โครงสร้างและหน้าที่ของใบ
• ใบ (Leaf) เป็นอวัยวะหรือส่วนของพืชที่
เจริญเติบโตยื่นออกมาจากด้านข้างของลาต้น
บริเวณข้อ
• หน้าที่ที่สาคัญของใบ 3 ประการ
- การสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis)
- หายใจ (Respiration)
- คายนา (Transpiration)
ใบยังมีหน้าที่อื่น ๆ
1. ยึดหรือคาจุนลาต้น
2. สะสมอาหารและนา
3. แพร่พันธุ์
4. ป้องกันลาต้น ด้วยการเปลี่ยนใบเป็นหนาม
5. ช่วยผสมเกสรโดยเปลี่ยนเป็นกลีบดอกและใบประดับสีต่าง ๆ
6. ป้องกันยอดอ่อนหรือใบอ่อน
ประกอบด้วย
• แผ่นใบ (blade)
• ก้านใบ (petiole)
• หูใบ (stipule)
โครงสร้างภายนอกของใบ
ส่วนประกอบของใบ
แผ่นใบ
เส้นใบ
เส้นกลางใบ
ก้านใบ
กาบ
หูใบ กิ่ง
ใบเลี้ยงคู่
ลักษณะทั่วไปของพืชใบเลียงคู่
1. มีประมาณ 225,000 species ซึ่งมากกว่าพืชใบเลียงเดี่ยว
2. มีใบเลียง 2 ใบ
3. ไม่มีเยื่อหุ้มยอดอ่อน ( Coleoptile ) และเยื่อหุ้มรากอ่อน
( Coleorhiza )
4. เส้นใบเป็นร่างแห ( Recticular venation) ดังรูป
ใบเลี้ยงเดี่ยว
ลักษณะทั่วไปของพืชใบเลียงเดี่ยว
1. มีประมาณ 75,000 species ซึ่งน้อยกว่าพืชใบเลียงคู่
2. มีใบเลียง 1 ใบ
3. มีเยื่อหุ้มยอดอ่อน ( Coleoptile ) และเยื่อหุ้มรากอ่อน
( Coleorhiza )
4. เส้นใบขนาน ( Parallel venation ) ดังรูป
ข้อแตกต่างของใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยว
1.
ใบเลี้ยงคู่มีเส้นใบแบบตาข่าย
2.
ใบเลี้ยงเดี่ยวมีเส้นใบแบบขนาน
ชนิดของใบ
1. ใบเดี่ยว (simple leaf) เป็นใบที่ประกอบด้วยตัวใบเพียงใบเดียว
ติดอยู่กับก้านใบ (Petiole) ที่แตกออกมาจากลาต้นหรือกิ่ง เช่นใบ
อ้อย กล้วย ชมพู่ มะม่วง มะละกอ
2. ใบประกอบ (compound leaf) เป็นใบประกอบด้วยตัวใบ
หลาย ๆ ใบ ซึ่งมักจะมีขนาดเล็กติดอยู่กับก้านใบ 1 ก้าน โดยใบเล็ก
ๆ เรียกว่า ใบย่อย (Leaflet หรือ Pinna) ก้านใบของ ใบย่อยเรียกว่า
ก้านใบย่อย (Petiolule) ลักษณะของใบประกอบแตกต่างจากใบ
เดี่ยวหลายประการ ได้แก่ ที่โคนของใบย่อยไม่มีหูใบและตาใบ ใบย่อย
ทุกใบอยู่ในระนาบเดียวกัน และมีขนาดเท่ากัน เช่น ใบกุหลาบ
มะขาม กระถิน มะพร้าว หางนกยูง
ภาพใบเดี่ยวและใบประกอบชนิดต่างๆ
ใบเดี่ยว ก.มะละกอ ข.ละหุ่ง ค.มะม่วง
ใบประกอบ ง.อัญชัน จ.จามจุรี ฉ.หางนกยูงไทย
โครงสร้างภายนอกของใบ
1. เอพิเดอร์มิส (Epidermis) เป็นเยื่อหุ้มใบที่มีอยู่ทังด้านบนและ
ด้านล่างของใบประกอบด้วยเซลล์แถวเดียว และรูปร่าง
สี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนในลาต้นเป็นเซลล์ที่ไม่มี คลอโรพลาสต์
• จึงทาให้ เอพิเดอร์มิส ทังด้านบนและด้านล่างไม่มีสีเขียว
• มี คิวทิน เคลือบที่ด้านนอกของผนังเซลล์จึงป้องกันการระเหย
ของน้าออกจากใบ
เซลล์คุม (Guard Cell)
2. มีโซฟิลล์ (Mesophyll)
• หมายถึง ส่วนของเนือเยื่อที่อยู่ระหว่าง เอพิเดอร์มิสด้านบน
และเอพิเดอร์มิสด้านล่าง
• เนือเยื่อส่วนใหญ่เป็นพวก พาเรงคิมา ที่มี คลอโรพลาสต์อยู่ด้วย
จึงเรียกชื่อใหม่ว่า คลอเรงคิมา (Chlorenchyma =
Chloroplast + Parenchyma)
• มีโซฟิลล์แบ่งออกเป็นสองชันคือ แพลิเซดมีโซฟิลล์ (Palisade
mesophyll) และ สปันจีมีโซฟิลล์ (Spongy mesophyll)
3. มัดท่อลาเลียง (Vascular bundle)
• คือส่วนของเส้นใบขนาดต่าง ๆ กันที่อยู่ภายในเนือใบนั่นเอง มัด
ท่อลาเลียงประกอบด้วย ไซเลม และ โฟลเอ็มมาเรียงติดต่อกัน
เป็นเส้นใบ
• มัดท่อลาเลียงมีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า บันเดิลชีท (Bundle
sheath) ล้อมรอบ จึงทาให้มัดท่อลาเลียงมีความแข็งแรงเพิ่มขึน
• บันเดิลชีท ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมา หรือ สเกลอเรงคิมา
เรียงตัวกันอยู่ 1 หรือ 2 ชัน
• ส่วนใหญ่ของมัดท่อลาเลียงอยู่ในชัน สปันจีมีโซฟิลล์ จึงเห็นเส้น
ใบนูนออกทางด้านท้องใบ
ใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf)
1. ใบสะสมอาหาร (Storage
leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไป
เป็นที่เก็บสะสมอาหาร ได้แก่
• ใบเลียง (Cotyledon) และใบ
พืชอีกหลายชนิด
• เช่น ใบว่านหางจระเข้ หัวหอม
หัวกระเทียม กาบกล้วย ส่วน
กะหล่าปลี เก็บอาหารสะสมไว้
ที่เส้นใบ
2. ใบดอก (Floral leaf)
• เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปมีสี
สวยงามคล้ายกลีบดอกทา
หน้าที่ช่วยล่อแมลง
• เช่น หน้าวัว (เป็นส่วนที่เป็น
แผ่นสีแดงเรียกว่า (Spathe)
อุตพิด คริสต์มาส เฟื่องฟ้า
อุตพิด
3. ใบประดับ (Bract) เป็นใบที่
เปลี่ยนแปลงไป ทาหน้าที่
ช่วยรองรับดอกหรือช่อดอก
• เช่น กาบปลีของกล้วย กาบ
เขียง (ใบที่หุ้มจั่นมะพร้าว
และหมาก) ของมะพร้าวและ
หมาก ซึ่งมีสีเขียว
4. ใบเกล็ด (Scale leaf) เป็น
ใบที่เปลี่ยนมาจากใบแท้ เพื่อ
ทาหน้าที่ป้องกันอันตราย
ให้แก่ตาและยอด
• นอกจากนีใบเกล็ดบางชนิด
ยังสะสมอาหารไว้ด้วย ใบ
เกล็ดจึงมีขนาดใหญ่ เช่น หัว
หอม หัวกระเทียม เผือก
5. ใบเกล็ดหุ้มตา (Bud scale)
• เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทา
หน้าที่หุ้มตาหรือคลุมตาไว้
• เมื่อตาเจริญเติบโตออกมา
จึงดันให้เกล็ดหุ้มตาหลุดไป
พบในต้นยาง สาเก จาปี
เป็นต้น
6. มือเกาะ (Leaf tendrill)
• เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น
มือเกาะเพื่อยึดและพยุงลา
ต้นให้ขึนสูง
• ตัวอย่างมือเกาะของ
ถั่วลันเตา บานบุรีสีม่วง
มะระ ดองดึง หวายลิง
กะทกรก เป็นต้น
มะระ
ดองดึง
หวายลิง
กะทกรก
7. หนาม (Leaf spine) เป็น
ใบที่เปลี่ยนแปลงเป็นหนาม
เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์
ที่มากัดกิน
• พร้อมกับป้องกันการคายนา
• เช่น เหงือกปลาหมอ
กระบองเพชร มะขามเทศ
ศรนารายณ์
เหงือกปลาหมอ
ศรนารายณ์
มะขามเทศ
8. ฟิลโลด (Phyllode หรือ
Phyllodium)
• บางส่วนของใบเปลี่ยนแปลงไป
เป็นแผ่นแบนคล้ายใบแต่แข็งแรง
กว่าปกติทาให้ไม่มีตัวใบที่แท้จริง
จึงลดการคายนาได้ด้วย
• เช่น ใบกระถินณรงค์ ซึ่ง
เปลี่ยนแปลงมาจากก้านใบ
9. ทุ่นลอย (Floating leaf)
• พืชนาบางชนิดมีการ
เปลี่ยนแปลงก้านใบให้พอง
โตคล้ายทุ่น ภายในมีช่อง
อากาศกว้างใหญ่ สามารถ
พยุงลาต้นให้ลอยนามาได้
• เช่น ผักตบชวา
10. ใบแพร่พันธุ์ (Vegetative
reproductive organ)
• เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อ
ช่วยแพร่พันธุ์
• เช่น ใบของต้นตายใบเป็น
(หรือคว่าตายหงายเป็น) ต้น
เศรษฐีพันล้าน ต้นโคมญี่ปุ่น
เป็นต้น
ต้นโคมญี่ปุ่น
11. ใบจับแมลง
(Insectivorous leaf หรือ
Carnivorous leaf)
• เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น
กับดักแมลง
• เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ต้นกาบหอยแครง
ต้นหยาดนาค้าง
ต้นสาหร่ายข้าวเหนียว
ต้นหยาดนาค้าง
ต้นสาหร่ายข้าวเหนียว
1
3
5
4
2
จงวาดภาพและชีส่วนประกอบว่า
แต่ละหมายเลขคือชันของใบที่เรียกว่าอะไร
แบบฝึกหัด โครงสร้างและหน้าที่ของใบ
1. เซลล์คุมมักพบอยู่บริเวณใดของใบ
2. เพราะเหตุใดด้านล่างของใบมีสีเขียวน้อยกว่าด้านบนของใบ
3. ใบมีหน้าที่สาคัญใดบ้าง
4. จงวาดรูปแสดงเซลล์คุมและปากใบ
5. บันเดิลชีทหมายถึงอะไรและประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ใดบ้าง
6. ใบของพืชต่อไปนีจัดเป็นใบประเภทใด
มะม่วง กระถินณรงค์ ดอกเฟื่องฟ้า ว่านหางจระเข้
หม้อข้าวหม้อแกงลิง ปลีกกล้วย มะระ กระบองเพชร
ผักตบชวา คว่าตายหงายเป็น

Leaf oui

  • 2.
    โครงสร้างและหน้าที่ของใบ • ใบ (Leaf)เป็นอวัยวะหรือส่วนของพืชที่ เจริญเติบโตยื่นออกมาจากด้านข้างของลาต้น บริเวณข้อ • หน้าที่ที่สาคัญของใบ 3 ประการ - การสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) - หายใจ (Respiration) - คายนา (Transpiration)
  • 3.
    ใบยังมีหน้าที่อื่น ๆ 1. ยึดหรือคาจุนลาต้น 2.สะสมอาหารและนา 3. แพร่พันธุ์ 4. ป้องกันลาต้น ด้วยการเปลี่ยนใบเป็นหนาม 5. ช่วยผสมเกสรโดยเปลี่ยนเป็นกลีบดอกและใบประดับสีต่าง ๆ 6. ป้องกันยอดอ่อนหรือใบอ่อน
  • 4.
    ประกอบด้วย • แผ่นใบ (blade) •ก้านใบ (petiole) • หูใบ (stipule) โครงสร้างภายนอกของใบ
  • 5.
  • 6.
  • 7.
    ใบเลี้ยงคู่ ลักษณะทั่วไปของพืชใบเลียงคู่ 1. มีประมาณ 225,000species ซึ่งมากกว่าพืชใบเลียงเดี่ยว 2. มีใบเลียง 2 ใบ 3. ไม่มีเยื่อหุ้มยอดอ่อน ( Coleoptile ) และเยื่อหุ้มรากอ่อน ( Coleorhiza ) 4. เส้นใบเป็นร่างแห ( Recticular venation) ดังรูป ใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะทั่วไปของพืชใบเลียงเดี่ยว 1. มีประมาณ 75,000 species ซึ่งน้อยกว่าพืชใบเลียงคู่ 2. มีใบเลียง 1 ใบ 3. มีเยื่อหุ้มยอดอ่อน ( Coleoptile ) และเยื่อหุ้มรากอ่อน ( Coleorhiza ) 4. เส้นใบขนาน ( Parallel venation ) ดังรูป
  • 8.
  • 9.
    ชนิดของใบ 1. ใบเดี่ยว (simpleleaf) เป็นใบที่ประกอบด้วยตัวใบเพียงใบเดียว ติดอยู่กับก้านใบ (Petiole) ที่แตกออกมาจากลาต้นหรือกิ่ง เช่นใบ อ้อย กล้วย ชมพู่ มะม่วง มะละกอ 2. ใบประกอบ (compound leaf) เป็นใบประกอบด้วยตัวใบ หลาย ๆ ใบ ซึ่งมักจะมีขนาดเล็กติดอยู่กับก้านใบ 1 ก้าน โดยใบเล็ก ๆ เรียกว่า ใบย่อย (Leaflet หรือ Pinna) ก้านใบของ ใบย่อยเรียกว่า ก้านใบย่อย (Petiolule) ลักษณะของใบประกอบแตกต่างจากใบ เดี่ยวหลายประการ ได้แก่ ที่โคนของใบย่อยไม่มีหูใบและตาใบ ใบย่อย ทุกใบอยู่ในระนาบเดียวกัน และมีขนาดเท่ากัน เช่น ใบกุหลาบ มะขาม กระถิน มะพร้าว หางนกยูง
  • 10.
    ภาพใบเดี่ยวและใบประกอบชนิดต่างๆ ใบเดี่ยว ก.มะละกอ ข.ละหุ่งค.มะม่วง ใบประกอบ ง.อัญชัน จ.จามจุรี ฉ.หางนกยูงไทย
  • 13.
    โครงสร้างภายนอกของใบ 1. เอพิเดอร์มิส (Epidermis)เป็นเยื่อหุ้มใบที่มีอยู่ทังด้านบนและ ด้านล่างของใบประกอบด้วยเซลล์แถวเดียว และรูปร่าง สี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนในลาต้นเป็นเซลล์ที่ไม่มี คลอโรพลาสต์ • จึงทาให้ เอพิเดอร์มิส ทังด้านบนและด้านล่างไม่มีสีเขียว • มี คิวทิน เคลือบที่ด้านนอกของผนังเซลล์จึงป้องกันการระเหย ของน้าออกจากใบ
  • 14.
  • 15.
    2. มีโซฟิลล์ (Mesophyll) •หมายถึง ส่วนของเนือเยื่อที่อยู่ระหว่าง เอพิเดอร์มิสด้านบน และเอพิเดอร์มิสด้านล่าง • เนือเยื่อส่วนใหญ่เป็นพวก พาเรงคิมา ที่มี คลอโรพลาสต์อยู่ด้วย จึงเรียกชื่อใหม่ว่า คลอเรงคิมา (Chlorenchyma = Chloroplast + Parenchyma) • มีโซฟิลล์แบ่งออกเป็นสองชันคือ แพลิเซดมีโซฟิลล์ (Palisade mesophyll) และ สปันจีมีโซฟิลล์ (Spongy mesophyll)
  • 17.
    3. มัดท่อลาเลียง (Vascularbundle) • คือส่วนของเส้นใบขนาดต่าง ๆ กันที่อยู่ภายในเนือใบนั่นเอง มัด ท่อลาเลียงประกอบด้วย ไซเลม และ โฟลเอ็มมาเรียงติดต่อกัน เป็นเส้นใบ • มัดท่อลาเลียงมีกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า บันเดิลชีท (Bundle sheath) ล้อมรอบ จึงทาให้มัดท่อลาเลียงมีความแข็งแรงเพิ่มขึน • บันเดิลชีท ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมา หรือ สเกลอเรงคิมา เรียงตัวกันอยู่ 1 หรือ 2 ชัน • ส่วนใหญ่ของมัดท่อลาเลียงอยู่ในชัน สปันจีมีโซฟิลล์ จึงเห็นเส้น ใบนูนออกทางด้านท้องใบ
  • 21.
    ใบที่เปลี่ยนแปลงไป (Modified leaf) 1.ใบสะสมอาหาร (Storage leaf) เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นที่เก็บสะสมอาหาร ได้แก่ • ใบเลียง (Cotyledon) และใบ พืชอีกหลายชนิด • เช่น ใบว่านหางจระเข้ หัวหอม หัวกระเทียม กาบกล้วย ส่วน กะหล่าปลี เก็บอาหารสะสมไว้ ที่เส้นใบ
  • 22.
    2. ใบดอก (Floralleaf) • เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปมีสี สวยงามคล้ายกลีบดอกทา หน้าที่ช่วยล่อแมลง • เช่น หน้าวัว (เป็นส่วนที่เป็น แผ่นสีแดงเรียกว่า (Spathe) อุตพิด คริสต์มาส เฟื่องฟ้า
  • 23.
  • 24.
    3. ใบประดับ (Bract)เป็นใบที่ เปลี่ยนแปลงไป ทาหน้าที่ ช่วยรองรับดอกหรือช่อดอก • เช่น กาบปลีของกล้วย กาบ เขียง (ใบที่หุ้มจั่นมะพร้าว และหมาก) ของมะพร้าวและ หมาก ซึ่งมีสีเขียว
  • 25.
    4. ใบเกล็ด (Scaleleaf) เป็น ใบที่เปลี่ยนมาจากใบแท้ เพื่อ ทาหน้าที่ป้องกันอันตราย ให้แก่ตาและยอด • นอกจากนีใบเกล็ดบางชนิด ยังสะสมอาหารไว้ด้วย ใบ เกล็ดจึงมีขนาดใหญ่ เช่น หัว หอม หัวกระเทียม เผือก
  • 26.
    5. ใบเกล็ดหุ้มตา (Budscale) • เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปทา หน้าที่หุ้มตาหรือคลุมตาไว้ • เมื่อตาเจริญเติบโตออกมา จึงดันให้เกล็ดหุ้มตาหลุดไป พบในต้นยาง สาเก จาปี เป็นต้น
  • 27.
    6. มือเกาะ (Leaftendrill) • เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น มือเกาะเพื่อยึดและพยุงลา ต้นให้ขึนสูง • ตัวอย่างมือเกาะของ ถั่วลันเตา บานบุรีสีม่วง มะระ ดองดึง หวายลิง กะทกรก เป็นต้น
  • 28.
  • 29.
  • 30.
    7. หนาม (Leafspine) เป็น ใบที่เปลี่ยนแปลงเป็นหนาม เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ ที่มากัดกิน • พร้อมกับป้องกันการคายนา • เช่น เหงือกปลาหมอ กระบองเพชร มะขามเทศ ศรนารายณ์ เหงือกปลาหมอ
  • 31.
  • 32.
    8. ฟิลโลด (Phyllodeหรือ Phyllodium) • บางส่วนของใบเปลี่ยนแปลงไป เป็นแผ่นแบนคล้ายใบแต่แข็งแรง กว่าปกติทาให้ไม่มีตัวใบที่แท้จริง จึงลดการคายนาได้ด้วย • เช่น ใบกระถินณรงค์ ซึ่ง เปลี่ยนแปลงมาจากก้านใบ
  • 33.
    9. ทุ่นลอย (Floatingleaf) • พืชนาบางชนิดมีการ เปลี่ยนแปลงก้านใบให้พอง โตคล้ายทุ่น ภายในมีช่อง อากาศกว้างใหญ่ สามารถ พยุงลาต้นให้ลอยนามาได้ • เช่น ผักตบชวา
  • 34.
    10. ใบแพร่พันธุ์ (Vegetative reproductiveorgan) • เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อ ช่วยแพร่พันธุ์ • เช่น ใบของต้นตายใบเป็น (หรือคว่าตายหงายเป็น) ต้น เศรษฐีพันล้าน ต้นโคมญี่ปุ่น เป็นต้น
  • 35.
  • 36.
    11. ใบจับแมลง (Insectivorous leafหรือ Carnivorous leaf) • เป็นใบที่เปลี่ยนแปลงไปเป็น กับดักแมลง • เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดนาค้าง ต้นสาหร่ายข้าวเหนียว
  • 37.
  • 38.
  • 39.
    แบบฝึกหัด โครงสร้างและหน้าที่ของใบ 1. เซลล์คุมมักพบอยู่บริเวณใดของใบ 2.เพราะเหตุใดด้านล่างของใบมีสีเขียวน้อยกว่าด้านบนของใบ 3. ใบมีหน้าที่สาคัญใดบ้าง 4. จงวาดรูปแสดงเซลล์คุมและปากใบ 5. บันเดิลชีทหมายถึงอะไรและประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ใดบ้าง 6. ใบของพืชต่อไปนีจัดเป็นใบประเภทใด มะม่วง กระถินณรงค์ ดอกเฟื่องฟ้า ว่านหางจระเข้ หม้อข้าวหม้อแกงลิง ปลีกกล้วย มะระ กระบองเพชร ผักตบชวา คว่าตายหงายเป็น