(ENDOCRINE SYSTEM)




     ครูนุชนารถ เมืองกรุง
ป 2391 ARNOLD A. BERTHOLD
หมายถึง สารเคมีที่ทําหนาที่ควบคุมการทํางาน
ของระบบตางๆ ในรางกาย เชนการทํางานของระบบสืบพันธุ
ระบบขับถาย ตลอดจนกระบวนการเมแทบอลิซึมของรางกาย
      ฮอรโมนสวนใหญเปนสารประเภทโปรตีน
และสเตรอยด ที่ผลิตจากเนื้อเยื่อหรือตอมไรทอ
(endocrine tissue หรือ endocrine gland)
ตอมไรทอ (endocrine gland) ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอ
เซลลเปาหมายโดยผาน extracellular fluid เชนกระแสเลือด

ตอมมีทอ(exocrine gland) ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอเซลล
เปาหมายโดยผานทอ
หนาที่ของฮอรโมนแบงออกไดเปน 3 กลุมใหญ


1. ควบคุมการเจริญเติบโต (growth)
2. ควบคุมและรักษาสภาพแวดลอมภายในรางกายใหเปนปกติ
3. ควบคุมการทํางานของรางกายอยางอัตโนมัติ




                                                5
Chemical messengerหรือmolecular messenger แบงเปน 5 ชนิดดังนี้
1. Paracrine (local regulator) 2. Neurotransmitter 3. Neurohormone
4. Hormone 5. Pheromone




                                                               6
ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ
1. ฮอรโมนเปปไทดหรือโปรตีน (Polypeptide hormone)
เปนสารประกอบประเภทโปรตีนหรือโพลีเปปไตดขนาดเล็ก ละลายน้ําได
ระดับฮอรโมนเปลี่ยนแปลงเร็ว ออกฤทธิ์ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมาย
ไดแก ฮอรโมนจากไฮโพทาลามัส ตอมใตสมอง ตับออน และตอมพาราไทรอยด




                                                                         7
ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ
2. ฮอรโมนสเตียรอยด (Steroid hormone)
เปนฮอรโมนที่ไมละลายในน้ํา และไมถูกเก็บไวในตอมที่สราง เมื่อสรางขึ้นแลวจะ
สงไปยังอวัยวะเปาหมายในทันที ระดับฮอรโมนคอนขางคงที่
ไดแกตอมหมวกไต ( adrenal gland) รังไข (ovary) และอัณฑะ (testis)




                                                                                   8
ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ
3. ฮอรโมนเอมีน (Amine hormone)
เปนฮอรโมนที่ไดจากกรดอะมิโนเชื่อมกันแลวตัดหมูคารบอกซิลออก จะไดเอมีน
ฮอรโมนกลุมนี้ละลายน้ําได มีระดับฮอรโมนไมแนนอน สูง ๆ ต่ํา
ไดแก ฮอรโมน ไทรอกซิน (thyroxin) และแคทีโคลามิน (catecholamine)




                                                                            9
ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิด คือ
4.ฮอรโมนกรดไขมัน (Fatty acid hormone)
เปนสารประกอบของกรดไขมัน มีผลทําใหกลามเนื้อและหลอดเลือดหดตัว
ไดแก prostaglandin พบใน semen และสรางจากตอมเนื้อเยื่อ




                                                                 10
กลไกการออกฤทธิ์ของchemical messenger และฮอรโมน
 -ออกฤทธิ์ไดโดยการจับกับตัวรับสัญญาณ(receptor)




สารเคมีตัวเดียวกันสามารถมีผลตอ
เซลลชนิดตางๆ ไดตางกันโดยขึ้นกับ
1.ตัวรับตางกัน (a กับb&c)
2.ตัวถายทอดสัญญาณในเซลล
  ตางกัน (bกับc)
                                                  11
การออกฤทธิ์ของฮอรโมน แบงตามโครงสรางไดเปน 2 แบบ
1.พวกที่มีตัวรับอยูที่ผนังเซลล(cell membrane receptor)ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดใหญ
ผานเขาเซลลไมได ไมละลายในไขมัน เชน ฮอรโมนโปรตีน




                                                                           12
2.พวกที่มีตัวรับอยูภายในเซลล ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดเล็กและละลายในไขมันได
 เชน ฮอรโมนสเตียรอยด, ฮอรโมนไทรอยด, Vitamin D3,



                                           -ตัวรับอาจอยูในไซโตพลาสม
                                            หรือนิวเคลียส



-ตัวรับเมื่อจับกับฮอรโมน
 (hormone-receptor complex)
 จะทําหนาที่เปน transcription factor
                                                                       13
ฮอรโมนจากตอมไรทอที่สําคัญของรางกาย
                      
           ตอมไรทอมีการเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้น คือ
1. พวกที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นกลาง
     * สรางสารพวกสเตอรอยด
     - ตอมหมวกไตสวนนอก (adrenal cortex)
     - รังไข (ovary)
     - อัณฑะ (testis)
2. พวกที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก และเนื้อเยื่อชั้นใน
     * สรางสารพวกเปปไทด โปรตน    ี
     - ตอมไทรอยด(thyroid gland)
     - ตอมใตสมอง(hypophysis หรือ pituitary)
     - ตอมหมวกไตสวนใน(adrenal medulla)
ความสําคญของตอมไรทอตอรางกาย
                   ั
1. พวกที่รางกายขาดไมได(essential endocrine gland)
     - ตอมไทรอยด (thyroid gland)
     - ตอมพาราไทรอยด(parathyriod gland)
     - ตอมหมวกไตสวนนอก (adrenal cortex)
     - ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส
2. พวกที่รางกายขาดได(non-essential endocrine gland)
     - ตอมใตสมองสวนหนา (pituitary)
     - ตอมไพเนียล(pineal gland)
     - ตอมหมวกไตสวนใน (adrenal medulla)
     - รังไข (ovary)
     - อัณฑะ(testis)                                    15
1. ตอมไพเนียล
2. ตอมใตสมอง
3. ตอมไทรอยด
4. ตอมพาราไทรอยด
5. ตับออน
6. ตอมหมวกไต
7. อวัยวะเพศ
8. รก
9. ตอมไทมัส
10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็ก
1. ตอมไพเนียล (pineal gland)




 ตอมไพเนียล ของสัตวเลือดเย็น สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลาน
บางชนิดไมสรางฮอรโมน แตเปนกลุมของเซลลรับแสง
 ในสัตวเลือดอุนจําพวกสัตวเลี้ยงลูกดวยนม การทํางานของตอมนี้สัมพันธกับแสง
สวางและการรับภาพ
 ในคน ตอมไพเนียลอยูระหวางเซรีบรัมซีกซายและซีกขวา ทําหนาที่สรางฮอรโมน
เมลาโทนิน มีหนาที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุไมใหเติบโตเร็วเกินไป
2. ตอมใตสมอง(hypophysis หรือ pituitary)




 อยูติดตอกับสวนลางของสมองสวนไฮโพทาลามัส
 แบงได 3 สวน คือ ตอมใตสมองสวนหนา สวนกลาง และสวนหลัง
 มีขนาดประมาณ 1 – 1.5 ซม.
1. ตอมใตสมองสวนหนา(Anterior pituitary)
2. ตอมใตสมองสวนกลาง (intermidiate )
3. ตอมใตสมองสวนหลัง (Posterior pituitary)




                                               21
ตอมใตสมองสวนหนา(anterior pituitary gland or adenohypophysis)
-ควบคุมการหลั่งฮอรโมนโดยไฮโปทาลามัส โดยหลั่ง releasing/inhibiting
 ผานทางเสนเลือด portal vessel




                                                                     22
สรางฮอรโมนประสาท
                                                      ปลอยที่ตอมใตสมองสวนหลัง




ปลายแอกซอนมาสิ้นสุดและหลั่งฮอรโมนประสาทออกสูกระแสเลือด
( anterior pituitary gland or adenohypophysis )

1. โกรทฮอรโมน (GH)
2. โกนาโดโทรฟน (Gn) ประกอบดวย FSH และ LH
3. โพรแลกทิน
4. อะดรีโนคอรติโคโทรฟน (ACTH)
5. ไทรอยดสติมิวเลติงฮอรโมน (TSH)
6. เอนดอรฟน
1. ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH)

  -   ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH) เปนสารพวกโปรตีน
      ควบคุมการเจริญเติบโต ของรางกาย

                     นอยไป              มากไป
        เด็ก        dwarfism            giantism

       ผูใหญ    acromegaly       simmon’s disease


                                                   25
GIANTISM
 เนื่องจากในวัยเด็กมีการสราง GH มากเกินไปจะมีผลกระตุนการเจริญเติบโตมากกวา
  ปกติ เรียกวา สภาวะยักษ (giantism)




                                                                 26
13 years old




                                                                21 years old
                                                                Entering his car,
                                            18 years old        front seat had
                                                                to be removed




18 years old                                                               27
High School
Graduation
                      http://www.altonweb.com/history/wadlow/
DWARFISM
 เนื่องจากในวัยเด็กมีการขาดฮอรโมน
  GH นอยทําใหเกิดอาการรางกายมี
  ขนาดเล็ก แคระแกร็น เนื่องจากการ
  เจริญเติบโตของกระดูกถูกยับยัง
                              ้
  ระบบสืบพันธไมเจริญ




                                      28
ACROMEGALY

   เนื่องจากในวัยผูใหญมีฮอรโมน GH มากเกินไปจะมีผลตอการกระตุนการ
    เจริญของกระดูกในดานกวาง เนื่องจากกระดูกทางดานยาวบิดไปแลว ยาวอีก
    ไมได และยับยั้งเนือเยื่อเกี่ยวพันดวย ทําใหกระดูกที่คางขยายขนาดกวางขึ้น
                        ้
    ฟนหางใบหนาเปนรูปสี่เหลี่ยมคางหมู นิ้วมือ นิ้วเทามีขนาดใหญขึ้น ผิวหนัง
    หนาและหยาบ




                                                                29
SIMMON’S DISEASE

 เนื่องจากในผูใหญที่มีฮอรโมนโกรธนอย
  มักไมแสดงลักษณะอาการใหเห็นแตพบวา
  น้ําตาลในเลือดต่ําจึงทนตอความเครียด
  ทางอารมณไดนอยกวาคนปกติ และมักจะ
  เปนลมหนามืดงาย อาจเปนโรคผอมแหง




                                           30
2. ฮอรโมนโกนาโดโทรฟน
(gonadotrophin หรือ gonadotrophic hormone,Gn )

1. ฟอลลเคล สติมิวเลติงฮอรโมน (follicle stimulating hormone ; FSH)
         ิ ิ
2. ลูทิไนซิงฮอรโมน (Lutinizing hormone ;LH)




                                                           31
ในเพศชาย
          - FSH กระตุนการเจริญเติบโตของหลอดสรางอสุจิ (siminiferous tubule)
ในอัณฑะและกระตุนการสรางอสุจิ (Spermatogenesis)
         - LH กระตุนใหกลุมอินเตอรสติเชียลเซลลของอัณฑะใหสรางและหลั่ง
ฮอรโมน เทสโทสเทอโรน (Testosterone) ซึ่งเปนฮอรโมนเพศชาย ดังนั้นในเพศ
ชายจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งวา ฮอรโมนกระตุนอินเตอรสติเชียล ( interstitial cell
stimulating hormone หรือ ICSH)
- ฮอรโมน LH กระตุนกลุมเซลล
   อินเตอรสติเชียลใหหลั่ง
- ฮอรโมนเทสโทสเตอโรน (testosterone)
                                       33
ในเพศหญิง
          - FSH จะกระตุนการเจริญเติบโตฟอลลิเคิลของรังไข (Ovarian follicle)
และออกฤทธิ์รวมกับฮอรโมน LH ใหสรางและหลั่งฮอรโมนอีสโทรเจน (estrogen )
          - LH กระตุนใหไขสุกและการตกไข และหลังการตกไขแลวจะชวยกระตุน
ใหเซลลที่เหลือในฟอลลิเคิลใหกลายเปนคอรปสลูเทียม (corpus luteum) เพื่อสราง
ฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ( progesterone)ซึ่งมีผลตอการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูก
เพื่อรองรับการฝงตัวของเอ็มบริโอ




                                                                                  34
3. ฮอรโมนโพรแลกติน (prolactin) หรือ (lactogenic hormone)

• เปนฮอรโมนประเภทโปรตีน กระตุน
  การเจริญของทอของการผลิตน้ํานม
  กระตุนการสรางและผลิตน้ํานม
• ในขณะตั้งครรภและตอนคลอดจะมี
  โพรแลกตินสูง
• โพรแลกตินในเพศชายไมทราบ
  หนาที่แนชัด แตมีผูรายงานวา
  โพรแลกตินจะทําหนาที่รวมกับ
  ฮอรโมนเพศชายในการกระตุน
  อวัยวะที่เกี่ยวของกับการสืบพันธุ
  เชน ตอมลูกหมาก ทอนําอสุจิ
  และตอมสรางน้ําเลี้ยงอสุจิ
                                                                   35
4. ฮอรโมนอะดรีโนคอรติโคโทรฟน
                    (adrenocorticotrophin hormone) หรือ ACTH

ทําหนาที่กระตุนอะดรีนัลคอรเทก ของตอมหมวกไตใหสรางฮอรโมนตามปกติ




                                                                 36
ACTH
 กระตุนการเติบโตและการสรางฮอรโมนของตอมหมวกไตสวนนอก
 กระตนการปลดปลอยกรดไขมันออกจากเนื้อเยื่อ

 กระตุนการหลั่งอินซูลินจากตับออน

 กระตุนการหลั่ง GH จากตอมใตสมองสวนหนา

 ACTH ยังมีลักษณะบางอยางเหมือนฮอรโมนจากตอมใตสมองสวนกลาง(MSH)
  จึงกระตุนเมลานินภายในสัตวเลือดเย็น เชน กบ ทําใหมสีเขมขึ้น
                                                      ี




                                                                     37
5. ฮอรโมนกระตุนไทรอยด
                        (thyroid stimulating hormone)

หรือ TSH ทําหนาที่กระตุนตอมไทรอยดใหหลั่งฮอรโมนตาม ปกติ ฮอรโมนจากตอม
  ใตสมองสวนหนาจะควบคุมโดยฮอรโมน ประสาทที่สรางมาจากไฮโพทาลามัส




                                                                  38
6. เอนเดอรฟน (Endorphin)

• ออกฤทธิ์คลายมอรฟน
• สรางจากตอมใตสมองสวนหนา หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ
• ทําหนาที่ระงับความเจ็บปวด
• ชวยใหคิดในทางสรางสรรค
• ชวยเพิ่มความตื่นตัว มีชีวิตชีวาและความสุข
• จะหลั่งออกมาเมื่อเรามีอารมณแจมใส




                                                    39
ตอมใตสมองสวนกลาง ทําหนาที่ผลิตฮอรโมน ดังนี้

- ฮอรโมนเมลาโนไซต (Melanocyte
   stimulating hormone) หรือ MSH
ทําหนาที่ทําใหรงควัตถุภายในเซลล
ผิวหนังกระจายไปทั่ว เซลล




                                                   40
ตอมใตสมองสวนหลัง(Posterior pituitary gland or neurohypophysis)

-ฮอรโมนที่หลั่งจากตอมใต
 สมองสวนหลังสรางมา
จากเซลลประสาทของ
ไฮโปทาลามัส
-โดยเซลลประสาทจะยื่น
 สวน axon เขามาในตอม
 ใตสมองสวนหลัง




                                                                     41
 ตอมใตสมองสวนหลังหรือ
  นิวโรไฮโพไฟซีส ไมได                                         Axons to
  สรางฮอรโมนเอง แต                                           primary
                                                                capillaries
  ฮอรโมนถูกสรางมาจาก
  นิวโรซีครีทอรีเซลลของ
  ไฮโพทาลามัสโดยกลุม                 Portal               Primary
  เซลลเหลานี้จะมีแอกซอน             venules              capillaries
                                                     Pituitary stalk
  มาสิ้นสุดอยูภายในตอมใต
  สมองสวนหลัง และเขาสู
  กระแสเลือด                  Secondary
                                                       Posterior pituitary
                              capillaries
                                                Anterior pituitary




                                                                 42
1.วาโซเพรสซิน (Vasopressin) หรือ ฮอรโมนแอนติไดยูเรติก
-   ADH มีหนาที่ดูดน้ํากลับของหลอดไต และกระตุนใหหลอด เลือดบีบตัว ถาขาดฮอรโมนนี้จะเกิด
    การเบาจืดทําใหปสสาวะ บอย




                                                                                  43
ADH
 มีผลใหมีการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต

 ฮอรโมนนี้จะมีการหลั่งออกมาเมื่อ   กระหายน้ํา และขาดน้ํา ความเครียดสูง
  ความดันเลือดสูง
 ยาที่มีผลตอการกระตุนประสาทสวนกลาง ฝน เฮโรอีนจะมีผลในการกระตุน
  การหลั่งฮอรโมนดวย
 ถามี ADH นอยมากๆจะทําใหเกิดโรคเบาจืด(diabetes insipidus) มีปสสาวะ
  ออกมามากถึงวันละ 20 ลิตรตอวัน
 สภาพตึงเครียดและสารนิโคตินทําใหมีการหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น ทําใหปสสาวะ
  นอยลง แตแอลกอฮอลยับยั้งการหลั่ง ADH ทําใหปสสาวะมากขึ้น


                                                                      44
2. ออกซีโทซิน (Oxytocin)

ทําหนาที่กระตุนกลามเนื้อเรียบและ อวัยวะภายใน กระตุนกลามเนื้อรอบ ๆ ตอมน้ํานม
ใหขับน้ํานม ฮอรโมนนี้จะหลั่งออกมามากตอนคลอด เพื่อชวยใหกลามเนื้อ มดลูกบีบ
ตัวขณะคลอด




                                                                      45
3. ตอมไทรอยด (THYROID GLAND)
   จัดเปนตอมไรทอขนาดใหญที่สุด
   อยูติดกับบริเวณกลองเสียง
   มีลักษณะเปน 2 พู
   มีเนื้อเยื่อของพาราไทรอยดติดอยูขางละ 2 ตอม
• นําตอมไทรอยดของแกะมาทําใหแหง
   แลวบดละเอียดใหคนปกติกินปรากฏวา
   ทําใหอัตราเมแทบอลิซึมของรางกายสูงขึ้น
• ผลจากการคนพบสามารถรักษาคนไขที่
  ไมสามารถผลิตฮอรโมนจากตอมไทรอยดไดสําเร็จ
• ป 2439 โบมานน พบวา เซลลในตอมไทรอยด
  มีปริมาณไอโอดีนสูงกวาเซลลอื่นถึง 100 เทา
• คนอยูใกลทะเลมีไอโอดีนในตอมไทรอยด
  เขมขนกวาคนที่อยูหางไกลทะเล
o ป 2448 มารีน พบวา คนที่อยูริมฝงทะเลเปนโรคคอพอก
นอยกวาคนที่อยูหางทะเล
o ทดลองไมใหไอโอดีนแกสัตวพบวาสัตวเปนโรคคอพอก
เมื่อใหอาหารที่มีไอโอดีนสัตวเหลานั้นก็หายจากโรค
                             
- ฮอรโมนที่สรางจากตอมไทรอยดเปนกรดอะมิโนที่มีไอโอดีนอยูดวย
                                                           
 คือ กรดอะมิโน ไทโรซีน ฮอรโมนมี 2 ชนิด คือ
ไทรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine , T3 ) ซึ่งมีไอโอดีน 3 อะตอม
และไทรอกซิน (Thyroxin , T4 ) ซึ่งมีไอโอดีน 4 อะตอม




  ฮอรโมนที่หลั่งออกมาสวนใหญ (90 % ) เปนไทรอกซิน (T4)
แต T3 ที่มีปริมาณนอยกวา มีความเขมขนมากกวา ฮอรโมนนี้จะถูกเก็บไวในตอม
และจะหลั่งออกมาเมื่อถูกกระตุนจากตอมใตสมองสวนหนา ฮอรโมนทั้ง 2 ชนิด
ใหผลอยางเดียวกันตอเซลลเปาหมาย
• เปนฮอรโมนจากตอมไทรอยด
• สรางจากกลุมเซลลไทรอยดฟอลลิเคิล
• ทําหนาที่ควบคุมเมทาบอลิซึมของรางกาย
• ขาดฮอรโมนนี้ในเด็กทําใหเกิดโรคที่เรียกวา เครทินิซึม (Cretinism)
• ขาดฮอรโมนนี้ในวัยผูใหญเกิดโรคที่เรียกวา มิกซีดีมา (Myxedema)
พัฒนาการของสมองและสติปญญานอยลงพัฒนาทําใหปญญาออน
แขน ขาสั้น หนาและมือบวม ผิวหยาบแหง ผมบาง ไมเจริญเติบโต
รูปรางเตี้ยแคระ
- จะสงผลใหอัตราเมแทบอลิซึมลดนอยลง
- ทําใหออนเพลีย เหนื่อยงาย เซื่องซึม
- เคลื่อนไหวชา กลามเนื้อออนแรง
- รางกายออนแอ ติดเชื้อไดงาย
- หัวใจเตนชา
- ทนหนาวไมได
- มีคอเลสเทอรอลสูงผิวหนังบวมน้ํา หนาบวม
- อวน ทําใหน้ําหนักเพิ่ม
- ผมและผิวแหง
- สมองจะทํางานชาลง ปฏิกิริยาโตตอบชาหรือ
ถึงขั้นความจําเสื่อม
- ประจําเดือนผิดปกติ
ผูปวยเปนโรคคอพอกชนิดธรรมดา (ก) และโรคคอพอกชนิดเปนพิษ (ข)
57
• เกิดจากการขาดธาตุไอโอดีนเนื่องจากตอมไทรอยด
• ไมสามารถสรางไทรอกซินได
• ตอมใตสมองสวนหนาหลั่ง TSH มากระตุน
  ตอมไทรอยดมากเกินไปและตอมนี้ไมสามารถ
  สรางไทรอกซินออกไปยับยั้งการหลั่ง TSH ได
  ทําใหตอมไทรอยดขยายขนาดผิดปกติ
 เกิดจากตอมไทรอยดถูกกระตุนใหสรางฮอรโมนมากเกินไป
 ผูปวยคอหอยไมโตมากนักบางคนตาโปน
 ตอมไทรอยดถูกกระตุนใหทํางานหนักตลอดเวลา
 รักษาโดยการกินยาที่ยับยั้งการสรางฮอรโมน หรือผาตัด
 หรือกินสารไอโอดีนซึ่งเปนกัมมันตรังสี เพื่อทําลายเนื้อเยื่อ
 บางสวนของตอม
• สรางจากตอมไทรอยด
• สรางจากกลุมเซลลที่มีตนกําเนิดตางจากไทรอยดฟอลลิเคิล
  เรียกเซลลเหลานี้วาเซลลซี (C-cell) หรือเซลลพาราฟอลลิคิวลาร
หนาที่ : ลดระดับแคลเซียมในเลือดใหต่ําลงถาในเลือดมีระดับแคลเซียมสูง
กวาปกติ ทําไดโดย

  - เพิ่มการสะสมแคลเซียมที่กระดูก
  - ลดการดูดแคลเซียมกลับจากทอหนวยไต ( ขับแคลเซียมทิ้งทางน้ําปสสาวะ )
  - ลดการดูดซึมแคลเซียมที่ลําไสเล็ก ( เพื่อไมใหแคลเซียมถูกดูดเขาสูกระแสเลือด )

               http://www.pibul.ac.th/vicha
               kan/sciweb/Biology42042/H
               ormone/Hormone/html/Web
               site-endocrine-
               system/thyroid.htm
http://www.pibul.ac.th/vichakan/sciweb/Biology42042/Hormone/
4. ตอมพาราไทรอยด (PARATHYROID GLAND)

ฮอรโมนจากตอมพาราไทรอยด
- พาราทอรโมน (parathormone,PTH)

ทําหนาที่
- รักษาสมดุลของแคลเซียมในรางกายใหคงที่
- กระตุนใหมีการเพิ่มระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัส ถาหากระดับแคลเซียมในเลือดต่ํา
- ทําใหมีการดูดซึมแคลเซียมที่ลําไสและทอหนวยไตมากขึ้น
- มีการกระตุนใหมีการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมาก
   ดังนั้นถาหากมีฮอรโมนนี้มากเกินไปจะมีผลทําใหเกิดการสะสมของแคลเซียมที่ไต
    ที่หลอดเลือด มีการดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกและฟนออกมา ทําใหเกิดอาการ
    กระดูกเปราะบางและหักงาย ทําใหเปนโรคกระดูกพรุน ฟนหักและผุงาย
ก. การควบคุมโดยแคลซิโทนิน   ข. ควบคุมโดยพาราทอรโมน
66
67
5. ตับออน (pancreas)




                                                                                                                 68

http://www.pibul.ac.th/vichakan/sciweb/Biology42042/Hormone/Hormone/html/Website-endocrine-system/Pancreas.htm
การศึกษาเกี่ยวกับตับออน
  • ป พ.ศ. 2411 พอล แลงเกอรฮานส สังเกตพบกลุมเซลล
    กระจายอยูเปนหยอมๆมีหลอดเลือดมาหลอเลี้ยง ตอมาเรียก
    กลุมเซลลนวา ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans)
               ี้
  • ป พ.ศ.2432 โยฮันน วอน เมอริง พบวาเมื่อตัดตับออนของสุนัข
    จะมีผลตอการยอยอาหารประเภทไขมัน
  • ป พ.ศ. 2455 พบวากลุมเซลลไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส ผลิต
    สารบางอยางมาทางกระแสเลือดและใหชื่อวา อินซูลน (insulin)
                                                      ิ
  • ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส สรางฮอรโมนที่สําคัญ 2 ชนิด คือ
    อินซูลิน และกลูคากอน
• เปนฮอรโมนจากกลุมเบตาเซลล (B-cell)
  ที่บริเวณสวนกลางของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส
• ทําหนาที่ลดระดับน้ําตาลในเลือดใหเปนปกติ
• ถากลุมเซลลที่สรางอินซูลินถูกทําลาย ระดับน้ําตาล
  ในเลือดสูงกวาปกติทําใหเปนโรคเบาหวาน
• เปนฮอรโมนที่สรางจากแอลฟาเซลล (∞ - cell)
  ซึ่งเปนเซลลประเภทหนึ่งของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส
• กลูคากอนทําหนาที่ตรงขามกับอินซูลิน คือ กระตุน
  การสลายตัวของไกลโคเจน
• การเปลี่ยนแปลงระดับน้ําตาลจะเปนสัญญาณยับยั้งและ
  กระตุนการหลั่งอินซูลินและกลูคากอน
โรคเบาหวาน (diabetes mellitus)
   diabetes เปนภาษากรีก มีความหมายวา “ผานโดยตลอด” สวน
คําวา mellitus มีความหมายวา “หวานเหมือนน้ําผึ้ง”
 • เกิดจากความผิดปกติในการสรางฮอรโมน
   ของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส
 • พบน้ําตาลในปสสาวะ
 • น้ําตาลในเลือดสูงรางกายกําจัดออกทางปสสาวะ
 • โรคเบาหวานมี 2 แบบ
         แบบที่ 1 เกิดจากตับออนไมสามารถสรางอินซูลินได
         แบบที่ 2 เกิดจากตับออนสรางอินซูลินไดปกติ
            แตตวรับอินซูลินผิดปกติอินซูลินทํางานไมได
                  ั
อาการที่สําคัญ

- ปสสาวะบอยและมาก เนื่องจากมีน้ําตาลในเลือดมาก ทอหนวยไตไมสามารถดูดกลับคืนสู
รางกายไดหมด
- กระหายน้ํามากและบอยผิดปกติ
- เมื่อเปนแผลจะหายอยาก มีอาการคันบริเวณอวัยวะสืบพันธุและผิวหนัง
- น้ําหนักตัวลด ออนเพลีย เซื่องซึม เมื่อยลา
 - เลือดและปสสาวะมีฤทธิ์เปนกรดมากกวาปกติ เนื่องจากมีสารคีโตน
( ketone body ) จากการสลายไขมันและถาเปนโรคเบาหวานนาน ๆ อาจจะทําให ตาบอด
และไตจะคอย ๆ หมดสภาพในการทํางาน


                                                                          76
6. ฮอรโมนจากตอมหมวกไต (adrenal gland)
         ตั้งอยูเหนือไตทั้ง 2 ขาง แบงออกเปน 2
บริเวณคือบริเวณสวนนอกเรียกวา adrenal cortex และ
สวนในเรียกวา adrenal medulla




                                                      77
ฮอรโมนจากตอมหมวกไต
ตอมหมวกไต (adrenal gland) ประกอบดวยเนื้อเยื่อ 2 ชนิดคือ
1. อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex) เปนเนื้อเยื่อชั้นนอก
2. อะดรีนัลเมดุลลา (adrenal medulla) เปนเนื้อเยื่อชั้นใน
อะดรีนัลคอรเทกซ
ผลิตฮอรโมนไดมาก สามารถแบงออกเปน 2 กลุมใหญ คือ




                                                              78
อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex)
1. ฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด (Glucocorticoid hormone)
 ทําหนาที่ควบคุมเมตาโบลิซึมของคารโบไฮเดรต

 ฮอรโมนที่สําคัญคือ ฮอรโมนคอรติซอล (cortisol)
มีหนาที่
 เพิ่มปริมาณกลูโคสในเลือดใหสูงขึ้น โดยการกระตุนเซลลตับใหเปลี่ยน
   กรดอะมิโนและกรดไขมันเปนคารโบไฮเดรตและเก็บสะสมในรูปของไกลโคเจน
   จากนั้นจึงกระตุนตับใหเปลี่ยนไกลโคเจนเปนกลูโคสสงเขากระแสเลือด
                  
 ถามีฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด มากเกินไป จะทําใหเปนโรคคูชชิง
   (Cushing’ s syndome)


                                                            79
โรคคูชชิง (CUSHING’ S SYNDOME)
 กลามเนื้อออนแรงเนื่องจากมีการสลายโปรตีนและไขมันตามบริเวณแขนขา

 อวนมีไขมันสะสมแกนกลางลําตัว ใบหนากลมคลายดวงจันทร หนาทองแตก
  ลาย บริเวณตนคอมีหนอกยื่นออกมา
2. ฮอรโมนมิเนราโลคอทิคอยด (mineralocorticoid) ทําหนาที่
ควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรในรางกาย เชน แอลโดสเตอโรน (aldosterone)

ทําหนาที่
• ควบคุมการดูดกลับของโซเดียมไอออน (Na+) และน้ําที่ทอหนวยไต
เขาสูหลอดเลือด
• ขับโพแทสเซียมออกจากทอหนวยไตใหสมดุลกับความตองการของรางกาย
• ควบคุมสมดุลความเขมขนของฟอสเฟตในรางกายอีกดวย
• การขาดแอลโดสสเตอรโรนจะมีผลใหรางกายสูญเสียน้ําและโซเดียมไปพรอมกับ
น้ําปสสาวะและสงผลใหปริมาณเลือดลดลงจนอาจทําใหผูปวยตายเพราะความดัน
เลือดต่ําได



                                                                81
3. ฮอรโมนเพศ (ADRENAL SEX HORMONE )
        ในภาวะปกติฮอรโมนที่สรางจากอะดรีนัลคอรเทกซมีเพียงเล็กนอยเมื่อ
เทียบกับฮอรโมนเพศจากอวัยวะเพศ สวนใหญจะเปนฮอรโมนเพศชายมี
ฮอรโมนเพศหญิงนอยมาก ฮอรโมนเพศที่สราง เชน แอนโดรเจน (ฮอรโมนเพศ
ชาย) และแอสโทรเจน (ฮอรโมนเพศหญิง)
 ถาตอมหมวกไตดานนอก ถูกทําลายจะไมสามารถสรางฮอรโมน
 ทําใหเปน โรคแอดดิสัน ( Addison’s disease )
 อาการ ผูที่เปนโรคนี้รางกายจะซูบผอม ผิวหนังตกกระ รางกายไม
 สามารถรักษาสมดุลของแรธาตุได ซึ่งจะทําใหผูปวยเสียชีวิตได
อะดรีนัลเมดุลลา (ADRENAL MEDULLA)
 อะดรีนัลเมดุลลา ผลิตฮอรโมนดังนี้
 1. อะดรีนาลิน (adrenalin)
    ทําใหน้ําตาลในเลือดเพิ่มขึ้น และ กระตุนการเตนของหัวใจ
    ทําใหเมแทบอลิซึมเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเปนฮอรโมนที่หลั่งออกมาเมื่อ
    รางกายอยูในสภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นจึง เรียกอีกชื่อ หนึ่งวา
    fligth or fight hormone
 2. นอรอะดรีนาลิน (noradrenalin)
     ทําหนาที่หลั่งจากเสนประสาทซิมพาเทติก ทําใหความดันเลือดสูงทํา
    ใหหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะตางๆ บีบตัว
                                                           84
7. ฮอรโมนจากอวัยวะเพศ
เพศชาย
- แหลงที่ทําหนาทีสรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียลเซลล (Interstitial cell)
                     ่
- อยูระหวางหลอดสรางอสุจิในเพศชาย
- เมื่อเริ่มวัยหนุมอินเตอรสติเชียลเซลลจะถูกกระตุนจากฮอรโมน LH หรือ ICSH จากตอมใต
    สมองสวนหนาใหสรางฮอรโมนเพศชายทีเรียกวา แอนโดเจน (Androgen) ประกอบดวย
                                              ่
    ฮอรโมนหลายชนิดที่สําคัญที่สุด คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone)
- เทสโทสเทอโรนมีหนาที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุเพศชาย

- และควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย (Male secondary characteristic)

- คือ เสียงแตก นมขึ้นพาน ลูกกระเดือกแหลม มีหนวดเครา มีขนขึ้นบริเวณหนาแขง รักแร และ
    อวัยวะสืบพันธุ กระดูกหัวไหลกวางและกลามเนื้อตามแขนขาเติบโตแข็งแรงมากกวาเพศหญิง
-



                                                                                85
1. ฮอรโมนจากอวัยวะสืบพันธุในเพศชาย
         - แหลงที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียล
เซลล (Interstitial cell)
         - อยูระหวางหลอดสรางอสุจิในเพศชาย
         - เมื่อเริ่มวัยหนุมอินเตอรสติเชียลเซลลจะถูกกระตุนจากฮอรโมน LH หรือ
ICSH จากตอมใตสมองสวนหนาใหสรางฮอรโมนเพศชายที่เรียกวา แอนโดเจน
(Androgen) ประกอบดวยฮอรโมนหลายชนิดที่สําคัญที่สุด คือ เทสโทสเทอโรน
(Testosterone)
         - เทสโทสเทอโรนมีหนาที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุเพศชาย
และควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย (Male secondary
characteristic) ลักษณะดังกลาวที่สําคัญ คือ เสียงแตก นมขึ้นพาน ลูกกระเดือก
แหลม มีหนวดเครา มีขนขึ้นบริเวณหนาแขง รักแร และอวัยวะสืบพันธุ กระดูกหัวไหล
กวางและกลามเนื้อตามแขนขาเติบโตแข็งแรงมากกวาเพศหญิง
o ผลิตเซลลไข
o สรางฮอรโมนเพศ
o มีแหลงสรางฮอรโมน 2 แหง คือ ฟอลลเคล และ คอรปลลเทียม
                                     ิ ิ             ู
91
 ในระยะกอนการตกไข เซลลฟอลลิเคิลที่ลอมรอบไข
 จะสรางฮอรโมนอีสโทรเจน
 อีสโทรเจน ทําใหเกิดลักษณะของหญิง
 ควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่รังไขและเยื่อบุมดลูก
 อีสโทรเจนกระตุนใหหลั่ง LH มาทําใหโอโอไซตระยะที่ 2
 หลุดออกจากฟอลลิเคิล เรียกวาการตกไข
 หลังการตกไขฟอลลิเคิลมีการเปลี่ยนแปลงเปนคอรปสลูเทียม
 สรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ทํางานรวมกับอีสโทรเจน
 กระตุนการเจริญของเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก
 กระตุนตอมน้ํานมใหเติบโต แตไมกระตุนการสรางน้ํานม
 เซลลไขไมไดรับการผสมจากอสุจิ คอรปสลูเทียมจะเปลี่ยนแปลง
 และหยุดสรางโพรเจสเทอโรน ทําใหเยื่อบุผนังมดลูกสลายตัว
 ถูกขับออกมาเปนประจําเดือน
การเปลี่ยนแปลงของฮอรโมน ฟอลลิเคิล
และผนังมดลูกในชวงตางๆ ของรอบประจําเดือน
96
สรุปจากแผนภาพ
•จุดที่ระดับฮอรโมน FSHคอยๆเพิ่มขึ้นฟอลลิเคิลจะถูกกระตุนใหเจริญจนถึงจุดที่
ระดับ FSH สูงสุดฟอลลิเคิล
จะเจริญเต็มที่พรอมที่จะใหเกิดการตกไข
•ขณะที่ฟอลลิเคิลเจริญฟอลลิเคิลจะสรางฮอรโมน อีสโทรเจนเพิ่มขึ้นเมื่อฟอลลิเคิล
เจริญเต็มที่ระดับอีสโทรเจนจะสูงสุด
•เมื่อฟอลลิเคิลเจริญเต็มที่ฮอรโมน LH จะมีระดับสูงสุดเพื่อกระตุนใหฟอลลิเคิล
ปลอยไขออกมาและหลังจากตกไขแลว
ระดับฮอรโมน LHจะลดต่ําสุด
สรุปจากแผนภาพ
•เนื้อเยื่อของฟอลลิเคิลหลังจากปลอยไขออกไปแลวจะยุบรวมตัวเปนคอรปสลูเทียม
ที่มีสีเหลืองแลวทําหนาที่สรางฮอรโมน โพรเจสเทอโรน
เพื่อกระตุนให เยื่อบุชั้นในของผนังมดลูกเจริญหนาขึ้นเพื่อรอรับการฝงตัวของ
เอ็มบริโอ

•ถาไมมีการฝงตัวของเอ็มบริโอคอรปสลูเทียม จะสลายไป ระดับฮอรโมนอีสโทร
เจน และ โพรเจสเทอโรน จะลดลงต่ําสุด
เมื่อไมมีการสรางโพรเจสเทอโรน จากคอรปสลูเทียมเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก จะ
เริ่มสลายตัวหลุดลอกออกมาเปน ประจําเดือน
8. ฮอรโมนจากรก (PLACENTA)


 เซลลของรกจะหลั่งฮอรโมนฮิวแมน คอริโอนิก
 โกนาโดโทรฟน (HCG) หลังจากเอ็มบริโอฝงตัว
 ที่ผนังมดลูก
 HCG กระตุนคอรปสลูเทียมในรังไขใหเจริญตอไป
              
 และสรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรนเพิ่มขึ้น
9. ตอมไทมัส (THYMUS GLAND)

• มีลักษณะเปนพู มีตําแหนงอยูระหวางกระดูกอก
  กับหลอดเลือดใหญของหัวใจ
• มีหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซตชนิด ที
  หรือเซลล ที
• การแบงเซลลและพัฒนาการของลิมโฟไซตชนิด ที
  อาศัยฮอรโมนไทโมซิน (thymosin) ที่สรางจากเซลล
  บางสวนของตอมไทมัส
• ไทโมซิน เปนฮอรโมนที่เกี่ยวของกับการสรางภูมคุมกันของรางกาย
                                                ิ
10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็ก


แกสตริน (Gastrin)
                    • สรางจากกระเพาะอาหาร
                    • กระตุนการหลั่งเอนไซมและกรดไฮโดรคลอริก

  ซีครีทิน (Secretin)
                        • สรางจากดูโอดีนัมของลําไสเล็ก
                        • กระตุนตับออนใหหลั่งเอนไซมและ
                          โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต
                        • กระตุนการบีบตัวของทอน้ําดี
 รางกายตองมีระบบควบคุมการหลั่งฮอรโมนของตอมไรทอ
 เพื่อปองกันการหลั่งฮอรโมนโดยไมจํากัด
 ระบบควบคุมอาจเปนปริมาณของฮอรโมนเอง หรือระดับ
 สารเคมีอื่นๆ ในเลือด
 ระบบควบคุมแบบยอนกลับมี 2 ลักษณะ คือ
       1. การควบคุมแบบยับยั้งยอนกลับ (negative feedback)
       2. การควบคุมแบบกระตุนยอนกลับ (positive feedback)
                             
106
107
ฟโรโมน หมายถึง สารเคมีที่ผลิตจากตอมมีทอ
ของสัตวที่สรางออกมาแลวไมมีผลตอรางกายของสัตวเอง
แตสามารถไปมีผลตอสัตวตวอื่นที่เปนชนิดเดียวกัน
                          ั
ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระและพฤติกรรมได
ฟโรโมนมี 3 ทางคือ
1. ทางกลิ่น (Olfaction) : พบในแมลงหลายชนิด สวนมากก็เพื่อการดึงดูดเพศตรงขามใหมาหา
หรือไมก็เปนการบอก.... ใหรูวาอยูที่ไหน หรือเปนสัญญาณอันตรายเตือนใหรู เชน ฟโรโมนของตัว
ชะมดมีกลิ่นแรงมากเราสกัดเอามาทําเปนหัวน้ําหอม
2. การกิน (Ingestion) : เชน ผึ้งนางพญาจะสรางสารจากตอมบริเวณระยางคปาก เรียกวา Queen
substance สําหรับ.... เอาไวลอผึ้งงาน เมื่อผึ้งงานกินเขาไปจะไปยับยังรังไขของผึ้งงานไมใหมีการ
                                                                     ้
เจริญเติบโตและสรางรังไขจึงไมมีโอกาส.... สืบพันธุเหมือนนางพญา
3. การดูดซึม (Absorption) : พบเฉพาะในสัตวไมมีกระดูกสันหลังเทานั้น เชน แมงมุมบางชนิดและ
แมลงสาบ ....ตัวเมียจะปลอยฟโรโมนทิ้งเอาไวจนกระทั่งตัวผูมาสัมผัส ก็จะซึมเขาไปกระตุนใหเกิด
ความตองการทางเพศ... ติดตามหาตัวเมียจนพบและทําการผสมพันธุ แตในตั๊กแตนตัวผูจะปลอย
ฟโรโมนทิ้งเอาไวหลังจากผสมพันธุ ....เมื่อตัวออนมาสัมผัสฟโรโมนนั้นก็จะดูดซึมเขาไปกระตุนให
เติบโตเปนตัวเต็มวัยและสืบพันธุได



                                                                                            109
สามารถจําแนกฟโรโมนตามพฤติกรรมไดดังนี้
1.     สารดึงดูดเพศตรงขาม (sex pheromone) พบในผีเสื้อไหมตัวเมีย ปลอย
       ออกมาดึงดูดผีเสื้อไหมตัวผู
2.     สารเตือนภัย (alarm pheromone) เชนมดตาย จะมีฟโรโมนออกมาจากซาก
       มดตัวนั้น ทําใหมีการขนซากมดตัวนั้นไปทิ้งนอกรัง
3.     สารนําทาง (trail pheromone) ไดแก กรดบางชนิดที่มดงานปลอยออกมา
       ตามทางเดิน ทําใหมดตัวอื่นสามารถเดินไปยังอาหารไดถูกตอง
4      สารจากนางพญา (queen substance) เชนสารที่นางพญาใหผึ้งงานกิน
       ทําใหผึ้งงานเปนหมัน
5.   สารทําใหรวมกลุม (aggregation pheromone) เชน นางพญาปลวกปลอย
       ออกมาทําใหปลวกงานมารวมกลุมกัน
6.   สารแสดงอาณาเขต (territory pheromone) เชน สุนัขปสสาวะรดสิ่งตาง ๆ
       ที่มันเดินผาน
                                                                   112
113

ต่อมไร้ท่อ54

  • 1.
    (ENDOCRINE SYSTEM) ครูนุชนารถ เมืองกรุง
  • 2.
    ป 2391 ARNOLDA. BERTHOLD
  • 3.
    หมายถึง สารเคมีที่ทําหนาที่ควบคุมการทํางาน ของระบบตางๆ ในรางกายเชนการทํางานของระบบสืบพันธุ ระบบขับถาย ตลอดจนกระบวนการเมแทบอลิซึมของรางกาย ฮอรโมนสวนใหญเปนสารประเภทโปรตีน และสเตรอยด ที่ผลิตจากเนื้อเยื่อหรือตอมไรทอ (endocrine tissue หรือ endocrine gland)
  • 4.
    ตอมไรทอ (endocrine gland)ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอ เซลลเปาหมายโดยผาน extracellular fluid เชนกระแสเลือด ตอมมีทอ(exocrine gland) ตอมที่หลั่งสารและไปมีผลตอเซลล เปาหมายโดยผานทอ
  • 5.
    หนาที่ของฮอรโมนแบงออกไดเปน 3 กลุมใหญ 1.ควบคุมการเจริญเติบโต (growth) 2. ควบคุมและรักษาสภาพแวดลอมภายในรางกายใหเปนปกติ 3. ควบคุมการทํางานของรางกายอยางอัตโนมัติ 5
  • 6.
    Chemical messengerหรือmolecular messengerแบงเปน 5 ชนิดดังนี้ 1. Paracrine (local regulator) 2. Neurotransmitter 3. Neurohormone 4. Hormone 5. Pheromone 6
  • 7.
    ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิดคือ 1. ฮอรโมนเปปไทดหรือโปรตีน (Polypeptide hormone) เปนสารประกอบประเภทโปรตีนหรือโพลีเปปไตดขนาดเล็ก ละลายน้ําได ระดับฮอรโมนเปลี่ยนแปลงเร็ว ออกฤทธิ์ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมาย ไดแก ฮอรโมนจากไฮโพทาลามัส ตอมใตสมอง ตับออน และตอมพาราไทรอยด 7
  • 8.
    ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิดคือ 2. ฮอรโมนสเตียรอยด (Steroid hormone) เปนฮอรโมนที่ไมละลายในน้ํา และไมถูกเก็บไวในตอมที่สราง เมื่อสรางขึ้นแลวจะ สงไปยังอวัยวะเปาหมายในทันที ระดับฮอรโมนคอนขางคงที่ ไดแกตอมหมวกไต ( adrenal gland) รังไข (ovary) และอัณฑะ (testis) 8
  • 9.
    ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิดคือ 3. ฮอรโมนเอมีน (Amine hormone) เปนฮอรโมนที่ไดจากกรดอะมิโนเชื่อมกันแลวตัดหมูคารบอกซิลออก จะไดเอมีน ฮอรโมนกลุมนี้ละลายน้ําได มีระดับฮอรโมนไมแนนอน สูง ๆ ต่ํา ไดแก ฮอรโมน ไทรอกซิน (thyroxin) และแคทีโคลามิน (catecholamine) 9
  • 10.
    ฮอรโมนแบงตามโครงสรางทางเคมีไดเปน 4 ชนิดคือ 4.ฮอรโมนกรดไขมัน (Fatty acid hormone) เปนสารประกอบของกรดไขมัน มีผลทําใหกลามเนื้อและหลอดเลือดหดตัว ไดแก prostaglandin พบใน semen และสรางจากตอมเนื้อเยื่อ 10
  • 11.
    กลไกการออกฤทธิ์ของchemical messenger และฮอรโมน -ออกฤทธิ์ไดโดยการจับกับตัวรับสัญญาณ(receptor) สารเคมีตัวเดียวกันสามารถมีผลตอ เซลลชนิดตางๆ ไดตางกันโดยขึ้นกับ 1.ตัวรับตางกัน (a กับb&c) 2.ตัวถายทอดสัญญาณในเซลล ตางกัน (bกับc) 11
  • 12.
    การออกฤทธิ์ของฮอรโมน แบงตามโครงสรางไดเปน 2แบบ 1.พวกที่มีตัวรับอยูที่ผนังเซลล(cell membrane receptor)ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดใหญ ผานเขาเซลลไมได ไมละลายในไขมัน เชน ฮอรโมนโปรตีน 12
  • 13.
    2.พวกที่มีตัวรับอยูภายในเซลล ไดแกฮอรโมนที่มีขนาดเล็กและละลายในไขมันได เชนฮอรโมนสเตียรอยด, ฮอรโมนไทรอยด, Vitamin D3, -ตัวรับอาจอยูในไซโตพลาสม หรือนิวเคลียส -ตัวรับเมื่อจับกับฮอรโมน (hormone-receptor complex) จะทําหนาที่เปน transcription factor 13
  • 14.
    ฮอรโมนจากตอมไรทอที่สําคัญของรางกาย  ตอมไรทอมีการเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้น คือ 1. พวกที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นกลาง * สรางสารพวกสเตอรอยด - ตอมหมวกไตสวนนอก (adrenal cortex) - รังไข (ovary) - อัณฑะ (testis) 2. พวกที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก และเนื้อเยื่อชั้นใน * สรางสารพวกเปปไทด โปรตน ี - ตอมไทรอยด(thyroid gland) - ตอมใตสมอง(hypophysis หรือ pituitary) - ตอมหมวกไตสวนใน(adrenal medulla)
  • 15.
    ความสําคญของตอมไรทอตอรางกาย ั 1. พวกที่รางกายขาดไมได(essential endocrine gland) - ตอมไทรอยด (thyroid gland) - ตอมพาราไทรอยด(parathyriod gland) - ตอมหมวกไตสวนนอก (adrenal cortex) - ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส 2. พวกที่รางกายขาดได(non-essential endocrine gland) - ตอมใตสมองสวนหนา (pituitary) - ตอมไพเนียล(pineal gland) - ตอมหมวกไตสวนใน (adrenal medulla) - รังไข (ovary) - อัณฑะ(testis) 15
  • 18.
    1. ตอมไพเนียล 2. ตอมใตสมอง 3.ตอมไทรอยด 4. ตอมพาราไทรอยด 5. ตับออน 6. ตอมหมวกไต 7. อวัยวะเพศ 8. รก 9. ตอมไทมัส 10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็ก
  • 19.
    1. ตอมไพเนียล (pinealgland)  ตอมไพเนียล ของสัตวเลือดเย็น สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลาน บางชนิดไมสรางฮอรโมน แตเปนกลุมของเซลลรับแสง  ในสัตวเลือดอุนจําพวกสัตวเลี้ยงลูกดวยนม การทํางานของตอมนี้สัมพันธกับแสง สวางและการรับภาพ  ในคน ตอมไพเนียลอยูระหวางเซรีบรัมซีกซายและซีกขวา ทําหนาที่สรางฮอรโมน เมลาโทนิน มีหนาที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุไมใหเติบโตเร็วเกินไป
  • 20.
    2. ตอมใตสมอง(hypophysis หรือpituitary)  อยูติดตอกับสวนลางของสมองสวนไฮโพทาลามัส  แบงได 3 สวน คือ ตอมใตสมองสวนหนา สวนกลาง และสวนหลัง  มีขนาดประมาณ 1 – 1.5 ซม.
  • 21.
    1. ตอมใตสมองสวนหนา(Anterior pituitary) 2.ตอมใตสมองสวนกลาง (intermidiate ) 3. ตอมใตสมองสวนหลัง (Posterior pituitary) 21
  • 22.
    ตอมใตสมองสวนหนา(anterior pituitary glandor adenohypophysis) -ควบคุมการหลั่งฮอรโมนโดยไฮโปทาลามัส โดยหลั่ง releasing/inhibiting ผานทางเสนเลือด portal vessel 22
  • 23.
    สรางฮอรโมนประสาท ปลอยที่ตอมใตสมองสวนหลัง ปลายแอกซอนมาสิ้นสุดและหลั่งฮอรโมนประสาทออกสูกระแสเลือด
  • 24.
    ( anterior pituitarygland or adenohypophysis ) 1. โกรทฮอรโมน (GH) 2. โกนาโดโทรฟน (Gn) ประกอบดวย FSH และ LH 3. โพรแลกทิน 4. อะดรีโนคอรติโคโทรฟน (ACTH) 5. ไทรอยดสติมิวเลติงฮอรโมน (TSH) 6. เอนดอรฟน
  • 25.
    1. ฮอรโมนโกรท (Growthhormone,GH) - ฮอรโมนโกรท (Growth hormone,GH) เปนสารพวกโปรตีน ควบคุมการเจริญเติบโต ของรางกาย นอยไป มากไป เด็ก dwarfism giantism ผูใหญ acromegaly simmon’s disease 25
  • 26.
    GIANTISM  เนื่องจากในวัยเด็กมีการสราง GHมากเกินไปจะมีผลกระตุนการเจริญเติบโตมากกวา ปกติ เรียกวา สภาวะยักษ (giantism) 26
  • 27.
    13 years old 21 years old Entering his car, 18 years old front seat had to be removed 18 years old 27 High School Graduation http://www.altonweb.com/history/wadlow/
  • 28.
    DWARFISM  เนื่องจากในวัยเด็กมีการขาดฮอรโมน GH นอยทําใหเกิดอาการรางกายมี ขนาดเล็ก แคระแกร็น เนื่องจากการ เจริญเติบโตของกระดูกถูกยับยัง ้ ระบบสืบพันธไมเจริญ 28
  • 29.
    ACROMEGALY  เนื่องจากในวัยผูใหญมีฮอรโมน GH มากเกินไปจะมีผลตอการกระตุนการ เจริญของกระดูกในดานกวาง เนื่องจากกระดูกทางดานยาวบิดไปแลว ยาวอีก ไมได และยับยั้งเนือเยื่อเกี่ยวพันดวย ทําใหกระดูกที่คางขยายขนาดกวางขึ้น ้ ฟนหางใบหนาเปนรูปสี่เหลี่ยมคางหมู นิ้วมือ นิ้วเทามีขนาดใหญขึ้น ผิวหนัง หนาและหยาบ 29
  • 30.
    SIMMON’S DISEASE  เนื่องจากในผูใหญที่มีฮอรโมนโกรธนอย มักไมแสดงลักษณะอาการใหเห็นแตพบวา น้ําตาลในเลือดต่ําจึงทนตอความเครียด ทางอารมณไดนอยกวาคนปกติ และมักจะ เปนลมหนามืดงาย อาจเปนโรคผอมแหง 30
  • 31.
    2. ฮอรโมนโกนาโดโทรฟน (gonadotrophin หรือgonadotrophic hormone,Gn ) 1. ฟอลลเคล สติมิวเลติงฮอรโมน (follicle stimulating hormone ; FSH) ิ ิ 2. ลูทิไนซิงฮอรโมน (Lutinizing hormone ;LH) 31
  • 32.
    ในเพศชาย - FSH กระตุนการเจริญเติบโตของหลอดสรางอสุจิ (siminiferous tubule) ในอัณฑะและกระตุนการสรางอสุจิ (Spermatogenesis) - LH กระตุนใหกลุมอินเตอรสติเชียลเซลลของอัณฑะใหสรางและหลั่ง ฮอรโมน เทสโทสเทอโรน (Testosterone) ซึ่งเปนฮอรโมนเพศชาย ดังนั้นในเพศ ชายจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งวา ฮอรโมนกระตุนอินเตอรสติเชียล ( interstitial cell stimulating hormone หรือ ICSH)
  • 33.
    - ฮอรโมน LHกระตุนกลุมเซลล อินเตอรสติเชียลใหหลั่ง - ฮอรโมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) 33
  • 34.
    ในเพศหญิง - FSH จะกระตุนการเจริญเติบโตฟอลลิเคิลของรังไข (Ovarian follicle) และออกฤทธิ์รวมกับฮอรโมน LH ใหสรางและหลั่งฮอรโมนอีสโทรเจน (estrogen ) - LH กระตุนใหไขสุกและการตกไข และหลังการตกไขแลวจะชวยกระตุน ใหเซลลที่เหลือในฟอลลิเคิลใหกลายเปนคอรปสลูเทียม (corpus luteum) เพื่อสราง ฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ( progesterone)ซึ่งมีผลตอการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูก เพื่อรองรับการฝงตัวของเอ็มบริโอ 34
  • 35.
    3. ฮอรโมนโพรแลกติน (prolactin)หรือ (lactogenic hormone) • เปนฮอรโมนประเภทโปรตีน กระตุน การเจริญของทอของการผลิตน้ํานม กระตุนการสรางและผลิตน้ํานม • ในขณะตั้งครรภและตอนคลอดจะมี โพรแลกตินสูง • โพรแลกตินในเพศชายไมทราบ หนาที่แนชัด แตมีผูรายงานวา โพรแลกตินจะทําหนาที่รวมกับ ฮอรโมนเพศชายในการกระตุน อวัยวะที่เกี่ยวของกับการสืบพันธุ เชน ตอมลูกหมาก ทอนําอสุจิ และตอมสรางน้ําเลี้ยงอสุจิ 35
  • 36.
    4. ฮอรโมนอะดรีโนคอรติโคโทรฟน (adrenocorticotrophin hormone) หรือ ACTH ทําหนาที่กระตุนอะดรีนัลคอรเทก ของตอมหมวกไตใหสรางฮอรโมนตามปกติ 36
  • 37.
    ACTH  กระตุนการเติบโตและการสรางฮอรโมนของตอมหมวกไตสวนนอก  กระตนการปลดปลอยกรดไขมันออกจากเนื้อเยื่อ กระตุนการหลั่งอินซูลินจากตับออน  กระตุนการหลั่ง GH จากตอมใตสมองสวนหนา  ACTH ยังมีลักษณะบางอยางเหมือนฮอรโมนจากตอมใตสมองสวนกลาง(MSH) จึงกระตุนเมลานินภายในสัตวเลือดเย็น เชน กบ ทําใหมสีเขมขึ้น ี 37
  • 38.
    5. ฮอรโมนกระตุนไทรอยด (thyroid stimulating hormone) หรือ TSH ทําหนาที่กระตุนตอมไทรอยดใหหลั่งฮอรโมนตาม ปกติ ฮอรโมนจากตอม ใตสมองสวนหนาจะควบคุมโดยฮอรโมน ประสาทที่สรางมาจากไฮโพทาลามัส 38
  • 39.
    6. เอนเดอรฟน (Endorphin) •ออกฤทธิ์คลายมอรฟน • สรางจากตอมใตสมองสวนหนา หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ • ทําหนาที่ระงับความเจ็บปวด • ชวยใหคิดในทางสรางสรรค • ชวยเพิ่มความตื่นตัว มีชีวิตชีวาและความสุข • จะหลั่งออกมาเมื่อเรามีอารมณแจมใส 39
  • 40.
    ตอมใตสมองสวนกลาง ทําหนาที่ผลิตฮอรโมน ดังนี้ -ฮอรโมนเมลาโนไซต (Melanocyte stimulating hormone) หรือ MSH ทําหนาที่ทําใหรงควัตถุภายในเซลล ผิวหนังกระจายไปทั่ว เซลล 40
  • 41.
    ตอมใตสมองสวนหลัง(Posterior pituitary glandor neurohypophysis) -ฮอรโมนที่หลั่งจากตอมใต สมองสวนหลังสรางมา จากเซลลประสาทของ ไฮโปทาลามัส -โดยเซลลประสาทจะยื่น สวน axon เขามาในตอม ใตสมองสวนหลัง 41
  • 42.
     ตอมใตสมองสวนหลังหรือ นิวโรไฮโพไฟซีส ไมได Axons to สรางฮอรโมนเอง แต primary capillaries ฮอรโมนถูกสรางมาจาก นิวโรซีครีทอรีเซลลของ ไฮโพทาลามัสโดยกลุม Portal Primary เซลลเหลานี้จะมีแอกซอน venules capillaries Pituitary stalk มาสิ้นสุดอยูภายในตอมใต สมองสวนหลัง และเขาสู กระแสเลือด Secondary Posterior pituitary capillaries Anterior pituitary 42
  • 43.
    1.วาโซเพรสซิน (Vasopressin) หรือฮอรโมนแอนติไดยูเรติก - ADH มีหนาที่ดูดน้ํากลับของหลอดไต และกระตุนใหหลอด เลือดบีบตัว ถาขาดฮอรโมนนี้จะเกิด การเบาจืดทําใหปสสาวะ บอย 43
  • 44.
    ADH  มีผลใหมีการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไต  ฮอรโมนนี้จะมีการหลั่งออกมาเมื่อ กระหายน้ํา และขาดน้ํา ความเครียดสูง ความดันเลือดสูง  ยาที่มีผลตอการกระตุนประสาทสวนกลาง ฝน เฮโรอีนจะมีผลในการกระตุน การหลั่งฮอรโมนดวย  ถามี ADH นอยมากๆจะทําใหเกิดโรคเบาจืด(diabetes insipidus) มีปสสาวะ ออกมามากถึงวันละ 20 ลิตรตอวัน  สภาพตึงเครียดและสารนิโคตินทําใหมีการหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น ทําใหปสสาวะ นอยลง แตแอลกอฮอลยับยั้งการหลั่ง ADH ทําใหปสสาวะมากขึ้น 44
  • 45.
    2. ออกซีโทซิน (Oxytocin) ทําหนาที่กระตุนกลามเนื้อเรียบและอวัยวะภายใน กระตุนกลามเนื้อรอบ ๆ ตอมน้ํานม ใหขับน้ํานม ฮอรโมนนี้จะหลั่งออกมามากตอนคลอด เพื่อชวยใหกลามเนื้อ มดลูกบีบ ตัวขณะคลอด 45
  • 47.
    3. ตอมไทรอยด (THYROIDGLAND)  จัดเปนตอมไรทอขนาดใหญที่สุด  อยูติดกับบริเวณกลองเสียง  มีลักษณะเปน 2 พู  มีเนื้อเยื่อของพาราไทรอยดติดอยูขางละ 2 ตอม
  • 48.
    • นําตอมไทรอยดของแกะมาทําใหแหง แลวบดละเอียดใหคนปกติกินปรากฏวา ทําใหอัตราเมแทบอลิซึมของรางกายสูงขึ้น • ผลจากการคนพบสามารถรักษาคนไขที่ ไมสามารถผลิตฮอรโมนจากตอมไทรอยดไดสําเร็จ
  • 49.
    • ป 2439โบมานน พบวา เซลลในตอมไทรอยด มีปริมาณไอโอดีนสูงกวาเซลลอื่นถึง 100 เทา • คนอยูใกลทะเลมีไอโอดีนในตอมไทรอยด เขมขนกวาคนที่อยูหางไกลทะเล
  • 50.
    o ป 2448มารีน พบวา คนที่อยูริมฝงทะเลเปนโรคคอพอก นอยกวาคนที่อยูหางทะเล o ทดลองไมใหไอโอดีนแกสัตวพบวาสัตวเปนโรคคอพอก เมื่อใหอาหารที่มีไอโอดีนสัตวเหลานั้นก็หายจากโรค 
  • 51.
    - ฮอรโมนที่สรางจากตอมไทรอยดเปนกรดอะมิโนที่มีไอโอดีนอยูดวย  คือ กรดอะมิโน ไทโรซีน ฮอรโมนมี 2 ชนิด คือ ไทรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine , T3 ) ซึ่งมีไอโอดีน 3 อะตอม และไทรอกซิน (Thyroxin , T4 ) ซึ่งมีไอโอดีน 4 อะตอม ฮอรโมนที่หลั่งออกมาสวนใหญ (90 % ) เปนไทรอกซิน (T4) แต T3 ที่มีปริมาณนอยกวา มีความเขมขนมากกวา ฮอรโมนนี้จะถูกเก็บไวในตอม และจะหลั่งออกมาเมื่อถูกกระตุนจากตอมใตสมองสวนหนา ฮอรโมนทั้ง 2 ชนิด ใหผลอยางเดียวกันตอเซลลเปาหมาย
  • 52.
    • เปนฮอรโมนจากตอมไทรอยด • สรางจากกลุมเซลลไทรอยดฟอลลิเคิล •ทําหนาที่ควบคุมเมทาบอลิซึมของรางกาย • ขาดฮอรโมนนี้ในเด็กทําใหเกิดโรคที่เรียกวา เครทินิซึม (Cretinism) • ขาดฮอรโมนนี้ในวัยผูใหญเกิดโรคที่เรียกวา มิกซีดีมา (Myxedema)
  • 54.
  • 55.
    - จะสงผลใหอัตราเมแทบอลิซึมลดนอยลง - ทําใหออนเพลียเหนื่อยงาย เซื่องซึม - เคลื่อนไหวชา กลามเนื้อออนแรง - รางกายออนแอ ติดเชื้อไดงาย - หัวใจเตนชา - ทนหนาวไมได - มีคอเลสเทอรอลสูงผิวหนังบวมน้ํา หนาบวม - อวน ทําใหน้ําหนักเพิ่ม - ผมและผิวแหง - สมองจะทํางานชาลง ปฏิกิริยาโตตอบชาหรือ ถึงขั้นความจําเสื่อม - ประจําเดือนผิดปกติ
  • 56.
  • 57.
  • 58.
    • เกิดจากการขาดธาตุไอโอดีนเนื่องจากตอมไทรอยด • ไมสามารถสรางไทรอกซินได •ตอมใตสมองสวนหนาหลั่ง TSH มากระตุน ตอมไทรอยดมากเกินไปและตอมนี้ไมสามารถ สรางไทรอกซินออกไปยับยั้งการหลั่ง TSH ได ทําใหตอมไทรอยดขยายขนาดผิดปกติ
  • 59.
     เกิดจากตอมไทรอยดถูกกระตุนใหสรางฮอรโมนมากเกินไป  ผูปวยคอหอยไมโตมากนักบางคนตาโปน ตอมไทรอยดถูกกระตุนใหทํางานหนักตลอดเวลา  รักษาโดยการกินยาที่ยับยั้งการสรางฮอรโมน หรือผาตัด หรือกินสารไอโอดีนซึ่งเปนกัมมันตรังสี เพื่อทําลายเนื้อเยื่อ บางสวนของตอม
  • 61.
    • สรางจากตอมไทรอยด • สรางจากกลุมเซลลที่มีตนกําเนิดตางจากไทรอยดฟอลลิเคิล เรียกเซลลเหลานี้วาเซลลซี (C-cell) หรือเซลลพาราฟอลลิคิวลาร
  • 62.
    หนาที่ : ลดระดับแคลเซียมในเลือดใหต่ําลงถาในเลือดมีระดับแคลเซียมสูง กวาปกติทําไดโดย - เพิ่มการสะสมแคลเซียมที่กระดูก - ลดการดูดแคลเซียมกลับจากทอหนวยไต ( ขับแคลเซียมทิ้งทางน้ําปสสาวะ ) - ลดการดูดซึมแคลเซียมที่ลําไสเล็ก ( เพื่อไมใหแคลเซียมถูกดูดเขาสูกระแสเลือด ) http://www.pibul.ac.th/vicha kan/sciweb/Biology42042/H ormone/Hormone/html/Web site-endocrine- system/thyroid.htm
  • 63.
  • 64.
    4. ตอมพาราไทรอยด (PARATHYROIDGLAND) ฮอรโมนจากตอมพาราไทรอยด - พาราทอรโมน (parathormone,PTH) ทําหนาที่ - รักษาสมดุลของแคลเซียมในรางกายใหคงที่ - กระตุนใหมีการเพิ่มระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัส ถาหากระดับแคลเซียมในเลือดต่ํา - ทําใหมีการดูดซึมแคลเซียมที่ลําไสและทอหนวยไตมากขึ้น - มีการกระตุนใหมีการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมาก  ดังนั้นถาหากมีฮอรโมนนี้มากเกินไปจะมีผลทําใหเกิดการสะสมของแคลเซียมที่ไต ที่หลอดเลือด มีการดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกและฟนออกมา ทําใหเกิดอาการ กระดูกเปราะบางและหักงาย ทําใหเปนโรคกระดูกพรุน ฟนหักและผุงาย
  • 65.
    ก. การควบคุมโดยแคลซิโทนิน ข. ควบคุมโดยพาราทอรโมน
  • 66.
  • 67.
  • 68.
    5. ตับออน (pancreas) 68 http://www.pibul.ac.th/vichakan/sciweb/Biology42042/Hormone/Hormone/html/Website-endocrine-system/Pancreas.htm
  • 70.
    การศึกษาเกี่ยวกับตับออน •ป พ.ศ. 2411 พอล แลงเกอรฮานส สังเกตพบกลุมเซลล กระจายอยูเปนหยอมๆมีหลอดเลือดมาหลอเลี้ยง ตอมาเรียก กลุมเซลลนวา ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) ี้ • ป พ.ศ.2432 โยฮันน วอน เมอริง พบวาเมื่อตัดตับออนของสุนัข จะมีผลตอการยอยอาหารประเภทไขมัน • ป พ.ศ. 2455 พบวากลุมเซลลไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส ผลิต สารบางอยางมาทางกระแสเลือดและใหชื่อวา อินซูลน (insulin) ิ • ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส สรางฮอรโมนที่สําคัญ 2 ชนิด คือ อินซูลิน และกลูคากอน
  • 72.
    • เปนฮอรโมนจากกลุมเบตาเซลล (B-cell) ที่บริเวณสวนกลางของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส • ทําหนาที่ลดระดับน้ําตาลในเลือดใหเปนปกติ • ถากลุมเซลลที่สรางอินซูลินถูกทําลาย ระดับน้ําตาล ในเลือดสูงกวาปกติทําใหเปนโรคเบาหวาน
  • 73.
    • เปนฮอรโมนที่สรางจากแอลฟาเซลล (∞- cell) ซึ่งเปนเซลลประเภทหนึ่งของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส • กลูคากอนทําหนาที่ตรงขามกับอินซูลิน คือ กระตุน การสลายตัวของไกลโคเจน • การเปลี่ยนแปลงระดับน้ําตาลจะเปนสัญญาณยับยั้งและ กระตุนการหลั่งอินซูลินและกลูคากอน
  • 75.
    โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) diabetes เปนภาษากรีก มีความหมายวา “ผานโดยตลอด” สวน คําวา mellitus มีความหมายวา “หวานเหมือนน้ําผึ้ง” • เกิดจากความผิดปกติในการสรางฮอรโมน ของไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส • พบน้ําตาลในปสสาวะ • น้ําตาลในเลือดสูงรางกายกําจัดออกทางปสสาวะ • โรคเบาหวานมี 2 แบบ แบบที่ 1 เกิดจากตับออนไมสามารถสรางอินซูลินได แบบที่ 2 เกิดจากตับออนสรางอินซูลินไดปกติ แตตวรับอินซูลินผิดปกติอินซูลินทํางานไมได ั
  • 76.
    อาการที่สําคัญ - ปสสาวะบอยและมาก เนื่องจากมีน้ําตาลในเลือดมากทอหนวยไตไมสามารถดูดกลับคืนสู รางกายไดหมด - กระหายน้ํามากและบอยผิดปกติ - เมื่อเปนแผลจะหายอยาก มีอาการคันบริเวณอวัยวะสืบพันธุและผิวหนัง - น้ําหนักตัวลด ออนเพลีย เซื่องซึม เมื่อยลา - เลือดและปสสาวะมีฤทธิ์เปนกรดมากกวาปกติ เนื่องจากมีสารคีโตน ( ketone body ) จากการสลายไขมันและถาเปนโรคเบาหวานนาน ๆ อาจจะทําให ตาบอด และไตจะคอย ๆ หมดสภาพในการทํางาน 76
  • 77.
    6. ฮอรโมนจากตอมหมวกไต (adrenalgland) ตั้งอยูเหนือไตทั้ง 2 ขาง แบงออกเปน 2 บริเวณคือบริเวณสวนนอกเรียกวา adrenal cortex และ สวนในเรียกวา adrenal medulla 77
  • 78.
    ฮอรโมนจากตอมหมวกไต ตอมหมวกไต (adrenal gland)ประกอบดวยเนื้อเยื่อ 2 ชนิดคือ 1. อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex) เปนเนื้อเยื่อชั้นนอก 2. อะดรีนัลเมดุลลา (adrenal medulla) เปนเนื้อเยื่อชั้นใน อะดรีนัลคอรเทกซ ผลิตฮอรโมนไดมาก สามารถแบงออกเปน 2 กลุมใหญ คือ 78
  • 79.
    อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex) 1.ฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด (Glucocorticoid hormone)  ทําหนาที่ควบคุมเมตาโบลิซึมของคารโบไฮเดรต  ฮอรโมนที่สําคัญคือ ฮอรโมนคอรติซอล (cortisol) มีหนาที่  เพิ่มปริมาณกลูโคสในเลือดใหสูงขึ้น โดยการกระตุนเซลลตับใหเปลี่ยน กรดอะมิโนและกรดไขมันเปนคารโบไฮเดรตและเก็บสะสมในรูปของไกลโคเจน จากนั้นจึงกระตุนตับใหเปลี่ยนไกลโคเจนเปนกลูโคสสงเขากระแสเลือด   ถามีฮอรโมนกลูโคคอรติคอยด มากเกินไป จะทําใหเปนโรคคูชชิง (Cushing’ s syndome) 79
  • 80.
    โรคคูชชิง (CUSHING’ SSYNDOME)  กลามเนื้อออนแรงเนื่องจากมีการสลายโปรตีนและไขมันตามบริเวณแขนขา  อวนมีไขมันสะสมแกนกลางลําตัว ใบหนากลมคลายดวงจันทร หนาทองแตก ลาย บริเวณตนคอมีหนอกยื่นออกมา
  • 81.
    2. ฮอรโมนมิเนราโลคอทิคอยด (mineralocorticoid)ทําหนาที่ ควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรในรางกาย เชน แอลโดสเตอโรน (aldosterone) ทําหนาที่ • ควบคุมการดูดกลับของโซเดียมไอออน (Na+) และน้ําที่ทอหนวยไต เขาสูหลอดเลือด • ขับโพแทสเซียมออกจากทอหนวยไตใหสมดุลกับความตองการของรางกาย • ควบคุมสมดุลความเขมขนของฟอสเฟตในรางกายอีกดวย • การขาดแอลโดสสเตอรโรนจะมีผลใหรางกายสูญเสียน้ําและโซเดียมไปพรอมกับ น้ําปสสาวะและสงผลใหปริมาณเลือดลดลงจนอาจทําใหผูปวยตายเพราะความดัน เลือดต่ําได 81
  • 82.
    3. ฮอรโมนเพศ (ADRENALSEX HORMONE ) ในภาวะปกติฮอรโมนที่สรางจากอะดรีนัลคอรเทกซมีเพียงเล็กนอยเมื่อ เทียบกับฮอรโมนเพศจากอวัยวะเพศ สวนใหญจะเปนฮอรโมนเพศชายมี ฮอรโมนเพศหญิงนอยมาก ฮอรโมนเพศที่สราง เชน แอนโดรเจน (ฮอรโมนเพศ ชาย) และแอสโทรเจน (ฮอรโมนเพศหญิง)
  • 83.
     ถาตอมหมวกไตดานนอก ถูกทําลายจะไมสามารถสรางฮอรโมน ทําใหเปน โรคแอดดิสัน ( Addison’s disease ) อาการ ผูที่เปนโรคนี้รางกายจะซูบผอม ผิวหนังตกกระ รางกายไม สามารถรักษาสมดุลของแรธาตุได ซึ่งจะทําใหผูปวยเสียชีวิตได
  • 84.
    อะดรีนัลเมดุลลา (ADRENAL MEDULLA) อะดรีนัลเมดุลลา ผลิตฮอรโมนดังนี้ 1. อะดรีนาลิน (adrenalin) ทําใหน้ําตาลในเลือดเพิ่มขึ้น และ กระตุนการเตนของหัวใจ ทําใหเมแทบอลิซึมเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเปนฮอรโมนที่หลั่งออกมาเมื่อ รางกายอยูในสภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นจึง เรียกอีกชื่อ หนึ่งวา fligth or fight hormone 2. นอรอะดรีนาลิน (noradrenalin) ทําหนาที่หลั่งจากเสนประสาทซิมพาเทติก ทําใหความดันเลือดสูงทํา ใหหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะตางๆ บีบตัว 84
  • 85.
    7. ฮอรโมนจากอวัยวะเพศ เพศชาย - แหลงที่ทําหนาทีสรางฮอรโมนในอัณฑะ(testis) คืออินเตอรสติเชียลเซลล (Interstitial cell) ่ - อยูระหวางหลอดสรางอสุจิในเพศชาย - เมื่อเริ่มวัยหนุมอินเตอรสติเชียลเซลลจะถูกกระตุนจากฮอรโมน LH หรือ ICSH จากตอมใต สมองสวนหนาใหสรางฮอรโมนเพศชายทีเรียกวา แอนโดเจน (Androgen) ประกอบดวย ่ ฮอรโมนหลายชนิดที่สําคัญที่สุด คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone) - เทสโทสเทอโรนมีหนาที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุเพศชาย - และควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย (Male secondary characteristic) - คือ เสียงแตก นมขึ้นพาน ลูกกระเดือกแหลม มีหนวดเครา มีขนขึ้นบริเวณหนาแขง รักแร และ อวัยวะสืบพันธุ กระดูกหัวไหลกวางและกลามเนื้อตามแขนขาเติบโตแข็งแรงมากกวาเพศหญิง - 85
  • 86.
    1. ฮอรโมนจากอวัยวะสืบพันธุในเพศชาย - แหลงที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนในอัณฑะ (testis) คืออินเตอรสติเชียล เซลล (Interstitial cell) - อยูระหวางหลอดสรางอสุจิในเพศชาย - เมื่อเริ่มวัยหนุมอินเตอรสติเชียลเซลลจะถูกกระตุนจากฮอรโมน LH หรือ ICSH จากตอมใตสมองสวนหนาใหสรางฮอรโมนเพศชายที่เรียกวา แอนโดเจน (Androgen) ประกอบดวยฮอรโมนหลายชนิดที่สําคัญที่สุด คือ เทสโทสเทอโรน (Testosterone) - เทสโทสเทอโรนมีหนาที่ควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุเพศชาย และควบคุมลักษณะขั้นที่สองของเพศชาย (Male secondary characteristic) ลักษณะดังกลาวที่สําคัญ คือ เสียงแตก นมขึ้นพาน ลูกกระเดือก แหลม มีหนวดเครา มีขนขึ้นบริเวณหนาแขง รักแร และอวัยวะสืบพันธุ กระดูกหัวไหล กวางและกลามเนื้อตามแขนขาเติบโตแข็งแรงมากกวาเพศหญิง
  • 90.
    o ผลิตเซลลไข o สรางฮอรโมนเพศ oมีแหลงสรางฮอรโมน 2 แหง คือ ฟอลลเคล และ คอรปลลเทียม ิ ิ ู
  • 91.
  • 93.
     ในระยะกอนการตกไข เซลลฟอลลิเคิลที่ลอมรอบไข จะสรางฮอรโมนอีสโทรเจน  อีสโทรเจน ทําใหเกิดลักษณะของหญิง  ควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่รังไขและเยื่อบุมดลูก  อีสโทรเจนกระตุนใหหลั่ง LH มาทําใหโอโอไซตระยะที่ 2 หลุดออกจากฟอลลิเคิล เรียกวาการตกไข  หลังการตกไขฟอลลิเคิลมีการเปลี่ยนแปลงเปนคอรปสลูเทียม
  • 94.
     สรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ทํางานรวมกับอีสโทรเจน กระตุนการเจริญของเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก  กระตุนตอมน้ํานมใหเติบโต แตไมกระตุนการสรางน้ํานม  เซลลไขไมไดรับการผสมจากอสุจิ คอรปสลูเทียมจะเปลี่ยนแปลง และหยุดสรางโพรเจสเทอโรน ทําใหเยื่อบุผนังมดลูกสลายตัว ถูกขับออกมาเปนประจําเดือน
  • 95.
  • 96.
  • 97.
    สรุปจากแผนภาพ •จุดที่ระดับฮอรโมน FSHคอยๆเพิ่มขึ้นฟอลลิเคิลจะถูกกระตุนใหเจริญจนถึงจุดที่ ระดับ FSHสูงสุดฟอลลิเคิล จะเจริญเต็มที่พรอมที่จะใหเกิดการตกไข •ขณะที่ฟอลลิเคิลเจริญฟอลลิเคิลจะสรางฮอรโมน อีสโทรเจนเพิ่มขึ้นเมื่อฟอลลิเคิล เจริญเต็มที่ระดับอีสโทรเจนจะสูงสุด •เมื่อฟอลลิเคิลเจริญเต็มที่ฮอรโมน LH จะมีระดับสูงสุดเพื่อกระตุนใหฟอลลิเคิล ปลอยไขออกมาและหลังจากตกไขแลว ระดับฮอรโมน LHจะลดต่ําสุด
  • 98.
    สรุปจากแผนภาพ •เนื้อเยื่อของฟอลลิเคิลหลังจากปลอยไขออกไปแลวจะยุบรวมตัวเปนคอรปสลูเทียม ที่มีสีเหลืองแลวทําหนาที่สรางฮอรโมน โพรเจสเทอโรน เพื่อกระตุนให เยื่อบุชั้นในของผนังมดลูกเจริญหนาขึ้นเพื่อรอรับการฝงตัวของ เอ็มบริโอ •ถาไมมีการฝงตัวของเอ็มบริโอคอรปสลูเทียมจะสลายไป ระดับฮอรโมนอีสโทร เจน และ โพรเจสเทอโรน จะลดลงต่ําสุด เมื่อไมมีการสรางโพรเจสเทอโรน จากคอรปสลูเทียมเยื่อบุชั้นในของผนังมดลูก จะ เริ่มสลายตัวหลุดลอกออกมาเปน ประจําเดือน
  • 99.
    8. ฮอรโมนจากรก (PLACENTA) เซลลของรกจะหลั่งฮอรโมนฮิวแมน คอริโอนิก โกนาโดโทรฟน (HCG) หลังจากเอ็มบริโอฝงตัว ที่ผนังมดลูก  HCG กระตุนคอรปสลูเทียมในรังไขใหเจริญตอไป  และสรางฮอรโมนโพรเจสเทอโรนเพิ่มขึ้น
  • 100.
    9. ตอมไทมัส (THYMUSGLAND) • มีลักษณะเปนพู มีตําแหนงอยูระหวางกระดูกอก กับหลอดเลือดใหญของหัวใจ • มีหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซตชนิด ที หรือเซลล ที • การแบงเซลลและพัฒนาการของลิมโฟไซตชนิด ที อาศัยฮอรโมนไทโมซิน (thymosin) ที่สรางจากเซลล บางสวนของตอมไทมัส • ไทโมซิน เปนฮอรโมนที่เกี่ยวของกับการสรางภูมคุมกันของรางกาย ิ
  • 102.
    10. กระเพาะอาหารและลําไสเล็ก แกสตริน (Gastrin) • สรางจากกระเพาะอาหาร • กระตุนการหลั่งเอนไซมและกรดไฮโดรคลอริก ซีครีทิน (Secretin) • สรางจากดูโอดีนัมของลําไสเล็ก • กระตุนตับออนใหหลั่งเอนไซมและ โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต • กระตุนการบีบตัวของทอน้ําดี
  • 103.
     รางกายตองมีระบบควบคุมการหลั่งฮอรโมนของตอมไรทอ เพื่อปองกันการหลั่งฮอรโมนโดยไมจํากัด ระบบควบคุมอาจเปนปริมาณของฮอรโมนเอง หรือระดับ สารเคมีอื่นๆ ในเลือด  ระบบควบคุมแบบยอนกลับมี 2 ลักษณะ คือ 1. การควบคุมแบบยับยั้งยอนกลับ (negative feedback) 2. การควบคุมแบบกระตุนยอนกลับ (positive feedback) 
  • 106.
  • 107.
  • 108.
  • 109.
    ฟโรโมนมี 3 ทางคือ 1.ทางกลิ่น (Olfaction) : พบในแมลงหลายชนิด สวนมากก็เพื่อการดึงดูดเพศตรงขามใหมาหา หรือไมก็เปนการบอก.... ใหรูวาอยูที่ไหน หรือเปนสัญญาณอันตรายเตือนใหรู เชน ฟโรโมนของตัว ชะมดมีกลิ่นแรงมากเราสกัดเอามาทําเปนหัวน้ําหอม 2. การกิน (Ingestion) : เชน ผึ้งนางพญาจะสรางสารจากตอมบริเวณระยางคปาก เรียกวา Queen substance สําหรับ.... เอาไวลอผึ้งงาน เมื่อผึ้งงานกินเขาไปจะไปยับยังรังไขของผึ้งงานไมใหมีการ ้ เจริญเติบโตและสรางรังไขจึงไมมีโอกาส.... สืบพันธุเหมือนนางพญา 3. การดูดซึม (Absorption) : พบเฉพาะในสัตวไมมีกระดูกสันหลังเทานั้น เชน แมงมุมบางชนิดและ แมลงสาบ ....ตัวเมียจะปลอยฟโรโมนทิ้งเอาไวจนกระทั่งตัวผูมาสัมผัส ก็จะซึมเขาไปกระตุนใหเกิด ความตองการทางเพศ... ติดตามหาตัวเมียจนพบและทําการผสมพันธุ แตในตั๊กแตนตัวผูจะปลอย ฟโรโมนทิ้งเอาไวหลังจากผสมพันธุ ....เมื่อตัวออนมาสัมผัสฟโรโมนนั้นก็จะดูดซึมเขาไปกระตุนให เติบโตเปนตัวเต็มวัยและสืบพันธุได 109
  • 112.
    สามารถจําแนกฟโรโมนตามพฤติกรรมไดดังนี้ 1. สารดึงดูดเพศตรงขาม (sex pheromone) พบในผีเสื้อไหมตัวเมีย ปลอย ออกมาดึงดูดผีเสื้อไหมตัวผู 2. สารเตือนภัย (alarm pheromone) เชนมดตาย จะมีฟโรโมนออกมาจากซาก มดตัวนั้น ทําใหมีการขนซากมดตัวนั้นไปทิ้งนอกรัง 3. สารนําทาง (trail pheromone) ไดแก กรดบางชนิดที่มดงานปลอยออกมา ตามทางเดิน ทําใหมดตัวอื่นสามารถเดินไปยังอาหารไดถูกตอง 4 สารจากนางพญา (queen substance) เชนสารที่นางพญาใหผึ้งงานกิน ทําใหผึ้งงานเปนหมัน 5. สารทําใหรวมกลุม (aggregation pheromone) เชน นางพญาปลวกปลอย ออกมาทําใหปลวกงานมารวมกลุมกัน 6. สารแสดงอาณาเขต (territory pheromone) เชน สุนัขปสสาวะรดสิ่งตาง ๆ ที่มันเดินผาน 112
  • 113.