ปลาพวกนี้จะมี ลำไส้สั้น ส่วน ปลากินพืช เช่น ปลาทู ปลาสลิด จะมี ลำไส้ยาว 2.1 การย่อยอาหารของปลา
  • 53.
    ทางเดินอาหารของปลาเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหารลำไส้เล็ก ทวารหนัก คอหอย กระเพาะอาหาร ภาพที่ 2.12 ภาพแสดงทางเดินอาหารของปลา ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี . 2544. ชีววิทยาเล่ม . บทที่ 5 หน้า 32
  • 54.
    ภาพที่ 2.13 แสดงลิ้นซึ่งมีลักษณะเหมือนบันไดเวียน ( Spiral valve ) ของปลาฉลาม ที่มา : library.think.org
  • 55.
    ได้แก่ นก เป็ดไก่ ซึ่งเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังจัดอยู่ใน ไฟลัมคอร์ดา ( Chordata ) ทางเดินอาหารประกอบด้วยปากซึ่งไม่มีฟัน ต่อมน้ำลายเจริญไม่ดี แต่สร้างเมือกสำหรับคลุกเคล้าอาหารและหล่อลื่นได้ มีคอหอยสั้น หลอดอาหารยาว มี ถุงพักอาหาร ( Crop ) ซึ่งทำหน้าที่เก็บอาหารสำรองไว้ย่อยภายหลัง กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กระเพาะตอนหน้าหรือ กระเพาะย่อย ( Proventriculus ) ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย และกระเพาะอาหารตอนท้ายหรือ กระเพาะบด ( Gizzard ) ต่อจากกระเพาะบดเป็นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ส่วนท้ายเป็น โคลเอกา ( Cloaca ) ที่มีท่อไตและท่อของระบบสืบพันธุ์มาเปิดเข้าด้วยกัน และทวารหนักซึ่งเป็นส่วนท้ายสุด 2.2 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดปีก
  • 56.
    ทางเดินอาหารของสัตว์ปีกเรียงตามลำดับต่อไปนี้ ปาก หลอดอาหาร ทวารหนัก กระเพาะ พัก อาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ กึ๋น ภาพที่ 2.14 แสดงทางเดินอาหารของนก ที่มา : www.kidwings.com
  • 57.
    ภาพที่ 2.15 แสดงทางเดินอาหารของไก่ ที่มา : www.dpi.qld.gov.au/images/AnimalIndustries_Po...
  • 58.
    ได้แก่ วัว ควายจะมีโครงสร้างของทางเดินอาหารแตกต่างจากคนและสัตว์กินเนื้ออื่นๆ อยู่ 2 ประการ คือ 1. การมีทางเดินอาหารที่ยาวมากๆ ยาวถึง 40 เมตร ทำให้ระยะเวลาในการย่อยและการดูดซึมสารอาหารนานยิ่งขึ้น กระเพาะอาหารของวัวและควายแบ่งออกเป็น 4 ส่วน มีชื่อและลักษณะเฉพาะ ได้แก่ 1 . 1 กระเพาะผ้าขี้ริ้วหรือรูเมน ( Rumen ) เป็นกระเพาะอาหารที่มีจุลินทรีย์ พวกแบคทีเรียและ โพรโทซัวจำนวนมาก จุลินทรีย์พวกนี้สร้างน้ำย่อยเซลลูเลส ย่อยสลายเซลลูโลสจากพืชที่กินเข้าไปและสามารถสำรอกอาหารออกมาเคี้ยวเอื้องเป็นครั้งคราวเพื่อบดเส้นใยให้ละเอียดจึงเรียกสัตว์พวกนี้ว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง 1 . 2 กระเพาะรังผึ้งหรือเรติคิวลัม ( Reticulum ) ทำหน้าที่ย่อยนม เมื่อโค กระบือยังเล็กอยู่ และมีจุลินทรีย์เช่นเดียวกับกระเพาะอาหารส่วนรูเมน 2.3 การย่อยอาหารของสัตว์บางชนิดกินพืช
  • 59.
    1 . 3 กระเพาะสามสิบกลีบหรือโอมาซัม ( Omasum ) ทำหน้าที่ผสมและบดอาหาร นอกจากนี้ยังดูดซึมและซับน้ำจากรูเมนอีกด้วย 1.4 กระเพาะจริงหรืออะโบมาซัม ( Abomasum ) มีการย่อยอาหารและ จุลินทรีย์ไปพร้อมๆกัน แล้วจึงส่งต่อไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยให้สมบูรณ์เมื่ออาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้เล็กตอนต้น จะมีการย่อยโปรตีน ไขมันและแป้งจากน้ำย่อยจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับ จากนั้นก็ดูดซึมเข้าสู่ระบบหมุนเวียนต่อไป
  • 60.
    ภาพที่ 2.16 แสดงทางเดินอาหารของวัว ที่มา : www.nicksnowden.net/images/cow_cutaway_rumina
  • 61.
  • 62.
  • 63.
  • 64.
    การย่อยอาหาร (Digestion ) คือ กระบวนการแปรสภาพสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อการดูดซึมเข้าสู่เซลล์ คนมี ระบบทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ ลักษณะเป็นท่อ มีอวัยวะทำหน้าที่พิเศษหลายอย่างอยู่ระหว่างช่องเปิดทั้ง 2 ช่องมีเนื้อเยื่อบุผิวปกคลุมด้วยเมือกบุพื้นผิวด้านใน อาหารที่กินเข้าไปเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว คือจากปากผ่านคอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก นอกจากนี้ยังมีต่อมน้ำลาย ถุงน้ำดี ตับ ตับอ่อน เป็นอวัยวะพิเศษทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์และสารอื่นเข้าสู่บริเวณเฉพาะแห่งของทางเดินอาหาร
  • 65.
    การย่อยอาหารมี 2 วิธี คือ 1. การบดให้ละเอียด ( Mechanical digestion ) โดยใช้ฟันบดเคี้ยวหรือการ เคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เป็นจังหวะเรียกว่า เพอริสทัลซีส ( Peristalsis ) 2. การให้เอนไซม์ย่อยอาหาร ( Digestive enzyme ) เป็นกระบวนการทางเคมี ( Chemical digestion ) เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอนไซม์จากต่อมต่าง ๆ ทำหน้าที่ใน การย่อยอาหาร เป็นชนิดที่ทำปฏิกิริยาร่วมกับน้ำ จึงเรียกเอนไซม์พวกนี้ว่า ไฮโดรเลส ( Hydrolase ) เอนไซม์ ( Enzyme ) คือสารอินทรีย์พวกโปรตีน ซึ่ง สิ่งมีชีวิตสร้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต แบ่งเป็น 3 ชนิด Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต
  • 66.
    ภาพที่ 3 . 1 การเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหารติดต่อกันเป็นลูกคลื่น เรียกว่าเพอริสทัลซีส ที่มา : www.nlm.nih.gov/medlineplus/spanish/ency/images/ency/fullsize/9736.jpg
  • 67.
    1.Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตดังแผนภาพ ภาพเคลื่อนที่ 3 . 1 การย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเอนไซม์พวก Carbohydase จนได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่ 3 . 1 การย่อยสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยเอนไซม์พวก Carbohydase จนได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว
  • 68.
    2. Protease เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน ดังแผนภาพ ภาพเคลื่อนที่ 3 . 2 การย่อยสารอาหารโปรตีนโดยเอนไซม์พวก Protease จนได้กรดอะมิโน Protease เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่ 3 . 2 การย่อยสารอาหารโปรตีนโดยเอนไซม์พวก Protease จนได้กรดอะมิโน
  • 69.
    3.Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน ดังแผนภาพ   ภาพเคลื่อนที่ 3 . 3 การย่อยไขมันโดยเอนไซม์พวก Lipase จนได้กรดไขมันและกลีเซอรอล
  • 70.
    อาหารที่คนเรานำเข้าสู่ร่างกายจะผ่านไปตามทางเดินอาหารซึ่งยาวประมาณ 9 เมตร ทางเดินอาหารนี้ถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกันดังนี้ 1. อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน
  • 71.
    ประกอบด้วยขากรรไกร (Jaw ) บนและขากรรไกรล่าง เพดานแข็ง เพดานอ่อน ฟัน ลิ้น และต่อมน้ำลาย 1.1 ปากและโพรงปาก ( Mouth and mouth cavity ) ภาพที่ 3 . 2 ภาพแสดงปากและอวัยวะในโพรงปาก ที่มา : snore-gonomics.com
  • 72.
    ปาก (Mouth ) เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหาร เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก จะถูกบดด้วยฟัน มีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารให้เข้าน้ำลาย ฟัน ( Teeth ) มีหน้าที่ในการตัด ฉีก และบดอาหาร ซึ่งฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่ คือ ฟันตัด ( Incisor ) ฟันฉีก ( Canine ) ฟันกรามหน้า ( Premolar ) ฟันกรามหลัง ( Molar )
  • 73.
    ภาพ ที่ 3 . 3 แสดงตำแหน่งฟันทั้ง 4 ชนิด ( Incisor ,Canine ,Premolar และ Molar ) ที่มา : www.remedypost.com/site-images/teeth.jpg
  • 74.
    ฟันของคนเรามี 2 ชุด คือ 1 . ฟันน้ำนม ( Temporary teeth ) เป็นฟันชุดแรก มี 20 ซี่ จะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน เริ่มหักเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ สูตรฟันน้ำนมของคนเฉพาะ 1 / 4 ของปาก คือ I : C : PM : M คือ 2 : 1 : 0 : 2 2 . ฟันแท้ ( Permanent teeth ) เป็นฟันชุดที่ 2 มีจำนวน 32 ซี่ จะงอกครบเมื่ออายุประมาณ 13 ปี สูตรฟันแท้ของคนเฉพาะ 1 / 4 ของปาก คือ I : C : PM : M คือ 2 : 1 : 2 : 3 โครงสร้างของฟันประกอบด้วย ตัวฟัน ( Crown ) จะมีสารเคลือบฟัน ( Enamel ) เป็นสารที่มีความแข็งเนื้อแน่นมาหุ้มอยู่ช่วยไม่ให้ฟันผุง่าย ซึ่งถัดจากสารเคลือบฟันเข้าไปก็จะเป็นเนื้อฟัน ( Dentine ) ต่อจากเนื้อฟันจะเป็นโพรงฟัน ( Pulp cavity เป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดและเส้นประสาทฟัน ส่วนที่เป็นลักษณะเรียวต่อจากคอฟันมีลักษณะคล้ายขาเรียกว่ารากฟัน ( Root ) รากฟันฝังอยู่ในช่องกระดูกขากรรไกรมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและสารซีเมนตัม ( Cementum ) หุ้มอยู่
  • 75.
    ภาพที่ 3 . 4 รูปร่างลักษณะของตัวฟัน คอฟัน และรากฟัน ที่มา : faculty/web_bed/apichat/digestive/picture/teeth02.jpg
  • 76.
    ลิ้น (Tongue ) เป็นกล้ามเนื้อโครงร่าง มีเยื่อปกคุลม ลิ้นทำหน้าที่บอกตำแหน่งอาหาร กลืนอาหารและเปล่งเสียง และมีหน่วยรับรู้สารเคมี ( Chemoreceptor ) ในการรับรสอาหาร และคลุกเคล้าอาหารให้เป็นก้อน ( Bolus ) แล้วช่วยส่งอาหารเข้าสู่ทางเดินอาหารส่วนถัดไป ภาพที่ 3 . 5 ลิ้นและตำแหน่ง ของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ
  • 77.
    ต่อมน้ำลาย (Salivary gland ) สร้างน้ำลาย ( Saliva ) ซึ่งประกอบด้วย เอนไซม์ อะไมเลส น้ำ และเมือก ประกอบด้วยต่อมน้ำลายมี 3 คู่ คือ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ( Sublingual gland ) ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร ( Submaxillary gland หรือ Submandibular gland ) และต่อมน้ำลายข้างกกหู ( Parotid gland ) ดังแผนภาพ ภาพที่ 3 . 6 ตำแหน่งของต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่ของคน ที่มา : health.allrefer.com
  • 78.
    การหลั่งน้ำลาย (Salivation ) การหลั่งน้ำลายออกมาวันละ 1,000 - 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะเกิดเมื่อระบบประสาทพาราซิมพาเธติก ถูกกระตุ้น เช่น การมองเห็นอาหาร กลิ่นอาหาร รสอาหาร หรือความนึกคิด ทำให้หลั่งน้ำลายส่วนใส ๆ ออกมา น้ำลายชนิดใสเป็นน้ำลายที่มีน้ำย่อยอะไมเลสอยู่ด้วย ทำให้โมเลกุลของแป้งแตกตัวเป็นน้ำตาลมอลโทส ส่วนน้ำลายชนิดเหนียวจะมี เมือก ( Mucus ) อยู่มากทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นอาหาร เพื่อสะดวกในการกลืน และการผ่านอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร
  • 79.
    อาหารถูกกลืนโดยลิ้นดันก้อนอาหารไปทางด้านหลังลงสู่ช่องคอ เมื่อเริ่มการกลืน เพดานอ่อน ( Soft plate ) ยกขึ้นปิดช่องจมูก ฝาปิด กล่องเสียง ( Epiglottis ) จะปิดหลอดลม กล้ามเนื้อบริเวณคอหอย หดตัวดันก้อนอาหาร ( Bolus ) เคลื่อนเข้าสู่หลอดอาหาร 1.2 คอหอย ( Pharynx ) ภาพที่ 3 . 7 แสดงโครงสร้างของคอหอย เพดานอ่อน ฝาปิดกล่องเสียง ที่มา : www.oncologychannel.com/onc/Images/pharynx.gif
  • 80.
  • 81.
    ภาพที่ 3 . 8 ตำแหน่งของหลอดอาหารต่อจากคอหอยและอยู่ด้านหลังหลอดลม ที่มา : www.freewebs.com
  • 82.
    ภาพที่ 3 . 9 แสดงการหดตัวและคลายตัวเป็นจังหวะ ของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังหลอดอาหารแบบเพอริสทัลซีส ที่มา : www.thaigoodview.com
  • 83.
    1.4 กระเพาะอาหาร ( Stomach ) กระเพาะอาหาร อยู่ภายในช่องท้องด้านซ้ายใต้กะบังลม เป็นถุงกล้ามเนื้อที่ยืดขยายได้ดี แข็งแรงมาก สามารถขยายความจุได้ถึง 500 – 2,000 cm 3 ผนังของกระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นคลื่น เรียกว่า รูกี ( Rugae ) มีต่อมสร้างน้ำย่อย 35 ล้านต่อม ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร เรียกว่า Gastic juice มีกล้ามเนื้อหูรูดอยู่ 2 แห่ง คือ กล้ามเนื้อหูรูด ที่ต่อกับ หลอดอาหาร ( Cardiac sphincter ) และกล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับ ลำไส้เล็ก ( Pyloric sphincter ) น้ำย่อยรวมตัวกับอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้นๆเรียกว่า ไคม์ ( Chyme ) จะถูกส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กต่อไป
  • 84.
    กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ คาร์เดีย ( Cardia ) ฟันดัส ( Fundus ) ตัวกระเพาะ ( Body ) และไพลอรัส ( Pylorus ) ภาพที่ 3 . 10 โครงสร้างของกระเพาะอาหารซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วน และโครงสร้างของผนังกระเพาะอาหารของคน ที่มา : faculty.southwest.tn.edu
  • 85.
    การหลั่งเอนไซม์ในกระเพาะอาหารถูกควบคุมโดยระบบประสาทและฮอร์โมนแกสตริน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ฮอร์โมนแกสตรินกระตุ้นให้หลั่ง เพปซิโนเจน ( Pepsinogen ) และโพรเรนนิน ( Prorennin ) กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือ เปลี่ยนเพปซิโนเจนและโพรเรนนินให้เป็นเพปซินและเรนนิน ซึ่งเพปซินและเรนนินจะย่อยโมเลกุลของโปรตีนให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลงเพื่อส่งต่อไปยังดูโอดีนัม
  • 86.
    อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนและยังไม่ย่อยเคลื่อนที่ผ่านกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นท่อยาว ประมาณ 6 – 7 เมตร กว้าง 2 . 5 เซนติเมตร ขดอยู่ในช่องท้อง แบ่ง ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนต้นเรียก ดูโอดีนัม ( Duodenum ) ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนถัดไป เรียกว่า เจจูนัม ( Jejunum ) ยาวประมาณ 2 . 50 เมตร ส่วนท้ายเรียก ไอเลียม ( Ileum ) ยาวประมาณ 4 เมตร 1.5 ลำไส้เล็ก ( Small intestine )
  • 87.
    ภาพที่ 3 . 11 แสดงส่วนต่าง ๆ ของลำไส้เ ที่มา : www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/images/ency/fullsize/19221.jpg
  • 88.
    เซลล์ผนังของลำไส้เล็กมีการผลิตเอนไซม์ - อะมิโนเพปทิเดส ไดเพปทิเดส ไตรเพปทิเดส ย่อยโปรตีน - เอนเทอโรคิเนส เปลี่ยนทริปซิโนเจนให้เป็นทริปซิน - ซูเครส แลกเทส มอลเทส ย่อยซูโครส แลกโทส และมอลโทส ตามลำดับ - ไลเพส ย่อยไขมัน
  • 89.
    อาหารที่ย่อยไม่หมดหรือย่อยไม่ได้เรียกว่ากากอาหาร รวมทั้งน้ำ วิตามิน และแร่ธาตุบางส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็ก จะเข้าสู่ลำไส้ใหญ่โดยผ่านหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้ใหญ่กับไอเลียม ลำไส้ใหญ่ของคนยาวประมาณ 1 . 50 เมตร ประกอบด้วย ซีกัม ( Caecum ) โคลอ ( Colon ) และ ไส้ตรง ( Rectum ) ลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและวิตามินบี 12 ที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สร้างขึ้น และส่งกากอาหารออกทางไส้ตรงต่อไป 1.6 ลำไส้ใหญ่ ( Large intestine )
  • 90.
    ส่วนซีกัมจะมีไส้ติ่ง ( Appendix) ยื่นออกจากซีกัมไป ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร ภาพที่ 3 . 12 แสดงลำไส้ใหญ่ส่วนซีกัมซึ่งมีไส้ติ่งอยู่และส่วนโคลอนของลำไส้ใหญ่ ที่มา : graphics 8. nytimes.com
  • 91.
    เมื่อกากอาหารถูกส่งเข้าสู่ไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดิน อาหาร ปฏิกิริยารีเฟ็กซ์กระตุ้นให้ขับอุจจาระออกจากร่างกาย 1.7 ไส้ตรง ( Rectum ) ภาพที่ 3 . 13 แสดงส่วนของไส้ตรงที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ ที่มา : www.answers.com
  • 92.
    เป็นกล้ามเนื้อหูรูด 2 ชั้น กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันในทำงานนอกอำนาจจิตใจ แต่กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันนอกเปิดออกเมื่อร่างกายต้องการ ทวารหนักอยู่ต่อกับไส้ตรง มีกล้ามเนื้อแข็งแรงบีบตัวช่วยในการขับถ่ายกากอาหาร 1.8 ทวารหนัก ( Anus ) ภาพที่ 3 . 14 ภาพทวารหนัก ( Anus ) ที่มา : pps.uwhealth.org/health/adam/graphics/images/en/7135.jpg
  • 93.
  • 94.
    ตับ (Liver ) ทำหน้าที่สร้างน้ำดีส่งให้ถุงเก็บน้ำดี ถุงน้ำดี ( Gallbladder ) เป็นที่เก็บน้ำดีที่สร้างจากตับ น้ำดีมีสีเหลืองปนเขียว รสขม มีฤทธิ์เป็นเบส ถุงน้ำดีทำหน้าที่สะสมน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้น และขับน้ำดี เข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น 2.1 ตับ ( Liver ) และถุงน้ำดี ( Gallbladder ) ภาพที่ 3 . 15 แสดงตำแหน่งตับ ที่มา : static.howstuffworks.com
  • 95.
    ภาพที่ 3. 16 แสดงตำแหน่งถุงน้ำดี ท่อน้ำดี และตำแหน่งที่น้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็ก ที่มา : www.nlm.nih.gov
  • 96.
    ตับอ่อน มีรูปร่างคล้ายใบไม้ อยู่บริเวณส่วนใต้ของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์ ดังนี้ - ทริปซิโนเจน ไคโมทริปซิโนเจน โพรคาร์บอกซิเพปทิเดส ส่งไปยังลำไส้เล็ก - อะไมเลส ย่อยคาร์โบไฮเดรต - ไลเพส ย่อยไขมัน - สร้างโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ( NaHCO3 ) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นเบส เพื่อลดความเป็นกรดจากกระเพาะอาหาร 2.2 ตับอ่อน ( Pancreas )
  • 97.
    ภาพที่ 3. 17 ภาพแสดงตับอ่อนและบริเวณที่ตับอ่อนปล่อยสารลงสู่ลำไส้เล็ก ที่มา : www. academic.kellogg.cc.mi.us/herbrandsonc/bio201
  • 98.
    การดูดซึมสารอาหาร หมายถึง การที่สารอาหารถูกย่อยสลายจนมีโมเลกุลมีขนาดเล็กลง เช่นกลูโคส กรดอะมิโน แล้วถูกส่งจากผนังทางเดินอาหารเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด เพื่อนำอาหารเหล่าน้ำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนกรดไขมันและกลีเซอรอล จะดูดซึมเข้าสู่หลอด น้ำเหลืองฝอย การดูดซึมแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ตามอวัยวะทางเดินอาหารดังนี้ ปาก คอหอย หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม 3 . การดูดซึมสารอาหาร ( Absorption )
  • 99.
    ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน ที่มา http :// www . pw . ac . th / main / website / sci / 3_main . html ปาก คอหอย หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม     ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม     ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน
  • 100.
    ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภท ที่มา http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_main.html   ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน     ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ภาพเคลื่อนที่ 3.5 การดูดซึมสารอาหารประเภทโปรตีน     ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
  • 101.
    ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน ที่มา http :// www . pw . ac . th / main / website / sci / 3_main . html   ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต     ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน ภาพเคลื่อนที่ 3.6 การดูดซึมสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต     ภาพเคลื่อนที่ 3.7 การดูดซึมสารอาหารประเภทไขมัน
  • 102.
    กระเพาะอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากเช่นกัน กระเพาะอาหารจะมีการดูดซึม สารที่ละลายในลิพิดได้ดี เช่น แอลกอฮอล์ และยาบางชนิด ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่มีการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ มากที่สุด ลำไส้เล็กมีการ เพิ่มพื้นที่ผิวโดยมีส่วนที่ยื่นขึ้นมาในท่อของลำไส้มีลักษณะคล้ายนิ้วมือประมาณ 4 – 5 ล้านอัน เรียกว่า วิลไล ( Villi ) ผิวด้านนอกของวิลไลยื่นออกไปเรียกว่า ไมโครวิลไล ( Microvilli ) เป็นผลให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมของลำไส้เล็กสูง มาก ลำไล้เล็กส่วนดูโอดีนัมดูดซึมสารอาหารและวิตามินเกือบทุกชนิด ส่วน เจจูนัมดูดซึมสารอาหารพวกไขมัน และส่วนไอเลียมดูดซึมวิตามินบี 12 และเกลือ น้ำดี โดยออสโมซิส ( Osmosis ) การแพร่แบบฟาซิลิเทต และกระบวนการแอก ทีฟทรานสปอร์ต ( Active transport )
  • 103.
    ภาพที่ 3 . 18 แสดงโครงสร้างของวิลไลในลำไส้เล็กของคน ที่มา : www.sema.go.th
  • 104.
    ลำไส้ใหญ่   ส่วนที่เหลือจากการย่อยและการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารนี้จะถูกลำไส้ ใหญ่ดูดน้ำ เกลือแร่ น้ำดี และสารอาหารจากกากอาหาร โดยกระบวนการ แอกทีฟทรานสปอร์ต ( Active transport )
  • 105.
  • 106.
  • 107.
  • 108.
    ขอขอบคุณ อาจารย์ ฐิติพร ปะระมะ ขอขอบคุณผู้แต่งตำราวิชาการ และ แหล่งข้อมูลในงานนำเสนอมา ณ โอกาสนี้ด้วย ขอขอบคุณ
  • 109.